ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
07-07-2020, 15:30
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ==คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก" กรณีโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท== 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 2 [3]
==คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก" กรณีโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท==  (อ่าน 8565 ครั้ง)
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #100 เมื่อ: 18-04-2008, 22:10 »


คดีเช็ค ไม่ใช่คดีฉ้อโกง


อืมมม .. เพิ่งเห็นเป็นบุญตาวันนี้ ว่า .. "คดีเช็ค ไม่ใช่คดีฉ้อโกง"   

ถ้าอย่างนั้น คนที่ติดคุกเพราะถูกฟ้องอาญาเช็คเด้ง ก็โง่ฉิบ.หาย เลยเนอะ
มีใครช่วยไปถามด็อกเตอร์โภชิน และด็อกเตอร์เฉลิมให้หน่อย

...
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #101 เมื่อ: 19-04-2008, 00:12 »

ทักษิณ ก็ไม่ได้แพ้คดีฉ้อโกงไม่ใช่เหรอ เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า
คดีเช็ค ไม่ใช่คดีฉ้อโกง

ตัวเลขพันล้าน ฟังจากผู้บริหารระดับลูกเจ้าของ ไม่ให้เชื่อก็เกินไป
เป็นคุณตอนนั่งฟังจะถามหางบการเงินมั้ย มีสมองคิดตามว่ามีหน่วย
งานอะไรบ้างก็พอประมาณได้ พอดีไม่โง่ซะด้วย ส่วนคำว่า ล้มบนฟูก
แล้วแต่จะคิดแล้วกัน ถ้าเป็นทักษิณ คงหาว่าโกงแหง

อ้าว!.. ตกลงจะเอายังไงแน่ครับ 

ที่คุณอยากประหยัดบอกว่าคนตระกูลพัวพงษ์พันธ์ล้มบนฟูก
คุณจะกล่าวหาว่าเขาโกง หรือจะบอกว่าเขาไม่ได้โกงกันแน่

..หรือตกลงจะไปมันมั่วๆ แบบนี้ ความมั่นใจไปอยู่ไหนหมด..

เรื่องตัวเลขพันล้านมันไม่ได้บ่งชี้อะไรเลยว่ากำไรหรือขาดทุน
ถ้าคุณไม่ได้เห็นงบการเงิน มันก็ตรงตามที่ผมสรุปทุกอย่าง


...

เริ่มต้นพูดมาตอนแรก เหมือนกับจะกล่าวหาว่าตระกูลเขา
รู้เรื่องการลอยค่าเงินบาทล่วงหน้าเหมือนกันกับทักษิณ

เอาเข้าจริงไม่มีอะไรเลยสักอย่าง แค่เคยได้ฟังลูกเขาพูด
ส่วนที่เหลือจินตนาการเอง ยังอุตส่าห์เอามาตอบกระทู้
ทำไปทำมาแค่จะกล่าวหาว่าเขาโกงยังไม่กล้าเลย

..การล้มละลายไปเทียบอะไีรกับเก็งกำไรค่าเงินประเทศ..

เขาไม่ได้ใช้ข้อมูล insider จาก ธปท. สร้างความร่ำรวย
แต่เขาเจ๊งร่วมกับธุรกิจอื่นๆ ทั้งประเทศ
ยังมีอะไรจะลากมาแก้ต่างให้คุณแม้วอีกไหม? 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-04-2008, 00:15 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #102 เมื่อ: 19-04-2008, 16:01 »

ตลกน่า พฤติกรรมล้มบนฟูกก็ตัดสินเองว่าเป็นยังไง แก่ป่านนี้คงไม่ต้องให้สอนนะ
ทำเป็นแอ๊บไม่รู้ดีรู้ชั่วซะงั้น เล่นมุกเห่ยๆ แบบ forest ไม่ใช่ป่าอีกแล้ว พัฒนาหน่อย
เหอะ การเล่นคำไม่ทำให้เปลี่ยนข้อเท็จจริงไปได้

เรื่องกล่าวหาว่ารู้ล่วงหน้าว่าบริษัทจะเจ๊งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่าง
รุนแรงในปี 2540 (นั่นคือการลดค่าเงินบาท) ชาวบ้านผู้ทำธุรกิจเค้ารู้กันตั้งแต่ปลาย
ปี 2539 แล้ว มันไม่ใช่เรื่องยากถ้าอยู่ในวงการธุรกิจ เพราะว่าธนาคารตัดวงเงินแบบ
ไม่มีเหตุผลในทันทีทันใด คนทำธุรกิจทำไมจะไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ ธนาคารถึงเข้มงวด
พวกที่มองอนาคตไปไม่รอดเพราะไม่สามารถทำรายได้เท่าอดีตก็เลยปล่อยเงินออก
จากบริษัท (ไปไหนไม่รู้) แล้วปล่อยบริษัทล้มไป เพราะบริษัทจำกัดความรับผิดชอบ

การล้มละลายของบริษัทในช่วงนั้น โดยที่เจ้าของไม่เจ๊งไปด้วย เป็นเรื่องปกติของคน
ทำธุรกิจในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่จะมีแค่บริษัทของทักษิณเท่านั้นที่รู้ เพียงแต่บริษัทของ
ทักษิณยังมั่นใจในการหารายได้แม้จะมีความรุนแรงของเศรษฐกิจ บริษัทที่ไม่มั่นใจ
เจ้าของก็ชักเงินออกมาเก็บในที่ปลอดภัยไว้ก่อน แล้วปล่อยบริษัทล้มไป เรื่องแค่นี้
ซับซ้อนจนเกินเข้าใจหรือเปล่า เห็นถามวนเวียนซ้ำซากไม่จบซักที ขี้เกียจอธิบายว่ะ

สำหรับงบดุลเนื่องจากเป็นบริษัทเอกชน ส่งไปหลังไมค์แล้วกัน
บันทึกการเข้า
ท้าวอภิมหาอัครเทพอลังการ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 258



« ตอบ #103 เมื่อ: 19-04-2008, 17:06 »

การออกเช็คที่ธนาคารไม่อาจสั่งจ่าย้ เพื่อชำระหนี้ที่เจ้าหนี้สามารถทวงได้ตามกฏหมาย ไม่ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

แต่จะมีความผิดตาม พรบ ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เป็นคดีอาญา ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความได้

การใช้เช็คที่ธนาคารไม่อาจสั่งจ่ายได้ ในฐานความผิดเป็นการฉ้อโกงนั้น

ผู้ออกเช็คต้องกระทำไปเพื่อหลอกลวงผู้อื่นให้ส่งมอบทรัพย์สิน เช่น การชำระสินค้าและบริการล่วงหน้า การวางมัดจำ การแลกเช็ค

หากทรัพย์สินได้รับการส่งมอบก่อนวันที่จะมีการออกเช็คแล้ว ถือว่าผู้มอบสินค้าและบริการได้ให้เครดิตแก่ผู้ออกเช็คไว้เอง
บันทึกการเข้า
อธิฏฐาน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,912


รักษาประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน


« ตอบ #104 เมื่อ: 19-04-2008, 17:39 »



ไม่จ่ายโดยเจตนา  เท่ากับคำว่า   โกง   
บันทึกการเข้า

หยุด...สัมปทานอุทยานแห่งชาติ
http://www.oknation.net/blog/sandstone
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #105 เมื่อ: 19-04-2008, 20:48 »

ตลกน่า พฤติกรรมล้มบนฟูกก็ตัดสินเองว่าเป็นยังไง แก่ป่านนี้คงไม่ต้องให้สอนนะ
ทำเป็นแอ๊บไม่รู้ดีรู้ชั่วซะงั้น เล่นมุกเห่ยๆ แบบ forest ไม่ใช่ป่าอีกแล้ว พัฒนาหน่อย
เหอะ การเล่นคำไม่ทำให้เปลี่ยนข้อเท็จจริงไปได้

เรื่องกล่าวหาว่ารู้ล่วงหน้าว่าบริษัทจะเจ๊งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่าง
รุนแรงในปี 2540 (นั่นคือการลดค่าเงินบาท) ชาวบ้านผู้ทำธุรกิจเค้ารู้กันตั้งแต่ปลาย
ปี 2539 แล้ว มันไม่ใช่เรื่องยากถ้าอยู่ในวงการธุรกิจ เพราะว่าธนาคารตัดวงเงินแบบ
ไม่มีเหตุผลในทันทีทันใด คนทำธุรกิจทำไมจะไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ ธนาคารถึงเข้มงวด
พวกที่มองอนาคตไปไม่รอดเพราะไม่สามารถทำรายได้เท่าอดีตก็เลยปล่อยเงินออก
จากบริษัท (ไปไหนไม่รู้) แล้วปล่อยบริษัทล้มไป เพราะบริษัทจำกัดความรับผิดชอบ

การล้มละลายของบริษัทในช่วงนั้น โดยที่เจ้าของไม่เจ๊งไปด้วย เป็นเรื่องปกติของคน
ทำธุรกิจในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่จะมีแค่บริษัทของทักษิณเท่านั้นที่รู้ เพียงแต่บริษัทของ
ทักษิณยังมั่นใจในการหารายได้แม้จะมีความรุนแรงของเศรษฐกิจ บริษัทที่ไม่มั่นใจ
เจ้าของก็ชักเงินออกมาเก็บในที่ปลอดภัยไว้ก่อน แล้วปล่อยบริษัทล้มไป เรื่องแค่นี้
ซับซ้อนจนเกินเข้าใจหรือเปล่า เห็นถามวนเวียนซ้ำซากไม่จบซักที ขี้เกียจอธิบายว่ะ

สำหรับงบดุลเนื่องจากเป็นบริษัทเอกชน ส่งไปหลังไมค์แล้วกัน

ขอบคุณที่อุตส่าห์ไปหางบการเงินมาให้ดู ผมถือโอกาสแสดงไว้ในกระทู้เลยก็แล้วกัน 



น่าเสียดายที่งบการเงินนี้ใช้อะไรไม่ได้ ปัญหาคือที่ส่งมาให้ดูเป็น งบปี 42-43 ครับ
จึงไม่สามารถใช้ประกอบข้อกล่าวหาที่ว่าตอนปี 40 มีการ "ปล่อยเงินออกจากบริษัท"
"เจ้าของชักเงินออกมาเก็บในที่ปลอดภัยไว้ก่อน" แล้ว "ปล่อยให้บริษัทล้ม"

แม้แต่ตัวเลข "ทำงานห้าหกปี ปีละพันกว่าล้าน" ที่พูดถึงมาก่อน
ก็ไม่มีเค้าให้เห็นในงบการเงินเลย
ปี 42 รายรับแค่ ร้อยกว่าล้าน มาถึงปี 43 รายรับเหลือแค่ หกสิบกว่าล้าน เท่านั้น 

---

ยังมีอะไรมาให้ดูที่ใช้ได้ดีกว่านี้ไหม ถ้ามีแค่นี้ผมคงสังเกตได้แต่ดอกเบี้ยจ่าย
ที่ปี 42 ต้องจ่ายเกือบ 3 ร้อยล้านบาทแสดงว่าบริษัทมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูง
ถ้าจะมีเงินไหลออก ส่วนหนึ่งก็คือตรงนี้

โดยที่หนี้สินเกือบ 4 พันล้านในงบการเงิน น่าจะเป็นเงินกู้ ที่เป็นต้นเหตุดอกเบี้ย
ไม่รู้ว่ากู้มาเมื่อไหร่ ถ้ากู้มานาน 5 ปีเฉพาะดอกเบี้ยก็ปาเข้าไป 1500 ล้านบาท
แต่ในเมื่อมีแค่งบการเงินปี 42 และ 43 เราก็สรุปอะไรไม่ได้
นอกจากสรุปว่าหลักฐานที่ยกมา ไม่ตรงกับช่วงเวลาที่เราคุยกัน 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-04-2008, 21:30 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #106 เมื่อ: 19-04-2008, 21:24 »

คุณจีรศักดิ์ อย่าเมตตาตอบคำถามนอกเรื่องจนเพลิน....
อย่าลืมกระทู้นี้คือ  ==คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก" กรณีโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท==......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #107 เมื่อ: 19-04-2008, 21:29 »

คุณจีรศักดิ์ อย่าเมตตาตอบคำถามนอกเรื่องจนเพลิน....
อย่าลืมกระทู้นี้คือ  ==คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก" กรณีโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท==......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


รับทราบครับลุงปุ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #108 เมื่อ: 19-04-2008, 22:09 »

ขอบคุณที่อุตส่าห์ไปหางบการเงินมาให้ดู ผมถือโอกาสแสดงไว้ในกระทู้เลยก็แล้วกัน 

น่าเสียดายที่งบการเงินนี้ใช้อะไรไม่ได้ ปัญหาคือที่ส่งมาให้ดูเป็น งบปี 42-43 ครับ
จึงไม่สามารถใช้ประกอบข้อกล่าวหาที่ว่าตอนปี 40 มีการ "ปล่อยเงินออกจากบริษัท"
"เจ้าของชักเงินออกมาเก็บในที่ปลอดภัยไว้ก่อน" แล้ว "ปล่อยให้บริษัทล้ม"

แม้แต่ตัวเลข "ทำงานห้าหกปี ปีละพันกว่าล้าน" ที่พูดถึงมาก่อน
ก็ไม่มีเค้าให้เห็นในงบการเงินเลย
ปี 42 รายรับแค่ ร้อยกว่าล้าน มาถึงปี 43 รายรับเหลือแค่ หกสิบกว่าล้าน เท่านั้น 

---

ยังมีอะไรมาให้ดูที่ใช้ได้ดีกว่านี้ไหม ถ้ามีแค่นี้ผมคงสังเกตได้แต่ดอกเบี้ยจ่าย
ที่ปี 42 ต้องจ่ายเกือบ 3 ร้อยล้านบาทแสดงว่าบริษัทมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูง
ถ้าจะมีเงินไหลออก ส่วนหนึ่งก็คือตรงนี้

โดยที่หนี้สินเกือบ 4 พันล้านในงบการเงิน น่าจะเป็นเงินกู้ ที่เป็นต้นเหตุดอกเบี้ย
ไม่รู้ว่ากู้มาเมื่อไหร่ ถ้ากู้มานาน 5 ปีเฉพาะดอกเบี้ยก็ปาเข้าไป 1500 ล้านบาท
แต่ในเมื่อมีแค่งบการเงินปี 42 และ 43 เราก็สรุปอะไรไม่ได้
นอกจากสรุปว่าหลักฐานที่ยกมา ไม่ตรงกับช่วงเวลาที่เราคุยกัน 

ที่แท้ก็ไม่เข้าใจระบบธุรกิจนั่นเอง แบบนี้ต่อให้หาของปี 40 ได้ คงเรียกปี 39, 38, 37 ไปเรื่อยๆ
เพราะความอ่อนหัดในการอ่านงบ กะแค่หนี้สินหลายพันล้านยังดูไม่ออกว่ามายังไง คิดหรือว่ามี
ทุนสองร้อยล้านไม่มีอะไรค้ำประกันแล้วจะไปกู้ได้เกือบสี่พันล้าน หนี้ส่วนหนึ่งมันเป็นเจ้าหนี้การ
ค้าที่ไม่มีหลักประกัน นำเงินจากเจ้าหนี้ไปหมุนในโครงการแล้วเงินที่ได้มาไปไหนถึงไม่เหลือ ทุน
แค่สองร้อยล้าน บริหารยังไงถึงขาดทุนเกือบสี่พันล้าน ถามจริงเหอะ แกล้งอ่านงบไม่ออกหรือเปล่า
มันก็ชัดซะขนาดนี้ ปี 40 ยังไม่ตัดขาดทุนถึงหาได้ครบห้าปี ก็ถามอีก สอนมากแล้วเหนื่อยว่ะ
จำไว้นะว่า เจ้าหนี้ในงบดุลไม่ได้แปลว่า เงินกู้อย่างเดียว

อีกอย่างบริษัทนี้มีชื่ออยู่ใน top rank 1000 Thai company อยากรู้บิลลิ่งก็หาเองเหอะ ไม่ยาก
(แต่อาจต้องเสียเงิน) คนที่ทำก็เครือเนชั่น

โดยมารยาทเมื่อเป็นบริษัทที่ไม่ใช่มหาชน จึงไม่อยากเปิดเผยทั่วไป นั่นเป็นเหตุผลที่ส่งให้หลังไมค์
ถ้าเป็นได้น่าจะทำตัวเบลอหรืออะไรซักหน่อย
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #109 เมื่อ: 19-04-2008, 22:15 »

คุณจีรศักดิ์ อย่าเมตตาตอบคำถามนอกเรื่องจนเพลิน....
อย่าลืมกระทู้นี้คือ  ==คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก" กรณีโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท==......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


เรื่อง เพ้อเจ้อ อนุมาน จินตนาการน้ำแตก ว่าโภคินเอาไปบอกทักษิณนั่น จบไปนานแล้ว
สรุปให้อีกทีก็ได้

ถ้าวันนั้น โภคิน ไม่ได้บอก ก็ต้องเป็น ทนงบอก ทนงไม่ได้บอก ก็ต้องเป็น เริงชัยบอก
เริงชัย ไม่ได้บอก ก็ต้องเป็นบิ๊กจิ๋วบอก บิ๊กจิ๋วไม่ได้บอก ก็ต้องเป็นยามหรือแม่บ้านแถว
นั้นที่บังเอิญเดินผ่านหรือเข้าไปเสริฟน้ำแล้วได้ยินมาบอก

ถ้าวันนั้น ไม่มีใครบอก ก่อนหน้านั้นก็ต้องมีนายชัยวัฒน์บอก ถ้านายชัยวัฒน์ไม่ได้บอก
ก็ต้องมีเมียนายชัยวัฒน์บอก ถ้าเมียนายชัยวัฒน์ไม่ได้บอก ก็ต้องเป็นลูกนายชัยวัฒน์บอก

ถ้าไม่มีใครบอก ก็ต้องรู้ล่วงหน้ามาก่อนสองสามเดือน แบบว่า หมาแถวนั้นมันบอกมั้ง
บันทึกการเข้า
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #110 เมื่อ: 19-04-2008, 22:33 »

นายโภชิน เป็นคนมีต้นทุนต่ำ เสียภาษีหลักพัน แต่ฟ้องเทพเทือก หลักพันล้าน !??!

ปปง. น่าจะตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินของนายโภชิน

 
บันทึกการเข้า
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #111 เมื่อ: 19-04-2008, 22:38 »

ถ้านายโภชินไม่ได้บอก แล้วโกหกศาลทำไมว่า "ไม่อยู่ในที่ประชุม"   

...
บันทึกการเข้า
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #112 เมื่อ: 19-04-2008, 23:27 »

ระหว่างที่ชอบแถกำลังแก้ตัวเป็นพัลวันว่าทักษิณไม่รู้นั้น ก็ยอมรับในขณะเดียวกันแล้วว่าทักษิณ "ทำ"
"ทำ" นั่นคือการ "แสวงหาประโยชน์" จากการ "ลอยตัวค่าเงินบาท"
ชอบแถจะอ้างว่าทักษิณจำเป็นต้องทำเพื่อตนเอง หรือให้บริษัทตัวเองอยู่รอดก็ได้
จะอ้างว่าเป็นใครก็ต้องทำ ก็ย่อมได้ แต่สุดท้ายแล้วประเทศชาติเสียประโยชน์
และต่อมาคนเดียวกัน คนที่รวยจากการลอยตัวค่าเงินบาทนี่แหละ ก็มาเป็นนักการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี
ถามจริงๆ ว่าถ้ามีมันสมอง มีหัวคิด จะสามารถยอมรับคนแบบนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้จริงหรือ?
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #113 เมื่อ: 20-04-2008, 06:24 »

ระหว่างที่ชอบแถกำลังแก้ตัวเป็นพัลวันว่าทักษิณไม่รู้นั้น ก็ยอมรับในขณะเดียวกันแล้วว่าทักษิณ "ทำ"
"ทำ" นั่นคือการ "แสวงหาประโยชน์" จากการ "ลอยตัวค่าเงินบาท"
ชอบแถจะอ้างว่าทักษิณจำเป็นต้องทำเพื่อตนเอง หรือให้บริษัทตัวเองอยู่รอดก็ได้
จะอ้างว่าเป็นใครก็ต้องทำ ก็ย่อมได้ แต่สุดท้ายแล้วประเทศชาติเสียประโยชน์
และต่อมาคนเดียวกัน คนที่รวยจากการลอยตัวค่าเงินบาทนี่แหละ ก็มาเป็นนักการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี
ถามจริงๆ ว่าถ้ามีมันสมอง มีหัวคิด จะสามารถยอมรับคนแบบนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้จริงหรือ?


จินตนาการไปไกลอีกคนแล้ว ขนาด wm นะเนี่ย มิน่าถึงน้ำแตกท่วมบอร์ด
บริษัทของทักษิณจะทำยังไงเพื่อปกป้องบริษัทตัวเอง ไม่รู้เพราะไม่ได้ทำ
งานอยู่บริษัทนั้น แต่มีตั้งหลายวิธีที่ไม่ได้เป็นการ แสวงหาประโยชน์ จาก
การลอยตัวค่าเงินบาท เช่น การจ่ายเงินเพิ่มประกันความเสี่ยงอัตราแลก
เปลี่ยน ตอนนั้นส่วนใหญ่เห็นว่ากู้นอกดอกถูกเลยไม่ค่อยมีใครอยากจ่าย
แต่คนไหนทำก็ไม่เจ๊งเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องไปซื้อดอลลาร์มาเก็งกำไร
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #114 เมื่อ: 20-04-2008, 11:32 »

เรื่อง เพ้อเจ้อ อนุมาน จินตนาการน้ำแตก ว่าโภคินเอาไปบอกทักษิณนั่น จบไปนานแล้ว
สรุปให้อีกทีก็ได้

ถ้าวันนั้น โภคิน ไม่ได้บอก ก็ต้องเป็น ทนงบอก ทนงไม่ได้บอก ก็ต้องเป็น เริงชัยบอก
เริงชัย ไม่ได้บอก ก็ต้องเป็นบิ๊กจิ๋วบอก บิ๊กจิ๋วไม่ได้บอก ก็ต้องเป็นยามหรือแม่บ้านแถว
นั้นที่บังเอิญเดินผ่านหรือเข้าไปเสริฟน้ำแล้วได้ยินมาบอก

ถ้าวันนั้น ไม่มีใครบอก ก่อนหน้านั้นก็ต้องมีนายชัยวัฒน์บอก ถ้านายชัยวัฒน์ไม่ได้บอก
ก็ต้องมีเมียนายชัยวัฒน์บอก ถ้าเมียนายชัยวัฒน์ไม่ได้บอก ก็ต้องเป็นลูกนายชัยวัฒน์บอก

ถ้าไม่มีใครบอก ก็ต้องรู้ล่วงหน้ามาก่อนสองสามเดือน แบบว่า หมาแถวนั้นมันบอกมั้ง



เพ้อเจ้อ แถเรื่อยเปื่อยแล้ว.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

จะช่วยเพ้อเจ้อ แถเรื่อยเปื่อยให้อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องใบปลิวด่า....

ถ้าไม่ใช่'ผู้มีอิทธิพลเหนือนายกฯ' ก็เป็น'นายกฯนอมินี'
ถ้าไม่ใช่'นายกฯนอมินี' ก็เป็น'นังเพ็ญ'
ถ้าไม่ใช่'นังเพ็ญ' ก็แกนนำ'แนวร่วมเป็ดไก่'
ถ้าไม่ใช่'แนวร่วมเป็ดไก่' ก็เป็น'เป็ดเหลิม'.....ฮ่า  ฮ่า ฮ่า ฮ่า

บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #115 เมื่อ: 20-04-2008, 11:39 »

ระหว่างที่ชอบแถกำลังแก้ตัวเป็นพัลวันว่าทักษิณไม่รู้นั้น ก็ยอมรับในขณะเดียวกันแล้วว่าทักษิณ "ทำ"
"ทำ" นั่นคือการ "แสวงหาประโยชน์" จากการ "ลอยตัวค่าเงินบาท"
ชอบแถจะอ้างว่าทักษิณจำเป็นต้องทำเพื่อตนเอง หรือให้บริษัทตัวเองอยู่รอดก็ได้
จะอ้างว่าเป็นใครก็ต้องทำ ก็ย่อมได้
แต่สุดท้ายแล้วประเทศชาติเสียประโยชน์
และต่อมาคนเดียวกัน คนที่รวยจากการลอยตัวค่าเงินบาทนี่แหละ ก็มาเป็นนักการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี
ถามจริงๆ ว่าถ้ามีมันสมอง มีหัวคิด จะสามารถยอมรับคนแบบนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้จริงหรือ?



อ้างอย่างนั้น ยังพอเห็นใจ.....
แต่การะผสมโรง ร่วมกับจอส โซรอส...
ร่วมหุ้นส่วนในบรรษัทฯที่ทำร้ายค่าเงินบาทนั้น เลวร้ายจริง ๆ....
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #116 เมื่อ: 20-04-2008, 11:56 »

จินตนาการไปไกลอีกคนแล้ว ขนาด wm นะเนี่ย มิน่าถึงน้ำแตกท่วมบอร์ด
บริษัทของทักษิณจะทำยังไงเพื่อปกป้องบริษัทตัวเอง ไม่รู้เพราะไม่ได้ทำ
งานอยู่บริษัทนั้น แต่มีตั้งหลายวิธีที่ไม่ได้เป็นการ แสวงหาประโยชน์ จาก
การลอยตัวค่าเงินบาท เช่น การจ่ายเงินเพิ่มประกันความเสี่ยงอัตราแลก
เปลี่ยน ตอนนั้นส่วนใหญ่เห็นว่ากู้นอกดอกถูกเลยไม่ค่อยมีใครอยากจ่าย
แต่คนไหนทำก็ไม่เจ๊งเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องไปซื้อดอลลาร์มาเก็งกำไร

บริษัท ฯ ในเครื่อชินวัตร ใช้เงินดอลล่าห์ ปีนึ่ง ไม่ใช้น้อย ๆ ....การป้องกันความเสี่ยง ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม คิดเป็นเงินมหาศาล.....เศรษฐี ขี้เหนี่ยว ไม่มี อินไซด์ ไม่ยอมจ่ายหรอก

คุณแก๊ส ฯ มีเงินบาทเยอะมั๊ยครับ....เดี๋ยวผมจะช่วยจัดการให้เปลี่ยนเป็นดอลล่าห์ ไปฝากไว้ที่เมืองนอกให้ วันละ ล้าน เหรียญ....(ผมเครดิตน้อยกว่า MR. T   shinnawatra  หลายร้อยเท่าน๊ะเนี่ย)
นี่ไม่รวมกองทัพมด ที่ช่วยกันหิ้วไป ไปฝากไว้ที่ฮ่องกง สิงค์โปร์ เด้อ
บันทึกการเข้า
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #117 เมื่อ: 20-04-2008, 15:23 »

ก็รู้ว่ามันเป็นตด ก็ยังไปคุยกะมันอีก
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #118 เมื่อ: 20-04-2008, 22:43 »

ที่แท้ก็ไม่เข้าใจระบบธุรกิจนั่นเอง แบบนี้ต่อให้หาของปี 40 ได้ คงเรียกปี 39, 38, 37 ไปเรื่อยๆ
เพราะความอ่อนหัดในการอ่านงบ กะแค่หนี้สินหลายพันล้านยังดูไม่ออกว่ามายังไง คิดหรือว่ามี
ทุนสองร้อยล้านไม่มีอะไรค้ำประกันแล้วจะไปกู้ได้เกือบสี่พันล้าน หนี้ส่วนหนึ่งมันเป็นเจ้าหนี้การ
ค้าที่ไม่มีหลักประกัน นำเงินจากเจ้าหนี้ไปหมุนในโครงการแล้วเงินที่ได้มาไปไหนถึงไม่เหลือ ทุน
แค่สองร้อยล้าน บริหารยังไงถึงขาดทุนเกือบสี่พันล้าน ถามจริงเหอะ แกล้งอ่านงบไม่ออกหรือเปล่า
มันก็ชัดซะขนาดนี้ ปี 40 ยังไม่ตัดขาดทุนถึงหาได้ครบห้าปี ก็ถามอีก สอนมากแล้วเหนื่อยว่ะ
จำไว้นะว่า เจ้าหนี้ในงบดุลไม่ได้แปลว่า เงินกู้อย่างเดียว

อีกอย่างบริษัทนี้มีชื่ออยู่ใน top rank 1000 Thai company อยากรู้บิลลิ่งก็หาเองเหอะ ไม่ยาก
(แต่อาจต้องเสียเงิน) คนที่ทำก็เครือเนชั่น

โดยมารยาทเมื่อเป็นบริษัทที่ไม่ใช่มหาชน จึงไม่อยากเปิดเผยทั่วไป นั่นเป็นเหตุผลที่ส่งให้หลังไมค์
ถ้าเป็นได้น่าจะทำตัวเบลอหรืออะไรซักหน่อย

คุณกล่าวหาเขาในเหตุการณ์ลอยค่าเงินปี 40 และการทำธุรกิจ (พันล้าน  Mr. Green) ก่อนหน้านั้น 5 ปี
ถ้าคุณมีงบการเงินช่วงนั้นจริง ก็คงเอามาแสดงแล้ว ไม่ใช่มีมาแค่ปี 42-43 ที่อยู่หลังเหตุการณ์

ที่คุณอยากประหยัดฯ กล่าวหาเขานำเงินจากเจ้าหนี้ไปหมุน เกิดจากจินตนาการเอาเองจริงไหม

ไหนคุณลองอธิบายหน่อยว่าดอกเบี้ยจ่ายปีละเกือบ 300 ล้านบาท มาจากอะไรถ้าไม่ใช่จากเงินกู้
และยอดเงินกู้ต้องมากขนาดไหนถึงจ่ายดอกเบี้ยปีละเกือบ 300 ล้าน (งบก่อนปี 42 อาจจ่ายดอก
มากกว่า 300 ล้านบาทก็เป็นได้ด้วย)

คุณเอาอะไรมาประเมินว่าผมอ่อนหัดในการอ่านงบ และที่ว่าติด top rank 1000 Thai company
ผมคุ้นๆ ว่าตัวผมเองเคยดูแลข้อมูลงบการเงินบริษัทที่ติด top rank 100 Thai company มาก่อน
ปัญหาคือคุณไม่มีอะไมาให้ผมดูนอกจากข้อมูลที่ไม่ตรงช่วงเวลา แล้วจะให้ผมสรุปอะไรเล่าครับ?
จะต้องให้ผมพยายามจินตนาการตามอย่างคุณด้วยหรือไง   

---

เทียบกับข้อมูล "คำอภิปรายฯ ของ "เทพเทือก" กรณีโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท"
และข้อมูลแวดล้อมที่ยกมาประกอบในกระทู้นี้ ซึ่งตรงตามช่วงเวลา มีการระบุชื่อบุคคลชัดเจน
มีการลำดับไล่เหตุการณ์เป็นรายวัน มีเอกสารประกอบชัดเจน ... น้ำหนักมันต่างกันมากมาย

แต่คุณอยากประหยัดฯ กลับบอกว่าผมจินตนาการเอาเอง ไม่ทราบเอามาตรฐานอะไรมาใช้

แค่เรื่อง คุณชัยวัฒน์ อดีตรองผู้ว่าฯ ธปท. ที่เคยร่วมประชุมตัดสินใจลดค่าเงินเมื่อ 21 มิย 40
ก่อนหน้าการลอยค่าเงินมากกว่า 1 สัีปดาห์ แล้วต่อมาได้ไปร่วมงานเป็นผู้บริหารระดับสูงมาก
อยู่ในบริษัทเอสซีแอสเซท ในเครือชินคอร์ปของคุณทักษิณ มันก็เป็นเหตุให้ตั้งข้อสงสัยได้แล้ว
คุณอยากประหยัดฯ ลองอธิบายหน่อยว่ากรณีคุณชัยวัฒน์ร่วมงานกับ SC เป็นเรื่องปกติอย่างไร 

---

ปล. งบการเงินบริษัท เป็นข้อมูลสาธารณะ ไม่ทราบจะทำเบลอไปเพื่ออะไรครับ ตัวคุณเองต่างหาก
      ที่ระบุชื่อบุคคล ระบุชื่อกิจการ กล่าวหาเขามีพฤติกรรม "นำเงินจากเจ้าหนี้ไปหมุนในโครงการ"
      มันไม่หนักหนากว่าการแสดงงบการเงินหรือ .. ไม่ทราบเกิดจะมีมารยาทอะไรขึ้นมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-04-2008, 22:44 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #119 เมื่อ: 21-04-2008, 07:04 »

งบดุลปีไหนก็เหอะ มันไม่มีบอกหรอกว่าหนี้มาจากไหน ส่วนที่ไม่ยอมเชื่อเรื่องบิลลิ่งจะให้หาหลักฐานมาให้ได้
เป็นเพียงข้ออ้าง ตัวเลขบิลลิ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการก่อหนี้และชักเงินออก คนที่สามารถประเมินธุรกิจได้ดูแค่
เงินลงทุนสองร้อยล้านก็ประมาณยอดขายได้เพราะเรโชมาตรฐานของธุรกิจมีอยู่ ลงทุนสองร้อยล้านเป็นไปไม่ได้
ที่ยอดขายสองร้อยล้านจะอยู่ได้ (ไม่ต้องดัดจริตว่าตรงนี้เป็นจินตนาการนะมันเห่ย) และเป็นไปไม่ได้ที่จะขาย
เป็นหมื่นล้าน ทีตรงนี้แกล้งโง่ (หรือว่าโง่จริงเพราะไม่เคยลงทุนหว่า) และในงบดุลปี 42 43 มัน final แล้ว
เนื่องจากตัดขาดทุนจนเห็นว่าบริษัทปิดเพราะขาดทุนมากกว่าทุนเกินสิบเท่าไม่มีปัญญาจ่าย งบปีก่อนหน้า
มันไม่มีตรงนี้ แต่ที่มันตะแบงไม่ยอมรับต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่อ้างว่าผู้บริหารเป็นเพื่อนกัน เพื่อนภาษาหอกอะไรไม่รู้
ว่าบริษัทนั่นบิลลิ่งประมาณเท่าไหร่ (หลักฐานก็ไม่มี สงสัยแอบอ้างกะเอาเครดิตห่วยๆ ของนายปานเทพ) คง
คิดว่างบดุลบริษัทใครไม่รู้สิบกว่าปีก่อนคงไม่มีใครเก็บไว้ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยคงลืมไปมั้งว่าตอนนั้นดอกฝาก
ธนาคารก็ 16% แล้ว ดอกกู้ทบบวกกับค่าปรับ 300 ล้านมาจากเงินต้นพันกว่าล้านทบปีสองปีก็ได้แล้ว เรื่อง
นำเงินจากเจ้าหนี้ไปหมุนมันเป็นข้อเท็จจริงทางธุรกิจ ไม่ทราบทำธุรกิจเป็นหรือเปล่า ยังกะเรื่องพื้นฐานอย่าง
กินข้าววันละสามมื้อเป็นจินตนาการ ต้องมีหลักฐานว่ากินข้าววันละสามมื้อหละม้างถึงจะเชื่อ งี่เง่าน่า ถ้าไม่เคย
เห็นชื่อบริษัทนี้ใน top rank 1000 ก็อย่ามาแอบอ้างเลยน่า ว่าเคยดู top rank 100 งบยังดูไม่เป็น ห่วยจริง

ส่วนอีกมาตรฐานก็วนเวียนซ้ำซาก นั่งในที่ประชุมก็หาว่าไปบอกทักษิณ แล้วก็หาว่าทักษิณตอบแทนหลังจาก
นั้นไม่รู้กี่ปี ทั้งที่โภคินตอนนั้นอยู่พรรคไหน ถามจริงเหอะจำได้หรือเปล่า ไม่ได้เกี่ยวกับทักษิณเลยทีงี้ดันไม่พูด
เรียกว่ากล่าวหาแบบขาดความมั่นใจอย่างมาก (เพราะมันเลื่อนลอยจริงๆ แค่นั่งฟังลากไปถึงบอก) ถึงลากไป
ถึงข้อมูลสองสามเดือนก่อนหน้าที่ไม่เกี่ยวกับคำพิพากษาที่ยกมานั่น อย่างที่ว่าทักษิณมันต้องผิดต้องมีใครไป
บอกไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่งไม่งั้นกรูขี้ไม่ออก หาหลักฐานว่าทักษิณซื้อเงินดอลลาร์มาก่อนสิ จะได้เชื่อว่าเครือ
ชินวัตรไม่ได้ซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงิน มีหรือเปล่า ฮ่า ฮ่า 
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #120 เมื่อ: 21-04-2008, 08:45 »

งบดุลปีไหนก็เหอะ มันไม่มีบอกหรอกว่าหนี้มาจากไหน ส่วนที่ไม่ยอมเชื่อเรื่องบิลลิ่งจะให้หาหลักฐานมาให้ได้
เป็นเพียงข้ออ้าง ตัวเลขบิลลิ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการก่อหนี้และชักเงินออก คนที่สามารถประเมินธุรกิจได้ดูแค่
เงินลงทุนสองร้อยล้านก็ประมาณยอดขายได้เพราะเรโชมาตรฐานของธุรกิจมีอยู่ ลงทุนสองร้อยล้านเป็นไปไม่ได้
ที่ยอดขายสองร้อยล้านจะอยู่ได้ (ไม่ต้องดัดจริตว่าตรงนี้เป็นจินตนาการนะมันเห่ย) และเป็นไปไม่ได้ที่จะขาย
เป็นหมื่นล้าน ทีตรงนี้แกล้งโง่ (หรือว่าโง่จริงเพราะไม่เคยลงทุนหว่า) และในงบดุลปี 42 43 มัน final แล้ว
เนื่องจากตัดขาดทุนจนเห็นว่าบริษัทปิดเพราะขาดทุนมากกว่าทุนเกินสิบเท่าไม่มีปัญญาจ่าย งบปีก่อนหน้า
มันไม่มีตรงนี้ แต่ที่มันตะแบงไม่ยอมรับต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่อ้างว่าผู้บริหารเป็นเพื่อนกัน เพื่อนภาษาหอกอะไรไม่รู้
ว่าบริษัทนั่นบิลลิ่งประมาณเท่าไหร่ (หลักฐานก็ไม่มี สงสัยแอบอ้างกะเอาเครดิตห่วยๆ ของนายปานเทพ) คง
คิดว่างบดุลบริษัทใครไม่รู้สิบกว่าปีก่อนคงไม่มีใครเก็บไว้

บอกตรงๆ ว่าเพื่อนผมมีเยอะ และผมไม่เคยไปสนใจว่าบริษัทใครมีบิลลิ่งกันเท่าไหร่บ้างเมื่อสิบปีก่อน
แต่ที่คุณพิมพ์มายาวๆ สรุปว่าไม่มีงบการเงินปี 35-41 จริงๆ ใช่ไหมเล่า
ถ้าอย่างนั้นผมก็สรุปถูกแล้วว่าที่กล่าวหามาเป็นการคิดมั่วๆ โดยจินตนาการเอาเองทั้งนั้น 


ส่วนเรื่องดอกเบี้ยคงลืมไปมั้งว่าตอนนั้นดอกฝากธนาคารก็ 16% แล้ว ดอกกู้ทบบวกกับค่าปรับ 300 ล้าน
มาจากเงินต้นพันกว่าล้านทบปีสองปีก็ได้แล้ว

ดอกเบี้ยเงินฝาก ธ.กรุงเทพ ต้นปี 42 ฝากประจำ 12 เดือนอยู่ที่ 5.5% ปลายปี 42 เหลือแค่ 4% เอาที่ไหนมา 16%
แล้วดูตรงไหนในงบว่าดอกเบี้ย 300 ล้านเป็นดอกเบี้ยบวกค่าปรับทบกัน 2 ปี แค่นี้ก็เห็นแล้วว่ามั่วสุดๆ 


เรื่องนำเงินจากเจ้าหนี้ไปหมุนมันเป็นข้อเท็จจริงทางธุรกิจ ไม่ทราบทำธุรกิจเป็นหรือเปล่า ยังกะเรื่องพื้นฐานอย่าง
กินข้าววันละสามมื้อเป็นจินตนาการ ต้องมีหลักฐานว่ากินข้าววันละสามมื้อหละม้างถึงจะเชื่อ งี่เง่าน่า ถ้าไม่เคย
เห็นชื่อบริษัทนี้ใน top rank 1000 ก็อย่ามาแอบอ้างเลยน่า ว่าเคยดู top rank 100 งบยังดูไม่เป็น ห่วยจริง

ถ้าผมไม่เคยเห็นชื่อใน top rank 1000 มันแปลกตรงไหน จะมีใครบ้าไปไล่ดูชื่อว่ามีบริษัทไหนใน 1000 รายการ
เรื่องนำเงินจากเจ้าหนี้ไปหมุนจะเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง แต่มีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่มันก็อีกเรื่องหนึ่ง
ผมก็บอกหลายรอบแล้วว่าคุณไม่มีหลักฐาน หรือจะเถียงว่ามีหลักฐานอะไรก็ว่ามา
แล้วถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงทางธุรกิจตามปกติ (ไม่โกงเกินปกติ) คุณจะยกเป็นประเด็นมาเทียบเรื่องแม้วโกงทำไม? 


ส่วนอีกมาตรฐานก็วนเวียนซ้ำซาก นั่งในที่ประชุมก็หาว่าไปบอกทักษิณ แล้วก็หาว่าทักษิณตอบแทนหลังจาก
นั้นไม่รู้กี่ปี ทั้งที่โภคินตอนนั้นอยู่พรรคไหน ถามจริงเหอะจำได้หรือเปล่า ไม่ได้เกี่ยวกับทักษิณเลยทีงี้ดันไม่พูด
เรียกว่ากล่าวหาแบบขาดความมั่นใจอย่างมาก (เพราะมันเลื่อนลอยจริงๆ แค่นั่งฟังลากไปถึงบอก) ถึงลากไป
ถึงข้อมูลสองสามเดือนก่อนหน้าที่ไม่เกี่ยวกับคำพิพากษาที่ยกมานั่น อย่างที่ว่าทักษิณมันต้องผิดต้องมีใครไป
บอกไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่งไม่งั้นกรูขี้ไม่ออก หาหลักฐานว่าทักษิณซื้อเงินดอลลาร์มาก่อนสิ จะได้เชื่อว่าเครือ
ชินวัตรไม่ได้ซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงิน มีหรือเปล่า ฮ่า ฮ่า 

ประเด็นก็คือมีการโกหกเกิดขึ้นในหมู่ผู้นำรัฐบาลชวลิต และในที่สุดมีคำพิพากษาที่ยืนยันการโกหกดังกล่าว
ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยยังไม่ได้ตั้ง ตัวทักษิณเองตอนนั้นเป็นนายทุนอยู่พรรคเดียวกับโภคินหรือเปล่าเล่า

ข้อมูล 2-3 เดือนก่อนเกี่ยวกับคำพิพากษาครับ เพราะเป็นลำดับเหตุการณ์การลอยค่าเงินบาทและเก็งกำไร
ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีคนเกี่ยวข้องแค่คนเดียว และเมื่อวิเคราะห์ภาพรวมก็ทำให้เห็นว่าสามารถทำเป็นขบวนการ
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับมีหลักฐานว่าทักษิณซื้อเิงิน เป็นการตั้งข้อสงสัยจากสถานการณ์แวดล้อมที่ยกมาทั้งหมด
เช่นที่คุณก็ยังไม่ตอบ กรณีรองผู้ว่าฯ ธปท.ไปเป็นผู้บริหารระดับสูงในเครือชินคอร์ปว่าเป็นปกติยังไง 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #121 เมื่อ: 21-04-2008, 09:50 »

งบปี 42 ก็เห็นชัดๆ แล้ว ไม่ยอมรับเอง (หรือว่าดูไม่เป็นเองหว่า)

สำหรับอัตราดอกเบี้ยประเภทอื่นๆ เช่น เงินฝากประจำ 3 เดือน MLR และ MRR
ของธนาคารพาณิชย์ใหญ่ 5 แห่ง อยู่ที่ร้อยละ 10.00-11.50, 14.25-14.75 และ
14.50-15.00 ตามลำดับ ส่วนของธนาคารพาณิชย์อื่นๆ อยู่ที่ร้อยละ 10.00-14.50,
15.00-16.75 และ 15.50-16.75 ในเดือนกันยายน 2540
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ
อัตราดอกเบี้ยที่ยกมาให้ดูเนี่ย ยังมีที่มามากกว่ายกของแบ๊งค์กรุงเทพมาลอยๆ ยังกะ
บริษัทนี่จะกู้แบ๊งค์กรุงเทพแค่แบ๊งค์เดียวในปีเดียว มั่วจริงๆ

จับโกหกได้แล้ว ไม่เคยเห็นชื่อบริษัทที่อ้างว่าเป็นเพื่อน ปกติถ้าเพื่อนกันจริงจะต้อง
รู้ว่าคนไหนรวยมั่ง (เผื่อจำเป็นจะได้เกาะ) คนที่รวยติดอันดับ Top 1000 มาเป็นเพื่อน
มันมีไม่เยอะหรอก ถ้าหลงมาซักคนมีหรือจะจำไม่ได้ นอกจากว่าไม่มี แล้วแอบอ้าง
พวกติด Top 1000 ปีแถวๆ นั้น รายปลายๆ ยอดยังแค่หลักร้อยล้านเอง หรือจะเถียง

รองผู้ว่าไปเป็นผู้บริหารระดับสูงในเครือชินคอร์ป มันเกี่ยวกับข้อมูลภายในไปซื้อ
ดอลลาร์ล่วงหน้าด้วยรึ แค่หลักฐานว่าไปซื้อดอลลาร์ล่วงหน้ายังไม่มี กล่าวหาไร้
สาระไปเรื่อย ที่แท้ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทักษิณไปซื้อดอลลาร์จริงหรือเปล่า อย่าว่าแต่
เรื่องมีคนไปบอกเล้ย ถึงมีคนไปบอกก็สรุปไม่ได้(หรือไม่มีหลักฐาน)อยู่ดีว่าทักษิณ
ไปซื้อดอลลาร์ล่วงหน้า จินตนาการน้ำแตกทั้งเพ
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #122 เมื่อ: 21-04-2008, 10:22 »

จับโกหกได้แล้ว ไม่เคยเห็นชื่อบริษัทที่อ้างว่าเป็นเพื่อน ปกติถ้าเพื่อนกันจริงจะต้อง
รู้ว่าคนไหนรวยมั่ง (เผื่อจำเป็นจะได้เกาะ) คนที่รวยติดอันดับ Top 1000 มาเป็นเพื่อน
มันมีไม่เยอะหรอก ถ้าหลงมาซักคนมีหรือจะจำไม่ได้ นอกจากว่าไม่มี แล้วแอบอ้าง
พวกติด Top 1000 ปีแถวๆ นั้น รายปลายๆ ยอดยังแค่หลักร้อยล้านเอง หรือจะเถียง

รองผู้ว่าไปเป็นผู้บริหารระดับสูงในเครือชินคอร์ป มันเกี่ยวกับข้อมูลภายในไปซื้อ
ดอลลาร์ล่วงหน้าด้วยรึ แค่หลักฐานว่าไปซื้อดอลลาร์ล่วงหน้ายังไม่มี กล่าวหาไร้
สาระไปเรื่อย ที่แท้ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทักษิณไปซื้อดอลลาร์จริงหรือเปล่า อย่าว่าแต่
เรื่องมีคนไปบอกเล้ย ถึงมีคนไปบอกก็สรุปไม่ได้(หรือไม่มีหลักฐาน)อยู่ดีว่าทักษิณ
ไปซื้อดอลลาร์ล่วงหน้า จินตนาการน้ำแตกทั้งเพ
ปกติถ้าเพื่อนกันจริงจะต้องรู้ว่าคนไหนรวยมั่ง (เผื่อจำเป็นจะได้เกาะ) <- นั่นมันนิสัยของคุณเองแล้วมั๊ง 

ถ้าผมบอกว่าเรารู้จักคบหาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนแล้วคุณจะว่ายังไง
คนที่รวยติดอันดับ Top 1000 มีไม่เยอะก็จริง แต่ดูเหมือนเพื่อนๆ ของเราก็จะรวย
อยู่ในกลุ่มประมาณนี้เยอะแยะ และคนนี้ไม่ค่อยเด่นในกลุ่มเรื่องความรวยจริงๆ ด้วย

ที่สำคัญคือผมเป็นเพื่อนใคร ทำให้ข้อกล่าวหาคุณมีน้ำหนักขึ้นมาตรงไหนไม่ทราบ
ถ้าผมเป็นเพื่อนเขาจริงแล้วคุณมีหลักฐานหนักแน่นผมจะไปเถียงอะไรได้จริงไหม

ปัญหาคือตัวคุณเองไม่มีหลักฐานอะไรในมือ แล้วพยายามถูไถไปเรื่อยๆ ต่างหาก
หมดท่าจะเถียงเลยพยายามเล่นประเด็นผมเป็นเพื่อนกับเขาหรือไม่ได้เป็น...
ดูแล้วก็น่าสงสาร ถ้าไม่มีอะไรมาแสดงเพิ่มเติมแล้วก็พอเถอะผมเข้าใจ 


งบปี 42 ก็เห็นชัดๆ แล้ว ไม่ยอมรับเอง (หรือว่าดูไม่เป็นเองหว่า)

สำหรับอัตราดอกเบี้ยประเภทอื่นๆ เช่น เงินฝากประจำ 3 เดือน MLR และ MRR
ของธนาคารพาณิชย์ใหญ่ 5 แห่ง อยู่ที่ร้อยละ 10.00-11.50, 14.25-14.75 และ
14.50-15.00 ตามลำดับ ส่วนของธนาคารพาณิชย์อื่นๆ อยู่ที่ร้อยละ 10.00-14.50,
15.00-16.75 และ 15.50-16.75 ในเดือนกันยายน 2540
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ
อัตราดอกเบี้ยที่ยกมาให้ดูเนี่ย ยังมีที่มามากกว่ายกของแบ๊งค์กรุงเทพมาลอยๆ ยังกะ
บริษัทนี่จะกู้แบ๊งค์กรุงเทพแค่แบ๊งค์เดียวในปีเดียว มั่วจริงๆ

เรากำลังคุยเรื่องดอกเบี้ยในงบการเงินปี 42-43 ที่คุณหามาเองแท้ๆ
แล้วไปยกดอกเบี้ยปี 40 มาทำไมครับ คุณนั่นแหละที่มั่ว 

ถ้าจะคุยถึงปี 40 ก็ไปเอางบการเงินปี 40 มาดูกันว่าปีนั้นดอกเบี้ยกี่ล้าน
ไม่มีงบปี 35-41 อยู่ในมือจริงๆ ก็ยอมรับมาเถอะ เขารู้กันหมดแล้ว 

---

ปล. ดอกเบี้ยธนาคารแวะไปดูที่เว็บ ธปท. ได้ครับ มีย้อนหลังถึงปี 39 ทุกธนาคาร
     ไม่ต้องไปตัดแปะจาำกข่าวหนังสือพิมพ์ก็ได้นะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2008, 10:27 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #123 เมื่อ: 21-04-2008, 10:27 »

สรุปว่าต้องมีงบตั้งแต่ 35-41 ถึงจะกล่าวหาได้เหรอ ต้องการตัวเลขอะไรจาก
ในงบนี้ หรือว่าต้องการดูว่ามีงบหรือเปล่าเฉยๆ น่าจะรู้อยู่ว่าต้องระดับผู้บริหาร
ถึงจะเก็บเอาไว้เนื่องจากเป็นบริษัทเอกชน มันก็เหมือนการกล่าวหาทักษิณนั่น
แหละ ไม่เห็นจะมีงบการเงินอะไรเลยก็กล่าวหาเป็นตุเป็นตะ ส่วนดอกเบี้ยนั่น
ถ้ามีหนี้ในปี 42-43 แสดงว่าต้องกู้มาล่วงหน้าแล้ว ทำไมถึงโง่อย่างงี้นะคิดได้
ไงว่าจะกู้ในปี 42 บริษัทสถานะล้มละลายแล้วใครจะให้กู้เพิ่ม ควายหรือเปล่า
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #124 เมื่อ: 21-04-2008, 10:33 »

ปกติถ้าเพื่อนกันจริงจะต้องรู้ว่าคนไหนรวยมั่ง (เผื่อจำเป็นจะได้เกาะ)<- นั่นมันนิสัยของคุณเองแล้วมั๊ง 

ถ้าผมบอกว่าเรารู้จักคบหาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนแล้วคุณจะว่ายังไง
คนที่รวยติดอันดับ Top 1000 มีไม่เยอะก็จริง แต่ดูเหมือนเพื่อนๆ ของเราก็จะรวย
อยู่ในกลุ่มประมาณนี้เยอะแยะ และคนนี้ไม่ค่อยเด่นในกลุ่มเรื่องความรวยจริงๆ ด้วย

ว่าไง ก็ว่าไม่มีหลักฐานว่าเป็นเพื่อนนะสิ ยกขึ้นมาลอยๆ ถึงไม่รู้ว่า มันรวย


ที่สำคัญคือผมเป็นเพื่อนใคร ทำให้ข้อกล่าวหาคุณมีน้ำหนักขึ้นมาตรงไหนไม่ทราบ
ถ้าผมเป็นเพื่อนเขาจริงแล้วคุณมีหลักฐานหนักแน่นผมจะไปเถียงอะไรได้จริงไหม

ปัญหาคือตัวคุณเองไม่มีหลักฐานอะไรในมือ แล้วพยายามถูไถไปเรื่อยๆ ต่างหาก
หมดท่าจะเถียงเลยพยายามเล่นประเด็นผมเป็นเพื่อนกับเขาหรือไม่ได้เป็น...
ดูแล้วก็น่าสงสาร ถ้าไม่มีอะไรมาแสดงเพิ่มเติมแล้วก็พอเถอะผมเข้าใจ 

หลักฐานคำพิพากษา กับงบการเงินปี 42 43 มันก็ชัดอยู่แล้ว ไม่พอประเด็นไหน บริษัท
มีทุนจากเจ้าของ สองร้อยล้าน กับหนี้สี่พันล้าน แล้วเงินจากหนี้มันหายไปจากบริษัทหมด
แค่นี้ยังไม่ชัดอีกหรือ ต้องมีคลิปมาประกอบใช่มั้ยนั่นว่า เงินมันไหลไปยังไง

อย่าสองมาตรฐานนักเลย กรณีของทักษิณไม่มีหลักฐานอะไรซักนิด งบก็ไม่มี หลักฐานซื้อขาย
ดอลลาร์ก็ไม่มี ไม่รู้สึกทุเรศในมาตรฐานตัวเองมั่งเรอะ
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #125 เมื่อ: 21-04-2008, 10:36 »

สรุปว่าต้องมีงบตั้งแต่ 35-41 ถึงจะกล่าวหาได้เหรอ ต้องการตัวเลขอะไรจาก
ในงบนี้ หรือว่าต้องการดูว่ามีงบหรือเปล่าเฉยๆ น่าจะรู้อยู่ว่าต้องระดับผู้บริหาร
ถึงจะเก็บเอาไว้เนื่องจากเป็นบริษัทเอกชน มันก็เหมือนการกล่าวหาทักษิณนั่น
แหละ ไม่เห็นจะมีงบการเงินอะไรเลยก็กล่าวหาเป็นตุเป็นตะ ส่วนดอกเบี้ยนั่น
ถ้ามีหนี้ในปี 42-43 แสดงว่าต้องกู้มาล่วงหน้าแล้ว ทำไมถึงโง่อย่างงี้นะคิดได้
ไงว่าจะกู้ในปี 42 บริษัทสถานะล้มละลายแล้วใครจะให้กู้เพิ่ม ควายหรือเปล่า

ในทางกลับกันตัวคุณเองก็กล่าวหาเขาโดยไร้ที่มา ไม่มีอะไรอ้างอิงก็ยังกล่าวหาได้จริงไหม
ไม่มีงบปี 35-41 แต่จะกล่าวหาเขาโกงตอนปี 35-41 ก็เชิญกล่าวหาไปแล้วกัน

ถ้าอย่างนั้นที่พวกเรากล่าวหาทักษิณ โดยมีหลักฐานอ้างอิงประกอบเป็นลำดับตามที่ยกมา
มันก็ต้องทำได้สิครับ และคุณก็ไม่ควรโวยวายแก้ต่างอะไรให้ทักษิณอีก

คุณเถียงไปเถียงมาเลยเข้าทางพอดี เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้  
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #126 เมื่อ: 21-04-2008, 10:44 »

ในทางกลับกันตัวคุณเองก็กล่าวหาเขาโดยไร้ที่มา ไม่มีอะไรอ้างอิงก็ยังกล่าวหาได้จริงไหม
ไม่มีงบปี 35-41 แต่จะกล่าวหาเขาโกงตอนปี 35-41 ก็เชิญกล่าวหาไปแล้วกัน

ถ้าอย่างนั้นที่พวกเรากล่าวหาทักษิณ โดยมีหลักฐานอ้างอิงประกอบเป็นลำดับตามที่ยกมา
มันก็ต้องทำได้สิครับ และคุณก็ไม่ควรโวยวายแก้ต่างอะไรให้ทักษิณอีก

คุณเถียงไปเถียงมาเลยเข้าทางพอดี เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้  

มีพิรุธในปีก่อนหน้า ผลถึงออกมาในปีหลัง เมื่อยกเอาหลักฐานตอนสิ้นสุดบริษัท
มาให้ มันก็ชัดแล้วว่า เป็นการบริหารที่ผิดพลาด มีเงื่อนงำ เพราะว่าเจ้าของที่เป็น
ผู้บริหารไม่ได้จนหรือเจ๊งไปกับบริษัทด้วย ประเด็นนี้ไม่ทราบจะตะแบงไปทำไม
หรือคิดว่าผู้บริหารตอนนี้ตกยากไปเข็นรถขายข้าวมันไก่ หลักฐานที่ยกมา

ทุน 200 บริหารจนเจ๊ง หนี้ 5000 หน่วยล้านบาท ผู้บริหารยังรวยอยู่ ไม่ชัดอีกเรอะ

ไม่เหมือนกรณีทักษิณ ที่ไม่มีการเจ๊งจนทำผู้ถือหุ้นรายอื่น หรือเจ้าหนี้เดือดร้อนไป
ด้วย เป็นการกล่าวหาที่เบาหวิว ไร้หลักฐานมากที่สุด
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #127 เมื่อ: 21-04-2008, 10:53 »

มีพิรุธในปีก่อนหน้า ผลถึงออกมาในปีหลัง เมื่อยกเอาหลักฐานตอนสิ้นสุดบริษัท
มาให้ มันก็ชัดแล้วว่า เป็นการบริหารที่ผิดพลาด มีเงื่อนงำ เพราะว่าเจ้าของที่เป็น
ผู้บริหารไม่ได้จนหรือเจ๊งไปกับบริษัทด้วย ประเด็นนี้ไม่ทราบจะตะแบงไปทำไม
หรือคิดว่าผู้บริหารตอนนี้ตกยากไปเข็นรถขายข้าวมันไก่ หลักฐานที่ยกมา

ทุน 200 บริหารจนเจ๊ง หนี้ 5000 หน่วยล้านบาท ผู้บริหารยังรวยอยู่ ไม่ชัดอีกเรอะ

ไม่เหมือนกรณีทักษิณ ที่ไม่มีการเจ๊งจนทำผู้ถือหุ้นรายอื่น หรือเจ้าหนี้เดือดร้อนไป
ด้วย เป็นการกล่าวหาที่เบาหวิว ไร้หลักฐานมากที่สุด

การที่เขาเจ๊งตอนวิกฤติลอยค่าเงินบาท มันแสดงว่าเขารู้ล่วงหน้าตรงไหน?

การที่บริษัทเจ๊ง เจ้าของเขาก็เจ๊งไปตามส่วนที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสูญเสียเงินทั้งหมดที่มี ง่ายๆ แค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ

กรณีทักษิณที่ไม่เจ๊งในขณะที่คนอื่นๆ ส่วนใหญ่เจ๊งต่างหากถึงจะเป็นข้อพิรุธ
แสดงถึงว่าอาจรู้่ล่วงหน้าเรื่องลอยค่าเงินบาท


ในเวลาต่อมาผู้บริหารของ ธปท.ที่รู้ล่วงหน้า ก็ไปนั่งทำงานในเครือชินคอร์ป
ถ้าไปอยู่กับคุณเจริญ (เบียร์ช้าง) หรือ คุณธนินท์(ซีพี) ใครจะไปสงสัยอะไร
นอกจากไม่ไร้หลักฐาน ยังมีเหตุการณ์จริงแบบนี้ให้รู้เห็นกันโดยทั่วไป 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2008, 10:57 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #128 เมื่อ: 21-04-2008, 10:54 »

เค้าถึงมีสำนวนออกมาว่า

กำขี้ ดีกว่า กำตด ไงครับ
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #129 เมื่อ: 21-04-2008, 10:55 »

หลักฐานคำพิพากษา กับงบการเงินปี 42 43 มันก็ชัดอยู่แล้ว ไม่พอประเด็นไหน บริษัท
มีทุนจากเจ้าของ สองร้อยล้าน กับหนี้สี่พันล้าน แล้วเงินจากหนี้มันหายไปจากบริษัทหมด
แค่นี้ยังไม่ชัดอีกหรือ ต้องมีคลิปมาประกอบใช่มั้ยนั่นว่า เงินมันไหลไปยังไง

อย่าสองมาตรฐานนักเลย กรณีของทักษิณไม่มีหลักฐานอะไรซักนิด งบก็ไม่มี หลักฐานซื้อขาย
ดอลลาร์ก็ไม่มี ไม่รู้สึกทุเรศในมาตรฐานตัวเองมั่งเรอะ

ย้ำอีกครับหนึ่ง..

ในทางกลับกันตัวคุณเองก็กล่าวหาเขาโดยไร้ที่มา ไม่มีอะไรอ้างอิงก็ยังกล่าวหาได้จริงไหม
ไม่มีงบปี 35-41 แต่จะกล่าวหาเขาโกงตอนปี 35-41 ก็เชิญกล่าวหาไปแล้วกัน

ถ้าอย่างนั้นที่พวกเรากล่าวหาทักษิณ โดยมีหลักฐานอ้างอิงประกอบเป็นลำดับตามที่ยกมา
มันก็ต้องทำได้สิครับ และคุณก็ไม่ควรโวยวายแก้ต่างอะไรให้ทักษิณอีก

คุณเถียงไปเถียงมาเลยเข้าทางพอดี เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #130 เมื่อ: 21-04-2008, 12:50 »

อะไรกันเนี่ย ตะแบงอะไรซื่อบื้ออย่างง้าน เสียฟอร์มเปล่าๆ น่า

ตอนวิกฤตลอยตัวเงินบาทที่เจ๊ง ปรากฎว่าสินทรัพย์หายเรียบ เหลือแต่หนี้
ไม่ต้องถามหางบนะว่าสินทรัพย์หายไปยังไง เรียนแค่บัญชี 1 ก็รู้แล้ว บริษัท
เจ๊ง เจ้าของจะเจ๊งไปด้วยได้ไง ในเมื่อปัจจุบันยังรวยขนาดมีที่อยู่สีลม แล้ว
เงินในบริษัทเป็นพันล้านมันหายไปไหน บริหารขาดทุนสี่พันห้าพันล้านเรอะ
ตลกหรือเปล่า เสียเงินไปกับที่ลงทุนครั้งแรก เทียบกับที่ได้กลับมาแบบลึก
ลับมันคนละยอดเงินเลย สี่พันห้าพันล้านกับสองร้อยล้านงบที่ให้ไปก็แสดง
เห็นๆ ยังไม่เห็นตอบเลยว่าจะเอาอะไรกับงบปีก่อนหน้าที่ยังไม่ตัดขาดทุน
หรือว่าเอาชนะที่ได้เห็นงบ ที่กล่าวหาอ้างอิงจากงบปี 42-43 ก็ชัดเจนมาก
พอแล้ว การกล่าวหาทักษิณซะอีกที่ไม่มีงบอะไรเลย แค่หลักฐานว่าซื้อเงิน
ดอลลาร์ก็ไม่มี มันไม่ได้เกี่ยวกับเถียงเข้าทางอะไรซักนิด แค่คำแก้ตัวห่วยๆ
ในยามจนแต้มที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกล่าวหาว่าทักษิณรู้ล่วงหน้าแล้วไป
ซื้อเงินดอลลาร์ก่อนลอยตัวค่าเงิน รู้ล่วงหน้าก็ไม่มีหลักฐาน แค่เดาๆ ว่ามีคน
รู้ ซื้อเงินดอลลาร์ยิ่งไม่มีหลักฐานอะไรเลย เปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกจริงมั้ย
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #131 เมื่อ: 21-04-2008, 13:51 »

อะไรกันเนี่ย ตะแบงอะไรซื่อบื้ออย่างง้าน เสียฟอร์มเปล่าๆ น่า

ตอนวิกฤตลอยตัวเงินบาทที่เจ๊ง ปรากฎว่าสินทรัพย์หายเรียบ เหลือแต่หนี้
ไม่ต้องถามหางบนะว่าสินทรัพย์หายไปยังไง เรียนแค่บัญชี 1 ก็รู้แล้ว บริษัท
เจ๊ง เจ้าของจะเจ๊งไปด้วยได้ไง ในเมื่อปัจจุบันยังรวยขนาดมีที่อยู่สีลม แล้ว
เงินในบริษัทเป็นพันล้านมันหายไปไหน บริหารขาดทุนสี่พันห้าพันล้านเรอะ
ตลกหรือเปล่า เสียเงินไปกับที่ลงทุนครั้งแรก เทียบกับที่ได้กลับมาแบบลึก
ลับมันคนละยอดเงินเลย สี่พันห้าพันล้านกับสองร้อยล้านงบที่ให้ไปก็แสดง
เห็นๆ ยังไม่เห็นตอบเลยว่าจะเอาอะไรกับงบปีก่อนหน้าที่ยังไม่ตัดขาดทุน
หรือว่าเอาชนะที่ได้เห็นงบ ที่กล่าวหาอ้างอิงจากงบปี 42-43 ก็ชัดเจนมาก
พอแล้ว การกล่าวหาทักษิณซะอีกที่ไม่มีงบอะไรเลย แค่หลักฐานว่าซื้อเงิน
ดอลลาร์ก็ไม่มี มันไม่ได้เกี่ยวกับเถียงเข้าทางอะไรซักนิด แค่คำแก้ตัวห่วยๆ
ในยามจนแต้มที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกล่าวหาว่าทักษิณรู้ล่วงหน้าแล้วไป
ซื้อเงินดอลลาร์ก่อนลอยตัวค่าเงิน รู้ล่วงหน้าก็ไม่มีหลักฐาน แค่เดาๆ ว่ามีคน
รู้ ซื้อเงินดอลลาร์ยิ่งไม่มีหลักฐานอะไรเลย เปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกจริงมั้ย

ยังเถียงไม่ยอมเลิกอีก.. 

กิจการที่เป็นบริษัทจำกัด ชื่อมันก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า "จำกัด" ที่เคยเรียนมาเขาไม่ได้สอนหรือ
เมื่อกิจการเจ๊ง ผู้ถือหุ้นก็รับผิดชอบไปตามสัดส่วนที่ถือหุ้น เขาไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินทั้งหมด
อยู่ในบริษัทที่เจ๊ง ดังนั้นเมื่อบริษัทเจ๊งเขาก็ไม่จำเป็นต้องหมดเนื้อหมดตัว

ที่ดินที่สีลมมันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่เจ๊งหรือเปล่าล่ะครับ ถ้าไม่ใช่มันก็ยังเป็นของเขา

เงินในบริษัทเป็นพันล้านหายไปไหนผมจะไปรู้ได้ยังไง ในเมื่องบปี 42-43 ที่คุณยกมาให้ดู
มันมีแต่ตัวเลขหนี้สิน ผมยังไม่เห็นตอนมันเป็นเงินสดเลย ตัวคุณก็ยืนยันเองว่ายอดหนี้ที่เห็น
ไม่ใช่เงินกู้ บอกว่าเป็นเจ้าหนี้การค้าไม่ใช่หรือ แล้วมันจะมีเงินพันล้านอยู่ในบริษัทได้ยังไง
มันก็มีแต่ไปซื้อของเอาไว้แล้วติดหนี้ไม่จ่ายเขาเท่านั้นเอง..

ก็ตั้งโจทย์มาเองว่าหนี้ที่เห็นไม่ใช่เงินกู้ แล้วจะมาถามหาว่าเงินพันล้านในบริษัทหายได้ยังไง
ถามแต่คนอื่น ตกลงคุณเรียน บัญชี 1 มาหรือเปล่านี่

...

แล้วคุณยังไม่ตอบเลยนะว่า ที่บริษัทเจ๊งมันแสดงว่าเขารู้เรื่องลอยค่าเงินล่วงหน้าตรงไหน
ตอนนั้นบริษัทในประเทศไทยส่วนใหญ่ก็เจ๊งกันทั้งนั้น แสดงว่ารู้เรื่องลอยค่าเงินกันหมดสิ
เห็นเจ้าของบริษัทที่เจ๊งส่วนใหญ่ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้ามีเงินทองทั้งนั้น
ส่วนทักษิณที่ไม่เจ๊งและรวยกว่าคนอื่น นั่นไม่เกี่ยวกับอินไซด์เดอร์ใช่ไหม 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2008, 13:58 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #132 เมื่อ: 21-04-2008, 14:16 »

เอ เข้าใจคำว่าสินทรัพย์หมุนเวียนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มั้ยเนี่ย
เวลากู้เงินธนาคารหรือเจ้าหนี้การค้าได้สินทรัพย์มา มันก็ต้องลงเป็นสินทรัพย์
ในข้างเดบิตงบดุลทั้งนั้น รู้ป่าวข้างไหน ในเมื่อมันไม่มีสินทรัพย์แล้ว แสดงว่า
มันได้แปลงสภาพเป็นขาดทุน หรือคิดว่าเจ้าหนี้การค้าไม่ต้องลงบัญชีสินทรัพย์
หว่า จะเอาไปตัดเป็นต้นทุนขายหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็เข้ากระบวนการแปลง
สภาพเป็นเงินหรือลูกหนี้การค้าทั้งนั้น จะให้แปลงเป็นขาดทุนไปเลยสี่พันล้าน
เจ้าหนี้ที่ไหนจะยอม ชอบแสดงความเห็นตลกฝืดไม่ขำซะเรื่อย

เรื่องบริษัทเจ๊งเพราะรู้ล่วงหน้าตอบมาหลายรอบแล้ว กลับไปอ่านเองดีกว่ามั้ง
ที่บอกแสดงว่ารู้เรื่องลอยค่าเงินกันหมด คงจะจริง เพราะไม่เห็นมีเจ๊งจริงซักราย
เจ๊งแบบเดียวกับพ่อนายปานเทพนั่นแหละ บริษัทเจ๊งเจ้าของยังรวยมากอยู่ ที่
ยอมปล่อยบริษัทเจ๊ง ก็เพราะ

กิจการที่เป็นบริษัทจำกัด ชื่อมันก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า "จำกัด"
บันทึกการเข้า
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #133 เมื่อ: 21-04-2008, 14:27 »

สมชื่อชอบแถจริงๆ แถไปได้เรื่อยๆ

น่าสมเพชจริงๆ จงเป็นขี้ข้าไอ้พวกชินวัตรต่อไปเถอะ
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #134 เมื่อ: 21-04-2008, 17:41 »

เอ เข้าใจคำว่าสินทรัพย์หมุนเวียนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มั้ยเนี่ย
เวลากู้เงินธนาคารหรือเจ้าหนี้การค้าได้สินทรัพย์มา มันก็ต้องลงเป็นสินทรัพย์
ในข้างเดบิตงบดุลทั้งนั้น รู้ป่าวข้างไหน ในเมื่อมันไม่มีสินทรัพย์แล้ว แสดงว่า
มันได้แปลงสภาพเป็นขาดทุน หรือคิดว่าเจ้าหนี้การค้าไม่ต้องลงบัญชีสินทรัพย์
หว่า จะเอาไปตัดเป็นต้นทุนขายหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็เข้ากระบวนการแปลง
สภาพเป็นเงินหรือลูกหนี้การค้าทั้งนั้น จะให้แปลงเป็นขาดทุนไปเลยสี่พันล้าน
เจ้าหนี้ที่ไหนจะยอม ชอบแสดงความเห็นตลกฝืดไม่ขำซะเรื่อย

เรื่องบริษัทเจ๊งเพราะรู้ล่วงหน้าตอบมาหลายรอบแล้ว กลับไปอ่านเองดีกว่ามั้ง
ที่บอกแสดงว่ารู้เรื่องลอยค่าเงินกันหมด คงจะจริง เพราะไม่เห็นมีเจ๊งจริงซักราย
เจ๊งแบบเดียวกับพ่อนายปานเทพนั่นแหละ บริษัทเจ๊งเจ้าของยังรวยมากอยู่ ที่
ยอมปล่อยบริษัทเจ๊ง ก็เพราะ

กิจการที่เป็นบริษัทจำกัด ชื่อมันก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า "จำกัด"

คุณนี่เหลือเชื่อจริงๆ จะพยายามแสดงภูมิบัญชีเบื้องต้นให้เสียเวลาทำไม? 

การดำเนินกิจการอะไรก็ตามย่อมเกิดการขาดทุนได้ โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤติ
ในช่วงเดียวกันมีกิจการขนาดใหญ่ล้ม คิดเป็นสินทรัพย์รวมกันหลายแสนล้าน
เมื่อขาดทุนมากๆ ก็ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบได้ และถ้ามีเจ้าหนี้ปอดแหก
มาฟ้องเอาในจังหวะที่เขาเพิ่มทุนไม่ได้ กิจการก็ล้มละลายเท่านั้นเอง

ส่วนเขาจะล้มปกติหรือจงใจล้ม ถ้าคุณจะกล่าวหาเขาต้องไปหาพยานหลักฐาน
ถ้าจะอ้างเรื่องบริษัทเช่าตึกเจ้าของบริษัท หรือบริษัทเจ๊งแล้วเจ้าของยังมีที่ดิน
เหลืออยู่ที่สีลม ผมก็อธิบายไปแล้วว่ามันใช้ไม่ได้


...

คุณก็รับมุกผมไปได้เรื่อยเปื่อย ว่าทุกคนรู้เรื่องลอยค่าเงินบาทกันล่วงหน้า
ถ้าเป็นจริงโอกาสรวยเห็นๆ ทำไมทั้งประเทศไม่ทำตามกลุ่มชินคอร์ปละครับ
ทั้งประกันความเสี่ยงค่าเงิน ทั้งเร่งชำระหนี้ล่วงหน้า ทั้งตุนสินค้านำเข้า ฯลฯ

ที่ต้องปล่อยให้บริษัทเจ๊งมันจึงเป็นเหตุสุดวิสัย ใครจะบ้าเอาทรัพย์สินเงินทอง
ที่อยู่นอกบริษัทจำกัด ไปทุ่มกอบกู้บริษัทเกินที่เขาต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

ทั้งหมดจึงไม่ใช่ความผิดมาตั้งแต่ต้น เขาทำถูกแล้วสำหรับบริษัท "จำกัด"
ว่าแต่คุณตอบมาทำไมอีก ในเมื่อก็สรุปเหมือนที่ผมสรุปทุกอย่างเลยนี่นา 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2008, 18:00 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #135 เมื่อ: 21-04-2008, 17:53 »

ไปเจอบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารกรีไทย พูดถึงการทำธุรกิจสมัยก่อนวิกฤติเศรษฐกิจที่รับงานเป็นหมื่นล้าน
และยอมรับว่าในช่วงวิกฤตเจ็บตัวค่อนข้างมาก เพราะไปกู้เงินมาใช้ในการก่อสร้าง เมื่อรอดมาได้จึงปรับแผน
ลดขนาดงานที่ทำลง ลดขนาดกิจการลง เลิกกู้เงินมาใช้ในการก่อสร้าง ใช้แต่ทุนตัวเองทำงานเล็กๆ

ดังนั้นคงไม่แปลกหรอกถ้าจะมีกิจการก่อสร้างอื่นๆ ที่ต้องล้มในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเกิดปัญหาเหมือนกัน
จากการกู้เงินมาใช้ในการก่อสร้างงานใหญ่ๆ ระดับพันล้าน แต่ต่างกันที่ไม่สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤติได้
และทำให้คนบางคนจินตนาการไปว่าผู้บริหารมีการโยกย้ายเงิน โดยรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการลอยค่าเงินบาท 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กรีไทยเข็ดรับงานรัฐบาล
โดย ผู้จัดการรายวัน 23 มกราคม 2549 21:09 น.
http://www.acassoc.com/o2/Newsdetail.asp?id=2610

ผู้จัดการรายวัน – “กรีไทย” เข็ดวิกฤตเศรษฐกิจงดรับงานใหญ่-งานภาครัฐ หวั่นความผันผวนเศรษฐกิจ ขอรับงานปีละ 400-500 ล้านบาท
ใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 15 เดือน ระบุศักยภาพยังรับงานใหญ่ได้ แถมมีกลุ่มทุนมาเลเชีย-สิงคโปร์เจรจาร่วมทุนเพื่อรับงานเมกะโปรเจกต์
แต่ ปฏิเสธ ล่าสุดเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการเดอะฟิฟท์ อเวนิว ของบ.อุบลชาติ กรุ๊ป มูลค่างาน 220 ล้านบาท

นายอาจณรงค์ เกตุวรวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีไทย คอนสตรั๊คชั่น จำกัด บริษัทรับเหมาที่มีชื่อเสียง เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่
บริษัทประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทได้ดำเนินการบนพื้นฐานของความเป็นจริง ด้วยการยึดหลักการกระจายความเสี่ยง โดยจะรับงาน
ปีละประมาณ 400-500 ล้านบาท หรือประมาณ 4-5 โครงการ ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 12-15 เดือน เพื่อป้องกันความผันผวนของเศรษฐกิจ

ในส่วนของงานภาครัฐนั้น บริษัทยังไม่มีความสนใจที่จะเข้าไปประมูลงานโดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ แม้ว่าจะมีผู้รับเหมาจากต่างประเทศ
ทั้งมาเลเซีย และสิงคโปร์เข้ามาเจรจา เพื่อขอร่วมทุนในการเข้าไปประมูลงานโครงการดังกล่าว แต่บริษัทได้ปฏิเสธไป เนื่องจากไม่มั่นใจ
ในสภาวะเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบกับต้นทุนการก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้บริษัทประสบปัญหาการขาดทุนได้ หากมีการบริหารจัดการไม่ดี
หรือผลตอบแทนไม่คุ้มค่าการลงทุน

" ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทเคยรับงานประมาณ 20 โครงการมูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท มีพนักงานประจำกว่า 1,200 คน และมี
แรงงานก่อสร้างกว่า 10,000 คน แต่ปัจจุบันเรามีคนงานเหลือแค่ 30% ยอมรับว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาเราเจ็บตัวค่อนข้างมาก ได้รับ
บทเรียนมากมาย ทำให้ในปัจจุบัน ต้องหันมาดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในปัจจุบันเราไม่ได้กู้เงินมาใช้ในการก่อสร้าง
โดยใช้ทุนตัวเองมาโดยตลอด และโดยศักยภาพของบริษัท จะยังสามารถรับงานใหญ่ได้แต่ไม่อยากรับ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์
เนื่องจากไม่ถนัดงานภาครัฐ อีกทั้งมองว่ารับงานภาคเอกชนดีกว่า"
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #136 เมื่อ: 21-04-2008, 22:26 »

คุณก็รับมุกผมไปได้เรื่อยเปื่อย ว่าทุกคนรู้เรื่องลอยค่าเงินบาทกันล่วงหน้า
ถ้าเป็นจริงโอกาสรวยเห็นๆ ทำไมทั้งประเทศไม่ทำตามกลุ่มชินคอร์ปละครับ
ทั้งประกันความเสี่ยงค่าเงิน ทั้งเร่งชำระหนี้ล่วงหน้า ทั้งตุนสินค้านำเข้า ฯลฯ

มันไม่ทำตามกลุ่มชินวัตร เพราะว่า
1. มันไม่ได้กู้นอก
2. มันมองแล้วผู้ว่าจ้างมันจะเจ๊ง และจะไม่มีเงินจ่ายมัน
3. เงินที่ธนาคารให้มันกู้ หรือเจ้าหนี้การค้าปล่อยเครดิตให้มันยังหมุนอยู่ในบริษัท
4. หาทางเอาเงินออกมาปล่อยบริษัทล้มไปได้มากกว่าทักษิณทำเยอะ ไม่ต้องรับผิดชอบ
   และไม่ต้องมาเสี่ยงกับการที่ไม่มีลูกค้า

บริษัท ที่ไม่ปล่อยบริษัทล้ม เช่น กรีไทย ตอนนี้ พิทักษ์ทรัพย์อยู่ ไม่ใช่ กรีไทย คอนสตรั๊คชั่น ที่ให้สัมภาษณ์
บริษัท กรีไทย จำกัด ที่มีบิลลิ่ง 20 หน่วยงาน หน่วยงานหนึ่งทำประมาณสามปี (ตัวอย่างก็อิมพีเรียลลาดพร้าว)
บิลลิ่ง หมื่นล้าน หาร สามปี ก็ประมาณ สามพันกว่าล้านต่อปี เกษมกิจเล็กกว่ากรีไทยครึ่งหนึ่ง เพราะมีหน่วยงาน
พร้อมกันต่ำกว่า 10 หน่วยงาน แต่เป็นหน่วยงานใหญ่ๆ ทำนานๆ เช่น กรมสรรพากร ตึกช้าง

อย่างน้อย กรีไทย ก็ยังมีความรับผิดชอบมากกว่าหน่อยนึงแหละว้า
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #137 เมื่อ: 22-04-2008, 12:34 »

มันไม่ทำตามกลุ่มชินวัตร เพราะว่า
1. มันไม่ได้กู้นอก
2. มันมองแล้วผู้ว่าจ้างมันจะเจ๊ง และจะไม่มีเงินจ่ายมัน
3. เงินที่ธนาคารให้มันกู้ หรือเจ้าหนี้การค้าปล่อยเครดิตให้มันยังหมุนอยู่ในบริษัท
4. หาทางเอาเงินออกมาปล่อยบริษัทล้มไปได้มากกว่าทักษิณทำเยอะ ไม่ต้องรับผิดชอบ
   และไม่ต้องมาเสี่ยงกับการที่ไม่มีลูกค้า

บริษัท ที่ไม่ปล่อยบริษัทล้ม เช่น กรีไทย ตอนนี้ พิทักษ์ทรัพย์อยู่ ไม่ใช่ กรีไทย คอนสตรั๊คชั่น ที่ให้สัมภาษณ์
บริษัท กรีไทย จำกัด ที่มีบิลลิ่ง 20 หน่วยงาน หน่วยงานหนึ่งทำประมาณสามปี (ตัวอย่างก็อิมพีเรียลลาดพร้าว)
บิลลิ่ง หมื่นล้าน หาร สามปี ก็ประมาณ สามพันกว่าล้านต่อปี เกษมกิจเล็กกว่ากรีไทยครึ่งหนึ่ง เพราะมีหน่วยงาน
พร้อมกันต่ำกว่า 10 หน่วยงาน แต่เป็นหน่วยงานใหญ่ๆ ทำนานๆ เช่น กรมสรรพากร ตึกช้าง

อย่างน้อย กรีไทย ก็ยังมีความรับผิดชอบมากกว่าหน่อยนึงแหละว้า

ผมถามว่า ...

"ถ้าทุกคนรู้เรื่องลอยค่าเงินบาทกันล่วงหน้า ทำไมทั้งประเทศไม่ทำตามกลุ่มชินคอร์ป"

ถ้าคุณจะบอกว่าทั้งประเทศ "ไม่ได้กู้เงินเมืองนอก" นั่นมันบิดเบือนสุดๆ แล้ว
ตอนนั้นที่ธุรกิจล่มทั้งประเทศก็เพราะมีการกู้เงินเมืองนอกมหาศาลนะครับ

ถ้าทุกคนรู้เรื่องลอยค่าเงินกันล่วงหน้าก็ต้องทำเหมือนชินคอร์ป ถามว่าทำไมเขาไม่ทำ

คำตอบก็คือส่วนใหญ่เกือบทุกคนไม่มีใครรู้ล่วงหน้าทั้งนั้น
คุณจะบิดเบือนไปยังไงมันก็ไม่พ้นประเด็นมีคนรู้เรื่องลอยค่าเงินล่วงหน้าไปได้ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #138 เมื่อ: 22-04-2008, 17:19 »

พวกขี้อิจฉาคงนอนไม่หลับฟุ้งซ่านเพราะเห็นคนอีสานรักและเทิดทูนคุณทักษิณแบบนี้....ฮ่าๆๆๆ



คตส.แฉ “ปากกาสีดำ” มัดแน่น “แม้ว” บงการงาบซีทีเอ็กซ์ 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2551 23:15 น.
 
 
 
        คตส.ฟัน “ทักษิณ” เอี่ยวงาบ “ซีทีเอ็กซ์ 9000” หลังพบหลักฐานเด็ดลายเส้น “ปากกาสีดำ” ทำเครื่องหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสายพานระบบลำเลียงกระเป๋า เผยเตรียมร่วมถกส่งอัยการสูงสุด หรือยื่นฟ้องศาลฎีกาเอง
       
       วานนี้ (20 เม.ย.) รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในวันที่ 21 เม.ย.นี้ วาระที่น่าสนใจ คือ คณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่มีนายอำนวย ธันธรา เป็นประธาน จะนำสรุปผลสำนวนการไต่สวนคดีดังกล่าว รายงานให้ที่ประชุมใหญ่มีมติเห็นชอบว่าจะส่งฟ้องอัยการสูงสุด หรือฟ้องเองโดยตรงที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่อนุกรรการไต่สวนเสนอหรือไม่
       
       สำหรับรายงานลับซึ่งเป็นผลการไต่สวนสำนวนการสอบสวนคดีซีทีเอ็กซ์ 9000 นั้น พบว่า เอกสารการสอบสวนดังกล่าวซึ่งมีนับพันหน้า รวมแล้วหลายสิบแฟ้ม จะมีการบรรยายความเป็นมาของคดีนี้โดยละเอียด ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงกระบวนการอนุมัติการจัดซื้อ และการรับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ ที่ส่งมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในส่วนของกระบวนการจัดซื้อนั้น อนุกรรมการได้มีการบรรยายโดยละเอียดตั้งแต่ต้นเมื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบการตรวจสายพานลำเลียงกระเป๋า และสัมภาระ โดยมติของคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ (บทม.) หลายครั้งในช่วงปี 2546 ซึ่งมีการเห็นชอบ และผลักดันโดยตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.)
       
       แฉหลักฐาน “ปากกาสีดำ” มัด “แม้ว”
       
       การกระทำดังกล่าว อนุกรรมการเห็นว่ากระบวนการทั้งหมดในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างเครื่องซีทีเอ็กซ์มีเงื่อนงำ และส่อพิรุธทำให้เกิดกระบวนการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และทำให้รัฐได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก ดังนั้นอนุกรรมการไต่สวนคดีซีทีเอ็กซ์ของ คตส. จึงมีมติให้ดำเนินคดี และแจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาลำดับที่ 1 อีกทั้งอนุกรรมการมีพยานหลักฐาน คือ คำให้การของพยานบุคคล ซึ่งมาให้การกับ คตส.ว่า ในเอกสารการประชุม และสั่งการของ กทภ.ที่มีการสั่งให้ใช้จัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ พบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทำสัญลักษณ์บางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยใช้ “ปากกาสีดำ” เป็นเครื่องหมาย และพยานได้ระบุกับ คตส.ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือผู้ระบุในที่ประชุมให้เปลี่ยนแปลงระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าดังกล่าว
       
       “จากผลการสอบสวนพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกฯ และประธาน กทภ.ที่ได้เข้าประชุม ครม. เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2548 พบว่า ไม่ได้มีการตำหนิการทำงานของบอร์ด บทม. และบอร์ด ทอท. โดยเฉพาะการไม่แจ้งถึงความเสียหายที่ บทม. และ ทอท.จะได้รับในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า และการตัดสินใจซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ รวมไปถึงการแก้ไขความเสียหาย และภาพพจน์ของประเทศไทยที่ได้รับจากปัญหาที่เกิดขึ้นหลังมีข่าวเรื่องปัญหาสินบนการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ ซึ่งกระทบกับภาพพจน์ของประเทศไทยอย่างรุนแรง” ผลการสอบสวนคดีซีทีเอ็กซ์ของ คตส.ตอนหนึ่ง ระบุ
       
       “สุริยะ-ธีรวัฒน์” มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
       
       นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาอื่นๆ ประกอบด้วย ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาลำดับที่ 2 คือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้รู้เห็นกระบวนการ และขั้นตอนการจัดซื้อทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นผู้เดินทางไปรับเครื่องซีทีเอ็กซ์ด้วยตัวเองด้วย สำหรับผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาลำดับที่ 3 คือ นายธีรวัฒน์ ฉัตราธิมุข ซึ่งเป็นทีมงานฝ่ายการเมืองหน้าห้องของนายสุริยะ โดยต่อมาได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการให้เป็นประธานที่ปรึกษา รมว.คมนาคม
       
       ภายหลังพบว่า นายธีรวัฒน์ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ใดๆ แต่กลับไปเข้าร่วมประชุมกับตัวแทนผู้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจอนุมัติจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ คือ ตัวแทนจากบริษัทอินวิชั่น ตัวแทนของกลุ่ม ITO บริษัท บทม.โดยตลอด เพื่อหาข้อตกลงในการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ ดังนั้น นายธีรวัฒน์ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช.มาตรา 4(5)
       
       ชี้ผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
       
       จากพยานหลักฐานที่อนุกรรมการไต่สวนได้รับ พบว่า ทั้ง 3 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ นายสุริยะ และนายธีรวัฒน์ ซึ่งเป็นนักการเมืองนั้น ได้แจ้งต่อที่ประชุมผู้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ หลายครั้งว่า ต้องการให้ได้ข้อสรุปในการซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์โดยเร็วที่สุด และทั้ง 3 คน มีส่วนผลักดันให้มีการซื้อเครื่องดังกล่าวจากบริษัทอินวิชั่นอย่างสูง ในรายงานลับผลการสอบสวนคดีซีทีเอ็กซ์ ยังระบุถึงผู้ถูกดำเนินคดีในคดีนี้อีกว่า ยังมีอดีตคณะกรรมการบริหารบริษัท ทอท.ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรของรัฐ แต่กลับมีมติหลายครั้ง เพื่อเร่งรัดดำเนินการในการทำสัญญาซื้อขายระหว่าง บทม.กับอินวิชั่น จึงถือว่ามีความผิดในฐานะร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
       
       ซึ่งรายชื่ออดีตบอร์ด ทอท.ที่ถูก คตส.เอาผิด เช่น นายชัยเกษม นิติศิริ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน นายศรีสุข จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม และอดีตประธานบอร์ด ทอท. และ บทม. นายอารีพงษ์ พุ่มชะอุ่ม พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้ นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ นายปรีชา จรุงกิจอนันต์ นายสามารถ ราชภักดิ์ นายสมชัย สวัสดิผล นายอดิเทพ นาคะวิสุทธิ์ ที่เป็นกรรมการพิจารณาต่อรองราคางานจ้างออกแบบปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยฯ นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ เป็นต้น
       
       “ไอทีโอ-แพทริออต” ไม่รอด-โดนดำเนินคดี
       
       “สำหรับบริษัทเอกชนที่ถูก คตส.เอาผิด และดำเนินคดีอาญา ประกอบด้วย กลุ่มบริษัทไอทีโอ เพราะถือว่าได้รับผลกำไรขาดทุนจากการดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าดังกล่าว บริษัทแพทริออต ในฐานะบริษัทนายหน้า และเป็นตัวแทนของบริษัทอินวิชั่นในประเทศไทย ที่มีนายวรพจน์ ยศทัตต์ หรือเสี่ยเช เป็นเจ้าของ ซึ่งผู้บริหารของกลุ่มบริษัทเอกชนดังกล่าว คือ ไอทีโอ และแพทริออต จะถูกดำเนินคดีทั้งหมด”รายงานข่าว ระบุ
       
       เอกสารลับผลการสอบสวน ยังระบุว่า สำหรับบุคคลที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกเอาผิดในชั้นอนุกรรมการไต่สวน แต่จะไม่มีชื่อถูกเอาผิดในการส่งสำนวนฟ้องศาลเพราะพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือการดำเนินคดี จึงต้องระงับไปตามกฎหมาย ประกอบด้วย นายวิชัย จึงรักเกียรติ นายวรวิทย์ วิสูตรชัย เพื่อนร่วมรุ่นคณะวิศวกรรมกับนายวรพจน์ นายโดมินิค แมคเกอดดี้ ชาวต่างชาติ รวมทั้งบริษัทควอโตเทค ที่ บทม.ไปจ้างมาเป็นบริษัทวิศวกรอิสระตรวจรับรองแบบระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกอนุกรรมการไต่สวนชี้มูลในชั้นไต่สวนว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย แต่ปรากฏว่า ต่อมาบริษัทควอโตเทคได้ไปควบรวมกิจการบริษัท LLC เป็น QuatrotecLlc ทำให้ความเป็นนิติบุคคลสิ้นสุดลง การดำเนินคดีอาญาจึงต้องระงับไปด้วย
       
        “ทักษิณ” อ่วมสุดเจอความผิด 2 กระทง
       
       รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า สำหรับการเอาผิดตามกฎหมายนั้น จะมีการแยกเขียนบรรยายลักษณะความผิด โดยบางคนจะมีความผิด 2 กระทง และบางคนจะมีความผิดแค่ 1 กระทง แต่ที่หนักที่สุดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสุริยะ เพราะพบว่าเป็นแค่ 2 คนเท่านั้นที่โดนเอาผิด 2 กระทง คือ 1.ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,86,90,144,157 รวมทั้งความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 83 และความผิดกระทงที่ 2 คือ ความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 70,84,91,97
       
       นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญของการเขียนสรุปผลการสอบสวนพบว่า อนุกรรมการได้มีการถกเถียงกันอย่างมากต่อการเอาผิดกับนายชัยเกษม นิติศิริ อัยการสูงสุด เนื่องจากตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ได้ให้ทุกสำนวนของ คตส.ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสำนวนการสั่งฟ้องต่อศาลก่อน แต่หากอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้อง ถึงค่อยกลับมาให้มีการตั้งกรรมการร่วม 2 ฝ่าย คือ คตส.กับอัยการ แล้วหากตกลงกันไม่ได้ถึงค่อยให้ คตส.ยื่นฟ้องเอง
       
       ซึ่งอนุกรรมการมีความเห็นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรกเห็นว่า คตส.สามารถยื่นฟ้องนายชัยเกษม ต่อศาลได้เลย โดยแยกสำนวนการส่งฟ้องออกมาต่างหากตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 97 แต่อีกฝ่ายเห็นว่าไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นการลัดขั้นตอน และรูปคดีไม่เข้ากับกฎหมาย ป.ป.ช. โดยสมควรส่งฟ้องนายชัยเกษม พ่วงไปกับบุคคลที่ถูกเอาผิดทั้งหมด แล้วหากอัยการสั่งไม่ฟ้องนายชัยเกษม จากนั้น คตส.ถึงค่อยยื่นฟ้องเอง ทำให้สุดท้ายอนุกรรมการไต่สวนต้องมีการนัดประชุมเพื่อลงมติชี้ขาดในวันจันทร์ที่ 21 เม.ย.นี้ว่า จะดำเนินการอย่างไรกับการเอาผิดนายชัยเกษม ต่อไป

 
 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000046166
 
 
 
พวกขี้อิจฉาคงนอนไม่หลับฟุ้งซ่านเพราะเห็นคนอีสานรักและเทิดทูนคุณทักษิณแบบนี้....ฮ่าๆๆๆ
พวกขี้อิจฉาคงนอนหลับ ไม่ฟุ้งซ่าน
เพราะมีความหวังว่าทักษิณจะเข้าคุกในเร็วๆ นี้....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ข่าวอย่างนี้ ไม่ค่อยปรากฏหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ
หรือ ปรากฏช้ากว่า 'ผู้จัดการ'.....

ไม่ขอยืนยันว่า 'ผู้จัดการ' ปั้นน้ำเป็นตัวไหม... Question


ปล. ระยะหลังลูกหลานแม๊ว ก็ไม่ค่อยเชื่อถือ'ไทยรัฐ'เหมือนกัน.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #139 เมื่อ: 22-04-2008, 20:50 »

ผมถามว่า ...

"ถ้าทุกคนรู้เรื่องลอยค่าเงินบาทกันล่วงหน้า ทำไมทั้งประเทศไม่ทำตามกลุ่มชินคอร์ป"

ถ้าคุณจะบอกว่าทั้งประเทศ "ไม่ได้กู้เงินเมืองนอก" นั่นมันบิดเบือนสุดๆ แล้ว
ตอนนั้นที่ธุรกิจล่มทั้งประเทศก็เพราะมีการกู้เงินเมืองนอกมหาศาลนะครับ

ถ้าทุกคนรู้เรื่องลอยค่าเงินกันล่วงหน้าก็ต้องทำเหมือนชินคอร์ป ถามว่าทำไมเขาไม่ทำ

คำตอบก็คือส่วนใหญ่เกือบทุกคนไม่มีใครรู้ล่วงหน้าทั้งนั้น
คุณจะบิดเบือนไปยังไงมันก็ไม่พ้นประเด็นมีคนรู้เรื่องลอยค่าเงินล่วงหน้าไปได้ 

สถาบันการเงินไทย กู้เงินนอกมาปล่อยในไทย กินส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถูกกว่า
เมื่อสถาบันการเงินไทย อยู่ดีๆ หยุดปล่อยกระทันหัน ธุรกิจที่กู้ในประเทศย่อม
รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกคนไม่ได้โง่ คนที่กู้เงินนอกจำนวนมหาศาลมีไม่
กี่กลุ่ม ที่เจ๊งกันเพราะว่าไอ้ไม่กี่กลุ่มนี้เอามาปล่อยต่อ เมื่อธุรกิจที่ไม่ได้กู้เงิน
นอกโดยตรง จะประกันความเสี่ยงอย่างทักษิณได้ไง คนที่ทำธุรกิจเฉพาะใน
ประเทศอยู่ดีๆ จะซื้อดอลลาร์มาเก็งกำไรในช่วงที่โดนเพ่งเล็ง มันไม่ใช่ง่ายๆ
ต้องมีหลักฐานไม่รู้ตั้งกี่อย่าง ถ้าเห็นล่วงหน้าว่าภายในปี 2540 ไม่วันใดก็วัน
หนึ่งลูกโป่งจะแตก เหมือนสมัยสมหมาย จะให้ทำอะไรได้ นอกจาก ชักทุน
ตัวเองออกจากบริษัทด้วยวิธีใดก็ได้ แล้วปล่อยบริษัทตามยถากรรม อธิบาย
มาซ้ำซากยืดยาว ไม่เข้าใจเลยเหรอ

ปล. ชินคอร์ปตอนนั้นยังไม่มีนะจ๊ะ
บันทึกการเข้า
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #140 เมื่อ: 22-04-2008, 21:07 »

คุณแก๊ส ยังไม่ได้ตอบสองเรื่อง นะจ๊ะ

1. ความคิดเห็นที่ 111

ถ้านายโภชินไม่ได้บอก แล้วโกหกศาลทำไมว่า "ไม่อยู่ในที่ประชุม"   

...


2. ความคิดเห็นที่ 118


แค่เรื่อง คุณชัยวัฒน์ อดีตรองผู้ว่าฯ ธปท. ที่เคยร่วมประชุมตัดสินใจลดค่าเงินเมื่อ 21 มิย 40
ก่อนหน้าการลอยค่าเงินมากกว่า 1 สัีปดาห์ แล้วต่อมาได้ไปร่วมงานเป็นผู้บริหารระดับสูงมาก
อยู่ในบริษัทเอสซีแอสเซท ในเครือชินคอร์ปของคุณทักษิณ มันก็เป็นเหตุให้ตั้งข้อสงสัยได้แล้ว
คุณอยากประหยัดฯ ลองอธิบายหน่อยว่ากรณีคุณชัยวัฒน์ร่วมงานกับ SC เป็นเรื่องปกติอย่างไร 

---

...
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #141 เมื่อ: 22-04-2008, 21:35 »

1. จะไปรู้มัน(เอ๊ยท่าน)เรอะ ไม่ใช่ญาตินี่หว่า
2. บริษัทมหาชน ใครมีความสามารถก็เข้าไปทำ กระบวนการขั้นตอน
ก็มีอยู่ อย่างรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ยังเข้าไปเป็นบอร์ดเอไอเอสได้เลย คุณพารณก็เคยทำงานในมูลนิธิ
ไทยคม ก็คนมันมีความสามารถสงสัยอะไรมากมาย
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #142 เมื่อ: 23-04-2008, 04:10 »

1. จะไปรู้มัน(เอ๊ยท่าน)เรอะ ไม่ใช่ญาตินี่หว่า

ถ้านายโภชินไม่ได้บอก แล้วโกหกศาลทำไมว่า "ไม่อยู่ในที่ประชุม"
ตอบแบบนี้ก็เท่ากับสละสิทธิแก้ต่าง และศาลท่านก็วินิจฉัยแล้วว่า
เรื่องที่โกหกทั้งที่ไปร่วมประชุมนี้ เป็น "พิรุธสำคัญ"

2. บริษัทมหาชน ใครมีความสามารถก็เข้าไปทำ กระบวนการขั้นตอน
ก็มีอยู่ อย่างรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ยังเข้าไปเป็นบอร์ดเอไอเอสได้เลย คุณพารณก็เคยทำงานในมูลนิธิ
ไทยคม ก็คนมันมีความสามารถสงสัยอะไรมากมาย

มั่วไปอ้างอิงชื่อคนอื่นมาเพิ่มเติมอีกแล้วนะคุณอยากประหยัดฯ
รอง ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ เคยรู้เห็นเรื่องการลอยค่าเงินบาท
เป็นการภายในล่วงหน้าเหมือน รอง ผู้ว่าฯ ธปท. ที่ไหนกัน

คุณชัยวัฒน์ อดีตรองผู้ว่าฯ ธปท. เคยร่วมตัดสินใจลดค่าเงินบาท
ก่อนการลอยค่าเงินกว่า 1 สัีปดาห์ แล้วต่อมาได้ไปร่วมงานเป็น
ผู้บริหารระดับสูงมากๆ อยู่ในบริษัทเอสซีแอสเซท ของชินวัตร

บริษัทเอสซีแอสเซท เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่บริษัท
ที่ทำธุรกิจทางด้านการเงินการธนาคาร ทำไมไม่เลือกคนอื่นๆ
ที่มีความสามารถตรงตามลักษณะกิจการมากกว่าคุณชัยวัฒน์

ถ้าหากคุณชัยวัฒน์ไปทำงานในบริษัทด้านการเงินการธนาคาร
หรือไปทำงานกับบริษัทอื่นนอกตระกูลชินวัตร ใครจะไปสงสัย
แต่ออกมารูปนี้ก็ต้องตั้งข้อสงสัยได้ว่ามีพิรุธใช่ไหมเล่า
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #143 เมื่อ: 23-04-2008, 06:36 »

เป็นพิรุธสำคัญ แสดงว่า ที่โกหกเพราะว่า นำไปความลับไปบอกทักษิณ เท่านั้น
เหตุผลโคตร ความเป็นไปได้ล้านแปด ดันพุ่งเป้ามาที่ความลับทักษิณอย่างเดียว
สงสัยเรียนความน่าจะเป็นตกหว่ะ จริงๆ แกอาจประชุมแป๊บเดียวแล้วไปค้างบ้าน
เมียน้อยก็ได้ อาจจะโกหกเมียว่าไปราชการต่างจังหวัด ถ้าบอกว่าอยู่ประชุมนี้
แล้วเมียถามว่าอีกตั้งครึ่งคืนถึงเช้าไปไหน จะให้ตอบว่าไง

อ้าวตกลงประชุมรู้กันสี่คนไม่ใช่เรอะ นายชัยวัฒน์เกี่ยวอะไรด้วย จะสรุปง่ายๆ
ว่าถ้าโภคินไม่ได้บอกนายชัยวัฒน์ก็ต้องบอก ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลเลยว่าทักษิณ
ซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าจริงหรือเปล่า ตกวิชาความน่าจะเป็นอีกตามเคย อ่อนจริงๆ
บันทึกการเข้า
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #144 เมื่อ: 23-04-2008, 13:56 »

เป็นพิรุธสำคัญ แสดงว่า ที่โกหกเพราะว่า นำไปความลับไปบอกทักษิณ เท่านั้น
เหตุผลโคตร ความเป็นไปได้ล้านแปด ดันพุ่งเป้ามาที่ความลับทักษิณอย่างเดียว
สงสัยเรียนความน่าจะเป็นตกหว่ะ จริงๆ แกอาจประชุมแป๊บเดียวแล้วไปค้างบ้าน
เมียน้อยก็ได้ อาจจะโกหกเมียว่าไปราชการต่างจังหวัด ถ้าบอกว่าอยู่ประชุมนี้
แล้วเมียถามว่าอีกตั้งครึ่งคืนถึงเช้าไปไหน จะให้ตอบว่าไง

อ้าวตกลงประชุมรู้กันสี่คนไม่ใช่เรอะ นายชัยวัฒน์เกี่ยวอะไรด้วย จะสรุปง่ายๆ
ว่าถ้าโภคินไม่ได้บอกนายชัยวัฒน์ก็ต้องบอก ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลเลยว่าทักษิณ
ซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าจริงหรือเปล่า ตกวิชาความน่าจะเป็นอีกตามเคย อ่อนจริงๆ

โห.. ตลกจนขำขี้จะแตกแล้วว

ตกลงเหตุผลล้านแปดยังไงก็ช่าง

แต่มันก็คือไอ้หน้าตอแหลคนนึง เช่นเดียวกับลูกพี่นักทำบุญ






ไม่ขำ แต่สังเวช
กราบมันเข้าไปเหอะ ไอ้นักบุญหน้าเหลี่ยมน่ะ
เจริญ...

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
prinz_bismarck
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156


« ตอบ #145 เมื่อ: 24-04-2008, 17:07 »

คุณ jerasak ได้ตอบแบบหลักวิชาการ มีเหตุผล มีแหล่งอ้างอิงได้ แต่ชอบแถอาศัยวิชาแถข้างๆคูๆอ้างหลักตรรกะแต่ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้เลยแหล่งอ้างอิงก็ไม่มีแต่ก็ยังแถไปเรื่อยๆ

อย่างที่บอกไว้แต่แรกทีเวลาชอบแถกล่าวหาสถาบันพระมหากษัตริย์ทำไมมันแตกง่ายเหลือเกินแต่กับคุณพ่อทักษิณมีหลักฐานขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมแตกอะไรมันปิดบังดวงตาของชอบแถเอาไว้นะ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
    กระโดดไป: