ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
26-09-2020, 16:42
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ท่าน ว.วชิรเมธี ชี้ความเป็นกลาง=ความเป็นก้าง ถ่วงความเจริญ..สังคมไทยเพ้อเจ้อก้าง 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ท่าน ว.วชิรเมธี ชี้ความเป็นกลาง=ความเป็นก้าง ถ่วงความเจริญ..สังคมไทยเพ้อเจ้อก้าง  (อ่าน 2705 ครั้ง)
oho
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 712


« เมื่อ: 14-07-2008, 18:12 »


ว.วชิรเมธี (ภาพจาก www.tamdee.net)


ท่าน ว.วชิรเมธี ชี้ทางสว่าง ระบุในทางพุทธ ความเป็นกลางทางการเมืองคือ การยืนอยู่ข้างธรรมะและความถูกต้อง มิใช่การอยู่เฉยๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะการอยู่เฉยๆ นั้นจะนำประเทศไทยไปสู่หายนะ สงสัยระบบการศึกษายิ่งสอนยิ่งทำให้คน “เชื่อง” ส่วนพระสงฆ์ควรเป็นต้นแบบของการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง โดยต้อง ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมือง แต่ไม่เล่นการเมือง

       
       นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 หน้าที่ 54 ในคอลัมน์ธรรมาภิวัฒน์ ว.วชิรเมธี หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นกลาง = ความเป็นก้าง” อธิบาย เหตุผลในการวิจารณ์ทางการเมืองของท่านที่ส่งผลเสียต่อรัฐบาล
       
       ทั้งนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ที่ระบุว่า พระต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองด้วยการไม่พูดถึงการเมือง ไม่เล่นการเมือง และควรจะปล่อยวางเรื่องทางโลก มุ่งดับกิเลศอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่า “ในทางพุทธศาสนา ความเป็นกลาง ก็คือ ความเป็นธรรม ธรรมะคือความถูกต้อง ... ดังนั้น ภาวะที่เป็นกลาง การวางตัวเป็นกลาง ก็คือ การวางตนอยู่กับธรรมและธรรมอยู่กับใคร เราก็ควรจะสังกัดอยู่ในฝ่ายนั้น การเป็นกลางจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เลือกฝ่าย”
       

       นอกจากนี้ ว.วชิรเมธี ยังกล่าวด้วยว่า “ความเป็นกลาง” ที่คนส่วนใหญ่ รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวชนอ้างถึงนั้นเกิดจากความไม่รู้ “การอยู่เฉยๆ ไม่เรียกว่า การวางตนเป็นกลาง แต่ควรเรียกว่า วางตนเป็น ‘ก้าง’ คือ คอยขวางไม่ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม ... น่าเป็นห่วงมากที่ในสังคมไทยของเราคิดกันตื้นๆ ว่า การวางตนเป็นกลาง คือ การอยู่เฉยๆ และก็คนกลุ่มใหญ่พยายามขยายแนวคิดนี้ออกไปจนทำท่าจะเห็นดีเห็นงามกันทั้งประเทศ”
       

       “ระบบการศึกษาของคนไทยนี้มันผิดปกติตรงไหนหรือเปล่าที่เมื่อศึกษากันไปๆ ทำไมคนไทยถึงได้ ‘เชื่อง’ มากขึ้นทุกที มหาวิทยาลัย , สื่อมวลชน, วัฒนธรรม ที่ทำให้คนมีความแกล้วกล้าอาจหาญในการที่จะเผชิญกับความอยุติธรรม, ความเลวร้าย, ความฟอนเฟะ, ความสามานย์ของชนชั้นนำ หรือ ของคนทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายกลายเป็นจิ้งจอกของสังคม หายไปไหนกันหมด”
       
       “บ้านเมืองที่มากไปด้วยคนที่วางตัวเป็นกลางด้วยการอยู่เฉยๆ นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปิดทางให้ประเทศเดินเข้าสู่ความหายนะอย่างถาวรด้วยความยินดี ความสงบสุขที่ปราศจากปัญญานั้น เป็นความสงบสุขของป่าช้ามากกว่าของอารยชน ความนิ่งที่เกิดจากพื้นฐาน คือ ความกลัวนั้นไม่ต่างอะไรกับความนิ่งของสิงโตหินตามวัด”
       

       ขณะเดียวกันบทความชิ้นดังกล่าวยังอ้างอิงถึงสมัยพุทธกาลด้วยว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน โดยหักล้างคำสอนเรื่องพระพรหม เรื่องระบบวรรณะ นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเอาไว้มากมาย ทรงห้ามทัพ ทรงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับสงครามระหว่างรัฐต่างๆ รวมถึงเสนอระบบเศรษฐกิจแบบ “ทางสายกลาง” ที่เน้นการบริโภคเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการบริโภคเพื่อความมั่งคั่งอย่างไม่รู้จบด้วย

       
       ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าพระสงฆ์ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยสิ้นเชิงนั้น ว.วชิรเมธี จึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตามคำสอนของพุทธศาสนา พระสงฆ์ควร ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมืองได้ แต่เล่นการเมืองไม่ได้และควรเป็นต้นแบบในการวางตนเป็นกลาง ด้วยการเลือกยืนอยู่ข้างธรรมะ ธรรมะอยู่ที่ไหน พระก็ควรอยู่ที่นั่น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2008, 18:14 โดย oho » บันทึกการเข้า
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #1 เมื่อ: 14-07-2008, 19:54 »

สาธุ 
บันทึกการเข้า
almondflavor
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 320



« ตอบ #2 เมื่อ: 14-07-2008, 19:57 »

อยากอ่านแบบเต็มๆที่ลงใน เนชั่นสุดสัปดาห์อ่ะคะ

มีใครหาได้มั้งไหมคะ
บันทึกการเข้า
oho
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 712


« ตอบ #3 เมื่อ: 15-07-2008, 08:21 »

วันพฤหัสนี้ รอดูท่าน ว.วชิระเมธี จะขึ้นเวทีพันธมิตร
อบรมสั่งสอนธรรมะเรื่องความเป็นกลางของพระพุทธเจ้าครับ
ความเป็นกลาง คือ ต้องยืนข้างความถูกต้องนะครับ ต้องยืนอยู่ข้างคนดีครับ


 
บันทึกการเข้า
ผมเองครับ
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101



« ตอบ #4 เมื่อ: 15-07-2008, 08:28 »

ไม่อยากจะให้ท่านมาแปดเปื้อนเรื่องการเมืองเลย ท่านเป็นพระนักเทศน์ที่ดีอีกรูปเลย
บันทึกการเข้า
ผมเองครับ
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101



« ตอบ #5 เมื่อ: 15-07-2008, 08:29 »

ไม่อยากจะให้ท่านมาแปดเปื้อนเรื่องการเมืองเลย ท่านเป็นพระนักเทศน์ที่ดีอีกรูป
บันทึกการเข้า
irq5
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,149



« ตอบ #6 เมื่อ: 15-07-2008, 09:45 »

 


ขนาดคนที่ถ่างตาดูข่าวทุกวัน หลายคนยังไม่รู้เลยข้างไหนธรรมมะ

เกรงว่าพระทั้งหลายจะเข้าข้างไม่ถูกหนะสิครับ


แต่มีพระวัดใหญ่(ธรรมกาย) ที่ตอนนี้เงียบอยู่รอ ทักษิณกลับมาอีกครั้ง
บันทึกการเข้า

.:MMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMddMMMs..
.:MMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMssMMMMs..
.:Mddddddddddddddddddddddddddo+ddddNs..
.:M................................................hs..
.:M.............//:................//:.............hs..
.:M...........:MMs.............NMd............hs..
.:M................................................hs..
.:M................................................hs..
.:M.............yNNNNNNNNNN................hs..
.:M.................................................hs..
.:dyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyho..

....W..W::W:...AAA...NN...N...TTTTT..EEEEE...DDD..........
.....Ww.wW...AAAA..N..N..N......T.....EEE......D....D.......
.....-W...W...A......A N....NN......T.....EEEEE...DDD..........
. . . . . . . . . . . . thaksin shinawatra
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #7 เมื่อ: 15-07-2008, 13:50 »

เวทีพันธมิตรไม่ใช่สิ่งชี้ถูกชี้ผิด
เป็นเวทีเรียนรู้ที่มีอะไรคิดอย่างไรก็เอามาแบ่งปันกันมากกว่า
ดังนั้นหากใครยินดีจะมาคุยกันด้้วยเหตุผล แบ่งปันความรู้กันก็ควรจะต้อนรับ
อันไหนดีก็เอาไปต่อยอดทางปัญญา อันไหนเสียก็ตักเตือนกัน

จริงๆแล้วทำอะไรก็ต้องมีธรรมะเข้ามาควบคุมกำกับทั้งนั้น
อ้างไม่ได้หรอกว่าเรื่องการเมืองไม่ควรนำพระมาพูด
ท่าน ว. ท่านจะมาหรือไม่ จะสนทนาธรรมเรื่องใด ก็ดูสิ่งที่ท่านจะมาพูด
ดีกว่าเอาเวทีตัดสินท่านว่าท่านทำผิดหรือทำถูก


่ว่าแต่...อีกฝ่ายนั่นนอกจากใบบอก และคำสั่งแนบใบแดงๆม่วงๆ
มันเคยฟังอย่างอื่นบ้างหรือเปล่า...
บันทึกการเข้า
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 15-07-2008, 13:59 »

สาธุ


 
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


วาโย
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 250


ซ้ายหรือขวาก็ว่าเอียงทั้งคู่ขอสู้อยู่ตรงกลางดีกว่า


« ตอบ #9 เมื่อ: 15-07-2008, 14:13 »

สาธุ ย่ามที่เทพ(ตัวแทนความดี)และธรรมผนึกกำลังกัน บ้านเมืองก็ถึงเวลาพ้นทุกข์จริงๆแล้ว
บันทึกการเข้า

มาเถอะพี่น้องพ้องเพื่อนชีวิต ...ตื่นเถอะมวลมิตรผู้ยังหลับไหลจากเรา...คาราวาน (ขอยกท่อนหนึ่งของเพลงคาราวานมาแสดงระกันครับ ถึงเวลาแล้วที่คนหลับต้องตื่นสู้ คนอยู่ต้องก้าวต่อไป)
วัฏเมฆา
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16


เพียงแค่เมฆาล่องลอยผ่านมา


« ตอบ #10 เมื่อ: 15-07-2008, 15:03 »

เวทีพันธมิตรไม่ใช่สิ่งชี้ถูกชี้ผิด
เป็นเวทีเรียนรู้ที่มีอะไรคิดอย่างไรก็เอามาแบ่งปันกันมากกว่า
ดังนั้นหากใครยินดีจะมาคุยกันด้้วยเหตุผล แบ่งปันความรู้กันก็ควรจะต้อนรับ
อันไหนดีก็เอาไปต่อยอดทางปัญญา อันไหนเสียก็ตักเตือนกัน

จริงๆแล้วทำอะไรก็ต้องมีธรรมะเข้ามาควบคุมกำกับทั้งนั้น
อ้างไม่ได้หรอกว่าเรื่องการเมืองไม่ควรนำพระมาพูด
ท่าน ว. ท่านจะมาหรือไม่ จะสนทนาธรรมเรื่องใด ก็ดูสิ่งที่ท่านจะมาพูด
ดีกว่าเอาเวทีตัดสินท่านว่าท่านทำผิดหรือทำถูก


่ว่าแต่...อีกฝ่ายนั่นนอกจากใบบอก และคำสั่งแนบใบแดงๆม่วงๆ
มันเคยฟังอย่างอื่นบ้างหรือเปล่า...


เห็นด้วยครับ 

ทุกๆคนต้องมีสติ น่ะครับ ต้องตัดสินใจด้วยตนเอง
ว่าสิ่งที่ท่านรับรู้ สิ่งใดถูก สิ่งใดไม่ถูก
ไม่ควรถูกผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ชักจูง เพราะโบราณว่าไว้ นักปราชญ์ยังรู้พราด
สำหรับผม ผมเชื่อในการกระทำ ผมไม่เชื่อในการพูด
ผมนับถือคนที่ทำความดี ส่วนคนที่พูดดี...........
บันทึกการเข้า

เมฆาล่องลอยผ่านมา เที่ยวหาความรักไร้จุดหมาย ถึงทั่วหล้าประดังความวุ่นวาย ขอพัดพายเยี่ยงวัฏเมฆา
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #11 เมื่อ: 15-07-2008, 15:25 »

ไม่อยากจะให้ท่านมาแปดเปื้อนเรื่องการเมืองเลย ท่านเป็นพระนักเทศน์ที่ดีอีกรูป

ธรรมะและการเมือง เป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

หากผู้นำไม่มีธรรมแสดงว่าผู้นำคนนั้นขาดความยั้งคิดแล้ว

และหากผู้นำเข้าใจธรรมแบบผิดๆ เขาก็จะแก้ไขด้วยวิธีผิดๆเช่นกัน
บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #12 เมื่อ: 15-07-2008, 15:31 »

เวทีพันธมิตรไม่ใช่สิ่งชี้ถูกชี้ผิด
เป็นเวทีเรียนรู้ที่มีอะไรคิดอย่างไรก็เอามาแบ่งปันกันมากกว่า
ดังนั้นหากใครยินดีจะมาคุยกันด้้วยเหตุผล แบ่งปันความรู้กันก็ควรจะต้อนรับ
อันไหนดีก็เอาไปต่อยอดทางปัญญา อันไหนเสียก็ตักเตือนกัน

จริงๆแล้วทำอะไรก็ต้องมีธรรมะเข้ามาควบคุมกำกับทั้งนั้น
อ้างไม่ได้หรอกว่าเรื่องการเมืองไม่ควรนำพระมาพูด
ท่าน ว. ท่านจะมาหรือไม่ จะสนทนาธรรมเรื่องใด ก็ดูสิ่งที่ท่านจะมาพูด
ดีกว่าเอาเวทีตัดสินท่านว่าท่านทำผิดหรือทำถูก


่ว่าแต่...อีกฝ่ายนั่นนอกจากใบบอก และคำสั่งแนบใบแดงๆม่วงๆ
มันเคยฟังอย่างอื่นบ้างหรือเปล่า...



เห็นด้วยครับ  

ทุกๆคนต้องมีสติ น่ะครับ ต้องตัดสินใจด้วยตนเอง
ว่าสิ่งที่ท่านรับรู้ สิ่งใดถูก สิ่งใดไม่ถูก
ไม่ควรถูกผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ชักจูง เพราะโบราณว่าไว้ นักปราชญ์ยังรู้พราด
สำหรับผม ผมเชื่อในการกระทำ ผมไม่เชื่อในการพูด
ผมนับถือคนที่ทำความดี ส่วนคนที่พูดดี...........


ผมเชื่อว่าท่านคงไม่พูดชักชวนให้ผู้ร่วมชุมนุมต่อต้าน
ขับไล่อดีตนายกฯ และรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา....
แต่การเทศนาให้เลือกข้าง'ธรรมะ' ประพฤติชอบในเวลานี้ ก็คือการเลือกข้างแล้วครับ.....

จะแตกต่างกันกับพระพยอมที่บอกว่า
'รักพ่อ อย่าทะเลาะกัน' ขอให้เป็นกลาง อย่าออกมาประท้วง คือการเลือกข้างเช่นกัน...

ก็ต้องพิจารณาเอาเองว่าจะเลือกข้างไหน ข้างความถูกต้อง ความดี หรือ ข้างความผิด ความเลว....


บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
วัฏเมฆา
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16


เพียงแค่เมฆาล่องลอยผ่านมา


« ตอบ #13 เมื่อ: 15-07-2008, 15:44 »

ในปุถุชนทั่วไป

ขอถามว่า มีใครชั่วทั้งหมดหรือไม่  .....ไม่มี

ขอถามว่า มีใครดีทั้งหมดหรือไม่    .....ไม่มี

ถามว่าดี ดีที่ใด                     ........ใช่ดีต่อตนเราหรือ

ถามว่าชั่ว ชั่วที่ใด                 .........ใช่ชั่วต่อตนเราหรือ

ความดีที่ยั่งยืน คือความดีต่อทุก สรรพสัตว์ ไม่จำกัด ว่าเป็น พวกพ้อง หรือ ศัตรู

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-07-2008, 16:24 โดย วัฏเมฆา » บันทึกการเข้า

เมฆาล่องลอยผ่านมา เที่ยวหาความรักไร้จุดหมาย ถึงทั่วหล้าประดังความวุ่นวาย ขอพัดพายเยี่ยงวัฏเมฆา
วัฏเมฆา
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16


เพียงแค่เมฆาล่องลอยผ่านมา


« ตอบ #14 เมื่อ: 15-07-2008, 16:23 »

ซ้ำซะงั้น

บันทึกการเข้า

เมฆาล่องลอยผ่านมา เที่ยวหาความรักไร้จุดหมาย ถึงทั่วหล้าประดังความวุ่นวาย ขอพัดพายเยี่ยงวัฏเมฆา
O_envi
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 495



« ตอบ #15 เมื่อ: 15-07-2008, 17:24 »

อย่าขึ้นเวทีเลยครับ สงสารท่านอ่ะครับ
ใครเป็นพันธมิตรถูกมองไม่ดีหมด หวังว่าซักวันจะค่อยๆ มีคนเข้าใจขึ้น
บันทึกการเข้า

The change musts come one by one.It has to start with you
ผมเองครับ
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101



« ตอบ #16 เมื่อ: 15-07-2008, 17:35 »

อย่าขึ้นเวทีเลยครับ สงสารท่านอ่ะครับ
ใครเป็นพันธมิตรถูกมองไม่ดีหมด หวังว่าซักวันจะค่อยๆ มีคนเข้าใจขึ้น
[/quote
ผมก็คิดเหมือนกันเลย
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #17 เมื่อ: 15-07-2008, 17:48 »

วันพฤหัสนี้ รอดูท่าน ว.วชิระเมธี จะขึ้นเวทีพันธมิตร
อบรมสั่งสอนธรรมะเรื่องความเป็นกลางของพระพุทธเจ้าครับ
ความเป็นกลาง คือ ต้องยืนข้างความถูกต้องนะครับ ต้องยืนอยู่ข้างคนดีครับ


 

ถ้าขึ้นเวทีพันธมิตรจริง กลัวว่าท่านจะถูกตั้งกรรมการสอบสวน
ป่านนี้คงมีคนเปิดกฎหมายสงฆ์เตรียมไว้แล้ว 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
นักปฏิวัติ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 330



« ตอบ #18 เมื่อ: 15-07-2008, 18:20 »


ว.วชิรเมธี (ภาพจาก www.tamdee.net)


ท่าน ว.วชิรเมธี ชี้ทางสว่าง ระบุในทางพุทธ ความเป็นกลางทางการเมืองคือ การยืนอยู่ข้างธรรมะและความถูกต้อง มิใช่การอยู่เฉยๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะการอยู่เฉยๆ นั้นจะนำประเทศไทยไปสู่หายนะ สงสัยระบบการศึกษายิ่งสอนยิ่งทำให้คน “เชื่อง” ส่วนพระสงฆ์ควรเป็นต้นแบบของการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง โดยต้อง ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมือง แต่ไม่เล่นการเมือง

       
       นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 หน้าที่ 54 ในคอลัมน์ธรรมาภิวัฒน์ ว.วชิรเมธี หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นกลาง = ความเป็นก้าง” อธิบาย เหตุผลในการวิจารณ์ทางการเมืองของท่านที่ส่งผลเสียต่อรัฐบาล
       
       ทั้งนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ที่ระบุว่า พระต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองด้วยการไม่พูดถึงการเมือง ไม่เล่นการเมือง และควรจะปล่อยวางเรื่องทางโลก มุ่งดับกิเลศอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่า “ในทางพุทธศาสนา ความเป็นกลาง ก็คือ ความเป็นธรรม ธรรมะคือความถูกต้อง ... ดังนั้น ภาวะที่เป็นกลาง การวางตัวเป็นกลาง ก็คือ การวางตนอยู่กับธรรมและธรรมอยู่กับใคร เราก็ควรจะสังกัดอยู่ในฝ่ายนั้น การเป็นกลางจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เลือกฝ่าย
       

       นอกจากนี้ ว.วชิรเมธี ยังกล่าวด้วยว่า “ความเป็นกลาง” ที่คนส่วนใหญ่ รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวชนอ้างถึงนั้นเกิดจากความไม่รู้ “การอยู่เฉยๆ ไม่เรียกว่า การวางตนเป็นกลาง แต่ควรเรียกว่า วางตนเป็น ‘ก้าง’ คือ คอยขวางไม่ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม ... น่าเป็นห่วงมากที่ในสังคมไทยของเราคิดกันตื้นๆ ว่า การวางตนเป็นกลาง คือ การอยู่เฉยๆ และก็คนกลุ่มใหญ่พยายามขยายแนวคิดนี้ออกไปจนทำท่าจะเห็นดีเห็นงามกันทั้งประเทศ”
       

       “ระบบการศึกษาของคนไทยนี้มันผิดปกติตรงไหนหรือเปล่าที่เมื่อศึกษากันไปๆ ทำไมคนไทยถึงได้ ‘เชื่อง’ มากขึ้นทุกที มหาวิทยาลัย , สื่อมวลชน, วัฒนธรรม ที่ทำให้คนมีความแกล้วกล้าอาจหาญในการที่จะเผชิญกับความอยุติธรรม, ความเลวร้าย, ความฟอนเฟะ, ความสามานย์ของชนชั้นนำ หรือ ของคนทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายกลายเป็นจิ้งจอกของสังคม หายไปไหนกันหมด”
       
       “บ้านเมืองที่มากไปด้วยคนที่วางตัวเป็นกลางด้วยการอยู่เฉยๆ นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปิดทางให้ประเทศเดินเข้าสู่ความหายนะอย่างถาวรด้วยความยินดี ความสงบสุขที่ปราศจากปัญญานั้น เป็นความสงบสุขของป่าช้ามากกว่าของอารยชน ความนิ่งที่เกิดจากพื้นฐาน คือ ความกลัวนั้นไม่ต่างอะไรกับความนิ่งของสิงโตหินตามวัด”
       

       ขณะเดียวกันบทความชิ้นดังกล่าวยังอ้างอิงถึงสมัยพุทธกาลด้วยว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน โดยหักล้างคำสอนเรื่องพระพรหม เรื่องระบบวรรณะ นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเอาไว้มากมาย ทรงห้ามทัพ ทรงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับสงครามระหว่างรัฐต่างๆ รวมถึงเสนอระบบเศรษฐกิจแบบ “ทางสายกลาง” ที่เน้นการบริโภคเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการบริโภคเพื่อความมั่งคั่งอย่างไม่รู้จบด้วย

       
       ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าพระสงฆ์ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยสิ้นเชิงนั้น ว.วชิรเมธี จึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตามคำสอนของพุทธศาสนา พระสงฆ์ควร ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมืองได้ แต่เล่นการเมืองไม่ได้และควรเป็นต้นแบบในการวางตนเป็นกลาง ด้วยการเลือกยืนอยู่ข้างธรรมะ ธรรมะอยู่ที่ไหน พระก็ควรอยู่ที่นั่น


"...ในสถานการณ์ที่คนทำผิดหลักหรือละเมิดธรรม ก็ต้องมี อุเบกขา ซึ่ง พระธรรมปิฎก( ป.อ. ปยุตโต) ได้อธิบายละเอียดว่า เมื่อใดที่มีคนละเมิดธรรมละเมิดหลักการ ละเมิดต่อความถูกต้อง ทำให้เกิดความเสียหายต่อหลัก กฎเกณฑ์ ความเป็นธรรม ความชอบธรรม ทำลายกติกา เป็นต้น  ผู้นำต้องใช้อุเบกขา นั่นคือ มีความเป็นกลาง ไม่ลำเอียง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด  ดังนั้น อุเบกขาจึงไม่ใช่การนิ่งเฉย ปัดความรับผิดชอบ แต่เป็นสิ่งที่ผู้นำจะต้องใช้ในการตัดสินข้อขัดแย้งในองค์กรอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมเพื่อรักษาสิ่งดีๆไว้ เรียกว่า อุเบกขาเป็นตัวรักษาดุลนั่นเอง
..."
http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=2510&user=kosol

ดังนั้น สรุปได้ว่า ผู้ที่มีอุเบกขาในจิตใจ เมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง ย่อมต้องรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม แก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้องชอบธรรม นอกจากนี้ เมื่อมีมิจฉาทิฐิ (ความเห็นผิด ความเข้าใจผิด) ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของภิกษุ ที่จะต้องแก้ไขความเห็นนั้นๆให้ถูกต้องเปลี่ยนเป็นสัมมาทิฐิ เพราะพระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญการแสดงธรรมเพื่อให้ผู้ฟังมีปัญญา เห็นแจ้งในความจริง ความถูกต้อง หรืออนุสาสนีปาฏิหาริย์


(อ้างอิง "...การแสดงธรรมเนืองๆ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์. ในปาฏิหาริย์เหล่านั้น อิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทศนาปาฏิหาริย์ ยังติเตียนได้ ยังมีโทษ ไม่ยั่งยืนอยู่นาน เพราะไม่ยั่งยืนอยู่นาน จึงไม่นำสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้. อนุสาสนีปาฏิหาริย์เท่านั้นไม่ติเตียนได้ ไม่มีโทษ ตั้งอยู่ได้นาน เพราะตั้งอยู่ได้นาน จึงนำสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงติเตียนอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทศนาปาฏิหาริย์ ทรงสรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างเดียว..."
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=09&i=338 )

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-07-2008, 18:23 โดย นักปฏิวัติ » บันทึกการเข้า

"สุดยอดกลยุทธ์ คือชนะโดยไม่ต้องรบ" ซุนวู

"ผู้นำชั้นเลิศนั้น เพียงแต่เป็นที่รับรู้ว่ามีตัวตนอยู่
ชั้นรองลงมา เป็นที่รักและสรรเสริญ
ชั้นรองกว่านั้น เป็นที่เกรงกลัวและเกลียดชัง" เหล่าจื๊อ เต้าเต๋อจิง
หน้า: [1]
    กระโดดไป: