ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
26-01-2021, 13:48
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ยูเนสโกกับกรณีปราสาทพระวิหาร : วสุ โปษยะนันทน์ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ยูเนสโกกับกรณีปราสาทพระวิหาร : วสุ โปษยะนันทน์  (อ่าน 3393 ครั้ง)
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« เมื่อ: 01-07-2008, 04:57 »

ยูเนสโกกับกรณีปราสาทพระวิหาร
โดย วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิก กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ผู้ช่วยเลขานุการอิโคโมสไทย

ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนในส่วนของนักวิชาการที่ได้รับเชิญจาก กัมพูชาให้ไปสำรวจพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เพื่อจัดทำแผนบริหารจัดการ "พื้นที่กันชน" ของปราสาทพระวิหารในประเทศไทย

ได้มีโอกาสศึกษารายงานและแนวคิดของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหลายชาติที่ยูเนสโกแนะนำมาให้ความช่วย เหลือกัมพูชา ในการทำแผนบริหารจัดการอันเป็นผลจากมติที่ประชุมมรดกโลกสมัยที่แล้วที่ นิวซีแลนด์

ได้เห็นท่าทีของเจ้าหน้าที่ของยูเนสโกกัมพูชา ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเนสโกปารีสจากโอกาสที่ได้ร่วมคณะกับ อธิบดีวีรชัย ผลาศรัย ที่โดน รมต.แขวน ไปเจรจาชี้แจงเหตุผลขอร่วมขึ้นทะเบียนร่วมในครั้งแรก

ผู้เขียนได้ ทำงานร่วมกับข้าราชการประจำของกระทรวงการต่างประเทศทั้งกรมสนธิสัญญาและกรม เอเชียตะวันออก ได้เห็นความตั้งใจทำงานของข้าราชการทุกฝ่ายรวมถึงกรมแผนที่ทหาร และยังมีที่ปรึกษาทางกฎหมายจากกฤษฎีกาและอัยการสูงสุดที่มาช่วยตรวจสอบให้ ความคิดเห็นในทุกร่างข้อตกลงที่เรายื่นข้อเสนอไปยังฝ่ายกัมพูชา ในเรื่องข้อตกลงต่างๆ บอกได้ว่าไม่มีหมกเม็ด

แต่เรื่องทั้งหมดถูกกำหนดให้เป็นเรื่องลับสุดยอด จนทำให้เราต้องจินตนาการกันไปต่างๆ นานา ด้วยความไม่น่าไว้วางใจของ รมต. ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้เห็นแผนที่ใหม่ที่กัมพูชาจะนำไปเปลี่ยนสำหรับการขอขึ้นเป็นมรดกโลกด้วย

เรื่องของเรื่องก็คือ ที่ผ่านมาท่าทีของกัมพูชาแข็งกร้าวต่อข้อเสนอของเรามาตลอด

ไม่เคยยอมรับว่ามีปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ถือว่าจะต้องใช้แผนที่ของกัมพูชาที่ทำโดยฝรั่งเศสและใช้แนบท้ายคำฟ้องต่อศาลโลกเท่านั้น

และในทางปฏิบัติก็ได้ขนผู้คนมาบุกเบิกตั้งบ้านเรือน วัด ตลาด ทั้งบนเขาในพื้นที่ทับซ้อน และที่หมู่บ้านโกมุย ที่อยู่ในที่ราบเบื้องล่าง 8-10 ปีแล้ว

ไม่ยอมรับว่าปราสาทพระวิหารมีส่วนต่อเนื่องที่มีความ สำคัญในประเทศไทยสมควรจะได้ผนวกเป็นเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลกด้วย

โดยเชื่อตามข้อมูลของนักวิชาการนานาชาติที่นำโดย ฝรั่งเศส ระบุว่า การวางผังของปราสาทบนยอดเขานั้นเกี่ยวเนื่องกับโบราณสถานใกล้เคียงที่อยู่ เบื้องล่างในเขตกัมพูชาเป็น Buddhist Geometry เป้ยตาดีหน้าผาปลายสุดที่เป็นจุดชมวิวในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ไม่มีช่องเปิดออกมาจากปราสาทประธานแต่อย่างใดก็วิเคราะห์ว่าเป็นที่ บำเพ็ญพรตของฤๅษี ไว้มองดูภูมิจักรวาลเบื้องล่าง ทางขึ้นเขาที่มีมาแต่เดิมได้แก่ทางช่องบันไดหักทางทิศตะวันออก ด้วยยึดมั่นว่า ทางเข้าปราสาทต้องเป็นทิศตะวันออกเท่านั้น

และระบุว่า ทางขึ้นทางบันไดใหญ่และสะพานนาคทางทิศเหนือเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยหลังสุด แม้แต่สระตราว ที่เป็นการสร้างทำนบหินกั้นทางน้ำบนลานหินจนกลายเป็นสระน้ำก็กลับเขียนใน รายงานว่าเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ผู้เชี่ยวชาญของ ICOMOS ที่ได้รับมอบหมายให้ประเมินข้อมูลของกัมพูชา ก็ให้ความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย ผ่านการประเมินเบื้องต้นทั้งหมดแล้วเขาจึงไม่ยอมถอย

ความจริงพอได้ ไปสำรวจปราสาทที่อยู่ด้านล่าง ก็รู้ว่าเป็นอโรคยศาล ไม่ได้ร่วมสมัยการวางผังกับปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด หัวนาคของสะพานนาคก็เป็นนาคหัวโล้นตามรูปแบบศิลปะบาปร่วมสมัยกับปราสาท ประธานอย่างแน่นอน ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างในยุคหลัง แต่ควรจะเป็นทางเข้าหลักตามแนวแกนเหนือ-ใต้ ที่เป็นไปตามลักษณะภูมิประเทศ และหันไปสู่ชุมชนโบราณที่อยู่บริเวณเชิงเขาในฝั่งไทยในปัจจุบันทั้งหมด

.......นี่ คือการบิดเบือนข้อมูลทางวิชาการที่เลวร้ายอันเป็นเหตุให้ผู้เขียนประกาศแยก ตัวจากคณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติในที่ประชุม ที่เสียมเรียบ โดยท่านอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชาได้ประกาศย้ำอีกครั้งต่อรองนายก สก อาน ที่พนมเปญ

ยูเนสโกที่ควรจะดำรงตนในฐานะกรรมการที่เป็นกลางในกรณีที่มีความขัดแย้งกันของสอง ประเทศ กลับทำตัวเป็นแม่พระผู้ใจบุญทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ประเทศยากจนเล็กๆ ที่ผ่านภัยสงครามมา ได้มีมรดกโลกใหม่ที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวนำรายได้เข้าสู่ประเทศมากขึ้น

ตอน แรก ICOMOS ก็ได้ติดต่ออิโคโมสไทยมาให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาประเมินข้อมูลที่กัมพูชาเสนอ เราได้เสนอชื่อ อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ แต่ในที่สุดก็ได้ขาดการติดต่อจากเรา และกลายเป็นอินเดียที่เป็นผู้ประเมินให้ผ่านนำส่งต่อเข้าวาระการประชุมตาม ที่เราได้ทราบกันแล้ว

การเปลี่ยนผู้ประเมินโดยไร้สาเหตุเช่นนี้ให้คิดได้ว่า มีกลไกอะไรจากองค์กรระหว่างประเทศนี้อยู่เบื้องหลัง

เราเคยให้เหตุผลขอให้เปลี่ยนแปลงเป็น การขอขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกัน ระหว่างไทยและกัมพูชาแล้วโดยผนวกแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องในฝั่งไทยเข้าไปด้วย แต่เจ้าหน้าที่ของยูเนสโกกลับบอกว่า ไทยต้องจัดทำรายงานวิชาการ แผนบริหารจัดการเพิ่มเติมอย่างดีก่อน

และ การจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ใน Nomination File ที่ได้รับการประเมินเรียบร้อยแล้วไม่สามารถทำได้ นอกจากจะถอนเรื่องออกไปก่อนแล้วค่อยกลับมาต่อคิวเข้าสู่วาระใหม่ ต้องใช้เวลา แน่นอนว่ากัมพูชาไม่มีวันยอม จึงว่าถ้าไทยต้องการก็ให้ยื่นเองทีหลังจากส่วนของเขมรได้เป็นมรดกแล้ว ถ้าคิดว่าส่วนที่ว่ามีคุณค่าพอ

กระทรวงการต่างประเทศ ก็ปลงในเรื่องขึ้นทะเบียนร่วม กลับมาหามาตรการในการรักษาอำนาจอธิปไตย สิทธิเรื่องเขตแดนเป็นหลัก พยายามยื่นข้อเสนอในการเซ็นข้อตกลงร่วมต่างๆ เจรจาต่อรองมาโดยตลอด กัมพูชาไม่เคยยอมเลย....

ในที่สุดในหลังการ เดินทางไปเกาะกงของ รมต.ก็เกิดอาการพลิกล็อคขึ้นเขมรยอมเจรจาอีกครั้ง มียูเนสโกปารีสเป็นเจ้าภาพ เขมรขอถอยเองโดยขอเปลี่ยนการขอเป็นมรดกโลกให้เหลือเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น จากเดิมที่ใช้ชื่อว่า Sacred Site of Preah Vihear Temple เหลือเพียงแค่ Temple of Preah Vihear พร้อมขอเปลี่ยนแผนที่ทั้งหมด ไม่ให้มีผลกับไทยเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเขตแดน ซึ่งได้แก่แผนที่ที่เป็นข่าวในขณะนี้ ความจริงแล้วเป็นแผนที่ที่ไม่มีการระบุเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ พื้นที่ Core Zone ขีดเส้นออกจากผนังอาคาร 30 เมตร ยกเว้นบันไดทางทิศเหนือขีดตรงสุดเขตบันไดเลย ตรงพื้นที่ทับซ้อนเขียนเป็นหมายเลข 3 หมายถึง Joint Management Zone ตรงกับข้อความในสัญญาร่วมให้ส่งแผนบริหารจัดการร่วมกันต่อยูเนสโกภายใน 2 ปี

กล่าวคือ เขมรยอม อย่างที่ไม่มีวี่แววมาก่อน

รมต.พูดจริงเรื่องแผนที่ที่จะไม่มีผลเรื่องเขตแดน (นอกจากว่าจะล้ำไปถึงการทวงปราสาทคืนก็คงจะไม่สามารถทำได้อีก) รมต.พูดจริงเรื่องที่เขมรขอร้องไม่ให้เปิดเผยข่าวนี้ต่อสื่อมวลชนของเขมร เพราะประชาชนชาวเขมรคงไม่พอใจว่ามายอมไทย ที่เดิมเขาว่าเป็นแผ่นดินของเขา แต่มากลายเป็นที่ที่ต้องมาจัดการร่วมกัน รมต.เชื่อตามคำขอของเขมร ปิดข้อมูล ผลก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่มีใครเชื่อ ก็อยากไม่คิดถึงจิตใจคนไทย

เห็นอิทธิฤทธิ์ของยูเนสโกหรือยัง ตอนแรกตอนเราเสนอขึ้นทะเบียนร่วมก็ว่าทำไม่ได้ ทีตอนนี้ทำมาเป็นตัวกลางเสนอให้เขมรเปลี่ยนแผนที่ ไหนว่าไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลใน Nomination File ที่ประเมินแล้วได้ ความจริงก็มีเจ้าหน้าที่ยูเนสโกท่านหนึ่งที่ร่วมประชุมอยู่ด้วยให้ความเห็น ว่า การเปลี่ยนมาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทนั้นจะขัดต่อหลักการทางวิชาการ แต่ประธานซึ่งเป็น Assistant Director-General for Culture ของยูเนสโก กลับบอกว่านี่เป็นข้อยกเว้นเนื่องจากเป็น "Political Decision"

หวังว่า ทั่วโลกคงจะได้ติดตามข่าวที่เกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้ ที่การขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว กลายเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมือง และจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนชาวไทยและกัมพูชา ที่ลามไปถึงการจะทวงปราสาทคืนจากคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของศาลโลก

ความไม่เป็นธรรมจากแผนที่ที่ตั้งใจทำให้ผิดโดยกลฉ้อฉล มีทางน้ำปลอมไหลลงฝั่งเขมรนำมาซึ่งเส้นเขตแดนตามแผนที่ที่อ้อมเอาปราสาทพระ วิหารไว้ในเขตกัมพูชา

ไม่รู้ว่ายูเนสโกจะตระหนักหรือไม่ว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้

ปล่อย ให้กลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังผลงานการเจรจาที่ รมต.ตาหวานอ้างความดีความชอบ ลุ้นอยู่ว่าผลประโยชน์ร่วมส่วนตัวที่ตกลงไว้จะมีอันเป็นไป ไม่ราบรื่นตามคาดจากเหตุการณ์นี้หรือไม่ ห่วงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนที่หวังจะกอบโกยจากของที่ควรจะเป็นของส่วนรวมของ ประชาชนทั้งเขมรและไทย และที่สุดบนความเกลียดชังของประชาชนที่มีต่อกัน

ที่จะหนีไปอย่างลอยนวลก็คือ ยูเนสโก นักการเมือง และผู้ชักใย

น่าเห็นใจประชาชนของทั้งสองชาติ เราย้ายประเทศหนีแยกจากกันไม่ได้หรอก

แต่ที่น่าสงสารที่สุดคือ ปราสาทพระวิหาร ....ไม่ว่าผลการประชุมที่ควิเบกจะเป็นอย่างไร ได้เป็นมรดกโลก ก็คือซื้อเวลาของความขัดแย้งต่อไปอีก 2 ปีในการจัดการร่วมกัน ไม่มีคำสั่งทักษิณ เขมรคงพูดไม่รู้เรื่อง ประชาชนไทยก็คงยังมีอารมณ์ ไม่ยอมง่ายๆ เช่นกัน ไม่ได้เป็นความขัดแย้งก็คงไม่จบเช่นกัน ปราสาทคงไม่มีวันสงบได้บูรณะซ่อมแซม

พอจะมีทางออกแต่ก็เพียงให้คณะ กรรมการมรดกโลกมีมติให้ไทยส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาเพื่อผนวกเข้าเป็นมรดกโลก ทั้ง Site ร่วมกัน แบ่งความภาคภูมิใจและผลประโยชน์ของประชาชนร่วมกัน

Transboundary Property น่าจะเป็นทางออกเดียวเท่านั้น

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01270651&day=2008-06-27§ionid=0130
 
บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #1 เมื่อ: 01-07-2008, 06:41 »

จากข้อมูลชุดนี้ยิ่งตอกย้ำความพิกลพิการของโครงการมรดกโลก

บิดเบือนข้อมูลวิชาการ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองเศรษฐกิจ
ด้วยความลำเอียงเข้าข้างประเทศที่เป็นอดีตอาณานิคม

ผสานกับฝีมือของนักการเมืองไทยที่ตั้งหน้าตั้งตาจะ "เอาให้ได้"

---

วันก่อนผมค้น แบบเรียนประวัติศาสตร์ฉบับเขมร มาอ่านเล่นดู
เนื่องจากมีคนแปลเป็นภาษาไทยเอาไว้

พบว่าเขมรเขียนประวัติศาสตร์เป็นคนละชุดกับไทยเลยนะครับ
มีการใช้ความเชื่อเก่าๆ ที่เคยเชื่อว่าคนไทยมาจากภูเขาอัลไต
และเข้ามารุกรานอาณาจักรเขมร (เขาเรียกอาณาจักรขอมว่า
อาณาจักรเขมรตลอดเวลา) จนกระทั่งต้องถอยร่นไปพนมเปญ

ทั้งที่ในแวดวงวิชาการปัจจุบัน เรื่องภูเขาอัลไตล้มไปนานแล้ว

มีการระบุด้วยว่า นักองค์เอง ที่เคยเป็นมาเป็นตัวประกันในไทย
และต่อมาไทยให้ไปครองกัมพูชา ได้ตรัสยกดินแดนในบริเวณ
ที่ตั้งปราสาทพระวิหารให้เฉพาะในรัชกาลที่ 1 เท่านั้น หมายถึง
ไทยต้องคืนดินแดนให้เขมรตั้งแต่รัชกาลที่ 2 .. เป็นข้อตกลงที่
แปลกจริงๆ เพราะตอนนั้นเขมรไม่มีกำลังพอประกาศสิทธิอยู่แล้ว
และมีสถานะเป็นเมืองขึ้นไทย กระทั่งตอนที่ฝรั่งเศสมายึดครอง
ยังต้องมาทำสนธิสัญญากับไทยในสมัย ร.5 ว่าไทยยกเขมรให้

..ดินแดนเขมรตอนนั้นมีขนาดแค่ครึ่งซีกตะวันออกของปัจจุบัน..

ประวัติศาสตร์เขมรสร้างภาพไทยเป็นผู้รุกรานที่ขี้โกง+โหดร้าย
คนเขมรจึงเห็นไทยเป็นชาติศัตรู (คล้ายๆ แต่ก่อนที่คนไทย
ก็ถูกรัฐบาลมอมเมา ให้มองพม่าเป็นชาติศัตรูเหมือนกัน)


การจะทักท้วงคัดค้านการบิดเบือนข้อมูลของฝ่ายเขมรเป็นเรื่อง
วุ่นวาย พัวพันการเมืองที่นักการเมืองเขมรปลุกกระแสชาตินิยม
ในขณะเดียวกันถึงคนไทยจะรู้ แต่เราก็ยอมเสียดินแดนไม่ได้
เป็นเรื่องที่ยังมองไม่ออกว่าเมื่อไหร่ไทย-เขมรจะเข้าใจกัน 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-07-2008, 06:45 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #2 เมื่อ: 01-07-2008, 07:38 »

 
เท่าที่ทราบเขมรเค้าปลูกฝังกันมาแบบนั้นครับ

ถ้าใครที่บอกว่าคนไทยคลั่งชาติ เขมรคลั่งกว่าแน่ๆ

ไม่งั้นประเด็นไร้สาระแบบเหตุการณ์เผาสถานฑูตคงไม่เกิดขึ้น







บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #3 เมื่อ: 01-07-2008, 08:24 »

 
เรื่องเกี่ยวกับเขมร-ไทยนี่ น่าจะต้องระวังให้ดีๆ

วิธีปลูกชาตินิยมแบบเขมรๆ (ดูการเขียนประวัติศาตร์ของเขมร)
http://absara.free.fr/1photo-choc1/slk_Khsandwich-tai-Viet.htm

ย้อนรอยเรื่องบานปลายเผาสถานฑูตได้ยังไง (จากไทยรัฐ)
http://209.85.141.104/search?q=cache:hvnAs0uWBOQJ:isc.ru.ac.th/data/PS0002785.doc+%22%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3%22&hl=en&ct=clnk&cd=2

อันนี้เป็นเว็บบอร์ดเรียนภาษาเขมร มีทั้งคนไทยคนเขมรอยู่กันได้น่ารักดี (มีซัดกันบ้างแต่ยังสามัคคีกันได้)
http://www.ubru.ac.th/ccu/webboardkhmer/

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #4 เมื่อ: 01-07-2008, 12:12 »


เขมรไม่เคยรู้จักบุญคุณ และ "ยึดติดกับอดีต" ยิ่งกว่าไำทย - ญวน หลายเท่า ( เพราะเขมร "อ้างไปถึงสมัยพรเจ้าชัยวรมัน  7-800 ปีก่อนนู้น )
ถ้าอ่านแนววิชาการแล้วรู้สึกอึดอัด
ลองหา "จริตเขมร" มาอ่านดูสิ  แล้วจะรู้กำพืดสันดานของคนเขมรในแง่มุมที่คนเขมร ( และคนไทยใจเขมร - ใจแม้วบางส่วน ) เถียงไม่ออก
บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #5 เมื่อ: 01-07-2008, 12:22 »

เข้าไปอ่านดูสิ
กรณีเปรียบเทียบกับแง่มุมเล็ก ๆ สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ชื่อ Koh Tral ซึ่งพวกมันอ้างว่า "เป็นของเขมร แต่เวียดนามเอาไป"

Preah Vihear
Koh Tral

หรือจะเข้าไปดูกระทู้นี้เอาความมันส์
"สุรินทร์เป็นของเขมร"
Surin is Khmer
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-07-2008, 12:28 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #6 เมื่อ: 01-07-2008, 12:27 »

 
ดูแล้วเพื่อนบ้านของเราสนใจเรามากกว่าที่เราสนใจเค้ามากจริงๆ

เกิดอะไรขึ้นในกัมพูชาเราไม่เห็นจะเคยสนใจ ตรงข้ามเค้ากลับตั้งวงวิพากษ์วิจารณ์เราได้เป็นเรื่องเป็นราว Surprised

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #7 เมื่อ: 01-07-2008, 12:28 »

จะว่าไป เขายังรักชาติมากกว่าเxี้ยบางตัว
ที่ออกมาเย้วๆอยากยกดินแดนไทยให้เขมรเยอะ
บันทึกการเข้า
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #8 เมื่อ: 01-07-2008, 12:31 »

 
สัมพันธ์ที่เปราะบาง
 
เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง ที่เหตุการณ์จลาจลฝูงชนชาวเขมร บุกเผาทำลายสถานทูต และอาคารร้านค้าของคนไทย ในกรุงพนมเปญ ได้ยังความเสียหายร้ายแรงที่สุด ต่อความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศ ทั้งความสัมพันธ์ทางการทูต ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ เพราะก่อให้ เกิดความเคียดแค้นชิงชังซึ่งกันและกัน

น่าเสียใจที่มีเหตุอันชวนสงสัยว่า จลาจลครั้งนี้อาจจะเป็นม็อบจัดตั้ง มีเจ้าหน้าที่กัมพูชาร่วมด้วย จึงสามารถทำความเสียหายได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ต่อทรัพย์สินของประเทศไทยในกรุงพนมเปญ ทั้งยังมีการคุกคามต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่คณะทูตไทยด้วย อย่างน้อยที่สุด เอกอัครราชทูตไทยก็ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาไปถึงที่เกิดเหตุช้ามาก และไม่ได้ขัดขวางกลุ่มผู้ก่อเหตุร้ายอย่างจริงจัง

เหตุร้ายครั้งนี้ ดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นเรื่องประเภทนํ้าผึ้งเพียงหยดเดียว มีสาเหตุมาจากความไม่พอใจต่อคำพูดของดาราโทร-ทัศน์ยอดนิยมชาวไทย ซึ่งเธอก็ได้ปฏิเสธไปแล้วว่า ไม่ได้พูดดังที่เป็นข่าว แต่ความไม่พอใจคนไทยของคนเขมรบางกลุ่ม อาจคุกรุ่นและสะสมมานาน อาจระแวงสงสัยกลัวว่าไทยจะเข้าไปครอบงำ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม และดูหมิ่นเหยียดหยามตน

สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ยอมรับว่า เรื่องนี้อาจมีการเมืองภาย ในของเขมรเกี่ยวข้อง เนื่องจากจวนจะถึงฤดูการเลือกตั้งครั้งใหม่ นักการเมืองจึงฉวยโอกาสปลุกกระแสชาตินิยมต่อต้านคนไทย เพื่อหา ความนิยมให้แก่ตนหรือพรรคของตน โดยหยิบยก เอาเรื่องดาราไทยเป็นมูลเหตุ โหมกระพือข่าวลือที่เป็นเท็จ ผ่านสื่อมวลชนกัมพูชาจนเกิดกระแสต่อต้านไทยรุนแรง

แม้แต่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเอง ก็ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ดาราสาวชาวไทยอย่างรุนแรง โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัด เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงข่าวลือที่ถูกสื่อมวลชนใส่สีตีไข่ เป็นการโหมกระพือเรื่องส่วนตัวที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง ให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ การแพร่ข่าวลือเรื่องบุกสถานทูตและฆ่าคนกัมพูชาในไทย

การที่รัฐบาลไทยสั่งลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา จากระดับ เอกอัครราชทูต เป็นระดับอุปทูต พร้อมทั้งเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยกลับ และส่งเอกอัครราชทูตกัมพูชากลับบ้าน นับเป็นการตอบโต้อันสมควรแก่เหตุ แต่ขณะเดียวกัน ก็น่าจะต้องทบทวนและปรับปรุงความสัมพันธ์กับเพื่อน บ้านด้วย ทั้งในด้านการทูต การเศรษฐกิจ วัฒน-ธรรม รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

เพื่อนบ้านบางประเทศที่มีดินแดนติดต่อกับไทย ล้วนแต่เคยกระทบกระทั่งกับไทยในประวัติศาสตร์ ทั้งยังเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งมาเป็นเวลายาวนาน จึงอาจระแวงสงสัย ในพฤติกรรมของคนไทย กลัวว่าจะถูกครอบงำทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ระแวงว่าจะโดนดูถูกเหยียดหยาม คนไทยจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่เปราะบางละเอียดอ่อน เพื่อความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน


จากลิงค์ข้างบนครับ เรื่องเขตแดนมรดกโลก
ซับซ้อนกว่าเรื่องน้องกบของพี่บรู๊คเยอะ ท่าทางจะเคลียร์ไม่ง่าย




บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #9 เมื่อ: 01-07-2008, 12:35 »

 
บทเรียนจากกัมพูชา

มีบทเรียนราคาแพงหลายอย่าง จากการจลาจลในกัมพูชา ประการแรก เป็นเรื่องของสื่อมวลชนที่ชอบแพร่ข่าวลือ โดยขาดความรับผิดชอบ ชัดเจนที่สุดคือการที่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “รัศมีอังกอร์” ยอมรับว่า เขาตีพิมพ์เผยแพร่ข่าวลือที่ระบุว่า ดาราสาวชาวไทยดูหมิ่นเหยียดหยามกัมพูชา โดยไม่ได้ ตรวจสอบข้อเท็จจริง สื่ออื่นๆ นำไปโหมกระพือต่อ ปลุกกระแสต่อต้านไทยกลายเป็นจลาจลร้ายแรง

ในประเทศไทยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีเรื่องราวทำนองนี้ เคยมีมาแล้ว และสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่บ้านเมือง โดยมีคนบางกลุ่มใช้สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง ปลุกระดมให้คนไทยเกลียดชังกัน และลุกฮือขึ้นมาฆ่าฟันกันเอง ส่วนที่กัมพูชา โฆษกรัฐบาลยอมรับว่า ขณะนี้กัมพูชาเป็นดินแดนที่สื่อมวลชนมีเสรีภาพมากที่สุดในโลก ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเสกสรรปั้นแต่งข่าวลือ

บทเรียนประการที่สอง นักสังเกตการณ์ทางการเมืองส่วนใหญ่
เห็นพ้องกันว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดจลาจลเผาสถานทูตและอาคารร้านค้าของคนไทยครั้งนี้ คือการเล่นการเมืองภายในกัมพูชา นักการเมืองฉวยโอกาสหาคะแนนเสียง เพื่อเตรียมรับฤดูการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา ด้วยการปลุกกระแสต่อต้านต่างชาติ ปลุกระดมกระแสชาตินิยมแบบคลั่งชาติ จนนำไปสู่หายนะอย่างที่เห็นๆ

เรื่องราวทำนองนี้ ในเมืองไทยก็ไม่ใช่จะไม่เคยมี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงเท่ากับในกัมพูชา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นความเสียหายอยู่นั่นเอง ตัวอย่างที่ยังไม่น่าจะลืมคือ การโหมกระพือกระแสชาตินิยม ตราหน้ากฎหมายหลายฉบับที่ตนไม่เห็นด้วย เป็น “กฎหมายขายชาติ” ทำให้สูญเสียโอกาสที่จะพูดกันด้วยเหตุผล เพื่อประโยชน์ของชาติ แต่ต้องใช้อารมณ์เพียงอย่างเดียว

แต่บทเรียนที่จะต้องทบทวนกันก็คือ คนไทยและรัฐบาลไทยจะต้องถามตนเองว่า ทำไมคนเขมรจึงถูกปลุกระดมให้เกลียดคนไทย และเผาทำลายทรัพย์สินของคนไทย ได้อย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง ข้อสงสัยที่ว่าอาจจะมีใครอยู่เบื้องหลัง ก็มีเหตุผลที่รับฟัง แต่ในส่วนลึกๆของความรู้สึกของชาวกัมพูชา จะมีความรู้สึกไม่ชอบหน้าคนไทยฝังอยู่หรือไม่ จึงสามารถจี้จุดและปลุกระดมได้โดยเร็ว

ความรู้สึกทำนองนี้ อาจจะไม่ได้มีแต่เฉพาะในหมู่ชาวเขมร ในประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น พม่าและลาว ก็มีสัญญาณส่อแสดงให้เห็นอยู่ ผู้นำรัฐบาลไทยมักจะอ้างว่ามีความสัมพันธ์อันแนบแน่น กับบรรดาผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน แต่การที่ผู้นำไทยไปผูกสัมพันธ์และตกลงอะไรต่อมิอะไรเป็นการ “ส่วนตัว” กับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน อาจทำให้ประชาชนของเขามองด้วยความระแวงสงสัย

นักวิชาการหลายคนจึงเรียกร้องให้ทบทวนความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเสียใหม่ แทนที่จะมุ่งแต่เฉพาะการค้าขายและการลงทุน น่าจะหันไปให้ความสนใจด้านวัฒนธรรมและสังคมเสียบ้าง แทนที่จะเน้นแต่เฉพาะความสัมพันธ์แบบลับๆ ระหว่างท่านผู้นำ น่าจะหันไปส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้ มากขึ้น และจะต้องขจัดความรู้สึกที่ว่าถูกเอารัด เอาเปรียบ ถูกครอบงำและดูหมิ่นเหยียดหยาม.



ไทยเรา ป๊อบปูล่า จริงๆ Mr. Green


บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #10 เมื่อ: 01-07-2008, 12:41 »

*   เมื่อ 2 วันก่อนมีคนฟาก รักแม้ว ... มาคุยเรื่องนี้ กะ ดิฉัน เป็นวรรคเป็นเวร

     แน่นอน .... เขาก็พูดตรงข้ามกะที่เราคิดอยู่แล้ว 

     มีคำถามหนึ่ง  เค๊าพูดว่า .... ตกลงจะ รบ กันใช่ป่าว  ???

     เออ .... ไม่รู้เว๊ยยย ไป  กระทืบ  ไอ้ตัวมุบมิบต้นเรื่องสิว่ะ    ............  ท่าทางจะไปกันใหญ่  มั้งเนี่ย
     นี่คือ คำตอบของ เดี๊ยน  .... ฮ่ะ
   
บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #11 เมื่อ: 01-07-2008, 12:44 »

หวังว่า ทั่วโลกคงจะได้ติดตามข่าวที่เกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้ ที่การขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว
กลายเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมือง และจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนชาวไทยและกัมพูชา ที่ลามไปถึงการจะทวงปราสาทคืน
จากคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของศาลโลก


ผมก็หวังใจให้เป็นเช่นนั้น

ปล่อย ให้กลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังผลงานการเจรจาที่ รมต.ตาหวานอ้างความดีความชอบ ลุ้นอยู่ว่าผลประโยชน์ร่วมส่วนตัวที่ตกลงไว้จะมีอันเป็นไป ไม่ราบรื่นตามคาดจากเหตุการณ์นี้หรือไม่ ห่วงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนที่หวังจะกอบโกยจากของที่ควรจะเป็นของส่วนรวมของ ประชาชนทั้งเขมรและไทย และที่สุดบนความเกลียดชังของประชาชนที่มีต่อกัน

ที่จะหนีไปอย่างลอยนวลก็คือ ยูเนสโก นักการเมือง และผู้ชักใย


น่านน่ะสิ แล้วเราจะทำยังไงกันดีกับไอ้พวกนี้
บันทึกการเข้า
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 01-07-2008, 12:53 »

..ดูไปดูมา พี่เหลี่ยมไทยท่าทางจะเป็นผู้นำทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ คือเป็นทั้งต้นแบบและหัวโจก 
ของนักการเมืองเพื่อนบ้านในเรื่องฉ้อฉล ยอมขายชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #13 เมื่อ: 01-07-2008, 12:53 »

แล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลัง จะรู้ว่าพวกมันคิดผิด ประเมินค่าคนไทยต่ำไป
บันทึกการเข้า
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #14 เมื่อ: 01-07-2008, 12:56 »

อ้างถึง
Originally posted by cambo_*!#@^#*

All the things Cambodians can do are waiting for international backup (are you waiting for France again?), have you ever done anything by yourself.?
That place belongs to Thais, and now they are fighting to take it back at any cost!!!!.

Currently groups of Thais living along the border of Thai-Cambodia are expelling Cambodian emigrants back to their country and bet they will succeed in no time.

And don't say you don't give a sh.it to those ppl as they can work in Cambodia. Can you remember 5-6 years ago that you guys burnt Thai embassy because a local newspaper made up a story that a Thai actor said Cambodian are dirty.

Thai retaliated by just simply shutting the border and what did Cambodians do, just sat and begged for us to open the gate again. This can show that most Cambodians cannot survive without Thai. They are like parasite and Thai is their Host.

Next, they will sanction you, stop sending anything to you , and how you gonna live as more than 60% of goods you are using in daily life have been imported from Thai. They will sanction you until you return the property back to the real owner, Thai.

All i can say is that Thais gonna win and They always win.

Stop bull*!#@^#round you thais_*!#@^#*. I think you thais_*!#@^#* people should learn how to read the map and except the fact…..

One more thing...if you want to join Khmerconnection, change your SN to Saim_*!#@^#*...your stupid Saim_*!#@^#*




That stupid Thai is done away with now. But she still can click & read. Look at this ancient map from above, you dumb 10 year old kid, and then ask your teacher, mom, dad or an old dog to explain to you why there was no Thai-land in this map. The Thai kings back then did not know how to build stone temples but they only had very strong determination to fight and rob - a despicable act of the criminals. Only spicies other than human are without shame. If you're without shame in this bogus senseless argument then you only equate yourself with those spicies other than human, a lower form of living creatures.



 


บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #15 เมื่อ: 01-07-2008, 17:18 »

http://globalvoicesonline.org/2008/06/24/preah-vihear-belongs-to-cambodia/


To those coward, shameless and arrogant Thai,

What some shamelss Thai has done about the Preah Vihear Temple is ridiculous and shamelss. I don’t matter if the Thai just fight each other, but they should not take Cambodia as a scapegoat to for political purpose. The Thai opposition and military should have used a more suitable excuse to make another coup against Thaksin’s ally. Groundlessly and unfairly accusing a small and poor nation taking your land is already ridiculous,bully.

It is undeniable that Preah Vihear belongs to Cambodia, territerially, architecturally and historically. The Thai shamelessly and illegally took control of the temple just after The French pulled out of Cambodia. They lost the case in internal court. They should learn their mistake and eat the humble pie rather than shamelessly attempt to take it back. It has been 46 years since 1962! Cambodia has suffered enough from Thai aggression and invasion. Review the history: how much Cambodia lose to Thailand, who the Thai are, what your origin is, where is your mother land, ungrateful Thai???

What a shame! You say Cambodia need approval from Thailand and insist that the temple is jointly managed while it undeniably belongs to Cambodia??? No such case on earth.

Ridiculous, shameless and bullying.



คลิกที่ Link ข้างบนเพื่อเข้าไปอ่าน Comment เองนะครับ
เข้าใจว่า คคห.ของท่านชาวเขมรผู้ทรงเกียรติเหล่านั้น
น่าจะเป็นถ้อยแถลงที่ถูกอกถูกใจเหล่าลิ่วล้อบริวารของทักษิณ  ชินวัีตร  แก๊งพลังประชาชน  รวมไปถึงสานุศิษย์จากซ่องประชาไท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-07-2008, 17:24 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

KILL...ER
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 330



« ตอบ #16 เมื่อ: 01-07-2008, 17:36 »

เออ...เอ็งได้ "ดัง" แล้ว เดี๋ยวงานเข้าละน่า...

ยังเหลือใคร อาชีพไหนอีกบ้างไหม ที่ยังไม่ได้ออกความเห็นเรื่องเขาพระวิหาร
บันทึกการเข้า

จงภาคภูมิใจในความเป็นไพร่กระฎุมพี
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #17 เมื่อ: 01-07-2008, 17:39 »

เขมรเขาจะตอบอย่างนั้นก็ไม่แปลก
เขารักแผ่นดิน(ที่คิดว่าเป็น)ของเขา
เขาย่อมแสดงความเห็นปกป้องแผ่นดินแม่
แต่คนไทยใจเขมรมันเสือกตอบแบบนี้ออกมา สมควรโดนถีบ

 
บันทึกการเข้า
นักปฏิวัติ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 330



« ตอบ #18 เมื่อ: 01-07-2008, 18:07 »

ประเด็น สมัยที่เผาสถานฑูต ผมได้ยินจากเวทีพันธมิตร (ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วย (แต่ไม่ได้รู้ข้อมูลจริงๆ) เนื่องจากเคยทำงานในธุรกิจโทรคมนาคมมานาน) ว่าเกิดจากการที่ ทักษิิณและพวก(เพิ่มเอง- กลุ่มสามารถ และโทรคมอื่นๆ โดย diversify ไปธุรกิจพลังงานซึ่งไม่เกี่ยว ผมเองยังเคยได้ต้อนรับ รมต.กัมพูชาในเมืองไทย เขาฟังผมpresent งานเป็นภาษาไทย และพูดไทยได้  Mr. Green) ไปcorruption ร่วมกับรัฐบาลในขณะนั้น ได้สัมปทาน ต่างๆเยอะมาก คือไปโกงกินเขาเยอะ จน ประชาชนซึ่งไม่พอใจรัฐบาลอยู่ด้วย แต่ดันมาลงที่ไทยเป็นแพะ   
บันทึกการเข้า

"สุดยอดกลยุทธ์ คือชนะโดยไม่ต้องรบ" ซุนวู

"ผู้นำชั้นเลิศนั้น เพียงแต่เป็นที่รับรู้ว่ามีตัวตนอยู่
ชั้นรองลงมา เป็นที่รักและสรรเสริญ
ชั้นรองกว่านั้น เป็นที่เกรงกลัวและเกลียดชัง" เหล่าจื๊อ เต้าเต๋อจิง
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #19 เมื่อ: 01-07-2008, 23:45 »

เออ...เอ็งได้ "ดัง" แล้ว เดี๋ยวงานเข้าละน่า...

ยังเหลือใคร อาชีพไหนอีกบ้างไหม ที่ยังไม่ได้ออกความเห็นเรื่องเขาพระวิหาร

สถาปนิก/ICOMOS เสือก อยากดังออกมาพูดทำไม

เรื่องมรดกโลกให้พ่อครัวซี่โครงไก่เค้าจัดการไปสิ Twisted Evil

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
นักปฏิวัติ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 330



« ตอบ #20 เมื่อ: 16-08-2008, 14:18 »

ขอเอามาลงไว้เป็นที่เก็บข้อมูลนะครับ เพราะเห็นว่าต่อเนื่อง และเป็นมุมมองวิชาการ ที่ไม่ได้มีเรื่องประโยชน์ทับซ้อน
ต่อกรณีนี้ ผมเห็นด้วย (สอดคล้องกับแนวคิด อ.ศรีศักร และอธิบดี วีระชัย (อาจรวมถึง รมต.เตช ด้วย) คือเป็นจุดยืนไทยมาโดยตลอด)


การเมืองเรื่องปราสาทขอม "วสุ โปษยะนันทน์"



:ฟังแค่ชื่ออาจไม่ค่อยคุ้นหู แต่ถ้าพ่วงท้ายด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะ สถาปนิก กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร,

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ประธานกรรมาธิการการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยาม, ผู้ช่วยเลขานุการ อิโคโมสไทย (องค์กรเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับยูเนสโก), ผู้ชายคนนี้ถือเป็นอีกคนหนึ่งในสถานการณ์เดินหน้าทวงคืนปราสาทขอมของกัมพูชาที่หลายคนอยากตั้งคำถาม

โดยเฉพาะกรณีที่เขาประกาศถอนตัวจากการทำงานร่วมกับกัมพูชาและคณะผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ ในการทำแผนบริหารจัดการพื้นที่กันชนในเขตไทย เมื่อคราวขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพื่อประท้วงการไม่ยอมรับฟังเหตุผลทางวิชาการของฝ่ายไทย ซึ่งเขาได้ฟันธงถึงเบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องนี้ว่า เป็นการล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ของประเทศมหาอำนาจ   

ตอนนั้นทำไมถึงถอนตัว

อันนั้นสืบเนื่องมาจากมติของไครสต์เชิร์ช ที่บอกว่าให้เลื่อนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปเป็นครั้งหน้า ซึ่งก็หมายถึงการประชุมที่ควิเบกที่ผ่านมา แล้วก็ให้ไปทำแผนบริหารจัดการ รวมไปถึงพื้นที่กันชนที่อยู่โดยรอบให้ครบถ้วน ซึ่งก็หมายถึงตรงฝั่งไทยด้วย ทางรัฐบาลกัมพูชาก็เลยมีหนังสือเชิญมาที่กระทรวงการต่างประเทศ ไทยเองก็มอบหมายให้ผมเป็นผู้แทนไปเข้าร่วมในการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะไปช่วยกัมพูชาทำแผนบริหารจัดการพื้นที่กันชนในเขตไทย อันนี้คือโจทย์ที่เขาว่ามา แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า พื้นที่ที่อยู่ในประเทศไทยมันไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่กันชน แต่มันควรจะต้องเป็นส่วนหนึ่งซึ่งมีคุณค่าในฐานะที่เป็นมรดกโลกด้วย แต่ว่ากัมพูชาเขาไม่ได้สนใจเลย เพราะว่าเขามุ่งที่จะขอให้ได้เป็นมรดกโลกโดยชื่อเขาอย่างเดียวโดยไม่มีฝ่ายไทยมาเกี่ยวข้อง และคนที่ไม่รับฟังไม่เฉพาะกัมพูชาแต่รวมถึงผู้เชี่ยวชาญชาติอื่นๆ ที่มาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นมันก็ป่วยการที่จะทำงานร่วมกัน

แล้วเห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญนั้นก็ไม่ได้มีมุมมองที่จะช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของปราสาทพระวิหารอย่างแท้จริง ไม่ว่าปราสาทมันจะเป็นของชาติใดก็ตาม เห็นได้ชัดเลยว่าเขามีธงอยู่แล้วว่า เขาต้องการที่จะให้เป็นไปตามที่กัมพูชาต้องการ
หรือ... ที่ผมบอกว่ากัมพูชาต้องการนี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเบื้องหลังเบื้องลึกใครต้องการกันแน่ หรือยูเนสโกต้องการ...อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ทำให้เราไม่สามารถทำงานกับทีมนั้นได้ ก็เลยต้องประกาศแยกตัว

แสดงว่าในการทำงานระดับนานาชาติอย่างนี้มีวาระซ่อนเร้น

ผมทำงานวิชาการมาเกือบ 20 ปี ครั้งนี้เรียกว่าเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับลักษณะที่เป็นการทำงานในระดับระหว่างประเทศจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าเพื่อที่จะให้ได้อะไรขึ้นมาบางอย่าง อย่างเช่นกรณีนี้ก็คือให้ได้มรดกโลกขึ้นมาอีกแหล่งหนึ่ง ซึ่งมันจะมีผลประโยชน์ มีเรื่องอะไรต่างๆ อีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เพิ่งจะได้เห็นว่าเขามีความพยายามกันจริงๆ จังๆ มีการวางระบบเพื่อจะไปถึงเป้าหมายนั้น โดยที่แม้ว่าจะเป็นองค์กรด้านวิชาการ แต่ก็สามารถที่จะหลบหลีกความเป็นวิชาการอย่างแท้จริงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่านั้นให้ได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราต้องทำรายงานข้อโต้แย้งไปที่องค์กรอิโคโมสซึ่งเป็นผู้ประเมินในครั้งนี้ด้วย ในฐานะที่ทั้งกรมศิลปากรและอิโคโมสไทยก็เป็นสมาชิกของอิโคโมส

มองอย่างไรเมื่อปราสาทพระวิหารได้เป็นมรดกโลกแล้วกัมพูชายังทวงคืนปราสาทตาเมือนอีก

ผมมองว่าการใช้ปราสาทหินเข้ามาเป็นเหมือนสัญลักษณ์ให้เกิดการรวมใจให้เป็นหนึ่งเป็นเรื่องที่กัมพูชาเขาใช้มาตั้งแต่อดีตแล้ว ทางฝรั่งเศสเองก็เคยใช้นครวัด มาเป็นจุดหรือหัวใจสำคัญที่ใช้ในการเรียกร้องให้ฝรั่งเศสสามารถดึงเอาดินแดนของกัมพูชาทั้งหมดมาอยู่ในครอบครอง โดยการชูประเด็นว่า นี่คือสัญลักษณ์ของชาติกัมพูชา นี่คือสัญลักษณ์ความเป็นหนึ่งของเขมร เพราะฉะนั้นเขาก็สำเร็จไปตั้งแต่ยุคนั้น ทำให้เขมรรวมกันเป็นหนึ่ง แม้ว่าความเป็นหนึ่งนั้นจะอยู่ภายใต้การดูแลของฝรั่งเศสก็ตาม

ขณะนี้ก็เหมือนกัน เขาพยายามใช้เขาพระวิหาร ซึ่งเป็นบริเวณซึ่งมีความละเอียดอ่อนที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยมาตั้งแต่ก่อนคำตัดสินของศาลโลกและเป็นประเด็นที่เจ้าสีหนุใช้ฟ้องต่อศาลโลกสำเร็จมาครั้งหนึ่งแล้ว มันก็เป็นแผลที่อยู่ในใจของคนทั้งสองชาติ เพราะฉะนั้นการใช้มรดกทางวัฒนธรรมที่มีหน้าตาเป็นปราสาทขอม มันก็เลยเป็นรูปธรรมที่ใช้ได้ง่ายในการที่จะเร้าให้เกิดกระแสความรักชาติหรืออะไรขึ้นมาในหมู่คนกัมพูชา มันก็เลยไม่แปลกที่จะมีการไล่ไปตามโบราณสถานอื่นๆ ที่เลาะตามเขตแดนชายแดน ซึ่งก็อยู่ในรูปแบบที่เป็นศิลปะขอมทั้งสิ้น

ถ้าดูจากข้อมูลทางวิชาการ กรณีปราสาทตาเมือนคิดว่าจะจบลงอย่างไร 


ต้องดูว่าใช้ข้อมูลทางวิชาการไหนเป็นตัวกำหนดว่าเป็นของใคร มันคงไม่ชัดเจนนัก ต้องไม่ลืมว่าความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมขอม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เส้นเขตแดนปัจจุบัน แต่ว่ามันเข้ามาในประเทศไทยตั้งเยอะ แล้วก็ไม่ได้อยู่แค่บริเวณเทือกเขาพนมดงรักยังมีพื้นที่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการที่จะมองว่าอารยธรรมของขอมจำกัดอยู่เฉพาะในบริเวณที่เป็นประเทศกัมพูชาเท่านั้น อันนี้ในทางวิชาการก็เลยบอกได้ไม่ชัดนัก หรือถ้าจะอ้างว่า ที่ไหนที่เขมรเคยแผ่อิทธิพลไปถึง ตามที่ฝรั่งเศสเคยใช้อ้างเหมือนกัน ที่บอกว่า...ตรงไหนก็ตามที่มีหลักฐานโบราณวัตถุโบราณสถานของเขมร ให้ยึดถือว่าเป็นดินแดนที่เคยเป็นเขมรทั้งหมด หมายถึงเขมรสามารถอ้างสิทธิเหนือดินแดนนั้นได้ คือถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คงไปได้ค่อนประเทศเลย ซึ่งถ้าอย่างนั้นเราจะไม่สามารถอ้างได้เหรอว่าเราก็เคยมีดินแดนประเทศราชกว้างไกลไปแค่ไหน แล้วเราสามารถทวงคืนได้หมดหรือเปล่า หรือว่าดินแดนที่เป็นชนเผ่าไทยทั้งหลายมีหลักฐานไปถึงสิบสองปันนา เราจะสามารถยึดถือว่านั่นคือประเทศไทยได้ด้วยหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นคำถามที่คำตอบก็คงเห็นพ้องต้องกันว่า...มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น

แต่ดูเหมือนว่ากัมพูชาจะเดินหน้าเต็มที่ คิดว่ารัฐบาลไทยควรดำเนินการอย่างไร


ผมคิดว่ามันคงจะต้องมีการประชุมร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย ว่าทิศทางของประเทศไทยในเรื่องความสัมพันธ์กับกัมพูชาจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งอันนี้จริงๆ แล้วเป็นความเห็นผมตั้งแต่เดิม แล้วก็สอดคล้องกับที่นายกฮุนเซนได้พูดด้วยว่า เราและกัมพูชายังไงก็มีประเทศอยู่ตรงนี้แหละ ยังไงคงย้ายประเทศหนีกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นในการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราว่า จะอยู่กันด้วยความอึมครึมมีแรงกดดันซึ่งกันและกันตลอดไป หรือว่าจะสงบโดยการที่เราจะต้องยอมเขาทุกอย่าง หรือจะสงบด้วยการที่จะมีนโยบายอะไรที่จะทำให้มีการได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องมีการสรุปร่วมกันออกมาว่าท่าทีของเราจะเอาอย่างไร และได้ท่าทีที่ชัดเจนแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องเป็นเสียงเดียวกันที่จะต้องไปให้ถึงเป้าหมายที่ว่านั้นให้ได้ ซึ่งผมว่าถ้ามันมีท่าทีที่ชัดเจนว่าเราจะเอาอย่างไร การดำเนินการไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

คิดอย่างไรที่มีการนำประวัติศาสตร์มาปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยม



คือผมมองว่า ถ้าในมุมมองที่เรามองเข้าข้างโบราณสถานก็จะเห็นว่ามันดูไม่เป็นธรรม เหมือนกับโบราณสถานหรือมรดกทางวัฒนธรรม ถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่เราเคยมีการตั้งคำถามบ้างหรือเปล่าว่า ก่อนหน้านี้เราเคยนึกถึงคุณค่าของโบราณสถานมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะมามีประเด็นว่ามันจะกลายเป็นของใคร นอกจากแค่ว่าไปเที่ยว แล้วก็ไปเดินกันอย่างเต็มที่ มีการไปตั้งตลาด ร้านค้า อันนี้คงไม่ได้มองเฉพาะปราสาทพระวิหาร คงหมายถึงโบราณสถานทุกๆ แห่ง คุณมองเห็นคุณค่าของมันจริงหรือเปล่า หรือว่าไปแล้วก็..เฮ้อ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ดูแล้วก็ไม่ได้เข้าใจ ฝ่ายที่จะต้องให้ความรู้ในเรื่องนี้ได้มีบทบาทให้ข้อมูลอย่างเต็มที่หรือเปล่า ทำให้คนที่มามองเห็นคุณค่า เพื่อที่จะรักษารากเหง้าของตัวเอง ให้รู้ว่าเรามีวัฒนธรรม มีประวัติความเป็นมาของชาติเราอย่างยาวนานอย่างไรเราได้ทำในบทบาทนี้มากน้อยแค่ไหน

สำหรับคำถามนี้ถ้าเราตอบได้ว่า อ้อ..เราเห็นคุณค่ามาโดยตลอด เรามีความภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมของเรา เรามีความชื่นชม ไม่ว่ามันจะอยู่ตรงไหน แต่ว่าถ้ามันมีความเกี่ยวเนื่องกับอดีตที่ยิ่งใหญ่ของเรา เราก็รู้สึกภาคภูมิใจ แล้วเราดูแลอย่างดีมาตลอด เราทำเพื่อรักษาคุณค่าตรงนั้นมาตลอด ผมว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็คงไม่เสียใจ

แต่ที่ผ่านมามันจะไม่เป็นอย่างนั้น?


เราเหมือนกับต้องการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเรามากกว่ารักษาปราสาท เรานึกถึงตัวตนของเรามากกว่า แล้วก็อย่างที่ว่า จริงๆ แล้วถ้าเราสามารถถอดความรู้สึก ความเป็นตัวตนออกไปได้ อันนี้ผมหมายถึงทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา มองให้เห็นเนื้อแท้ของโบราณสถาน ให้เห็นถึงคุณค่าของมัน จริงๆ สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมามันคงไม่เกิดขึ้น กรณีนี้ผมไม่ได้พูดถึงว่ามันอาจจะมีเบื้องหลัง ผลประโยชน์หรืออะไรที่นอกเหนือจากแต่ละฝ่ายของไทยและกัมพูชาเอง ในฝ่ายของต่างชาติเขาก็อยากที่จะเข้ามามีบทบาท อยากที่จะเข้ามากอบโกยผลกำไรจากดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเขา อันนี้คงจะเป็นเรื่องการล่าอาณานิคมในยุคปัจจุบันที่มันได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป

การที่ยูเนสโกก็ดี ชาติอื่นๆ ก็ดี ทำอะไรก็ได้เพื่อขอให้ได้มามีบทบาทในประเทศนั้นๆ แล้วก็สามารถที่จะเป็นประตูนำไปสู่ผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นหนึ่งทางด้านวิชาการ ทั้งที่บางประเทศไม่เคยมีปราสาทหินเลย แล้วอยู่ดีๆ ก็กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ปราสาทหิน โดยที่คนกัมพูชาไม่มีสิทธิที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญได้เลย อันนี้ผมก็มองว่าเป็นความน่าเศร้าใจของเจ้าของมรดกที่ไม่สามารถจะปกป้องมรดกของตัวเองไว้ได้ด้วยตัวของตัวเอง

จริงๆ แล้วระหว่างเขมรกับไทย เราไม่ควรจะมาแบ่งแยกกันเลย เพราะเราคือลูกหลานของบรรพชนเดียวกัน น่าจะร่วมมือกันมากกว่า นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ว่าวัฒนธรรมของภูมิภาคของเราคือมรดกร่วมกันของทุกๆ คน

Presentable

ปราสาทพนมรุ้ง

แม้จะทำงานด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม โดยเฉพาะที่เป็นปราสาทหินหลายแห่ง แต่ปราสาทพนมรุ้งเป็นสถานที่ที่คุณวสุบอกว่า มีความประทับใจมากที่สุด เพราะเป็นที่แรกที่ทำให้มีความรู้สึกอยากมาทำงานที่เกี่ยวข้องกับปราสาทหิน

"จะว่าเป็นความงามของตัวปราสาทอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่ เป็นเรื่องของบุคคลที่ผมประทับใจด้วย คือ ดร.สัญชัย หมายมั่น แต่ก่อนท่านเป็นหัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์ ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ท่านเป็นอาจารย์พิเศษ ตอนที่ผมเรียนวิชาอนุรักษ์ เป็นคนที่ทำให้ผมรู้ว่าการทำงานด้านสถาปัตย์ ไม่ได้มีเฉพาะการออกแบบอาคารสมัยใหม่ แต่ยังมีงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโบราณด้วย ก็เลยเป็นจุดแรกที่ได้สัมผัสกับปราสาทหิน และการทำงานด้านอนุรักษ์ก็เลยประทับใจ พอดีช่วงที่ผมเรียนจบ มีการรณรงค์ทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์พอดี ก็เลยอินมาก"

(อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ใน www.oknation.net/blog/NENA)

Source : http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/16/news_285172.php
บันทึกการเข้า

"สุดยอดกลยุทธ์ คือชนะโดยไม่ต้องรบ" ซุนวู

"ผู้นำชั้นเลิศนั้น เพียงแต่เป็นที่รับรู้ว่ามีตัวตนอยู่
ชั้นรองลงมา เป็นที่รักและสรรเสริญ
ชั้นรองกว่านั้น เป็นที่เกรงกลัวและเกลียดชัง" เหล่าจื๊อ เต้าเต๋อจิง
หน้า: [1]
    กระโดดไป: