ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
18-08-2019, 16:18
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  เชื่อถือได้แค่ไหน???กรณีพิพาทเขาพระวิหาร..... 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
เชื่อถือได้แค่ไหน???กรณีพิพาทเขาพระวิหาร.....  (อ่าน 8125 ครั้ง)
\(^_^)/
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617



« เมื่อ: 18-06-2008, 15:16 »

  เชื่อถือได้แค่ไหน???
  กรณีพิพาทเขาพระวิหาร..


  บรรยากาศการไต่สวนกรณีพิพาทชายแดนด้านเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ณ ศาลระหว่างประเทศกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์เมื่อ 50 ปีก่อน


    ไบรซ์ คลาเก็ต ทนายผู้แทรกเข้ามาในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา (ปัจจุบัน “ตายห่าแล้ว”)















แผนที่แสดงที่เรียกว่า เส้นเขตแดนตามแผนที่สหรัฐฯ (เส้นสีแดง) กับ เส้นเขตแดนตามแผนที่กูเกิ้ลในปัจจุบัน (เส้นสีเหลือง) ที่แสดงให้เห็นว่า กัมพูชาได้เสียดินแดนให้แก่ไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอดแนวพรมแดนเขาพนมดงรัก (Dong Rek) ใกล้กับปราสาทพระวิหาร แต่ไม่มีการระบุต้นตอของแผนที่เปรียบเทียบ ตลอดจนเทคนิคที่ใช้ในการจัดทำเพื่อเปรียบเทียบดังกล่าว



พล.ร.อ.อาร์คจองเลียว ข้าหลวงใหญ่-ผบ.กองทัพฝรั่งเศสในอินโดจีน บีบไทยให้ดินพระตะบองแก่กัมพูชา



ภาพจากหนังสือพิมพ์เลอมงด์ (Le Monde) วันที่ 4 ม.ค.2505 สมเด็จสีหนุกษัตริย์แห่งกัมพูชาเสด็จยังปราสาทพระวิหาร ข้าราชบริพารคณะติดตามต้องปีนบันไดขึ้นไปยังองค์ปราสาทบนหน้าผาชัน เพราะทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย 


  สมเด็จนโรดมสีหนุทรงบันทึกเรื่องราวต่างๆ เป็นตอนๆ แต่กรณีเขาพระวิหารจะถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งที่สุด เช่นเดียวกันกับการได้ดินแดนพระตะบองจากประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดเกิดในรัชสมัยของพระองค์






เขาพระวิหาร..ตำนานบทเก่า แต่เราก็ยัง"เสียท่า"อยู่ร่ำไป!
 บทเรียนกรณี"เขาพระวิหาร" ชี้ชัดว่า ถึงอย่างไรไทยก็ยัง "เสียท่า" อยู่ร่ำไป เมื่อต้องเล่นตามเกมของอีกฝ่าย "ปณิธาน" แนะการเจรจาและบริหารจัดการร่วมกันเป็นแนวทางแก้ปัญหา



  กรณีพิพาท"เขาพระวิหาร" 
เกือบ50 ปี...ฝันร้ายแห่งสยาม   


กรณีพิพาทเขาพระวิหารซึ่งมีพื้นที่ติดต่อระหว่าง จ.พระวิหาร ของกัมพูชา และ อ.กันทรลักษ์ จ.ศีรสะเกษ เป็นตำนานแห่งความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเริ่มต้นมานานหลายสิบปีแล้ว   
ปมความขัดแย้งในกรณีพิพาทเขาพระวิหารเริ่มต้นมาตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้ามารุกราน และยึดครองพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง กระทั่งเกิด "กรณีพิพาทอินโดจีน" และเริ่มมีการทำแผนที่เพื่อปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา 
ในปีพ.ศ.2492 ฝรั่งเศสได้มีการคัดค้านอำนาจอธิปไตยของไทย เหนือเขาพระวิหารอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรก   
ขณะที่กัมพูชาเริ่มเรียกร้องให้เขาพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชาอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2501
วันที่6 ตุลาคม พ.ศ.2502 รัฐบาลกัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลกให้ชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา
กระทั่งเมื่อวันที่15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ศาลโลกตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเป็นไปตามแผนที่ ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา 2447 และ 2450
กระนั้นเนื่องจากทางขึ้นฝั่งกัมพูชาซึ่งเรียกว่า "ช่องบันไดหัก" คับแคบ และสูงชันอันตรายอย่างยิ่ง ไทยจึงยื่นข้อเสนอให้มีการใช้พื้นที่ร่วมกัน โดยเปิดพื้นที่ให้มีทางขึ้นในฝั่งไทย แต่ทางเข้าเขาพระวิหารก็เปิดสลับกับปิดเรื่อยมาขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ
เมื่อปีพ.ศ.2547 มีมติร่วม ครม. ไทย-กัมพูชา เห็นชอบให้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เขาพระวิหารเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน 
ทั้งนี้ยังกำหนดให้มีการดำเนินการเสนอเขาพระวิหารเป็น "มรดกโลกร่วมกัน" อีกด้วย 
ทว่าเมื่อเดือนมกราคมพ.ศ.2549 กัมพูชาได้ยื่นข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่มีการหารือกับไทยและไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยใช้ที่ตั้งแผนผังปราสาท และเขตอนุรักษ์ (บางส่วน) รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย 
วันที่15 มิถุนายน พ.ศ.2550 ฝ่ายไทยได้หารือกับทุกหน่วยงานราชการเพื่อทบทวนการแสดงท่าทีครั้งสุดท้ายก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก หรือ World Heritage Committee (WHC) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2550 ณ เมืองไครส์เชิช ประเทศนิวซีแลนด์ 
วันที่18 มิถุนายน พ.ศ.2550 ไทยได้ขอให้ดับเบิลยูเอชซีเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนเพื่อหารือกับกัมพูชาอีกครั้ง 
วันที่27 มิถุนายน พ.ศ.2550 ดับเบิลยูเอชซีเห็นชอบให้มีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารอีกครั้งหนึ่งในการประชุมดับเบิลยูเอชซี ครั้งที่32 ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ในกลางปี พ.ศ.2551   


เชื่อได้แค่ไหน??
สำหรับคนๆนี้..




ว่าจะไม่ทำ..
 เพื่อคนๆนี้..







โดยยอมเสียบางสิ่งบางอย่าง
ที่ปู่ย่าตายายเอาเลือดเนื้อเข้าแลกมา... 












 Mr. Green Mr. Green Mr. Green Mr. Green Mr. Green Mr. Green Mr. Green Mr. Green Mr. Green
บันทึกการเข้า

 
An.mkII
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,984


Out of kontrol....!!!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 18-06-2008, 15:32 »

หน้าเหลี่ยมๆจะไว้ใจได้กา  !???

ตาเหล่ๆจะไว้ใจได้กา  !???

ปาก***ๆจมูกหมูๆ จะไว้ใจได้กา !???
บันทึกการเข้า
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #2 เมื่อ: 18-06-2008, 15:44 »

ตามปกติแผนที่เขาจะยึดสันปันน้ำเป็นจุดแบ่ง

แต่แผนที่ตรงเขาพระวิหารนี่เป็นการแบ่งที่พิลึกที่สุด
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #3 เมื่อ: 18-06-2008, 15:54 »

ตามปกติแผนที่เขาจะยึดสันปันน้ำเป็นจุดแบ่ง

แต่แผนที่ตรงเขาพระวิหารนี่เป็นการแบ่งที่พิลึกที่สุด



ใช่ครับ มันไม่ได้แบ่งตามสันปันน้ำ ไ่ม่อย่างนั้นเขาพระวิหารทั้งหมดต้องอยู่ในเขตไทย
ส่วนกัมพูชาต้องได้แต่หน้าผาฝั่งตะวันออกไปเท่านั้น

แต่มีการมั่วอ้างหลัง "นิ่งเฉยถือว่ายอมรับ" โดยบอกว่าทหารฝรั่งเศสมาตั้งฐานอยู่ที่นั่น
มีการชักธงอะไรต่างๆ แต่ทางฝ่ายไทยไม่ได้ทักท้วง???

และตอนนี้ถ้าเราไม่ทักท้วงให้ดี อาจกลายเป็นกรณี "นิ่งเฉยถือว่ายอมรับ" อีกรอบ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
มารุจัง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,761


@^____^@


« ตอบ #4 เมื่อ: 18-06-2008, 15:59 »

กำลังนึกว่า

โดยปกติ คนเราเวลาสร้างบ้าน เราก็ต้องสร้างทางเข้าบ้านทางฝั่งเรา
มีคนบ้าคนใดในโลกหรือเปล่า ที่สร้างบ้าน แล้วให้ทางเข้าบ้านไปอยู่ฝั่งเพื่อนบ้าน

มันตลกค่ะ.. จริง ๆ แล้วปราสาทเขาพระวิหารมันควรจะเป็นของไทยอยู่แล้ว
ในเมื่อต้องแบ่งเขตแดนตามสันปันน้ำ
เหตุใดกรณีนี้ จึงไม่แบ่งตามเขตสันปันน้ำ

แล้วหากปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร เหตุใดทางขึ้นจึงอยู่ฝั่งไทย

ทุกอย่างมันเกิดขึ้น เพราะเรื่องประเทศนี้เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
มันเป็นความผิดพลาดของศาลโลก ที่ตัดสินเพื่อเอาใจพวกเดียวกันนั่นแหละค่ะ

และในทุกวันนี้ เรามีทนายตาเหล่เลว ๆ ได้เป็นใหญ่ พยายามดิ้นรนจะยกพื้นที่ส่วนนี้ให้เขมร
เพื่อผลประโยชน์ของไอ้เหลี่ยมพ่อมัน



บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย มิได้จบอยู่แค่การเลือกตั้ง
ปล.รูปจากเวบ ผจก.
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #5 เมื่อ: 18-06-2008, 16:07 »

 “ถึงแม้ว่าศาลโลกจะบอกว่าประสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยมติ 7 ต่อ 5 ก็ตาม แต่ประเทศไทยได้คัดค้านตลอดเวลา และยังอยู่ในศาลโลกจนถึงวันนี้ จากข้อคัดค้านดังกล่าว คำฟ้องของประเทศกัมพูชาพูดถึงเฉพาะปราสาทเขาพระวิหาร ในขณะที่ธรรมนูญศาลโลกข้อ 59 ที่ว่า ถ้าหากคู่กรณีฟ้องเรื่องไหน ศาลจะพิจารณาเฉพาะแต่เรื่องนั้น ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับมรดกโลกแม้แต่น้อยเลย เมื่อไม่ได้เกี่ยวกรณีนี้แล้วนพดลมัวทำอะไรอยู่”นายพิเชฐ กล่าว

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071305

ถ้าเป็นเรื่องจริงว่าตั้งแต่ พ.ศ.2505 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้คัดค้านตลอดเวลา

แสดงว่า ตอนนี้นพดล กำลังยอมรับสภาพในอดีตที่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้ว

นั่นก็หมายถึงว่ามันได้ยกดินแดนของไทยไปให้เขมรจริงๆ


กราบเรียนสมาชิก ช่วยหาข้อมูลเรื่องการคัดค้านต่อศาลโลกให้หน่อยครับ
บันทึกการเข้า
::วิญญาณห้อง2::
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 656



เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 18-06-2008, 16:10 »

ในยุคโบราณเป็นของเขมร

แต่ในยุคสมัยใหม่ที่มีเขตแดน เป็นของไทยแน่นอน
บันทึกการเข้า

--------this is the world-------
\(^_^)/
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617



« ตอบ #7 เมื่อ: 18-06-2008, 16:30 »

ในอดีตยังพอจะทำใจยอมรับด้วยความ "ขมขื่น"
เพราะมันอยู่ในยุค "ล่าอาณานิคม..
แต่ปัจจุบันกลับมีรัฐบาล "เส็งเคร็ง"
ไปยอมเล่นตาม เขมร ขะแม..อีก..
ทั้ง เสนาบดี(ตาเหล่ตาเข)..
ที่ไม่ทราบว่ามันทำเพื่อชาติบ้านเมืองจริง..
หรือเพื่อบิดาหน้าเหลี่ยมของมัน..ทุเรศ..สิ้นดี
ไอ๋ "ชั่ว"?? 



 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-06-2008, 16:32 โดย \(^_^)/ » บันทึกการเข้า

 
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #8 เมื่อ: 18-06-2008, 16:42 »

คนเราถ้ามันมีอคตืซะอย่าง...เรื่องเหตุและผลมันไม่ฟังอยู่ดีมิใช่หรือ!?!
บันทึกการเข้า
::วิญญาณห้อง2::
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 656



เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 18-06-2008, 17:15 »

คนเราถ้ามันมีอคตืซะอย่าง...เรื่องเหตุและผลมันไม่ฟังอยู่ดีมิใช่หรือ!?!

ทำอย่างกับ คนเขียนข้อความไม่มีอคติเลยหว่ะ กร๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า

--------this is the world-------
บักหัวเถิก
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 438



« ตอบ #10 เมื่อ: 18-06-2008, 17:48 »

ทีตอนทำคดีให้ไอ่แม้วนี่เก่งจังทีเรื่องของชาติบ้านเมืองนี่งุบงิบงุบงิบ สันดานเลว
บันทึกการเข้า

\(^_^)/
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617



« ตอบ #11 เมื่อ: 18-06-2008, 18:00 »

คำสั่งรัฐบาลฝรั่งเศสในการเจรจาสงบศึก 
เมื่อพระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ได้ไปแจ้งแก่ ม.เดอ แวลล์ ว่า รัฐบาลไทยยอมรับคำขาดลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม และข้อรับประกันเพิ่มเติม ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม แล้ว ม.เดอ แวลล์ จึงได้มีโทรเลขสั่งการไปยัง ม.ปาวี เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม มีความว่า
            ".....รัฐบาลไทยยอมรับข้อรับประกันเพิ่มเติมที่ฝรั่งเศสเรียกร้องไปตามบันทึก ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม กรมหลวงเทวะวงศ์ ฯ ก็คงจะได้แจ้งแก่ตัวท่านเองว่า รัฐบาลไทยยอมรับแล้ว เมื่อท่านได้แลกเปลี่ยนสาส์นเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการยอมรับคำขาด และข้อรับประกันเพิ่มเติมกับกรมหลวงเทวะวงศ์ ฯ เป็นการถูกต้องแล้ว ให้ท่านแจ้งแก่ นายพลเรือฮูมานน์ให้เลิกการปิดอ่าว และ
ให้คงยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรีไว้ตามเดิม ..... อนุญาตให้ไปประจำอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ได้ ม.เลอมีร์เดอวิเลร์ส จะมาถึงที่นั่นในไม่ช้า....."
            ม.เดอ แวลล์ได้มีโทรเลขด่วนไปยัง ม.เลอมีร์ เดอริเลร์ส ที่กำลังเดินทางไปถึงเมืองเอเดน มีความว่า
            "ประเทศไทยได้ยอมรับคำขาด รวมทั้งได้ยอมรับข้อประกันเพิ่มเติม ขอให้ท่านตรงไปที่กรุงเทพ ฯ โดยเรือลำใดลำหนึ่งของเรา...ที่ท่านจะต้องจัดการทำความตกลงกับรัฐบาลไทย คือ ตามธรรมดาจะต้องคัดเขียนข้อความในคำขาดที่ฝ่ายไทยได้รับแล้วลงเป็นสัญญา เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องเพิ่มเติมข้อความที่ท่านเห็นสมควรสำหรับจะให้เป็นเครื่องประกันความสัมพันธ์ ในระหว่างเรากับไทย ซึ่งมีมาแล้วด้วยดี และให้พยายามสอดส่องถึงความยากอันจะพึงมีมาในวันข้างหน้าด้วย"
            วันที่ ๘ สิงหาคม ม.ปาวี ได้โดยสาร
เรือ อาลูแอตต์ (Alouette) เข้าไปประจำอยู่ ณ สถานฑูตฝรั่งเศสตามเดิม
            วันที่ ๙ สิงหาคม กองเรือฝรั่งเศสทั้งหมดเดินทางกลับไปไซ่ง่อน คงเหลือแต่เรือ อาลูแอตต์ คงอยู่ที่สถานฑูตฝรั่งเศส ส่วนเรือลูแตง คงประจำอยู่กับกองทหารฝรั่งเศสที่ยึดจันทบุรี
เรือปาแปง  (Papin) ไปรับ ม.เลอมีร์เดอวิเลร์สที่สิงคโปร์ ม.เลอมีร์ เดอวิเลร์ส เดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อ ๑๖ สิงหาคม และได้เข้าทูลละอองธุลีพระบาท เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม เวลาบ่าย
 

ฝรั่งเศสเลิกปิดอ่าวไทย 
 ประกาศเลิกปิดอ่าวไทยมีความว่า
            "ข้าพเจ้า นายพลเรือตรี ฮูมานน์ ผู้บัญชาการกองเรือฝรั่งเศสในอ่าวไทย ผู้ลงนามข้างท้าย โดยอาศัยอำนาจที่ข้าพเจ้ามีอยู่ ขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า
            การปิดอ่าวฝั่ง และเมืองท่าประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่..... ได้เลิกแล้วตั้งแต่ วันที่ ๓ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๙๓ เวลา ๑๒.๐๐ น."

  สัญญาสงบศึก 



หนังสือสัญญา ทำเมื่อ วันที่ ๓ ตุลาคม ร.ศ.๑๑๒ ระหว่างรัฐบาลแห่งสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
            สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามกับประธานาธิบดี แห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส มีความปรารถนาจะระงับข้อพิพาทต่าง ๆ..... ระหว่างประเทศทั้งสอง และเพื่อกระชับสัมพันธไมตรี..... จึงได้
แต่งตั้งผู้มีอำนาจเต็มทั้งสองฝ่าย
 

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทวะวงศ์ ฯ..... เสนาบดีว่าการต่างประเทศ
            ฝ่ายประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ม.ชาร์ลส์ มารี เลอมีร์เดอ วิเลร์ส..... อัครราชฑูตผู้มีอำนาจเต็มชั้นที่หนึ่ง และสมาชิกรัฐสภา
            .....ได้ตกลงกันทำสัญญาเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

  ข้อ ๑ รัฐลาลสยามยอมสละข้ออ้างทั้งปวงว่า มีกรรมสิทธิอยู่เหนือดินแดนทั่วไปทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และบรรดาเกาะทั้งหลายในแม่น้ำนั้น 

  ข้อ ๒  รัฐบาลสยามจะไม่มีเรือใหญ่น้อยติดอาวุธไว้ใช้ หรือให้เดินไปมาในน่านน้ำของทะเลสาบ และของแม่น้ำโขง และลำน้ำที่แยกจากแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ภายในเขตที่ระบุไว้ในสัญญาข้อต่อไป
                ข้อ ๓  รัฐบาลสยาม จะไม่สร้างค่ายหรือที่ตั้งกองทหารไว้ในเมืองพระตะบอง และเมืองนครเสียมราฐ และบนฝั่งขวาแม่น้ำโขงในรัสมี ๒๕ กิโลเมตร
                ข้อ ๔  ภายในเขตที่ระบุไว้ในข้อ ๓ นั้น กำลังตำรวจจะมีไว้ตามธรรมเนียมการปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ และมีจำนวนได้เพียงเท่าที่จำเป็น กับจะไม่จัดตั้งกองทหารประจำการหรือไม่ประจำการใด ๆ ไว้ ณ ที่นั้นเลย
                ข้อ ๕  รัฐบาลสยามรับรองว่า จะเปิดการเจรจากับรัฐบาลฝรั่งเศสด้วยเรื่องระเบียบการศุลกากร และการค้าภายในเขตที่ระบุไว้ในข้อ ๓ ภายในกำหนด ๖ เดือนเป็นอย่างช้า และให้มีการแก้ไขสัญญา ปี ค.ศ.๑๘๕๖ ด้วย รัฐบาลสยามจะไม่เก็บภาษีใด ๆ ในเขตที่ระบุไว้ในข้อ ๓ จนกว่าจะได้มีการตกลงกันในข้อนี้ และรัฐบาลฝรั่งเศสจะได้กระทำการตอบแทนเช่นเดียวกันแก่นานาสินค้าที่ผลิตได้ในเขตดังกล่าวนี้
                ข้อ ๖  ความเจริญแห่งการเดินเรือในแม่น้ำโขงนั้น อาจมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างหรือตั้งท่าเรือ และจอดทำที่ไว้ฟืนและด่านบนฝั่งขวาแม่น้ำโขงแล้ว รัฐบาลสยามรับรองว่าเมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสร้องขอมาแล้ว ก็จะให้ความสดวกทั้งปวงเท่าที่จำเป็นเกี่ยวกับการนี้
                ข้อ ๗  บุคคลสัญชาติฝรั่งเศสก็ดี บุคคลในบังคับหรือในปกครองฝรั่งเศสก็ดี จะไปมาหรือค้าขายได้โดยเสรีในดินแดนที่ระบุไว้ในข้อ ๓ ในเมื่อหนังสือเดินทางที่เจ้าพนักงานฝรั่งเศสให้ไว้ ส่วนราษฎรที่อยู่ในเขตดังกล่าวนี้ ก็จะได้รับสิทธิด้วยเช่นกัน
                ข้อ ๘  รัฐบาลฝรั่งเศสสงวนไว้ ซึ่งสิทธิที่จะตั้งกงสุล ณ ที่ใด ๆ ก็ได้ เท่าที่เห็นสมควร เพื่อรักษาประโยชน์ของคนในปกครอง เช่นที่โคราช และที่เมืองน่าน เป็นต้น
                ข้อ ๙  ในกรณีเกิดความยุ่งยากในการตีความหมายของสัญญานี้ ฉบับภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น ที่จะใช้เป็นหลัก
                ข้อ ๑๐  สัญญาฉบับนี้จะต้องได้รับสัตยาบันภายในสี่เดือน เป็นอย่างช้า นับแต่วันที่ได้ลงนาม 



อนุสัญญาต่อท้ายสัญญาสงบศึก   

  อนุสัญญาทำเมื่อ วันที่ ๓ ตุลาคม ร.ศ.๑๑๒ ผนวกต่อท้ายหนังสือสัญญาระหว่างกรุงสยาม กับกรุงฝรั่งเศส
                ผู้ที่มีอำนาจเต็มในการทำหนังสือสัญญาทั้งสองฝ่าย ได้ตกลงกันทำหนังสือสัญญาฉบับนี้ไว้ เพื่อเป็นมาตรการ และวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาสงบศึกที่ได้ลงนามในวันนี้ และตามคำขาดที่ได้ยอมรับเมื่อ วันที่ ๕ สิงหาคม ที่แล้วมา
                ข้อ ๑  กองทหารกองสุดท้ายของไทย บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง จะต้องถอนออกไปอย่างช้าที่สุดในหนึ่งเดือนนับจากวันที่ ๕ กันยายน
                ข้อ ๒  บรรดาป้อมปราการที่อยู่ในเขตที่ระบุไว้ในข้อ ๓ แห่งสัญญาที่ได้ลงนามกันในวันนี้นั้นจะต้องรื้อถอนให้หมดสิ้น
                ข้อ ๓  ผู้เป็นตัวการก่อเหตุร้ายที่ทุ่งเชียงคำ และที่คำม่วนนั้น เจ้าพนักงานฝ่ายสยาม จะต้องนำตัวมาพิจารณาลงโทษ ผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศสคนหนึ่งจะมาทำการพิจารณาพิพากษาด้วย และจะดูแลการปฏิบัติในการลงโทษที่พิพากษาไว้ รัฐบาลฝรั่งเศสคงสงวนไว้ ซึ่งสิทธิที่จะเห็นชอบด้วย เมื่อการลงโทษนั้นสมควรแก่รูปคดี และถ้าไม่เห็นชอบด้วยแล้ว จะได้ร้องขอให้มีการพิจารณาคดีนั้นโดย 
ศาลผสม  ซึ่งฝรั่งเศสเป็นผู้จัดการตั้งตุลาการ
                ข้อ ๔  รัฐบาลสยามจะต้องส่งมอบบรรดาคนในบังคับฝรั่งเศส คนญวน คนลาว ที่อยู่ทางฝั่งซ้าย รวมทั้งคนเขมรที่จับกุมเอาไว้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ตามที่ราชฑูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพ ฯ จะได้กำหนด หรือส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานฝรั่งเศสประจำพรมแดน รัฐบาลสยามจะไม่ทำการขัดขวางการเดินทางกลับถิ่นเดิมของผู้คนที่เคยอยู่ทางฝั่งซ้าย
                ข้อ ๕  ผู้แทนเสนาบดีว่าการต่างประเทศคนใดคนหนึ่ง จะต้องนำบางเบียนแห่งทุ่งเชียงคำ และพรรคพวกของเขา พร้อมทั้งเครื่องอาวุธและธงฝรั่งเศส ซึ่งเจ้าพนักงานฝ่ายสยามยึดคร่าไว้นั้น มาส่งมอบให้สถานฑูตฝรั่งเศส
                ข้อ ๖ รัฐบาลฝรั่งเศสจะคงยึดครองเมืองจันทบุรีไว้ จนกว่ารัฐบาลสยามจะได้ปฏิบัติตามนัยแห่งอนุสัญญานี้แล้ว เช่นการถอนทหารกลับมาเสร็จสิ้นแล้ว และมีความสงบเรียบร้อยเกิดขึ้นแล้ว ทางฝั่งซ้ายและในเขตที่ระบุไว้ในข้อ ๓ แห่งสัญญาที่ได้ลงนามกันในวันนี้ 


บันทึกวาจาต่อท้ายอนุสัญญา ที่ผู้มีอำนาจเต็มฝ่ายฝรั่งเศสและฝ่ายสยาม ได้ลงนามเมื่อ วันที่ ๓ ตุลาคม ร.ศ.๑๑๒ 

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ทรงเกรงว่าจะไม่สามารถถอนกองทหารที่อยู่ห่างไกลมาก ให้พ้นกำหนดในวันที่ ๕ ตุลาคมได้ เพราะมีสิ่งที่จะทำไปไม่ได้เกี่ยวกับการขนย้ายสิ่งของ ม.เลอมีร์ เดอวิเลร์ส ตอบว่า ควรที่รัฐบาลสยามจะขอระยะเวลาเสียใหม่ โดยแจ้งตำบลที่ตั้งกองทหาร และระยะเวลาอย่างมากที่ต้องใช้ ก็คงจะได้รับการผ่อนผันโดยแน่นอน ตามความจำเป็นที่ควรขยายระยะเวลานั้นออกไปอีก
            พระเจ้าน้องยาเธอ รับสั่งถามว่า วิธีดำเนินการตามความในข้อ ๒ นั้น จะต้องรื้อป้อมปราการโบราณที่ไม่ใช้แล้ว และไม่เกี่ยวกับราชการทหารมานานปีแล้ว และมีคุณลักษณะทางประวัติศาสตร์ แต่อย่างเดียวเท่านั้น เช่นกำแพงบ้านเจ้าเมืองพระตะบอง ฯลฯ นั้นด้วยหรือ
            ผู้มีอำนาจเต็มตอบว่า ป้อมปราการนั้นหมายถึงการก่อสร้างทางทหารสำหรับใช้ในการป้องกัน และมิได้หมายถึงกำแพงเมือง ซึ่งมีไว้เพื่อประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์เท่านั้น
            พระเจ้าน้องยาเธอรับสั่งถามว่า ศาลอุธรณ์ตามที่กล่าวในข้อ ๓ นั้น จะตั้งอยู่ใน ณ ที่ใด
            ผู้มีอำนาจเต็มตอบว่า จะตั้งที่กรุงเทพ ฯ
            พระเจ้าน้องยาเธอรับสั่งถามว่า คำว่า "ผสม" นั้น หมายความว่าอย่างไร
            ผู้มีอำนาจเต็มตอบว่า หมายถึงศาลผสม ฝรั่งเศส - ไทย
            พระเจ้าน้องยาเธอทรงตั้งข้อสังเกตว่า วิธีดำเนินการเช่นนี้ จะมิเป็นเหตุให้คนในบังคับสยามขาดจากอำนาจศาล ตามธรรมเนียมของเขาไปหรือ
            ผู้มีอำนาจเต็มตอบว่า ประเทศสยามเป็นประเทศที่มีอำนาจพิพากษาคดีความ และการมีศาลผสมนั้น ก็ได้มีมาแล้วมิใช่เพิ่งคิดทำขึ้นใหม่
            ตามความในข้อ ๕  แห่งอนุสัญญานั้น พระเจ้าน้องยาเธอทรงแจ้งให้ทราบว่า บางเบียนคงจะเข้าไปในดินแดนฝรั่งเศสแล้ว และด้วยเหตุนี้ จะไม่สามารถนำตัวข้าราชการผู้นี้มามอบให้แก่ราชฑูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพ ฯ ได้
            ผู้มีอำนาจเต็มตอบว่า หากบางเบียนคงอยู่ในแดนฝรั่งเศส ความข้อนี้ก็เป็นอันตกไปเอง การที่ยังรักษาความข้อนี้ไว้ ก็เพราะยังมีความจำเป็นที่รัฐบาลสยาม ควรจะจัดการให้ข้าราชการผู้นี้ กลับคืนไปสู่แดนฝรั่งเศส ฉะนั้นจึงควรมีหนังสือแจ้งไปให้ทราบว่า บางเบียนได้ออกจากแดนสยามที่ตำบลใด เพื่อที่จะสามารถทราบตำบลที่อยู่ของเขา ความในข้อนี้นำมาใช้กับล่าม และทหารญวนด้วย
            ในกรณีที่บางเบียน และบรรดาคนในบังคับฝรั่งเศสอื่น ๆ ยังตกค้างอยู่ในแดนสยาม ความในข้อ ๔ นี้คงบังคับใช้ด้วย
            ตามความในข้อ ๖  พระเจ้าน้องยาเธอ ฯ รับสั่งขอคำอธิบายเกี่ยวกับคำว่า "ความสงบเรียบร้อย" ผู้มีอำนาจเต็มตอบว่า รัฐบาลฝรั่งเศสขอสงวนความข้อนี้ไว้โดยเห็นว่าอาจมีความยุ่งยากหรือการจลาจลที่คนไทยจะไปก่อเหตุขึ้น
            พระเจ้าน้องยาเธอ ทรงเกรงว่า ความในข้อนี้จะเป็นเหตุให้ยกขึ้นกล่าวอ้างได้เสมอว่า ยังไม่มีความสงบเรียบร้อย โดยคนไทยเป็นผู้ไปก่อเหตุขึ้น
            ม.เลอมีร์ เดอ วิเลร์ส กล่าวว่าสัญญาและอนุสัญญาสงบศึกนั้น กระทำไปด้วยความเชื่อถือต่อกัน และหลักการนี้ครอบคลุมงานของผู้มีอำนาจเต็ม หากจะมีการโต้แย้ง ไม่ถือหลักการนี้แล้วการเจรจาปรองดองกันก็จะมีขึ้นไม่ได้เลย
            พระเจ้าน้องยาเธอรับสั่งถามว่า จะเชื่อถือได้อย่างไรว่าเมืองจันทบุรีจะเลิกถูกยึดครอง ในเมื่อได้ถอนทหารไทยกลับมาหมดแล้ว
            ม.เลอมีร์ เดอ วิเลร์ส ตอบในทำนองปฏิเสธ อ้างว่าก่อนอื่นรัฐบาลฝรั่งเศสจะต้องมั่นใจว่า รัฐบาลสยามให้ปฏิบัติแล้วซึ่งวิธีดำเนินการตามคำขาดด้วยความสุจริต
            พระเจ้าน้องยาเธอทรงถามว่า จะพิสูจน์ความสุจริตของรัฐบาลสยามได้อย่างไร เพื่อให้มีการถอนทหารออกจากเมืองจันทบุรี
            ม.เลอ มีร์ เดอ วิเลร์ส ตอบว่ารัฐบาลฝรั่งเศสไม่มีความประสงค์จะเอาเมืองจันทบุรีไว้ และถือว่าประโยชน์อันแท้จริงของฝรั่งเศสนั้นคือรับถอนทหารกลับไปโดยด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และนอกจากนี้แล้วก็คือปัญหาของการเชื่อถือต่อกัน 
บันทึกการเข้า

 
\(^_^)/
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617



« ตอบ #12 เมื่อ: 18-06-2008, 18:03 »

ไทยเสียดินแดนฝั่งขวา แม่น้ำโขง   




1  ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐ (ร.ศ.๘๖)
2  ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ (ร.ศ.๑๐๗)
3  ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒)
4  ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗ (ร.ศ.๑๒๓)
5  ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ (ร.ศ.๑๒๖)   



  ไทยได้ปฏิบัติตามคำบังคับต่าง ๆ ครบถ้วนทุกประการแล้ว แต่ฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมออกจากจันทบุรีจนเวลาล่วงไป ๑๐ ปี ฝรั่งเศสก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกไปจากจันทบุรี ฝ่ายไทยจึงต้องขอแลกเปลี่ยนกับฝรั่งเศส  ทำให้เกิดมีสัญญากับฝรั่งเศสขึ้นอีกสองฉบับ คืออนุสัญญา ลงวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๕ และอนุสัญญา ลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๖ 

อนุสัญญาฉบับ ลงวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๕  มีอยู่ ๑๐ ข้อ มีใจความว่า
                ข้อ ๑  กำหนดพรมแดนระหว่างไทยกับเขมรตอนเหนือ และรวมเอาดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงแคว้นหลวงพระบาง
                ข้อ ๒  ให้ไทยยก
  เมืองมโนไพร และจำปาศักดิ์   ให้ฝรั่งเศส
                ข้อ ๓  ให้ไทยมีได้แต่ทหาร และนายทหารที่เป็นคนไทยในดินแดน ภาคอีสาน
                ข้อ ๔  การสร้างท่าเรือคลอง และทางรถไฟ ในดินแดนภาคอีสาน จะทำได้ด้วยทุนของไทยและโดยคนไทย
                ข้อ ๕,๖ และ ๗ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนในบังคับ
                ข้อ ๘,๙ และ ๑๐ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับใช้และการตีความในสัญญา

            แม้ว่าไทยกับฝรั่งเศสจะได้ทำอนุสัญญาฉบับนี้กันแล้ว แต่ทางรัฐสภาฝรั่งเศสยังไม่ยอมให้สัตยาบัน และฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมออกไปจากจันทบุรี ดังนั้นต่อมาอีกปีเศษจึงได้มีการทำ
อนุสัญญาฉบับลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๖ แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาฉบับก่อน มี ๑๖ ข้อ มีใจความว่า
                ข้อ ๑  กำหนดเขตแดนไทยกับเขมรโดยถือเอา
  ภูเขาบรรทัด เป็นหลัก แล้ววกกินดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้าม ปากเซ 
  ข้อ ๒  กำหนดเขตแดนทางหลวงพระบาง โดยไทยต้องยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงหน้าหลวงพระบางให้ฝรั่งเศส
                ข้อ ๓  บัญญัติให้ตั้ง 
ข้าหลวงผสม  ปักปันเขตแดนตามความในข้อ ๑ และ ๒ ให้เสร็จภายในสี่เดือน
                ข้อ ๔  ให้รัฐบาลไทยยอมเสียสละอำนาจที่จะเป็นเจ้าของแผ่นดิน
เมืองหลวงพระบางทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง    แต่อนุญาตให้คนไทยขึ้นล่องในแม่น้ำโขงตอนทีตกเป็นของฝรั่งเศสตอนนั้นได้สะดวก
                ข้อ ๕  เมื่อได้ทำการปักปัน และตกลงกันตามความข้างต้นนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ฝรั่งเศสรับว่าจะออกไปจากจันทบุรีทันที
                ข้อ ๖  ทหารของประเทศไทยที่จะประจำดินแดนภาคอีสานต้องเป็นชาติไทยทั้งหมด ส่วนตำรวจนั้นให้นายตำรวจเป็น 
ชาติเดนมาร์ค     แต่ถ้าจะเปลี่ยนเป็นชาติอื่นต้องให้ฝรั่งเศสตกลงด้วยก่อน ส่วนตำรวจที่รักษาพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณนั้น ต้องเป็นคนพื้นเมืองนั้นทั้งสิ้น
                ข้อ ๗  การทำท่าเรือ คลอง ทางรถไฟในดินแดนภาคอีสาน ต้องทำด้วยทุนและแรงงานของไทย ถ้าทำไม่ได้ต้องปรึกษาฝรั่งเศส
                ข้อ ๘  ไทยจะต้องให้ฝรั่งเศสเช่าที่ทำท่าเรือที่
  เชียงคาน หนองคาย ชัยบุรี ปากน้ำก่ำ มุกดาหาร เขมราฐ และปากน้ำมูล    ข้อ ๙  ไทยกับฝรั่งเศสจะต้องร่วมมือกันสร้างทางรถไฟจากพนมเปญถึง พระตะบอง
                ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑  บัญญัติวิธีการจดทะเบียนคนในบังคับของฝรั่งเศส
                ข้อ ๑๒ และข้อ ๑๓  ว่าด้วยอำนาจศาล
                ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ และข้อ ๑๖  เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับใช้และการตีความในสัญญา
            ฝรั่งเศสยังไม่ยอมออกจากเมืองจันทบุรี เพราะไทยต้องปฏิบัติตาม
ข้อตกลง (Agrement) ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๗  เกี่ยวกับการปักปันเขตแดนใหม่ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ฝรั่งเศสได้ถอนทหารออกจากจันทบุรีหมดเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๗ โดยไทยต้องเสียดินแดนไปถึง ๖๒,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร
            ฝรั่งเศสออกจากเมืองจันทบุรีแล้ว ได้ไปยึดเมืองตราดแทน เพื่อเรียกร้องจากไทยต่อไปอีก

  ไทยเสียพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ   

การที่ฝรั่งเศสยึดเมืองตราด ทำให้เกาะทั้งหลายใต้แหลมลิงไปจนถึงเกาะกูด คงอยู่ในความยึดครองของฝรั่งเศส ดังนั้น เพื่อให้ฝรั่งเศสออกไปจากเมืองตราดไทยต้องเสียพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ไปให้ฝรั่งเศสอีก โดยสัญญา ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๙ และมีพิธีสาร (Protocol) ต่อท้ายว่าด้วยการปักปันเขาแดน  ลงวันที่เดียวกัน มีใจความว่า
            "ไทยยอมยกดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้แก่ฝรั่งเศส และฝรั่งเศสยอมยก เมืองด่านซ้าย   (อยู่ในเขตจังหวัดเลย) เมืองตราด และเกาะทั้งหลายที่อยู่ใต้แหลมลิง ลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่ไทย
            มีพิธีสารต่อท้ายอีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่เดียวกันเรื่องอำนาจศาลในกรุงสยาม มีใจความว่า
            "ให้คนในบังคับฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในประเทศไทยมีสิทธิมากขึ้น" ครั้งนี้ไทยต้องเสียดินแดนไปอีก ๕๑,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร
            ได้มีการประกอบพิธีรับมอบเมืองตราดจากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๐ โดยมีพระยาศรีสหเทพ (เส็ง  วิริยะศิริ) ราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยทหารเรือ ๑ กองร้อย เดินทางไปรับมอบ

  จันทบุรีถูกยึดครอง 



   ในสมัย ร.ศ.๑๑๒ เมืองจันทบุรีขึ้นกับกระทรวงการต่างประเทศ มีข้าราชการในตำแหน่งสำคัญประจำอยู่ ดังนี้
                พระยาวิชยาธิบดี (หงาด  บุนนาค) เป็นผู้ว่าราชการเมือง
                พระยาเทพสงคราม (เยื้อง  สาณะเสน) เป็นปลัดเมือง
                พระกำแพงฤทธิรงค์ (แบน  บุนนาค) เป็นผู้ช่วยผู้ว่าราชการเมือง
                พระวิเศษสงคราม เป็นนายด่านปากน้ำ
                ขุนกลางบุรี (ปลิว  พันธุมนันท์) เป็นตุลาการ
                นายร้อยเอก ตรุศ เป็นผู้บังคับการทหารเรือ
                นายร้อยโท คอลส์ ชาติเดนมาร์ค เป็นครูทหารเรือ
                นายร้อยโท จ้อย  เป็นผู้บังคับกองทหารเรือ
            ในระหว่างที่กองเรือฝรั่งเศสประกาศปิดอ่าว เรือฟอร์แฟได้มาตรวจการปิดอ่าวทางด้านเมืองจันทบุรี เมื่อประมาณ วันที่ ๓๐ - ๓๑ กรกฎาคม ได้มาทำการหยั่งน้ำทำแผนที่บริเวณปากน้ำจันทบุรี และได้จัดส่งเรือกลไฟเล็กไปที่ 
  ป้อมที่แหลมลิง เอาประกาศปิดอ่าว    มาแจ้งให้ทราบ
            เมื่อเลิกการปิดอ่าวแล้วเรือลูแตงและเรือแองคองสตังต์ได้ไปยึดปากน้ำจันทบุรี ต่อมาเมื่อได้มีการลงนามในสัญญาสงบศึกที่กรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๖ กองทหารฝรั่งเศสก็ได้ยกไปตั้งที่เมืองจันทบุรี ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งหลวงอุดมสมบัติ (หนา  บุนนาค) กับหลวงวิสูตรโกษา (เจิม  บุนนาค) เป็นข้าหลวงออกไปช่วยราชการ ม.ปาวี ได้ไปตรวจราชการพร้อมกับนี้ด้วย ก่อนที่กองทหารฝรั่งเศสจะยกไป กองทหารเรือที่ 
แหลมสิงห์ และที่เมืองจันทบุรีก็ต้องย้ายไปตั้งที่ เมืองขลุง
เรืออาสปิค ซึ่งรับ ม.เลอมีร์ เดอ วิเลร์ส จากกรุงเทพ ฯ กลับไซ่ง่อน ได้แวะที่ปากน้ำจันทบุรี เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๖
            เรือสวิฟท์ของอังกฤษ ได้เดินทางไปจอดที่ปากน้ำ จันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๖ ได้ติดต่อสอบถามกับผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี ในฐานะที่ต้องถูกยึดครอง
            เรือเมล์เยอรมัน ชื่อ ชวัลเบ (Schalbe) ซึ่งฝรั่งเศสเช่ามาได้บรรทุกกองทหารฝรั่งเศสหนึ่งกองพัน เดินทางจากไซ่ง่อนมาถึงปากน้ำจันทบุรี เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๖ กองทหารนี้ มีทหารฝรั่งเศสประมาณ ๑๐๐ คน ทหารญวน ประมาณ ๓๐๐ คน ได้จัดกำลังทหารประมาณ หนึ่งกองร้อย รักษาการณ์อยู่ที่แหลมสิงห์ห์ นอกนั้นไปตั้งอยู่ที่ค่ายทหารในเมืองจันทบุรี ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ตั้งกองทหารเรือ
            กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรีทราบล่วงหน้าถึงการที่กองทหารฝรั่งเศส จะยกมาตั้งที่เมืองจันทบุรี ดังนั้นผู้ว่าราชการเมือง พร้อมด้วยกรมการจึงได้ไปต้อนรับกองทหารฝรั่งเศสที่ปากน้ำแหลมสิงห์ห์ฉันมิตร ข้าหลวงจากกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองนาย ก็ได้ช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่กองทหารฝรั่งเศส ในการติดต่อกับข้าราชการฝ่ายไทย เมื่อทหารฝรั่งเศสเข้าอยู่ในที่ตั้งแล้ว ก็ได้จัดการก่อสร้างที่พักของทหาร จัดการคมนาคมติดต่อระหว่างหน่วยทหารในเมืองกับหน่วยทหารที่ปากน้ำแหลมสิงห์
            ในระหว่างที่ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีอยู่นั้น กองทหารฝรั่งเศสได้ตั้งด่านตรวจเรือที่   
หัวแหลมตึกแดง ปากน้ำแหลมสิงห์ โดยทำสะพานยื่นจากหัวแหลมตึกแดงออกไปทางทะเล สำหรับให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราบรรดาเรือเมล์ หรือเรือใบที่จะผ่านเข้าออกไปมา บรรดาเรือเมล์ก่อนที่จะผ่านเข้าออกปากน้ำจันทบุรี เมื่อใกล้ถึงหัวแหลมตึกแดงแล้ว ต้องชักหวูดให้กองทหารฝรั่งเศสได้ยิน และต้องคอยให้พวกทหาร หรือล่ามของเขาขึ้นมาตรวจก่อนทุกครั้ง กัปตันเรือจะต้องยื่นบัญชีจำนวนสินค้า และจำนวนคนโดยสารให้เขาทราบทุกเที่ยวเมล์ เมื่อเขาการตรวจและรับบัญชีไปแล้ว เรือเมล์จึงเดินทางต่อไปได้ เรือเมล์ที่เดินอยู่ระหว่างกรุงเทพ ฯ กับจันทบุรีในยุคนั้น มีอยู่หลายลำและหลายเจ้าของด้วยกัน
            ส่วนบรรดาเรือใบ ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้า ก็ต้องแวะให้ตรวจเช่นกัน ถ้าเรือลำใดไม่แวะให้เขาตรวจเขาก็ใช้อำนาจยิงเอา การเช่นนี้ทำความลำบากแก่บรรดาเรือกลไฟ และเรือใบที่ต้องเสียเวลาหยุดเครื่องจักรหรือลดใบให้เขาตรวจเสียก่อน   




ในระยะแรกที่ฝรั่งเศสยึดครองจันทบุรี จะพักอาศัยอยู่ตามโรงเรือนฝ่ายไทย เช่น โรงทหารเก่าของไทย และบ้านเรือนของข้าราชการ ต่อมาฝรั่งเศสจึงได้ก่อสร้างบ้านเรือนและที่พักทหาร ที่สร้างเป็นตึกถาวรในบริเวณค่ายทหาร มีอยู่หลายหลังคือ
                ตึกรูปสี่เหลี่ยมชั้นเดียว หลังคาตัด ใช้เป็นตึกกองบังคับการ และเป็นที่อยู่ของผู้บังคับกองทหาร   
(ตึกดองมันดอง) 

  ตึกชั้นเดียวขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่เก็บอาวุธยุทธภัณฑ์
                ตึกชั้นเดียวขนาดเล็ก ใช้เป็นที่อยู่ของพนักงานคลัง
                ตึกชั้นเดียวขนาดยาว ใช้เป็นโรงพยาบาลทหาร
                ตึกชั้นเดียวขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่อยู่ของนายทหารมี ๒ หลัง
                ตึกชั้นเดียวขนาดใหญ่ ใกล้ประตูหน้าค่ายทหารใช้เป็นที่อยู่ของกองรักษาการณ์ ด้านหลังใช้เป็นที่คุมขังนักโทษทหาร   




นอกจากนี้ ยังได้สร้างตึกถาวรอีกแห่งหนึ่งที่ปากน้ำแหลมสิงห์เรียกกันว่า  ตึกแดง และได้สร้างคุกทหารไว้หลังหนึ่งด้วย
            เมื่อไทยได้ทำอนุสัญญากับฝรั่งเศสอีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๖ แล้ว ฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกไปจากเมืองจันทบุรี แต่เมื่อออกจากจันทบุรีไปแล้ว ก็ได้ไปยึดครองเมืองตราดต่อไปอีก
            กองทหารฝรั่งเศสในบังคับบัญชาของ นายพันตรี โฟเดต์ ได้ถอนกำลังออกจากเมืองจันทบุรี เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๗ แล้วไปตั้งอยู่ที่เมืองตราด กองทหารฝรั่งเศสเริ่มย้ายออกไปจากเมืองจันทบุรี ตั้งแต่วันที่ ๒ มกราคม และได้ถอนกำลังออกไปเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ ๘ เดือนเดียวกัน
            ในระยะแรกที่กองทหารฝรั่งเศสเข้ามายึดครองจันทบุรี ได้มีเรือรบฝรั่งเศสผลัดกันมารักษาการณ์ อยู่ที่ปากน้ำจันทบุรี และมีทหารประมาณ หนึ่งกองร้อย ประจำอยู่ที่แหลมสิงห์ จนถึงปลายเดือน มกราคม พ.ศ.๒๔๓๘ จึงไม่ส่งเรือรบมาจอดที่ปากน้ำจันทบุรีอีกต่อไป และเพื่อความสะดวกในการติดต่อกับไซ่ง่อนและกรุงเทพ ฯ จึงได้มี 
เรือเมล์ของฝรั่งเศสเดินระหว่างไซ่ง่อนกับกรุงเทพ ฯ เป็นประจำ และได้แวะที่จันทบุรีทั้งขาไป และขากลับ นอกจากนี้ยังมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่เดินทางจากไซ่ง่อน มาตรวจกองทหารที่จันทบุรีตามระยะเวลา   



    วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๗ พระยาศรีสหเทพ ราชปลัดทูลฉลองมหาดไทย ได้ออกเดินทางจากจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยเรือจำเริญ บรรทุกทหารเรือ ๑ กองร้อยเดินทางไปฉลองเมืองจันทบุรี ในโอกาสที่กองทหารฝรั่งเศสได้ถอนกำลังออกไปแล้ว
            งานพิธีฉลองเมืองจันทบุรีได้จัดทำที่ค่ายทหาร มีการตั้งเสาธงสูง ๑๓ วา ที่กลางค่ายปลูกโรงพิธี โรงเลี้ยง โรงการเล่น มีงิ้ว หุ่นจีน ละคร ลิเก ในเวลากลางคืนมีการจุดโคมไฟสว่างไสวตามค่ายทหาร และตามบ้านเรือนราษฎรทั่วไป วันที่ ๑๔ มกราคม ตอนเย็นมีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วมีการเลี้ยงใหญ่ ไวซ์กงสุลฝรั่งเศสและภริยาก็มาร่วมงานด้วย มีผู้มาร่วมงาน ประมาณ ๒,๐๐๐ คน เป็นที่รื่นเริงกันมาก รุ่งขึ้นวันที่ ๑๕ มกราคม ตอนเช้าถวายอาหารบิณฑบาต และเครื่องไทยทานแก่พระสงฆ์ เวลา ๐๙.๐๐ น. พระยาศรีสหเทพ พร้อมด้วยผู้ว่าราชการเมือง กรมการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ่อค้า และประชาชน มาประชุมพร้อมกันรอบเสาธง พระยาศรีสหเทพได้อ่านประกาศ และคำถวายพระพรชัยมงคล เสร็จแล้วได้ 
  ชักธงมหาราชขึ้นสู่ยอดเสา    ดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เรือรบที่จอดอยู่ที่ปากน้ำแหลมสิงห์ยิงสลุต ๒๑ นัด
            เมื่อกองทหารฝรั่งเศสได้ถอนออกไปจากเมืองจันทบุรีแล้ว ก็ได้ย้ายกองทหารเรือที่เมืองขลุง กลับมาตั้งอยู่ที่เมืองจันทบุรีอีก ได้เข้าไปตั้งอยู่ที่ค่ายทหารฝรั่งเศส แล้วเรียกกองทหารเรือนี้ว่า กองโรงเรียนพลทหารเรือที่ ๗ ขึ้นกับกรมทหารเรือชายทะเล
 



ที่มา..http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/event112/event116.htm
บันทึกการเข้า

 
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #13 เมื่อ: 18-06-2008, 18:40 »

“ถึงแม้ว่าศาลโลกจะบอกว่าประสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยมติ 7 ต่อ 5 ก็ตาม แต่ประเทศไทยได้คัดค้านตลอดเวลา และยังอยู่ในศาลโลกจนถึงวันนี้ จากข้อคัดค้านดังกล่าว คำฟ้องของประเทศกัมพูชาพูดถึงเฉพาะปราสาทเขาพระวิหาร ในขณะที่ธรรมนูญศาลโลกข้อ 59 ที่ว่า ถ้าหากคู่กรณีฟ้องเรื่องไหน ศาลจะพิจารณาเฉพาะแต่เรื่องนั้น ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับมรดกโลกแม้แต่น้อยเลย เมื่อไม่ได้เกี่ยวกรณีนี้แล้วนพดลมัวทำอะไรอยู่”นายพิเชฐ กล่าว

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071305

ถ้าเป็นเรื่องจริงว่าตั้งแต่ พ.ศ.2505 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้คัดค้านตลอดเวลา

แสดงว่า ตอนนี้นพดล กำลังยอมรับสภาพในอดีตที่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้ว

นั่นก็หมายถึงว่ามันได้ยกดินแดนของไทยไปให้เขมรจริงๆ


กราบเรียนสมาชิก ช่วยหาข้อมูลเรื่องการคัดค้านต่อศาลโลกให้หน่อยครับ

กาที่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด นับเป็นกลอุบายของฝ่ายไทย ในการดึงเรื่องไว้ขณะเสียเปรียบในเวทีโลก เพราะฝรั่งเศสและอังกฤษ เป็นประเทศที่ไม่เคยหวังดีอะไรต่อประเทศไทย (กล่าวถึงตรงนี้ ใครที่ชอบใช้สินค้าฝรั่งเศสและอังกฤษ ควรจะละอายต่อบรรพชนบ้าง) เราไม่เคยยอมรับกรณีเขาพระวิหาร และรักษาดินแดนทุกตารางนิ้วไว้ก่อน รอโอกาศในวันข้างหน้า

การที่รัฐบาลสมัครนอมินีทักษิณและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนพดล จะยอมรับการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของฝ่ายเขมร เท่ากับเป็นการยอมรับครั้งแรกหลังกรณีพิพาทที่ศาลโลกว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร  และนั่นหมายถึงทุกส่วนของปราสาท นับตั้งแต่บันไดขั้นแรก และพื้นที่โดยรอบของปราสาท เท่าที่เขมรจะสามารถอ้างได้ว่า ปราสาทกินเนื้อที่ถึงที่ใด

นี่คือการขายชาติ 
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #14 เมื่อ: 18-06-2008, 18:50 »

กาที่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด นับเป็นกลอุบายของฝ่ายไทย ในการดึงเรื่องไว้ขณะเสียเปรียบในเวทีโลก เพราะฝรั่งเศสและอังกฤษ เป็นประเทศที่ไม่เคยหวังดีอะไรต่อประเทศไทย (กล่าวถึงตรงนี้ ใครที่ชอบใช้สินค้าฝรั่งเศสและอังกฤษ ควรจะละอายต่อบรรพชนบ้าง) เราไม่เคยยอมรับกรณีเขาพระวิหาร และรักษาดินแดนทุกตารางนิ้วไว้ก่อน รอโอกาศในวันข้างหน้า

การที่รัฐบาลสมัครนอมินีทักษิณและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนพดล จะยอมรับการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของฝ่ายเขมร เท่ากับเป็นการยอมรับครั้งแรกหลังกรณีพิพาทที่ศาลโลกว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร  และนั่นหมายถึงทุกส่วนของปราสาท นับตั้งแต่บันไดขั้นแรก และพื้นที่โดยรอบของปราสาท เท่าที่เขมรจะสามารถอ้างได้ว่า ปราสาทกินเนื้อที่ถึงที่ใด

นี่คือการขายชาติ 


เพ้อเจ้อน่าเจ๊...ศาลโลกเค้าตัดสินไปแล้วเพราะทนายความห่วยๆของไทยที่ไร้ฝีมือไง จะไม่ยอมรับในคำตัดสินของศาลโลก  ไทยก็ต้องเป็นประเทศเถื่อนๆไปเท่านั้นเอง  หัดยอมรับในความเป็นจริงกันบ้างว่าตัวประสาทเขาพระวิหารมีประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าของที่ถูกกฏหมาย

มัวแต่เรียกร้องบ้าๆบอๆ...ไม่มีใครในโลกนี้เค้าสนใจหรอกบอกกงๆ
บันทึกการเข้า
\(^_^)/
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617



« ตอบ #15 เมื่อ: 18-06-2008, 19:08 »


เพ้อเจ้อน่าเจ๊...ศาลโลกเค้าตัดสินไปแล้วเพราะทนายความห่วยๆของไทยที่ไร้ฝีมือไง จะไม่ยอมรับในคำตัดสินของศาลโลก  ไทยก็ต้องเป็นประเทศเถื่อนๆไปเท่านั้นเอง  หัดยอมรับในความเป็นจริงกันบ้างว่าตัวประสาทเขาพระวิหารมีประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าของที่ถูกกฏหมาย

มัวแต่เรียกร้องบ้าๆบอๆ...ไม่มีใครในโลกนี้เค้าสนใจหรอกบอกกงๆ




ไอ๋เวร..นี้สงสัยไม่ใช่คนไทยโดยสายเลือด..
แค่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าเราน่าจะเป็นเจ้าของ..
ก็ควรช่วยกันออกมาเรียกร้อง..
ถึงจะไม่เป็นผลแต่ก็ทำให้ไอ้พวกเขมรมันไม่กล้า "หือ"
อีกต่อไป..ที่ทุกวันนี้มันรุกล้ำเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้าง..
ทั้งวัดวาอารามห้างร้านแผงลอย..
โดยมีพวกทหารขะแมคอยทำหน้าที่เป็น "มาเฟีย" คุ้มครองพวกมัน..
ไอ้ชั่วเอ้ย..มือไม่พายอย่าสะเหร่อเอาส้นตีน "ราน้ำ" ดีกว่า"
บันทึกการเข้า

 
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #16 เมื่อ: 18-06-2008, 19:46 »


เพ้อเจ้อน่าเจ๊...ศาลโลกเค้าตัดสินไปแล้วเพราะทนายความห่วยๆของไทยที่ไร้ฝีมือไง จะไม่ยอมรับในคำตัดสินของศาลโลก  ไทยก็ต้องเป็นประเทศเถื่อนๆไปเท่านั้นเอง  หัดยอมรับในความเป็นจริงกันบ้างว่าตัวประสาทเขาพระวิหารมีประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าของที่ถูกกฏหมาย

มัวแต่เรียกร้องบ้าๆบอๆ...ไม่มีใครในโลกนี้เค้าสนใจหรอกบอกกงๆ


ศาลโลกเขาตัดสินว่ายังไง ตอนนี้เขมรลุกล้ำเข้ามาเกินกว่าคำตัดสินหรือเปล่า
เข้ามาให้ความเห็น ไม่ทราบเคยดูสถานการณ์ปัจจุบันบ้างไหม

ตอนนี้ประชาชนยังไม่เห็นเลยว่าไปตกลงกันไว้อย่างไร จะให้อยู่เฉยๆ ได้หรือ

...

คุณนพดล รมต.ต่างประเทศ ใช้ตำแหน่งเป็นเดิมพัน จะมีความหมายอะไร
เรื่องนี้ใครเป็น รมต.ต่างประเทศ ก็เอาตำแหน่งมาใช้ค้ำประกันได้จริงหรือ

ประเทศจะได้อะไรชดเชยจากการลาออก ถ้าเกิดการสูญเสียดินแดนจริงๆ?

...

ที่เขาประท้วงเพราะัรัฐบาลมุบมิบทำกันเอง ไม่ให้ประชาชนเห็นรายละเอียด
ถึงใครในโลกไม่สนใจ แต่เราคนไทยสนใจหากต้องสูญเสียดินแดนครับ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-06-2008, 19:50 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อิรวันชาห์ IrWanSyah
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 870



« ตอบ #17 เมื่อ: 18-06-2008, 19:56 »

ตอนปี 46 นักการเมืองเขมรปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติ เพื่อผลทางการเมืองในประเทศของมัน
แต่กระแสที่มันจุด ทำให้เขมรบ้าเลือดเผาทำลายทรัพย์สินคนไทย ดีที่ตอนนั้น คนไทยไม่บ้าตาม ไม่งั้นเกิดสงครามแน่

หลังเลือกตั้งเสร็จ เรื่องก็เงียบ แถมยังต้องจ่ายค่าเสียหายให้ไทย

นักการเมืองก็เสวยสุขในอำนาจที่ได้มา   ชาวบ้านเขมรรู้ตัวอีกที  ว้า...ตัวเองถูกหลอกให้คลั่งชาติ  ควายแท้ๆ ..........
บันทึกการเข้า

55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #18 เมื่อ: 18-06-2008, 20:12 »

ตอนนั้น ก็มีคนบางคน หัวฟัด หัวเหวี่ยง.....เพราะ ตึก ออฟฟิต โทรคมนาคม ของตนโดนเผา....

สั่ง..ทัพ บก ทัพ เรือ ทัพ อากาศ จ่อ 3 ด้านเลย.....เกือบไปแล้ว....ตึกถูกเผา กะถล่ม มันทั้งประเทศเลย...

สมบัติข้า ฯ ใครอย่าแตะ....สถานฑูต ของชาติ ช่าง มัน


 
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 18-06-2008, 20:15 »

ตอนปี 46 นักการเมืองเขมรปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติ เพื่อผลทางการเมืองในประเทศของมัน
แต่กระแสที่มันจุด ทำให้เขมรบ้าเลือดเผาทำลายทรัพย์สินคนไทย ดีที่ตอนนั้น คนไทยไม่บ้าตาม ไม่งั้นเกิดสงครามแน่

หลังเลือกตั้งเสร็จ เรื่องก็เงียบ แถมยังต้องจ่ายค่าเสียหายให้ไทย

นักการเมืองก็เสวยสุขในอำนาจที่ได้มา   ชาวบ้านเขมรรู้ตัวอีกที  ว้า...ตัวเองถูกหลอกให้คลั่งชาติ  ควายแท้ๆ ..........


ประเ้ด็นมันไม่ได้อยู่ที่คลั่งหรือไม่คลั่งชาติ ที่เขากำลังคุยกันอยู่คือ ยกเอาข้อมูลมาต่อสู้และเรียกร้อง อย่างในกระทู้นี้ก็มีการแสดงรูปถ่ายชัดเจน แสดงให้เห็นถึงสันเขา(สันปันน้ำ)  อีกอย่างยังไม่มีเหตุการณ์ที่คนไทยยกขบวนไปขว้างปา หรือทำร้ายคนเขมร มีแต่การยกเอาหลักฐานข้อมูล เหตุผลมาพูดกัน แล้วจะเรียกว่าคลั่งชาติได้อย่างไร ?  ตอบมาให้ชัดๆ !!
บันทึกการเข้า

moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #20 เมื่อ: 18-06-2008, 20:20 »

เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเสียดินแดน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่

แค่รัฐมนตรีต่างประเทศ และหน่วยงานอื่น เช่น กรมแผนที่ทหาร เพียงแค่นี้

ไม่ว่าไม่น่าจะพอ ควรจะให้หน่วยงานอื่นด้วย และควรรายงานต่อสภาทั้งสองสภาเป็นระยะ

ไม่ใช่มุบมิบแบบนี้


แล้วไอ้เรื่องที่ประเทศไทยคัดค้านคำตัดสินของศาลโลกมาโดยตลอดเนี่ย มีจริงไหม

แล้วหน่วยงานไหนเป็นคนทำ เพราะถ้ามีการคัดค้านมาโดยตลอดจริง นพพลทำผิดเต็มๆ

สมยอมเขมร ทำให้เรื่องที่เราเคยคัดค้านตกไป
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 18-06-2008, 20:40 »

หากมีการรื้อคดี ไทยยังคงมีสิทธิ์ที่จะร้องใหม่ครับ

ส่วนการยกเสาธงชาติไทยลงมาจากยอดปราสาทมีบันทึกไว้แล้ว...

ลมเปลี่ยนทิศ ( ใต้ฝุ่น" ) นำมาบันทึกไว้ เมื่อวานมั๊ง...

**************************************
ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหญ่ในกัมพูชา ว่ากันว่า “กระแสรักชาติ” จะถูกปลุกขึ้นมาเพื่อผลทางการเมือง การเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ก็เช่นกัน เรื่องร้อนๆ “เขาพระวิหาร” ก็ถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นที่มีผลทางการเมืองในกัมพูชาอีกครั้ง

         อยู่ๆ กัมพูชาก็ยื่นเรื่องต่อ องค์การยูเนสโก ขอขึ้นทะเบียน “เขาพระวิหาร” เป็น “มรดกโลก” โดยไม่บอกกล่าวฝ่ายไทย เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

          แต่ผู้แทนไทยในที่ประชุมประท้วง เพราะองค์ประกอบ ของเขาพระวิหารไม่ได้มีแต่ ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งอยู่ในเขตกัมพูชา เท่านั้น แต่ยังมีโบราณสถานอีกหลายอย่าง ประกอบกันเป็นเขาพระวิหาร เช่น ภาพแกะสลักนูนต่ำ สระตราว สถูปคู่ เป็นต้น อยู่ใน เขตไทย มรดกโลกที่สมบูรณ์จะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน

         เมื่อไทยท้วงด้วยเหตุผลเช่นนี้ ยูเนสโกก็เลื่อนการพิจารณาออกไป โดยให้ไทยกับกัมพูชาไปตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน และนำเข้าพิจารณา ในที่ประชุมที่รัฐควีเบค ประเทศแคนาดา ในเดือนหน้านี้ศาลโลก พิพากษาให้ ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นของกัมพูชาในปี 2505 โดยบอกแต่เพียงว่า “ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอาณาเขต ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” แต่ไม่ได้บอกว่ามีอาณาเขต กว้างยาวแค่ไหน กระทรวงมหาดไทยของไทยจึงกำหนดพื้นที่ไม่เกิน 150 ไร่ ให้เป็นเขตปราสาทเขาพระวิหาร โดยมีช่องบันไดหัก ให้ฝ่ายเขมรต่ำมีทางขึ้นปราสาท เขาพระวิหารได้

          ในหนังสือ เขาพระวิหาร ไทยเสียดินแดนครั้งสุดท้าย ของ โรม บุนนาค ได้บันทึกเหตุการณ์วันที่ พลเอกประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวปราศรัย ที่ลานปราสาทเขาพระวิหาร ในวันส่งมอบดินแดนเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2505 ไว้ดังนี้

         “ข้าพเจ้ามีความเสียใจมากที่ต้องมาทำหน้าที่เช่นนี้ แต่การปฏิบัตินี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจำต้องปฏิบัติ ตามพันธกรณีที่เรามีต่อศาลโลก

          วันนี้เป็นวันหนึ่งซึ่งประวัติศาสตร์จะต้องจารึกว่า ไทยจำต้อง สละอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร ข้าพเจ้ากำหนดเวลาตั้งแต่ 12.00 น. ของวันที่ 15 กรกฎาคม 2505 เป็นวันที่เรา จะถอนทุกสิ่งทุกอย่างออกจากเขตแดนนี้

          ข้าพเจ้าขอซ้อมความเข้าใจกับท่านว่า เขตแดนนี้เริ่มจากจุดแรก ที่ช่องบันไดหัก โดยนับระยะห่างจากถนนหินโบราณลงมา 20 เมตร เราจะปักป้ายที่นี่ และแนวเขตจะเล็งเป็นเส้นตรงจากหลักที่ 1 มาสู่ปลายบันไดนาค ห่างจากจุดกึ่งกลางปลายบันได 20 เมตร เป็นเส้นที่ 2 แล้วจึงเล็งเป็นแนวตรง ไปเป็นหลักสุดท้าย ห่างจากแนวปราสาทในเส้นกึ่งกลาง 100 เมตร ตัดตรงไปจนทะลุหน้าผาเป้ยตาดี

         มีงานที่เราจะต้องปฏิบัติหลายอย่างในวันนี้ ก่อนอื่นคือ การเชิญธงไตรรงค์พร้อมด้วยเสา จากบริเวณปราสาทมาประดิษฐาน ในเขตของเรา และจะไม่มีการเชิญธงลงจากยอดเสา พร้อมด้วยเสานี้ จะเคลื่อนย้ายตั้งลงมาโดยไม่นอนด้วย เพราะวันหนึ่งข้างหน้า เราอาจจะต้องนำธงนี้ไปประดิษฐานที่เดิมเหนือเป้ยตาดีอีกครั้งหนึ่ง...”

         อ่านแล้วขนลุกครับ ทหารสมัยก่อนเขาถือธงชาติเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้จะต้องเสียดินแดนตามคำพิพากษาของศาลโลก เมื่อจะเคลื่อนย้าย “ธงชาติไทย” ออกจากดินแดน พลเอกประภาส ยังให้ยกธงทั้งเสาแบบ ตั้งตรงออกมา ไม่ให้มีการลดธงลงจากยอดเสา หรือแบกเสาธง ออกมาอย่างผู้แพ้

          พลเอกประภาสยังสั่งกำชับตำรวจตระเวนชายแดนด้วยว่า รั้วก็ดี ป้ายก็ดี ที่ปักไว้นั้น ถือเป็นสมบัติของชาติไทย หากมีผู้ใดล่วงล้ำ ผ่านแนวเข้ามา ให้ไล่ออกไป หากขัดขืนขอให้ใช้กำลังได ้โดยไม่ต้องรอขออนุญาตแต่อย่างใด

          เห็นความเด็ดขาดของชายชาติทหารสมัยก่อนแล้ว ต้องชื่นชมครับ

          ก็ต้องดูว่า รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่มี นายนพดล ปัทมะ เป็น รัฐมนตรีต่างประเทศ จะสามารถรักษาอธิปไตย เขาพระวิหารที่ประเทศไทย มีอยู่ตามคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อ 46 ปีก่อนได้หรือไม่ หรือจะต้องเสียดินแดนในยุคนี้อีกครั้ง ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในโลกยุคปัจจุบัน

ลมเปลี่ยนทิศ
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #22 เมื่อ: 18-06-2008, 20:59 »

จากเดิมหลังคำตัดสินของศาลโลก ประตูทางเข้าตั้งอยู่ระหว่างบันไดทางขึ้น



...

ภาพถ่ายเมื่อต้นปี 2550 เขมรย้ายประตูทางเข้า ลงมาจนถึงเชิงบันได


หลังจากไปตกลงกับเขา ไม่ทราบว่าเขายอมย้ายประตูกลับไปที่เดิมแล้วหรือยัง 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #23 เมื่อ: 18-06-2008, 21:17 »

มีงานที่เราจะต้องปฏิบัติหลายอย่างในวันนี้ ก่อนอื่นคือ การเชิญธงไตรรงค์พร้อมด้วยเสา จากบริเวณปราสาทมาประดิษฐาน ในเขตของเรา และจะไม่มีการเชิญธงลงจากยอดเสา พร้อมด้วยเสานี้ จะเคลื่อนย้ายตั้งลงมาโดยไม่นอนด้วย เพราะวันหนึ่งข้างหน้า เราอาจจะต้องนำธงนี้ไปประดิษฐานที่เดิมเหนือเป้ยตาดีอีกครั้งหนึ่ง...”

แล้วรัฐบาลต่อๆ มาได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง แล้วไอ้รัฐบาลนี้ทำไมมันถึงไม่ยอมทวงคืนมา

แต่ดันจะสมยอม ให้ขึ้นทะเบียนร่วมกัน ถ้าเรายึดมั่นว่าเป็นของเรา ก็ต้องทวงคืนมาให้ได้

ไม่ใช่มุบมิบทำอย่างนี้ มันส่อเจตนาไปได้หลายอย่าง เวรกรรมของคนไทยจริงๆ
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 18-06-2008, 21:26 »

ตรงประตูเก่าที่เขมรทำไว้ คือจุดที่จอมพลประภาส ส่งมอบให้ ก็คือจุดทางขึ้นลง บันไดหัก นั่นแหละครับ

ที่เหลือเป็นเขตฝั่งไทย ตอนนี้ เขมรรุกล้ำลงมาจนถึงเชิงบันได และสร้างประตูรั้วขึ้นใหม่

เรื่องนี้ต้องเจรจา ก่อนที่จะไปยอมรับแผนที่ของเขมร ตลอดจน พื้นที่ทับซ้อนทั้งหลายด้วย


สมัยนั้นไทยเรามีตำรวจตระเวณชายแดน ประจำอยู่ที่ "ภูมิสรอน" เป็นหมวด ตชด. ที่รักษาอธิปไตยแถบนั้น

ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังมีอยู่อีกหรือไม่
บันทึกการเข้า

moon
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 780


« ตอบ #25 เมื่อ: 18-06-2008, 21:35 »

เพราะวันหนึ่งข้างหน้า เราอาจจะต้องนำธงนี้ไปประดิษฐานที่เดิมเหนือเป้ยตาดีอีกครั้งหนึ่ง...”

ไม่เอา

ไม่ว่าประตูไหนก็ไม่เอา ต้องค้านหัวชนฝาเลยว่ามันเป็นดินแดนของเรา

ไม่สนอะไรทั้งนั้น
บันทึกการเข้า
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #26 เมื่อ: 18-06-2008, 21:53 »

จากเดิมหลังคำตัดสินของศาลโลก ประตูทางเข้าตั้งอยู่ระหว่างบันไดทางขึ้น



...

ภาพถ่ายเมื่อต้นปี 2550 เขมรย้ายประตูทางเข้า ลงมาจนถึงเชิงบันได


หลังจากไปตกลงกับเขา ไม่ทราบว่าเขายอมย้ายประตูกลับไปที่เดิมแล้วหรือยัง 

ขอบคุณค่ะ ทำให้เพิ่งทราบว่า มีการเคลื่อนย้ายประตูกินพื้นที่อีกด้วย

พอดีเม่ยมีโอกาสไปประสาทเขาพระวิหารเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางเขมรเก็บค่าผ่านประตู 50 บาทต่อคนก่อนเข้าเยี่ยมชม ก่อนผ่านประตูเข้าไป จะเป็นตลาดย่อม ๆ มีเพิงขายของของชาวเขมรสำหรับนักท่องเที่ยว และมีชุมชนของชาวเขมรตั้งอยู่ซึ่งว่ากันว่า เพื่อเป็นการกดดันฝ่ายไทย

ก่อนข้ามเขตจากฝั่งไทยเข้าเขมรนั้น จะต้องเสียค่าผ่านประตูให้กับอุทยานแห่งชาติของไทยเราก่อน โดยมีทหารพรานดูแลอยู่ค่ะ ค่าบัตรข้ามเขต 5 บาทเท่านั้น

ได้คุยกับพี่น้องคนไทยในพื้นที่ 2 ท่าน ท่านหนึ่งเล่าประวัติย่อ ๆ ให้ฟัง และว่า ประสาทเขาพระวิหารเป็นศิลปะของขอมโบราณก็จริง แต่ว่าตั้งอยู่ในอาณาเขตไทย พร้อมกันนั้นยังชี้ให้ดูถนนดินลูกรังที่ทางเขมรทำไว้เพื่อจะเป็นทางเข้าเขาพระวิหารจากดินแดนของเขมรเอง พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่เขมรพยายามขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น ไม่ได้หมายความถึงแต่เพียงตัวประสาทเท่านั้น แต่ตามหลักการแล้ว จะต้องครอบคลุมพื้นที่จากตัวประสาทออกไปอีก 5 กิโลเมตรโดยรอบ นั่นหมายความว่า จะกินอาณาเขตของไทยด้วย ไทยเราจึงเสนอให้เพิ่มพื้นที่บริเวณผามออีแดง ซึ่งมีภาพแกะสลักนูนต่ำด้วย และเดิมเคยมีการตั้งกองกำลังทหารประจำการทั้งจากของไทยเราและเขมร แต่ไทยเราได้ถอนกำลังออกในภายหลัง

อีกท่านหนึ่ง เกิดทันสมัยเกิดกรณีพิพาท เล่าให้ฟังด้วยความเสียใจว่า ที่มีปัญหาเมื่อปี 2505 นั้น สาเหตุเกิดจากไทยเราไม่มีแผนที่ยืนยัน ต้องใช้แผนที่ของฝรั่งเศสที่กำหนดขึ้น ไทยเราจึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และว่า จอมพลสฤษดิ์ โกรธมาก เมื่อทราบคำตัดสินของศาลโลก ก่อนที่จะมีคำสั่งให้เชิญธงชาติไทยที่เดิมตั้งอยู่ที่ผาเป้ยตาดี นำมาตั้งที่ผามออีแดงแทน

น่าเสียดายมาก ที่ประสาทเขาพระวิหารอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม เหมือนไม่ได้รับการทำนุบำรุง ตะไคร่จับทั่วไปหมด ยังคุยกับเพื่อนที่ไปด้วยกันว่า สงสัยเขมรคงไม่มีกรมศิลปากรอย่างบ้านเรา

พูดตรง ๆ ค่ะว่า ได้ไปแล้ว ก็ไม่มีปัญญาดูแลรักษา น่าเศร้าใจ (อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่พยายามขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะจะได้งบจากยูเนสโกมาเป็นเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียว)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-06-2008, 21:46 โดย aiwen^mei » บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #27 เมื่อ: 18-06-2008, 22:27 »



ลูกพี่เก่าไอ้เหล่ ชอบใจ
บันทึกการเข้า
นักตอบกระทู้อิสระ
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50


« ตอบ #28 เมื่อ: 18-06-2008, 22:38 »


เพ้อเจ้อน่าเจ๊...ศาลโลกเค้าตัดสินไปแล้วเพราะทนายความห่วยๆของไทยที่ไร้ฝีมือไง จะไม่ยอมรับในคำตัดสินของศาลโลก  ไทยก็ต้องเป็นประเทศเถื่อนๆไปเท่านั้นเอง  หัดยอมรับในความเป็นจริงกันบ้างว่าตัวประสาทเขาพระวิหารมีประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าของที่ถูกกฏหมาย

มัวแต่เรียกร้องบ้าๆบอๆ...ไม่มีใครในโลกนี้เค้าสนใจหรอกบอกกงๆ


หมดมุขล่ะสิ ไอ้เติ้ล ไปไม่เป็นเลย เจอเรื่องขายชาติขายแผ่นดินเข้าไป ได้แต่ออกแนวข้างๆคูๆ แถไปเรื่อย ไม่เหมือนประเด็นอื่นๆที่จิ้มแป้นคล่องซะไม่มี
เจอประเด็นนี้เข้า ต่อให้เงินฟาดหัวมากแค่ไหน ยางสำนึกรักบ้านเกิดของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำมันก็ต้องสะเทือนบ้างแหละน่า เราพอจะเข้าใจ
ก็ดีแล้วล่ะ TLE ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะ ค่อยๆตาสว่าง ค่อยๆรู้ว่าพ่อบังเกิดเกล้าที่นายทูนหัวอยู่น่ะ มันขายชาติ ขายแผ่นดิน จริงๆ ตามตัวอักษร
 
บันทึกการเข้า
ลูกหินฮะ๛
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,099


เสียเข็มขัด อย่าเสียกุงเกง


« ตอบ #29 เมื่อ: 18-06-2008, 22:46 »



ลูกพี่เก่าไอ้เหล่ ชอบใจ


คนที่ยืน กะอาแม๊ว เนี่ย เคยได้เงินเดือนจากอาแม๊ว ด๊วยหล่ะ
สมัย IBC กัมพูชา  และ เปิดสัมประทาน AIS ที่พนมเปญ

เสร็จแล้ว พออาแม๊วเป้นนายก เงิน พร่องลง-ขาดจ่าย
  เลย เผาสถานทูตไทย ประท้วง

   อาแม๊ว เลย ส่งเครื่องบิน .ไปรับเพื่อนๆพนักงาน ชินวัตร กลับบ้าน
( อิอิ คนไทยที่ม่ายด๊ายอยู่ชินวัตรม่ายเกี่ยว.. ข่าวสมัยนั้นมั่ว )
บันทึกการเข้า

  ... ... ... 
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 18-06-2008, 23:11 »

เมื่อปีพ.ศ.2547 มีมติร่วม ครม. ไทย-กัมพูชา เห็นชอบให้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เขาพระวิหารเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน  ( รัฐบาลใคร ทักษิณหรือไม่ )
ทั้งนี้ยังกำหนดให้มีการดำเนินการเสนอเขาพระวิหารเป็น "มรดกโลกร่วมกัน" อีกด้วย 

ทว่าเมื่อเดือนมกราคมพ.ศ.2549 กัมพูชาได้ยื่นข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่มีการหารือกับไทยและไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยใช้ที่ตั้งแผนผังปราสาท และเขตอนุรักษ์ (บางส่วน) รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย  ( ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังตื่นเต้นกับข่าวขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเสค )

วันที่15 มิถุนายน พ.ศ.2550 ฝ่ายไทยได้หารือกับทุกหน่วยงานราชการเพื่อทบทวนการแสดงท่าทีครั้งสุดท้ายก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก หรือ World Heritage Committee (WHC) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2550 ณ เมืองไครส์เชิช ประเทศนิวซีแลนด์  ( รัฐบาลไหน ขิงแก่ใช่มั๊ย )

วันที่18 มิถุนายน พ.ศ.2550 ไทยได้ขอให้ดับเบิลยูเอชซีเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนเพื่อหารือกับกัมพูชาอีกครั้ง 

วันที่27 มิถุนายน พ.ศ.2550 ดับเบิลยูเอชซีเห็นชอบให้มีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารอีกครั้งหนึ่งในการประชุมดับเบิลยูเอชซี ครั้งที่32 ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ในกลางปี พ.ศ.2551   


สิ้นสุดรัฐบาลขิงแก่ มาดำเนินการในห้วงรัฐบาลหุ่นเชิด โดย ตาเหล่ ใช่หรือไม่


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-06-2008, 23:18 โดย CanCan » บันทึกการเข้า

\(^_^)/
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617



« ตอบ #31 เมื่อ: 19-06-2008, 02:40 »

  ขอเชิญรับชม..ไอ๋เหรี้ย..มังกือดำ..
มัน "โพส" ได้..เหรี้ย..สมกับตัวตนมันจริงๆ.. 




 
------------------------------------------------------------------------

โพสต์โดย : มังกรดำ
 ID # 814488 - โพสต์เมื่อ : 2008-06-19 01:58:50   _   แจ้งลบข้อความ   


คนไทยที่ว่าเป็นไทยแท้ ซึ่งสืบเชื้อสายต้นตระกูลมาจากทางอินเดีย
ไปทวงคืน พื้นที่ปากีสถาน

คนไทยแท้ ที่สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลจีน
ไปทวงคืนเทือกเขาอัลไต

คนไทยแท้ ที่สืบเชื้อสสายต้นตระกูลมาจากทางชวา
ไปทวงคืนหมู่เกาะชวา

คนไทยแท้ ที่สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลขอม
ไปเอาพื้นที่กัมพูชาคืนมาให้หมด

คนไทยแท้เชื้อสายต้นตระกูลจากมอญ
ไปทวงคืนกรุงหงสาวดีจากพม่า

เพราะตามสิทธิ กรรมสิทธิ์ที่ควรเป็นของลูกหลานตามสายตระกูล
สนุกจริงๆ ผ่าเถอะ !!


อินเดียนแดง ก็ต้องไปทวงคืน ประเทศอเมริกา
อืมม์ คิดดูก็เข้าท่า
เรามี นายควง อภัยวงษ์ ต้นตระกูลมาจากเขมร
อย่างนี้ยิ่งมีสิทธิ์

แล้วเรายังมีรกราก อย่าง “ตระกูลบุนนาค”
ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก –แขกขาว” เปอร์เซีย” อันนี้ เราจะรวยใหญ่
เพราะทางประเทศแขกขาว มีบ่อน้ำมันเยอะ

 
บันทึกการเข้า

 
ปรมาจารย์เจได
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,771


รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ไม่เคยเจอ


« ตอบ #32 เมื่อ: 19-06-2008, 03:52 »

รู้สึกเสียใจครับ ที่รัฐบาลนอกจากไม่คัดค้าน แล้วยังสมยอม
บันทึกการเข้า

http://www.oknation.net/blog/jedimaster



"เมืองดอกบัวงาม  แม่น้ำสองสี  มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามลำเทียนพรรษา  ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

ไม่มีใครเน่าบริสุทธิ์ดุจดั่งมูล ประชาชินสมบูรณ์ซะที่ไหน เมื่อยืนหยัดโชว์จู๋และปาขี้ ประชาชินย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีขี้ผ่องอำไพ เหลี่ยมจันไsย่อมเป็นใหญ่อยู่ใต้ดิน ...

ขอเชิญร่วมกลุ่มต้านทักษิณใน hi5 ครับ

THAKSIN get out !!
http://www.hi5.com/friend/group/1123605--THAKSIN%2Bget%2Bout%2521%2521--front-html

say no to thaksin !
http://www.hi5.com/friend/group/1186900--say%2Bno%2Bto%2Bthaksin%2B%2521--front-html
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #33 เมื่อ: 19-06-2008, 03:53 »

โบราณว่า "เจ็กดำ" คบไม่ได้

 
บันทึกการเข้า

55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #34 เมื่อ: 19-06-2008, 09:52 »

เมื่อวาน ผมบังเอิญได้ฟัง เติมศักด์ จารุปาน ขึ้นเวทีพันธมิตร พูดเรื่อง เขาพระวิหาร

ได้มีการนำบท สัมภาษณ์ มรว.เสนีย์ ปราโมทย์ หลังจาก แพ้คดีเขาพระวิหาร ด้วยกฏหมายเฮงซวย(ปิดปาก)...

เติมศักดิ์ นำบทสัมภาษณ์ มาอ่าน...ได้ใจมากเลยครับ.....ผมพยายามหาบทสัมภาษณ์ ตั้งแต่ เมื่อวานเย็น ๆ ..

จนเช้านี้ ก็ยังหาไม่เจอ....เสียดาย ไม่ได้นำมาแปะ ให้ เพื่อน ๆ ได้ อ่านกัน....


บันทึกการเข้า
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #35 เมื่อ: 19-06-2008, 10:41 »

  ขอเชิญรับชม..ไอ๋เหรี้ย..มังกือดำ..
มัน "โพส" ได้..เหรี้ย..สมกับตัวตนมันจริงๆ.. 




 
------------------------------------------------------------------------

โพสต์โดย : มังกรดำ
 ID # 814488 - โพสต์เมื่อ : 2008-06-19 01:58:50   _   แจ้งลบข้อความ   


คนไทยที่ว่าเป็นไทยแท้ ซึ่งสืบเชื้อสายต้นตระกูลมาจากทางอินเดีย
ไปทวงคืน พื้นที่ปากีสถาน

คนไทยแท้ ที่สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลจีน
ไปทวงคืนเทือกเขาอัลไต

คนไทยแท้ ที่สืบเชื้อสสายต้นตระกูลมาจากทางชวา
ไปทวงคืนหมู่เกาะชวา

คนไทยแท้ ที่สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลขอม
ไปเอาพื้นที่กัมพูชาคืนมาให้หมด

คนไทยแท้เชื้อสายต้นตระกูลจากมอญ
ไปทวงคืนกรุงหงสาวดีจากพม่า

เพราะตามสิทธิ กรรมสิทธิ์ที่ควรเป็นของลูกหลานตามสายตระกูล
สนุกจริงๆ ผ่าเถอะ !!


อินเดียนแดง ก็ต้องไปทวงคืน ประเทศอเมริกา
อืมม์ คิดดูก็เข้าท่า
เรามี นายควง อภัยวงษ์ ต้นตระกูลมาจากเขมร
อย่างนี้ยิ่งมีสิทธิ์

แล้วเรายังมีรกราก อย่าง “ตระกูลบุนนาค”
ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก –แขกขาว” เปอร์เซีย” อันนี้ เราจะรวยใหญ่
เพราะทางประเทศแขกขาว มีบ่อน้ำมันเยอะ

 

ถ้าผมไปเตะไอ้กิ้งกือออกจากบ้าน
มันอย่ามาอ้างนะว่าบ้านเป็นของมัน
 
บันทึกการเข้า
เบื่อไอ้เหลี่ยม
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389


« ตอบ #36 เมื่อ: 19-06-2008, 12:49 »

อ่านควมเห็นไอ้*** last emperor แล้ว เชื่อว่า ไอ้นี่ น่าจะเป็นเมขร หรือว่า คนทรยศชาติคนหนึ่ง
ถ้าใครรู้ว่ามันเป็นใคร ทุกคนมีสิทธิ์ ฆ่ามันได้ทันที  เพราะว่ามันเป็นศัตรูของชาติ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: