ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
15-10-2019, 18:14
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สโมสรริมน้ำ  |  100 ปี พระบรมรูปทรงม้า 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
100 ปี พระบรมรูปทรงม้า  (อ่าน 11912 ครั้ง)
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« เมื่อ: 02-03-2008, 20:36 »






อ้างถึง
พระบรมรูปทรงม้า ณ พระลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ประชาชนทั้งประเทศพร้อมใจกันสร้างถวายในรัชกาลของพระองค์ ขณะยังดำรงพระชนม์อยู่เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๑ ถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่งประการหนึ่ง คือ ตามปรกติอนุสาวรีย์ของบุคคลนั้น มักจะสร้างภายหลังที่บุคคลนั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว ยกเว้นพระบรมรูปทรงม้าแห่งเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานเปิดพระบรมรูปด้วยพระองค์เอง
                 การสร้าง “พระบรมรูปทรงม้า” นั้น  สืบเนื่องมาจาก ๒ กรณีประกอบกัน คือ กรณีที่ ๑ เวลานั้นพระองค์ทรงคิดแผนผังสนามขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมถนนราชดำเนินที่สร้างเสร็จแล้วกับพระที่นั่งอนันตสมาคมที่กำลังสร้าง กรณีที่ ๒ อีกปีเศษจะถึงอภิลักขิตมงคล ซึ่งพระองค์จะทรงครองราชย์ยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยในขณะนั้น จึงควรจะมีการสมโภชเป็นงานใหญ่ และได้ดำรัสสั่งให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร เป็นประธานในการจัดงานสมโภช เนื่องจากพระองค์ยังทรงอยู่ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป โดยใช้ชื่อการจัดงานครั้งนี้ว่า “พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก”
                 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชและคณะเสนาบดี มีความเห็นพ้องกันว่า เนื่องจากเป็นพระราชพิธีมหามงคลที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงควรที่จะชักชวนให้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศได้มีโอกาสบริจาคทรัพย์ตามกำลังเพื่อทูลเกล้าฯถวายเป็นเงินเฉลิมพระขวัญ หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า “ทำขวัญ” แล้วแต่จะทรงใช้สอยเงินนั้นตามพระราชหฤทัย นอกจากนี้แล้วยังมีเสนาบดีบางคนเห็นว่าควรจะสร้างสิ่งอันใดไว้เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติด้วย ซึ่งข้อตกลงนี้เห็นควรให้รอมติต่อเมื่อรู้ยอดเงินเฉลิมพระขวัญเสียก่อน
                 ในขณะเดียวกันก็ได้ทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เสด็จไปทอดพระเนตรพระราชวังแวร์ซาย ณ ประเทศฝรั่งเศส และสนพระทัยพระรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงม้า หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ลานข้างพระราชวัง ทรงปรารภว่าถ้ามีพระบรมรูปทรงม้าของพระองค์ตั้งไว้ในสนามที่ถนนราชดำเนินเชื่อมกับพระที่นั่งอนันตสมาคมคงจะสง่างามดี เหมือนเช่นที่มักมีกันตามประเทศต่างๆ ในยุโรป สืบราคาสร้างพระบรมรูปเช่นนั้นว่าราว ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะนั้น
                 คณะกรรมการจึงสำรวจยอดเงินเฉลิมพระขวัญปรากฏว่ามีประชาชนยินดีถวายเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑ ล้าน ๒ แสนบาทเสนาบดีจึงลงมติ แล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชกราบทูลขอถวายพระบรมรูปทรงม้านั้นเป็นของขวัญทูลเกล้าฯจากประชาชนชาวไทยสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ก็โปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาต  จึงปรากฏพระบรมรูปทรงม้าขึ้น ณ พระลานพระที่นั่งอนันตสมาคมด้วยประการฉะนี้  โดยได้สร้างแล้วเสร็จพร้อมกราบบังคมทูลถวายฯ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑
                 สำหรับเงินเฉลิมพระขวัญที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้าอีกประมาณเกือบ ๑ ล้านบาท ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายตามมติเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริว่าจะนำเงินนั้นไปใช้ประการใดเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทยเพื่อสนองคุณความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อพระองค์นั้น ยังไม่ทันตกลงว่าจะทำประการใด ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงดำเนินการตามพระราชประสงค์ของพระองค์ โดยโปรดให้ใช้เงินเฉลิมพระขวัญที่ยังเหลืออยู่ก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                  สำหรับองค์พระบรมรูปทรงม้านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จไปทำการตกลงและเลือกชนิดโลหะด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังทรงเสด็จไปประทับเป็นแบบให้นายช่างปั้นหุ่น ขณะเสด็จประทับอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งพระรูปมีขนาดโตเท่าพระองค์จริง เสด็จประทับอยู่บนหลังม้าพระที่นั่ง โดยม้าพระที่นั่งนั้นมิใช่ปั้นจากแบบม้าพระที่นั่งจริง แต่เป็นม้าที่บริษัทได้ปั้นเป็นแบบเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว  พระบรมรูปทรงม้าหล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ วางบนแท่นศิลาอ่อน สูง ๖ เมตร กว้าง ๒ เมตร ยาว ๕ เมตร ห่างจากฐานของแท่นออกมา มีโซ่ขึงล้อมรอบกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๑ เมตร ตรงฐานด้านขวามีอักษรฝรั่งเศสจารึกชื่อช่างปั้นและช่างหล่อชาวไว้ว่า C.MASSON SEULP 1980 และ G.Paupg Statuare  และด้านซ้ายเป็นชื่อบริษัทที่ทำการหล่อพระบรมรูปทรงม้าว่า SUSSF Fres FONDEURS. PARIS  สำหรับแท่นศิลาอ่อนด้านหน้า มีแผ่นโลหะจารึกอักษรไทย ติดประดับแสดงพระบรมราชประวัติและพระเกียรติคุณ  ลงท้ายด้วยคำถวายพระพรให้ทรงดำรงราชสมบัติอยู่ยืนนาน
                 ครั้นเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วพสกนิกรใคร่จะให้มีการถวายบังคมพระบรมรูป จึงได้ทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชานุญาตต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ พระองค์ทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีวันนักขัตฤกษ์สำหรับให้ประชาชนถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๕ ต่อมาจึงเปลี่ยนวันถวายบังคมเป็นวันที่ ๒๓ ตุลาคม อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปีนี้ ครบรอบ 100 ปีพระบรมรูปทรงม้า แต่คงไม่มีงานฉลองอะไรของทางภาครัฐ เนื่องจากไม่ใช่วันสำคัญโดยตรงเกี่ยวกับรัชกาลที่ 5 แต่สำหรับผู้ที่นับถือเสด็จพ่อ ร.5 ก็น่าที่จะได้ทราบไว้ และไม่พลาดโอกาศสำคัญนี้ ในการที่จะไปร่วมรำลึกถึงนะคะ


-------------------

เคยได้ยินและได้เห็นมานานว่า มีผู้นำสุราประเภท บรั่นดี และ บุหรี่ ประเภท ซิการ์ ไปถวายที่หน้าพระบรมรูปทรงม้าบ่อยๆ โดยมีความเชื่อกันว่า รัชกาลที่ห้าทรงโปรด แต่เท่าที่เคยอ่านพระราชประวัติ และประวัติศาสตร์ต่างๆ ไม่เคยพบที่มาของความเชื่อนี้ อีกทั้งเคยเห็นว่า บรั่นดีที่ชอบนำไปถวายกันนั้น มักจะเป็นตระกูลคอนยัคของประเทศฝรั่งเศส ก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีก เพราะประเทศต่างๆในยุโรปนั้น ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ทำให้เมืองไทยเดือดร้อนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของพระองค์ท่าน ส่วนตัวแล้วเข้าใจว่า น่าจะเป็นความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง จึงมีเรื่องเล่าสู่กันฟัง โดยไม่ได้มีความปราถนาจะขัดแย้งกับความเชื่อของผู้ใด


เป็นที่ทราบกันดีว่า อาหารโปรดของรัชกาลที่ 5 นั้น คือปลาทูทอด และต้องเป็นปลาทูเพชรบุรี ซึ่งในสมัยนี้ก็คงหมายถึงปลาทูแม่กลองนั่นแหละค่ะ ปลาทูนี้ต้องทอดอย่างบรรจง ไม่ให้เหม็นคาว เพราะมีบันทึกไว้ว่า ไม่โปรดปลาทูทอดที่เหม็นคาว ผู้ที่ทอดปลาทูได้ถูกพระราชหฤทัยมากที่สุด ได้แก่เจ้าจอมเอิบ ซึ่งรับหน้าที่ทอดปลาทูถวายมาตลอด

ผู้ที่เคยเห็นพระรูปรัชกาลที่ 5 ทรงทำกับข้าวอะไรบางอย่างในกะทะ ซึ่งเป็นรูปที่ร้านอาหารต่างๆนิยมนำไปติดไว้เป็นสิริมงคล พระรูปนั้นทรงทอดปลาทูที่พระตำหนักเรือนต้น พระราชวังดุสิต และผู้ที่ถ่ายพระรูปนั้นก็คือเจ้าจอมเอิบนั่นเองค่ะ


ต่อด้วยเมนูที่ทรงคิดขึ้นเอง และโปรดมาก คือข้าวต้มสามกษัตริย์ มีบันทึกไว้วว่าทรงคิดขึ้นขณะแล่นเรืออยู่ในอ่าวไทย ครั้งเสด็จประพาสต้น

ข้าวต้มสามกษัตริย์ ประกอบด้วย ปลาทู หมึก และกุ้ง และต้มเช่นข้าวต้มเครื่องที่เราทำกันทั่วไปค่ะ หาอ่านประวัติข้ามต้มสามกษัตริย์นี้ได้จากหนังสือ เสด็จประพาสต้น พระนิพนธ์ใน นายทรงอานุภาพ หรือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ค่ะ

รายการต่อไป คือรายการอาหาร ที่ทรงทำพระราชทานเพื่อนต้น ด้วยฝีพระหัตถ์  แน่นอนค่ะ อาหารที่ทรงทำย่อมเป็นอาหารที่ทรงโปรดแน่นอน และทรงโปรดถึงขนาดปรุงได้ด้วยพระองค์เอง  สองรายการนี้คือ หลนปลาร้า และ แกงเทโพ  ซึ่งทรงปรุงพระราชทานเพื่อนต้น ในงานขึ้นเรือนต้น ที่พระราชวังดุสิต งานนี้เพื่อนต้นทั่วแผ่นดินได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้มาร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งรายการอาหารทั้งหมด พระองค์และพระราชวงศ์เป็นผู้ปรุงทั้งสิ้น

รายการต่อมาที่มีบันทึกไว้ว่าโปรด คือ ขนมจีนน้ำยา ซึ่งเคยทรงปรุงด้วยพระองค์เองหลายหนหลายครา อีกทั้งยังเป็นพระกระยาหารที่มีการบันทึกไว้วว่าทรงเสวยก่อนสวรรคตเพียงไม่กี่วัน ถึงสองมื้อติดต่อกัน

ความจริงยังมีรายการอาหารที่ทรงโปรดอีกมาก แต่นำมาเฉพาะที่สำคัญและมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เผื่อท่านที่คิดจะนำไปถวายพระบรมรูปทรงม้า เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ หนึ่งร้อยปี ที่ได้ทรงรับอนุสรณ์สถานนี้จากประชาชนผู้จงรักภักดี จะได้นำไปถวายค่ะ

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-03-2008, 13:54 โดย พรรณชมพู » บันทึกการเข้า
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #1 เมื่อ: 02-03-2008, 23:14 »

ขออนุญาตแทรกนิดค่ะ

วันนี้ นับเป็นบุญตาอย่างยิ่งที่ได้เห็นลายพระหัตถ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ที่พิพิธภัณฑ์ของจังหวัดอุบลราชธานี ทรงลงพระปรมาภิไธยว่า "จุฬาลงกรณ์"

 

พระองค์ท่านทรงชื่นชมผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี

บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #2 เมื่อ: 02-03-2008, 23:58 »

มารออ่านครับ

...
บันทึกการเข้า
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #3 เมื่อ: 03-03-2008, 00:06 »


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว ได้นำผ้าทอเมืองอุบลฯ ทูลเกล้าถวาย ซึ่งปรากฏในพระราชหัตถเลขาตอบเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ร.ศ.114 ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ความว่า


          "ถึง สรรพสิทธิ ด้วยได้รับหนังสือลงวันที่ 13 มกราคม ส่งผ้าเยียรบับลาวมาให้นั้นได้รับแล้ว
          ผ้านี้ทอดีมากเชียงใหม่สู้ไม่ได้เลย ถ้าจะยุให้ทำมาขายคงจะมีผู้ซื้อ ฉันจะรับเป็นนายหน้า
 
  ส่วนที่ส่งมาจะให้ตัดเสื้อ ถ้ามีเวลาจะถ่ายรูปให้ดู แต่อย่าตั้งใจคอยเพราะจะถ่ายเมื่อใดบอกไม่ได้

จุฬาลงกรณ์ ปร.

          จากการค้นคว้าถึงตำนานผ้าเยียรบับนี้พบว่า เป็นผ้าลายกาบบัวคำ ทอด้วยเทคนิคขิดหรือยกด้วยไหมคำ (ดิ้นทอง) แทรกด้วยไหมมัดหมี่

ใช้เทคนิคการจกหรือเกาะด้วยไหมสีต่างๆ ลงบนผืนผ้า


บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #4 เมื่อ: 23-03-2008, 22:34 »



ปิยมหาราชานุสรณ์ เฉลิมพระราชสมัญญา"ปิยมหาราช" เล่าเรื่อง ร.5 ด้วยรูปภาพ

โดย กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม

พ.ศ.2551 เป็นปีที่มีความหมายสำคัญปีหนึ่งในหน้าพงศาวดารไทย

เพราะเมื่อ 100 ปีมาแล้ว ได้มีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชวงศ์จักรีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสมัยรัตนโกสินทร์

นั่นคือ งานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก อันเป็นพระราชพิธีมหามงคลที่มีความหมายยิ่งปลายรัชกาลที่ 5 กล่าวคือ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2451 อันเป็นสมัยที่มีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติมาครบ 40 ปีบริบูรณ์ ขึ้นปีที่ 41 นับเป็นการครองราชย์ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใดในพระราชวงศ์จักรีก่อนหน้านั้น คือ รัชกาลที่ 1 ถึงที่ 4 ยังความปลาบปลื้ม

ปีติมาสู่พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วทั้งแผ่นดินในยุคนั้น

ทางราชการได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โดยเริ่มต้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน ร.ศ.126 (พ.ศ.2450) อันเป็นปีที่ทรงครองราชย์มาครบ 39 ปี ย่างขึ้นปีที่ 40 เสมอด้วยรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)

รัชกาลที่ 5 จึงได้เสด็จฯไปยังมณฑลพิธี ณ กรุงเก่า (จ.อยุธยา) เพื่อสักการะบูชาดวงพระวิญญาณของพระเจ้าแผ่นดินไทยในอดีตกาล พิธีนี้เรียก งานพระราชพิธีรัชมงคล ที่กรุงเก่า จัดตามพิธีกรรมแบบโบราณ ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-4 ธันวาคม 2450

พอถึงเดือนพฤศจิกายนปีถัดไป (พ.ศ.2451) ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้พระบรมวงศานุวงศ์ ปรึกษากันจัดงานสมโภชราชสมบัติครบ 41 ปีขึ้น โดยคณะกรรมการอันประกอบด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นองค์ประธาน ได้มีมติให้จัดงานฉลองสมโภชติดต่อกัน 3 วัน3 คืน ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2451

กำหนดการสำคัญๆ ของงาน คือ (1) การกราบบังคบทูลถวายพระบรมรูปทรงม้า (2) การแห่กระบวนรถมอเตอร์คาร์เฉลิมพระเกียรติ และ (3) การเลี้ยงพระราชทานและอุทยานสโมสร เป็นต้น

"ไฮไลต์" ของงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ร.ศ.127 ตกอยู่ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2451 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ผู้เป็นแม่งานได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯไป ทรงเปิดผ้าแพรคลุมพระบรมรูปทรงม้า ณ ลานพระราชวังดุสิต
 
อันว่า พระบรมรูปทรงม้า องค์นี้นับเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์แห่งแรกของสยามประเทศ ที่ทรงเสด็จฯไปเป็นแบบสร้างถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส



โดยในตอนแรกทรงมีพระราชดำริที่จะใช้เงินบริจาค ซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์เก็บรวบรวมกันถวายจากงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษา ในรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2446 หรือบางทีเรียก งานพระราชพิธีทวีธาภิเษก มาใช้ในการสร้างพระบรมรูปทรงม้า แต่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้ทูลขอร้องให้ประชาชนมีโอกาสร่วมบริจาคเพิ่มเติมด้วย และจะให้เป็นเรื่องของงานรัชมังคลาภิเษกคราวนี้แทน

ต่อมาปรากฏว่ามีผู้บริจาคมากถึง 5 เท่า จากกองทุนเดิมที่เคยรวบรวมได้ 200,000 บาท คราวหลังเก็บได้ถึง 1 ล้าน 2 แสนบาท จึงได้ทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยให้พระบรมรูปทรงม้าเป็นอนุสรณ์ของงานนี้แทน

อนึ่ง ระหว่างการเสด็จประพาสกรุงฝรั่งเศส พ.ศ.2450 นั้น นอกจากจะได้เสด็จฯไปประทับเป็นแบบหล่อพระบรมรูปฯแล้ว ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างของที่ระลึกเพิ่มเติม สำหรับงานมหามงคลครั้งนี้โดยเฉพาะ

มีอาทิ เหรียญเสมาห้อยคอเด็ก และ เหรียญรัชมังคลาภิเษก โดยว่าจ้างโรงกษาปณ์ฝรั่งเศสจัดทำ และยังได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์ แสตมป์ที่ระลึกเป็นตราพระบรมรูปทรงม้า จารึกอักษรแจ้งการรัชมังคลาภิเษกบนดวงแสตมป์ ของที่ระลึกที่กล่าวถึงนี้ถูกนำออกใช้และแจกพระราชทานตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน ศกนั้นเป็นต้นไป

พอถึงวันงาน (11 พฤศจิกายน 2451) เวลา 08.00 น. ตอนเช้าอันเป็นศุภฤกษ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับ ณ ปะรำพิธีเบื้องหน้าพระบรมรูปทรงม้า และได้ทรงกล่าวสุนทรพจน์ขอบพระทัยประชาชน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจจัดงานถวายฉลองสิริราชสมบัติเป็นที่พึงพอพระทัย ทั้งยังได้ตรัสย้อนหลังไปถึงความเปลี่ยนแแปลงและก้าวหน้าของสยามตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

ปิดท้ายด้วยพระพจนารถอันลึกซึ้งกินใจตอนท้ายว่า

"เราขอแสดงความขอบใจท่านทั้งหลาย พร้อมกันกับด้วยพระบรมวงษานุวงษ์ ทั้งอาณาประชาราษฎรของเรา ในการที่ได้ยกย่องให้เกียรติอันยิ่งใหญ่แก่ตัวเราแต่เวลายังมีชีวิตร จะเปนที่ตั้งแห่งความพอใจของเราอยู่เปนนิจนิรันดร บัดนี้เรามีความยินดีรับคำเชื้อเชิญของท่านทั้งหลายแล้ว และจะได้เปิดถาวรอนุสาวรี อันเปนเครื่องหมายแห่งความสโมสรสามัคคีของชาติชาวสยาม ขอให้ตั้งอยู่เปนเครื่องหมายน้ำใจของชาติอันใหญ่ อันจะมีสืบไปทุกชั่วทุกชั้นในกาลภายน่า"

พร้อมกันนี้ทรงรับการถวายพระราชสมัญญานาม "ปิยมหาราช" ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงคิดขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย อันมีความหมายว่า "ทรงเป็นมหาราชาผู้เป็นที่รักของประชาชน" ซึ่งระบุอยู่บนแผ่นทองสำริดที่ฐานของพระบรมรูปทรงม้า ตราบจนทุกวันนี้

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra01200351&day=2008-03-20&sectionid=0131

บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #5 เมื่อ: 13-07-2008, 19:56 »

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=40623&catid=1

อ้างถึง
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลกำลังเตรียมการ เนื่องจากปี 2551 เป็นปีครบรอบ 100 ปี พระบรมราชอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 23 ตุลาคมนี้ถือว่าสำคัญ จะมีฉลองกัน 9 วัน ไม่เอิกเกริก เป็นแบบนิทรรศการ เพราะรัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านทรงแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งการล่าอาณานิคม มีประเทศไทยประเทศเดียวที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้น ทรงมีวิเทโศบาย สายพระเนตรไกล ครบรอบ 100 ปี พระบรมราชอนุสาวรีย์ หรือที่เรียกพระบรมรูปทรงม้า รัฐบาลจะทำงานใหญ่ถวาย ทุกหน่วยงานแสดงหมด

ในที่สุด ก็จะมีการรำลึกแล้วค่ะ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ก็ขอให้จัดงานนี้อย่างสมเกียรตินะคะ 
บันทึกการเข้า
paper punch
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 672



« ตอบ #6 เมื่อ: 14-07-2008, 14:29 »

ขอบคุณครับ เป็นข้อมูลที่มีคุณค่ายิ่งครับ

ขอถามเกี่ยวกับดอกกุหลาบครับ เป็นดอกไม้ทรงโปรดของพระองค์ท่านใช่ไหมครับ

จำได้ว่าสมัยอยู่กทม. เคยไปไหว้พระองค์ท่านตอนกลางคืน จำไม่ได้วันอะไร คนเยอะมากครับ
บันทึกการเข้า

LOVE CHANGES EVERYTHING...
วาโย
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 250


ซ้ายหรือขวาก็ว่าเอียงทั้งคู่ขอสู้อยู่ตรงกลางดีกว่า


« ตอบ #7 เมื่อ: 14-07-2008, 14:45 »

 ยอดเยี่ยมจริงๆครับ ขอดูดไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงนะ
บันทึกการเข้า

มาเถอะพี่น้องพ้องเพื่อนชีวิต ...ตื่นเถอะมวลมิตรผู้ยังหลับไหลจากเรา...คาราวาน (ขอยกท่อนหนึ่งของเพลงคาราวานมาแสดงระกันครับ ถึงเวลาแล้วที่คนหลับต้องตื่นสู้ คนอยู่ต้องก้าวต่อไป)
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #8 เมื่อ: 15-07-2008, 19:43 »

ขอบคุณครับ เป็นข้อมูลที่มีคุณค่ายิ่งครับ

ขอถามเกี่ยวกับดอกกุหลาบครับ เป็นดอกไม้ทรงโปรดของพระองค์ท่านใช่ไหมครับ

จำได้ว่าสมัยอยู่กทม. เคยไปไหว้พระองค์ท่านตอนกลางคืน จำไม่ได้วันอะไร คนเยอะมากครับ

โดยมากที่นำดอกกุหลาบไปถวายท่านนั้น ก็เพราะจะเลือกสีชมพู ซึ่งเป็นสีประจำวันประสูติค่ะ แต่เท่าที่เคยอ่านพระราชประวัติมา ทรงชอบดอกไม้ไทยค่ะ ทรงชอบอะไรที่เป็นไทยๆมาก แต่ที่เราเห็นภาพท่านทรงซิการ์ กล้องเมียร์ชอม หรือวัฒนธรรมตะวันตกอื่นๆ เป็นเพราะในยุคนั้นทรงต้องทำพระองค์ให้ทัดเทียมอารยประเทศ  เพื่อไม่ให้ฝรั่งดูถูกว่าเราป่าเถือ่น อันซิวิลัยซ์

แต่ในเวลาส่วนพระองค์ เราจะเห็นภาพท่านทรงสนับเพลา ถอดเสื้อ และทรงทำกับข้าวเสวยเองหรือพระราชทานให้ผู้ใกล้ชิดเสมอๆ ในความเชื่อส่วนตัวของเจ้าของกระทู้เอง เชื่อว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นไทยเต็มพระองค์ ถ้าอยากจะถวายสิ่งไร ก็ให้เป็นไทยเข้าไว้นะคะ และอย่าทีเดียว ที่จะนำของฝรั่งเศสไปถวาย ประเภทบรั่นดีหรือคอนยัค เพราะฝรั่งเศสทำกับไทยในรัชสมัยของพระองค์ท่านอย่างไร ก็น่าจะรู้ดีกันอยู่ 
บันทึกการเข้า
paper punch
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 672



« ตอบ #9 เมื่อ: 16-07-2008, 15:00 »

โดยมากที่นำดอกกุหลาบไปถวายท่านนั้น ก็เพราะจะเลือกสีชมพู ซึ่งเป็นสีประจำวันประสูติค่ะ แต่เท่าที่เคยอ่านพระราชประวัติมา ทรงชอบดอกไม้ไทยค่ะ ทรงชอบอะไรที่เป็นไทยๆมาก แต่ที่เราเห็นภาพท่านทรงซิการ์ กล้องเมียร์ชอม หรือวัฒนธรรมตะวันตกอื่นๆ เป็นเพราะในยุคนั้นทรงต้องทำพระองค์ให้ทัดเทียมอารยประเทศ  เพื่อไม่ให้ฝรั่งดูถูกว่าเราป่าเถือ่น อันซิวิลัยซ์

แต่ในเวลาส่วนพระองค์ เราจะเห็นภาพท่านทรงสนับเพลา ถอดเสื้อ และทรงทำกับข้าวเสวยเองหรือพระราชทานให้ผู้ใกล้ชิดเสมอๆ ในความเชื่อส่วนตัวของเจ้าของกระทู้เอง เชื่อว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นไทยเต็มพระองค์ ถ้าอยากจะถวายสิ่งไร ก็ให้เป็นไทยเข้าไว้นะคะ และอย่าทีเดียว ที่จะนำของฝรั่งเศสไปถวาย ประเภทบรั่นดีหรือคอนยัค เพราะฝรั่งเศสทำกับไทยในรัชสมัยของพระองค์ท่านอย่างไร ก็น่าจะรู้ดีกันอยู่ 

ขอบคุณครับคุณพรรณชมพู
ถ้าเ่ช่นนั้น ที่ผมเห็นหลายท่าน ตั้งโต๊ะหมู่ มีพานดอกไม้ และโดยเฉพาะขวดบรั่นดี เพื่อถวายพระองค์ท่าน ก็เป็นความเข้าใจผิดซิครับ
บันทึกการเข้า

LOVE CHANGES EVERYTHING...
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #10 เมื่อ: 22-07-2008, 21:29 »

ขอบคุณครับคุณพรรณชมพู
ถ้าเ่ช่นนั้น ที่ผมเห็นหลายท่าน ตั้งโต๊ะหมู่ มีพานดอกไม้ และโดยเฉพาะขวดบรั่นดี เพื่อถวายพระองค์ท่าน ก็เป็นความเข้าใจผิดซิครับ

เท่าที่ได้อ่านพระราชประวัติมา ยังไม่เคยพบว่าท่านนิยมน้ำจัณฑ์เลยนะคะ ที่กล่าวถึงไว้มากก็คือทรงเคี้ยวหมาก เรื่องบรั่นดีนี่ เคยพยายามค้นหาเหมือนกันค่ะ แต่ยังไม่พบเลยว่ามีที่มาอย่างไร หรือจากใครกันแน่ที่เริ่มต้นขึ้น

ความจริงแล้ว ความนิยมในการบูชาเสด็จพ่อ ร.5 พึ่งเริ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองนะคะ และความเชื่อหลายอย่างก็เริ่มมาจากความไม่รู้ได้ค่ะ แต่ไม่ขอยืนยันนะคะ ข้อมูลอาจจะมีที่ไหนก็ได้ หากใครพบช่วยนำเสนอด้วยก็จะเป็นพระคุณค่ะ

แต่โดยทางที่ถูกที่ควรแล้ว หากเราจะถวายของที่ทรงโปรด โดยละเว้นสุราและยาสูบ อีกทั้งให้ของถวายนั้นเป็นของไทยไม่มีของต่างประเทศ และทำด้วยใจบริสุทธิ์เคารพบูชาในพระองค์ ไม่หวังสิ่งตอบแทน ย่อมได้กุศลนะคะ 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: