ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
23-04-2021, 18:46
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  สาร..จาก "ประดาบ" ถึงบรรดา.."ลิ่วล้อ" ที่กำลังหมด "อาลัียตายหยาก" เพราะเหลี่ยม.. 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
สาร..จาก "ประดาบ" ถึงบรรดา.."ลิ่วล้อ" ที่กำลังหมด "อาลัียตายหยาก" เพราะเหลี่ยม..  (อ่าน 1676 ครั้ง)
\(^_^)/
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617



« เมื่อ: 17-08-2008, 21:02 »

  สาร..จาก "ประดาบ" ถึงบรรดา.."ลิ่วล้อ" ที่กำลังหมด "อาลัียตายหยาก" เพราะเหลี่ยม..

"หนีคุก" อีกนาน..เพราะเหตุที่เคย "เลียดากเหลี่ยม" ตรงหว่างขา..จนชิน..เรย..อดไม่ได้ที่จะทำหน้าที่..

"เลียดาก" ต่อจนวาระสุดท้ายของชีวิต "ประดาบจอมเลียดากเหลี่ยม" แห่งยุค..ผู้ยอมทิ้งทุกอย่างเพียง..

ขอให้กูได้ "เลียดากเหลี่ยม" ไปทั้งชาติ..วันนี้ร่อนสารไปทั่วเวปและ E mail ของบรรดา "ลิ่วล้อ" ที่กำลัง..

เหี่ยวเฉาอย่างหนัก..เพื่อต่อเติมกำลังใจให้ได้ฮึดต่ออีกยก..แต่...(คงยากว่ะ) เพราะการเมืองตอนนี้กำลัง..

เปลี่ยนแปรสภาพไปในทิศทางที่ไม่ต้องการพึ่งพา "เหลี่ยม" อีกต่อไป ส่วนเหลี่ยมก็คงต้อง "สาระวน" อยู่กับ

เรื่องของตัวเองอีกนาน..ไหนจะต้องหลบๆซ่อนๆ..ไหนจะต้องหาหนทาง "เคลียร์" ตัวเองจากคดีอีก 108...

คงไม่มีเวลามา "ปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ" กับบรรดา "ลิ่วล้อ" เหมือนเมื่อเก่าก่อน.."ประดาบ" จึงต้องปรากฏตัวเพื่อทำ..

หน้าที่ประสาน "ช่องว่าง" ระหว่างเหลี่ยมและเหล่าลิ่วล้อ" เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง "คงเป็นวันของไอ้หน้าเหลี่ยม"

ตามที่มันได้ประกาศไว้ใน "แถลงการฉบับล่าสุด" เอิ๊ก!!??


มา "วิเคราะห์" จดหมายของ "ประดาบ" กัลล.. 

  จากสำนวนและบทความที่เย้ยหยันต่อ "คำตัดสินของศาล" ที่มีต่อ "บิดาหน้าเหลี่ยม" ของประดาบ..

แสดงถึง "เจตนา" ชัดเจนว่า "ต้องการลดความน่าเชื่อถือของศาลสถิตยุติธรรม" ทั้งนี้จุดหมายก็เพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจว่าคำตัดสิน..

ของศาลที่มีต่อ "บิดาหน้าเหลี่ยม" ของเขานั้นไม่มีความ "ยุติธรรม" เจตนากลั่นแกล้งโดยชัดเจนและไม่น่าเชื่อถือ..แค่อ้าปากก็เห็น..

"ลิ้นไก่" แร๊ววว..ผมอ่านโดยคร่าวๆ..เพราะตอนนี้ผมอยู่บ้านนอก (อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา) เรย..ไม่สะดวกที่จะเขียนข้อความยาวๆ..

เพราะไอ๋โน๊ตบุ๊ค" ของผมมันพิมพ์ยากจัง..อิ อิ..ไม่ถนัดเหมือน PC ที่ผมใช้ประจำ..เรย..รบกวนพี่น้องหากมีเวลาช่วยกัน "วิเคราะห์"

จดหมายของเขาดูกันเอาเองนะครับ..


 

    รัฐธรรมนูญ กับ ศาล    

 http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=709283

มีข้อพึงสังเกต ที่มิอาจจะข้ามไปได้ สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย ในกำมือตุลาการภิวัฒน์  ดังเช่นกรณีนี้...

  1. รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30      เขียนไว้ว่า...

          บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

          ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน

          การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายและสุขภาพ สถานะของบุคคล สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม    ความเชื่อทางศาสนา การศึกษา อบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

          2. วันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ศาลอาญา อ่านคำพิพากษาลงโทษ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ข้อหา ร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยอุบาย และร่วมกันแจ้งข้อความเท็จให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ โดยจงใจเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ว่า

          "..จำเลยทั้งสามเป็น ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมสูง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ   จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่ว ๆ ไปแล้ว   ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย  แต่จำเลยทั้งสามกลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี  ทั้ง ๆ ที่จำนวนค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมายและจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น     เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่    ในขณะนั้น  การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองทุกคน จึงมิได้มีผลกระทบต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด    การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามจึงร้ายแรง   

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายหรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยทั้งสาม  คนละ 2 ปี ฐานโดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ  ที่ 2 คนละ 3 ปี..."

          ด้วยเหตุที่  ศาล เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และ ต้องปฏิบัติหน้าที่ อำนวยการความยุติธรรมแก่บุคคลทั่วไป ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  ผมจึงมีเหตุที่จะต้องตั้งข้อพึงสังเกต ดังนี้....

          1. นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เป็นผู้กระทำความผิดข้อหาร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยอุบาย และร่วมกันแจ้งข้อความเท็จให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ โดยจงใจเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ที่ศาลพิพากษาจำคุก โดยไม่รอลงอาญา และจัดเป็นการกระทำผิดร้ายแรง   เนื่องจาก คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นผู้มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม สูง     ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ชัดเจนว่า ไม่สามารถนำเหตุที่บุคคลมีสถานะทางเศรษฐ กิจและสังคม มาเป็นข้ออ้างในการเลือกปฏิบัติ ได้  แต่ศาลได้นำ ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร มาเป็นเหตุแห่งการลงโทษ และกล่าวย้ำเหตุนี้ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของคำพิพากษาของศาล ต่อกรณีนี้ อย่างชัดแจ้งและเปิดเผย

          2. หากนำกรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ไปเปรียบเทียบกับ   กรณีนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล ภริยาของนายจรัล ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ     ฉ้อโกงที่ดินของบุคคลอื่น  พึงต้องตั้งคำถามต่อศาลว่า เหตุใดนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล จึงได้รับความเมตตาจากศาล  ให้ได้รับค่าชดเชยการพัฒนาที่ดิน เป็นเงิน 10 ล้านบาท จากเจ้าของที่ดิน ซึ่งถูกนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล ฉ้อโกง  และศาลก็พิพากษาว่านางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล มีความผิดข้อหาฉ้อโกง จริง  ทั้งๆ ที่   นางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล เป็นภริยานายจรัล ภักดีธนากุล ข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่  เป็นผู้มีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ สูง  ซึ่งนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่นางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล กลับร่วมกันกระทำการฉ้อโกงบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณต่อตนเอง  อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย   ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและเจ้าของที่ดิน  3. หากนำกรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ไปเปรียบเทียบกับ  กรณีท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ ภริยา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี บุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง   สร้างบ้านพักตากอากาศ และจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ยอมย้ายออก  ไม่ยอมคืนที่ดินให้แก่รัฐ แต่กลับยักย้ายถ่ายเทที่ดินเขายายเที่ยงไปให้แก่บุตร ครอบครองต่อ ราวกับว่าเป็นที่ดินของตนเอง มิใช่ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ได้แจ้งแล้วว่าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของ และมีผู้แจ้งความดำเนินคดีต่อท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี  ไว้แล้ว  กระบวนการยุติธรรม ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ พนักงานสอบสวน  พนักงานอัย การ และ ศาล  จะใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร หรือไม่         เนื่องจากท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ เป็นภริยาแม่ทัพภาคที่ 2 ภริยาผู้บัญชาการทหารบก ภริยาองคมนตรี และ ภริยานายกรัฐมนตรี  มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง สามารถซื้อที่ดินสร้างบ้านพักตากอากาศ ที่ใดก็ได้ และ การคืนที่ดินที่ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้แก่รัฐ ก็มิได้กระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจของท่านผู้หญิงจิตราวดี แต่อย่างใด  นอกจากนี้ ในขณะที่ครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาตินั้น เป็นเวลาเดียวกับที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามการทำลายทรัพยากรป่าไม้ หรือ นปม. ในเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งครอบคลุมป่าสงวนแห่งชาติเขายายเที่ยง ด้วย  จึงมิอาจจะอ้างได้ว่าไม่รู้ว่าพื้นที่ที่ครอบครอง เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ   ย่อมแสดงให้เห็นว่า   ท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ จงใจที่จะบุกรุกและครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ กล่าวได้ว่า  มีเจตนาที่จะฉ้อโกงที่ดินของรัฐ  อย่างชัดแจ้ง กรณีเช่นนี้ จึงต้องติดตามดูว่า พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และ ศาล จะตัดสินอย่างไร หลังจากที่ ป.ป.ช. ปฏิเสธที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ ไปแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ กระทำความผิดตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ  ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชาติ 
  และไม่ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ของตนเอง   คำถามอันเกิดจากข้อสังเกต 3 ข้อ นี้ เป็นคำถามที่น่าจะทำให้ผู้ใช้อำนาจตุลาการ ที่มีความสุจริตใจ เที่ยงตรง ซึ่งอยู่นอกเครือข่ายตุลาการภิวัฒน์ ต้องกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบ แต่หากไม่ตอบก็จะทำให้  ข้อกล่าวหาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ได้รับความเชื่อถือ เห็นคล้อยตามจากประชาชนทั้งในประเทศ และชาวต่างชาติที่กำลังจับจ้องมาที่กระบวนการยุติธรรม และ ศาลของประเทศไทย อย่างไม่วางตา   ด้วยความคลางแคลงสงสัย ว่า  ข้อกล่าวหาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นความจริงเช่นนั้นหรือ?   
 การที่ศาลได้สร้างบรรทัดฐาน นำฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม มาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิด และ  ให้ถือว่าหากผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม สูง กระทำความผิด จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง ไม่มีเหตุให้ต้องบรรเทาโทษ  ต้องลงโทษเด็ดขาด ไม่รอการลงโทษ เพราะถือว่าไม่ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ของตนเอง เช่นนี้แล้ว  ก็มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ที่ศาลจะต้องใช้บรรทัดฐานที่สร้างขึ้นนี้ เป็นปัจจัยในการพิจารณาการกระทำความผิดของบุคคลอื่น ด้วย โดยเฉพาะผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม สูง   
   มิเช่นนั้นแล้ว ศาลก็คงไม่พ้นข้อกล่าวหา "เลือกปฏิบัติ" ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ดังที่ผมได้ยกมากล่าวอ้างไว้ข้างต้น

.............................................................

  หมายเหตุ :  กรณีพนักงานสอบสวน ให้ประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ ไม่ให้ประกันตัว นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ "ดาร์ ตอปิโดร์" ทั้งๆ ที่ถูกกล่าวหาจากพนักงานสอบสวน ว่ากระทำความผิด ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เหมือนกัน และมีพฤติกรรมการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน  ก็จัดว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เช่นเดียวกัน แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน ที่กระทำการขัดรัฐธรรม นูญ

ปล.   ผมไม่ได้หายไปไหน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ยังคงห่วงหาอาทรเพื่อนร่วมทางที่มีหัวใจดวงเดียวกันเสมอมา และพยายามค้นหาแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอยู่เสมอ ไม่ได้ละทิ้งภารกิจตามอุดมการณ์  ไม่ได้ทอดทิ้งเพื่อร่วมทาง และ ไม่ได้เล่นตัว จนต้องมีเสียงถามหา   หากแต่ต้องการรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับคนในครอบครัว "ชินวัตร" ว่า จะไม่มี Hi-thaksin และ ประดาบ อีกต่อไป     

แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองดำเนินมาไกลถึงเพียงนี้  การทำงานของผม ก็คงเป็นไปในฐานะนักสังเกตการณ์อิสระคนหนึ่ง  มิใช่ในฐานะ Hi-thaksin ที่อาจจะนำความเดือดร้อนไปถึงครอบครัว "ชินวัตร" ดังเช่นที่กังวลกัน อีก

          แล้วพบกันอย่างสม่ำเสมอ ที่นี่   ที่เดียว   เกือบลืม... ช่วยกันบริจาคเพื่อต่อลมหายใจแก่ ประชาไท ด้วยนะครับ 


  ฝากเพื่อนๆลอง "วิเคราะห์" กัลลล...ด้วยครับ...   




                                                                                รูปคุณ "ประดาบ" ครับ     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-08-2008, 18:45 โดย \(^_^)/ » บันทึกการเข้า

 
oho
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 712


« ตอบ #1 เมื่อ: 17-08-2008, 21:30 »

 


*  (35.35 KB, 215x270 - ดู 244 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
ooo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 670


« ตอบ #2 เมื่อ: 17-08-2008, 22:53 »

1) ศาลไม่ได้เลือกปฎิบัติ หรือกระทำขัดรธน. แต่อย่างใด การอ้างสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคม

ก็เป็นเพียงการชี้ให้เห็นถึงเจตนาร้าย ของจำเลยที่จงใจกระทำผิดกฏหมาย อย่างไม่ยำเกรงใดๆ อาศัย

ความมีสถานะทางสังคมสูงมาทำผิดกฎหมายทั้งตนเองก็มีทรัพย์สินมากมาย เทียบไม่ได้เลยกับภาษีที่

จะต้องเสีย ก็ทำนองว่ารวยแล้วยังโกงอีก ถ้าจนๆ ไม่มีเงินจ่ายก็ว่าไปอย่าง ไม่ใช่ว่าศาลใช้ความมีฐานะ

ทางสังคม หรือ เศรษฐกิจสูงมาเป็นตัวกำหนดในการลงโทษ  มิฉะนั้นศาลคงไม่ลงโทษจำเลยทั้งสามเท่ากัน

ในข้อหาเลี่ยงภาษี และลงโทษจำเลยที่1 ที่2 เท่ากัน ในข้อหาแจ้งเท็จ หากศาลเลือกปฎิบัติโดยเหตุฐานะทาง

เศรษฐกิจสังคม คงลงโทษไม่เท่ากัน ใครฐานะสูงกว่าก็ต้องโดนหนักกว่า ใครฐานะต่ำกว่าก็โดนน้อยหน่อย...

2)ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ถ้าเป็นอย่างที่นายประดาบ ก็ถือเป็นเรื่องแปลกพอสมควร อะไรกันศาลพิพากษาว่าผิด

ฉ้อโกงแต่เมตตาให้ได้รับค่าชดเชยการพัฒนาที่ดินจำนวน 10 ล้านบาทจากเจ้าของที่ดินนั้น เห็นว่าตลกครับ...

เป็นไปไม่ได้ นายประดาบ คงมั่วข้อมูล หรือ ไม่รู้ข้อมูลจริง เอาหลายๆเรื่องมาผูกรวมกัน

3)เรื่องเขายายเที่ยง มีอยู่ที่ศาลไหนบ้าง...ในเมื่อคดียังมาไม่ถึงศาลนายประดาบก็ด่วนสรุปซะแล้ว ว่าศาลเลือกปฏิบัติ

ชั่งมั่วจริงๆ...
บันทึกการเข้า
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #3 เมื่อ: 17-08-2008, 23:06 »

ผิดร้อยข้อ เอาข้อได้เปรียบนิดเดียวมาบิดเบือน หาช่องแถไป รูนิด รูหน่อย รู้น้อย มันหาทางมุดหมดไอ้พวกนี้

แล้วอย่างนี้เท่ากับว่ามันหมิ่นศาลรึปล่าว
บันทึกการเข้า
Solidus
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,381



« ตอบ #4 เมื่อ: 17-08-2008, 23:17 »

1) ศาลไม่ได้เลือกปฎิบัติ หรือกระทำขัดรธน. แต่อย่างใด การอ้างสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคม

ก็เป็นเพียงการชี้ให้เห็นถึงเจตนาร้าย ของจำเลยที่จงใจกระทำผิดกฏหมาย อย่างไม่ยำเกรงใดๆ อาศัย

ความมีสถานะทางสังคมสูงมาทำผิดกฎหมายทั้งตนเองก็มีทรัพย์สินมากมาย เทียบไม่ได้เลยกับภาษีที่

จะต้องเสีย ก็ทำนองว่ารวยแล้วยังโกงอีก ถ้าจนๆ ไม่มีเงินจ่ายก็ว่าไปอย่าง ไม่ใช่ว่าศาลใช้ความมีฐานะ

ทางสังคม หรือ เศรษฐกิจสูงมาเป็นตัวกำหนดในการลงโทษ  มิฉะนั้นศาลคงไม่ลงโทษจำเลยทั้งสามเท่ากัน

ในข้อหาเลี่ยงภาษี และลงโทษจำเลยที่1 ที่2 เท่ากัน ในข้อหาแจ้งเท็จ หากศาลเลือกปฎิบัติโดยเหตุฐานะทาง

เศรษฐกิจสังคม คงลงโทษไม่เท่ากัน ใครฐานะสูงกว่าก็ต้องโดนหนักกว่า ใครฐานะต่ำกว่าก็โดนน้อยหน่อย...

ที่ศาลยกมาเพราะจำเลยมีฐานะดีอยู่แล้วจึงไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษไงครับ ยังไงศาลก็ลงโทษเกินกว่าที่ส่งฟ้องไปไม่ได้อยู่ดี และถ้าศาลมีอคติตามที่ลิ่วล้อแม้วกล่าวหาล่ะก็ป่านนี้คงโดนโทษเต็มอัตราแล้วครับ ไม่ได้โดนแค่ 3 ปีหรอกครับ
บันทึกการเข้า
Matahari
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 228



« ตอบ #5 เมื่อ: 17-08-2008, 23:32 »

  นายประดาบจอมมั่วโกหกและบิดเบือน
  ....ขอพูดในฐานะที่มีอาชีพด้านนี้นะ
  1. ตามประมวลกมรัษฎากร มีทั้งทางโทษอาญาและ แพ่ง คือจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี ที่ศาลเขียนาการตัดสินที่ว่านังอ้อเป็นผู้มีฐานะและเมียนายกหาใช่เอ่ามาตัดสิน ว่าจำคุก ที่ศาลบอกว่านังอ้อแจ้งเท็จ ถ้าสรรพากรจับได้ ถ้านังอ้อยอมจ่ายเงินและเบี่ยปรับ ก็ไม่ถึงอาญา แต่นังอ้อไม่นำพา ไม่เจรจา แต่จะต่อสู้  ก็คือไปสู่ศาล เมือแพ้ ก็คือต้องจำคุก นังอ้อเป็นเมียนายก ถ้าศาลไม่ยุติธรรม เอาโทษฐานเมียนายก ฐานเป็นคนรวย ป่านคงจำคุก 10 ปีแล้ว  แต่นี้ศาลกรูณา แค่ 3 ปีคือตำสุด ทั้งทีนังอ้ออุทรธณ์ได้ก็อาจเจรจาเสียภาษีและค่าปรับ แต่ทีไม่ทำคือกลัวเสียหน้าว่า ยอมรับว่าโกง ก็เลยเทียวโกหก และตอแหลหน้าเวปว่าสรรพกรบอกว่าไม่ต้องจ่าย
ถ้าคนไม่รุ้ก็เชือ ...นังอ้อเมียนายกบอกว่าไม่ สรรพากรก็บอกว่าไม่ต้องจ่าย แต่ถ้านังอ้อเป็นเมียตาเหลียม บอกวาไม่จ่าย สรรพากรก็บอกว่าต้องจ่าย ที่อ้างว่าสรรพากรบอกว่าไม่ต้อง จ่าย ถ้ากม มีตราไว้ว่าเงินได้นี้ต้องเสียภาษี แต่สรรพากรไม่ทำตามหน้าที ตามกม ก็คือสรรพากรต้องเข้าคุก  สรรพากรไม่มีสิทธิมาบอกว่าไม่จ่ายถ้ากม บัญญัตไว้ จำไว้พวกลิ่วล้อเหลี่ยมมาอ่านซะจะได้รุ้ว่าพวกลิ่วล้อเหลียมโง่กินหญ้า
  และนายประดาบอย่าเอามาเทียบกับสุรยุทธ ตอนนี้ใครเป็นรัฐบาล มีหน้าทีอะไรทำไม่ไม่จัดการถ้ารุ้ว่าผิด
  นายประดาบบิดเบือนอ้างว่าลงโทษนังอ้อว่าเอาฐานะและสังคมมาลงโทษ ทั้งทีไม่เป็นจริง กม เขาบัญญัติ แต่ศาลสั่งสนอนังอ้อว่า นังเป็นใคร ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างไร การลงโทษไม่มีบัญญัติว่าเอาฐานะสังคมมาลงโทษ และศาลก็ลงโทษเบาคือขั้นตำแค่ 3 ปี ถ้าไม่อยากโดนลงโทษก็อย่ามาต่อสู้ทางศาล คือยอมเสียภาษีและเบี้ยปรับ เมือตรวจพบ
  ในธุรกิจ ทำไม่ถึงไม่มีคนถุกจำคุกฐานโกงภาษี ก็เพราะว่าพวกนั้น เขายอมจ่ายโดย ก่อนที่จะไปถึงศาล มันก็จบ  แต่นายประดาบโกหก และบิดเบือน นีแหละสันดาน ของพวกนปก ที่พวกสร้างดำเป็นขาว และสร้างขาวเป็นดำ ถ้าศาลไม่ยุติธรรมและนังอ้อเป็นเมียนายก ศาลคงจำคุกไปแล้ว 10 ปี แต่นี้กรุณานะ แค่ขั่นต่ำ 3 ปี ถ้าในความรุ้สึกของประชาชน มันน่าจำคุก 10 ปี ถึงจะสะใจในความโลภขอผัวเมียคู่นี้
  
บันทึกการเข้า
ลูกหินฮะ๛
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,099


เสียเข็มขัด อย่าเสียกุงเกง


« ตอบ #6 เมื่อ: 17-08-2008, 23:46 »

สนับสนุน ประชาไทฮะ ( จริงใจนะ)
ทำเวป 1 เวป...เนี่ย
  งบประมาณ..เท่าไหร่ฮะ ?

อยากให้..ลองเสนอ..มาคร่าวๆ ดู

กลยุทธประชาไท
" หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง "

ถ้า..ที่ประชาไท ..เคยพูด เป็นความจริง
เห็นเคยบอกว่า ไปช่วย..ถือ ป๊าย ที่ ..ม๊อบอาแป๊ะ
ได้ 1 หมื่นบาท


  ให้ไป หลอกกิน..เงิน อาแป๊ะ  จิฮะ

ถือป๊าย สัก 10 ป๊าย ก็ได้แร๊ะ
  รายได้ ..แสน
นึง เห็นๆ





บันทึกการเข้า

  ... ... ... 
thana-2006
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #7 เมื่อ: 18-08-2008, 10:15 »

ถ้าคนอ่านมีมโนสำนึกถึงบ้านเมือง เมื่อได้อ่านข้อเขียนของไอ้มนุษย์จอมบิดเบือนคนนี้ก็จะเข้าใจได้ว่ากลุ่มคนพวกนี้มีความคิดที่น่ากลัวเพียงใดต่อบ้านต่อเมืองที่เป็นที่เกิดที่อาศัยของพวกมัน
บันทึกการเข้า
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 18-08-2008, 10:56 »

เพราะความงกของตระกูลชินวัตรเป็นเหตุครับ

รวยจะล้นฟ้าอยู่แล้ว แต่ภาษีไม่กี่ล้านไม่ยอมเสียไม่ยอมควัก

ในฐานะพลเมืองและในฐานะภรรยาอดีตผู้นำประเทศก็ต้องถือว่าเป็นตัวอย่างที่เลวมาก

ศาลลงโทษเพียง3ปี ถือว่าน้อยแล้วครับ ทั้งยังให้ประกันตัวก็ยังหนีหน้าตาเฉย

คนประเภทนี้ไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรีในสังคมหรอก เจอที่ไหนก็อย่าไปยกมือไหว้เลย

ใช้อำนาจโกงจนเคยตัว สมน้ำหน้า

 
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


\(^_^)/
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617



« ตอบ #9 เมื่อ: 19-08-2008, 21:05 »

  เพิ่มเติมครับ...
โดย อาจารย์.โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์   

19 สิงหาคม 2551 17:43 น. 
http://www.thaiday.com/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000098030

  การกลับมาของ “ประดาบ”
กับคำขอเงินบริจาคของ “ประชาไท”


สำหรับท่านผู้สูงวัยที่ไม่ค่อยคุ้นเคยการอ่านข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต หรือไม่ได้รับชมข่าวสารทางเอเอสทีวี อาจจะไม่รู้เรื่องราวที่จะกล่าวต่อไปนี้

  เรื่องราวของนักเขียนนามปากกา “ประดาบ” และ “เว็บไซต์ประชาไท”
       
       “ประดาบ” 
เป็นนักเขียนที่ชื่นชอบในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายถึงขนาดเป็นผู้เริ่มต้นก่อการจัดตั้งเว็บไซต์ที่ชื่อว่า   ไฮ-ทักษิณ  ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 เพื่อเป็นสื่อในการยกยอปอปั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องให้ดูดีตลอดจนทำหน้าที่โจมตีฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามในทุกรูปแบบ
       
       จะว่าไปแล้วสำหรับบทความของประดาบ และเว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ มีโอกาสเป็นที่รู้จักจากการนำเสนอมากที่สุดและถี่ที่สุดในสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี และสื่อในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
       
       เว็บไซต์และนามปากกาดังกล่าวต้องปิดตัวลงไปเองประมาณปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ภายหลังจากเกิดความขัดแย้งแก่งแย่งชิงอำนาจกันเองในพรรคพลังประชาชน และอ้างการปิดตัวลงดังกล่าวเป็นการรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับคนในครอบครัว “ชินวัตร” ว่า จะไม่มี ไฮ-ทักษิณ และ ประดาบ เพื่อมิให้เป็นที่เดือดร้อนต่อครอบครัว “ชินวัตร”

และภายหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หนีอาญาแผ่นดินไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้ไม่นาน “ประดาบ” ก็กลับมาอีกครั้งในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ในเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีพฤติกรรมในการนำเสนอที่หมิ่นเหม่ในการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง
 

บ่อยครั้งเว็บไซต์ประชาไทมักจะนำบทความจากเว็บไซต์และหนังสือฟ้าเดียวกัน ซึ่งมีเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์และลดความน่าเชื่อถือต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างโจ่งแจ้ง นอกจากนี้เว็บไซต์ประชาไทยังเคยเปิดพื้นที่รณรงค์ให้กำลังใจสนับสนุนนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ที่ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ อีกทั้งยังมีการปล่อยให้มีการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นที่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรงอีกด้วย

  การเลือกกลับมาแสดงความเห็นของ “ประดาบ” ผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเว็บไซต์ประชาไท ย่อมเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ากลุ่มบุคคลนี้ น่าจะมีจุดร่วมและเป้าหมายที่เกื้อกูลกันมานานแล้ว จึงได้มีรสนิยมที่ตรงกัน ใช่หรือไม่?   

การกลับมาของ ประดาบ ในเว็บไซต์ประชาไท เป็นการกลับมาอย่างทันท่วงทีในวันเดียวกันที่หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ตัดสินใจถอดคอลัมน์ของ “กาหลิบ” นักเขียนที่เป็นปากเสียงให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และจาบจ้วงสถาบันที่คนไทยรักและเทิดทูนออกไปในเช้าวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

  เป็นความลงตัวที่เกิดขึ้นอย่างพอดิบพอดี ในช่วงเวลาที่เว็บไซต์ประชาไทกำลังประกาศตัวอย่างโจ่งแจ้งในเว็บไซต์ของตัวเองอยู่ในขณะนี้ว่าหมดทุนดำเนินงาน และขอรับเงินบริจาคสำหรับการดำเนินงานในช่วงนี้อย่างเร่งด่วน 

คำถามที่น่าสงสัยมีอยู่ว่า สถานการณ์วิกฤตการณ์ทางการเงินของเว็บไซต์ประชาไทนั้น เป็นความสอดคล้องกับการหยิบ “ประดาบ” มาเขียนบทความเพื่อเรียกแขกและนายทุนสนับสนุนเว็บไซต์ใช่หรือไม่?
       
       การกลับมาของ “ประดาบ” ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นเคย เลือกประเด็นที่เอาอกเอาใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่กำลังเป็นผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดินอยู่ในขณะนี้ ด้วยหัวข้อเรื่องว่า

  “รัฐธรรมนูญ กับศาล จากประดาบ” 

 เฉพาะแค่ชื่อหัวข้อที่ต้องระบุชื่อผู้เขียนก็รู้แล้วว่าต้องการเรียกแขก เรียกร้องความสนใจ จากผู้สนับสนุนทั้งหลายในระบอบทักษิณอย่างชัดเจนเพียงใด
       
       ไม่อยากจะนำถ้อยความที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดอำนาจศาลหรือหมิ่นศาลมาเผยแพร่ต่อ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องให้ผู้อ่านในโลกข่าวสารที่ไร้พรมแดนและไม่สามารถปิดกั้นได้ในโลกของอินเทอร์เน็ต ได้รู้เท่าทันนักเขียนแห่งระบอบทักษิณผู้นี้
       
       “ประดาบ” ใช้วิธีการนำคำพิพากษาศาลอาญาในกรณีการหนีภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งมีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร    ว่าการนำเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ ทางสังคมสูง เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา จะต้องนำไปใช้กับกรณีอื่นๆ ด้วย มิเช่นนั้นอาจจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 30

 “ประดาบ” ใช้วิธีเทียบเคียงกับกรณีการบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติของภริยาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ย่อมไม่เป็นการถูกต้อง เพราะคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถูกศาลอาญาตัดสินชั้นหนึ่งแล้ว แม้สมมติว่าภริยาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์จะมีความผิดจริงก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงขั้นตอนการกล่าวหาเท่านั้น ยังไม่ใช่คำพิพากษาของศาลแต่ประการใด จึงไม่สามารถที่จะไปกล่าวหาศาลว่าเลือกปฏิบัติได้
       
       “ประดาบ” ใช้วิธีเทียบเคียงเรื่องการฟ้องร้องกัน “ระหว่างบุคคล” ของอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีสถานภาพเหมือนกับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่เป็นถึงภริยานายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจคุมกลไกของรัฐอย่างเบ็ดเสร็จและยังเป็นมหาเศรษฐีของโลกอีกด้วย ถ้ายังหลบเลี่ยงโกงเงินภาษีแผ่นดิน ก็ย่อมต้องเป็นคนละเรื่องกับคดีฟ้องร้องที่เป็นเรื่องระหว่างบุคคลอยู่แล้ว

  ที่สำคัญหาก คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถ้าไม่เห็นด้วยในคำพิพากษาศาลอาญาก็ยังสามารถใช้สิทธิที่จะต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาต่อไปได้อีก ไม่ใช่เผ่นหนีคดีเอาเสียดื้อๆ เหมือนกับที่เป็นอยู่ขณะนี้! 

 เหมือนกับคดีของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญาในคดีหมิ่นประมาท แม้จะต้องเคารพคำตัดสินของศาลชั้นต้น แต่เมื่อไม่เห็นด้วยก็สามารถอุทธรณ์ต่อไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ต้องหนีอาญาแผ่นดินเหมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ประการใด
       
       เพราะด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ก็ไม่จำเป็นต้องพิพากษาเหมือนศาลชั้นต้นเสมอไป ศาลฎีกาก็ไม่จำเป็นต้องพิพากษาเหมือนศาลอุทธรณ์เช่นเดียวกัน

     ทำไมคนอย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งไม่ได้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ไม่สามารถโยกย้ายข้าราชการได้ ไม่ได้มีเงินทองมากมายที่จะไปติดสินบนใคร แม้ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาลงโทษตัวเองในบางคดี เหตุใดยังคงยืนหยัดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไปโดยไม่ต้องหลบหนี
       
       ก็เพราะความเชื่อมั่นและศรัทธาว่าตัวเองจะได้รับความเป็นธรรมเมื่อถึงที่สุดแห่งคดีความ !   


ในทางตรงกันข้ามกับคนที่กระทำความผิดและมีอำนาจรัฐอยู่มือ คุมกลไกทุกอย่าง แล้วไม่ยอมถูกลงโทษตามกฎหมายจะทำให้เกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะจะทำทุกวิถีทางให้ตัวเองรอดจากคดีความเหล่านั้น ด้วยการโยกย้ายข้าราชการให้พวกของตัวเองเข้าไปจัดการกับคดีความ ใช้อำนาจตำรวจกลั่นแกล้งองค์กรอิสระต่างๆ จนถึงขั้นเสนอผลตอบแทนทั้งในรูปของตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือเงินทองเพื่อทำให้กระบวนการตรวจสอบการโกงกินทั้งหลายก่อนถึงศาลต้องมีอันต้องเป็นอัมพาตหยุดชะงักไปในที่สุด
       
       แม้แต่เมื่อไม่นานมานี้   นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลถึงขั้นจะรวมหัวกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง และพวกพ้องให้รอดพ้นการลงโทษความผิดชั้นศาลอย่างหน้าด้านๆ หรือการถูกจับได้ไล่ทันว่าคณะทนายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้นำเงิน 2 ล้านบาท ใส่ถุงขนมเพื่อติดบนเจ้าหน้าที่ศาล จนมีอันต้องไปนอนในคุกตะรางกันอยู่ขณะนี้
       
       นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของคนที่กระทำผิดกฎหมายและควบคุมอำนาจรัฐอยู่ในมือแบบเบ็ดเสร็จ
       
       ดังนั้นหากคนเหล่านี้กระทำความผิดและถูกพิจารณาคดีในชั้นศาลเมื่อใด ก็สมควรที่จะต้องถูกลงโทษอย่างสาสมเช่นเดียวกัน

  คนเราถ้าไม่ได้กระทำผิดจริง จะไปกลัวอะไรกับการพิจารณาคดีในชั้นศาลที่พิจารณาคดีภายใต้พระปรมาภิไธย 

ถ้าจำกันได้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 นายจักรภพ เพ็ญแข ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระทำผิดมารยาททางการเมืองโดยการใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรด่าสื่อในเครือผู้จัดการบุคคลที่ 3 ที่ไม่ได้อยู่ในรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำคำพิพากษาของศาลอาญาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่ลงโทษจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุลโดยไม่รอลงอาญามาเสมือนประจานในสภาผู้แทนราษฎรทั้งๆ ที่อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ ซึ่งต่อมาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ได้ตำหนินายจักรภพในการกระทำดังกล่าวว่าไม่มีมารยาท และไม่เหมาะสมเพราะยังไม่สิ้นสุดแห่งคดีและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ โดยเนื้อความในการจัดรายการระบุว่า
       
       “คุณจักรภพ ตัดสินใจหยิบยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคุณสนธิไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้น และทำการอุทธรณ์ต่อในชั้นกระบวนการยุติธรรม และก็หยิบเหตุนั้นซึ่งในคดีความยังไม่สิ้นสุดมาพูด และมาอ่านให้ฟัง”
       
       และถ้า “ประดาบ” ยังไม่สติฟั่นเฟือนและยังจำบทความของตัวเองที่ตำหนิรายการยามเฝ้าแผ่นดินในเว็บไซต์ไฮ-ทักษิณ เอาไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ความตอนหนึ่งว่า:
       
       “เพื่อจะปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ต้องคำพิพากษาของศาล ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ด้วยความผิดมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ถึงกับใช้ถ้อยคำวาทกรรมที่เป็นด้อยค่าคำพิพากษาของศาล ให้ประชาชนรู้สึกคล้อยตามว่า อาจจะเป็นคำพิพากษาที่ยังไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรนำมากล่าวอ้างได้
       
       ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คงกระสันจะไปใช้ชีวิตในคุกเสียเต็มประดาต้องไม่ลืมว่า คำพิพากษาจำคุกสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ด้วยเหตุว่าเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรงนั้น เป็นคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
       
       แม้จะเป็นศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นศาลสถิตยุติธรรมที่พิจารณาอรรถคดีด้วยความเที่ยงธรรม ภายใต้พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา”
       
       ข้อความข้างต้นคือตรรกะแบบ “ประดาบ”

แต่พอเมื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถูกพิพากษาศาลชั้นต้นจำคุกโดยไม่รอลงอาญาในข้อหาโกงภาษีแผ่นดิน ประดาบจะไม่เคารพและยอมรับในความเที่ยงธรรมของศาลชั้นต้นภายใต้พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหมือนที่ตัวเองเคยเขียนเอาไว้บ้างหรอกหรือ?   

ถ้าคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกมาแล้วห้ามไม่เห็นด้วย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จะอุทธรณ์ทันทีเพื่ออะไร?
       
       เพื่อต่อสู้ความจริงในกระบวนการยุติธรรมแบบนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือเพื่อ “หนี” ความผิดของตัวเองที่รู้ดีว่าทำอะไรลงไป จนต้องถูกออกหมายจับติดประจานไปทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้
       
       การบังอาจตั้งข้อสังเกตในคำพิพากษาในศาลอาญาของ “ประดาบ” ต่างหาก ที่อาจจะเข้าข่ายดูหมิ่นและละเมิดอำนาจศาลภายใต้พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอาได้!
       
       บทความของประดาบยังทิ้งท้ายด้วยว่า…

  “เกือบลืม... ช่วยกันบริจาคเพื่อต่อลมหายใจแก่ ประชาไท ด้วยนะครับ”
       
       ถ้าหากจะลองนำบทความตรรกะแปลกๆ ของ “ประดาบ” ที่พยายามทำกันอยู่ตอนนี้ ไปเสนอผลงานเพื่อขอเงินบริจาคจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดินที่กำลังพำนักอยู่ที่อังกฤษอยู่ในขณะนี้ บางทีเว็บไซต์ประชาไทอาจมีโอกาสอยู่รอดอีกหลายปีก็เป็นได้!   



 



 

บันทึกการเข้า

 
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #10 เมื่อ: 19-08-2008, 22:31 »

 
หมิ่นศาลเรื่องเล็ก
หมิ่นเบื้องสูงพวกมันยังทำกันเป็นกิจวัตร

ตราบใดที่ยังอยู่หลังจอคอมฯ
และมีตำรวจ+ไอซีทีซื่อบื้อๆ



สุนักรบไซเบอร์ จัดให้
บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
หน้า: [1]
    กระโดดไป: