ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
02-10-2020, 04:48
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  คนตาบอดไม่กลัวเสือ! 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
คนตาบอดไม่กลัวเสือ!  (อ่าน 545 ครั้ง)
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« เมื่อ: 20-04-2008, 21:12 »

คนตาบอดไม่กลัวเสือ!
 
โดย สิริอัญญา 20 เมษายน 2551 12:01 น.
 
 
       ชื่อบทความวันนี้ไม่ได้คิดเอง ตั้งเอง แต่ยืมเอาคำพูดของนักการเมืองผู้มากวาสนามาใช้ และคำพูดนี้ก็ไม่ได้ยินจากปากของคนพูดเอง แต่มาจากคำบอกเล่าให้สัมภาษณ์ของนายเสนาะ เทียนทอง อดีตประธานวิปพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาราชในปัจจุบันนี้
       
        เรื่องคนตาบอดไม่กลัวเสือนั้น นายเสนาะ เทียนทอง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รวมทั้งจัดพิมพ์เป็นเอกสารมากมาย และได้เผยแพร่อย่างกว้างขวางในห้วงปี 2549-2550
       
        เนื้อความก็มีอยู่ว่าเมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยเสนอนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น นายเสนาะ เทียนทอง เกิดความสงสัยว่าจะทำกันจริงๆ แล้วละหรือ จึงไปถามนายกรัฐมนตรีว่าจะทำได้จริงหรือ?
       
        ก็ได้รับคำตอบว่าพูดเล่นๆ เพราะไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของคนทั้งประเทศได้ แต่คนยากจนเมื่อได้ยินว่าใครจะมาช่วยแก้ปัญหาก็จะชอบอกชอบใจโดยไม่มีทางรู้เท่าทัน พร้อมกับเปรียบเทียบว่า “คนตาบอดไม่กลัวเสือ” เพราะว่ามองไม่เห็นเสือนั่นเอง

       
        ดังนั้นวลีที่ว่าคนตาบอดไม่กลัวเสือจึงเป็นวลีที่โด่งดังวลีหนึ่งของยุคสมัย เพราะสะท้อนให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของนักการเมืองที่มีต่อประชาชน และสะท้อนถึงภาพสังคมไทยโดยเฉพาะสังคมชนบทที่คนส่วนใหญ่เป็นคนยากจนอย่างแจ่มชัดที่สุด
       
        แล้วถามว่าทำไมจึงต้องตั้งชื่อบทความอย่างนี้ในวันนี้? ก็เพราะว่ามีคนกำลังประพฤติอย่างนั้นอีกแล้ว! ทำราวกับว่าคนไทยโง่บัดซบเป็นวัวเป็นควาย และไม่รู้ประสีประสาใดๆ เลย
       
        คนไทย 63 ล้านคนนั้นแน่นอนว่าต้องมีทั้งคนฉลาดและคนโง่ คือมีทั้งคนประเภท “ตาบอดไม่กลัวเสือ” และมีทั้งคนประเภท “ตาดีกลัวเสือ” ทั้งประเภท “ตาดีไม่กลัวเสือ” รวมทั้งคนประเภท “กูนี่แหละจะฆ่าเสือ เพราะกูกลัวเสือ”
       
        ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านเป็นนักการตลาดที่มีชื่อลือชาและมีผลงานปรากฏ เพราะทำให้คนเชื่อถือในสิ่งที่ได้นำเสนอจนเป็นที่ถูกอกถูกใจและเข้าตาผู้มีอำนาจ จึงส่งอานิสงส์ให้มีอำนาจวาสนาขึ้นมาในทุกวันนี้
       
        ความจริงมาตรการทางการตลาดที่ใช้กับคนประเภท “คนตาบอดไม่กลัวเสือ” นั้นก็ได้ผลอยู่ แต่โดยผลที่แท้จริงแล้วคนตาบอดเหล่านั้นกลับประสบชะตากรรมที่น่าสมเพชเวทนาเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว
       
        เพราะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลจนรายได้ไม่พอใช้ เพราะถูกยุยงปลุกปั่นให้ใช้จ่ายเงินจนเกินตัว โดยหลงเข้าใจผิดคิดว่าเงินกู้ที่ได้มาในสารพัดรูปแบบคือรายได้ หรือเงินที่รัฐบาลท่านประทานให้โดยไม่ต้องจ่ายคืน
       
        เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้าหนี้สินก็พอกพูนขึ้นทุกที ดังที่ปรากฏข้อมูลชัดเจนแล้วว่าอัตราส่วนหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และคงไม่มีทางที่จะหยุดได้ในระยะเวลาใกล้ๆ นี้
       
        เพราะนิสัยเคยตัวได้บังเกิดขึ้นแล้วกับคนประเภท “ตาบอดไม่กลัวเสือ” เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็มีหนี้สินพะรุงพะรังขึ้นทุกที ทรัพย์สมบัติแม้กระทั่งไร่นาสาโทก็นำไปจำนองหรือไปวางเป็นประกันหนี้ไว้กับคนอื่นจนหมดเกลี้ยงแล้วและถูกยึดใช้หนี้ไปเกือบหมดแล้ว
       
        ก็ยังไม่รู้สึกตัว เพราะคนตาบอดย่อมไม่กลัวเสือ ไม่รู้ว่าถูกเสือกัดกินไปจนเหลือแต่กระดูกแล้วก็ยังถวิลหาเสืออยู่ร่ำไป
       
        ในปีนี้บังเอิญข้าวกล้าราคาดี ซึ่งคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็อาจจะเข้าใจได้ว่าเมื่อข้าวกล้าราคาดีคงเป็นทีของเกษตรกรไทยร่ำรวย เงยหน้าอ้าปากได้เป็นแม่นมั่นแล้ว
       
        คนที่มีแนวความคิดว่าประชาชนคือ “คนตาบอดไม่กลัวเสือ” ในกระทรวงพาณิชย์ก็คิดหลอกลวงต่อไป โดยตอนแรกก็อ้างว่าการที่ข้าวกล้าราคาดีก็เพราะฝีมืออันยอดเยี่ยมของตน
       
        แต่พูดไปไม่ทันขาดคำก็มีคนจับได้ว่าเป็นการโกหก คอลัมน์นี้ก็เป็นหนึ่งในพวกที่จับได้ไล่ทันว่าไม่ใช่ฝีมือฝีไม้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว หากเป็นเพราะปัจจัยภายนอกบันดาลให้เป็นไปต่างหาก
       
        นั่นเพราะว่าประเทศจีนประสบภัยธรรมชาติ ผลิตข้าวไม่พอกินและขาดแคลนมาก อินเดียก็ขาดแคลนติดตามมา ในขณะที่เวียดนามก็ประสบภัยธรรมชาติ ห้ามส่งข้าวออกนอกประเทศ แม้พม่าก็ไม่พอกิน

       
        เมื่อข้าวไม่พอกินเช่นนี้ราคาจึงพุ่งสูงขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในต้นเดือนมีนาคม 2551 ราคาซื้อขายในต่างประเทศก็พุ่งไปถึงตันละ 30,000 บาทแล้ว ควรที่ผู้มีอำนาจหน้าที่จะบอกกล่าวให้คนไทยได้รู้ตัว จะได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้
       
        หนอยแน่ะกลับมาแหกตาคนไทย บอกว่านี่คือฝีไม้ลายมือและผลงานอันเลิศล้ำ แต่พอถูกกระชากหน้ากากก็ทำหน้าปุแล่มๆ เจี๋ยมเจี้ยมไปตามเรื่องตามราว แล้วเบี่ยงเบนไปเป็นว่าผลงานส่งออกข้าวปีนี้ดีกว่าปีก่อน
       
        มาวันนี้เอาอีกแล้ว ออกมาเตือนชาวนาทั่วทั้งประเทศว่าขอให้รีบขายข้าวเถิด อย่ากักกันข้าวไว้อีกเลย เพราะราคาข้าวเปลือกหอมมะลิขณะนี้ตันละ 18,000 บาทแล้ว ข้าวเจ้าธรรมดาก็ตันละ 15,000 บาทแล้ว เกษตรกรมีกำไรพอแล้ว ขอให้รีบขายเสียเถิด
       
        แล้วยังขู่ชาวนาต่อไปว่า หากไม่รีบเอาข้าวออกมาขายภายในเดือนนี้หรืออย่างช้าภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ก็จะไม่ได้ราคาแล้ว เพราะจะมีข้าวนาปรังออกสู่ตลาดถึงเกือบ 7 ล้านตัน
       
        กลุ้มเสียจริงๆ เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องราวที่ดีงามแต่แท้จริงเป็นเรื่องแหกตาสารพัด ทั้งแหกตาดื้อๆ และแหกตาอ้อมๆ
       
        ที่แหกตาอ้อมๆ ก็คือการแหกตาว่าได้สร้างผลงานในการทำให้ข้าวมีราคาดีขึ้น แสดงให้เห็นว่าป่านนี้แล้วยังไม่ทิ้งนิสัยเดิมที่ถูกเขาจับได้คาหนังคาเขามาแล้วอีก
       
        ก็ต้องบอกต่อพี่น้องชาวนาทั้งหลายที่ถูกเขามองว่าเป็นคนตาบอดไม่กลัวเสือว่าราคาข้าวปีนี้ที่พุ่งสูงไปนั้นไม่ใช่เพราะฝีมือของนักการเมืองหน้าไหนเลยแม้แต่คนเดียว แต่เป็นโชคของประเทศไทย
       
        หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นเพราะพระสยามเทวาธิราชท่านยังให้ความเมตตาต่อชาวนาไทยที่เป็นหนี้สินจนหมดเนื้อประดาตัวแล้วให้พอได้เงยหน้าอ้าปากได้บ้าง จึงทำให้ข้าวกล้าราคาดี ก็ยังดีเสียกว่าที่จะไปหลงเชื่อว่าเป็นผลงานของนักการเมือง
       
        ที่แหกตากันตรงๆ ก็คือการแหกตาว่าให้ชาวนาเร่งเอาข้าวออกมาขาย หากพ้นเดือนมิถุนายนปีนี้ไปแล้วจะมีข้าวนาปรังออกมาถึง 7 ล้านตัน อาจจะทำให้ราคาผันผวน
       
        ใครๆ ก็รู้ดีว่าชาวนาไทยไม่มียุ้งฉางเก็บข้าว ตั้งแต่หมดฤดูกาลเก็บเกี่ยวชาวนาก็ขายข้าวไปหมดแล้ว ที่จะเหลือเก็บไว้บ้างก็น้อยกว่าน้อยนักจนไม่ถือว่าเป็นนัยที่มีผลแต่ประการใด
       
        แล้วทำไมจึงมาพูดว่าให้ชาวนาเร่งเอาข้าวออกไปขาย? เหตุทั้งนี้ก็เพราะว่าต้องการจะให้มีผลทางจิตวิทยาว่าชาวนาไทยมีข้าวอยู่ในมือมากมาย มีฐานะดีแล้ว คนทั้งหลายที่หลงเชื่อก็จะได้ตั้งความหวังไว้ว่าเมื่อชาวนาจะขายข้าวได้เช่นนี้ก็จะมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยมากมาย ก็จะเร่งการผลิตอะไรต่อมิอะไรต่อไปอีก

       
        ใครเชื่อก็คงฉิบหายแน่เพราะชาวนาไม่มีข้าวอยู่ในมือ ไม่มีอะไรที่จะขายแล้ว นอกจากขายตัวและขายลูกสาว เวลานี้ชาวนาต้องซื้อข้าวสารกิน จากที่เคยซื้อเป็นถังก็ซื้อไม่ไหวเพราะราคาพุ่งสูงขึ้นไปจากถังละ 300-400 บาท จนใกล้จะ 500 บาทเต็มทีแล้ว
       
        ดังนั้นการที่ข้าวราคาแพง คนที่รับเคราะห์กรรมมากที่สุดก็คือคนยากคนจนและชาวนาผู้ปลูกข้าวนั่นเอง บรรดาโรงงานและร้านค้าทั้งหลายก็อย่าได้ไปหวังว่าชาวนาจะมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยอย่างอื่น ใครผลิตหรือใครค้าขายอะไรที่หวังค้าขายเอากับชาวนาก็คือการหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น
       
        และที่บอกว่าในเดือนมิถุนายนปีนี้จะมีข้าวนาปรังออกมาถึง 7 ล้านตันนั้นก็ต้องฟังกันให้ดี อย่าไปเชื่ออะไรใครง่ายๆ
       
        ก็แปลกใจเหมือนกันว่าคนพูดเช่นนี้กล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก แต่นั่นก็คงเป็นเพราะรากฐานความคิดที่คิดว่าประชาชนไทยคือคนตาบอดไม่กลัวเสือ จึงกล้าที่จะโกหกพกลมถึงขนาดนี้

       
        หลังจากสิ้นฤดูกาลผลิตที่แล้ว ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภัยแล้งคุกคามทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลางอย่างหนักหน่วง ในขณะที่ภาคใต้ก็เกิดภัยน้ำท่วม อากาศร้อนจัดจ้า
       
        แผ่นดินแตกระแหง ต้นไม้ต้นหญ้าเหี่ยวเฉาตายโดยทั่วไป น้ำกินน้ำใช้ก็ขาดแคลน บึงหนองคลองต่างๆ ก็แห้งเขิน พันธุ์ปลาจำนวนมากต้องสูญพันธุ์ไปแล้ว แล้วจะเอาน้ำที่ไหนไปทำนาปรัง?
       
        อย่าว่าแต่พื้นที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำเลย พื้นที่ที่อยู่ใกล้ 25 แหล่งน้ำใหญ่ของประเทศต่างก็ขาดแคลนน้ำด้วยกันทั้งนั้น ทั้ง 25 แหล่งน้ำใหญ่ก็ตื้นเขินหมดแล้ว น้ำในแหล่งน้ำร้อนจนแทบจะเอามาชงกาแฟได้อยู่แล้ว จะใช้ทางการเกษตรย่อมไม่มีทางใช้ได้
       
        เมื่อขาดน้ำเสียอย่างหนึ่งข้าวนาปรังก็เสียหาย และเสียหายอย่างกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหน่วยงานไหนหรือใครหน้าไหนที่ไปโกหกยกเมฆว่าจะมีข้าวนาปรังออกมาถึง 7 ล้านตัน
       
        เอาสักแค่ 2-3 ล้านตันก็ให้มันจริงเถิดพ่อเจ้าประคุณ!
       
        ที่น่าวิตกกังวลมากที่สุดก็คือความไม่รู้ว่าปริมาณข้าวที่จะใช้บริโภคในประเทศจากนี้ไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้างหน้าจะต้องใช้ข้าวเป็นจำนวนเท่าใด และขณะนี้มีข้าวเหลือในประเทศเท่าใดกันแน่ และเพียงพอต่อการบริโภคหรือไม่
       
        เพราะตัวเลขที่ว่ายังมีข้าวเหลือนับสิบล้านตันนั้น เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ไม่เห็นหรือว่าข้าวในคลังหลวงหลายแห่งถูกปล้นถูกขโมยเอาไป เฉพาะที่จับได้และเผลอประกาศแพลมออกมานั้นก็มีถึง 200,000 ตันแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริงก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามีการขโมยข้าวที่รับจำนำไปขายมากกว่านี้หลายเท่านัก
       
         การสร้างตัวเลขโกหกพกลมเช่นนี้ก็คือการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ส่งออกในการที่จะเร่งส่งข้าวที่ซื้อมาในราคาถูกก่อนหน้านี้ออกไปขายในราคาแพงๆ ได้กำไร 3-4 เท่าตัวเท่านั้น
       
        แล้วคำนึงกันบ้างหรือไม่ว่าเมื่อถึงวันหนึ่งที่ข้าวในประเทศเหลือไม่พอให้คนกิน จะเกิดความเดือดร้อนเป็นกลียุคสักปานไหน? และอย่าเที่ยวอ้างส่งเดชว่าจะมีข้าวนาปรังออกมาอีก 7 ล้านตัน
       
        เพราะการอ้างเช่นนี้นอกจากเป็นเรื่องโกหกพกลมแล้ว คนที่เขารู้เท่าทันเขาก็จะตั้งความสังเกตว่านี่คือการตั้งตัวเลขเผื่อหนีความรับผิดชอบ เพราะเมื่อใดที่ข้าวในประเทศไม่พอกินก็จะได้โกหกต่อไปว่าเป็นเพราะ-ข้าวนาปรังเสียหาย ไม่ได้ผลตามที่ประมาณการไว้
       
        โทษฟ้าโทษดิน ในขณะที่กินกันอิ่มหมีพีมันกันไปแล้ว อย่างนี้มันจะไหวหรือ!
       
        คนหิวข้าวและคนไม่มีข้าวกินนั้น ถึงจุดหนึ่งแล้วก็จะไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ถึงจะเป็นคนตาบอดแต่ถ้าหากหิวข้าวสุดๆ ก็จะไม่กลัวเสือ และในที่สุดก็จะรุมกันฆ่าเสือเป็นแม่นมั่น.

 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000045968



เรื่องคนตาบอดไม่กลัวเสือนั้น นายเสนาะ เทียนทอง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รวมทั้งจัดพิมพ์เป็นเอกสารมากมาย และได้เผยแพร่อย่างกว้างขวางในห้วงปี 2549-2550
       
        เนื้อความก็มีอยู่ว่าเมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยเสนอนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น นายเสนาะ เทียนทอง เกิดความสงสัยว่าจะทำกันจริงๆ แล้วละหรือ จึงไปถามนายกรัฐมนตรีว่าจะทำได้จริงหรือ?
       
        ก็ได้รับคำตอบว่าพูดเล่นๆ เพราะไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของคนทั้งประเทศได้ แต่คนยากจนเมื่อได้ยินว่าใครจะมาช่วยแก้ปัญหาก็จะชอบอกชอบใจโดยไม่มีทางรู้เท่าทัน พร้อมกับเปรียบเทียบว่า “คนตาบอดไม่กลัวเสือ” เพราะว่ามองไม่เห็นเสือนั่นเอง

       
        ดังนั้นวลีที่ว่าคนตาบอดไม่กลัวเสือจึงเป็นวลีที่โด่งดังวลีหนึ่งของยุคสมัย เพราะสะท้อนให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของนักการเมืองที่มีต่อประชาชน และสะท้อนถึงภาพสังคมไทยโดยเฉพาะสังคมชนบทที่คนส่วนใหญ่เป็นคนยากจนอย่างแจ่มชัดที่สุด




ไม่ต้องอธิบายสำหรับคนไม่กินหญ้า.....
แต่คนกินหญ้าจะเข้าใจไหม Question

ถูกคนที่หลงรัก เคารพบูชา เห็นเป็น'ตัวกินหญ้า'มาตลอด.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
หน้า: [1]
    กระโดดไป: