ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-10-2019, 00:16
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  "ทักษิณ"ไอเดียกระฉูด!.. ชักชวนต่างชาติซื้อที่ดินใน ปท.แย่งชาวนาปลูกข้าว 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
"ทักษิณ"ไอเดียกระฉูด!.. ชักชวนต่างชาติซื้อที่ดินใน ปท.แย่งชาวนาปลูกข้าว  (อ่าน 5347 ครั้ง)
Aha555
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168



« เมื่อ: 22-05-2008, 21:53 »


'ไบโอไทย'ต้าน'แม้ว'นำต่างชาติลงทุนทำนา 
วันที่ 22 พฤษภาคม 2551 เวลา 20:49:12 น.  ส่งข่าว พิมพ์ข่าว -  ขนาดข้อความ  +
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=32331&catid=19
 
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย แถลงเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม   คัดค้านซาอุดีอาระเบีย ประกอบด้วย นายวาลิด อาเหม็ด จัฟฟาลี รองประธานบริษัท ซาอุดีซีเมนต์ บริษัทซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบีย และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของกลุ่มบริษัท EA Juffali & Brothers กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมและพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบียและภูมิภาคตะวันออกกลาง เข้ามาลงทุนทำนา หรือเช่าที่ดินทำนา หรือการส่งข้าวออกขายต่างประเทศ  โดยขณะนี้ได้มีการจัดตั้งบริษัทรวมใจชาวนาขึ้นมาเพื่อรองรับการเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียแล้ว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ไบโอไทยขอคัดค้านการลงทุนจากนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในการทำนาและทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าข้าวในประเทศไทย   เนื่องจากเป็นการนำต่างชาติเข้ามาแย่งชิงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และการเกษตรซึ่งควรจะถูกสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น ขณะนี้ชาวนาเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นชาวนาไร้ที่ดิน   การนำนักธุรกิจน้ำมันที่มีเงินมากมายมหาศาลเข้ามาลงทุน เป็นการเข้ามาแย่งชิงการใช้ที่ดินจากมือของเกษตรกรซึ่งมีอยู่น้อยอยู่แล้ว เป็นการสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมากขึ้นไปอีก   ที่สำคัญคือกลุ่มนักลงทุนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรต่อประเทศไทยเลย เพราะความรู้และเทคโนโลยีในการทำนาหรือทำการเกษตรของไทยมีมากกว่าอยู่แล้ว
   

การที่ พ.ต.ท.ทักษิณชักชวนให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ครั้งนี้เป็นวิธีคิดที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามายึดครองภาคการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและอธิปไตยทางอาหารของประเทศที่ไม่อาจยอมรับได้
*******************************************************

เลือกมายังไง  ก็ได้ยังงั้นแลฯ
ปัจจุบันประชาชนไร้ที่ทำกิน ก็เรียกร้องขอที่ทำกินกัน
รากโง่รากหญ้าของเหลี่ยมเอ๋ย...
อีกหน่อยแม้แต่จะทำนา ก็คงไม่มีปัญญาทำซะแล้น...
(((นายทุนพ่อเหลี่ยมผลประโยชน์เพื่อนายทุน))
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=32331&catid=19
แม้แต่ทำนา  อั้ยเหลี่ยมก็ยังอยาก"ตาโต"อยากทำมาหากิน
งานนี้ จึงจำเป็นต้องอ้างต่างชาติมาบังหน้า ...
เพราะถ้ามันบอกว่าตัวมันคิดจะทำเอง  คงจะโดนมิใช่น้อย

อิอิ+
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-05-2008, 22:14 โดย Aha555 » บันทึกการเข้า
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #1 เมื่อ: 22-05-2008, 22:04 »

ข่าวนี้ถ้าจริง ก็ต้องบอกว่า

สราดดเหลือเกินแล้ว

ไอ้นี่มันตัวมะเร็งของชาติชัด ๆ
บันทึกการเข้า
mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #2 เมื่อ: 22-05-2008, 22:23 »

นู่นยังมี ข่าว แม้วปัดทุบโบราณสถานประสาทหินพนมรุ้งแก้เคล็ดอีก ในเดลินิวส์อีก

เฮ้อ เกิดเป็นแม้วแท้จริงแสนลำบาก
บันทึกการเข้า
Aha555
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168



« ตอบ #3 เมื่อ: 22-05-2008, 22:36 »


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมบุคคลสำคัญจากซาอุดีอาระเบีย เข้าพบ นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อหารือเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรม  ก่อน สั่งให้ นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.สำนักนายกฯ ถอยฉาก กรณีถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นสถาบัน

http://www.naewna.com/news.asp?ID=109942
************************************************

อ้างถึง
เฮ้อ เกิดเป็นแม้วแท้จริงแสนลำบาก


เกิดเป็นแม้ว ช่างลำบากจริง ๆ จะโกงจะกินจะDAKประเทศทั้งที มีแต่อุปสรรค..
อุดมการณ์แก๊งแม้ว "โกงได้ไม่เป็นไร แต่แบ่งตรูบ้าง"
อุดมการณ์ฝ่ายตรงข้ามแม้ว "โกงได้มรึงโกงไป  ตรูจะแฉ"

อิอิ+
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-05-2008, 22:42 โดย Aha555 » บันทึกการเข้า
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #4 เมื่อ: 22-05-2008, 22:52 »

นู่นยังมี ข่าว แม้วปัดทุบโบราณสถานประสาทหินพนมรุ้งแก้เคล็ดอีก ในเดลินิวส์อีก

เฮ้อ เกิดเป็นแม้วแท้จริงแสนลำบาก

สาวกแม้วแยกแยะไม่ออกว่า ข่าวพนมรุ้งกับข่าวนี้ต่างกันตรงไหน 

สะท้อนระดับสติปัญญาสมุนแม้วจริง ๆ
บันทึกการเข้า
nominee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 149


« ตอบ #5 เมื่อ: 23-05-2008, 00:07 »

เห็นข่าวนี้แล้วขนลุกครับ

เมื่อ 4-5 ชม.ที่แล้ว ผมนั่งทานข้าวกับเพื่อน แล้วคุยกันเล่นๆ ว่า
ทำไมประเทศไทยจึงมีกฎหมายไม่อนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจเกษตรกรรม ประมง เลี้ยงสัตว์
ทั้งๆที่กฎหมายนี้ใช้มา 5-60 ปีแล้ว หรืออาจจะเกือบ 100 ปีแล้ว
แต่ก็ไม่สามารถช่วยยกระดับฐานะของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นได้
ยังคงทำให้เกษตรกรไทยซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ
เป็นคนที่จนมากที่สุดในประเทศเหมือนเดิม
ในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรของประเทศอื่น
เช่น ญี่ปุ่น เขามากกว่าเรากี่เท่าก็ไม่รู้


ถ้าประเทศไทยอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจการเกษตรได้บ้าง
บนเงื่อนไขที่จำกัดและรัดกุม
อาจทำให้ประเทศไทยได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆในการเพิ่มผลผลิต
และช่วยยกฐานะของเกษตรกรได้บ้างหรือไม่?

ไอเดียที่คุยกันเล่นๆ ในโต๊ะทานข้าว คือ
สมมุติว่ารัฐบาลประกาศให้พื้นที่ในอำเภอ XXXX จังหวัด YYYY
เป็นเขตการค้าเสรี (FTZ) ทางการเกษตร
อนุญาตให้บริษัทต่างชาติลงทุนในกิจการเกษตรได้ โดยมีเงื่อนไข คือ

1) เจ้าของที่ดิน จะต้องนำที่ดินซึ่งไม่ใช่ที่ดินที่ทำการเกษตรอยู่เดิม
    มาจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับรัฐ
2) นักลงทุนต่างชาติสามารถเช่า (หรือซื้อ) ที่ดินดังกล่าว
    ลงทุนผลิตพืชผลการเกษตรเพื่อการส่งออก
    โดยนักลงทุนต่างชาตินั้น ต้องเป็นผู้ที่ประกอบธุรกิจการเกษตร
    หรือมีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรอยู่แล้วเท่านั้น
3) การจ้างงานต่างชาติ
    จะต้องเป็นการจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อควบคุมคุณภาพการผลิต
    หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเท่านั้น

การอนุญาตให้คนต่างชาติมาใช้ประโยชน์บนแผ่นดินไทย ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ปัจจุบันรัฐบาลไทยก็อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม
เพื่อสร้างโรงงานผลิตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศ
ผลดีก็คือ เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม เกิดรายได้จากการส่งออก
และเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต (ในระดับหนึ่ง)

แนวความคิดการให้เช่าพื้นที่การเกษตรนี้
ไม่ต่างไปจากกรณีต่างชาติซื้อที่ดินสร้างโรงงานมากนัก
หากทำการศึกษาอย่างรอบคอบ อาจทำให้เกิดผลดีกับเกษตรกรของประเทศ เช่น
เกิดการจ้างงานในภาคเกษตรมากขึ้น เพิ่มทางเลือกและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร
และเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต (ในระดับหนึ่ง)

เพื่อนผมคนนึงบอกว่า โอ๊ย เป็นไปไม่ได้หรอก
เรื่องเกษตรเนี่ยะ ผลประโยชน์มหาศาล
การที่เกษตรกรจนอยู่ขนาดนี้ ก็แปลไทยเป็นไทยได้ว่า
คนที่ได้ผลประโยชน์จากการทำนาบนหลังคน จะรวยมากขนาดไหน
ใครแตะเรื่องนี้ รับรองเกิดม็อบขับไล่แน่ๆ

ตั้งใจอยู่ว่า พรุ่งนี้จะลองเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดกับท่านอื่นๆในเสรีไทยซักหน่อย

บอกตรงๆว่า พอกลับบ้านเปิดคอม เปิดเว็บเสรีไทย
อ่านข่าว เจอเรื่องนี้ หายเมาเลยครับ

ท่านใดที่มีความเห็นว่า
การให้ต่างชาติทำการเกษตรในเมืองไทยได้บนเงื่อนไขที่รัดกุม
จะสร้างผลเสียให้กับประเทศ
กรุณาช่วยเข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นกันหน่อยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2008, 00:11 โดย nominee » บันทึกการเข้า
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 23-05-2008, 00:17 »

คิดอะไรชั่วๆอีกแล้ว สมกับเป็นไอ้หน้าเหลี่ยมจริงๆ

คิดจะมาตักตวงกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย

ที่นาที่สวนนั้นต้องสงวนไว้ให้คนไทยเป็นเจ้าของเท่านั้น

ไอ้หน้าเหลี่ยมมีสิทธิอะไรจะให้คนต่างชาติมาทำแบบนี้

บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


nominee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 149


« ตอบ #7 เมื่อ: 23-05-2008, 00:25 »

ทรัพยากรที่มีจำกัด ใช้แล้วหมดสิ้นไป
ก็ควรสงวนไว้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทยและประเทศไทย
ไม่ควรให้ต่างชาติมาแสวงประโยชน์

ที่ดินอาจไม่เป็นทรัพยากร แต่น่าจะถือเป็นสมบัติของประเทศ
ถึงจะถูกใช้ไป ก็ไม่มีวันหมด

ปัญหาจึงน่าจะเป็นว่า ทำอย่างไรจะใช้สมบัติที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การอนุญาตให้ต่างชาติใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม หรือใช้เพื่อการเกษตร
หากมีการวางแผนและการควบคุมที่ดี อาจจะมีผลดีมากกว่าผลเสียครับ
บันทึกการเข้า
Huad
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104


« ตอบ #8 เมื่อ: 23-05-2008, 00:58 »

แผนแย่งพี้นที่ข่าวตื้นๆ  เอาโครงการ อีลิท การ์ด มาปัดฝุ่นดี่กว่ามั้งรู้สึกเวอร์คน่าดู 
บันทึกการเข้า
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #9 เมื่อ: 23-05-2008, 01:30 »

ต้องดูรายละเอียดปลีกย่ิอยก่อนครับ

- ถ้าเป็นที่เอกชน / ใครอยากให้ทำก็ทำไป
- ถ้าเป็นที่สวมชื่อคนไทยแต่ต่างชาติเป็นเจ้าของ / ไม่เห็นด้วย
- ถ้าเป็นที่รัฐให้เช่าในราคาถูก (สันดานเหลี่ยมถนัดนัก) / ไม่เห็นด้วย
   และในกรณีนี้ขอเสนออีกว่า
   1. ในเมื่อเป็นของรัฐ ทำไมรัฐไม่ทำโครงการเอง
   2. คัดเลือกเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินมาทำนาแบบแบ่งผลประโยชน์กับรัฐ
   3. ให้เพาะปลูกในรูปแบบและปริมาณที่ทำหนด จะเป็นข้าวปลอดสาร ข้าวโพด มัน ไม้ผล ไม้ยาง ฯลฯ ตามความเหมาะสมของพื้นที่
   4. เป็นตัวกลางในการจัดจำหน่าย แก้ปัญหาพ่อค้าคนกลาง
   5. ส่วนที่เหลือจำหน่ายก็ใช้เทคโนโลยีจากหน่วยงานทางวิชาการที่มีอยู่แล้ว มาแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร เฉพาะข้าวอย่างเดียวก็มีทั้งการทำแป้ง ทำขนม ทำเครื่องสำอางค์ ทำปุ๋ย ทำน้ำมัน ทำเหล้า ฯลฯ เป็นการลดปัญหาสินค้าล้นตลาด

   ทำไมต้องให้ต่างชาติเข้ามาทำด้วยแล้วกอบโกยผลประโยชน์กลับไป ชาวนาไทยก็เป็นแค่ขี้ข้าอยู่ชั่วนาตาปี และหากทำได้ตามข้างต้นเกษตรกรไทยจะได้รับผลประโยชน์โดยตรง เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ แก้ปัญหาคนยากจน

   ที่รัฐไม่ยอมทำเพราะอะไร เพราะไม่มีคนทำ ไม่มีทุน(แต่มีโครงการแลนบริดจ์แสนล้าน) ไม่มีปัญญา ไม่ได้โกง ไม่เห็นหัวชาวนา ทำไปก็ไม่ได้ก้าวหน้าในอาชีพ ฯลฯ เพราะอะไรกันแน่?
บันทึกการเข้า
อนัตตา (ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้ฝ่าย)
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 620



« ตอบ #10 เมื่อ: 23-05-2008, 05:02 »

บริษัท ซีเมนต์ จากซาอุเหรอ มาทำนาเหรอ หึๆๆๆ

แม้วมันเล่นทุกทางจริงๆ

บันทึกการเข้า

สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #11 เมื่อ: 23-05-2008, 06:43 »

นอกจากซื้อน้ำมันจากซาอุแล้ว .. เราอาจจะต้องซื้อข้าวจากซาอุ
แล้วคนไทยก็จะหายจน   

 
บันทึกการเข้า
nominee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 149


« ตอบ #12 เมื่อ: 23-05-2008, 09:21 »

เรื่องการให้ต่างชาติทำการเกษตรนั้น มีกฎหมายเกี่ยวข้องที่พอจะนึกออก 2-3 เรื่อง คือ

- พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งกำหนดไว้ว่า การทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ประมง อยู่ในบัญชี 1 ซึ่งคนต่างชาติและนิติบุคคลต่างชาติ (ต่างชาติถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง) ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้
- พรบ.ที่ดิน ซึ่งกำหนดไว้ว่า คนไทยหรือนิติบุคคลต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินได้ (เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ เช่น การนิคมอุตสาหกรรม หรือบีโอไอ เป็นต้น)
- และการออกใบอนุญาตทำงานให้กับคนต่างชาติ ซึ่งจะให้เฉพาะในสาขาที่ขาดแคลน หรือเป็นตำแหน่งที่เข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย

วันนี้ การควบคุมการให้บริษัทต่างชาติถือที่ดินโดยการนิคมฯ หรือบีโอไอ ก็มีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ต้องมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเป็นสินค้า และการออกใบอนุญาตทำงาน ก็ให้โดยจำกัดเฉพาะคนต่างชาติที่เข้ามาควบคุมการบริหารจัดการ และเข้ามาถ่ายทอดเทคโนโนโลยีเท่านั้น

แรงงานในภาคอุตสาหกรรมทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกจ้างบริษัทกันทั้งนั้น แต่พอเริ่มมีความสามารถก็ออกไปตั้งโรงงานเพื่อผลิตชิ้นส่วนส่งให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มาลงทุนในประเทศไทย

ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของไทย คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีสาเหตุหลักจากการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยยอมให้ต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินสร้างโรงงานและจ้างแรงงานไทย เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งทำให้มีการนำเข้าเงินตราจากต่างประเทศ เกิดการจ้างงาน และเกิดกำลังซื้อในประเทศ

การจะพัฒนาให้เกษตรกรไทยร่ำรวยขึ้นมาในเวลาสั้นๆ คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เว้นแต่จะใช้ไม้แข็ง เหมือนกับญี่ปุ่นสมัยแพ้สงครามโลก เช่น ออกกฎหมายเวนคืนที่ดินมาแจกจ่ายให้กับชาวนา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องทำนาในระดับครอบครัว จะไปจ้างคนอื่นมาทำแทนไม่ได้ พร้อมกับรัฐบาลรับประกันราคาข้าว และกีดกันการนำเข้าข้าวต่างประเทศ โดยคนญี่ปุ่นจะต้องยอมแบกรับภาระด้วยการบริโภคข้าวที่แพงแสนแพงกว่าข้าวนำเข้า  เพื่อให้อาชีพเกษตรกรของญี่ปุ่นดำรงอยู่ได้ ปัจจุบันการทำนาข้าวของญี่ปุ่นมีผลผลิตที่สูงมาก (ต่อไร่) เป็นอันดับต้นๆของโลก และชาวนามีฐานะร่ำรวย เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศปีละหลายครั้ง

การที่รัฐจะนำที่ดินบางส่วน (ซึ่งไม่ได้เป็นที่ดินการเกษตรอยู่เดิม) มาให้ต่างชาติลงทุนทำการเกษตร โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น กำหนดชนิดของพืชผลเกษตร และกำหนดประสิทธิภาพขั้นต่ำในการผลิต อาจช่วยให้เกษตรกรยากไร้บางส่วน สามารถมีรายได้ที่มั่นคง (ในลักษณะเดียวกับลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรม) ขณะเดียวกันรัฐก็จะต้องมีมาตรการเสริมด้านอื่น ที่จะให้เกษตรกรที่เริ่มพอมีฐานะดีขึ้นสามารถเป็นเจ้าของที่ดินการเกษตรเป็นของตัวเองได้ด้วย
ส่วนเรื่องซาอุนั่น มันคงเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือประเด็นล่อเป้าทางการเมืองมากกว่าครับ 
บันทึกการเข้า
Aha555
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168



« ตอบ #13 เมื่อ: 23-05-2008, 10:29 »

ต่างชาติ ประเทศที่ปลูกข้าว เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ เหล่านี้ ทำไมเกษตรกรเค้าถึงอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา
เป็นเพราะ นโยบายของรัฐบาลประเทศเค้าไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่หากินกับพวกชาวนา เพราะอะไรรู้ไหม??


เพราะรัฐบาลต่างชาติเค้าอุ้มเกษตรกรเค้าเต็มที่และชัดเจน 100%
โดย มีนโยบายปุ๋ยแห่งชาติ-ยาฆ่าแมลงแห่งชาติ ((ซื้อตรงจากหน่วยงานภาครัฐบาล))
และรัฐบาลหน่วยงานรัฐเป็นผู้ซื้อข้าวโดยตรงจากเกษตรกร..
"ระบบสหกรณ์เค้าเข้มแข็ง"
ให้ราคาสมเหตุสมผล ..เกษตรกรต่างประเทศเค้าถึงอยู่ได้โดยรัฐบาลเป็นผู้จัดการ


แต่เกษตรกรเมืองไทย  ไร้นโยบายของรัฐบาลไทยรองรับเหมือนต่างชาติ...
รัฐบาลไทยหากินกับชาวนาชาวสวน..รัฐบาลเมืองไทยฮั้วะกันกับนายทุน
เช่นการขึ้นราคาน้ำตาล ครั้งที่ผ่านมา ก.ก.ละ 5 บาท ให้กับบริษัทขายน้ำตาล
ขึ้นราคาน้ำตาลในขณะที่เกษตรกรชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยขายหมดฤดูแล้วในช่วงเดือน กุมภาพันธ์
ดังนั้นการขึ้นราคาน้ำตาล ก.ก.ละ 5 บาท เกษตรกรชาวไร่ไม่ได้รับผลประโยชน์ แต่อย่างใด


ส่วนเกษตรชาวนาปลูกข้าว ไหนจะโดนทั้งการกดราคา ผ่านพ่อค้าคนกลาง...
ต้องซื้อปุ๋ยแพง ๆ จากนายทุน CP หรือจากพ่อค้าเอกชน
โดยรัฐบาลไทยฟันหัวคิวกินเปอร์เซ็นต์จากนายทุนอีกต่อนึงในการกำหนดราคา
ทั้งเรื่องยาฆ่าแมลง-ปุ๋ยเคมี-เมล็ดพืชพันธ์ ..ก็ซื้อผ่านนายทุนพ่อค้าคนกลางทั้งนั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2008, 10:31 โดย Aha555 » บันทึกการเข้า
mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #14 เมื่อ: 23-05-2008, 12:47 »

ลองคิดแน่แง่ดี ซิ  เช่น

   ท่านแม้วกำลังหาตลาดข้าวที่แน่นอนให้กับ สหกรณ์ การทำนาของชาวสุพรรณ
   โดยเป็นการทำสัญญาตรงกับ สหกรณ์ ชาวนาไม่ผ่าน โรงสี และ นักธุรกิจส่งออกข้าว
   กำหนดราคาและปริมาณกันแน่นอน  เป็นปี  และอาจมีการให้เงินล่วงหน้า ด้วย

  เป็นเรื่อง Win Win กันทั้ง 2 ฝ่าย  ทางซาอุก็ สบายใจ ในเรื่อง คุณภาพข้าว พันธุ์ข้าว
ราคาไม่ต้องไปประมูล แข่งกับชาติอื่น ทำให้แต่ละล๊อตใน 1ปีราคาไม่แน่นอน

   ถ้าสัญญานี้ ทางสหกรณ์ รู้สึกไม่เป็นธรรม ยินดี ไปเสี่ยงราคา กับโรงสี และผู้ส่งออกก็
คงต้องล้มเลิกไป   

    ลองคิดดูถ้าเราดึงซาอุ มาผูกขาดเป็นตลาดข้าวประจำของไทย ได้ปริมาณเพิ่มมันจะมากขึ้นเพียงใด
เศรษฐีซาอุไม่ลงมาปลูกข้าวแข่งหรอก  อย่างดีก็ ตั้งโต๊ะรับซือข้าวจากเกษตรกรนำขายอาหรับ
แล้วอนาคด เราจะเข้าใกล้ ศูนย์กลางการค้าข้าว เข้าไปอีก   


เรื่องนี้ พอคนบางคน  รู้ว่าแม้วเข้าไปเกี่ยวข้อง ล่ะต้องมองกันไม่ดี มองกันในแง่ร้าย
ไม่มีใครรู้รายระเอียดเลยสักคน  เสร็จแล้วก็นำมาขยายต่อแบบผิดๆ จนเป็นกระแสใส่ร้ายคุณทักษิณ
สุดท้าย ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ เบื่อกันบ้างใหม  เรื่องต่างชาติแย่งทำนา เนี่ย เป็นไปไม่ได้หรอก
กฏหมายก็กำหนดไว้


 
บันทึกการเข้า
Aha555
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168



« ตอบ #15 เมื่อ: 23-05-2008, 13:01 »

เหมือนที่อั้ยแม้ว มันเอา ปตท.เข้าไปผูกขาด เข้าตลาดหลักทรัยพ์ ประกาศขายหุ้น ปตท.ไม่ถึง 1 นาที หุ้นหมดเกลี้ยงอ่ะหรอ
อิอิ+
ประชาชนที่ไปยืนรอต่อแถวที่ธนาคาร เพื่อจะซื้อหุ้น ปตท. แค่กำลังกรอกใบแจ้งต้องการซื้อหุ้น
เขียนได้แค่ชื่อ-นามสกุล หุ้น ปตท.ก็หมดเกลี้ยงแล้ว
อิอิ+
แม้วมันเก่งจริง ๆ ขายหุ้น ปตท.ได้แบบหมดเกลี้ยงภายในไม่ถึง 1 นาที หลังจากเข้าตลาดหลักทรัยพ์
อิอิ+
สมัย ปตท. ยังไม่แปรรูป ((ที่ยังเป็นของรัฐบาล)) กำไรสิ้นปีแค่เฉลี่ย 2 หมื่นล้าน ต่อปี...
แต่หลังจาก ปตท.แปรรูปเข้าพวกแก๊งอั้ยแม้วแล้ว  ปลายปี 2550 ที่แล้ว กำไรสุทธิหักภาษีหักต้นทุนแล้ว
ปตท.กำไรเพียงแค่ 2 แสนล้าน ต่ำกว่าเป้าที่อั้ยแม้วและแก๊งตั้งไว้เยอะเลย
น่าสงสารอั้ยแม้วจริง ๆ
อิอิ+
เสียดายที่ศาลปกครอง ดันไปสั่งระงับเรื่องอั้ยแม้ว ที่มันจะเอา กฟผ.ไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์อีก
เสียดายที่อั้ยแม้วและแก๊งอดซื้อ กฟผ.การไฟฟ้า

 
บันทึกการเข้า
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 23-05-2008, 13:03 »

สาเหตุที่ไม่เคยมองมันในแง่ดี ก็เพราะไม่เคยเจอสิ่งดีจากมัน เวลามันทำอะไร มักจะมี Hidden Agenda เสมอ

จริงๆแล้ว ในเรื่องนี้ผมยังไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนัก จึงไม่สามารถวิจารย์ได้  
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #17 เมื่อ: 23-05-2008, 13:23 »


กรรมเวรของ ประเทศไทยเรา ที่อดีตนายกฯ

มีความคิดเช่นนี้ กฟผ.เกือบโดนไปครั้งแล้ว...

คนเลียน้ำลายที่ตัวเองถ่มถุย ไหนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว การเมือง
บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #18 เมื่อ: 23-05-2008, 13:32 »

"เบื้องหลังที่เลวร้ายของกลุ่มนายทุน+ธนาคารกรุงเทพฯที่ทำร้ายชาวนาไทย"
วิกฤตน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ฉุดดึงราคาสินค้าทั่วโลกให้สูงตามไปหมด

ข้าว ซึ่งเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง ก็ต้องขยับขึ้นตามไป ประกอบกับความแปรปรวนที่รุนแรงของดินฟ้าอากาศจากภาวะโลกร้อน จึงได้เพิ่มความเสี่ยงในการลดลงอย่างฮวบฮาบของอุปทานข้าว ราคาข้าวในตลาดโลกจึงถูกหนุนให้สูง โอกาสลดต่ำลงเป็นไปได้น้อยมาก

นักวิชาการจากสถาบันวิชาการ TDRI ท่านหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญด้านข้าวกล่าวว่า ข้าวจะมีระดับราคาที่สูงอยู่เช่นนี้ ไม่น้อยกว่า 2 ปี ราคาข้าวส่งออกปัจจุบันอยู่ในระดับ 1,200-1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือ 38,100-41,275 บาทต่อตัน(อัตราแลกเปลี่ยน 31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) แต่ราคาข้าวที่ชาวนาขายอยู่ที่ 12,000 บาทต่อตัน ราคาข้าวส่งออกจึงมีราคาสูงกว่าเกือบ 3 เท่าครึ่ง และมีส่วนต่างของราคาถึง 28,000 บาทต่อตัน

ประมาณการคาดว่า สามารถขายข้าวได้ไม่น้อยกว่า 9 ล้านตัน คิดเป็นเงินกำไรจากส่วนต่างนี้ไม่น้อยกว่า 252,000 ล้านบาท ซึ่งตกอยู่ในมือของนายทุน ผู้เกี่ยวข้องกับการส่งออกไม่กี่ราย

ส่วนชาวนาที่ต้องเสี่ยงทุกอย่าง ทั้งด้านต้นทุนการผลิต และดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน เสี่ยงไปตามยถากรรม มีเงินเหลือภายหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วอยู่เพียง 6,000 บาทต่อตัน คิดเป็นเงินโดยรวมที่ชาวนาหลายล้านคนได้รับ กว่า 54,000 ล้านบาท เทียบกันไม่ได้เลย กับนายทุนส่งออกใหญ่ 10 ราย ที่ได้กำไรหลายแสนล้านบาท เช่นนี้หรือคือความเป็นธรรม!!?

ทุกครั้ง เมื่อมีปัญหาราคาข้าว หรือสินค้าการเกษตรอื่นๆ ทั้งนักวิชาการ สื่อสารมวลชน พ่อค้า นักการเมือง มักท่องบทสวดแห่งกลไกตลาดเสรีของอุปสงค์อุปทาน โดยไม่ดูรายละเอียด หากตลาดในประเทศเป็นตลาดเสรีจริง เหมือนในตลาดโลกแล้ว ทำไมส่วนต่างของราคาข้าวส่งออก กับราคาข้าวที่ชาวนาขาย จึงมีราคาต่างกันลิบลับมากมายเกือบ 3 เท่าครึ่งเช่นนี้ ?

ปัญหาก็คือ กลไกตลาดข้าวภายในประเทศ เป็นตลาดเสรีจริงหรือ? ในสายการผลิตและจำหน่ายข้าว จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องคือ ชาวนา โรงสี และพ่อค้าส่งออก ชาวนาผู้ผลิต มีจำนวนหลายล้านคน โรงสีขนาดกลางและขนาดย่อม ก็มีหลายร้อยแห่ง โรงสีขนาดยักษ์ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นโรงสีของผู้ส่งออก ที่มีอยู่ไม่กี่ราย ตามจำนวนผู้ส่งออกรายใหญ่

จากข้อมูลการส่งออกข้าวล่าสุด ในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.)ของปี พ.ศ.2551

ผู้ส่งออก ...............ปริมาณ(ตัน)....... เปอร์เซ็นต์
1.นครหลวงค้าข้าว ........610,318 .......26.2
2.เอเชีย โกลเด้นไรซ์ ......512,648 .......22.0
3.พงษ์ลาภ ............303,050 .......13.0
4.ข้าวไชยการ ..........199,725 ....... 8.6
5.ซีพีอินเตอร์เทรด .......158,934 ....... 6.8
6.บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง ....152,563 ....... 6.5
7.ไรซ์แลนด์อินเตอร์เนชั่นแนล .113,635 ....... 4.9
8.กมลกิจ .............101,090 ....... 4.3
9.ไทยฟ้า (2511) .......99,680 ....... 4.3
10.ไทยมาพรรณ .........81,192 ....... 3.5

จำนวนผู้ส่งออกรายใหญ่ มีเพียง 10 ราย มี 5 รายใหญ่อันดับต้นๆ ที่ส่งออกรวมกันแล้วถึง 76.6% หรือกว่า 3 ใน 4 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด

สำหรับไตรมาสแรกของปี 2551 กลุ่ม 5 บริษัทนี้ ส่งออกไปรวม 1.78 ล้านตัน จากการส่งออกทั้งหมด 2.33 ล้านตัน และ 2 ใน 5 รายนี้คือ นครหลวงค้าข้าว และเอเชียโกลเด้นไรซ์ ซึ่งส่งออกเกือบครึ่งหนึ่งถึง 1.12 ล้านตัน!

กลุ่มผู้ส่งออกข้าวยักษ์ใหญ่ 5 รายนี้ เป็นหลักของสมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศ เป็นทุนพาณิชย์ผูกขาดแบบพันธมิตรธุรกิจ หรือคาร์เทล (Cartel) ภายใต้การสนับสนุนทางการเงิน จากธนาคารพาณิชย์เก่าและใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น

พวกนี้เป็นกลุ่มพ่อค้า และนายเงินเชื้อสายจีน ที่เกิดขึ้นและเติบโตภายใต้การอุปถัมภ์ของกลุ่มขุนศึก นับตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรื่อยมาจนปัจจุบัน เป็นกลุ่มทุนพาณิชย์การเงินผูกขาดเก่า ที่มีอิทธิพลครอบครองกำไรส่วนต่างของราคาข้าวนับแสนล้านบาท จากการส่งออกที่ได้รับประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ พวกเขาจึงต้องรักษาผลประโยชน์ในพกในห่อจนถึงที่สุด!

ส่วนกลุ่มโรงสีขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีอยู่ประมาณ 200-300 ราย ได้จัดตั้งสมาคมโรงสีข้าวของตนขึ้นใหม่ เช่น สมาคมโรงสีข้าวไทย เป็นต้น พวกนี้ไม่ใช่เครือข่ายของสมาคมโรงสีขนาดยักษ์ ที่เป็นของพ่อค้าส่งออกรายใหญ่ ได้เคยเคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อให้สามารถส่งออกข้าวเองได้ แต่ก็เป็นไปตามยถากรรม ขาดเงินทุนหมุนเวียน จนเป็น NPL กันเป็นส่วนใหญ่ ในเครดิตบูโร และธนาคารได้ใช้อ้างเพื่อไม่ยอมให้กู้อีก ถูกเบี้ยปรับที่โหดมากตามกฎหมายแพ่งโบราณเล่นงาน และอาจโดนคดีอาญาตามกฎหมายเช็คอีกต่างหาก จำต้องอยู่ภายใต้แอกอุปถัมภ์ของพ่อค้าส่งออกรายใหญ่ ที่ยืดเวลาจ่ายค่าข้าวให้โรงสีถึง 3 เดือน หากต้องการเร็ว ก็ต้องกู้เงินจากนายหน้ารวบรวมข้าว ของพ่อค้าส่งออกที่เรียกว่า “หยง” ในอัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน

กลุ่มโรงสี SMEs เหล่านี้จึงยากที่จะหลุดรอดจากข่ายใยแมงมุมนี้ไปได้ และไม่อาจมีศักยภาพที่เป็นกลไกถ่วงดุล การผูกขาดกับพ่อค้าส่งออกใหญ่ได้ เพื่อให้เกิดตลาดเสรี ในวงการข้าวได้โดยแท้จริง?

สมัยรัฐบาลทักษิณ ได้เคยสลายการผูกขาดยาง ของกลุ่มคาร์เทลยางภาคใต้ได้สำเร็จ จนทำให้ราคายางที่เคยต่ำกว่า 20 บาทต่อกิโลกรัม เขยิบเป็น 70 บาทต่อกิโลกรัม เหมือนในปัจจุบัน

แล้วเริ่มสลายกลุ่มคาร์เทลข้าวในลำดับถัดมา โดยหนุนกลุ่มบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริ เทรด เข้ามาแทรก แข่งขันกับบล็อกพันธมิตรผูกขาดคาร์เทลข้าวนี้ แต่ก็ถูกต้านอย่างหนัก จากกลุ่มธนกิจคาร์เทลข้าว โดยบีบให้กลุ่มสหพัฒน์ฯ ถอนหุ้นออกจากบริษัทเพรสซิเด้นท์ฯ จนขาดสภาพคล่องในช่วงประมาณปี 2548 ตอนเกิดกระแสการโค่นรัฐบาลทักษิณ ตามมาด้วยรัฐประหาร คมช.เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

กลุ่มเจ้าหนี้ ภายใต้การนำของธนาคารกรุงเทพ และไทยธนาคาร ซึ่งได้รับการประคบประหงม 18,000 ล้านบาท จากอดีตผู้ว่า ธปท. ได้ฟ้องคดีแพ่งและอาญา ต่อบริษัทเพรสซิเด้นท์ฯ จนอาจจะล้มละลาย กลุ่มผู้ส่งออกข้าวจึงได้ผงาดขึ้นอย่างไร้คู่แข่ง ซ้ำยังแสดงความแข็งแกร่งนี้ จากการที่กลุ่ม 5 เสือส่งออก ได้รับการประมูลรับซื้อข้าวจากรัฐบาลทหาร คมช. เมื่อปลายปีที่แล้ว (2550) ขณะใกล้มีการเลือกตั้งใหม่ ด้วยราคาที่ต่ำ และต่ำกว่าที่รัฐบาลทักษิณขายให้แก่กลุ่มบริษัทเพรสซิเด้นท์ฯ ในราคาประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อตัน และเป็นการประมูลอย่างลุกลี้ลุกลนผิดปรกติ แล้วยังไม่เห็นมีสื่อไหนโวยวายว่า ทำให้ราคาข้าวในตลาดตกต่ำ

จากนั้นก็รีบขายส่งออกไปทันที ในไตรมาสแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค. 2551) จำนวน 1.78 ล้านตัน ในราคา 1,100-1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ได้กำไรทันทีกว่า 70,000 ล้านบาท

เมื่อมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบรัฐบาลทักษิณ หวังช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดี และไม่เสียโอกาสจากราคาข้าวที่สูงมากในตลาดโลก ได้พยายามจะสลาย กลุ่มผูกขาดการเงินคาร์เทลค้าข้าวเก่านี้อีกครั้ง โดยธนาคารกรุงไทยให้บริษัท สยามอินดิโก้ จำกัด ที่มีสายสัมพันธ์เดิม กับกลุ่มเพรสซิเด้นท์ฯ กู้ยืมเงินไปจ่ายเช็คเงินสดให้กลุ่มโรงสี SMEs 200 กว่าแห่ง เพื่อให้ไปซื้อข้าวจากชาวนา ในราคา 16,000 บาทต่อตัน ตามนโยบายรัฐบาล และให้กิจกรรมการค้านี้ ผ่านธนาคารกรุงไทยแต่ผู้เดียวโดยตรง ...

นี่นับเป็นกลยุทธ์แก้ปัญหา กลเกมกดราคาข้าวของชาวนา อันเป็นเหลี่ยมทางการเมือง ที่มุ่งโจมตีรัฐบาล ซึ่งได้ตั้งแนวต้านร่วม ไม่รับซื้อข้าวจากชาวนาของกลุ่มธนกิจคาร์เทลข้าวยักษ์ใหญ่ ที่อ้างว่า ทะเลมีมรสุม เรือไม่อาจรับสินค้าได้ จึงมีสต็อกข้าวอยู่เต็มในโกดัง

โรงสีเลยกลายเป็นเหยื่อ หรือ “แพะ” ที่ถูกโจมตีว่า เป็นตัวการกดราคาข้าวชาวนา

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของความขัดแย้งที่รุนแรง จากการช่วงชิงผลประโยชน์อันมหึมา!

กลไกตลาดข้าวที่ผูกขาด และอิทธิพลของกลุ่มผูกขาดธนกิจคาร์เทลข้าวนี้ ย่อมไม่ใช่กลไกตลาดเสรี ดังเช่นในตลาดโลก ความหวังของชาวนาที่จะได้รับราคาข้าวที่สูง จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย ยังจะมีความยากลำบากรออยู่ข้างหน้า เพราะเดิมพันกันด้วยอำนาจรัฐ ในยุทธประชาธิปไตยครั้งใหม่ขณะนี้?

หมายเหตุ-TEN: ความเห็นของผมต่อบทความดังกล่าวคือ มีความคลาดเคลื่อนข้อใหญ่ในการคำนวณราคากำไรของผู้ส่งออกโดยนักวิชาการที่อ้างว่าเชี่ยวชาญจาก TDRI เช่นข้าวเปลือกหนึ่งตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 650 กิโลกรัมเท่านั้นที่จะเอาไปใช้คำนวณ ไม่ใช่ 1000 กิโลกรัม เป็นต้น และในมุมมองต่อชาวนาซึ่งเก่งด้านการเพาะปลูก การเกษตร แต่เก่งด้านการค้า การเงิน การธนาคารน้อยกว่า โรงสี หยง และผู้ส่งออก จะต้องมีรัฐเข้ามาช่วยดูแล สร้างความสมดุลย์ เช่น การกำหนดราคาข้าวเปลือกที่เหมาะสมต่อสถานการณ์แล้วประกัน การจัดสรรเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (เพื่อใช้หมุน ลงทุน หรือไม่ให้ถูกบีบในการต่อรอง) จนกระทั่งการจัดสรรสวัสดิการต่างๆ ทางอ้อม เป็นต้น...

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6632670/P6632670.html

พิจรณาเอาเองนะครับ   
บันทึกการเข้า
Aha555
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168



« ตอบ #19 เมื่อ: 23-05-2008, 14:00 »

อ้างถึง
ต่างชาติ ประเทศที่ปลูกข้าว เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ เหล่านี้ ทำไมเกษตรกรเค้าถึงอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา
เป็นเพราะ นโยบายของรัฐบาลประเทศเค้าไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่หากินกับพวกชาวนา เพราะอะไรรู้ไหม??

เพราะรัฐบาลต่างชาติเค้าอุ้มเกษตรกรเค้าเต็มที่และชัดเจน 100%

โดย มีนโยบายปุ๋ยแห่งชาติ-ยาฆ่าแมลงแห่งชาติ ((ซื้อตรงจากหน่วยงานภาครัฐบาล))
และรัฐบาลหน่วยงานรัฐเป็นผู้ซื้อข้าวโดยตรงจากเกษตรกร..
"ระบบสหกรณ์เค้าเข้มแข็ง"
ให้ราคาสมเหตุสมผล ..เกษตรกรต่างประเทศเค้าถึงอยู่ได้โดยรัฐบาลเป็นผู้จัดการ

แต่เกษตรกรเมืองไทย  ไร้นโยบายของรัฐบาลไทยรองรับเหมือนต่างชาติ...
รัฐบาลไทยหากินกับชาวนาชาวสวน..รัฐบาลเมืองไทยฮั้วะกันกับนายทุน
เช่นการขึ้นราคาน้ำตาล ครั้งที่ผ่านมา ก.ก.ละ 5 บาท ให้กับบริษัทขายน้ำตาล
ขึ้นราคาน้ำตาลในขณะที่เกษตรกรชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยขายหมดฤดูแล้วในช่วงเดือน กุมภาพันธ์
ดังนั้นการขึ้นราคาน้ำตาล ก.ก.ละ 5 บาท เกษตรกรชาวไร่ไม่ได้รับผลประโยชน์ แต่อย่างใด

 
****************************************************

รุมด่าขายนาซาอุ
เปิดช่องสูบทรัพยากรชาติ! สุเมธมึนเซลส์แมนคิดอะไร


โพสต์ทูเดย์ — รุมสวดแนวคิด ดึงซาอุฯ ทำนาในไทย เปิดทางต่างชาติสูบทรัพยากร

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยและไม่สมควรอย่างยิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เชิญชวนนักลงทุนต่างชาติมาทำธุรกิจข้าวหรือลงทุนทำนาในประเทศไทย

ผอ.ไบโอไทย กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเท่ากับเป็นการนำนักลงทุนต่างชาติมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากลัว เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางด้านอาหาร


“ขณะนี้ชาวนา 40% ต้องเช่าที่นาสำหรับการทำนา แค่นายทุนในประเทศก็มีการแย่งใช้ที่ดินอยู่แล้ว หากมีการลงทุนจากต่างประเทศยิ่งเป็นการกดดันแย่งชิงทรัพยากรที่ดินจากชาวนาตัวเล็กๆ เข้าไปใหญ่” นายวิฑูรย์ กล่าว


 สุเมธ

นายปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า เป็นแนวคิดที่น่าอดสูและเป็นการตบหน้าตัวเอง เพราะสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลหลายยุคที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการทำนาและปลูกข้าวของประเทศไทย


“เป็นเรื่องไร้สาระ คิดแต่จะสร้างภาพ   เพราะความจริงประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องพื้นที่ปลูกข้าว พันธุ์ข้าว ชาวนา และเทคโนโลยี แต่ไม่มีใครใส่ใจที่จะพัฒนาทั้งระบบอย่างจริงจัง เมื่อมีปัญหาก็มุ่งแทรกแซงราคาเป็นหลัก” นายปราโมทย์ กล่าว


นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ในแง่ของกฎหมาย หากกลุ่มทุนซาอุดีอาระเบียถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนกับกลุ่มทุนไทยสัด ส่วนเกิน 50% ไม่สามารถประกอบกิจการทำนาในประเทศไทยได้ เพราะผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542


นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า อาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย จึงไม่เคยคิดว่าจะมีใครไปดึงต่างชาติมาทำ เรื่องนี้ต้องไปถามนายประภัตร โพธสุธน ว่าคิดอะไรอยู่ เพราะท่านก็อยู่ในแวดวงอาชีพนี้มาทั้งชีวิต ย่อมรู้ดีว่าทำได้หรือไม่

*********************
บันทึกการเข้า
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #20 เมื่อ: 23-05-2008, 14:12 »


แม้แต่ผืนแผ่นดินของชาติมันก็จะขายให้ได้นะไอ้นี่
มันไม่น่าเกิดมาเป็นคนไทยเลย
เสียชาติเกิดจริงๆ


 
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 23-05-2008, 14:20 »

แม้แต่ผืนแผ่นดินของชาติมันก็จะขายให้ได้นะไอ้นี่
มันไม่น่าเกิดมาเป็นคนไทยเลย
เสียชาติเกิดจริงๆ


 


จริงๆแล้วมันชอบนาผืนน้อยตะหาก 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
An.mkII
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,984


Out of kontrol....!!!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 23-05-2008, 14:53 »


"สมศักดิ์"อัดขายชาติขายนาซาอุ


โดย Post Digital 23 พฤษภาคม 2551 12:11 น.


รมว.เกษตรฯ ด่าลั่น! นายทุนขายชาติ พาต่างชาติมาลงทุนทำนาในไทย บอกทำลายวิถีชีวิตชาวนาไทย เตรียมงัดกฎหมาย


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแนวคิดในการนำนักธุรกิจจากซาอุดิอารเบีย มาลงทุนทำนาในประเทศไทยว่า


ทางกระทรวงเกษตรฯ ไม่เห็นด้วย และจะต่อต้านให้ถึงที่สุด

เพราะแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดของ "นายทุนขายชาติ" ที่มุ่งทำลายวิถีชาวนาไทย

โดยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมใช้กฎหมายคุ้มครองอาชีพคนไทย มาคัดค้าน




นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติ ควรเข้ามาลงทุนในรูปแบบของภาคอุตสาหกรรมมากกว่าเข้ามาทำลายภาคเกษตรกรไทย


http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=239783
บันทึกการเข้า
soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #23 เมื่อ: 23-05-2008, 15:27 »

บัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกา
กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ
พ.ศ. ๒๕๒๒


(๑)๑ งานกรรมกร ยกเว้นงานกรรมกรในเรือประมงตาม (๒)
งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตาม (๑) ไม่ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้
เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน
ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งชาติอื่น และคนต่างด้าวที่ได้รับการกำหนด
สถานะให้เป็นคนเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้า
เมือง
(๒)๒ งานกสิกรรม เลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง ยกเว้นงานที่ใช้
ความชำนาญงานเฉพาะสาขา งานควบคุมดูแลฟาร์ม หรืองานกรรมกรในเรือประมงทางทะเล
(๓) งานก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานก่อสร้างอื่น
(๔) งานแกะสลักไม้
(๕) งานขับขี่ยานยนต์ หรืองานขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกล
ยกเว้นงานขับขี่เครื่องบินระหว่างประเทศ
(๖) งานขายของหน้าร้าน
(๗) งานขายทอดตลาด
(๘) งานควบคุม ตรวจสอบ หรือให้บริการทางบัญชี ยกเว้นงานตรวจสอบ
ภายในเป็นครั้งคราว
(๙) งานเจียระไน หรือขัดเพชรหรือพลอย
(๑๐) งานตัดผม งานดัดผม หรืองานเสริมสวย
(๑๑) งานทอผ้าด้วยมือ
(๑๒) งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ปอ ฟาง หรือเยื่อไม้ไผ่
(๑๓) งานทำกระดาษสาด้วยมือ
(๑๔) งานทำเครื่องเขิน
(๑๕) งานทำเครื่องดนตรีไทย
(๑๖) งานทำเครื่องถม
(๑๗) งานทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก
(๑๘) งานทำเครื่องลงหิน
(๑๙) งานทำตุ๊กตาไทย
(๒๐) งานทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม
(๒๑) งานทำบาตร
(๒๒) งานทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมือ
(๒๓) งานทำพระพุทธรูป
(๒๔) งานทำมีด
(๒๕) งานทำร่มกระดาษหรือผ้า
(๒๖) งานทำรองเท้า
(๒๗) งานทำหมวก
(๒๘) งานนายหน้า หรืองานตัวแทน ยกเว้นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนใน
ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
(๒๙) งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา ที่เกี่ยวกับงานออกแบบและ
คำนวณ จัดระบบ วิจัย วางโครงการทดสอบ ควบคุมการก่อสร้าง หรือให้คำแนะนำ ทั้งนี้ ไม่รวม
งานที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ
(๓๐) งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับงานออกแบบ เขียนแบบ ประมาณ
ราคา อำนวยการก่อสร้าง หรือให้คำแนะนำ
(๓๑) งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย
(๓๒) งานปั้นหรือทำเครื่องปั้นดินเผา
(๓๓) งานมวนบุหรี่ด้วยมือ
(๓๔) งานมัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว
(๓๕) งานเร่ขายสินค้า
(๓๖) งานเรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ
(๓๗) งานสาวหรือบิดเกลียวไหมด้วยมือ
(๓๘) งานเสมียนพนักงานหรืองานเลขานุการ
(๓๙)๓ งานให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี ยกเว้น
(ก) งานปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการ
(ข) งานว่าต่างแก้ต่างในชั้นอนุญาโตตุลาการ ถ้ากฎหมายซึ่งใช้บังคับแก่ข้อ
พิพาทที่พิจารณาโดยอนุญาโตตุลาการนั้นมิใช่กฎหมายไทย หรือเป็นกรณีที่ไม่ต้องขอบังคับคำชี้
ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นในราชอาณาจักรไทย

http://www.krisdika.go.th/


กสิกรรม  น. การทําไร่ไถนา.

บันทึกการเข้า
isa
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 151



« ตอบ #24 เมื่อ: 23-05-2008, 15:32 »

นานๆจะแจมที แจมทีไหนงานเสียทุกที เฮ้อ...

นี่คือตัวอย่างของไอเดียแบบนักวิชาเกรียน ที่รู้ แต่รู้ไม่จริง หรือรู้แล้ว แต่แกล้งโง่ เอาแค่ความจริงด้านเดียวมาพูด หลอกต้มคนที่โง่กว่า...
นักวิชาเกรียนทำนองนี้แหละที่สร้างความชิบหายให้กับบ้านเมืองมานักต่อนักแล้ว...
ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไร โดยอ้างมั่วถั่วว่าการทำเป็นเอกชน จะทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งๆที่ถ้าไม่ควายเกินไปก็น่าจะรู้ว่าประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับว่ามีการแข่งขันกันหรือเปล่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นเอกชนหรือไม่ใช่เอกชน...ผลก็คือคนไทยใช้น้ำมันแพงกันถ้วนหน้า ขณะที่ปตท.ฟันกำไรเต็มๆ นับแสนล้าน เข้ากระเป๋านายทุนผู้ถือหุ้นครึ่งหนึ่ง
หรือเปิดตลาดเงินเสรี จนท้ายที่สุดติดบ่วงโดนถล่มค่าเงินจนภาคธุรกิจกับภาคธนาคารเสียค่าโง่ ตกอยู่ในกำมือฝรั่งหัวดำแทบจะหมดเกลี้ยง

เอ้า! แล้วทำไมการที่ทักษิณจะเอานักธุรกิจซาอุเข้ามาปลูกข้าวจึงสร้างความชิบหายให้กับประเทศไทย
มองภาพรวมนิด ตอนนี้ทุนใหญ่ๆจะกระจุกอยู่ที่ภาคพลังงานและการเงิน แต่ด้วยภาวะโลกร้อน และน้ำมันที่กำลังจะหมดโลกในอีกราว 50 ปีข้างหน้า นักธุรกิจที่สายตายาวไกลและทุนถึง ก็จะมุ่งเข้าไปยึดแหล่งทรัพยากรใหม่ที่จะจำเป็นถึงที่สุดขึ้นมาในอนาคตอันใกล้ ซึ่งก็หนีไม่พ้น แหล่งน้ำ และภาคการเกษตร (อย่าลืมว่าบักเหลี่ยมเคยพยายามจะทำอะไรกับก.ฟ.ผ. กฎหมายที่พี่แกพยายามจะเข็นขึ้นมาในยุคนั้น รวมเขื่อนไว้เป็นสมบัติของก.ฟ.ผ.ด้วยหรือเปล่า ถ้าเขื่อนตกไปเป็นของเอกชน ภาคเกษตรทั้งหมดก็อยู่ในกำมือ)

ส่วนการยึดภาคเกษตร มองภาพง่ายๆ
อันดับแรก  ทุนประเทศเศรษฐีน้ำมันที่มหาศาลขนาดนั้น จะกว้านซื้อที่ดินต่างจังหวัดแถวอีสานมันง่ายกว่าปอกกล้วย แค่กำเงินไปไม่ถึงร้อยล้าน ก็ได้ที่เป็นพันๆไร่ ไม่ต้องพูดถึงว่าทุนระดับแสนล้าน อันดับแรกก็ยึดพื้นที่ไว้ได้แล้ว
อันดับสอง แรงงาน ก็เป็นเจ้าของที่ดินเดิมน่ะแหละ เราก็รู้ว่าสายตารากหญ้าบ้านเรานั้นมองเห็นแค่ปลายจมูกตัวเอง เค้ามาซื้อที่ดินราคาดีๆก็รีบขาย เงินทองได้มาก็สุลุ่ยสุร่ายหมดไปในเวลาไม่นาน และไม่ช้าก็จะกลายสภาพเป็นทาสติดที่ดินของตัวเอง กินเงินเดือนไปวันๆ แต่ก็ยังคิดว่าก็อยู่สบายแล้วนี่ ไม่ต้องดิ้นรนอะไร ตามประสาสมองรากหญ้า และสภาพที่เป็นลูกจ้างบริษัท คุณจะเรียกร้องอะไรก็ไม่ได้ สวัสดิการก็แล้วแต่บริษัท แถมยังเป็นกำลังไว้ป้อนม็อบเวลาบริษัทจะบีบรัฐบาลได้อีกต่อ
อันดับสาม  พันธุ์พืช แค่ในยุคนี้ก็ยังมีฝรั่งหรือญี่ปุ่นแอบเอาพันธุ์ข้าว หรือพันธุ์พืชของเราไปจดทะเบียนหน้าด้านๆกันออกบ่อย ถ้ามีภาคเกษตรของต่างชาติขนาดใหญ่ทุนเยอะ เขาก็มีนักวิจัยของตัวเอง ดัดแปลงหรือสร้างพันธุ์ข้าวของตัวเอง และแน่นอน มีลิขสิทธิ์ และไม่ฟรี อยากได้ต้องไปซื้อที่บริษัทเขา เขาจะขายให้หรือไม่ขายให้ก็แล้วแต่เขา มีโควตาอยู่ ถ้าปลูกเกิน แอบไปปลูกเอง ติดคุกสถานเดียว และถ้าเขาเป็นผู้ส่งออกพันธุ์ข้าวรายใหญ่ เขาก็สามารถบีบพ่อค้ารายย่อยให้ขายเฉพาะของๆเขา ทำให้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองค่อยๆหายไปจากท้องตลาดในที่สุด นอกจากนี้ ยังมีข้าวตัดต่อพันธุกรรมที่สั่งให้ปลูกได้อย่างเดียว ทำพันธุ์ต่อไม่ได้ก็มี แล้วแต่จะทำ คนทำนารายย่อยก็ต้องแบมือรอซื้อพันธุ์ข้าวทุกปี แล้วแต่เขาจะขายให้ เอาไปคัดเมล็ดพันธุ์ต่อไม่ได้ ของแบบนี้ เทคโนโลยีมันมีอยู่ อย่าประมาท
อันดับสี่ ปุ๋ย โรงสี และพ่อค้าคนกลาง แม้แต่ปัจจุบัน รัฐบาลยังคุมพ่อค้าปุ๋ย โรงสี พ่อค้าคนกลางที่เป็นคนไทยแท้ๆ หรือคนไทยพันทางไม่ได้เลย สำมะหาอะไรกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ และทุนใหญ่ขนาดนั้น คนฉลาดขนาดนั้น ทำไมเขาจะไม่หาทางแทรกแซงตลาด ตั้งเอเยนต์ปุ๋ย โรงสี หรือผู้แทนจำหน่ายของตัวเอง รวมถึงแทรกแซง ฮั้ว จับมือกับพวกที่มีอยู่แล้ว และเมื่อโยงกันเบ็ดเสร็จ ผู้ทำนารายย่อย โรงสีรายย่อย ก็เป็นลูกไก่ในกำมือที่จะบีบก็ตาย คลายก็รอด

และด้วยที่ดิน ทุนเงิน กำลังคน (ม็อบลูกจ้าง) ที่ใหญ่ขนาดนั้น ก็ชี้นำการเมืองได้สบายๆ  เอาแค่เจ้าพ่อมือถือคนเดียวเรายังปวดหัวขนาดนี้ อนาคตเราอาจจะเป็นประเทศที่มีทุ่งข้าวเขียวไสวไปทุกจังหวัด แต่พลเมืองอดตายอยู่ข้างนาข้าวเพราะบริษัทต่างชาติไม่ยอมจำหน่ายข้าวในประเทศ หรือคนในประเทศกินข้าวแพงกว่าที่ส่งนอก (ซึ่งตอนนี้ก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว)

เรื่องกฎหมายควบคุมน่ะ ไม่ต้องมาอ้างเลย ถ้าสส.ยังเป็นสมาคมผีกระสืออยู่แบบนี้ มันจะเปลี่ยนกฎหมายซะเมื่อไหร่ก็ได้ ขนาดสัดส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทมันยังแก้ให้ถือได้เกือบ 50% ได้เล้ย ยิ่งถ้ามันเข้าไปเป็นทุนการเมืองได้ด้วยแล้ว

ยุทธวิธีที่ในหลวงท่านประทานให้ ก็เหมือนการทำสงครามกองโจรกับทุนขนาดใหญ่ แทนที่จะรวมกลุ่มกันโตๆ แล้วตายทีเดียว ก็แยกเป็นหน่วยย่อยๆที่เลี้ยงดูตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็เลี้ยงดูสังคมโดยรวมไปพร้อมๆกัน ขณะที่พวกนักวิชาเกรียน ต่างก็ยังติดภาพอยู่กับการปฏิวัติเขียว การเพาะปลูกขนาดใหญ่ การตัดต่อพันธุกรรม ที่ปัจจุบันทำลายทั้งทรัพยากร ทั้งสภาพแวดล้อม ทั้งสุขภาพผู้บริโภค และอาจทำลายพันธุ์พืชชนิดนั้นไปโดยถาวร

ร.5 ท่านส่งลูกหลานท่านไปเมืองนอก ท่านกำชับนักหนาว่าไปเรียนรู้เทคโนโลยีเขามา แต่อย่าไปหลงชื่นชมฝรั่ง อย่าเห็นมันดีเกินไป แต่พวกไพร่ที่ท่านเมตตาส่งไป กลับทำตรงกันข้าม หลงชื่นชมฝรั่งเป็นพระเจ้า กลับมาสร้างความชิบหายให้บ้านเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วยังไม่สำนึก ทำตัวเป็นกล้วยดูถูกดูแคลนคนไทยด้วยกัน แต่ตีสนิทฝรั่งหวังว่ามันจะยอมรับ ยิ่งพวกนักวิชาการ นายทุนร่ำรวยยุคหลังๆ ที่พอโกอินเตอร์แล้วก็ล้วงไส้ประเทศตัวเอง ชักพาผีปอบ ผีกระสือฝรั่งมากินตับกินไส้คนประเทศตัวเอง


ถึงลุงแคนโดยเฉพาะ : ลุงทำให้ผมผิดหวังอีกแล้วนา ผมยังจำได้นะ ที่ลุงบอกผมว่ามีใครก็ไม่รู้ว่าถ้าคนเมืองกินข้าวแพงขึ้นอีกหน่อย ชาวนาจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ตอนนี้คนเมืองกินข้าวแพงขึ้นไปเกือบ 50% แต่ไหงชาวนายังจนเท่าเดิมล่ะครับ (จนกว่าเดิมอีก) สรุปแล้วก็คือคนเมืองโดนโยนบาปให้อีกแล้วใช่มั้ยล่ะ? ตราบใดที่ชาวนาของลุงยังรวมตัวเป็นแค่มาก่อม็อบหน้ารัฐสภา พอได้ภาษีคนเมืองไปประกันราคาข้าวไปเฮกันกลับ มันก็อยู่แค่นี้แหละครับ
ถ้ารวมตัวก่อม็อบกันได้ ทำไมไม่รวมตัวกันตั้งโรงปุ๋ยชีวภาพ โรงสีชุมชน ชมรมแลกเปลี่ยนความรู้ทางการเกษตรล่ะครับ รับรองว่าชีวิตดีขึ้นเยอะแน่  โดยที่คนจนในเมืองไม่พลอยซวยไปด้วยแบบนี้ (ผมน่ะไม่เดือดร้อนหรอก ข้าวแพงก็กินก๋วยเตี๋ยวแทนสิ เหอะๆ...แบบว่าถึงไม่รวยก็ยังพอมีตังค์)

ถึงผมจะรักลุงแค่ไหน แต่ลุงเล่นฟันธงวืดบ่อยๆแบบนี้ผมก็อายแทนนา เดี๋ยวก็ไปลาออกจากการเป็นลูกหลานซะหรอก...ซิบอกไห่  

 
บันทึกการเข้า
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 23-05-2008, 15:34 »

"สมศักดิ์"อัดขายชาติขายนาซาอุ


โดย Post Digital 23 พฤษภาคม 2551 12:11 น.


รมว.เกษตรฯ ด่าลั่น! นายทุนขายชาติ พาต่างชาติมาลงทุนทำนาในไทย บอกทำลายวิถีชีวิตชาวนาไทย เตรียมงัดกฎหมาย


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแนวคิดในการนำนักธุรกิจจากซาอุดิอารเบีย มาลงทุนทำนาในประเทศไทยว่า


ทางกระทรวงเกษตรฯ ไม่เห็นด้วย และจะต่อต้านให้ถึงที่สุด

เพราะแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดของ "นายทุนขายชาติ" ที่มุ่งทำลายวิถีชาวนาไทย

โดยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมใช้กฎหมายคุ้มครองอาชีพคนไทย มาคัดค้าน




นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติ ควรเข้ามาลงทุนในรูปแบบของภาคอุตสาหกรรมมากกว่าเข้ามาทำลายภาคเกษตรกรไทย


http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=239783

ตกลงไอ้แม้วเป็นนายทุนขายชาติไปแล้วเหรอ 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
อนัตตา (ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้ฝ่าย)
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 620



« ตอบ #26 เมื่อ: 23-05-2008, 16:30 »



ท่านใดที่มีความเห็นว่า
การให้ต่างชาติทำการเกษตรในเมืองไทยได้บนเงื่อนไขที่รัดกุม
จะสร้างผลเสียให้กับประเทศ
กรุณาช่วยเข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นกันหน่อยครับ


ผมเห็นด้วย ถ้าจะเปิดเสรีทั้งประเทศ ให้ต่างชาติเข้ามาเลย จะทำกิจการไรก็ได้

ผมว่า วันนั้นมาถึง ผู้หญิงไทย ไปขายตัว ผู้ชายไทย ไปรับจ้างจอดรถ ล้างห้องน้ำ แน่นอน


แล้วผมจะสมน้ำหน้า 
บันทึกการเข้า

เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #27 เมื่อ: 23-05-2008, 16:56 »

ข้อความเมื่อ:                                                                  วันนี้ เวลา 13:32ข้อความโดย: mebeam
หมายเหตุ-TEN: ความเห็นของผมต่อบทความดังกล่าวคือ มีความคลาดเคลื่อนข้อใหญ่ในการคำนวณราคากำไรของผู้ส่งออกโดยนักวิชาการที่อ้างว่าเชี่ยวชาญจาก TDRI เช่นข้าวเปลือกหนึ่งตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 650 กิโลกรัมเท่านั้นที่จะเอาไปใช้คำนวณ ไม่ใช่ 1000 กิโลกรัม เป็นต้น และในมุมมองต่อชาวนาซึ่งเก่งด้านการเพาะปลูก การเกษตร แต่เก่งด้านการค้า การเงิน การธนาคารน้อยกว่า โรงสี หยง และผู้ส่งออก จะต้องมีรัฐเข้ามาช่วยดูแล สร้างความสมดุลย์ เช่น การกำหนดราคาข้าวเปลือกที่เหมาะสมต่อสถานการณ์แล้วประกัน การจัดสรรเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (เพื่อใช้หมุน ลงทุน หรือไม่ให้ถูกบีบในการต่อรอง) จนกระทั่งการจัดสรรสวัสดิการต่างๆ ทางอ้อม เป็นต้น...


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ขอขัดนิดครับ ข้าวเปลือก 1 ตัน จะสีเป็นข้าวรวม ต้น+ปลาย

 ถึงรวมได้ประมาณ 650 กก.ครับ.....






บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
nominee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 149


« ตอบ #28 เมื่อ: 23-05-2008, 17:19 »

ผมเห็นด้วย ถ้าจะเปิดเสรีทั้งประเทศ ให้ต่างชาติเข้ามาเลย จะทำกิจการไรก็ได้
แหม! คุณอนัตตาก็พูดซะเกินไป 

ผมไม่ได้บอกว่า ให้ต่างชาติมันไปไล่ซื้อที่ดินได้ตามชอบใจ
ต้องจำกัด ท้องที่ พื้นที่ ชนิดพืชผลเกษตร เงื่อนไขเทคโนโลยี การส่งออก ด้วยซิครับ 

สมมุติว่าวันนี้ประเทศไทยมีที่นาอยู่ 60 ล้านไร่ ทำนาข้าวได้ปีละ 30 ล้านตัน หรือ 500 กก/ไร่
ถ้าเราพัฒนาที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ซัก 6 หมื่นไร่ เพื่อมาทำเป็นนิคมการเกษตร (แบบนิคมอุตสาหกรรม)
เพื่อให้บริษัทต่างชาติซื้อที่ดินนั้นทำการเกษตรบนเงื่อนไข
  - ต้องใช้ที่ดินเพื่อปลูกพืชผลการเกษตรตามที่รัฐกำหนดเท่านั้น
  - ต้องมีแผนงานเพื่อยกระดับผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของผลผลิตปกติ
    เช่น ทำนาข้าวได้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 1 ตัน/ไร่ เป็นต้น
  - จะต้องจำหน่ายที่ดินภายใน 1 ปีเมื่อเลิกประกอบการเกษตรดังกล่าว


แค่เสนอว่า ถ้ามีกติกาที่เหมาะสม
ประเทศไทยอาจจะได้พื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น ได้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น
เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นครับ  Mr. Green
บันทึกการเข้า
อนัตตา (ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้ฝ่าย)
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 620



« ตอบ #29 เมื่อ: 23-05-2008, 17:31 »

แหม! คุณอนัตตาก็พูดซะเกินไป 

ผมไม่ได้บอกว่า ให้ต่างชาติมันไปไล่ซื้อที่ดินได้ตามชอบใจ
ต้องจำกัด ท้องที่ พื้นที่ ชนิดพืชผลเกษตร เงื่อนไขเทคโนโลยี การส่งออก ด้วยซิครับ 

สมมุติว่าวันนี้ประเทศไทยมีที่นาอยู่ 60 ล้านไร่ ทำนาข้าวได้ปีละ 30 ล้านตัน หรือ 500 กก/ไร่
ถ้าเราพัฒนาที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ซัก 6 หมื่นไร่ เพื่อมาทำเป็นนิคมการเกษตร (แบบนิคมอุตสาหกรรม)
เพื่อให้บริษัทต่างชาติซื้อที่ดินนั้นทำการเกษตรบนเงื่อนไข
  - ต้องใช้ที่ดินเพื่อปลูกพืชผลการเกษตรตามที่รัฐกำหนดเท่านั้น
  - ต้องมีแผนงานเพื่อยกระดับผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของผลผลิตปกติ
    เช่น ทำนาข้าวได้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 1 ตัน/ไร่ เป็นต้น
  - จะต้องจำหน่ายที่ดินภายใน 1 ปีเมื่อเลิกประกอบการเกษตรดังกล่าว


แค่เสนอว่า ถ้ามีกติกาที่เหมาะสม
ประเทศไทยอาจจะได้พื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น ได้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น
เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นครับ  Mr. Green


1. ไม่ได้เพราะ ประเทศนี้ออกกฏ อะไรไม่เคยบังคับใช้ได้จริง

2. สงสารชาวนา เพราะประสบการณ์ตรง ที่บ้านอาชืพทำสวนปาล์ม-ยาง
-ตอนนี้สวนปาล์มแปลงใหญ่ ถูกกว้านซื้อโดยต่างชาติ
-โรงงานรับซื้อ/โรงกลั่นเป็นของต่างชาติแล้ว
-สวนปาล์มของต่างชาติป้อนโรงงานต่างชาติ โรงงานกำหนดราคาได้ตามใจ ไท่ง้อเกษตรกร
-ชาวสวนต้องเข้าคิว รอก่อนจะขายปาล์มได้

ถ้าต่างชาติทำนาเอง สีข้าวเอง ส่งออกเอง

คุณว่าเกิดไรขึ้น


บันทึกการเข้า

nominee
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 149


« ตอบ #30 เมื่อ: 23-05-2008, 18:49 »

1. ไม่ได้เพราะ ประเทศนี้ออกกฏ อะไรไม่เคยบังคับใช้ได้จริง

ถ้าคุณอนัตตาบอกกฎเหล็กข้อนี้ตั้งแต่แรก ก็จะยุติข้อเสนอไปตั้งนานแล้ว
ขออนุญาตถอนญัตติครับ ท่านประธาน 
บันทึกการเข้า
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #31 เมื่อ: 23-05-2008, 19:13 »

แนวคิดขายชาติเช่นนี้

ทำให้ตัวทักษิณ ชินวัตร แย่ลงอย่างแน่นอน

การด่าว่ารากหญ้าโดยไม่เคยลงไปคลุกคลี เป็นความโง่อย่างสุดซึ้ง
บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #32 เมื่อ: 23-05-2008, 19:17 »

กิ๊บ เก๋ จริง ๆ ชาวนาไทย....อีกหน่อย จะได้ทำงานในบริษัท ฯ ต่างประเทศ แล้วจ้า

ได้เป็นพนักปลูกข้าว....บริษัทฯ ใหญ่ เบ้อเริ่มเชียว.....

วันนี้ ฟัง สมศักด์ ปริศนา นันทกุล ให้สัมภาษณ์ ....ขนหัวลุก แทน พวก พปช. จริง ๆ

เฮียตือ บอก...."คนที่คิดได้ แบบนี้ มีแต่คนขายชาติ เท่านั้น."..

อย่าถามผมน๊ะ ว่า เฮียตือ ด่าใคร....ผมไม่รู้ จริง จริ๊ง


 
บันทึกการเข้า
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #33 เมื่อ: 23-05-2008, 19:58 »

เครือข่ายเกษตรกรฮือต้านแม้ว จับมือชาวซาอุฯทำนาในไทย

โดย คม ชัด ลึก วัน ศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 18:38

เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศลุกฮือต้านทักษิณจูงมือ ซาอุ ฮุบอาชีพชาวนาไทย ระบุ อีก 2-3 ปี ชี้เกิดวิฤกติแย่งที่ดินทำกินรุนแรงกว่าใหญ่กว่าการเมืองแก้รัฐธรรมนูญไทยจะล้าหลังเวียดนาม เพราะที่ดินไม่อยู่ในมือเกษตรกร "บรรหาร"ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ปชป.ก็ติง ชาวนาเชียงรายนัดปิดถนน24 พ.ค.หลังขายข้าวไม่ได้

                                 
                                               ชาวนาไทยจะไม่มีที่ทำกิน



23พ.ค.) นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธีชีววิถี หรือไบโอไทย กล่าวถึงกรณีนักลงทุนซาอุจะมาร่วมทุนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมทุนตั้งบริษัทรับทำนาในราคาไร่ละ 5 พันบาท ว่า เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศจะร่วมกำหนดท่าทีและเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าวให้ถึงที่สุด โดยจะมีการประชุมพร้อมกันในวันที่ 1 มิ.ย.ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีแกนหลักจาก 5 องค์กร




23พ.ค.) นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธีชีววิถี หรือไบโอไทย กล่าวถึงกรณีนักลงทุนซาอุจะมาร่วมทุนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมทุนตั้งบริษัทรับทำนาในราคาไร่ละ 5 พันบาท ว่า เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศจะร่วมกำหนดท่าทีและเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าวให้ถึงที่สุด โดยจะมีการประชุมพร้อมกันในวันที่ 1 มิ.ย.ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีแกนหลักจาก 5 องค์กร



ประกอบด้วย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีและศึกษาผลกระทบต่อประชาชน หรือเอฟทีเอวอซ เครือข่ายหนี้สินชาวนา เครือข่ายปฏิรูปที่ดินและสภาเครือข่ายองค์กรประชาชน ร่วมตัวกัน 400-500 คน โดยจะมีการหารือในเรื่องผลกระทบใน 2 ประเด็นหลักที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย หลังจากที่เกิดวิกฤติอาหารโลกและวิกฤติราคาน้ำมัน ซึ่งประกอบด้วย 1. กลุ่มทุนต่างชาติที่รวมหัวกับกลุ่มทุนในประเทศมาแย่งที่ดินทำกินและแย่งพื้นที่ทำเกษตรกรรมของคนไทย ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใน 2 - 3 ปีนี้ จะปะทุและลามเป็นไฟลุกไหม้ไปทั่วประเทศ เพราะเกิดจากปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรที่ดิน ซึ่งเป็น ปัจจัยพื้นฐาน เป็นหัวใจหลักการผลิตของประเทศ แต่กลับไปตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนรายใหญ่ที่เป็นกลุ่มต่างชาติ และกลุ่มทุนในประเทศ ที่ร่วมมือกับทุนท้องถิ่น เทียบเคียงได้กับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับนายประภัตร โพธสุทน ที่จะพยายามเข้าไปแย่งพื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งขณะนี้การตั้งบริษัทเข้าไปรับจ้างทำนาได้ลุกลามเข้าไปหลายจังหวัดแล้ว มีทั้ง จ.พิจิตร พิษณุโลก มหาสารคาม บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี และนครสวรรค์ ร่วมทั้งจังหวัดสุพรรณบุรีบางพื้นที่ด้วย

แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างชาติพศ. 2542 สงวนอาชีพไว้สำหรับคนไทยซึ่งอาชีพชาวนา ถูกขึ้นไว้ในบัญชีที่ 1 แต่ก็กลัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีอำนาจเหนือรัฐบาลชุดนี้ จะสามารถผลักดันให้รัฐบาลยอมรับการลงทุนจากต่างชาติ โดยใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนมาเป็นเครื่องมือ และใช้บริษัทนอมินีที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นอย่างนายประภัตร เป็นผู้จดทะเบียนแทน ซึ่งเรื่องนี้ตนเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะรัฐบาลชุดนี้พยายามจะปรับความสัมพันธ์กับซาอุฯให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ ซึ่งก็คงจะใช้การร่วมทุนดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์กับซาอุ และที่ผ่านมาได้เคยมีบริษัทญี่ปุ่น มาลงทุนปลูกข้างพันธุ์ลุกผสมที่ จ.สุโขทัย โดยให้นักการเมืองท้องถิ่นเป็นผู้จัดจัดตั้งบริษัท บังหน้าแทน

"2. การลงทุนของทุนข้ามชาติโดยผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ร่วมกับทุนในประเทศและสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลเพื่อให้เป็นแนวนโยบายของประเทศที่จะใช้เทคโนโลยีนั้น เช่น พันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งขณะนี้ ได้มีการใช้แพร่หลายในหลายจังหวัด และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) หักกับเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของ ธกส.ให้หักค่าพันธุ์ข้าว ไร่ละ 1,600 บาท ซึ่งเป็นการลงทุนที่ชาวนาเสี่ยงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บริษัทดังกล่าวได้กำไรร้อยเปอร์เซ็นต์ ชาวนาอาจจะฆ่าตัวตายอีกมาก เพราะการลงทุนมันเพิ่มขึ้นทุกด้าน ทั้งค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 พันบาท ต่อไร่ ต่อรอบ เป็นปัญหาที่ภาครัฐไม่เคยสนใจและกระทรวงเกษตรฯก็ไม่เคยลงมาดู" ผู้อำนวยการมูลนิธีชีววิถี กล่าวและว่า

ร่วมทั้งปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองอีกเกือบ 2 ล้านครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงและใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยมีรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยจะล้าหลังกว่าเวียตนาม ไต้หวันและจีน อย่างแน่นอน เพราะประเทศเหล่านี้มีโครงสร้างที่จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรอย่างชัดเจน และมีการแบ่งโซนที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและเพื่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และมีกฎหมายคุ้มครองที่เข้มงวด

ทางด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า การทำนาปลูกข้าวในประเทศ คนไทยทำได้โดยไม่ต้องดึงใครเข้ามาทำนาในประเทศ

ปชป.ติงทักษิณอย่าใช้ประเทศไทยหาประโยชน์ทุกเรื่อง

นายนิพิฐฏ์ อินทรสมบัติ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณมองทุกอย่างเป็นธุรกิจไปหมดแต่มองประชาชนเป็นผู้บริโภคไม่ได้มองว่าเป็นพลเมือง

"ผมคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณกำลังใช้ประเทศไทย เป็นแหล่งในการสร้างความร่ำรวย และพยามยามแสดงบทบาททางการเมืองอีกทางหนึ่ง ไม่ให้ตัวเองตกกระแส โดยพยายามหาพื้นที่ในการผลิตอาหาร เพื่อเป็นวัตถุดับในการสร้างอำนาจ ใช้วิกฤติให้เป็นประโยชน์ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเห็นว่าต่างชาตินั้นสายป่านจะยาวกว่า ทั้งในแง่ของทุนและเทคโนโลยี่สามารถทำผลิตผลให้มีคุณภาพได้มากกว่า แต่ผมคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณน่าจะคิดถึงชาวนาไทยให้มากโดยนำทุนที่มีอยู่นั้นมาทุ่มเทให้ชาวนาไทย มากกว่าที่จะนำคนต่างชาติมาทำเรื่องนี้ อาจเป็นไปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณเล็งเห็นแล้วว่าในอนาคตวิกฤติโลกมีอยู่ 2 เรื่องคือ วิกฤติพลังงาน และวิกฤติอาหาร คนที่เข้าใจวิกฤติดังกล่าวและสามารถฉวยโอกาสวิกฤตินี้ได้ ก็สามารถที่จะกุมอำนาจในโลกและสร้างความร่ำรวยได้" กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ชาวนาเชียงรายนัดปิดถนน24 พ.ค.หลังขายข้าวไม่ได้

เมื่อเวลา14.00 น.วันที่23 พ.ค.2551 ได้มีกลุ่มชาวบ้านจากพื้นที่ ต.เวียงเหนือและ ต.เวียงชัยอ.เวียงชัยจ.เชียงรายประมาณ 200 คนซึ่งส่วนใหญ่ต่างมีอาชีพเป็นชาวนา ได้เดินทางไปชุมนุมกันหน้าที่ว่าการ อ.เวียงชัยเพื่อเรียกร้องให้ทางอำเภอ ได้ประสานกับรัฐบาล เรื่องการรับซื้อข้าวเหนียวนาปรังจากชาวนาตามที่นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เคยเดินทางไปรับปากกับกลุ่มชาวบ้านที่ชุมนุมปิดถนนสายเชียงราย - พะเยากันเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า จะประกันราคารับซื้อข้าวเหนียวนาปรังกิโลกรัมละ 8 บาท โดยชาวบ้านระบุว่าหลังจากนายยรรยง รับปากผ่านไปแล้วกว่า 2 สัปดาห์ก็ยังพบว่า ราคาข้าวยังตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 6.50 บาทโดยที่โรงสี หรือสถานที่รับซื้อข้าวทุกแห่ง ยังไม่รับซื้อข้าวในราคากิโลกรัมละ 8 บาทเหมือนเดิม

ต่อมานายศักดิ์ชายวงศ์กนิษฐ์ นายอำเภอเวียงชัย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่การค้าภายใน จ.เชียงรายได้เข้าเจรจากับชาวบ้าน พร้อมให้ข้อมูลว่า หลังจากนายยรรยง ได้รับปากกับชาวนา และคณะกรรมการข้าวที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติว่า จะขอความร่วมมือโรงสีให้รับซื้อข้าวเหนียวนาปรังจากชาวนา กิโลกรัมละ 8 บาทแล้วปรากฎว่า ในส่วนของ จ.เชียงรารยมีโรงสีเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้ว 7 แห่ง

โดยทุกแห่งมีความพร้อมด้านสถานที่หมดแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรเรื่องงบประมาณจากรัฐบาลในการรับซื้อ จึงไม่รับซื้อดังกล่าว ขณะที่ทางอำเภอก็ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ กับโรงสี ซึ่งเมื่อการเจรจาไม่เป็นผล ทำให้กลุ่มชาวบ้านเริ่มไม่พอใจ จึงตะโกนด่าทอมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ก่อนจะสลายตัวไปรอฟังข่าว

นายอุทัยทองเหลา และนายชาลี เชื้อประเสริฐ แกนนำกลุ่มชาวบ้าน กล่าวว่า ในพื้นที่ อ.เวียงชัยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 8,298 ไร่ชาวนาได้เก็บเกี่ยวและทะยอยขายให้โรงสีในราคาถูกไปแล้วกว่า 50% เพราะไม่สามารถจะเก็บผลผลิตเอาไว้ต่อได้เนื่องจากเมล็ดข้าวเริ่มจะร่วง รวมทั้งเป็นช่วงเปิดภาคเรียนที่ผู้ปกครองต้องใช้เงินส่งลูกหลานไปเรียน ดังนั้น หากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปยังโรงสีทั้ง 7 แห่งก็ขอให้จ่ายย้อนหลังให้กับชาวนาที่ขายข้าวไปเพราะเหตุจำเป็นดังกล่าวด้วย เพราะต่างเดือดร้อนด้วยกันหมด

รายงานข่าวแจ้งว่าวันเดียวกันกลุ่มชาวบ้านที่ อ.พานได้มีกำหนดจะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 24 พ.ค.นี้ณ บริเวณสามแยกไชยมงคล เทศบาลเมืองพาน อ.พานโดยกลุ่มชาวบ้านจาก อ.เวียงชัยจะเดินทางไปร่วมชุมนุมด้วย ด้วยข้ออ้างเหมือนกันว่าไม่สามารถจำหน่ายข้าวได้ตามที่รัฐบาลเคยตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้านี้โดยมีโอกาสที่จะปิดถนนสายเชียงราย - พะเยาอีกครั้ง


 
 

สนับสนุนเนื้อหาโดย
     

http://news.sanook.com/politic/politic_271213.php



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2008, 20:03 โดย เล่าปี๋ » บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 23-05-2008, 20:03 »

นานๆจะแจมที แจมทีไหนงานเสียทุกที เฮ้อ...

นี่คือตัวอย่างของไอเดียแบบนักวิชาเกรียน ที่รู้ แต่รู้ไม่จริง หรือรู้แล้ว แต่แกล้งโง่ เอาแค่ความจริงด้านเดียวมาพูด หลอกต้มคนที่โง่กว่า...
นักวิชาเกรียนทำนองนี้แหละที่สร้างความชิบหายให้กับบ้านเมืองมานักต่อนักแล้ว...
ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไร โดยอ้างมั่วถั่วว่าการทำเป็นเอกชน จะทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งๆที่ถ้าไม่ควายเกินไปก็น่าจะรู้ว่าประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับว่ามีการแข่งขันกันหรือเปล่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นเอกชนหรือไม่ใช่เอกชน...ผลก็คือคนไทยใช้น้ำมันแพงกันถ้วนหน้า ขณะที่ปตท.ฟันกำไรเต็มๆ นับแสนล้าน เข้ากระเป๋านายทุนผู้ถือหุ้นครึ่งหนึ่ง
หรือเปิดตลาดเงินเสรี จนท้ายที่สุดติดบ่วงโดนถล่มค่าเงินจนภาคธุรกิจกับภาคธนาคารเสียค่าโง่ ตกอยู่ในกำมือฝรั่งหัวดำแทบจะหมดเกลี้ยง

เอ้า! แล้วทำไมการที่ทักษิณจะเอานักธุรกิจซาอุเข้ามาปลูกข้าวจึงสร้างความชิบหายให้กับประเทศไทย
มองภาพรวมนิด ตอนนี้ทุนใหญ่ๆจะกระจุกอยู่ที่ภาคพลังงานและการเงิน แต่ด้วยภาวะโลกร้อน และน้ำมันที่กำลังจะหมดโลกในอีกราว 50 ปีข้างหน้า นักธุรกิจที่สายตายาวไกลและทุนถึง ก็จะมุ่งเข้าไปยึดแหล่งทรัพยากรใหม่ที่จะจำเป็นถึงที่สุดขึ้นมาในอนาคตอันใกล้ ซึ่งก็หนีไม่พ้น แหล่งน้ำ และภาคการเกษตร (อย่าลืมว่าบักเหลี่ยมเคยพยายามจะทำอะไรกับก.ฟ.ผ. กฎหมายที่พี่แกพยายามจะเข็นขึ้นมาในยุคนั้น รวมเขื่อนไว้เป็นสมบัติของก.ฟ.ผ.ด้วยหรือเปล่า ถ้าเขื่อนตกไปเป็นของเอกชน ภาคเกษตรทั้งหมดก็อยู่ในกำมือ)

ส่วนการยึดภาคเกษตร มองภาพง่ายๆ
อันดับแรก  ทุนประเทศเศรษฐีน้ำมันที่มหาศาลขนาดนั้น จะกว้านซื้อที่ดินต่างจังหวัดแถวอีสานมันง่ายกว่าปอกกล้วย แค่กำเงินไปไม่ถึงร้อยล้าน ก็ได้ที่เป็นพันๆไร่ ไม่ต้องพูดถึงว่าทุนระดับแสนล้าน อันดับแรกก็ยึดพื้นที่ไว้ได้แล้ว
อันดับสอง แรงงาน ก็เป็นเจ้าของที่ดินเดิมน่ะแหละ เราก็รู้ว่าสายตารากหญ้าบ้านเรานั้นมองเห็นแค่ปลายจมูกตัวเอง เค้ามาซื้อที่ดินราคาดีๆก็รีบขาย เงินทองได้มาก็สุลุ่ยสุร่ายหมดไปในเวลาไม่นาน และไม่ช้าก็จะกลายสภาพเป็นทาสติดที่ดินของตัวเอง กินเงินเดือนไปวันๆ แต่ก็ยังคิดว่าก็อยู่สบายแล้วนี่ ไม่ต้องดิ้นรนอะไร ตามประสาสมองรากหญ้า และสภาพที่เป็นลูกจ้างบริษัท คุณจะเรียกร้องอะไรก็ไม่ได้ สวัสดิการก็แล้วแต่บริษัท แถมยังเป็นกำลังไว้ป้อนม็อบเวลาบริษัทจะบีบรัฐบาลได้อีกต่อ
อันดับสาม  พันธุ์พืช แค่ในยุคนี้ก็ยังมีฝรั่งหรือญี่ปุ่นแอบเอาพันธุ์ข้าว หรือพันธุ์พืชของเราไปจดทะเบียนหน้าด้านๆกันออกบ่อย ถ้ามีภาคเกษตรของต่างชาติขนาดใหญ่ทุนเยอะ เขาก็มีนักวิจัยของตัวเอง ดัดแปลงหรือสร้างพันธุ์ข้าวของตัวเอง และแน่นอน มีลิขสิทธิ์ และไม่ฟรี อยากได้ต้องไปซื้อที่บริษัทเขา เขาจะขายให้หรือไม่ขายให้ก็แล้วแต่เขา มีโควตาอยู่ ถ้าปลูกเกิน แอบไปปลูกเอง ติดคุกสถานเดียว และถ้าเขาเป็นผู้ส่งออกพันธุ์ข้าวรายใหญ่ เขาก็สามารถบีบพ่อค้ารายย่อยให้ขายเฉพาะของๆเขา ทำให้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองค่อยๆหายไปจากท้องตลาดในที่สุด นอกจากนี้ ยังมีข้าวตัดต่อพันธุกรรมที่สั่งให้ปลูกได้อย่างเดียว ทำพันธุ์ต่อไม่ได้ก็มี แล้วแต่จะทำ คนทำนารายย่อยก็ต้องแบมือรอซื้อพันธุ์ข้าวทุกปี แล้วแต่เขาจะขายให้ เอาไปคัดเมล็ดพันธุ์ต่อไม่ได้ ของแบบนี้ เทคโนโลยีมันมีอยู่ อย่าประมาท
อันดับสี่ ปุ๋ย โรงสี และพ่อค้าคนกลาง แม้แต่ปัจจุบัน รัฐบาลยังคุมพ่อค้าปุ๋ย โรงสี พ่อค้าคนกลางที่เป็นคนไทยแท้ๆ หรือคนไทยพันทางไม่ได้เลย สำมะหาอะไรกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ และทุนใหญ่ขนาดนั้น คนฉลาดขนาดนั้น ทำไมเขาจะไม่หาทางแทรกแซงตลาด ตั้งเอเยนต์ปุ๋ย โรงสี หรือผู้แทนจำหน่ายของตัวเอง รวมถึงแทรกแซง ฮั้ว จับมือกับพวกที่มีอยู่แล้ว และเมื่อโยงกันเบ็ดเสร็จ ผู้ทำนารายย่อย โรงสีรายย่อย ก็เป็นลูกไก่ในกำมือที่จะบีบก็ตาย คลายก็รอด

และด้วยที่ดิน ทุนเงิน กำลังคน (ม็อบลูกจ้าง) ที่ใหญ่ขนาดนั้น ก็ชี้นำการเมืองได้สบายๆ  เอาแค่เจ้าพ่อมือถือคนเดียวเรายังปวดหัวขนาดนี้ อนาคตเราอาจจะเป็นประเทศที่มีทุ่งข้าวเขียวไสวไปทุกจังหวัด แต่พลเมืองอดตายอยู่ข้างนาข้าวเพราะบริษัทต่างชาติไม่ยอมจำหน่ายข้าวในประเทศ หรือคนในประเทศกินข้าวแพงกว่าที่ส่งนอก (ซึ่งตอนนี้ก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว)

เรื่องกฎหมายควบคุมน่ะ ไม่ต้องมาอ้างเลย ถ้าสส.ยังเป็นสมาคมผีกระสืออยู่แบบนี้ มันจะเปลี่ยนกฎหมายซะเมื่อไหร่ก็ได้ ขนาดสัดส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทมันยังแก้ให้ถือได้เกือบ 50% ได้เล้ย ยิ่งถ้ามันเข้าไปเป็นทุนการเมืองได้ด้วยแล้ว

ยุทธวิธีที่ในหลวงท่านประทานให้ ก็เหมือนการทำสงครามกองโจรกับทุนขนาดใหญ่ แทนที่จะรวมกลุ่มกันโตๆ แล้วตายทีเดียว ก็แยกเป็นหน่วยย่อยๆที่เลี้ยงดูตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็เลี้ยงดูสังคมโดยรวมไปพร้อมๆกัน ขณะที่พวกนักวิชาเกรียน ต่างก็ยังติดภาพอยู่กับการปฏิวัติเขียว การเพาะปลูกขนาดใหญ่ การตัดต่อพันธุกรรม ที่ปัจจุบันทำลายทั้งทรัพยากร ทั้งสภาพแวดล้อม ทั้งสุขภาพผู้บริโภค และอาจทำลายพันธุ์พืชชนิดนั้นไปโดยถาวร

ร.5 ท่านส่งลูกหลานท่านไปเมืองนอก ท่านกำชับนักหนาว่าไปเรียนรู้เทคโนโลยีเขามา แต่อย่าไปหลงชื่นชมฝรั่ง อย่าเห็นมันดีเกินไป แต่พวกไพร่ที่ท่านเมตตาส่งไป กลับทำตรงกันข้าม หลงชื่นชมฝรั่งเป็นพระเจ้า กลับมาสร้างความชิบหายให้บ้านเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วยังไม่สำนึก ทำตัวเป็นกล้วยดูถูกดูแคลนคนไทยด้วยกัน แต่ตีสนิทฝรั่งหวังว่ามันจะยอมรับ ยิ่งพวกนักวิชาการ นายทุนร่ำรวยยุคหลังๆ ที่พอโกอินเตอร์แล้วก็ล้วงไส้ประเทศตัวเอง ชักพาผีปอบ ผีกระสือฝรั่งมากินตับกินไส้คนประเทศตัวเอง


ถึงลุงแคนโดยเฉพาะ : ลุงทำให้ผมผิดหวังอีกแล้วนา ผมยังจำได้นะ ที่ลุงบอกผมว่ามีใครก็ไม่รู้ว่าถ้าคนเมืองกินข้าวแพงขึ้นอีกหน่อย ชาวนาจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ตอนนี้คนเมืองกินข้าวแพงขึ้นไปเกือบ 50% แต่ไหงชาวนายังจนเท่าเดิมล่ะครับ (จนกว่าเดิมอีก) สรุปแล้วก็คือคนเมืองโดนโยนบาปให้อีกแล้วใช่มั้ยล่ะ? ตราบใดที่ชาวนาของลุงยังรวมตัวเป็นแค่มาก่อม็อบหน้ารัฐสภา พอได้ภาษีคนเมืองไปประกันราคาข้าวไปเฮกันกลับ มันก็อยู่แค่นี้แหละครับ
ถ้ารวมตัวก่อม็อบกันได้ ทำไมไม่รวมตัวกันตั้งโรงปุ๋ยชีวภาพ โรงสีชุมชน ชมรมแลกเปลี่ยนความรู้ทางการเกษตรล่ะครับ รับรองว่าชีวิตดีขึ้นเยอะแน่  โดยที่คนจนในเมืองไม่พลอยซวยไปด้วยแบบนี้ (ผมน่ะไม่เดือดร้อนหรอก ข้าวแพงก็กินก๋วยเตี๋ยวแทนสิ เหอะๆ...แบบว่าถึงไม่รวยก็ยังพอมีตังค์)

ถึงผมจะรักลุงแค่ไหน แต่ลุงเล่นฟันธงวืดบ่อยๆแบบนี้ผมก็อายแทนนา เดี๋ยวก็ไปลาออกจากการเป็นลูกหลานซะหรอก...ซิบอกไห่ 

 


เออ..เอาเข้าไป ก็บอกแล้ว กินข้าวแพงนิดหน่อยชาวนาก็ดีขึ้น

แล้วมันไปเกี่ยวกับ ไอ้หน้าเหลี่ยม ไปดึงต่างชาติมาลงทุนภาคเกษตร ได้ไงเนี่ย...

เออ...กระทู้นี้ผมยังไม่ได้แอะ อะไรเลย ไหงมาผิดหวังอะไรกับผมเล่าคุ้น...เมาหรือเปล่า

หน้าเหลี่ยมโดนรุมด่าทั่วประเทศ วันนี้ลิ่วล้อ พงศ์เทพ ออกมาแก้ตัวแทนนายแล้วนี่

ว่า นายใหญ่ ไม่ได้คิดจะดึงซาอุมาลงทุนภาคเกษตร แค่ดึงมาดูงาน

แก้ตัวหน้าด้านๆ ซะยังงั้น


ที่จริงเรื่องนี้ ลองเอาเข้าสภาไปสิ ไปแก้กฎหมายซะก่อน

อยากดูหน้า ผู้แทนรากหญ้าทั้งหลาย จะแก้ตัวแทนนายว่ายังไง


จะว่าไป ผมไม่ต้องออกแรงเลยเรื่องนี้ ชาวบ้านด่ากันพรึ๊บ...

เมื่อนายทุนจะรุกที่ทำนา....เสือแม้ว...ลายไม่ลายก็เรียกเสือ...!

http://www.oknation.net/blog/canthai/2008/05/23/entry-1
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2008, 20:16 โดย CanCan » บันทึกการเข้า

oho
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 712


« ตอบ #35 เมื่อ: 23-05-2008, 21:51 »

สมน้ำหน้า รากโง่ รากหญ้า
เชื่อดิ  ... เดี๋ยวก็โดนมันหลอก หลอก
หลอกซ้ำซาก ..
รู้จักแก๊งอั้ยแม้วน้อยไปซะแล้น..
อิอิ+
 
บันทึกการเข้า
morning star
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,119


don't let them make up your mind


« ตอบ #36 เมื่อ: 23-05-2008, 22:15 »


ผมไม่เชื่ออย่างจริงจังว่า การเข้ามาลงทุนทำนา ใช้พื้นที่เพาะปลูกของเราแล้วเราจะได้ประโยชน์ครับ

ทำนองเดียวกับการเข้าไปสัมปทานขุดน้ำมันในตะวันออกกลางของสหรัฐ ไม่ใช่ว่าตะวันออกกลางจะได้รับประโยชน์

อย่าลืมว่าการทำนาก็ต้องใช้น้ำภายในประเทศ หากมีผลประโยชน์เกิดขึ้น ก็ต้องมีการจัดสรรน้ำให้กับคนเหล่านี้ก่อนแน่นอน

แล้วประโยชน์ที่ได้จากผลผลิตก็ต้องเป็นประโยชน์ของผู้เข้ามาลงทุน แทนที่ผลประโยชน์เหล่านั้นจะตกกับคนไทย


แล้วคำถามที่คาใจคือ คนไทยไม่มีปัญญาทำนากันแล้วหรือครับ?
บันทึกการเข้า

อย่าเดินตามใคร เพราะเรามีจุดมุ่งหมายของเราเอง
Rule of Law
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 185


« ตอบ #37 เมื่อ: 24-05-2008, 00:41 »



เจ้าสัวธนินทร์บอก นี่คือโอกาสในพันปีของเกษตรกรไทยที่จะขายๆๆๆพืชผล
ไอ้ทากบอก  แบ่งที่ดินให้ "นายทุนทะเลทราย" บ้าง  เผื่อว่ามันมี know how เรื่องปลูกพืช?
มันจะได้ขายข้าวให้คนไทยได้มากขึ้น??

เรื่องนี้มันเหมือนๆกับเรื่อง การลงทุนของชาวต่างชาติ

ลงทุนในสิ่งที่คนไทยทำไม่ได้  สร้างงาน ขายในประเทศ+ส่งออก เราก็ได้ประโยชน์ เช่นรถยนต์
(ตั้งแต่พวกญี่ปุ่นเข้ามาทำรถยนต์ในไทย  กี่ปีมาแล้ว  คนไทยมี know how ผลิตเครื่องยนต์เป็นหรือยัง??
คิดว่าพวกฉลาดมันจะยอมคายให้เราง่ายๆรึ 
แต่ก็ช่างเถอะ เราก็ไม่มีปัญญาผลิตรถยนต์เอง)

ลงทุนในสิ่งที่เด็กอมมือก็ทำได้  ทำนา ทำร้านค้าปลีก.....
ทุกวันนี้  เราส่งออกข้าวเป็น 1 ในโลก  เราจะได้อะไรจากการลงทุนของต่างชาติ?
้ know how ของพวกห้างโลตัส คาร์ฟู มันช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกได้มั้ย

แล้วโลตัส ฆ่ายี่ปั๊ว พ่อค้าคนไทยไปเท่าไหร่
แขกมาลงทุนทำนา  เงินเหนือกว่า ทำได้ครบวงจร ทั้งข้าว โรงสี ปุ๋ย การตลาด
ชาวนาไทยสู้เค้าได้มั้ย  พวกเค้าจะได้อะไร นอกจากสุญเสียความสามารถในการแข่งขัน???
ทุกวันนี้ โรงสี พ่อค้าข้าว  ยังสุบเลือดพวกเค้าไม่พอรึ

ได้อะไรหา ไอ้ทากสิน  ชั้นไม่เคยเห็นใครมีความคิดอุบาทว์เท่าแก
หนำซ้ำ ยังไปสังฆกรรมกับลัทธิอุบาทว์ เอาศาสนาบังหน้าหาแดกกับเงินทำบุญ
แกสร้างแนวคิดอุบาทว์พวกนี้ขึ้นมา
มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะหาผลประโยชน์จากแขกน้ำมัน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2008, 00:44 โดย YoYo » บันทึกการเข้า

Your C.V is nothing. Your future plan...is everything.
Solidus
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,381



« ตอบ #38 เมื่อ: 24-05-2008, 02:30 »

เรื่องที่ไม่ต้องซื้อก็ได้แค่ขอเช่าที่ดินในราคาที่สูงกว่าชาวนาไทยเช่าสัก 5 - 10 เท่า คิดว่าเจ้าของที่จะให้ใครเช่าล่ะ
บันทึกการเข้า
mebeam
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 634


Fear can hold you prisoner. Hope can set you Free.


« ตอบ #39 เมื่อ: 24-05-2008, 11:52 »

พวกเรานี่ทำตัวไม่ต่างกับคราว เขมรเผาสถานทูตไทย  นึกว่าจะทำตัวได้ดีกว่านั้น
แต่วันนี้ เราก็ไม่ได้ต่างกันเลย

ทุกคนที่อยู่ในข่าว ทุกคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์  ไม่มีใครรู้จริงเลย ว่าเรื่องเป็นยังไง
มีแต่ ถ้าทำงั้น แล้วก็ด่า   คนต่อมาก็ ถ้าทำงั้นแล้วก็ด่า
สื่อสมัยนี้  ตกต่ำเกือบเท่าเขมรแล้ว นั่นก็เพราะเรามีนิสัยชอบสื่อแบบนี้

เรื่องไม่มีอะไรในกอไผ่ ก็มาจุดกระแส ด่าคุณทักษิณเป็นวรรค เป็น เวร

คุณทักษิณอุตสาห์ ใช้สัมพันธ์ส่วนตัวหาคนซื้อข้าวเพิ่มให้คนไทย
คนซื้อไม่เคยเห็นการปลูกข้าวแบบไทย ขอดู ก็แค่นี้
ระวังคนทำดีจะท้อแท้
   
บันทึกการเข้า
(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« ตอบ #40 เมื่อ: 24-05-2008, 12:39 »

สานดานของพ่อค้ารายำ อะไรในประเทศไทยที่มันขายได้ แม่งเอาไปขาย
ให้ต่างชาติได้ทุกๆอย่าง
   คอลัมน์การ์ตูนของฝรั่งเศสเคยล้อเลียน ไอ้Hereเหลี่ยม ยื่นปากกาให้ จ๊ากซีรัค เซ็นชื่อ
   ตอนนี้จะเอานาไปขายแขกอีกแล้ว......ไม่รู้มันคิดอะไรของมันอยู่
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #41 เมื่อ: 24-05-2008, 13:42 »

สานดานของพ่อค้ารายำ อะไรในประเทศไทยที่มันขายได้ แม่งเอาไปขาย
ให้ต่างชาติได้ทุกๆอย่าง
   คอลัมน์การ์ตูนของฝรั่งเศสเคยล้อเลียน ไอ้Hereเหลี่ยม ยื่นปากกาให้ จ๊ากซีรัค เซ็นชื่อ
   ตอนนี้จะเอานาไปขายแขกอีกแล้ว......ไม่รู้มันคิดอะไรของมันอยู่



คุณลุง ถึก มันก็คิดถึงเงิน ที่มันมีโอกาสได้สิครับ..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2008, 13:43 โดย เล่าปี๋ » บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
อนัตตา (ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้ฝ่าย)
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 620



« ตอบ #42 เมื่อ: 24-05-2008, 13:47 »

พวกเรานี่ทำตัวไม่ต่างกับคราว เขมรเผาสถานทูตไทย  นึกว่าจะทำตัวได้ดีกว่านั้น
แต่วันนี้ เราก็ไม่ได้ต่างกันเลย

ทุกคนที่อยู่ในข่าว ทุกคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์  ไม่มีใครรู้จริงเลย ว่าเรื่องเป็นยังไง
มีแต่ ถ้าทำงั้น แล้วก็ด่า   คนต่อมาก็ ถ้าทำงั้นแล้วก็ด่า
สื่อสมัยนี้  ตกต่ำเกือบเท่าเขมรแล้ว นั่นก็เพราะเรามีนิสัยชอบสื่อแบบนี้

เรื่องไม่มีอะไรในกอไผ่ ก็มาจุดกระแส ด่าคุณทักษิณเป็นวรรค เป็น เวร

คุณทักษิณอุตสาห์ ใช้สัมพันธ์ส่วนตัวหาคนซื้อข้าวเพิ่มให้คนไทย
คนซื้อไม่เคยเห็นการปลูกข้าวแบบไทย ขอดู ก็แค่นี้
ระวังคนทำดีจะท้อแท้
   

หึหึหึ นายทักษิณ ชินวัตร เคยทำดีอะไรเหรอ

นึกไม่ออกจริงๆ ถ้านายทักษิณ เป็นคนดี คนไทยที่เหลือได้เป็นนักบุญกันหมดแล้ว

บันทึกการเข้า

Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #43 เมื่อ: 24-05-2008, 14:02 »

จากที่เกลียดหมอเหวง กลับเชื่อหมอเหวงแล้วล่ะ
ผมรักทักษิณ ... ทักษิณขายชาติครับ

 
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

นายเกตุ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,289



« ตอบ #44 เมื่อ: 24-05-2008, 14:58 »

เห็นด้วยครับ รากหญ้าจะได้ตายสมใจเสียที อุตส่าห์เลือกมานี่
บันทึกการเข้า
oho
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 712


« ตอบ #45 เมื่อ: 24-05-2008, 16:24 »

นึกถึงอดีต มองย้อนไปสมัยที่อั้ยเหลี่ยมมันปราศรัยหาเสียงว่า
"ถ้าผมเป็นนายกฯ ผมจะยกเลิกกฏหมาย 11 ฉบับขายชาติ 100%"
 
พออั้ยเหลี่ยมเป็นนายกสมใจอยาก "มันก็ออกนโยบายให้ห้างต่างชาติเข้ามาหากินในเมืองไทย"
ตอนนั้น มันบอก เอาโลตัส-คาฟูร์-แมคโคร มาลงทุนในเมืองไทย จะช่วยให้เม็ดเงินเศรษฐกิจดีขึ้น
ชาวบ้านมีงานมีการทำ...ความเป็นอยู่จะดีขึ้น มีต่างชาติเข้ามาลงทุน

พอพวกห้างต่างชาติเข้ามาทำมาหากิน สมัยอั้ยเหลี่ยมเป็นนายกฯ ..
พอผลประกอบการสิ้นปี ที่จะต้องยื่นเสียภาษี พวกห้างมันทั้งหลบทั้งเลี่ยงภาษี
มันพยายามเสียภาษีให้ประเทศไทยน้อยที่สุด
และพวกนายทุนต่างชาติก็ดึงกำไร 80% กลับไปบ้านมัน

และสุดท้าย คนไทยที่เคยค้าขายดีไม่ดีก็ยังพอมีเงินเหลือ
แต่ปัจจุบันอาชีพโชว์ห่วย ร้านค้าปลีกย่อย พ่อค้า-แม่ค้า (ตายด่ะหมด)

 
บันทึกการเข้า
see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #46 เมื่อ: 24-05-2008, 16:35 »

*  คนต่างจังหวัด  .....  ทางภาคใต้  ที่พอมีฐานะหน่อย

   เค๊าจะมีที่ดินเป็นของตัวเอง  เช่น  ที่นา  หรือ สวน  รวมถึงที่ดินอสังหาริมทรัพย์

   ดิฉัน ....  ก็มี  มีเยอะด้วย   แบบว่าอยากขายมั๊ก ๆ
   แม้ว  หรือ พรรคพวก  ช่วยมาซื้อหน่อยเร้ววววววววว   จะตั้งราคาให้สมฐานะของ  แม้ว เลย
   


บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #47 เมื่อ: 24-05-2008, 16:48 »

*  คนต่างจังหวัด  .....  ทางภาคใต้  ที่พอมีฐานะหน่อย

   เค๊าจะมีที่ดินเป็นของตัวเอง  เช่น  ที่นา  หรือ สวน  รวมถึงที่ดินอสังหาริมทรัพย์

   ดิฉัน ....  ก็มี  มีเยอะด้วย   แบบว่าอยากขายมั๊ก ๆ
   แม้ว  หรือ พรรคพวก  ช่วยมาซื้อหน่อยเร้ววววววววว   จะตั้งราคาให้สมฐานะของ  แม้ว เลย
   




จริงอ้ะ ?
ขายให้มั่งดิ  ว่าจะขายที่ดินแถวบางนา - ตราด "อีก 10 กิโลเมตรถึงตราด" สัก 20 ไร่
แล้วไปหาที่อยู่ใหม่แถว ๆ ปัตตานี  กะว่าคงซื้อได้สัก 20 ตารางวา
 
บันทึกการเข้า

see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #48 เมื่อ: 24-05-2008, 17:04 »

จริงอ้ะ ?
ขายให้มั่งดิ  ว่าจะขายที่ดินแถวบางนา - ตราด "อีก 10 กิโลเมตรถึงตราด" สัก 20 ไร่
แล้วไปหาที่อยู่ใหม่แถว ๆ ปัตตานี  กะว่าคงซื้อได้สัก 20 ตารางวา
 

*  จริงดิ ...  เอาป่าว    ต่ำกว่า 50 ไร่  ไม่ขายนะคะ

    ถ้าอยากได้มากกว่านั้น  .........  ยินดีนำเสนอ
    ว่าแต่  ในฐานะคนกันเอง  จะลดราคาให้ถูกกว่าแม้ว  จึ๋ง  นึง   
    ปล.  เป็นที่ในสงขลา  เอาป่าว  .... ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกค่ะ
   

   
บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
An.mkII
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,984


Out of kontrol....!!!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #49 เมื่อ: 24-05-2008, 17:58 »

    

โดยทีมข่าว INN News 24   พฤษภาคม   2551   14:34:10  น


" บรรหาร ศิลปะอาชา" ตำหนิ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคและ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรณีตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำนักธุรกิจต่างชาติดูงานทำนาในไทย ระบุ เป็นเรื่องเข้าใจผิด



นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า


ได้ตำหนินายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ในเรื่องดังกล่าวแล้ว


ว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาแจ้งตน


ว่าจะพานักธุรกิจจากประเทศซาอุดีอาระเบียไปดูการทำนาที่บ้านควายของนายประภัตร เพื่อให้เห็นวิถีชีวิตและหาลู่ทางนำเทคโนโลยีมาช่วย

ไม่ใช่การให้เข้ามาลงทุนทำนา พร้อมกับยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่จำเป็นจะต้องปรับความเข้าใจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ




ด้าน นายสมศักดิ์ รมว.เกษตรฯ



กล่าวชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีเจตนาดี ที่เชิญชาวต่างชาติมาช่วยพัฒนาระบบการปลูกข้าว

แต่ไม่เห็นด้วยและจะคัดค้านให้ถึงที่สุด หากจะให้ต่างชาติร่วมลงทุนทำนาในประเทศ โดยย้ำว่าอาชีพทำนาเป็นอาชีพสงวนของคนไทย


http://www.innnews.co.th/politic.php?nid=111967

-- 


555... พรรคไหลสุพรรณออกลายอีกแล้ว   
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: