ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
11-07-2020, 03:17
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  มาเข้าใจเรื่อง ไทย-เขมรพิพาทพื้นที่เขาพระวิหาร... กันแบบเน้นๆ ชัดๆ... 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
มาเข้าใจเรื่อง ไทย-เขมรพิพาทพื้นที่เขาพระวิหาร... กันแบบเน้นๆ ชัดๆ...  (อ่าน 3557 ครั้ง)
bangkaa
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407



« เมื่อ: 26-07-2008, 20:50 »

มาดูกันที่แผนที่ต่อไปนี้นะครับ



ต้องมาเข้าใจกัน แบบคร่าวๆ แต่เน้นๆ นะครับ

ว่ากันที่ พื้นที่ สีเขียว... (ที่กล่าวกันให้เข้าใจว่าเป็น พื้นที่ทับซ้อน) รวมพื้นที่ ปราสาทพระวิหาร ด้วย...


ทั้งประเทศไทย... และ กัมพูชา...
ต่างอ้าง เป็น พื้นที่อธิปไตยของตนทั้งสองประเทศเหมือนกัน.
..



มันจึงเป็น ข้อพิพาท มาจนถึงวันนี้... และการไปคุยกันที่สระแก้ว ก็ไม่ได้อะไรกันก็เพราะเหตุนี้...


กรณีที่ ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมประนีประนอมกัน...จะอ้างสิทธิของตนอย่างเดียว... สิ่งที่ต้องเกิดก็อาจต้องไปขึ้นศาลโลก...
เพื่อยุติข้อพิพาท ให้ชัดเจนไปเลย...



หาก กัมพูชา ชนะ...

ด้วยเหตุผล... เช่น... เส้นเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907... (ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไทยแพ้คดีเรื่องปราสาทพระวิหารครั้งแรก)

อาจจะทำให้ กัมพูชา ได้ทั้งพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่สีเขียวทั้งหมดไป...

ในมุมมองของไทย คือ เราต้องเสียดินแดนตรงนั้นไปอย่างเด็ดขาด...
ซึ่งแต่เดิมตามข้อพิพาท พื้นที่ตรงนั้น... มันยังไม่ได้ปักปันกันอย่างชัดเจนว่าจะเป็นของใคร



หาก ไทย ชนะ...
ด้วยเหตุผล... เช่น... การใช้การกำหนดแผนที่ตามแนวสันปันน้ำ...

อาจจะทำให้ไทย... ได้พื้นที่สีเขียวตรงนั้นทั้งหมดอย่างเด็ดขาด
และที่จะมีปัญหามาก (สำหรับกัมพูชา) คือ

ปราสาทพระวิหาร จะต้องเป็นของไทยไปด้วยโดยแนวสันปันน้ำ...



ดังนั้นการ หักดิบ... ก็คือ การไปตัดสินกัน ในศาล... (ซึ่งผลจะออกมาอย่างที่กล่าวไปหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ เป็นแค่ความคดเห็นส่วนตัวเท่านั้น)

ขึ้นอยู่ที่ว่า ทั้งไทย และ กัมพูชา จะไปวัดใจ กันหรือไม่...

ถ้าไม่... ก็คงต้องคุยกัน... ประนีประนอมกันเพื่อประสานประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง...



ซึ่งแน่นอนล่ะ... ที่จริงแล้วสิ่งที่ควรทำที่ดีที่สุดตั้งแต่ต้น คือ .... การขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกันของไทย - กัมพูชา...

จะได้ประโยชน์ร่วมกันสองฝ่าย ไม่ต้องบาดหมางกัน... เรื่องข้อพิพาททางดินแดนก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นเป็นประเด็น
เนื่องว่า... สิ่งสำคัญที่พิพาทกัน... มันเพราะ ปราสาทพระวิหารเป็นสำคัญ (ถ้าไม่มีปราสาทพระวิหาร...ก็คงไม่มีเรื่องอะไรที่กัมพูชาหรือไทยจะมาเถียงกันเป็นเรื่องขึ้นมา)

แต่มันก็เลยจุดนั้นมาแล้ว... ทางออกตรงไหนก็เลยยาก...


*****************************************************


ก็เป็นความเห็นส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ ท่านใดให้ข้อมูลได้ถูกต้อง ชัดเจนกว่า ก็เชิญได้ครับ....





 
บันทึกการเข้า

มาทำหน้าที่... ใช้หนี้แผ่นดิน...และมาทำบุญ...
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #1 เมื่อ: 26-07-2008, 21:07 »

การตัดสินในปี 2505 ที่ให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร มาจากบรรทัดฐานเรื่องแผนที่ที่ยึดตามแผนที่ฝรั่งเศส
ตอนนั้นไม่ได้มีการตัดสินเรื่องดินแดน ถ้าทะเล่อทะล่าไปขึ้นศาลโลกอีกที ไม่ต้องวัดใจหรอก หลักการตัดสินมีอยู่ก็ยึด
ตามบรรทัดฐานเดิมนั่นแหละ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเราไปยึดมาพอจบสงครามฝรั่งเศสก็เอาคืน คิดว่าฝรั่งเศสมัน
จะเอาคืนด้วยแผนที่ไทยหรือไง แผนที่ไทยจริงๆ ไม่มี มันก็แผนที่ฝรั่งเศสนั่นแหละ ไอ้ที่อยู่ในกระทู้นี้เป็นแผนที่ที่
เขียนขึ้นมาทีหลังใช่หรือไม่ มันเคยมีแผนที่ที่แบ่งเขตแดนด้วยสันปันน้ำก่อนขึ้นสงครามโลกหรือเปล่า ถ้าจะยึดตาม
พฤตินัยว่าเราไม่ได้คืนฝรั่งเศสไปหลังสงครามโลก กั๊กเอาไว้อาศัยตอนนั้นฝรั่งเศสกำลังแย่ ก็ไม่ต้องคิดเรื่องศาลโลก
แล้ว ขึ้นไปก็แพ้
บันทึกการเข้า
mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #2 เมื่อ: 26-07-2008, 21:39 »

เห็นด้วย แล้วถ้ากรณีถูกบังคับขึ้นถึงศาลโลก
แล้วแพ้ ไม่เพียง เขาพระวิหารทั้งลูกครับ
ยังมี จุดที่มีปัญหาตามแนวชายแดนอื่นอีก
แทบไม่ต้องมีคณะกรรมการปักปันชายแดนเจรจาเลย เพราะมันจะปักตามแผนที่ ฝรั่งเศษ เสียดินแดนอีกเป็นตับเลย
 
บันทึกการเข้า
เช็คบิล
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 580



« ตอบ #3 เมื่อ: 27-07-2008, 11:16 »

ต้องดูสนธิสัญญาตอนที่เราแพ้ก่อน ไม่งั้นไปเป๋ หลงทางกันหมดครับ ผมก็เข้าใจตามนั้นว่า พท.ทับซ้อนนั้นไม่มีเลยในทางใดๆ ถ้ายึดตาม สนธิสัญญา

ที่แน่ๆ ไอ้นพเหล่และครอบครัวมันต้องชดใช้ (ต้องมีสักวันแน่นอน) และเรื่องของๆเรื่องคือ กัมพูชา มันขี้โกง อย่างหน้าด้านๆ

ที่แน่ๆ ทหารไทยที่เข้าไปที่วัด นั้นถูกต้องแล้ว รุกคืบเข้าไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ปิดทางมันไว้ .... ผมฝันน่ะว่า ถ้ามันลงมาก็จับ เพราะล้ำแดนไทย มันจะขึ้นก็ต้องจับ เพราะล้ำแดนไทย ทำแบบนี้ เรื่อยๆ มันคงจะเบื่อหน่ายแน่ๆ ในเมื่อมันโกงเรา

แต่เราใจดีกับพวกมันเกินไป จนลืมไปว่า พวกมันแทงหลังเราตลอด การเมืองต้องไม่ยุ่งกับทหารให้มาก ไม่งั้นทหารจะอ่อนปวกเปียก ตอนนี้ก็เห็นกันแล้ว

เห็นใจแนวหน้ามากที่สุด เพราะต้องเสี่ยงและทำหน้าที่ตรงนั้น
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #4 เมื่อ: 27-07-2008, 16:20 »

แต่น่าตกตะลึงกว่า คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จาก ประชาธิปัตย์ ไปลงนาม 14 มิ.ย.2543 ให้การปักปันเขตแดนใช้  แผนที่ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส 13 ก.พ. คศ.1604 ฉบับที่ไทยเสีย เขาพระวิหาร ให้เขมร....0 หากมีการต่อสู้ใน ศาลโลก เขมร มีหรือไม่ใช้ หลักฐานเด็ด  ชิ้นนี้   มัดมือชก ฮุบ  พท.4.6  ตร.กม.....0 สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์  แกนนำพันธมิตร ที่ปลุกระดมเย้วๆ จะยกพลไปยึด ปราสาทพระวิหารคืน เห็นข้อตกลงนี้แล้ว สะใจ แค่ไหนหนอ....0 แถลงการณ์ร่วม  ไทย กัมพูชา 18 มิ.ย.51 ของ นพดล เป็นหลักฐานที่ เขมร ยอมรับ พื้นที่4.6 ตร.กม.ไม่ใช่ของตัว กลับถูกฉีกทิ้งไป ชนิด ไม่ไยดี .....0 ที่เหลือคือ ความ ล่อแหลม ที่ไทยจะ  เสียกรุงฯ ครั้งที่3  ถามหน่อยเถอะ หน้าไหนจะ”โผล่”มารับผิดชอบบ้าง
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_columns/default.aspx?CategoryID=107&NewsType=2

บันทึกการเข้า
mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #5 เมื่อ: 27-07-2008, 17:01 »

วันนี้ เบญจมาส เดลินิวส์ เป็นคนเล่น

ถ้าข่าวนี้แพร่กระจาย ไปเสียวแทน ปชป .



แล้วอีกอย่าง ลืมบอกเจ้าของกระทู้
คนไทยไม่ได้คิดว่าพื้นที่ทับซ้อนมีแต่สีเขียว ดังที่เจ้าของกระทู้คิด
เพราะคนไทยบางคน ยังคิดว่าพื้นที่ สีขาวที่ตั้งตัวปราสาทนั้น
ยังเป็นของคนไทย เพราะเราสงวนสิทธิ์ไว้แล้ว
ดังนั้น ที่คุณนพดลเซ็นสนับสนุน การขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท
เค้าก็ว่าคุณนพดลยกที่ดินใต้ปราสาทให้ กัมพูชาไปแล้ว เพราะถือเป็นการสละการสงวนสิทธิ์
งงมั๊ยเจ้าของกระทู้   
บันทึกการเข้า
bangkaa
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407



« ตอบ #6 เมื่อ: 27-07-2008, 17:57 »

แต่น่าตกตะลึงกว่า คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จาก ประชาธิปัตย์ ไปลงนาม 14 มิ.ย.2543 ให้การปักปันเขตแดนใช้  แผนที่ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส 13 ก.พ. คศ.1604 ฉบับที่ไทยเสีย เขาพระวิหาร ให้เขมร....0 หากมีการต่อสู้ใน ศาลโลก เขมร มีหรือไม่ใช้ หลักฐานเด็ด  ชิ้นนี้   มัดมือชก ฮุบ  พท.4.6  ตร.กม.....0 สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์  แกนนำพันธมิตร ที่ปลุกระดมเย้วๆ จะยกพลไปยึด ปราสาทพระวิหารคืน เห็นข้อตกลงนี้แล้ว สะใจ แค่ไหนหนอ....0 แถลงการณ์ร่วม  ไทย กัมพูชา 18 มิ.ย.51 ของ นพดล เป็นหลักฐานที่ เขมร ยอมรับ พื้นที่4.6 ตร.กม.ไม่ใช่ของตัว กลับถูกฉีกทิ้งไป ชนิด ไม่ไยดี .....0 ที่เหลือคือ ความ ล่อแหลม ที่ไทยจะ  เสียกรุงฯ ครั้งที่3  ถามหน่อยเถอะ หน้าไหนจะ”โผล่”มารับผิดชอบบ้าง
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_columns/default.aspx?CategoryID=107&NewsType=2




**********************************


ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2008 มีการประชุมหารือกันระหว่าง นายซก ฮัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อสืบต่อการหารือระหว่างทั้งสองท่าน ว่าด้วยการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก การประชุมคราวนี้จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การยูเนสโก ในกรุงปารีส โดยที่มีท่านอื่นๆ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ นางฟรองซัวส์ ริเวเร (Francoise Riviere) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรมของยูเนสโก, เอกอัครราชทูต ฟรานเซสโก คารูโซ (Francesco Caruso), นาย อาเซดิโน เบสชอต (Azedino Beschaouch), นางเปาลา เลออนซินี บาร์โตลี (Paola Leoncini Bartoli) และนายจิโอวานนี บอคคาร์ดี (Giovanni Boccardi)
       
       การประชุมหารือคราวนี้ดำเนินไปด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน
       
       ระหว่างการประชุมหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้
       
       1. ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหาร เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา ณ การประชุมครั้งที่ 32 ของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก (นครควิเบก, ประเทศแคนาดา, เดือนกรกฎาคม 2008) ตามขอบเขตรอบดินแดนซึ่งระบุไว้ว่าเป็น หมายเลข 1 ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดยทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา และได้แนบท้ายมาด้วยแล้ว แผนที่ดังกล่าวยังได้ครอบคลุมพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท โดยระบุให้เป็น หมายเลข 2
       
       2. ด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน ราชอาณาจักรกัมพูชายอมรับว่า ปราสาทพระวิหารที่จะเสนอขอขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก ในขั้นนี้จะไม่ได้รวมพื้นที่กันชนทางด้านเหนือและด้านตะวันตกของปราสาท
       
       3. แผนที่ซึ่งอ้างไว้ในวรรค 1 ข้างต้น จะแทนที่แผนที่ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องและบรรจุไว้ใน “Schema Directeur pour le Zonage de Preah Vihear” ตลอดจนการอ้างอิงด้านกราฟฟิกทั้งหมดที่ระบุบ่งชี้ถึง “บริเวณหลัก” (core zone) และการแบ่งบริเวณอื่นๆ (zonage) ของปราสาทพระวิหาร ที่บรรจุอยู่ในแฟ้มเสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาด้วย
       
       4. ระหว่างที่รอผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (Joint Commission for Land Boundary หรือ JBC) เกี่ยวกับพื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันตกรอบๆ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับการระบุให้เป็น หมายเลข 3 ในแผนที่ที่อ้างอิงไว้ในวรรค 1 ข้างต้น แผนการบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้จะได้รับการจัดทำในลักษณะของการประสานร่วมมือกันระหว่างทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชาและทางการผู้รับผิดชอบของไทย โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์ระหว่างประเทศ ด้วยทัศนะที่มุ่งรักษาคุณค่าอันเป็นสากลที่โดดเด่นของทรัพย์สินดังกล่าวนี้ แผนการบริหารจัดการดังกล่าวนี้จะบรรจุไว้ในแผนการบริหารจัดการสุดท้ายสำหรับปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาท ซึ่งจะยื่นเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลก (World Heritage Centre) ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2010 เพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก ในการประชุมครั้งที่ 34 ในปี 2010
       
       5. การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลกครั้งนี้ จะไม่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิ์ของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการกำหนดปักปันเขตแดนของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (JBC) ของประเทศทั้งสอง
       
       6. ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ขอแสดงความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อท่านผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ฯพณฯ นายโคอิชิโร มัตสึอุระ สำหรับความช่วยเหลือของท่านในการอำนวยความสะดวกให้แก่กระบวนการเพื่อการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก
       
       พนมเปญ, 18 มิถุนายน 2008        กรุงเทพฯ, 18 มิถุนายน 2008
       
       ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา  ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรไทย
       
       ฯพณฯ นาย ซก อัน                    ฯพณฯ นายนพดล ปัทมะ
       รองนายกรัฐมนตรี                     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
       รัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี
       
       
ปารีส, 18 มิถุนายน 2008
       ผู้แทนของยูเนสโก



***********************************


เป็นแถลงการณ์ร่วมแปล นะครับ... ไปดูที่เวบเมเนเจอร์ก็ได้... หรือกระทู้เก่าของคุณ mebeam


แถลงการณ์นั้น ไม่ได้มีตรงไหนที่ กัมพูชา บอกว่า.... พื้นที่ทับซ้อน... หรือพื้นที่สีเขียว... ไม่ใช่ของตน...

แต่การสื่อสารอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศ...  ใช้คำที่เป็นที่เข้าใจ (แปลเป็นไทยอีกที) ว่า พื้นที่ทับซ้อน...


ซึ่งผม ก็บอกไปแล้ว ว่า...  ทั้งไทย... ทั้งกัมพูชา... ต่างอ้างเป็น พื้นที่ของตน...
(ไม่เชื่อก็ไปถามฮุนเซ็น... เตียบัน...หรือพลเอกบุญสร้าง เอาก็ได้)


***************

ส่วนเรื่อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จาก ประชาธิปัตย์ ไปลงนาม 14 มิ.ย.2543 ....  อันนี้ผมยังไม่มีข้อมูลครับ...
เดี๋ยวขอไปหาดูก่อน...


 
บันทึกการเข้า

มาทำหน้าที่... ใช้หนี้แผ่นดิน...และมาทำบุญ...
bangkaa
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407



« ตอบ #7 เมื่อ: 27-07-2008, 18:09 »

วันนี้ เบญจมาส เดลินิวส์ เป็นคนเล่น

ถ้าข่าวนี้แพร่กระจาย ไปเสียวแทน ปชป .



แล้วอีกอย่าง ลืมบอกเจ้าของกระทู้
คนไทยไม่ได้คิดว่าพื้นที่ทับซ้อนมีแต่สีเขียว ดังที่เจ้าของกระทู้คิด
เพราะคนไทยบางคน ยังคิดว่าพื้นที่ สีขาวที่ตั้งตัวปราสาทนั้น
ยังเป็นของคนไทย เพราะเราสงวนสิทธิ์ไว้แล้ว
ดังนั้น ที่คุณนพดลเซ็นสนับสนุน การขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท
เค้าก็ว่าคุณนพดลยกที่ดินใต้ปราสาทให้ กัมพูชาไปแล้ว เพราะถือเป็นการสละการสงวนสิทธิ์
งงมั๊ยเจ้าของกระทู้   




ก็ถูกแล้วไงครับ.... แถลงการณ์ร่วมเป็นการยืนยันว่า ปราสาทพระวิหาร ไม่ใช่ของไทย

ดังนั้น...การอ้างพื้นที่ตามแนวสันปันน้ำจะใช้ไม่ได้...เพราะถูกลบล้างโดยแถลงการณ์ร่วมของนพดล


ส่วนเรื่อง ม.ร.ว. สุขุมพันธ์... ก็เป็นอีกเรื่อง... ยังไม่รู้ครับ...ใครแจงรายละเอียดได้ก็บอกที




 
บันทึกการเข้า

มาทำหน้าที่... ใช้หนี้แผ่นดิน...และมาทำบุญ...
bangkaa
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407



« ตอบ #8 เมื่อ: 28-07-2008, 00:52 »

หมายเหตุ'มติชน' - เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ซึ่งรัฐบาลของทั้งสองประเทศจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 สมัยที่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์  เป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายชวน กล่าวว่า  ข้อ 5 ของบันทึกดังกล่าวระบุว่า ทั้งสองประเทศจะไม่ดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ทับซ้อน
---------------------
รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา ปรารถนาที่จะกระชับความผูกพันแห่งมิตรภาพที่มีอยู่ระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เชื่อว่า การปักปันเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาจะช่วยระงับความขัดแย้งตามชายแดนที่เกิดจากปัญหาเขตแดน และจะกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรที่มีอยู่ระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเอื้ออำนวยต่อการเดินทางและความร่วมมือของประชาชนของประเทศทั้งสองตามแนวชายแดน

ระลึกถึงแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยกับนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2537 (ปี ค.ศ.1994) ซึ่งได้ตกลงกันจะจัดตั้งคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาในเวลาอันสมควร

ระลึกอีกด้วยถึงคำแถลงร่วมเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมาธิการจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2540 (ปี ค.ศ.1997) ซึ่งได้ตกลงกันจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชา ที่จะได้รับมอบหมายภารกิจให้จัดทำหลักเพื่อชี้แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศทั้งสองได้ตกลงกันดังต่อไปนี้



ข้อ 1

จะร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้

(ก) อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทแห่งสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทรศก 112 (ปี ค.ศ.1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่นๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 122 (ปี ค.ศ.1904)
(ข) สนธิสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ปี ค.ศ.1907) กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ปี ค.ศ.1907) และ
(ค) แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส




ข้อ 2

1.ให้มีคณะกรรมาธิการจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งต่อไปในที่นี้จะเรียกว่า คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมŽ ประกอบด้วยประธานร่วม 2 คน และกรรมาธิการอื่นๆ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลของไทย ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นประธานร่วม รัฐบาลของประเทศทั้งสองจะแจ้งการแต่งตั้งดังกล่าวต่อกันภายในหนึ่งเดือนหลังจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เริ่มใช้บังคับ

2.คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมจะประชุมกันปีละครั้งในประเทศไทยและประเทศกัมพูชาสลับกัน ในกรณีที่จำเป็น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมอาจประชุมกันสมัยพิเศษเพื่อหารือเรื่องเร่งด่วนที่อยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่

3.ให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมมีอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
(ก) รับผิดชอบให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมเป็นไปตามข้อ 1
(ข) พิจารณาและรับรองแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วม
(ค) กำหนดความเร่งด่วนของพื้นที่ที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
(ง) มอบหมายงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมซึ่งจะกล่าวถึงในข้อ 3 ต่อไป และควบคุมดูแลและติดตามการดำเนินการให้เป็นผลตามที่ได้มอบหมาย
(จ) พิจารณารายงานหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เสนอโดยคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม
(ฉ) ผลิตแผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกแล้ว และ
(ช) แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการใดๆ เพื่อปฏิบัติงานเฉพาะรายใดๆ ที่อยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม


ข้อ 3

1.ให้มีคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม ประกอบด้วยประธานร่วม 2 คน และอนุกรรมาธิการอื่นๆ ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งจากประธานกรรมาธิการเขตแดนร่วมของแต่ละฝ่าย

2.ให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมมีอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้
(ก) พิสูจน์ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของหลักเขตแดน 73 หลักซึ่งจัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนเมื่อปี ค.ศ.1909 และ ค.ศ.1919 และรายงานผลการพิสูจน์ทราบต่อคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมเพื่อพิจารณา
(ข) จัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วม
(ค) แต่งตั้งชุดสำรวจร่วมเพื่อปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม
(ง) เสนอรายงานหรือข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนต่อคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม
(จ) จัดทำแผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกแล้ว
(ฉ) แต่งตั้งผู้แทนผู้ได้รับมอบอำนาจ ในกรณีที่จำเป็น เพื่อควบคุมดูแลงานสนามแทนประธานอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม และ
(ช) แต่งตั้งคณะทำงานทางเทคนิคใดๆ เพื่อช่วยงานเฉพาะรายใดๆ ที่อยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม

3.ในการปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ใดๆ ชุดสำรวจร่วมจะได้รับการยืนยันความปลอดภัยจากกับระเบิดเสียก่อน


ข้อ 4

1.เพื่อความมุ่งประสงค์ของงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ให้แบ่งเขตแดนทางบกร่วมกันตลอดแนวออกเป็นหลายตอนตามที่คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมจะได้ตกลงกัน

2.เมื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนแล้วเสร็จแต่ละตอน ให้ประธานกรรมาธิการเขตแดนร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ และแผนที่ที่จะแนบบันทึกความเข้าใจดังกล่าวซึ่งแสดงตอนที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไว้



ข้อ 5

เพื่ออำนวยความสะดวกให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไปอย่างประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

ข้อ 6

1.รัฐบาลแต่ละฝ่ายจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของฝ่ายตนในการปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

2.รัฐบาลทั้งสองจะรับผิดชอบค่าวัสดุสำหรับหลักเขตแดนหรือหมุดหมายพยานกับการจัดทำและผลิตแผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกแล้วอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อ 7

1.รัฐบาลของประเทศทั้งสองจะเตรียมการที่จำเป็นเกี่ยวกับการเข้าเมือง การกักกันโรคติดต่อ และพิธีการศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

2.โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ วัสดุ และเสบียงในปริมาณที่สมควรและสำหรับชุดสำรวจร่วมใช้เฉพาะในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก แม้ว่าได้นำข้ามแดน จะไม่ถือเป็นการส่งออกจากประเทศหนึ่งหรือนำเข้าอีกประเทศหนึ่ง และจะไม่ต้องชำระอากรศุลกากรหรือภาษีอื่นๆ เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกหรือนำเข้าซึ่งสินค้า

ข้อ 8

ให้ระงับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา

ข้อ 9

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเริ่มใช้บังคับในวันลงนามบันทึกความเข้าใจโดยผู้แทนผู้ได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องเพื่อการนี้จากรัฐบาลของแต่ละฝ่ายได้ลงนามบันทึกความเข้าใจนี้ไว้เป็นสำคัญ

ทำขึ้นเป็นคู่ฉบับ ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 เป็นภาษาไทย ภาษาเขมร และภาษาอังกฤษ ตัวบททุกฉบับใช้เป็นหลักฐานได้เท่าเทียมกัน ในกรณีที่มีการตีความแตกต่างกันระหว่างตัวบทใดๆ ให้ใช้ตัวบทฉบับภาษาอังกฤษสำหรับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

ลงนามโดย
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย
นายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาลผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา



****************************************


ข้างบนเป็นบันทึกข้อตกลงปี 2543 ที่รัฐบาล ปชป. ไปทำมานะครับ...



http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072311

ส่วนลิงค์นี้ จากเวปผู้จัดการ... เป็นรายละเอียด ข้อคัดค้านต่อคำตัดสินของศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร...



ใจความสำคัญคือ... สนธิสัญญาต่างๆที่ไทยทำกับ ฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการนั้น...
ยึดถือ แนวสันปันน้ำ... ในการแบ่งเขตแดน



นั่นหมายถึง สัญญาปี 1904 และ 1907 ด้วย...


ที่ ปชป. ไปลงบันทึกข้อตกลง ก็อ้างอิงจากสัญญา 1904 และ 1907 เช่นกัน
ไม่ได้มีการหักล้างการยึดถือแนวสันปันน้ำแต่อย่างใด...

ทั้งข้อตกลง ข้อ 5... ยังเป็นทำนองว่าในระหว่างการที่ ขอ้พิพาทพื้นที่ทับซ้อน ยังไม่สรุป
ห้ามฝ่ายไหน เข้าไปทำอะไรใน พื้นที่ทับซ้อนนั้น

แต่ที่เห็นก็คือ... ทางกัมพูชา...ให้คนเข้ามาอยู่อย่างชัดเจน...


สรุป... ที่ ปชป. ไปทำข้อตกลง ปี 2543 ก็ยังไม่น่าจะมีอะไรเสียหายทางข้อกฎหมาย...




 
บันทึกการเข้า

มาทำหน้าที่... ใช้หนี้แผ่นดิน...และมาทำบุญ...
mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #9 เมื่อ: 28-07-2008, 09:26 »

^^^^^

ครับ เขาใช้ แผนที่ของกัมพูชา กับ หนังสือ อีก 2 ฉบับ ในการปักปัน ( แผนที่มีใช้อ้างอีงมี ฉบับเดียวคือของกัมพูชา  แล้วแผนที่ไทยล่ะครับ )

เวลาจะเจรจา กัน ก็มีแผนที่เขมรกางอยู่บนโต๊ะ   1 ฉบับ  พอตกลงอะไรได้ เราก็ต้องกลับมาแอบดูแผนที่เราว่าเป็นไง 

 
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #10 เมื่อ: 28-07-2008, 10:00 »

^^^^^

ครับ เขาใช้ แผนที่ของกัมพูชา กับ หนังสือ อีก 2 ฉบับ ในการปักปัน ( แผนที่มีใช้อ้างอีงมี ฉบับเดียวคือของกัมพูชา  แล้วแผนที่ไทยล่ะครับ )

เวลาจะเจรจา กัน ก็มีแผนที่เขมรกางอยู่บนโต๊ะ   1 ฉบับ  พอตกลงอะไรได้ เราก็ต้องกลับมาแอบดูแผนที่เราว่าเป็นไง 

 

เอ้า ! ......ชอบแถ  มาอธิบายคำว่า "จินตนาการน้ำแตกหน่อย" ดิ.....

........

ตอนนี้ เปลี่ยน จากเถียง เป็น ป้ายสีหาแพะ แล้ว เหรอครับ....


 
บันทึกการเข้า
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #11 เมื่อ: 28-07-2008, 11:05 »

จากบันทึกความเข้าใจสมัยรัฐบาลชวน

(ค) แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

แผนที่ในข้อนี้หมายถึงแผนที่ฉบับไหน หรือฉบับไหนบ้าง??
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #12 เมื่อ: 28-07-2008, 11:11 »

เอ้า ! ......ชอบแถ  มาอธิบายคำว่า "จินตนาการน้ำแตกหน่อย" ดิ.....

........

ตอนนี้ เปลี่ยน จากเถียง เป็น ป้ายสีหาแพะ แล้ว เหรอครับ....


 

โถ เจอหลักฐานของจริงว่ามันเป็นแผ่นดินเขมรในสายตาชาวโลก พวกประท้วงหายเรียบ
ไปเล่นเรื่องคนอุดรมั่ง ลำปางมั่ง ล่อไปถึง ปตท ไม่เอาน่าหน้าแหกนิดเดียวต้องไปกลบ
เกลื่อนด้วยการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นนี่ เข้าข่ายทุเรศนะ พื้นที่ตรงเนี้ยมันก็เหมือน
กับคนตัวใหญ่(ที่รบกับใครก็แพ้หมด)อยู่กะหญิงที่ทะเบียนสมรสเป็นของเพื่อนบ้านตัวเล็ก
อยู่กะเราก็ดีแล้ว อย่าหาเรื่องให้ชาวโลกรุมประณามเลย
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #13 เมื่อ: 28-07-2008, 11:35 »

โถ เจอหลักฐานของจริงว่ามันเป็นแผ่นดินเขมรในสายตาชาวโลก พวกประท้วงหายเรียบ
ไปเล่นเรื่องคนอุดรมั่ง ลำปางมั่ง ล่อไปถึง ปตท ไม่เอาน่าหน้าแหกนิดเดียวต้องไปกลบ
เกลื่อนด้วยการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นนี่ เข้าข่ายทุเรศนะ พื้นที่ตรงเนี้ยมันก็เหมือน
กับคนตัวใหญ่(ที่รบกับใครก็แพ้หมด)อยู่กะหญิงที่ทะเบียนสมรสเป็นของเพื่อนบ้านตัวเล็ก
อยู่กะเราก็ดีแล้ว อย่าหาเรื่องให้ชาวโลกรุมประณามเลย

ฮ่า ๆ  ๆ  ....ต้องหัวเราะดัง ๆ หน่อย....

ขึ้เกียจเถียงว่ะ.....จนกระทู้นึง ก็หน้าดำคร่ำเครียด ไปหาเรื่องมาแถใหม่...

เห็นใจ จริง ๆ เดี๋ยว งานการไม่ต้องทำ......สุดท้ายพอไปไม่เป็น ก็หาเรื่องหมิ่นสถาบัน...

บอกแล้ว ฟอร์มตกไปเยอะ จริง ๆ...

หัวเราะ อีกทีได้ป่าว...ฮ่า ๆๆๆๆ


   อีกทีนึง
บันทึกการเข้า
H-edge
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 94


« ตอบ #14 เมื่อ: 28-07-2008, 12:25 »

จากบันทึกความเข้าใจสมัยรัฐบาลชวน

(ค) แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

แผนที่ในข้อนี้หมายถึงแผนที่ฉบับไหน หรือฉบับไหนบ้าง??

นั่นนะสิค่ะ หมายถึงแผนที่ฉบับไหนบ้าง แล้วมีรายละเอียดในแผนที่ว่าอย่างไรบ้างค่ะ
ผู้รู้ช่วยตอบหน่อยค่ะ  เพื่อผู้ที่ไม่รู้จะได้กระจ่าง จะได้ปิดประตูตายให้พวกชอบแถเถือก

 
บันทึกการเข้า
ssa
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68


« ตอบ #15 เมื่อ: 28-07-2008, 12:27 »

ถ้ายังหลงเหลือสามัญสำนึกของความเป็นคนอยู่ในตัวต้องรู้จักขอบเขต รู้จักพอ รู้การณ์ใดควรมิควร
การคอร์รัปชั่น ตามน้ำ ทวนน้ำ ค่าคอมมิชชั่นที่ถือว่าเลวทรามก็ยังเป็นเรื่องภายใน
แต่การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนด้วยการนกดินแดนให้ต่างชาตินี้ไม่ใช่เรื่องภายใน กรณีอย่านี้เกินกว่าที่คนทั่วไปที่ยังคงหลงเหลือสามัญสำนึกแห่งความเป็นคนจะกระทำกัน
รับจ้างโพส รับจ้างนักการเมืองก็ต้องมีขอบเขต ถึงขนาดขายชาติ ขายแผ่นดินก็ทำทีไม่ยี่หระ ขอเพียงให้ได้ค่าจ้างโพสเท่านั้นเป็นพอ นี้คือการกระทำของคนชั่วช้าสามานย์ที่ไม่หนีไปจากคนขายชาติ การกระทำรับจ้างโพสเชลียร์คนขายชาติก็คือการสนับสนุนการกระทำของคนขายชาติ


การกระทำของคนขายชาติบ่งชี้ชัดเจนตำตา ยังไม่รู้จักสำนึก ยังรับจ้างโพสให้คนขายชาติ

แต่เริ่มแรก แถสร้างวาทกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริง "ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท"
ความหมายของวาทกรรมดังกล่าว เพียงเพื่อต้องการให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริงว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวปราสาท ไม่รวมพื้นที่โดยรอบ ซึ่งปรากฎข้อความเช่นนี้ทั่วเว็บบอร์ดการเมือง รวมถึงการให้ข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยฝ่ายรัฐบาลต่อสื่อมวลชน ทั้งยังปกปิดเอกสารข้อความจริง ไม่ยอมเผยแพร่สู้สาธารณชน ทั้งที่ความเป็นจริงการขึ้นทะเบียนมรดกโลกรวมพื้นที่โดยรอบด้วย

นี่คือการจงใจโกหกประชาชนทั่วประเทศซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย



ภายหลังเอกสารถูกงัดล้วงออกมาได้ ความจริงเปิดเผยออกมาว่ารวมพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารด้วย กลุ่มบุคคลขายชาติ จึงเปลี่ยนประเด็นเป็นพื้นที่โดยรอบเป็นของเขมร โดยทึกทักเอาเองว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินให้พื้นที่ทั้งหมดเป็นของเขมร แม้ความเป็นจริงในชั้นศาลเขมรขอให้ตัดสินเขตแดน แต่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่กล้าตัดสิน คือ ขอไป แต่ศาลไม่วินิจฉัยให้  นี้เป็นการกระทำของพวกขายชาติที่ช่างชั่วช้าสามานย์ดั่งผ้าดำที่ไร้จุดตำหนิ ไม่ใช้เท่าแก่ เทาอ่อนเลย แต่ดำสนิท ชั่วสนิท

อะไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ให้ประเทศไทยต้องเสื่อมเสียอธิปไตยของประเทศ และล่อแหลมต่อการเสียดินแดนยิ่งนัก


การโกหกตอแหลของพวกขายชาติอย่างหน้าด้านๆนี้ ไม่เคยนึกคิดเลยว่าจะเกิดขึ้นและได้เห็น
การตะแบงแถกเหงือกของพวกขายชาติตามเว็บบอร์ดการเมืองเป็นไปในทางเดียวกันในแต่ละช่วงเวลา
เมื่อใดเปลี่ยนประเด็นก็เปลี่ยนพร้อมกันไปในแนวทางเดียวกัน
เห็นได้ชัดว่ารับคำสั่ง รับประเด็นมาให้แถ ให้โกหก


ประชาธิปไตยที่พวกนี้อ้างก็คือ อะไรก็ได้ แม้ขายชาติขายแผ่นดินก็ตาม ขอให้พวกข้าชนะเท่านั้นเป็นพอ

ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเข้าสู่ตำแหน่งหรือเข้าสู่อำนาจด้วยการเลือกตั้งอย่างเดียว แล้วภายหลังจะทำอะไรโดยอำเภอใจได้ทุกอย่าง
เข้าสู่อำนาจตามระบอบ การใช้อำนาจก็ต้องถูกต้องชอบธรรมตามระบอบด้วย

ข้ออ้างเส็งเคร็งของพวกขายชาติที่ว่า มาจากการเลือกตั้ง จะทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งยกดินแดนให้ต่างชาติ ใครไม่เห็นด้วย ห้ามพูด อยู่เฉยๆ อย่างนี้ก็คือเผด็จการนั่นเอง
การใช้อำนาจต้องเปิดเผย ถูกตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้

อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนทุกๆคน แม้ได้รับการเลือกตั้งก็ไม่มีสิทธินำเอาอำนาจอธิปไตยของคนทุกคนไปยกให้ต่างชาติแลกผลประโยน์ได้
พฤติกรรม การกระทำและเป้าหมายของพวกขายชาติไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว แค่เป็นเรื่องของพวกอ้างประชาธิปไตย อ้างการเลือกตั้งเข้ามากอบโกยผลประโยชน์เพื่อส่วนตัวและพวกพ้อง กอบโกยทุกอย่าง แม้แต่ยกอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนให้ต่างชาติ


ช่างเลวทรามต่ำช้าหาที่เปรียบมิได้


บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #16 เมื่อ: 28-07-2008, 12:48 »

^
^
อ่านภาษาไทยออกมั้ยเนี่ย เค้าเอาข้อเท็จจริงมาลงไม่รู้กี่กระทู้แล้ว ยังวนเวียนอยู่ได้
แนะนำว่าเอาแลคตาซิด อินติเหมด ล้างตาซะมั่ง เผื่อจะได้อ่านภาษาไทยออก
บันทึกการเข้า
ssa
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68


« ตอบ #17 เมื่อ: 28-07-2008, 12:54 »

เถียงไม่ออก เถียงไม่ได้
ใช้วิธีการเสียดสี ตะแบง

เห็นอยู่เต็มไปหมดทั่วเว็บบอร์ดการเมืองที่พวกขายชาติมาโพส ล้วนแล้วแต่ข้อเท็จแทบทั้งสิ้น

ไม่แถแล้วหรือว่าขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท

รับจ้างโพสเชลียร์คนขายชาติก็คือรับจ้างทำชั่ว


รัฐบาลโจรขายชาติ
บันทึกการเข้า
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #18 เมื่อ: 28-07-2008, 13:02 »

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

การโกหกตอแหลของพวกขายชาติอย่างหน้าด้านๆนี้ ไม่เคยนึกคิดเลยว่าจะเกิดขึ้นและได้เห็น
การตะแบงแถกเหงือกของพวกขายชาติตามเว็บบอร์ดการเมืองเป็นไปในทางเดียวกันในแต่ละช่วงเวลา
เมื่อใดเปลี่ยนประเด็นก็เปลี่ยนพร้อมกันไปในแนวทางเดียวกัน

เห็นได้ชัดว่ารับคำสั่ง รับประเด็นมาให้แถ ให้โกหก

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



เต็ม ๆ
ทางการสอบสวนเรียกว่า "ประจักษ์ในพยานหลักฐา่น"
แม้ว่าผู้ร่วมขบวนการในชั้น "มีระดับ" ซึ่งยังหน้า่ด้านไม่พอที่จะตัดแปะใบบอกเอาดื้อ ๆ หลายตัวพยายามใส่สำนวน - ภาษา และเพิ่มประดาปัจเจกวิสัยเข้าไป
แต่มันก็ "อาศัยบริบทเดียวกัน" ทั้งหมด
จึงทำให้มองออกว่าเริ่มต้นมาจาก "แหล่ง" เดียวกัน

สืบไปสืบมาแล้วเข้าใจไม่ยากเลยว่ามาจากสาย
"เนวิน + วีระ > PTV > ตึกแถวลาดพร้าว - รามคำแหง"
เพราะทั้งหมดเป็นลีลาเดียวกับบรรดานักเล่นการเมือง "ประชาธิปัตย์เก่า" ขัด ๆ

งานการข่าวแบบเนวิน + วีระนี่ล่ะที่ทำเอาคนเป็น "หัวหน้า" เจ๊งมาแล้วนับไม่ถ้วน
ไม่ว่าจะเป็นเฉลิมพันธ์ 
พิชัย ( รัตตกุล )
พ่อใหญ่จิ๋ว
...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-07-2008, 13:12 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

katindork
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369


« ตอบ #19 เมื่อ: 28-07-2008, 17:21 »

ผมมีข้อข้องใจ 2-3 เรื่องครับ


1. เขตเส้นประที่ล้อมประสาทอยู่ ใครกำหนด เท่าที่เข้าใจเบื้องต้น มันเป็นแค่แนวรั้วลวดหนาม ที่สมัยสฤษฎ์วางกั้นไม่ให้เขมรล่วงล้ำมา
2. เมื่อตอนศาลโลกตัดสิน เท่าที่ทราบไม่ได้พูดถึงเรื่องดินแดน(อันนี้ไม่ได้อ่านคำตัดสิน) แสดงว่าศาลยังตัดสินไม่เคลียร์ที่สุด
3. สนธิสัญญาสันปันน้ำ   แล้วมาเปลี่ยนเป็นแผนที่เขียนเอาเองโดยฝรั่งเศส อันไหนมีน้ำหนักกว่ากัน เรื่่องนี้รื้อฟื้นได้หรือไม่
4.การรื้อฟื้นนี้เสี่ยงอย่างไรบ้าง  เราทำไมไม่มีทีมเฉพาะที่ซื่อสัตย์ทำเพื่อชาติ รวบรวมศึกษาข้อมูล  เพื่อการเรียกร้องความยุติธรรมต่อฝรั่งเศสในเวทีโลก(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขมร)  ไม่มีคนขายชาติเหมือนในอดีตทั้ง 2505  และเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
บันทึกการเข้า
ssa
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68


« ตอบ #20 เมื่อ: 28-07-2008, 18:44 »

รับจ้างโพสขายชาติพวกนี้กับเขมรเล่นประเด็นเดียวกัน 
ปล่อยประเด็นตีขลุมว่าพื้นที่โดยรอบทั้งหมดเป็นของเขมร
ก่อนที่เขมรจะเล่นยื่นเรื่องต่อ UN เสียอีก
เห็นได้ชัดว่าเป็นต้นเรื่องส่งประเด็นให้เขมรตีประเทศไทย
พวกนี้ทำตัวเป็นไส้ศึกให้ต่างชาติ

การยอมรับให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวเป็นการยกอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนให้เขมร
ไอ้เหล่ต้องประหารชีวิต
บันทึกการเข้า
bangkaa
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 407



« ตอบ #21 เมื่อ: 28-07-2008, 20:40 »

ผมมีข้อข้องใจ 2-3 เรื่องครับ


1. เขตเส้นประที่ล้อมประสาทอยู่ ใครกำหนด เท่าที่เข้าใจเบื้องต้น มันเป็นแค่แนวรั้วลวดหนาม ที่สมัยสฤษฎ์วางกั้นไม่ให้เขมรล่วงล้ำมา
2. เมื่อตอนศาลโลกตัดสิน เท่าที่ทราบไม่ได้พูดถึงเรื่องดินแดน(อันนี้ไม่ได้อ่านคำตัดสิน) แสดงว่าศาลยังตัดสินไม่เคลียร์ที่สุด
3. สนธิสัญญาสันปันน้ำ   แล้วมาเปลี่ยนเป็นแผนที่เขียนเอาเองโดยฝรั่งเศส อันไหนมีน้ำหนักกว่ากัน เรื่่องนี้รื้อฟื้นได้หรือไม่
4.การรื้อฟื้นนี้เสี่ยงอย่างไรบ้าง  เราทำไมไม่มีทีมเฉพาะที่ซื่อสัตย์ทำเพื่อชาติ รวบรวมศึกษาข้อมูล  เพื่อการเรียกร้องความยุติธรรมต่อฝรั่งเศสในเวทีโลก(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขมร)  ไม่มีคนขายชาติเหมือนในอดีตทั้ง 2505  และเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา


********************************************

ควรเข้าใจร่วมกันเป็นปฐมเสียก่อนว่า ปราสาทพระวิหารแต่เดิมนั้นเป็นของประ เทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 (หรือ ร.ศ. 122 หลังปราสาทพระวิหารถูกค้นพบโดยพล.ต.พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เพียง 4 ปี) และ ค.ศ. 1907
ตามสนธิสัญญาสยาม – ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 ที่ยึดถือสันปันน้ำเป็นเกณฑ์
       

ประเทศกัมพูชาจึงต้องยึดถือสนธิสัญญาฉบับนี้

ฝรั่งเศสมาเขียนแผนที่ขึ้นฝ่ายเดียวเมื่อ ค.ศ. 1908 หลังคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศสสลายตัวไปแล้ว 1 ปี
เป็นแผนที่ที่จงใจลากเส้นมาเอาเขาพระวิหารไปไว้ในดินแดนตนเอง ทั้งตัวปราสาทและพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร
       
กัมพูชาได้ใช้แผนที่ฉบับนี้ต่อสู้ในศาลโลกเมื่อปี 2502 และพยายามให้ศาลโลกมีคำพิพากษาว่าแผนที่ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904
       
แม้ศาลโลกจะพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้ระบุเรื่องเขตแดนไว้ และไม่ได้รับรองแผนที่ฉบับนั้นแต่ประการใด
       
จึงต้องถือว่า เขตแดนไทย-กัมพูชายังคงอยู่ที่สันปันน้ำเหมือนเดิมเมื่อปี ค.ศ. 1904 มีเพียงตัวปราสาทฯเท่านั้นที่เรายกให้กัมพูชาตามคำพิพากษาศาลโลก



***************************************


ที่ยกมาเป็นส่วนหนึ่งในบทความของคุณคำนูณ สิทธิสมาน (ส.ว.สรรหา, อดีตสนช.2550, บุคคลสำคัญในเครือผู้จัดการ)

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000088058


ข้อ 1 ข้อ 2 เคลียร์... ไม่มีลวดหนาม... ไม่มีเขตแดนใหม่... มีแต่เขตแดนตามสันปันน้ำ...

ข้อ 3 ข้อ 4 ....ไม่รู้ง่ะครับ.... แต่ศาลโลกมันก็ตัดสินเข้าข้างกัมพูชาไปแล้ว...
ผมถึงบอกไง...ถ้าไทย หรือ กัมพูชา จะสู้กันในศาลอีกครั้ง... ก็ต้องวัดใจกัน... เรื่องจะได้จบๆกันไปแบบชัดเจนแจ่มแจ้ง....




 



บันทึกการเข้า

มาทำหน้าที่... ใช้หนี้แผ่นดิน...และมาทำบุญ...
หน้า: [1]
    กระโดดไป: