ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
03-03-2021, 06:26
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  คำประกาศอันท้าทาย-------- 70 / 30 --------การเมืองใหม่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง!! 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
คำประกาศอันท้าทาย-------- 70 / 30 --------การเมืองใหม่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง!!  (อ่าน 3008 ครั้ง)
mr.g
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



« เมื่อ: 01-09-2008, 03:02 »

70/30

คืออะไร

70 / 30

นี่คือคำประกาศการเมืองที่จะเป็นการเมืองใหม่
อนาคตใหม่ที่จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการมีส่วนร่วมของประชาชน
ทั้งประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข


จะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนสามารถจะมีตัวแทน
ที่จะเป็นของปวงชนอย่างแท้จริง ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและ
ในวุฒิสภา

โอกาสครั้งแรกสามารถตรวจสอบกำกับดูแล
และประชาชนมีส่วนร่วมทั้งทางตรง โดยผ่าน

1.ระบบตัวแทนในสภาสูงในระบบที่ได้รับการคัดสรร
และแต่งตั้งจากตัวแทนองค์กรภาคประชาชน
70 ส่วน
 
....และ

2.ผ่านตัวแทนประชาชนในระบบการเลือกตั้งตามพื้นที่รายเขตรายจังหวัด
แบบดั้งเดิมในปัจจุบันนี้ 30 ส่วน

70 ส่วน แม้จะมีสภาพที่มาจากการแต่งตั้งจากตัวแทนองค์กรของประชาชน
แต่ก็จะไม่ได้มาจากการสรรหาหรือเลือกตั้งตามแบบเดิมๆ
ที่ผ่านการลงรับสมัครให้ประชาชนทั้งประเทศลงคะแนนเลือกวุฒิสภา
หรือ ผ่านการคัดเลือกจากตัวแทน เทคโนแครต ข้าราชการที่เกษียน
หรือจากบรรดาพวกอำมาตยาธิปไตยที่อาสาสมัครเข้าคัดเลือกให้คณะกรรมการ
หรือผู้สมัครคัดเลือกจากอาสาสมัครก็หาใช่ไม่



ระบบ 70-30 นี้
70 ส่วน ในคำประกาศ ระบบการเมืองใหม่
คือ สภาของประชาชน ในระบบการเมืองใหม่


"ที่จะให้โอกาสทางตรงต่อตัวแทนองค์กรของประชาชน"
"ได้มีส่วนร่วมมีปากเสียงทางตรงในรัฐสภา!"


สภาประชาชน 70 ส่วน
จะถูกออกแบบมาเพื่อให้

องค์กรของประชาชน เช่น NGO ทั้งหลาย องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค
องค์กรทางศาสนา ทุกศาสนาและความเชื่อ องค์กรทางจริยธรรม และจิตวิญญาน
องค์กรทาง สิทธิมนุษยชน ผู้ทรงคุณวุฒิทางการทหาร ตำรวจ การปกครอง ทนายความ
แพทย์ พยาบาล ตำรวจ สื่อมวลชน เกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา
ตัวแทนสภาวิชาชีพของเอกชน เช่น สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา  นักบิน
แอร์โอสเตส ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเล บกและน้ำ ช่างอุตสาหกรรม 
วิศวโยธา   ผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว
ผู้ค้าเพชร พลอย อัญมนี ผู้ประกอบกิจการด้านร้านอาหารและการบริการ
อาชีพอิสระ ผู้ค้าขายรายย่อย ผู้ผลิต SME โรงงานอุตสาหกรรม
ผู้ส่งออกและนำเข้า นักการธนาคาร ผู้ประกอบการประกันภัย
ลูกจ้าง นายจ้าง รัฐวิสาหกิจ กระทั่งแม้ผุ้ประกอบอาชีพเช่น หมอนวด
หาบเร่ แผงลอย คนขายลอตเตอรี่ ขายของเก่า และอื่นๆอีกมาก ฯลฯ


สภา 70 ส่วนนี้ จะประกอบไปด้วย
สมาชิกอันได้มาจากการคัดสรร
ภายในองค์กรอันหลากหลาย และสมาคมอันหลากหลายนั้น
และแต่ละสมาคมและองค์กรจะได้คัดสรร
และเลือกส่งเป็นตัวแทนมาตาม สัดส่วน
เพื่อให้ได้มีตัวแทนเป็นปากเป็นเสียง ทางตรง
ขององค์กรประชาชน สมาคมของประชาชนเหล่านั้น


ในฐานะ "วุฒิสภาของประชาชน"
ในรัฐสภาอย่างแท้จริง !


เป็นครั้งแรก ที่ประชาชน
จะได้ใช้อำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ
ทั้ง สองสภา !


"วุฒิสภาของประชาชน" ผ่านการแต่งตั้ง ด้วยประชาชน
และ
"สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร" ผ่านการเลือกตั้ง ด้วยประชาชน !!


70-30
จะเป็น รัฐสภาที่สมบูรณ์แบบ
ทำงานและตรวจสอบได้ด้วย ประชาชนกันเอง
ผ่านจากตัวแทนทั้งทางตรงที่เลือกจากระบบ
การแข่งขันเลือกตั้ง และผ่านจากการคัดเลือกจากสมาคมองค์กร
อันหลากหลายของประชาชนนั้น เพื่อทำหน้าที่
โดยตรงของประชาชนในสภา !!





สุดท้ายนี้
ผมขอขอบคุณพันธมิตร ที่มีความจริงใจต่อประชาชน
นี่คือครั้งแรกที่คำประกาศของ

สนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ได้จุดประกายความหวังของประชาชน
ที่จะมีสภาทั้งสองสภาประกอบไปด้วย
ตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง !!
มิใช่มีแต่สมาชิกรัฐสภาที่ผ่านการเลือกตั้งหย่อนบัตรลงคะแนน
แล้วก็จบกันไปก็หาไม่

หากแต่การเมืองใหม่ 70/30 นี้
จะจุดประกายให้องค์กรสมาคมของประชาชนทุกแห่ง
ได้มีส่วนร่วมใน รัฐสภา อย่างแท้จริง!!
สุดท้ายนี้ขอแสดงความผิดหวังไปยังคุณอภิสิทธิ เวชชาชีวะ
ในฐานะคนรุ่นใหม่วัยเดียวกัน
ผมค่อนข้างผิดหวังกับทัศนคติอันคับแคบและยึดติด
กับการเมืองระบบเก่าที่เมินเสียงของประชาชน

ประชาชนที่ได้พัฒนาและเติบโตตื่นตัวทางการเมือง
ได้ก้าวไป ไกลเกินกว่าบรรดานักการเมืองในระบบเก่าจะเข้าใจแล้ว!

ขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-09-2008, 02:10 โดย mr.g » บันทึกการเข้า

ถ้าหากเห็นพ้องต้องตรงกันว่า อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของสถาบัน
มาเหนือ ก่อน "พรรค" "พวก"และ "ตัวบุคคล" ความแตกแยกจะไม่บังเกิด


mommam
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123


« ตอบ #1 เมื่อ: 01-09-2008, 03:44 »

เชื่อก็โง่แล้ว !  

เสียงประชาชน 100 ส่วน  จะลดทอนเหลือ 30 ส่วน  มันก็ใกล้คอมมูนิสต์เข้าไปทุกทีแล้ว   
บันทึกการเข้า
mr.g
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



« ตอบ #2 เมื่อ: 01-09-2008, 03:57 »

เชื่อก็โง่แล้ว !  

เสียงประชาชน 100 ส่วน  จะลดทอนเหลือ 30 ส่วน  มันก็ใกล้คอมมูนิสต์เข้าไปทุกทีแล้ว   



ถ้าเช่นนั้น

องค์กรของประชาชน เช่น NGO ทั้งหลาย องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค
องค์กรทางศาสนา ทุกศาสนาและความเชื่อ องค์กรทางจริยธรรม และจิตวิญญาน
องค์กรทาง สิทธิมนุษยชน ผู้ทรงคุณวุฒิทางการทหาร ตำรวจ การปกครอง ทนายความ
แพทย์ พยาบาล ตำรวจ สื่อมวลชน เกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา
ตัวแทนสภาวิชาชีพของเอกชน เช่น สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา  นักบิน
แอร์โอสเตส ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเล บกและน้ำ ช่างอุตสาหกรรม 
วิศวโยธา   ผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว
ผู้ค้าเพชร พลอย อัญมนี ผู้ประกอบกิจการด้านร้านอาหารและการบริการ
อาชีพอิสระ ผู้ค้าขายรายย่อย ผู้ผลิต SME โรงงานอุตสาหกรรม
ผู้ส่งออกและนำเข้า นักการธนาคาร ผู้ประกอบการประกันภัย
ลูกจ้าง นายจ้าง รัฐวิสาหกิจ กระทั่งแม้ผุ้ประกอบอาชีพเช่น หมอนวด
หาบเร่ แผงลอย คนขายลอตเตอรี่ ขายของเก่า และอื่นๆอีกมาก ฯลฯ


คนที่ประกอบอาชีพหลากหลายเหล่านี้ ไม่ใช่ ประชาชน หรือครับ???
บันทึกการเข้า

ถ้าหากเห็นพ้องต้องตรงกันว่า อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของสถาบัน
มาเหนือ ก่อน "พรรค" "พวก"และ "ตัวบุคคล" ความแตกแยกจะไม่บังเกิด


Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #3 เมื่อ: 01-09-2008, 04:00 »

จะยึดติดอะไรกับตัวเลข / ระบบนี้นักหนาวะ

ใครเจอแกนนำ ฝากบอกด้วย ให้มันหยุดพูดถึงไอ้ 70/30 นี้เลย จนกว่าชนะ

เพราะมันเอาไปบิดเบือนได้ง่าย ไอ้ฝ่ายนู้นมันก็เอาไปโจมตี

ทุกสิ่งที่ พธม. ทำมา มันจะมาพังเพราะไอ้ 70/30 นี้เหรอ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

mr.g
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



« ตอบ #4 เมื่อ: 01-09-2008, 04:05 »

เชื่อก็โง่แล้ว !  

เสียงประชาชน 100 ส่วน  จะลดทอนเหลือ 30 ส่วน  มันก็ใกล้คอมมูนิสต์เข้าไปทุกทีแล้ว   


ผมไม่เชื่อว่า เสียงของประชาชนจะลดทอนเหลือ 30 ส่วน
ไม่น่าเชื่อว่า เจ้าของข้อความ  ท่านจะอ่านกระทู้ไม่แตกฉานเช่นนั้น

70 ส่วนล้วนเป็นเสียงของประชาชน โดยตรงทั้งสิ้นครับ
เป็นเสียงของประชาชน ที่ประกอบสัมมาอาชีพ และประกอบกันขึ้นเป็นสมาคมองค์กรต่างๆมากมาย
ไม่ใช่การคัดเลือก แต่งตั้งแบบเดิมๆ ซึ่งได้บอกไว้แล้ว ถ้าหากจะได้ทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วน
และโดยละเอียด


เสียงของประชาชน ในระบบการเมืองใหม่นี้ ไม่ ลด 100 ส่วนเลยแม้แต่น้อย
แต่กลับจะเพิ่มพูนมากกว่า สัดส่วนเดิมของจำนวนวุฒิสภาแบบดั้งเดิมเสียด้วยซ้ำ



สนธิเขาได้จุดประกายไว้แล้ว
ในอนาคตเมื่อประชาชนได้รับรู้ ผมไม่แน่ใจนักว่า นี่คือการเมืองใหม่ ในนิยามของสนธิหรือไม่
แต่ ผมเชื่อของผมเช่นนี้

ประชาชนทุกคน จะมีส่วนร่วมผ่านทางองค์กรสมาคมวิชาชีพต่างๆเหล่านั้น
นี่ ไม่เรียกว่า การเมืองของประชาชนแล้วจะเรียกว่าอะไร

บันทึกการเข้า

ถ้าหากเห็นพ้องต้องตรงกันว่า อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของสถาบัน
มาเหนือ ก่อน "พรรค" "พวก"และ "ตัวบุคคล" ความแตกแยกจะไม่บังเกิด


mr.g
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



« ตอบ #5 เมื่อ: 01-09-2008, 04:18 »

30 ส่วน
เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร
ยังคงเดิม!!

...

ผมเชื่อว่า ตามรัฐธรรมนุญ ปี 40 การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาแบบ รธน.40 นั้น ดีที่สุดแล้ว
บ้านเมืองจะให้ขาด ผุ้แทนราษฏรที่จะต้องรับฟังปัญหาโดยตรงไมได้
น้อยไปก็ไม่ได้ ต้องให้ทั่วถึง !

หากแต่เรายังขาด สมาชิกวุฒิสภา ที่มีคุณภาพและเป็นเสียงของประชาชนจริงๆ!
การได้มาซึ่งสมาชิกเหล่านี้นั้น
อำนาจยังไมได้ไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง

การแต่งตั้งแบบเดิมๆ ก้ตัดตอนการมีส่วนร่วมของประชาชน
เอะอะก็ต้องข้าราชการ เทคโนแครต นักวิชาการ อำมาตยาธิปไตย !

การเลือกตังวุฒิสมาชิก ก็รังแต่จะทำให้ ประชาชน เสียเปรียบ !!
เพราะการเลือกตั้งทั้งสองสภา หากใครมีเงินซื้อเสียงได้ ทั้งสองสภา ก็ถุกยึดกุมได้ง่าย


แต่...

ถ้าหาก วุฒิสภา มีสมาชิกที่ประกอบไปด้วย
ประชาชนอันหลากหลายจากที่ได้อธิบายคร่าวๆไว้ในข้างต้น
มันจะไม่เป็นสิ่งที่ดีต่อประชาชน มากกว่าหรือ



เพราะการเมืองใหม่นี้
แม้แต่ นายกสมาคมคนขับแท๊กซี่  นายกสมาคมตลก นายกสมาคมผุ้ประกอบวิชาชีพ สารพัด
ก็สามารถเข้ามามีสิทธิเสียงเป็นตัวแทนของประชาชนทุกวิชาอาชีพ ในรัฐสภา
ในฐานะ สมาชิกวุฒิสภาได้ !

ผมเชื่อว่า สิ่งที่สนธิคิดไว้ คืออย่างนี้
หากจะผิดไปจากนี้ มันก็คือความคิด ประชาชนทุกคนมีสิทธิคิด
และคิดแล้ว ถ้าประชาชนทั้งหมดได้ประโยชน์

ไม่ใช่แค่นักเลือกตั้ง ได้ประโยชน์ หรือกลุ่มมาเฟียนักการเมืองได้ประโยชน์แบบทุกวันนี้



มันเป็นสิ่งดีไม่ใช่หรือ
?
บันทึกการเข้า

ถ้าหากเห็นพ้องต้องตรงกันว่า อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของสถาบัน
มาเหนือ ก่อน "พรรค" "พวก"และ "ตัวบุคคล" ความแตกแยกจะไม่บังเกิด


mr.g
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



« ตอบ #6 เมื่อ: 01-09-2008, 04:29 »

จะยึดติดอะไรกับตัวเลข / ระบบนี้นักหนาวะ

ใครเจอแกนนำ ฝากบอกด้วย ให้มันหยุดพูดถึงไอ้ 70/30 นี้เลย จนกว่าชนะ

เพราะมันเอาไปบิดเบือนได้ง่าย ไอ้ฝ่ายนู้นมันก็เอาไปโจมตี

ทุกสิ่งที่ พธม. ทำมา มันจะมาพังเพราะไอ้ 70/30 นี้เหรอ

เด็กหนุ่มมักเลือดร้อน ผมเข้าใจ
ผมเองเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

........แต่
ลองตั้งสติสักนิด.......

คิดพิจารณา แต่ละบรรทัดและสิ่งที่ผมพยายามจะเดาความคิด
เกี่ยวกับการเมืองใหม่ของสนธิ .... ผมเชื่อว่าถ้าออกมาเป็นเช่นนี้
ประชาชนทุกคน จะได้พบว่า ทุกคนมีศักยภาพมากพอ
ที่จะได้ ทำงานการเมืองเพื่อประเทศ เท่าๆกันทุกคน


ไม่จำเป็นว่าจะต้องลงสมัคร รับการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
ไม่จำกัดอายุ เพศวัยความเชื่อ หรือกระทั่งวุฒิทางการศึกษา


...แต่

ถ้าหาก คุณเป็นสมาชิกองค์กรสมาคมใดๆ ที่ผมได้เอ่ยถึง
ในข้างต้นนั้น และได้รับการยอมรับ คัดเลือกให้เป็นตัวแทน
ขององค์กรสมาคมเหล่านั้น ให้ได้มาเป็น วุฒิสภาของประชาชน
ทำงานประสานกับ สภาผู้แทนราษฏร

เหล่านี้ มันจะไม่ดีกว่า การแต่งตั้งแบบเดิมหรือเลือกตั้งวุฒิสภาที่มีปัญหาหรือ?
บันทึกการเข้า

ถ้าหากเห็นพ้องต้องตรงกันว่า อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของสถาบัน
มาเหนือ ก่อน "พรรค" "พวก"และ "ตัวบุคคล" ความแตกแยกจะไม่บังเกิด


Arch_FreeMan
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 210



« ตอบ #7 เมื่อ: 01-09-2008, 04:43 »

ผมคิดว่า แนวคิดนี้ คงเป็นไปได้ยากมาก

เพราะ มาตราฐานองค์กรภาคประชาชนนั้นหลากหลาย ใครจะไปจดทะเบียนเป็นสมาคมก็ได้

และ ถ้าในอนาคตประเทศไทย มีองค์กรภาคประชาชนแบบ พวก ครูประทีป หมอเหวง บก ลายจุด เยอะๆ

ไอ้ 70 % นั้นก็คงทำให้ประเทศไทยเราฉิบหายเช่นกัน โดยที่ 30% ได้แต่มองตาปริบๆ

นอกจากนี้การเมืองใหม่ในลักษณะนี้ ก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ คนที่แก้ได้คือภาคประชาชนทั้งหมด ไม่ใช่พันธมิตรฝ่ายเดียว พันธมิตรไม่ใช่คนทั้งประเทศนะครับ คุณก็คงต้องฟังความเห็นของคนส่วนใหญ่ด้วยว่าจะเอาด้วยกับคุณหรือไม่ ผมคิดว่า ส่วนใหญ่คงไม่มีใครเห็นด้วย อย่างมากก็ให้สัดส่วนเท่ากัน แต่ 70 30 คงเป็นไปไม่ได้

อีกอย่าง กว่าจะไปถึงการเมืองใหม่ พันธมิตรแน่ใจได้อย่างไรครับ ว่า สมัคร สุนทรเวช จะลาออก หรือ ยุบสภา ผมคิดว่า ถ้าเขายุบสภา ไอ้การเมืองใหม่ของ พันธมิตรก็คงรอไปอีกหลายชาติ และตอนนั้น คุณสนธิก็อาจจะอยู่ในคุกจากคดีฟ้องหมิ่นประมาท พร้อมๆกับคุณสมัคร ในขณะที่คุณทักษิณคงไม่ได้กลับมาเห็นการเมืองใหม่ในเมืองไทยจนวาระสุดท้ายของชีวิต

จริงๆ ระบบการดุลอำนาจนั้น ทำได้หลายอย่าง ตั้งแต่ การมีองค์กรอิสระ การกระจายอำนาจส่งสู่ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่น มีรัฐบาลท้องถิ่น ที่ทำหน้าที่ดูแลแทนรัฐบาลกลาง ในขณะที่รัฐบาลก็ดูแลเรื่องภาพรวม การทหาร และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าคนอีสานอยากเลือกคนแบบเสนาะหรือกุเทพ ไปปกครองดูแลพวกก็ให้เขาได้พวกนี้ไปดูแล ส่วนคนภาคใต้ถ้าอยากเขาเลือก ปชป ดูแลภาคของเขาก็เลือกเอง แค่นี้ประชาชนในชาติไม่ต้องทะเลาะกัน ไม่ต้องมาอ้างว่า ถ้าคุณไม่เลือกพรรคผม เวลาผมเป็นรัฐบาล พรรคผมจะไม่ดูแลท้องที่ของคุณ หรือ ขู่ตัดงบประมาณถ้าไม่ได้เลือก สส. พรรคของมัน

และถ้า สส ที่คนอีสานหรือ คนภาคเหนือมันเลือก มันเป็นคนเลว ก็ให้ภาคของมันฉิบหายไปสองภาค ภาคอื่นก็ไม่ต้องฉิบหายไปพร้อมๆ กับมัน เพราะ นโยบายการพัฒนาท้องถิ่นต่างกัน และ ดูแลโดยรัฐบาลท้องถิ่น ส่วนรัฐบาลกลางก็ดูภาพรวม การทหาร และ การต่างประเทศเท่าน้น

จะใช้วิธีนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องใช้ สูตร 70 30 แต่อย่างใด ให้คนแต่ละภาคเขาปกครองดูแลกันเอง ไม่ต้องมารับผิดชอบความซวยร่วมกับภาคอื่นๆ

บันทึกการเข้า

ธรรมเท่านั้นคือทางรอดของสังคมไทย
8owmp
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 76


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 01-09-2008, 05:27 »

คงเป็นแค่ความคิดเห็น ซึ่งในฐานะประชาชนย่อมมีสิทธิในการนำเสนอความคิดเห็นต่อระบบการเมืองของไทย

ซึ่งความเห็นนี้ อาจจะไม่ได้นำไปปฏิบัติเลยก็ได้ เพราะยังต้องมีการถกกันอีกมากมาย

แต่ ความเห็นนี้ สะท้อนถึงความสิ้นหวัง หมดหวัง กับพวกนักการเมืองในปัจจุบัน

หากนักการเมืองยังคงเข้าใจว่า ประชาธิปไตยสำคัญอยู่แค่การเลือกตั้ง

ประเทศเราก็คงพัฒนาต่อไปได้ยาก

การที่ผู้คนไปเลือกใคร ไม่ได้หมายถึงมอบสิทธิทั้งหมดของเขาในการเมือง

แต่ผู้ที่ถูกเลือก เป็นแค่ตัวแทนของเขาในสภาเท่านั้น

ผู้เลือกยังมีสิทธิติดตามและออกความเห็นในเรื่องที่มีผลกระทบกับประเทศชาติได้

นักการเมืองจึงควรเข้าใจในเรื่องเหล่านี้

น่าแปลก วันนี้ ผมกลับชื่นชมการทำงาน แนวคิด และวิธีการพูดของ ส.ว. มาก

และนี่คงเป็นความหวังให้กับพวกเราได้บ้าง
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #9 เมื่อ: 01-09-2008, 05:52 »

ทำไมต้องเป็น 70/30 ไม่เป็น 60/40 หรือ 50/50 ล่ะครับ? 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
yuwadee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 137


« ตอบ #10 เมื่อ: 01-09-2008, 06:56 »

บอกก็บอกว่า ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ

แต่ก็เที่ยวประกาศปาวๆ ให้เอา 70: 30

แล้วรัฐธรรมนูญฉบับไหนเนี่ยที่บัญญัติไว้ให้ใช้ระบอบเฮงซวยแบบนี้
สุดท้าย
ถ้าคนทั้งประเทศหลงเชื่อ ระบอบสามานย์แบบนี้
ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ อยู่ดีแหล่ะพว้า....
บันทึกการเข้า
ninja
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50


« ตอบ #11 เมื่อ: 01-09-2008, 08:56 »

พวก สส  กลัว ๗๐-๓๐  กันมาก  พวกสมองหมา


ถ้าได้ สส  น้ำดี  มีอุดมการณ์ เสียสละ  มีจิตสาธารณะทำเพื่อ ชาติ ประชา อย่างแท้จริง

โดยที่ไม่ต้องแก้ รธน  แต่ใช้ รธน  ๕๐ นี่ แหละ  ปชช  จะทำให้ ๗๐-๓๐ เกิดขึ้น

หรือได้ทั้ง ๑๐๐ %

เมื่อเห็นว่า สส  ในสภาเป็นเพียงพวกสากระเบือ  ปลิ้นปล้อน ตอแหล  สมองหมา ลอยหน้าลอยตาเต็มสภา

ยิ่งพูดยิ่งเห็น  วิปริตทางจิต  ขนาดโยง ก๊อดอาร์มี่  กับพันธมิตร

เด็กอายุ ๓๐  เขาถอนหงอกกลางสภา ยังไม่มียางอาย

เขาให้เลือกยุบสภา ----------- ยังไม่เข้าใจว่า หาทางออกให้  กลับตอบว่า  ผมจะรักษาระบอบ ปชต

หมัก มันโง่จริง ๆ หรือ มันทุกข์จนมืดบอดทางจิตใจ

๗๐-๓๐  ได้เกิดแน่  ช้าหรือเร็วเท่านั้น

สส  ขายตัว สมองหมา  ต้องหมดไปในการเมืองใหม่

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-09-2008, 09:54 โดย ninja » บันทึกการเข้า
mommam
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123


« ตอบ #12 เมื่อ: 01-09-2008, 09:44 »

ทำไมไม่เอาซัก 100 ไปเลยล่ะ   ไม่ต้องเสีย 2 -3 พันล้านมาเลือกตั้ง

กั๊กไว้ 30 (ให้ดูเหมือนมีเลือกตั้ง) ทำไม

พันธมิตร  หลอกได้แต่พวกละอ่อน เท่านั้นแหละ

มันก็แค่เกมชิงอำนาจ ธรรมดาๆ

พยายามตั้งกฏเกณฑ์ให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบ

ตะแรกหลังปฏิวัติ  สว.สรรหามาเกือบครึง นึกว่าจะบงการสภาได้

ปรากฎว่า ตั้งเกณฑ์ขนาดนี้แล้ว  ยังไม่มีปัญญาบงการรัฐบาลได้อีก

เลยอ้างเหตุให้ดูเหมือนดี  เพิ่มเป็น 70 - 30 ซะเลย

อ้างว่าจะให้มีการขายเสียงน้อยลง

แต่ ปล้น เสียงประชาชนไปซะเลย

กำ  มีคนไปหลงเชื่อมันอีก !

ปล. ใครด่าเราอย่างอยาบคาย ขอให้สะท้อนกลับเข้าตัวเอง และบิดามารดาผู้นั้นเองด้วยเทอญ ! 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-09-2008, 09:48 โดย mommam » บันทึกการเข้า
Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #13 เมื่อ: 01-09-2008, 09:47 »

เด็กหนุ่มมักเลือดร้อน ผมเข้าใจ
ผมเองเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

........แต่
ลองตั้งสติสักนิด.......

คิดพิจารณา แต่ละบรรทัดและสิ่งที่ผมพยายามจะเดาความคิด
เกี่ยวกับการเมืองใหม่ของสนธิ .... ผมเชื่อว่าถ้าออกมาเป็นเช่นนี้
ประชาชนทุกคน จะได้พบว่า ทุกคนมีศักยภาพมากพอ
ที่จะได้ ทำงานการเมืองเพื่อประเทศ เท่าๆกันทุกคน


ไม่จำเป็นว่าจะต้องลงสมัคร รับการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
ไม่จำกัดอายุ เพศวัยความเชื่อ หรือกระทั่งวุฒิทางการศึกษา


...แต่

ถ้าหาก คุณเป็นสมาชิกองค์กรสมาคมใดๆ ที่ผมได้เอ่ยถึง
ในข้างต้นนั้น และได้รับการยอมรับ คัดเลือกให้เป็นตัวแทน
ขององค์กรสมาคมเหล่านั้น ให้ได้มาเป็น วุฒิสภาของประชาชน
ทำงานประสานกับ สภาผู้แทนราษฏร

เหล่านี้ มันจะไม่ดีกว่า การแต่งตั้งแบบเดิมหรือเลือกตั้งวุฒิสภาที่มีปัญหาหรือ?


ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ยังไม่พิจารณา
แต่ไม่อยากให้ทางเวทีพูดเรื่องนี้ตอนนี้อะครับ

พวกโง่ กับแกล้งโง่ชอบเอาไปบิดเบือน มันบิดเบือนง่าย
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

ninja
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50


« ตอบ #14 เมื่อ: 01-09-2008, 09:49 »

ถ้า ๗๐  เป็น สส คนดี  แล้วจะสำคัญอะไร

ถ้าได้ทดลองทำดู แล้วดี  บ้านเมืองพัฒนา  คุณภาพชีวิต ปชช ดีถ้วนหน้า ก็ดีแล้ว

เลือกตั้งมาเกือบ ๖๐ ปี  มีแต่เลวร้ายลง ๆๆๆๆ

มันถึงเวลต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว

 

บันทึกการเข้า
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #15 เมื่อ: 01-09-2008, 10:40 »

ปัญหามันอยู่ตรงคำว่า "สรรหา" นี่แหละครับ

ฟังดูแล้ว ความรู้สึกแวบแรกคือมันคล้ายกับคำว่า "แต่งตั้ง" หรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้มาจากมติของคนส่วนรวม

เพราะฉะนั้นกองเชียร์พันธมิตรจำนวนมากจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้


แต่อีกกระทู้นึงเห็นมีคนบอกว่า สรรหาแบบ สว. ก็คือการเลือกตั้งนั่นแหละ แต่เป็นการเลือกกันเข้ามาจากสายวิชาชีพต่างๆ และองค์กรภาคประชาชน

แต่เลือกตามเขตพื้นที่แค่ 30% ตามความเห็นผม ก็ยังน้อยเกินไปอยู่ดี
บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 01-09-2008, 11:07 »

พวกสส.ต้องไม่ยอมแน่นอนอยู่แล้ว เพราะมันกระทบถึงฐานอำนาจของพวกเขาน่ะครับ

 
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


ninja
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50


« ตอบ #17 เมื่อ: 01-09-2008, 11:19 »

ปัญหามันอยู่ตรงคำว่า "สรรหา" นี่แหละครับ

ฟังดูแล้ว ความรู้สึกแวบแรกคือมันคล้ายกับคำว่า "แต่งตั้ง" หรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้มาจากมติของคนส่วนรวม

เพราะฉะนั้นกองเชียร์พันธมิตรจำนวนมากจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้


แต่อีกกระทู้นึงเห็นมีคนบอกว่า สรรหาแบบ สว. ก็คือการเลือกตั้งนั่นแหละ แต่เป็นการเลือกกันเข้ามาจากสายวิชาชีพต่างๆ และองค์กรภาคประชาชน

แต่เลือกตามเขตพื้นที่แค่ 30% ตามความเห็นผม ก็ยังน้อยเกินไปอยู่ดี


เลือกตั้งแบบเก่า  แม้รูปแบบจะคือการหย่อนบัตรเลือกตั้ง

แต่มองให้ชัดเจน  มันก็แต่งตั้ง จากหัวคะแนน จาก สส พรรค  ซึ่งเลือกคนไม่ได้  ต้องเลือกคนที่พรรค สรรหา มาให้เลือก

แต่หากว่า  สรรหา แบบแต่งตั้ง  อย่างน้อยการ สรรหา ก็ช่วยให้เห็นว่า  ใครดี ใครไม่ดี ก่อนเลือก
บันทึกการเข้า
yuwadee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 137


« ตอบ #18 เมื่อ: 01-09-2008, 12:53 »



เช้านี้หลังจาก ที่มีการประชุม2สภาเมื่อคืนนี้ แกนนำพันธมิตร ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีว่า ไม่รับข้อเสนอของสส และสว ในการแก้ปัญหาใดๆทั้งสิ้น การยุบ สภา หรือ นายกลาออกเราก็ไม่ต้องการ ต้องการเมืองใหม่เท่านั้น ............เห็นมั้ยครับเค้าเลื่อนเป้าไปอีกละ จาก ประกาศว่านายกต้องลาออก ตอนนี้ไม่ละ ขอการเมืองใหม่เท่านั้น 70/30 ...........เริ่มชัดขึ้นมั้ยครับสำหรับคนที่ยังมองคนกลุ่มนี้ไม่ออก เป้าคือ เค้าต้องการ กุมอำนาจรัฐทั้งหมด แล้วแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาบริหารประเทศ แน่ๆ ใครจะยอมได้ มันไม่ต่างจากเผด็จการทางทหารเลย แถมจะร้ายแรงเสียกว่าอีก เพราะทหารเข้ามา ยังถอนออกไปเมื่อภาระสิ้นสุด แล้วเลือกตั้งใหม่ แต่พวกนี้เข้ามาล้ม แล้วคงไม่ออกละครับ แต่งตั้ง70% เลือ กตั้ง30% ใน70% ที่แต่งตั้งเข้ามา คงเดาออกนะครับว่า พันธมิตรทั้งหลายน่าจะยกทีม ใครจะรับได้ครับถึงเวลานั้น ถ้าต้องรุนแรง ก็คงเลี่ยงไม่ได้ละครับ ผมจะต่อต้านระบบนี้ให้ถึงที่สุด......................


copy เค้ามา เห็นว่าเขียนได้ดี
บันทึกการเข้า
Arch_FreeMan
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 210



« ตอบ #19 เมื่อ: 01-09-2008, 15:55 »

ถึงแม่้ ผมจะไม่เห็นด้วยกับ 70-30 แต่ผมเห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเอาสมัครออกไปก่อน

ส่วน 70-30 นั้น กว่าจะได้ทำคงอีกนาน เพราะมันต้องแก้รัฐธรรมนูญ และอาศัยกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย

จะทำปุปปับไม่ได้หรอกครับ ขั้นตอนการกฎหมายยังมีอยู่ ผมคิดว่าพันธมิตรก็ต้องฟังเสียงของประชาชนทั่วประเทศด้วยเช่นกัน

ถ้าประชาชนเขาไม่เอา พันธมิตรก็ทำไรไม่ได้ เพราะ ประชาชนต้องลงประชามติรับรัฐธรรมนูญอยู่ดี

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ต้องช่วยพันธมิตรเอาสมัครออกไปก่อน
บันทึกการเข้า

ธรรมเท่านั้นคือทางรอดของสังคมไทย
ฮูลิแกน
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



« ตอบ #20 เมื่อ: 01-09-2008, 17:17 »

ไม่กล้าฟันธงว่าระบบใหม่จะไปได้สวยหรือเปล่า? แต่...
ที่แน่ๆ ไอ้ระบบปัจจุบันที่ใช้อยู่ มันพิสูจน์แล้วว่างี่เง่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-09-2008, 17:34 โดย ฮูลิแกน » บันทึกการเข้า

ชาตินิยมแบบคับแคบผมไม่ชอบ แต่พวกเพ้อเจ้อบ้าทฤษฎี ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน
บทความของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จาก ค.คน ฉบับเมษายน 2550
chaturant
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 499



« ตอบ #21 เมื่อ: 01-09-2008, 17:33 »

อย่าพึ่งคิดมากครับ เรื่องการเมืองใหม่ ยังเป็นทารกอยู่เลยครับ แล้ว พธม. ไม่มีอำนาจที่จะไปบริหารประเทศ ไม่มีอำนาจที่จะ แต่งตั้งใครทั้งนั้น  สนธิก็ประกาศ จะไม่ทำอะไรเพื่อตัวเอง ไม่ตั้งพรรคการเมือง เรื่องการเมืองใหม่ผมคิดว่า จะต้องเป็นการแก้ รธน. แต่ ห้ามแก้ตอน รัฐบาล I หมัก เพราะไม่มีใครไว้ใจรัฐบาลนี้  ที่ยังไม่ประกาศชัดเจน เพราะ ต้องปิดจุดขัดก่อน พธม. เค้าเห็นด้วยว่าต้องแก้ แต่แก้ให้มันดีกว่าเดิมอีก ให้จัดการนักการเมืองเลวได้ดีกว่าเดิม  เรื่องการเมืองใหม่ ต้องตั้ง สสร. 3 ขึ้นมา จากทุกภาคของสังคม แล้วมาวิเคาะห์กันต่อ ว่าจะทำการเมืองใหม่ยังไง เพราะการเมืองใหม่ตอนนี้ ยังไม่ตกผนึก เป็นแค่แนวคิด ที่ทุกคนทั้งประเทศ และนักวิชาการทุกแขนง เอาไปคิดกันครับ เพื่อ พัฒนาประเทศได้ประโยชน์สูงสุด   เรื่อง การเมืองใหม่ แกนนำแต่ละคนยังพูดไม่ตรงกันเลย สรุปคือ มันยังเป็นทารกอยู่ครับ จะโตเต็มวัยได้ ต้องมีประชาชนทุกคนช่วยกันสร้างครับ  อย่าพึ่ง ทำให้เสียแนวร่วมเลยครับ ถ้า พธม. ทำเพื่อตัวเอง ก็จะโดนต่อต้านเหมือนกันแหละครับ ไม่ต้องกลัว
บันทึกการเข้า
istyle
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 853



« ตอบ #22 เมื่อ: 01-09-2008, 18:09 »

ผมว่า guild-based ดีกว่า area-based ที่ซื้อเสียงกันง่ายๆแบบที่ผ่านมาแน่ๆ
ส่วนรายละเอียดยังต้องคุยกันอีกยาว

ไอ้พวกสภาซ่องโจรก็พูดอยู่นั่นแหละ 70-30
บันทึกการเข้า
chaturant
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 499



« ตอบ #23 เมื่อ: 01-09-2008, 18:16 »

และอีกอย่าง วิชชา วสุหิรัญ เจ้าของบทความ เป็นใครอ่ะครับ ไม่เคยรู้จัก  ดังนั้นใจเย็นๆครับ  เรื่องนี้ต้องคุยกันอีกยาว เชื่อผมสิ พธม. ไม่โง่หรอกครับ ที่จะทำลายความชอบธรรมของตัวเอง ถ้า สมมุติแกนนำ ทำให้การเมืองบ้านเราใสสะอาด นักการเมืองมีจริยธรรม ได้ เป็นวีรบุรษแน่นอนครับ แต่ถ้าทำเพื่อตัวเอง ก็ต้องกลายเป็นทรราช ตามทักกี้ไป
บันทึกการเข้า
chaturant
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 499



« ตอบ #24 เมื่อ: 01-09-2008, 18:44 »

จะสร้างการเมืองใหม่แบบไหน และอย่างไร
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 3 กรกฎาคม 2551 13:52 น.
 
 
       การปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคม ให้ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะและความรู้สูงขึ้น
       
       ปัญหาการเลือกตั้งแบบซื้อเสียงขายเสียง ใช้อำนาจระบบอุปถัมภ์ การหาเสียงแบบประชานิยมที่ทำให้ได้แต่ ส.ส., ส.ว. และรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของนายทุน ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางส่วนน้อย สาเหตุสำคัญคือ เราเข้าใจผิดหรือถูกทำให้เข้าใจผิดว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางใช้การเลือกตั้งเป็นหนทางและอ้างความชอบธรรมในการหาอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ส่วนประชาชนที่ส่วนใหญ่ถูกการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารบรรษัทข้ามชาติทำให้ยากจน การศึกษา และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่ำ ก็ใช้การเลือกตั้งเป็นการต่อรองหาผลประโยชน์เฉพาะหน้าเล็กๆน้อยๆเท่าที่พอจะหาได้ (คนจนคิดว่าขายเสียงได้ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้ขายได้เลย)
       
       ปัญหานี้ปัญญาชนคนชั้นกลางจะไปคิดว่าประชาชนเลือกไม่เป็น เลือกคนไม่ดีเข้ามา ควรเปลี่ยนไปใช้วิธีการสรรหาผู้แทนน่าจะดีกว่าวิธีเลือกตั้งคงไม่ถูก หากมีการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสื่อมวลชน และปฏิรูปด้านอื่นๆ เพื่อกระจายทรัพย์สินรายได้ การศึกษา ฐานะทางสังคมสู่ประชาชนอย่างเป็นธรรม การเลือกตั้งก็จะเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นเหมือนในประเทศอื่นๆ
       
       การปฏิรูปการเมืองตั้งแต่ปี 2540 ล้มเหลว เพราะชนชั้นกลางคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งในกรอบของประชาธิปไตยแบบทุนนิยมเป็นใหญ่ ไม่ได้เข้าใจว่าปัญหาที่แท้จริงคือตัวโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมผูกขาด และระบบอภิสิทธิชน ที่จะต้องมีการผ่าตัดปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ให้เกิดความเป็นธรรมและสิทธิเสรีภาพในหมู่ประชาชนอย่างแท้จริง จึงจะสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองได้
       
       ทางออกที่สำคัญคือต้องสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ - การปฏิรูปที่ดิน การคลังงบประมาณ การกระจายทรัพย์สิน รายได้ ที่เป็นธรรม การจัดตั้งองค์กรที่กลุ่มต่างๆต่อรองได้อย่างเท่าเทียมกันเพิ่มขึ้น และประชาธิปไตยทางสังคม - ประชาชนเข้าถึงการศึกษา และสื่อสารมวลชนที่มีคุณภาพ รวมทั้งเข้าถึงกฎหมายได้อย่างเท่าเทียมกัน มีการพัฒนาวัฒนธรรม (วิธีคิด วิธีปฏิบัติ) ประชาธิปไตยในครอบครัว สถานศึกษา ที่ทำงาน ชุมชน และในระดับประเทศอย่างจริงจัง ประเทศไทยจึงจะมีทางปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง มาแทนที่ลัทธิเลือกตั้งและเผด็จการเสียงข้างมากในรัฐสภาได้
       
       การพัฒนาความรู้และการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองของพลเมือง
       
       การสรรหาผู้แทน แทนการเลือกตั้ง อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้บางส่วน แต่ไม่ใช่วิธีที่แก้ปัญหาที่ดีอย่างยั่งยืน อย่างเช่นการสรรหา ส.ว. ครึ่งหนึ่งเมื่อต้นปี 2551 โดยองค์กรนิติบุคคล มูลนิธิต่างๆ เสนอรายชื่อราว 1 พันกว่าคน มาให้คณะกรรมการสรรหา 7 คน ซึ่งมาจากประธานองค์กรอิสระบางแห่งและจากผู้พิพากษาเป็นผู้คัดเลือกโดยการประชุมกันเองเพียงไม่กี่ครั้งนั้น เป็นวิธีที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับความรู้และการคิดเองของกรรมการสรรหา แม้การสรรหาครั้งแรกนี้จะได้ ส.ว. ที่มีคุณภาพพอสมควร แต่ก็อาจจะไม่ใช่ดีที่สุดการสรรหาคราวหน้าจะมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งตามมา เพราะ ส.ว. มีอำนาจในการคัดเลือกและถอดถอนคณะกรรมการองค์กรอิสระได้ด้วย วิธีการสรรหา สว. แบบนี้จึงไม่ใช่หลักการประชาธิปไตยที่มีเหตุผล น่าจะหาวิธีอื่น เช่น ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเลือกกันเอง หรือให้ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเลือก น่าจะดีกว่าให้กรรมการ 7 คนมาเลือก
       
       การให้องค์กรนิติบุคคลเสนอชื่อ ควรขยายถึงกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ สหภาพแรงงาน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ให้กว้างขวางกว่าแค่ผู้จดทะเบียนเป็นสมาคม ซึ่งดูจากการเสนอชื่อ ส.ว.คราวที่แล้ว กรณีแค่สมาคมศิษย์เก่าหรือสมาคมสารพัดประเภทที่อาจมีแค่ประธานและกรรมการเพียงไม่กี่คนก็เสนอเข้ามาได้ การเสนอชื่อควรจะมาจากองค์กรแบบประชาธิปไตยที่มีสมาชิกมากพอสมควร และมีกระบวนการเลือกเสนอชื่อกันอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ประธานสมาคมเล็กๆเสนอชื่อตัวเองก็ได้แล้ว
       
       ผู้เขียนขอเสนอ 2 เรื่อง คือ 1. ให้มีการแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงไม่ใช่การเลือกประธานาธิบดี และไม่เกี่ยวกับระบอบสาธารณรัฐ เพราะพระมหากษัตริย์ไทยเป็นประมุขของประเทศตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีเป็นเพียงผู้นำฝ่ายบริหาร ซึ่งที่ผ่านมาก็มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คือเลือก ส.ส.ก่อน แล้ว ส.ส. ทั้งสภาค่อยมาเลือกนายกฯอีกครั้ง วิธีนี้ประชาชนจำนวนมากเลือกส.ส.โดยพิจารณาแค่ประโยชน์เฉพาะหน้าในท้องถิ่นของพวกเขา แต่ถ้าให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีต่างหากจากการเลือก ส.ส. ด้วย ประชาชนจะได้พิจารณาถึงผู้ที่จะมาเป็นผู้นำในการบริหารประเทศอย่างจริงจังมากขึ้น พรรคการเมืองต้องหาวิธีคัดเลือกคนเพื่อส่งแข่งขันกันในเรื่องความสามารถและนโยบายเพิ่มขึ้นนายกฯ นายกฯจะรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรงมากขึ้น จะตั้งรัฐมนตรีได้ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องพึ่งมุ้งเล็กมุ้งน้อยที่จะต้องไปเอาส.ส.ท้องถิ่นมาเป็นรัฐมนตรี คราวนี้นายกฯ ก็ต้องรับผิดชอบ แทนที่จะโทษคนอื่น ปัจจัยอื่น
       
       2. ให้มีสภา ส.ส. สภาเดียว แต่ให้มีที่มา 3 ทางคือ
       
       1. ส.ส. แบบแบ่งเขต น่าจะเป็นเขตเดียว เบอร์เดียว และคนชนะต้องได้คะแนนเกิน 50% ของผู้ใช้สิทธิจึงจะได้เป็น ส.ส. ถ้าเลือกรอบแรก คนที่ได้คะแนนสูงสุดได้ไม่เกิน 50% ต้องคัดคนที่ได้ที่ 1 และที่ 2 มาให้ประชาชนเลือกรอบ 2 ในสัปดาห์ถัดไป วิธีนี้จะซื้อเสียงให้ถึง 50% ได้ยากขึ้น และต้องปฏิรูป กกต. ให้ควบคุมและลงโทษคนซื้อเสียงอย่างจริงจัง
       
       2. ส.ส.แบบสัดส่วน ควรคิดคะแนนรวมทั้งประเทศ และไม่กำหนดคะแนนรวมขั้นต่ำ ถ้าคะแนนรวมเข้าเกณฑ์ เช่น 1% ได้ ส.ส. 1 คน ก็ให้เป็นไปตามนั้น จะได้แข่งขันกันในเรื่องนโยบายและช่วยให้พรรคเล็กที่เป็นตัวแทนเกษตรกร คนงาน นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักสังคมนิยม ฯลฯ มีโอกาสเกิดได้ วิธีนี้พรรคการเมืองจะแข่งกันในเรื่องนโยบายมากกว่าตัวคน และทำให้ประชาชนสนใจเรียนรู้ปัญหาสังคมมากขึ้น
       
       3. ส.ส. ที่มาจากกลุ่มอาชีพ อาจจะถือว่ามาแทน ส.ว.ก็ได้ น่าจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ 1. เกษตรกร 2.พนักงาน,ลูกจ้างรวมทั้งข้าราชการ ทหารตำรวจ 3. เจ้าของกิจการ 4.ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่น ทนายความ สถาปนิก หมอ ศิลปินนักแสดง ช่าง คนรับจ้าง พ่อค้ารายย่อย ฯลฯ 5.ประชาชนกลุ่มพิเศษ เช่น นักศึกษา แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ คนว่างงาน พระภิกษุ ชนกลุ่มน้อย ผู้พิการ ฯลฯ
       
       การจะทำให้การเลือกตั้งมีโอกาสได้ ส.ส. ให้มีคุณภาพคือ
       
       1. ต้องใช้กฎหมายและระบบตรวจสอบควบคุม เช่น ปฏิรูป ปปช.ให้เป็นองค์กรอิสระที่เข้มแข็งแบบในฮ่องกง สิงคโปร์ ทำให้ ส.ส.มีโอกาสโกง หาผลประโยชน์ทับซ้อนได้ยากขึ้น และมีโอกาสถูกลงโทษ ถูกถอดถอนได้ง่ายกว่าเดิม
       
       2. ต้องป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงอย่างเป็นระบบ รวมทั้ง กกต.ต้องช่วยพรรคเล็กให้มีโอกาสโฆษณานโยบายผ่านสื่อต่างๆได้ แม้จะไม่มีเงินทุนของตนเอง
       
       การปฏิรูปที่มาของ กกต. และพัฒนาระบบตรวจสอบ กกต. ให้มีประสิทธิภาพ จะแก้ปัญหา กกต. ที่ยังขาดประสิทธิภาพและมีโอกาสถูกซื้อได้ โดยเฉพาะในระดับจังหวัดและเขตเลือกตั้ง ควรมีวิธีรับสมัครคัดเลือก กกต. ที่เข้มงวด ให้ค่าตอบแทนคนเป็น กกต. สูงแต่มีบทลงโทษในกรณีทุจริตสูงเป็น 2 เท่า จัดสรรงบและให้อำนาจหน้าที่ให้องค์กรพัฒนาเอกชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งทำงานคู่ไปกับ กกต.
       
       การเมืองใหม่จะเป็นไปได้ ต้องปฏิรูปการศึกษาและสื่อมวลชนในเชิงคุณภาพ ให้ช่วยประชาชนมีความรู้เรื่องการเมืองเศรษฐกิจและสังคม และมีการจัดตั้งองค์กรประชาชน เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สมาคมอาชีพ สหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค ฯลฯ ที่มีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นตัวของตัวเองเพิ่มขึ้น ช่วยให้ประชาชนไทยมีความคิดสติปัญญา รู้ว่าการพัฒนาประเทศมีทางเลือกอื่น เช่น สังคมนิยมประชาธิปไตย สหกรณ์ เศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง แบบยั่งยืน เศรษฐกิจแบบชาวพุทธ ฯลฯ การเมืองใหม่จะเป็นไปได้จริง ต้องมีเศรษฐกิจแบบใหม่และสังคมแบบใหม่ที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ(ความเป็นพี่น้อง)ค่อนข้างมากด้วย เราจึงจะนำประเทศไทยออกจากวงจรของนักการเมืองที่ชั่วร้าย และพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ได้
 

http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078252
บันทึกการเข้า
mr.g
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



« ตอบ #25 เมื่อ: 01-09-2008, 20:01 »

และอีกอย่าง  เจ้าของบทความ เป็นใครอ่ะครับ ไม่เคยรู้จัก  ดังนั้นใจเย็นๆครับ  เรื่องนี้ต้องคุยกันอีกยาว เชื่อผมสิ พธม. ไม่โง่หรอกครับ ที่จะทำลายความชอบธรรมของตัวเอง ถ้า สมมุติแกนนำ ทำให้การเมืองบ้านเราใสสะอาด นักการเมืองมีจริยธรรม ได้ เป็นวีรบุรษแน่นอนครับ แต่ถ้าทำเพื่อตัวเอง ก็ต้องกลายเป็นทรราช ตามทักกี้ไป


ไม่ต้องตกใจครับ บังเอิญมันเป้นความคิดส่วนตัวที่ต่อยอดออกมา
จากบทความที่ K.Chaturant ยกมาจากแมแนเจอร์นั่นเองครับ
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078252

ผมไม่คิดว่ามันจะมีผลอะไรใหญ่โตแต่หากลงแล้วพอจะสร้าง จุดประกายเล็กในความคิดของคนอื่นเหมือน
สนธิแค่จุดประกายให้ประชาชน ทุกคนไปต่อยอดความคิดกันเอง

การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่มีอำนาจ คุยกันเองคิดกันเอง ประชาชนทุกคนล้วนมีส่วนเสนอความเห็น หรือ brainstorm
กระทู้นี้ ไม่มีอะไรมากกว่า เป็นความฝันที่ผมอยากจะเห็นการเมือง ที่ประกอบไปด้วย คนจากหลากหลายวงการมาทำงานให้บ้านเมืองมากกว่า

ส่วนหนึ่งเป็นส่วนขยายของย่อหน้านี้ครับ
อ้างถึง
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078252


การพัฒนาความรู้และการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองของพลเมือง
       
       การสรรหาผู้แทน แทนการเลือกตั้ง อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้บางส่วน แต่ไม่ใช่วิธีที่แก้ปัญหาที่ดีอย่างยั่งยืน อย่างเช่นการสรรหา ส.ว. ครึ่งหนึ่งเมื่อต้นปี 2551 โดยองค์กรนิติบุคคล มูลนิธิต่างๆ เสนอรายชื่อราว 1 พันกว่าคน มาให้คณะกรรมการสรรหา 7 คน ซึ่งมาจากประธานองค์กรอิสระบางแห่งและจากผู้พิพากษาเป็นผู้คัดเลือกโดยการประชุมกันเองเพียงไม่กี่ครั้งนั้น เป็นวิธีที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับความรู้และการคิดเองของกรรมการสรรหา แม้การสรรหาครั้งแรกนี้จะได้ ส.ว. ที่มีคุณภาพพอสมควร แต่ก็อาจจะไม่ใช่ดีที่สุดการสรรหาคราวหน้าจะมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งตามมา เพราะ ส.ว. มีอำนาจในการคัดเลือกและถอดถอนคณะกรรมการองค์กรอิสระได้ด้วย วิธีการสรรหา สว. แบบนี้จึงไม่ใช่หลักการประชาธิปไตยที่มีเหตุผล น่าจะหาวิธีอื่น เช่น ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเลือกกันเอง หรือให้ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเลือก น่าจะดีกว่าให้กรรมการ 7 คนมาเลือก
       
       การให้องค์กรนิติบุคคลเสนอชื่อ ควรขยายถึงกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ สหภาพแรงงาน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ให้กว้างขวางกว่าแค่ผู้จดทะเบียนเป็นสมาคม ซึ่งดูจากการเสนอชื่อ ส.ว.คราวที่แล้ว กรณีแค่สมาคมศิษย์เก่าหรือสมาคมสารพัดประเภท
ที่อาจมีแค่ประธานและกรรมการเพียงไม่กี่คนก็เสนอเข้ามาได้ การเสนอชื่อควรจะมาจากองค์กรแบบประชาธิปไตยที่มีสมาชิกมากพอสมควร และมีกระบวนการเลือกเสนอชื่อกันอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ประธานสมาคมเล็กๆเสนอชื่อตัวเองก็ได้แล้ว
Wink




อ้างถึง

2. ให้มีสภา ส.ส. สภาเดียว แต่ให้มีที่มา 3 ทางคือ
       
       1. ส.ส. แบบแบ่งเขต น่าจะเป็นเขตเดียว เบอร์เดียว และคนชนะต้องได้คะแนนเกิน 50% ของผู้ใช้สิทธิจึงจะได้เป็น ส.ส. ถ้าเลือกรอบแรก คนที่ได้คะแนนสูงสุดได้ไม่เกิน 50% ต้องคัดคนที่ได้ที่ 1 และที่ 2 มาให้ประชาชนเลือกรอบ 2 ในสัปดาห์ถัดไป วิธีนี้จะซื้อเสียงให้ถึง 50% ได้ยากขึ้น และต้องปฏิรูป กกต. ให้ควบคุมและลงโทษคนซื้อเสียงอย่างจริงจัง
       
      2. ส.ส.แบบสัดส่วน ควรคิดคะแนนรวมทั้งประเทศ และไม่กำหนดคะแนนรวมขั้นต่ำ ถ้าคะแนนรวมเข้าเกณฑ์ เช่น 1% ได้ ส.ส. 1 คน ก็ให้เป็นไปตามนั้น จะได้แข่งขันกันในเรื่องนโยบายและช่วยให้พรรคเล็กที่เป็นตัวแทนเกษตรกร คนงาน นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักสังคมนิยม ฯลฯ มีโอกาสเกิดได้ วิธีนี้พรรคการเมืองจะแข่งกันในเรื่องนโยบายมากกว่าตัวคน และทำให้ประชาชนสนใจเรียนรู้ปัญหาสังคมมากขึ้น
       
       3. ส.ส. ที่มาจากกลุ่มอาชีพ อาจจะถือว่ามาแทน ส.ว.ก็ได้ น่าจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ 1. เกษตรกร 2.พนักงาน,ลูกจ้างรวมทั้งข้าราชการ ทหารตำรวจ 3. เจ้าของกิจการ 4.ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่น ทนายความ สถาปนิก หมอ ศิลปินนักแสดง ช่าง คนรับจ้าง พ่อค้ารายย่อย ฯลฯ 5.ประชาชนกลุ่มพิเศษ เช่น นักศึกษา แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ คนว่างงาน พระภิกษุ ชนกลุ่มน้อย ผู้พิการ ฯลฯ
[/color]


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-09-2008, 02:12 โดย mr.g » บันทึกการเข้า

ถ้าหากเห็นพ้องต้องตรงกันว่า อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของสถาบัน
มาเหนือ ก่อน "พรรค" "พวก"และ "ตัวบุคคล" ความแตกแยกจะไม่บังเกิด


mr.g
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



« ตอบ #26 เมื่อ: 01-09-2008, 20:20 »

พวก สส  กลัว ๗๐-๓๐  กันมาก  พวกสมองหมา
ถ้าได้ สส  น้ำดี  มีอุดมการณ์ เสียสละ  มีจิตสาธารณะทำเพื่อ ชาติ ประชา อย่างแท้จริง
โดยที่ไม่ต้องแก้ รธน  แต่ใช้ รธน  ๕๐ นี่ แหละ  ปชช  จะทำให้ ๗๐-๓๐ เกิดขึ้น
หรือได้ทั้ง ๑๐๐ %
เมื่อเห็นว่า สส  ในสภาเป็นเพียงพวกสากระเบือ  ปลิ้นปล้อน ตอแหล  สมองหมา ลอยหน้าลอยตาเต็มสภา
ยิ่งพูดยิ่งเห็น  วิปริตทางจิต  ขนาดโยง ก๊อดอาร์มี่  กับพันธมิตร
เด็กอายุ ๓๐  เขาถอนหงอกกลางสภา ยังไม่มียางอาย
เขาให้เลือกยุบสภา ----------- ยังไม่เข้าใจว่า หาทางออกให้  กลับตอบว่า  ผมจะรักษาระบอบ ปชต
หมัก มันโง่จริง ๆ หรือ มันทุกข์จนมืดบอดทางจิตใจ
๗๐-๓๐  ได้เกิดแน่  ช้าหรือเร็วเท่านั้น
สส  ขายตัว สมองหมา  ต้องหมดไปในการเมืองใหม่



ครับ
บางทีผมดูปฏิกริยาของคนที่กำลังดิ้นทุรนทุรายต่อต้านระบบนี้
ผมเชื่อว่าแกนนำที่คิดเรื่องนี้ ยิ่งขำ


ยิ่ง นปก. นปช.  สส.พรรครัฐบาล พรรคพังประชาชน
ยิ่งตีเท่าไร 70/30 ยิ่งดัง

ยิ่งทุบ 70/30 เท่าไร มันยิ่งหอมมากขึ้นเท่านั้น


ยิ่งแนวความคิดนี้ แพร่กระจายไปถึงประชาชน
สุดท้ายในที่สุด ประชาชน เขาจะเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า ในที่สุด

70/30 นี่แหละ คือความหวังของพวกเขาทุกกลุ่ม ที่จะได้เข้ามามีบทบาทในสภา


แล้วในที่สุด เขาก็จะหันไปมองว่า
เอ....
พวก นปก. นปช.  สส.พรรครัฐบาล พรรคพังประชาชน  ทำไมไม่สนับสนุนระบบนี้
เพราะมันเป็นระบบการสรรหาแต่งตั้ง จากตัวแทนประชาชน ทุกหมู่เหล่า โดยตรงทั้งนั้น
หรือพวกเขาหวงอำนาจ ไว้ให้ สส. กอบโกยแต่เพียงพวกเดียวกันแน่


 
ตกหลุมดักของสนธิและแกนนำแนวคิดนี้กันถ้วนทั่วครับ ฮา

 
บันทึกการเข้า

ถ้าหากเห็นพ้องต้องตรงกันว่า อธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงของสถาบัน
มาเหนือ ก่อน "พรรค" "พวก"และ "ตัวบุคคล" ความแตกแยกจะไม่บังเกิด


Augustine
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 219



« ตอบ #27 เมื่อ: 03-09-2008, 04:37 »

ครับ ผมเห็นด้วยนะ แต่ยังไม่มีการพิจารณาถึงข้อเสียเท่าไร

ส่วนเรื่องตอนนี้ ไอ้ฟากนู้น มันตี 70/30 ในลักษณะ Propaganda ครับ กะว่าให้ Impress ไปเลย
เหมือนที่อเมริกาฝังหัวประชาคมโลกว่าคอมมิวนิสต์คือปีศาจร้าย
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย...   ...ที่ไหนเค้าทำกันแบบนี้

yuwadee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 137


« ตอบ #28 เมื่อ: 03-09-2008, 07:09 »

ถ้าจะเอา 70: 30 จริง
ต้องแก้รัฐธรรมนูญนะเฟ้ย..อย่าลืม

แล้วที่ผ่านมาชุมนุมต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ
แต่ตัวเองจะแก้เสียเอง

ไม่อายชาวบ้านหรือ...
บันทึกการเข้า
noppon
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 165



« ตอบ #29 เมื่อ: 03-09-2008, 09:02 »

ค่อย ๆ เริ่มก็ได้ครับ จาก 30 : 70 ก่อน แล้วก็ 50 : 50 ไปเรื่อย ๆ
เปลี่ยนปุ๊บปั๊บเป็น 70 : 30 เลย แรงต้านมันเยอะ ไม่ผ่านง่าย ๆ หรอกครับ

ระบบปัจจุบัน เลือกกี่ครั้ง ๆ ก็จะได้แบบที่เห็น
เลือกตั้งครั้งหน้า ช่องไม่เลือกใคร คงมีคนกากันตรึม
บันทึกการเข้า

สมาชิกลำดับที่ #71 ครับ
think
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #30 เมื่อ: 16-09-2008, 12:51 »

แล้ว 70ที่เราได้มามั่นใจได้ยังไงว่าเป็นคนดีจริงมีบรรทัดฐานอะไรในการเลือก ถ้าเกิดมีการเล่นพรรคเล่นพวกเหมือนในปัจจุบัน อะไรจะเกิดขึ้น มีกฎหมายอะไรมาตรวจสอบหรือลองรับเหมือนในส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง
บันทึกการเข้า
mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #31 เมื่อ: 16-09-2008, 13:39 »

70-30

ถ้า 70 ผมไม่ได้เป็นคน กา เอง  อย่ามาอ้างเป็นเสียงของผมนะ 
เสียงผมมีแค่ 30 เอง   อีก70 นี่ใครเป็นคนสรรหา ก็ไม่รู้


ใครกุมคนสรรหาได้ ก็กุมประเทศได้ แถมสามารถทำอยู่ในมุมมืดด้วย

 
บันทึกการเข้า
ลูกนนทรี
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 222


เกษตรศาสตร์_ศาสตร์แห่งแผ่นดิน


« ตอบ #32 เมื่อ: 16-09-2008, 13:51 »

ระบบไหนก็ได้ที่ม่เอาไอ้ห้อยมานั่งในสภาอีก
บันทึกการเข้า

เกลียดพวกเลียไอ้เหลี่ยม ไม่นิยมบัตรเติมเงิน
FireSatongNorth
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 107



« ตอบ #33 เมื่อ: 16-09-2008, 15:35 »

NGO ควรที่จะเป็น Non-Government Organization ครับ อย่ามาเกี่ยวดองกับอำนาจทางการเมืองเลย
ถือว่าเป็นอีกระบบหนึ่งที่สร้างสมดุลย์ในสังคมละกันนะ...
บันทึกการเข้า
samepong(ยุ่งแฮะ)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,402



« ตอบ #34 เมื่อ: 16-09-2008, 15:44 »

70ส.ส ไม่สังกัดพรรคการเมืองเลือกตั้ง ตามจังหวัด ก็ดีนะ
30ส.ส.สังกัดพรรค

ให้พรรคที่ได้ส.ส.เยอะจัดตั้ง แล้วสามารถเอาบุคลากร อิสระมาดำรงตำแหน่ง รมต. รมช.ได้ แล้วการโหวตก็ไม่มีข้อจำกัดจากพรรค ถึง70% แสดงว่า ต้องทำให้กลุ่มอิสระมองเห้นข้อดี ของนโยบาย กฎหมาย ได้มากกว่าให้ ส.ส.ตัวเองหลับตา

แต่ถ้าขัดเรื่องการโหวตให้ทำประชาพิจารณืเป้นเรื่องๆ สมุมติจะออกนโยบายพัฒนา พื้นที่ ใดๆ ให้ทำประชามติในท้องที่นั้น จะได้ไม่เปลืองงบมากๆ

สุดท้าย ตัวเลขไม่ใช่การวัดปะชาธิปไตยนะครับ แต่คนที่ได้อำนาจไป ทำมันเพื่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน

คุณจะให้ประชาธิปไตยกำหนดูปแบบ หรือคุณจะให้รูปแบบกำหนดประชาธิปไตย

แต่70/30 มันดูหนักข้อไปหน่อย 20/80 สวยกว่าเยอะ
บันทึกการเข้า

เวลาจะพิสูจน์ความเชื่อ สักวัน ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะถูกหรือผิด ผมขอรับไว้ด้วยตัวเอง คิเสียว่าทำแล้วเสียใจดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ
ผู้ใหญ่อี๊ด
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 167



« ตอบ #35 เมื่อ: 16-09-2008, 16:14 »

การเมืองใหม่   การได้มาซึ่ง “สมาชิกสภาผู้แทนพลเมือง” (ส.ส.) และ “สภาผู้แทนพลเมือง”

   การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผ้แทนพลเมือง(ส.ส.) และ สภาผู้แทนพลเมือง มีที่มา 2 แบบ จากการเลือกของประชาชน โดยประชาชนหนึ่งคนมีสิทธิเลือก ผู้แทนของตนได้สองคน ต่างที่มารวม 500 คนดังนี้

1.   แบบที่หนึ่ง แบบตัวแทนท้องถิ่น แบ่งเขตตามสัดส่วนจำนวนประชากร 1 ต่อ 300,000 หนึ่งผู้แทนต่อประชากรสามแสนคน จะได้ผู้แทนแบบท้องถิ่น 150 คนทั่วทั้งประเทศ หรือเป็นสัดส่วนร้อยละสามสิบจากจำนวนตัวแทนทั้งสองแบบ (150 คน จาก 500 คน)
2.   แบบที่สอง แบบตัวแทนอาชีพและกลุ่มต่างสถานะ แบ่งย่อยตามกลุ่มอาชีพและกลุ่มต่างสถานะ รวมเป็นสัดส่วนร้อยละเจ็ดสิบจากทั้งสองแบบ (350 คน จาก 500 คน) แยกย่อยดังนี้

2.1   ตัวแทนอาชีพ (รวม 170 คน จาก 500 คน)
2.1.1   กลุ่มรับจ้างแรงงาน
2.1.2   กลุ่มบริการวิชาชีพ วิชาการอิสระ ผู้ตรวจสอบอิสระ (รวมถึงทนายความ อัยการอิสระ**)
2.1.3   กลุ่มศิลปิน นักคิด นักเขียน นักออกแบบ นักวิจัย นักแสดง จินตมายา และนฤมิตรศิลป์
2.1.4   กลุ่มนักพัฒนาเอกชน ปราชญ์และปัญญาถิ่น
2.1.5   กลุ่มผลิตค้าย่อยและตลาดชุมชน
2.1.6   กลุ่มมลภาวะสิ่งแวดล้อม กลุ่มต้นน้ำและภูมินิเวศ
2.1.7   กลุ่มแรงงานเกษตร

2.2   ตัวแทนธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม (รวม 80 คน จาก 500 คน)

2.2.1   กลุ่มสถาบันการเงิน (20 คน จาก 500 คน)
ธนาคาร
   สหกรณ์
   ประกันภัย
   ประกันชีวิต
   ตลาดเงินและตลาดทุน

2.2.2   กลุ่มธุรกิจการค้า(สภาหอการค้าไทย) (20 คน จาก 500 คน)
ค้าปลีก ค้าส่งและวิสาหกิจชุมชน
   ขนส่งมวลชน ขนถ่ายสินค้าและคลังสินค้า
   รัฐวิสาหกิจและกิจการร่วมค้า
   นำเข้าและส่งออก
   ขายตรงและตลาดค้าตรง

2.2.3   กลุ่มอุตสาหกรรม(สภาอุตสาหกรรม) (20 คน จาก 500 คน)
สิ่งทอ เครื่องหนัง ทรายและเครื่องแก้ว
   สินค้าอุปโภค บริโภค และอุตสาหกรรมอาหาร
   สัมประทานธาตุหลวงและการถลุงแร่
   การแพทย์พยาบาล ยา และเวชภัณฑ์
   อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปการเกษตร
   อัญมณีและเครื่องประดับ
   การท่องเที่ยว โรงแรม ภูมินิเวศ
   อสังหาริมทรัพย์และพัฒนาชุมชน
   ก่อสร้าง

2.2.4   กลุ่มเทคโนโลยีและเครื่องจักรกล(20 คน จาก 500 คน)
เครื่องจักรกลและเครื่องมือ
พลังงาน วัตถุต้นผลิต สารและสสารเปโตรเคมี
   เครื่องจักรเกษตร พลังงานทางเลือกและปรมณูเพื่อสันติ
   กลุ่มเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีการตัดต่อ เชื่อมต่อ ประสานขึ้นรูป แปลงรูป
   การสื่อสาร สารสนเทศ
   วัสดุก่อสร้าง
   
2.3   ตัวแทนข้าราชการ (รวม 50 คน จาก 500 คน)
2.3.1   ข้าราชการพลเรือน
2.3.2   ข้าราชการทหาร
2.3.3   ข้าราชการตำรวจ
2.3.4   ข้าราชการตุลาการ
2.3.5   ข้าราชการครู

2.4   ตัวแทนกลุ่มต่างสถานะและพลเมืองพิเศษ (รวม 50 คน จาก 500)
2.4.1   ชนกลุ่มน้อย
2.4.2   ศาสนา ลัทธิ (เพศฆราวาส)
2.4.3   กลุ่มพิการทุพลภาพถาวร
2.4.4   ผู้ด้อยโอกาส ผู้เสมือนไร้ความสามารถ(ไม่รวมบุคคลล้มละลายและผู้ต้องขาดอิสรภาพ)
2.4.5   แรงงานเพศและผู้ติดเชื้อฝังถาวร
2.4.6   มูลนิธิ อาสาสมัครและสาธารณกิจ
2.4.7   เยาวชน นักเรียน นักศึกษา
2.4.8   ผู้เกษียร บำนาญ ผ่านศึก
2.4.9   แม่บ้าน แรงงานในครัวเรือน ผู้สูงอายุ
2.4.10   นักกีฬาอาชีพ

แจกแจงตามลักษณะนี้เป็นต้น

หมายเหตุ  ผู้แทนแบบที่ 1 ได้มาโดยตัวแทนพรรคการเมือง
   ผู้แทนแบบที่ 2 ได้มาโดยกลุ่มอาชีพและกลุ่มต่างสถานะ
   รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมาจากเสียงของผู้แทนทั้ง 2 แบบ โดยเสียงแบบที่ 2 ได้จากการออกเสียงในสภาฯ

   ดังนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลขึ้นอยู่กับความโปร่งใสซื่อสัตย์ โดยตรง ไม่ใช่จากเสียงผู้แทนพรรคในแบบเดิม
   การถอดถอน ถอดถอนได้โดยกลุ่มและแบบที่มาด้วยเสียง หนึ่งในห้าจากเสียงที่ได้มา ทันที

ข้อสังเกตุ
   พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะต้องหาเสียงในแต่ละกลุ่มโดยนโยบายและแนวทางสนับสนุนแต่ละกลุ่ม ทั้งก่อนได้มาซึ่งตัวแทนแต่ละกลุ่มและได้มาแล้วในสภาฯ ตลอดสมัยดำรงสภาฯ
   การจำแนกที่มาของกลุ่มตัวแทนเช่นนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุน ธุรกิจ อตสาหกรรม ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาสู่สภาฯได้เองโดยตรง เป็นการป้องกันการเข้าแทรกหรือจัดตั้งพรรคการเมืองเสียเอง จุดนี้สามารถลดหรือป้องกันการใช้เงินหนุนพรรคซื้อเสียงในพื้นที่ได้ ส่วนตัวแทนกลุ่มทุนก็ไม่ซื้อเสียงกันเองอยู่แล้ว หากมีการซื้อเสียงตัวแทนกลุ่มอื่นในสภาฯ กลุ่มอาชีพต่างๆสามารถปลดตัวแทนตนเองและฟ้องร้องทั้งแพ่ง อาญาได้ทันที ตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาลแม้จะซื้อตำแหน่งกันมาเอง ก็ต้องมาเจอกลุ่มชาวไร่อ้อยในสภา กลุ่มโรงสีซื้อตำแหน่งกันเองเข้ามาก็มาเจอกล่มชาวนารายย่อย กลุ่มก่อสร้างซื้อตำแหน่งกันเข้ามาก็มาเจอกลุ่มวิศวกรในสภา อย่างนี้ความเสียหายเกิดได้ยาก สัดส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มทุน ธุรกิจ เทคโนโลยี อย่างละ 20 ต่อทั้งหมด 500 หรือ 1 ต่อ 25 สัดส่วนนี้ไม่อันตราย สัดส่วนรัฐมนตรี 1 ต่อ 20 ตามแต่จะจัดกลุ่มกันได้เองในสภาฯ ที่เหลือให้นายกฯเป็นผู้เลือก เป็นคนนอกก็ได้ นายกฯและผู้นำฝ่ายค้านมาจาก ผู้แทนพลเมือง(ส.ส.) ต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้น
   การเลือกตั้งและการได้มาซึ่งตัวแทนพลเมืองแบบนี้ อาจไม่จำเป็นที่จะมีวุฒิสภาในอนาคตได้ แต่การมีและคงไว้ซึ่งวุฒิสภานั้นจะมีไว้เพื่อแต่งตั้งสรรหาผู้แทนและองค์กรอิสระเท่านั้นเป็นสำคัญ โดยหากมีและต้องการให้เป็นไปตามรูปแบบการเมืองใหม่ที่นำเสนอไปแล้วควรมี ตามสัดส่วนที่มาคล้ายกับผู้แทนพลเมือง แต่ต่างตรงวุฒิภาวะ วุฒิสถานะ ระดับประสปการณ์ ควรให้มีได้กึ่งหนึ่งของผู้แทนพลเมืองคือ 250 โดยสัดส่วนและที่มาคล้ายกัน
   การเมืองใหม่ สัดส่วน 30 ต่อ 70 ของผมอาจต่างจาก การเมืองใหม่ที่ พธม.โยนหินถามทางออกมาบ้าง แต่ผมยืนยันโดยสัดส่วนว่าเหมาะสมแล้ว แต่ต้องดำเนินไปโดยระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขเท่านั้น และคงต้องมี อธิปัตย์ 5 อันเป็นแก่นแท้ประชาธิปไตยที่ผมได้เคยนำเสนอต่อสาธารณะไปแล้ว
   หากขาดตกพกพร่อง หรือไม่ตรงกลุ่มตรงสถานะ หรือสัดส่วนย่อย หรือการจำแนกทับซ้อน ให้สาธารณชน ปัจเจกชนแก้ไขด้วย และต้นแบบการเมืองฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือดีที่สุด สามารถใช้เป็นแบบเทียบกับทุกแนวคิดได้ และสามารถนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมได้ ตามวิถีที่ควรจะเป็นไป

ขอแสดงความเป็นมิตรนับถือทุกองค์ความรู้ และวิถีแนวคิดที่แตกต่างทั้งมวล ด้วยจิตคารวะ

ศุภัทร์ลาภ  ทาสะโก
10 กันยายน 2551
มหาสารคาม   
 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: