ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
14-10-2019, 18:27
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  จีนใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมชาวทิเบต 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
จีนใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมชาวทิเบต  (อ่าน 12182 ครั้ง)
(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« เมื่อ: 15-03-2008, 16:36 »



ที่เมืองหลวงของทิเบต Lhasa
ได้มีการชุมนุมประท้วงแอนตี้การจัดโอลิมปิคของจีนอย่างต่อเนื่อง
   สกาย นิวส์รายงานข่าวว่าได้เกิดการปะทะกันเมื่อก่อนเที่ยงของวันเสาร์ที่15 มีนาคม
มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน
   รถหุ้มเกราะ รถบรรทุกทหารของจีนได้เตรียมพร้อมในการสลายตัวของผู้ประท้วงชุมนุมตั้งแต่
วันศุกร์ที่ผ่านมา

   ผู้ประท้วงชุมนุมได้ทำลายข้าวของ รถยนตร์ และร้านค้าต่างๆอย่างบ้าคลั่ง
จนเกิดการปะทะกัน ด้วยการใช้ท่อนเหล็กเข้าทำร้าย มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
ระเบิดเพลิงแบบง่ายๆถูกนำมาใช้ในการเผาอาคาร และสถานที่ราชการต่างๆมากขึ้น
  สื่อของจีน รายงานข่าวว่าประเทศจีนได้กล่าวหาว่าท่าน"ดาไลลามะ"ที่ลี้ภัยอยู่ใน
ต่างประเทศเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการชุมนุมประท้วงในครั้งนี้

  การประท้วงชุมนุมของชาวทิเบต ในกลุ่มของพระชาวพุทธได้ดำเนินต่อเนื่องด้วยความสงบ
ตลอดมาตั้งแต่จีนได้เข้ายึดครองทิเบตเมื่อปี 1950 เป็นต้นมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2008, 16:51 โดย (ลุง)ถึก สไลเดอร์ » บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 15-03-2008, 17:17 »

การชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ แต่มีการก่อความรุนแรง แล้วมาอ้างตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ หรือไม่ก็อ้างตัวเองว่าเป็นพระสงฆ์ หวังล่อเป้าให้เกิดการลั่นกระสุน จะได้อ้างได้ว่าตัวเองถูกรัฐบาลจีนทำร้าย  ดาไลลามะเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพกลับแกล้งเซ่อกับความรุนแรงซะงั้น ซึ่งพฤติกรรม double standard แบบนี้ฟ้องชัดเจนว่า ไอ้นี่ไม่ใช่พระดี แล้วมาสร้างภาพทำตัวเป็นเจ้าปรัชญา การใช้กำลังเข้าสลายก็ถูกต้องแล้ว

เรื่องนี้มีอเมริกาเป็นหัวหอก แต่ตัวเองไม่ลงไปทำเอง น่าจะเป็นการดำเนินการทางลับ ใครจะโง่ทำแล้วปล่อยให้สาวถึงตัวเอง จะสังเกตว่ามีการสร้างสถานการณ์เป็นซีรี่ส์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

ตั้งแต่การเปิดประเด็นเรียกของคืน โดยอ้างว่ามีพิษ ก็พยายามสร้างเป็นประเด็นใหญ่  โดยเฉพาะมี CNN เป็นกระบอกเสียง  เสร็จแล้วจู่ๆก็เงียบไป

ตามด้วยประเด็นใหม่ๆคือ Darfur  จู่ๆนาย Spielberg ก็ลาออกดื้อๆซะงั้นโดยอ้างว่าไม่พอใจนโยบายประเทศจีนต่อ Sudan โดยเอาไปเปรียบกับนาซีกวาดล้างชาวยิว ทั้งๆที่เรื่องมันเกิดมาหลายปีแล้ว ก่อน Spielberg จะรับเป็นที่ปรึกษาฝ่ายศิลป์โอลิมปิกด้วยซ้ำ ถ้า Spielberg มันคิดว่าจีนเลวจริง ก็ไม่ควรรับเป็นที่ปรึกษแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ? นอกจากนี้เรื่องของ Sudan มันไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างที่พวก NGO โง่ๆกล่าวหา เพราะพื้นที่นั้นมันไม่มีพรมแดน มันติดอยู่กับประเทศ Chad มีหลายร้อยชนเผ่า ข้ามไปข้ามมาอยู่แล้ว และมันมีประวัติยาวนานซับซ้อนกว่าที่คิด เรื่องยาว

ต่อมาก็ตามด้วยนักกีฬาอเมริกัน โวยวายกลัวอาหารเป็นพิษ อ้างว่าจะนำอาหารไปเอง ซึ่งผิดกฎหมาย ไม่มีประเทศไหนยอมให้เอาอาหารเข้าประเทศขนาดนั้น แต่พวกอเมริกันคิดว่า ชาติตัวเองเจ๋ง คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ในโลก ทุกคนต้องฟังมัน แต่จีนไม่ฟัง มันก็เงียบไป

แล้วก็อยู่ดีๆ ก็มีนักวิ่งมาราธอน จากประเทศอดอยากอย่าง Ethiopia อยู่ๆก็ออกมาดัดจริต กลัวว่าอากาศในปักกิ่งจะเป็นพิษ ซึ่งแปลกมาก ไม่มีใครโวย มีมันนี่โวยคนเดียว แต่แล้วตัวเองก็ไม่กล้าถอนตัวหมด แต่เหลืองานแข่งวิ่งหมื่นเมตร เพราะกลัวสปอนเซอร์ถอยฉาก แปลว่าอะไร? หากอุดมการณ์จัดขนาดนั้นก็ถอนตัวหมดก็ไม่มีใครว่า ชัดเจนว่าต้องการจุดประเด็นสร้างกระแส งานนี้มีเบื้องหลังแน่นอน

ต่อมาก็มีประเด็นทิเบตล่าสุดมาเล่นอีก ก็คงมีสายถูกส่งเข้าไปยุยงแหละ และเลือกจังหวะช่วงที่โอลิมปิกใกล้จะเปิดฉาก มันถึงได้เกิด ดาไลลามะจะไม่รู้เรื่องเชียวหรือ?

ทุกครั้งจะต้องมีการตบท้ายด้วยการออกมาวิพากย์วิจารณ์ของกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ซึ่งค่อนข้างเกินกว่าความบังเอิญ เสือกกับเขาไปทุกประเทศ   สั่งสอนเขาไปทุกประเทศ  อุปโลกตัวเองเป็นต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน จริยธรรม  ตัวเองสั่งสอนเขาเรื่อง human right, moral hazard สารพัด มาสั่งสอนไทยสมัยวิกฤติ 40 อย่าช่วยธนาคาร ผิดหลักการค้าเสรี ต้องเปิดเสรีให้ต่างชาติมาเทคโอเวอร์  แต่มันก็กำลังอัดฉีดเงินเป็นแสนล้านช่วยธนาคารที่ฉ้อโกงที่กำลังจะล้มละลายซะเอง แล้วกีดกันต่างชาติเข้าไปเทคธนาคารมัน ผิดหลักการค้าเสรีที่มันอ้าง ตัวมันกำลังเน่าเละเทะ ทีงี้ไม่วิจารณ์ตัวเองบ้าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2008, 17:42 โดย The Inconvenient Truth » บันทึกการเข้า

พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #2 เมื่อ: 15-03-2008, 18:02 »

เพื่อความเจริญของประเทศจีน เพื่อสร้างจีนให้ศิวิลัยซ์ เพื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อหนึ่งประเทศมากมายหลายระบบของจีน

ฆ่าเข้าไป ฆ่าให้มากๆ จะให้ดี ส่งคนไปฆ่าดาไลลามะเสียด้วย จีนจะเจริญยิ่งขึ้นๆไป

การประท้วงของชาวธิเบต ขัดขวางความเจริญทางการค้าของจีน และอาจทำให้จีนถูกกีดกันทางการค้า ด้วยข้อหาละเมิดสิทธิมนุษย์ชน

เหมา บอกไว้วว่า ศาสนาคือยาพิษ

ดังนั้น พวกธิเบตที่อ้างศาสนาพุทธ คือพวกยาพิษ คงจะฆ่าได้ไม่บาป  เส้าหลินก็เหมือนกัน รำกังฟูแต่ใหว้พระ ดังนั้นจึงเป็นยาพิษ

ฮิตเลอร์ยังฆ่ายิวได้ตั้งหกล้านคน จีนฆ่าคนธิเบตไม่กี่ล้านคงไม่กระไรนักหนา

ผับผ่าเหอะ ทำได้ไงว้า คนรักจีน ต๊กกะจายหมด 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2008, 18:04 โดย พรรณชมพู » บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 15-03-2008, 18:26 »

เพื่อความเจริญของประเทศจีน เพื่อสร้างจีนให้ศิวิลัยซ์ เพื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อหนึ่งประเทศมากมายหลายระบบของจีน

ฆ่าเข้าไป ฆ่าให้มากๆ จะให้ดี ส่งคนไปฆ่าดาไลลามะเสียด้วย จีนจะเจริญยิ่งขึ้นๆไป

การประท้วงของชาวธิเบต ขัดขวางความเจริญทางการค้าของจีน และอาจทำให้จีนถูกกีดกันทางการค้า ด้วยข้อหาละเมิดสิทธิมนุษย์ชน

เหมา บอกไว้วว่า ศาสนาคือยาพิษ

ดังนั้น พวกธิเบตที่อ้างศาสนาพุทธ คือพวกยาพิษ คงจะฆ่าได้ไม่บาป  เส้าหลินก็เหมือนกัน รำกังฟูแต่ใหว้พระ ดังนั้นจึงเป็นยาพิษ

ฮิตเลอร์ยังฆ่ายิวได้ตั้งหกล้านคน จีนฆ่าคนธิเบตไม่กี่ล้านคงไม่กระไรนักหนา

ผับผ่าเหอะ ทำได้ไงว้า คนรักจีน ต๊กกะจายหมด 

อย่าลืม "สมานฉันท์" กับโจรใต้ด้วยหละ ไม่งั้นขัดกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงเชียวนะ !!

ทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีนมานานเป็นพันปีแล้ว ไม่ใช่แค่เพิ่งปี 1950  ในสมัยที่จีนเป็นสาธารณรัฐจีน ปกครองโดย KMT  KMT ซึ่งเป็นพันธมิตรกับตะวันตกก็ใช้ความเด็ดขาดปกครองทิเบตเหมือนกัน ทั่วโลกก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับทิเบต จนกระทั่งจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์แค่นั้นแหละ อเมริกาก็สร้างภาพน่าเกลียดน่ากลัวแก่คอมมิวนิสต์ว่าชั่วร้าย เมื่อเกิดการก่อหวอดโดยพระชั่วอ้างศาสนาพุทธ แต่ต้องการแยกดินแดน ก็ต้องมีการเข้าปราบปราม กลับบอกว่า จีนใช้กำลังเข้ายึดครองทิเบตเมื่อปี 1950 ไปซะนี่ คนที่ไปเชื่อมันก็ควรกลับไปไถนาก็ดีแล้ว !!
บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #4 เมื่อ: 15-03-2008, 22:21 »

เคยฟังไกด์ท่านหนึ่ง บอกว่า ทิเบต เปรียบไปแล้ว ก็เหมือน สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย สำหรับใครที่อยากให้ทิเบตเป็นเอกราช ลองถามใจตัวเองดูว่า อยากให้สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอิสระ แยกตัวเป็นเอกราชหรือไม่  Undecided

เรื่องพวกนี้ ขึ้นอยู่กับข่าวว่าออกมาจากฝั่งไหน ถ้าเป็นฝั่งฝรั่งตะวันตก ที่ดูเหมือนว่า จ้องจะถล่มจีนอยู่แล้วทุกครั้งที่มีโอกาส จีนอย่าพลาดก็แล้วกัน ที่เคยฟัง ๆ มาว่า พวกฝรั่งผมแดงคิดว่า ตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ที่เลิศเลอประเสริฐกว่าคนผิวดำ ผิวเหลือง นั้นถ้าจะจริงอยู่ไม่น้อย

กรณีอินเดียนแดง ในเมกา หรืออะบอริจินส์ ในออสเตรเลีย เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด แต่มันก็เป็นนโยบายมาจากพวกผู้นำกับเจ้าหน้าที่ที่ต้องสนองตอบนโยบายล่ะมั้ง คนธรรมดาทั่ว ๆ ไป คงไม่ได้บ้า หรืออคติอะไรขนาดนั้นหรอก ถ้าจะมี ก็คงเป็นส่วนหนึ่ง -- เอากระทู้ในเสรีไทย ยังแบ่งภาค แบ่งชนชั้น เลยนี่นะ 

กรณีเทียนอันเหมิน ( มิถุนายน 2532 ) นั่นก็เหมือนกัน ถ้าดูแต่ข่าวที่มาจากฝั่งซีเอ็นเอ็น ก็จะเห็นแต่การล้อมปราบนักศึกษาด้วยรถถังของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน แต่ถ้าฟังข้อมูลจากอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะทำให้รู้ว่า เบื้องหลังมันเลวร้ายกว่าที่คาด เพราะมีพวกฝรั่งเลวหลายกลุ่มยุยงนักศึกษาจีน ทำการแข็งข้อต่อรัฐบาล เอาคำว่า "ประชาธิปไตย" มาเป็นเหยื่อล่อ นักศึกษาพวกนี้ก็ปัญญาอ่อน เอ๊ยยย ไม่ใช่ หลงเชื่อ โดยไม่ได้ศึกษารากเหง้า ประวัติศาสตร์ ของตนเองให้ถ่องแท้ ก็เลยนำเคราะห์ร้ายมาสู่ประเทศ ถ้าผู้นำจีนในเวลานั้น ไม่ใช้วิธีการเด็ดขาด เมืองจีนก็อาจจะแตกเป็นเสี่ยง สมใจ พวกฝรั่งต่างชาติบางก๊ก บางเหล่า ไปแล้วก็ได้ ส่วนอดีตผู้นำนักศึกษาจีนบางคนในเวลานั้น ต่อมาก็ดูเหมือนว่า จะรับทรัพย์มาจากพวกฝรั่งทำการขายชาติจริง ๆ เสียด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความไว้อาลัยกับผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องเสียชีวิต และบาดเจ็บในครั้งนี้ 

พวกก่อหวอด ชักใยอยู่เบื้องหลัง มักจะตีกรรเชียงเอาตัวรอดได้ แถมอาจจะสร้างภาพเป็นคนดีอีกต่างหากด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ใช้โน้มน้าวให้คนหลงเชื่อ แต่ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มักจะเคราะห์ร้ายต้องมาตายเสมอ 

โลกนี้มันช่างอยุติธรรมจริง ๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2008, 22:28 โดย aiwen^mei » บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #5 เมื่อ: 16-03-2008, 09:38 »

เมกาชวนสมัครพรรคพวกคว่ำบาตรโอลิมปิกไปเลย

แมน ๆ หน่อย

บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #6 เมื่อ: 16-03-2008, 10:06 »

อ้างถึง
ทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีนมานานเป็นพันปีแล้ว ไม่ใช่แค่เพิ่งปี 1950

ไทยเป็นส่วนหนึงของอาณาจักรขอมมานานแล้ว และเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ ก็เนส่วนหนึ่งของอาณาจักรพม่า เพราะมันมตีกรุงศรีอยุธยาแตก 

ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ก็เคยเป็นของไทยมา

อเมริกา ก็เคยเป็นของอังกฤษ

เอาละวา อ้างสิทธิ์กันได้นับพันปี ไม่กี่ร้อยปีก็คงอ้างสิทธิ์กันได้   

เอาล่ะๆๆๆ ยอมแพ้ จีนทำถูกแล้ว

ฆ่าไปเหอะ คนธิเบต คนส่วนน้อย ฆ่าไปไม่นานก็หมด  พม่าน่าจะดูตัวอย่าง ยิงหัวนางอองซานทิ้งเสียก็หมดเรื่อง

อ้อ ใต้หวันก็น่ากำหราบไม่น้อย เพราะเคยเป็นส่วนหนึ่งของจีนมาก่อน วันไหนจีนยกพวกไปฆ่าใต้หวั เราจะช่วยกันเชียร์

เย้ๆๆๆๆ ฆ่ากัน ฆ่ามัน อย่ายอมแพ้   
บันทึกการเข้า
protecter
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


« ตอบ #7 เมื่อ: 17-03-2008, 18:20 »

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9510000032332&#Comment

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์สัมพันธ์จีน-ทิเบต
       
       ราวต้นศตวรรษที่ 7 วีรบุรุษซงจั้นกันปู้ของชนชาติทิเบตได้สถาปนาราชวงค์ทูโป (Tubo) อย่างเป็นทางการ ตั้งเมืองหลวงที่นครลาซา ภายใต้การปกครองของพระองค์ กษัตริย์ซงจั้นกันปู้ได้ศึกษาวิทยาการต่างๆที่ทันสมัยจากราชวงศ์ถัง2 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ฝ่ายจีนอ้างว่า ในปีค.ศ. 634 เจ้าของแคว้นทิเบตได้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิราชวงศ์ถังของจีนเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามฐานะที่ไม่เท่าเทียมดังกล่าวอาจเป็นการตีความเข้าข้างตนเองของฝ่ายจีน เนื่องจากช่วงศตวรรษที่ 7-9 มีหลักฐานยืนยันว่า พระเจ้ากรุงจีนและทิเบตมีฐานะเท่าเทียมกันและเป็นมิตรต่อกัน3
       
       ครั้นต่อมาในยุคราชวงศ์ซ่ง, หมิง กระทั่งถึง ราชวงศ์ชิง ทางฝ่ายจีนได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้ง สถาปนายศทางศาสนาให้พระลามะหลายตำแหน่ง ในสมัยราชวงศ์ชิง จีนให้ความสำคัญกับการปกครองทิเบตมากขึ้น มีการแต่งตั้งข้าหลวงส่วนพระองค์ชาวแมนจู ที่เรียกว่า อัมบัน (Amban) ไปประจำที่ทิเบต ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารกิจการทิเบต
       
       ในช่วงสมัยราชวงศ์ชิง (1662-1911) จีนเผชิญกับภัยคุกคามจากตะวันตก โลกทัศน์เรื่องความเป็นรัฐชาติ (nation state) หรือประเทศที่มีขอบเขตพรมแดนชัดเจน ตามแนวคิดแบบฝรั่ง กลายเป็นพลังหนึ่งที่ท้าทายอำนาจการปกครองของจักรพรรดิราชวงศ์ชิง4 พร้อมกับการแผ่ขยายของลัทธิจักรวรรดินิยมที่มีอังกฤษเป็นผู้นำอีกทางหนึ่ง
       
       พร้อมกับการเข้ามามีอิทธิพลในอินเดียตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 17 กระทั่งเข้ายึดครองอินเดียโดยสมบูรณ์ในปีค.ศ. 18875 อังกฤษก็ค่อยๆแผ่อิทธิพลเข้าไปยังทิเบต ซึ่งมีอาณาบริเวณ ติดต่อทางเหนือของอินเดีย สำหรับจีนในขณะนั้นอำนาจการปกรองของราชวงศ์ชิงก็เริ่มถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆนับแต่การปราชัยในสงครามฝิ่น (1839-1840)
       
       ในปี 1901-1902 รัฐบาลอังกฤษที่อินเดีย หวั่นเกรงกับข่าวลือว่า รัสเซียอาจใช้ทิเบตเป็นฐานในการจู่โจมพรมแดนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เนื่องจากขณะนั้นรัสเซียได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปยังเอเชียกลาง ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียง6 รัฐบาลอังกฤษที่อินเดียจึงส่ง พันโทฟรานซิส ยังฮัสแบนด์ (Francis Younghusband) พร้อมกองกำลังติดอาวุธไปเจรจากับองค์ทะไล ลามะ7 พูดง่ายๆตามภาษาชาวบ้านว่า เจรจาพร้อมปืน

การรุกเข้าไปของอังกฤษเผชิญกับการต่อต้านของชาวทิเบต อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดกองกำลังของอังกฤษสามารถบดขยี้การต่อต้านขององค์ทะไล ลามะองค์ที่ 13 ทำให้พระองค์ต้องลี้ภัยไปยังมองโกเลีย ในปี 1904 ภารกิจของยังฮัสแบนด์จบลงด้วยการลงนามในอนุสัญญาปี 1904 ระหว่างอังกฤษ-จีน-ทิเบต ในครั้งนั้นข้าหลวงใหญ่ประจำทิเบต (อัมบัน) ได้ลงนามสนับสนุนด้วย แม้ภายหลังข้อความในอนุสัญญาบางส่วนจะไม่ได้รับอนุมัติจากทางอังกฤษและปักกิ่ง ทว่ายังฮัสแบนด์ได้แถลงไว้อย่างชัดเจนว่า “อังกฤษรับรองความเป็นเจ้าเหนือดินแดน (suzerainty) ทิเบตของจีน” ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าการที่ผู้แทนอังกฤษใช้คำว่า เจ้าเหนือดินแดน (suzerainty) แทนคำว่า อธิปไตย (sovereignty) เป็นเล่ห์กลอย่างหนึ่ง เผื่อวันหน้าอังกฤษมีแสนยานุภาพขยายอำนาจเข้าไปแทนที่จีนในทิเบตได้ ก็อาจอ้างอิงคำว่า “เจ้าเหนือดินแดน” ว่ามีความชอบธรรมในการปกครองน้อยกว่า “อธิปไตย”8
       
       ครั้นปี 1907 มหาอำนาจอีกฝ่ายหนึ่งคือ รัสเซียก็ได้ทำสนธิสัญญากับอังกฤษว่า ทั้งสองจะเคารพบูรณภาพเหนือดินแดนของทิเบต ผ่านจีนซึ่งครองความเป็นเจ้าหนือดินแดน9
       
       ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับทิเบต เริ่มขึ้นภายหลังการปฏิวัติซินไฮ้ (1911) โค่นล้มราชวงศ์ชิง ภาวะสูญญากาศทางการเมือง ทำให้ทิเบตถือโอกาสประกาศเอกราช อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลจีนไม่เคยยอมรับเอกราชของทิเบตและยังคงประกาศว่า ทิเบตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน พร้อมกับได้พยายามส่งกองทหารไปฟื้นฟูอำนาจปกครองเหนือทิเบตโดยตลอด

ระหว่างปี 1912-1950 ทิเบตสามารถดำรงเอกราชโดยพฤตินัย ทว่าในทางนิตินัยค่อนข้างคลุมเครือ เนื่องจากจีนมิได้ยอมรับว่า ทิเบตเป็นเอกราช คณะที่มหาอำนาจอื่นๆ คืออังกฤษและสหรัฐอเมริกา ก็มิได้ยอมรับเช่นกัน ทางอังกฤษยืนสูตรเดิม “รับรองความเป็นเจ้าเหนือดินแดนทิเบตของจีน” ขณะที่สหรัฐฯเองก็รับรองอธิปไตยของจีนเหนือทิเบต ระหว่างที่ทะไล ลามะ ส่งคณะการค้าเดินทางเยือนสหรัฐฯ อังกฤษ และยุโรปในปี 1947-1948 ทางสหรัฐฯได้ออกวีซ่า FORM 257 ให้คณะการค้าทิเบต โดยวีซ่าประเภทนี้จะออกให้กับบุคคลที่สหรัฐฯไม่รับรองรัฐบาลของประเทศนั้นๆ10
       
       ล่วงเข้าปี 1950 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ส่งทหารเข้าไปปลดแอกทิเบต รัฐบาลของทะไล ลามะองค์ที่ 14 ไม่สามารถต่อต้านได้จึงถูกกดดันให้ลงนามใน “ข้อตกลงแห่งรัฐบาลกลางของประชาชนกับรัฐบาลท้องถิ่นแห่งทิเบตว่าด้วยมาตรการปลดปล่อยทิเบตโดยสันติวิธี” ในวันที่ 23 พฤษภาคม 198811 อย่างไรก็ตามการต่อต้านของชาวทิเบตยังคงดำเนินไปตลอด ระหว่างช่วงสงครามเย็น ในปี 1956 ชาวทิเบตทำการประท้วงต่อต้านจีน โดยได้รับความสนับสนุนจากซีไอเอ12 เหตุการณ์บานปลาย กระทั่งจีนต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามในปี 1959 ส่งผลให้องค์ทะไล ลามะต้องหลบหนีออกจากทิเบตในวันที่ 10 มีนาคม 1959 โดยมุ่งเดินทางไปยังอินเดีย
       
       หลังการลี้ภัยมายังอินเดีย องค์ทะไล ลามะได้เคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพให้กับทิเบต อย่างไรก็ตามไม่มีประเทศใดให้การรับรองเอกราชของทิเบต หรือกล่าวประฌามว่า จีนละเมิดอธิปไตยทิเบต ข้อเรียกร้องที่นานาประเทศกล่าวประฌามจีนก็เป็นเพียงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น13 ดังนั้นหลังทศวรรษ 1970 ที่สหรัฐฯหันมาจับมือกับแผ่นดินใหญ่ พร้อมกับยุติการสนับสนุนขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชทิเบต การเคลื่อนไหวของชาวทิเบต จึงเน้นที่การเคลื่อนไหว อย่างสันติ เพื่อรักษาวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของตน14 อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องเอกราชก็ยังฝังรากอยู่ในสำนึกของพวกเขา
       
       หากใช้มุมมองด้านกฏหมายระหว่างประเทศเข้ามาพิจารณา ข้อถกเถียงของรัฐบาลจีนย่อมมีน้ำหนักกว่าทิเบต เนื่องจากจีนไม่เคยยอมรับว่าทิเบตเป็นประเทศเอกราช และพยายามฟื้นฟูอำนาจเหนือดินแดนมาตลอดและก็ทำได้จริง นอกจากนี้ประชาคมระหว่างประเทศก็มิได้รับรองฐานะรัฐเอกราชของทิเบตในช่วง 1912-1950 ที่ทิเบตเป็นเอกราชโดยพฤตินัย15

 49 ปีแห่งการลี้ภัย: ชนวนเอกราช กับ ฝันที่ไม่เป็นจริง
       
       อย่างไรก็ตามในปี 2008 ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของชาวทิเบตนับว่าคึกคักยิ่ง ด้วยปี 2008 นี้มีชนวนเหตุและปัจจัยที่กระตุ้นให้ชาวทิเบตลุกขึ้นมาต่อต้านจีนอย่างแข็งขัน
       
       เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โคโซโว ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของเซอร์เบียได้ประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากเซอร์เบีย ความสำเร็จของโซโวดังกล่าว สร้างความวิตกให้จีนกังวลว่าอาจเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทิเบต, ซินเจียง (ซินเกียง) และไต้หวัน ประกาศเอกราชตาม
       
       นอกจากนี้ปี 2008 จีนยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เมื่อเป็นงานระดับโลก สายตาทุกคู่ย่อมจับจ้องมาที่จีน ฉะนั้นปี 2008 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับทิเบตในการเคลื่อนไหว เนื่องจากความสนใจต่อเหตุการณ์ใดๆที่เกี่ยวข้องกับจีนในปีนี้ย่อมได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
       
       ส่วนปัจจัยภายในประเทศที่สร้างความอึกอัดให้กับชาวทิเบต พอๆกับชาวจีนโดยทั่วไปคือ ปัญหาเงินเฟ้อที่ทำสถิติพุ่งพรวดสู่งสุดในรอบทศวรรษ โดยสถิติเงินเฟ้อเดือนก.พ. ได้พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 8.7% ทำลายสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 12 ปี ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคถีบตัวไม่หยุด เหตุปัจจัยต่างๆเหล่านี้ได้ปลุกเร้าอารมณ์ของชาวทิเบต กระทั่งมาปะทุขึ้น ในวันที่ 10 มีนาคม 2008 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 49 ปีที่องค์ทะไล ลามะ ลี้ภัยออกจากทิเบต ชาวทิเบตพลัดถิ่น ที่ ธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ได้เริ่มเคลื่อนขบวนเดินทัพเรียกร้องเอกราชอย่างสันติ โดยมุ่งเดินทางเหยียบแผ่นดินทิเบตในช่วงที่จีนเริ่มมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

พร้อมกับการเดินขบวนดังกล่าว ลามะและประชาชนชาวทิเบตในจีน ได้ร่วมกันชุมนุมประท้วงเรียกร้องเอกราช กระทั่งรัฐบาลจีนต้องส่งกำลังทหารเข้าไปในลาซา พร้อมกับการประกาศทำสงครามประชาชน เพื่อควบคุมสถานการณ์ในลาซา
       
       อย่างไรก็ตามท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของชาวทิเบต มีทีท่าว่าจะเป็นหมัน
       
       เนื่องจากสภาพการณ์ปัจจุบัน ประเทศต่างๆมีผลประโยชน์ผูกพันกับจีนอย่างมากมาย ไม่ว่าสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, แคนาดา หรือเยอรมนี ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการกล่าวประฌามจีนในประเด็นทิเบต ก็หยิบยกแต่ปัญหาสิทธิมนุษยชนมาพูด แต่มิเคยเข้าไปกดดันหรือแตกหักกับจีนอย่างแท้จริง ด้วยผลประโยชน์มหาศาลต่อการเข้าไปลงทุนในตลาดที่มีกำลังบริโภคถึง 1,300 ล้านชีวิต เป็นชิ้นเนื้อสำคัญที่มิอาจปล่อยให้หลุดลอย
       
       นอกจากนี้ความขัดแย้งกับทางการจีนรังแต่จะก่อให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงตามมา เพราะความขัดแย้งกับจีนมิได้หมายถึงความขัดแย้งกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเพียงแห่งเดียว แต่หมายถึงความขัดแย้งกับชาวจีนโพ้นทะเลด้วย แม้ปัจจุบันชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้าไปอยู่อาศัยยังประเทศต่างๆทั่วโลกจะถูกกลืนกลายให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนั้นๆ ทว่าสำนึกของความเป็นชาติส่วนหนึ่งยังผูกพันกับแผ่นดินใหญ่ ฉะนั้นความขัดแย้งใดๆที่จะตามจึงมีราคาที่ต้องจ่ายมากมาย
.
.
บันทึกการเข้า
protecter
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


« ตอบ #8 เมื่อ: 17-03-2008, 18:38 »

จากภาพข่าวทางทีวีช่องต่างๆ

ผมว่า มีแต่ม็อบชาวธิเบตที่ก่อจลาจลทำลายข้าวของ เผาร้านค้า เผารถ ทำร้ายผู้คน
ไหนเลยทหารจีน และ ตำรวจจีนทำร้ายชาวธิเบต ไหนๆ

นึกถึงม็อบ นปก เลย 
เห็นจะๆว่าม็อบ นปก ทำร้ายเจ้าหน้าที่และทำลายข้าวของ
แต่พวกมันกลับใส่ร้ายกล่าวหาคนอื่น ว่าตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ทำร้าย
บันทึกการเข้า
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #9 เมื่อ: 17-03-2008, 22:49 »

จากภาพข่าวทางทีวีช่องต่างๆ

ผมว่า มีแต่ม็อบชาวธิเบตที่ก่อจลาจลทำลายข้าวของ เผาร้านค้า เผารถ ทำร้ายผู้คน
ไหนเลยทหารจีน และ ตำรวจจีนทำร้ายชาวธิเบต ไหนๆ

นึกถึงม็อบ นปก เลย 
เห็นจะๆว่าม็อบ นปก ทำร้ายเจ้าหน้าที่และทำลายข้าวของ
แต่พวกมันกลับใส่ร้ายกล่าวหาคนอื่น ว่าตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ทำร้าย

เรื่องภาพข่าวที่ออกมาจากจีนมีแนวโน้มที่จะเสนอข้อมูลด้านเดียวสูงครับ เพราะเขาไม่ใช่ประเทศเสรี

ผมไม่รู้เบื้องลึกจริง ๆ ของม็อบธิเบต และยังไม่ปักใจเชื่อข้อมูลของฝ่ายสนับสนุนจีน

เท่าที่ผมรู้ก็คือในโลกนี้คงหาม็อบสารเลวอย่างพวก นปก ได้ยาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-03-2008, 22:57 โดย เพื่อนร่วมชาติ » บันทึกการเข้า
Caocao
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 557



« ตอบ #10 เมื่อ: 18-03-2008, 00:54 »

ผมก็มองว่าปัญหาทิเบต คล้ายคลึงกับปัญหาชายแดนถาคใต้ แต่ถ้าเรามองแค่ประเด็นผิวเผินเรื่องอาณาเขตุมันก็ออกจะง่ายไป ลองคิดกันเรื่องอื่น เช่น
การรุกที่ของกลุ่มทุน การจับจองเข้าไปทำธุรกิจของชาวจีนฮั่น ซึ่งเป็นที่มาของการทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวทิเบต การเบียดบัง และกดขี่ให้ชาวทิเบตแปรสภาพเป็นแรงงานขั้นต่ำ ไม่มีศักดิ์ศรี บนที่ทำกินของตัวเอง แม้จีนแผ่นดินใหญ่จะกล่าวอ้างถึงการให้สิทธิปกครองตนเองกับทิเบต แต่คงไม่ต้องเดาว่ามันเปผ้นแค่คำอ้าง ทิเบตเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยพระกว่า 70% อีกหน่อยเราคงไม่ได้เห็นภาพเหล่านั้นอีกแล้ว 
บันทึกการเข้า

หลับเถิดทหารกล้า ปวงประชาจะคุ้มครอง
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 18-03-2008, 09:04 »

ทิเบตมีวัฒนธรรมขุนนาง-ไพร่ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า serf

การที่คุณไปมองว่า ชาวฮั่นทำลายวัฒนธรรมทิเบต หรือจีนไม่มีเสรีภาพของสื่อ มันก็คือข้ออ้างเดียวกับพวกแบ่งแยกดินแดนทางใต้เวลานี้แหละ ก็คือการอมขี้ปากของพวกแยกดินแดนที่ได้ยินมาจาก CNN มาพ่นต่อ แล้วทุกวันนี้ทางใต้มันก็อ้างอย่างนี้แล้วคุณจะยอมปล่อยให้มันแยกดินแดนไหมล่ะ? หรือจะใจกว้างให้ปกครองตนเองแบบที่มีคนเคยเสนอ คุณก็ไม่กล้าเหมือนกัน

ส่วนการมองพระทิเบต โดยอาศัยการมองแบบเถรวาทแล้วก็สันนิษฐานว่าคงจะมีวัตรปฏิบัติเหมือนพระดีในเมืองไทย นั่นก็ไม่ถูกอีก แล้วคุณก็รับแต่ข้อมูลจากตะวันตกด้านเดียวเหมือนกัน แล้วจะมาสันนิษฐานเอาเองว่า อีกหน่อยคงจะไม่ได้เห็นภาพนั้นอีกแล้วได้ยังไง ??
บันทึกการเข้า

Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #12 เมื่อ: 18-03-2008, 10:00 »

จีนกับพม่าไม่ยอมให้สื่อต่างชาติเข้าไปรายงานข่าว

ถ้าถามความชอบธรรมที่จะแบ่งแยกดินแดน
ก็ต้องถามประชาชนชาวธิเบต-พม่า ว่าต้องการเป็นเอกราชหรือเปล่า
ชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ต้องการปกครองตนเองหรือเปล่า Idea



บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 18-03-2008, 10:19 »

ไปถามพวกนั้นมัน ลึกๆก็ต้องบอกว่าอยากอยู่แล้ว แล้วจะพูดขึ้นมาทำไม?

พวกที่เชียร์ทิเบตเป็นนกแก้วนกขุนทอง แค่เพราะดูทีวีเชียร์มวยรอง หรือเพราะแค่เห็นคิดว่าเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าในทีวี รู้หรือเปล่าที่มันต้องการแยกออกไปนั่นกินอาณาบริเวณไปถึง กันซู่ ยูนนาน เสฉวน ชิงไห่ แล้วถ้าแยกออกไปได้ นั่นหมายถึงอินเดีย ก็จะถูกกระทบไปด้วย เช่น รัฐอรุณาจันประเทศ สิกขิม ฯลฯ

และในเขตปกครองตนเองทิเบต มันก็ไม่ใช่มีแค่คนเชื้อสายจั้ง (ทิเบต) แต่มี ชาวหุยมุสลิม ชาวอี๋ แล้วอีกสารพัดชนเผ่า แค่นี้ก็หลายล้านแล้ว สมมติต่อให้มันแยกออกไปได้ ก็มีสิทธิวุ่นวายต่อแน่ๆ

ปัจจุบัน นโยบายรัฐบาลจีน ก็โคตรจะใจกว้าง คนฮั่นในเมืองมีลูกได้แค่คนเดียว คนต่างจังหวัดมีได้ 2 แต่ชนเผ่าต่างๆ รวมทั้งคนทิเบตเขาไม่ได้ห้ามตรงนี้ รู้กันบ้างหรือเปล่า ??

ทีวีปัจจุบันในเขตปกครองตนเอง ทั้งทิเบต ซินเจียง XJTV XIZANG TV ก็ออกอากาศภาษาทิเบต อุยกูร์ กันเป็น 10 ช่อง รู้กันบ้างหรือเปล่า? โคตรจะใจกว้างเลย

แล้วที่เอาใจช่วยพวกแยกดินแดนในประเทศอื่น ไม่ว่าจะ โคโซโว ทิเบต รู้จักไหมคำว่า repercussion หรือ backfire น่ะ มันจะเป็นบูมเมอแรงสะท้อนกลับมาหาประเทศตัวเอง ไอ้ที่มันระเบิด ทหาร ตำรวจ ตายกันเกือบทุกวันน่ะ ข่าวทีวีไทยมันก็ไปแปลจาก รอยเตอร์ ซีเอนเอน ซึ่งมีแต่ของอเมริกากับอังกฤษ สำเหนียกกันบ้าง
บันทึกการเข้า

Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #14 เมื่อ: 18-03-2008, 11:59 »

จะบอกว่าปัญหามันไม่ได้เหมือนกัน

สื่อทั่วโลกไม่ได้มีแต่อเมริกากับอังกฤษ
ที่สำคัญถ้าเปิดกว้างให้สื่อ สื่อใครเข้าข้างใครจะได้รู้

ถ้าใจกว้างจริงทำไมห้ามสื่อเข้าทำข่าว
แล้วเสียงดังอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 18-03-2008, 12:15 »

จะบอกว่าปัญหามันไม่ได้เหมือนกัน

สื่อทั่วโลกไม่ได้มีแต่อเมริกากับอังกฤษ
ที่สำคัญถ้าเปิดกว้างให้สื่อ สื่อใครเข้าข้างใครจะได้รู้

ถ้าใจกว้างจริงทำไมห้ามสื่อเข้าทำข่าว
แล้วเสียงดังอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้

ปัญหามันไม่เหมือนกันยังไง? หรือจะบอกว่า 3 จังหวัดใต้ไม่ได้แยกดินแดน แต่ต้องการบอมบ์ทหาร ตำรวจ เชือดคอชาวบ้าน เผาโรงเรียน เล่นเฉยๆ?

ตลกดี ประเทศเขาเป็นคอมมิวนิสต์ แต่จะไปเรียกร้องให้เขามี free speech เหมือนไปร้านอาหารเขามีแต่ราดหน้าขาย แต่จะไปสั่งหูฉลามกิน คงจะบ้าแน่ๆ

อีกอย่างเรื่องเอกราช บูรณภาพดินแดน มันไม่เกี่ยวกับจะเปิดกว้างหรือไม่เปิดกว้างสื่อ พวกที่คิดจะแยกดินแดน ทำลายอธิปไตยของประเทศ แถมยังใช้ความรุนแรงก็ต้องถูกปราบ เรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องของความมั่นคง เหมือนสถานการณ์สงคราม เขารบกัน ฆ่าศึกประชิด แต่เสือกเรียกร้องให้มี free speech บ้าหรือเปล่า?
บันทึกการเข้า

protecter
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


« ตอบ #16 เมื่อ: 18-03-2008, 12:21 »

ฝากให้อ่านลิ๊งนี้นะครับ มีข้อมูลเยอะเลย

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K6426891/K6426891.html#20

อีกเสริมอีกนิด ภาพข่าวต่างๆที่ปรากฏทางทีวี ส่วนใหญ่ไม่ใช่ภาพข่าวของรัฐบาลจีนครับ ส่วนใหญ่มาจากคลิปมือถือ
บันทึกการเข้า
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #17 เมื่อ: 18-03-2008, 12:27 »

งั้นผมขอไปกินร้านอื่นละกัน

ไม่ชอบราดหน้า (หูฉลามก็ไม่ชอบ)

ไม่ชอบเมนูอำนาจนิยมอ่ะ Mr. Green

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 18-03-2008, 12:37 »

งั้นผมขอไปกินร้านอื่นละกัน

ไม่ชอบราดหน้า (หูฉลามก็ไม่ชอบ)

ไม่ชอบเมนูอำนาจนิยมอ่ะ Mr. Green

เผอิญย่านนี้เข้ามีขายแต่ราดหน้ากันหมด ก็ชื่อร้านเขาบอกว่าขายแต่ราดหน้าอะ 
บันทึกการเข้า

Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #19 เมื่อ: 18-03-2008, 13:36 »

นั่นน่ะสิครับ ชีวิตที่กินแต่ราดหน้า

จะฟัง จะดู จะอยู่ จะกิน
จะดูทีวี เล่นอินเทอร์เนต
ก็ต้องจำกัดแต่ไอ้ที่ทั่นผู้มีอำนาจเห็นควรเห็นชอบ Lips are sealed
แบบนั้นผมคงรู้สึกเหมือนเป็นไก่CP

ถึงบริษัทจะเติบโตยิ่งใหญ่กำไรงาม

ไก่ ก็ยังเป็นไก่กุ๊กๆ ไม่ได้กลายเป็นคนขึ้นมาได้  Tongue out


บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #20 เมื่อ: 18-03-2008, 14:31 »

ฝากให้อ่านลิ๊งนี้นะครับ มีข้อมูลเยอะเลย

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K6426891/K6426891.html#20

อีกเสริมอีกนิด ภาพข่าวต่างๆที่ปรากฏทางทีวี ส่วนใหญ่ไม่ใช่ภาพข่าวของรัฐบาลจีนครับ ส่วนใหญ่มาจากคลิปมือถือ


ถ้าเป็นคลิปมือถือ ก็ย่อมเป็นไปได้สูงที่จะเป็นคลิปของผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลจีน หรืออย่างน้อยก็ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายทิเบต เพราะฝ่ายสนับสนุนทิเบตคงไม่ปล่อยคลิปแบบนี้ออกมาดิสเครดิตตัวเอง

ผมไม่รู้ว่ามีคลิปหรือภาพข่าวฝ่ายจีนทำร้ายคนออกมามากแค่ไหน ซึ่งถ้าไม่มีเลยก็ดูจะแปลกอยู่พอสมควร เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนคุ้นเคยกับการใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว

ยังไงก็ตาม ตอนนี้ผมเชื่อแล้วว่าฝ่ายทิเบตวางแผนเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ทำเป็นขบวนการ เลือกจังหวะเวลาในปีโอลิมปิก แต่ถ้าจีนตกหลุม เพลี่ยงพล้ำในเกมนี้ ก็ต้องบอกว่าโง่เองครับ
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 18-03-2008, 16:20 »

ถ้าเป็นคลิปมือถือ ก็ย่อมเป็นไปได้สูงที่จะเป็นคลิปของผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลจีน หรืออย่างน้อยก็ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายทิเบต เพราะฝ่ายสนับสนุนทิเบตคงไม่ปล่อยคลิปแบบนี้ออกมาดิสเครดิตตัวเอง

ผมไม่รู้ว่ามีคลิปหรือภาพข่าวฝ่ายจีนทำร้ายคนออกมามากแค่ไหน ซึ่งถ้าไม่มีเลยก็ดูจะแปลกอยู่พอสมควร เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนคุ้นเคยกับการใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว

ยังไงก็ตาม ตอนนี้ผมเชื่อแล้วว่าฝ่ายทิเบตวางแผนเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ทำเป็นขบวนการ เลือกจังหวะเวลาในปีโอลิมปิก แต่ถ้าจีนตกหลุม เพลี่ยงพล้ำในเกมนี้ ก็ต้องบอกว่าโง่เองครับ

นี่ก็จ้ิองแต่จะหาคลิปรัฐบาลจีนทำร้ายประชาชน ถ้ามันมีจริง ไอ้พวกเว็บกลุ่มแยกดินแดนทิเบตมันคงเอามาแพร่ไปทั่วแล้ว  แล้ว ซี-เอน-เอน คงไม่รอช้ารีบออนแอร์หรอกครับ คิดแค่นี้ก็พอ นี่มันก็มีแต่อ้างว่าฝ่ายแยกดินแดนตายกี่ร้อยศพ พูดให้มันโหดร้ายเข้าไว้

อีกอย่าง แผนยั่วยุ ออกมาเย้วๆล้อเป้า ทำให้รุนแรงเข้าไว้ หวังให้รัฐบาลกลางลั่นกระสุนนัดแรก หรืออยากเห็นซีนแบบรถถังกลางเทียนอันเหมินในยุคที่คอมมิวนิสต์ปฏิรูปตัวเองไปแล้ว และในช่วงที่ใกล้โอลิมปิก รัฐบาลจีนคงไม่โง่ทำโฉ่งฉ่างอย่างที่คุณคิดหรอกครับ คุณผิดหวังแน่นอน !!

Business Week ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น China Basher ตัวยง โดยเฉพาะไอ้ Bruce Einhorn ยังไม่มีปัญญาหาหลักฐานมาอ้างอิ้งเลย ได้ใช้คีย์บอร์ดทิ่มแทงไปวันๆ สังเกตตั้งแต่ภัยธรรมชาติหิมะตกหนักช่วงตรุษจีนแล้ว จินตนาการบรรเจิดใหญ่ว่า ประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล  ไปๆมาๆ ไอ้คนเขียนแม่งใช้วิธีเขียนข่าวโดยสรุปอีกต่อจาก South China Morning Post, New York Times ยังกะไปเห็นมาเอง ทั้งๆที่ไม่เคยไปจีนเลย แต่มาวิเคราะห์เหตุการณ์เป็นตุเป็นตะ จนคนเขาจับไต๋ได้ จึงออกมายอมรับ วันนี้มันก็เขียนต่อ ไปจับเอาเหตุการณ์ในทิเบต แล้วก็มาเชื่อมกับเลือกตั้งในไต้หวัน โดยถล่ม KMT แล้วเชียร์ DPP ออกนอกหน้า ปล่อยไก่ออกมาทั้งๆที่ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับไต้หวันเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2008, 16:51 โดย The Inconvenient Truth » บันทึกการเข้า

ลูกหินฮะ๛
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,099


เสียเข็มขัด อย่าเสียกุงเกง


« ตอบ #22 เมื่อ: 18-03-2008, 19:56 »

我同意..杀死他们全部
...杀死他们



บันทึกการเข้า

  ... ... ... 
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #23 เมื่อ: 18-03-2008, 20:39 »

我同意..杀死他们全部
...杀死他们





จาฆ่าครายห้ายหมดอ่ะ...อาคุงลูกหิง....

คุงลูกหิง จายร้ายมั่กๆๆๆๆ.....



บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« ตอบ #24 เมื่อ: 18-03-2008, 22:42 »

ลูกหินใจร้ายจริงๆด้วยนะคนที่ชื่อ
(กินแล้วเมาเป่าแล้วดัง)....เอิ้กกกกก

 
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #25 เมื่อ: 18-03-2008, 22:44 »

นี่ก็จ้ิองแต่จะหาคลิปรัฐบาลจีนทำร้ายประชาชน ถ้ามันมีจริง ไอ้พวกเว็บกลุ่มแยกดินแดนทิเบตมันคงเอามาแพร่ไปทั่วแล้ว  แล้ว ซี-เอน-เอน คงไม่รอช้ารีบออนแอร์หรอกครับ คิดแค่นี้ก็พอ นี่มันก็มีแต่อ้างว่าฝ่ายแยกดินแดนตายกี่ร้อยศพ พูดให้มันโหดร้ายเข้าไว้

อีกอย่าง แผนยั่วยุ ออกมาเย้วๆล้อเป้า ทำให้รุนแรงเข้าไว้ หวังให้รัฐบาลกลางลั่นกระสุนนัดแรก หรืออยากเห็นซีนแบบรถถังกลางเทียนอันเหมินในยุคที่คอมมิวนิสต์ปฏิรูปตัวเองไปแล้ว และในช่วงที่ใกล้โอลิมปิก รัฐบาลจีนคงไม่โง่ทำโฉ่งฉ่างอย่างที่คุณคิดหรอกครับ คุณผิดหวังแน่นอน !!

Business Week ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น China Basher ตัวยง โดยเฉพาะไอ้ Bruce Einhorn ยังไม่มีปัญญาหาหลักฐานมาอ้างอิ้งเลย ได้ใช้คีย์บอร์ดทิ่มแทงไปวันๆ สังเกตตั้งแต่ภัยธรรมชาติหิมะตกหนักช่วงตรุษจีนแล้ว จินตนาการบรรเจิดใหญ่ว่า ประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล  ไปๆมาๆ ไอ้คนเขียนแม่งใช้วิธีเขียนข่าวโดยสรุปอีกต่อจาก South China Morning Post, New York Times ยังกะไปเห็นมาเอง ทั้งๆที่ไม่เคยไปจีนเลย แต่มาวิเคราะห์เหตุการณ์เป็นตุเป็นตะ จนคนเขาจับไต๋ได้ จึงออกมายอมรับ วันนี้มันก็เขียนต่อ ไปจับเอาเหตุการณ์ในทิเบต แล้วก็มาเชื่อมกับเลือกตั้งในไต้หวัน โดยถล่ม KMT แล้วเชียร์ DPP ออกนอกหน้า ปล่อยไก่ออกมาทั้งๆที่ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับไต้หวันเลย


เลิกใช้โมหะคติ แล้วอ่านข้อความของคนอื่นดี ๆ ก่อนจะกัดเขาดีกว่าคุณ
บันทึกการเข้า
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 18-03-2008, 23:24 »

ถ้าเป็นคลิปมือถือ ก็ย่อมเป็นไปได้สูงที่จะเป็นคลิปของผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลจีน หรืออย่างน้อยก็ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายทิเบต เพราะฝ่ายสนับสนุนทิเบตคงไม่ปล่อยคลิปแบบนี้ออกมาดิสเครดิตตัวเอง

ผมไม่รู้ว่ามีคลิปหรือภาพข่าวฝ่ายจีนทำร้ายคนออกมามากแค่ไหน ซึ่งถ้าไม่มีเลยก็ดูจะแปลกอยู่พอสมควร เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนคุ้นเคยกับการใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว

ยังไงก็ตาม ตอนนี้ผมเชื่อแล้วว่าฝ่ายทิเบตวางแผนเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ทำเป็นขบวนการ เลือกจังหวะเวลาในปีโอลิมปิก แต่ถ้าจีนตกหลุม เพลี่ยงพล้ำในเกมนี้ ก็ต้องบอกว่าโง่เองครับ

อยากให้คุณดูคลิปในลิงคข้างล่าง์แล้วคิดยังไง
คลิป :: สถานการณ์ 3จ.ภาคใต้
http://video.sodazaa.com/vdoclip.php?qID=2484

จีนตอนนี้อยู่ในสถานการณ์คล้ายกับสหภาพโซเวียตก่อนที่จะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ถ้าจีนไปไทยก็จะไม่เหลือ เกมส์นี้เป็นเกมส์ของมหาอำนาจเพื่อแบ่งแยกแผ่นดินจีน
ทำให้ต่างชาติเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น
เบื้องหลังของดาไลลามะคือ อเมริกาสนับสนุนอยู่ผ่านทาง cia
สื่อตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้เสรีตามที่พูด แต่ทำตามใบสั่งของกลุ่มทุนยิว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2008, 23:37 โดย narong » บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 18-03-2008, 23:28 »

http://www.esnips.com/doc/882686ba-8849-45a2-a238-147c899f30c9/แผนประธานาธิบดี
เรื่อง  ข้อตกลงลับกับ CIA

................จะมีใครสักกี่คนที่จะรู้ว่า รัฐบาลไทยโดย ทักษิณ ชิณวัตร ได้ทําข้อตกลงกับCIA แบบปิดลับ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 (สมัยแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาล)ข้อตกลงนั้นเขียนร่างโดย นายสุรเกียรติ ตามคําสั่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

..................ข้อมูลในข้อตกลงนั้นเป็นหลักฐานยืนยันให้เห็นได้ว่า มีเจ้าหน้าที่ CIA และทหารจากหน่วยงานของสหรัฐมาปฎิบัติการในราชอาณาจักรจริง ตามข้อความที่หนึ่ง

" 1. For purposes of this Agreement, ‘persons" of either Party including all nationals of that Party and all current and former military personnel of that Party."

คำแปล....

" 1. สําหรับข้อตกลงอันนี้ 'บุคคล' ของทั้งสองฝ่าย (ไทยและสหรัฐ) ต้องรวมถึงบุคลากรของฝ่ายนั้นๆ และทหารและอดีตทหารทั้งหมดของฝ่ายนั้นๆ" การมีข้อตกลงระหว่างประเทศเช่นนี้ จึงแสดงให้เห็นว่ามี บุคคล ที่ทํางานกับสหรัฐมาในประเทศไทยจริง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเราก็ควรพิจารณาต่อไป

" 2. Persons of one Party present in the territory of the other shell not, absent the express consent of the first Party. (a) be surrendered or transferred by any means to the international Criminal Court for any purpose, or (b) be surrendered or transferred by any other entity or third country, or expelled to a third country, for the purpose of surrender to or transfer to the International Criminal Court."

คำแปล....

" 2. บุคลากร ของ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่อยู่ในพื้นที่ของอีกฝ่ายหนึ่ง จะต้องไม่ทําการดังต่อไปนี้โดยไม่ได้รับการยินยอมจากฝ่ายแรกก่อน(a) จับกุมหรือส่งตัวไปให้ศาลโลก (International Criminal Court) โดยวิธีใดก็ตาม(b) จับกุมหรือส่งตัวโดยฝ่ายอื่นๆ หรือประเทศที่สาม (ที่ไม่ใช่ไทยหรือสหรัฐ) หรือไล่ออกไปยังประเทศที่สาม เพื่อส่งตัวไปให้ศาสโลก (International Criminal Court) "

จากข้อตกลงที่สองนี้ รัฐบาลไทยจะไม่มีสิทธิส่งตัวทหารอเมริกันที่กระทําผิด หรือบุคลากร (CIA) ของสหรัฐที่กระทําผิดไปให้ศาลโลกพิจารณาเป็นอันขาด รัฐบาลไทยจะต้องขออนุญาตสหรัฐอเมริกาก่อน แม้ว่าบุคลากรของสหรัฐนั้นทําผิดกฎหมายแล้วก็ตาม

" 3. When the United States extradited, surrenders, or otherwise transfers a person of the Kingdom of Thailand to the third country, the United States will not agree to the surrender or transfer of that person to the International Criminal Court by the third country, absent the express consult of the Government of the Kingdom of Thailand. "

คำแปล....

" 3. หากสหรัฐจะส่งมอบตัวบุคลากรชาวไทยไปยังประเทศที่สาม สหรัฐอเมริกาจะไม่ส่งบุคลากรผู้นั้นไปยังศาลโลก โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลไทยก่อน "

.....ข้อความนี้ชี้ในเห็นว่าสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานCIAในประเทศไทยจริง และมีอิสรภาพทางอํานาจพอที่จะจับกุมตัวคนไทยเมื่อไรก็ได้ เพียงแต่จะต้องขออนุญาตรัฐบาลไทยก่อนส่งตัวออกนอกประเทศเท่านั้น และที่สําคัญที่สุดคือ ข้อตกลงนี้แสดงในเห็นว่าจะต้องมีที่ควบคุมตัวนักโทษและขังไว้ในพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่งภายในราชอาณาจักรไทยอย่างแน่นอน

..... รัฐบาลทักษิณ ได้พยายามปกปิดการจัดตั้งศูนย์ Counter Terrorist Intelligence Center (CTIC) มาเกือบ 5 ปีแล้ว ศูนย์ลึกลับในภาคใต้นี้เป็นของสหรัฐอเมริกาและบริหารโดยหน่วยงาน CIA ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา แต่ความลับนั้นกลับถูกเปิดเผยโดยรายงานของ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ของสหรัฐเสียเอง

....... ได้ปรากฏหลักฐานตามรายงานของ CSIS ได้กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์ CTIC ในภาคใต้เพื่อต่อต้านกลุ่ม JI และ Al Qaeda โดยมี CIA เป็นผู้วางโครงสร้าง ให้เงินทุนสนับสนุน และวางแผนการปฎิบัติงานทุกอย่าง นอกจากนี้แล้วตํารวจและทหารไทยที่เกี่ยวข้องก็อยู่ภายใต้การบัญชาการโดยตรงของ CIA ความว่า...

"Working directly with at least a score of CIA operatives, the Counter Terrorism Intelligence Center (CTIC) combines key personnel from Thailand's three main security agencies: the National Intelligence Agency; the Thai police, and the armed forces.The CTIC relies heavily on the CIA for its structure, guidance, and funding. The two agencies share facilities, equipment, and information on a daily basis....The Thai government, which has often asserted that Thailand is free of terrorist, has never publicly acknowledged the existence of the CTIC. "
(อ่านรายงานทั้งหมดที่ http://www.csis.org/tnt/ttu/ttu_0310.pdf )

...... ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการจัดตั้งศูนย์ CTIC นั้นเกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ผลกระทบที่จะมีต่อวัฒนธรรมในพื้นที่และสังคมของชาวบ้านในภาคใต้ จึงไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของรัฐบาลไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้วการกระทําต่างๆของศูนย์ CTIC อาจทําให้เกิดความขัดแย้งภายใน เช่นนโยบายไล่ล่าและกักขังชาวบ้านมุสลิมที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านสหรัฐอเมริกา

...... และทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของ CTIC สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ เพราะการทํางานของหน่วยงาน CIA ใน "War on Terrorism" นั้นไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทยหรือแม้แต่กฎเกณฑ์ของ Geneva Convention เมื่อถูกจับกุมแล้ว ผู้ต้องหาก็ไม่มีสิทธิที่จะหารือกับทนายใดๆทั้งสิ้น แม้ว่าเขาจะเป็นผู้บริสุทธิก็ตาม จะเห็นได้จากกรณีของนาย จาเมา (นักโทษของ "War on Terrorism" ที่ Gauntanamo Bay)

"พวกเขาจะสอบสวนผมเป็นเวลา 12 ชั่วโมงติดกัน ในขณะที่ตรึงแขนผมไว้ด้วยโซ่ เมื่อผมไม่ยอมให้พวกเขาฉีดยา psychoactive drugs ผมก็ได้ยินเสียงผู้คุมฝรั่งทั้งหลายเร่งผีเท้า กันเข้ามาทางห้องขังของผม พวกเขามีกันทั้งหมดห้าคน ใส่ชุดเกราะเข้ามาเตะต่อยผม และตีด้วยไม้ตะบองจนผมเจ็บระบมไปทั้งตัว พวกเขาตะโกนพร้อมกันว่า Comply, comply, comply. Do not resist. Do not resist.ผู้คุมคนหนึ่งเตะผมอย่างแรงจนทําให้เกิดอาการอักเสบที่กระดูกสันหลังหลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมงในขณะที่ผมกําลังเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ผู้คุมคณะที่สองก็เข้ามาเตะต่อยผมอีก ผู้คุมอเมริกันคนหนึ่งขู่ว่าจะฆ่าครอบครัวของผมให้สิ้น หลังจากนั้นเขาก็พาผมไปขังไว้ในห้องแคบมากๆที่ร้อนระอุในตอนกลางวัน พอตอนกลางคืนพวกเขาก็เปิดไฟในห้องให้สว่างจนนอนไม่หลับ รวมทั้งเปิดพัดลมอย่างแรงทําให้ห้องเย็นยะเยือก จนผมต้องลงไปหลบลมอยู่ใต้เตียง เขาต้องการทําลายผมทั้งทางกายและใจ....เพื่อให้ได้มาซึ่งคําสารภาพ....แม้ว่าผมจะเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ตาม"

.......การกระทําทั้งหมดนี้ CIA จึงใช้ตํารวจไทยเป็นเครื่องมือ โดยมีผลประโยชน์ผ่านไปทาง พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบช.สตช. ในรูปของการจัดตั้งโรงเรียนสืบสวนพิเศษขึ้นที่ นนทบุรี เพื่อฝึกในการหาข้อมูลและจับกุม

...... จากนั้นได้ใช้อำนาจทางการเมือง ต่อรองให้ นายกทักษิณ ชินวัตร ยุบหน่วยงาน ศอบต. ซึ่งดำเนินการโดยกองทัพไทย แล้วจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ ที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ CIA ปฏิบัติการใน 3 จ.ภาคใต้ และเข้ากุมอำนาจบัญชาการทั้งหมดเสียเอง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในอาณัติ และกองกำลังสิงคโปร์ได้ใช้ฝึกภาคสนามปฏิบัติการวินาศกรรม อุ้มฆ่า ตามคำสั่งของ CIA ซึ่งทําให้เกิดความแค้นเคืองระหว่างคนไทยด้วยกันเองเป็นอย่างมาก
อันเป็นผลทำให้เหตุการณ์ภาคใต้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขยายวงกว้าง และไม่เคยจับตัวขบวนการที่แท้จริงมาได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งซึ่งจะเห็นได้ชัดในหลาย ๆ ครั้ง คือการวินาศกรรมหลายสิบจุด ในวันและเวลาเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย กว่ากองทัพไทยเป็นอย่างมาก



--------------------------------------------------------------------------------


<><><><>ข้อความสมบูรณ์ของข้อตกลง

"1. For purposes of this Agreement, 'persons" of either Party including all nationals of that Party and all current and former military personnel of that Party.

2. Persons of one Party present in the territory of the other shell not, absent the express consent of the first Party. (a) be surrendered or transferred by any means to the international Criminal Court for any purpose, or (b) be surrendered or transferred by any other entity or third country, or expelled to a third country, for the purpose of surrender to or transfer to theInternational Criminal Court.

3. When the United States extradited, surrenders, or otherwise transfers a person of the Kingdom of Thailand to the third country, the United States will not agree to the surrender or transfer of that person to the International Criminal Court by the third country, absent the express consult of the Government of the Kingdom of Thailand.

4. When the Government of the Kingdom of Thailand extradites, surrenders, or otherwise transfers a person of the United States of America to a third country,the Government of the Kingdom of Thailand will not agree to the surrender or transfer of that person to the International court by the a third country ,absent the express consent of the Government of the United States.

5. The Agreement will remain in force until one year after the date on which one Party notified the other of its intent to terminate this Agreement. The provisions of this Agreement shall continue to apply with respect to any act occurring ,or any allegation arising, before the effective date of termination.If the proposal set forth herein is acceptable to the Government of the Kingdom of Thailand ,this note and Your Excellency’s affirmative note in reply shall constitute an Agreement between our two Governments which would enter into Force on the date of Your Excellency’s note.”

I am pleased to inform Your Excellency that the undertakings contained in the above-quoted note are acceptable to my Government, and that Your Excellency’s note and this reply thereto constitute an Agreement between our two Government effective immediately. Accept, Excellency, the renewed assurances of my highest consideration

Surakiart Sathirathai
Minister of Foreign Affairs of Thailand
--------------------------------------

3 June B.E.2546(2003)
Excellency,I have the honor to acknowledge the receipt of Your Excellency’s Note dated 3 June 2003 ,reading as follows:“I have the honor to refer to recent discussions between representatives of the Government of the United States of America and the Government of the Kingdom of Thailand regarding the Surrender of Persons to the international Criminal Court and to propose the following Agreement:The Government of the United of America and the Government of the Kingdom of Thailand, hereinafter “ the Parties” Reaffirming the importance of bringing to justice those who commit genocide, crimes against humanity and war crimes.Recalling that the Rome Statute of the International Criminal Court done at Rome on July 17,1998 by the United Nations Diplomatic Conference of Plenipotentiaries on the establishment of the an International Criminal Court is intended to the complement and not supplant national criminal jurisdiction.Considering that the Government of the United States of America has expressed its intention to investigate and to prosecute where appropriate acts within the jurisdiction of the International Criminal Court alleged to have been committed by its officials, employees, military personnel or other nationals.Considering that the Government of the Kingdom of Thailand has signed the Rome Statute of the International Criminal Court on October 2,2000Bearing in mind Article 98 of the Rome statute:Hereby agree as follow:

His Excellency
Darryl N. Johnson
Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary,
Embassy of the United States of America
จากคุณ Special Force (4/3/2549 5:03:09


 

  <><><><>ผู้ส่ง  อาโน (copy มาจากคุณ Special Force)    email     url     ip   
<><><>125.24.5.14   ส่งเมื่อ  08 มี.ค.49  -  14:55

http://www.khunnamob.net/board/show.php?Category=khunnamob&forum=6&No=625&PHPSESSID=684ff21d6f96a35c5ee7207b2f6b83e3&page=7#199
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 18-03-2008, 23:37 »

http://www.darkconspiracy.com/conspiracies/bigbrother/cia/ciaop.txt

From: Ralph McGehee <rmcgehee@igc.apc.org>
Newsgroups: alt.conspiracy
Subject: CIA Ops in Tibet, Sudan and Cuba
Message-ID: <APC&1'0'4d7655c4'4aa@igc.apc.org>

/* Written  9:16 AM  Jan  1, 1997 by rmcgehee in igc:alt.pol.org.ci */
/* ---------- "CIA Ops in Tibet, Sudan and Cuba" ---------- */
   "Western intervention in the affairs of other civilizations
   is probably the single most dangerous source of instability and
   potential global conflict in a multi-civilizational world."
                 S. Huntington, 1996.

                 NEW CIA COVERT OPERATIONS               

   It appears that former DCI John Deutch is getting his wish
and the CIA is conducting or escalating yet another paramilitary and
political action operation, this time in Tibet. The CIA also runs
paramilitary operations in The Sudan, Libya, Iraq and probably many others. 
In Tibet, it appears that the Agency is using the cover of Fulbright
Scholarships that will be soiled by the presumed or real linkage
to the Agency. There is also compelling evidence that the CIA has and
continues to use the International Committee of the Red Cross to support
paramilitary operations.

   Covert operations against Tibet have been conducted at least since the
mid 1950s but they now again appear to be gaining in momemtum. One wonders
what the CIA expects to accomplish  -- there is no chance of imposing U.S.
will over China, it can be upsetting to China but at the cost of many Tibetan
lives and damage to U.S. relations with China. The recent information says:

   A bomb expoded in the Tibetan capital of Lhasa on 12/25/96 and marked
a violent upturn in the formerly low-key resistance to Chinese rule. A
device detonated ouside a government office -- believed to be base for
operations against the Tibetan movement. A Chinese radio broadcast said
it was "an appalling act of terrorism" and "yet another counterrevolutionary
bombing staged by the Dalai clique."  The London-based "Tibet Information
Network," said Chinese authorities were caught off guard by the explosion.
This is the third bomb known to have been detonated this year.
Washington Times 12/30/96 A13.

   Earlier it was reported that China jailed a Tibetan music expert
touring the Himalayan region on a U.S. scholarship for 18 years for
spying. Ngawang Choephel, was traveling as a Fulbright scholar to
"produce a documentary about traditional music and dance."  He confessed
to having been sent to Tibet by the Dalai Lama clique on behalf of a
foreign country to conduct espionage -- in a thinly veiled references
to the United States. Washington Times 12/28/96 A5.
         
   Another citation re Choepel said confessed to (spying) on behalf of
an unnamed country. Choepel had studied and taught at Middlebury College
in Vermount from 93-94 on a U.S. government-sponsored Fulbright scholarship.
He was affiliated with the Tibetan Institute for the Performing Arts in
Dharamsala, India, where the Dalai Lama's government is based.
Washington Post 12/28/96 A19.

  Other indications of U.S. support for operations in Tibet are:

   A group of marchers trekking seven hours a day from the Chinese embassy
in Washington to New York City. The walk was sponsored by the International
Tibet Independence Movement, the U.S. Tibet Committee, the Tibetan Women's
Association, and Students of Free Tibet. The group was led by Thubten Jigme
Norbu, the Dalai Lama's eldest brother and Palden Gyatso. In 1959, Gyatso
organized 500 monks against the Chinese invasion of Tibet's capital. Larry
Gerstein, a coordinator of the march for Tibet's independence said, "`We'
are not interested in negotiating with China, we're interested in a free and
independent Tibet." The Progressive 5/96 16. (Comment: In 1956 the
American Society for a Free Asia, a CIA front organization, sponsored
a U.S. lecture tour by Thubten Norbu. Prados, J. (1986). Presidents'
Secret Wars 154).

   Radio Free Asia (RFA) started broadcasting to China 9/30/96. RFA,
which eventually intends to also broadcast to Tibet, Burma, Cambodia,
Laos, North Korea and Vietnam, is the result of the U.S. International
Broadcasting Act of 1994 (PL 103-236, title III): "the continuation of
existing U.S. international broadcasting, and the creation of a new
broadcasting service to people of the People's Republic of China and
other countries of Asia, which lack adequate sources of free information
and ideas, would enhance the promotion of information and ideas, while
advancing the goals of U.S. foreign policy." (sec. 302(4).
100662.3356 compuserve.com 9/30/96.

   The National Endowment for Democracy (NED), a CIA surrogate, is also
active re Tibet (as it is in approximately 90 other countries).

   A NED grant to the Tibet Fund of $35,420 to distribute cassettes,
videotapes and booklets on Democracy in Tibet, and among Tibetan exile
communities in India and Nepal. National Endowment for Democracy annual
report 94 49.

   NED funded "Tibet Voice," to produce tapes for distribution. Tapes
included multiple addresses by the Dali Lama. National Endowment for
Democracy Annual Reports 1994 and 1995.

   A NED grant to the International Campaign for Tibet $25,000 to enhance
Chinese knowledge of Tibet by contributing articles about Tibet to
newspapers and magazines within China and abroad; to arrange meetings among
key opinion makers; and to translate books about Tibet into Chinese.
National Endowment for Democracy Annual report 95.

   The International Campaign for Tibet was involved with a meeting
of more than 400 Chinese students, scholars, and prominent Democracy
activists who gathered at Faneuil Hall in Boston for the largest meeting
ever held between the Dalai Lama and Chinese activists to discuss a
democratic future for China and Tibet. Newsletter of NED winter 96.
 

Ralph McGehee คนนี้เป็นอดีต cia และเคยมาปฏิบัติการในไทยช่วง 14 ตุลา 16 ถึง 6 ตุลา 19
ช่วง 6 ตุลา 19 cia เอาแผน CIA and Operation Phoenix in Vietnam มาใช้กับไทยผ่านทางรัฐบาลเผด็จการรวมทั้งฝ่ายนักศึกษาก็ถูกปลุกระดมด้วยคนของ cia
Dark Secrets of the CIA Pt.2
http://youtube.com/watch?v=no6KwMcmsu8
Thailand: Death Squads

Thailand, 1965. Death squads. Lobe, T. (1977). United States national security policy and aid to the Thailand police 67-70

Thailand, 1973-76. General Saiyut Koedphon, deputy head of CSOC and close ally of CIA, admitted that CIA was collaborating with a variety of Thai security agencies, including CSOC. Similarly, deputy director of police, Withun Yasawat, said he was receiving CIA advice and reports as late as 1974. American indoctrination of CSOC and border patrol police during 1960's produced U.S. desired objectives. "Nawaophon" created ISOC officers who in turn has close contacts with CIA, employed covert tactics to search out "subversive elements" within the Thai population. Counterspy, Summer 1980, p. 14

Thailand, 1973-76. The Krathin Daeng (Red Guars), were groups of rightist students with police support that had over 100,000 members including government employees, soldiers, policemen, etc. Group received support and assistance from the internal security command (where CIA had a presence) and the Thai Santiban aka Special Branch. The Red Guars implicated in numerous bombings, killings, shooting and harassment of labor leaders, peasant leaders, etc. Indochina Resource Center Study, 1/1977

Thailand, 1976. A high-ranking official of Seni Pramoj government told a foreign visitor few weeks before October 6 coup, both Nawapon and the Red Gaurs were being financed by CIA. Counterspy, 12/1976, p. 52

Thailand, 1976. Over 10,000 students, professors, political figures, labor and farm leaders arrested since coup. U.S. military aid increased. New junta used CIA-trained forces to crush student demonstrators during coup. 2 right-wing terrorist squads suspected for assassinations tied directly to CIA operations. Bulletin of Concerned Asian Scholars, v9 #3, 9/1977, p. 2

Thailand, 1976. Red Gaurs, an organization of the extreme right, staged provocations against progressive students and assassinations of activists of farmers' federation of Thailand. The number of assassinations by right wingers soared in April 1976 during parliamentary elections. Defense minister Pramarn Adireksan, leader of right wing Thai National party, openly proclaimed the slogan "the right kill the left." Syrokonski. (1983). International Terrorism and the CIA, p. 117-118

Thailand, 1976. Thai border police, element of police most involved in counterinsurgency and which CIA concentrated most of its efforts, carried out an assault by fire against essentially unarmed students, killing at least 100. Counterspy, 12/1976, p. 52


New junta used CIA-trained forces to crush student demonstrators during coup. 2 right-wing terrorist squads suspected for assassinations tied directly to CIA operations.



--------------------------------------------------------------------------------


CIA operations = Operation Phoenix

http://www.serendipity.li/cia/operation_phoenix.htm

CIA and Operation Phoenix in Vietnam
by Ralph McGehee, 1996-02-19


Until outlawed in mid 70s CIA directly involved in assassination attempts against Castro of Cuba, and Congolese leader Lumumba. CIA also encouraged plots that resulted in assassination of Dominican Republic President Trujillo, South Vietnamese president Ngo Dinh Diem in 63 and Chilean Rene Schneider in 73. Most extensive assassination op was Operation Phoenix conducted during latter part of VN war. Twentieth Century Fund. (1992). The Need to Know: Covert Action and American Democracy, 83.

Vietnam, 65-70 details re Vietnam. From 65-68 U.S. and Saigon intel services maintained an active list of VC cadre marked for assassination. Phoenix Program for 69 called for "neutralizing" 1800 a month. About one third of VC targeted for arrest had been summarily killed. Security committees established in provincial interrogation centers to determine fate of VC suspects, outside of judicial controls. Green Berets and navy SEALs most common recruits for Phoenix Program. Green Beret detachment B-57 provided admin cover for other intel units. One was project cherry, tasked to assassinate Cambodian officials suspected of collaborating with NVNese, and kgb. Another was project oak targeted against svnese suspected collaborators. They controlled by special assistant for counterinsurgency and special activities, which worked with CIA outside of general abrams control. Stein. J. (1992), A Murder in Wartime, 360-1.

Vietnam, 66-73 Phoenix op from 1/68 thru 5/71, CORDS reported 20,857 VCI killed. Gvt of VN reported 40,994 from 8/68 thru mid 71. Per cord statistics 12.4% Deaths could be attributed to Phoenix ops. Kenneth osborn of program said Phoenix became a depersonalized murder program. A dept of defense analyst thayer, found that 616 suspected VCI targeted by Phoenix from 1/70 thru 3/71 were killed by Phoenix forces. After war NVNese foreign minister Nguyen Co Thach said CIA's assassination program slaughtered far more than the 21,000 officially listed by the U.S. In some parts of south 95% of communist cadre assassinated or compromised by Phoenix. Manning, R., (ed), (1988), War in the Shadows: the Vietnam Experience, 72.

Vietnam, 68-72 Under Phoenix "security committees" in provincial "interrogation centers" would determine fate suspected NLF. Counterspy spring/summer 78, 8.

Vietnam, 69 Under Phoenix in July 69 "Vietnam information notes," a state dept publication said target for 69 elimination of 1,800 VCI per month. Frazier, H. (ed). (1978), Uncloaking the CIA, 97.

Vietnam, 73 According to Defense Dept official 26,369 South Vietnamese civilians killed under Phoenix while op under direct U.S. control (Jan 68 thru Aug 72 ). By same source, another 33,358 detained without trial. Colby in 73 admitted 20,587 deaths thru end 71 , 28,978 captured, and 17,717 "rallied" to Saigon gvt. Thus approx 30% targeted individuals killed. All Phoenix stats fail to reflect U.S. Activity after "official" U.S. Control of op abandoned. Counterspy spring/summer 75 8.

Vietnam, 75 Counter-spy magazine describes Phoenix Program as "the most indiscriminate and massive program of political murder since the nazi death camps of world war two." Counterspy spring/summer 75 6.

Vietnam, in 82 Ex-Phoenix operative reveals that sometimes orders were given to kill U.S. military personnel who were considered security risks. He suspects the orders came not from "division", but from a higher authority such as the CIA or the ONI. Covert Action Information Bulletin (now Covert Action Quarterly) summer 82 52.

Vietnam. Phoenix Program to neutralize VCI (tax collectors, supply officers, political cadre, local military officials, etc). Plan to send pru or police teams to get in practice, death the frequent result of such ops, some times through assassinations pure and simple. Powers, T. (1979), The Man Who Kept the Secret, 181.

Vietnam. Phoenix Program took over 20,000 lives, 65-72 U.S. Congress,Church Committee Report. (1976) B 1 27.

Vietnam, July 71 Colby inserted chart to Representative Reid showing that some 67,282 persons had been neutralized by Phoenix ops against VC between 68-71 Of these 31 percent had been killed, 26% rallied, and 43% captured or sentenced. Frazier, H. (ed). (1978). Uncloaking the CI, 18.

Vietnam, 67-73 The Phoenix Program used the CIA's assassination squads, the former counter terror teams later called the provincial reconnaissance units (PRU). Technically they did not mark cadres for assassinations but in practice the pru's anticipated resistance in disputed areas and shot first. People taken prisoner were denounced in Saigon-held areas, picked up at checkpoints or captured in combat and later identified as VC. Sheehan, N. (1988), A Bright Shining Lie, 732.

Vietnam, Phoenix Program, late 60 early 70 took over 20,000 lives in Vietnam. U.S. Congress,Church Committee Report. (1976) B 1 27.

Vietnam. Phung Hoang aka Phoenix Program quotas for units set by komer for all 242 districts. One result indiscriminate killing with every body labeled VCI. Powers, T. (1979), The Man Who Kept the Secrets, 181-2.
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 18-03-2008, 23:50 »

(อ่านรายงานทั้งหมดที่ http://www.csis.org/tnt/ttu/ttu_0310.pdf ) ถ้าอ่านไม่ได้ให้ไปที่ลิงค์ข้างล่างนี้

http://www.khunnamob.net/board/show.php?Category=khunnamob&No=625&forum=6&page=7&PHPSESSID=507a355eecd5776f38eeda194e851b5b



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2008, 23:52 โดย narong » บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 18-03-2008, 23:59 »

>>>>>>>>>>>> LTTE นักรบรับจ้าง <<<<<<<<<<

..........สิ่งที่เป็นจริงและเกิดขึ้นจริง จนกลายเป็นเรื่องปกติของเหตุการณ์ 3 จ.ภาคใต้ คือการสังหารรายวัน และการวินาศกรรม เมื่อพิจารณาจากรายงานทางราชการ จะเห็นสิ่งผิดปกติอย่างยิ่ง คือ "เหยื่อ" ที่ถูกสังหาร 100% จะเป็นชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมทั้งสิ้น คำถามที่เกิดขึ้น คือทำไมผู้ก่อการร้ายจึงเลือกสังหารเฉพาะพุทธและอิสลาม ? คำตอบที่อาจจะเหมือนกำปั้นทุบดินที่ตรงเป้าที่สุดก็คือ "ขบวนการนี้ต้องไม่ใช่ศาสนิกของ 2 ศาสนานี้" .........โดยใช้มูลฐานจากคำตอบดังกล่าวมาประมวล พบว่า LTTE นับถือฮินดู เป็นศัตรูอิสลาม(แสดงภาพตัวอย่างรัฐอโยธยา อินเดีย) และเป็นศัตรูกับศาสนาพุทธ(แสดงภาพตัวอย่างศรีลังกา) LTTE ได้รับการฝึกอาวุธและสนับสนุนทางการเงินจาก CIA และ Mossad ดังปรากฏหลักฐานจากบันทีกศาลสูงของ US โดย Senator John Kiri.ว่า "...Justice Jain has linked Chandraswami (LTTE)with the infamous and now defunct Bank of Credit and Commerce International (BCCI) in which arms dealer Adnan Kashoggi, several terrorist groups, and intelligence outfits by the CIA and Mossad accounts. The money in it was used for terrorist operations and political assassinations. The report is quoted as saying that $4 million of Mr Kashoggi's money was transferred to the LTTE's accounts. Justice Jain had said this on the basis of a 130-page document prepared by US Senator John Kiri. ..." ............หน่วยรบพิเศษของ LTTE ภายหลังจากได้รับการฝึกอย่างเข้มข้น ทั้งด้านการยุทธ(จาก NG) และการข่าว(จากCIAและMossad) จะถูกส่งฝึกงานภายในประเทศศรีลังการะยะหนึ่ง จากนั้นจะออกทำงานนอกประเทศ ในฐานะ "นักรบรับจ้าง" เพื่อหาเงินเข้ามาบำรุงLTTE ซึ่งถือว่าเป็น "หน้าที่ศักดิ์สิทธิ์" โดยมี CIA และ Mossad เป็นAgent รับงาน Terrorist จากทุกกลุ่มทั่วโลก หลักฐานจากเอกสารรายงานหน่วยสืบราชการลับแคนาดา(CANADIAN SECURITY INTELLIGENCE SERVICE ) แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายของLTTE และการสนับสนุนด้านอาวุธจากMossad(อิสลาเอล)ต่อ LTTE "...... Subsequent investigations revealed, however, that the Stillus Limassul was not included in Lloyds international shipping registry but was, in fact, owned by the LTTE itself. Further inquiries uncovered a paper trail that led to Ben Tsoi, an Israeli arms subcontractor who had arranged the mortar deal and apparently had been bribed by the Tigers to let one of their own freighters pick up the consignment. It is believed that Tsoi’s company, L.B.J. Military Supplies, had persuaded ZDI to agree to the “sting” by providing false information to Colombo confirming that the shipment had been loaded, as scheduled, at the Mozambican port of Beira และหน่วยรบพิเศษของ LTTE นี้เองได้รับการว่าจ้างประเทศหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อที่น้อยกว่าเกาะภูเก็ต ไม่มีสินค้าออก ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม แต่กลับมีตลาดหุ้น และมีรายได้จากค่าจ้างการเป็นนายหน้าเพียงอย่างเดียว ปกครองด้วยระบบเผด็จการผูกขาดแบบครอบครัว ประเทศดังกล่าวที่ว่านี้ ประสพปัญหาพลเมืองล้นประเทศ ถึงขนาดออกกฏหมายห้ามประชาชนมีบุตร ได้มองเห็นว่าจังหวัดชายแดนไทยภาคใต้ เหมาะแก่การที่จะเข้ายึดครองเป็นพื้นที่ประเทศที่สองของตน แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวของไทยนั้นยังติดปัญหาเรื่องประชาชนในพื้นที่นี้นับถือศาสนาอิสลาม และพุทธ จึงต้องทำการกวาดล้างผลักดันออกไปให้หมด ก่อนที่จะเข้ายึดครองอย่างถาวร ดังนั้นจึงได้ว่าจ้างหน่วยรบพิเศษ LITE ซึ่งต่อต้านศาสนาพุทธและอิสลามาทำหน้าที่ล่าสังหาร ประชาชนชาวไทยในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ส่วนประเทศดังกล่าวที่ว่านี้ ปัจจุบันได้ออกกฏหมายใหม่ สนับสนุนให้ประชาชนในประเทศตนมีบุตรได้ไม่จำกัด จึงสอดคล้องกับหลักฐานที่กล่าวข้างต้น (เพราะหากไม่เช่นนั้น ประชาชนที่เกิดใหม่จะอยู่ในประเทศนั้นได้อย่างไร เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยจำกัดเป็นอย่างยิ่ง) source :: http://nonlaw.com

...........จากข้อความในกระทู้ที่แล้วนั้นไม่เป็นที่สงสัยในสมรรถนและศักยภาพส่วนบุคคลของเหล่า "นักรบLTTE" ต่อไป และเป็นคำตอบได้ว่า เหตุใด ในพื้นที่ซึ่งได้รับการป้องกันรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ยังเกิดเหตุการลอบวางระเบิด หรือการลอบสังหาร ขึ้นได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ยิง รอง.ผวจ.ปัตตานี (นายสุนทร ฤทธิภักดี) ที่ถูกยิงด้วยทีมNight Ghost ด้วยปืนPIW'06 (เริ่มค้นคว้าลงมือผลิต1997 จะออกใช้ในสนามจริงปี2006 ...ลักษณะใช้กระสุนหัวระเบิดได้4 ขนาด : ลำกล้องล่าง 5.56 mm, 9mm ระยะหวังผล 720 ft.ในลำกล้องล่าง : ลำกล้องบน ใช้กระสุนได้ 2 ชนิดคือ 20mm(Ammo Exp.) 20mm(Smart Ammo Exp. เจาะเกราะ-ถ่วงเวลาทำลายบังเกอร์) หัวกระสุนเคลือบด้วยสารDUร้ายแรงกว่าเชื้อโรค ...ดูภาพด้านบน) ปืนดังกล่าวนี้หัวหน้าหน่วยNG ได้นำมาทดลองประสิทธิภาพ (ปืนถูกนำเข้ามาในประเทศไทย โดยอาศัยช่วงการฝึกCobra Gold2004 ) ดังนั้นการพิสูจน์แผลจากการถูกยิง หรือวิถีกระสุนจึงไม่อาจทำได้ตามปกติด้วยวิชาการแพทย์

......จุดที่ควรพิจารณา : ก่อนเกิดเหตุการณ์ ได้มีการซุ่มยิง ชรบ.2 คนบาดเจ็บ จึงมีการสื่อสารเพื่อเข้าClear พื้นที่โดยกำลังจากค่ายคอหงส์ โดยการสื่อสารดังกล่าว ทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถล่วงรู้ความเคลื่อนไหวและซุ่มดักรออยู่ก่อน ในกรณีดังกล่าวนี้ ไม่เป็นที่สงสัยในเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยของฝ่ายตรงข้าม เพราะจากรายงาน(เฉพาะ) ของกองบังคับการตำรวจน้ำ (ซึ่งไม่ได้เผยแพร่ในสื่อไทย) ยืนยันชัดเจนว่า LTTE มียุทธภัณฑ์ที่ทันสมัยจึงสามารถดักจับความเคลื่อนไหวของฝ่ายเราได้ ดังข้อความว่า

"...Marine Police who arrested LTTE member recovered several items including radio communication equipment, global positioning systems, sonar, satellite equipment and telephones. They also found Pattane State propaganda material, including Islamic Human Rights Commission Letter, posters, photographs, video and audio cassettes....(FAS)

............ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น จะเห็นได้ถึงความสำเร็จในการ "ยึดพื้นที่ทางสมอง" ของสงครามข่าวสาร(Information Warfare) จากผลของ "ข่าว" ที่ไปจาก Web ที่บริหารโดยเจ้าหน้าที่ CIA ได้กระจายข่าวแก่สื่อสากลเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้สังคมโลกเชื่อว่า เหตุการณ์ภาคใต้เกิดจาก "ขบวนการแบ่งแยกดินแดนไทยมุสลิม" ไม่มีข้อความใดที่กล่าวถึง LTTE เลยแม้แต่วลีเดียว
ลปัจจุบัน ทีมล่าสังหาร Night Ghost ได้ถูกว่าจ้างให้เป็นครูฝึก แก่หน่วยรบพิเศษของประเทศที่กล่าวในความเห็นที่แล้ว และออกฝึกปฏิบัติการล่าสังหาร เพื่อเคลียพื้นที่ผลักดัน ชาวอิสลามและชาวพุทธออกจากพื้นที่ ให้หมดสิ้น ก่อน และ/หรือ พร้อม ๆ กันกับการประกาศใช้ พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งประเทศดังกล่าวนั้น จะได้อาศัยช่องทางอ้างความชอบธรรมของกฏหมายนั้นเข้าครอบครองพื้นที่ 3 จชต. เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากค่าเรือที่ผ่าน "คลองกระ" ซึ่งจะขุดขึ้นภายหลังที่ประกาศเป็นประเทศใหม่ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษนี้แล้วโดยสมบูรณ์
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมา คือ หลักฐานที่สามารถยืนยันถึง ที่มาที่ไปของขบวนการก่อการร้ายใน 3 จชต ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และมั่นใจได้เลยว่า แม้ว่าจะมีอีก 500 ทักษิณ ก็ไม่สามารถจะกำหราบปราบปรามให้ราบคาบได้ เพราะเป้าหมายหลักของ องค์กรที่สนับสนุนอยู่นั้นก็คือ " การแบ่งผืนแผ่นดินไทย ตั้งประเทศใหม่" โดยไม่มีข้อแม้ ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ

........... เวลา และ สถานการณ์อันใกล้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เลือดไท ยังเข้มข้น และพร้อมที่จะสละเพื่อรักษาไว้ซึ่งแผ่นดินเกิด เช่นบรรพบุรุษไทย ได้สร้างและรักษาแผ่นดินให้เรายุคปัจจุบัน ได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุขในทุกวันนี้
..... ในยุคก่อนชนชาติไทยมีไม่ถึงล้าน สร้างแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลให้ลูกหลานรุ่นเรา
......... แต่ ณ เวลาปัจจุบัน ไทเรามีเกือบ ร้อยล้าน แม้ไม่สามารถจะสร้างแผ่นดินเพิ่มได้สักหนึ่งตารางเซ็นติเมตร ...แล้วมีปัญญารักษาแผ่นดินที่มีอยู่ให้เหลือเท่าเดิมหรือไม่
... หรือ ว่าจะเปลี่ยนหัวใจเป็น " นักธุรกิจ "  ขายทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้กระทั่งประเทศชาติแผ่นดินเกิด...เพียงคำว่า " กำไร " กระนั้นหรือ ??

"""""""""""""""""""""""""""""""""" http://nonlaw.com """"""""""""""""""""""""""""""

http://www.khunnamob.net/board/show.php?Category=khunnamob&No=617&forum=6&page=5&PHPSESSID=507a355eecd5776f38eeda194e851b5b
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #31 เมื่อ: 19-03-2008, 00:07 »

http://www.procons.info/index.php?lay=show&ac=article&Id=569299

เร่งเปิดโปง CTIC สถานะการณ์ภาคใต้+แผนการเจ็ดขั้นเพื่อส่งผลให้อเมริกาขึ้นเป็นจ้าวโลก

เร่งเปิดโปง CTIC เพื่อขจัดการครอบงำสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยต่างชาติ ?

CTIC –ต้องไม่หายไปกับสายลมยามดึก !
เอกสารที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธส่งมอบต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อกลางดึกคืนวันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2547 จะมีรายละเอียดอย่างไร จนใจที่ “เซี่ยงเส้าหลง” ไม่อาจรับรู้ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมที่ส่อเค้าว่าอาจจะมีการตกลงบางประการระหว่างรัฐบาลชุดที่แล้ว กับสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว
ก่อนหน้าสัก 2 – 3 สัปดาห์ นักวิเคราะห์สถานการณ์ในบ้านเราฮือฮากับรายงานชิ้นหนึ่งที่ปรากฏในเว็บไซต์ขององค์กร Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ของสหรัฐอเมริกาเอง ที่ระบุว่ามีหน่วยปฏิบัติการร่วมไทย-สหรัฐอเมริกาภายใต้ชื่อ Counter Terrorist Intelligence Center หรือ CTIC ที่อย่าว่าแต่คนไทยทั่วไปจะไม่รู้เรื่องเลย รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่รู้เรื่อง และมีอีกบางเว็บไซต์นำไปถ่ายทอดต่อ
รายงานขนาด 6 หน้าชิ้นนี้มีขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 เป็นการฉายภาพรวมการทำงานต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลอเมริกันทั่วโลก โดยมีเรื่อง CTIC รวมอยู่ด้วยส่วนหนึ่งในหน้า 3 ภายใต้หัวข้อ....

“CIA, Thai Agencies Unite to Root Out Al Qaeda”

เนื้อหาระบุว่า CITIC ตั้งขึ้นในช่วงต้นปี 2544
จะเป็นเอกสารมโนสาเร่หรือไม่ กรุณาเปิดเว็บไซด์ศึกษาได้โดยตรง โดยเปิดหาที่ www.csis.org หรือจะเปิดไปถึงที่หมายโดยตรงเลยก็ได้ที่ ........ สาระสำคัญโดยสังเขปอยู่ตรงย่อหน้าต่อไปนี้....
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอเมริกันยุคจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชคือการทำสงครามกวาดล้างขบวนการมุสลิมจารีตนิยมทั่วโลก เอเชียอาคเณย์เป็นจุดหนึ่งที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามอยู่หนาแน่น
หน่วยงานด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งในฟิลิปินส์, อินโดนีเซีย และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต่ของประเทศไทย ล้วนเป็นเครือข่ายของขบวนการอัลกออิดะฮ์
เรื่องนี้มีรายละเอียดปรากฎอยู่ในหลายเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น....
มีบางเว็บไซต์ อาทิ ...... เสนอบทวิเคราะห์เรื่อง CTIC ไว้ – ขอนำมาสรุปโดยสังเขปต่อไปนี้
WEBSITE ที่น่าอ่าน ?


http://www.csis.org/tnt/ttu/ttu_0310.pdf
http://fpc.state.gov/documents/organization/27533.pdf
http://www.usembassy.it/pdf/other/RL31152.pdf
www.fridaycallege.org


มีรายงานชิ้นหนึ่งของสหรัฐ ระบุชัดเจน CIA แอบเข้ามาตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้นาน 3 ปีมาแล้ว “ไฟใต้ - ก่อการร้าย - CIA” จึงเป็นสมการที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง
รัฐบาลไทยพยายามปกปิดการจัดตั้ง CTIC มาเกือบ 3 ปีแล้ว ศูนย์ลึกลับในภาคใต้แห่งนี้เป็นของสหรัฐอเมริกา บริหารงานโดยหน่วยงาน CIA ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา
ทว่า ความลับนั้นกลับถูกเปิดเผยโดยรายงานของ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ของสหรัฐอเมริกาเอง
รายงานของ CSIS ได้กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์ CTIC ในภาคใต้ เพื่อต่อต้านกลุ่มเจไอและอัลกออิดะฮ์ โดยมี CIA เป็นผู้วางโครงสร้างให้เงินทุนสนับสนุน และวางแผนการปฎิบัติงานทุกอย่าง โดยตํารวจและทหารไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องอยู่ภายใต้การบัญชาการโดยตรงของ CIA
การจัดตั้ง CTIC นั้น เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ผลกระทบที่จะมีต่อวัฒนธรรมในพื้นที่ และสังคมของชาวบ้านในภาคใต้ จึงไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของรัฐบาลไทยแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนี้แล้วการกระทําต่าง ๆ ของ CTIC อาจทําให้เกิดความขัดแย้งภายใน เช่นนโยบายไล่ล่าและกักขังชาวบ้านมุสลิม ที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านสหรัฐอเมริกา  เจ้าหน้าที่ของ CTIC สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ เพราะการทํางานของ CIA ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terrorism) นั้น ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทย หรือแม้แต่กฎเกณฑ์ของสนธิสัญญาเจนีวา
เมื่อถูกจับกุมแล้ว ผู้ต้องหาก็ไม่มีสิทธิที่จะหารือกับทนาย แม้ว่าเขายังคงถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิตามกฎหมายก็ตาม จะเห็นได้จากกรณีของนายจาเมา นักโทษของสงครามการต่อต้านการก่อการร้ายรายหนึ่งที่ถูกคุมขังอยู่ที่อ่าวกวนตานาโม
“พวกเขาสอบสวนผม เป็นเวลา 12 ชั่วโมงติดต่อกัน ในขณะที่ตรึงแขนผมไว้ด้วยโซ่ เมื่อผมไม่ยอมให้พวกเขาฉีดยา psychoactive drugs ผมก็ได้ยินเสียงผู้คุมฝรั่งทั้งหลาย เร่งผีเท้ากันเข้ามาทางห้องขังของผม พวกเขามีกันทั้งหมดห้าคน ใส่ชุดเกราะเข้ามาเตะต่อยผม และตีด้วยไม้ตะบอง จนผมเจ็บระบมไปทั้งตัว พวกเขาตะโกนพร้อมกันว่า Comply, comply, comply. Do not resist. Do not resist. ผู้คุมคนหนึ่งเตะผมอย่างแรง จนทําให้ผมเกิดอาการอักเสบที่กระดูกสันหลัง....
“หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมง ในขณะที่ผมกําลังเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ผู้คุมคณะที่สองก็เข้ามาเตะต่อยผมอีก ผู้คุมอเมริกันคนหนึ่งขู่ว่า จะฆ่าครอบครัวของผมให้สิ้น....
“หลังจากนั้น เขาก็พาผมไปขังไว้ในห้องแคบมากๆ ที่ร้อนระอุในตอนกลางวัน พอตอนกลางคืน พวกเขาก็เปิดไฟในห้องให้สว่างจนนอนไม่หลับ รวมทั้งเปิดพัดลมอย่างแรงทําให้ห้องเย็นยะเยือก จนผมต้องลงไปหลบลมอยู่ใต้เตียง.....
“เขาต้องการทําลายผมทั้งทางกายและใจ.... เพื่อให้ได้มาซึ่ง คำ สารภาพ.... แม้ว่าผมจะเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ตาม”
การกระทําทั้งหมด CIA มักจะใช้ตํารวจไทยเป็นเครื่องมือเบื้องต้น ในการหาข้อมูล และจับกุม ซึ่งทําให้เกิดความแค้นเคืองระหว่างคนไทยด้วยกันเอง เป็นอย่างมาก
เนื่องจากศูนย์ CTIC และ CIA เป็นหน่วยงานของต่างชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคใต้ จึงไม่ใช่ปัญหาระดับชาติ แต่เป็นปัญหาที่เรียกว่า US Fundamentalism ซึ่งเป็นจักรวรรดินิยมในรูปแบบหนึ่ง
เรากําลังเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกา ที่ใช้กําลัง ทหารเพื่อบีบบังคับให้ประเทศอื่น ให้มองโลกจากมุมมองและกรอบคิดของตน ในรอบร้อยปีที่ผ่านมานี้ สหรัฐอเมริกาก็เคยมีแนวโน้มไปทาง Fundamentalism เหมือนกับที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะแนวคิดแบบ “เสรีนิยม” ในช่วงทศวรรษที่ 1960 หรือช่วงสงครามเวียดนาม ที่สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาตั้งฐานทัพทางทหารในประเทศไทย ในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970
ทําให้เยาวชนและนักศึกษาไทยในช่วงนั้น ต้องเติบโตมากับสงครามเวียดนาม เติบโตมากับเสียงฝูงบิน B - 52 เติบโตมากับภาพหญิงไทยกอดอยู่กับทหารฝรั่ง และเติบโตมากับรัฐบาลเผด็จการ ที่เอาแต่จะเสพสุขไปวัน ๆ
การยินยอมให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงดังกล่าว จึงเป็นชนวนทําให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลอย่างแรง ไม่ต่างจาก "ไฟใต้" ที่กําลังปะทุขึ้นมาในขณะนี้ เพียงแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นั้น มันถูกจุดประกายขึ้นโดยนักศึกษาที่มิใช่ชาวมุสลิม คงเป็นที่น่าขบขันไม่น้อยทีเดียว เมื่อรัฐบาลพยายามจะฉลองครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาคม 1973 ด้วยการไว้อาลัยอย่างเงียบ ๆ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับการฉลองที่แท้จริงกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
คนไทยนั้นไม่ชอบการถูกครอบงำโดยต่างชาติเป็นธรรมดา ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาช้านานแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธ ชาวมุสลิม หรือชาวกฟผ. !
การที่ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านการดําเนินนโยบายเอาใจต่างชาติโดยรัฐบาลเผด็จการนั้น จึงเป็นเรื่องปกติของประวัติศาสตร์ชาติไทย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้ว่า สหรัฐอเมริกานั้นเป็นเพื่อนที่น่ารําคาญ
ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า เพื่อนที่น่ารําคาญผู้นี้ นอกจากจะยัดเยียดให้จัดตั้ง CTIC อย่างลึกลับแล้ว ยังเปิดเผยรายงานการจัดตั้งดังกล่าวต่อสาธารณะ ให้รัฐบาลไทยต้องขายหน้าอีกต่างหาก !
ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลควรจะร่วมมือกับประชาชน เพื่อขจัดปัญหาการเข้ามาครอบงำโดยต่างชาติอย่างจริงจัง
นั่นหมายถึงการยกเลิกให้ต่างชาติ เข้ามาใช้สถานที่และฐานทัพภายในประเทศ อันนํามาซึ่งปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธจุดชนวนสำคัญออกมาแล้ว
อย่าให้มันล่องลอยไปกับสายลมยามดึกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีวันแรก และการซื้อหุ้นสโมสรลิเวอร์พูลเลย
รัฐบาลไหนแอบไปตกลงให้เกิด CTIC ขึ้น เป็นคำถามที่คนไทยทุกคนอยากได้คำตอบ
หน้าตาเว็บไซต์ ..... แกะรอย CTIC จากฉก. 399 !
หน่วยเฉพาะกิจ 399 หรือฉก. 399 คือ “ข้อมูล”, “หลักฐาน” และ “ใบเสร็จ” ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาคือตัวการสำคัญที่ทำให้รัฐบาลพม่าไม่ไว้วางใจและหวาดระแวงไทย
เป็น “มูลเหตุพื้นฐาน” ของความตึงเครียดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2544 และเมษายน 2545
การเผชิญหน้ากันระหว่างไทย-พม่า และการใช้นโยบายทางทหารอย่างแข็งกร้าวภายใต้การนำของแม่ทัพภาคที่ 3 ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศปิดด่านแม่สายตั้งแต่ต้นปี 2544, การห้ามไม่ให้ส่งออกยุทธปัจจัย 4 ประเภทเข้าพม่า ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค ยานยนต์ ข้าวสาร, การกักไม่ให้ขบวนรถบรรทุกอุปกรณ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าท่าขี้เหล็กผ่านด่านแม่สาย ตลอดจนการปะทะกันด้วยกำลังทหารตามแนวชายแดน เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยหน่วยงานหนึ่ง
“หน่วยเฉพาะกิจ 399” -“ฉก. 399” เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงที่กองทัพบก (ทบ.) ก่อตั้งขึ้นภายใต้การสนับสนุนของกองทัพสหรัฐอเมริกา
แม้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น จะลงนามในคำสั่งก่อตั้งเมื่อปลายเดือนเมษายน 2544 แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ฉก. 399 เริ่มปฏิบัติการมาตั้งแต่ปลายปี 2543 ในยุครัฐบาลชวน หลีกภัยแล้ว
ฉก. 399 ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยกำลังพล 4 กองร้อย มาจากกรมทหารราบที่ 7 จำนวน 2 กองร้อย กองพลรบพิเศษที่ 2 จำนวน 2 กองร้อย และตชด.อีก 1 กองร้อย
กองทัพสหรัฐส่งหน่วยรบพิเศษที่ประจำการในภาคพื้นแปซิฟิค ณ เกาะกวม เข้ามาทำหน้าที่ช่วยฝึกสอนงานด้านการข่าวและการปฏิบัติการต่อเป้าหมาย
วัตถุประสงค์ – อ้างว่าเพื่อสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดโดยเฉพาะ
กำลังพลที่ได้รับการบรรจุเข้าฉก. 399 จะได้รับการสนับสนุนเบี้ยเลี้ยงจากทางการสหรัฐวันละประมาณ 500-600 บาท/คน ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือที่ทันสมัย และยานพาหนะต่าง ๆ จากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่
นอกจากนั้นยังจะได้รับเงินพิเศษช่วยรบ (พศร.) ปีละ 1 ขั้น
เงิน พศร.นี้จะติดตัวกำลังพลไปจนกว่าจะเสียชีวิต
พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 เคยระบุไว้ว่า การตั้งฉก. 399 ขึ้นมามีเป้าหมายที่การสกัดกั้นปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะ แต่จะไม่มีการรุกล้ำอาณาเขตของประเทศเพื่อนบ้าน และ....
การเข้ามาช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐอเมริกาเป็นไปในลักษณะเดียวกับที่เคยช่วยเหลือรัฐบาลโคลัมเบียปราบปรามโคเคน !
แต่แม้จะยืนยันหนักแน่นอย่างนั้น ความเป็นจริงของปฏิบัติการในพื้นที่กลับเป็นไปในลักษณะ.....
“มะกันหนุน-ไทยคุม-กะเหรี่ยง(คริสต์)ลงมือ” การช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐต่อฉก. 399 อยู่ที่การช่วยเหลือด้านเทคนิคเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอ่านภาพจากดาวเทียมหาจุดที่ตั้งโรงงานยาเสพติด, การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการปราบปรามยาเสพติด รวมไปถึงถ่ายทอด Know-how ที่จำเป็นผ่านชุดการฝึก “การปฏิบัติการต่อเป้าหมาย” ให้ เช่น การฝึกจู่โจมทางเฮลิคอปเตอร์ในเวลากลางคืน

มีนายทหารสหรัฐเข้ามาทำหน้าที่ในแผ่นดินภายใต้อธิปไตยของราชอาณาจักรไทยระหว่าง 12-30 นาย
ส่วน “การปฏิบัติการต่อเป้าหมาย” เป็นหน้าที่ของกำลังพลฝ่ายไทย โดยมีชนกลุ่มน้อยที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลพม่าเข้าร่วมปฏิบัติการด้วย !
ฉก. 399 เริ่มวางโครงร่างของหน่วยงานมาตั้งแต่กลางปี 2543 เริ่มฝึกเต็มอัตราเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544
ฉก. 399 มีลักษณะเดียวกันกับหน่วยงานในสังกัดศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) หมายเลข 514 และ 311 ในอดีต เพียงแต่ภารกิจแตกต่างกัน
โครงการ 514 ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการโต้ตอบกองกำลังของขุนส่าในอดีต ขณะที่โครงการ 311 ก่อตั้งขึ้นมาปฏิบัติงานด้านการข่าวพื้นที่ชายแดนไทย-พม่าโดยเฉพาะ และเสร็จสิ้นภารกิจไปเมื่อเดือนตุลาคม 2543 หลังจากนั้นจึงมีฉก. 399 ขึ้นมาทดแทน
เป็นที่รับรู้และพิจารณากันมาแต่ต้นแล้วว่าฉก. 399 คือความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ไทย-พม่าเลวร้ายลงไป เพราะนี่คือช่องทางในการส่งผ่านความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกเข้าไปยังชนกลุ่มน้อยที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลพม่า ทั้งด้านเงินทุน และอื่น ๆ รวมทั้งเป็นการรื้อฟื้นสถานภาพความเป็น Buffer State ของประเทศไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้วัตถุประสงค์อ้างอิงใหม่ – สกัดกั้นยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศพม่า
เหตุการณ์หลายครั้งที่ผ่านมาในช่วงปี 2543 – 2544 บ่งชี้ให้เห็นว่าชนกลุ่มน้อยในพม่าเป็นผู้นำกำลังเข้าปะทะกับคาราวานยาเสพติด แล้วนำยาเสพติด ยาบ้า ที่ยึดได้มามอบให้กับทางการไทย
ตัวอย่างที่ “บอกเล่า” ได้ดีคือกรณียาบ้า 13 ล้านเม็ดเมื่อเดือนเมษายน 2544 !
ยาบ้าของกลางที่กองกำลังนเรศวรตรวจยึดได้ 2 ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 16 และ 24 เมษายน 2544 รวมกว่า 13 ล้านเม็ดนั้น....

ครั้งแรก 7 ล้านเม็ด พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ มทภ. 3 ในขณะนั้น บอกว่ากองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ (KNU) ยึดได้หลังปะทะกับคาราวานขนยาเสพติดของกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) ในฝั่งพม่าแล้วนำมามอบให้กองกำลังนเรศวร
ข่าวในพื้นที่บอกเล่าว่าเมื่อคืนวันที่ 14 เมษายน 2544 มีขบวนรถของเจ้าหน้าที่ทหารไทยลำเลียงกำลังทหารในสังกัด KNU จำนวน 7 คันรถไปปล่อยบริเวณโรงสูบน้ำประปาแม่สอด เพื่อให้ข้ามแม่น้ำเมยไปยังฝั่งพม่า แล้วรับกลับมาในคืนเดียวกัน ต่อมาอีก 1 วัน KNU ก็นำยาบ้า 7 ล้านกว่าเม็ดมามอบให้ทางการไทย

ครั้งที่ 2 มีรายงานว่า ฉก.ร. 4ตรวจยึดได้หลังเกิดปะทะกับ DKBA บริเวณชายแดนอำเภอพบพระ จังหวัดตาก แต่หน่วยงานอื่น ๆ ในพื้นที่ไม่มีรายงานเหตุการณ์ปะทะ
ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มในพม่าหันมาให้ความร่วมมือในการปราบปรามสกัดกั้นยาเสพติด-ยาบ้าที่มีแหล่งผลิตตามแนวชายแดนประเทศพม่า เริ่มจากกองกำลัง SSA ของพ.อ.ยอดศึก รวมไปถึง KNU, กองทัพกะเหรี่ยงคะยา(KNPP) ปะล่อง ปะโอ แม้แต่กลุ่มมอญเองก็เริ่มมีท่าทีที่จะเข้าร่วมกับแนวทางนี้มากขึ้น
ถือเป็นแนวทางแสวงหาความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและโลกตะวันตกของชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าอีกแนวทางหนึ่ง
เป็นแนวทางที่ประเมินว่าน่าจะเห็นผลเร็วกว่าการชูธงเรียกร้องประชาธิปไตยเพียงธงเดียว !
เพราะปัญหายาเสพติดไม่เพียงแต่เป็นปัญหาใหญ่ของไทยเท่านั้น ยังเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลก เมื่อชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ประกาศเจตนารมณ์สกัดกั้นขบวนการผลิต-ค้ายาเสพติด ความช่วยเหลือจากภายนอกก็จะมีเข้ามามากและเร็วขึ้นแน่นอน
การผลักดันให้ชนกลุ่มน้อยในพม่าเข้าร่วมการปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดเข้าประเทศไทยนี้ย่อมมีแรงหนุนจากสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน
โดยมีหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกไทยเป็นผู้ควบคุม และชนกลุ่มน้อยในพม่าเป็นผู้ปฏิบัติงาน !
หลังการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านยาเสพติดของบรรดาชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพม่า มีเม็ดเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกเข้ามาค่อนข้างมาก รวมทั้งอาวุธด้วย
แน่นอน – ทุกอย่างผ่านประเทศไทยทั้งสิ้น !
รัฐบาลพม่าแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการกำเนิดของฉก. 399 มาตั้งแต่ต้น ผ่านข่าวและบทความในหนังสือ The Mirror โดยตั้งธงไว้ว่ารัฐบาลไทยสมคบสหรัฐอเมริกาสนับสนุนกบฏชนกลุ่มน้อย มีอยู่บทความหนึ่งลงตีพิมพ์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 ตั้งชื่อเลียนแบบสุภาษิตไทยว่า....
“ช้างตายทั้งตัวเอาหนังแพะไปปิดไม่มิด”
เนื้อหาเป็นการลงบันทึกความเคลื่อนไหวหน่วยรบพิเศษไทยละเอียดยิบ โดยมุ่งเน้นไปที่กำลังผสมไทย-สหรัฐ อเมริกาเข้าไปให้การสนับสนุนชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลพม่า
กองทัพบกและรัฐบาลไทยยุคชวน หลีกภัยออกมาปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุนกองกำลังชนกลุ่มน้อยในพม่า หรือการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำชนกลุ่มน้อยเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทย พร้อมกันนั้นนายทหารระดับสูงของไทยหลายนาย โดยเฉพาะในระดับกองทัพภาคที่ 3 ก็ออกมาระบุหลายครั้งว่าทางการพม่าไม่ให้ความร่วมมือต่อการปราบปรามยาเสพติดเท่าที่ควร
งบประมาณในการป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติดแต่ละปีของสำนักคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อยู่ในราว 1,600-1,900 ล้านบาท
นอกเหนือจากจะได้รับสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแล้ว ป.ป.ส.ยังได้รับงบสนับสนุนเพิ่มเติมมาจากองค์การสหประชาชาติอีกเป็นวงเงินประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11,250 ล้านบาท
แต่หลายปีที่ผ่านมาผลงานของป.ป.ส.ดูจะไม่ค่อยเข้าตาสหประชาชาติเท่าที่ควร
สหประชาชาติจึงเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณในการปราบปรามยาเสพย์ติดส่วนใหญ่มาให้กับ
“หน่วยปฏิบัติ” -- คือกองทัพบก -- โดยตรง แทนที่จะส่งผ่านให้ป.ป.ส.
ตัวเลขงบประมาณจากสหประชาชาติในปีหนึ่ง ๆ ตกราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท
ฉก. 399 ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อเป็น “หน่วยปฏิบัติภายในหน่วยปฏิบัติ” เพื่อรองรับการเปลี่ยน แปลงด้านการสนับสนุนงบประมาณจากสหประชาชาติดังกล่าว
ฉก. 399 มาจากแนวคิดของพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น และได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล
รัฐบาลที่มีชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และประสงค์ สุ่นศิริเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง !
ในชั้นต้น ภาพที่มีกำลังพลจากรบพิเศษของสหรัฐอเมริกาเข้ามาทำการฝึกสอนกำลังพลของกองทัพบก ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อกังขาเป็นการภายในว่านี่จะเท่ากับเป็นการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้ง “ฐานทัพ” ในประเทศหรือไม่ ถ้าใช่ก็เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดทั้งรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญา
แต่ก็เป็นเพียงเสียงนกเสียงกา – ทั้งรัฐบาลและกองทัพบกไม่ได้ตอบโต้อะไร !

อเมริกาทำสงครามข้อมูลข่าวสารโดยสนับสนุนให้ประชาชนอเมริกันประท้วงสงรามเวียดนามเพราะต้องการให้จีนเวียดนามเหนือและรัสเซียสงสัยแผนการยุจีนเวียดนามรัสเซียให้ทะเลาะกัน การถอนออกจากสงครามส่งผลให้จีนกับรัสเซียซึ่งสนับสนุนเวียดนามเหนือทำสงครามกับอเมริกา เมื่ออเมริกาอ้างความไม่เห็นชอบของประชาชนก็สามารถถอนออกจากสงครามเวียดนามโดยไม่มีใครสงสัย จีนิดว่าพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตอิทธิพลของตนเองซึ่งได้จัดแบ่งแล้วกับรัสเซีย แต่เวียดนามไม่ต้องการอยู่ในอาณัติจีน เพราะโดยพื้นฐานในอดีตไม่ถูกกน จึงดึงรัสเซีย มาคานอำนาจ ซึ่งมีการสนับสนุนเวียดนามเข้ายึดครองลาวและเขมร วามแตกแยกระหว่างจีน รัสเซียและเวียดนามจึงเกิดขึ้นตามแผน ทำให้ขั้วสังคมนิยมอ่อนแอ แกล้งแพ้สงครามเล็กสงครามเวียดนาม แต่ชนะสงครามกับขั้วสังคมนิยมเพราะขั้วนี้ทะเลาะกนย่อมอ่อนแอ อเมริกาก่อสงรามเวียดนามเพื่อใช้เป็นเรื่องมือสร้างความแตกแยกจีนรัสเซียเพื่อให้ขั้วสังคมนิยมอ่อนแอ   
แผนการเจ็ดขั้นเพื่อส่งผลให้อเมริกาขึ้นเป็นจ้าวโลก ?
1.อาศัยสถานการณ์การบีบบังคับให้ญี่ปุ่นโจมตีเพิลฮาเบอร์ตามแผนการของตนเพื่อดึงอำนาจจากประชาชนเสนับสนุนอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้วอาศัยสถานการณ์ของสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งยังไงอเมริกาก็ชนะเพราะประเทศพื้นดินแม่ไม่ประสบภัยของการสู้รบ เมื่อชนะสงคราก็ดำเนินการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากประเทศมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการจัดสร้างระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลางระบบ (ระบบพึ่งพา)


2.สถาปนาแนวกันชนเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศให้กับ USA ในฝั่งแอตแลนติก(แยกเยอรมันตั้งนาโต้) ฝั่งแปซิฟิก (แบ่งเกาหลี คงกองกำลัง ยุไต้หวันกับจีน)


3.จัดตั้ง UN เพื่อจัดแบ่งขั้วอำนาจในค่ายสังคมนิยมและเสรีนิยม เพื่อให้ประเทศเกิดใหม่ซึ่งหลุดพ้นจากประเทศอาณานิคมมาเกาะระบบพึ่งพาในทั้งสองขั้ว จนกระทั่งก่อให้เกิดสงครามเย็น


4.สร้างฐานที่มั่นเพื่อให้ตนเองสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยสามารถดูดซับเอาทรัพยากรในภูมิภาคละตินอเมริกามาเป็นฐานทางด้านเศรษฐกิจ ก่อให้ เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ


5.แยกสลายความเข้มแข็งของขั้วสังคมนิยมด้วยสงครามเวียดนาม จนรัสเซียแตกสลาย(สิ้นสุดสงครามเย็น)


6.ทำลายโอกาสของคู่แข่งในการขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจต่อรองทัดเทียมกับอเมริกา โดยดำรงไว้ซึ่งการเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของโลก เพื่อให้สามารถรักษาระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ประเทศศูนย์กลางระบบให้คงอยู่เพื่อเอาเปรียบตลอดไป ใช่สงครามทางทหารและเศรษฐกิจ โจมตีค่าเงินอียู และฐานการค้าการลงทุนของอียูและญี่ปุ่นในเอเชียแล้วพยายามสร้างวิกฤติเศรษฐกิจกระทบรอบสองโจมตีค่าเงินหยวนแต่อเมริกาพ่ายแพ้สงครามค่าเงินแก่จีน


7.ดึงอำนาจจากประชาชนอเมริกาเพื่อได้อำนาจในกาเข้าไปใช้ข้ออ้างในการใช้กำลังทำสงครามกับผู้ก่อการ้าย วัตถุประสงค์แฝงเร้น คือความอิสระในการแทรกแซงกิจการภายในประเทศเป้าหมายได้อย่างอิสรเสรี ไร้การควบคุม (อาศัยสถานการณ์ 11 ก.ย.)
      แผนขั้นต่อไปต้องทำให้ขั้วอำนาจสังคมนิยมต้องเกิดความขัดแย้งระหว่างกันเพื่อให้เกิดความอ่อนแอและล้มลง โดยวางแผนใช้สงครามเวียดนามเป็นชนวนของความแตกแยกในครั้งนี้ แม้ว่าจีนกับรัสเซียจะมีความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ก็ตามแต่ก็ยังพูดจาในเรื่องผลประโยชน์กันรู้เรื่อง โดยต่างฝ่ายก็แบ่งเขตอิทธิพลระหว่างกัน รัสเซียขยายอิทธิพลเข้าไปในอาฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป จีนขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้สงครามเวียดนามส่งผลทำให้จีนรัสเซียในช่วงแรกร่วมมือกันทำสงครามกับอเมริกาเพื่อขับไล่ออกไปจากเวียดนาม แต่หลังจากการเมืองอเมริกาแทรกแซงทางด้านการทหารหลังจากกำจัด JFK ซึ่งขัดขวางสงครามเวียดนามซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกภายในขั้วสังคมนิยม โดยการเมือง(ประธานาธิบดี)ดึงอำนาจในการกำหนดแฟ้มเป้าหมายในการโจมตีต่อเส้นทางลำเลียงที่สำคัญ การใช้ทหารไม่ชำนาญการรบ การตั้งฐานทัพในลักษณะเดียวกันกับค่ายเดียนเบียนฟูของฝรั่งเศสซึ่งเวียดนามสามารถเอาชนะได้ในที่สุด อเมริกาต้องการแพ้ในครั้งนี้ส่งผลทำให้รัสเซียซึ่งส่งผ่านอำนาจมาทางเวียดนามไม่ยอมถอยออกไปจากพื้นที่อิทธิพลที่ได้แบ่งเขตกับจีน หลังเวียดนามแตก เขมรแตก จีนกับรัสเซียขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องของผลประโยชน์

ทหารประชาธิปไตยของไทยศึกษาศัตรูรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง เราศึกษาจากเชกูวารา เจ้าตำหรับสงครามปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ได้เขียนในหนังสือ "ทฤษฏีสงครามกองโจร" ว่าไม่ว่าประเทศใดก็ตามที่ผู้ปกครองได้อำนาจด้วยการเลือกตั้งจากประชาชนไม่ว่าจะทุจริตหรือไม่ หรืออย่างน้อยรัฐบาลยังคงรักษารูปลักษณะทางกฏหมาย ของรัฐธรรมนูญ การรบแบบกองโจรก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบเท่าที่การต่อสู้แบสันติยังไม่ถูกทำลาย

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่รัสเซียสับสนุนชนะสงครามเวียดนามปี 2518 เลหย่วน ผู้นำ พคว.คนสำคัญ เขียนหนังสือชื่อ "สองขาสามเขต" ความหมายคือสองขา คือการเมือง การทหาร สามเขต คือเขตป่า เขตราบ และเขตเมือง โดยอยู่ภายใต้การนำของพรรคเดียวหลัง 6 ต.ค.2519 มีคนไทยเข้าป่า 3,000 คน ส่งผลให้ พคท.แห่งประเทศไทย(ที่มีจีนเป็นแกนนำ)มั่นใจว่าการทำตาม"สองขาสามเขต" จะทำให้ชนะสงครามปฏิวัติได้
แต่ พคท.คิดผิดและทำไม่ได้ เพราะสงครามปฏิวัติของ พคท.เป็นสงครามกลางเมืองในระบอบเผด็จการแบบอ่อน คือระบอบเผด็จการรัฐสภาไม่ใช่ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ และเมืองไทยเป็นประเทศเอกราช ไม่ใช่กึ่งเมืองขึ้น ชาวนาไม่ต้องปฏิวัติที่ดิน ในสถานการณ์เช่นนี้ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่ชอบรัฐบาล แต่ก็จะไม่ยอมรบกับรัฐบาล ขอแต่เพียงต่อต้านในแนวทางประชาธิปไตยเท่านั้น ดังนั้น พคท.จะเอาขาการเมืองมายืนในที่ราบและในเมืองเพื่อหนุนสงครามปฏิวัติในป่าจึงไม่สามารถกระทำได้ ข้อนี้จึงตรงกับข้อห้ามของเชกูวาร่าที่กล่าวมาข้างต้น

การที่ พคท.จะชนะได้ต้องใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธและต้องเป็นฝ่ายรุกทางการเมือง แต่การจะรุกทางการเมืองได้ พคท.จะต้องมีเงื่อนไขซึ่งเงื่อนไขพื้นฐานมีประการเดียวคือ ระบอบการปกครองเผด็จการหรือระบอบที่ยังไม่เป็นประขาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศชาติ และถ้าจะเอาชนะคอมมิวนิสต์ สิ่งที่ต้องทำคือทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ตกเป็นฝ่ายรับทางยุทธศาสตร์การเมืองหรือฝ่ายเราเป็นฝ่ายรุกทางการเมือง การเป็นฝ่ายรุกทางการเมืองต้องใช้มาตรการทางการเมืองคือมาตรการประชาธิปไตย ได้แก่การขยายเสรีภาพของบุคคลและการขยายอธิปไตยของปวงชน

รัฐบาลได้นำเอาสถานการณ์ยุทธศาสตร์ทางการเมืองการทหารในภูมิภาคมากำหนดแนวทางเอาชนะคอมมิวนิสต์ ในรูปคำสั่ง 66/23 และ 66/25 โดยหลังจากเวียดนามเอาชนะอเมริกาได้ พคว.กลัวจีนมีอิทธิพลเหนือจึงดึงรัสเซียมาสนับสนุนในเขตอิทธิพลของจีนทำให้ พคท.ที่จีนคุมอยู่มีฐานที่มั่นในลาวและเขมรถูกผลักดันให้มาอยู่ในไทย ไทยเห็นความแตกแยกระหว่าง พคจ.และ พคว.+พคซ. และความสัมพันธ์ที่มีต่อ พคท. ทำให้ใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นประโยชน์คือ 1.ใช้ความขัดแย้งระหว่างพคจ. พคว. พคซ. พคล.ให้เกื้อกูลต่อชัยชนะเราให้มากที่สุด 2.ใช้ปัญหาใน พคท.เป็นประโยชน์ 3.ใช้เงื่อนไขในการมอบตัวต่อสู้ทางการเมืองโดยสันติ(ยกเลิกสงครามปฏิวัติโดยสิ้นเชิง) 4.ใช้ พคจ. พคว. พคล. และบังคับฝ่ายเขมรกดดันต่อ พคท.อีสานใต้ให้ยอมจำนน
ไทยใช้การเจรจาต่อรองกับจีนจนทำให้เกิดสงครามที่จีนสั่งสอนเวียดนามเพื่อเป็นการกำจัดอิทธิพลของรัสเซียที่ส่งผ่านมาทางเวียดนาม เพื่อเข้ามาแย่งชิงในเขตอิทธิพลของจีน รัสเซียหลังมีชัยชนะเหนืออเมริกาในสงครามเวียดนาม เกิดขัดแย้งกับจีน และมุ่งขยายอำนาจไปในเขตอิทธิพลของตนในอาฟกานิสถานจนต้องพ่ายแพ้ ขยายอิทธิพลในยุโรปก็ติดนาโต้ เกิดการรวมประเทศเยอรมัน ส่งผลให้สุดท้าย รัสเซียถูกปิดล้อม แล้วเจอพิษสงค์ของสงครามเศรษฐกิจจนกระทั่งล้มลง สงครามเย็นสิ้นสุด ไทยสั่งสอนเวียดนาม จีนสามารถกำจัดอิทธิพลรัสเซียในเวียดนาม ไทยไม่มีภัยคุกคามด้านตะวันออก เพราะเวียดนามต้องเคลื่อนพลไปยันชายแดนจีนแทน อเมริกาทำให้ขั้วสังคมนิยมขัดแย้งกันเองจนอ่อนแอ ไทยใช้เหตุการณ์ 14 และ 6 ต.ค. แยกขั้วฝ่ายซ้ายและขวาอย่างชัดเจน ต่อรองจีนเลิกสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แลกเปลี่ยนการรับอาวุธและการสนับสนุนจากจีนและอเมริกาแก่เขมรแดงขับไล่อิทธิพลเฮงสัมรินจากเขมร และในลาว หลังจากนั้นไทยออกนโยบาย 66/23 ให้คนหลงผิดออกจากป่ามาร่วมพัฒนาชาติเลิกการเข่นฆ่าระหว่างคนไทย เอาชนะลัทธิคอมลงไปได้ เหตุการณ์ ดังกล่าวคาดว่า CIA มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ด้วย ผมจึงมองว่าไม่ใช่สงครามล้มล้างเผด็จการ แต่มีการฉกฉวยสถานการณ์สร้างประโยชน์ตามแผนการมากกว่า ตามความคิดของผม ?
วัตถุประสงค์ทางทหารต้องตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการเมือง ?
การชนะสงครามอาจไม่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ แต่บางครั้งการพ่ายแพ้สงครามเล็กๆ อย่างสงครามเวียดนามแต่สามารถสร้างความแตกแยกของขั้วสังคมนิยมระหว่างจีนและรัสเซียจนกระทั่งเหลือขั้วเสรีประชาธิปไตยที่มีอเมริกาเป็นหัวขบวน ย่อมสร้างโอกาสในการเป็นมหาอำนาจสูงสุดของโลกได้ไม่ยาก โยการเมืองแทรกแซงทางการทหารด้วยการกำจัด JFK ซึ่งขัดขวางสงครามเวียดนามซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกภายในขั้วสังคมนิยม โดยการเมือง (ประธานาธิบดีซึ่งขึ้นสู่ตำแหน่งหลัง JFK เสียชีวิต สั่งคงการสนับสนุนการทำสงครามเวียดนาม) แล้วประธานาธิบดีดึงอำนาจในการกำหนดแฟ้มเป้าหมายในการโจมตีต่อเส้นทางลำเลียงที่สำคัญ(โจมตีใส่เป้าหมายไม่สำคัญ) การใช้ทหารไม่ชำนาญการรบฝึกเพียงไม่กี่เดือนไปรบ การตั้งฐานทัพในลักษณะเดียวกันกับค่ายเดียนเบียนฟูของฝรั่งเศสซึ่งเวียดนามสามารถเอาชนะได้ในที่สุด ทำให้อเมริกาสูญเสียกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาก แล้วสร้างกระแสต่อต้านสงครามในประเทศอเมริกา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและทำให้จีนและรัสเซียรวมทั้งทั่วโลกหลงเชื่อว่าอเมริกาพ่ายแพ้สงครามเวียดนามจริง ในช่วงแรกจีนและรัสเซียร่วมกันทำสงครามเวียดนามกับอเมริกา จนมีแนวโน้มว่าอเมริกาจะแพ้ เวียดนามกลัวว่าตนจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน จึงดึงรัสเซียมาคานอำนาจ จนยิ่งสร้างความขัดแย้งระหว่างสองชาติเนื่องจากแบ่งแยกเขตอิทธิพลระหว่างกันแล้วรัสเซียยังมาแย้งจีนอีก ? นี่เป็นอีกมุมมองที่ผู้วิเคราะห์ทั่วไปอาจจะมองข้ามพราะอเมริกาใช้สงครามข้อมูลข่าวสารทำให้เชื่ออย่างที่ต้องการให้เชื่อ ?
แพ้สงครามเล็ก เพื่อชนะสงครามที่ใหญ่กว่า ?
อเมริกาต้องการให้ทุกคนเข้าใจประวัติศาสตร์ว่าตนเองแพ้สงครามเวียดนาม โดยเฉพาะจีนกับรัสเซีย เพราะต้องการใช้สงครามดังกล่าวยุแหย่ให้จีนกับรัสเซียแตกคอกันในเรื่องแกร่งแย้งพื้นที่ผลประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วอเมริกาแกล้งแพ้สงครามเวียดนาม (สงครามเล็ก) เพื่อชนะสงครามที่ใหญ่กว่าสงครามคอมมิวนิสต์ หรือทำลายขั้วสังคมนิยมจีนรัสเซียให้แตกแยกอ่อนแอ การทำให้ทั้งรัสเซียและจีนเข้าใจว่าอเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม ทำให้ทั้งสองประเทศที่แบ่งเขตผลประโยชน์กันลงตัวว่ารัสเซียขยายในยุโรป และตะวันออกกลางผ่านอาฟกานิสถาน จีนมาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่พอร่วมมือขับไล่อเมริกาสำเร็จ เวียดนามกลัวจีนจะครอบงำจึงดึงรัสเซียเข้ามามีอิทธิพลในเขตจีน โดยยึดลาวเขมร ทำให้ขั้วสังคมนิยมแตกแยกกันเอง อเมริกาก็ใช้นโยบายยุให้แตกแยก โดยหันมาถือหางจีนผ่านทางไทย ในการต่อต้านรัสเซีย จนกระทั่งเกิดสงครามสั่งสอน และสงครามขับไล่เฮงสัมริน หรือเวียดนามจากลาวและเขมรในที่สุด

       *  รวบรวมจากกระทู้ที่โพสต์ ในเวปบอรด์ เห็นวาสาระดี รองอ่านกันดูก็แล้วกัน
 
 
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #32 เมื่อ: 19-03-2008, 00:11 »

http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/28/WW10_WW10_news.php?newsid=234046

รองผบ.ตร.ปฏิเสธปืนซุ่มยิงระยะไกลหาย ย้ำเจ้าหน้าที่เตรียมกำลังพร้อม

 รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธกระแสข่าวปืนซุ่มยิงระยะไกลกองทัพบกหาย ย้ำเจ้าหน้าที่เตรียมกำลังรักษาพื้นที่อย่างเต็มที่

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า ไม่กังวลเกี่ยวกับการเดินทางมาสนับสนุนการเดินทางกลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าจะไม่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้สนับสนุนหรือผู้คัดค้าน ซึ่งขณะนี้ได้ประเมินตัวเลขของประชาชนที่เดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประมาณ 3,000 คน ขณะที่เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ 600 นาย

ด้าน พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวปืนซุ่มยิงระยะไกลของกองทัพบก จำนวน 3 กระบอก ได้หายไปว่า ไม่เป็นความจริง เพราะแต่ละจุด เจ้าหน้าที่ได้เตรียมกำลังในการรักษาพื้นที่อย่างเต็มที่



--------------------------------------------------------------------------------


http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000024551

ทีม รปภ.“แม้ว” ผวา!! ตร.ปูดข่าว ปืนซุ่มยิงล่องหนจากคลัง 3 กระบอก

“พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง” มั่นใจรักษาความปลอดภัย ให้ “พ.ต.ท.ทักษิณ” สั่งรื้อทีม รปภ.ชุดเดิม 20 นายอารักขาเต็มที่ พร้อมเช็กข่าวปืนซุ่มยิงระยะไกลหายจากคลังอาวุธ 3 กระบอก
       
       วานนี้ (27 ก.พ.) มีรายงานข่าวว่า พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายกิจการพิเศษ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เข้ารายงานเตรียมความพร้อมการอารักขาและดูแลความปลอดภัยให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะเดินทางกลับไทยในวันนี้ ต่อ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงว่า ขณะนี้ตำรวจมีความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบแล้ว โดย ตร.ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้บังคับการสถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ อดีตผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 หัวหน้าทีมอารักขา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาทำหน้าที่หัวหน้าทีมอารักขาดูแลความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนี้ โดยกำหนดชุดรักษาความปลอดภัยรอบตัว พ.ต.ท.ทักษิณ 20 นาย ทั้งชั้นในที่ประชิดตัว และส่วนรอบนอกรวมถึงพลขับ ซึ่งการแผนการทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
       
       อย่างไรก็ตาม แม้การเตรียมการทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ พล.ต.อ.ปรุง ได้รายงานข้อกังวลอย่างหนึ่งที่หลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกตรวจสอบคลังอาวุธของทหาร ตำรวจตามแผนรักษาความปลอดภัยการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้พบว่ามีอาวุธปืนซุ่มยิงระยะไกลอานุภาพสูงหายไปจากคลังอาวุธของหน่วยทหารบกหน่วยหนึ่ง โดยปืนดังกล่าวเป็นปืนซุ่มยิงระยะไกลจำนวน 3 กระบอก ยี่ห้อ SIG 3000 ขนาด 7.62 มม. ระยะหวังผล 600 เมตร ซึ่งมีไว้ในครอบครองและจัดหาได้เฉพาะแค่หน่วยทหาร ตำรวจเท่านั้น โดยได้สั่งการให้ตรวจสอบแล้วว่าหายไปไหน ใครเป็นผู้เบิกออกจากคลัง แต่ยังไม่มีรายงานผลเข้ามา
       
       ทั้งนี้ หลังรับรายงาน พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ปรุง ไปกำหนดแผนการเพิ่มเติม และเพิ่มความเข้ม และวงรอบการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น ให้ตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียดและให้ขยายรัศมีพื้นที่รักษาความปลอดภัยออกไปอีก เพื่อป้องกันการใช้ปืนดังกล่าวก่อเหตุร้ายต่ออดีตนายกรัฐมนตรี
 




--------------------------------------------------------------------------------




ซีไอเอเล็งไทยสู้ภัยก่อการร้าย ทุ่ม100ล.หนุนตั้งโรงเรียนด้านการข่าว
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 28 ตุลาคม 2547 08:16 น.
 
 
              ผู้จัดการรายวัน - ซีไอเอ ทุ่ม 100 ล้านบาท ช่วยไทยตั้งโรงเรียนด้านการข่าว หลังเล็งเห็นไทย
อยู่ในภูมิภาคที่เริ่มมีภัยคุกคามจากการก่อการร้าย ขณะที่ไทยเอง ก็ต้องการยกระดับงานด้านการข่าว
ให้เทียบเท่าระดับสากล โดยมีกองบัญชาการตำรวจสันติบาลเป็นแม่งานใหญ่
       
       วานนี้ (27 ต.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล พล.ต.ท.ปรุง บุญผดุง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.)
เปิดเผยถึงการปรับปรุงการบริหารจัดการของ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ว่า
ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่จะให้สันติบาลเป็นแม่แบบในการดำเนินงาน การด้านข่าวกรอง
โดยมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพด้านการข่าวของตำรวจ แบบบูรณาการ
       
       ดังนั้นจึงได้จัดตั้งโรงเรียนด้านการข่าวขึ้นมาเป็นการเฉพาะ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการคือ
การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการข่าว และการนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาฝึกอบรมและสนับสนุนการปฏิบัติงาน
ของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความทัดเทียมกับระดับสากล
       
       "โรงเรียนการข่าวที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างนั้น จะประกอบไปด้วยพื้นที่ฝึกซ้อมการปฏิบัติการ
ทั้งการรักษาความปลอดภัย การเจรจาต่อรอง การต่อต้านข่าวกรอง และการอบรมด้านการข่าว ซึ่งไม่เพียงแต่จะ
จัดอบรมให้ตำรวจสันติบาลเท่านั้น แต่พร้อมจะสนับสนุนหน่วยงานอื่นด้วย โดยได้รับการสนับสนุน ด้านงบประมาณ
ทั้งการออกแบบและปลูกสร้าง จากมิตรประเทศ โดยไม่มีเงื่อนไข ขณะเดียวกันก็ได้รับอนุมัติที่ดินจากราชพัสดุ
จำนวน 80ไร่ บริเวณริมถนนศรีสมาน-ปากเกร็ด จ"นนทบุรี ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน ปีหน้า"
       
       ส่วนการข่าวด้านความมั่นคง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หลังเกิดเหตุ ความไม่สงบ ในพื้นที่จังหวัดชายแดน
ภาคใต้โดยเฉพาะการสลายม็อบหน้า สภ.อ.ตากใบ จนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
พล.ต.ท.ปรุง กล่าวว่า จากการข่าวเหตุการณ์ยังไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ โดยมีเฉพาะในพื้นที่
จ.นราธิวาส ที่ได้รับรายงานว่า มีการเคลื่อนไหว ของกลุ่มนักศึกษา กลุ่มองค์กรอิสระ และญาติของผู้เสียชีวิต
และได้รับบาดเจ็บ ที่พยายามออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหวังตอบโต้เจ้าหน้าที่ แต่เพื่อความไม่ประมาท ทางสันติบาล
ได้ติดตามข่าวการก่อเหตุร้ายอย่างใกล้ชิดต่อไป
       
       รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่ พล.ต.ท.ปรุง ได้เคยสนทนากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ซีไอเอ ที่ประจำการ
อยู่ในประเทศไทยและได้เล่าให้ฟังถึงโครงการจัดตั้งโรงเรียนการข่าว ทำให้เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเกิดความสนใจ
และเสนอของบสนับสนุนไปยังสำนักงานใหญ่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์ ก็ได้รับการอนุมัติ
เงินงบประมาณสนับสนุน 100 ล้านบาท
       
       สำหรับการสนับสนุนงบประมาณ ซีไอเอ ให้เหตุผลว่า เนื่องจากประเทศไทย อยู่ในภูมิภาคที่เริ่มมีภัยจาก
การก่อการร้ายสากลซึ่งถือเป็นภัยที่คุกคามประชาคมโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้น การพัฒนา
ขีดความสามารถด้านการข่าวจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถรับมือกับการก่อการร้ายสากลได้เป็นอย่างดี
อันจะช่วยให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้อีกทางหนึ่งด้วย
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9470000073293

บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #33 เมื่อ: 19-03-2008, 00:16 »



http://www.khunnamob.net/board/show.php?Category=khunnamob&forum=9&No=693&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=507a355eecd5776f38eeda194e851b5b#top
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 19-03-2008, 06:40 »



http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9500000119009

จ่อบอยคอตสินค้า-งดส่งนักกีฬาร่วมโอลิมปิก กดดันจีนยุติความรุนแรงในพม่า
ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – กลุ่มศาสนาเพื่อสันติภาพจัดกิจกรรมเดินภาวนา เพื่อขอให้เกิดความสงบสุขในพม่า พร้อมชุมนุมหน้าสถานกงสุลจีนที่เชียงใหม่ เรียกร้องรัฐบาลจีนแสดงบทบาทชัด ช่วยยุติความรุนแรงด้วยการยกเลิกการสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือรัฐบาลทหารพม่าทุกรูปแบบ หากยังนิ่งเฉยจะรณรงค์ให้ทุกประเทศ งดส่งนักกีฬาร่วมแข่งโอลิมปิก 2008 และไม่อุดหนุนสินค้าจีน
       
       วันนี้ (8 ต.ค.) ที่จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มศาสนาเพื่อสันติภาพในพม่า ได้จัดกิจกรรมเดินภาวนาเพื่อให้เกิดสันติภาพในพม่า และเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่ายุติการใช้ความรุนแรงกับพระสงฆ์และประชาชนในพม่า รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะรัฐบาลจีนยุติการให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลทหารพม่าในทุกช่องทาง
       
       การเดินดังกล่าว ได้เริ่มตั้งขบวนที่บริเวณสวนสาธารณะหนองบวกหาด ในตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วเคลื่อนขบวนเดินไปตามถนนบำรุงบุรี และไปชุมนุมที่บริเวณหน้าสถานกงสุลจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ ย่านถนนช่างหล่อ ซึ่งการเดินในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมนับร้อยคน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งกลุ่มนักศึกษาและชาวพม่าในจังหวัดเชียงใหม่
       
       การชุมนุมที่บริเวณหน้าสถานกงสุลจีน นอกจากการชูป้ายเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแสดงบทบาทที่ชัดเจนในการยุติการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลทหารพม่าที่กระทำกับพระสงฆ์และประชาชน ด้วยการยกเลิกการให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่าในทุกรูปแบบแล้ว ทางกลุ่มศาสนาเพื่อสันติภาพในพม่า ได้จัดการสวดภาวนาโดยผู้แทนของแต่ละศาสนา ทั้ง อิสลาม คริสต์ และพุทธ เพื่อขอให้เกิดสันติภาพขึ้นในพม่าด้วย
       
       นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ประสานงานกลุ่มศาสนาเพื่อสันติภาพในพม่า กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อภาวนาให้เกิดสันติภาพในพม่าแล้ว ยังต้องการที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลจีน ที่ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งที่บทบาทอย่างสูงต่อรัฐบาลทหารพม่า ยกเลิกการให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่าในทุกรูปแบบ เพื่อกดดันให้รัฐบาลทหารพม่ายุติการใช้ความรุนแรงกับพระสงฆ์และประชาชน ที่เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งหากตราบใดที่รัฐบาลจีนไม่ยอมแสดงบทบาทที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ย่อมเป็นไปได้ยากที่รัฐบาลทหารพม่าจะยอมยุติการใช้ความรุนแรงกับประชาชน
       
       ทั้งนี้ หากรัฐบาลจีนยังไม่ยอมแสดงบทบาทที่ชัดเจนดังกล่าว ทางกลุ่มและเครือข่ายพันธมิตรที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสันติภาพในพม่า จะทำการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลจีนด้วยการรณรงค์ไม่ให้ประเทศต่างๆ ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 ที่ประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้า
       
       ขณะเดียวกัน ยังจะรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไป งดสนับสนุนสินค้าจากประเทศจีนทุกประเภทด้วย เพราะก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มักจะเป็นสินค้าที่ด้อยคุณภาพ สำหรับการเคลื่อนไหวอื่นๆ นั้น จะมีการหารือกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #35 เมื่อ: 19-03-2008, 06:45 »

http://tibetforum.rsfblog.org/archive/2007/11/02/china-urges-vatican-not-to-receive-dalai-lama.html

China urges Vatican not to receive Dalai Lama
   BEIJING, Nov 1, 2007 (AFP) - China on Thursday urged the Vatican not  to go ahead with a planned meeting with the exiled Tibetan spiritual leader,  the Dalai Lama, warning it would hurt bilateral relations.

 

Vatican sources had said a day earlier that Pope Benedict XVI would receive the Dalai Lama in a private meeting December 13.

  "We hope the Vatican will not do anything to hurt the Chinese people's feelings and will show sincerity to improve relations with China by taking concrete actions," Chinese foreign ministry spokesman Liu Jianchao said.

China has always insisted the Nobel laureate is not just a religious leader, but a dangerous "separatist" who advocates Tibetan independence, and has reacted angrily over recent meetings he has had with world leaders.

Canadian Prime Minister Stephen Harper, US President George W. Bush, German Chancellor Angela Merkel and Australian Prime Minister John Howard have all met with him this year.

The United States also honoured the Dalai Lama last month with a Congressional gold medal, the country's highest civilian award.

 Liu said countries which received the Tibetan spiritual leader had "tarnished their own image."

The Pope and the Dalai Lama met in October last year.

The December meeting has not been announced officially by the Vatican , which has recently taken a softer stance towards Beijing .

Relations between the two sides have been rocky since Beijing severed ties in 1951 in anger over the Holy See's diplomatic recognition of Taiwan .

China has ruled Tibet , a devoutly Buddhist land, since sending troops into the region in 1950 to "liberate" it.


http://www.secretcardinalbook.com/news.html




While researching the events that formed the dramatic core for The Secret Cardinal, Tom Grace discovered a global conflict between the Vatican and Communist China. Since he began his research, the conflict has escalated, as the Pope has reached out to the Chinese in an effort to seal the rift. China has rejected those efforts, stating that any attempt by the Vatican to regulate the choosing of Chinese bishops amounts to meddling in China’s internal affairs. Yet by Catholic tenets, only the Pope may name a bishop.

Similarly, China has espoused similar opinions concerning the exiled Dalai Lama. When the Dalai Lama dies, according to Tibetan Buddhist beliefs, he will reincarnate as a Buddhist monk. However, Tibet lies under Chinese control; the communist government has banned any Buddhist monk outside of China, and regulates who inside of China may become a monk. In essence, this means they claim the power to choose the next Dalai Lama.

Here are some key examples of the way the news media worldwide have covered these tense situations:
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #36 เมื่อ: 19-03-2008, 09:23 »

ในที่สุด นายกฯ เวินเจียเป่า ก็ออกมาประกาศตรงๆเลยว่า "ดาไลลามะ" นั่นแหละที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงทั้งหมด คนระดับนี้พูดอะไรมีมูลแน่นอน

แต่ดาไลลามะ (ผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ในคราบจีวรพระ) กลับทำหน้าเซ่อ อ้างว่า ตัวเองอยู่แต่ในธรรมศาลา สมถะ และทำเป็นขู่ว่าจะลาออก นั่งนิ่งปล่อยให้คนออกมาเผาบ้านเผาเมือง ใช้ความรุนแรงอยู่นาน กว่าจะมีปฏิกิริยา

บอกตรงๆเลย งานนี้เป็นไงเป็นกัน ยังไงอธิปไตยและความมั่นคงของชาติก็สำคัญกว่าโอลิมปิก
บันทึกการเข้า

ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 19-03-2008, 21:33 »

เหมือนการแข่งขันสะกดจิตตัวเองเลยอะครับ
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #38 เมื่อ: 21-03-2008, 10:49 »

อยากให้คุณดูคลิปในลิงคข้างล่าง์แล้วคิดยังไง
คลิป :: สถานการณ์ 3จ.ภาคใต้
http://video.sodazaa.com/vdoclip.php?qID=2484

จีนตอนนี้อยู่ในสถานการณ์คล้ายกับสหภาพโซเวียตก่อนที่จะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ถ้าจีนไปไทยก็จะไม่เหลือ เกมส์นี้เป็นเกมส์ของมหาอำนาจเพื่อแบ่งแยกแผ่นดินจีน
ทำให้ต่างชาติเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น
เบื้องหลังของดาไลลามะคือ อเมริกาสนับสนุนอยู่ผ่านทาง cia
สื่อตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้เสรีตามที่พูด แต่ทำตามใบสั่งของกลุ่มทุนยิว



พอดีเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด ยังไม่มีเวลาอ่านข้อมูลยาว ๆ ที่คุณเขียนหรือแปะไว้อย่างละเอียด

ส่วนคลิปที่ให้ดูผมคลิกเข้าไปแล้วดูไม่ได้ คงมีเหตุขัดข้องบางอย่าง

เรื่องมหาอำนาจเล่นเกมกันนั้นผมว่าคนที่รับข่าวสารต่างประเทศพอสมควรก็คงทราบ

แต่นั่นคงไม่เป็นเหตุผลที่ดีพอที่ผมจะต้องรีบเห็นด้วยหรือเข้าข้างจีนไปเสียทุกเรื่อง

เบื้องลึกทั้งหมดผมก็ยังไม่รู้ และเท่าที่ฟัง ๆ อ่าน ๆ ความเห็นในลิงค์ที่คุณทำไว้ และบางส่วนของความเห็นในนี้

ผมก็ยังคิดว่าหลาย ๆ เรื่องหลักฐานมันยังอ่อนเกินไป

เช่น บอกว่ามีแต่คนมุสลิมกับคนพุทธที่ตาย แสดงว่าต้องเป็นฝ่ายที่สามชักใยให้สองศาสนานี้ตีกัน (เหมือนบอกเป็นนัยว่าคนก่อการไม่ใช่สองศาสนานี้ด้วยซ้ำ)

เรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงผมขอละไว้ก่อน

แต่ผมคงต้องถามก่อนว่า เราตีความได้แบบนี้เพียงอย่างเดียวหรือ หรือว่าสามารถตีความอย่างอื่นได้อีก

เพราะประการแรก ประชากรส่วนใหญ่เกือบ 100 เปอร์เซนต์ในพื้นที่นั้น ก็มีแต่สองศาสนานี้ ส่วนศาสนาคริสต์ ฮินดู ซิกข์นั้นมีน้อย

เมื่อเหตุรุนแรงเกิดขึ้น โอกาสที่จะมีคนศาสนาอื่นตายก็คงน้อยกว่าสองศาสนานี้อยู่แล้ว

และถ้าผมจำไม่ผิด คนนับถือศาสนาคริสต์ที่เสียชีวิตก็มี ดูเหมือนจะเป็นนักศึกษาที่พื้นเพเป็นคนเชียงใหม่

นอกจากนั้นในลิงค์ที่คุณทำไว้ ผมยังพบข้อความที่บอกว่า

รัฐธรรมนูญ 40 ไม่คุ้มครองอาชีพคนไทย แสดงว่าฝ่ายวาติกันเข้ามาแทรกแซงแล้ว

ถ้าใช้ตรรกะแบบนี้ ก่อนผมจะเชื่อผมก็คงต้องทวงถามให้แสดงหลักฐานมากกว่านี้ก่อน เพราะการไม่คุ้มครองอาชีพนั้น ไม่ได้ทำให้คนชาติเดียวหรือสีผิวเดียวมีสิทธิเข้ามาประกอบอาชีพในไทยมากขึ้น คนลาว คนเขมร คนจีน คนญี่ปุ่น คนเกาหลี ก็ได้รับโอกาสนั้นไปด้วย

ขอย้ำนะครับว่าผมไม่ได้พูดว่ามันเป็นจริงหรือเท็จ แต่พูดว่าหลักฐานและตรรกะนั้นเพียงพอจะเชื่อได้แค่ไหน

ส่วนเรื่องสื่อตะวันตก ผมก็ไม่เคยเห็นว่าเขาถูกเสมอ หรือเป็นเสรีร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยผมก็มองว่าเขามีเสรีภาพมากกว่าสื่อจีนในการวิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอข่าวทางลบของประเทศตนเองหรือรัฐบาลตนเอง แต่บางกรณีสื่อจีนหรือสื่ออาหรับก็ให้ข้อมูลทางลบของฝ่ายตะวันตกได้ดีกว่าก็ได้ ซึ่งก็ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป

ผมคิดว่าถ้าเราอยากให้คนเสพสื่อเป็น เราก็คงไม่รีบร้อนบังคับให้เขาเชื่อตามเรา มากกว่าจะสนับสนุนให้เขาเสพอย่างมีเหตุผล รู้จักแยกแยะ

เช่นเดียวกัน เรื่องเกมชิงอำนาจของชาติยักษ์ใหญ่ ผมคิดว่าประเทศเล็กอย่างเราก็คงต้องรู้เท่าทัน และบางกรณีก็คงไม่ฉลาดถ้าเราจะรีบเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่เลวทั้งสองฝ่าย

บันทึกการเข้า
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #39 เมื่อ: 21-03-2008, 17:54 »

ถ้า ท่านทาไล ลามะ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณื

นาย หูจิ่นเทา ก็คือฆาตกรโรคจิต

ประเทศไม่ใช่ประเทศ ที่ดี มีการปิดกั้น ยิ่งกว่าประเทศที่อยู่ในระบอบสถาบันกษัตริย์

บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #40 เมื่อ: 21-03-2008, 19:13 »

ถ้า ท่านทาไล ลามะ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณื

นาย หูจิ่นเทา ก็คือฆาตกรโรคจิต

เอาหลักฐานมาสิ ไหนล่ะรถถังที่เอาออกมาฆ่าคนทิเบต? สมัยนี้ปิดเท่าไรปิดไม่อยู่หรอกสำหรับภาพคนตาย ส่งกันง่ายกว่าแต่ก่อนเยอะ แต่ทำไมไม่มี?  แค่นี้ยังตอบคำถามไม่ได้ แต่ยังตะโกนปาวๆเรียกร้องสิทธิมนุษยชนผิดกาลเทศะ เป็นแผ่นเสียงตกร่อง  พอเห็นเรื่องของปัญหาทิเบตปุ๊บ เป็นต้องกำหนดบทบาทให้รัฐบาลจีนเป็นผู้ร้ายทันที ส่วนพวกแบ่งแยกดินแดนกลายเป็นน่าสงสาร  น้ำเน่าสุดๆ!
บันทึกการเข้า

ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #41 เมื่อ: 22-03-2008, 03:18 »

เอาหลักฐานมาสิ ไหนล่ะรถถังที่เอาออกมาฆ่าคนทิเบต? สมัยนี้ปิดเท่าไรปิดไม่อยู่หรอกสำหรับภาพคนตาย ส่งกันง่ายกว่าแต่ก่อนเยอะ แต่ทำไมไม่มี?  แค่นี้ยังตอบคำถามไม่ได้ แต่ยังตะโกนปาวๆเรียกร้องสิทธิมนุษยชนผิดกาลเทศะ เป็นแผ่นเสียงตกร่อง  พอเห็นเรื่องของปัญหาทิเบตปุ๊บ เป็นต้องกำหนดบทบาทให้รัฐบาลจีนเป็นผู้ร้ายทันที ส่วนพวกแบ่งแยกดินแดนกลายเป็นน่าสงสาร  น้ำเน่าสุดๆ!
แล้วจีนสั่งปิดเว็บไซร์แพร่ภาพนี่หมายความว่าอย่างไรการจับเอากลุ่มเรียกร้องทางการเมืองที่ผมเห็นทุกครั้งที่ผ่านปักกิ่งนี่คืออะไร ผมไปจีนแดงมา12รอบ แต่ละครั้งอยู่อย่างต่ำ1สัปดาห์ ผมได้สนทนากับคนจีนทุกระดับ  ไม่ได้มีใครเห็นด้วยกับการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทุกคน เพราะการกระทำของพรรคจีนเอง ก็ไม่ต่างกับ จักรวรรดิเมกาเสียเท่าไหร่แล้วการกระทำของจีนด้วยการเข้ายึดทิเบตนี่ ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกแล้ว เป็นความห่วยในความคิดของประธานเหมา และสำหรับพวกเหมาอิส จอมลวงโลกทั้งหลายย่อมสรรเสริญเยินยอการกระทำเช่นนี้แต่สำหรับองค์ทาไล ลามะเอง ท่านอุทิศตนเพื่อสันติภาพอย่างแท้จริง การกระทำของจีนในการปราบปรามชาวทิเบตจึงเป็นดั่งโจร เช่นนายสัก ปากรอ ที่เข้ามาในบ้านฆ่าครอบครัวเขาแล้วแขวนดังนั้นผมสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนของทิเบต ให้สำเร็จเช่นเดียวกับการกระทำของ เวียดนาม ที่มีต่อฝรั่งเศส หรือ โคโซโว ที่มีต่อเซอเบียร์ การกล่าวหาว่าท่านทาไลลามะ เป็นนักก่อการร้าย จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะประนาม เพราะคนอย่างนายหูจิ่นเทา นายช่างจากมหาลัยต๊อกต๋อย หรือนายเวินเจียเป่า เป็นแค่แมลงวันที่ยังมีความรู้แค่กระพี้ ยังไม่สามารถตื่นจากความจริงได้อย่างท่าน ทาไลลามะ สำหรับคนที่คลั่งจีน ผมคิดว่าคุณควรไปเช็คต่อมสมองเสีย แล้วตอบคำถามผมว่า จีนต่างกับพม่าอย่างไร ในเมื่อทุกครั้งที่ผมไป ผมมักเจอกับขอทานทุกครั้ง และไกค์(ของรัฐบาล) ขู่ว่าการให้เงินขอทานนั้นน่ากลัว แต่สำหรับผมนั้น ผมให้ทุกครั้ง เพราะผมคิดว่าอย่างน้อยผมก็กระจายรายได้ ได้ดีกว่าพรรคจีนที่มึแต่นายทุน
บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
ปรมาจารย์เจได
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,771


รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ไม่เคยเจอ


« ตอบ #42 เมื่อ: 22-03-2008, 04:02 »

ผมเคยสงสัยมานานแล้วเหมือนกัน แต่ไม่ได้ค้นคว้าว่าที่จีนหวงทิเบตไว้เนี่ย เพื่ออะไร
ทรัพยากรธรรมชาติมีมากมั้ย อันนี้ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีมากมาย

แต่พอแก่ตัวขึ้น ก็เลยคิดไปอีกอย่างว่า ที่จีนหวงทิเบตไว้ ไม่ให้แยกไปเนี่ย มันก็แค่การรักษาอำนาจเอาไว้ เพราะถ้าทิเบตแยกได้
แว่นแคว้นนับไม่ถ้วน อาจแข็งข้อ อยากออกแยกไป แล้วจีนจะเสียหน้าแค่ไหน

ที่จีนทำไปก็คงมีแค่นั้น กระมัง

แล้วคิดกลับกัน รัสเซียเอง โดนยุโรป+อเมริกา เข้ามารุมสกรัมกดดันและกระทำต่างๆนาๆ จนต้องเสียดินแดนในอาณัติไปตั้งมากมาย
เลยได้แต่คิดว่า เมื่อไหร่ ไอ้พวกยุโรป+เมกาเฮงซวยนี่จะใช้มาตรฐานเดียวกันไปจัดการกับจีนซะที
บันทึกการเข้า

http://www.oknation.net/blog/jedimaster



"เมืองดอกบัวงาม  แม่น้ำสองสี  มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามลำเทียนพรรษา  ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

ไม่มีใครเน่าบริสุทธิ์ดุจดั่งมูล ประชาชินสมบูรณ์ซะที่ไหน เมื่อยืนหยัดโชว์จู๋และปาขี้ ประชาชินย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีขี้ผ่องอำไพ เหลี่ยมจันไsย่อมเป็นใหญ่อยู่ใต้ดิน ...

ขอเชิญร่วมกลุ่มต้านทักษิณใน hi5 ครับ

THAKSIN get out !!
http://www.hi5.com/friend/group/1123605--THAKSIN%2Bget%2Bout%2521%2521--front-html

say no to thaksin !
http://www.hi5.com/friend/group/1186900--say%2Bno%2Bto%2Bthaksin%2B%2521--front-html
narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #43 เมื่อ: 22-03-2008, 13:30 »

ขอย้ำนะครับว่าผมไม่ได้พูดว่ามันเป็นจริงหรือเท็จ แต่พูดว่าหลักฐานและตรรกะนั้นเพียงพอจะเชื่อได้แค่ไหน

ส่วนเรื่องสื่อตะวันตก ผมก็ไม่เคยเห็นว่าเขาถูกเสมอ หรือเป็นเสรีร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยผมก็มองว่าเขามีเสรีภาพมากกว่าสื่อจีนในการวิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอข่าวทางลบของประเทศตนเองหรือรัฐบาลตนเอง แต่บางกรณีสื่อจีนหรือสื่ออาหรับก็ให้ข้อมูลทางลบของฝ่ายตะวันตกได้ดีกว่าก็ได้ ซึ่งก็ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป

ผมคิดว่าถ้าเราอยากให้คนเสพสื่อเป็น เราก็คงไม่รีบร้อนบังคับให้เขาเชื่อตามเรา มากกว่าจะสนับสนุนให้เขาเสพอย่างมีเหตุผล รู้จักแยกแยะ

เช่นเดียวกัน เรื่องเกมชิงอำนาจของชาติยักษ์ใหญ่ ผมคิดว่าประเทศเล็กอย่างเราก็คงต้องรู้เท่าทัน และบางกรณีก็คงไม่ฉลาดถ้าเราจะรีบเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่เลวทั้งสองฝ่าย

ขอบคุณครับ สำหรับความเห็น Cool
บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 22-03-2008, 14:24 »

แล้วจีนสั่งปิดเว็บไซร์แพร่ภาพนี่หมายความว่าอย่างไรการจับเอากลุ่มเรียกร้องทางการเมืองที่ผมเห็นทุกครั้งที่ผ่านปักกิ่งนี่คืออะไร ผมไปจีนแดงมา12รอบ แต่ละครั้งอยู่อย่างต่ำ1สัปดาห์ ผมได้สนทนากับคนจีนทุกระดับ  ไม่ได้มีใครเห็นด้วยกับการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทุกคน เพราะการกระทำของพรรคจีนเอง ก็ไม่ต่างกับ จักรวรรดิเมกาเสียเท่าไหร่แล้วการกระทำของจีนด้วยการเข้ายึดทิเบตนี่ ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกแล้ว เป็นความห่วยในความคิดของประธานเหมา และสำหรับพวกเหมาอิส จอมลวงโลกทั้งหลายย่อมสรรเสริญเยินยอการกระทำเช่นนี้แต่สำหรับองค์ทาไล ลามะเอง ท่านอุทิศตนเพื่อสันติภาพอย่างแท้จริง การกระทำของจีนในการปราบปรามชาวทิเบตจึงเป็นดั่งโจร เช่นนายสัก ปากรอ ที่เข้ามาในบ้านฆ่าครอบครัวเขาแล้วแขวนดังนั้นผมสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนของทิเบต ให้สำเร็จเช่นเดียวกับการกระทำของ เวียดนาม ที่มีต่อฝรั่งเศส หรือ โคโซโว ที่มีต่อเซอเบียร์ การกล่าวหาว่าท่านทาไลลามะ เป็นนักก่อการร้าย จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะประนาม เพราะคนอย่างนายหูจิ่นเทา นายช่างจากมหาลัยต๊อกต๋อย หรือนายเวินเจียเป่า เป็นแค่แมลงวันที่ยังมีความรู้แค่กระพี้ ยังไม่สามารถตื่นจากความจริงได้อย่างท่าน ทาไลลามะ สำหรับคนที่คลั่งจีน ผมคิดว่าคุณควรไปเช็คต่อมสมองเสีย แล้วตอบคำถามผมว่า จีนต่างกับพม่าอย่างไร ในเมื่อทุกครั้งที่ผมไป ผมมักเจอกับขอทานทุกครั้ง และไกค์(ของรัฐบาล) ขู่ว่าการให้เงินขอทานนั้นน่ากลัว แต่สำหรับผมนั้น ผมให้ทุกครั้ง เพราะผมคิดว่าอย่างน้อยผมก็กระจายรายได้ ได้ดีกว่าพรรคจีนที่มึแต่นายทุน

แล้วจะให้รัฐบาลจีนทำยังไง?? ปล่อยทิเบตเป็นเอกราชเลยดีไหม พวกนักสิทธิมนุษยชนว่างงานถึงจะพอใจ ?? เดี๋ยวจะได้หันไปเชียร์พวกโจรทางใต้บ้าง จะได้มีมาตรฐานเดียวกันไง !

นับว่า หูจิ่นเทา กับ เวินเจียเป่า มีมนุษยธรรมอย่างยิ่งแล้วที่ใช้แค่หน่วยปราบจลาจลกับกระสุนยาง ... ถ้าผมเป็นผู้นำเองละก็ สั่งเป่ากบาลดาไลไปแล้ว !
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-03-2008, 14:28 โดย The Inconvenient Truth » บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #45 เมื่อ: 22-03-2008, 14:35 »

ความวุ่นวายในทิเบตและหูจิ่นเทา [19 มี.ค. 51 - 18:16]
 
ผู้อ่านท่านหนึ่งอยากทราบว่า จีนไปเป็นเจ้าเข้าครองทิเบตได้ยังไง และเคยทราบว่าทิเบตเป็นบันไดไต่ชีวิตการงานของหูจิ่นเทา จริงหรือไม่?

จะเข้าใจกรณีของจีนและทิเบต นิติภูมิต้องขออนุญาตพาท่านย้อนอดีตกลับไปในสมัยราชวงศ์ถังของจีน ในรัชสมัยของพระเจ้าถังไท่จง ทรงใช้มาตรการหลายอย่างกับชนกลุ่มน้อยที่อยู่ทางเหนือและตะวันตก บางพวกท่านก็สั่งให้ยกทัพไปปราบ บางพวกพระองค์ก็ทรงให้เกลี้ยกล่อม ตามประวัติศาสตร์จีนบอกว่า กษัตริย์ทิเบตส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิของราชวงศ์ถัง ในขณะที่ประวัติศาสตร์ของทิเบตบอกว่า กษัตริย์ของทั้ง 2 ประเทศเป็นมิตรต่อกัน มีสถานะเท่าเทียมกัน

ประวัติศาสตร์ของแต่ละชาตินี่สำคัญนะครับ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งสามารถอ้างความชอบธรรมในการเข้าไปขย้ำเอาดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่งได้ โดยที่นานาอารยประเทศยอมรับ ประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติจึงเป็นเครื่องมือรักษาหรือทำลายเอกราชได้ ประเทศทั้งหลายที่ไม่สนใจชำระประวัติศาสตร์ให้ชัดเจนถูกต้อง จึงอยู่ในสถานะเสี่ยง ประวัติศาสตร์อันคลุมเครือของชาติจะทำให้มีการกล่าวเล่าอ้างกันได้มากมายหลากหลาย อย่างเช่นประวัติศาสตร์ของรัฐปัตตานีของไทย

ร้อยปีที่แล้ว อังกฤษเข้าไปรุกทิเบต ทิเบตแพ้ก็ต้องเซ็นอนุสัญญา ค.ศ.1904 เพราะอ่านประวัติศาสตร์ของชนชาติทิเบตจากจีน อังกฤษจึงยอมลงข้อความในอนุสัญญาว่า อังกฤษยอมรับความเป็นเจ้าเหนือดินแดนทิเบตของจีน

ค.ศ.1911 ซึ่งตรงกับปีซินไฮ่ตามปฏิทินจีน ในประเทศจีนเริ่มต้นด้วยการมีปฏิวัติอู่ชัง หลังจากนั้นก็มีการปฏิวัติซินไฮ่ ถึงวันปีใหม่ ค.ศ.1912 ก็มีการตั้งสาธารณรัฐจีน จักรพรรดิสละราชบัลลังก์

จากนั้นมาเป็นเวลาอีก 38 ปี จีนมีการแย่งอำนาจกันระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์ แถมยังต้องทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น

ทิเบตจึงถือโอกาสประกาศเอกราช แต่จีนไม่ยอมรับ มหาอำนาจอื่นๆ ก็ไม่มีใครขยับปากประกาศยอมรับ

กระทั่ง 1 ตุลาคม ค.ศ.1949 ก็มีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ปีต่อมา คือ ค.ศ.1950 จีนส่งกำลังเข้าไปปลดแอกทิเบต รัฐบาลของทะไล ลามะองค์ที่ 14 จึงต้องทรงลงนามข้อตกลงแห่งรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และรัฐบาลท้องถิ่นแห่งทิเบต ว่าด้วยการปลดปล่อยทิเบตโดยสันติวิธี

ตอนหลังพวกซีไอเอเข้าไปช่วยคนทิเบตต่อต้านจีน จีนจึงปราบปรามอย่างเต็มที่ สุดท้ายทะไล ลามะ ต้องหนีออกจากทิเบตใน ค.ศ.1959 มาอยู่ที่ธรรมศาลา อินเดีย ท่านออกมาตะโกนก้องเรียกร้องขอให้นานาอารยประเทศช่วยกันรับรองเอกราชของทิเบต แต่ก็ไม่มีใครที่ไหนเลยซักประเทศเดียวเอาด้วย เพราะเมื่อศึกษาประวัติศาสตร์อย่างละเอียดที่สุดแล้ว ทุกประเทศยอมรับว่า ทิเบตเป็นดินแดนของจีน

มีนาคม ค.ศ.1988 คนทิเบตเดินขบวนประท้วงใหญ่และกลายเป็นการจลาจลอลหม่าน ตอนนั้น หูจิ่นเทาอายุ 46 ปี กำลังมีชื่อเสียงดีจากการเป็นผู้นำสูงสุดของมณฑลกุ้ยโจว ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปเมืองลาซา เพื่อทำความรู้จักทิเบตและทดสอบความอดทนของร่างกายและจิตใจ ว่าจะอยู่ในดินแดนที่ราบสูงที่สุดของโลกได้ดีขนาดไหน ต้องทดสอบเพราะที่อากาศในทิเบตเบาบางมาก ความกดอากาศก็ต่ำ เรื่องวุ่นวายขายปลาช่อนก็เยอะ ฯลฯ

หูจิ่นเทาทำงานในเมืองลาซาได้ไม่ถึง 2 เดือน ก็อุบัติแต่เหตุ-การณ์ร้ายๆมากมาย การเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชเกิดขึ้นบ่อยมาก เดินขบวนแต่ละทีต้องมีคนตาย

หูจิ่นเทาจึงนิมนต์ปันเชนลามะที่ 10 ให้เดินทางจากกรุงปักกิ่งกลับมายังเมืองลาซา หวังว่าจะให้ปันเชนลามะพระองค์นี้ช่วยลดความขัดแย้ง

มาถึงเมืองลาซาได้ไม่ทันไร องค์ปันเชนลามะที่มีวัยเพียง 51 ปี ก็มรณภาพด้วยโรคหัวใจกะทันหัน บางคนก็รายงานว่าถูกลอบฆ่าจากพวกกู้ชาติ

วิกฤติมากมายวุ่นวายขนาดหนัก หนุ่มวัยฉกรรจ์ที่มีอายุเพียง 46 ปี อย่างหูจิ่นเทา เข้าแก้ไขสถานการณ์ได้ยังไง จึงได้เป็นที่ประทับใจท่านผู้ใหญ่ในกรุงปักกิ่ง

และเป็นบันได ให้ท่านได้เป็นประธานาธิบดีในปัจจุบันทุกวันนี้

พรุ่งนี้ขอมารับใช้ท่านกันต่อครับ.

นิติภูมิ นวรัตน์
 

http://thairath.co.th/news.php?section=international01&content=82891


"เปิดฟ้าส่องโลก" โดยนิติภูมิ นวรัตน์ เขียนเรื่องจีน - ทิเบต ไว้สองวัน ไม่ทราบว่าข้อมูลเชื่อถื่อได้มากน้อยเพียงใด ขออนุญาตนำมาลงประกอบค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-03-2008, 14:37 โดย aiwen^mei » บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #46 เมื่อ: 22-03-2008, 14:47 »

เป็นผู้นำเพราะแก้ปัญหาแยกดินแดนได้ [20 มี.ค. 51 - 17:17]
 
09.50 น. วันนี้ สนง.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชวนนิติภูมิพูด “วิเคราะห์เจาะกลยุทธ์ สุดยอดชัยชนะของธุรกิจไทยในตลาดอรับและโลกมุสลิม” ที่อาคาร

ทีเอสที (สสว.) ถ.วิภาวดีรังสิต กทม.

จีนประกอบด้วย 22 มณฑล 5 เขตปกครองตนเอง และ 4 มหานคร

5 เขตปกครองตนเองเป็นดินแดนของชนกลุ่มน้อย มีกว่างซี มองโกเลียใน หนิงเซี่ย ทิเบตหรือซีจ้าง และซินเจียง

ทิเบตเป็นดินแดนเจ้าปัญหาของจีน ทุกทีที่มีการแยกดินแดนไปตั้งเป็นประเทศใหม่ ที่ทิเบตก็มักจะมีการประท้วง กุมภาพันธ์ปีนี้มีการแยกจังหวัดโคโซโวของเซอร์เบียไปเป็นประเทศเอกราช แถมมีมหา

อำนาจชาติใหญ่อย่างสหรัฐอเมริการับรอง โคโซโวมีพื้นที่เพียง 10,887 ตร.กม. ยังเป็นประเทศได้ แต่ทิเบตมีพื้นที่มากมายใหญ่กว่านั้นหลายสิบเท่า ผู้คนชนทิเบตจึงคิดว่าทำไมทิเบตจะเป็นประเทศใหม่ไม่ได้

จีนเป็นจุดสนใจของโลกเพราะกำลังจะมีกีฬาโอลิมปิก คนทิเบตก็ใช้โอกาสนี้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้โลกสนใจปัญหาของตน ชาติตะวันตกหลายแห่งก็ปากว่าตาขยิบ ในขณะที่ปากยอมรับว่าทิเบตเป็นดินแดนของจีน แต่ก็ยังมีการส่งมือที่มองไม่เห็นไปยุยงส่งเสริมให้คนทิเบตประท้วง คณะผู้นำของจีนจึงมักจะต้องส่งมือดีที่สุดไปเป็นเบอร์ 1 ในทิเบต ตำแหน่งเบอร์ 1 ไม่ใช่ผู้ว่าการมณฑล แต่เป็นเลขาธิการพรรคประจำมณฑล

ค.ศ.1964 มหาบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งสำเร็จทางด้านการสร้างเขื่อนพลังน้ำจากมหาวิทยาลัยชิงหัว ผู้มีนามว่า “หูจิ่นเทา” ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน หนุ่มคนนี้มีคนร่ำลือกันว่าเก่งนัก และโตไวในวงการการเมือง เผลอแผล็บแป๊บเดียว ค.ศ.1982 กลายเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 40 ปีไปซะแล้ว และปีต่อมาก็เป็นประธานสหพันธ์เยาวชนพรรคคอมมิวนิสต์ ค.ศ.1985 ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคประจำมณฑลกุ้ยโจวที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 42 ปี

ตอนที่ทิเบตมีอภิพญามหาจลาจล นายหูจิ่นเทาตอนนั้นมีอายุ 46 ปี ถูกส่งไปเป็นเลขาธิการพรรคเขตปกครองตนเองทิเบต และท่านผู้นี้นี่แหละ เป็นผู้ประกาศกฎอัยการศึกทั่วเมืองหลวงลาซา

ค.ศ.1989 คือปีที่คณะผู้นำของจีนแผ่นดินใหญ่หนักใจที่สุด เพราะมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาและประชาชนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน มีการใช้กำลังปราบปรามจนผู้คนตายไปมากมาย มีความเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและจะแยกดินแดนไปตั้งเป็นประเทศใหม่หลายแห่ง

ดินแดนหนึ่งซึ่งเติ้งเสี่ยวผิงหวั่นใจมากที่สุดคือ ทิเบต

แต่ด้วยความสามารถของเลขาธิการพรรคเขตปกครองตนเองที่มีชื่อว่าหูจิ่นเทา ทิเบตกลับเงียบเชียบเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ไม่มีชาวทิเบตแหลมขึ้นมาแม้แต่คนเดียว นายหูจิ่นเทาเข้าใจลึกซึ้งก้นบึ้งหัวใจของคนทิเบต ว่ามีคนรักและหวงแหนศาสนา ท่านจึงอัดงบประมาณและสานนโยบายฟื้นฟูบูรณะศาสนาพุทธในทิเบตเต็มที่ เฉพาะพระราชวังโปตาลา นายหูจิ่นเทาเอางบประมาณเทลงไปมากถึง 60 ล้านหยวน วัดวาอารามและพุทธศาสนสถานในทิเบตกว่า 1,400 แห่ง ได้รับงบประมาณในการพัฒนามากกว่า 200 ล้านหยวน

วัดเหล่านี้ต่อมาได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ศึกษาธรรมะของ พระทิเบตมากกว่าห้าหมื่นรูป

เศรษฐกิจดี สังคมดี บ้านเมืองก็มีแต่ความสุขสงบ

เหตุการณ์อันเรียบร้อยในทิเบตทำให้นายหูจิ่นเทาได้ เป็นสมาชิกถาวรกรมการเมือง ลำดับที่ 7 ที่มีอายุน้อยที่สุด คือ 50 ปี

ค.ศ.1997 ได้ขยับเป็นสมาชิกถาวรฯ ลำดับที่ 5

ค.ศ.2002 ได้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน

15 มีนาคม ค.ศ.2003 ได้เป็นประธานาธิบดีจีน

หูจิ่นเทาได้เป็นผู้นำสูงสุด เพราะแก้ปัญหาแยกดินแดนได้สำเร็จ

ฯพณฯ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง น.บ., น.ม., น.ด. รมว.มท. หากอยากเป็น นรม.คนต่อไป ท่านต้องลงไปแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สำเร็จครับ.

นิติภูมิ นวรัตน์

http://thairath.co.th/news.php?section=international01&content=83013

ถ้าพิจารณาเฉพาะสิ่งที่คุณนิติภูมิเขียน ก็น่าสนใจ - ตัดเรื่องส่วนตัวของเจ้าของบทความแกออกไปก่อนนะ  Mr. Green

ถ้าอยากด่าเมกาให้หนำใจ ต้องอ่านของคุณยอดธง ทับทิวไม้ ด้วย แต่ไม่ทราบว่ายังเขียนบทความใน "ผู้จัดการ" หรือป่าว

ส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า ดาไล ลามะ เป็นผู้สนับสนุนให้มีการประท้วง แต่วิธีการ รูปแบบที่ใช้ความรุนแรง ป่าเถื่อนเพื่อยั่วยุนี้ คงไม่ใช่กระมัง

เรื่องประท้วงแบ่งแยกดินแดน ก็คงมีให้เห็นไปตลอดจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก นอกจากจะทะเลาะตีกันเองภายในประเทศแล้ว ยังมีพวกบ่างช่างยุ พวกมหาอำนาจที่ต้องการเข้าไปแสวงหาอำนาจผลประโยชน์อีก ยังไม่นับที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อทางศาสนา รวมไปถึงการตีความในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลผสมเข้าไปด้วย

อย่างการล่มสลายของสหภาพโซเวียตนั้น มีการผูกเรื่องเกี่ยวโยงไปถึงพระแม่มารีย์ ศาสนาคริสต์ อีกต่างหาก

สุดท้ายแล้ว ไม่รู้จะฆ่ากันทำไม เกิดมาอยู่บนโลกนี้คนละไม่กี่สิบปี ดินก็จะกลบหน้าแล้ว คงเพราะสัญชาตญาณดิบของมนุษย์อย่างหนึ่ง คือ การทำลายล้าง
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-03-2008, 15:05 โดย aiwen^mei » บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #47 เมื่อ: 22-03-2008, 14:52 »

เรื่องจริงๆเป็นยังไงผมไม่รู้หรอกครับ ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
แต่ที่รู้แน่ๆจีนปิดบังข่าวสารไว้เยอะมาก
ทั้งการปิดกันข่าวสาร ทั้งจากสิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต
แม้แต่การใช้อำนาจสั่งยูทิวบ์เอาคลิปออก(ที่กรณีประเทศไทยบอกว่าเอาออกไม่ได้)
จึงไม่น่าแปลกใจว่าข่าวที่ออกมาจากจีนมักจะไม่ตรงกัน
กรณีนี้ที่เห็นแต่ภาพชาวทิ(ธิ)เบตก่อความไม่สงบ
แต่ไม่เห็นภาพก่อนหน้านั้น และไม่เห็นวิธีการที่ใช้ในการปราบปราม

ไม่ต่างกับพม่าที่มีภาพข่าวคนที่โดนปราบปรามตายมากมาย
รัฐบาลออกมายืนยันว่ามีคนตาย 4คน
เสียแต่ยังไม่หน้าด้านเหมือนนายกบางคน
ที่มีภาพยืนยันมากมายเผยแพร่ไปทั่วโลก กลับมาบอกว่า"มีคนตายคนเดียว"
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #48 เมื่อ: 22-03-2008, 16:36 »

สรุปว่า อ่านไปอ่านมาแล้วยิ่งสมเพชในความกลับตาลปัตรของพวกที่เกลียดจีน หรือโจรดาไล แล้วอ้างตัวเองว่า มีจิตใจแห่งประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพสื่อ หรืออะไรก็แล้วแต่

เพราะกลายเป็นว่า เวลานี้ รัฐบาลจีนนี่แหละที่กลัวเลือดคนทิเบตนองแทบจะขี้หด เพราะมันใกล้โอลิมปิกเข้าทุกวัน .... ในขณะที่ไอ้พวกนี้ก็ตะโกนปาวๆ Free Tibet แต่ในใจลึกๆก็ "กระหายเลือด" ซะเอง ลุ้นอยากจะเห็นเลือดคนทิเบตนอง รถถังออกมาวิ่ง ระดมยิงใส่ไอ้พวกแยกดินแดนเต็มแก่ ภาวนาในใจว่า "จีน ยิงทีซิวะ ยิงเลย ทำไมแม่งไม่ยิงใส่พวกทิเบตซะทีวะ" เพียงเพื่อตัวเองจะได้ด่าจีนได้เต็มปากเต็มคำซะทีว่า "โอ้ นี่ เห็นไหม รัฐบาลจีนแม่งโหดอย่างที่กูว่าจริงๆ"

ไม่มีช่วงเวลาหรือจังหวะไหนอีกแล้วที่จะนองเลือดได้ "เข้าทางตีน" ที่สุด นอกจากช่วงนี้ยาวไปถึงโอลิมปิกแหละ หลังจากนั้นจะมาสร้างกระแสก็ยากแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-03-2008, 16:54 โดย The Inconvenient Truth » บันทึกการเข้า

narong
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 654



เว็บไซต์
« ตอบ #49 เมื่อ: 22-03-2008, 16:46 »

ดินแดนหนึ่งซึ่งเติ้งเสี่ยวผิงหวั่นใจมากที่สุดคือ ทิเบต

อีกที่ที่สำคัญคือ มณฑลซินเกียง ครับ เพราะพบแหล่งพลังงานขนาดใหญ่

ถ้าถามเรื่องการปิดกั้นข่าวสารเป็นสิ่งที่จีนต้องทำเพราะเป็นประเทศใหญ่ มีชนเผ่ามากมาย
ไม่อย่างนั้นจะวุ่นวาย ดูตัวอย่างไทยเอง คนก่อการร้ายภาคใต้มักจะอ้าง สิทธิมนุษยชน เมื่อไปก่อเหตุวุ่นวาย
องค์กรสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่ถูกสนับสนุนโดย worldbank, IMF, USAID หรือแม้แต่องค์กรใน สหประชาชาติเอง
เพราะสหประชาชาติถูกก่อตั้งจากกลุ่มทุนน้ำมันคือ จอห์น ดี รอกกี้เฟลเลอร์
(NGO อย่างเป็นทางการของอเมริกาเพื่อให้ทุน กลุ่ม ngo's ในประเทศต่างๆ บังหน้าเพื่อผลประโยชน์ของ อเมริกาเอง)
ที่เห็นชัดในพม่าคือ จอร์จ โซรอส ซึ่งเป็นใครน่าจะรู้กันอยู่แล้วจาก วิกฤตต้มยำกุ้ง

นักธุรกิจน้ำมันที่จะได้ผลประโยชน์ เมื่อนางอองซานขึ้นเป็นใหญ่ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น



--------------------------------------------------------------------------------


นักธุรกิจน้ำมัน = กลุ่มทุนยิว หรือ เรียกว่าองค์กรลับ ฟรีเมสัน,อิลลูมิเนติ

โดยผ่านองค์กรที่เรียกว่า NGO'S หรือมูลนิธิด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ





http://www.voltairenet.org/article30024.html

Financial Crime and Coup d’&eacute;tat. First Part.
George Soros, speculator and philanthropist

George Soros, financier and philanthropist as well as an archetype of the "post-capitalist" speculator and prophet, is flattered and feared at the same time. He is responsible for the "Stock Market crash" and Maecenas in some fifty countries. Today, according to estimates, his fortune accounts for 7 billion dollars. He said he was willing to finance campaigns aimed at preventing George W. Bush’s reelection, in spite of the fact that he himself saved Bush Junior from the 1990 bankruptcy and is still working with his father in the Carlyle Group, a powerful financial organization. He has been equally active in many changes of governments and has been labeled a CIA cover.
Publicly committed with the US Presidential campaign to prevent George W. Bush’s reelection, billionaire George Soros has unleashed a storm in Washington. Such personal decision has won the famous speculator the sympathy of all those in the world who fear Bush’s reelection as President of the United States.

George Soros was born in Hungary in 1930. As a result of the Second World War, he emigrated to England in 1947. There he met anticommunist philosopher Karl Popper, became his disciple and identified himself with the ideas promoted by this thinker. In 1956 he moved to the United States where he created the "first hedging funds" devoted to meet the demands of the large corporate fortunes. Since 1969, his main company, the Quantum Fund (located in tax haven countries like the Netherlands Antilles first and then Curazao), provides him with a mean income benefit of 34,5 % return investment per year.

The man who made the Bank of England collapse
George Soros has never generated any wealth, but he has enriched himself thanks to his activities in the stock market. With seven billion dollars, his personal wealth would be the 28th most important fortune in the United States, according to a classification made by the Forbes magazine in the year 2003. He has been nicknamed "The man who made the Bank of England collapse", after an operation based on the Sterling Pound (the British domestic currency) in September 1992, a stock market operation that brought him one billion dollars without batting an eyelash, at the expense and to the detriment of the United Kingdom taxpayers. Soros has become the paradigm of speculators. In spite of the fact that he also had to face great losses during the Stock Market fall in 1987, the crisis in Russia in 1998 and the implosion of the stock market speculations on Internet, Soros has been the great beneficiary of the Asian economic crisis that affected, especially, Thailand, Korea and Indonesia since 1997.

President and director in charge of a great number of societies to which he would devote more than 300 million dollars, Soros became one of the greatest philanthropists of modern times. His main foundation, the Open Society Institute, takes its name after the philosophical project of his maestro Karl Popper: to build open societies, meaning an awareness of imperfections and a willingness to advance so as to create a better world. His main programs tend to defend human rights, to fight against drug-dependency, to train political leaders and to develop the freedom of information. These objectives agreed by consensus include controversial campaigns for the defense of homosexual’s rights, the decriminalization of drugs and the establishment of substitution programs for drug-addicts. This charitable and progressive activity has wisely contributed to wipe off his financial predator image.

Nevertheless, for many years now, many voices have suggested that his philanthropic actions are nothing but a false facade and a cover for the CIA and the State of Israel interventions in the world and that he owes his fortune to financial crimes, not to the magic fingers of "King Midas". [1] At the beginning, the Quantum Fund was administered by representatives appointed by Lord Jacob Rothschild (Mijail Khodorkovsky’s proxy), Sir James Goldsmith (who was a European deputy) and Edmond Safra (main Israeli negotiator of weapons).

Member of the Carlyle Group
Recently, the American newspaper The Nation revealed that George Soros, through the Harken Energy and Spectrum 7 societies, was the one who, in 1990 saved George W. Bush from bankruptcy by eliminating and absorbing his debts. When asked about this by the newspaper, Soros stated that he did so in order to buy a "political influence" (sic) [2]
Like his friend Khodorkovsky, George Soros joined the Carlyle Group when this company became the "financial shelter" for many in the former Bush father administration in 1992. Today, that company is the most important fortune-administration society (financial portfolio) in the world. It is in charge of administering the billionaire wealth of Bush and Bin Laden families through the societies it controls. The Carlyle Group is the eleventh provider of the Pentagon.
On December 20, 2002, George Soros was sentenced to pay a fine of 2,2 million dollars by the Paris Correction Court for the commission of a financial crime, when he tried to attack the Societe Generale, a French company, in the stock market.

Human Rights Watch and the International Crisis Group
Aside from the Open Society Institute (OSI), present in almost fifty countries, George Soros has created or financed several very important and prestigious associations and foundations the Human Rights Watch and the International Crisis Group.
Human Rights Watch (HRW) was one of the humanitarian organizations that submitted most of the evidences and documents against the crimes attributed to Slobodan Milosevic, thus justifying NATO intervention in Serbia. A significant part of the accusations made by this association has not yet been confirmed by the International Criminal Court for Former Yugoslavia.
The International Crisis Group (ICG) was created in 1994 as a non-governmental (NGO) diplomatic organization, headed by the US Democratic Senator George Mitchell (who, later gave his name to the Report on the Israeli-Palestinian Question). Actively working in Burundi, Nigeria and Sierra Leone (African countries) at the beginning, the ICG was getting closer to NATO on the Yugoslavian crisis. It is currently presided over by Martti Ahtisaari, the former President of Finland who pretended to be negotiating with Milosevic to prevent the war. His Administrative Council gathers the elite of NATO personalities. By his side, former national security advisors like Richard Allen and Zbigniew Brzezinski, the Kuwaiti Prince Saud Nasir Al-Sabah, the former prosecutor of the International Criminal Court for Former Yugoslavia, Louise Arbour, and former NATO Supreme Commander during the Yugoslavian War, General Wesley Clark. We also find some financial links like former President of The Philippines, Fidel Ramos, or the Russian oligarch Mija&iacute;l Khodorkovsky, all of them members of the Carlyle Group. Likewise, some French personalities like Simone Veil, President of the Shoah Memorial, and journalist Christine Ockrent, wife of former Kosovo governor, Bernard Kouchner. In 2001, George Soros created the Democracy Coalition Project (DCP) in charge of encouraging the non-governmental forum beside the summit meetings of the Community of Democracies organized by the United States State Department.
His agency includes the most important neoliberal economists. Likewise, he created a Network Media Program that bought the archives of the Radio Free Europe (one of its former leaders, Herbert Okun, forms part of OSI management), the CIA radio station during the Cold War. Besides, he has subsidized several "independent" mass media stations like B92 radio during the Yugoslavian War and today the "free" newspapers in Iraq. He controls the Project Syndicate, a mass media agency publishing editorials on political personalities in 181 international daily papers. These authors include a great number of ICG managers, as well as the cream of neoliberal economists. [3].

He argues manipulation of 9/11 victims
In September 2001, shortly after the attacks George Soros participated in a working group of the Council on Foreign Relations, the club of the establishment in Washington, on the role to be played by the mass media in the war on terror. Sessions were presided over by Ambassador Richard C. Holbrooke, who played an important role in the attack launched against Yugoslavia and whose wife, Kati Marton, is the OSI manager. Conclusions reached at that meeting were sent to President Bush for him to use them and convince the rest of the world of the well-founded foreign policy of the United States, mentioning and repeating once and again, the 9/11 attacks, manipulating the civil victims of these attacks to provoke compassion. He insists so as to force foreign governments not only to condemn the attacks, but also to approve his reasoning leading to a war on terror. Besides, he advises on the mass media presence in the world and supports the inclusion of New York Times supplements in large friendly newspapers.

Russia expelled the Open Society Institute at the end of 2003
Recently, George Soros played an important role in the change of governments, especially in central and eastern Europe. He was particularly active in Poland, where he was, at the same time, friend of General Jaruselski and of the main official patron of the Solidarnoc (Solidarity) trade union, the Polish Bronislaw Geremek, who is currently member of the ICG administrative council. He was also very active in Hungary, his native country.
It is highly probable that he also engaged in the preparation of the "Velvet Revolution" in the Czech Republic, an action that culminated with Vaclav Havel as President. He repeated the same model in Serbia to defeat Slobodan Milosevic and, recently, in Georgia against Edouard Shevarnardze. Every time he has been served and supported by Otpor-style youth organizations. He has been accused of stirring popular disturbances in Ukraine and Belarus. In order to put an end to his intervention in Russia, authorities have resorted to the pretext that the rent was not paid to expel the Open Society Institute some days after Mija&iacute;l Khodorkovsky was detained under complot suspicions.

What moves George Soros?
Bearing in mind the multiple facets of the man who "made the Bank of England collapse", it is difficult to understand why he decided to invest 12 million dollars now to prevent de George W. Bush’s reelection. In an interesting article published by the New Statesman [4], journalist Neil Clark affirms that the President and the billionaire, who have collaborated and cooperated for such a long time, agree on a neoliberal Empire but disagree on the way of turning it into a reality. George Soros, who for so many years has tried to humanize financial capitalism, considers that the brutality shown by George W. Bush jeopardizes the acceptance of this system by peoples. Others suggest that Soros campaign is doomed to failure and that it only serves to create a false illusion, the illusion that there is a democratic debate going on in the United States.
In 2002, George Soros stated: &laquo;In ancient Rome, only the Romans could vote. Under world modern capitalism, only the Americans can vote. Brazilians, they do not vote&raquo;. [5] Now, you see, this is the futre program, things are going to be even better...

  


--------------------------------------------------------------------------------


[1] Mystic character, King Midas transformed everything he touched in gold.

[2] Cf. Bush and billionaire : How insider capitalism benefited W. par David Corn, The Nation July 17, 2002.

[3] For France, economists Michel Camdessus, Daniel Cohen, Jean-Paul Fitoussi, Jean-Pierre Lehmann, Jean Pisani-Ferry; and political scientists like Fran&ccedil;ois Heisbourg, Pierre Nora or Jacques Rupnik

[4] Cf. George Soros, NS Profile par Neil Clark, in New Statesman, 2 June 2003.

[5] Public statement by George Soros at Social Forum held in Porto Alegre, Brazil.



http://www.conflict-prevention.net/page.php?id=45&formid=72&action=show&articleid=678


--------------------------------------------------------------------------------


http://www.isop.ucla.edu/eas/thisweek/12-10.htm
1991 Aung San Suu Kyi (b. 1945) received the Nobel Peace Prize. The daughter of Aung San, the leader of the Burmese struggle for independence from Britain, Aung San Suu Kyi had lived outside Burma for many years when she returned in 1988 to care for her sick mother. She quickly became the leader of the democratic movement opposed to the continuing military domination of Burma's government. The government placed her under house arrest from 1989 to 1995 and continued to restrict her movement after international pressure caused the regime to formally end her arrest. The Free Burma Coalition has a collection of web pages devoted to her. The Burma Project website (funded by the Soros Foundation) includes the videotaped speech she made in November 1999 to the United Nations Commission on Human Rights.




--------------------------------------------------------------------------------


http://www.soros.org/initiatives/bpsai/news/burmanet_20050808
OSI-Supported Website Promotes Burma Rights and Democracy
Press Release
August 5, 2005

Contact:  Aung Myo Min
myomin@cscoms.com
+66-1-992-5293  




MAE SOT, THAILAND, AND NEW DELHI, INDIA—A new website launched today aims to aid Burma’s democracy movement by opening channels of communication into one of the world’s most repressive states.

The Burma Guide to Rights and Democracy (www.burmaguide.net) is designed for easy access to a collection of resources for people interested in Burma’s future as a democratic country where the rights of all peoples are honored under the rule of law. News on Burma and tools for promoting a peaceful democratic transition are available in English, as well as the six different languages spoken in Burma (Burmese, Chin, Kachin, Karen, Mon, and Shan).

The launch of BurmaGuide.Net comes on the eve of the 17th anniversary of the massive “8-8-88” pro-democracy uprising in Burma, when thousands of demonstrators were killed by the Burmese military junta. Today, the junta continues its repressive rule. By providing hundreds of summaries of key issues and reports that are crucial to the process of democratic transition, BurmaGuide.Net seeks to counter the junta’s efforts to restrict access to information.

“Access to information is crucial for people to understand their rights, and to promote and defend them,” said Aung Myo Min, executive director of the Human Rights Education Institute of Burma, an organization based on the Burmese-Thai border that has helped manage research and translation for the project. “BurmaGuide.Net offers democracy and human rights resources for different peoples of Burma to in their own languages.”

The website, which is funded by OSI's Burma Project and the United States Agency for International Development, was developed in cooperation with the Burma Information and Technology Team and the Human Rights Education Institute of Burma.

The Burmese-language version of this site is known as “Lanpya.Net” (lanpya means “guide” in Burmese), and offers access to a new Burmese Unicode font developed by the Burma Information and Technology Team, an organization of Burmese refugees based in New Delhi that will provide technological support for the website. The Unicode font will be accessible to many types of computer systems.

“BurmaGuide.Net will be an important resource for both the Burmese Diaspora and people within Burma as internet access expands,” said Maureen Aung-Thwin, director of the Burma Project. “The process of creating the website and researching its content has also built new capacities among Burmese that will promote the country’s future democratic and economic development.”
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-03-2008, 17:00 โดย narong » บันทึกการเข้า

ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้คนดี
ก็ย่อมจะใช้คนไม่ดีหรือคนเลว
ถ้าไม่เชื่อผู้ซื่อสัตย์หวังดีต่อตน
ก็จะต้องไปเชื่อคนประจบสอพลอ
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: