ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
30-11-2020, 15:40
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ทางออกของปัญหา:คนส่วนใหญ่(มากกว่า 50 %) ไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ทางออกของปัญหา:คนส่วนใหญ่(มากกว่า 50 %) ไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน  (อ่าน 525 ครั้ง)
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« เมื่อ: 13-04-2008, 00:55 »

ทางออกของปัญหา:คนส่วนใหญ่(มากกว่า 50 %) ไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 17 มกราคม 2551 16:52 น.
 
 
      ตัวเลขสส.ก่อนการประกาศใบเหลืองใบแดง พรรคพลังประชาชนได้สส.มากที่สุดคือ 233 คนหรือคิดเป็น 48.54 % ของจำนวนสส.ทั้งหมด พรรคประชาธิปัตย์ได้สส. 165 คน หรือ 34.37 % ของจำนวนสส.ทั้งหมด  แต่คนที่เลือกพรรคพลังประชาชนทั้งประเทศจริงๆไม่น่าจะเกิน 40 % ของผู้ไปใช้สิทธิ์ คะแนนสัดส่วน พรรคพลังประชาชนได้ราว 42% ของคะแนนรวมของทุกพรรค แต่ไม่ถึง 42% ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด เพราะยังมีผู้ไม่ลงคะแนนให้ใคร + บัตรเสียอีกราว 7% ส่วนคะแนนแบ่งเขต ถ้านับรวมทั้งประเทศแล้วพรรคพลังประชาชนไม่น่าจะได้เกิน 40% หลายเขตผู้ที่ได้คะแนนสูงที่สุดได้แค่ 30% - 40% ก็ได้เป็นสส.แล้ว
       
       การเลือกตั้งแบบสัดส่วน พรรคใหญ่ 2 พรรคคือพลังประชาชนและประชาธิปัตย์ได้คะแนนรวมทั้งประเทศแล้ว พรรคละ 14 ล้านเสียงพอๆกัน (ประชาธิปัตย์ได้มากกว่าเล็กน้อย) แต่พรรคพลังประชาชนได้ สส. 34 คนมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ 33 คน เพราะการเลือกตั้งสัดส่วนของรัฐธรรมนูญ 2550 แบ่งเป็น 8 กลุ่มจังหวัด ทำให้มีการคิดจำนวน สส.โดยใช้วิธีปัดเศษคะแนนสัดส่วนที่ไม่ถึง 1 ให้เป็นอีก 1 คน ถึง 8 ครั้ง วิธีการแบ่งเป็นกลุ่มและปัดเศษเช่นนี้ ทำให้พรรคใหญ่ได้สส.เพิ่มขึ้น และพรรคเล็กได้สส.ลดลงและไม่ได้เลย
       
        ส่วนการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ถ้านับรวมคะแนนเสียงของทั้งประเทศ พลังประชาชนได้ราว 26 ล้านเสียง ประชาธิปัตย์ได้ 21 ล้านเสียง (ตัวเลขนี้นับรวมการที่ผู้ใช้สิทธิ 1 คนออกเสียงได้เขตละ 1 - 3 คนด้วย) ซึ่งต่างกันไม่มาก แต่จำนวนสส.แบบแบ่งเขตของ 2 พรรคนี้ต่างกันมาก เป็น เพราะเราใช้กติกาใครได้เสียงมากที่สุดในเขตชนะ ได้เป็นสส. ใครได้เสียงรองลงไปสอบตก คนที่ชนะอาจได้คะแนน 30 - 35 % ของผู้มาใช้สิทธิก็ได้เป็นสส. ในเขตนั้น แต่คนที่คะแนนรองลงไป ถึงจะได้ 25 - 29 % ของผู้มาใช้สิทธิ ก็ถือว่าแพ้
       
        ผู้ชนะในเขตต่างๆของพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่ได้คะแนนแค่ราว 30 - 40 % ของผู้ใช้สิทธิในเขตนั้น คิดแบบคร่าวๆแล้วพรรคพลังประชาชน น่าจะได้คะแนนเฉลี่ยทั้ง 2 แบบรวมอยู่ระหว่าง 30 - 40 % ของผู้ลงคะแนนเสียงทั้งประเทศ กล่าวอีกด้านหนึ่งคือ ถ้าคิดเทียบระหว่างคนเลือกกับคนไม่เลือกทั่วประเทศแล้ว ผู้ที่ไม่เลือกพรรคพลังประชาชน (รวมทั้งคนกาช่องไม่เลือกใคร) มีมากกว่าผู้เลือก
       
       ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตของไทยเป็นระบบที่เป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าในประเทศยุโรปและประเทศอื่นบางประเทศที่กำหนดให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตต้องได้คะแนน 50 % ของผู้มาใช้สิทธิขึ้นไป จึงจะชนะได้เป็น สส.เขต วิธีการคือในการเลือกตั้งรอบแรก ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุดคนใดได้มากกว่า 50% ก็ถือว่าได้เป็นสส.ไปในรอบแรกเลย แต่ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุดได้คะแนนต่ำกว่า 50 % ของผู้มาใช้สิทธิ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งรอบ 2 ในสัปดาห์ถัดไป โดยคัดเฉพาะคนได้คะแนนสูงสุด 2 คนแรก มาให้ประชาชนลงคะแนนใหม่เฉพาะ 2 คนนี้ เมื่อการเลือกรอบใหม่ เหลือผู้มีสิทธิให้เลือกได้แค่ 2 คน ก็ต้องมีคนหนึ่งได้เกิน 50% (นับเฉพาะคะแนนที่ลงให้คนใดคนหนึ่ง ไม่นับบัตรเสีย ไม่นับบัตรไม่ลงให้ใคร)
       
        วิธีการเลือก 2 รอบจะทำให้ประชาชนได้เลือกผู้แทนด้วยเสียงส่วนใหญ่ 50 % ขึ้นไปที่แท้จริง ไม่ใช่ในหลายเขตได้คะแนนสูงสุด แม้จะเป็นแค่ 30 - 40 % ก็ชนะได้เป็นสส.แล้ว ทั้งที่ถ้าสส.ได้คะแนนแค่นี้น่าจะถือเป็นตัวแทนของเสียงส่วนน้อย เพราะคนอีก 60 - 70 % ไม่ได้เลือกเขา (คนที่ชนะในบางเขตเช่นในภาคใต้อาจได้คะแนนมากกว่า 50 % แต่กล่าวถึงทุกเขตทั่วทั้งประเทศแล้วก็ยังเป็นส่วนน้อย)
       
        การจัดการเลือกตั้งรอบ 2 จะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมแท้จริง คือฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่มากกว่าการเลือกตั้งรอบเดียวแบบนับเอาเฉพาะคนที่ได้คะแนนสูงสุดใน เขต การเลือกตั้งแบบ 2 รอบจะทำให้การซื้อเสียงขายเสียงทำได้ยากกว่าแบบรอบเดียว เพราะการจะหาทางซื้อเสียงให้ชนะ 50% ของผู้ออกเสียงเป็นเรื่องยากกว่าการซื้อให้ได้สัก 20 % - 30% ของผู้ออกเสียง
       
       การเลือกแบบสัดส่วนมีโอกาสทำให้ประชาชนสนใจเลือกพรรคในเชิงนโยบายมากกว่าตัวบุคคล ดังนั้นถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มจำนวนสส. แบบสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่งของสส.ทั้งสภา (โดยลดสส.แบบแบ่งเขตลงมา) แบบในบางประเทศในยุโรป น่าจะมีผลดีต่อการพัฒนาระบบพรรคและประชาธิปไตยมากกว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่สส.สัดส่วนมีแค่ 80 คน แต่เป็นสส.แบ่งเขตถึง 400 คน
       
       เราน่าจะคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ในช่วงนี้พรรคพลังประชาชน ไม่ควรหลงว่าตนเองได้คะแนนเสียงมากที่สุดแบบทิ้งขาด หรือประชาชนส่วนใหญ่หนุนหลัง เพราะความจริงคือคนส่วนใหญ่ (เกิน 50%) ไม่ได้เลือกผู้สมัครจากพรรคคุณ ที่คุณได้สส.มากกว่าพรรคอื่นก็เพียงเพราะกติกานี้ลำเอียงช่วยพรรคใหญ่เท่านั้น สส.ทุกพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ควรจะตระหนักว่า ส่วนใหญ่คุณเข้ามาเป็นสส.แบบแบ่งเขตโดยมีประชาชนในเขตนั้นเลือกคุณจริงๆอยู่สัก 30 - 40 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงเท่านั้น
       
        รัฐบาลผสม ไม่ว่าจากพรรคไหนก็ตาม ไม่ควรจะคิดแบบหลงตัวเองว่า ประชาชนส่วนใหญ่หนุนหลัง จะทำอะไรตามอำเภอใจได้ หากควรบริหารประเทศด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังเสียงและทำตามวิจารณ์และข้อเสนอแนะของคนส่วนใหญ่ รวมทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน สหภาพแรงงาน กลุ่มองค์กรประชาชนต่างๆ มากขึ้น เราจึงจะสามารถประคับประคองประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติทางการเมือง และเศรษฐกิจ (ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เกิดจากชนชั้นนำเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น)ไปได้

 
C:\Documents and Settings\member1\My Documents\Weekly - Manager Online.htm



รัฐบาลผสมของนายกฯนอมินี....
พยายามอ้างว่าได้รับเลือกจากประชาชน มีเสียงข้างมากในรัฐสภา
จึงรวบรัด เร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญให้'ทันใจ'ผู้มีอิทธิพลเหนือนายกฯ
และ 'ผีโขนด 111 ตน' ที่มอบหมายบริวารในอาณัติเป็น'รัฐมนตรีนกแล' แทน....



บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #1 เมื่อ: 13-04-2008, 09:56 »

'ซูสี จ๊ะ' และ 'เภก 800' มีความเห็นเป็นอื่นไหม......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
หน้า: [1]
    กระโดดไป: