ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
29-05-2020, 18:20
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ประเทศไม่พัฒนารัฐบาล-ธปท.ต้องรับไปคนละ& 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ประเทศไม่พัฒนารัฐบาล-ธปท.ต้องรับไปคนละ&  (อ่าน 611 ครั้ง)
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« เมื่อ: 10-07-2008, 10:53 »

ทัศนะวิจารณ์ บทบรรณาธิการ
10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 05:00:00

มาถึงวันนี้ รัฐนาวาของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้จมไปแล้วครึ่งหนึ่ง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลังจากวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีสาธารณสุข พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีนับตั้งแต่ครบกำหนด 30 วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ฐานความผิดไม่แจ้งการถือครองหุ้นของคู่สมรสเกิน 5% ต่อ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 โดยเป็นที่คาดหมายว่าคำชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับกรณีของนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ในวาระต่อไป

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ ไปลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2 เข้าข่ายสนธิสัญญาซึ่งต้องเสนอเข้ารัฐสภาพิจารณาก่อน ทำให้ฐานะของนายนพดลตกอยู่ในฐานะลำบากที่จะนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศต่อไป รวมทั้งขยายผลไปถึงความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะยื่นถอดถอนนายสมัครและรัฐมนตรีอื่นตามมา

โดยเฉพาะคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช โดยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีนั้น อาจจะส่งผลนำไปสู่กระบวนการยุบพรรคพลังประชาชนในระยะต่อไป ทั้งนี้นักวิชาการระบุหากคณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความผิดของนายยงยุทธเป็นความผิดของพรรคพลังประชาชนด้วยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะเข้าสู่กระบวนการยุบพรรค ซึ่งนักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่า กว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดลง ก็จะต้องใช้เวลานาน 4-5 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่สถานการณ์ต่างๆ ข้างต้นบ่งบอกนัยสำคัญถึงศักยภาพของรัฐบาลกำลังถูกลดทอนลงไปเรื่อยๆ โดยที่การบริหารประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติราคาน้ำมันและอาหารแพง ที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพของประชาชน ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอย และไม่สามารถทำให้ประเทศมีการพัฒนาและเดินไปข้างหน้าได้

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประสบปัญหาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งนับวันจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ถ้าไม่มีรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง ก็ไม่อาจจะนำพาประเทศผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ได้ ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจก็รุมเร้าหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อที่กำลังเร่งตัวสูงในขณะนี้ ได้บั่นทอนมูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศที่ลดลง โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้ทำหน้าที่ธนาคารกลางของประเทศเท่าที่ควร ทั้งที่มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลเสถียรภาพของระดับราคาสินค้าในประเทศ แต่กลับปล่อยให้ระดับราคาสินค้าพุ่งทะยานสูงขึ้น สวนทางอำนาจการซื้อและรายได้ของประชาชนที่ลดลง จากการปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเพื่อเทียบกับเงินเฟ้อ มีอัตราติดลบเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 2% เป็น 3% เป็น 4% และล่าสุดติดลบมากถึง 5% ซึ่งกลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุด ก็คือ กลุ่มคนเกษียณที่ไม่สามารถมีรายได้จากเงินบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้น ตรงข้ามกลับมีภาระรายจ่ายสูงขึ้นอย่างมาก

การที่ ธปท.ไม่ขึ้นดอกเบี้ยและไม่ส่งสัญญาณที่จะเข้ามาดูแลปัญหาเงินเฟ้ออย่างชัดเจนแล้ว ก็จะเกิดผลกระทบที่ทำให้เกิดการคาดเดาอัตราเงินเฟ้อในอนาคต ทำให้การใช้เงินในระบบอาจจะเกิดการบิดเบี้ยวครั้งใหญ่ในอนาคต โดยจะทำให้ธุรกรรมทางการเงินในระบบสถาบันการเงินเกิดถดถอยมหาศาล โดยถูกนำไปใช้เพื่อการเก็งกำไรมากขึ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นบทเรียนที่เคยเผชิญกันมาแล้วในช่วงยุคทองเศรษฐกิจ และในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ถึงแม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ในครั้งนี้ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากด้านต้นทุนสูง และถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้ผลิตที่มีการกู้ยืมเงิน ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น แต่เป็นการต่อสู้ทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ธปท.มีศักยภาพในการเข้ามาดูแลปัญหาเงินเฟ้อได้อย่างจริงจัง และทำให้เกิดความมั่นใจการลงทุนระยะยาว รวมทั้งไม่ได้เป็นการลงทุนที่เกินตัว

เรามีความเห็นว่า การแก้ไขปัญหาของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ถูกต้องในอนาคต ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล และ ธปท.ที่ต้องร่วมแบกรับคนละครึ่ง


http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/10/news_274669.php


วันนี้ จะโทษ ธนาคารแห่งประเทศไทยมาก ก็คงไม่ถูกนัก....

เพราะ ปัจจุบัน ได้ถูกการเมืองเข้าไปแทรกแซงเรียบร้อยแล้ว....

เป็นความผิดพลาด ของ อดีตรัฐมนตรีคลัง ฉลองภพ สุสังกรณ์การณ์

ที่ไปแก้ พรบ.ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อ เปิดช่องให้นักการเมืองเข้าไปควบคุม การทำงานของแบ็งค์ชาติ.....

รัฐบาลลุงหมัก จึงได้ฉกฉวยโอกาสตามน้ำ...

วันนี้ แบ็งค์ชาติ เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเองแล้วครับ....การแก้ไขปัญหา ที่ ตรง แต่ ไม่เอาใจ รัฐบาล คงเป็นไปได้ยาก....

ประกอบกับการมีรัฐบาลเป็ดง่อย...ที่มีแต่ หมอนวดหน้าทอง กับ พยาบาล ซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจเศรษฐกิจอย่างถ่องแท้

เราคงเห็น เหตุการณ์ ที่มันคล้าย ๆ กับ ช่วงก่อน ปี 40  ....การเก็งกำไร ค่าเงินจะกลับมาอีกครั้ง....

แล้ว ก็ตั้งนั่งก้มหน้า ก้มตา กินยาขม กันอีกรอบ.....




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2008, 10:55 โดย 55555 » บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 10-07-2008, 11:23 »

ไอ้หมอคอมมิวนิสต์+โกร่ง+โอฬาร ประสานเสียงไม่ให้ขึ้นดอกเบี้ย โดยอ้างต่างๆนานา โดยเฉพาะ ไอ้โกร่งกับโอฬาร อาศัยเครดิตตัวเองว่าเป็นด๊อกเตอร์ มาอ้างว่า เป็นเงินเฟ้อที่ประเภท cost-push และเป็นแค่ headline inflation แล้วสรุปให้ว่า ไม่ควรขึ้นดอกเบี้ย แล้วไอ้หมอคอมมิวนิสต์ก็บอกทำนองว่า "ขาดเงิน มึงก็ไปกู้เอาเดะ"

ซึ่งเป็นการอ้างได้ทุเรศมาก เพียงเพราะกลัวตัวเลขการเติบโตของ GDP ตกต่ำ หลอกตัวเองไปเรื่อยๆ

แต่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ซึ่งมาจากสายงานหลักทรัพย์ ควรจะเชียร์ดอกเบี้ยต่ำ กลับบอกว่าให้ขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อปราบการบริโภค ซึ่งถูกต้อง

อุปมาเหมือนบริษัทเอกชน เมื่อเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ในอัตราที่มากกว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้น (= GDP เพิ่มขึ้น)  ทำให้กำไรลดลง หรือปริ่มจะขาดทุน (= ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด) บริษัทก็ต้องหาทางลดต้นทุนทุกวิถีทาง เช่น เข้มงวดเรื่องค่าน้ำมันเบิกจ่าย ตัดงบจัดซือเครื่องใช้ เข้มงวดไม่ให้เกิดการรั่วไหล ไล่คนงานห่วยๆออกมาบางส่วน  และเพิ่มราคาขาย (= ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อพยุงและเพิ่มค่าเงินบาท) แล้วหาแผนระยะยาวเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ...... แต่สิ่งที่มันทำ กลับเป็นการแจกเงินให้กับแผนกต่างๆไปใช้จ่าย แล้วหลอกตัวเองว่ากำไรของแต่ละแผนกยังเหมือนเดิม ซึ่งเปรียบเหมือนการบิดเบือนความสามารถในการทำกำไรของแผนก มันก็ไม่มีใครเต็มใจจะประหยัด และแล้วปล่อยนานๆเข้า มันก็จะไปกระทบผลกำไรขาดทุน และกระแสเงินสด (= ดุลการชำระเงิน)  หากเช็คเด้งไปนานๆ บริษัทก็เจ๊ง
บันทึกการเข้า

see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #2 เมื่อ: 10-07-2008, 14:10 »

*  จริง ๆ แล้วปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ .... เพราะเกี่ยวโยงกะปากท้องของเรา ๆ ท่าน ๆ ทุกคนอยู่แล้ว

    รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ .... จะนำพาประเทศไปสู่ทางออกได้ในทิศทางที่ดี

    แต่คงไม่ใช่มาจากรัฐบาลของ นาย สมัคร  สุนทรเวช ..... ที่ประกอบไปด้วย  ครม. ขี้เหร่  ทั้งคณะเป็นแน่แท้

    การเลือกคนมาดำรงตำแหน่งหัวหอกทางการเมืองต้องใช้การพิจรณาอย่างรอบคอบ

    แต่นี่อะไร ....  จัดตั้ง  ครม. แบบส่งเดชมาซ่ะงั้น !  ดูเอาจากการเลือกบุคคลากรที่มาทำงานก็ได้

    กรณีหมอเลี๊ยบก็เช่นกัน... หมอเลี๊ยบมีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจแค่ไหนถึงเข้ามาในตำแหน่งที่คุมกระทรวงการคลัง ?

    และในส่วนของ  ธปท. เอง  กรรมการสรรหาของบอรด์ชุดล่าสุดที่ผ่านมาก็เป็นการนำเสนอชื่อโดยหมอเลี๊ยบใช่หรือไม่ ??

    เพราะฉะนั้นไม่ผิดเลยที่จะพูดว่า ..... ถ้าเศรษฐกิจของประเทศเจ๊งขึ้นมาอีกรอบ

    รัฐบาล .... ก็ต้องมีส่วนในความรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน  !!!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2008, 14:14 โดย see - u » บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
หน้า: [1]
    กระโดดไป: