ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
20-04-2014, 05:29
378,181 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  ห้องสาธารณะ  |  อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด เพราะอะไร 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด เพราะอะไร  (อ่าน 7974 ครั้ง)
ช่วยตอบที่ค่ะ
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 13-04-2008, 21:08 »

 อยากทราบมากเลยค่ะว่ามีความคิดเห็นกันอย่างไรเพราะทุกวันนี้ประเทศไทยวุ่นวายสับสน ไม่รู้ว่าจะไปในทิศทางใด
ช่วยแสดงความคิดเห็นมาด้วยนะคะ เพราะดิฉันจะนำข้อมูลไปประกอบเป็นรายงาน ช่วยยกตัวอย่างด้วยก้อจะขอบคุณมากค่ะ
บันทึกการเข้า
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #1 เมื่อ: 13-04-2008, 22:16 »


สิ่งที่บ้านเมืองไทยกำลังต้องการ  ไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมือง หรือแม้แต่ "กระบวนการ" ทางการเมืองหรอกครับ
เพราะสิ่งที่เรา...อาจรวมทั้ง "ประเทศยักษ์ใหญ่" หลายประเทศกำลังขาดแคลน  คือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม"

ลืมเรื่อง "บ้านเมือง" และ "การเมือง" ไปก่อน
เรามาพิจารณาอะไรที่มันใกล้ ๆ ตัวหรือเห็นได้ชัดเจนกว่า  เพื่อง่ายแก่การทำความเข้าใจต่อสิ่งที่เรียกว่า
"หลักการ ( อุดมการณ์ - อุดมคติ - กระบวนการ )" กับ "ธรรม"

ผมจะยกตัวอย่างสถาบันทางสังคมที่เรียกว่า "ครอบครัว" มาใช้เป็นกรณีศึกษานะครับ
ครอบครัว  เ้กิดจากบุคคล ชาย - หญิง ต่างวงศ์สกุลกันมาอาศัยอยู่ร่วมกันแบบคู่ผัวตัวเมีย
...มีลูก ( ทายาท : ผู้สืบสันดาน )
...มีครัว หรือ ปัจจัย 4
...มีระบบการปกครอง
...ฯลฯ

โดยอุดมคติ - วัฒนธรรม  ( มันมาแล้วนะ...) หญิงและชายไม่สมควรแอบไปเล่นเกมส์ "จึ๊ก ๆๆ" ทดสอบคุณภาพสินค้าที่ชื่อ "ความเป็นผัว - ความเป็นเมีย" กันก่อน
( แม้ปัจจุบันนีคนรุ่นใหม่้ไม่พยายามเห็นว่ามันสำคัญ ก็ตาม )

โดยหลักการและกระบวนการ หญิงและชาย สมควรเข้าร่วมหอลงโรงกัน
1. "อย่างยินยอมพร้อมใจ" ทั้ง 2 ฝ่าย
2. "อย่างรู้เห็น - เห็นสมควร" จากบิดามารดาของทั้ง 2 ฝ่าย
3. "อย่างถูกต้อง - ถูกทำนองคลองธรรม" ทางสังคมของทั้ง 2 ฝ่าย ( เช่น พิธีการแต่งงาน - ระบบสินสอดทองหมั้น - ระบบการเข้ารีตตามศาสนา ฯลฯ )

โดยอุดมการณฺ์ ( ทางสังคม ) ( มาอีกแล้ว ) ฝ่ายชายจะต้องรับผิดชอบในด้านปากท้องความเป็นอยู่้ของฝ่ายหญิง ( เมื่อแต่งงานกันแล้ว  ฝ่ายชายไม่สมควรเรียกร้องให้ฝ่ายหญิงเลี้ยงดูตน )

โดยหลักการ  เมื่อคู่สามีภรรยามีเหตุขัดแย้งกัน  ไม่สมควรอย่างยิ่งที่บุคคลภายนอกจะเข้าไปเสือก ( เรื่องของผัวเมียเค้า...ขนาดพ่อแม่ของเค้าแท้ ๆ ยังต้อง "รอดูเชิงอยู่ห่าง ๆ" เลย )

เมื่อแต่งงานแล้ว โดยอุดมคติ มีทายาทแล้ว ก็ต้องช่วยกันเลี้ยงดู  ไม่ว่าจะเป็นไปในลักษณะแบ่งหน้าที่หรือต่างฝ่ายต่างทำทุกหน้าที่ แต่จัดสรรไปตามสัดส่วน ( เช่น  ได้ลูกสาว - ผู้เป็นพ่อก็ต้องจัดหาเสื้อผ้า - ของเล่น - ของใช้ให้ลูกสาวเช่นเดียวกับผู้เป็นแม่นั่นล่ะ   แต่ผู้เป็นแม่จะต้องมีบทบาทมากกว่าในด้านการตัดสินใจเลือกแบบเสมอ )

ฯลฯ

แค่ยังไม่เท่าไหร่  "หลักการ - อุดมการณ์" ก็แสดงตัวออกมาแล้วเพียบเลย
...หากทว่า...สิ่งที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ก็คือ
...ครอบครัวของผู้คนรุ่นใหม่ กลับมีอัตราการหย่าร้าง - แตกแยกกัน มากกว่าคนรุ่นก่อน
( เริ่มฟังคุ้น ๆ แล้วใช่มั้ย ?)

ทำไม - เกิดอะไรขึ้น ?
...อุดมการณ์ - หลักการ มัน "บกพร่่อง" ไปแล้วหรือ ?
...มันล้าสมัยไปแล้วหรือ ?

อย่าลืมนะว่า ผู้คนทุกวันนี้มีการศึกษามากกว่าคนรุ่นก่อนเก่า
...อยู่ในสายตาของสังคม "อย่างใกล้ชิด" มากกว่าคนรุ่นก่อนเก่า
...มีความพร้อมในการจัดหา - จัดสรรปัจจัยดีกว่าคนรุ่นก่อนเก่า

อย่าลืมนะว่า คนรุ่นก่อนเก่าซะด้วยซ้ำไปที่ "อุดมการณ์ - อุดมคติ" แห่งการเป็นครอบครัวค่อนข้าง "ขาด ๆ เกิน ๆ"
เช่น  วิวาห์เหาะ...หนีพ่อไปมีผัว...ฉุดลูกสาวเขามาทำเมีย...เป็นเมียน้อย...คลุมถุงชน ฯลฯ


กรณีศึกษาเพื่อเปรียบเทียบ

ครอบครัวสมมติ : Family ก
สถานการณ์ 1
ฝ่ายผัว "หาเงินเก่ง - รวย" แถมยัง "เป็นคนในตระกูลดัง"
ฝ่ายเมีย "หาเงินเก่ง - รวย" แถมยัง "มีการศึกษาสูง"
ฝ่ายลูก "ยังหาเงินไม่เป็น" แต่ "ปู่ย่าตายายาเอาใจโว้ย...สปอยล์ซะยิ่งกว่าเทวดา"

แล้วถ้า...สมมติ
สถานการณ์ 2
ฝ่ายผัวมีนิสัย ขี้ฉ้อ ( ฉ้อฉลเอาแต่ได้ ) ปัญญาทุศีลเยี่ยงศรีธนญชัย  ไม่รู้จักพอ  ลำเอียง  ชอบคนประจบสอพลอ
ฝ่ายเมียมีนิสัย  ขี้เกียจ - มักง่าย - ไม่มีความละเอียดรอบคอบ  ใจแคบ  ตอแหล  อวดเก่ง  ชอบดูหมิ่นเหยียดหยามผู้คน 
ส่วนลูก...เอาแต่ใจ  ขี้เกียจ  ขี้โรค  ขี้โมโห ( เด็กสันดานเสีย )


ครอบครัวสมมติ : Family ข
สถานการณ์ 1+2
ฝ่ายผัว "จน - ขยันเป็นลา ( ทำงานหนักแต่ไม่ค่อยรู้จักคิดอะไรไกลกว่าคำสั่ง )" หาก "ซื่อสัตย์ - อดทน - อดกลั้น ( ไม่ยอมให้ใครชักจูง - ชักชวนไปในทางเสื่อมเสีย )
ฝ่ายเมีย "จน - ไม่ขยัน - การศึกษาต่ำ" แต่ "เป็นแม่บ้านที่ดี - รู้จักเก็บหอมรอมริบ - ใจเย็น - สงบปากสงบคำ"
ส่วนลูก...รู้จักเอาตัวรอด ( จากมือตีนและการล่อลวงของทรชน ) ไม่เรียกร้องเอาแต่ใจมากนัก ( รู้สถานภาพครอบครัว ) กินง่ายนอนง่าย ( ลูกคนเจียม )

เปรียบเทียบแล้วลองคิดเอง
แล้วตอบว่า
น่าจะเป็น Family ก หรือ Family ข ที่สมควร  "ฉิบหายวอดวาย - แพแตกแหลกสลาย" ลงไปก่อน ??

บางที Family ข อาจจะ "หลักการ - อุดมคติ" บกพร่องไปเยอะเลยก็ได้นะ
เช่น  ได้เสียกันโดยไม่มีพิธีการ - ไม่ได้บอกกล่าวพ่อแม่ของตนก่อน  ในขณะที่ Family ก มีการจัดพิธีอย่างเอิกเกริกใหญ่โต 










มาถึงตรงนี้แล้ว  ขอดึงกลับมาที่หัวข้อกระทู้
ด้วยการถามท่านเจ้าของกระทู้เว่า
"อุดมการณ์" ช่วยอะไรได้ไหม ?
บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #2 เมื่อ: 13-04-2008, 22:29 »


นักวิชาการและพวก "บ้าวิชา" ที่ "บ้าทฤษฎี - หนีหน้า ( คน ) - ไม่เผชิญปัญหา"
มักอ้างเสมอว่า
"ถ้าระบบดีซะอย่าง ต่อให้คนไม่ดี  เดี๋ยวระบบมันก็กำจัดคนคนนั้นไปเอง"

...หากในองค์กรใดมีคนคิดแบบนี้
"เถ้าแก่" จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง  ที่จะจัดส่งคนคนนี้ไปทำงานกับ "คู่แข่ง" หรือ "คู่ค้า"
เพราะคนประเภทนี้  จะเข้าไปทำให้องค์กรนั้น "พัง"
เนื่องจากคนประเภทนี้ "มองคน - ศักยภาพของคน" ต่ำกว่า "ระบบ"
หรือเป็นคนตาบอด "มองไม่เห็นวิญญาณ"
( คน คือ วิญญาณขององค์กร )

โดยเมื่อหลังจากองค์กรของ "คู่แข่ง" หรือ "คู่ค้า" ล่มสลาย - อ่อนแอ ลง
เถ้าแก่ ( พันธุ์แท้ ) คนนั้นจะ "เก็บเกี่ยว" เอา "บุคลากรที่แตกสานซ่านเซ็น" ออกมาจากองค์กรที่ล่มสลายนั้น เข้ามาไว้ใช้ประโยชน์


บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #3 เมื่อ: 13-04-2008, 22:37 »


ต้นไม้ที่ "เปลือกแตก - ผิวลอก"
กับ
ต้นไม้ที่ "แก่นเน่า - แกนกลวง"
ต้นไม้ไหนที่น่าจะ "ตาย" ?




ธรรม เปรียบเหมือน "แก่น" ของสังคม
...เป็นสิ่งที่ค้ำจุนและส่งเสริมให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่ "หล่อเลี้ยง" สังคมนั้นดำรงคงอยู่





กลับมาที่หัวข้อกระทู้อีกที
"แก่นไม้สร้างเปลือกไม้"
หรือ
"เปลือกไม้สร้างแก่นไม้"
??
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« ตอบ #4 เมื่อ: 14-04-2008, 02:14 »

ปู่เย็นอธิบายจนเห็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจน
"การเมือง"ก็ต้องเริ่มมาจาก สถาบันครอบครัว ถ้าผู้ปกครอง หมายถึง สามีกับภรรยา
ในแต่ละครอบครัว ทำหน้าที่ของตนเองได้ไม่บกพร่อง
  พ่อแม่มีความรักให้กับลูกทุกๆคนทัดเทียมกัน อบรบลูกๆให้รักใคร่กลมเกลียวกัน
สอนให้ลูกๆมีความเมตตาสงสารเพื่อนมนุษย์ ให้รู้จักมีความเกรงใจมนุษย์ รู้จักเกรงใจ
ผู้อื่น สอนไม่ให้ลูกลักขโมย ซึ่งถ้าพูดไปแล้ว มันก็คือ ศิล5 นั่นเอง
  เกิดเป็นชาวพุทธทั้งที ถ้าไม่มีธรรมะ เป็นหลักยึดถือ อย่างที่ปู่เย็นบอก มันก็เป็น
ปริศนาธรรมนั่นเอง
"ต้นไม้ที่ "เปลือกแตก - ผิวลอก"
กับ
ต้นไม้ที่ "แก่นเน่า - แกนกลวง"
ต้นไม้ไหนที่น่าจะ "ตาย" ?"
  การเมือง สังคมในปัจจุบัน มันผิดเพี้ยนกันไปหมด เปรียบได้กับต้นไม้ ที่ แกน เน่า
แกนกลวงกันไปหมด รอวันที่จะโค่น หรือตายซากไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ถ้าสถาบันครอบครัวมีภูมิต้านทาน มีความดี ความซื่อ
สัตย์อดทน มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ มันก็จะส่งผลไปสู่สังคมการเมือง นักการเมือง
มีความละอายต่อบาป มีความซื่อสัตย์ในหน้าที่
  แต่การเมืองในปัจจุบัน มันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม หลอกลวง เอาเปรียบผู้คนที่อยู่ในสัง
คมเดียวกัน
  ผมใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ประเทศที่ผมพำนักอาศัยอยู่ ถ้าจะเทียบไปแล้ว
ถึงประเทศนี้จะไม่ได้มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ คนส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาอื่นๆ
สืบทอดกันมาตามบรรพบุรุษ
  การเมือง และสังคมของเขา จะเน้นเรื่องปัจจัย4 ของมนุษย์เป็นหลัก แปลกดีไหมละ
ครับ ที่นักการเมืองรุ่นเก่าๆได้วางรากฐานไว้เหมือนกับคำสอนของพระพุทธเจ้า รัฐ
ต้องให้ความช่วยเหลือทุกๆคน ให้มีการศึกษา มีเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย มีอาหาร
กิน มีการรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย
  "คนแก่คืออดีตของผู้สร้างสังคม คนหนุ่มสาวคือกำลังหลักของสังคมปัจจุบัน เด็กคืออนาคต
ของสังคม"
   สามสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่เขาวางรากฐานเอาไว้อย่างมั่นคง มีหลักประกันในการดำรงชีวิต
โดยเท่าเทียมกัน
  ทำตรงนี้ให้ได้แล้ว คุณก็จะเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นคนได้อย่างชัดเจน
คนเราหากมันมีศักดิ์ศรีแล้ว คนมันก็จะรู้จักคิด
  "ความคิดเสรีเป็นสิ่งที่ดี แต่ความคิดที่ถูกต้อง ย่อมประเสริฐกว่า"

"ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศชาติ คือ ประชาชน"
นักการเมืองของเรา มันเคยมีประโยคๆนี้อยู่ในหัวใจกันบ้างหรือเปล่า

 
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
morning star
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,119


don't let them make up your mind


« ตอบ #5 เมื่อ: 14-04-2008, 06:44 »


พูดถึงอุดมการณ์ทางการเมืองคงหมายถึงรูปแบบแนวคิดและสิ่งยึดเหนี่ยวในทางการเมือง ซึ่งก็สัมพันธ์กันกับลัทธิทางการเมือง
ที่แบ่งได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสมบูรณาญาฯ เสรีนิยม สังคมนิยม ฟาสซิสต์ คอมมิวนิสต์ ศาสนนิยม

ในปัจุบัน เสรีนิยมกับทุนนิยมนั้นแยกกันไม่ค่อยออก ส่วนสังคมนิยมนั้นกลับไม่สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางสงครามเศรษฐกิจ
รวมทั้งลัทธิทางการเมืองอื่น ๆ ก็ล้มหายไปเยอะแล้ว จึงสรุปได้ยากว่าลัทธิทางการเมืองรูปแบบไหนเหมาะ
กับสังคมในปัจุบัน

เพียงแต่ไม่ใช่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากลัทธิการเมืองต่าง ๆ.. แต่ปัญหาเกิดจากตัวคน เพราะคนที่จะเข้ามามีอำนาจทางการเมือง
ปราศจากอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งแปลตรงตัวว่า สิ่งที่ยึดถือยึดเหนี่ยวเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่วางไว้
ของพรรคการเมือง คือ ทำเพื่อประเทศชาิติและประชาชน

เมื่ออุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองไม่มี ก็แปลว่าพรรคไม่มีรูปแบบและสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อจะนำไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
ให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ แปล(อีกที)ง่าย ๆ ว่า ทำยังไงก็ได้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และยิ่งประกอบกับเป้าหมายเป็นไปเพื่อตัวเอง
และพวกพ้องมากกว่าเพื่อประเทศชาิติและประชาชนแล้ว หากพรรคการเมืองเหล่านี้ได้เข้ามาครองอำนาจวิกฤติของชาติก็จะเกิดขึ้นแน่นอน

ถ้าจะให้บอกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหนเหมาะกับสังคมไทยมากที่สุดคงยาก เพียงแต่ตอนนี้ขอให้พรรคการเมืองที่เข้ามามีอำนาจ
มีอุดมการณ์ทางการเมือง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักก็คงเป็นบุญของประเทศไทยมากแล้ว




เรื่องธรรมะนั้น ผมมองว่าเหนือกว่าความเชื่อทางการเมืองทั้งหมด ไม่ว่าปรัชญาทางการเมืองจะดีแค่ไหน ถ้าคนได้ครองอำนาจย่อมจะ
ถูกครอบงำโดยอำนาจนั้น จนกลายเป็นมัวเมาและลุ่มหลงในอำนาจ จนเกิดการนำอำนาจนั้นไปใช้ในทางที่ผิด (abuse of power)


อุดมการณ์ทางการเมืองไม่ว่าแบบไหน ถ้ามีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งทำให้ประเทศชาติอยู่รอดได้
ในโลกปัจุบันนับว่าดีแล้ว....ส่วนธรรมะนั้นจะต้องมีและขาดไม่ได้โดยเฉพาะในผู้ปกครอง รวมทั้งในผู้คนโดยทั่วไป
เพราะถึงประเทศชาติจะพัฒนาไปแค่ไหน แต่ระดับจริยธรรมยังต่ำติดดิน คนยังเอาหินปารถ เอาไข่ผสมกาวปารถ เด็กนักเรียนยังรุมโทรมเพื่อนหญิง
คนรักษากฏหมายกลายเป็นโจรเสียเอง เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมก้าวร้าวสถาบันอันเก่าแก่ของประเทศ ฯลฯ
ต่อให้ทุกคนในประเทศรวยล้นฟ้า ประเทศชาติก็ไปไม่รอดแน่ ๆ
บันทึกการเข้า

อย่าเดินตามใคร เพราะเรามีจุดมุ่งหมายของเราเอง
หน้า: [1]
    กระโดดไป: