ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
26-01-2020, 03:05
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  พปช.มีมติเอกฉันท์รื้อ รธน.ทั้งฉบับ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
พปช.มีมติเอกฉันท์รื้อ รธน.ทั้งฉบับ  (อ่าน 487 ครั้ง)
(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« เมื่อ: 09-04-2008, 11:49 »

พปช.มีมติเอกฉันท์รื้อ รธน.ทั้งฉบับ [ไทยรัฐ 9 เม.ย. 51 - 04:48]
 
เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 8 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุม ครม.ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้กำลังถกเถียงกันอยู่ สุดท้ายพรรครัฐบาล 6 พรรค มีท่าทีร่วมกันว่าจะแก้ทั้งฉบับ หวังใจว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีใครเอามาเป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยาก เมื่อถามว่า พรรคชาติไทยมีมติขอแก้เพียงบางมาตรา นายสมัครตอบว่า จะเอามาตราไหนเลือกเอา แก้บางมาตราก็ได้ประโยชน์ แก้มาก แก้น้อยก็ได้ประโยชน์ เมื่อถามกรณีที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบางคนออกมาเสนอให้แก้มาตรา 291 เพื่อปลดล็อกเปิดกว้างให้มีส่วนร่วมในการแก้รัฐธรรมนูญมากขึ้น จะนำจุดนี้ไปพิจารณาหรือไม่ นายสมัครตอบว่า เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของตน ไม่มีความเห็น เมื่อถามว่า วิปรัฐบาลบอกว่าบางมาตราจะส่งผลให้เกิดความรุนแรง นายสมัครตอบว่า ถามหน่อยแก้รัฐธรรมนูญทำไมต้องรุนแรง เหตุใดต้องรุนแรง ผู้สื่อข่าวคิดว่ามันรุนแรงมั้ย กฎหมายมันเขียนธรรมดาไม่ถูกต้อง เราก็แก้ให้ถูกต้อง แล้วจะเกิดความรุนแรงอย่างไร คนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้เป็นคนชอบกลแท้ๆ เลย เขาเขียนได้ก็แก้ได้ แก้กฎหมายก็แก้กันอยู่ทุกวัน กฎหมายเขียนด้วยคน คนก็เป็นผู้แก้ ตอนร่างก็บอกว่าไม่ชอบใจแก้ไขได้ แก้ไขง่าย แต่พอเสร็จแล้วกลับไม่ให้แก้

“สมัคร” ยืนกรานไม่ต้องทำประชามติ

เมื่อถามว่า จะเสนอให้มีการลงประชามติหรือไม่ นายสมัครตอบว่า เมื่อก่อนจะแก้รัฐธรรมนูญจะต้องทำประชามติหรือไม่ ยุติธรรมกับคนหรือไม่ ประชาชนลงประชามติยุติธรรมหรือไม่ ใครร่างก็ไม่รู้แล้วให้ประชาชนมาลงคะแนน ถ้าสภาผู้แทนราษฎรร่างแล้วให้มีการลงประชามติก็ไม่มีปัญหา ถ้าเขาอยากจะทำ แต่การลงประชามติใช้งบประมาณครั้งละ 2 พันล้าน กฎหมายทุกฉบับต้องลงประชามติด้วยหรือ รัฐธรรมนูญต่างจากกฎหมายทั่วไปเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เมื่อถามว่า จะถูกมองไม่เหมาะสมหาก ส.ส.เป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากพรรคพลังประชาชนกำลังตกเป็นจำเลยคดียุบพรรค นายสมัครตอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงโมโหว่า “อย่ามาว่าเป็นจำเลยนะ จำเลยอะไร” ผู้สื่อข่าวถามว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนอาจโดนใบแดง และมีสิทธิถูกยุบพรรค นายสมัครตอบว่า เรื่องของเขาถ้าจะมองว่าไม่เหมาะสม ตกลงว่าถ้าแก้แล้ววันข้างหน้าได้ ประโยชน์หรือไม่ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องนายยงยุทธ สมควรแก้หรือไม่ วันข้างหน้าเลือกตั้งใหม่พรรคการเมืองก็โดนอย่างนี้อีกเป็นอย่างไร อันนี้จะทำเพื่อวันข้างหน้า

ย้ำให้ ส.ส.เป็นคนร่างไม่ตั้ง ส.ส.ร.

เมื่อถามว่า รัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 มี ส.ส.ร. ร่วมร่าง คิดว่าควรจะมี ส.ส.ร.ร่วมร่างหรือไม่ นายสมัครตอบว่า รู้จักระบบรัฐสภาหรือไม่ รัฐสภาเริ่มจากการเลือกตั้ง ส.ส. และมีฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ จะต้องมีใครมาช่วยร่างกฎหมายอีกหรือ ขัดแย้งไม่แย้งก็ให้ทำงานไปก่อนไม่เห็นต้องเดือดร้อน ทำไมต้องเดือดร้อนกันหนักหนา มีสภาไว้ทำไม ถ้าคนสภาทำกฎหมายไม่ได้แล้วทำอย่างไร แต่ก่อนคณะปฏิวัติเขายึดอำนาจมา ตั้งสภามาเอง ไม่เห็นแสดงความห่วงกันเลย แม้ว่าคณะปฏิวัติเขาจะเปิดโอกาสให้ลงประชามติ แต่นั่นเขาเรียกมัดมือชก ใครก็ไม่รู้มาร่างแล้วให้ประชาชนทั้งประเทศลงคะแนนนั่นหรือดี รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับชาวบ้านไม่ได้อ่าน แล้วต้องไปลงคะแนนเอาไม่เอา อย่างนั้นยังไม่เห็นอีกหรือ มันไม่เข้าท่า

ย้อนมันเลวตรงไหน ส.ส.เขียน รธน.

เมื่อถามว่า หาก ส.ส.ร่างอะไรมาแล้วประชาชนต้องใช้หรือไม่ นายสมัครตอบว่า แล้วเป็นอย่างไร ส.ส.มาจากไหน อยู่ดีๆ ส.ส.ผุดจากดินขึ้นมาทำหรือ แล้วที่เลือกตั้งกันมาไม่เห็นหรือ ระบบบ้านเมืองเป็นอย่างไร มีระบบรัฐสภาทำงานไม่พอใจ เอาคนอื่นมา มันชอบกล ทำไมมันเลวอย่างไร คนที่ประชาชนเลือกมา เขาจะทำหน้าที่ก็ไม่ให้เขาทำ เมื่อถามว่า เรื่องนี้เป็นข้อเสนอจากหลายฝ่าย นายสมัครตอบว่า ก็เสนอไป แต่มันไม่ เข้าท่า มีระบบสภาแล้วอยากจะทำอะไรให้คนนอกช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยแก้ ไม่เข้าท่าๆ มันมีระบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว สภามีคนประกอบด้วยคน 480 คน จะทำหน้าที่ยังมีวุฒิสมาชิกอีก 200 คน มีอะไรครบถ้วนแล้ว แต่ทำไมไปถวิลหาคนอื่น เมื่อถามว่า รัฐธรรมนูญ 40 ที่พรรคพลังประชาชนจะนำมาเป็นร่างที่มาจากภาคประชาชนและ ส.ส.ร. นายสมัครตอบว่า ภาคประชาชนทะเลาะกันมาตั้งแต่ปี 2534 พรรคการเมืองไม่ไว้ใจกันเองเลยเอาคนกลางมาทำ นอกจากนั้น พรรคการเมืองยังไม่ไว้วางใจกัน ตัดสินใจลากตั้งกันมาแล้ว มีสภาแล้วก็จะทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตั้งคนกลางมาทำ ส.ส.ร.ก็คนเดินดินกินข้าวแกง

“ขอถามว่า ผู้สื่อข่าวถามไม่เข้าท่าไปหาคนอื่นมาช่วยถามเลยดีกว่า ไม่ไปเอานักศึกษาวารสารศาสตร์ปี 4 มาถามแทน รู้สึกอย่างไร มันคืออาชีพลองคิดดูสิว่า ผมก็มาตามเส้นทางของผมกำลังจะทำงานบอกไม่ไว้วางใจ ให้คนอื่นมาได้อย่างไร เอาไปคิดดูแล้วกัน” นายสมัครกล่าวตัดบท

อ้างพูดในรายการวิทยุไม่รุนแรง

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อรายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดยส่วนใหญ่ รู้สึกชอบรายการดังกล่าว แต่มีเสียงวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับการใช้ถ้อยคำรุนแรงของนายกรัฐมนตรี นายสมัครตอบว่า ก็โอเค แล้วคิดว่ารุนแรงไหม ไม่เห็นรุนแรงตรงไหน

ชี้เหตุด่าหมอดูทำบ้านเมืองเสียหาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเช้าไปร่วมงานทำบุญเนื่องในวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ได้สอบถามคนที่ขึ้นไปทำพิธีกับหมอดูหรือไม่ นายสมัครตอบว่า เมื่อเช้าเปิดทำงานหลังจากหยุดมา 3 วัน ก็ไปช้ากว่าธรรมดา แต่แจ้งไปแล้วว่าให้ทำพิธีก่อนไม่ต้องรอ ให้ปลัดกระทรวงจุดธูปเทียนดำเนินการ ตนไปทีหลัง ไปถึงพิธีจวนจะเสร็จพอดี แต่ไปทันถวายของ ไม่ได้คุยอะไร เมื่อถามว่านายลักษณ์ เรขานิเทศ หมอดูฟันธง ออกมาระบุว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ได้ไม่นานว่า นายสมัครตอบว่า หมอลักษณ์ ใช้ธงผืนใหญ่เกินเหตุ ฟันธงเขาใช้ธงธรรมดา แต่พวกไลน์แมนใช้ธงเบ้อเริ่ม ผืนโต ตนฟังแล้วก็ต้องอ่านไทยรัฐ ข่าวเรียบร้อย ก็ไปตามข่าวแล้วแต่เขา ไม่วิพากษ์วิจารณ์ เดี๋ยวเป็นข่าวอีก เมื่อถามว่า นายกฯเชื่อหรือไม่ นายสมัครตอบว่า ไม่อยากออกความเห็นแล้ว โดนคนว่า ออกความเห็นอย่างที่คนธรรมดาพึงออก จะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องส่วนตัว ตนก็คุยหลายเรื่อง พาดพิงถึงเรื่องหมอดูธรรมดา ไม่เป็นอันตรายกับใคร แต่ที่ตำหนิเพราะมันเสียหายกับบ้านเมือง เสียหายกับคนอื่น เพราะเอาชื่อตน ไปพาดพิง มีเหรอคนอย่างนายสมัครจะปฏิวัติ มีได้อย่างไร เมื่อถามว่า นายกฯได้ไปดูดวงบ้างหรือไม่ นายสมัครตอบว่า ดูทำไม มันของธรรมดา จะดูอะไรเรื่องส่วนตัว ธรรมดา ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเสียหาย

พปช.ให้กำลังใจเชียร์ “การุณ”

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พรรคพลังประชาชน ได้มีการประชุมพรรคมี ส.ส.และแกนนำเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า มีนายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยนายชัย หยิบยกกรณีนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.ถูกกล่าวหาถีบนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาหารือกันอย่างกว้างขวางแล้วเห็นว่าไม่ได้ทำตามข้อกล่าวหา เพราะน้ำหนักและส่วนสูงเสียเปรียบนายสมเกียรติมาก คงเป็นการวิวาทะกันมากกว่า เนื่องจากนายการุณได้ดูการถ่ายทอดสดการรวมตัวของกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน อีกทั้งยังได้ฟังการพูดของนายสมเกียรติทั้งในเวทีพันธมิตรฯและที่ประชุมสภาจึงเกิดบันดาลโทสะ เดินไปถามนายสมเกียรติว่าสิ่งที่พูดถึง ส.ส.พรรคพลังประชาชนในเวทีพันธมิตรฯหมายถึงใครบ้าง จึงเกิดการโต้เถียงกัน ดังนั้น ที่ประชุมจึงขอให้ กำลังใจนายการุณ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบของคณะกรรมการที่มี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯที่ตรวจสอบเรื่อง

พปช.ลงมติเอกฉันท์รื้อใหญ่ รธน.

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่มีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย เพราะเดินทางมาถึงพรรค ที่ประชุมได้ลงมติในเรื่องดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมพรรคพลังประชาชนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมพรรคได้มีการหารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง โดยเห็นว่ามีหลายประเด็นมีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยดังนั้น พรรคจึงเห็นว่าควรแก้ไขอย่างกว้างขวางหลายมาตรา โดยนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาเทียบเคียง ยกเว้นในหมวด 1-2 ที่ต้องคงเอาไว้ ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความจำนงร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน นพ. สุรพงษ์ตอบว่า หากทุกฝ่ายอยากเห็นบ้านเมืองก้าวหน้าก็อยากเชิญพรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการ ประชาชนเข้าร่วมว่าอยากเห็นการแก้ไขอย่างไร ส่วนกรอบการแก้ไขนั้น ต้องให้พรรคร่วมรัฐบาลไปคุยกันก่อน คาดว่าจะใช้เวลา 5-6 เดือน ต่อข้อถามว่า พรรคเพื่อแผ่นดินยังไม่ลงมติสนับสนุน นพ.สุรพงษ์ตอบว่า แต่ละพรรคต้องไปคุยกันก่อน แต่ในส่วนพรรคพลังประชาชนมีมติชัดเจนแล้วในส่วนพรรคร่วมคงจะมีการหารือกันในสัปดาห์หน้า

พลังประชาชนรดน้ำดำหัว “สมัคร”

ในระหว่างการประชุมพรรคพลังประชาชน สำนักเลขาธิการพรรค ได้จัดพิธีรดน้ำดำหัวขอพรนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เนื่องในวันเทศกาลสงกรานต์พร้อมเปิดให้ สื่อมวลชนเข้าสังเกตการณ์ด้วย โดยนายสมัครมีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาและได้กล่าวภายหลังสมาชิกพรรคร่วมรดน้ำดำหัว มีใจความว่า ขอบคุณที่จัดให้มีพิธีรดน้ำดำหัว แม้ที่ผ่านมามีการกระทบกระทั่งบ้าง แต่ไม่มีอะไร เพียงแต่คนทำหน้าที่นายกฯใหม่ 2 เดือน อาจชุลมุนวุ่นวายต้องเดินทางไม่รู้จักจบ แล้วบรรดาพรรคพวกทั้งหลายอาจต้องคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำให้ห่างเหินกันไปบ้าง แต่วันนี้ทำให้มีความผูกพันกัน คำอวยพรที่ได้ให้ตนนั้นถือเป็นกำลังใจที่ให้ทำงานต่อไปและตั้งใจไว้ว่าเมื่ออาสามาทำงาน ต้องทำงานให้ตลอดรอดฝั่ง งานการเมืองก็เป็นอย่างนี้เสมอ ในอดีตงานการเมืองไม่ค่อยยุ่งยากเหมือนสมัยนี้ แค่คะแนนเลือกตั้งครั้งแรกก็จวนเจียนเกือบเต็ม ครั้งหลังได้ 377 เสียงบรรยากาศ ความสะดวกต่างๆก็เรียบร้อยดี หัวหน้าคนเก่าท่านก็เป็นคนทันสมัย

ย้ำกลางพรรคไม่มีใครมาสั่งได้

เมื่อพูดมาถึงช่วงนี้นายสมัครได้ตัดบทพร้อมเชิญสื่อมวลชนออกจากห้องว่า “พอยังๆคุณจะเอาไปทำอะไรของคุณ พอแล้ว ผมก็พยายามให้มันพอสมควรคุณจะไปไหนก็ของคุณ จะได้คุยกันส่วนตัวบ้าง” ท่ามกลางเสียงหัวเราะของ ส.ส.ที่เข้าร่วมประชุม หลังจากสื่อมวลชนออกจากห้องประชุมไปหมดแล้ว นายสมัครกล่าวอีกว่า ได้เข้ามาการเมืองเหมือนช่วงหลังสงคราม แต่เราเข้ามาก็เหมือนชนะสงคราม เพราะการเลือกตั้งเป็นเครื่องพิสูจน์ ดังนั้นเราจะต้องมาช่วยทำงานให้ผ่านวิกฤติไปได้ และขอยืนยันว่าจะเข้ามาทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายโดยที่ไม่มีใครมาสั่งได้

กลุ่มชุมนุม “หมอเหวง” ยื่นหนังสือรื้อ รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการประชุมพรรคพลังประชาชน ได้มีม็อบประมาณ 100 คน สวมเสื้อสีแดง คาดหัวด้วยผ้าสีแดงมีข้อความว่า “ปฏิรูปรัฐธรรมนูญไม่เอารัฐธรรมนูญนอกระบบ” โดยชูป้ายมีข้อความว่า “รธน.50 กำหนดให้คนชั่วทำรัฐประหารพ้นผิด ทำลายภาคประชาชน” นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คพปร.) เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคพลังประชาชนเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 คืนมาโดยแก้ไขบางมาตรา มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลังในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ลงมารับเรื่อง พร้อมแจ้งมติที่ประชุมพรรคให้ทราบถึงแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญ โดยม็อบพอใจแลได้ตะโกนไชโยๆก่อสลายตัวกลับไป

ชท.ย้ำแก้ ม. 237 ไม่แตะ ม.309

วันเดียวกัน ที่พรรคชาติไทย นายอรรคพล สรสุชาติ สมาชิกพรรคชาติไทยและที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีแถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมพรรคชาติไทยได้ หารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นว่าในการแก้ไขนี้จะไม่แตะต้องมาตรา 309 ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เพราะหวั่นว่าจะมีปัญหาตามมา ส่วนมาตรา 237 ทางพรรคไม่ได้ติดใจในเรื่องของการยุบพรรค แต่อยากให้มีการปรับปรุงให้มีความชัดเจนมากขึ้น อยากให้ผู้ที่กระทำผิดอย่างแท้จริงได้รับโทษโดยตรง แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องมีการยุบพรรค หากปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เข้าไปมีส่วนร่วมในการทุจริต ก็สามารถโยงไปสู่การยุบพรรคได้

“บรรหาร” ไม่เห็นด้วยแก้ทั้งฉบับ

ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา ให้สัมภาษณ์ว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรา 237 เพราะมีปัญหาการบังคับใช้ แต่ไม่เห็นด้วยหากจะมีการแก้ไขทั้งฉบับ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาบานปลายและไม่สำเร็จ ทั้งนี้พรรคชาติไทยพร้อมสนับสนุนและร่วมลงชื่อกับพรรคพลังประชาชนในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 237 ส่วนจะมีมาตราอื่นๆ คงต้องมีการหารือกัน เพราะมาตรา 237 มันใช้ไม่ได้ และเคยทำหนังสือส่วนตัวโต้แย้งไปแล้วในชั้นการยกร่าง เพราะการทำผิดแค่คนเดียวจะเอาผิดยกพรรคไม่ได้ เหมือนหมาป่ากับลูกแกะ ลูกไม่ได้ทำแต่พ่อทำลูกก็ต้องโดนด้วย แบบนี้มันก็มีปัญหา เราเสนอแก้ให้มีการแก้ไขให้ชัดเจน ไม่ใช่ยกเลิกควรแก้ไขคำว่า “ให้ถือว่า” ให้มีความชัดเจน ในชั้นกรรมาธิการร่างกฎหมายก็บอกว่าความมุ่งหมายไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ไม่ห่วงการเมืองวุ่นวาย

นายบรรหารยังกล่าวถึงกรณีที่นายลักษณ์ เรขา-นิเทศ หมอดูชื่อดัง ระบุว่า หากเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ผู้ที่มีดวงเด่นชัดที่จะเป็นผู้นำที่สุดคือตนเองและนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภนั้น นายบรรหารตอบอย่างอารมณ์ดีว่า ขอยกให้นายสุวัจน์เป็นใหญ่ ตนคงไม่ไปแข่งกับใคร เพราะเคยเป็นมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่รู้สึกห่วงสถานการณ์ทางการเมืองตามที่หมอดูทำนายทายทัก เพราะอะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยให้มันเกิด

พผ.มีมติเสนอตั้ง กมธ.ศึกษาก่อน

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อแผ่นดิน นายไชยยศ จิระเมธากร โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า ที่ประชุมมีมติที่จะเสนอต่อวิปรัฐบาลให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญภาพรวม ทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้ไขเพียง 5 มาตรา ตามที่เป็นข่าว และเสนอให้ทุกพรรคตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญ โดยให้ตั้งบุคคลจากภายนอกขึ้นมาในรูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะตัดสัดส่วนของฝ่ายการเมืองออก เพื่อป้องกันข้อครหาในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ซึ่งพรรคพร้อมที่จะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่เกิดความขัดแย้งขึ้น เพราะในขณะนี้วิปรัฐบาลมีความเห็นที่จะให้แก้รัฐธรรมนูญในภาพรวมแล้ว อยากให้มีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร แต่ไม่ต้องถึงขั้นการทำประชามติเพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก

มัชฌิมาฯแทงกั๊กแก้ รธน.

วันเดียวกัน ที่บ้านพักสนามบินน้ำของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เปิดบ้านพักให้ ส.ส.ผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เข้ามารดน้ำขอพรเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ ซึ่งมี ส.ส. และผู้บริหารพรรคมาอย่างพร้อมเพรียง

พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในฐานะตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เดิมคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าควรแก้ในประเด็นสำคัญ 5-6 มาตรา ซึ่งตรงนี้มีการหารือเสร็จไปแล้ว แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนมีมติให้แก้ไขทั้งฉบับ ทางพรรคเราก็ต้องมาทบทวนกันอีกครั้งว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างไร แต่เพื่อความสบายใจ โดยส่วนตนเห็นว่าถ้ามีเวลาควรจะแก้ไขทั้งฉบับ เพื่อป้องกันการกล่าวหาว่าแก้ไขเพื่อตนเอง

วิปฝ่ายค้านจวก พปช.ทำต่างชาติลังเล

ทางด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้าน แถลงภายหลังการประชุมวิปฝ่ายค้านว่า แม้พรรคพลังประชาชนยังไม่ชัดเจนในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเสนอเมื่อใดอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้กระทบต่อประเทศแล้วในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ต่างชาติเริ่มชะลอการลงทุนและกระทบต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศสาเหตุจากการให้สัมภาษณ์ที่กระทบกระทั่งกันระหว่างโฆษกของพรรคพลังประชาชน และโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงการที่รัฐบาลเริ่มใช้สื่อของรัฐจัดอภิปรายถ่ายทอดสดทางวิทยุและโทรทัศน์ให้กับฝ่ายที่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพื่อหวังปลุกกระแสให้ประชาชนเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะยิ่งนำมาสู่การเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงขึ้น ถึงขนาดเริ่มมี ส.ส.รัฐบาลพูดเตือนฝ่ายค้านให้ระวังจะเจออย่างกรณีของนายการุณ โหสกุล

เสนอตั้ง กมธ.ศึกษาข้อดีข้อเสีย

นายสาทิตย์กล่าวด้วยว่า วิปฝ่ายค้านมีข้อเสนอไปยังรัฐบาล คือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ทั้งบางมาตราหรือทั้งฉบับ แต่ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนที่หลากหลายประมาณ 70 คนขึ้นมาศึกษาการบังคับใช้ โดยฝ่ายค้านจะเสนอเป็นญัตติเข้าสภาฯด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญเพิ่งบังคับใช้มาได้ไม่กี่เดือน บางมาตรายังไม่มีการบังคับใช้ คาดว่าการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯจะใช้เวลา 5-6 เดือน ก็จะได้ข้อสรุปว่าเราควรแก้มาตราใดบ้าง หากทุกอย่างชัดเจนความขัดแย้งก็จะได้จบสิ้น

ส.ว.แยกยื่นญัตติศึกษา รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมวุฒิสภา วันที่ 11 เม.ย.นี้ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้บรรจุวาระเพื่อพิจารณาญัตติที่ ส.ว.เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษารัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งเป็นการเสนอโดย ส.ว.กลุ่มสรรหา และกลุ่มเลือกตั้ง โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา พร้อมคณะ 11 คน ได้เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย 2550 โดยให้เหตุผลว่า จากกรณีที่มีความเคลื่อนไหวที่จะให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าในบางมาตราทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง และก่อให้เกิดปัญหาที่อาจนำไปสู่วิกฤติทางการเมือง ขณะที่นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร และคณะ ส.ว.เลือกตั้งรวม 13 คน ได้เสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 เช่นกันได้ให้เหตุผลว่า ระหว่างการจัดทำและยกร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการและขั้นตอนต่างๆตลอดจนบรรยากาศและการปกครองขณะนั้น ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ พรรค การเมืองและนักการเมืองถูกมองในภาพลบ บางมาตราขัดกับหลักประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคล และขัดหลักนิติธรรม ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

อดีต ส.ส.ร.ชี้เป้าหมายแก้ ม.309

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมชมรม ส.ส.ร. ปี 2550 ภายหลังการประชุม นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 50 กล่าวว่า ทางชมรมได้จัดทำคำอธิบายว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่ฝ่ายการเมืองเสนอมาด้วยเหตุผลอะไรบ้าง โดยเฉพาะบางมาตราที่เข้าข่ายแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และมีข้อสังเกตว่าความพยายามแก้ไขหรือยกเลิก ม.309 นั้น พรรคพลังประชาชนอาจจะนำตัวอย่างสมัย รสช. ที่ยึดทรัพย์นักการเมืองประมาณ 10 คน มาเป็นแนวทางในการต่อสู้ โดยขณะนั้น รสช.ได้ออกประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ออกมาเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประกาศ รสช. ออกมาทีหลัง ไม่สามารถใช้ย้อนหลังได้ ทำให้ต้องคืนทรัพย์สินที่ยึดมาทั้งหมด เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ม. 309 ที่มีขึ้นภายหลังเพื่อมารองรับ คตส. ให้ชอบด้วยกฎหมาย หากไม่มีมาตรานี้ คตส.ก็จะกลายเป็นองค์กรที่ไม่มีกฎหมายรองรับทันทีจะทำการยึดทรัพย์ใครไม่ได้ มีสถานะเหมือนประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ที่ศาลฎีกาขณะนั้นวินิจฉัยว่าเป็นประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มันยอมรับฟังใครกันที่ไหน หมักบอก ไม่ต้องทำประชามติ
สนุกละมรึงงานนี้....เอิ้กกกกก
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 09-04-2008, 11:51 »

รอดูต่อปายยยย 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
Familie
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369



« ตอบ #2 เมื่อ: 09-04-2008, 18:59 »

อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว
ไม่ต้องมีมติก็ได้.....
2551 กลียุคแน่....ฟันธง
บันทึกการเข้า


บรรพบุรุษ ของไทย แต่โบราณ      ปกบ้าน ป้องเมือง คุ้มเหย้า
เสียเลือด เสียเนื้อ มิใช่เบา           หน้าที่เรา รักษา สืบไป
ลูกหลาน เหลนโหลน ภายหน้า      จะได้มี พสุธา อาศัย
อนาคต จะต้องมี ประเทศไทย       มิยอมให้ ผู้ใด มาทำลาย
หน้า: [1]
    กระโดดไป: