ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
10-07-2020, 06:06
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ขอสอบถามเรื่อง 6 ตุลาหน่อยครับ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 [2]
ขอสอบถามเรื่อง 6 ตุลาหน่อยครับ  (อ่าน 4569 ครั้ง)
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #50 เมื่อ: 17-02-2008, 00:17 »

**เจ้าหัวโต..แบบฉบับของคนหนักแผ่นดิน(ไทย)**

http://forum.serithai.net/index.php?topic=20876.msg255289;topicseen#msg255289

ไม่ได้เข้ามาตั้งกระทู้นานมากแล้ว   แต่คิดว่า เรื่องนี้คงไม่อาจอยู่เฉยได้.. เพราะหากมีใครที่รู้เรื่องราวของนายคนนี้แล้วเฉยเอาไว้  ในอนาคต..จะมีคนไม่รู้เข้าใจผิดกันไปยกใหญ่

ผมเข้าไปอ่านบทความของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จากเว็ปนี้..
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=4866

เกี่ยวกับความรู้สึกของเขาต่อการแสดงความสูญเสียของสมเด็จพระพี่นางฯ ของปวงชนชาวไทย  จดหมายลับที่นำมาเปิดเผยบางส่วนแบบไม่มีที่มา ลามไปถึงเรื่องวิญญาณวีรชน 6 ตค.19 ซึ่งนายสมศักดิ์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงจนถึงขั้นนองเลือด


ยิ่งได้อ่านบทความอื่นๆ ในเว็ปนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่า ไม่สบายใจอย่างยิ่ง  เพราะนี่มันเข้าข่ายผิดกฎหมายทั้งเว็ป

ไม่น่าแปลกใจนักที่คนรักทักษิณทั้งหลายจะนิยมชมชอบบทความนี้ และคลั่งไคล้ในตัวนายหัวโตในฐานะนักวิชาการที่มีจิตวิญญาณคนเดือนตุลา ที่การันตีว่า เกลียดเผด็จการ

ผมเรียกนายสมศักดิ์ว่า เจ้าหัวโต เพราะเป็นชื่อที่เพื่อนๆ ชาวสวนกุหลาบเรียกขานแทนชื่อจริง

ผมไม่สามารถตอบโต้เจ้าหัวโตได้ในเว็บนั้นเพราะผมไม่ใช่สมาชิก และก็ไม่อยากจะสมัครด้วย หากใครมีจิตเมตตาก็ช่วยนำบทความนี้ไปแปะไว้ในบอร์ดของเว็ปนั้นด้วยก็จะขอบพระคุณมาก


เรื่องแรกที่ผมจะพูดคือ เรื่องที่เจ้าหัวโตไม่เห็นด้วยกับการที่เวลาคนในาชวงศ์เสียชีวิต ทำไมต้องให้สังคมไทยพลอยโศกเศร้าไปด้วย  เทีียบกับกรณีการเสียชีวิตของอดีตมหาดเล็กในกรณีสวรรคต ร.8  การป้ายสีท่านปรีดี พนมยงศ์  และการเสียชีวิตของวีรชน 6 ตค.19  ราชวงศ์ไม่เคยนำพา หรือ แสดงความเศร้าเสียใจกับการสูญเสียเหล่านั้นบ้าง

ในกรณีของสมเด็จพระพี่นางนั้น..

ประเด็นที่ผมจะกล่าวแย้ง ไมใช่เรื่อง การบีบบังคับให้คนไทยต้องแสดงความรู้สึกเสียใจ  เพราะนั่นเป็นความรู้สึกล้วนๆ ไม่มีกฎหมายบังคับ เป็นเอกสิทธิ์ของทุกท่านในการแสดงออก  คนใส่ชุดดำก็มิได้หมายความว่า มีความสำนึกโศกเศร้าก็ได  การแสดงออกแบบเกินเลยของสื่อต่างๆ ทุกวันนี้ ก็อาจมิได้มาจากความจงรักภักดีก็ได้เช่นกัน 

แต่นี่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมไทยที่มีมาแต่โบราณ ชาติอื่นๆ ในโลกไม่มีที่ไหนเสมอเหมือน  ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดขวาง เพราะเข้าใจว่า นี่คือ สังคมไทย เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย  จะเลวจะชั่วก็เสมือนเรื่องในครอบครัวไทย  พ่อ-แม่ของเราอาจไม่ใช่คนดีที่สุด แต่หากเราไม่รังเกียจพ่อ-แม่ของเรา ก็เป็นเพราะความรู้สึกที่เราอยู่ในครอบครัวนี้  ไม่ใช่ว่า เราจะเห็นด้วยกับพ่อ-แม่เสียทั้งหมด  แต่เพราะความเป็นครอบครัว พวกเราจึงยอมรับได้ต่างหาก   เชื่อว่า..พ่อแม่ของใครก็ไม่อาจเป็นคนดีได้ทุกเรื่องหรอก  แต่ในฐานะลูกย่อมมองข้ามความผิดนั้นได้มากกว่าบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกครอบครัว 

เรื่องที่ผมจะติติงบทความของเจ้าหัวโต คือ สมเด็จพระพี่นางเป็นอาจารย์ในคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์มาช้านาน แม้ในช่วงเวลาที่นายหัวโตเข้าไปศึกษา(เพียงปีเดียว) ท่านก็เป็นอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศสอยู่ แม้เจ้าหัวโตพ้นจากสภาพนศ.ไปแล้ว ท่านก็ยังสอนอยู่เรื่อยมาอีกระยะหนึ่ง

ในฐานะที่เป็นราชนิกูลระดับสูงเช่นนี้  มีพระองค์ไหนบ้างเสียสละเวลาและความสุขสบายที่พึงหาได้ในช่วงเวลานับสิบปีมาสอนหนังสือให้เด็ก

ผมคิดว่า..หาได้ยากยิ่ง ไม่ว่าในประเทศนี้ หรือที่ใดในโลก

จะว่า ท่านปรารถนาชื่อเสียงก็คงไม่ใช่  หวังลาภยศก็มีเกินพอที่จะแสวงหาแล้ว  หวังเงินทองเงินเดือนจากค่าสอนก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่  เพราะท่านไม่เคยรับจ็อบงานนอกรั้วมหาวิทยาลัยเหมือนอาจารย์ทั่วๆ ไป  และเงินเดือนที่ได้รับผมไม่ทราบว่า จะพอค่าพาหนะเดินทางที่ต้องมีผู้ติดตามเสด็จหรือไม่  แล้วท่านทำเรื่องเช่นนี้เพื่อใคร..??? ถ้าไม่ใช่เพื่อสังคมไทยส่วนหนึ่ง

เท่าที่รู้  สมเด็จพระพี่นาง ไม่เคยสร้างภาพในเรื่องนี้ออกสู่สาธารณชน  ท่านทำเพราะท่านอยากทำและเห็นว่าเป็นสิ่งดี

แต่ที่รู้แน่ๆ้ คือ ท่านเจียดกำลังทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนให้นักศึกษาที่เรียนดีแต่ยากจนทุกปี  ในชื่อทุนซื้อหนังสือเรียนของสมเด็จพระพี่นาง  และผมก็เคยเป็นนักศึกษาทุนในส่วนนี้ด้วย  เป็นเรื่องที่เกิดได้ยากจริงๆ ที่นักเรียนทุนสมเด็จพระพี่นางฯอย่างผมดันมาอ่านบทความที่หยามหมิ่นของเจ้าหัวโตซึ่งเป็นศิษย์ธรรมศาสตร์เช่นกันเข้า

ที่ผมเขียนติติงมานี้ ก็เพื่อแก้ข้อกล่าวหาเล็กๆ ของเจ้าหัวโตในฐานะลูกศิษย์ที่สำนึกในบุญคุณ  และผมก็เชื่อว่า ยังมีลูกศิษย์ของพระพี่นางอีกจำนวนมากที่จบการศึกษาไปแล้วไม่พอใจกับข้อเขียนของเจ้าหัวโต  ซึ่งอดีตก็มาจากรั้วเหลืองแดง ปัจจุบันมีคนเรียกเขาว่า อาจารย์ นำหน้า


และหากใครจะนับว่า นายหัวโตเป็นชาวธรรมศาสตร์แล้วล่ะก้อ  ผมคนหนึ่งล่ะที่ขอค้าน..
เพราะหมอนี่แค่เอ็นท์ติด มธ. และใช้ชื่อมธ.ในการสืบสานอุดมการณ์บ้าบอของเขาเท่านั้น  มีกี่คนที่เห็นหน้าเจ้าหัวโตเข้าไปเรียนหนังสือในหัองเรียนเหมือนคนอื่นๆ บ้าง?  ลองไปเช็คทรานสคริปต์ดูสิครับว่า เขาลงทะเบียนกี่วิชา และสอบผ่านกี่วิชาก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 6 ตค.

เวลาส่วนใหญ่ของเจ้าหัวโตใช้ไปกับการปลุกระดมมวลชน และบนเวทีปราศรัยในนามสมาชิกองค์การนักศึกษามธ.

ในเมื่อไม่ได้เข้ามาแสวงหาความรู้จากรั้วมธ. เจอครูอาจารย์อีกทีก็วันสอบ จะไปนับถือเป็นครูเป็นศิษย์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันได้อย่างไร?

เจ้าหัวโตอาจหลงคารมของศิษย์ผู้พี่รุ่นเก่าๆ ที่บอกว่า ชาวธรรมศาสตร์ต้องรับใช้ประชาชน อย่าเห็นแก่ตัวเอาตัวรอดแค่จบจากที่นี่แล้วมีงานการทำ ร่ำรวยใหญ่โต

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า รุ่นพี่ๆ นั่นแหละเห็นแก่ตัวกันสุดๆ เพราะพวกนั้นดันจบ(จนได้) และปัจจุบันอยู่ในแวดวงธุรกิจ ร่ำรวยเงินทอง แถมยังรับใช้นักการเมืองเอาเปรียบสังคมอยู่ทุกวันนี้
ี้ยังไม่เห็นรุ่นพี่ที่เจ้าหัวโตเคารพนับถือคนไหนออกมาทำงานรับใช้ประชาชนในฐานะ..ผู้เสียสละเพื่อสังคม ตามอุดมการณ์สักคนเดียว   แม้แต่..เจ้าหัวโตเองก็เถอะ  เคยทำอะไรให้ธรรมศาสตร์ และทำให้ประเทศชาติและประชาชนมั่ง ช่วยบอกหน่อยสิ

ผมเองก็เด็กกิจกรรมเหมือนเจ้าหัวโต เป็นสมาชิกพรรคการเมืองในรั้วมหาลัยเหมือนเจ้าหัวโตนั่นแหละ  แต่ผมแยกแยะได้  พ่อแม่ส่งเรามาเีรียนหนังสือ  เวลาเรียนเราต้องเรียน เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อเงินทองของพ่อแม่ และต่อสังคม (ค่าเรียนถูกเพราะรัฐอุดหนุนส่วนหนึ่ง) มิฉะนั้นจะมีความรู้ความสามารถไปรับใช้สังคมได้อย่างไร  แต่นอกเวลา เราทำกิจกรรมเพื่อสังคมได้  แม้แต่ไปนั่งตากแดดกลางสนามฟุตบอลเพื่อขับไล่เผด็จการ พวกผมก็ทำกันในเวลาส่วนใหญ่ของเวลาว่าง  มิได้เอาไปดูหนัง เล่นกีฬา จีบผู้หญิงซะที่ไหน

ดังนั้น..ในฐานะที่สมเด็จพระพี่นางฯ เคยเป็นอาจารย์ที่นั่น ผมเรียกท่านได้เต็มปากว่า อาจารย์  เพราะท่านไม่เคยเกการสอน ถึงเวลาสอนก็ต้องมาสอน ไม่อยากสอนก็ต้องสอน ขี้เกียจสอนก็ต้องสอน สอนแล้วไม่ได้อะไรเลย เมื่อสิ้นพระชนม์ยังมีคนมาด่ากต้องไปสอน เพราะ็มีความรับผิดชอบต่อเด็กๆ ทั้งที่เป็นศิษย์คณะศิลปศาสตร์และไม่ใช่คณะนั้น  ท่านให้โอกาสทุกคนในเรื่องของเงินทุน

แต่เจ้าหัวโตที่แทบไม่ได้เข้าเรียนเลย ไม่เคยคบเพื่อนนอกกลุ่ม อาศัยชื่อของมหาลัยสืบทอดอุดมการณ์อย่างเดียว  ผมก็ไม่ขอเรียกเต็มปากเช่นกันว่า ศิษย์มธ.

เรื่องต่อมา..
คือเรื่องที่เจ้าหัวโตชอบแอบอ้างวีรกรรม 6 ตค.19 ไปสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง  ผมว่าควรยุติได้แล้ว ละอายแก่ใจบ้างเถอะครับ 

เจ้าหัวโตนี่แหละที่นำพาให้คนไปใตายในมหาวิทยาลัยและกลางแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวนมาก

เป็นเด็กอายุไม่ถึงยี่สิบดี แต่ริอ่านเป็นผู้นำม็อบ เอาชีวิตคนจำนวนมากเป็นหลักประกันความสำเร็จของอุดมการณ์ตนเอง ไม่ทราบว่า สงสารพ่อแม่ ญาติพี่น้องผู้ตายหรือเปล่า??????

อายุของผู้นำม็อบไม่ดูที่ตัวเลขก็จริง  แต่ความรับผิดชอบต้องมีสูงเทียบเท่ากับความสำคัญด้วย

ในเวลานั้น..นักศึกษาและประชาชนจำนวนมากไม่มีอาวุธใดๆ จะไปต่อกรกับอันธพาลส่วนหนึ่ง และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนหนึ่ง  ข้านอกเขามีสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ปลุกระดมกันอยู่ทุกวี่วัน  นักศึกษามีอะไรสู้ได้..นอกจากความบริสุทธิ์ใจ

ในขณะที่ภัยร้ายกำลังเข้าใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกนาที  เพราะพวกเขาก็ฮึ่มๆ กันอยู่ว่า จะบุกเข้าไป รอแค่ไฟเขียวจากผู้นำเท่านั้น  ถ้าเจ้าหัวโตและนายธงชัยศิษย์ผู้พี่ (คนนึงอยู่ปีหนึ่ง อีกคนอยู่ปีสองเท่านั้น) จะเห็นแก่ความปลอดภัยของผู้ร่วมชุมนุม ต้องประกาศให้สลายการชุมนุมไปก่อน ให้แยกย้ายกันไปในที่ปลอดภัย แล้วหาทางระดมพลใหม่เมื่อสถานการณ์อำนวย  ไม่ใช่..ยืนบนเวทีแล้วประกาศว่า "ทุกคนอยู่ในความสงบ ไม่ต้องกลัว ให้จับมือกันไว้ อย่าแตกกลุ่ม  ไม่มีใครทำร้ายพวกเราได้ถ้าพวกเรารวมกันเป็นหนึ่งเดียว บ้านเมืองมีขื่อมีแป ไม่มีใครทำลายอำนาจของนักศึกษา ประชาชนได้ ฯลฯ"  สรุปว่า ให้อยู่ในรั้วมหาลัยนั่นแหละ  ในที่สุด ..ใครเชื่อมันก็ตายหมู่  กลา็ยเป็นเหยื่อให้เขาสอยทิ้งได้ง่ายๆ เพราะกระจุกตัวกันอยู่ในชามใบใหญ่  ยิงตรงไหนก็ถูก

โทษใครครับ? ที่เราต้องเสียพี่น้องผู้บริสุทธิ์ไปนับร้อยๆ คน  ถ้าไม่โทษความอ่อนหัดในการนำม็อบของเด็กสองคนที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบ

แต่บทความของเจ้าหัวโตเลือกที่จะกล่าวโทษราชวงศ์ว่า ทำไมไม่นำพา ไม่ช่วยซับน้ำตาคนตาย  โถ..ไม่หันมาโทษตัวเองบ้างเลยนะ

ฝ่ายขวาจัดอันประกอบไปด้วย ขุนนางทั้งหลายนั่น เขามีหน้าที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับสถาบันทุกแห่งในสังคม รวมทั้งสถาบันพระมหากษัติรย์  นี่คือ..สิ่งที่เจ้าหัวโตและนายธงชัยควรสังวรณ์ไว้ด้วย  เพราะสังคมไทยประกอบกันขึ้นมา  มิได้มีแต่ สังคมของนักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น

นี่ถ้าหมั่นเข้าเรียนสักหน่อย รอจนอายุขัยได้ที่ มีคุณวุฒิ และวัยวุฒิที่เหมาะสม  ก็น่าจะเป็นผู้นำม็อบได้ดีกว่านี้

ดังนั้น..ที่คนตายจำนวนมาก อย่าโทษเป็นความผิดของอมาตยาธิปไตยทั้งหมด เป็นความอนุบาลทางการเมืองของเด็กฝึกหัดสองคนนั่นด้วย

ที่ตนเองและนายธงชัยได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ไม่ต้องถูกจองจำจนแก่หง่อมเพราะใครให้โอกาส? หรือคิดว่า เป็นเพราะตัวเองและญาติพี่น้องเสริมส่ง?  เวรกรรมแท้ๆ ที่มีคนเช่นนี้ในประเทศไทย

เรื่องสุดท้าย..เกลียดเผด็จการเข้าไส้
ใครๆ ก็เกลียดครับ เพราะการรวบอำนาจไว้ที่คนๆ เดียว สั่งไดทุกหน่วยงานให้รับใช้ ทำจนตนเองและครอบครัวร่ำรวยในทางมิชอบมหาศาลโดยที่กติกาสังคมทำอะไรไม่ได้  อย่างนี้ก็เรียกว่า เผด็จการเช่นกัน   แต่เป็นเผด็จการนายทุนนักการเมือง  หรือเจ้าหัวโตไม่รู้หว่าว่ามันมีหลายประเภทและมีการกลายพันธุ์ได้

หลังเหตุการณ์ 6 ตค.19 มีการยึดอำนาจอีกหลายครั้งโดยคณะนายทหาร  ผมก็ไม่เห็นว่า เจ้าหัวโตจะใส่ใจออกมาเรียกหาประชาธิปไตย  กล้าชนกับใครเขาที่ไหนเลยสักครั้งเดียว  แต่เผด็จการ คมช.ครั้งนี่กลับออกมาสับเป็นชิ้นๆ อย่างสนุกสนาน


นี่เพราะอะไร?

ผมจะบอกให้  เพราะเผด็จการที่ผ่านๆ มาเป็นเผด็จการทหารที่แท้จริง เขาไม่เปิดโอกาสให้พูด ให้เขียนแย้ง เขาส่งคนไปเก็บหมด  แต่ คมช. และ รัฐบาลหน่อมแน้มชุดนี้ เป็นเผด็จการปากอ้าขาสั่น  ก็พฤติกรรมเหมือนอดีตนายกฯ เปรม นั่นแหละ  เขาให้มานั่งชูคอมิได้มานั่งแก้ปัญหา

และไม่น่าเชื่อว่า คนหัวซ้ายจัดอย่างเจ้าหัวโต ไฉนกลายเป็นพันธมิตรของ่ลูกหลาน และสาวกพรรคหน้าเหลี่ยมและนายจมูกบานที่เคยเป็นคนชักนำให้ชาวบ้านเกลียดนักศึกษาสถาบันที่ตนเองจบออกมา และกล่าวหาว่า ข้างในมีทั้งญวน มีทั้งคลังอาวุธ จะสามารถจูบปากกันได้ในที่สุด

ที่เป็นเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะเจ้าหัวโตจงเกลียดจงชังระบบศักดินาที่มีสถาบันอยู่เหนือหัวเป็นที่สุด  ซึ่งจะว่าไปแล้ว น่าจะเกลียดชังตั้งแต่สมัยยังอยู่ในรั้วมธ.เสียด้วยซ้ำ  แต่ครานั้น..ความใฝ่ฝันที่จะปฏิวัติด้วยพลังประชาชนพินาศไปเสียก่อน แต่ความเจ็บช้ำยังคงดำรงอยู่จนถึงวันนี้ จึงทำอย่างไรก็ได้ ให้จูบปากกับอดีตฆาตกร 6 ตค.19 ก็ยอม เพียงเพราะเหตุผล คนเหล่านั้นยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบัน  แค่นั้นก็สะใจแล้ว  (เออ..คำว่า..ประเทศชาต ิของเจ้าหัวโตมีความหมายว่าอย่างไรนะ)


ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ ผมไม่ได้เป็นทาสใครทั้งสิ้น เผด็จการทหารก็ไม่ชอบ  แต่เผด็จการทหาร ผมยังเหลือประเทศให้ภาคภูมิใจว่ายังมีอยู่  แต่เผด็จการนายทุน ผมแทบไม่เหลืออะไรให้ภาคภูมิใจได้เลย  เพราะมันฮุบหมดไม่ยอมแบ่งใคร นอกจากพวกมันเอง และเปิดโอกาสให้บางประเทศที่มีภาระผูกพันกันทางผลประโยชนเข้ามาร่วมฮุบ

นอกจากนี้ ผมยังไม่ได้เป็นคนยกย่องบทบาทของราชวงศ์ใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่เสื้อตราสัญลักษณ์ก็ยังไม่เคยใส่ เพราะไม่รู้ว่า จะซื้อมาใส่ทำไมในเมื่อเสื้อผ้าผมมีอยู่เต็มตู้

และผมไม่มีอคติใดๆ กับเจ้าหัวโต เพราะผมเองก็พวกเดียวกันกับเขา นั่งฟังเขาไฮปาร์คด่ารัฐบาลมาด้วยกันและเจ็บช้ำกับเหตุการณ์ 6 ตค.19 จากน้ำมือของเจ้าจมูกบานและคณะผู้ก่อการเช่นเดียวกัน

ถ้าผมจำไม่ผิด ก่อนวันที่ ๖ ต.ค. ๑๙ อาจารย์ป๋วยได้บอกให้เลิกการชุมนุม แต่ผู้นำแกนนำไม่เชื่ออาจารย์ป๋วย

และที่แปลกมากคือ แกนนำทุกคน เช่น นายสุธรรม นายสมศักดิ์ นายธงชัย ฯลฯ มีชีวิตรอดมาได้อย่างไร

ทำให้ต้องนึกถึงเรื่องทฤษฎี สมคบคิด (Conspiracy Theory) ไม่ได้   

 
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #51 เมื่อ: 17-02-2008, 00:18 »

กลับไปอ่านความนัยของบทความใหม่เถอะครับ..อ่านให้แตกหน่อย.........คำพูดของคุณที่ตอบมามันส่อแสดงถึงความ............มากๆเลยครับ

ข้อ1 ของบทความนายพันคนนั้นก็คือ มนูญ ตอนนี้อยู่ปชป
ข้อ2 อ้ายเปรมไงครับ

เบื้องหลังเปรมนั่นใคร

55555555

รับได้ไหมครับเอาความจริงมาพูด


กลับไปอ่านความนัยของบทความใหม่เถอะครับ..อ่านให้แตกหน่อย.........คำพูดของคุณที่ตอบมามันส่อแสดงถึงความ............มากๆเลยครับ

ข้อ1 ของบทความนายพันคนนั้นก็คือ มนูญ ตอนนี้อยู่ปชป
ข้อ2 อ้ายเปรมไงครับ

เบื้องหลังเปรมนั่นใคร

55555555

รับได้ไหมครับเอาความจริงมาพูด



คนที่นี่กำลังพูดถึงเรื่อง'หมัก หนึ่งเมถุน' โกหก ตอแหล...
คุณจะเบี่ยงเบน เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่น ๆ ก็ตามใจ...

มีคนสนองตอบคุณแน่ ๆ.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #52 เมื่อ: 17-02-2008, 00:44 »

จากคำให้สัมภาษณ์สื่อของคุณโสภณ สุภาพงษ์

จาก พวกเห่าฟ้า แบบไอ้หัวโต และพฤติกรรมของนักการเมืองพลพรรคหลงหอ

ทำให้ยิ่งเชื่อเรื่อง ปฏิญญาฟินแลนด์ ว่า มีจริง

 
บันทึกการเข้า
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #53 เมื่อ: 17-02-2008, 00:52 »

อ้างถึง

http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=3&s_id=49&d_id=50

บันทึกของผู้อยู่ในเหตุการณ์เดือนตุลา เช้าวันพุธ



ประมาณหกโมงเช้า  สุธรรม  แสงประทุม  แวะมากล่าวต่อที่ชุมนุมก่อนจะออกจากธรรมศาสตร์ไปพบ       ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช  นายกรัฐมนตรี  ที่บ้านซอยเอกมัย  ยิ่งสุธรรมพูด  ธรรมศาสตร์ก็ยิ่งถูกกระหน่ำหนักขึ้น  มีกระสุนซัดมาทางเวทีในระดับเหนือศีรษะ  จนสุธรรมต้องหมอบลงพูดกับพื้นเวที

น่าแปลกไหม ทำไมเช้าวันที่ ๖ นายสุธรรมสามารถเข้าออกธรรมศาตร์ และไปพูดที่หน้าเวทีได้ 

คุณ athit คิดว่า บันทึกของนายธงชัย วินิจจะกูล (ข้างบนนี้) จริง หรือเท็จ 


น่าเชื่อได้ว่า พวกแกนนำการชุมนุม พยายามที่จะโยนความผิดของพวกตัวเอง ที่พาคนจากสนามหลวงเข้าไปตายในธรรมศาสตร์ ให้กับผู้อื่นที่ไม่มีเวทีให้แก้ข้อกล่าวหา

...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-02-2008, 01:50 โดย สมชายสายชม » บันทึกการเข้า
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #54 เมื่อ: 17-02-2008, 12:07 »

แทนที่จะมาจับคนผิด มาชำแหละประวัติศาสตร์

ดันมาแขวะกลุ่มนักศึกษา

 

บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
หน้า: 1 [2]
    กระโดดไป: