ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
12-07-2020, 04:35
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  "นังจวน"เอ๋ย ต้องยอมรับความสามารถ"พ่อแม้ว"เขา ที่หล่อนไม่เป็นใหญ่เพราะไร้กึ๋น... 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 [2]
"นังจวน"เอ๋ย ต้องยอมรับความสามารถ"พ่อแม้ว"เขา ที่หล่อนไม่เป็นใหญ่เพราะไร้กึ๋น...  (อ่าน 3706 ครั้ง)
พิเภกอินเตอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,028



« ตอบ #50 เมื่อ: 14-04-2008, 07:45 »


รอให้ชาติหน้า ตอนบ่ายๆ มาตอบหรือ......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


ขำอาไร...???
บันทึกการเข้า

"พิเภกอินเตอร์"มาให้อาหาร "กบในกะลา" ด้วยกุศล เจตนา ขออย่ามีเวร และ กรรมต่อกันเลย สาธุ...อิอิอิ
พิเภกอินเตอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,028



« ตอบ #51 เมื่อ: 14-04-2008, 07:54 »

"อนุพงษ์" เซ็นคำสั่งย้ายล้างบางนายทหารรบพิเศษ
"ชัยชนะ-ภูมิพัฒน์" 2 ผู้บังคับการหน่วยรัฐประหาร 19 ก.ย.
พ้นคุมกำลัง เพื่อปิดหนทางก่อปฏิวัต



วานนี้ ( 12 เม.ย.)
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
ได้ลงนามเซ็นในคำสั่ง ทบ.ที่ 118/2551


แต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับพันเอกพิเศษ หรือระดับผู้บังคับการกรม
ซึ่งเป็นหน่วยคุมกำลัง จำนวน 104 คน
โดยนายทหารรบพิเศษที่เป็น ผบ.หน่วยของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำรัฐประหาร
ถูกโยกย้ายให้พ้นจากตำแหน่งคุมกำลังพล



นอกจากนี้ ในคำสั่งยังมีการโยกย้าย พ.อ.ภูมิพัฒน์ จันทร์สว่าง หรือ "เสธ.ยอง"
ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1 (ผบ.รพศ.1)
นายทหารคนสนิทของ พล.อ.สนธิ พ้นจากการคุมกำลัง

ไปเป็นผู้อำนวยการกองยุทธการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผอ.กยก.นสศ.)
โดยพ.อ.ภูมิพัฒน์ เป็น 1 ใน 8 นายทหาร ที่ร่วมวางแผนในการยึดอำนาจ

รวมไปถึงคำสั่งย้าย พ.อ.ชัยชนะ นาคเกิด ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 3 (ผบ.รพศ.3)
จากการคุมกำลัง ไปเป็นเสนาธิการ กองพลรบพิเศษ ที่ 1 (เสธ.พล.รพศ.1)



************************************************************




หลังจากนี้ คอยดูอาการ "อ้ายลิ้ม" ให้ดี
งานนี้ "อ้ายตัวดี" มีสิทธิ์ รากเลือด...


แสนสงสารสนธิวันนี้หนอ ระทดท้อเสียใจให้สะอื้น

กำเริบฤทธิ์สุราที่กลั้นกลืน ลุกขึ้นยืนร่ำร้องว่าสุราลัย

บังคับข้าให้มาเกิดประเสริฐสิทธิ์ สู่สถิตใต้หล้าหลังคาไหว

ปราบศัตรูสู้สงครามไม่คร้ามใคร สถิตในบ้านอาทิตย์ใกล้นที

เหตุไฉนให้ทักษินเก่งฉกาจ ล่อเป็นทาษเสียกลจนป่นปี้

ประกาศก้องร้องขึ้นได้เพียงสามที โรคทวีเสียวซาบปราบฤทัย

กำเริบฤทธิ์พิษสุรามาบรรจบ ล้มสลบนิ่งแน่หมอแก้ไข

พอรู้สึกนึกแค้นแน่นหัวใจ โลหิตไหลอ้าปากรากกระจาย

สู้แข็งขืนยืนตรงดำรงจิต ดวงชีวิตจะวินาศลงขาดหาย

อายุได้ห้าสิบเจ็ดเศษวันตาย ไม่เสียดายคนไม่ดีสนธิเอย

บันทึกการเข้า

"พิเภกอินเตอร์"มาให้อาหาร "กบในกะลา" ด้วยกุศล เจตนา ขออย่ามีเวร และ กรรมต่อกันเลย สาธุ...อิอิอิ
พิเภกอินเตอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,028



« ตอบ #52 เมื่อ: 14-04-2008, 08:47 »


แก้"รัฐธรรมนูญ"ทำไมให้เสียเวลา เล่น กกต.เสียเลย ง่ายกว่าเยอะ...



ดีเอสไอ พบหลักฐานบัตรเลือกตั้งหลุดมาอยู่กับ อดีตผู้การตำรวจป่าไม้จริง
ชี้หาก กกต.ระบุเป็นบัตรเสียที่ถูกลักลอบนำออกไป ก็ต้องแจงวันเวลาที่หาย
ขั้นตอนการเก็บรักษาและผู้รับผิดชอบให้ได้



วันนี้ (13 เม.ย.)ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศ
และคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งและทุจริตการเลือกตั้ง
เปิดเผยถึงกรณีเลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ชี้แจงว่ามีบัตรเลือกตั้งซึ่งเป็นบัตรเสียจำนวนหนึ่ง
ถูกลักลอบนำออกไป ใช้ทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต.ว่า

ดีเอสไอได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษจากพล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย
อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ให้ตรวจสอบ
กรณีมีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
และมีการนำบัตรเกินไปใช้กาลงคะแนน

โดยก่อนหน้านี้พล.ต.ต.เสวก ได้เข้าร้องเรียนที่ กกต.ไปแล้ว
ตั้งแต่วันที่1 ก.พ. แต่ไม่มีความคืบหน้าในการตรวจสอบ
ทำให้ต้องร้องต่อ ดีเอสไอ

ซึ่งในเบื้องต้นทางดีเอสไอ ได้เข้าไปตรวจสอบกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
และกกต.จังหวัดชลบุรี

พบว่ามีบัตรเลือกตั้งจำนวนหนึ่งหลุดออกมาอยู่กับฝ่ายผู้ร้องเรียนจริง
หากกกต.กลางชี้แจงว่าเป็นบัตรเสียที่ถูกลักลอบนำออกไป
ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าทราบว่าบัตรเลือกตั้งหายตั้งแต่เมื่อใด
และมีการแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่

ที่ผ่านมาการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งมีขั้นตอนเช่นใด
ใครเป็นผู้รับผิดชอบดูแลและมีการตรวจสอบหรือไม่
ว่าบัตรเลือกตั้งที่ต้องเก็บรักษาอย่างดีสูญหายไปได้อย่างไร


พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวอีกว่า คดีเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง

ประเด็นอยู่ที่ พล.ต.ต.เสวก เข้าร้องเรียนให้ตรวจสอบการนำบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินจำนวน
และอาจมีการนำบัตรที่พิมพ์เกินไปใช้ในการทุจริตการเลือกตั้ง

แต่ กกต.ไม่เร่งตรวจสอบให้ข้อเท็จจริงปรากฏ เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่สูญหายไป
ทั้งที่กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าจะต้องตรวจสอบโดยพลัน
การปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน 2 เดือน

ทำให้ฝ่ายผู้ร้องต้องมากล่าวโทษร้องทุกข์ให้ ดีเอสไอ ดำเนินการแทน
ทั้งนี้ข้อมูลและหลักฐานที่ดีเอสไอตรวจสอบพบ

ไม่ใช่มีเพียงบัตรเลือกตั้ง 26ซองในเขตจังหวัดชลบุรีเท่านั้นที่สูญหายจากการเก็บรักษา
แต่ยังพบว่ามีบัตรเลือกตั้งจากจังหวัดอื่น ๆ สูญหายด้วยเช่น จังหวัดระยอง และจันทบุรี

พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังเร่งตรวจสอบเอกสารหลักฐาน
ในคดีเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งทั้งหมดโดยพบว่ามีเอกสารจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ

คาดว่าจะต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างละเอียดประมาณ 2 เดือน
คดีจึงจะมีความชัดเจนขึ้น....




************************************************************



หาทางยุบพรรคคนอื่น ตัวเองคอขาดยังไม่รู้ตัว...
บันทึกการเข้า

"พิเภกอินเตอร์"มาให้อาหาร "กบในกะลา" ด้วยกุศล เจตนา ขออย่ามีเวร และ กรรมต่อกันเลย สาธุ...อิอิอิ
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #53 เมื่อ: 14-04-2008, 09:22 »

เภก เอารูปเมียมาอวดหน่อยสิ
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
jumjim
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 82


« ตอบ #54 เมื่อ: 14-04-2008, 09:24 »

ฮ่า ฮ่า  ตาเภก ลิ่วล้อปลายแถว ไม่รู้ว่า หลักฐาน ต่าง ๆ ไอ้ แก๊งค์ ดีเอส ไอ  ตั้งแต่ หัวยันหาง มันสร้างขึ้นมา แล้ว เอาไปให้นอมินีร้องเรียน  กุ๊ย ๆ  ชกใต้เข็มขัด อดีตผู้การป่าไม้ ระวังจะซวยไปด้วย  อยากฟ้องก็ฟ้องเองไปเลย ทำเป็นอีแอบชกใต้เข็มขัด ไปหานอมินี มาทำม้าย  ตลก  ๆ กกต.ไม่ใช่หมูน๊ะจ๊ะ ถ้าเค้าเล่นกลับ เดี๋ยว จะซวย  พล.ตำรวจเอก ดร.ชุดชวย มีเอี่ยวด้วย กำกับเองทั้งหมด ตลกเวปบอร์ดรู้เรื่องป่าว กุ๋ย กุ๋ย

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-04-2008, 20:04 โดย jumjim » บันทึกการเข้า
พิเภกอินเตอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,028



« ตอบ #55 เมื่อ: 14-04-2008, 11:02 »

ฮ่า ฮ่า  ตาเภก ลิ่วล้อปลายแถว ไม่รู้ว่า หลักฐาน ต่าง ๆ ไอ้ แก๊งค์ ดีเอส ไอ้  ตั้งแต่ หัวยันหาง มันสร้างขึ้นมา แล้ว เอาไปให้นอมินีร้องเรียน  กุ๊ย ๆ  ชกใต้เข็มขัด อดีตผู้การป่าไม้ ระวังจะซวยไปด้วย  อยากฟ้องก็ฟ้องเองไปเลย ทำเป็นอีแอบชกใต้เข็มขัด ไปหานอมินี มาทำม้าย  ตลก  ๆ กกต.ไม่ใช่หมูน๊ะจ๊ะ ถ้าเค้าเล่นกลับ เดี๋ยว จะซวย  พล.ตำรวจเอก ดร.ชุดชวย มีเอี่ยวด้วย กำกับเองทั้งหมด ตลกเวปบอร์ดรู้เรื่องป่าว กุ๋ย กุ๋ย

 



ที่สำคัญคือ ได้ผลรึป่าว ตะหาก...
บันทึกการเข้า

"พิเภกอินเตอร์"มาให้อาหาร "กบในกะลา" ด้วยกุศล เจตนา ขออย่ามีเวร และ กรรมต่อกันเลย สาธุ...อิอิอิ
jumjim
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 82


« ตอบ #56 เมื่อ: 14-04-2008, 20:01 »

ได้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่ง  กกต.ส่งเรื่องยุบพรรค มัจฌิมา กับ ชาติไทย ให้ศาลรัฐธรรมนูญทันที  ไส้เดือนแถวสภา ดิ้นพล่านเป็นเด็ก RCA ตลกเวปบอร์ด ออกมาตั้งกระทู้ ติ่งต๊องทุกวัน

เยี่ยม ๆ   ก๊ากกกกก


 
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #57 เมื่อ: 16-04-2008, 12:12 »



ที่สำคัญคือ ได้ผลรึป่าว ตะหาก...



ตั้งใจรับลูก-ส่งลูกกัน
ก็เป็นข่าวได้......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #58 เมื่อ: 16-04-2008, 12:53 »

ไปอ่านเจอบทความ 2 ตอน เกี่ยวกับคำอภิปรายของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อเนื่องไปถึง
กรณีการเก็งกำไรค่าเงินบาท เรียบเรียงข้อมูลเอาไว้ได้พอสมควรในบทความ 2 ตอนสั้นๆ

สังเกตจากคำอภิปรายของคุณสุเทพ ตอนนั้นคุณทักษิณกำลังนั่งเป็น "รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ"
แสดงว่าที่เศรษฐกิจไทยพังพินาศก่อน พล.อ.ชวลิต ลาออก ก็ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

แถมด้วยข้อสงสัยจงใจปล่อยให้ระบบค่าเงินล่มสลายเพื่อเก็งกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง!!!
..เก็บมาให้เพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันอ่านช่วยกันจำ และนำไปอ้างอิงต่อไปนะครับ.. 
หลังตั้งกระทู้นี้ผมจะนำ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็มกรณีคุณสุเทพ ไปลงไว้ให้ที่หอสมุดด้วย 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คำอภิปรายประวัติศาสตร์ของ "เทพเทือก"
คอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส" - หนังสือพิมพ์แนวหน้า 10/4/2008
http://www.naewna.com/news.asp?ID=103821

ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" มีทั้งคนชังและคนชอบ

บนเส้นทางชีวิตการเมืองอันยาวนาน นายสุเทพมีร่องรอยบาดแผลทางการเมืองพอสมควร

แต่ สิ่งหนึ่งที่น่าจดจำและชื่นชม เกี่ยวกับ "นายสุเทพ" คือ การทำหน้าที่ ส.ส. อภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวกับการตัดสินใจ
ลดค่าเงินบาท เมื่อปี 2540 ว่ามีคนล่วงรู้ข้อมูลลับล่วงหน้า

เรื่อง นี้ เป็นแผลใจที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินบาท โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสล่วงรู้ข้อมูลล่วงหน้า
บางคนถึงกับล้มละลาย สิ้นเนื้อประดาตัว ธุรกิจเสียหาย มีหนี้สินล้นพ้นตัว ฯลฯ คนเหล่านี้มีความสงสัยค้างคาใจอย่างมาก

การอภิปรายครั้งนั้น เป็นเหตุให้นายสุเทพถูกนายโภคิน พลกุล ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 2,500 ล้านบาท

ล่าสุด ศาลฎีกาเพิ่งจะคำพิพากษาเป็นที่สุด ให้ยกฟ้อง !

น่า แปลกใจ กรณีนี้ กลับไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว หรือมีการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณชนผ่านทางสื่อโทรทัศน์น้อยมาก
จนเกือบจะไม่มีรายละเอียดอันเป็น "ข้อมูลสำคัญ" ให้ประชาชนได้เรียนรู้เพิ่มเติมเลย

บางส่วนของคำพิพากษาศาลฎีกา ได้ระบุคำอภิปรายที่เป็นข้อสงสัยของนายสุเทพ ความว่า

" การที่มีคนมีกำไรอย่างนี้นะครับ ทำให้ผมสงสัยว่า มีคนอื่นที่ได้กำไร ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อพลเอกชวลิต แต่เป็นพวกที่
เชื่อพลเอกชวลิต แล้วได้กำไรมีไหม มีครับท่านประธาน เพราะเขาเชื่อว่าพลเอกชวลิตจะตัดสินใจลดค่าเงินบาทเมื่อไร
คนนี้เอาเปรียบคนไทยทั้งชาติ คนนี้เอาข้อมูลภายในไปแสวงหาประโยชน์ มีข่าวลือกันมากในตลาดการเงินในประเทศไทย
ว่า ขาใหญ่ที่ร่ำรวยนั้น รวยถึงขนาดมีการันตีได้ว่า เลือกตั้งคราวหน้าสบายกันทุกคน

ท่าน ประธานที่เคารพครับ ผมสงสัยเรื่องนี้แล้ว ท่านประธานต้องเห็นใจอย่างยิ่งที่ผมมีความสงสัย
เพราะพลเอกชวลิตแสดงพิรุธ พลเอกชวลิตแสดงพิรุธ 2 ประการ

ประการ ที่หนึ่ง พลเอกชวลิตแสดงพิรุธด้วยการมาพูดจาในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งทีวี ทั้งวิทยุ
ว่าในการตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่จะประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น ทำอย่างเป็นความลับที่สุด รู้กัน 3 คน เท่านั้นเอง คือ
พลเอกชวลิต นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ตรง นี้เป็นพิรุธครับท่านประธาน ผมสอบสวนมีพยานหลักฐานยืนยันได้ ถ้าพลเอกชวลิตต้องการรู้ว่า ต้องการที่จะเถียงกับผม
ผมท้าให้ฟ้องศาลเรื่องนี้เพราะผมมีหลักฐาน พยานบุคคลยืนยันว่า วันที่ตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้รู้กันแค่ 3 คน มีคนที่ 4 รู้ด้วย

ท่าน ประธานที่เคารพครับ เข้าประตูทำเนียบนี่มียามรักษาการณ์ มีเจ้าหน้าที่ มีว่า วันนั้นเวลานั้นในห้องนายกรัฐมนตรีมีใครอยู่กี่คน
ผมแอบได้ยินมาด้วยว่า พูดอย่างไรด้วย มีคนเขาเล่าให้ผมฟัง เขาพร้อมที่จะเป็นพยานให้ผม คนที่ 4 ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
และไม่สมควรที่จะนั่งอยู่ในการตัดสินใจครั้งสุด ท้าย ตามตำหนิรูปพรรณที่คนเขาให้การมา รวมทั้งแผลเป็น บอกว่าชื่อ
นายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่เคยปรากฏว่า ในวันที่นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างนี้
จะต้องมีคนมานั่งใกล้ชิด กำกับอยู่ด้วย นายกรัฐมนตรีควรมีสติ มีปัญญาที่จะตัดสินวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีคนกำกับ

ผม สงสัยว่า นายโภคิน พลกุล ไปนั่งอยู่ทำไมในเวลานั้น ไม่ใช่หน้าที่ของนายโภคิน ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะให้นายโภคินล่วงรู้
เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตัดสินใจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกันตัดสินใจเท่านั้น
แต่เรื่องนี้แม้พลเอกชวลิตจะมาพูดกับคนทั้งชาติว่ารู้กัน 3 คน แต่ที่จริงรู้กัน 4 คน นายโภคินนั่งอยู่ด้วยตลอดในเวลา 1 ชั่วโมง
ที่หารือกันเรื่องนี้ หารือกันวันที่เท่าไร ท่านประธานครับ วันที่ 29 มิถุนายน เป็นวันอาทิตย์ เวลา 9.30 นาฬิกา เป็นต้นไป

ตรง นี้ พลเอกชวลิต แสดงพิรุธอีก เพราะพลเอกชวลิตบอกกับสภานี้ว่าได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะประกาศที่จะให้ ค่าเงินบาท
ลอยตัวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ความตรงนี้มีนัยที่น่าสนใจมาก

ท่าน ประธานครับ พลเอกชวลิตคล้ายๆ จะบอกกับสภานี้ว่า ตัดสินใจวันที่ 1 รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 2 ประกาศเลย เหมือนกับเป็นการ
ป้องกันตัวไว้ก่อนว่าไม่มีใครหยิบฉวยจังหวะตรงนี้ไปหา ประโยชน์ได้หรอก ความจริงไม่ใช่ ไปปรึกษาการตัดสินใจครั้งสุดท้าย
วันที่ 29 มิถุนายน เป็นวันอาทิตย์ 9.30 น.

ก่อน หน้านี้มีคนนั่งกันอยู่ในห้องหลายคนมีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ มีสภาพัฒน์ฯ พอ 3 คนนี้เข้าไปก็ให้คนอื่นออก
แต่เหลือนายโภคินเอาไว้ แล้วตัดสินใจเสร็จ จากวันที่ 29 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ รุ่งขึ้นวันที่ 30 เป็นวันจันทร์ วันที่ 1 กรกฎาคม
เป็นวันอังคาร

พล เอกชวลิต มาพูดที่นี่ว่า วันที่ 1 เป็นวันหยุดกลางปีของธนาคาร ใครรู้อะไรก็ทำอะไรไม่ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยหยุด
ท่านประธานครับ ธนาคารฮ่องกง ธนาคารสิงคโปร์ไม่หยุด รู้ล่วงหน้า 2 วัน ทำเงินได้หลายพันล้านบาทครับ ถ้าคนนั้นมีเงิน
ในระดับที่จะไปลงทุนได้

ความ สองประการนี้เป็นพิรุธ พิรุธเรื่องที่บอกว่ารู้กัน 3 คน ทั้งๆ ที่รู้กัน 4 คน พิรุธเรื่องที่บอกว่า ตัดสินวันที่ 1 ทั้งๆ ที่ตัดสิน
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พิรุธนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอย่างไร สงสัยว่า เอาเวลาช่วงที่ขาดไปนั้นไปให้พรรคพวกของตัวเองได้ไป
ซื้อเงินดอลลาร์ไว้ล่วง หน้า ไปซื้ออัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้าแล้วทำกำไร

ท่าน ประธานที่เคารพครับวันนี้ผมยอมบาป คนที่ผมสงสัยมากที่สุดนั่งอยู่ตรงนั้นครับ ด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ครับ
ผู้ต้องสงสัยของผม ท่านด็อกเตอร์ทักษิณไม่ได้ทำบาปอะไรหรอกครับ ที่ผมสงสัยคือสงสัยว่ารัฐมนตรีโภคินจะเป็นคนบอก
ความลับเรื่องนี้กับ ด็อกเตอร์ทักษิณ แล้วด็อกเตอร์ทักษิณไปซื้อขายเงินไว้ล่วงหน้าทำกำไร

ท่าน ประธานที่เคารพครับ ได้กำไรไปเยอะในขณะที่คนในชาติน้ำตาไหลกันทุกคน ผมไม่แปลกใจว่า หลังจากนั้นไม่นาน
ได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ก็เก่งขนาดทำเงินได้ 2 วัน 4,000,000,000 บาท ถึง 5,000,000,000 บาท
ก็น่าจะให้เป็นหรอกครับ

ท่าน ประธาน นี่เป็นข้อสงสัยของผม ผมคาดคะเนสงสัยด้วยเหตุผลแวดล้อมอย่างนี้และผมมีประจักษ์พยานหลักฐานว่า
หลังจากนายโภคินได้รับความลับเรื่องนี้ ได้มีการโทรศัพท์ติดต่อกับด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เสียอย่างเดียวว่า ผมไม่มีหูทิพย์
ว่าพูดกันอย่างไรเท่านั้นเองครับ แต่ผมสงสัย และผมรู้ว่านายโภคินได้พูดความลับเรื่องนี้กับคนอื่นอีก ถ้าท่านรัฐมนตรีโภคิน
สงสัยฟ้องศาล จะได้รู้ว่า คนที่ท่านบอกนั้นจะเป็นพยานให้ท่านหรือจะเป็นพยานให้ผม

การ ที่มีคนรู้ความลับและเอาความลับไปเปิดเผยแล้วไปหาประโยชน์กันมันผิดทั้ง คุณธรรม ทั้งจรรยา ผมต้องเรียนกับ
ท่านประธานตรงๆ นะครับ ผมไม่สามารถจะสงสัยคนอื่นที่เปิดเผยความลับได้หรอกนอกจากรัฐมนตรีโภคิน เพราะว่า คนแรก
คือนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่า ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นนายกรัฐมนตรีคงไม่บอกด้วยปากตัวเอง

คน ที่ 2 คือ รัฐมนตรี ทนง ถึงจะเคยมีความสัมพันธ์กับด็อกเตอร์ทักษิณมาก่อน ทำงานอยู่ด้วยกัน แต่ศักดิ์ศรีขุนคลัง
ของประเทศคงไม่เปิดปาก คนที่ 3 คือ นายเริงชัย มะระกานนท์ ที่รู้เรื่อง เขาเป็นลูกหม้อธนาคารแห่งประเทศไทย
แบงก์ชาติ ผมว่า จิตวิญญาณเขาคงหนักแน่นไม่ทำอย่างนั้น คนที่ 4 ซึ่งไม่เกี่ยวกับเขาละสิครับไปนั่งอยู่ด้วยนี่สิครับ
ไม่ให้ผมสงสัยได้อย่างไร นี่คือเหตุผลครับ ท่านประธานครับ...."

พรุ่งนี้ มาดูว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เคยชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องเหล่านี้ ว่าอย่างไร?

ข้อสรุปสุดท้ายของคดีนี้ ลงเอยอย่างไร ? ทำไมนายสุเทพถึงรอดพ้นความผิด ศาลฎีกายกฟ้อง ?
และมีข้อ "สงสัย" ใด ยังค้างคาอยู่ ?

นี่คือประวัติศาสตร์สำคัญ ที่ควรบันทึกไว้อย่างยิ่ง !

สารส้ม
วันที่ 10/4/2008




ผมเห็นพ้องกับ'เภก 800' เรื่อง'ฝีมือ'ล้วงความลับ'ค่าเงินบาท'....

ถ้าคุณชวน หลีกภัยมีความสามารถสักเล็กน้อย ไม่ต้องเท่าเทียมกับ'บิดา'ของ'เภก 800'
ไม่มีคุณธรรม และ จริยธรรมในจิตใจ....
ก็จะร่ำรวยมหาศาลแล้ว เพราะเป็น'นายกรัฐมนตรี' นั่งในที่ประชุม....

ไม่ได้เป็น'รองนายกรัฐมนตรี' ที่นั่งในที่ประชุมไม่ได้
ต้องไหว้วานให้คนที่หน้าด้านนั่งในที่ประชุม'ส่งข่าว' ให้....
เป็นหนี้บุญ ต้องตอบแทนเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรี....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2008, 12:59 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #59 เมื่อ: 16-04-2008, 12:57 »

ถ้า'บิ๊กจิ๋ว'ไม่ได้เป็นโรค'อัลไซเมอร์'
น่าจะรู้ว่าเงินซื้อพรรค ควม. และ สส.ในสังกัด'ป๋าเหนาะ' นั้น
มาจากเงินส่วนไหน ที่ไหน

'เภก 800' ไม่รู้เรื่องนีหรอก เพราะตัวเลขมากกว่า '800'.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #60 เมื่อ: 16-04-2008, 21:36 »

ถอดรหัสคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค่าเงินบาท ย้อนรอย วิกฤต’40 เปิดขบวนการปล้นชาติ - ตอนที่ 1: เวลา 4 ทุ่ม กับคืนที่ทักษิณรู้ข่าวลดค่าเงินบาท
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 16 เมษายน 2551 17:47 น.
 
 
       
        “ เขาพูดกันว่า คนที่เป็นนักธุรกิจส่งนอก บอกว่าเดี๋ยวนี้เงินบาทแข็งเกินไป แต่ก่อนนี้เงินบาทลอยไป ไม่ต้องมีเครื่องบิน ไม่ต้องมีบอลลูนหรอก มันลอยขึ้นไป พวกที่หัวใสในทางเก็งราคา ก็เก็งราคาดอลลาร์ ไปซื้อดอลลาร์ เพราะทราบว่าจะลอย ก็ซื้อดอลลาร์มากมายทีเดียว เมื่อลอยก็ขายได้กำไร ถ้าซื้อล้านบาทก็ได้กำไรกลับคืนมาสองล้านบาทภายในไม่กี่เดือน” – พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววันที่ 4 ธันวาคม 2541

       
       
ข่าวเชิงวิเคราะห์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

       
       ย้อนรอยคดีค่าเงินบาท หลังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค่าเงินบาทที่ “โภคิน” แพ้ “สุเทพ” พบทักษิณเคยยอมรับกลางสภาได้รับโทรศัพท์ตอน 4 ทุ่มมาคาบข่าวก่อนลอยค่าเงิน ตะลึงเงินไหลออกสุทธิ 3 วันเกือบ 5 หมื่นล้านบาท หลัง “ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์ฟันธงลดค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540
       
       จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 5730/2550 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550 ที่ได้ยกฟ้องคดีความที่นายโภคิน พลกุล ในฐานะอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น โจทย์ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้อภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 เรื่องการลดค่าเงินบาท โดยนายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่านายโภคินได้นำมติจากที่ประชุมลับเรื่องการลดค่าเงินบาท ไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์ ตามที่ได้ปรากกฏเป็นข่าวแล้วนั้น
       
       หากได้ย้อนเวลากลับไปตามวันและเวลาก่อนลอยค่าเงินบาท ได้พบที่น่าสังเกตุและมีพิรุธดังต่อไปนี้
       
       วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 เป็นวันหยุดราชการ ผู้บริหารแบงก์ชาติ 6 คน(นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์, นางธัญญา ศิริเวคิน, นายศิริ การเจริญดี , นายบัณฑิต นิจถาวร , นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน และ นางเกลียวทอง เหตระกูล) พิจารณาทั้งวันแล้วมีมติ ให้ลอยค่าเงินบาทและเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตามที่เคยหารือกับไอเอ็มเอฟมาก่อนหน้านี้ และมีการโทรศัพท์ให้นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าแบงก์ชาติได้รับทราบ โดยไม่มีการแจ้งให้ฝ่ายการเมืองทราบอย่างทันท่วงที
       
       วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2540 เปิดทำการวันแรก ทุนสำรองสุทธิอยู่ที่ประมาณ 4,883 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
       
       วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2540 เปิดทำการวันที่สองแบงก์ชาติทำสัญญา SWAP กับเอกชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ทุนสำรองสุทธิค่อนข้างคงที่
       
       วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2540 แบงก์ชาติทำสัญญา SWAP กับเอกชนเพิ่มขึ้น เงินไหลออกนอกประเทศจนทุนสำรองสุทธิลดลง 208 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5,200 ล้านบาท) ทุนสำรองสุทธิเหลือประมาณ 4,675 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
       
       วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 มีการทำสัญญา SWAP เพิ่มอีกเช่นเคย ผู้บริหารแบงก์ชาติ เข้าพบนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อนายทนงได้เห็นทุนสำรองสุทธิที่เหลือน้อยมากไม่สามารถปกป้องค่าเงินบาทได้แล้ว จึงให้นโยบายว่าให้แบงก์ชาติต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่แบงก์ชาติกลับบอกว่าจะกลับไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของแบงก์ชาติทั้งๆ ที่ได้มีการประชุมผู้บริหารไปก่อนหน้านี้แล้ว
       
       วันนั้นนอกจากผู้บริหารของแบงก์ชาติทั้ง 7 คนแล้ว นายทนง พิทยะ รัฐมตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ย่อมรู้ดีว่าจะต้องมีการเปลี่ยนระบบค่าเงินด้วย เพราะได้เห็นสถานภาพของทุนสำรองระหว่างประเทศจนหมดสิ้นแล้ว
       
       ปรากฏว่าวันเดียวกัน เงินไหลออกนอกประเทศ จนทุนสำรองสุทธิลดลงไปอีก 417 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 10,425 ล้านบาท) หรือเงินไหลออกนอกประเทศสุทธิเกือบ 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับก่อนหน้าหนึ่งวัน ทำให้ทุนสำรองสุทธิเหลือประมาณ 4,258 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
       
       วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2540 ปรากฏว่า เงินไหลออกสุทธิเพิ่มหนักมากขึ้นประมาณถึง 1,408 ล้านเหรียญสหรัฐฯในช่วงเวลาเพียงแค่วันเดียว (ประมาณ 35,200 ล้านบาท) เทียบเป็น 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า 1 วัน หรือคิดเป็นกว่า 6 เท่าตัวเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า 2 วัน เป็นผลทำให้ทุนสำรองสุทธิลดลงเหลือเพียง 2,850 ล้านเหรียญสหรัฐฯเท่านั้น
       
       วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2540 เป็นวันหยุดทำการไม่มีธุรกรรมใดๆ นายทนง พิทยะ ได้ตกลงกับ นายเริงชัย มะระกานนท์ และนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ว่าจะไปเรียนนายกรัฐมนตรี ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540
       
       วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 เป็นวันหยุดทำการเช่นเดียวกัน เวลา 9.30 น. นายทนง พิทยะ, นายเริงชัย มะระกานนท์, นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เข้าร่วมประชุมเพื่อแจ้งว่าจะมีการลอยค่าเงินบาท โดยมีนายโภคิน พลกุล ร่วมประชุมอยู่ด้วย (ตามคำพิพากษาศาลฎีกา)
       
       วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลงนามให้ประกาศลอยค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 โดยนายเริงชัย มะระกานนท์ อ้างว่าเพื่อให้ปิดงวดบัญชีครึ่งปีในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นวันหยุดทำการของแบงก์ชาติ
       
       แต่ในวันดังกล่าว แบงก์ชาติกลับไปทำ SWAP เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกับเอกชนเป็นจำนวนถึง 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่น่าจะรู้ดีว่าการทำ SWAP กับเอกชนในวันนั้นเมื่อถึงกำหนดคืนเงินเหรียญสหรัฐฯตามสัญญา SWAP จะต้องขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการลอยค่าเงินบาทอย่างย่อยยับและเอกชนคู่สัญญาก็น่าจะได้กำไรไปอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน
       
       ตามคำพิพากษาศาลฎีการะบุคำพิพากษาในการยกฟ้องที่นายโภคิน พลกุล ฟ้องร้องต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณความตอนหนึ่งว่า
       
       “การที่จำเลยที่ 1 (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรว่า โจทก์ (นายโภคิน พลกุล )ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการประชุมตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริง ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง”
       
       ส่วนเรื่องที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายสงสัยว่า นายโภคิน พลกุล เป็นคนบอกความลับเรื่องนี้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณนั้น ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า
       
       “การกระทำของพลเอกชวลิตที่ยอมให้โจทก์ (นายโภคิน พลกุล) ได้ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศและประชาชนจำนวนมากเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วันทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการตัดสินใจในครั้งนี้เลย
       
       และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ตัวพลเอกชวลิต นายทนง และนายเริงชัย เป็นข้อพิรุธสำคัญ
       
       ประกอบกับพันตำรวจโททักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้
       
       การตั้งข้อสงสัยดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงมีมูลเหตุเพียงพอที่จะให้ตั้งข้อสงสัยเช่นนั้นได้ ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยอย่างเลื่อยลอย”
       
       สิ่งที่น่าสนใจในการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 นั้น ได้ปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ลุกขึ้นยืนตอบการอภิปรายในครั้งนั้น ตามรายงานการประชุมสภาผู้แทนฯชุดที่ 20 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25-26 (สมัยสามัญครั้งที่ 2 เล่ม 21 พ.ศ. 2540 ) หน้า 179 -181 ว่า:
       
       "เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม (2540) กลางคืนวันนั้น บังเอิญผมทานข้าวกับผู้ใหญ่ที่ผมนับถือร่วมกับนักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนหนึ่ง ประมาณ 4 ทุ่มมี “คน” โทรมาบอกผมว่า ได้มีการพบปะกันอย่างซีเรียสมากที่ทำเนียบ มีคน 4 คนคือ นายกฯ (พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ), นายเริงชัย มะระกานนท์ (ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยขณะนั้น), นายทนง พิทยะ และ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ (รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) เพราะผมรู้ว่า นายชัยวัฒน์ เป็นผู้จัดการกองทุนรักษาระดับ ผมเลยเดาแล้วยังบอกกับผู้ใหญ่คนนั้นกับนัก นสพ.อาวุโสว่า สงสัยจะมีการลดค่าเงินบาทแน่ เพราะถ้ามีผู้จัดการทุนรักษาระดับเข้าไปร่วมด้วยในการพิจารณาซีเรียสอย่างนั้น ผมเดาว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือคือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ครับ ผมอยู่กับท่านวันที่ 1 กรกฏาคม ตอน 4 ทุ่ม"
       
       เพราะวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นวันหยุดทำการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย การอ้างว่ารู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวเพื่อลดค่าเงินบาทในวันดังกล่าวนั้นก็เพื่อจะบอกต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าแม้จะรู้ข้อมูลก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลค่าเงินบาทได้ก็ควรต้องรู้ข้อมูลก่อนคืนวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2540

 
   
 
 
       แต่จากหลักฐานที่ปรากฎพบว่า หน้าปกมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2540 ได้ขึ้นรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมกับพาดหัวด้วยคำว่า “อัศวินแห่งคลื่นลูกที่ 3 ทักษิณ ชินวัตร เปิดถ้วยไฮโล-ควบดาวเทียม ฟันธง ลดค่าเงินบาท” การสัมภาษณ์ครั้งนั้นได้เกิดที่ห้องไดนาสตี้ โรงแรมเซ็นทรัล “ในวันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2540”
       
       วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฟันธงว่าจะลดค่าเงินบาทนั้นห่างกันถึง 7 วัน จากเวลา 4 ทุ่มของคืนวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2540 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าเพิ่งจะรู้ข่าวเพราะมีคนโทรมาบอก
       
       พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฟันธงเรื่องการลดค่าเงินบาทได้อย่างไรทั้งๆ ที่ ในเวลานั้นเรื่องของทุนสำรองระหว่างประเทศและภาระผูกพันการทำ SWAP ของแบงก์ชาตินั้นเป็นความลับสุดยอด การกำหนดวันเวลาการลดค่าเงินจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
       
       ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “รู้ไส้” ข้อมูลว่าจะมีการลดค่าเงินตั้งแต่วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2540 นั่นหมายถึงว่าข่าวการลดค่าเงินนั้นไม่น่าจะสงสัย นายโภคิน พลกุล เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แต่อาจจะมีคนในแบงก์ชาติที่ได้ประชุมกันว่าจะลดค่าเงินตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2540 เป็นคนบอกข่าวล่วงหน้าด้วยหรือไม่?
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแบงก์ชาติที่ประชุมลอยค่าเงินบาท ที่มีความเจริญก้าวหน้ามากที่สุดในตำแหน่งทางการเมืองและสถาบันการเงินหลายแห่งในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็คือ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการแบงก์ชาติในสมัยนั้นที่ปัจจุบันก็ยังเป็นประธานกรรมการ บริษัท เอสซี แอสเสท (มหาชน) จำกัด ที่ได้ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในกิจการแห่งนี้
       
       นับตั้งแต่วันที่ 24 – 30 มิถุนายน 2540 ถ้านับเฉพาะวันทำการของแบงก์ชาติ พบว่ามีคนนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯในรูปแบบต่างๆ เป็นตัวเลขเงินไหลออกสุทธิประมาณไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ถ้านำมาแลกกลับเป็นบาทตอนอ่อนค่าลงเป็น 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ก็จะได้กำไรไปประมาณ 5 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ โดยเงิน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯนั้นก็จะได้กำไรไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หรือถ้านำมาเงินดังกล่าวแลกกลับตอน 40 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯก็จะได้กำไรไปประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และถ้านำมาแลกในช่วงค่าเงินบาทอ่อนตัวลงที่ 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯก็จะทำกำไรไปอย่างมโหฬารถึง 5 หมื่นล้านบาท
       
       นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 ความตอนหนึ่งว่า
       
       “คนนี้เอาเปรียบคนไทยทั้งชาติ คนนี้เอาข้อมูลภายในไปแสวงหาประโยชน์ มีข่าวลือกันมากในตลาดการเงินในประเทศไทยว่า ขาใหญ่ที่ร่ำรวยนั้น รวยถึงขนาดมีการันตีได้ว่า เลือกตั้งคราวหน้าสบายกันทุกคน.....
       
       “ ท่านประธานที่เคารพครับวันนี้ผมยอมบาป คนที่ผมสงสัยมากที่สุดนั่งอยู่ตรงนั้นครับ ด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ครับผู้ต้องสงสัยของผม ท่านด็อกเตอร์ทักษิณไม่ได้ทำบาปอะไรหรอกครับ ที่ผมสงสัยคือสงสัยว่ารัฐมนตรีโภคินจะเป็นคนบอกความลับเรื่องนี้กับด็อกเตอร์ทักษิณ แล้วด็อกเตอร์ทักษิณไปซื้อขายเงินไว้ล่วงหน้าทำกำไร”
       
       “ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านได้กำไรไปเยอะในขณะที่คนในชาติน้ำตาไหลกันทุกคน ผมไม่แปลกใจว่า หลังจากนั้นไม่นาน ได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ก็เก่งขนาดทำเงินได้ 2 วัน 4 พันล้านบาท ถึง 5 พันล้านบาท ก็น่าจะให้เป็นหรอกครับ
”
       
       “ท่านประธาน นี่เป็นข้อสงสัยของผม ผมคาดคะเนสงสัยด้วยเหตุผลแวดล้อมอย่างนี้และผมมีประจักษ์พยานหลักฐานว่า หลังจากนายโภคินได้รับความลับเรื่องนี้ ได้มีการโทรศัพท์ติดต่อกับด็อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เสียอย่างเดียวว่า ผมไม่มีหูทิพย์ว่าพูดกันอย่างไรเท่านั้นเองครับ แต่ผมสงสัย และผมรู้ว่านายโภคินได้พูดความลับเรื่องนี้กับคนอื่นอีก ถ้าท่านรัฐมนตรีโภคินสงสัยฟ้องศาลจะได้รู้ว่าคนที่ท่านบอกนั้นจะเป็นพยานให้ท่านหรือจะเป็นพยานให้ผม”
       
       10 ปีผ่านไปศาลฎีกานอกจากจะยกฟ้องคดีค่าเงินบาท ที่นายโภคิน พลกุล ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณแล้ว ศาลฎีกายังได้พิพากษาอีกด้วยว่า นายโภคิน พลกุล ไม่ได้รับความเสียหายจากการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจครั้งนั้นอีกด้วย โดยระบุเอาไว้ในคำพิพากษาความตอนหนึ่งว่า:
       
        “ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง เนื่องจากก่อนเป็นนักการเมืองโจทก์เป็นนักวิชาการไม่มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก ทั้งไม่เคยทำธุรกิจค้าขายร่วมกับชาวต่างประเทศและเสียภาษีเพียงปีละหลักพันบาทเท่านั้น ”
       
       พ.ศ.2546 นายโภคิน พลกุล ได้เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรากฏว่านายโภคินมีทรัพย์สิน 22,584,577 บาท ไม่มีหนี้สิน ภรรยามีทรัพย์สิน 84,371,703 บาท มีหนี้สิ้น 8,261,376 บาท ภรรยามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 76,110,327 บาท บุตรยังที่ไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน มีทรัพย์สิน 368,087 บาท ไม่มีหนี้สิ้น
       
        นายโภคิน พลกุล เสียภาษีปีละหลักพันบาทแต่กลับมีทรัพย์สินของครอบครัวที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ในเวลาต่อมาร่วมร้อยล้านบาท ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากที่ได้ผ่านเหตุการณ์ในการลอยค่าเงินบาทในวันนั้นได้ผ่านชีวิตที่ล่มสลาย ล้มละลาย ตกงาน แทบสิ้นเนื้อประดาตัว ในขณะที่มีคนบางกลุ่มได้ร่ำรวยในชั่วพริบตา กลายเป็นนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000044663
 



ร่วมผสมโรงกับคุณจีรศักดิ์.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า



ตอกย้ำ'บิดา'ของ'เภก 800'
เก็งค่าเงินบาทได้เหนือกว่าคุณชวน หลีกภัย.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
หน้า: 1 [2]
    กระโดดไป: