ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
02-10-2020, 03:41
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  บทความ โสภณ พรโชคชัย : ถามต่อคำชี้แจงของ ‘รสนา โตสิตระกูล’ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 [2]
บทความ โสภณ พรโชคชัย : ถามต่อคำชี้แจงของ ‘รสนา โตสิตระกูล’  (อ่าน 3715 ครั้ง)
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #50 เมื่อ: 16-03-2008, 09:36 »

เฉพาะเรื่องความยากจน เรายังทำใจยอมรับความจริงไม่ได้ว่าเราไม่ได้ "ยากจน" แต่มี "อยากจน" มากมาย ถ้าไทยจนขนาด 70% แล้วเขมร พม่า ลาวล่ะครับ  เราถูกกรอกหู ให้เข้าใจอย่างนี้ เพื่อว่า ngo บางส่วนจะได้ไปหาเงินไปเป็นขอทาน inter นั่นเอง เขาต้องการให้ไทยดูจนจะได้มีต่างชาติมาช่วยเหลือ จะได้มีงานทำ

ธนาคารโลก
siteresources.worldbank.org/INTTHAILAND/Resources/CDP-PAM/392031-1163056585570/cdp-pam_phase_ii_monitoring_report_thai.pdf
โดยเฉพาะหน้า 5 เส้นความยากจน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
www.boi.go.th/thai/how/demographic.asp

หรือดูเว็บของ CIA
https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/th.html#Econ

หรือของ TDRI
siteresources.worldbank.org/INTTHAILAND/Resources/333200-1089943634036/475256-1151398840534/oct26_Poverty_Somchai.ppt#312,4,Poverty Trend
(หน้า 4)


กรุณาระบุออกมาเป็นตัวอย่างด้วยครับว่า NGO รายไหน กล่าวหาลอย ๆ เพื่อดิสเครดิตแบบนี้ เป็นนิสัยเหมือนหนูเหลี่ยมนะครับ

เรื่องเส้นความยากจน หลายคนในนี้ตั้งคำถามไปแล้ว ว่าถ้าจะให้เชื่อตามธนาคารโลกว่า ได้เกินวันละหนึ่งดอลลาร์กว่า ๆ แปลว่าพ้นความยากจนแล้ว

มันไม่หน่อมแน้มไปหน่อยเหรอครับ

แล้วในเอกสารพวกนั้น ก็มีส่วนที่พูดถึงการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ทำไมคุณไม่พูดถึงบ้าง

คนอื่นไม่ได้ตาบอดนะคุณ

ถ้าคุณยังเอาแต่ดันทุรังอ้างแต่เส้นความยากจน

ผมก็จะขอขอบคุณที่อุตส่าห์มาเปิดเผยตัวให้ผมรู้ตัวตนที่ไม่น่าเคารพของด๊อกเตอร์คนหนึ่ง

ซึ่งผมจะไม่ยอมเรียกด้วยคำว่า "อาจารย์" แน่ ๆ
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #51 เมื่อ: 16-03-2008, 10:26 »

ผมนั่งอ่านบทความคุณอยู่สองวัน สามสี่ครั้ง.....ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งรู้สึกมันมั่ว ๆ ยังไงพิกล.....

ผมไม่รู้ ว่า คิดได้ยังไง ว่า คนจนในเมืองไทย มี เพียง 10 % คุณยกตัวเลข ยกลิ้งค์ สารพัด เอามาชี้แจง....

ก่อนหน้าผม ก็เอาตัวเลขมาให้ดูแล้ว คุณ กลับไม่ได้อ่าน และพยายามไม่เข้าใจ.....หรือแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจไม่รับรู้

คุณไม่รู้เหรอครับ ว่าหลายปีที่ผ่านมารายได้ มันกระจุกตัว อยู่ที่กลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่ง คนบางกลุ่มที่ว่า...ก็คือ คนที่ไม่ใช่คนจนอยู่แล้ว

นั่นหมายถึง คนจน ก็ยังคงจนอยู่เหมือนเดิม แต่ คนรวย ก็กลับรวยเพิ่มขึ้น  มีรายได้มากขึ้น (เฉพาะกลุ่มอีกนั่นแหละ)......

ลองคิดดูครับ รัฐบาล พปช.(นอมินี ทักษิณ) เพิ่งเป็นได้เพียงเดือนเดียว ...นโยบายเร่งด่วน อันนึ่ง ที่ใช้ ก็คือ "นโยบายพักชำระหนี้"ไม่เคยสงสัยบ้างเลยเหรอครับ  ว่า ทำไมมันถึงเป็นนโยบายเร่งด่วน.....

มีความเห็นบางประการ จากเพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้..เรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง...หากคนจนยังมีเพียง สิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเป็นความจริง

คุณคิดว่า ทุกพรรคการเมือง จะออกนโยบายประชานิยม มาแข่งกันในการหาเสียง หรือไม่ครับ.....แล้วคนที่ชนะเลือกตั้ง ก็เป็น พปช.

ที่ มีนโยบายประชานิยม เป็นจุดเด่น เป็นจุดขายมาตลอด ...ไม่สงสัยบ้างเลยหรือครับว่า ทำไม นโยบาย ลด แลก แจกแถม ยังคงได้รับการตอบรับ

อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง...นั่นเพราะ คนส่วนใหญ่ ของประเทศ ยังเป็นคนจนอยู่......



2. ที่ว่า “ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างรีบเร่ง . . . คณะรัฐมนตรีมีมติว่า ท่อส่งก๊าซ ยังคงเป็นสมบัติของรัฐ . . . รัฐบาลทักษิณ ยกเลิกมติ ครม.นี้ ทำให้ ปตท.ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติของชาติ . . . นี่คือ การขโมยในรูปแบบหนึ่ง” คุณฟ้องศาลให้ยกเลิกการแปรรูปของ ปตท. แต่เดชะบุญ ศาลไม่ได้พิพากษาตามคำฟ้อง แต่สั่งให้แบ่งแยกสมบัติให้ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่มีใครต้องคำพิพากษาว่า “ขโมย” เลย

คำอธิบาย อันนี้ ก็เช่นกัน....ถ้า คิดและอธิบายได้เพียงแค่นี้ ผมว่า แย่แล้วครับ...ที่จะมาถกเถียงเรื่องที่เป็นรายละเอียดซับซ้อน เกี่ยวกับเรื่องรายได้ของคนไทย ฐานะของคนไทย


การที่คุณได้รับเลือกตั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสิทธิออกเสียงในกรุงเทพมหานครเห็นด้วยกับคุณ สมัครก็ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการที่มีคะแนนสูงสุด นิติภูมิก็เคยได้รับเลือกเป็น สว. ด้วยคะแนนสูงสุด แสดงว่าการสร้างภาพมีประสิทธิผลสูงมากในการได้คะแนน ถ้านิติภูมิที่ภาพลักษณ์ไม่ถูกทำลายและลงสมัคร สว. ได้ คุณก็คงไม่ได้รับเลือก

แสดงว่า คุณคงไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า อะไร ทำให้ คุณรสนา ได้รับเลือกตั้งมา......

ถ้าคุณพูดถึงว่า สมัคร ก็เคยได้รับการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ด้วยคะแนน สูงสุด....คุณ ก็คงต้องไม่ลืมว่า คุณจำลอง กับพรรคพลังธรรม เคยได้ สส.มากที่สุด ในกรุงเทพฯด้วยเช่น...และ พรรคพลังธรรม ก็ตกต่ำสุด ๆ ในยุคที่มีหัวหน้าพรรค ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร...



โดยสรุปแล้ว ผมเห็นว่าดีครับที่มีการวิวาทะระหว่างคุณกับ มล. ณัฐกรณ์ ไม่ใช่ดีในประเด็นการทะเลาะกัน หรือไม่ใช่ดีที่ได้เห็นการห้ำหั่นอย่างมีศิลปะที่มีเปลือกนอกเป็นสุภาพชน แต่ดีในการที่ประชาชนจะได้เห็นและมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เกิด “สังคมอุดมปัญญา” และไม่มืดบอด ด้วยการตรวจสอบตรรกะและแนวคิดโดยไม่ติดกับการสร้างภาพหรือการพูดความจริงเพียงบางส่วน

ตรงตัวแดง ๆ นั่นใช่เลย ครับ เป็นวิธีการ ของ คุณทักษิณ และ พวกพ้อง.....ที่มักพูดความจริง บางส่วน แล้ว ปกปิด ความจริงไว้บางส่วน...ทำให้ทุกอย่างมันยุ่ง ๆ ไว้ พัวพันกับคนมาก ๆ เข้าไว้......

กรณี ปตท. เช่นกัน คุณลองนึกดู ถ้า ศาลตัดสิน ให้ คืน ปตท. เข้ารัฐ คุณว่า มันจะวุ่นวายขนาดไหน....ในเมื่อหุ้นมันกระจาย ไปยังผู้ถือรายย่อย เป็นจำนวนมาก...ผลการตัดสินของศาล ไม่ผิดจากความคาดหมายของผมเท่าใดนักหรอกครับ.....ไม่ต่างกับ กรณี ที่ดิน อัลไพน์ ที่ เป็นที่ธรณีสงฆ์ หรอกครับ ลองนึกดูถ้าศาล ตัดสินแบบให้ถูกต้องตรง ๆ จะมีคน เดือดร้อนที่ซื้อ ที่ดินแถบนั้นไว้ ขนาดไหน.....ผลกำไร ของ ปตท.ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา น่าจะทำให้ ราคาน้ำมันลดลงได้ ซึ่ง จะส่งผลต่อดีเศรษฐกิจโดยรวม...หากไม่ถูกแปรรูปไป แล้ว แบ่งกัน ในหมู่ผู้ถือหุ้น ไม่กี่ราย

คุณปลื้ม มองมิติเดียว คือ ตลาดทุน หรือ การลงทุน....แต่ ไม่ได้มอง ผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว.....

หวังว่า ต่อไปคงไม่เขียนบทความมั่ว ๆ แบบนี้ออกมาอีกน๊ะครับ


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-03-2008, 11:09 โดย 55555 » บันทึกการเข้า
baby
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8



« ตอบ #52 เมื่อ: 16-03-2008, 10:53 »

ขอพูดถึงประเด็นที่มีการเลือกคุณรสนาเป็นตัวแทนสว. ของคน  กทม. ด้วยคะแนนที่ท่วมท้นในอีกมุม

การที่คุณรสนา ได้รับเลือกเข้ามาน่าจะเปรียบเสมือนสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง  คือ 

สังคมของคนกรุง (ส่วนใหญ่) ต้องการแสดงให้เห็นถึงการ   ต่อต้าน   ในเรื่องของพวกนักการเมืองหลายสี

เพราะ สว. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล  ซึ่งนัยยะแล้วมีความสำคัญมาก  แต่หลายคนมองข้ามความสำคัญตรงนี้ไป 

เลยทำให้บทบาท   ไม่เด่นชัด  สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ส่วน  รัฐบาลชุดนี้ เป็นที่รับทราบกันอยู่กลาย ๆ ว่าเปรียบเสมือนตัวแทนของอดีตนายก

ถ้าจะเปรียบว่า  7 แสนกว่าคะแนน คือ การแสดงออกของถึงการไม่ยอมรับคณะรัฐบาล รวมถึง อดีตนายก  เป็นไปได้หรือไม่ ?

เป็นความเห็นส่วนตัว ...
บันทึกการเข้า
pornchokchai
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 53


« ตอบ #53 เมื่อ: 16-03-2008, 17:50 »

การที่รสนาได้ที่หนึ่ง
ก็เหมือนสมัครเคยได้ที่หนึ่ง
ก็เหมือนจำลองเคยได้ที่หนึ่ง
ก็เหมือนนิติภูมิเคยได้ที่หนึ่ง
ก็เหมือนพิจิตตเคยได้ที่หนึ่ง

อยู่ที่จังหวะและโอกาส
(การสุกงอมและโชคดีไม่มีใครดีกว่า)
แห่งการสร้างภาพของแต่ละคน

ถ้าวันนี้สารี อ๋องสมหวัง ลง คงไม่ได้ คงได้รสนา
ถ้าวันนี้ใครที่ภาพดีกว่ารสนาลง รสนาก็ไม่ได้
ถ้าวันนี้จับทุกคนมาเลือกใหม่ รสนาก็อาจได้
เพราะภาพที่สร้างยังสดอยู่
(เหมือนจำลองก็เคยแพ้พิจิตตมาแล้ว)

คนที่ได้ ก็ไม่ได้สะท้อนคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง
เพราะคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง (ประชาชน)
ก็สามารถเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนคนเลือกได้แบบ 180 องศา

แปลกที่คนกรุงเทพฯ "ซื่อสัตย์" น้อยกว่าคนใต้ และคนอีสาน
เพราะอะไร
เพราะคนกรุงเทพฯ ฉลาดกว่า ภักดีน้อยกว่า ขาดอุดมการณ์ ??? ฯลฯ
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #54 เมื่อ: 16-03-2008, 18:17 »

ประสบการณ์เลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2512 บอกในใจตัวเองว่า

คนกทม.ชอบเลือกตรงข้ามรัฐบาล

คะแนน กทม. ไม่ภักดีใครหรอกครับ ประมาณ 40 % พร้อมย้ายข้าง

อาจไม่ตรงนัก แต่มักย้ายข้างบ่อย ๆ


เที่ยวนี้ ส่วนใหญ่อาจหมั่นไส้ นปก. หรือ พลังประชาชน

แต่เลือก สว. นี่เค้าเลือกคนไปตรวจสอบ กลั่นกรองกฎหมาย

บันทึกการเข้า

login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #55 เมื่อ: 16-03-2008, 19:35 »

วิธีการตอบของคุณก็มุ่งเน้นไปเพื่อ discradit คุณรสนาเท่านั้น
ผมยังไม่เห็นคุณโสภณตอบคำถามที่หลายๆความเห็นถามไว้เลยครับ

หากจะให้บทความน่าเชื่อถือ กรุณาหาเหตุผลมามากกว่านี้

มากกว่า link world bank 1$ ที่เอามาใช้จริงในเมืองไทยไม่ได้
เพราะแค่ค่าแรงขั้นต่ำก็เกือบจะสองร้อยบาทต่อวันแล้วแต่เขาเหล่านั้นก็ยังเป็นคนจนอยู่

มากกว่า ที่คุณบอกว่าไม่มีคำว่า "ขโมย" เพราะจริงๆแล้ว พฤติกรรมแบบนี้สมควรเรีกว่า "ปล้น"มากกว่า
และที่คุณพูดแบบนี้ก็เหมือนกับการที่มีกฎหมายตัวแทน แต่คุณสดศรีบอกว่าในกฎหมายไม่มีคำว่านอมินีนั่นแหละครับ

มากกว่า คำว่า"ซื่อสัตย์" ที่คุณกำลังใช้ดิสเครดิตคุณรสนา
เพราะจริงๆแล้วคนกรุงเทพเป็นทาสข่าวสารมากกว่าเป็นทาสอามิส และยึดติดกับตัวบุคคล
จากข่าวสารนั้นคนกรุงเทพก็ตัดสินใจแล้วว่า คุณรสนา เหมาะสมกับตำแหน่ง สว. มากกว่าผู้สมัครท่านอื่นๆ

หากทำไม่ได้และยังมาแสดงระดับความคิดตรรกะที่บิดเบี้ยวแบบนี้
คุณเองก็ยิ่งตกต่ำลงเท่านั้น
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #56 เมื่อ: 16-03-2008, 20:23 »

ผมว่า ประเด็นที่คุณตอบมันมั่ว ๆ แถไถ ออกห่างจากประเด็น ไปเรื่อย ๆ ยังไงก็ไม่รู้ครับ...

การที่คุณได้รับเลือกตั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสิทธิออกเสียงในกรุงเทพมหานครเห็นด้วยกับคุณ สมัครก็ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการที่มีคะแนนสูงสุด นิติภูมิก็เคยได้รับเลือกเป็น สว. ด้วยคะแนนสูงสุด แสดงว่าการสร้างภาพมีประสิทธิผลสูงมากในการได้คะแนน ถ้านิติภูมิที่ภาพลักษณ์ไม่ถูกทำลายและลงสมัคร สว. ได้ คุณก็คงไม่ได้รับเลือก

ประเด็น คือ คุณเอานิติภูมิ ไปเทียบกับ...คุณรสนา....แล้วไปบอกว่า ว่าถูกทำลายภาพลักษณ์ ไม่งั้น คงชนะ หากลงเลือกตั้ง.....นิติภูมิ จุดยืนไม่แน่นอน การพยายามส่งลูกชายลงสมัครพรรคพลังประชาชน ในขณะที่ตัวเองขึ้นเวทีพันธมิตรด่าคุณทักษิณเป็นบ้าเป็นหลัง อาการกั๊ก แบบนี้ คนกรุงเทพฯ เกลียดครับ......ในขณะ ที่ คุณรสนา จุดยืนหนักแน่น เรื่องการแปรรูป..เคยค้านมาแล้วทุกพรรค ในอดีต.....ไม่อิงพรรคการเมืองใด....คุณนิติภูมิ ลงมาชั่วโมงนี้ ยังไงก็แพ้ครับ...ผมว่าคุณมั่วแล้ว

ตกลงไอ้เรื่องคนจน มีเพียง สิบเปอร์เซ้นต์ ของประเทศไทย ไม่พูดต่อแล้วใช่มั๊ยครับ ข้อมูลเพ้อเจ้อ แบบนั้น

บันทึกการเข้า
soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #57 เมื่อ: 16-03-2008, 20:35 »

เรื่องความคิดของคนนะครับ


ใครจะเลือกใครหรือไม่เลือกใคร ก็เป็นสิทธิ


แล้วแต่ความคิดของตน


ส่วนจะเลือกด้วยเหตุบังคับ ขู่เข็น อามิสสินจ้าง


ก็มิใช่ว่าจะไม่มี


การเปลี่ยนนิสัยคน ก็เหมือนที่ สมัคร ไปเป็น สว. เมื่อไม่ได้เป็น ก็มาลง สส.

แม้ว่า การตัดสินใจไปเป็นสว. คือ ต้องการเข้าไปตรวจสอบแล้วเช่นกัน ใจคนก็ยังเปลี่ยนได้


หรือว่า อย่างเช่น วิเชียรโชติ โฆษกฯ ก็เคยเป็น ปปช. ซึ่งหน้าที่อะไรเราก็รู้กันอยู่  ก็ยังกลับมาพรรค นอมินีเหลี่ยม

เมื่อเหตุมันเปลี่ยน


คนกาคะแนน ก็ย่อมเปลี่ยนได้ เช่นกัน


ผมบ่นเฉย ๆ ไม่ได้สีซอให้ใครควัง 
บันทึกการเข้า
ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #58 เมื่อ: 20-03-2008, 17:32 »

ไอ้กาพ้มนี่มันก็เป็นซามาชิกไม่เอาไหน  ปล่อยกาทู้ถูกฝังตั้งนานและเพิ่งจะมาขุด

เข้าเรื่องเลยดีกว่า

ตอนผมอ่านบทความคุณโสภณครั้งแรก  ก็รู้อ่ะนะว่าคุณพยายามโต้แย้งคุณรสนา
อย่างไรก็ดี  ตรรกะในข้อที่ 1 ของคุณมันก็แปลกชอบกลนะครับ

" รัฐบาลไม่น่าจะหลอกคนทั้งประเทศ = มูลค่าของ กฟผ 20000ล้าน เป็นความจริง"   เหรอ??

ตัวท่านเองก็เป็น expert ด้านการประเมินราคาทรัพย์สินอยู่แล้ว
ทำไมท่านไม่แสดงวิธีการประเมินราคาของท่านให้ดูบ้างเล่าครับ ว่าทำไมมันถึงได้ 20000 ล้าน
กลับไปหยิบยกตรรกะแบบนั้นมาซะได้

อ้ะ ลองดูวิธีการประเมินของคนนี้ดู
เค้าประเมินออกมาว่า ถ้าตัดหุ้นขาย 25% ควรจะเป็นมูลค่า 9.8หมื่นล้าน - 9.5 แสนล้าน เลยนะครับ



http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q1/2006january30p3.htm

มูลค่า กฟผ.

ด้วยวิธีประเมินและสมมติฐานที่วางไว้ดังกล่าวข้างต้น ผลของการประเมินมูลค่าของ กฟผ. ปรากฏว่าเมื่อใช้อัตราคิดลดที่ร้อยละ 4.87 แล้ว มูลค่าทั้งหมด (100%) ของ กฟผ. หากโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและการกำกับดูแลไม่มีการเปลี่ยนแปลง (สถานการณ์ที่หนึ่ง) จะอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท หากรัฐมีการเปลี่ยนโครงสร้างกิจการไฟฟ้าในอนาคตไปในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ กฟผ. และมีการใช้วิธีการกำกับดูแลที่เข้มงวดแล้ว (สถานการณ์ที่สาม) มูลค่าของ กฟผ. จะต่ำลงมาอยู่ที่ 3.9 แสนล้านบาท แต่หากว่ารัฐกระทำในสิ่งตรงกันข้ามอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่ กฟผ. (สถานการณ์ที่สอง) แล้วมูลค่าที่ได้จะสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนโครงสร้างกิจการไฟฟ้า การจัดตั้งองค์กรกำ กับดูแล และการวางวิธีการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าดูแลนั้น มีผลต่อมูลค่า กฟผ.เป็นอย่างมาก (ดูตาราง มูลค่าของ กฟผ. เมื่อรัฐเป็นเจ้าของประกอบ)

มูลค่าที่ประเมินได้นี้สะท้อนให้เห็นว่าหากรัฐต้องการจะขายหรือแปรรูป กฟผ. ออกไปราคาที่ขาย (sale price) ได้ไม่ควรต่ำกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐต้องการจะแปรรูป กฟผ. บางส่วนเพียงร้อยละ 25 โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและการกำกับดูแลแต่อย่างใด (สถานการณ์ที่ 1) ราคาที่ขายได้ไม่ควรต่ำกว่า 5 แสนล้าน หากรัฐจะแปรรูป กฟผ. โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและการกำกับดูแลไปในทางที่เอื้อประโยชน์แก่ กฟผ.แล้ว (สถานการณ์ที่ 2) ราคาที่ขายได้จะต้องสูงถึง 9.5 แสนล้านบาท และหากรัฐจะแปรรูป กฟผ. โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและการกำกับดูแลนั้นส่งผลเสียแก่ กฟผ.แล้ว (สถานการณ์ที่ 3) ราคาที่ขายได้ควรเป็น 9.8 หมื่นล้านบาท
หากราคาที่ขายได้ต่ำกว่านี้เท่ากับว่ารัฐขาดทุนจากการแปรรูป กฟผ. บางส่วน เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการขายของรัฐในรูปของกำไรที่หายไป (forgone earning) หากยังคงเก็บรักษา กฟผ.ไว้สูงกว่าราคาที่ขายได้

สมมติว่ารัฐสามารถจำหน่ายหุ้นของ กฟผ.ได้ในราคาหุ้นละ 28 บาท (ราคาสูงสุดตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นสามัญ บมจ. กฟผ.) จำนวนทั้งสิ้น 1,500 ล้านหุ้น (คิดจากร้อยละ 25 ของ 6,000 ล้านหุ้น) รัฐจะได้รับเงิน (sale proceed) เป็นจำนวน 4.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าของ กฟผ. บางส่วน (ร้อยละ 25) หากรัฐยังคงเก็บรักษา กฟผ.ไว้ ยกตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ที่หนึ่ง รัฐจะขาดทุนสุทธิจากการแปรรูป กฟผ. บางส่วนเป็นมูลค่า 4.6 แสนล้านบาท (ดูตารางขาดทุนสุทธิจากการแปรรูป กฟผ.บางส่วนประกอบ)


บันทึกการเข้า
Cylonn
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 137


« ตอบ #59 เมื่อ: 21-03-2008, 06:33 »

ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการ
มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย



ดร.โสภณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำงานประเมินค่าทรัพย์สิน การพัฒนาเมือง และการใช้ที่ดินมาแต่ปี 2525 เคยเป็นที่ปรึกษาในโครงการของ ESCAP, UN-Habitat, ADB, World Bank, FAO และ ILO สำหรับประสบการณ์การสอนเริ่มแต่ปี 2523 สอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศไทย ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เบลเยียม ดร.โสภณ จบวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ที่ดินที่อยู่อาศัย จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), ได้รับประกาศนียบัตรการประเมินค่าทรัพย์สิน จากสถาบันนโยบายที่ดินลินคอห์น และ ประกาศนียบัตรการพัฒนาที่อยู่อาศัย มหาวิทยาลัยคาธอลิกลูแวง

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย อันเป็นองค์กรสมาชิกของ FIABCI ซึ่งเป็นสมาคมอสังหาฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ประธานกรรมการบริหาร บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส, ผู้แทนประจำประเทศไทยของ IAAO และกรรมการบริหาร สภาผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งอาเซียน ผลงานสำคัญคือการค้นพบสลัม 1,020 แห่ง (ปี 2528), การสร้างแบบจำลอง Computer-assisted Mass Appraisal: CAMA (ปี 2533), การพยากรณ์บ้านว่างอย่างถูกต้อง (ปี 2538 และ 2541) การศึกษาเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (ปี 2543) และการสร้างแบบจำลองการประมาณราคาที่ดิน (ปี 2545) การวางแผนพัฒนาวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินเวียดนาม (พ.ศ. 2549)

http://www.thaiappraisal.org/Thai/contact/Default_Dr.Sopon.htm

โปรไฟล์หรู จบ ดร. แต่ได้แค่นี้เองหรอ  วันก่อนดูนิสิตมาแสดงความคิดเห็นรายการดร.เจิม ยังแสดงเหตุผลผังความคิดดีกว่าดร.นี่เลย

ถ้าบอกรายได้วันละ$1พ้นความยากจนแล้ว  ทำไมไม่ลองดำรงค์ชีวิตด้วยเงินวันละ$1ดูละว่าอยู่ได้ไหม แล้วค่อยมาแสดงความเห็น ถ้าอยู่ได้จริงผมจะยอมนับถือ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
    กระโดดไป: