ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
17-02-2020, 23:44
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจริงหรือ เมื่อมีทักษิณ... 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจริงหรือ เมื่อมีทักษิณ...  (อ่าน 3952 ครั้ง)
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« เมื่อ: 14-06-2006, 10:43 »

เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจริงหรือ เมื่อมีทักษิณ?

ทำไมเห็นพูดกันจังว่าเศรษฐกิจมันดี ซะเลิศหรูอลังการ ต่างประเทศแห่กันยอมรับ

สำหรับผมแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง นี้แหละครับ ที่จะพาประเทศชาติรอดจาก ทุนนิยม

ขอความเห็นและเกล็ดความรู้จาก พี่-น้อง ในบอร์ดนี้ด้วยครับ  Tongue out
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #1 เมื่อ: 14-06-2006, 14:35 »

เศรษฐกิจดี ไม่ต้องยกตัวเลขมาอ้าง ชาวบ้านล้วงกระเป๋าดูก็รู้แล้วว่ามีเงินมากหรือน้อย
วาทะที่ดีที่สุดในชีวิตของ พณ.ท่านนายกทักษิณ

และเมื่อท่านเป็นนายก ท่านก็ยกตัวเลขสารพัดมาอ้าง แต่ชาวบ้านล้วงกระเป๋าพบแต่ตั๋วจำนำ และใบทวงหนี้  ท่านก็ก้มหน้าก้มตาอ้างตัวเลขสารพัด ลืมวาทะที่ดีที่สุดของตัวเองไปเสียแล้ว

เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจริงหรือ เมื่อมีทักษิณ

ล้วงกระเป๋าดูสิคะ
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #2 เมื่อ: 14-06-2006, 14:45 »

ขอบคุณครับคุณ พรรณชมพู ที่มาช่วยตอบคำถาม

ยังมีอีกหลายส่วนเลยครับที่ผมสงสัย

เช่นเรื่องเงินสำรองของประเทศอะไรนั้น

เศรษฐกิจเติบโต ค่า GDP (ไม่มีเวลาศึกษาอย่างจริงจัง)

ส่วนมาก็เอาข้อมูลมาจากผู้รู้ในบอร์ดนี้ แล้วก็ข้อมูลจาก ราก(แตก)ดำเนิน

เพื่อนผมมันดันบอกมาว่า เศรษฐกิจดีเพราะทักษิณ ผมเลยสงสัยว่ามันดีตรงไหน?

ของแพงขึ้นทุกวี่ทุกวันน่ะ
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #3 เมื่อ: 14-06-2006, 15:06 »

ปรกติของเศรษฐกิจในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเค้าจะอ้างอิง GDP  เงินสำรองระหว่างประเทศ  อัตราการว่างงาน  อัตราการบริโภคภายในประเทศ  อัตราการลงทุน เป็นต้น ในการชี้ดัชนีความมั่นคั่งของประเทศนั้นๆเพราะเป็นสิ่งที่วัดผลได้มากกว่าการบอกว่า"ล้วงกระเป๋าตังค์ดู...." ที่กล่าวมาข้างบนนี้ เพราะตัวเลขมันบิดเบือนลำบาก ในขณะที่ความรู้สึกของแต่ละคนมันบิดเบือนจากขาวเป็นดำได้ครับ

ถ้าใครไม่เชื่อ.....ลองถามตัวเองซิครับว่าทำไมทั่วโลกเค้ายึดตัวเลขจากดัชนีอ้างอิงกัน!?!
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #4 เมื่อ: 14-06-2006, 15:18 »

ว่าแต่ "ตัวเลข" เหล่านั้นเชื่อถือได้จริงหรือเปล่า?

เพราะถ้าตรวจสอบไม่ได้มันก็ไม่จบนะครับ...
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
tom
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156



« ตอบ #5 เมื่อ: 14-06-2006, 16:10 »

ตั้งกะ สมัยน้าชาติ ที่ว่า จีดีพี สูงๆ
ใครๆก็ว่า เศรษฐกิจดี แต่ผมว่าผมจนนะ

ถึงตอนนี้ใครๆก็ว่าเศรษฐกิจดีขึ้นกว่า 4 ปีที่แล้ว
แต่ผมว่า ผมก็ยังจนเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนเลย อ่ะ

ตัวเลขอะไรๆมันสูง แต่คนจนก็ยังจน ไม่เข้าใจจริงๆ
เมื่อไหร่ ผมจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับ จีดีพี อะไรเนี่ย ซักที (วะ)
บันทึกการเข้า
ฮุยเล
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 61



« ตอบ #6 เมื่อ: 14-06-2006, 16:13 »

ตัวเลข GDP คือการนำรายได้ทั้งหมดมารวมกัน ทั้งบริษัทใหญ่หรือร้านค้าเล็กๆ ฉะนั้น บริษัทใหญ่ๆ จะมีสัดส่วนที่สูงมาก ต่อให้ร้านเล็กๆ เจ๊งไปเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร เพียงแค่บริษัทใหญ่ๆ นั้นมีมูลค่า, รายได้เพิ่มขึ้น อัตรา GDP ก็จะยังเพิ่มขึ้นอยู่ ดูอย่าง AIS กับ CP ที่มีมูลค่าหลายแสนล้าน, ล้านๆ ก็กลายเป็นมีสัดส่วนมากและทำให้ GDP โตขึ้นโดยปริยาย เอาจริงๆ แล้ว GDP ไม่ใช่ตัววัดสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงหรอกครับ บริษัทใหญ่ๆ โตแค่ 4-5 แห่งก็สามารถดึง GDP ให้โตขึ้นได้ครับ ถ้าอ้างแต่ GDP ก็เข้าทางทักษิณสิครับ เพราะพี่แกเล่นปั่น GDP อย่างแรงครับ
บันทึกการเข้า
Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 14-06-2006, 16:13 »

จีดีพี มันวัดไม่ได้หรอก ไปวัดจากตัวเลขบางกลุ่ม จะไปคาดคะเนอะไรกับคนทั้งประเทศ

ใครว่าทักษิณกลับมาแล้วเศรษฐกิจดีขึ้น วันนี้ลองดูสิ หุ้นแดงเถือกออกนอกวงโคจร 700 จุดแล้ว

ล่าสุดก็ บัณฑิตจบออกมา ไม่มีงานทำเป็นล้านๆ นี่ล่ะน่อ......
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

(ก้อนหิน) ละเมอ
Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,041



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 14-06-2006, 16:17 »

GDP มันโต เพราะบริษัทใหญ่มันเจริญเอาๆ
แต่บริษัทเล็กๆ มันล้มเอาๆ
บวกลบคูรหาร มันก็ยังดีอยู่
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #9 เมื่อ: 14-06-2006, 16:23 »

อีกครั้งน๊ะครับว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาทั้งหมดน๊ะ...ทั่วโลกเค้าใช้กันทุกประเทศ ถ้าคุณคิดว่ารัฐบาลทักษิณมั่ว.....เค้าทำตัวเลขให้เป็น 2 digits ดีกว่ามั้ย...อย่าอคติกันดีกว่าครับ

ประเด็นสำคัญก็อย่างที่เรียนไว้ว่า GDP เป็นส่วนหนึ่งในการดูอัตราการเจริญเติบโตของประเทศ....ทำไมพวกคุณถึงพูดแต่ GDP แล้วเหมาเองเสร็จสรรพว่าประเทศไทยโตแต่ข้างบน

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ อัตราการว่างง่าน2%กว่าๆในปี 2548  การลงทุนในreal segment  ดรรชีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สำคัญในการสรุปว่าสถานภาพเศรษฐกิจของประเทศดีหรือเลว.....ยังไงๆก็บิดเบือนตัวเลขกันไม่ได้หรอกครับ

ด้วยความเคารพจริงๆ
บันทึกการเข้า
ฮุยเล
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 61



« ตอบ #10 เมื่อ: 14-06-2006, 17:22 »

OK!! ดรรชีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคตั้งแต่ต้นปีมาก็ยังโงหัวไม่ขึ้นซักเดือนเลยครับ การขาดดุลการค้าก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เราแทบไม่เคยขาดดุลเลย เอาตัวอย่างง่ายๆ แค่เริ่มเปิด FTA กับ Australia เราก็ ขาดดุลแล้วครับ แล้วะมาเปิด FTA กับญี่ปุ่นและ USA คุณคิดว่าเราจะรอดมั๊ยครับ?

สินค้าขึ้นราคาแทบทุกอย่าง                                                              อย่างนี้เศรษฐกิจดีแล้วหรือครับ?
กินข้าวจานนึงได้น้อยลง                                                                   อย่างนี้เศรษฐกิจดีแล้วหรือครับ?
ค่ารถเมล์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่ากว่า                                                        อย่างนี้เศรษฐกิจดีแล้วหรือครับ?
อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนประชาชนตามไม่ทัน                        อย่างนี้เศรษฐกิจดีแล้วหรือครับ?
ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมาก แต่รายได้ของประชาชนยังเท่าเดิมหรือน้อยลง      อย่างนี้เศรษฐกิจดีแล้วหรือครับ?

อย่าอ้างว่าเพราะน้ำมันนะครับ เพราะถ้าไม่มีการชดเชยราคาน้ำมันแต่แรก ก็คงจะมีมาตรการต่างๆ มานานแล้ว
ทำไมต้องมีธงฟ้าราคาประหยัดด้วยครับ ถ้าคุณอ้างว่าเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว ประชาชนย่อมมีกำลังซื้อมากกว่านี้สิครับ
ตัวเลขจากรัฐบาล บางทีก็เชื่อไม่ได้หรอกครับ เขาจะแต่ตัวเลขยังไงก็ได้ ต้องไปเห็นด้วยตัวเองถึงจะรู้

Ps. ที่คุณภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ออกมาบอกว่าให้รีบช้อนซื้อหุ้นตอนนี้ ผมมองว่าไม่เหมาะเลยเพราะเวลานี้ตลาดหุ้นราคาตกก็จริง แต่มันเป็นเพราะความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความไม่โปร่งใสของผู้บริหารตลาดต่างหาก และการหอบเงินเตรียมหนีของเจ้ามือรายใหญ่ซึ่งนักลงทุนต่างก็รู้ข่าวกันอยู่แล้วมากกว่า ซึ่งมันจะทำให้ดัชนีจะค่อยๆ ร่วงลงไปอีก ใครเข้าไปเล่นตอนนี้ก็บ้าแล้วครับ
บันทึกการเข้า
Gun
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #11 เมื่อ: 14-06-2006, 17:36 »

โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมว่าสภาวะเศรษฐกิจควรจะวัดจากมาตรฐานการครองชีพของประชาชนนะครับ
ไม่ว่าตัวเลขมันจะดูสวยยังไง ถ้าคนเดินดินธรรมดารู้สึกว่าตัวเองจนลง ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเศรษกิจดีหรอกครับ

ผลิตภัณฑ์ในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP)
         หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในระยะเวลาหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงว่าทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้า และบริการจะเป็นทรัพยากรของพลเมืองในประเทศหรือเป็นของชาวต่างประเทศ ในทางตรงข้ามทรัพยากรของพลเมืองในประเทศแต่ไปทำการผลิตในต่างประเทศก็ไม่นับรวมไว้ในผลิตภัณฑ์ในประเทศ
       
GDP ไม่ใช่ตัววัดมาตรฐานการครองชีพนะครับ มันบอกได้กว้าง ๆ เท่านั้น ประเทศที่มี GDP สูง อาจจะมีมาตรฐานการครองชีพต่ำก็ได้

อัตราว่างงาน
อันนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าเศรษฐกิจดีนะครับ ต้องดูด้วยว่ารายได้ต่อหัวเป็นเท่าไร รายจ่ายในชีวิตประจำวันที่จำเป็นเป็นเท่าไร

ส่วนตัวอื่น ๆ ที่คุณ A-Rai-Ja บอกมา ต้องรบกวนผู้รู้ท่านอื่น ๆ มาอธิบาย ผมเรียนมานานลืมไปแล้วครับ

บันทึกการเข้า
Coolly_Jade
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318


ฉันจะบิน บิน บิน สู่เสรีภาพอันยิ่งใหญ่


« ตอบ #12 เมื่อ: 14-06-2006, 18:17 »

มีแต่ทักษิณแหละที่กล่อมสมองคนไทยว่าวัดกันที่GDP
โกหกกันชัดๆครับ การจะตัดสินใจอะไรสักอย่างเขาวัดกันที่Real GDP
Real GDP =GDP x 100 / CPI(ดัชนีราคาผู้บริโภค)
รวมทั้งจะต้องดู Real GNP เป็นตัวเทียบด้วย
เท่านั้นยังไม่พอ ต้องดู อัตราการว่างงาน ภาวะเงินเฟ้อ ดุลการค้า อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
และที่สำคัญที่สุด จะต้องดู ดัชนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และรายได้ต่อหัวประชากร หนี้ต่อครัวเรือน
ถ้าเอาแค่GDP มากล่าวอ้าง โดยไม่บอกถึงส่วนต่างๆทั้งหมด มันตลกไปครับ
อีกทั้งการคิดGDPของรัฐบาลทักษิณ ผมอยากจะให้ลองกลับไปหาข่าวดูนะครับ
เท่าที่จำได้ มีการเปลี่ยนวิธีการคิดGDP โดยย้ายตัวเลขบางตัวไปไว้บัญชีอื่นไว้จะลองหาข่าวมาให้ดู
อีกทั้งที่สำคัญGDPของรัฐบาลทักษิณความจริงโตได้ด้วยเมกะโปรเจคที่พยายามยัดลงมา
ไม่ใช่เป็นเรื่องที่มีผลระยะยาวอะไรเลย เป็นเพียงแต่ตัวเลขวูบวาบเท่านั้น
ลองไม่มีเมกะโปรเจคดูสิครับ ผมเดาไม่ออกว่าทักษิณจะเอาอะไรมาวัดประเทศแทนGDP
หวังว่าไม่ใช่การนับเที่ยวบินแทนนะ
บันทึกการเข้า

ทักษิณาธิปไตย เสรีทางความคิด เผด็จการต่อการแสดงออก ใครเห็นด้วยเป็นคนดี ใครคัดค้านเป็นกุ๊ย
O_envi
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 495



« ตอบ #13 เมื่อ: 14-06-2006, 18:23 »

เผอิญไทยโพสต์วันนี้มีข้อมูลตรงนี้พอดีแต่อ่านยากครับไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
สรุปอย่างนี้นะครับ
เขาพูดถึงเรื่องเงินสำรอง
เงินสำรองในประเทศสมัยทักษิณมาจากการปั่นเงินในตลาดหุ้นอย่างเดียวเลยจริงๆ
เงินสูงครับสูงมากกว่ามหาอำนาจบางประเทศเสียอีก ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เงินแบบนี้
มาไวก็ไปไวไม่ได้อยู่ถาวร แถมยังมีหนี้สาธารณะบานเบอะ จะออกพันธบัตรอีกก็ไม่ได้
เพราะออกไปเต็มแม็กแล้ว
ผิดกับรัฐบาลสมัยก่อนเงินสำรองไม่ได้มาจากการปั่น

ส่วน GDP เนี่ยเป็นตัววัดค่าเศรษฐกิจที่ดีที่สุดแล้ว แต่ว่าบอกก็เหมือนไม่บอกแหละครับ
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับรากหญ้าเลย


บันทึกการเข้า

The change musts come one by one.It has to start with you
O_envi
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 495



« ตอบ #14 เมื่อ: 14-06-2006, 18:29 »

อีกเรื่องครับเรื่องทักษิณเก่งจริงหรือไม่

ต้องดูด้วยครับว่าเศรษฐกิจโลกช่วงนั้นเป็นยังไง
อย่าง เช่น สมัยนายกทักษิณที่บอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นเนี่ย
ผมอ่านไทยโพสต์ครับ(อีกแล้ว) เขาเทียบเศรษฐกิจในช่วงนายกทักษิณ
กับเพื่อนบ้านครับปรากฎว่าไทยสู้เพื่อนบ้านไม่ได้

สรุปนะครับจะพิสูจน์ว่าใครทำเศรษฐกิจดีขึ้นเนี่ยขอให้นึกถึงปัจจัยเศรษฐกิจ
โลกด้วยว่ามันขาขึ้นหรือขาลงไม่ใช่พอเศรษฐกิจดีขึ้นก็ไปเทิดทูน
โอ๊ยทักษิณเก่ง ทักษิณเป็นพระเจ้า
บันทึกการเข้า

The change musts come one by one.It has to start with you
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #15 เมื่อ: 15-06-2006, 09:30 »

ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นนะครับ

ทำไมเท่าที่ดูมาเนี้ย การพัฒนาในรัฐบาลนี้ ยังไม่มีอะไรที่จะเป็นความยั่งยืนถาวรเลยนะครับ

ที่เขาว่ามาคือ ทักษิณไม่ใช่นักผลิต แต่เป็นนักปั่น เนี้ย น่าจะจริงนะครับ  Laughing

อย่างนี้ถ้าต้องการให้ปีหน้า GDP โตขึ้นอีก ก็ต้องกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้นด้วยสิครับ

แล้วอย่างนี้เมื่อไรจะพอเพียงล่ะ?
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #16 เมื่อ: 15-06-2006, 09:41 »

ก็พี่ขนเงินในคลังออกมาอัดใส่ตลาดจนเกลี้ยงแล้ว เศรษฐกิจมันก็เลยโตเพราะมีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในตลาดมากเป็นธรรมดา แต่ก็เสียมันอยู่ที่ว่ารอบของการหมุนเวียนในตลาดน้อยเกินไปจึงทำให้การกระจายเม็ดเงินไม่ทั่วถึง  จากการคอรัปชั่นทุกรูปแบบ และผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มธุรกิจเพียงบางกลุ่มเท่านั้น.......คอยดูกันต่อไปครับ ตอนนี้เงินในคลังแทบไม่เหลือแล้ว จะเอาเงินทีไหนมามาใส่ตลาดอีก....
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #17 เมื่อ: 15-06-2006, 09:44 »

อย่างนี้ถึงต้องหาทางแปรรูป กฟผ. หรือเปล่าครับ?
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
Yodyood
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 528



« ตอบ #18 เมื่อ: 15-06-2006, 12:01 »

อย่างนี้ถึงต้องหาทางแปรรูป กฟผ. หรือเปล่าครับ?


ถ.ถ..ถูกต้องนะคร้าบบบบ
บันทึกการเข้า

~ You will never know the truth if you dare not to face it. ~
kid turbo
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #19 เมื่อ: 15-06-2006, 12:04 »

ผมเห็นด้วยกับทุกท่าน

     GDP = รายได้ประชาชาติ
        
     ที่ต้องดูประกอบการพิจารณาเพิ่ม คือ
         -  อัตราการว่างงาน
         -  ภาวะเงินเฟ้อ (GDPจริง = GDP - อัตราเงินเฟ้อ)
         -  ดุลการค้า
         -  อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
         -  ดัชนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภค
         -  รายได้ต่อหัวประชากร
         -  หนี้ต่อครัวเรือน

         อยากเพิ่มอีกอย่าง คือการกระจายตัวของรายได้ ของประชากร ทุกวันนี้มันเลวลงอย่างเห็นได้ขัด อย่างที่คุณ พรรณชมพู ว่ามาจริงๆ



บันทึกการเข้า
The Tiger
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 184



« ตอบ #20 เมื่อ: 15-06-2006, 12:23 »

คุณ 5555 พูดเข้าใจง่ายดีครับ ผมเห็นด้วย
ส่วนการจะดูว่าเศรษฐจะดีไม่ดีนี่ ใช้ตัววัดได้หลายแบบ ไม่ว่า จีดีพี รายได้ต่อหัว ภาระหนี้ส่วนบุคคล การใช้จ่ายของประชาชน ยอดขายบ้านใหม่ ดัชนีการผลิต ดัชนีการลงทุน ดัชนีผู้บริโภค ยอดขายรถยนต์ ยอดขายเครื่องไฟฟ้า  ส่วนที่เป็นดัชนีชี้นำ (Leading Indicator) ได้แก่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ล่วงหน้า (Future Market Index)
และอื่นๆอีกเยอะแยะ
ครวานี้มาดูเป็นรายตัว
ยอดขายบ้าน ยอดขายเครื่องไฟฟ้า ยอดขายรถยนต์ ลดต่ำลง  แสดงถึงกำลังซื้อของคนไทยแย่ลง
เงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นมูลค่าของเงินลดลง ส่งผลให้อำนาจในการซื้อลดลง
ส่วนภาระหนี้ส่วนบุคคล อันนี้เห็นชัดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความวิตกกังวลมาก เพราะตัวเลขเพิ่มขึ้นๆ จนกลัวว่า NPL จะกลับมาในไตรมาส 3-4
ส่วนดัชนีชี้นำนั้น บอกล่วงหน้ามานานแล้วว่า ไทยกำลังมีปัญหา ตั้งแต่กลางปีที่แล้วแล้ว ซึ่งสังเกตุดีๆ ดัชชนีหุ้นทั่วโลกเดินหน้าทำจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ เมื่อปี 2004 ช่วงเดือนมกราคม แต่ของพี่ไทยไปไม่ถึงดวงดาวซะที โดยถ้าเปรียบเทียบกับอินโดนีเซีย ตอนนั้นใกล้เคียงของเรา คือแถวๆ 800 จุด ตอนนี้ ของอินโดนีเซียเขาไปที่ 1525 แล้ว ถ้าบอกว่าเป็นเพราะของอินโด มีน้ำมันมาก ก็ไม่น่าจะห่างกันมากขนาดนี้ และตอนนี้อินโดนีเซียก็ผลิตน้ำมันไม่พอใช้ต้องสั่งจากเมืองนอกแล้ว นี่เป็นผลพวงจากการบริหารงานของทักษิณ ทำให้ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านแซงหน้าไปกว่าเท่าตัว ทุกอย่างทักษิณสร้างภาพ ต่างชาติเขารู้ทันหมด ส่วนเรื่องเงินทุนสำรองที่มีมากสุดในประวัติศาสตร์ก็ไม่ใช่ฝีมือทักษิณ แต่เป็นเพราะมีการคาดการณ์ว่าจีนจะต้องปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งตามความเป็นจริงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็เลยมีเงินไหลเข้ามา เพราะคิดว่าบาทจะต้องแข็งค่าตามหยวน
สรุปแล้วถ้าทักษิณกลับมาคนไทยและต่างชาติคงจะไม่เชื่อมั่นที่จะบริหารประเทศได้อย่างโปร่งใส การลงทุนจะหยุดชะงัก สถานะการณ์น่าจะแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ จะมีที่เชื่อมั่นก็ชาวนาชาวไร่ ที่เป็นหนี้จนถอนตัวไม่ขึ้นตามนโยบายของทักษิณไปแล้ว และมีการไปเป่าหูพวกนี้ว่าถ้าทักษิณไม่กลับมา ชาวไร่ชาวนาแย่แน่ๆ  ความขัดแย้งทางสังคมก็จะยังคงอยู่ต่อไป ตราบที่มีคนๆนี้เป็นผู้นำ เพื่อขจัดความขัดแย้งทางสังคมและให้คนในชาติหันหน้าเข้าหากัน ต้อง ทักษิณ ออกไป


  
บันทึกการเข้า

ต่อต้านเผด็จการและนักกินเมือง
เพื่อความผาสุขและความมั่นคงของไทย
สมาชิกขบวนการเลขที่ 415
THX
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 569



« ตอบ #21 เมื่อ: 15-06-2006, 21:42 »

ลองเอาเรื่องรายจ่ายภาครัฐ หรือการก่อหนี้สาธารณะไปโพสในราชดำเนินดูสิ ถ้ารอดชีวิตกลับมาได้ แสดงว่ายังมีบุญเก่าสะสมอยู่มาก
บันทึกการเข้า



พวกเรา..เรารู้สึกว่าจะมีสายลับปลอมมาในหมู่ของพวกเราโดยไม่รู้ตัว=__='



( づ ̄ 3 ̄ )づ~~~♡♡♡ ~~
HILTON (ปาล์มาลี)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,310



« ตอบ #22 เมื่อ: 15-06-2006, 23:37 »

เศรษฐกิจหลอกลวง     
บันทึกการเข้า
นายเบียร์
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 997



« ตอบ #23 เมื่อ: 16-06-2006, 01:49 »

สิ่งที่น่าพิจารณาคือหนี้ภาคครัวเรือนเป็นเท่าไหร่แล้ว และ เงินที่ให้แก่ชาวบ้านในภูมิภาคต่างๆนำไปสู่การผลิตการสร้งงานจริงไหม หากไม่ก็ยิ่งเป็นการเร่งสู่วงจรการเกิดหนี้มากและหนักหนากว่าเดิม
บันทึกการเข้า

Coolly_Jade
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318


ฉันจะบิน บิน บิน สู่เสรีภาพอันยิ่งใหญ่


« ตอบ #24 เมื่อ: 16-06-2006, 04:16 »

อืมมม เนาะ ว่าไปว่ามา
ผมยังคิดไม่ค่อยจะออก ว่ารัฐบาลชุดต่อไป
จะแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไง จะก่อหนี้เพิ่มก็น่าจะติดขัด เดี๋ยวโดนเปรียบเทียบอีก
จะระดมทุนระดมเงินยังไงมาแก้ปัญหางบผูกพันที่รัฐบาลชุดนี้ก่อไว้
แล้วอะไรต่อมิอะไรอีก ไม่ต้องอะไรมากแค่ปัญหาเฉพาะหน้า
จะทำยังไงให้ความมั่นใจผู้บริโภคกลับมาดี
กับทำยังไงให้เม็ดเงินเข้าระบบมากๆพอที่จะหมุนเวียนใช้จ่ายได้อีก
โอ๊ย...อีกเยอะ
ท่าทางจะแย่เอาการแล้วสิเมืองไทย
บันทึกการเข้า

ทักษิณาธิปไตย เสรีทางความคิด เผด็จการต่อการแสดงออก ใครเห็นด้วยเป็นคนดี ใครคัดค้านเป็นกุ๊ย
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #25 เมื่อ: 16-06-2006, 08:44 »

รัฐบาลต่อไปคงไม่พ้น IMF อีกตามเคย

เป็นกลไกลูกโซ่สำหรับโจมตีรัฐบาลชุดต่อไปโดยเฉพาะ

หรือถ้าทักษิณได้เป็นต่อ มันก็จะบอกว่า พันธมิตร ทำเศรษฐกิจเสียหาย...
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #26 เมื่อ: 16-06-2006, 09:44 »

อืมมม เนาะ ว่าไปว่ามา
ผมยังคิดไม่ค่อยจะออก ว่ารัฐบาลชุดต่อไป
จะแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไง จะก่อหนี้เพิ่มก็น่าจะติดขัด เดี๋ยวโดนเปรียบเทียบอีก
จะระดมทุนระดมเงินยังไงมาแก้ปัญหางบผูกพันที่รัฐบาลชุดนี้ก่อไว้
แล้วอะไรต่อมิอะไรอีก ไม่ต้องอะไรมากแค่ปัญหาเฉพาะหน้า
จะทำยังไงให้ความมั่นใจผู้บริโภคกลับมาดี
กับทำยังไงให้เม็ดเงินเข้าระบบมากๆพอที่จะหมุนเวียนใช้จ่ายได้อีก
โอ๊ย...อีกเยอะ
ท่าทางจะแย่เอาการแล้วสิเมืองไทย

ก็โดนยาขมแบบปี 41-42 ไง (ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลน๊ะ).........แต่ถ้าเป็นรัฐบาลไทยรักไทยอย่างเดิม ก็ง่ายหน่อย...กู้..กู้..กู้....กู้....กู้ ไปเรื่อย ๆ จนไม่มีให้กู้....เสร็จแล้ว ก็ ไป กู้ IMF.........เริ่มวงจรอุบาทใหม่
บันทึกการเข้า
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #27 เมื่อ: 16-06-2006, 10:59 »

จากที่ผ่านมาเนี้ย คิดว่าจะมีทางออกอื่นอีกไหมครับ สำหรับรัฐบาลใหม่

จะได้ไม่ต้องกู้ กู้ กู้ น่ะครับ
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 16-06-2006, 11:30 »

จากที่ผ่านมาเนี้ย คิดว่าจะมีทางออกอื่นอีกไหมครับ สำหรับรัฐบาลใหม่

จะได้ไม่ต้องกู้ กู้ กู้ น่ะครับ

ผมกะจะตั้งกระทู้แนะนำทางออกรัฐบาลใหม่ให้รัฐบาลใหม่อยู่แล้ว แต่ไอเดียคงไม่บรรเจิดอะไรมาก
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #29 เมื่อ: 16-06-2006, 11:36 »

มีคนเขียนเรื่อง GDP และ GNH เอาไว้อ่านง่ายดีเลยเอามาฝากให้อ่านกัน
บางส่วนอ้างอิงถึงประเทศภูฐาน (ภูฏาน) เป็นตัวอย่างด้วยครับ..

-----------------------------------------------------------------------------------------

จีดีพี (GDP ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ)

       จีดีพี (GDP - Gross Domestic Product) แปลเป็นไทยว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งหมายถึงมูลค่าตลาดทั้งหมดของสินค้าและการบริการในประเทศในหนึ่งปี ตัวเลขดังกล่าวได้มาจากตัวเลขการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายของรัฐบาล บวกตัวเลขการส่งออกลบด้วยตัวเลขการนำเข้า

       GDP รวมมูลค่าตลาดทั้งหมดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน หรือดำเนินการโดยบริษัทของประเทศใด ขณะที่ GNP(Gross Nationnal Product) วัดโดยใช้มูลค่าตลาดของสัญชาติตนเองทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน จึงนิยมใช้ GDP มากกว่า

       วันนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลกว่า การวัดความเจริญด้วยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ได้แสดงการเติบโต "จริงๆ" หรือเติบโตในคุณภาพชีวิต มีชีวิตดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น เพราะได้มีหลักฐานทั่วโลกที่ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ การมีทรัพย์สินเงินทองมากไม่ได้แปลว่ามีคุณภาพชีวิตและมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วยเสมอไป มีหลายประเทศที่มีจีดีพีอยู่ระดับเดียวกัน แต่แตกต่างกันอย่างมากในเรื่องสุขภาพและการศึกษาแห่งชาติ ประเทศยากจนบางประเทศมีคุณภาพชีวิตดีกว่าระเทศร่ำรวยบางประเทศ เช่น อายุยืนกว่า เด็กตายน้อยกว่า คนมีสุขภาพจิตดีกว่า ความเครียดน้อยกว่า และมีตัวชี้วัดการอยู่ดีมีสุขอีกหลายตัวดีกว่า

       มีการวิพากษ์วิจารณ์เกณฑ์การวัดจีดีพีเองด้วยว่าไม่สมบูรณ์และไม่ตรงกับความเป็นจริง แม้การทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมยังถูกรวมเข้าไปอยู่ในจีดีพี แทนที่จะลบออก จีดีพีไม่ได้แยกระหว่างอะไรเป็นที่พึงปรารถนา อะไรไม่พึงประสงค์ นักวิจารณ์บางคนเปรียบจีดีพีเหมือนคนทำบัญชีที่รู้จักบวกอย่างเดียว ลบไม่เป็น สายตาสั้น มองเห็นแค่ปลายจมูกตัวเอง จีดีพีจึงเป็นเพียงการบวกตัวเลขการใช้จ่ายของประชาชน แล้วเรียกมันว่าการเติบโต แล้วอ้างว่าการเติบโตนี่ดี โดยไม่เคยสนใจว่าเงินไปไหนและทำไม ยิ่งจ่ายค่ายาค่าหมอ จ่ายค่าอาหารขยะ นั่งอยู่ในรถติดเป็นชั่วโมงๆ ค่าธรรมเนียมแบบซ่อนเร้นที่สถาบันการเงินเจ้าของบัตรเครดิตเขาเก็บสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ทั้งหมดทำให้เศรษฐกิจดี ตัวเลขโตขึ้น

       วันนี้ปรากฎชัดแล้วว่า ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงๆ นั้นมีปัญหาความเครียด การทำงานหนัก มีความกลัวความไม่มั่นคงของชีวิตมากขึ้นแล้วยิ่งไล่ล่าหาเงินให้มากขึ้นๆ โดยที่ไม่ได้มีความสุขมากขึ้นเลย นักวิชาการวิจัยพบว่า ระหว่างปี 1975-1995 จีดีพีของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 43 แต่คนอเมริกาไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นเลย

       มีงานวิจัยที่พบว่า ปัจจัยที่ทำให้คนมีความสุขมี 7 อย่าง คือ สุขภาพจิตที่ดี มีความพอใจและการงานที่มั่นคง ชีวิตส่วนตัวที่มั่นคงและมีความรัก ชุมชนที่ปลอดภัย คุณค่าทางศีลธรรมและเสรีภาพ ผู้คนเริ่มให้ความสนใจประเทศเล็กๆ ซึ่งมีพลเมืองเพียงประมาณ 1 ล้านคน คือ ภูฐาน ซึ่งยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศนี้วัดความเจริญของประเทศด้วย GNH หรือ Gross National Happiness วัดกันด้วยความสุข

       ผู้นำภูฐานปฏิเสธที่จะเอาตัวเลขเศรษฐกิจเพื่อวัดความเจริญคุณภาพชีวิตและความสุข พวกเขาเชื่อว่ามีสิ่งดีๆ มากมายที่วัดได้ ความสุขเป็นอะไรที่วัดได้ พวกเขาต้องการสร้างสมดุลระหว่างวัตถุนิยม (materialism) และจิตวิญญาณนิยม (spiritualism) แลใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีสติ วันนี้รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวภูฐานประมาณว่าอยู่ที่คนละ 300-500 เหรียญ ต่อปี (ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรซึ่งไม่ได้สำรวจมาตั้งแต่ปี 1969) ประเทศนี้จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวปีหนึ่งแค่ 5,000 กว่าคนเท่านั้น

       ตัวชี้วัดความสุขเป็นตัวชี้วัดที่ครอบคลุม บูรณาการรอบด้านรวมเอาการพัฒนาเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมวัฒนธรรมและธรรมาภิบาลเข้าด้วยกัน มีฐานคิดจากหลักพุทธศาสนา ทางสายกลาง ความพอดี พอเพียง พอใจ ความรู้จักพอจึงเป็นความร่ำรวยที่แท้จริง คนจนที่แท้จริงคือคนไม่รู้จักพอ จิตใจวุ่นวายเพราะวิ่งไล่ล่าหาเงินซึ่งมากเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ เงินกลายเป็นเป้าหมายของชีวิต ไม่ใช่เครื่องมืออย่างที่ควรเป็น
-----------------------------------------------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : จากหนังสือ ร้อยคำที่ควรรู้ ของ ดร.เสรี พงศ์พิศ
โฮมเพจของ ดร.เสรี พงศ์พิศ : http://www.phongphit.com/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-06-2006, 12:36 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #30 เมื่อ: 16-06-2006, 12:16 »

จริงอย่างที่ คุณjerasak ว่าครับ

ตอนแรกผมได้ดูสารคดี จากช่องเนชั่นยังทึ่งครับ

คิดได้ยังไงความสุขมวลรวมประชากร
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #31 เมื่อ: 16-06-2006, 12:47 »

ขอบคุณทุกคนในกระทู้นี้จริงๆ ครับ

ถ้าจะพูดตัวเลขแล้ว หนี้ ทุกอย่าง เพิ่มขึ้นทั้งนั้น

แต่ผมยังงงและสงสัยเป็นอย่างมาก ที่ท่านเสี่ยประกาศป่าวๆ ว่าเงินทุนสำรองเรามากกว่า ทุกปีที่ผ่านมา

จนราชดำเนิน เอาตัวนี้ไปอ้าง ใหนว่าคลังถังแตก แต่ทุนสำรองเยอะมากๆ ผมยังงงไม่หาย จริง

แต่คูณ O_envi พอจะอธิบายได้เห็นลางๆ แล้วว่า มันหลอกตัวเอง ซึ่งไม่มีหลักฐานเลย ว่าเงินอยู่ใหน

แต่ที่มีหลักฐาน กลับเป็นหนี้สาธารณะ ที่ทั้งเสี่ยและลิ่วล้อของเสี่ย ไม่อยากจะพูดถึง  Crying or Very sad

สงสารประเทศไทยครับ ผมรู้สาเหตุในการอ้าง GDP ของเสี่ย มากกว่านายกท่านใหนๆ ก็คราวนี้แหล่ะครับ
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #32 เมื่อ: 16-06-2006, 13:07 »

ขอบคุณทุกคนในกระทู้นี้จริงๆ ครับ
ถ้าจะพูดตัวเลขแล้ว หนี้ ทุกอย่าง เพิ่มขึ้นทั้งนั้น
แต่ผมยังงงและสงสัยเป็นอย่างมาก ที่ท่านเสี่ยประกาศป่าวๆ ว่าเงินทุนสำรองเรามากกว่า ทุกปีที่ผ่านมา
จนราชดำเนิน เอาตัวนี้ไปอ้าง ใหนว่าคลังถังแตก แต่ทุนสำรองเยอะมากๆ ผมยังงงไม่หาย

คุณ buntoshi

ลองอ่านคำให้สัมภาษณ์ของคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ดู สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ ผมจะตัดตอนมาจากนสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 ก.พ. 2548


เงินพวกนี้ (ทุนสำรองทางการ) มันเป็นเงินชั่วคราว เป็นฐานของความไม่มีเสถียรภาพ ที่น่ากลัวไม่ใช่เรื่องค่าเงินแข็งหรืออ่อน แต่ที่น่ากลัวเพราะมันผันผวน เพราะมีเงินพวกนี้เต็มโลกไปหมด ไม่ว่าในตลาดสินค้า ตลาดทุน ฉะนั้นโลกทั้งโลกได้พูดถึงเรื่องสถาปัตยกรรมทางการเงินมานาน ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ มันก็ยังไม่มีเสถียรภาพไปเรื่อยๆ นอกจากความสมดุล แต่ตอนนี้เงินทุนต่างชาติเข้ามาเยอะ เราลำบากที่จะต้องดูแล เงินทุนที่ไหลเข้ามาจนทำให้ทุนสำรองทางการสูงมาก ส่วนหนึ่งไม่ใช่ของเรา ส่วนที่เป็นของเราจริงๆ คือส่วนที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด 5,000-6,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง เมื่อไม่ใช่ของเรา ฉะนั้นเขาจะเอาออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ ผมไม่อยากใช้คำว่าเงินร้อน แต่เป็นเงินที่ไม่มีเสถียรภาพ

ขณะที่คุณโฆสิตให้สัมภาษณ์ตอนนะครับ เป็นช่วงที่การส่งออกยังไปได้ดี เศรษฐกิจโลกยังดีอยู่ ประเทศเรายังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแค่ $125 ล้าน เท่านั้นเอง
บันทึกการเข้า

buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #33 เมื่อ: 16-06-2006, 13:22 »

 Crying or Very sad ขอบคุณคุณ ThaiTruth อย่างแรงเลยครับ ชัดเจนเลยครับ

ที่แท้มันก็ไม่ใช่ของเรา ตคตา จริงๆ  Smile
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #34 เมื่อ: 16-06-2006, 13:37 »

อ๋อ!!! มันเป็นอย่างนี้เองอ่ะหรอ

ขอบคุณคุณ ThaiTruth มากครับ

อย่างนี้พวกต่างชาติจะเอาเงินมาไว้ประเทศไทยทำไมล่ะครับ

ทั้งๆที่เศรษฐกิจชาติเราก็กำลังแย่

หรือว่ามันมากอบโกยกินกันครับ?
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #35 เมื่อ: 16-06-2006, 13:53 »

โอเค..........  คำพูดที่ดูดี  GDP  สูงขึ้น... หึ ๆ ๆ

ทุกวันนี้...เราวัดกันที่ตัวเลข

ถามว่า.........  พื้นฐาน.........ในความคิดของคน

ทุกวันนี้...GDP  เทาไหร่นะ

เศรษกิจจะดี  ถ้า..  รัฐบาลส่งเสริมและให้ความสำคัญทางด้าน  สมอง 

มากกว่า..................... การสร้างภาพค่ะ




บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #36 เมื่อ: 16-06-2006, 14:00 »

ผมก็ไม่ได้เรียนมาโดยตรงนะ อย่ามาเชื่อผม เพราะอาศัยอ่านๆเอา ใครรู้จริง เรียนมา กรุณาอย่าอมพะนำ ช่วยมาวิจารณ์ว่า ผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่า

ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ มีไว้ใช้ทำอะไร ก็มีไว้ใช้ไปจับจ่ายซื้อของจากต่างประเทศเข้ามาไงครับ เช่น ประเทศเราไม่มีน้ำมัน เหล็ก แต่ชาวบ้านเขานิยมซื้อกันเป็นเงินดอลล่าร์ เราก็ต้องสะสมดอลล่าร์ไปซื้อของเข้ามา หรือไปใช้หนี้สินที่เราไปกู้เขามา ถ้าไม่มีเราก็ตาย ใครจะมาเชื่อถือเงินบาทให้เอาไปจับจ่ายซื้อของได้ เพราะประเทศไทยผลิตของได้น้อย ของที่ผลิตมาก็พื้นๆ ไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของตลาดโลก หรือมีขายเกลื่อนอยู่แล้ว

แต่ถ้าเรามีเครดิตดี ทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ก็ไม่จำเป็นต้องมีทุนสำรองเยอะๆ เช่น แคนาดา มีทั้งเทคโนโลยีระดับต้นๆของโลก น้ำจืดมากสุดในโลก มีน้ำมันดิบในรูปของทรายน้ำมันมากกว่าซาอุซะอีก ไม่ต้องไปส่งเสริมการท่องเที่ยวให้คนมาเที่ยวอย่างบ้าคลั่ง หรือไป road show บ้าบอคอแตก เพราะแคนาดาพอเพียงอยู่แล้ว เชื่อไหมว่าแคนาดามีทุนสำรองน้อยกว่าไทยอีก แค่ 3 หมื่นล้านเหรียญเท่านั้นเอง เขาก็อยู่ได้สบายๆ ต่างจากสิงคโปร์ มีทุนสำรอง 8 หมื่นล้าน เพราะแค่หลักๆประเทศมันต้องนำเข้าอาหาร น้ำจืด มากรอกปากคน 3 ล้านคน เพราะมันปลูกเองไม่ได้ น้ำมัน ปูนซีเมนต์ ดิน ทราย ก็ต้องซื้อเขามา(มันเลยต้องใช้สมองอันชาญฉลาดแกมโกงไปหาทางยึดเพื่อนบ้านโง่ๆรอบข้างไง เพื่อนบ้านโง่ๆเหล่านั้นเหมือน 3ล้อถูกหวย มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะแยะ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองรวย กำลังไปทำลายมันทิ้ง)

เวลาที่ต่างชาติ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะมาเก็งกำไรหุ้น มาเปิดโรงงาน เอาเงินเข้ามา เราบังคับให้เขาต้องแลกเป็นเงินบาทก่อน เราก็พิมพ์เงินบาท(เป็นศัพท์นะ จริงๆไม่ได้พิมพ์แบงก์ออกมาจริงๆ) ปริมาณเงินในเศรษฐกิจเราก็เพิ่มขึ้น ต่างชาติก็เอาเงินก้อนนี้มาซื้อที่ทาง จ้างงานก็ว่าไป ส่วนตัวเงินตราต่างประเทศที่แลก แบงก์ชาติเราก็เก็บไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศไง ดังนั้นเวลาที่ต่างชาติมันเกิดเบื่อขึ้นมา หรือไม่ไว้วางใจ มันก็เอาเงินออก เราก็ต้องมีพร้อมให้มันแลกคืน รักษาเครดิตเราเอาไว้

หรือว่า เวลาตอนที่กำลังจะเกิดวิกฤตคราวที่แล้ว นั่นต่างชาติคงมีข้อมูล insider ว่า ทุนสำรองเราร่อยหรอแล้ว (ตอนนั้นเรา fix ค่าเงินบาทและไม่มีการเปิดเผยตัวเลขทุนสำรอง) ส่งออกก็ไม่ดี ก็เลยกลัวว่า ฉิบหายแล้ว มันจะมีเงินทุนสำรองพอให้กูแลกคืนหรือเปล่าเนี่ย เดี๋ยวเงินบาทลดค่าลงไปกูจะทำไง ก็เลยรุมถอนเงิน รุมทวงหนี้คืน เราก็ขี้แตกขี้แตนเลย

ดังนั้น "เศรษฐกิจพอเพียง" ของในหลวง จึงสำคัญที่สุดไง และเป็นพระอัจฉริยภาพหาที่เปรียบมิได้ ไม่ได้ชื่นชมในหลวงเพราะแกล้งชม แต่ชมจากใจจริง เพราะถ้าไทยพึ่งพาตัวเองได้ ต่อยอดเทคโนโลยีของเราเอง พัฒนาใช้เอง ปุ๋ยเราวิจัยเอง มีรถไฟใต้ดินเราสร้างเอง เครื่องไม้เครื่องมือเราสร้างได้เอง เราก็ไม่ต้องไปพึ่งใคร อย่างมากก็ซื้อวัตถุดิบเหล็ก น้ำมัน เข้ามา ที่เหลือคนไทยก็ทำกันเอง คนไทยเราอยู่ได้สบาย ไม่ต้องไปบ้าส่งออก ไม่ต้องไปกู้เงิน ไม่ต้องบ้ากับการไปง้อฝรั่งมาเที่ยวไทยเพื่อมาใช้จ่าย

เวลานี้จีน เกาหลี เขากำลังเดินในทิศทางสร้างตัวเองให้พอเพียง อะไรที่ต้องนำเข้าก็คือนำเข้า เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ เมื่อนำเข้ามาแล้วก็พยายามใช้ให้คุ้มที่สุด หรือให้มันเิกิดรายได้อะไรงอกเงยออกมา แต่อะไรที่พึ่งตัวเองได้ก็พยายามทำ ทรัพยากรธรรมชาติที่ตัวเองมีอยู่ ก็พยายามสงวนเอาไว้ .... แต่เราไม่เคยทำ เพราะความสามารถไม่ถึง(การศึกษาล้มเหลว) คอรับชั่น กลายเป็นวงจรอุบาทว์แบบเนียะ


ผมมีข้อมูล ดร.โกร่ง เคยอธิบายความหมายของ "ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ" กับ "เงินคงคลัง" ซึ่งมันคนละเรื่องกันเลย แต่เรามักสับสน ในนสพ.ประชาชาติธุรกิจ นานแล้ว เดี๋ยวถ้าขุดเจอ แล้วเอามาโพสต์กระทู้ใหม่ เรามาแชร์กัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-06-2006, 14:09 โดย ThaiTruth » บันทึกการเข้า

In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #37 เมื่อ: 16-06-2006, 14:16 »

ซึ้งแล้วครับ คุณ ThaiTruth ขอบคุณครับ

จริงของคุณ see_you นะครับ ผมว่าการศึกษาไทยต้องปรับปรุงอีกเยอะ

รวมถึงจริยธรรมด้วย

มีเงิน มีวัตถุ แต่ไม่มีความสุข
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
The Tiger
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 184



« ตอบ #38 เมื่อ: 16-06-2006, 15:20 »

ขอตอบคุณบันโตชิ อย่างที่ ท่านโกร่งบอก เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ กับ เงินคงคลัง มันคนละตัวครับ
เงินคงคลังเป็นเงินที่รัฐบาลมีรายได้มากกว่ารายจ่าย และเก็บเล็กผสมน้อยในแต่ละปี รายได้ ก็มาจาก ภาษี ต่างๆ ตลอดจนค่าธรรมเนียม ต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ในการโอนที่ดิน เก็บมาหลายๆปีก็มีเป็นแสนล้าน แต่ตอนนี้ เหลืออยู่แค่ ไม่กี่ หมื่นล้าน
 
ส่วนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ก็ คือ เงินที่ธุรกิจ ส่งออก ได้เงิน ดอลลาร์ เข้ามา พอจะแปลงเป็นเงินบาทก็เอาไปแลกที่ธนาคารๆ ก็ต้องแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทย และนอกนั้น ก็มีเงินโอนเข้ามา จากผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ เช่น คนไทยที่ไปทำงานในต่างแดน เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เช่น เงินที่จะเอามาสร้างโรงงาน เมื่อโอนเข้ามาเป็นดอลลาร์ พอจะสร้างโรงงานก็ต้องแปลงเป็นเงินไทย ธนาคารก็จะแจ้งไปที่ ธปท. เช่นกัน
ส่วนที่เป็นเงินร้อนนั้น มักจะเป็นเงินที่โอนเข้ามาเพื่อ ซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร หรือกินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือว่า สินทรัพย์เหล่านี้มีสภาพคล่อง สามารถแปลงกลับเป็นดอลลาร์ได้ทันทีที่นักลงทุนต้องการ เงินพวกนี้ ไม่ค่อยเสถียร เดี๋ยวไหลเข้าเดี๋ยวไหลออก
บันทึกการเข้า

ต่อต้านเผด็จการและนักกินเมือง
เพื่อความผาสุขและความมั่นคงของไทย
สมาชิกขบวนการเลขที่ 415
The Tiger
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 184



« ตอบ #39 เมื่อ: 16-06-2006, 16:02 »

เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ยังรวมถึง เงินกู้ต่างประเทศ ทั้งระยะยาว ระยะสั้น ด้วย ซึ่งรวมกันมีมากกว่าเงินทุนสำรองหลายหมื่นล้านเหรียญ ถ้าเจ้าหนี้ระยะสั้นดึงเงิน กลับ ประเทศเราวูบแน่นอน เหมือนตอนปี 40 บริษัท ยาคู้
บริษัท นมเปรี้ยว นี่ แหล่ะ ขอถอนเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา 3,000 ล้าน บาท เอกธนาไม่มีให้ ก็วิ่งไปหา เอกธนกิจ บริษัทแม่ๆก็ไม่มีให้ วิ่งไปแบงค์ ชาติ ไม่นานก็มีข่าวลือว่า บริษัทเงินทุนของไทยขาดสภาพคล่อง คนก็แห่ไปถอนกันใหญ่ ในที่สุดก็เลยล้มไปตามๆกัน
บันทึกการเข้า

ต่อต้านเผด็จการและนักกินเมือง
เพื่อความผาสุขและความมั่นคงของไทย
สมาชิกขบวนการเลขที่ 415
The Tiger
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 184



« ตอบ #40 เมื่อ: 16-06-2006, 16:07 »

เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ยังรวมถึง เงินกู้ต่างประเทศ ทั้งระยะยาว ระยะสั้น ด้วย ซึ่งรวมกันมีมากกว่าเงินทุนสำรองหลายหมื่นล้านเหรียญ ถ้าเจ้าหนี้ระยะสั้นดึงเงิน กลับ ประเทศเราวูบแน่นอน เหมือนตอนปี 40 บริษัท ยาคู้
บริษัท นมเปรี้ยว นี่ แหล่ะ ขอถอนเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา 3,000 ล้าน บาท เอกธนาไม่มีให้ ก็วิ่งไปหา เอกธนกิจ บริษัทแม่ๆก็ไม่มีให้ วิ่งไปแบงค์ ชาติ ไม่นานก็มีข่าวลือว่า บริษัทเงินทุนของไทยขาดสภาพคล่อง คนก็แห่ไปถอนกันใหญ่ ในที่สุดก็เลยล้มไปตามๆกัน    


 Cool Cool Cool
บันทึกการเข้า

ต่อต้านเผด็จการและนักกินเมือง
เพื่อความผาสุขและความมั่นคงของไทย
สมาชิกขบวนการเลขที่ 415
In The Name Of Justice.
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 952


-_-;


« ตอบ #41 เมื่อ: 16-06-2006, 16:32 »

ถ้าดูจากตรงนี้แล้วก็คือว่า พวกเราเตรียมตัว "ฟองสบู่แตก" รอบสองหรือเปล่าครับ?
บันทึกการเข้า

"มนุษย์มักต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี..."

"I Fight In The Name Of Justice."
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #42 เมื่อ: 16-06-2006, 17:02 »

ขอบคุณคุณ The Tiger อธิบายครับ รวบรัด แต่ได้ใจความ ต่างจากผมที่น้ำท่วมทุ่งออกทะเลบ่อย

คงต้องขึ้นอยู่กับต่างชาติ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลนี้ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตคนไทยให้เป็นลักษณะไร้ศักดิ์ศรี ต้องแบมือขอ เป็นทาสของเงินและนายทุน คิดไม่ออกก็ไปกู้เงิน (ฟังรายการวีระแล้วสังเกตพวกที่โทรเข้ามาจะตกใจ เจอวีระด่า ส่วนใหญ่พวกนี้จะเชียร์หน้าเหลี่ยม) ถ้าต่างชาติทั้งหัวดำและหัวทองมันขาดความมั่นใจเมื่อไรมันก็ไป

อันที่จริง จะเกิดหรือไม่เกิด ก็ไม่ต้องไปกลัวมันครับ ตราบใดที่เราเชื่อพระเจ้าอยู่หัว ยึด "เศรษฐกิจพอเพียง" ทั้งการลงทุน การออม การใช้จ่าย ก็ถือว่าเราพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว หากเกิดฟองสบู่แตก ก็จะผ่อนหนักเป็นเบา มี "ก๊อก 2" แต่ถ้าไปเชื่อไอ้เหลี่ยมละก็ เกิดเหตุอะไรก็ "ถึงชีวิต" จริงๆ (ที่ผมเคยแช่งพวกลิ่วล้อให้มันรับกรรม) ทรัพย์สินถูกยึดหมดไม่พอใช้หนี้ แล้วจะเอาอะไรกิน?
บันทึกการเข้า

kobkla
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 97


« ตอบ #43 เมื่อ: 16-06-2006, 21:31 »

ทักษิณแกเก่งเรื่องการบริหารและนวัตกรรมอยู่มากพอดู  ถ้าจะพูดด้วยใจเป็นกลาง  วิธีการบริหารประเทศของแก มันทำให้เกิดพลวัตรได้มาก แต่ข้อเสีย คือ บางครั้งนวัตกรรมก็มากเกิน อย่างเรื่อง อีลิตการด์ การบริหารก็กระฉับ ว่องไว จนกลายเป็นการรวบอำนาจ คือแกเอาลักษณะการบริหารธุรกิจสมัยเก่า อำนาจอยู่ที่หัว มาใช้  ทำให้ขับเคลื่อนปัญหาต่างๆได้ดี  ถ้าเทียบง่ายๆ ก็ วิธีแบบสิงคโปร์  แต่ผู้นำเขามีธรรมาภิบาลสูงมาก  ส่วนของเราก็เฮ้อ
ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ นี่เป็นประเด็นที่ทำให้ชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่ง ยังคิดว่าทักษิณสำคัญ ผนวกกับท่าทีหลังๆของพันธมิตรที่รุนแรง  ทำให้เกิดการแตกตัวของชนชั้นกลางที่บริสุทธิ์ใจ
ถ้าถอดในแนวลึก  ทักษิณพยายามทำให้ ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ เป็นทุนนิยมหมด แปลงสินทรัพย์เป็นทุน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้ามา   แล้วก็ผลักเข้าสู่ตลาดทุน  แล้วท้ายสุด ก็รวบทุกอย่างเข้าสู่คนไม่กี่คน
แล้วบางครั้ง ก็ออกนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อหาเสียง จนผลเสียต่อประเทศ เช่น ตรึงราคาน้ำมัน
ยิ่งกลับมาช่วงนี้ ก็ยิ่งโหมประชานิยม เมกาโปรเจคท์ ทั้งๆที่ประเทศไทยถังแตก   นโยบายประชานิยมก็ไปทำให้ความเสี่ยงหนี้ เอ็นพีแอล รากหญ้าสูงอีก เมกาโปรเจคท์ ก็คงต้องกู้หนี้ยืมสิน และผลประโยชน์ทับซ้อนอีก
อย่างย่อๆ แค่เรื่องเศรษฐกิจ ทักษิณก็มีปัญหาพอสมควรแล้ว  ยิ่งต้องพยายามซื้อคะแนนเสียงเพื่อป้องกันการยุบพรรค จะเป็นผลร้ายต่อประเทศมากกว่า
และเมื่อบวกกับ ความไม่ดีต่างๆของทักษิณ คงไม่ต้องจาระไน  ภาคใต้ ยาเสพติด อปท. องค์กรอิสระ ฯลฯ ฝันร้ายของประเทศไทยเราดีๆนี่เอง
อย่างไรก็ตาม ขอความกรุณาอย่าใช้วิธีรุนแรง เพราะภาพพันธมิตรในสายตาของคนที่บริสุทธิ์ใจกลุ่มหนึ่ง ก็อยู่ในสภาวะที่ลบมาก ขยันมีม็อบมากเกินไปจนไม่คิดถึงสวัสดิภาพของประชาชน ท่าทีภายหลังที่ก้าวร้าว และข้อกล่าวหาที่ว่า เมื่อในหลวงออกมาบอกไม่พระราชทานนายก ทำไม สนธิไม่ยอมรับในช่วงแรก    รู้ไมมีบางคนพูดกันว่า สนธิเลวพอๆกับทักษิณ ถ้าผู้นำม็อบไม่ใช่สนธิ จะมีคนออกมามากกว่านี้อีก  ที่พูดอย่างนี้ อย่าหาว่าผมเป็นพวกทักษิณนะ ยังไงผมก็ยังเป็นพันธมิตรอยู่ แต่ผมคิดว่าพันธมิตรต้องปรับรูปแบบเสียใหม่  ถ้าต้องการล้มระบอบทักษิณจริง และเพื่อป้องกันการเสียเลือดเนื้อของประชาชน(ที่บริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ ไม่นับ) ของทั้ง ๒ ฝ่าย 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: