ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
18-10-2019, 16:06
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ย้อนคดีดัง‘ฆ่าดาบยิ้ม’ ‘พยาน’ให้การ‘ขัดกัน’ แถมขัดหลัก‘นิติวิทย์ฯ’ เป็นเหตุ.. 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ย้อนคดีดัง‘ฆ่าดาบยิ้ม’ ‘พยาน’ให้การ‘ขัดกัน’ แถมขัดหลัก‘นิติวิทย์ฯ’ เป็นเหตุ..  (อ่าน 5636 ครั้ง)
oho
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 712


« เมื่อ: 22-04-2008, 18:13 »

ย้อนคดีดัง‘ฆ่าดาบยิ้ม’ ‘พยาน’ให้การ‘ขัดกัน’ แถมขัดหลัก‘นิติวิทย์ฯ’ เป็นเหตุ-ยกฟ้อง‘ดวง’      
Tuesday, 22 April 2008 
 
คดีสั่นสะเทือนวงการสีกากีไทย เรื่องฆ่าดาบยิ้ม เกี่ยวข้องกับ "ดวง อยู่บำรุง" ลูกชายสุดที่รักของ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ที่ขณะนี้ได้นั่งเก้าอี้ใหญ่คับเมืองคือ "รมว.มหาดไทย" มีเบื้องหน้า-เบื้องหลังอย่างไร...เชิญติดตาม



29 ต.ค. 2544 เวลาตีสอง ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต หรือ 'ดาบยิ้ม' ถูกยิงเสียชีวิตภายในคลับทเวนตี้ ผับ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถ.รัชดาฯ หลังเกิดเหตุ....ตำรวจกองปราบปรามสอบปากคำพยานในคืนเกิดเหตุได้ความว่า 'นายดวงเฉลิม อยู่บำรุง' ลูกชายคนเล็กของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ (ในเวลานั้น) เป็นคนลั่นไกยิง 'ดาบยิ้ม' เสียชีวิตด้วยอาวุธปืน 6.35 มม. 

ยังไม่ถึง 10 ชั่วโมงจากเหตุการณ์ ตำรวจหน่วยคอนมานโดราว 100 นาย นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านของร.ต.อ.เฉลิม และอีก 2 ครั้งในเวลาต่อมา รวมทั้งบ้านของนักการเมืองท้องถิ่น ที่แนวทางการสืบสวนเชื่อว่า นายดวงเฉลิมจะหลบซ่อนตัว แต่การตรวจค้นยังไม่พบวี่แววของนายดวงเฉลิม

จากนั้น 187 วันผ่านไป 'นายดวงเฉลิม' โผล่เข้ารายงานตัวที่สถานทูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย ตอน 9 โมงเช้าของวันที่ 2 พ.ค.ตามเวลาในประเทศมาเลเซีย และมีการส่งมอบตัวให้กับเจ้าพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมา ซึ่งได้ตั้งข้อกล่าวหานายดวงเฉลิม ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไม่มีการตั้งข้อหา ร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต  การตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าว ทำให้พนักงานสอบสวนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 4 คน ประกอบด้วย และนายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ และนายสุพจน์ แสงอนันต์ ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย

ส่วนนายวันเฉลิม อยู่บำรุง ลูกชายคนกลางของร.ต.อ.เฉลิมและพ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ อดีตสารวัตร 191 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และช่วยเหลือให้ผู้กระทำผิดมิให้ถูกจับกุม

ร.ต.อ.เฉลิมตั้งทีมทนายต่อสู้คดีให้กับลูกชายคนเล็กถึง 4 คน ประกอบด้วยนายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความมือเด็ดที่อยู่ในแวดวงว่าความมานานกว่า 20 ปี เป็นหัวหน้าทีมทนายความ นายสมหมายเคยว่าความให้ร.ต.อ.เฉลิม และบรรดาลูกชายมาแล้วหลายคดี โดยหมอความทั้ง 4 คน เปรียบเป็นแขนและขาของคนในครอบครัว 'อยู่บำรุง' ก็ว่าได้

แต่แล้ว นายเฉลิมชนม์ บุริสมัย หรือ 'ไอ้ปื๊ด' ก็ปรากฏตัวยอมรับว่าเป็นมือปืนสังหาร 'ดาบยิ้ม' แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้ให้ความสำคัญในคดีแต่อย่างใด เมื่อหัวหน้าพนักงานสอบสวนยืนยันว่า ไอ้ปื๊ด "ไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับคดี"

กระทั่งคดีฆ่าดาบยิ้มเริ่มต้นกระบวนการในชั้นศาล โดยนายวิชิต แก่นกำจร อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานอัยการ แถลงต่อศาลว่า จะนำพยานเข้าสืบประมาณ 53 ปาก ใช้เวลาสืบพยานราว 25 นัด ส่วนหัวหน้าทีมทนายความ แถลงว่า จะใช้เวลาสืบพยานจำเลยประมาณ 15 นัด

ศาลได้กำหนดวันสืบพยานโจทก์ โดยนัดพิจารณาต่อเนื่องรวม 30 นัด ตั้งแต่เดือนก.ค. 2545-เดือนพ.ค. 2546 โดยจะมีการสืบพยานเดือนละ 2-4 ครั้ง และเริ่มสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 1 ก.ค. 2545 เวลา 09.00-16.30 น.

การสืบพยานโจทก์นัดแรก พนักงานอัยการนำนางสุพัตรา รอดวิมุต อายุ 39 ปี เบิกความเป็นพยานปากแรก แต่ก่อนที่จะเบิกความ ทีมทนายความนายดวงเฉลิมได้ร้องศาลขอให้มีการเปิดภาพวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ ด้านนางสุพัตราเบิกความยืนยันว่า อยู่ด้วยกันมากว่า 20 ปี ไม่เคยเห็นสามีดื่มสุราจนขาดสติจนมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับใคร ซึ่งเป็นการหักล้างการตั้งข้อสังเกตของทีมทนายความ ที่ระบุว่า 'ดาบยิ้ม' มีแอลกอฮอล์ในเลือดมากถึง 198 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จนเรียกว่าอาการเมามาก

แนวทางการการต่อสู้คดีของทีมทนายความนายดวงเฉลิม เบนเป้าไปที่แสงไฟแวดล้อมในคืนเกิดเหตุ เพื่อเชื่อมโยงแนวทางการต่อสู้คดีว่าพยานโจทก์เห็นนายดวงเฉลิมยิงดาบยิ้มได้อย่างไร





มีพยานสำคัญที่อยู่ในเหตุการณ์และหลังเหตุการณ์คือ

1.พยานคู่กรณี หรือพยานปรปักษ์ ประกอบด้วย พ.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผกก.1 ป., ร.ต.อ.วิวัฒน์ บุญชัยศรี  รอง สว.ผ.5 กก.2 ป. และ ส.ต.ต.ทศพล อ่อนพันธุ์  ตำรวจประจำกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191)

2.พยานพนักงานในสถานบริการ ประกอบด้วย น.ส.นฤมล วงศ์เสือ, นายสมภพ สุภิษะ และ น.ส.ทิฐินันท์ ฤทธิวัฒนะพงศ์
 
พ.ต.ท.สุทิน พยานโจทก์เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุมียศ “พ.ต.ต.” ดำรงตำแหน่ง รอง ผกก.2 ป. เห็นแสงไฟคล้ายหลอดตะเกียบ ไม่ใช่หลอดไฟสีติดอยู่ตามราวเหล็ก มีระยะห่างระหว่างหลอดไฟแต่ละดวงประมาณ 1 ศอก ขัดกับคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร.ที่ยืนยันชัดเจนว่า ในคลับทเวนตี้ ผับ มีสปอตไลท์ส่องสว่าง เห็นหน้าคนยิงได้อย่างชัดเจน เป็นอันว่าพยานปากที่สองยังยืนยันไม่ได้ว่า นายดวงเฉลิมเป็นคนยิงหรือไม่ เพราะมองไม่เห็น เพียงแต่ระบุว่า เห็นนายดวงเฉลิมทำท่ากำมือ แต่ไม่เห็นปืน

ด้าน ร.ต.อ.วิวัฒน์ พยานโจทก์อีกราย เบิกความว่า ไม่มีหลอดไฟฝังอยู่บนพื้นที่ จะมีเฉพาะบนฝ้าเพดาน เคาน์เตอร์และไฟจากเวที เพียงเท่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว คำเบิกความของโจทก์พยานปากสำคัญในคดีคือ ส.ต.ต.ทศพล อ่อนพันธุ์ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เบิกความว่า เห็นนายอาจหาญกอดปล้ำกับร.ต.อ.วิวัฒน์ แล้วตัวเองเข้ามาโอบกอดด้านหลัง ทั้งสองเพื่อต้องการให้หยุด จนเกือบจะทรุดลงกับพื้น ระหว่างนั้น ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมา 1 นัด จึงหันไปมองเห็นผู้ต้องหา 2 คนช่วยกันล็อกแขนดาบยิ้ม ขณะที่ 'นายดวงเฉลิม' ถือปืนแล้ววาดปืนผ่านหน้าไปยัง 'ดาบยิ้ม' 

ทีมทนายความของนายดวงเฉลิมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ส.ต.ต.ทศพล จะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดในเวลาเพียงไม่กี่นาที ในเมื่อร.ต.อ.วิวัฒน์ ยืนประชิดกับนายดวงเฉลิม ขณะที่ส.ต.ต.ทศพลยืนอยู่ด้านหลังของร.ต.อ.วิวัฒน์ ทำไมจึงเห็นนายดวงเฉลิมถือปืนผ่านหน้าไปยิงดาบยิ้ม ทั้งที่ร.ต.อ.วิวัฒน์ เบิกความในชั้นศาลว่า มองไม่เห็นปืน และจากหลักฐานผลการพิสูจน์วิถีกระสุนที่ระบุว่า บาดแผลจากหน้าผากด้านขวา ลงไปทะลุท้ายทอยด้านซ้าย ซึ่งการยืนประจัญหน้ากัน การยิงให้วิถีกระสุนเป็นไปเช่นนี้คงยากเหมือนกัน

เช่นเดียวกับการยกมือขึ้นมาประทับระดับเอว คล้ายถือปืน แนววิถีกระสุนขัดกันกับบาดแผลที่พิสูจน์จากสถาบันนิติเวชด้วย

ด้าน น.ส.นฤมล ให้การโดยสรุปในขณะนั้นว่า “เห็นนายดวงเฉลิมชกต่อยดาบตำรวจสุวิชัย รอดวิมุต (ดาบยิ้ม) ผู้ตายและผลักอกผู้ตายล้มลง ชักสิ่งของบางอย่างออกจากเอว แล้วเล็งไปยังผู้ตาย เสียงปืนดังปัง! จึงเชื่อว่า นายดวงเฉลิมฆ่าดาบยิ้มผู้ตาย”






พยานผู้นี้ให้การกับพนักงานสอบสวน 7 ครั้ง แต่น่าแปลกที่ ถ้าเป็นพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์จริง ทำไมต้องให้การถึง 7 ครั้ง และใน 7 ครั้ง ก็ให้การแตกต่างกัน เช่น

ครั้งที่ 2 ให้การว่า “เห็นผู้ตายทรุดตัวลงแล้วถูกยิง”

ครั้งที่ 3 ให้การว่า “เห็นผู้ตายตัวงอแล้วถูกยิง”

จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ตาย “ตาย” ในลักษณะใด 

ขณะที่ นายสมภพฯ และน.ส.ทิฐินันท์ฯ ให้การว่า “ดาบยิ้มมีคู่ชกต่อยอยู่ทางขวามือ หลังจากนั้นเสียงปืนดังขึ้น ชายที่ชกต่อยกับดาบยิ้มทางขวามือผละออกไป ดาบยิ้มล้มลง แต่ชายที่อยู่ทางขวามือไม่ใช่ นายดวงเฉลิม”

นี่เป็นคำสรุปที่ให้การในชั้นศาลของพยานกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ

พล.ต.ต.วิชิต สมาธิวัฒน์ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ ระบุว่า ดาบยิ้มถูกยิงที่ศีรษะด้านขวามาด้านซ้าย วิถีกระสุนจากบน ลงล่าง จากหน้ามาหลัง บาดแผลรูปดาว 4 แฉก และมีเขม่าดินปืนในบาดแผล บาดแผลในลักษณะนี้ ผู้ยิงจะต้องกดยิง หมายความว่า ปากกระบอกปืน จะต้องติดผิวหนัง อัดแรง และมีเขม่าในบาดแผล ลักษณะบาดแผลขวามาซ้าย แสดงให้เห็นว่า ผู้ยิงต้องอยู่ทางด้านขวาของผู้ตายเท่านั้น ทนายจำเลยถามค้านปรากฏในเอกสารในชั้นศาลว่าถ้าคนร้ายอยู่ด้านหน้า ห่าง 1 เมตร, 1.50 เมตร หรือ 1.63 เมตร และยิงผู้ตาย บาดแผลเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุชัดว่าหากเป็นลักษณะดังกล่าว ไม่สามารถจะสร้างบาดแผลดังกล่าวได้

ผู้เชี่ยวชาญได้สรุปยืนยันว่า คนร้ายอยู่ในตำแหน่งอื่นใดไม่สามารถสร้างบาดแผลลักษณะเช่นนี้ได้ แปลว่า จำเลยที่ 5 ไม่ได้เป็นผู้ยิงผู้ตาย เพราะยืนด้านหน้า ห่างประมาณ 2 เมตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ย้ำว่า การยิงปากกระบอกปืนต้องชิดติดผิวหนัง ระยะยิงห่างไม่เกิน 1 ข้อศอก และผู้ยิงต้องอยู่ทางขวามือเท่านั้น ในคำให้การพยานทั้ง 7 ปาก ให้การไม่สอดคล้องต้องกันเลย ศาลจะลงโทษจำเลยได้ ก็ต่อเมื่อพยานฝ่ายโจทก์จะต้องนำพยานหลักฐาน พิสูจน์ทราบว่าจำเลยกระทำความผิดเพราะศาลยุติธรรมของประเทศไทย เป็นระบบกล่าวหา มิใช่ระบบไต่สวน

สำหรับความเห็น พ.ญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงเรื่องการ “ถูกยิง” ในทางนิติวิทยาศาสตร์ว่า...ถ้าเป็นการกดยิง รูกระสุนจะกลม มีรอยกดของลำกล้องปืน หากแต่กดบริเวณที่แข็ง เช่น หน้าผาก ศีรษะด้านข้างจะเป็นรอยแตก เป็นแฉกดาว ด้านใต้จะมีเขม่าปืนถ้าจ่อยิงห่างประมาณ 4-5 เซนติเมตร รูกระสุนจะกลม แต่จะมีรอยไหม้จากไฟที่ออกมาจากลำกล้องปืน ส่วนถ้าระยะห่างประมาณ 45 เซนติเมตร บริเวณรูกระสุนจะมีเขม่าปืนโดยรอบ

ผู้พิพากษานั้นใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์และสภาพแวดล้อมอื่นมาพิจารณาคดี เมื่อนิติวิทยาศาสตร์ พบหลักฐานจากรอยกระสุน สามารถวัดหาตำแหน่งผู้ยิงได้ ผู้พิพากษาจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำตัดสินเป็นอื่นใดได้  สำหรับคดีนี้ นอกจากพยานให้การแตกต่างกันแล้ว พยานหลักฐานยังขัดกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อย่างชัดเจน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วมีความเห็น 'ยกฟ้อง'

ทั้งนายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ นายสุพจน์ แสงอนันต์ และนายดวง อยู่บำรุง (ดวงเฉลิม) หลุดคดีเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่ระบุได้ว่า จำเลยทั้ง 3 คน ร่วมกันฆ่า ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต ตำรวจกองปราบปราม อีกทั้งผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ก็ไม่สามารถระบุได้ว่า จำเลยที่ 5 คือนายดวง อยู่บำรุง เป็นคนยิงดาบยิ้ม

ส่วนนายวัน อยู่บำรุง (วันเฉลิม) ศาลพิพากษาจำคุกข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงาน แต่ไม่เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ จึงพิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,000 บาท แต่เนื่องจากผู้ต้องหาไม่เคยกระทำผิด และให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี และสั่งห้ามเที่ยวสถานบันเทิง 1 ปี เมื่อศาลมีคำสั่งยกฟ้องในคดีนี้ ศาลจึงต้องปล่อยตัวจำเลยทันที ซึ่งฝ่ายโจทก์นั้น สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ แต่สุดท้าย “อัยการ” ก็ไม่ได้มีการยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้แต่อย่างใด



ไทยอินไซด์เดอร์

 
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #1 เมื่อ: 23-04-2008, 04:40 »

คดีนี้กว่าจะได้สอบปากคำพยานเหตุการณ์ก็ล่วงเลยไปแล้วถึง 8 เดือนขึ้นไป
ดังนั้นคำให้การจากความทรงจำพยานย่อมเป็นไปได้ว่าจะเลอะเลือนไม่ชัดเจน
ยิ่งมีการนำสืบพยานจำนวนมาก และมีการให้การหลายๆ รอบก็จะยิ่งสร้างความ
สับสนจนขัดแย้งกันไปหมด ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสิ้น

และด้วยกระบวนการยุติธรรมของไทยในระบบกล่าวหาที่มุ่งตรวจสอบว่ามีหลักฐาน
ผูกมัดจำเลยผิดจริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่ โดยไม่มีการหาข้อสรุปของเหตุการณ์
่ว่าผู้สังหารดาบยิ้มเป็นใคร ทั้งที่เป็นสาระสำคัญที่สุดของคดี
ในที่สุดกลายเป็นมีแต่การยกฟ้องไม่มีการคลี่คลายคดี เวรกรรมของประเทศไทย 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #2 เมื่อ: 23-04-2008, 04:47 »

จาก ไอ้ปื้ด กลายเป็นอนาคต บิ๊กปื้ดดด

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #3 เมื่อ: 23-04-2008, 09:25 »

จาก ไอ้ปื้ด กลายเป็นอนาคต บิ๊กปื้ดดด





อ่านแล้วแสนจะเซ็งจัง..โอ้หนอ..ประเทศไทย..เศร้าๆ



บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
หน้า: [1]
    กระโดดไป: