ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
15-12-2019, 07:10
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ตระกูลเห่า ยังเห่าไม่เลิก 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ตระกูลเห่า ยังเห่าไม่เลิก  (อ่าน 401 ครั้ง)
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« เมื่อ: 03-06-2008, 16:02 »

ย้อนรอยข้อกล่าวหา
ไทยรัฐ[3 มิ.ย. 51 - 00:32]
 
จากข้อกล่าวหาของฝ่ายเสียงข้างน้อยที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบหัวชนฝาที่ว่า เสียง ข้างมากใช้พวกมากลากไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้พ้นจากความผิด ถือเป็นการแก้ไขเพื่อคนคนเดียว ไม่ถูกต้อง เป็นพฤติกรรมที่ต่ำช้าเลวทราม

และถ้าใครมีจิตใจโกรธเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็จะเชื่ออย่างหมดจิตหมดใจ แต่หากใครใช้ปัญญามากกว่าอารมณ์ความรู้สึกก็จะต้องวิเคราะห์หาเหตุผลให้ถี่ถ้วนก่อนที่

จะเชื่อหรือไม่เชื่อในข้อกล่าวหาที่รุนแรงจากฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันอยู่

คำถามก็คือ ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียว จะส่งผลไปถึงคนคนเดียว ไม่ส่งผลถึงคน 60 กว่าล้านคน ในทางกลับกัน ก็แสดงว่า มาตรานี้เป็นการกำหนดขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อ เล่นงานคนเพียงคนเดียวหรือ กลุ่มเดียวใช่หรือไม่

โดยเฉพาะหากมาตราดังกล่าว หมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียว ก็ต้องไปดูว่า คนคนนี้โดนอะไรมาบ้าง ทำไมคนเขียนรัฐธรรมนูญถึงต้องไปกำหนดเฉพาะ เจาะจง ให้หมายถึงคนคนนี้เพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว

คำตอบก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณโดนคำสั่งคณะปฏิวัติกรณีตั้ง คตส. ให้ตรวจสอบเล่นงาน เป็นการเฉพาะเจาะจงอย่างหนัก เห็นได้จากการอายัดทรัพย์เพียงรายเดียว แม้จะอ้างว่า ได้ตรวจสอบในหลายเรื่อง หลายบุคคล แต่ก็อยู่ในวงจำกัด ไม่เหมือนกับ ป.ป.ช. หรือ สตง. ที่ตรวจสอบเป็นการทั่วไป ไม่เลือกปฏิบัติ

ข้อสำคัญ คตส.ยังเป็นองค์กรพิเศษที่ตั้งขึ้นมาจากคณะบุคคลที่มีความเห็นทางการเมือง แตกต่างไปจากรัฐบาลทักษิณ และได้ใช้กำลังเข้าล้มล้างรัฐบาลทักษิณอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงได้ใช้อำนาจเผด็จการเล่นงานฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างกันทางการเมืองอย่างไร้ ความยุติธรรม

ที่ว่าไร้ความยุติธรรมก็เพราะการปกครองตามหลักนิติธรรม (rule of law) จะต้องเป็น การปกครองตามกฎหมายที่มีความเป็นกลางและเป็นธรรมอย่างไม่เลือกปฏิบัติ หรือเรียก ว่าความเสมอภาคตามกฎหมาย

และหลักนิติธรรมนี้ ก็ได้นำไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ ไม่เว้นแม้แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 30 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา...หรือความคิดเห็นทาง

การเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

ปัญหาก็คือ มาตรา 309 ที่ไปรับรองคำสั่งคณะปฏิวัติในการตั้ง คตส.ตรวจสอบเล่นงานบุคคล ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันเป็นการเฉพาะ กลุ่มเฉพาะคนนั้น ขัดต่อมาตรา 30 หรือไม่

ตกลงรัฐธรรมนูญปี 50 จะเอายังไงกันแน่

ด้วยเหตุนี้ การดำรงไว้หรือแก้ไขมาตรา 309 ก็เลยต้องเกี่ยวข้องกับคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่ม เดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าดูที่ปลายเหตุ ก็จะบอกว่า แก้ไขเพื่อคนคนเดียว แต่ถ้าดูที่ต้นเหตุ ก็จะเห็นตรงกันว่า มีการเขียนรัฐธรรมนูญขัดต่อหลักนิติธรรม สอดรับกันเป็นทอดๆมาจากคณะปฏิวัติเพื่อ เล่นงานคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว

นี่ยังไม่นับรวมเรื่องที่ คตส.เป็นองค์กรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจนอีกด้วย

เห็นหรือยังว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาแค่ไหน

ยังไงก็ต้องรีบแก้ไข ถ้าไม่แก้ให้ถูกต้องตามหลักนิติธรรม ก็ต้องแก้ให้เป็นไป ตามหลักนิติอธรรม โดยเขียนชื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญ ให้ชัดเจน เพื่อจะได้ไม่สับสนต้องส่งไปตีความให้วุ่นวายกันอีก.

“เห่าดง”
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
    กระโดดไป: