ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
31-10-2020, 09:15
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ==คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก" กรณีโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท== 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2 3
==คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก" กรณีโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท==  (อ่าน 8686 ครั้ง)
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« เมื่อ: 16-04-2008, 04:29 »

ไปอ่านเจอบทความ 2 ตอน เกี่ยวกับคำอภิปรายของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อเนื่องไปถึง
กรณีการเก็งกำไรค่าเงินบาท เรียบเรียงข้อมูลเอาไว้ได้พอสมควรในบทความ 2 ตอนสั้นๆ

สังเกตจากคำอภิปรายของคุณสุเทพ ตอนนั้นคุณทักษิณกำลังนั่งเป็น "รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ"
แสดงว่าที่เศรษฐกิจไทยพังพินาศก่อน พล.อ.ชวลิต ลาออก ก็ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

แถมด้วยข้อสงสัยจงใจปล่อยให้ระบบค่าเงินล่มสลายเพื่อเก็งกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง!!!
..เก็บมาให้เพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันอ่านช่วยกันจำ และนำไปอ้างอิงต่อไปนะครับ.. 
หลังตั้งกระทู้นี้ผมจะนำ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็มกรณีคุณสุเทพ ไปลงไว้ให้ที่หอสมุดด้วย 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก"
คอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส" - หนังสือพิมพ์แนวหน้า 10/4/2008
http://www.naewna.com/news.asp?ID=103821

ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" มีทั้งคนชังและคนชอบ

บนเส้นทางชีวิตการเมืองอันยาวนาน นายสุเทพมีร่องรอยบาดแผลทางการเมืองพอสมควร

แต่ สิ่งหนึ่งที่น่าจดจำและชื่นชม เกี่ยวกับ "นายสุเทพ" คือ การทำหน้าที่ ส.ส. อภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวกับการตัดสินใจ
ลดค่าเงินบาท เมื่อปี 2540 ว่ามีคนล่วงรู้ข้อมูลลับล่วงหน้า

เรื่อง นี้ เป็นแผลใจที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินบาท โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสล่วงรู้ข้อมูลล่วงหน้า
บางคนถึงกับล้มละลาย สิ้นเนื้อประดาตัว ธุรกิจเสียหาย มีหนี้สินล้นพ้นตัว ฯลฯ คนเหล่านี้มีความสงสัยค้างคาใจอย่างมาก

การอภิปรายครั้งนั้น เป็นเหตุให้นายสุเทพถูกนายโภคิน พลกุล ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 2,500 ล้านบาท

ล่าสุด ศาลฎีกาเพิ่งจะคำพิพากษาเป็นที่สุด ให้ยกฟ้อง !

น่า แปลกใจ กรณีนี้ กลับไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว หรือมีการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณชนผ่านทางสื่อโทรทัศน์น้อยมาก
จนเกือบจะไม่มีรายละเอียดอันเป็น "ข้อมูลสำคัญ" ให้ประชาชนได้เรียนรู้เพิ่มเติมเลย

บางส่วนของคำพิพากษาศาลฎีกา ได้ระบุคำอภิปรายที่เป็นข้อสงสัยของนายสุเทพ ความว่า

" การที่มีคนมีกำไรอย่างนี้นะครับ ทำให้ผมสงสัยว่า มีคนอื่นที่ได้กำไร ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อพลเอกชวลิต แต่เป็นพวกที่
เชื่อพลเอกชวลิต แล้วได้กำไรมีไหม มีครับท่านประธาน เพราะเขาเชื่อว่าพลเอกชวลิตจะตัดสินใจลดค่าเงินบาทเมื่อไร
คนนี้เอาเปรียบคนไทยทั้งชาติ คนนี้เอาข้อมูลภายในไปแสวงหาประโยชน์ มีข่าวลือกันมากในตลาดการเงินในประเทศไทย
ว่า ขาใหญ่ที่ร่ำรวยนั้น รวยถึงขนาดมีการันตีได้ว่า เลือกตั้งคราวหน้าสบายกันทุกคน

ท่าน ประธานที่เคารพครับ ผมสงสัยเรื่องนี้แล้ว ท่านประธานต้องเห็นใจอย่างยิ่งที่ผมมีความสงสัย
เพราะพลเอกชวลิตแสดงพิรุธ พลเอกชวลิตแสดงพิรุธ 2 ประการ

ประการ ที่หนึ่ง พลเอกชวลิตแสดงพิรุธด้วยการมาพูดจาในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งทีวี ทั้งวิทยุ
ว่าในการตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่จะประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น ทำอย่างเป็นความลับที่สุด รู้กัน 3 คน เท่านั้นเอง คือ
พลเอกชวลิต นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ตรง นี้เป็นพิรุธครับท่านประธาน ผมสอบสวนมีพยานหลักฐานยืนยันได้ ถ้าพลเอกชวลิตต้องการรู้ว่า ต้องการที่จะเถียงกับผม
ผมท้าให้ฟ้องศาลเรื่องนี้เพราะผมมีหลักฐาน พยานบุคคลยืนยันว่า วันที่ตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้รู้กันแค่ 3 คน มีคนที่ 4 รู้ด้วย

ท่าน ประธานที่เคารพครับ เข้าประตูทำเนียบนี่มียามรักษาการณ์ มีเจ้าหน้าที่ มีว่า วันนั้นเวลานั้นในห้องนายกรัฐมนตรีมีใครอยู่กี่คน
ผมแอบได้ยินมาด้วยว่า พูดอย่างไรด้วย มีคนเขาเล่าให้ผมฟัง เขาพร้อมที่จะเป็นพยานให้ผม คนที่ 4 ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
และไม่สมควรที่จะนั่งอยู่ในการตัดสินใจครั้งสุด ท้าย ตามตำหนิรูปพรรณที่คนเขาให้การมา รวมทั้งแผลเป็น บอกว่าชื่อ
นายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่เคยปรากฏว่า ในวันที่นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างนี้
จะต้องมีคนมานั่งใกล้ชิด กำกับอยู่ด้วย นายกรัฐมนตรีควรมีสติ มีปัญญาที่จะตัดสินวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีคนกำกับ

ผม สงสัยว่า นายโภคิน พลกุล ไปนั่งอยู่ทำไมในเวลานั้น ไม่ใช่หน้าที่ของนายโภคิน ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะให้นายโภคินล่วงรู้
เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตัดสินใจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกันตัดสินใจเท่านั้น
แต่เรื่องนี้แม้พลเอกชวลิตจะมาพูดกับคนทั้งชาติว่ารู้กัน 3 คน แต่ที่จริงรู้กัน 4 คน นายโภคินนั่งอยู่ด้วยตลอดในเวลา 1 ชั่วโมง
ที่หารือกันเรื่องนี้ หารือกันวันที่เท่าไร ท่านประธานครับ วันที่ 29 มิถุนายน เป็นวันอาทิตย์ เวลา 9.30 นาฬิกา เป็นต้นไป

ตรง นี้ พลเอกชวลิต แสดงพิรุธอีก เพราะพลเอกชวลิตบอกกับสภานี้ว่าได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะประกาศที่จะให้ ค่าเงินบาท
ลอยตัวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ความตรงนี้มีนัยที่น่าสนใจมาก

ท่าน ประธานครับ พลเอกชวลิตคล้ายๆ จะบอกกับสภานี้ว่า ตัดสินใจวันที่ 1 รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 2 ประกาศเลย เหมือนกับเป็นการ
ป้องกันตัวไว้ก่อนว่าไม่มีใครหยิบฉวยจังหวะตรงนี้ไปหา ประโยชน์ได้หรอก ความจริงไม่ใช่ ไปปรึกษาการตัดสินใจครั้งสุดท้าย
วันที่ 29 มิถุนายน เป็นวันอาทิตย์ 9.30 น.

ก่อน หน้านี้มีคนนั่งกันอยู่ในห้องหลายคนมีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ มีสภาพัฒน์ฯ พอ 3 คนนี้เข้าไปก็ให้คนอื่นออก
แต่เหลือนายโภคินเอาไว้ แล้วตัดสินใจเสร็จ จากวันที่ 29 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ รุ่งขึ้นวันที่ 30 เป็นวันจันทร์ วันที่ 1 กรกฎาคม
เป็นวันอังคาร

พล เอกชวลิต มาพูดที่นี่ว่า วันที่ 1 เป็นวันหยุดกลางปีของธนาคาร ใครรู้อะไรก็ทำอะไรไม่ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยหยุด
ท่านประธานครับ ธนาคารฮ่องกง ธนาคารสิงคโปร์ไม่หยุด รู้ล่วงหน้า 2 วัน ทำเงินได้หลายพันล้านบาทครับ ถ้าคนนั้นมีเงิน
ในระดับที่จะไปลงทุนได้

ความ สองประการนี้เป็นพิรุธ พิรุธเรื่องที่บอกว่ารู้กัน 3 คน ทั้งๆ ที่รู้กัน 4 คน พิรุธเรื่องที่บอกว่า ตัดสินวันที่ 1 ทั้งๆ ที่ตัดสิน
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พิรุธนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอย่างไร สงสัยว่า เอาเวลาช่วงที่ขาดไปนั้นไปให้พรรคพวกของตัวเองได้ไป
ซื้อเงินดอลลาร์ไว้ล่วง หน้า ไปซื้ออัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้าแล้วทำกำไร

ท่าน ประธานที่เคารพครับวันนี้ผมยอมบาป คนที่ผมสงสัยมากที่สุดนั่งอยู่ตรงนั้นครับ ด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ครับ
ผู้ต้องสงสัยของผม ท่านด็อกเตอร์ทักษิณไม่ได้ทำบาปอะไรหรอกครับ ที่ผมสงสัยคือสงสัยว่ารัฐมนตรีโภคินจะเป็นคนบอก
ความลับเรื่องนี้กับ ด็อกเตอร์ทักษิณ แล้วด็อกเตอร์ทักษิณไปซื้อขายเงินไว้ล่วงหน้าทำกำไร

ท่าน ประธานที่เคารพครับ ได้กำไรไปเยอะในขณะที่คนในชาติน้ำตาไหลกันทุกคน ผมไม่แปลกใจว่า หลังจากนั้นไม่นาน
ได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ก็เก่งขนาดทำเงินได้ 2 วัน 4,000,000,000 บาท ถึง 5,000,000,000 บาท
ก็น่าจะให้เป็นหรอกครับ

ท่าน ประธาน นี่เป็นข้อสงสัยของผม ผมคาดคะเนสงสัยด้วยเหตุผลแวดล้อมอย่างนี้และผมมีประจักษ์พยานหลักฐานว่า
หลังจากนายโภคินได้รับความลับเรื่องนี้ ได้มีการโทรศัพท์ติดต่อกับด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เสียอย่างเดียวว่า ผมไม่มีหูทิพย์
ว่าพูดกันอย่างไรเท่านั้นเองครับ แต่ผมสงสัย และผมรู้ว่านายโภคินได้พูดความลับเรื่องนี้กับคนอื่นอีก ถ้าท่านรัฐมนตรีโภคิน
สงสัยฟ้องศาล จะได้รู้ว่า คนที่ท่านบอกนั้นจะเป็นพยานให้ท่านหรือจะเป็นพยานให้ผม

การ ที่มีคนรู้ความลับและเอาความลับไปเปิดเผยแล้วไปหาประโยชน์กันมันผิดทั้ง คุณธรรม ทั้งจรรยา ผมต้องเรียนกับ
ท่านประธานตรงๆ นะครับ ผมไม่สามารถจะสงสัยคนอื่นที่เปิดเผยความลับได้หรอกนอกจากรัฐมนตรีโภคิน เพราะว่า คนแรก
คือนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่า ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นนายกรัฐมนตรีคงไม่บอกด้วยปากตัวเอง

คน ที่ 2 คือ รัฐมนตรี ทนง ถึงจะเคยมีความสัมพันธ์กับด็อกเตอร์ทักษิณมาก่อน ทำงานอยู่ด้วยกัน แต่ศักดิ์ศรีขุนคลัง
ของประเทศคงไม่เปิดปาก คนที่ 3 คือ นายเริงชัย มะระกานนท์ ที่รู้เรื่อง เขาเป็นลูกหม้อธนาคารแห่งประเทศไทย
แบงก์ชาติ ผมว่า จิตวิญญาณเขาคงหนักแน่นไม่ทำอย่างนั้น คนที่ 4 ซึ่งไม่เกี่ยวกับเขาละสิครับไปนั่งอยู่ด้วยนี่สิครับ
ไม่ให้ผมสงสัยได้อย่างไร นี่คือเหตุผลครับ ท่านประธานครับ...."

พรุ่งนี้ มาดูว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เคยชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องเหล่านี้ ว่าอย่างไร?

ข้อสรุปสุดท้ายของคดีนี้ ลงเอยอย่างไร ? ทำไมนายสุเทพถึงรอดพ้นความผิด ศาลฎีกายกฟ้อง ?
และมีข้อ "สงสัย" ใด ยังค้างคาอยู่ ?

นี่คือประวัติศาสตร์สำคัญ ที่ควรบันทึกไว้อย่างยิ่ง !

สารส้ม
วันที่ 10/4/2008
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2008, 14:28 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #1 เมื่อ: 16-04-2008, 04:49 »

บทความตอนที่ 2 ต่อเนื่องกันครับ มีข้อมูลคำพูดของคุณทักษิณ และข้อมูลจากคุณเสนาะ เทียนทอง
แสดงถึงความสัมพันธ์ของคุณทักษิณ และคุณทนง พิทยะ รมว.คลัง ที่เป็นผู้ลอยค่าเงินบาท

มีการอ้างอิง รายงานของ ศปร. ที่เงินทุนสำรองสุทธิลดลงในระยะเวลาสั้น จากช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2540
เคยอยู่ในระดับ 6-7 พันล้านเหรียญสหรัฐ แล้วช่วงวันที่ 20-26 มิถุนายน ลดเหลือ 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
จากนั้นลดฮวบเหลือเพียง 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 30 มิถุนายน

เท่ากับมีเงินดอลล่าห์ไหลไปเข้ากระเป๋าใครบางคนซึ่งสามารถนำไปเก็งกำไรได้ึ 3-4 พันล้านเหรียญ
คิดง่ายๆ ว่าถ้ากำไร 25 บาทต่อดอลล่าห์ จะได้กำไรระหว่าง 75,000 ถึง 100,000 ล้านบาท!!!

สุดท้ายบทความจบด้วย กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานในโอกาส
วันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2542 (เป็นหนึ่งในกระแสพระราชดำรัสที่ไม่ค่อยเห็น
เผยแพร่กันทั่วไป แต่ผมคิดว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง)

..เป็นการยืนยันว่าเรื่องได้ล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณว่ามีการเก็งกำไรค่าเงินโดยอินไซด์เดอร์..

และเราไม่จำเป็นต้องดูว่ามีกิจการของใครได้กำไรตามงบการเงินที่ปรากฏในประเทศไทยหรือไม่นะครับ
เพราะในทางปฏิบัติรู้กันแล้วว่าสามารถตั้ง "นอมินี" เป็นฝรั่งหัวดำจากเกาะสวรรค์เข้ามาซื้อเงินได้สบายๆ
ไม่จำเป็นต้องเอาบริษัทตัวเองไปซื้อเงินเก็งกำไรให้มีหลักฐานชัดๆ

ที่เคยมีการประเมินสินทรัพย์นอกประเทศของมหาเศรษฐีบางคนไว้เป็น "แสนล้าน" จึงไม่น่าแปลกใจ
แต่บาปกรรมที่เคยทำไว้กับประเทศและเพื่อนร่วมชาติจะตามทันเมื่อไหร่เป็นเรื่องน่าติดตาม 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แง่คิดและข้อสังเกต เกี่ยวกับการลอยตัวค่าเงินบาท ปี 2540
คอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส" - หนังสือพิมพ์แนวหน้า 11/4/2008
http://www.naewna.com/news.asp?ID=103963

จากคำอภิปรายประวัติศาสตร์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งตั้งข้อสงสัยว่า นายโภคิน พลกุล เข้าไปล่วงรู้ข้อมูลลับ
เกี่ยวกับการลอยตัวค่าเงินบาท ปี 2540 และพาดพิงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระทั่งว่านายสุเทพถูกนายโภคิน
ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2,500 ล้านบาท ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เมื่อต้นเดือนเมษายน 2551

เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาของศาลฎีกา ได้ข้อยุติว่า

(1) เชื่อได้ว่า นายโภคินได้เข้าไปล่วงรู้ข้อมูลลับในการประชุมตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540
ก่อนวันประกาศลอยตัว 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วัน ทั้งๆ ที่ นายโภคินไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง และไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วย
ในการประชุมระหว่าง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี, นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ
นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

(2) ข้อสงสัยว่า จะนำความลับไปบอก "ทักษิณ" หรือไม่ เป็นข้อที่สงสัยได้ ไม่เลื่อนลอย จากการที่มีข้อพิรุธหลายประการ
แม้นายโภคินจะปฏิเสธว่าไม่ได้นำไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตาม ทั้งจากการที่นายโภคินเข้าไปล่วงรู้ข้อมูลลับที่สุดโดยที่
ไม่มีหน้าที่ เกี่ยวข้อง อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ ก็ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรง
จากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทดังกล่าว แตกต่างจากผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศ
ที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง เป็นต้น

เรื่องของคำพิพากษาของศาลฎีกา มีเท่านี้ แต่.....

เกี่ยว กับเรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยลุกขึ้นอภิปรายตอบนายสุเทพในสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ
เป็นรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า

"..เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม ( 2540 ) กลางคืนวันนั้น บังเอิญผมทานข้าวกับผู้ใหญ่ที่ผมนับถือร่วมกับนักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนหนึ่ง
ประมาณ 4 ทุ่ม มีคนโทรมาบอกผมว่า ได้มีการพบปะกันอย่างซีเรียสมากที่ทำเนียบ มีคน 4 คน คือ นายกฯ ( พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ),
นายเริงชัย มะระกานนท์ ( ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยขณะนั้น ), นายทนง พิทยะ และ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ( รองผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย )

เพราะ ผมรู้ว่า นายชัยวัฒน์ เป็นผู้จัดการกองทุนรักษาระดับ ผมเลยเดา แล้วยังบอกกับผู้ใหญ่คนนั้นกับนัก นสพ. อาวุโส ว่า
สงสัยจะมีการลดค่าเงินบาทแน่ เพราะถ้ามีผู้จัดการทุนรักษาระดับเข้าไปร่วมด้วยในการพิจารณาซีเรียสอย่าง นั้น ผมเดาว่า
น่าจะเป็นอย่างนั้น ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือ คือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ครับ ผมอยู่กับท่านวันที่ 1 กรกฏาคม ตอน 4 ทุ่ม"

เท่ากับยอมรับว่า มีคนโทรศัพท์ไปบอกจริง แต่อ้างว่า โทรไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2540

คือ 2 วัน หลังจากที่มีการประชุมตัดสินใจลดค่าเงินบาท เมื่อ 29 มิถุนายน 2540 หรือ 1 วัน ก่อนประกาศลดค่าเงินบาท
ในวันที่ 2 กรกฏาคม 2540

แต่ ในข้อเท็จจริง รายละเอียด จะเป็นอย่างไร เรื่องนี้ ยังไม่ได้มีการสอบสวนหรือไต่สวนอย่างเป็นระบบ ทำให้ยังไม่มีบทสรุป
ข้อเท็จจริงที่ทำให้เชื่อแน่ได้ว่า ใครเป็นคนโทรไปบอก ? โทรไปเมื่อไหร่ ?

และเมื่อทราบข้อมูลแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ทำอะไร ? อย่างไร ? ได้ผลประโยชน์หรือไม่ อย่างไร ?

อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการลอยตัวค่าเงินบาท

1. นายเสนาะ เทียนทอง ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชุดที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
โดยนายเสนาะเปิดเผยในหนังสือ "รู้ทันทักษิณ 4" ระบุถึงการลอยตัวค่าเงินบาทกับขบวนการเผาบ้านเอาเงินประกัน บอกว่า

" ก่อนเกิดวิกฤติค่าเงินบาท คุณอำนวย วีรวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในระหว่างนั้น คุณอำนวยลาออก

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตรงนี้ เมื่อไม่มีรัฐมนตรีคลัง พี่จิ๋วก็มาถามว่า จะเอาใครมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ตอนนั้น คิดกันถึงขนาดว่าจะเอาทักษิณมาเป็นรัฐมนตรีคลังเสียด้วยซ้ำไป

ตอนนั้น ผมก็ได้ช่วยไปคุยกับคนที่น่าเชื่อถือในสังคม ทาบทามให้มาเป็นรัฐมนตรีคลัง คุณโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัฐ ก็รับปากแล้วว่า
จะเข้ามาช่วยเป็น แต่กลับปรากฏว่า ทักษิณไปเอาคุณทนง พิทยะ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีคลัง ซึ่งตอนนั้น คุณทนงยังเป็นผู้บริหาร
ของธนาคารทหารไทย ตอนที่เอาทนงเข้ามานี่ผมไม่รู้เรื่องเลย เขาไปซุบซิบกันระหว่างพี่จิ๋วกับคุณโภคิน พลกุล แล้วก็ตั้ง
คุณทนงขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีคลัง

ก่อนจะลอยตัวค่าเงินบาท ผมไม่รู้เรื่องด้วยเลย อยู่นอกวงของพวกเขา

คนที่เกี่ยวข้องกับการลดค่าเงินบาทในขณะนั้น มีอยู่ 4 คน คือ คุณทนง พิทยะ ซึ่งเป็นคนที่ทักษิณไปเอาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีคลัง
คุณโภคิน พลกุล ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ แล้วก็
คุณทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นคนไปเอารัฐมนตรีคลังคนนี้เข้ามา

ส่วนเขาจะรู้เห็นกันขนาดไหน ผมไม่รู้

เขาบอกว่า เขาไม่รู้ อันนี้ไม่มีใบเสร็จ แต่ถ้าถามผมว่า ผลที่เกิดภายหลังการลอยตัวค่าเงินบาทมันออกมาอย่างไร
อันนี้มั่นส่อชัด เพราะทักษิณและบริษัทเขารอดวิกฤติอยู่คนเดียว คือผลลัพธ์มันสะท้อนชัดอยู่แล้ว

การที่มีคนไปซื้อประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินบาทเอาไว้มากๆ หรือการไปซื้อเงินดอลลาร์ตุนไว้มากๆ ก่อนจะประกาศ
ลอยตัวค่าเงินบาท ก็เหมือนกับการจุดไฟเผาบ้านตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน

เศรษฐกิจของชาติพังเสียหาย นักธุรกิจคนอื่นๆ ขาดทุนค่าเงินบาทป่นปี้ แต่ตัวเองรอดพ้นวิกฤติ เพราะได้ประกัน"

2. ในรายงาน ศปร. ระบุว่า วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ได้ร่วมประชุมกับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย และเมื่อรับทราบสถานะการเงินสุทธิแล้ว นายทนงก็ตัดสินใจ
ในการประชุมครั้งนั้นเลยว่า "จะต้องเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน"

3. รายงานของ ศปร. ระบุว่า ปัญหาค่าเงินบาทปะทุหนักขึ้นอีกในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยมิได้เป็นปัญหาอันเกิดจาก
การโจมตีจากข้างนอก แต่เป็นการไหลออกของเงินบาทของนักลงทุนในไทยและของคนไทยเอง มีกระแสแรงขึ้นจากวันที่
25 และ 26 มิถุนายนเป็นต้นไป เป็นเหตุให้เงินทุนสำรองสุทธิลดลง จากช่วงต้นเดือนมิถุนายน เคยอยู่ในระดับ 6-7 พันล้าน
เหรียญสหรัฐ ต่อมา ตั้งแต่วันที่ 20-26 มิถุนายน ก็ลดเหลือ 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และหลังจากนั้น ก็ลดฮวบลงเหลือ
2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 30 มิถุนายน !

สุดท้าย ไม่ใช่เรื่องของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่ขอฝากให้คนไทยทุกคนได้ตริตรองเป็นแง่คิด
เกี่ยวกับเรื่องการหาผลประโยชน์จากค่าเงิน

กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เมื่อ 23 ธันวาคม 2542 มีความบางตอนว่า

"... อีกอย่างหนึ่ง ไม่ค่อยอยากพูด อย่างเช่นการแลกเปลี่ยนมูลค่า ได้พูดมา 2 ปี บอกว่าขอให้ค่าของเงินจะสูง จะต่ำ ก็ไม่ขัดข้อง
แต่ว่าถ้าไม่สมดุลกัน มันไม่ดี อย่างที่บางคนบอกว่าค่าของเงินแข็งเกินไป ทำให้การขายไม่ดี ก็ขอคัดค้าน ถ้าให้เงินอ่อนลงไป
เช่น ดอลลาร์ละ 50 บาท อ้างว่าขายสินค้าออกไปต่างประเทศ 1 ดอลลาร์จะได้มา 50 บาท จริง ได้มา 50 บาท แต่ 50 บาทนั้น
มันราคา 50 บาทหรือเปล่า เพราะว่า 50 บาทนี้จะไปซื้อน้ำมันซื้ออะไรก็ได้เพียงครึ่งเดียว อันนี้ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ว่าเข้าข้างตัวเอง
เพราะว่าพูดมาก่อนนี้แล้ว พูดมาก่อนที่ผู้ที่เป็นตัวละครในการถกเถียงกันได้มาอยู่ในตำแหน่งนั้น พูดมานานแล้ว แต่ว่าถ้าเงิน 20 บาท
25 บาทมั่งต่อดอลลาห์ 50 บาทมั่งต่อดอลล่าร์ คนที่ ขอใช้คำว่า หัวใส เขารู้ ไปซื้อดอลลาร์ในราคา 25 บาท ไม่กี่วันดอลลาร์ขึ้น
เป็น 50 บาท เขาขาย 50 บาทได้กำไร 2 เท่า อย่างนั้นเราเห็นว่าคนได้กำไรเราก็ยินดีด้วย ยินดีด้วยกับเขา ว่าคนไหนรวยก็ดี
แต่ที่ไม่ยินดี เพราะว่าคนไหนที่ได้กำไรโดยมีเทคนิคสูงในการแลกเปลี่ยน หรือมีความรู้ รู้ไส้ ฝรั่งเขาเรียกว่าอินไซด์เดอร์ ถ้าคนไหน
รู้ไส้ของเศรษฐกิจชั้นสูงๆ อย่างนี้ รวย แต่ว่าคนนั้นรวย ก็อย่างที่ว่า เรายินดีด้วยกับเขา ถ้าเขารวยแล้วใจบุญ แต่ว่าอย่างนี้เศรษฐกิจพัง
พังเพราะอย่างนี้ จะไม่พูดว่าอันนี้เป็นทุจริต แต่ว่าได้พูดไปแล้ว..."


สารส้ม
วันที่ 11/4/2008
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2008, 13:46 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #2 เมื่อ: 16-04-2008, 05:33 »

เพื่อความสมบูรณ์ในการติดตามข้อมูล ขอเพิ่มเติมในส่วนของรายงาน ศปร. ที่มีการอ้างอิงในบทความนะครับ
จะพบว่าคำอภิปรายของคุณสุเทพไม่ได้มั่ว แต่มีความสอดคล้องกับรายงาน ศปร. มากทีเดียว
สำหรับท่านใดที่สนใจอยากอ่านรายงาน ศปร. ฉบับเต็มสามารถไปศึกษาได้ที่ลิงค์นี้ครับ (ยาวมากๆ) 
http://politics.spiceday.com/News-topic=7-page=1.html

------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทที่สอง การปกป้องค่าเงินบาท กรกฎาคม 2539 ถึงกรกฎาคม 2540
http://politics.spiceday.com/News-file=article-sid=60.html

การตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท

206. ในที่สุดปัญหาค่าเงินบาทก็ปะทุขึ้นอีกในปลายเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายอำนวย วีรวรรณ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในวันที่ 19 มิถุนายน ปัญหาช่วงนี้มิได้เป็นปัญหาอันเกิดจากการโจมตีจากข้างนอก แต่เป็นการไหลออกของเงินบาทของนักลงทุนในไทย และของคนไทยเอง โดยกระแสแรงขึ้นจากวันที่ 25 และ 26 มิถุนายนเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ปริมาณเงินทุนสำรองสุทธิที่ต้องสูญเสียไปนั้นไม่อยู่ในเกณฑ์สูงเท่าใดนัก จำนวนดังกล่าวได้ลดลงจากระดับประมาณ 6-7 พันล้านเหรียญสหรัฐในระยะต้นเดือนมิถุนายน ลงมาเป็นปริมาณ 4-5พันล้านเหรียญสหรัฐในระยะตั้งแต่วันที่ 20 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน และหลังจากนั้นก็ลดฮวบไปเป็น 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในวันที่ 30 มิถุนายน (ดูภาพที่ 13)

207. แต่เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นหลังจากได้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบตัดสินใจ ภายใน ธปท. แล้ว และเจ้าหน้าที่ ธปท. ได้ตัดสินใจกันเองแล้วว่าจะปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยน ตามคำชี้แจงของนายชัยวัฒน์

"[รองผู้ว่าการชัยวัฒน์] ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน ได้แก่ คุณธัญญา คุณศิริ คุณบัณฑิต คุณไพบูลย์ และคุณเกลียวทอง เพื่อขอ consensus ในการเปลี่ยนระบบ โดยได้เชิญทุกคน ด้วยตนเอง (ไม่ได้เชิญผู้ว่าการ) ในการประชุมได้เล่าปัญหาว่า ระบบคงอยู่ไม่ได้และได้ถามความเห็น ทุกคนว่าควรเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งคนที่เคยไม่เห็นด้วยคิดว่ายังมีทางรักษาระบบเดิมก็ยอมเห็นด้วย จากนั้นก็หารือถึงเรื่อง option หลายๆ ทาง และทุกคนเห็นพ้องว่า float น่าจะเป็น option ที่ดีที่สุด (ซึ่งในตอนนั้น ได้หารือกับ Fischer ไว้แล้ว ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่ามี merit ในการทำ option นี้) … หลังจากประชุมกันทั้งวันแล้ว [นายชัยวัฒน์] ได้โทรไปเรียนผู้ว่าการเริงชัยว่า ที่ประชุมมี consensus ว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบ float และได้เตรียมการกันอยู่แล้ว”

208. การประชุมกันวันนั้นเกิดขึ้นสองวันก่อนที่นายทนง พิทยะจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้ารับตำแหน่งก็ได้ใช้เวลา 3-4 วันแรกทำหน้าที่ดูแลให้ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีโอกาสพบกับเจ้าหน้าที่ ธปท.จนกระทั่งประมาณวันที่ 25-26 มิถุนายน ในการประชุมครั้งนั้น ทางฝ่าย ธปท. มีผู้ว่าการเริงชัยและรองผู้ว่าการชัยวัฒน์อยู่ด้วย นายทนงได้ขอให้ฝ่าย ธปท.รายงานสถานะของเงินสำรองสุทธิ เมื่อทราบสถานะ นายทนงก็ตัดสินใจในการประชุมครั้งนั้นเลยว่า จะต้องเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ว่าการเริงชัยตอบว่าจะขอไปปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ ธปท. ก่อน (คำชี้แจงของนายทนง พิทยะ ต่อ ศปร. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541) อีกประมาณวันหนึ่งหรือสองวันก็เป็นที่ตกลงกันว่า จะไปเรียนนายกรัฐมนตรี ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน ในการพบปะครั้งนั้นนอกจากสามท่านนี้แล้ว ก็มีนายโภคิน พลกุลรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมอยู่ด้วย ผู้ว่าการเริงชัยได้เรียนให้ทราบว่า

"จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นระบบ managed float โดยเร็วที่สุด โดยขอเสนอให้ เปลี่ยนทันทีเมื่อปิดงวดบัญชี 30 มิถุนายน 2540 และกระผมได้นำมติดังกล่าวมาแจ้งให้ท่านรองผู้ว่าการ (ดร.ชัยวัฒน์) ที่มาทำงานล่วงเวลาร่วมกับผู้บริหารอื่นๆ ในวันนั้น โดยขอให้เตรียมการทุกอย่างให้พร้อม โดยเร็วที่สุด” (คำชี้แจงของนายเริงชัย มะระกานนท์ ต่อ ศปร.)

209. ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันทำงานแรกหลังวันปิดงวดบัญชี รัฐบาลก็ประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว เช้าวันนั้นทุนสำรองสุทธิของประเทศไทยอยู่ในระดับ 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 16-04-2008, 06:13 »

เทพเทือก ควรฟ้องกลับ ฐานฟ้องเท็จ ให้โภคิน ติดคุก แล้วควรฟ้องจิ๋วเป็นดาบสอง ฐานให้การเท็จ
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
Caocao
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 557



« ตอบ #4 เมื่อ: 16-04-2008, 06:17 »

ชัดเจนดีครับพี่ 
บันทึกการเข้า

หลับเถิดทหารกล้า ปวงประชาจะคุ้มครอง
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #5 เมื่อ: 16-04-2008, 08:40 »

ขอเสนอผู้ดูแลเวบเสรีไทย ให้ปักหมุดกระทู้นี้ไว้ข้างบน
ตลอดเวลาที่ทักษิณ ' ไม่เล่นการเมือง' เพื่อให้คนรักทักษิณ ที่มีสติปัญญา มีสมองคิดได้เอง
จะได้อ่าน ศึกษาเนื้อหาของคำพิพากษาคดีนี้ และคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ร่วมกระทู้
เผื่อว่าจะมีทัศนะ มุมมองทักษิณใหม่....

ลักษณะ'โกงแต่ทำงาน'ของทักษิณ..........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #6 เมื่อ: 16-04-2008, 10:38 »

ใครจะตามจับ'มือสกปรก'...(ใครร่ำรวย จาก...การลอย(ลด)ค่าเงินบาท) ประสงค์ วิสุทธิ์

'แต่เป็น'มือสกปรก'เอาเปรียบคนไทยทั้งชาติโดยใช้ข้อมูลภายในเกี่ยวกับการ ลอย(ลด)ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เพื่อกอบโกยผลประโยชน์สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตนเองและพวกพ้อง'

ไม่ใช่'มือที่มองไม่เห็น'ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีชอบอ้างเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นหรือปัญหาที่ตนเองหรือพรรคพวกตนเองก่อขึ้น

แต่เป็น'มือสกปรก'เอาเปรียบคนไทยทั้งชาติโดยใช้ข้อมูลภายในเกี่ยวกับการลอย(ลด)ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เพื่อกอบโกยผลประโยชน์สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตนเองและพวกพ้อง

แม้เป็นเวลาที่ผ่านไปเกือบ 11 ปี แต่สำหรับประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจแล้ว ไม่ใช่เวลนานเลย แต่น่าเสียดายที่ประเทศไทยขาดกลไกในการตรวจสอบหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

และถึงมีกลไกดังกล่าว แต่ด้วยคติที่ว่า 'อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ' ที่ชอบพูดกันโก้ๆในสมัยนี้ว่า ต้องมองไปข้างหน้า ทำให้เป็นการยากที่จะรื้อฟื้นเรื่องราวการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจขึ้นมาดำเนินการ

ดังนั้น เชื่อขนมกินได้เลยว่า นายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)คงเป็นเพียงคนเดียวที่ต้องรับโทษ ด้วยการถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นความบัดซบของระบบที่ชี้นิ้วว่า คนเพียงคนดียวสามรถทำความหายนะให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้?

อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ควรจารึกไว้เอกสาร 2 ชิ้นคือ  คำพิพากษาศาลฎีกา (ที่5730/2550) ยกฟ้องคดีที่นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นายสุเทพ เทือสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท กรณีที่นายสุเทพอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันายน 2540 ว่า สงสัยนายโภคินจะนำความลับเรื่องการลดค่าเงินบาทไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินดังกล่าว

กับบันทึกรายงานการประชุมสภาผู้แทนฯชุดที่ 20 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25-26  ( สมัยสามัญครั้งที่ 2 เล่ม 21 พ.ศ. 2540 ) หน้า 179 -181-"เมื่อวันที่ 26 กันายน 2540 ได้บ่งบอกข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการประกาศลอยตัว ค่าเงินนบาทในเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม 2540

บันทึกดังกล่าว เป็นคำอภิปรายของ พ.ต.ท.ทักษิณ  รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นชี้แจงข้อกล่าวหาของนายสุเทพ โดยยอมรับว่า รู้ ความเรื่องการประชุมลดค่าเงินบาทที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 1 กรกฎาคม 2540ซึ่งในการประชุมดังกล่าว นอกจาก พล.อ.ชวลิต  นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  และนายเริงชัยแล้ว

ยังมีนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่า ธปทและผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ด้วย

จากคำพิพากษาศาลฎีกาพบข้อเท็จจริงดังนี้

1.นายสุเทพ อภิปรายว่า มีขาใหญ่ร่ำรวยจากการรู้ความลับเรื่องการลดค่าเงินบาท เนื่องจากในการประชุมเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ระหว่าง พล.อ.ชวลิต นายทนง  และนายเริงชัย  มีนายโภคิน ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ในที่ประชุมด้วย

2.นายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่า นายโภคิน นำความลับเรื่องการประชุมบอก พ.ต.ท.ทักษิณ (ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ชินวัตรคอมพิเตอร์ฯหรือชินคอร์ป) ซึ่งอาจนำความลับดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วยการซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าได้กำไร หลายพันล้านบาท

3.ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นศาลฎีกว่า ในการประชุมมีนายโภคินร่วมอยู่ด้วย จากคำเบิกความยืนยันของนายเริงชัยและนายทนงซึ่งเป็นพยานโจทก์ โดยก่อนประชุมนายเริงชัยได้ทักท้วงแล้วว่า เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท ควรให้นายโภคินอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ พล.อ.ชวลิตอนุญาตให้นายโภคินอยู่

4.ศาลเห็นว่า  การที่นายสุเทพ อภิปรายว่า นายโภคินซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการ ประชุมตัดสินใจที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น  "ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริง ฟ้องของโจทก์ (นายโภคิน) ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง"

5.ศาลเห็นว่า การกระทำของ พล.อ.ชวลิตที่ยอมให้โจทก์ (นายโภคิน) ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศ และประชาชนจำนวนมากก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วัน ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการ ตัดสินใจในครั้งนี้เลย และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ตัว พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย  "เป็นข้อพิรุธสำคัญ"

"ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหาย รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจ การค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสีย หายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้นายสุเทพซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้ง ข้อสงสัยโจทก์ได้"

แม้คำพิพากษาศาลฎีกาและคำชี้แจงของ พ.ต.ท.ทักษิณอาจมีความแตกต่างกันบ้างโดยเฉพาะบุคคลที่ 4 คือที่เข้าร่วมการประชุม คำพิพากษาระบุว่า คือ นายโภคิน แต่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า คือนายชัยวัฒน์  แต่สาระสำคัญที่สอดคล้องค่อนข้างน่าสนใจ

ที่สำคัญพ.ต.ท.ทักษิณมิได้บอกว่า ผู้ที่แจ้งข่าวให้ทราบทางโทรศัพท์คือใคร

มีประเด็นที่น่าตั้งข้อสงสัยจากเอกสารทั้งสองชิ้นมากมาย  ถ้ามีการสืบสวนสอบสวนต่ออาจได้ความจริงที่ชัดแจ้งขึ้น

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สำหรับนักค้าเงินขาใหญ่หรือนักธุรกิจที่มีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ การรู้ข่าวการลดค่าเงินกลางดึก แต่เวลาเพียง 6-7 ชั่วโมงก็สามารถโกยกำไรอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างมหาศาล

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=27035&catid=16


เละเทะ.. สกปรกจริงๆ
บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 16-04-2008, 12:48 »

ขอเสนอผู้ดูแลเวบเสรีไทย ให้ปักหมุดกระทู้นี้ไว้ข้างบน
ตลอดเวลาที่ทักษิณ ' ไม่เล่นการเมือง' เพื่อให้คนรักทักษิณ ที่มีสติปัญญา มีสมองคิดได้เอง
จะได้อ่าน ศึกษาเนื้อหาของคำพิพากษาคดีนี้ และคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ร่วมกระทู้
เผื่อว่าจะมีทัศนะ มุมมองทักษิณใหม่....

ลักษณะ'โกงแต่ทำงาน'ของทักษิณ..........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


เห็นด้วยครับ แล้วก็ควรเอาคำพิพากษา ฉบับเต็ม มาแปะทั้งหมดแล้วปักหมุด
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #8 เมื่อ: 16-04-2008, 13:35 »

เห็นด้วยครับ แล้วก็ควรเอาคำพิพากษา ฉบับเต็ม มาแปะทั้งหมดแล้วปักหมุด

ผมนำคำพิพากษาฉบับเต็มจากเว็บผู้จัดการไปลงไว้ที่หอสมุดเพื่อสะดวกในการอ้างอิงแล้วครับ

==คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม-คดีสุเทพอภิปรายโภคินช่วยทักษิณเก็งกำไรค่าเงินบาท==
http://forum.serithai.net/index.php?topic=24919.0
สำหรับกระทู้นี้จะนำบทความวิเคราะห์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีมารวบรวมไว้ก็แล้วกันนะครับ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #9 เมื่อ: 16-04-2008, 14:04 »

เพิ่มเติมบทวิเคราะห์เกี่ยวกับคดีนี้โดย คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ อ่านได้ง่ายดีครับ 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คำพิพากษาฎีกา-บันทึกสภา ไขความลับ'ไอ้โม่ง!' ฟันค่าเงินบาท สายสัมพันธ์'โภคิน-ทักษิณ' ?
วันที่ 09 เมษายน 2551 - เวลา 14:42:45 น.
โดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

http://www.matichon.co.th/news_scoop.php?id=166
---------------------------------------


ภาพจากซ้ายไปขวา 1.นายโภคิน พลกุล 2.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 3.นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ 4.นายทนง พิทยะ และ 5.นายเริงชัย มะระกานนท์

แม้เวลาผ่านไปเกือบ 11 ปี แต่ความลับดำมืดที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า มีนักธุรกิจขาใหญ่ที่รู้ความลับการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่ง ประเทศไทย(ธปท.) เมื่อเช้าตรู่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และร่ำรวยจากการค้าเงินบาทยังไม่กระจ่างชัด

จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (ที่5730/2550) ยกฟ้องคดีที่นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นายสุเทพ เทือสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กับ หนังสือพิมพ์อีก 8 ฉบับเป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท กรณีที่นายสุเทพอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันายน 2540 โจมตีเรื่องการลดค่า เงินบาทว่า สงสัยนายโภคินจะนำความลับเรื่องการลดค่าเงินบาทไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินดังกล่าว
 
หลังจากนั้น 'มติชนออนไลน์' นำ บันทึกรายงานการประชุมสภาผู้แทนฯชุดที่ 20 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25-26  ( สมัยสามัญครั้งที่ 2 เล่ม 21 พ.ศ. 2540 ) หน้า 179 -181-"เมื่อวันที่ 26 กันายน 2540 (วันเดียวกับที่นายสุเทพอภิปราย) มาเผยแพร่

บันทึกดังกล่าว เป็นคำอภิปรายของ พ.ต.ท.ทักษิณ  รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นชี้แจงข้อกล่าวหาของนายสุเทพ ที่พาดพิงว่า รู้ความลับเรื่องลดค่าเงินบาทจากนายโภคิน

เมื่อนำข้อเท็จจริงจากเอกสารทั้ง 2 ชิ้นมาเรียบเรียงและวิเคราะห์แล้ว อาจไขความลับที่เกิดขึ้นและไขปริศนาได้ว่า ใครคือ 'ไอ้โม่ง' ที่ร่ำรวยจากการรู้ความลับในการลดลดค่าเงินบาทและนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์
-----------------
1
-----------------
จากคำพิพากษาศาลฎีกาพบข้อเท็จจริงดังนี้

1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายว่า ในการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 มีขาใหญ่ร่ำรวยจากการรู้ความลับเรื่องการลดค่าเงินบาท เนื่องจากในการประชุมเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540ซึ่งเป็นความลับที่สุด (ก่อนประกาศลอยตัวค่าเงินบาท 3 วัน) ระหว่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท. นั้น มีนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ในที่ประชุม ด้วย

2.นายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่า นายโภคิน ได้นำความลับเรื่องการประชุมดังกล่าวบอก พ.ต.ท.ทักษิณ (ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ชินวัตรคอมพิเตอร์แอนด์คอมมูนิเคชั่น หรือชินคอร์ป) ซึ่งอาจมีการนำความลับดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วยการซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าได้กำไรหลายพันล้านบาท

3.นายสุเทพระบุว่า รู้เรื่องดังกล่าวมาจาก นายภูษณ ปรีย์มาโนช รัฐมนตรีประจำสำนักนายก(ขณะนั้น) นายไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์และนายเริงชัย

4.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ปฏิเสธว่า การประชุมวันดังกล่าว มีผู้เข้าประชุมและรู้ความลับเพียง 3 คนคือ พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย

5.นายโภคินยืนยันว่า ไม่ได้รับรู้การตัดสินใจปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ไม่เคยติดต่อหรือแจ้งโทรศัพท์บอก พ.ต.ท.ทักษิณและไม่เคยรับประโยชน์ใดๆจากการลอยค่าเงินบาทลอยตัว

6.ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นศาลศาลฎีกว่า ในการประชุมเมื่อเช้าวันที่ 29 มิถุนายน 2540 มีนายโภคินร่วมอยู่ด้วย จาก คำเบิกความยืนยันของนายเริงชัยและนายทนงซึ่งเป็นพยานโจทก์ (นายโภคิน) โดยก่อนประชุมนายเริงชัยได้ทักท้วงแล้วว่า เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท ควรให้นายโภคินอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ พล.อ.ชวลิตอนุญาตให้นายโภคินอยู่

7.คำเบิกความของนายเริงชัยและนายทนง แตกต่างขัดแย้งกับคำเบิกความของนายโภคินโดยสิ้นเชิง(พยาน ทั้งสองปากเป็นประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์และไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งเป็นพยานที่โจทก์อ้าง จึงเชื่อว่า เบิกความไปตามความจริง)

การที่นายสุเทพ อภิปรายว่า นายโภคินซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการประชุม ตัดสินใจที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น

"ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริง ฟ้องของโจทก์ (นายโภคิน) ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง"

8.ศาลเห็นว่า การกระทำของ พล.อ.ชวลิตที่ยอมให้โจทก์ (นายโภคิน) ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงิน บาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศ และประชาชนจำนวนมากก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วัน ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการตัดสิน ใจในครั้งนี้เลย และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ตัวพลเอกชวลิต นายทนง และนายเริงชัย

"เป็นข้อพิรุธสำคัญ"

"ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหาย รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจการ ค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสีย หายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้นายสุเทพซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้ง ข้อสงสัยโจทก์ได้"
-----------------
2
-----------------
จากบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พบข้อเท็จจริงว่า

1.พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า รู้เรื่องการประชุมเรื่องการลดค่าเงินบาทที่ทำเนียบรัฐบาลเพราะเมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 มีคนโทรศัพท์บอกว่า มีการประชุมอย่างซีเรียสของคน 4 คนคือ พล.อ.ชวลิต  นายเริงชัย  นายทนง  และ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการ ธปท.และผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน

2.พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า เนื่องจากนายชัยวัฒน์ เป็นผู้จัดทุนรักษาระดับฯเลยเดาว่า สงสัยจะมีการลดค่าเงินบาท

3.พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า ขณะที่ได้รับโทรศัพท์รับประทานอาหารอยู่กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น) และนักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนหนึ่งและยังบอกเรื่องสงสัยว่า จะมีการลดค่าเงินบาทแก่ พล.ต.สนั่นด้วย

4.ไม่มีบันทึกการประชุมและข้อเท็จจริงว่า พล.ต.สนั่นตอบรับหรือปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว

5.พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้บอกว่า คนที่โทรศัพท์แจ้งข่าวการประชุมเป็นใคร?
-----------------
3
-----------------
ทั้งจากคำพิพากษาศาลฎีกาและบันทึกประชุมการประชุมสภาฯมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

1.ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาและคำชี้แจงจาก พ.ต.ท.ทักษิณตรงกันคือ มีผู้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการลอยตัวค่าเงินบาท 4 คน

2.แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันคือ คำพิพากษาระบุว่า บุคคลที่ 4 คือ นายโภคิน พลกุล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า คือนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์

3.จากข้อเท็จจริงที่ต่างกันดังกล่าวเป็นเพราะ บุคคลที่โทรศัพท์แจ้งข่าวแก่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกข้อมูลผิด หรือพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้บอกข้อมูลที่เป็นจริง

4.ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรียอมรับต่อที่ประชุม (นายสุเทพ) ว่า มีคนโทรศัพท์แจ้งให้รู้ว่า มีการประชุมเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาทโดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 4 คนซึ่งขัดแย้งกับคำชี้แจงของพล.อ.ชวลิตและนายโภคินที่บอกว่า มี 3 คน

ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ จะนิ่งเฉยเสียหรือปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้เรื่องการประชุมเรื่องการลดค่าเงินบาทก็สามารถทำได้

หรือพ.ต.ท.ทักษิณรู้ว่า ข้อมูลที่นายสุเทพรับรู้ยากที่จะปฏิเสธ (จนแต้ม?)


การยอมรับว่า มีคนโทรศัพท์แจ้งโดยระบุว่า บุคคลที่ 4 คือนายชัยวัฒน์เพราะน่าเชื่อถือเเนื่องจากนายชัยวัฒน์เป็นทั้งรองผู้ว่าการ ธปท. และผู้จัดการทุนรักษาระดับฯ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลค่าเงินบาทโดยตรง ทำให้กลบข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวนายโภคินได้?

5. ข้อสงสัยของนายสุเทพว่า มีคนโทรศัพท์บอกเรื่องการประชุมลดค่าเงินบาทกับพ.ต.ท.ทักษิณสอดคล้องกับคำ ชี้แจง (คำสารภาพ?) ของพ.ต.ท.ทักษิณ

6.พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจเปิดเผยพยานอ้างอิงในเหตุการณ์คือ พล.ต.สนั่น ให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่ทำไมไม่ยอมเปิดเผยว่า ใครโทรศัพท์มาแจ้งข่าวการประชุมลับ (ถ้าไม่มีผลประโยชน์?) แต่ใช้วิธีการสร้างตัวละครคนที่ 4 ที่อยู่ประชุมแทนคนที่นายสุเทพอภิปรายถึง?

7.พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า รู้ข่าวการประชุมลดค่าเงินบาทตอน 4 ทุ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 (ประกาศลอยตัวค่าเงินเช้าตรู่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540)

สำหรับนักค้าเงินขาใหญ่หรือนักธุรกิจที่มีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ แม้เวลาดังกล่าวเป็นช่วงปิดตลาดเอเชีย แต่สำหรับตลาดนิวยอร์ค ซึ่งเพิ่งเปิดตลาดเนื่องจากเป็นช่วงเช้า เวลา 6-7 ชั่วโมงสามารถโกยกำไรได้อย่างมหาศาล

นอกจากข้อเท็จจริงจากเอกสาร 2 ชิ้นดังกล่าวแล้ว นายโภคินซึ่งหลังจากพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วได้รับการสรรหาเป็นรองประธานศาล ปกครองสูงสุดและเป็นตัวเก็งประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่ 2 ต่อจากนายอักขราทร จุฬารัตน

แต่เมื่อมีนาคม 2547 นายโภคินได้ลาออกจากตำแหน่งรองประธานศาลปกครองสูงสุด มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณในช่วงที่เรืองอำนาจมากที่สุด

ถ้าดูจากปรัชญาการทำธุรกิจและการเมืองของพ.ต.ท. ทักษิณและคุณหญิงพจมานแล้ว การที่นายโภคินได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่เรื่องแปลก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2008, 14:06 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #10 เมื่อ: 16-04-2008, 16:38 »

ความจริง มีการตัดสินไปแล้วก่อนหน้านั้น สองอาทิตย์ แต่ ไม่ได้มีการพูดถึง ในการต่อสู้คดี...

ที่ประชุมแบ็งค์ชาติ ได้ ประชุมและตัดสินไปแล้ว ว่าจะต้องลดค่าเงินบาท......เคยได้ยินจากรายการวิทยุ

ของ วีระ ธีรภัทร ว่า ครั้งตั้งใจลดค่าเงินบาทประมาณ 15 % .......ซึ่งน่าจะทำให้เงินบาท ลงมาที่ 29 บาท/ดอลล่าห์

ตามที่นายทนงค์ ได้ ให้สัมภาษณ์ ชี้นำ ในวันที่ประกาศ ลอยตัว.....

ในที่ประชุมแบ็งค์ชาติ มี นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ นายศิริ เจริญการดี...ฯลฯ ซึ่งต่อมา

ก็ได้ดิบ ได้ดี ในระบอบทักษิณ.......ในช่วงระหว่าง สองอาทิตย์ มีการกลับเข้ามาซื้อดอลล่าห์

ล๊อต บิ๊ก ๆ อีกรอบ..... ไม่ทราบว่า เหตุผลกลใด จึงได้รีรอ มาจนถึงวันที่ 2 กรกฏาคม
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #11 เมื่อ: 16-04-2008, 16:47 »

ความจริง มีการตัดสินไปแล้วก่อนหน้านั้น สองอาทิตย์ แต่ ไม่ได้มีการพูดถึง ในการต่อสู้คดี...

ที่ประชุมแบ็งค์ชาติ ได้ ประชุมและตัดสินไปแล้ว ว่าจะต้องลดค่าเงินบาท......เคยได้ยินจากรายการวิทยุ

ของ วีระ ธีรภัทร ว่า ครั้งตั้งใจลดค่าเงินบาทประมาณ 15 % .......ซึ่งน่าจะทำให้เงินบาท ลงมาที่ 29 บาท/ดอลล่าห์

ตามที่นายทนงค์ ได้ ให้สัมภาษณ์ ชี้นำ ในวันที่ประกาศ ลอยตัว.....

ในที่ประชุมแบ็งค์ชาติ มี นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ นายศิริ เจริญการดี...ฯลฯ ซึ่งต่อมา

ก็ได้ดิบ ได้ดี ในระบอบทักษิณ.......ในช่วงระหว่าง สองอาทิตย์ มีการกลับเข้ามาซื้อดอลล่าห์

ล๊อต บิ๊ก ๆ อีกรอบ..... ไม่ทราบว่า เหตุผลกลใด จึงได้รีรอ มาจนถึงวันที่ 2 กรกฏาคม


ที่พอจะมีหลักฐานจากปาก รองนายกฯ ทักษิณ ในตอนนั้นก็คือ
ทักษิณมีสายคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวของแบงค์ชาติมาให้
โดยไม่เว้นกลางวันกลางคืน ถึง 4 ทุ่มแล้วยังอุตส่าห์โทรบอก

และเรื่องนี้ทำให้บิ๊กจิ๋วขาดความน่าเชื่อถืออย่างร้ายแรงด้วย
เพราะมีพฤติกรรมปกปิดข้อความจริงสำคัญต่อสภาผู้แทนฯ

เป็นไปได้ว่าทักษิณรู้ความเคลื่อนไหวของ ธปท. ตลอดเวลา
ซึ่งเอาไปทำอะไรได้มากมายในลักษณะอินไซด์เดอร์ครับ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #12 เมื่อ: 16-04-2008, 17:13 »

ลืมตอบคุณ 55555 ว่า รมว.คลัง ทนง พิทยะ เข้าประชุมและตัดสินใจ
เรื่องค่าเงินบาท ประมาณวันที่ 26 มิถุนายน 2540 ครับ

แต่ที่รู้กันล่วงหน้ากว่านั้นคือ ธปท. คุยกันเองก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 21
ได้ข้อสรุปเรียบร้อย เป็นวันเดียวกับที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณทนง
แต่กว่าคุณทนงจะได้เข้าประชุมก็คือวันที่ 26 ครับ

เสร็จแล้วก็มีการแจ้ง พล.อ.ชวลิต ประมาณวันที่ 29 ซึ่งมีคุณโภคิน
ไปโผล่อยู่ในที่ประชุมด้วย ตามคำพิพากษาศาลฎีกา

ต่อมาคืนวันที่ 1 กรกฎาคม ตอน 4 ทุ่ม คุณทักษิณอ้างว่ากินข้าว
อยู่กับพล.ต.สนั่น และ นักหนังสือพิมพ์ใหญ่อีกคนหนึ่ง และ้มีคน
โทรแจ้งว่ามีการประชุมสำคัญ ทำให้เดาได้ว่าจะลดค่าเงิน

กว่าจะได้ลอยค่าเงินบาทก็ปาเข้าไปวันที่ 2 กรกฎาคม โดยมีการ
เรียกประชุมเพื่อแจ้งข่าวกันตอนตี 3

...

หลังเหตุการณ์นี้ก็มีบางคนร่ำรวยมหาศาล บางคนสิ้นเนื้อประดาตัว
แต่เหตุการณ์เก็งกำไรเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ระหว่างเดือน เมษา-มิถุนา

ตามแผนภาพข้างล่าง แสดงภาระล่วงหน้าที่พุ่งขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ
จนขึ้นมาแตะระดับเงินสำรองทางการในเดือนมิถุนา และทำให้
เงินสำรองทางการสุทธิ หดเล็กลงจนเกือบหมด



เงินสำรองทางการและภาระผูกพันล่วงหน้าสิ้นเดือน รายเดือนระหว่าง ก.ค. 39-มิ.ย. 40
http://www.info.tdri.or.th/reports/published/soporo/fig12.gif

...

และผมคิดว่าความจริงที่ทราบกันภายหลังว่าคุณทักษิณเข้าไปพัวพัน
เป็นกรรมการในองค์กรธุรกิจข้ามชาติที่มีสมาชิกเป็นผู้นำประเทศทั่วโลก
และเพิ่งจะลาออกมาก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

http://forum.serithai.net/index.php?topic=23538.0
ยิ่งตอกย้ำถึงเครือข่ายระดับนานาชาติที่อาจอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2008, 17:21 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #13 เมื่อ: 16-04-2008, 17:40 »

การลอยค่าเงินบาทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่ตามมาด้วยการพาตัวเข้าสู่การควบคุมของ IMF
แล้วรัฐบาลชวลิต ก็ทำการสละรัฐนาวาที่กำลังจะจมในเงื้อมมือ IMF ให้กับรัฐบาลใหม่
ค่าเงินบาทถล่มรูดมโหฬารลงไปถึง 53 บาท/ดอลล่าห์ และ GDP หดตัวเป็นค่าติดลบ

บางส่วนของบทความคอลัมน์ "จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง"  โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
ที่ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 บรรยายอะไรไว้ได้ดี
ว่าสภาพประเทศไทยตอนนั้น รัฐบาลใหม่เหมือนโดนวางยาจนทำอะไรไม่ได้
ถ้าสนใจก็ลองอ่านดูนะครับ ผมสงสัยเหมือนกันว่าระหว่างนั้นทักษิณมีความสุขอยู่ที่ไหน 

http://www2.hawaii.edu/~porntawe/thaiarticles/rangsun01/2003_08_07.html

--------------------------------------------------------------------------------------------------------


    วิกฤติการณ์การเงิน 2540 มิใช่ความผิดของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด หากแต่เป็นความผิดของ
รัฐบาลทุกรัฐบาลนับตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา จวบจนถึงปี 2540 และต้องนับเป็นความผิดของ
ผู้นำขุนนางนักวิชาการในช่วงเวลาเดียวกันทุกคนด้วย โดยเฉพาะในสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง
หากปราศจากความผิดพลาดในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค วิกฤติการณ์การเงิน 2540 จะไม่รุนแรงเท่าที่เกิดขึ้นจริง

    ภาวะล้มละลายของระบบเศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2540 ทำให้รัฐบาลไทยไม่มีอำนาจต่อรองกับกองทุนการเงิน
ระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีเอื้อนเอ่ยถึงวิกฤติการณ์การเงินในทศวรรษ 2520 จนต้องขอเงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงิน
ระหว่างประเทศในปี 2524 ปี 2525 และปี 2528 ด้วยเหตุที่วิกฤติการณ์การเงินทศวรรษ 2520 ไม่ร้ายแรงเท่าทศวรรษ 2540
รัฐบาลไทยมีอำนาจต่อรองพอที่จะเจรจากำหนดเงื่อนไขการดำเนินนโยบาย จนได้เงื่อนไขอันผ่อนปรนพอสมควร ต่างกับ
วิกฤติการณ์การเงิน 2540 ที่รัฐบาลสูญเสียอำนาจต่อรองจนหมดสิ้น เงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่ผูกติดมากับเงินกู้ฉุกเฉิน
จึงรัดรึงยิ่ง

    การขอเงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยและชนชาวไทยต้องสูญเสียอธิปไตยในการดำเนิน
นโยบายเพราะถูก รัดรึงและผูกมัดด้วยเงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่ผูกติดมากับเงินกู้ฉุกเฉิน นั้นเอง แต่การสูญเสียอธิปไตย
ดังกล่าวนี้เป็นผลจากความสมัครใจในภาวะจำยอมของผู้นำ รัฐบาลไทยเอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศหาได้ใช้ปืนจ่อขมับ
ผู้นำไทยให้ลงนามในสัญญาขอ เงินกู้ฉุกเฉินไม่ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ตัดสินใจขอเงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงิน
ระหว่างประเทศปลายเดือนกรกฎาคม 2540 โดยได้รับอนุมัติเงินกู้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2540 หากการขอเงินกู้ฉุกเฉินจาก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศเป็นการ ขาย ชาติ และหากเงื่อนไขการดำเนินนโยบายเป็นเงื่อนไขที่ผิด รัฐบาลพลเอกชวลิต
ต้องมีส่วนรับผิดอย่างมิอาจปฏิเสธได้

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศถูกโจมตีอย่างหนักในช่วงที่ เกิดวิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพา 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในประเด็นการให้ ยา ผิดชุด จนก่อให้เกิดวิวาทะในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ผู้นำในการต่อต้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
คนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph E. Stiglitz) กองทุนการเงินระหว่างประเทศบังคับให้ประเทศที่ขอเงินกู้ฉุกเฉิน
เนื่องจากวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ต้องรัดเข็มขัดทางการคลัง โดยที่รัฐบาลไทยถูกบังคับให้มีส่วนเกินดุลทางการคลังไม่น้อยกว่า
1% ของรายได้ประชาชาติ การรัดเข็มขัดทางการคลังสร้างผลกระทบซ้ำเติมภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และทำให้การฟื้นตัว
ทางเศรษฐกิจล่าช้ากว่าที่ควร แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะกลับลำในเรื่องนี้ในภายหลัง แต่ความเสียหายที่มีต่อระบบ
เศรษฐกิจไทยอุบัติขึ้นแล้ว

    แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศมิได้สร้างความเสียหายแก่ ระบบเศรษฐกิจไทย เพียงด้วยการสั่งให้รัฐบาลไทยรัดเข็มขัด
ทางการคลังเท่านั้น หากยังสั่งให้รัฐบาลไทยจ่าย เงินดาว (Dow Payment) ก่อนรับเงินกู้อีกด้วย เงินดาว ดังกล่าวนี้ปรากฏ
ในรูปของการประกาศปิดกิจการบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ จำนวน 42 บริษัท การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10%
การลดวงเงินงบประมาณประจำปี 2541 ลง 59,000 ล้านบาท การเปิดเผยข้อมูลเงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน
การเงิน และการเปิดเผยฐานะสุทธิของทุนสำรองระหว่างประเทศอีกด้วย มาตรการที่ถือเป็น เงินดาว เหล่านี้ ล้วนทำให้ปัญหา
ความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

    นักเศรษฐศาสตร์บางท่าน ดังเช่นศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตส์ เห็นว่า การสั่งปิดธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์จำนวน 42 บริษัท
เป็นเรื่องเกินความจำเป็น กองทุนการเงินระหว่างประเทศสั่งการเกินกว่าหน้าที่ของตน และเกื้อประโยชน์กลุ่มทุน Wall Street
ในการฮุบกิจการสถาบันการเงินในประเทศไทยในภายหลัง เพราะธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์บางบริษัทยังสามารถประคองตัวอยู่ได้
เนื่องจากยังได้รับความเชื่อถือจากประชาชน เมื่อถูกสั่งปิดกิจการ แม้จะเป็นการชั่วคราว ย่อมมีผลทำลายความเชื่อถือของประชาชน
บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์เหล่านี้จึงตกอยู่ในฐานะ ตายทั้งเป็น อันเป็นการซ้ำเติมวิกฤติการณ์สถาบันการเงินที่อยู่ในภาวะร้ายแรงอยู่แล้ว

    การบังคับให้รัฐบาลไทยขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดวงเงินงบประมาณประจำปี 2541 มาจากฐานความเชื่อที่ว่า วิกฤติการณ์
การเงินที่เกิดขึ้นมีสาเหตุสืบเนื่องจากการขาดดุลการคลัง แท้ที่จริงแล้ว เกือบตลอดทศวรรษ 2530 ภาครัฐบาลมิได้มีปัญหาการ
ขาดดุลการคลัง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลจากการขาดดุลในภาคเอกชน หาได้เกิดจากการขาดดุล
ในภาครัฐบาลไม่

    การสั่งให้รัฐบาลไทยเปิดเผยฐานะสุทธิของทุนสำรองระหว่าง ประเทศ และเปิดเผยข้อมูลกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ
สถาบันการเงิน แม้จะเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ในประเด็นเรื่องความโปร่งใส (Transparency) แต่จังหวะเวลา
ในการบังคับใช้มาตรการนี้สั่นคลอนเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ไทยอย่างรุนแรง ค่าเงินบาทตกต่ำอย่างฮวบฮาบ จนอัตราแลกเปลี่ยน
เหลือเพียง 53 บาทต่อดอลลาร์อเมริกัน อันเกินเลยกว่าพื้นฐานที่เป็นจริงของระบบเศรษฐกิจไทย

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศยังกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลไทย ถ่ายโอนการผลิตสู่ภาคเอกชน (Privatization) ด้วยการนำ
รัฐวิสาหกิจออกขาย โดยที่การขายรัฐวิสาหกิจหาได้มีผลในการช่วยฉุดระบบเศรษฐกิจไทยออกจากภาวะ วิกฤติแต่ประการใดไม่

    การขาดอำนาจต่อรอง เนื่องเพราะระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะล้มละลาย ทำให้รัฐบาลไทยต้องยอมรับเงื่อนไขการดำเนินนโยบาย
ซึ่งมีผลซ้ำเติมวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ การวิพากษ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศในประเด็นการสั่ง ยา ผิดพลาด ปรากฏอย่างแพร่หลาย
ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์และในนครวอชิงตัน ดีซี ในประเทศไทย รัฐบาลนายชวน หลีกภัย กลายเป็นเป้าการโจมตี เมื่อปฏิบัติตาม
Remote Control ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศอย่างเซื่องๆ แม้รัฐบาลดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
ในเวลาต่อมา แต่ความเสียหายที่มีต่อระบบเศรษฐกิจอุบัติขึ้นแล้ว กระแสการต่อต้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พัฒนา ไปเป็น
กระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจ โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขี่กระแสชาตินิยมในครั้งนี้ด้วย
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #14 เมื่อ: 16-04-2008, 21:23 »

ถอดรหัสคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค่าเงินบาท ย้อนรอย วิกฤต’40 เปิดขบวนการปล้นชาติ - ตอนที่ 1: เวลา 4 ทุ่ม กับคืนที่ทักษิณรู้ข่าวลดค่าเงินบาท
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 16 เมษายน 2551 17:47 น.
 
 
       
        “ เขาพูดกันว่า คนที่เป็นนักธุรกิจส่งนอก บอกว่าเดี๋ยวนี้เงินบาทแข็งเกินไป แต่ก่อนนี้เงินบาทลอยไป ไม่ต้องมีเครื่องบิน ไม่ต้องมีบอลลูนหรอก มันลอยขึ้นไป พวกที่หัวใสในทางเก็งราคา ก็เก็งราคาดอลลาร์ ไปซื้อดอลลาร์ เพราะทราบว่าจะลอย ก็ซื้อดอลลาร์มากมายทีเดียว เมื่อลอยก็ขายได้กำไร ถ้าซื้อล้านบาทก็ได้กำไรกลับคืนมาสองล้านบาทภายในไม่กี่เดือน” – พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววันที่ 4 ธันวาคม 2541

       
       
ข่าวเชิงวิเคราะห์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

       
       ย้อนรอยคดีค่าเงินบาท หลังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค่าเงินบาทที่ “โภคิน” แพ้ “สุเทพ” พบทักษิณเคยยอมรับกลางสภาได้รับโทรศัพท์ตอน 4 ทุ่มมาคาบข่าวก่อนลอยค่าเงิน ตะลึงเงินไหลออกสุทธิ 3 วันเกือบ 5 หมื่นล้านบาท หลัง “ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์ฟันธงลดค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540
       
       จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 5730/2550 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550 ที่ได้ยกฟ้องคดีความที่นายโภคิน พลกุล ในฐานะอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น โจทย์ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้อภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 เรื่องการลดค่าเงินบาท โดยนายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่านายโภคินได้นำมติจากที่ประชุมลับเรื่องการลดค่าเงินบาท ไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์ ตามที่ได้ปรากกฏเป็นข่าวแล้วนั้น
       
       หากได้ย้อนเวลากลับไปตามวันและเวลาก่อนลอยค่าเงินบาท ได้พบที่น่าสังเกตุและมีพิรุธดังต่อไปนี้
       
       วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 เป็นวันหยุดราชการ ผู้บริหารแบงก์ชาติ 6 คน(นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์, นางธัญญา ศิริเวคิน, นายศิริ การเจริญดี , นายบัณฑิต นิจถาวร , นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน และ นางเกลียวทอง เหตระกูล) พิจารณาทั้งวันแล้วมีมติ ให้ลอยค่าเงินบาทและเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตามที่เคยหารือกับไอเอ็มเอฟมาก่อนหน้านี้ และมีการโทรศัพท์ให้นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าแบงก์ชาติได้รับทราบ โดยไม่มีการแจ้งให้ฝ่ายการเมืองทราบอย่างทันท่วงที
       
       วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2540 เปิดทำการวันแรก ทุนสำรองสุทธิอยู่ที่ประมาณ 4,883 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
       
       วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2540 เปิดทำการวันที่สองแบงก์ชาติทำสัญญา SWAP กับเอกชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ทุนสำรองสุทธิค่อนข้างคงที่
       
       วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2540 แบงก์ชาติทำสัญญา SWAP กับเอกชนเพิ่มขึ้น เงินไหลออกนอกประเทศจนทุนสำรองสุทธิลดลง 208 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5,200 ล้านบาท) ทุนสำรองสุทธิเหลือประมาณ 4,675 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
       
       วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 มีการทำสัญญา SWAP เพิ่มอีกเช่นเคย ผู้บริหารแบงก์ชาติ เข้าพบนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อนายทนงได้เห็นทุนสำรองสุทธิที่เหลือน้อยมากไม่สามารถปกป้องค่าเงินบาทได้แล้ว จึงให้นโยบายว่าให้แบงก์ชาติต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่แบงก์ชาติกลับบอกว่าจะกลับไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของแบงก์ชาติทั้งๆ ที่ได้มีการประชุมผู้บริหารไปก่อนหน้านี้แล้ว
       
       วันนั้นนอกจากผู้บริหารของแบงก์ชาติทั้ง 7 คนแล้ว นายทนง พิทยะ รัฐมตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ย่อมรู้ดีว่าจะต้องมีการเปลี่ยนระบบค่าเงินด้วย เพราะได้เห็นสถานภาพของทุนสำรองระหว่างประเทศจนหมดสิ้นแล้ว
       
       ปรากฏว่าวันเดียวกัน เงินไหลออกนอกประเทศ จนทุนสำรองสุทธิลดลงไปอีก 417 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 10,425 ล้านบาท) หรือเงินไหลออกนอกประเทศสุทธิเกือบ 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับก่อนหน้าหนึ่งวัน ทำให้ทุนสำรองสุทธิเหลือประมาณ 4,258 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
       
       วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2540 ปรากฏว่า เงินไหลออกสุทธิเพิ่มหนักมากขึ้นประมาณถึง 1,408 ล้านเหรียญสหรัฐฯในช่วงเวลาเพียงแค่วันเดียว (ประมาณ 35,200 ล้านบาท) เทียบเป็น 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า 1 วัน หรือคิดเป็นกว่า 6 เท่าตัวเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า 2 วัน เป็นผลทำให้ทุนสำรองสุทธิลดลงเหลือเพียง 2,850 ล้านเหรียญสหรัฐฯเท่านั้น
       
       วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2540 เป็นวันหยุดทำการไม่มีธุรกรรมใดๆ นายทนง พิทยะ ได้ตกลงกับ นายเริงชัย มะระกานนท์ และนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ว่าจะไปเรียนนายกรัฐมนตรี ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540
       
       วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 เป็นวันหยุดทำการเช่นเดียวกัน เวลา 9.30 น. นายทนง พิทยะ, นายเริงชัย มะระกานนท์, นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เข้าร่วมประชุมเพื่อแจ้งว่าจะมีการลอยค่าเงินบาท โดยมีนายโภคิน พลกุล ร่วมประชุมอยู่ด้วย (ตามคำพิพากษาศาลฎีกา)
       
       วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลงนามให้ประกาศลอยค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 โดยนายเริงชัย มะระกานนท์ อ้างว่าเพื่อให้ปิดงวดบัญชีครึ่งปีในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นวันหยุดทำการของแบงก์ชาติ
       
       แต่ในวันดังกล่าว แบงก์ชาติกลับไปทำ SWAP เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกับเอกชนเป็นจำนวนถึง 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่น่าจะรู้ดีว่าการทำ SWAP กับเอกชนในวันนั้นเมื่อถึงกำหนดคืนเงินเหรียญสหรัฐฯตามสัญญา SWAP จะต้องขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการลอยค่าเงินบาทอย่างย่อยยับและเอกชนคู่สัญญาก็น่าจะได้กำไรไปอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน
       
       ตามคำพิพากษาศาลฎีการะบุคำพิพากษาในการยกฟ้องที่นายโภคิน พลกุล ฟ้องร้องต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณความตอนหนึ่งว่า
       
       “การที่จำเลยที่ 1 (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรว่า โจทก์ (นายโภคิน พลกุล )ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการประชุมตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริง ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง”
       
       ส่วนเรื่องที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายสงสัยว่า นายโภคิน พลกุล เป็นคนบอกความลับเรื่องนี้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณนั้น ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า
       
       “การกระทำของพลเอกชวลิตที่ยอมให้โจทก์ (นายโภคิน พลกุล) ได้ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศและประชาชนจำนวนมากเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วันทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการตัดสินใจในครั้งนี้เลย
       
       และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ตัวพลเอกชวลิต นายทนง และนายเริงชัย เป็นข้อพิรุธสำคัญ
       
       ประกอบกับพันตำรวจโททักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้
       
       การตั้งข้อสงสัยดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงมีมูลเหตุเพียงพอที่จะให้ตั้งข้อสงสัยเช่นนั้นได้ ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยอย่างเลื่อยลอย”
       
       สิ่งที่น่าสนใจในการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 นั้น ได้ปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ลุกขึ้นยืนตอบการอภิปรายในครั้งนั้น ตามรายงานการประชุมสภาผู้แทนฯชุดที่ 20 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25-26 (สมัยสามัญครั้งที่ 2 เล่ม 21 พ.ศ. 2540 ) หน้า 179 -181 ว่า:
       
       "เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม (2540) กลางคืนวันนั้น บังเอิญผมทานข้าวกับผู้ใหญ่ที่ผมนับถือร่วมกับนักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนหนึ่ง ประมาณ 4 ทุ่มมี “คน” โทรมาบอกผมว่า ได้มีการพบปะกันอย่างซีเรียสมากที่ทำเนียบ มีคน 4 คนคือ นายกฯ (พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ), นายเริงชัย มะระกานนท์ (ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยขณะนั้น), นายทนง พิทยะ และ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ (รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) เพราะผมรู้ว่า นายชัยวัฒน์ เป็นผู้จัดการกองทุนรักษาระดับ ผมเลยเดาแล้วยังบอกกับผู้ใหญ่คนนั้นกับนัก นสพ.อาวุโสว่า สงสัยจะมีการลดค่าเงินบาทแน่ เพราะถ้ามีผู้จัดการทุนรักษาระดับเข้าไปร่วมด้วยในการพิจารณาซีเรียสอย่างนั้น ผมเดาว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือคือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ครับ ผมอยู่กับท่านวันที่ 1 กรกฏาคม ตอน 4 ทุ่ม"
       
       เพราะวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นวันหยุดทำการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย การอ้างว่ารู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวเพื่อลดค่าเงินบาทในวันดังกล่าวนั้นก็เพื่อจะบอกต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าแม้จะรู้ข้อมูลก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลค่าเงินบาทได้ก็ควรต้องรู้ข้อมูลก่อนคืนวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2540

 
   
 
 
       แต่จากหลักฐานที่ปรากฎพบว่า หน้าปกมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2540 ได้ขึ้นรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมกับพาดหัวด้วยคำว่า “อัศวินแห่งคลื่นลูกที่ 3 ทักษิณ ชินวัตร เปิดถ้วยไฮโล-ควบดาวเทียม ฟันธง ลดค่าเงินบาท” การสัมภาษณ์ครั้งนั้นได้เกิดที่ห้องไดนาสตี้ โรงแรมเซ็นทรัล “ในวันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2540”
       
       วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฟันธงว่าจะลดค่าเงินบาทนั้นห่างกันถึง 7 วัน จากเวลา 4 ทุ่มของคืนวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2540 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าเพิ่งจะรู้ข่าวเพราะมีคนโทรมาบอก
       
       พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฟันธงเรื่องการลดค่าเงินบาทได้อย่างไรทั้งๆ ที่ ในเวลานั้นเรื่องของทุนสำรองระหว่างประเทศและภาระผูกพันการทำ SWAP ของแบงก์ชาตินั้นเป็นความลับสุดยอด การกำหนดวันเวลาการลดค่าเงินจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
       
       ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “รู้ไส้” ข้อมูลว่าจะมีการลดค่าเงินตั้งแต่วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2540 นั่นหมายถึงว่าข่าวการลดค่าเงินนั้นไม่น่าจะสงสัย นายโภคิน พลกุล เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แต่อาจจะมีคนในแบงก์ชาติที่ได้ประชุมกันว่าจะลดค่าเงินตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2540 เป็นคนบอกข่าวล่วงหน้าด้วยหรือไม่?
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแบงก์ชาติที่ประชุมลอยค่าเงินบาท ที่มีความเจริญก้าวหน้ามากที่สุดในตำแหน่งทางการเมืองและสถาบันการเงินหลายแห่งในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็คือ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการแบงก์ชาติในสมัยนั้นที่ปัจจุบันก็ยังเป็นประธานกรรมการ บริษัท เอสซี แอสเสท (มหาชน) จำกัด ที่ได้ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในกิจการแห่งนี้
       
       นับตั้งแต่วันที่ 24 – 30 มิถุนายน 2540 ถ้านับเฉพาะวันทำการของแบงก์ชาติ พบว่ามีคนนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯในรูปแบบต่างๆ เป็นตัวเลขเงินไหลออกสุทธิประมาณไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ถ้านำมาแลกกลับเป็นบาทตอนอ่อนค่าลงเป็น 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ก็จะได้กำไรไปประมาณ 5 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ โดยเงิน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯนั้นก็จะได้กำไรไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หรือถ้านำมาเงินดังกล่าวแลกกลับตอน 40 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯก็จะได้กำไรไปประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และถ้านำมาแลกในช่วงค่าเงินบาทอ่อนตัวลงที่ 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯก็จะทำกำไรไปอย่างมโหฬารถึง 5 หมื่นล้านบาท
       
       นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 ความตอนหนึ่งว่า
       
       “คนนี้เอาเปรียบคนไทยทั้งชาติ คนนี้เอาข้อมูลภายในไปแสวงหาประโยชน์ มีข่าวลือกันมากในตลาดการเงินในประเทศไทยว่า ขาใหญ่ที่ร่ำรวยนั้น รวยถึงขนาดมีการันตีได้ว่า เลือกตั้งคราวหน้าสบายกันทุกคน.....
       
       “ ท่านประธานที่เคารพครับวันนี้ผมยอมบาป คนที่ผมสงสัยมากที่สุดนั่งอยู่ตรงนั้นครับ ด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ครับผู้ต้องสงสัยของผม ท่านด็อกเตอร์ทักษิณไม่ได้ทำบาปอะไรหรอกครับ ที่ผมสงสัยคือสงสัยว่ารัฐมนตรีโภคินจะเป็นคนบอกความลับเรื่องนี้กับด็อกเตอร์ทักษิณ แล้วด็อกเตอร์ทักษิณไปซื้อขายเงินไว้ล่วงหน้าทำกำไร”
       
       “ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านได้กำไรไปเยอะในขณะที่คนในชาติน้ำตาไหลกันทุกคน ผมไม่แปลกใจว่า หลังจากนั้นไม่นาน ได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ก็เก่งขนาดทำเงินได้ 2 วัน 4 พันล้านบาท ถึง 5 พันล้านบาท ก็น่าจะให้เป็นหรอกครับ
”
       
       “ท่านประธาน นี่เป็นข้อสงสัยของผม ผมคาดคะเนสงสัยด้วยเหตุผลแวดล้อมอย่างนี้และผมมีประจักษ์พยานหลักฐานว่า หลังจากนายโภคินได้รับความลับเรื่องนี้ ได้มีการโทรศัพท์ติดต่อกับด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เสียอย่างเดียวว่า ผมไม่มีหูทิพย์ว่าพูดกันอย่างไรเท่านั้นเองครับ แต่ผมสงสัย และผมรู้ว่านายโภคินได้พูดความลับเรื่องนี้กับคนอื่นอีก ถ้าท่านรัฐมนตรีโภคินสงสัยฟ้องศาลจะได้รู้ว่าคนที่ท่านบอกนั้นจะเป็นพยานให้ท่านหรือจะเป็นพยานให้ผม”
       
       10 ปีผ่านไปศาลฎีกานอกจากจะยกฟ้องคดีค่าเงินบาท ที่นายโภคิน พลกุล ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณแล้ว ศาลฎีกายังได้พิพากษาอีกด้วยว่า นายโภคิน พลกุล ไม่ได้รับความเสียหายจากการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจครั้งนั้นอีกด้วย โดยระบุเอาไว้ในคำพิพากษาความตอนหนึ่งว่า:
       
        “ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง เนื่องจากก่อนเป็นนักการเมืองโจทก์เป็นนักวิชาการไม่มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก ทั้งไม่เคยทำธุรกิจค้าขายร่วมกับชาวต่างประเทศและเสียภาษีเพียงปีละหลักพันบาทเท่านั้น ”
       
       พ.ศ.2546 นายโภคิน พลกุล ได้เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรากฏว่านายโภคินมีทรัพย์สิน 22,584,577 บาท ไม่มีหนี้สิน ภรรยามีทรัพย์สิน 84,371,703 บาท มีหนี้สิ้น 8,261,376 บาท ภรรยามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 76,110,327 บาท บุตรยังที่ไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน มีทรัพย์สิน 368,087 บาท ไม่มีหนี้สิ้น
       
        นายโภคิน พลกุล เสียภาษีปีละหลักพันบาทแต่กลับมีทรัพย์สินของครอบครัวที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ในเวลาต่อมาร่วมร้อยล้านบาท ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากที่ได้ผ่านเหตุการณ์ในการลอยค่าเงินบาทในวันนั้นได้ผ่านชีวิตที่ล่มสลาย ล้มละลาย ตกงาน แทบสิ้นเนื้อประดาตัว ในขณะที่มีคนบางกลุ่มได้ร่ำรวยในชั่วพริบตา กลายเป็นนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000044663
 



ร่วมผสมโรงกับคุณจีรศักดิ์.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2008, 21:28 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #15 เมื่อ: 16-04-2008, 22:04 »

ขอบคุณครับลุงปุ เข้ามาเติมเต็มข้อมูลอีกชั้นหนึ่ง

โดยเฉพาะชื่อ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ที่ถูกดึงตัว
เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของ เอสซีแอสเซท
จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญมัีนจะเกินไปไหม?

น่าคิดว่าธุรกรรมทางการเงินบริษัทอสังหาริมทรัพย์
น่าจะเป็นกิจการที่ตรวจสอบยากที่สุดประเภทหนึ่ง
เพราะราคาที่ดินที่ซื้อขายมีความไม่แน่นอน


แล้วยังมีคดีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทอีก
ย้อนไปถึงกรณีพยานที่เป็นผู้บริหารเสียชีวิตปริศนา

จะมีสักวันไหมที่เรื่องทั้งหมดกระจ่างต่อสาธารณะ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อธิฏฐาน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,912


รักษาประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน


« ตอบ #16 เมื่อ: 16-04-2008, 22:10 »


หากโหวตได้โหวตให้กระทู้นี้แล้วค่ะ
บันทึกการเข้า

หยุด...สัมปทานอุทยานแห่งชาติ
http://www.oknation.net/blog/sandstone
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #17 เมื่อ: 16-04-2008, 22:44 »

ไอ้แก๊งค์ข้าราชการชั่วที่ร่วมมือกับจ๊อร์จ โซรอส และนายทุนชั่วชาติสามานย์ ทำร้ายประชาชน
ทั้งประเทศเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับพรรคพวกและตัวเอง
 
ไอ้สัตว์นรกพวกนี้ จิตใจของพวกมันโหดเหี้.ยมอำมหิตยิ่งกว่าพวกพ่อค้ายาเสพย์ติดเป็น
ร้อยเท่าพันทวี

 

ถ้าไอ้เลี๊ยบ แต่งตั้งให้ไอ้เหลี่ยมเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลัง .. คราวนี้คงไม่ต้องใช้ insider
เพราะว่า ไอ้เหลี่ยมคงจะจัดการสั่งการเองเพื่อความร่ำรวยมิรู้จบ

http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000044663

 

...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2008, 23:23 โดย สมชายสายชม » บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #18 เมื่อ: 17-04-2008, 09:40 »

ลืมตอบคุณ 55555 ว่า รมว.คลัง ทนง พิทยะ เข้าประชุมและตัดสินใจ
เรื่องค่าเงินบาท ประมาณวันที่ 26 มิถุนายน 2540 ครับ

แต่ที่รู้กันล่วงหน้ากว่านั้นคือ ธปท. คุยกันเองก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 21
ได้ข้อสรุปเรียบร้อย เป็นวันเดียวกับที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณทนง
แต่กว่าคุณทนงจะได้เข้าประชุมก็คือวันที่ 26 ครับ

เสร็จแล้วก็มีการแจ้ง พล.อ.ชวลิต ประมาณวันที่ 29 ซึ่งมีคุณโภคิน
ไปโผล่อยู่ในที่ประชุมด้วย ตามคำพิพากษาศาลฎีกา

ต่อมาคืนวันที่ 1 กรกฎาคม ตอน 4 ทุ่ม คุณทักษิณอ้างว่ากินข้าว
อยู่กับพล.ต.สนั่น และ นักหนังสือพิมพ์ใหญ่อีกคนหนึ่ง และ้มีคน
โทรแจ้งว่ามีการประชุมสำคัญ ทำให้เดาได้ว่าจะลดค่าเงิน

กว่าจะได้ลอยค่าเงินบาทก็ปาเข้าไปวันที่ 2 กรกฎาคม โดยมีการ
เรียกประชุมเพื่อแจ้งข่าวกันตอนตี 3

...

หลังเหตุการณ์นี้ก็มีบางคนร่ำรวยมหาศาล บางคนสิ้นเนื้อประดาตัว
แต่เหตุการณ์เก็งกำไรเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ระหว่างเดือน เมษา-มิถุนา



...

และผมคิดว่าความจริงที่ทราบกันภายหลังว่าคุณทักษิณเข้าไปพัวพัน
เป็นกรรมการในองค์กรธุรกิจข้ามชาติที่มีสมาชิกเป็นผู้นำประเทศทั่วโลก
และเพิ่งจะลาออกมาก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

http://forum.serithai.net/index.php?topic=23538.0
ยิ่งตอกย้ำถึงเครือข่ายระดับนานาชาติที่อาจอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ 

หากผมตัดตอนพวกแบ็งค์ชาติออกไป.....คุณทนงค์ ตัดสินใจ วันที่ 26 มิถุนายน........แต่ ประกาศ ลอยตัวค่าเงินบาท ในวันที่ 2 กรกฏาคม.......

ช่วงระยะเวลาห่างกัน หนึ่งสัปดาห์......ใครรู้ก่อน หนึ่งสัปดาห์ แล้วมีเงินมาก ๆ เพื่อซื้อดอลล่าห์ คงรวยไม่รู้เรื่องแล้วครับ .....

7 วัน ก่อนประกาศ สามารถซื้อดอลล่าห์ ได้เป็นจำนวนมหาศาล.......

ผมย้ำอีกครั้งน๊ะครับ....ผมได้ยินว่า แบ็งค์ชาติประชุมวันที่ 21 มิถุนายน เพื่อลดค่าเงินบาท ไม่ใช่ลอยตัวน๊ะครับ....

คนทีซื้อดอลล่าห์ไว้เยอะ ๆ มีสิทธิ ปั่นค่าเงินไปแบบไม่มีลิมิตครับ......

อ้อ.  จริง ๆ แล้ว เงินบาท อ่อนค่าที่สุด 55-56 บาทน๊ะครับ...ไม่ใช่ 53 บาท อย่างที่เข้าใจกัน
บันทึกการเข้า
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #19 เมื่อ: 17-04-2008, 10:34 »

11 วันปริศนาของ "บิ๊กจิ๋ว" ลับ(ไม่)ที่สุดลดค่าเงินบาทปี 2540
บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 27 มกราคม 2548

ภายหลังจากที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงเกิดเหตุ วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ การเงินของไทยในปี 2540 ได้ประกาศวางมือทางการเมือง โดยไม่ลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ อาจไม่เป็นที่ประหลาดใจเท่ากับหนังสือชื่อว่า "บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน" ที่ประกาศเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ ได้เพียงหนึ่งวันเมื่อวันอังคารที่ 25 มกราคม 2548 ก็สามารถดึงจุดความสนใจ และสร้างบรรยากาศถกเถียงร้อนแรง ในสังคมไทยได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อบันทึกลับดังกล่าว ได้มีผลกระทบถึงบุคคลทั้งที่เป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ และอดีตข้าราชการระดับสูง นับสิบคนที่ถูกเอ่ยอ้างถึง ทั้งที่คนไทยแทบลืมไปแล้ว เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ค่าเงินบาท และการปล่อยให้เป็นระบบลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540

สังคมไทยจึงตั้งคำถามตามมาว่า เรื่องราวที่ปรากฏในบันทึกลับดังกล่าว เป็นการปลดปล่อยตัวเองของ พล.อ.ชวลิต เพื่อให้หลุดพ้นจากภาพลักษณ์ที่ติดลบในช่วงที่รับภาระเป็นผู้นำบริหารประเทศจนทำให้เกิดวิกฤติในขณะนั้น โดย พล.อ.ชวลิตได้กล่าวไว้ในคำนิยมของหนังสือบันทึกลับเล่มนี้ว่า "พ.ศ.2540 นับเป็นปีที่ประเทศไทยได้ประสบกับภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก อันเกิดมาจากปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน และได้ส่งผลอย่างรุนแรงเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกในเวลาต่อมา นับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ควรค่าแก่การบันทึก เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบข้อเท็จจริงและมีความเข้าใจ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้ประเทศไทยได้มีความระมัดระวัง หาแนวทางป้องกันวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก...แม้ว่าข้อเท็จจริงที่เป็นความลับในบางเรื่อง อาจสร้างเจ็บปวดและอาจมีผลกระทบตามมาต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง"

ผู้เรียบเรียงบันทึกลับนำเสนอว่า ในบทที่ 13 ลับ (ไม่) ที่สุด วันลอยค่าเงิน (ตอน1) เปิดปมขัดแย้งในการลอยค่าเงินบาทไว้น่าสนใจว่า มีการดำเนินการจนกว่าจะมีการประกาศลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม มีการดำเนินการมาก่อนแล้ว 11 วัน โดยอธิบายไว้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในระดับผู้บริหารว่าต้องลอยตัวค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2540 และ ธปท.จะต้องรายงานให้นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลังทราบทันที แต่นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท.กลับบอกว่าขอไปหารือกับเจ้าหน้าที่ก่อน จนวันที่ 29 มิถุนายน 2540 นายทนง นายเริงชัยและนายชัยวัฒน์ ตกลงจะไปรายงานให้นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ชวลิต) ทราบ โดยมีนายโภคิน พลกุล ร่วมประชุมด้วย แต่ ธปท.ก็ไปประกาศเอาวันที่ 2 กรกฎาคม

ในหนังสือโลกสีขาวของบิ๊กจิ๋ว ระบุเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ว่า พล.อ.ชวลิตได้ต่อว่านายเริงชัยว่า “คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร ผมถามคุณแล้วว่าไม่ลด เสร็จแล้วคุณมาลดได้อย่างไร อย่างนี้ก็มีเจตนาทำลายเกียรติยศชื่อเสียงผม” และก่อนประกาศในตอนเช้า เวลา 04.00 น. ธปท.ได้เรียกผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เข้าประชุมที่วังขุนพรมว่าจะประกาศลอยตัวเงินบาท รวมแล้วใช้เวลาตัดสินใจเป็นเวลา 11 วัน ตรงนี้เองที่ผู้เรียบเรียงพยายามบอกว่ามีคนรู้ข้อมูลวงใน (Insider) ล่วงหน้าหรือไม่ และ ธปท.ยังทำสวอปอยู่ ตอน 2 ในบทที่ 14 กล่าวถึงเรื่องวันลอยค่าเงินต่อ โดยมีการทำตารางเวลาตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน ที่ผู้บริหาร ธปท.ยืนยันว่าไม่ลดค่าเงิน ซึ่งในวันที่ 29 มิถุนายน พล.อ.ชวลิตได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ลดค่าเงินเพราะจะเกิดความเสียหาย

ผู้เรียบเรียงบันทึกลับนำเสนอต่อว่า แต่ในที่สุด ธปท.ก็ได้เสนอให้ลดค่าเงินบาท เพราะแบกรับเรื่องเงินทุนสำรองไม่ไหว โดยวันที่ 30 มิถุนายน เงินทุนสำรองลดเหลือ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่องนี้ทำให้ พล.อ.ชวลิตได้รับความเสียหายเพราะต้องโกหกประชาชน และจะขอลาออกตั้งแต่ตอนนั้น แต่ต้องอยู่ต่อเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายไปกว่านั้น การณ์กลับตรงกันข้ามเพราะค่าเงินไปอยู่ในระดับ 36 บาท ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่ง สร้างกระแสทำให้เกิดความเกลียดชัง พล.อ.ชวลิตขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ช่วงนั้นดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากปรับ ครม.แค่ 12 วัน วันที่ 6 พฤศจิกายน พล.อ.ชวลิตก็ลาออก

บันทึกลับของ พล.อ.ชวลิตได้พยายามตอบคำถามของสังคมไทยที่มีมาตลอดเกือบ 8 ปี แต่ดูเหมือนว่า คำตอบดังกล่าวกลับกลายเป็นการทิ้งปมปริศนาไว้อีก เมื่อสื่อความออกมาได้ว่า การจะประกาศลอยตัวเงินบาทใช้เวลาตัดสินใจเป็นเวลารวม 11 วัน ตรงนี้เอง มีคนรู้ข้อมูลวงในล่วงหน้าหรือไม่ มาถึงตรงนี้ พล.อ.ชวลิต ไม่ควรสร้างจิ๊กซอว์ต่อไปอีก ถึงเวลาที่จะต้องเปิดความลับให้เป็นความโปร่งใส เพื่อสังคมไทยจะได้เรียนรู้ไว้เป็นบทเรียนที่แท้จริงว่าใครคือผู้จ้องเอาผลประโยชน์บนความสูญเสียของประเทศชาติ

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q1/article2005jan27p5.htm

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #20 เมื่อ: 17-04-2008, 12:10 »

อันนี้เป็นข้อเท็จจริงจากคำพิพากษา
- โภคิน อยู่ในที่ประชุม

อันนี้เป็นจินตนาการน้ำแตกผลจากการอ่านคำพิพากษานั่น
- โภคิน นำความลับไปบอกทักษิณ จากจินตนาการน้ำแตก
- ทนง ไม่ได้นำความลับไปบอกทักษิณเพราะศักดิ์ศรีขุนคลัง
- swap 32000 ล้านเพื่อบริษัททักษิณ
- โยงพระราชดำรัสว่าทักษิณโกง

ช่องระบายน้ำออกช่วงสงกรานต์ของคนแถวนี้ ไม่มีอะไรมาก
หลักฐานก็ไม่มี คุณภาพการให้เหตุผลต่ำ แต่ลีลาการจินตนาการ
เยี่ยม 
บันทึกการเข้า
Scorpio6
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,210


Man on Mission *เสี่ยวฯ>สันติภาพ*


« ตอบ #21 เมื่อ: 17-04-2008, 12:19 »

ขอมาติดตามเรื่องราวที่ไม่เปิดเผยนี้สู่สาธารณะอีกครั้งและร่วมโหวตกระทู้นี้ให้เป็นกระทู้
ที่ต้องติดตามและเป็นกระทู้ที่จะเสนอความจริงต่อสาธารณะทั่วโลกให้รับรู้
เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและนำตัวคนผิดใน"คดีประวัติศาสตร์ไทย"คดีนี้
เสนอให้คุณจีนำเสนอเรื่องราวผ่านไปยังผู้ที่ทำหน้าที่และหาทีมงานฝ่ายกฎหมาย
อาสาในเสรีไทยร่วมกันอย่างเต็มความสามารถครับผมเชื่อมั่นว่าพวกเราทำได้ครับ
ผมเองจะตามเรื่องคดีวุฒิการศึกษาของคุณสธาและอดีตนักการเมืองที่ได้วุฒิการศึกษา
มาโดยมิชอบร่วมกับสมาชิกบางส่วนต่อไปครับ
บันทึกการเข้า



คิดจะล้มระบอบทักษิณ ต้องอ่านใจเนวินและเพื่อน
บล็อกเสี่ยวไทบ้าน*แวะเยี่ยมRepublican Collage ของคุณสุธา ชันแสง*
http://www.oknation.net/blog/thaibaan/2008/03/26/entry-1
"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและในฐานะอย่างไร จงตรองหาว่า จะมีทางใช้ชีวิต
ให้เป็นประโยชน์ในทางใดบ้าง เมื่อตั้งใจคิดถึงมันแล้วก็จะพบเสมอ
ไม่ว่าอยู่ที่ใด เมื่อพบทางแล้วจงลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์"
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 17-04-2008, 12:30 »

อันนี้เป็นข้อเท็จจริงจากคำพิพากษา
- โภคิน อยู่ในที่ประชุม

อันนี้เป็นจินตนาการน้ำแตกผลจากการอ่านคำพิพากษานั่น
- โภคิน นำความลับไปบอกทักษิณ จากจินตนาการน้ำแตก
- ทนง ไม่ได้นำความลับไปบอกทักษิณเพราะศักดิ์ศรีขุนคลัง
- swap 32000 ล้านเพื่อบริษัททักษิณ
- โยงพระราชดำรัสว่าทักษิณโกง

ช่องระบายน้ำออกช่วงสงกรานต์ของคนแถวนี้ ไม่มีอะไรมาก
หลักฐานก็ไม่มี คุณภาพการให้เหตุผลต่ำ แต่ลีลาการจินตนาการ
เยี่ยม 

ถามหน่อย
นายโภคิน ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่อันใดที่จะไปเสือกอยู่ตรงนั้น

แล้วไปเสือกอยู่ตรงนั้นหาพระแสงด้ามยาวอะไรมิทราบ???

หลับหูหลับตา เชื่อตามใบบอกต่อไปเห้อออออ
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #23 เมื่อ: 17-04-2008, 12:37 »

11 วันปริศนาของ "บิ๊กจิ๋ว" ลับ(ไม่)ที่สุดลดค่าเงินบาทปี 2540
บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 27 มกราคม 2548

ภายหลังจากที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงเกิดเหตุ วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ การเงินของไทยในปี 2540 ได้ประกาศวางมือทางการเมือง โดยไม่ลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ อาจไม่เป็นที่ประหลาดใจเท่ากับหนังสือชื่อว่า "บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน" ที่ประกาศเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ ได้เพียงหนึ่งวันเมื่อวันอังคารที่ 25 มกราคม 2548 ก็สามารถดึงจุดความสนใจ และสร้างบรรยากาศถกเถียงร้อนแรง ในสังคมไทยได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อบันทึกลับดังกล่าว ได้มีผลกระทบถึงบุคคลทั้งที่เป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ และอดีตข้าราชการระดับสูง นับสิบคนที่ถูกเอ่ยอ้างถึง ทั้งที่คนไทยแทบลืมไปแล้ว เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ค่าเงินบาท และการปล่อยให้เป็นระบบลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540

สังคมไทยจึงตั้งคำถามตามมาว่า เรื่องราวที่ปรากฏในบันทึกลับดังกล่าว เป็นการปลดปล่อยตัวเองของ พล.อ.ชวลิต เพื่อให้หลุดพ้นจากภาพลักษณ์ที่ติดลบในช่วงที่รับภาระเป็นผู้นำบริหารประเทศจนทำให้เกิดวิกฤติในขณะนั้น โดย พล.อ.ชวลิตได้กล่าวไว้ในคำนิยมของหนังสือบันทึกลับเล่มนี้ว่า "พ.ศ.2540 นับเป็นปีที่ประเทศไทยได้ประสบกับภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก อันเกิดมาจากปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน และได้ส่งผลอย่างรุนแรงเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกในเวลาต่อมา นับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ควรค่าแก่การบันทึก เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบข้อเท็จจริงและมีความเข้าใจ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้ประเทศไทยได้มีความระมัดระวัง หาแนวทางป้องกันวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก...แม้ว่าข้อเท็จจริงที่เป็นความลับในบางเรื่อง อาจสร้างเจ็บปวดและอาจมีผลกระทบตามมาต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง"

ผู้เรียบเรียงบันทึกลับนำเสนอว่า ในบทที่ 13 ลับ (ไม่) ที่สุด วันลอยค่าเงิน (ตอน1) เปิดปมขัดแย้งในการลอยค่าเงินบาทไว้น่าสนใจว่า มีการดำเนินการจนกว่าจะมีการประกาศลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม มีการดำเนินการมาก่อนแล้ว 11 วัน โดยอธิบายไว้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในระดับผู้บริหารว่าต้องลอยตัวค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2540 และ ธปท.จะต้องรายงานให้นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลังทราบทันที แต่นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท.กลับบอกว่าขอไปหารือกับเจ้าหน้าที่ก่อน จนวันที่ 29 มิถุนายน 2540 นายทนง นายเริงชัยและนายชัยวัฒน์ ตกลงจะไปรายงานให้นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ชวลิต) ทราบ โดยมีนายโภคิน พลกุล ร่วมประชุมด้วย แต่ ธปท.ก็ไปประกาศเอาวันที่ 2 กรกฎาคม

ในหนังสือโลกสีขาวของบิ๊กจิ๋ว ระบุเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ว่า พล.อ.ชวลิตได้ต่อว่านายเริงชัยว่า “คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร ผมถามคุณแล้วว่าไม่ลด เสร็จแล้วคุณมาลดได้อย่างไร อย่างนี้ก็มีเจตนาทำลายเกียรติยศชื่อเสียงผม” และก่อนประกาศในตอนเช้า เวลา 04.00 น. ธปท.ได้เรียกผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เข้าประชุมที่วังขุนพรมว่าจะประกาศลอยตัวเงินบาท รวมแล้วใช้เวลาตัดสินใจเป็นเวลา 11 วัน ตรงนี้เองที่ผู้เรียบเรียงพยายามบอกว่ามีคนรู้ข้อมูลวงใน (Insider) ล่วงหน้าหรือไม่ และ ธปท.ยังทำสวอปอยู่ ตอน 2 ในบทที่ 14 กล่าวถึงเรื่องวันลอยค่าเงินต่อ โดยมีการทำตารางเวลาตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน ที่ผู้บริหาร ธปท.ยืนยันว่าไม่ลดค่าเงิน ซึ่งในวันที่ 29 มิถุนายน พล.อ.ชวลิตได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ลดค่าเงินเพราะจะเกิดความเสียหาย

ผู้เรียบเรียงบันทึกลับนำเสนอต่อว่า แต่ในที่สุด ธปท.ก็ได้เสนอให้ลดค่าเงินบาท เพราะแบกรับเรื่องเงินทุนสำรองไม่ไหว โดยวันที่ 30 มิถุนายน เงินทุนสำรองลดเหลือ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่องนี้ทำให้ พล.อ.ชวลิตได้รับความเสียหายเพราะต้องโกหกประชาชน และจะขอลาออกตั้งแต่ตอนนั้น แต่ต้องอยู่ต่อเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายไปกว่านั้น การณ์กลับตรงกันข้ามเพราะค่าเงินไปอยู่ในระดับ 36 บาท ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่ง สร้างกระแสทำให้เกิดความเกลียดชัง พล.อ.ชวลิตขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ช่วงนั้นดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากปรับ ครม.แค่ 12 วัน วันที่ 6 พฤศจิกายน พล.อ.ชวลิตก็ลาออก

บันทึกลับของ พล.อ.ชวลิตได้พยายามตอบคำถามของสังคมไทยที่มีมาตลอดเกือบ 8 ปี แต่ดูเหมือนว่า คำตอบดังกล่าวกลับกลายเป็นการทิ้งปมปริศนาไว้อีก เมื่อสื่อความออกมาได้ว่า การจะประกาศลอยตัวเงินบาทใช้เวลาตัดสินใจเป็นเวลารวม 11 วัน ตรงนี้เอง มีคนรู้ข้อมูลวงในล่วงหน้าหรือไม่ มาถึงตรงนี้ พล.อ.ชวลิต ไม่ควรสร้างจิ๊กซอว์ต่อไปอีก ถึงเวลาที่จะต้องเปิดความลับให้เป็นความโปร่งใส เพื่อสังคมไทยจะได้เรียนรู้ไว้เป็นบทเรียนที่แท้จริงว่าใครคือผู้จ้องเอาผลประโยชน์บนความสูญเสียของประเทศชาติ

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q1/article2005jan27p5.htm

หลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่วินิจฉัยว่า นายโภคิน เข้าร่วมประชุมในการตัดสินใจลอยค่าเงินบาท
ทำให้ความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ชวลิต ตกต่ำลงมากครับ เพราะเคยปฏิเสธต่อสภาผู้แทนฯ กรณีดังกล่าว

หนังสือ บันทึกลับ 2540ฯ ซึ่งจัดทำขึ้นโดย คุณปานเทพ ที่เป็นทีมงาน พล.อ.ชวลิต ในขณะนั้น
ก็เลยขาดความน่าเชื่อถือลงไปด้วย ใช้อ้างอิงได้เพียงว่ามีข้อความในหนังสืออย่างไรเท่านั้น

ข้อความในหนังสือโลกสีขาว ที่ระบุว่า พล.อ.ชวลิตได้ต่อว่านายเริงชัยว่า “คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร
ผมถามคุณแล้วว่าไม่ลด เสร็จแล้วคุณมาลดได้อย่างไร อย่างนี้ก็มีเจตนาทำลายเกียรติยศชื่อเสียงผม”
ก็ไม่สอดคล้องกับคำให้การของคนอื่น ที่บ่งชี้ว่า พล.อ.ชวลิต ทราบอยู่ก่อนแล้วแต่ได้รับคำยืนยันว่า
จะต้องประกาศไม่ลดค่าเงินไว้ก่อน

และเรื่องนี้ถ้าตีความในแง่ร้ายที่สุด ก็คือมีการเก็งกำไรค่าเงินกันเป็นขบวนการทำนองสมรู้ร่วมคิด
หรือทราบแล้วปล่อยเลยตามเลย สังเกตว่าในที่สุดพรรคความหวังใหม่ก็กลายเป็นหนึ่งในกำลังหลัก
ในการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และก่อนหน้านั้นก็เคยมีข่าวว่าคุณทักษิณเป็นนายทุนพรรคมาก่อน
ถ้าใช้คำของศาลก็ต้องบอกว่า "มีพิรุธสำคัญ" ซึ่งเราย่อมมีสิทธิตั้งข้อสงสัยได้  
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #24 เมื่อ: 17-04-2008, 12:52 »

อันนี้เป็นข้อเท็จจริงจากคำพิพากษา
- โภคิน อยู่ในที่ประชุม


อันนี้เป็นจินตนาการน้ำแตกผลจากการอ่านคำพิพากษานั่น
- โภคิน นำความลับไปบอกทักษิณ จากจินตนาการน้ำแตก
- ทนง ไม่ได้นำความลับไปบอกทักษิณเพราะศักดิ์ศรีขุนคลัง
- swap 32000 ล้านเพื่อบริษัททักษิณ
- โยงพระราชดำรัสว่าทักษิณโกง

ช่องระบายน้ำออกช่วงสงกรานต์ของคนแถวนี้ ไม่มีอะไรมาก
หลักฐานก็ไม่มี คุณภาพการให้เหตุผลต่ำ แต่ลีลาการจินตนาการ
เยี่ยม 


'โภชิน'เคยปฏิเสธว่า ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม...
ถ้าสุจริต ปฏิเสธทำไม  Question
ข้อพิรุธนี้ ทำให้โยงใยไปถึงการร่ำรวยของทักษิณกับค่าเงินบาท....

วันนี้สุจริตชนจึงให้ความเชื่อถือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ
สส.พรรคประชาธิปัตย์และคำให้ปากคำแด่ศาลฏีกา มากกว่าการปฏิเสธของ'โภชิน'..
ซึ่ง'ต้นทุนทางสังคม' มีเหลือเท่าไร เท่าเทียม'หมัก เมถุน' ไหม....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #25 เมื่อ: 17-04-2008, 12:57 »

อันนี้เป็นข้อเท็จจริงจากคำพิพากษา
- โภคิน อยู่ในที่ประชุม

อันนี้เป็นจินตนาการน้ำแตกผลจากการอ่านคำพิพากษานั่น
- โภคิน นำความลับไปบอกทักษิณ จากจินตนาการน้ำแตก
- ทนง ไม่ได้นำความลับไปบอกทักษิณเพราะศักดิ์ศรีขุนคลัง
- swap 32000 ล้านเพื่อบริษัททักษิณ
- โยงพระราชดำรัสว่าทักษิณโกง

ช่องระบายน้ำออกช่วงสงกรานต์ของคนแถวนี้ ไม่มีอะไรมาก
หลักฐานก็ไม่มี คุณภาพการให้เหตุผลต่ำ แต่ลีลาการจินตนาการ
เยี่ยม
 


การแสดงความคิดเห็นอย่างนี้
จึงเป็นสำนวนภาษาของลิ่วล้อ พรรคปล้นชาติ และ แนวร่วมเป็ดไก่
ที่บิดเบือน ตะแบงไปเรื่อย ๆ......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ยังคงสูตรเดิม คิดเก่า ทำเก่า ตราบที่ศาลยุติธรรมไม่ได้ตัดสินชัดเจน
ยังดิดดิ้นต่อไป.......

แต่คนไม่กินหญ้า คนไหนได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลฏีกาแล้ว
ไม่เชื่อว่า'โภชิน' ปากสว่างกับ'นายใหญ่'.... Question



10 ปีผ่านไป....
วันเวลาไม่ได้ทำให้คนกินหญ้า รากหญ้าได้เฉลียวใจคิดถึงพฤติกรรมเลวร้ายนั้น...
วันนี้ศาลฏีกาได้พิพากษา ได้ให้คำวินิจฉัยอย่างนี้
คนกินหญ้า ประเภท'อเวไนยสัตว์' ยังไม่เข้าใจข้อเท็จจริง
ยังจะก้มหน้าก้มตารับใช้ เถียงแทนอีก

ถึงจะอยู่ในโลกไซเบอร์นี้
ไม่เห็นหน้ากัน ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง
อ่านข้อความชี้แนะ อธิบายแล้ว
ไม่รู้สึกอับอาย ขายหน้าบ้าง......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2008, 13:08 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 17-04-2008, 12:58 »

โภคิน ตอนนี้เหมือนกับเดินเข้าตะรางไปแล้วทั้งตัว แค่ประตูมันยังไม่ปิดเท่านั้น เทพเทือก ฟ้องอาญา ฐานฟ้องเท็จเมื่อไร ก็ได้ติดตะรางอย่างที่ได้ใฝ่ฝันกันไว้แน่นอน
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #27 เมื่อ: 17-04-2008, 13:01 »

อันนี้เป็นข้อเท็จจริงจากคำพิพากษา
- โภคิน อยู่ในที่ประชุม

อันนี้เป็นจินตนาการน้ำแตกผลจากการอ่านคำพิพากษานั่น
- โภคิน นำความลับไปบอกทักษิณ จากจินตนาการน้ำแตก
- ทนง ไม่ได้นำความลับไปบอกทักษิณเพราะศักดิ์ศรีขุนคลัง
- swap 32000 ล้านเพื่อบริษัททักษิณ
- โยงพระราชดำรัสว่าทักษิณโกง

ช่องระบายน้ำออกช่วงสงกรานต์ของคนแถวนี้ ไม่มีอะไรมาก
หลักฐานก็ไม่มี คุณภาพการให้เหตุผลต่ำ แต่ลีลาการจินตนาการ
เยี่ยม 

ยังมีข้อเท็จจริงอื่นที่เปิดเผยต่อเนื่องจากคำพิพากษาอีกนะครับ เช่น
- การที่คุณโภคินอยู่ในที่ประชุม ก็เท่ากับ บิ๊กจิ๋วโกหกสภาฯ
- ทักษิณ เข้าไปร่วมรัฐบาลที่มี นายกฯ โกหกอย่างบิ๊กจิ๋ว
- ทักษิณ ยอมรับว่ามีคนคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหว ธปท. ให้รู้
- ธปท.ตัดสินใจลดค่าเงินตั้งแค่ 21 มิย. มี นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ร่วมประชุม
- ทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์วันที่ 24 มิย. ฟันธงจะมีการลดค่าเงิน
- มีหลักฐานการซื้อขายเงินล่วงหน้าจำนวนมากระหว่าง 24 มิย ถึงก่อนลอยค่าเงิน
- มีกระแสพระราชดำรัสในปี 2541 และ 2542 ว่ามีผู้การเก็งกำไรค่าเงินแบบอินไซด์เดอร์
- ต่อมา นายชัยวัฒน์ ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงสุด ของ เอสซีแอสเซท ในเครือ ชินคอร์ป
- เอสซีแอสเซท กำลังมีคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น ที่อาจมีฝรั่งหัวดำเป็นนอมินี
- พยานสำคัญ ที่เป็นผู้บริหารเอสซีแอสเซท เสียชีวิตปริศนา ใกล้สภากาชาดไทย
- ทักษิณ เคยมีรายชื่อเป็นกรรมการ ในองค์กรธุรกิจข้ามชาติ ที่พัวพันจอร์จ โซรอส
- ทักษิณ มีบริษัทที่จดทะเบียนในเกาะฟอกเงิน อย่าง แอมเพิลริช และไม่มีทางรู้ว่า
  มีการแอบตั้งบริษัทอื่นๆ ทำนองเดียวกันหรือไม่ เช่น วินมาร์ค ที่ทักษิณหลีกเลี่ยง
  การให้ข้อมูลมาโดยตลอด
- ฯลฯ


---

ส่วนที่คุณอยากประหยัด จินตนาการฯ มานั้น
- โภคิน นำความลับไปบอกทักษิณ <-- นั่นคือข้อสงสัยโดยคุณสุเทพ ที่ศาลวินิจฉัยว่าสามารถสงสัยได้
- ทนง ไม่ได้นำความลับไปบอกทักษิณเพราะศักดิ์ศรีขุนคลัง <-- นั่นคือความเห็นของคุณสุเทพที่กล่าวในสภา
- swap 32000 ล้านเพื่อบริษัททักษิณ<- เป็นข้อความของคุณอยากประหยัดเอง
- โยงพระราชดำรัสว่าทักษิณโกง <- ผมแค่ยืนยันว่าความล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณว่ามีการเก็งกำไรเท่านั้น


ความจริงผมสรุป+จินตนาการว่าอย่างนี้ต่างหาก ..
- ทักษิณยอมรับว่ามีคนส่งข่าวความเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งที่เป็นเวลาดึกแล้ว
  เท่ากับยอมรับว่าตัวเองมีใช้ข้อมูลแบบอินไซด์เดอร์
- คุณทนงก็น่าสงสัยเพราะเคยทำงานกับตระกูลชินวัตรมาก่อน และมีข้อมูลว่าเข้าไปเป็น รมว.คลัง โดยทักษิณส่งประกวด
- การ swap เงินไม่ใช่ช่องทางเดียวในการทำกำไร แค่รู้ข้อมูลเอาไปทำอะไรได้อีกมากมาย ยิ่งถ้าเป็นคนที่อยู่ในเครือข่าย
  องค์กรธุรกิจข้ามชาติ สามารถทำอะไรก็ได้เช่นรู้เห็นหรือสมรู้ร่วมคิดในการวางแผนโจมตีค่าเงินทั้งระบบ
- ในหลวงมีกระแสพระราชดำรัสตำหนิการเก็งกำไรค่าเงิน ในทางหนึ่งเท่ากับกล่าวให้กับคนที่ทำร้ายบ้านเมืองโดยตรง


จากเดิมที่เราแค่สงสัยกันมานาน ตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มขึ้นมากมายจะไม่ให้สงสัยตั้งทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดได้อย่างไร  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2008, 13:29 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #28 เมื่อ: 17-04-2008, 13:15 »

ยังมีข้อเท็จจริงอื่นที่เปิดเผยต่อเนื่องจากคำพิพากษาอีกนะครับ เช่น
- การที่คุณโภคินอยู่ในที่ประชุม ก็เท่ากับ บิ๊กจิ๋วโกหกสภาฯ
- ทักษิณ เข้าไปร่วมรัฐบาลที่มี นายกฯ โกหกอย่างบิ๊กจิ๋ว
- ทักษิณ ยอมรับว่ามีคนคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหว ธปท. ให้รู้
- ธปท.ตัดสินใจลดค่าเงินตั้งแค่ 21 มิย. มี นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ร่วมประชุม
- ทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์วันที่ 24 มิย. ฟันธงจะมีการลดค่าเงิน
- มีหลักฐานการซื้อขายเงินล่วงหน้าจำนวนมากระหว่าง 24 มิย ถึงก่อนลอยค่าเงิน
- มีกระแสพระราชดำรัสในปี 2541 และ 2542 ว่ามีผู้การเก็งกำไรค่าเงินแบบอินไซด์เดอร์
- ต่อมา นายชัยวัฒน์ ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงสุด ของ เอสซีแอสเซท ในเครือ ชินคอร์ป
- เอสซีแอสเซท กำลังมีคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น ที่อาจมีฝรั่งหัวดำเป็นนอมินี
- พยานสำคัญ ที่เป็นผู้บริหารเอสซีแอสเซท เสียชีวิตปริศนา ใกล้สภากาชาดไทย
- ทักษิณ เคยมีรายชื่อเป็นกรรมการ ในองค์กรธุรกิจข้ามชาติ ที่พัวพันจอร์จ โซรอส
- ทักษิณ มีบริษัทที่จดทะเบียนในเกาะฟอกเงิน อย่าง แอมเพิลริช และไม่มีทางรู้ว่า
  มีการแอบตั้งบริษัทอื่นๆ ทำนองเดียวกันหรือไม่ เช่น วินมาร์ค ที่ทักษิณหลีกเลี่ยง
  การให้ข้อมูลมาโดยตลอด
- ฯลฯ


---

ส่วนที่คุณอยากประหยัด จินตนาการฯ มานั้น
- โภคิน นำความลับไปบอกทักษิณ <-- นั่นคือข้อสงสัยโดยคุณสุเทพ ที่ศาลวินิจฉัยว่าสามารถสงสัยได้
- ทนง ไม่ได้นำความลับไปบอกทักษิณเพราะศักดิ์ศรีขุนคลัง <-- นั่นคือความเห็นของคุณสุเทพที่กล่าวในสภา
- swap 32000 ล้านเพื่อบริษัททักษิณ
<- เป็นข้อความของคุณอยากประหยัดเอง
- โยงพระราชดำรัสว่าทักษิณโกง <- ผมแค่ยืนยันว่าความล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณว่ามีการเก็งกำไรเท่านั้น


ความจริงผมสรุป+จินตนาการว่าอย่างนี้ต่างหาก ..
- ทักษิณยอมรับว่ามีคนส่งข่าวความเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งที่เป็นเวลาดึกแล้ว
  เท่ากับยอมรับว่าตัวเองมีใช้ข้อมูลแบบอินไซด์เดอร์
- คุณทนงก็น่าสงสัยเพราะเคยทำงานกับตระกูลชินวัตรมาก่อน และมีข้อมูลว่าเข้าไปเป็น รมว.คลัง โดยทักษิณส่งประกวด
- การ swap เงินไม่ใช่ช่องทางเดียวในการทำกำไร แค่รู้ข้อมูลเอาไปทำอะไรได้อีกมากมาย ยิ่งถ้าเป็นคนที่อยู่ในเครือข่าย
  องค์กรธุรกิจข้ามชาติ สามารถทำอะไรก็ได้เช่นรู้เห็นหรือสมรู้ร่วมคิดในการวางแผนโจมตีค่าเงินทั้งระบบ

- ในหลวงมีกระแสพระราชดำรัสตำหนิการเก็งกำไรค่าเงิน ในทางหนึ่งเท่ากับกล่าวให้กับคนที่ทำร้ายบ้านเมืองโดยตรง


จากเดิมที่เราแค่สงสัยกันมานาน ตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มขึ้นมากมายจะไม่ให้สงสัยตั้งทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดได้อย่างไร  


พวกมันได้รับคำยืนยันว่า'ลดค่าเงินบาท'
ก็รู้ว่าประเทศไทย'แพ้แล้ว' ก็มีกำลังใจขึ้นมามากมาย

ทำอะไรได้อีกมากมายที่'คนกินหญ้า' อ่านแต่'ใบบอก'
ไม่มีโอกาสจินตการถึง หรือ รับรู้ คนพรรค์นั้นทำเลวชาติได้แค่นั้นเหรอ....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #29 เมื่อ: 17-04-2008, 13:18 »

ถามหน่อย
นายโภคิน ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่อันใดที่จะไปเสือกอยู่ตรงนั้น

แล้วไปเสือกอยู่ตรงนั้นหาพระแสงด้ามยาวอะไรมิทราบ???

หลับหูหลับตา เชื่อตามใบบอกต่อไปเห้อออออ


นายโภคินเค้านั่งอยู่ตั้งแต่แรกไม่ใช่เรอะ ต้องถามว่าพวกที่เหลือ อยู่ดีๆ ไปประชุม
ตรงนั้นหาพระแสงด้ามยาวอะไร แล้วโดยมารยาทขนาดนั่งอยู่ก่อนยังยอมหยวนจะ
ลุกไปแล้ว นายกชวลิตดันมาบอกไม่เป็นไร แล้วจะไปโทษนายโภคินได้ไง

ยังมีข้อเท็จจริงอื่นที่เปิดเผยต่อเนื่องจากคำพิพากษาอีกนะครับ เช่น
- การที่คุณโภคินอยู่ในที่ประชุม ก็เท่ากับ บิ๊กจิ๋วโกหกสภาฯ
- ทักษิณ เข้าไปร่วมรัฐบาลที่มี นายกฯ โกหกอย่างบิ๊กจิ๋ว
- ทักษิณ ยอมรับว่ามีคนคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหว ธปท. ให้รู้
- ธปท.ตัดสินใจลดค่าเงินตั้งแค่ 21 มิย. มี นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ร่วมประชุม
- ทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์วันที่ 24 มิย. ฟันธงจะมีการลดค่าเงิน
- มีหลักฐานการซื้อขายเงินล่วงหน้าจำนวนมากระหว่าง 24 มิย ถึงก่อนลอยค่าเงิน
- มีกระแสพระราชดำรัสในปี 2541 และ 2542 ว่ามีผู้การเก็งกำไรค่าเงินแบบอินไซด์เดอร์
- ต่อมา นายชัยวัฒน์ ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงสุด ของ เอสซีแอสเซท ในเครือ ชินคอร์ป
- เอสซีแอสเซท กำลังมีคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น ที่อาจมีฝรั่งหัวดำเป็นนอมินี
- พยานสำคัญ ที่เป็นผู้บริหารเอสซีแอสเซท เสียชีวิตปริศนา ใกล้สภากาชาดไทย
- ทักษิณ เคยมีรายชื่อเป็นกรรมการ ในองค์กรธุรกิจข้ามชาติ ที่พัวพันจอร์จ โซรอส
- ทักษิณ มีบริษัทที่จดทะเบียนในเกาะฟอกเงิน อย่าง แอมเพิลริช และไม่มีทางรู้ว่า
  มีการแอบตั้งบริษัทอื่นๆ ทำนองเดียวกันหรือไม่ เช่น วินมาร์ค ที่ทักษิณหลีกเลี่ยง
  การให้ข้อมูลมาโดยตลอด
- ฯลฯ

ตกลงรู้ก่อนแล้วนี่ ไม่เห็นเกี่ยวกะโภคิน สรุปแน่ๆ ซิว่ารู้วันไหน

- swap 32000 ล้านเพื่อบริษัททักษิณ [/color]<- เป็นข้อความของคุณอยากประหยัดเอง

เค้าแห่คำพิพากษาพร้อมทั้ง link ผจก นั่นแปะกันว่อนไม่รู้กี่บอร์ดแล้ว ไม่เคยเห็นเรอะ

ความจริงผมสรุป+จินตนาการว่าอย่างนี้ต่างหาก ..
- ทักษิณยอมรับว่ามีคนส่งข่าวความเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งที่เป็นเวลาดึกแล้ว
  เท่ากับยอมรับว่าตัวเองมีใช้ข้อมูลแบบอินไซด์เดอร์
- คุณทนงก็น่าสงสัยเพราะเคยทำงานกับตระกูลชินวัตรมาก่อน และมีข้อมูลว่าเข้าไปเป็น รมว.คลัง โดยทักษิณส่งประกวด
- การ swap เงินไม่ใช่ช่องทางเดียวในการทำกำไร แค่รู้ข้อมูลเอาไปทำอะไรได้อีกมากมาย ยิ่งถ้าเป็นคนที่อยู่ในเครือข่าย
  องค์กรธุรกิจข้ามชาติ สามารถทำอะไรก็ได้เช่นรู้เห็นหรือสมรู้ร่วมคิดในการวางแผนโจมตีค่าเงินทั้งระบบ
- ในหลวงมีกระแสพระราชดำรัสตำหนิการเก็งกำไรค่าเงิน ในทางหนึ่งเท่ากับกล่าวให้กับคนที่ทำร้ายบ้านเมืองโดยตรง


จากเดิมที่เราแค่สงสัยกันมานาน ตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มขึ้นมากมายจะไม่ให้สงสัยตั้งทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดได้อย่างไร  

สรุปตอนจบก็คือ ฟอร์บจัดอันดับพระองค์ไว้ที่ห้า มีทรัพย์สินรวมหลายแสนล้านบาท
ส่วนพวกที่ว่าโกงรู้ข่าววงในล่วงหน้า ก็ช่วยจัดการผลประโยชน์เพิ่มให้สำนักงานทรัพย์สิน
จนตอนจบกลายเป็นสำนักงานทรัพย์สินแข็งแกร่งที่สุดเจ้าเดียว พวกที่ว่าโกงก็เจ๊งหมด
โดนอายัดทรัพย์เรียบ ข้อเท็จจริงนะนั่น
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #30 เมื่อ: 17-04-2008, 13:22 »

เพิ่มเติมข้อมูลให้นะครับ กรณีบริษัทวินมาร์คที่ กลต. เข้าสอบสวนตั้งแต่ประมาณ กพ. 49 หลังการขายหุ้นชินคอร์ป
ตอนนั้นมีการพยายามขุดคุ้ยเรื่องแอมเพิลริชจากหลายฝ่าย แต่การสอบสวนไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ต่อมาหลังรัฐประหารคดีไปอยู่กับดีเอสไอ และมีการเรียกตัวผู้บริหารเอสซีแอสเซต (ที่ตายปริศนา) มาให้ปากคำ
ตอนนี้คุณสุนัย อธิบดีดีเอสไอ ที่ทำคดีนี้ก็ถูกรัฐบาลสมัครสั่งย้ายไปเสียแล้ว ทำให้มองไปได้ว่ามีพิรุธน่าสงสัย
โดยรัฐบาลอาจต้องการแทรกแซงคดีเพื่อปกป้องคุณทักษิณและครอบครัว

ต่อไปเป็นข่าว "แกะรอย วินมาร์ค-ชินวัตร" จากมติชน เมื่อปลายเดือนเมษายน 2550 นะครับ

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q2/2007april24p6.htm
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แกะรอย "วินมาร์ค-ชินวัตร" โอนหุ้นพิสดาร ถึงคดีเอสซี แอสเสท
เศรษฐ์ สันติ  มติชนรายวัน  วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10636

หลังจากที่ใช้เวลาการสอบสวนนานประมาณ 1 ปี ในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ส่งข้อมูลเรื่องบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถูกกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้น ในแบบการแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์เมื่อปี 2546 (ไฟลิ่ง) ให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นความลับสุดยอด ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550

ต่อมาดีเอสไอนำมติการรับคดีดังกล่าวไว้ดำเนินการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2550 ว่า

"กรณีบริษัทนิติบุคคลแห่งหนึ่งปกปิดข้อมูลโครงสร้างการถือหุ้นในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ของปี 2546 และผู้ถือหุ้นใหญ่มิได้รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นตามกฎหมาย โดยให้นิติบุคคลต่างประเทศเป็นผู้ถือหุ้นอำพราง อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535"


ที่มั่นสุดท้ายของ"ชินวัตร"

บริษัท เอสซี แอทเสทฯเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บริษัทสุดท้ายที่ครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่กว่าร้อยละ 65 (ดูรายละเอียดในตาราง 1) หลังจากที่ครอบครัวนี้ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่า 73,300 ล้านบาท ให้แก่บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้ง ของสิงคโปร์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549

สำหรับข้อกล่าวหาว่า บริษัท เอสซี แอสเสทฯมีอยู่ด้วยกัน 2 ข้อหาคือ 1.ปกปิดข้อมูลโครงสร้างการถือหุ้นในการยื่นไฟลิ่ง และ 2.ผู้ถือหุ้นใหญ่มิได้รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นตามกฎหมาย โดยให้นิติบุคคลต่างประเทศเป็นผู้ถือหุ้นอำพราง

ทั้ง 2 ข้อหาดังกล่าวเป็นผลที่เกี่ยวเนื่องจากการที่บริษัทเอสซี แอสเสทฯยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 โดยแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นว่า ครอบครัวชินวัตรเป็นถือหุ้นใหญ่รวมกัน 60.82% ประกอบด้วย น.ส.พิณทองทาถือหุ้นอยู่ 92.99 ล้านหุ้น คิดเป็น 28.97% น.ส.แพทองธารถือหุ้น 92.99 ล้านหุ้น คิดเป็น 28.97% คุณหญิงพจมานถือหุ้น 9.25 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.88%

ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลที่จัดตั้งในประเทศมาเลเซีย 2 กองทุนถือหุ้นรวมกันร้อยละ 19.05 คือ โอเวอร์ซี โกรว์ธ ฟันด์ ถืออยู่ 31.78 ล้านหุ้น คิดเป็น 9.9% และออฟชอร์ ไดนามิค ฟันด์ ถืออยู่ 29.385 ล้านหุ้น คิดเป็น 9.15% (ดูรายละเอียดในตารางที่ 2)



แต่จากข้อมูลเบื้องต้นเชื่อว่าทั้ง 2 กองทุนดังกล่าวน่าจะเป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี)ของครอบครัวชินวัตรซึ่งเท่ากับว่า บริษัท เอสซี แอสเสทฯปกปิดข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพราะถ้ากองทุนทั้งสองเป็นนอมินีของครอบครัวชินวัตรจริง จะทำให้ครอบครัวชินวัตรถือหุ้นอยู่ในบริษัท เอสซี แอสเสทฯถึง 79.87% (ไม่ใช่ 60.82%) มีอำนาจควบคุมบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด


"วินมาร์คฯ"โอนหุ้นพิสดาร

ข้อมูลเบื้องต้นที่ทำให้เชื่อว่ากองทุนทั้งสองน่าจะเป็นนอมินีของครอบครัวชินวัตรเกิดจากกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้โอนหุ้น 5 บริษัทที่ตนเองถืออยู่มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท ให้แก่บริษัท Win Mark Limited บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 ดังนี้

1.บริษัท โอเอไอ พร็อพเพอร์ตี้ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในวันที่ 23 สิงหาคม ก่อนนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) โอนให้ จำนวน 55,079,999 หุ้น

2.บริษัท เอสซี ออฟฟิซ ปาร์ค 59,999,998 หุ้น

3.บริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ 12,240,000 หุ้น

4.บริษัท พี.ที. คอร์ปอเรชั่น 29,990,000 หุ้น

5.บริษัท เอสซีเค เอสเทต 5,549,980 หุ้น

พ.ต.ท.ทักษิณอ้างในขณะนั้นว่า "เป็นการขายหุ้นให้แก่นักลงทุนต่างประเทศธรรมดา ไม่มีอะไรพิสดาร ขายไป 500-600 ล้านบาท หรือ 700-800 ล้านบาท จำนวนเท่าไหร่ จำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้"

ขณะที่นายสุรเธียร จักรธรานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอสซี แอสเสทฯ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนหลายราย อาทิ อังกฤษ ยุโรป สิงคโปร์ รวมทั้งกลุ่มของบริษัท วินมาร์คฯ ซึ่งธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งหนึ่งของสิงคโปร์เป็นผู้แนะนำมา จากนั้นกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ได้เจรจากับตนในรายละเอียดโดยเฉพาะบริษัท วินมาร์คฯ สัมภาษณ์ตนถึง 2-3 ครั้ง จึงตกลงเงื่อนไขในการซื้อหุ้นของบริษัท โอเอไอ พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารชิน 3 ริมถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาทแล้ว ทั้งนี้ ทางบริษัท วินมาร์คฯ ได้จ่ายเงินเป็นเงินบาทประมาณ 900 ล้านบาท ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมแล้ว ("ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับวันที่ 14 กันยายน 2543 )

อย่างไรก็ตาม ต่อมา บริษัท วินมาร์คฯ ได้โอนหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสทฯจำนวน 61,165,144 หุ้น มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท ให้แก่กองทุนแวลู แอสเสทส์ ฟันด์ (Value Assets Funds Ltd.) ประเทศมาเลเซีย (เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546)ก่อนที่จะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2546 จากนั้นอีก 5 วันคือวันที่ 28 สิงหาคม 2546 แวลู แอสเสทส์ ฟันด์ได้โอนหุ้นที่ตนเองถืออยู่ทั้งหมดให้แก่โอเวอร์ซี โกรว์ธ ฟันด์ และออฟชอร์ ไดนามิค ฟันด์ ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศมาเลเซียเช่นเดียวกัน

เป็นการโอนหุ้นมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท ก่อนยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต.เพียง 7 วัน (ยื่นไฟลิ่งเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546) (ขณะที่หุ้นอีก 4 บริษัทที่เหลือ มูลค่าประมาณ 468 ล้านบาท บริษัท วินมาร์คฯได้โอนหุ้นคืนให้แก่ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ในปี 2547 ได้แก่ บริษัท เอสซี ออฟฟิซ ปาร์ค, บริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์, บริษัท พีที คอร์ปอเรชั่น และบริษัท เอสซีเค เอสเทต)


"วินมาร์คฯ"คู่แฝด"แอมเพิลริชฯ"

ประเด็นที่น่าสงสัยอย่างสำคัญเกี่ยวกับธุรกรรมที่ซับซ้อนดังกล่าวคือ

หนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธว่า บริษัท วินมาร์คฯไม่ใช่ของตนเอง แต่บริษัท วินมาร์คฯกับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จัดตั้งขึ้นเพื่อถือหุ้นชินคอร์ปคือ พี.โอ.3151 โรด ทาวน์ ทอร์โทลา บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น

สอง พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า บริษัท วินมาร์คฯเข้าซื้อหุ้น 5 บริษัทของตนเองเพื่อต้องการผลประโยชน์จากการนำบริษัทดังกล่าว เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่วินมาร์คฯกลับขายหุ้นทิ้งก่อนนำบริษัท เอสซี แอสเสทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพียง 3 สัปดาห์

สาม กองทุนแวลูแอสเสทฟันด์ฯซึ่งรับโอนยหุ้นมาจากบริษัทวินมาร์คฯกว่า 61 ล้านหุ้นหรือประมาณ 33% ของทุนจดทะเบียนสละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุน 23.43 ล้านหุ้นให้แก่ น.ส.พิณทองทา และ น.ส.แพทองธาร บุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เสียประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นที่จัดจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปถึงราคาหุ้นละ 5 บาท หรือกว่า 117 ล้านบาท (บันทึกการประชุมผู้ถือหุ้นวิสามัญเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2546)

ก่อนที่กองทุนแวลูแอสเสทฟันด์จะโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวให้แก่ 2 กองทุนซึ่งมีสถานที่ตั้งเดียวกับกองทุนแวลู แอสเสทฟันด์บนเกาะลาบวน สวรรค์ของนักเลี่ยงภาษีของประเทศมาเลเซีย

สี่ กรณีทีบริษัท วินมาร์คฯโอนหุ้น 4 บริษัทคืนให้แก่ น.ส.พิณทองทา มูลค่า 468 ล้านบาท มีการชำระเงินคืนให้แก่บริษัทวินมาร์คฯหรือไม่

ด้วยข้อน่าสงสัยอย่างสำคัญดังกล่าวทำให้สำนักงาน ก.ล.ต.เข้าสอบสวนเรื่องนี้ตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2549 แต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ พอที่จะแถลงต่อสาธารณะได้ จึงส่งเรื่องให้ดีเอสไอดำเนินการสอบสวนต่อ

ถ้าผลสอบสวนออกมาว่ากองทุนทั้งสองและบริษัทวินมาร์คฯเป็น "นอมินี" ของครอบครัวชินวัตรและ พ.ต.ท.ทักษิณจริง ไม่เพียงแต่จะกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์เท่านั้น แต่เข้าข่ายความผิดกฎหมายอื่นอีกหลายฉบับ

แต่ที่สำคัญคือ อาจทำให้สาธารณชนเชื่อว่าครอบครัวชินวัตรมีทรัพย์สินที่ซุกซ่อนอยู่ในต่างประเทศจำนวนมหาศาล?

กองทุนทั้งสองเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #31 เมื่อ: 17-04-2008, 13:33 »

เรื่อง วินมาร์ค ก็พูดกันหลายรอบแล้ว ไม่มีข้อสรุปว่าเป็นของทักษิณ แต่ดูเหมือนจะเป็นช่องทาง
อะไรซักอย่างของคนบางกลุ่ม ถ้าความจริงมันไม่ใช่ของทักษิณ แต่เป็นของใครไม่รู้ที่เป็นช่อง
ทางส่งเงินไปยัง อีกชนชั้นที่ชอบทำตัวลึกลับตรวจสอบไม่ได้ และขยันสร้าง ขาย ขยาย วัง เป็น
จำนวนมากในหลายปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งมันก็เป็นแค่ข้อสังเกตเช่นกัน เพราะว่าทักษิณกับสายนั้นเค้า
มีสายสัมพันธ์ลึกล้ำกันอยู่
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #32 เมื่อ: 17-04-2008, 13:35 »

มีคนทำแผนผังสำหรับดูประกอบข้อมูลเส้นทางการโอนหุ้นเอาไว้ครับ
คุณทักษิณไม่เคยยอมรับว่า วินมาร์ค เป็นของตัวเอง แต่เส้นทางที่เห็น
มันเป็นช่องทางส่งผ่านหุ้นไปให้ลูกชัดๆ

ที่สำคัญตอนขายหุ้นให้วินมาร์ค มีการจ่ายเงินจากวินมาร์คที่ต่างประเทศ
เข้ามาให้คุณทักษิณจริงๆ เอาเงินไปใช้จริงๆ

ถ้าวินมาร์คเป็นของทักษิณแล้วเงิน 1500 ล้านบาทไปอยู่ที่ต่างประเทศ
ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าไปอยู่ตั้งแต่หลังการเก็งกำไรค่าเงิน

บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #33 เมื่อ: 17-04-2008, 13:39 »

เรื่อง วินมาร์ค ก็พูดกันหลายรอบแล้ว ไม่มีข้อสรุปว่าเป็นของทักษิณ แต่ดูเหมือนจะเป็นช่องทาง
อะไรซักอย่างของคนบางกลุ่ม ถ้าความจริงมันไม่ใช่ของทักษิณ แต่เป็นของใครไม่รู้ที่เป็นช่อง
ทางส่งเงินไปยัง อีกชนชั้นที่ชอบทำตัวลึกลับตรวจสอบไม่ได้ และขยันสร้าง ขาย ขยาย วัง เป็น
จำนวนมากในหลายปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งมันก็เป็นแค่ข้อสังเกตเช่นกัน เพราะว่าทักษิณกับสายนั้นเค้า
มีสายสัมพันธ์ลึกล้ำกันอยู่

รู้สึกคุณอยากประหยัดฯ จะออกอาการมากเหลือเกิน โจมตีมั่วๆ ตามเคยอีกแล้ว
"อยากประหยัดฯ จินตนาการน้ำแตกตัวจริง" 
ถ้าจะมีคนผิดก็ต้องเป็นทักษิณไม่ต้องพยายามโยงไปไกล มุกฝืดๆ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2008, 13:43 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #34 เมื่อ: 17-04-2008, 13:41 »

แถมไปอีกกระทู้ ไม่รู้ว่าคดีไปถึงไหนแล้ว อยู่ๆ เรื่องก็เงียบหายไปเฉยๆ 

==พยานปากเอกคดี เอสซีแอสเซท เป็น 'นอมินี' ดับปริศนา==
http://forum.serithai.net/index.php?topic=13681.0

นายวิทยา ภาณุมาภรณ์ ผู้ตายเป็นหลานชายของนายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ คนสนิทอดีตนายกฯ ทักษิณ
และนายผดุงเองเคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสซีแอสเซท มาก่อน

ส่วนท่านที่สงสัยว่านายผดุง ที่ว่ากันว่าเป็นคนสนิททักษิณ จริงๆ แล้วมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
เรื่องที่ไม่ค่อยมีคนพูดกันคือนายผดุงเป็นศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนรุ่น 116 คือเป็นเพื่อนนักเรียน
ของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นพี่ชายและพี่บุญธรรม
ของ คญ.พจมาน ภริยาอดีตนายกฯ ทักษิณ นั่นเองครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2008, 14:15 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #35 เมื่อ: 17-04-2008, 13:42 »

รู้สึกคุณอยากประหยัดฯ จะออกอาการมากเหลือเกิน โจมตีมั่วๆ ตามเคยอีกแล้ว
ถ้าจะมีคนผิดก็ต้องเป็นทักษิณไม่ต้องพยายามโยงไปไกล มุกฝืดๆ 

เอาหลักฐานชัดๆ สิว่าเป็นของทักษิณ ไม่งั้นก็เรียกว่ามั่วเหมือนกันนะ แค่โยงไปมาส่งเดช

ส่วนเรื่อง ทักษิณ รู้วงใน ยิ่งแปะยิ่งเลอะ เรียกว่า ถ้าโภคินไม่บอก ก็ต้องมีคนอื่นโทรบอก
ไม่รู้วันที่ประชุม ก็ต้องรู้วันอื่นให้ได้ว่างั้นเหอะ เรียกว่าไม่เจ๊งเป็นโกง หลักฐานก็ไม่มีอีก
ตามเคย จินตนาการเลอะเทอะเต็มกางเกงไปหมด
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #36 เมื่อ: 17-04-2008, 13:44 »

เอาหลักฐานชัดๆ สิว่าเป็นของทักษิณ ไม่งั้นก็เรียกว่ามั่วเหมือนกันนะ แค่โยงไปมาส่งเดช

ส่วนเรื่อง ทักษิณ รู้วงใน ยิ่งแปะยิ่งเลอะ เรียกว่า ถ้าโภคินไม่บอก ก็ต้องมีคนอื่นโทรบอก
ไม่รู้วันที่ประชุม ก็ต้องรู้วันอื่นให้ได้ว่างั้นเหอะ เรียกว่าไม่เจ๊งเป็นโกง หลักฐานก็ไม่มีอีก
ตามเคย จินตนาการเลอะเทอะเต็มกางเกงไปหมด

ว่าแต่คนอื่น.. ตัวเองจินตนาการเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปถึงไหน
"อยากประหยัดฯ จินตนาการน้ำแตกตัวจริง" 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #37 เมื่อ: 17-04-2008, 13:49 »

ว่าแต่คนอื่น.. ตัวเองจินตนาการเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปถึงไหน
"อยากประหยัดฯ จินตนาการน้ำแตกตัวจริง" 

เอาเหอะ แค่คำพิพากษาว่าโภคินอยู่ในห้อง เล่นขุดของเก่ามาขายซะเต็มกระทู้
ตีความไหลไปถึงวินมาร์ค ถึงคดีฆ่ากัน แล้วไม่ให้เรียกเลอะเทอะกางเกงเรอะ
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #38 เมื่อ: 17-04-2008, 13:51 »

เอาเหอะ แค่คำพิพากษาว่าโภคินอยู่ในห้อง เล่นขุดของเก่ามาขายซะเต็มกระทู้
ตีความไหลไปถึงวินมาร์ค ถึงคดีฆ่ากัน แล้วไม่ให้เรียกเลอะเทอะกางเกงเรอะ

เรื่องทั้งหมดพัวพันกับแม้วทั้งนั้น ถ้าจะไหลก็ไหลไปหาแม้วทุกเรื่องจริงไหมเล่า 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #39 เมื่อ: 17-04-2008, 14:21 »

นายโภคินเค้านั่งอยู่ตั้งแต่แรกไม่ใช่เรอะ ต้องถามว่าพวกที่เหลือ อยู่ดีๆ ไปประชุม
ตรงนั้นหาพระแสงด้ามยาวอะไร แล้วโดยมารยาทขนาดนั่งอยู่ก่อนยังยอมหยวนจะ
ลุกไปแล้ว นายกชวลิตดันมาบอกไม่เป็นไร แล้วจะไปโทษนายโภคินได้ไง
..................

 

อ้างไปได้หน้าตาเฉย เอ้อ

คิดได้เนาะคนเรา 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #40 เมื่อ: 17-04-2008, 14:28 »

พยายามทำให้กระทู้เลอะเทอะ
ยิ่งถูกขมวดให้ชัดขึ้นไปอีก


อยากประหยัดน้ำกระจายเวิร์คจริงๆ

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #41 เมื่อ: 17-04-2008, 15:28 »

 
บันทึกการเข้า

saopao
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 199



« ตอบ #42 เมื่อ: 17-04-2008, 15:41 »

เรื่อง วินมาร์ค ก็พูดกันหลายรอบแล้ว ไม่มีข้อสรุปว่าเป็นของทักษิณ แต่ดูเหมือนจะเป็นช่องทาง
อะไรซักอย่างของคนบางกลุ่ม ถ้าความจริงมันไม่ใช่ของทักษิณ แต่เป็นของใครไม่รู้ที่เป็นช่อง
ทางส่งเงินไปยัง อีกชนชั้นที่ชอบทำตัวลึกลับตรวจสอบไม่ได้ และขยันสร้าง ขาย ขยาย วัง เป็น
จำนวนมากในหลายปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งมันก็เป็นแค่ข้อสังเกตเช่นกัน เพราะว่าทักษิณกับสายนั้นเค้า
มีสายสัมพันธ์ลึกล้ำกันอยู่

เรื่องเจ้าเรื่องวังนี่ ดันจินตนาการน้ำแตกได้
แต่เรื่องทักษิณนี่ ทำไมจินตนาการน้ำไม่แตกซะที   พ่อคนตายด้าน
บันทึกการเข้า

prinz_bismarck
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156


« ตอบ #43 เมื่อ: 17-04-2008, 16:14 »

เรื่องเจ้าเรื่องวังนี่ ดันจินตนาการน้ำแตกได้
แต่เรื่องทักษิณนี่ ทำไมจินตนาการน้ำไม่แตกซะที   พ่อคนตายด้าน

โดนจริงๆ ความเห็นนี้

ทีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ทำไมชอบจินตนาการกล่าวหาโน่นนี่ หลักฐานก็ไม่มี
แต่ทีกับทักษิณมีหลักฐานชัดๆทำไมถึงไม่ยอมแตก

บ่งบอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของชอบแถเลย
บันทึกการเข้า
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #44 เมื่อ: 17-04-2008, 16:24 »

มารอบนี้แถได้โง่กว่าเดิมอีกแฮะ
จะเปลี่ยนมือมาโพสก็จ้างคนมีฝีมือมาหน่อย
เด็กหัดเกรียนต้องไปโพสแถวประชาถ่อ-ย พาลถ่อ-ยโน่น
มาเกรียนในนี้ก็โดนยำเละเท่านั้นสิ

อ้อ....วินมาร์ก แอมเปิ้ลริช แม้วมันบอกเองนะว่าเป็นของลูกมัน
แต่คนตั้ง บ.ก็แม้ว คนมีอำนาจเซ็นก็แม้ว ไม่ใช่ลูกมัน
ต้องใช้จิตนาการอะไรด้วยเหรอว่า บ.นี้ของใคร
บันทึกการเข้า
prinz_bismarck
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156


« ตอบ #45 เมื่อ: 17-04-2008, 16:33 »

การโต้วาทีนั้นใช้เหตุผลเป็นสำคัญ
ถ้าใครมีเหตุผลดีกว่า มีข้อมูลดีกว่า อีกฝ่ายโต้แย้งไม่ได้
ก็ให้ถือว่าฝ่ายที่ข้อมูลดีกว่าชนะทันที
กรณีนี้คุณ jerasak ใช้ข้อมูลแสดงให้ดู
แต่คุณชอบแถอาศัยแถข้างๆคูๆไม่มีเหตุผลข้อมูลมาหักล้าง
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #46 เมื่อ: 17-04-2008, 16:34 »

โดนจริงๆ ความเห็นนี้

ทีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ทำไมชอบจินตนาการกล่าวหาโน่นนี่ หลักฐานก็ไม่มี
แต่ทีกับทักษิณมีหลักฐานชัดๆทำไมถึงไม่ยอมแตก

บ่งบอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของชอบแถเลย


http://www.thaipost.net/index.asp?bk=xcite&post_date=20/Apr/2544&news_id=31287&cat_id=200100

เงินโกงเค้ามาไม่ใช่เรอะ แบบนี้เท่ากับรับเงินโจรหรือเปล่า
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #47 เมื่อ: 17-04-2008, 16:37 »

การโต้วาทีนั้นใช้เหตุผลเป็นสำคัญ
ถ้าใครมีเหตุผลดีกว่า มีข้อมูลดีกว่า อีกฝ่ายโต้แย้งไม่ได้
ก็ให้ถือว่าฝ่ายที่ข้อมูลดีกว่าชนะทันที
กรณีนี้คุณ jerasak ใช้ข้อมูลแสดงให้ดู
แต่คุณชอบแถอาศัยแถข้างๆคูๆไม่มีเหตุผลข้อมูลมาหักล้าง


ปัญญาอ่อนหรือเปล่า หรือว่าเพิ่งตื่นมาอ่านบอร์ดนี้ มันแปะไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว
เหตุผลซังกะบ๊วยอะไรก็ไม่เห็นมี จินตนาการทั้งนั้น ข้อเท็จจริงก็มีแค่โภคินอยู่ในที่
ประชุม แล้วไงต่อ น้ำแตกกันทั้งบอร์ด นกกระจอกยังไม่กินน้ำ เห้อ
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #48 เมื่อ: 17-04-2008, 16:41 »

มารอบนี้แถได้โง่กว่าเดิมอีกแฮะ
จะเปลี่ยนมือมาโพสก็จ้างคนมีฝีมือมาหน่อย
เด็กหัดเกรียนต้องไปโพสแถวประชาถ่อ-ย พาลถ่อ-ยโน่น
มาเกรียนในนี้ก็โดนยำเละเท่านั้นสิ

อ้อ....วินมาร์ก แอมเปิ้ลริช แม้วมันบอกเองนะว่าเป็นของลูกมัน
แต่คนตั้ง บ.ก็แม้ว คนมีอำนาจเซ็นก็แม้ว ไม่ใช่ลูกมัน
ต้องใช้จิตนาการอะไรด้วยเหรอว่า บ.นี้ของใคร

วินมาร์กใครบอกตรงไหนวะว่าเป็นของลูกแม้ว ไอ้มั่ว บอกกันเองอะดิ
รู้เรื่องอะไรที่เป็นข้อเท็จจริงมั่งเนี่ย งี่เง่าแบบนี้ถึงไม่พัฒนา
บันทึกการเข้า
ธาตุน้ำ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 301


ตอแหลทั้งเพ!!!


« ตอบ #49 เมื่อ: 17-04-2008, 16:44 »

 
บันทึกการเข้า

ต้านวิกฤตเผด็จการ...จริงเหรอ เว็บเนี่ย?
หน้า: [1] 2 3
    กระโดดไป: