ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-10-2019, 03:31
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  เปิดบันทึก: ระหว่างข้าพเจ้ากับระบอบทักษิณ มาจนถึงการเมืองใหม่ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
เปิดบันทึก: ระหว่างข้าพเจ้ากับระบอบทักษิณ มาจนถึงการเมืองใหม่  (อ่าน 5285 ครั้ง)
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« เมื่อ: 04-09-2008, 22:47 »

เปิดบันทึก: ระหว่างข้าพเจ้ากับระบอบทักษิณ มาจนถึงการเมืองใหม่

โดย วิหค อัสนี

(1)

บันทึกนี้เริ่มขึ้นมาจากการถกกันในกระทู้ เกี่ยวกับการต่อต้านระบอบทักษิณ และการถูกชักจูงโดยพันธมิตร ซึ่งมีการแสดงความเห็นในแนวทางที่ว่าแกนนำพันธมิตรมีวาระซ่อนเร้นส่วนตัว
หรือแม้แต่ทฤษฎีสมคบคิด ที่ว่าทั้งฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายทักษิณ สุดท้ายแล้วล้วนเป็นหุ่นกระบอกของผู้เชิดคนเดียวกันที่ต้องการจะสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเพื่อเข้ายึดครองเท่านั้น
การเข้าร่วมกับพันธมิตรเพื่อต่อต้านระบอบทักษิณจึงขาดความชอบธรรม จะเป็นการหลงตกเป็นเพียงเครื่องมือในความขัดแย้งแสวงหาอำนาจทางการเมืองไปเสียเปล่าๆ ?

ผมขอเสนออีกมุมมองหนึ่งนะครับ

ลองคิดดูว่าตอนนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพันธมิตรถูกสลาย ถูกปราบปรามจนแตกย่อยยับ ไม่ว่าจะจากตำรวจหรือจากม็อบฝ่ายตรงข้าม?
หรืออยู่ๆ ถ้าเกิดแกนนำได้รับข้อเสนอสมประโยชน์อย่างที่ใครบางคนปรามาสไว้จริง หรือเกิดถอดใจขึ้นมาดื้อๆ ประกาศยุบกลุ่มพันธมิตร ล้มเลิกการชุมนุมต่อสู้ทุกอย่าง ขอให้กลับบ้านใครบ้านมัน

เรื่องมันจะจบมั๊ยครับ?
คนที่ไม่ชอบทักษิณตอนนี้ส่วนใหญ่ จะผิดหวังสุดขีดกับพันธมิตร จนยอมหันกลับลำไปยอมสวามิภักดิ์ สรรเสริญทักษิณ แล้วกลับไปอยู่อย่างเชื่องๆ ตามเดิมหรือไม่?

ไม่มีทาง

ผมเชื่อว่าฝ่ายต่อต้านทักษิณส่วนใหญ่ที่มีการตกผลึกการรับรู้มาพอสมควรแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางจะกลับไปให้ความเคารพศรัทธา หรือมีความไว้วางใจใดๆ หลงเหลือให้กับกลุ่มการเมืองฝ่ายนั้นอีกในชีวิตนี้

และผมรับรองได้เลยว่า กลุ่มคนที่ออกมาอยู่บนถนนกันวันนี้ ก็จะแยกตัวปรับขบวนกันไปก่อตั้งเป็นแนวรบใหม่อีกหลายๆ แนว ด้วยรูปแบบการต่อต้านที่จะซับซ้อนพิสดารขึ้นไปยิ่งกว่านี้อีก เพื่อเดินหน้าต่อไปไม่หยุด

ตายสิบเกิดแสนครับ และจะไม่มีทางควบคุมได้อีกเลย

ตราบใดที่ตัวปัญหาที่แท้จริง ยังไม่ถูกแก้ไข ความจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองยังไม่ถูกชำระ ยังไม่มีใครหน้าไหนจะรับผิดชอบได้

ผมมีหลักการและเหตุผลหลายอย่าง สิ่งที่ได้พบได้เห็นมา พฤติกรรมที่แสดงออกมาจากตัวพวกเขาเอง รองรับความเชื่อที่ว่า ระบอบทักษิณนั่นแหละ เป็นตัวการสำคัญที่บิดเบือนและบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อีกทั้งยังมีความเป็นทรราชและเป็นอธรรม ที่ไม่อาจยอมรับให้ขึ้นมามีอำนาจครอบสังคมประเทศชาติได้อีกต่อไป โดยยังไม่ต้องคิดไปถึงใบเสร็จคดีโกงกินทั้งหลายแหล่ที่ยังสืบสาวกันอยู่ในตอนนี้เลย

เพราะเหตุนี้ ถึงจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกบฎ ผมก็ยอม
เพราะนึกถึงวันข้างหน้า ถึงจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกบฎ ผมก็ยอม
เพราะเชื่อในหัวใจของความเป็นเสรีชน ถึงจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกบฎ ผมก็ยอม


ถ้าจะให้อธิบายต้นสายปลายเหตุละก็ เรื่องมันยาว...ตั้งแต่หลายปีมาแล้วก่อนพันธมิตร หรือแม้แต่พรรคไทยรักไทยจะเกิดด้วยซ้ำ เดี๋ยวถ้าว่างอีกเมื่อไหร่จะมาทยอยเล่าไปทีละช่วงๆ ก็แล้วกันครับ

(มีต่อ)

*********

บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #1 เมื่อ: 04-09-2008, 22:50 »

(2)

เมื่อตอนนั้นผมได้เห็น พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี พร้อมกับคำประกาศอย่างสุดอหังการ์ว่า จะแก้ปัญหารถติดให้ได้ใน 6 เดือน

จำได้ลางๆ ว่ารู้สึกทึ่งแกมสงสัย คนๆ นี้มีทีเด็ดหรืออภินิหารอะไรหรือ? ถึงได้กล้าพูดออกมาอย่างมั่นใจขนาดนั้น?

และแล้วผมก็เริ่มได้เห็นแผนการของเขา ด้วยสารพัดป้าย "รณรงค์วินัยจราจร" ที่ติดเต็มพรึบไปทั่วเมือง

ตอนนั้นผมก็ชอบนะ อ่านแล้วฮาดี เออเขาช่างคิดเว้ย สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น "ลูกใครหว่า" "พี่ขาอย่าทับหนู" และอื่นๆ อีกมากมาย อย่างน้อยก็น่าจะช่วยลดความรู้สึกเครียดของคนตอนนั่งอยู่หลังพวงมาลัยในขบวนรถติดลงไปได้บ้าง

ผมจำไม่ได้เลยว่านอกจากนั้น มีมาตรการอะไรออกมาอีกหรือไม่...
นอกจากการรณรงค์ที่หวือหวาดูน่าสนใจ ทำให้คนทั่วๆ ไปรู้สึกว่าอย่างน้อย "เขาก็ได้พยายามทำอะไรๆ บางอย่างที่ดูใหญ่โตอลังการงานสร้างเพื่อจะแก้ปัญหา และด้วยวิธีที่ดูแหวกแนว โดนใจวัยรุ่น ให้ภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำยุคใหม่ซะด้วย"

แต่สุดท้ายแล้ว มันแก้รถติดได้หรือเปล่า? แล้วมีใครได้ไปแตะที่รากของปัญหาแบบจริงๆ จังๆ หรือยัง?
ผมว่าทุกคนโดยเฉพาะชาว กทม. ที่กำลังอ่านข้อความผมอยู่ ก็คงรู้ดีอยู่แก่ใจ...

ซึ่งตรงนี้มันก็ไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแต่อารัมภบทก่อนให้รู้ถึงความประทับใจแรกๆ ของผมต่อนักการเมืองที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

(มีต่อ)


*********
บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #2 เมื่อ: 04-09-2008, 22:52 »

(3)

ต่อมา วันดีคืนดีนายสมัคร สุนทรเวช ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม.

ตอนนั้นผมอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว ได้ข่าวนี้ ก็เกิดของขึ้น เมื่อสนใจสืบค้นไปเจอประวัติของนายสมัคร และเนื่องจากผมเองเคยได้อ่านหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา มาจนถึงพฤษภาทมิฬ มาที่บ้านตั้งแต่เด็กๆ

ผมก็เลยออกไปร่วมแจมกับแคมเปญต่อต้านสมัคร โดยเคลื่อนไหวอิสระเป็นส่วนตัวกับเพื่อนอีก 2-3 คนตอนนั้น ทำใบปลิวไปแจก+ติดซะทั่ว ลุยในกระทู้พันทิพราชดำเนิน

มันดูออกจะบ้าบอ พ้นสมัยไปหน่อย ไม่มีนักศึกษาจะมาทำอะไรแนวๆ นี้แล้วในเวลานั้น
ผมไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม. แต่ผมอาศัยอยู่ใน กทม. เป็นประจำมาตั้งแต่ตอนเข้ามหาลัย
เวทีผู้ว่า กทม. ก็ดูจะไม่ได้มีประเด็นสลักสำคัญอะไรขนาดนั้น ผมเองก็ไม่เคยลุกขึ้นมาเปิดแคมเปญสนับสนุนหรือต่อต้านนักการเมืองคนไหนมาก่อน และก็ไม่ได้ทำอีกจนถึงยุคทักษิณ
 
แต่ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนมีความรู้สึกลึกๆ บางอย่างบอกว่าไม่อยากให้นายนี่ได้ขึ้นมาเป็นผู้ว่า กทม. เลย
เหมือนกับว่าถ้าปล่อยให้ขึ้นมาได้ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่ความชั่วช้าสามานย์บางอย่างที่ใหญ่โตกว่าในวันข้างหน้า...ยังไงยังงั้นแหละ


แต่ตอนนั้นกระแสชาวกทม. ก็ตีกลับไปรวมกันที่สมัคร เพื่อเป็นการต่อต้านสุดารัตน์จาก ทรท. อีกทีหนึ่ง จนกลายเป็นคะแนนถล่มทลายเป็นประวัติการณ์

และนายสมัคร สุนทรเวช ก็ได้ขึ้นเป็นผู้ว่า กทม. ในที่สุด...

หลังจากนั้น ก็อย่างที่ว่า ผมไม่ได้สนใจอะไรกับสนาม กทม. เท่าไหร่นัก ส่วนเวลามีเลือกตั้งท้องถิ่น หรือเลือกตั้งทั่วไปแต่ละที ผมก็แทบไม่รู้จักใครในพื้นที่แถวบ้านผมเลย อาศัยหาข้อมูลแบบรวบรัดเอาก่อนจะไปเลือก
นอกจากนั้น เวลาผมเห็นผู้สมัครคนไหนมาหาเสียงหรือแนะนำตัวในการเลือกตั้งคราวไหนก็ตาม ผมมักจะพยายามมองดูรูป โดยเฉพาะมองลึกเข้าไปในแววตาของคนๆ นั้น เพื่อประเมินจากความรู้สึกตัวเองว่าคนๆ นี้ ไว้ใจได้แค่ไหน? เป็นตัวประกอบการตัดสินใจอีกทางนึง

แต่หลังๆ ตั้งแต่ความวุ่นวายจากระบอบทักษิณเริ่มก่อตัว ผมมักจะได้ใช้บริการช่อง "ไม่ประสงค์จะลงคะแนน" อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่น (จังหวัดผมเริ่มกลายเป็นถิ่นแม้วไปแล้วช่วงนั้น ผมเองก็เคยหลวมตัวไปลงคะแนนให้ครั้งนึง โดยเลือกปาร์ตี้ลิสท์ของ ทรท. แล้วเลือก สส. เขตของ ปชป. เข้าไปให้ช่วยถ่วงดุลอำนาจ)

จนครั้งหลังสุดๆ นี่แหละที่สถานการณ์ผลักดันให้ผม กา ปชป. มันยกชุดครับท่าน

(แต่แน่นอน ทุกวันนี้อะไรที่เห็น ปชป. ทำไม่เข้าท่า ผมก็พร้อมจะวิจารณ์ได้ตลอดเหมือนเดิม)

นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องระหว่างผมกับว่าที่ผู้ว่าฯ สมัครในวันโน้น ก่อนจะมาเป็น ฯพณฯ หอกหักในวันนี้...

(มีต่อ)

*********
บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #3 เมื่อ: 04-09-2008, 22:55 »

(4)

คราวนี้ มาว่ากันถึงนิยามของคำว่า "ประชาธิปไตย" "เผด็จการ" กับ "ทรราช"

เข้าใจดีว่าฝ่ายเชียร์ทักษิณ คงข้องใจมาตลอดว่า ทำไมพวกเราจึงกล่าวหาระบอบทักษิณเป็นเผด็จการ ทั้งๆ ที่มาจากการเลือกตั้ง?

รู้อะไรมั๊ยครับ...

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ขึ้นมามีอำนาจจากการเลือกตั้ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของชาวเยอรมันในสมัยนั้นอย่างท่วมท้น
แล้วทำไมชาวโลกไม่เคยมีใครเชิดชูเขาว่าเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย? ทำไมเขากลับถูกประณามและเป็นที่รู้จักในทุกยุคทุกสมัยว่าเป็นจอมเผด็จการทรราชมาตลอด?

ทำไมเป็นยังงั้นล่ะ?
แล้วตกลงนิยามคำว่า ประชาธิปไตย มันควรเป็นยังไงกันแน่?

ลองสมมติเล่นๆ ว่ามีประเทศหนึ่ง มีประชากร 10 ล้านคน ได้พร้อมเพรียงกันลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นเอกฉันท์ 10 ล้านเสียง ให้นาย ก. เป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ และบริหารบ้านเมืองไปได้เรียบร้อยไม่มีปัญหา รัฐบาลไม่เคยโกงกิน

อยู่มาวันหนึ่ง จะมีเหตุเป็นมายังไงก็แล้วแต่ แต่สมมติให้มีประชาชนธรรมดาๆ 1 คนถ้วน ชื่อนาย ข. ที่ถ้าตายไปแล้วจะให้ผลประโยชน์กับคนที่เหลือมหาศาล แต่เขาไม่ได้ทำผิดอะไร

คำถามมีอยู่ว่า นาย ก. จะมีความชอบธรรมในการอ้างอำนาจการปกครองจากเสียง 10 ล้านเสียง และอ้างผลประโยชน์ที่จะมีกับประชาชนอีก 9,999,999 คน เพื่อสั่งฆ่านาย ข. เพียง 1 คนได้หรือไม่?
และถ้าเป็นอย่างนั้น ถามว่านาย ข. ควรมีความชอบธรรมที่จะรักษาชีวิตตัวเองไว้ไหม?
ถ้าคุณเป็นนาย ข. คุณจะพยายาม ลี้ภัย ป้องกัน ต่อต้าน หรือแม้แต่ จับอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐอธรรม หรือไม่? หรือจะยอมให้ฆ่าแต่โดยดี...เพราะคนส่วนมากได้ประโยชน์?
แล้วถ้าเปลี่ยนโจทย์เป็นพ่อแม่ ลูกเมีย หรือครอบครัวของคุณคนใดคนหนึ่งเป็นเป้าหมายล่ะ?

ตัวอย่างสมมติที่สุดโต่งนี้ ใช้เพื่อพิสูจน์กับใจคุณเองว่า ลำพังการอ้าง เสียงข้างมากของมวลหมู่มหึมาอภิมหาประชาชน อย่างเดียว ไม่มีทางเป็นสิ่งที่ "ถูกต้องสมบูรณ์นิรันดร์ไป" ได้หรอกครับ

จึงมีคำว่า "พวกมากลากไป" จึงมีคำว่า "ทรราชของเสียงข้างมาก" หรือ "เผด็จการรัฐสภา" มาอธิบายสภาพเหล่านี้ ซึ่งไม่มีสิทธิ์จะเอามาแอบอ้างว่าเป็น "ประชาธิปไตย" ที่ชาวโลกยกย่องเชิดชูกันว่าเป็นระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุดได้เลย

เพราะถ้าเป็นแบบนั้น หมายความว่าทั้งโลกกำลังสนับสนุนระบบการปกครองแบบไหนอยู่หรือ?
ระบบคิดของสังคมโลกเรากำลังถดถอยไปเป็นคนเถื่อน ที่ยอมรับการรุมโทรมข่มขืน ยอมรับการรวมกันเป็นฝูงใหญ่เพื่อไปรุมทำร้ายปล้นชิงผลประโยชน์จากกลุ่มชนที่มีจำนวนน้อย มีกำลังน้อยกว่า หรือไม่?

เคยมีบทความหนึ่งกล่าวไว้ว่า สังคมแบบทรราชโดยเสียงข้างมาก เลวร้ายสำหรับชนกลุ่มน้อย ยิ่งกว่าสังคมแบบอนาธิปไตยที่ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ โดยสิ้นเชิงเสียอีก ก็เพราะว่า ในสภาวะบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบสมบูรณ์นั้น คนแต่ละคนยังพอมีโอกาสต่อสู้ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและคนใกล้ชิดให้อยู่อย่างเป็นสุขได้ด้วยกำลังของตนตามสมควร มากกว่าสังคมทรราชที่คนหมู่มากถูกเสี้ยมสอนให้คอยรุมขย้ำสูบเลือดสูบเนื้อและกดเหยียบชนกลุ่มน้อยที่แตกต่างออกไปจากฝูงเสียอีก

จะมาอ้างความชอบธรรมในการปกครอง แต่ถ้าไม่ได้ยืนพื้นอยู่บน มนุษยธรรม เสียแล้ว เขาเรียกให้สวยหรูว่าประชาธิปไตย สังคมนิยม หรือระบอบอะไรก็ตาม ก็ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับว่าเป็น ระบอบการปกครองที่ถูกต้องของมนุษย์ ได้ จะเหมาะก็แต่ใช้ปกครองในฝูงสัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิดและสติปัญญาต่ำกว่ามนุษย์เท่านั้น

แต่ระบอบทักษิณกลับพยายามสอดแทรก หรือจะเรียกว่ายัดเยียด แนวคิดบิดเบือนที่เป็นเหมือนยาพิษนี้ ให้กับกลุ่มสังคม ประชาชนที่เป็นฐานเสียงของตนอยู่ตลอดเวลา

พวกเขาไม่ได้สอนหลักประชาธิปไตยที่เป็นที่ยอมรับในสังคมอารยะประเทศให้กับประชาชน สอนแต่เพียงคำว่า การเลือกตั้ง เสียงส่วนใหญ่ จำนวน สส. ในสภา คือความถูกต้อง และ ม็อบเป็นสิ่งที่ผิด การต่อต้านรัฐบาลเป็นสิ่งที่ผิด ไม่พึงมีในระบอบประชาธิปไตย ฝังหัวไว้เพียงเท่านั้น


หลักคิดที่ผิดๆ นี่แหละเป็นรากเหง้าอันที่หนึ่ง ของต้นไม้พิษที่มันเติบโตขึ้นมาจนถึงตอนนี้ จนถึงเวลาออกผลไม้พิษมาคือการที่สังคมประเทศชาติแบ่งแยกกันเป็นฝักฝ่ายเข้าห้ำหั่นกันถึงขนาดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน (สำหรับรากเหง้าอันอื่นๆ จะอธิบายในโอกาสหน้า)

(มีต่อ)
บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #4 เมื่อ: 04-09-2008, 22:58 »

(5)


กฎใดๆ ก็ตาม ที่สมมติขึ้น ย่อมต้องขึ้นอยู่กับกฎในระดับสูงกว่าทั้งสิ้น
ระบบการปกครองใดๆ ก็ตามของสังคมมนุษย์ จะต้องสร้างขึ้นมาโดยมีพื้นฐานอยู่บนธรรมชาติคือ
- มโนธรรมสำนึกของมนุษย์ ที่จะคอยบอกว่าสิ่งใดถูกหรือผิด สิ่งใดยุติธรรมหรืออยุติธรรม
- จิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมมนุษย์

และโดยมีอุดมคติอยู่ที่ การปกครองเพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตอบสนองความต้องการตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เหมือนๆ กัน

ในโลกยุคปัจจุบัน มีระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีนิยามว่า "การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน"
หลักการปกครองในระบอบนี้ ตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานสำคัญๆ เช่น
- เคารพความเท่าเทียมกันในคุณค่าของความเป็นมนุษย์
- เชื่อในสิทธิเสรีภาพ ที่แต่ละคนจะเลือกคิด เลือกพูด เลือกกระทำ เลือกใช้ชีวิตไปในแนวทางใดๆ ก็ได้ ตราบที่ไม่ไปล้ำเส้นสิทธิของบุคคลอื่น
- เชื่อว่ามนุษย์โดยทั่วไปแล้วย่อมมีสามัญสำนึก สามารถใช้เหตุผลคิดทำเรื่องต่างๆ ให้เกิดผลดีกับตนเองและส่วนรวมได้ตามสมควร
- เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนควรเป็นผู้ใช้อำนาจ และถือความรับผิดชอบ ในการกำหนดชะตากรรมของสังคมที่ตนเองอยู่ร่วมกัน
- เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนอาจมีอคติ ความเอนเอียงในการตัดสินใจ และมีความต้องการผลประโยชน์เข้าตน แต่เมื่อให้คนหลายๆ คนร่วมกันตัดสินใจ ความเอนเอียงเหล่านั้นจะหักล้างถ่วงดุลกันไป และได้ผลออกมาสมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด
- ยอมรับว่าอำนาจของผู้ปกครองใดๆ ก็ตาม ต้องเกิดจากการยอมรับของส่วนรวม และดังนั้น อำนาจที่แท้จริงจึงเป็นของประชาชนส่วนรวม

ซึ่งแนวคิดเหล่านี้มีความหมายกว้างและลึกซึ้งกว่ากรอบแคบๆ ของคำว่าเลือกตั้งเพียงเท่านั้น

การเลือกตั้ง เป็นวิธีมาตรฐานที่สุด ในการเลือกตัวแทนจำนวนหนึ่งเข้าไปเป็นปากเสียงของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม รวมทั้งดูแลและบริหารความเป็นไปของสังคมส่วนรวม เพื่อที่คนทั่วๆ ไปจะได้ทำงานที่ตนเองอยากทำไปได้โดยไม่ต้องมาคอยตัดสินใจกิจการของส่วนรวมอยู่ตลอดเวลา ตามหลักการแบ่งหน้าที่กันทำของคนในสังคมนั่นเอง

การเลือกตั้ง การลงประชามติ เป็นกลไกหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ที่จะให้ได้ผลสรุปความต้องการและทางเลือกของประชาชนออกมาอย่างชัดเจนและเป็นทางการ และก็ยังจำเป็นต้องมีอยู่ตราบใดที่ยังไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ แต่ไม่ใช่ว่าเลือกตั้งหรือลงประชามติแล้วจะกำหนดความผิดถูกได้ทุกอย่าง

การเลือกตั้งที่จะเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยได้นั้น ต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม
และต้องรับประกันได้ว่าผู้มีสิทธิ์ทุกคน จะใช้สิทธิ์ออกเสียงได้โดยลับและด้วยความอิสระจากการตัดสินใจของตนเอง ปลอดจากการขู่บังคับหรือชักจูงโดยมิชอบด้วยวิธีการต่างๆ ให้มากที่สุด
และต้องรับประกันได้ว่าผู้มีสิทธิ์และสังคมโดยรวม จะได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและเปิดกว้าง เกี่ยวกับทางเลือกทุกด้านของพวกเขาในช่วงหาเสียงหรือช่วงเตรียมการ ก่อนจะมีการลงคะแนน

จากที่กล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล (คำกล่าวยอดนิยมของนักเศรษฐศาสตร์)
แต่มนุษย์โดยทั่วๆ ไป ไม่ได้มีแต่เหตุผลอย่างเดียวสมบูรณ์แบบอยู่ตลอดเวลา

มนุษย์จะตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้แค่ไหน ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ว่าถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหน สภาพสติอารมณ์ที่ไม่ถูกกดดัน หรือถูกปลุกเร้าไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป และการมีผลประโยชน์-ความเสี่ยงพัวพันกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจ

ยิ่งในสังคมยุคใหม่ ข้อมูลข่าวสารท่วมทะลักอยู่รอบทิศทาง คนเรายิ่งถูกปั่นหัวและถูกเบี่ยงเบนความสนใจออกไปจากเรื่องที่สำคัญจริงๆ ได้ง่าย

ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาประชาธิปไตยมาจนเข้มแข็งแล้ว จะมีระบบการเมืองซึ่งยอมรับหลักการบางอย่างเหมือนๆ กัน เช่น
- การถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างกันของอำนาจขั้วต่างๆ
- เสรีภาพ ความเปิดกว้าง การยอมรับความเห็นแตกต่างที่อยู่ใต้หลักกฎหมาย
- ความเป็นอิสระของสื่อ และการไม่ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร
- กลไกที่จะให้สังคมมีอำนาจยับยั้งและถอดถอนผู้ที่ใช้อำนาจรัฐทำอันตรายต่อสังคม ประชาชนและหลักการปกครองได้

ในไทยเราเอง ก็เคยมีกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งกล่าวไว้ว่า พระองค์ทรงยินดีสละอำนาจที่เป็นของพระองค์ท่านแต่เดิมให้ราษฎรโดยทั่วไป แต่ไม่ทรงยินยอมให้บุคคลคณะใดคณะหนึ่งยึดเอาอำนาจนั้นไปใช้โดยสิทธิ์ขาด และไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร

ในประชาคมโลก ก็มีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ผูกมัดอยู่อีกชั้นหนึ่ง


แล้วเราจะตัดสินอย่างไร ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ??

ถ้าจะดูแบบง่ายๆ จากบรรยากาศในสังคมแล้วก็อาจจะเรียกได้ว่า:
เพราะเปิดกว้าง จริงใจ และสุภาพ จึงเรียกว่าเสรี-ประชาธิปไตย เพราะคับแคบ คิดคด และดุร้าย จึงเรียกว่าเผด็จการ-อำนาจนิยม นั่นเอง

นี่คือสิ่งที่ฝ่ายพันธมิตรและแนวร่วมภาคประชาชน ได้พยายามแหกปากบอกกับสังคมอยู่ในเวลานี้ว่า "ประชาธิปไตย ต้องไม่ใช่แค่การออกจากบ้านไปเลือกตั้งกากบาท 1 แกร๊ก แล้วก็ไม่ต้องรับรู้ ไม่ต้องสนใจการเมืองไปอีก 4 ปี โดยปล่อยให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งอ้างความชอบธรรมจากเสียงข้างมากเพื่อถือสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องเห็นหัวใคร และไม่ต้องรับผิดใดๆ ทั้งนั้น"

แต่ว่า แม้แต่แนวคิดเรื่องการเลือกตั้ง ระบอบทักษิณก็ยังจงใจตัดเอาอ้างมาแบบบิดๆ เบี้ยวๆ แค่ส่วนเสี้ยวเดียว
ซ้ำยังใช้กลอุบายหากินกับข้อจำกัด ฉวยเอาข้อจำกัด จุดบอด และความเน่าเฟะทุกอย่างของระบบการเลือกตัวแทนที่เราใช้อยู่ มาใช้ปิดกั้น และยิ่งกว่านั้น ใช้เพื่อหักล้างเสียงเรียกร้องและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนอีกด้วย

สรุปคือตัดเอาเปลือกส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยมา แล้วหลอกล่อให้คนมองอยู่แต่จุดแคบๆ จุดนั้น พร้อมกับอวดอ้างว่าทั้งหมดแค่นี้แหละคือประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ระบอบทักษิณนำมาประเคนให้ ในขณะที่เนื้อหา ธรรมชาติภายในของการปกครอง กลับยิ่งขัดแย้ง เบี่ยงเบนและหลงทางออกไปจากหลักการประชาธิปไตยทุกอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ

(มีต่อ)

*********
บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
ลูกหินฮะ๛
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,099


เสียเข็มขัด อย่าเสียกุงเกง


« ตอบ #5 เมื่อ: 04-09-2008, 23:49 »

  รออ่านอยู่นะฮะ
ถ้ามีต่อ ก็จะรอฮะ
บันทึกการเข้า

  ... ... ... 
นายดอกเข็ม
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 423



« ตอบ #6 เมื่อ: 05-09-2008, 00:06 »

    
บันทึกการเข้า

...ความชอบธรรมต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม...
Sweet Chin Music
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,613



« ตอบ #7 เมื่อ: 05-09-2008, 01:52 »

เขียนได้ดีครับ รออ่านอยู่เช่นกัน
บันทึกการเข้า


You'll Never Walk Alone
เข้าไปกันได้ค๊าป- - - >http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweetchinmusic&group=1
Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #8 เมื่อ: 05-09-2008, 01:57 »

เห็นด้วยอย่างที่สุด ที่สุด และที่สุดครับ ท่าน จขกท.

ขั้นของทักษิณมักจะเอา "เสียงข้างมาก" มาเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ไม่ใช่สิ... เป็นมุ้งครอบบรรดาความผิด ความเน่าเฟะ ของตัวเองและคณะเสมอๆ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

โจ๊ยเก๋า
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 160



« ตอบ #9 เมื่อ: 05-09-2008, 02:36 »

แววความฉิบหายของบ้านเมืองมันเริ่มเห็นลางมาตั้งแต่ที่จำลองยกพรรคพลังธรรมให้ทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค
จำลองที่สวมบทของคุณธรรมคว้ำสุจินดา ทำไมถึงยอมให้พ่อค้าผูกขาดมือถือมาเป็นหัวหน้าพรรคคุณธรรม(ตามที่ว่า)
ถ้าพรรคพลังธรรมวางตัวเป็นผู้จับตาดูพวกโกงบ้านกินเมืองก็น่าจะเห็นสมควรเป็นหน้าที่ แต่ทำไมถึงหลีกทางให้ทักษิณ แล้วไม่สานต่อเจตนารมณ์ที่ให้ไว้ตอนขับไล่สุจินดา(พวกผมรู้สึกเหมือนโดนตบ ลูกตา)
นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมผมไม่ไปร่วม พธม.(ไม่ใช่เรื่องที่คนชอบพูดว่าจำลองพาคนไปตาย คนละเรื่อง และผมไม่เคยพูด) เพราะไม่อยากเหนื่อยแล้วโดนหักหลังเหมือนตอนพฤษภาทมิฬ มันเป็นบทเรียนจากประวัติศาสตร์ แล้วเราต้องมาเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ก่อนสัมปทานโทรศัำพย์มือถือด้วยซ้ำไป เริ่มตั้งแต่ความสัมพันธ์ของทักษิณ(รวมทั้งผู้อยู่หลังทักษิณ)กับจีนก่อนเริ่มสัมปทาน ไกลมาก...
 
ต้องขออภัยไว้ก่อนว่า ไม่ได้ติดจะบั่นทอนกำลังใจของ พธม. หรือให้ท้าย นปก. และไม่ได้เป็นกลุ่มที่เป็นกลาง ใครที่รักจะทำอย่างไรก็ทำต่อไป ไม่ขัด(เพราะขัดไม่ได้อยู่แล้ว) เป็นเพียงแค่คนๆนึงที่มองบ้านเมืองทุกวันนี้อย่างขมขื่นใจ ก็เท่านั้น หวังอย่างเดียวว่าเมื่อใหร่คนไทยจะเริ่มกลับมาทำอะไรที่ควรทำ คิดอะไรที่ควรคิด และคิดให้ออกเร็วๆ อย่างน้อยๆ หน้าที่คนไทยต้องทำอะไรต้องคิดให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นคนทำลายชาติจะไม่ใช่นักการเมืองแต่เป็นประชาชนคนไทยที่ไปเป็นทาสให้กับพวกนักการเมือง(จอมปลอม)เพื่อช่วยกันทำลายชาติ จนถึงขั้นขายชาติขายประเทศ

ประเทศไทยไม่มีรัฐบาลและนายกฯ ตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 มาจนกระทั่งปัจจุบัน เชื่อหรือไม่?
บันทึกการเข้า

อย่าดึงฟ้าต่ำ          อย่าทำหินแตก           อย่าแยกแผ่นดิน________________________________________________________________________________________________________________________________________________เอามันกลับมา วันนี้พรุ่งนี้เลยยิ่งดี ไอ้พวกห่วยแตก ปล่อยไปได้ยังไง
NuMor
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 69



« ตอบ #10 เมื่อ: 05-09-2008, 17:44 »

บทความที่ดีค่ะ

เขียนต่อนะคะ มาให้กำลังใจในการผลิตบทความดีๆ
บันทึกการเข้า

“Those who are too smart to engage in politics are punished by being governed by those who are dumber.”
- Plato
egoman
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120



« ตอบ #11 เมื่อ: 05-09-2008, 17:52 »

ยาวไปหน่อย แต่รออ่านอยู่ 
บันทึกการเข้า
คุณแม่ดุ๊กดิ๊ก
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 133


« ตอบ #12 เมื่อ: 05-09-2008, 19:18 »

ตั่งใจอ่านค่ะ แต่น่าจะเผยแพร่มากว่านี้นะค่ะ 
บันทึกการเข้า
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 05-09-2008, 20:10 »

นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมผมไม่ไปร่วม พธม.(ไม่ใช่เรื่องที่คนชอบพูดว่าจำลองพาคนไปตาย คนละเรื่อง และผมไม่เคยพูด) เพราะไม่อยากเหนื่อยแล้วโดนหักหลังเหมือนตอนพฤษภาทมิฬ

บางคน ไปร่วมชุมนุม เพราะผู้ชุมนุมค่ะ ไม่ใช่เพราะแกนนำ เป็นเพราะชื่นชมในตัวคน และจิตวิญญาณของคนตรงนั้น 

แน่นอน ไม่ใช่อุปทานหมู่ อย่างที่หมอหมาว่าไว้
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #14 เมื่อ: 05-09-2008, 20:15 »

(4)
จึงมีคำว่า "พวกมากลากไป" จึงมีคำว่า "ทรราชของเสียงข้างมาก" หรือ "เผด็จการรัฐสภา" มาอธิบายสภาพเหล่านี้ ซึ่งไม่มีสิทธิ์จะเอามาแอบอ้างว่าเป็น "ประชาธิปไตย" ที่ชาวโลกยกย่องเชิดชูกันว่าเป็นระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุดได้เลย

(5)
นี่คือสิ่งที่ฝ่ายพันธมิตรและแนวร่วมภาคประชาชน ได้พยายามแหกปากบอกกับสังคมอยู่ในเวลานี้ว่า "ประชาธิปไตย ต้องไม่ใช่แค่การออกจากบ้านไปเลือกตั้งกากบาท 1 แกร๊ก แล้วก็ไม่ต้องรับรู้ ไม่ต้องสนใจการเมืองไปอีก 4 ปี โดยปล่อยให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งอ้างความชอบธรรมจากเสียงข้างมากเพื่อถือสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องเห็นหัวใคร และไม่ต้องรับผิดใดๆ ทั้งนั้น"


เขียนได้ดีครับ จะรออ่านต่อจนจบ 

สภาพการเมืองตอนนี้ผมอยากตั้งชื่อใหม่เป็นระบอบ "กะลาธิปไตย"
เพราะอ้างความชอบธรรมวนไปวนมาอยู่ในเนื้อหาแคบๆ คือการเลือกตั้ง
ทุกวันนี้อ้างอยู่คำเดียวที่ได้ยินคล้ายๆ "รัฐบาลมาจากเสียงคลั่งมาก" 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-09-2008, 20:28 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
mr.g
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



« ตอบ #15 เมื่อ: 05-09-2008, 20:38 »

แหะๆ เรื่องของ อุปทานหมู่ นั้นน่าจะมีที่มาครับ
ชะรอย คุณหมอเจมบอนคงและพลพรรค ทรท พปช อาจจะเคยคุ้นเคยกับผลงาน
ของทีมงานปรอปะกันดาของไทยรักไทยที่เคยใช้เทคนิคสะกดจิตหมู่
แบบให้คนนึง คนกลุ่มเล็กๆ เห็น ภาพลวงตา แล้วให้ปากต่อปากพวกมากลากไป
เทคนิคเดียวเคยทำให้กับสำนักจานบิน และงานโฆษณาในเครือข่าย
จนได้ผลนานแล้ว  ทีมงานนี้เขาเก่งนะ 

หมอแกและพวกๆ เลยเอะอะเหมารวมเอาว่า โกตั๊บและทีมงานใช้เทคนิคนี้ด้วยกับผู้ชม ASTV NEWS1
ยิ่งป๋าหมากตกยุคด้วยแล้ว ทึกทักเหมารวมเอาไปเป็นพวกโอมชินรีเกียวเข้าไปนู่นเลย

อันที่จริงเทคนิค ของ ASTV NEWS1 และทีมงานของโกตั๊บไม่มีอะไรมากไปกว่า
ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ 
รวมกับเทคนิคการแสดงสดให้จับใจผู้ชมแค่นี้เองครับ
แม่ยกเลยตรึม มันส์สะใจกว่าดูละครน้ำเน่าอีก 
 


นึกถึงตอนที่ทรทและหน้าเหลี่ยมใช้เทคนิค
ทำดราม่านี้จนได้ผลดีตอนสงครามยาเสพติด
คือโฆษณาให้ประชาชนในเมืองไทยเชื่อว่า

ใครเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เลว ชั่ว หาดีไม่ได้ 
จะต้องเจอ ironfist หมด ไม่เลือก
แถมกลายเป็น อมนุษย์ หมดทุกกรณีเลย ....... 
.....มาเริ่มรู้สึกตัว ข่าวตู้เย้น ยิงกันจนเด็กตาย
แล้วก็...ตอนเจอกับตัวเองเกือบไม่รอด 

เลยเริ่มทราบซึ้งตรึงใจ
ไม่เอาแล้ว ทรท 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-09-2008, 20:48 โดย mr.g » บันทึกการเข้า

ถ้าหากเห็นพ้องต้องตรงกันว่า อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของสถาบัน
มาเหนือ ก่อน "พรรค" "พวก"และ "ตัวบุคคล" ความแตกแยกจะไม่บังเกิด


เพื่อนฝัน
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 493



« ตอบ #16 เมื่อ: 05-09-2008, 22:37 »

จะรอติดตามอ่านต่อนะครับ
บันทึกการเข้า

ใครสอนใครสั่ง ดูถูกประชาชน เป็นม็อบข้างถนน บิดเบือนเหมือนคนตกรุ่น
เรามาชุมนุม ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ขับไล่รัฐบาลหุ่น ที่เป็นสมุนของอาชญากร
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #17 เมื่อ: 08-09-2008, 22:34 »

(6)

ย้อนความกลับไปหน่อยตั้งแต่สมัยผมอยู่ ม.ปลาย ตอนนั้นเริ่มมีกระแสปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการศึกษา และอื่นๆ เข้ามา ดูหลายๆ ฝ่ายตื่นตัวกันมาก ผมเองก็สนใจติดตามกับเขาด้วยจากแหล่งต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ หนังสือตำราที่เขียนโดยนักวิชาการท่านต่างๆ ที่มีบทบาทอยู่ในช่วงนั้น

และสิ่งที่จำได้คือ แนวคิด "ประชาสังคม" โดยเฉพาะคำว่า "สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง" ซึ่งมีหลักคือ ดึงเอาพลังของชุมชนและสังคมเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนสังคมโดยรวมเองด้วยภูมิปัญญา

ในเวลานั้น สิ่งที่พวกเราเห็นกัน คือบรรยากาศความเปิดกว้างและสร้างสรรค์ของการเมืองยุคใหม่ ที่จะมีพื้นฐานอยู่บนเครือข่ายสังคม ประชาชนที่มีความตื่นตัวในจิตสำนึกทางการเมืองและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอย่างมีเสรีภาพ พร้อมกับมีกลไกที่จะให้ประชาชนควบคุมกำจัดนักการเมืองที่ฉ้อฉลทุจริตออกไปจากสารบบได้

คือบรรยากาศการศึกษายุคใหม่ ที่จะมุ่งสร้างพลเมืองให้ "เก่ง ดี มีสุข" มิใช่เป็นเพียงระบบสายพานผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรเหมาโหลคัดเกรด เพื่อส่งออกไปขับเคลื่อนสังคมทาสจักรกลขนาดยักษ์ที่ไล่กัดกินโลกพร้อมพ่นพิษกลับออกมาใส่โลกไปเรื่อยๆ วันต่อวัน เดือนต่อเดือน ปีต่อปี รุ่นต่อรุ่น อย่างไร้ความหมายและไร้จุดสิ้นสุด แต่เพียงเท่านั้น

คือสภาพแวดล้อมโดยรวม ที่จะนำไปสู่ "สังคมอุดมปัญญา" ที่มีพลังในการแก้ปัญหาของตนเอง และก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กันกับพี่น้องร่วมสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในท้ายที่สุด

เราหวังว่าทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเพื่อทำลายวังวนน้ำเน่าเก่าๆ ลงไป เปิดพื้นที่ให้คนที่มีความสามารถ มีจิตสำนึกทำงานเพื่อบ้านเมือง มีความสุจริตและเคารพในประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมากกว่าเดิม ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกุมอำนาจรัฐ ถือเสียงแทนประชาชนในสภามากขึ้นๆ

แต่ในเวลาแค่ไม่กี่ปีหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เราชื่นชมกันมากมายนั่นแหละ...

เราก็ถูกชักจูงให้หลงประเด็น หลงจากแนวทางที่ตั้งใจไว้เดิมอย่างมโหฬารอีกครั้ง

ภายใต้รัฐบาลพรรคไทยรักไทย เราพากันหลงเพลิดเพลินไปกับระบบการบริหารประเทศแบบซีอีโอ ที่ดูฉับไว เบ็ดเสร็จ ทั่วถึง และสร้างอะไรๆ ให้เกิดขึ้นได้มากมายจนน่าตื่นตา
ไม่ผิดกับป้ายรณรงค์การจราจรก่อนหน้านั้น

ไปๆ มาๆ กระแสสังคมเริ่มจะหลงใหลไฝ่ฝันภาวะผู้นำแบบสิงคโปร์ มาเลเซีย และกระหายที่จะวิ่งไปข้างหน้าให้ได้อย่างเขา (แต่ต้องอย่าลืมว่า...ประชาชนของประเทศเหล่านั้นเขามีรากฐานเป็นยังไงตั้งแต่แรกด้วย)
ส่วนคำว่าเปิดกว้าง คำว่าเสรีภาพ คำว่าเคารพต่อความแตกต่างหลากหลาย มันเริ่มกระจัดกระจายหายไปไหนไม่รู้
มีแม้กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านผู้นำทักษิณแสดงทัศนะออกมาในทำนองว่า ประชาธิปไตยเป็นแค่วิถีทาง เครื่องมือ ทางผ่าน หรืออะไรสักอย่าง (จำคำพูดต้นฉบับไม่ได้แล้ว)

งานปฏิรูปการศึกษาถูกปล่อยปละละเลย และระบบการศึกษายิ่งดูเละเทะไร้ทิศทางมากขึ้นทุกที จนในที่สุดก็เหลือกระแสเดียวให้มันไหลตามไป คือกระแสทุนนิยมโลกาภิวัฒน์

คำว่า "ประชาสังคม" หรือ "สังคมอุดมปัญญา" ยิ่งกลายเป็นแค่ปาหี่ไร้สาระที่ไม่มีใครสนใจจะพูดถึง ใครพูดขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นได้ถูกมองว่า "แค่นักวิชาการขาประจำตกยุค น่าเบื่อ" เมื่อนั้น

ใช่...ไม่มีใครจะสนใจ ในเมื่อเขากำลังวิ่งตามขบวนแห่ของระบอบทักษิณ ไปสู่ความรุ่งโรจน์ที่ถูกสร้างภาพฝันรอไว้ข้างหน้า ที่ชักจูงให้วิ่งตามไปอย่างไม่คิดชีวิต จนลืมคิดถึงอะไรอย่างอื่นทั้งสิ้น

คนที่ไม่ชอบวิธีการของท่านผู้นำทักษิณและพรรคไทยรักไทย คนที่ไม่เข้าพวกกับคนไทยส่วนใหญ่ในตอนนั้น ก็เริ่มจะรู้สึกอึดอัดลำบากใจมากขึ้นเรื่อยๆ

คำว่าประชาธิปไตยก็เหลือความหมายเพียงแค่ รัฐบาลได้เสียงข้างมากมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้น ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

หลังจากนั้นก็เกิดอะไรๆ ขึ้นมากมายเหลือเกิน ลากยาวมาจนมาถึงทุกวันนี้

เมื่อพลังทางสังคมส่วนใหญ่ในประเทศ หยุดคิดสร้างสรรค์ในเรื่องระบบการเมืองนี้เกือบจะโดยสิ้นเชิงมายาวนาน ราวกับว่าได้พบระบบการปกครองที่สมบูรณ์แบบแล้ว ไม่อาจจะหาอะไรดีไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

จนมีฝ่ายพันธมิตรจุดประกายคำว่า "การเมืองใหม่" ขึ้นมา แล้วก็กลับกลายเป็นคำต้องห้ามสำหรับฝ่ายรัฐและผู้สนับสนุนไปอย่างรวดเร็ว ถูกนำไปขยายความบิดเบือน แบบคิดเองเออเอง แล้วก็ถือโอกาสรุมโจมตีกันเองทางสื่อสาธารณะทุกรูปแบบจนเละเทะ

ทั้งๆ ที่ความมุ่งหมายของวาระการเมืองใหม่ที่ว่า ก็เป็นการเริ่มต่อจากเส้นทางเดิมที่ถูกละทิ้งไปตั้งแต่หลายปีก่อน เป็นการสืบทอดต่อจากเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมืองและสังคมในครั้งนั้นนั่นเอง
และทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและนักวิชาการอีกส่วนหนึ่งชื่นชมกันว่าเป็นฉบับประชาชน ฉบับที่ดีที่สุด ก็เติบโตงอกงามขึ้นมาได้จากเจตนารมณ์แห่งการปฏิรูปในครั้งนั้นเหมือนกัน
แล้วทำไมในวันนี้ ถึงจะปิดกั้นไม่ให้การคิดเพื่อสังคมใหม่เดินหน้าต่อไปอีกเล่า? หรือเพียงเพราะว่าอยากจะหวงยึดเอาซากศพของระบอบทักษิณ กับซากประชาธิปไตยแบบบิดเบี้ยวพิกลพิการขนาดนี้ไว้ให้ถึงที่สุด มันคุ้มค่าแล้วหรือ?

ในวันก่อนโน้น เมื่อกำลังรณรงค์รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นการต่อสู้ระหว่างธงเหลืองกับธงเขียว

จากนั้นมา สีเขียวค่อยๆ กระจัดกระจายหายไปไหนกันไปหมดก็แล้วแต่...

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ผม เช่นเดียวกับอีกหลายๆ คน ก็พบว่าเวทีการเมืองเกือบจะถูกยึดอย่างเบ็ดเสร็จ โดยผู้ที่ได้อำนาจจาก รธน. สีเขียวฉบับนั้น
คือขั้วอำนาจที่ได้พลิกโฉมกลายมาเป็นธงสีแดง เข้าฟาดฟันกับผู้ชักธงสีเหลืองขึ้นใหม่ในแนวทางที่เหมือนและแตกต่างในบางส่วนจากของเดิม โดยมีอดีตเขียวจำนวนมากเข้าเป็นแนวร่วมกับทั้งสีแดงและสีเหลืองใหม่รอบนี้ มีสีขาวเป็นอีกกลุ่มที่ยืนดูอยู่ข้างๆ เวที

และผมเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ที่พลังสีเขียวจะต้องกลับคืนมา
มิใช่เพียงเพื่อกู้ชาติ หรือสร้างชาติ แต่เพื่อร่วมกันกอบกู้โลกของเราด้วย

(มีต่อ)

*********
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-09-2008, 22:38 โดย วิหค อัสนี (ศรีวิชัย) » บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
Ldap
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 125



« ตอบ #18 เมื่อ: 08-09-2008, 23:25 »

รออ่านอยู่ครับ 
บันทึกการเข้า
Ldap
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 125



« ตอบ #19 เมื่อ: 08-09-2008, 23:45 »

เสนอ ปักหมุด กระทู้นี้ครับ
บันทึกการเข้า
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 09-09-2008, 00:04 »

น้องคิวเขียนบทความได้ยอดเยี่ยมครับ ตรงกับใจผมหลายประเด็นทีเดียว

รอติดตามตอนต่อไปนะครับ

 
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


samepong(ยุ่งแฮะ)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,402



« ตอบ #21 เมื่อ: 09-09-2008, 00:08 »

1จึ๊กให้กำลังใจเขียนครับ
รออ่านเหมือนกัน
บันทึกการเข้า

เวลาจะพิสูจน์ความเชื่อ สักวัน ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะถูกหรือผิด ผมขอรับไว้ด้วยตัวเอง คิเสียว่าทำแล้วเสียใจดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #22 เมื่อ: 12-09-2008, 00:46 »

(7)

ไม่ว่าใครๆ ก็อาจทำผิดพลาดได้ทั้งนั้น ในโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบ

สำคัญอยู่ที่ว่าทำผิดแล้วกล้ายอมรับผิด คิดจะเผชิญหน้ากับความจริง เพื่อแก้ไขและเดินหน้าต่อไป...หรือเปล่า?

อย่างพรรคประชาธิปัตย์เองที่อยู่มา 60 กว่าปี ก็มีบาดแผลมาเยอะ แต่ได้ถูกชำระความกันไปพอสมควรแล้ว เคยได้รับการส่งเสริมจากประชาชนให้ขึ้นมามีอำนาจในบางยุคสมัย และก็ถูกลงโทษจากประชาชนให้หลุดจากอำนาจไปในบางยุคสมัย ผ่านการเติบโตและตกต่ำ มีคนผลัดเปลี่ยนเข้าๆ ออกๆ มามากมาย

ตัวละครการเมืองไทยหน้าเก่าๆ ที่ยังวนเวียนอยู่ในสภาทุกวันนี้ ก็มีประวัติโชกโชนกันมามากต่อมาก ทั้งเคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจนต้องยุบสภา ลาออก เคยถูกศาลตัดสินโทษจนต้องเว้นวรรคทางการเมืองไปหลายปี เคยถูกทหารเอาปืนจี้ไล่ลงจากอำนาจ เคยลี้ภัยการเมืองไปต่างประเทศ และอีกหลากหลายรูปแบบ

แต่ผู้ที่มีความหยิ่งผยอง คิดว่าตนถูกต้องเสมอ ไม่เคยทำผิด จะผิดไม่ได้ คนอื่นๆ ทั้งโลกที่ขัดแย้งกับตนนั่นแหละเป็นฝ่ายผิด คิดแต่ว่าคนอื่นๆ ทั้งหมดอิจฉาตนเอง รวมหัวกันจะทำร้ายกลั่นแกล้งตนเองอยู่ตลอดเวลา

ความคิดแบบนี้ถ้าเป็นคนธรรมดา ไม่มีพวกพ้อง ไม่มีอำนาจทางการเมือง คงถูกคนรอบข้างหาทางจับส่งหมอ ส่งโรงพยาบาลบ้าไปนานแล้ว ก่อนที่จะทันสร้างความวิบัติฉิบหายให้กับสังคมที่เขาอยู่ได้มากนัก


แต่ระบอบทักษิณได้สั่งสมความคิดวิปริตแบบนี้ไว้ในหมู่คนที่สนับสนุนจำนวนมาก โดยอาศัยพื้นฐานมาจากการบิดเบือนและจำกัดความหมายของระบอบประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า

แล้วเขาได้ปฏิเสธไม่ยอมให้ความผิดของพวกตนได้รับการชำระ แต่กลับหมกและหมักหมมไว้
จึงยิ่งสร้างความอยุติธรรมซ้ำเติมทับถมลงไปบนความอยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งต้องอาศัยกำลังอำนาจที่ฉ้อฉลรุนแรงขึ้นเพื่อปิดปากคน ปิดฟ้า ครอบงำแผ่นดิน ยิ่งหลงออกไปเข้ารกเข้าพงมากขึ้น ยิ่งสร้างปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาปกปิดปัญหาเก่าอยู่ทุกวัน อย่างหยุดไม่ได้

แล้วก็คอยดูว่าถึงจุดวิกฤตเมื่อไหร่ สิ่งที่เขาหมกไว้ทั้งหมดมันก็จะระเบิดออกมาในคราวเดียว
ในเมื่อคนอื่นๆ ที่ต้องรับผลจากการกระทำของเขาได้อดทนมาตลอด จนถึงเวลาที่ไม่อาจยอมทนอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไปแล้ว


ถ้าไม่มีความสำนึก ไม่รู้จักหยุดซะก่อนเมื่อยังหยุดได้ เอาแต่ลากยาวไปเรื่อยๆ ก็แย่ตรงที่กว่ามันจะพัง ก็จะพาเอาคนอื่นๆ วินาศสันตะโรไปด้วยอีกเยอะซะก่อน...

นับตั้งแต่วันนั้นก็แค่ไม่กี่ปี แต่เหมือนจะยาวนานเหลือเกิน ตั้งแต่คดีซุกหุ้นภาค 1 จากที่เคย "บกพร่องโดยสุจริต" และผู้พิพากษาท่านเคยเมตตาให้โอกาสเพราะเห็นว่าจะได้เข้าไปทำงานใหญ่เพื่อชาติ

จนไปๆ มาๆ พอได้รับความนิยมมากแล้วหลงไปกับความนิยมและกำลังอำนาจที่มีอยู่ ทำให้ยิ่งสั่งสมความเหิมเกริม  กล้าทำอะไรฝ่าฝืนต่อความชอบธรรมหนักขึ้นทุกที

ภารกิจของนักปกครอง นักบริหารบ้านเมือง ที่สำคัญที่สุดก่อนอย่างอื่น คือการทำให้เกิดความร่มเย็น สงบสุข ให้ความรู้สึกของความเป็นสังคมชาติ ในหมู่ประชาชนทุกๆ ส่วนยังคงมีอยู่ได้
ถ้าบ้านไม่เป็นบ้าน ชุมชนไม่เป็นชุมชน ไม่มีความเป็นสังคมชาติเหลืออยู่ ต่อให้หุ้นขึ้นเขียวหรือ GDP สูงลิ่วแค่ไหน จะมีประโยชน์อะไร?
ถ้าได้ชื่อว่ารัฐบาลมีความเด็ดขาดเข้มแข็ง แต่ยึดถืออำนาจเหนือรัฐชาติไว้แล้วกลับปกครองไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร?

และการจะรักษาความสงบสันติและมีใจเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่ประชาชนไว้ได้ ก็ต้องมีทั้งความ "เอื้ออาทร" มีทั้ง "ความเป็นธรรม" และอีกหลายอย่างรวมกัน

ทักษิณเคยมีทางเลือก เขาเคยมีเวลาที่จะเลือกตลอดหลายปีนั้น
ในตอนนั้นเขามีปัจจัยความพร้อมในแต่ละด้านมากกว่าใครๆ ที่จะเริ่มสร้างความสงบร่มเย็น และความเจริญอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ และมีโอกาสได้ชื่อว่าเป็น "รัฐบุรุษ" อีกคนหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกไว้สรรเสริญถึงลูกถึงหลาน

แต่เขากลับเลือกไปในอีกทางหนึ่ง

พฤติกรรมของระบอบทักษิณ ไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเป็นไปเพื่อความสมานฉันท์ หรือเพื่อเปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย
แต่กลับมีพื้นฐานอยู่บนระบบผูกขาดกินรวบและอำนาจนิยม มาโดยตลอด

มันผิดเพี้ยนมาตั้งแต่ ทั้งที่ได้รับเลือกเป็นรัฐบาลพรรคเดียวด้วยเสียงเด็ดขาด มีฐานอำนาจในสภาอย่างล้นหลาม แล้วก็ยังมีเสียงสนับสนุนเต็มทั้งประเทศ
...แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปยึดเอาสื่อรัฐจัดรายการพูดกรอกหูประชาชนอยู่ข้างเดียว เปิดยุทธการโฆษณาชวนเชื่อทุกรูปแบบ ซ้ำยังมีความเคลื่อนไหวอีกหลายด้านที่มีลักษณะรุกไล่จะเข้ายึดเอาพื้นที่การเมืองในชาติเอาไว้แต่เพียงพวกเดียว เริ่มมีการโจมตีพรรคฝ่ายค้านและพลังฝ่ายอื่นๆ ในสังคมอย่างต่อเนื่อง
ส่วนใดที่ยังกลืนกินไม่ได้ ก็ทำให้อ่อนแอเพื่อเข้าครอบงำ นอกนั้นก็ทำให้แปลกแยกออกไป
ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว มันฟังไม่ขึ้นเลยว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ หรือถูกรุมกลั่นแกล้งโจมตีอย่างไม่เป็นธรรม ในขณะนั้น

ผลงานทุกอย่าง ที่ต้องประโคมให้ใหญ่โตเข้าไว้ ให้เชื่อกันว่านี่คือ "สิ่งสุดยอดที่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ไม่เคยมีโอกาสได้รับมาก่อนเลย ดูสิว่าทักษิณมาทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ เอาทุกอย่างมาประเคนให้กับชาวรากหญ้าขนาดนี้"

ประชาชนทั่วๆ ไปก็มีความหวัง และย่อมคล้อยตามได้ง่ายที่สุด ในเมื่อต้นทุนเดิมของท่านผู้นำก็มีภาพเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จระดับกี่หมื่นล้านก็นับไม่ถูกอยู่แล้ว
แต่ก็มีหลายๆ คนตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ที่เขาเคยประสบความสำเร็จอย่างใหญ่ๆ มา ก็มักจะเป็นสนามผูกขาดทั้งนั้น ที่เขาเคยสู้ได้ดี ก็ต้องเป็นเวทีที่เขาได้เปรียบ เป็นผู้กำหนดกฎเองและสามารถมัดมือมัดปากกดคู่แข่งไม่ให้เกิดได้ทั้งนั้น

นโยบายหลายอย่าง ก็ยอมรับว่ามีหลักการพื้นฐานที่ดี และเป็นสิ่งที่ควรเริ่มสร้างให้เกิดขึ้นได้แล้ว
หลายอย่างก็รวบรวมและต่อยอดมาจากสิ่งที่กำลังมีคนทำอยู่แล้ว เพียงแต่รวบรวมมาจัดทำแพ็คเกจใหม่ให้เป็นระบบ และทำให้แพร่หลายในระดับประเทศ
แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะมีวาระซ่อนเร้น มีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่มาก
ซึ่งแทนที่พวกเขาจะทบทวนแก้ไขในข้อจำกัดต่างๆ กลับอาศัยข้อได้เปรียบทางการเมืองของตนเอง เอาแต่ปิดปากและโยนบาปให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง

และด้วยการปั่นสร้างมายาภาพให้ดูใหญ่โตจนสุดกู่ ก็เริ่มจะมีขบวนการคลื่นใต้น้ำสร้างกระแสเปรียบเทียบ ค่อยๆ กัดกร่อนซึมลึก
จนกระทั่งไปๆ มาๆ ...กลายเป็นเหมือนกับว่าชาติบ้านเมืองแผ่นดินไทยนี้ ไม่เคยมีใครสนใจจะคิดริเริ่มอะไร ไม่เคยมีอะไรดีมาก่อนเลย จนถึงวันที่ท่านผู้นำทักษิณขึ้นมามีอำนาจ
และทุกโครงการของพรรคไทยรักไทยที่ทำเพื่อคนจน ช่างดีเลิศประเสริฐอย่างที่ใครจะบังอาจไปแตะต้องหรือท้าทายไม่ได้เลย

ความจริงมันมีหรือ สิ่งที่จะได้มาง่ายๆ ฟรีๆ ในโลกนี้?
สินค้าที่ดีจริง จำเป็นแค่ไหนที่ต้องโฆษณาปลุกเร้าความเชื่อมั่นศรัทธาในยี่ห้ออย่างหนักหน่วง และใช้อิทธิพลทุกช่องทางกีดกันไม่ให้มีเสียงขัดแย้งขึ้นมาได้?
ยิ่งทำให้น่าสงสัยในความจริงอีกด้านหนึ่งที่ถูกปิดบังไว้ จากกลุ่มคนที่ยังไม่ได้คล้อยตามการโฆษณานั้นไปด้วยเท่านั้น

เมื่อมีความสงสัยและคับข้องใจเกิดขึ้น แทนที่คนของระบอบทักษิณจะชำระความด้วยข้อเท็จจริง อธิบายต่อสังคมให้ชัดเจน หรือหาทางประนีประนอมแก้ไขในความคับข้องใจ ความขัดแย้งเหล่านั้น ให้คลี่คลาย

แต่พวกเขาเลือกที่จะอ้างที่มาจากเสียงข้างมากของตน เพื่อข่มให้อีกฝ่ายหนึ่งหุบปาก
อ้างต้นทุนคือคนทำงานที่เป็นนักวิชาการ มีฐานความรู้อยู่มากในพรรค แล้วบอกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องรับฟังเหตุผลจากนักวิชาการที่อยู่นอกสภา นอกพรรค
ใช้มือกฎหมายฟ้องเอาผิดคนและสื่อที่วิจารณ์ด้วยตัวเลขค่าเสียหายถึงร้อยล้านพันล้าน เป็นการขู่เข็ญไม่ให้ใครบังอาจเผยอขึ้นมาพูดหรือเขียนต่อต้านตนได้
ใช้การจัดตั้งมวลชนมาแสดงพลังอำนาจแฝงด้วยการคุกคามฝ่ายตรงข้าม แม้แต่กดดันกระบวนการยุติธรรม
ยิ่งเมื่อมีรัฐตำรวจเป็นเครื่องมือ ก็ยิ่งอันตราย ยิ่งมัวเมาในอำนาจ และยิ่งส่งเสริมความอยุติธรรมให้แพร่หลายในแผ่นดินได้มากขึ้นอีกหลายเท่า

และยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปกว่านั้น เมื่อมีการใช้เล่ห์เพทุบายกับจิตวิทยามวลชนในด้านมืดอยู่ตลอดเวลา
หากินกับความทะเยอทะยาน และความรักสบายของคน
หากินกับความจนตรอก และปมด้อยของคน
หากินกับการแบ่งแยกประชาชน บ่มเพาะความเกลียดชัง
พวกเขารู้ดีว่าสังคมไทยยังมีช่องว่างระหว่างคนมีโอกาสกับคนด้อยโอกาสอยู่มาก
เช่นเดียวกับช่องรูโหว่ในระบบต่างๆ
พวกเขาก็ได้ฉกฉวยโอกาสแทรกตัวเข้าไปตามช่องว่างเหล่านั้น อาศัยยุทธวิธีการตลาดนำการเมืองที่ถนัด ยึดเอามวลชนจำนวนมากไว้เป็นฐานกำลังของตน ขณะเดียวกันก็กระทำการเหมือนๆ จะจงใจยั่วยุท้าทาย สร้างความเป็นศัตรูกับคนกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ากับพวกตนไม่ได้
แล้วก็ไปขึ้นเวทีบีบน้ำตากล่าวสุนทรพจน์ปลุกเร้าอารมณ์ของชาวรากหญ้าฐานมวลชนของตน ให้เกิดความสงสารท่านผู้นำและเคียดแค้นพวกที่มีปัญหากับรัฐบาลอยู่บ่อยๆ
ทั้งที่หลายๆ ครั้ง มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย...

แต่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการตอกลิ่มสร้างความแตกแยกทั้งนั้น สั่งสมเชื้อมาเรื่อยๆ จนถึงบัดนี้ วันที่แผ่นดินร้าวฉานและลุกเป็นไฟ อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติสมัยใหม่ที่เราระลึกได้

สงครามปราบปรามผู้มีอิทธิพล ที่ปราบปรามได้มากน้อยเท่าไหร่ก็ไม่แน่ชัด แต่ที่เห็นคือระบอบทักษิณกลับขึ้นมาผูกขาดความเป็นผู้มีอิทธิพลรายใหญ่คับประเทศ

สงครามยาเสพติด ที่คงมีไม่น้อยที่ต้องสูญเสียชีวิต บ้างก็หมดอนาคตไปทั้งที่ยังไม่มีโอกาสได้ต่อสู้พิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม แล้วระบอบทักษิณก็กลายมาเป็นสิ่งเสพติดอันตรายชนิดใหม่ของประเทศไปแทน


ตากใบ และ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พี่น้องเราต้องตายไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ถึงทุกวันนี้จะหาใครที่มีปัญญารับผิดชอบได้หรือเปล่า?


ไม่ใช่แค่ไม่เคยสำนึกในผลแห่งการกระทำของพวกตน แต่ยังมีคำพูด "หลุด" ที่แสดงอาการล้อเล่นกับความเป็นความตายของคนออกมาอีกหลายวาระ ไม่ว่าจะเป็น "นักบินหลงหอ" หรือ "สมควรตาย"

ถามหน่อยเถอะ ถ้าคุณได้ยินได้ฟังคำพูดแบบนี้ โดยไม่รู้มาก่อนว่าใครเป็นคนพูด
คุณจะคิดว่ามันออกมาจากจิตใต้สำนึกของ วิญญูชนที่สมควรได้เป็นรัฐบุรุษ
หรือของ ยักษ์มารในคราบมนุษย์ ที่ซ่อนความ***มเกรียมและอำมหิตขั้นสุดยอดไว้ภายใน
กันแน่?


จนถึงทุกวันนี้ พวกสาวกและลูกสมุนทุกระดับยังออกไปปลุกปั่นให้คนเกิดความเคียดแค้น เล่นประเด็นสงครามชนชั้นที่มันหลุดยุคสมัยออกไปจากเดิมนานแล้ว โดยทำเป็นมองไม่เห็นว่าเงื่อนไข บริบททางสังคมโลกาภิวัฒน์ยุคใหม่ที่โกลาหลอลหม่านนี้มันแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างไร

คุณคิดว่า...
มีผู้ปกครองที่ดีๆ ในประวัติศาสตร์โลกคนไหนบ้าง
มีรัฐบุรุษ มหาบุรุษคนไหนบ้างที่ชาวโลกยกย่อง
ที่ใช้วิถีทางแบบนี้?


ก็เห็นมีแต่พวกผู้นำทรราชที่เคยก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
อย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งพรรคนาซี
อย่างพล พต แห่งกองทัพเขมรแดง
เท่านั้นแหละครับ


สำหรับผู้สนับสนุนโดยเฉพาะชาวรากหญ้า
เพราะทักษิณและพรรคพวก เกิดขึ้นมาจากเสียงข้างมากของพวกเขา และกล้าที่จะอวดโ อ่ ใช้อำนาจบาตรใหญ่คับแผ่นดิน โดยอ้างว่าทำเพื่อพวกเขา ทำให้พวกเขารู้สึกว่าได้อยู่ฝ่ายชนะ มีความสำคัญและอำนาจขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน...
เป็นปมทางจิตวิทยาอีกส่วนหนึ่งที่ถึงกับทำให้คล้อยตามว่า คนของระบอบทักษิณ ไม่เคยผิด และจะมีความผิดความชั่วใดๆ ไม่ได้ เพียงเพราะเขามาจากเสียงข้างมาก

แต่ใครก็ตามที่ขวางทาง ใครก็ตามที่ไม่เข้าข้าง ใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา
บรรดาผู้สนับสนุนก็จะยัดเยียดตีตราให้เป็นพวกฝักไฝ่เผด็จการ ศักดินา อำมาตยาธิปไตยผู้กดขี่ เป็นพวกชอบสูบเลือดสูบเนื้อชาวรากหญ้า เป็นพ่อค้ายาเสพติด เจ้ามือหวยเถื่อน องค์กรอาชญากรรม เป็นพวกนักวิชาการอยากดัง ศิลปินฝันเฟื่อง เป็นพวกขวางโลก พวกขี้อิจฉาและโรคจิตที่ไม่อยากเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้า เป็นพวกขี้แพ้ ฯลฯ ไปในทันที

แค่มีนักเขียนวิจารณ์สังคมบางคนตวัดปากกาไปกระทบเข้าหน่อย ผู้สนับสนุนระบอบทักษิณก็ถึงกับต้องรีบขุดโคตรเหง้าขึ้นมาด่า ดิสเครดิตต่างๆ นานาอย่างกับไปเกลียดชังกันมาแต่ชาติปางก่อน
ทำอย่างกับว่า ถ้ามีใครสักคนประกาศขึ้นมาว่าโลกกลม แล้วพวกเขาสามารถหาเหตุผลมาโจมตีคนพูดให้ดูชั่วร้ายหรือแปลกแยกจากคนอื่นในสังคมได้ แล้วโลกมันจะแบนไปตามความเชื่อของพวกเขาเหมือนเดิมไปเองอย่างนั้นแหละ

สำหรับคำว่า "ขี้แพ้"
น่าอนาถใจที่พวกเขายังคิดกันได้แค่นี้ ยินดีจะยึดถือเอาแต่ความแพ้ชนะที่กำลังอำนาจและปริมาณเสียงสนับสนุนที่ดังกว่าเป็นสรณะ
แต่อย่างดีที่สุดก็เป็นแค่ชัยชนะที่ว่างเปล่า ได้แต่ความสะใจเท่านั้น เมื่อพวกเขาต้องปฏิเสธเสียงจากมโนธรรมสำนึกภายในตนเอง ปฏิเสธความเป็นองค์รวม และไม่ใส่ใจจะมองว่าความหมายที่แท้จริงของผู้บริหารปกครองในแผ่นดินนั้น เป็นอย่างไร? ความหมายของการอยู่รอดด้วยกันอย่างสงบสุขในสังคมชาติ เป็นอย่างไร? และใครจะรับประกันได้ว่าชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นอย่างแท้จริงในระยะยาว ในเมื่ออำนาจและชะตากรรมของพวกเขาต้องไปขึ้นอยู่กับกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงขั้วเดียว โดยไม่มีใครขัดขวางถ่วงดุลเสียแล้ว?
อย่างเลวร้ายที่สุด คือความพินาศของทุกฝ่าย ที่ลูกหลานของพวกเราทั้งหมดนี่แหละที่จะต้องอยู่รับกรรม ส่วนพวกนักการเมืองหนังเหนียวๆ ทั้งหลายในสภาตอนนี้ อีกไม่นานก็คงไปกันหมดแล้ว

ท่านทั้งหลาย ต้องการแบบนี้แน่หรือ?

สุดท้ายนี้ จะขอเน้นย้ำถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอารยะอีกครั้งหนึ่ง

เราใช้ปัญญาและเหตุผลของคนหมู่มากที่มีความหลากหลายมารวมกัน เพื่อให้อคติและความผิดพลาดเอนเอียงของแต่ละส่วนย่อยๆ หักล้างถ่วงดุลกันไป และทำให้ได้ผลการตัดสินใจของส่วนรวมออกมาใกล้เคียงกับความถูกต้อง ความเที่ยงตรง ความสมเหตุสมผลตามกฎ และสุดท้ายก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากที่สุด
แต่มันไม่ใช่ในทางกลับกันว่า ถ้าคนกลุ่มใหญ่ที่สุด ตัดสินใจอะไรออกมาก็ตาม แล้วจะทำให้กฎแห่งความถูกผิดต้องบิดไปตามมตินั้น และยิ่งไม่จำเป็นว่า ถ้าคนกลุ่มใหญ่ที่สุดต้องการอะไร แล้วสิ่งนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมโดยแท้จริงเสมอไป

เราให้คนตาบอดจากความเป็นมาที่หลากหลาย มีประสบการณ์ต่างๆ กัน มีนิสัยและวิถีชีวิตต่างๆ กัน มาช่วยกันคลำช้าง แล้วแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นกัน จนกลุ่มคนส่วนรวมได้ภาพของช้างที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด
ไม่ใช่ว่าไปเกณฑ์คนตาบอดกลุ่มใหญ่ที่สุดมา เข้าค่ายอบรมปลูกฝังให้มีความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะของช้างไปในทางเดียวกันหมด จากนั้นก็พามวลชนคนตาบอดเหล่านั้นไปป่าวประกาศตามที่ต่างๆ ว่าช้างต้องเป็นอย่างนี้ๆ จนถึงกับไปไล่ตีไล่ฆ่าคนตาบอดกลุ่มอื่นๆ ที่บรรยายถึงช้างไม่เหมือนกัน
แล้วถ้าคิดว่ามันจะทำให้ช้างทุกตัวในโลกต้องกลายพันธุ์ไปเป็นรูปร่างแบบที่พวกเขาเชื่อละก็ ไม่มีทาง
มีแต่ต้องเสียเวลา เสียเลือดเนื้อกันไปเปล่าๆ จนเลือดนองท่วมท้องช้าง เท่านั้นแล


(มีต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-09-2008, 00:56 โดย วิหค อัสนี » บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #23 เมื่อ: 12-09-2008, 03:15 »

บ่นอะไร ไอ้พวกเสียงข้างน้อย
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

Abraxas
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 87



« ตอบ #24 เมื่อ: 12-09-2008, 09:56 »

จขกท. เขียนได้ดีครับ
เห็นด้วยกับการปักหมุด




บ่นอะไร ไอ้พวกเสียงข้างน้อย

อ่านไม่ออกก็เงียบไปเลย


บันทึกการเข้า

Power comes from lying. Lying big, and gettin' the whole damn world to play along with you.
Once you got everybody agreeing with what they know in their hearts ain't true, you've got 'em by the balls
.


SIN CITY
อำนาจมาจากการโป้ปด โป้ปดแล้วปั่นให้คนทั้งโลกเออออไปกับเรา เมื่อไหร่ที่ทุกคนคล้อยตาม ทั้งที่รู้แก่ใจว่ามันผิด นั่นล่ะคืออยู่หมัด - Sin City [/size][/color][/b]
เทพเจ้าโดเรมอน
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 70


« ตอบ #25 เมื่อ: 12-09-2008, 17:00 »

คุณมองในมุมของคุณ คุณก็เป็นพระเอกละสิ  ไม่มีใครเค้าคิดว่าตัวเองเป็นคนเล็วหรอก
บันทึกการเข้า
คนไกลเมือง
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 167


เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์


« ตอบ #26 เมื่อ: 12-09-2008, 17:27 »

คุณมองในมุมของคุณ คุณก็เป็นพระเอกละสิ  ไม่มีใครเค้าคิดว่าตัวเองเป็นคนเล็วหรอก

ผมก็ไม่เห็นว่าพระเอกเรื่องไหนต้องกราบโจรนี่ครับ สุดท้ายก็ต้องออกมาฟาดฟันพวกโจรให้สิ้นทุกเรื่องไป หรือไม่จริง???
 
บันทึกการเข้า

เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นราชพลี
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #27 เมื่อ: 12-09-2008, 17:32 »

 
บันทึกการเข้า
buteo
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 31


« ตอบ #28 เมื่อ: 12-09-2008, 17:54 »

เขียนได้ดีครับ จะติดตามอ่าน รอให้จบแล้วจะขออนุญาตนำไปเผยแพร่ให้ผู้คนเข้าใจมากยิ่งขึ้นต่อไปนะครับ

ไม่ต้องไปสนใจพวกกระบือหรอกนะครับ ขอย้ำกระบือไหนมันซิฟัง ยังไงๆมันก็ฟังไม่รู้เรื่อง พวกกระบือคงไม่เข้าใจหรอก
สีให้คนฟังดีกว่า จะไพเราะบ้างไม่ไพเราะบ้างก็รับได้และติติงกันได้ ในกรณีที่มีบางส่วนที่มีความเห็นแย้ง ก็ประชาธิปไตยงัย

ให้กำลังใจ จขกท.ครับ
บันทึกการเข้า
Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #29 เมื่อ: 13-09-2008, 01:13 »

จขกท. เขียนได้ดีครับ
เห็นด้วยกับการปักหมุด




อ่านไม่ออกก็เงียบไปเลย




กำ... ผมประชดรัฐบาล *-*

ผม พธม. นะ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

kittie
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 56


Gouf Girl


เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 13-09-2008, 03:29 »

...เรียบเรียงได้ดี และมองเห็นภาพอย่างชัดเจนค่ะ เยี่ยมๆ 
บันทึกการเข้า

Vi Veri Veniversum Vivus Vici

"By the power of truth I, while living, have conquered the world"


--------------------------------------
My Hi5!!
 
http://kittiepong.hi5.com
Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #31 เมื่อ: 14-09-2008, 23:16 »

ดันกระทู้หน่อย รออ่านภาคต่อไป
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

augustin
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25


« ตอบ #32 เมื่อ: 15-09-2008, 00:39 »

รออ่านด้วยคน
บันทึกการเข้า
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #33 เมื่อ: 15-09-2008, 23:24 »

(8 )

ลำพังการชักหัวคิว การหากินกับเมกะโปรเจ็กต์ 2-3 โครงการ อาจจะไม่ทำให้ประเทศชาติถึงกับล่มจมไปในทันทีทันใด

แต่ถ้ามองลึกไปกว่านั้น การที่นักการเมืองมีความเหิมเกริมถึงขั้นกินคำโตๆ และกินมูมมามขนาดนั้นได้โดยไม่เกรงกลัวโทษใดๆ ยังถือว่าเป็นปลายเหตุ
โดยมีต้นเหตุมาจาก จิตสำนึกที่ยอมจำนนต่อความคดโกง ของประชาชนเองนั่นแหละ


ในเมื่อเราแสดงพฤติกรรมที่สยบยอมต่อสิ่งที่เราเองก็รู้อยู่ว่าไม่ถูกต้อง และก่อความเดือดร้อนให้กับคนอื่นๆ นักการเมืองจึงยิ่งเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ และกล้าเอาเปรียบ ก่อปัญหา เหยียบย่ำประเทศชาติและประชาชนอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด

และจิตสำนึกที่ยอมจำนนต่อความคดโกง ก็มีรากเหง้ามาจากอันเดียวกับ จิตสำนึกที่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม และความชั่วช้าประการอื่นๆ อีกมาก เป็นรากใหญ่ๆ อีกกระจุกหนึ่งของต้นไม้พิษที่ชื่อระบอบทักษิณ

สิ่งเหล่านี้แหละเป็นตัวการที่จะพาให้อารยธรรมล่มสลายลงได้ในเวลาไม่นาน ถึงแม้ชนชาตินั้น สังคมนั้นจะมีความมั่งคั่งมหาศาล หรือแม้จะได้ชื่อว่า "มหาอำนาจ" ในโลกก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงกล้ากล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่า ระบอบทักษิณ เป็นเหมือนไวรัสและเซลล์มะเร็งของสังคม ที่จำเป็นต้องถูกกำจัดออกไป

ในขณะที่ การเมืองเก่า เหมือนร่างกายที่ขาดสารอาหาร มีแผลเน่าอักเสบเรื้อรัง เต็มไปด้วยสารพิษตกค้าง เสียสมดุลจากพฤติกรรมการกินอยู่ที่ผิดๆ มาตลอด และจึงเป็นสภาพแวดล้อมที่เพาะมะเร็งและโรคร้ายให้เกิดขึ้น

เคยมียุคไหนสมัยไหนบ้าง? ที่เราได้ยินถ้อยคำที่แสดงถึงความตกต่ำ ที่ชวนให้รู้สึกอัปยศอดสูอย่างเช่นคำว่า "โกงได้ไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน" หรือ "เขาเป็นคนดี เพราะมีเงินให้ใช้" อย่างเช่นสมัยนี้?

คุณจะบอกว่าอำนาจต่อรองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองตัวแทนของตน มากขึ้นหรือน้อยลง?

ถ้าคุณได้เข้าไปอยู่ในสหกรณ์หรือบริษัทห้างร้านสักแห่ง ที่อ้างว่ามีระบบการดำเนินงาน "ให้พนักงานทุกคนมีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของ"
แต่เมื่อผู้จัดการมีการทำงานที่ไม่สุจริต มีลับลมคมใน และใช้อำนาจปลุกปั่นสร้างความแตกแยกในองค์กร ในขณะที่ใช้วิธีการเสนอผลประโยชน์และเงินเดือนต่างๆ ล่อใจพนักงานให้เป็นพวก
และเมื่อพนักงานส่วนใหญ่นิ่งเฉยอยู่ มีพนักงานส่วนเล็กๆ ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อรักษาผลประโยชน์และความเป็นธรรมภายในองค์กรนั้น
พนักงานส่วนใหญ่กลับไม่พอใจและขัดขวางพนักงานที่เรียกร้อง แล้วอ้างขึ้นมาว่า "เขาจะโกงบ้างไม่เป็นไร ขอให้มีผลงานก็พอ"

คุณคิดว่า พนักงานในองค์กรนี้ มี "ความรู้สึกนึกคิดว่าตนเองมีส่วนร่วมเป็นเจ้าขององค์กร" อย่างที่คุยไว้ หรือไม่?
หรือถ้าถามอีกทางหนึ่ง พนักงานได้ร่วมกัน "แสดงความเป็นเจ้าของ" อย่างแท้จริง ให้สมกับที่ประกาศโฆษณาองค์กรไว้ต่อสังคมหรือไม่?

ยังไม่นับว่าในความเป็นจริง เราก็จะมาบริหารปกครองครอบครัว ชุมชน หรือประเทศชาติ แบบเดียวกับที่บริหารองค์กรธุรกิจหาผลกำไรไม่ได้

ถ้าพนักงานไม่พอใจในวิธีการบริหารของบริษัทห้างร้านไหน เขาพิจารณาตัวเองลาออกไปทำงานที่อื่นที่เขายอมรับได้ ก็เป็นสิ่งที่ชอบ และเป็นปกติ

แต่ถ้าประชาชนไม่พอใจกับการปกครองของรัฐบาล แล้วจะมาไล่ให้เขาออกจากแผ่นดินเกิดที่เขาอาศัย ไปหาประเทศใหม่อยู่ มันไม่ใช่สิ่งปกติที่ควรจะเป็นแล้ว

ในเมื่อความรู้ คือ พลังอำนาจ ถ้าประชาชนอ่อนแอทางการเมือง ไม่มีความสนใจที่จะติดตามข่าวสารจริงๆ จังๆ ซ้ำด้วยถูกปิดหูปิดตา ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปจากความจริงโดยสื่อรอบๆ ตัว และดังนั้นจึงขาดความรู้เกี่ยวกับความจริงในบ้านเมืองที่เพียงพอ เราจะกล้ากล่าวว่าอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงได้อย่างไร?

ในเมื่อการมีทางเลือก จำเป็นสำหรับการมีอิสรภาพและอำนาจ ถ้าประชาชนเลือกนักการเมืองเข้าไปถืออำนาจ ด้วยภาวะจำยอม หรือไม่มีทางเลือก แล้วก็จำใจต้องปล่อยให้นักการเมืองนั้นอ้างการได้รับเลือกจากประชาชนมารับรองความถูกต้องให้พวกตัวเองทุกอย่าง เราจะกล้ากล่าวว่าอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงได้อย่างไร?

ในเมื่ออำนาจต้องมาควบคู่กับความรับผิดชอบ ถ้าประชาชนมอบอำนาจให้กับนักการเมืองไปแล้ว ไม่สนใจผลที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจนั้น แล้วยังมาคอยปกป้องนักการเมืองที่ทำผิด ยอมตนเป็นเครื่องมือเข้าไปขัดขวางการตรวจสอบ ซ้ำกลไกที่จะคุมนักการเมืองไม่ให้สร้างความเสียหายก็มีไม่เพียงพอ มีความบกพร่อง เราจะกล้ากล่าวว่าอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงได้อย่างไร?

ทั้งหมดนี้เป็นหลักเกณฑ์ธรรมชาติ ไม่ได้มาจากมนุษย์สมมติขึ้นเองลอยๆ และไม่มีมือที่มองไม่เห็น หรือมือที่มองเห็นแต่ซื้อได้ หรือมือของใครๆ อื่น จะกี่สิบล้านหรือแสนล้านมือก็ตาม จะมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามที่ตนเองต้องการได้เป็นอันขาด

ลองนึกถึงสถานการณ์ที่...
- ประชาชนคุมนักการเมืองที่เป็นตัวแทนไม่ได้ เมื่อเขาขึ้นมากุมอำนาจรัฐแล้วก็ปล่อยให้ไปก่อเรื่อง สร้างปัญหาให้กับประชาชนอีกส่วนหนึ่ง
- เมื่อไล่กลับไปหาประชาชนเจ้าของอำนาจที่เลือกนักการเมืองคนนั้นกลุ่มนั้นมา แล้วพวกเขาไม่ใส่ใจ เพราะถือว่าพวกเขามอบอำนาจไปแล้ว ไม่อยากจะยุ่งหรือรับผิดชอบกับเรื่องการเมืองใดๆ อีก
- พอหันไปหาด้านตัวแทนคือตัวนักการเมืองเอง ก็อ้างเอาเสียงประชาชนที่เลือกเขามาข่มขู่ ว่าจะกล่าวโทษและเอาผิดเขาไม่ได้
- อ้างระบบรัฐสภา แต่ก็ใช้พวกมากลากไป พรรคร่วมรัฐบาลที่อยากจะเกาะกินผลประโยชน์จากการเป็นรัฐบาลต่อก็ใช้มือ สส. ของพรรค หลับหูหลับตายกมือรับรองให้นักการเมืองที่ถูกตรวจสอบ โดยไม่สนใจว่าจะมีความชอบธรรมหรือไม่
- นักการเมืองให้ลูกสมุนไปปลุกระดม โยนความผิดกลับไปใส่คนที่มากล่าวโทษตน ประชาชนที่เป็นฐานเสียงก็โกรธแค้น ออกมาปกป้องเป็นโล่มนุษย์ให้กับนักการเมืองพวกนั้นอีกต่างหาก

นี่เป็นสถานการณ์สมมติที่ไม่ได้ห่างไกลจากความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเกิดขึ้นสักเท่าไหร่นัก
สรุปได้ว่า...มันคือระบบแห่งการปฏิเสธความรับผิดชอบ และไม่รู้สึกรู้สาใดๆ ทั้งสิ้นต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นต่อหน้าในสังคม
แล้วก็ทำเป็นหลับหูหลับตาบอกกันเองอยู่ทุกวันว่าพวกตนไม่ได้ทำผิดอะไร
ใช่หรือไม่?


มันไม่มี พฤตินัยแห่งความเป็นเจ้าของ และยิ่งไม่มี จิตสำนึกแห่งความเป็นหุ้นส่วนร่วมกับคนอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องไปถามหา จิตสำนึกรับผิดชอบที่มีต่อบุคคลภายนอกและสังคมในวงกว้างออกไปกว่านั้น

รู้หรือไม่ว่า...
คนเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกชักจูงและถูกกดดันด้วยอิทธิพลของกลุ่มได้มากกว่าที่หลายๆ คนอาจจะคิด
เช่นเดียวกับที่ถูกกดดันให้ยอมรับคำสั่งจากผู้ที่เชื่อกันว่าอยู่ในสถานะมีอำนาจหน้าที่ ได้มากกว่าที่คิด

ส่วนสำคัญ นอกจากความต้องการแสวงหาความปลอดภัยด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หรือโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง และความไม่ชอบขัดแย้งแล้ว ก็เป็นเพราะการทำให้ตนเองเกิดความเชื่อว่า ความรับผิดชอบในการกระทำใดๆ ถูกผลักไปให้คนอื่นแบกรับแทน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโดยรวม หรือเป็นบุคคลผู้มีอำนาจ เสียแล้ว แล้วจึงหลอกตนเองด้วยความคิดสั้นๆ โดยฝ่าฝืนต่อจิตสำนึกภายในตนเองว่า เขาไม่จำเป็นต้องรับความรู้สึกผิดอะไร ต่อผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจของเขาอีก

ภาวะจิตสำนึกรวมฝูง (Groupthink) ซึ่งมีส่วนคล้ายกับ "อุปาทานหมู่" แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว เป็นตัวอย่างที่ความเห็นของคนนำไม่กี่คน สามารถมีอิทธิพลคุมจิตวิทยาของกลุ่ม จนทุกคนพากันลงมติไปในทางเดียวกัน และต่างก็คิดว่าคนหมู่มากต้องการอย่างนั้น ถึงแม้ว่าในใจลึกๆ ของแต่ละคนในกลุ่มนั้นจะคัดค้านมตินั้นกันเกือบหมดก็ตาม
แต่เพราะถูกทำให้มีความเชื่ออยู่ก่อนแล้วว่า กลุ่มโดยรวมมีความต้องการอย่างนั้น และถูกกดดันด้วยบรรยากาศ-รูปแบบในการประชุม ที่ขัดขวางไม่ให้แต่ละคนกล้าบอกความต้องการที่แท้จริงออกมาได้ และมักมีการนำเอาอารมณ์อย่างเช่นความกลัว ความรู้สึกผิด ความรู้สึกอายที่จะแปลกแยก ความไม่อยากขัดแย้ง ความหวังในผลประโยชน์สิ่งล่อใจต่างๆ ฯลฯ มาเป็นเครื่องมือชักจูงและล้อมกรอบทางความคิดให้ได้ผลยิ่งขึ้น

จึงมีการกำหนดให้การเลือกตั้งของประชาชน ต้องเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับ ให้แต่ละคนใช้สิทธิ์เฉพาะตน ไม่ให้ใครอื่นมาสอดรู้หรือชักจูงกดดันการเลือกของเขาในคูหาเลือกตั้งได้

แต่การลงมติในสภาของผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย เป็นการยกมือหรือลงมติโดยเปิดเผย รู้กันหมดว่าใครเลือกอะไร สนับสนุนหรือคัดค้านอะไร

เพราะสังคมใช้หลักการให้ความเชื่อใจไว้ว่า บรรดาผู้แทนเหล่านี้ ต้องมีวุฒิภาวะ ความกล้าหาญ และมีอิสระในตนเองมากพอในระดับหนึ่ง ที่จะลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับผู้แทนคนอื่นๆ ในสภา และแสดงจุดยืนของตนอย่างเปิดเผยได้
และให้ความเชื่อใจไว้ว่า มติของเขาจะสอดคล้องไปในทางเดียวกันกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนที่เลือกเขามาเป็นตัวแทน

แต่ความจริงในสภาผู้แทนของเราทุกวันนี้ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร

ดังนั้นจึงมีคำถามว่า เราจะทำอย่างไร ให้ทั้งประชาชนและผู้แทนมีอิสรภาพ สามารถแสดงความต้องการที่แท้จริงออกมาได้ เป็นเรื่องใหญ่

(มีต่อ)

*********
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2008, 23:33 โดย วิหค อัสนี » บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #34 เมื่อ: 16-09-2008, 04:07 »

มาอ่านต่อ อิอิ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #35 เมื่อ: 16-09-2008, 09:02 »

เหม็นน้ำลายจัง...ใครพล่ามอะไรน้ำลายเน่าๆท่วมเว๊บเนี่ย!?!
บันทึกการเข้า
:: Jack Ryan ::
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3



« ตอบ #36 เมื่อ: 16-09-2008, 13:39 »

ยอดเยี่ยมครับ มารออ่านต่อ

แทงใจสมุนไข่แม้ว 
บันทึกการเข้า

สํโวหาเรน โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ
ความเป็นผู้สะอาด พึงทราบได้ด้วยถ้อยคำสำนวน
คุณแม่ดุ๊กดิ๊ก
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 133


« ตอบ #37 เมื่อ: 16-09-2008, 18:42 »

    ติดตามอ่านอยู่ค่ะ เขียนอ่านง่ายดีค่ะ

 แต่รำคาญไอ้ TLE  เลิกโพสต์สักที
บันทึกการเข้า
Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #38 เมื่อ: 18-09-2008, 02:46 »

เหม็นน้ำลายจัง...ใครพล่ามอะไรน้ำลายเน่าๆท่วมเว๊บเนี่ย!?!

เออ มึงเถียงไม่ได้ มึงก็ด่าเนอะ

เปื้อนกระทู้ในดวงใจกูหมด
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

พลังเงียบ
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 42


« ตอบ #39 เมื่อ: 18-09-2008, 03:45 »

เมื่อไหร่ ผมจะเขียนแบบนี้ได้บ้างน้า
แหล่มครับ......

บันทึกการเข้า
น้องเหมียวกู้ชาติ
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13


ขนาดแมวยังรักชาติแล้วคุณไม่รักเหรอครับ


« ตอบ #40 เมื่อ: 18-09-2008, 04:36 »

เขียนได้ดีมากครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ รออ่านต่ออยู่ครับ
บันทึกการเข้า

May The Force Be With You
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 331


ขอพลังสถิตย์กับท่าน


« ตอบ #41 เมื่อ: 18-09-2008, 08:23 »

 
บันทึกการเข้า

"เจไดที่ฉลาดมากๆ คนหนึ่งเคยบอกข้าไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะ แต่เราต้องสู้"
นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #42 เมื่อ: 18-09-2008, 08:52 »

ขอบคุณที่นั่งพิมพ์ให้อ่าน
ขอบคุณที่คิดดี และเสนอความคิดดีๆเช่นนี้ต่อสังคม
ขอบคุณที่ใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ถูกที่ดีมีคุณธรรม

เขียนต่อนะคะ เดี๋ยวเสร็จแล้ว เรียบเรียงเป็น A 4 พิมพ์แจกเลยนะคะ.. 
เอาไว้เป็น reference เพราะบางทีเถียงกับพวกหัวเหลี่ยม ยางประเด็นก็นึกไม่ทัน 
ทีนี้ล่ะจะได้ยื่นเอกสารของ วิหก อัสนี ให้ไปเลย
เบาแรงนู๋ไปได้เยอะเลยค่ะ
เขียนต่อค่ะ เขียนต่อไป
ขอบคุณนะคะ.....


*****************************************************
เพราะเหตุนี้ ถึงจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกบฎ ผมก็ยอม (นู๋เจ๋งด้วยคน)
เพราะนึกถึงวันข้างหน้า ถึงจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกบฎ ผมก็ยอม (นู๋เจ๋งด้วย)
เพราะเชื่อในหัวใจของความเป็นเสรีชน ถึงจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกบฎ ผมก็ยอม (นู๋เจ๋งเป็นด้วย)
**************************************************************
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
tu249cm
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 693



« ตอบ #43 เมื่อ: 18-09-2008, 12:37 »

ตามอ่านมาสองวันเพราะอ่านแล้วคิดระหว่างบรรทัดไปด้วยค่ะ
อ่านไปหยักหน้าหงึกๆไปด้วยคนเดียวค่ะ
สรุปขอนุญาตทำเป็นเอกสารเก็บไว้ให้คนอื่นๆได้อ่านด้วยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
บันทึกการเข้า

ดีใจพวกเราที่มีอุดมการณ์เดียวกันจะมีบ้านพักเล็กๆแต่อบอุ่นสำหรับมาสังสรรค์ ฮาเฮ  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งในเรื่องการบ้านการเมืองและสัพเพเหระ (พันนาม#สมาชิกno.239)
hide
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 157



« ตอบ #44 เมื่อ: 18-09-2008, 14:37 »

เขียนได้ดีค่ะ

แต่ติดอยู่ตรงนึงป้ายพวก ลูกใครหว่า พี่ขาอย่าทับหนู

มาจากผลงานของพิจิตต รัตตกุล

ตอนเป็นผู้ว่ากทม.หนิ

หรือป่าวไม่แน่ใจ
บันทึกการเข้า
OMEGA
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 233



« ตอบ #45 เมื่อ: 18-09-2008, 17:06 »


เป็นข้อเขียนที่ดีครับ

ขอบคุณครับผม

 
บันทึกการเข้า

Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #46 เมื่อ: 18-09-2008, 17:22 »

เขียนได้ดีค่ะ

แต่ติดอยู่ตรงนึงป้ายพวก ลูกใครหว่า พี่ขาอย่าทับหนู

มาจากผลงานของพิจิตต รัตตกุล

ตอนเป็นผู้ว่ากทม.หนิ

หรือป่าวไม่แน่ใจ


ท่านอัสนี เช็คข่าว + เกลา ทีครับ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #47 เมื่อ: 18-09-2008, 17:31 »

ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำแนะนำต่างๆ ครับ 


เรื่องป้ายจราจร เช็คข่าวแล้ว เป็นผลงานทักษิณในสมัยรัฐบาลบรรหารเมื่อปี 2538 ครับ



บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
Red Baron
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68



« ตอบ #48 เมื่อ: 18-09-2008, 18:26 »

  รออ่านข้อความดีๆต่อครับ
บันทึกการเข้า

อย่าถามหาความเป็นกลางจากผม



"ศิล" แปลว่า "ปกติ" วิญญูชนผู้ไม่หวั่นไหวต่ออบายไม่จำเป็นต้องทำให้ชีวิตผิดปกติจากที่เป็นเพื่อรักษา "ศิล"

From the Templar's moral
istyle
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 853



« ตอบ #49 เมื่อ: 18-09-2008, 21:03 »

ปูเสื่อรออ่านต่อครับ

อยากอ่านตอนที่ถึงทางออกของปัญหานี้เร็วๆจัง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: