ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
28-07-2017, 21:07
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  ร้อยรักษ์กวีวรรณ  |  ใครว่าเสียงไม่สำคัญ? เก็บเอามาให้ฟัง..ให้อ่าน.. บ้าง อ่าน...บ้าง. ฟัง !! 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
ใครว่าเสียงไม่สำคัญ? เก็บเอามาให้ฟัง..ให้อ่าน.. บ้าง อ่าน...บ้าง. ฟัง !!  (อ่าน 17739 ครั้ง)
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« เมื่อ: 20-01-2008, 04:25 »


Four groups of Thai audio samples
http://thaiarc.tu.ac.th/index.html













"""""""""""""""""""""""
 
แนะนำโครงการ 'เสียงไทย'  http://thaiarc.tu.ac.th/about/#eng
                                                              http://thaiarc.tu.ac.th/about/

โครงการ 'ศูนย์สนเทศเสียงไทย' (ThaiARC) นี้ มีจุดประสงค์เพื่อผลิตและบริการข้อมูลประเภทเสียง ในรูปแบบแฟ้มข้อมูลดิจิตอลประเภทเสียง (digitised audio file) เพื่อเผยแพร่ในเวิร์ลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web) ในเครือข่ายไทยสารฯ โดยทำการผลิตและเก็บรวบรวมรายการข้อมูลสารสนเทศทางเสียงในลักษณะต่างๆ เช่น พระบรมราโชวาท การปาฐกถาทางวิชาการ วรรณกรรมมุขปาฐะ (Oral Literature) ฯลฯ เพื่อเผยแพร่ผ่านเครือข่ายไทยสารอินเตอร์เน็ต และนอกจากนั้นก็จะเป็นศูนย์เก็บรวบรวม (archive) ข้อมูลดังกล่าว เพื่อการอ้างอิงและใช้ประโยชน์ต่อไป

นอกจากจะเป็นศูนย์ข้อมูลทางเสียงแล้ว ทางโครงการฯ ก็ยังได้จัดทำข้อมูลประเภทข้อความ (text) ประกอบรายการด้วย ซึ่งก็จะเผยแพร่ในรูปข้อความอิเล็กทรอนิกส์ (electronic text) โดยทางเครือข่ายไทยสารฯ เช่นกัน

โครงการศูนย์สนเทศเสียงไทยนี้ จะเป็นศูนย์ข้อมูลทางเสียงที่มีคุณค่าและทันสมัย สำหรับการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับประเทศไทยในแง่มุมต่างๆในอนาคต

โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช)


| ThaiARC | Research Team |

--------------------------------------------------------------------------------
About ThaiARC
Thai Language Audio Resource Center (ThaiARC) aims to produce and provide audio information (in the form of digitised audio files) for dissemination via World Wide Web to the ThaiSARN Internet. The project pioneers the production and collection of various types of audio information on Thailand and various styles of Thai speech, such as royal speeches, academic lectures, oral literature, etc, for dissemination to the ThaiSARN Internet. The Center will also serve as an archive for these collections.

Besides being a repository for the collections of audio information on Thailand, the Center will provide electronic text/transcript accompanying each audio program, also distributed electronically through the Thaisarn Internet.

ThaiARC will be a center for valuable and up-to-date audio resources on subjects relating to Thailand in the future.

This project is funded by the National Electronics and Computer Technology Center (NECTEC), National Science and Technology Development Agency (NSTDA).


--------------------------------------------------------------------------------
| ThaiARC | Research Team |
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 20-01-2008, 04:31 »

 


นิทานเรื่อง "ศรีธนญชัยอยู่วัด"

   ฟังนิทานทั้งเรื่อง ความยาว 4 นาที 11 วินาที ด้วย RealMedia Format



บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 20-01-2008, 05:01 »

ดรรชนี ร้อยกรองไทย
 
เสียงอ่านโดย อาจารย์ถาวร สิกขโกศล
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
http://thaiarc.tu.ac.th/poetry/index2.html

  ๑.โคลง

๑-โคลงสุภาพ 
๑.โคลง ๒ สุภาพ 
๒.โคลง ๓ สุภาพ 
๓.โคลง ๔ สุภาพ 
๔.โคลง ๔ ตรีพิธพรรณ 
๕.โคลง ๕ (มณฑกคติ)
๖.โคลง ๔ จัตวาทัณฑี
๗.โคลงกระทู้
๒-โคลงดั้น
๑.โคลง ๒ ดั้น 
๒.โคลง ๓ ดั้น 
๓.โคลงดั้นวิวิธมาลี
๔.โคลงดั้นบาทกุญชร 
๕.โคลงดั้นตรีพิธพรรณ 
๖.โคลงดั้นจัตวาทัณฑี
๓-โคลงโบราณ
๑.โคลงวิชชุมาลี
๒.โคลงมหาวิชชุมาลี
๓.โคลงจิตรลดา 
๔.โคลงมหาจิตรลดา 
๕.โคลงสินธุมาลี 
๖.โคลงมหาสินธุมาลี
๗.โคลงนันททายี
๘.โคลงมหานันททายี 

  ๒.ร่าย

๑.ร่ายสุภาพ 
๒.ร่ายดั้น 
๓.ร่ายโบราณ 
 ๔.ร่ายยาว

  ๓.ลิลิต

๑.ลิลิตสุภาพ
๒.ลิลิตดั้น
 
 ๔.กลอน

๑-กลอนสุภาพ

๑.กลอน ๖ 
๒.กลอน ๗
๓.กลอน ๘ 
๔.กลอน ๙

๒-กลอนลำนำ
 
๑.กลอนบทละคร
๒.กลอนสักวา
๓.กลอนเสภา
๔.กลอนดอกสร้อย
๕.กลอนขับร้อง

๓-กลอนตลาด

๑.กลอนเพลงยาว
๒.กลอนนิราศ
๓.กลอนนิยาย
 
๔.กลอนเพลงปฏิพากย์

  - เพลงฉ่อย
  - เพลงโคราช
    (เพลงตะวันออก)
  - เพลงเรือ
  - เพลงชาวไร่
  - เพลงชาวนา
  - เพลงแห่นาค
  - เพลงพิษฐาน
    (เพลงอธิษฐาน)
  - เพลงเกี่ยวข้าว
  - เพลงปรบไก่
  - เพลงพวงมาลัย
  - เพลงรำอีแซว
    (เพลงอีแซว)
  - เพลงลิเก
  - เพลงลำตัด
  - ฯลฯ

  ๕.กาพย์

๑.กาพย์ยานี
๒.กาพย์ฉบัง
๓.กาพย์สุรางคนางค์
๔.กาพย์ห่อโคลง
๕.กาพย์ขับไม้ห่อโคลง
 
  ๖.ฉันท์

๑.จิตรปทาฉันท์ ๘
๒.วิชชุมาลาฉันท์ ๘
๓.มาณวกฉันท์ ๘
๔.ปมาณิกฉันท์ ๘
๕.อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑
๖.อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
๗.อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
๘.อุปชาติฉันท์ ๑๑
๙.สาลินีฉันท์ ๑๑
๑๐.อาขยานิกาฉันท์ ๑๑
๑๑.วังสัฏฐฉันท์ ๑๒
๑๒.อินทวงสฉันท์ ๑๒
๑๓.โตฎกฉันท์ ๑๒
๑๔.ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
๑๕.กมลฉันท์ ๑๒
๑๖.วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
๑๗.มาลินีฉันท์ ๑๕
๑๘.ประภัททกฉันท์ ๑๕
๑๙.วาณินีฉันท์ ๑๖
๒๐.กุสุมิตลดาเวลลิตาฉันท์ ๑๘
๒๑.เมฆวิปผุชชิตาฉันท์ ๑๙
๒๒.สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
๒๓.อีทิสฉันท์ ๒๐
๒๔.สัทธราฉันท์ ๒๑

  ๗.กล

๑-โคลงกล

๑.โคลงกลบท
  - โคลงกลบทอักษรสลับ
  - โคลงกลบทกินนรเก็บบัว
  - โคลงกลบทวัวพันหลัก
  - โคลงกลบทอักษรล้วน
  - โคลงกลบทอักษรคู่
  - โคลงกลบทช้างประสานงา
  - โคลงกลบทนาคปริพัตธ์
  - โคลงกลบทครอบจักรวาล
  - โคลงกลบทก้านต่อดอก
  - โคลงกลบทสิงโตเล่นหาง
  - โคลงกลบทสารถีขับรถ
  - โคลงกลบทบุษบารักร้อย
๒.โคลงกลอักษร
  - โคลงกลอักษรซ่อนกล
  - โคลงกลอักษรซ่อนเงื่อน
  - โคลงกลอักษรรวนสมุทร
  - โคลงกลอักษรจองถนน

๒-ร่ายกล

๑.ร่ายกลบทกบเต้นต่อยหอย
๒.ร่ายกลบทกบเต้นสลักเพชร
๓.ร่ายกลบทหงส์สะบัดหาง
๔.ร่ายกลบทยัติภังค์
๕.ร่ายกลบทนาคบริพันธ์
   
๓-กลอนกล

๑.กลอนกลบท
  - กลอนกลบทสะบัดสะบิ้ง
  - กลอนกลบทตรีประดับ(ตรีเพชร)
  - กลอนกลบทธงนำริ้ว
  - กลอนกลบทอักษรสังวาส
  - กลอนกลบทกินนรเก็บบัว
  - กลอนกลบทพยัคฆ์ข้ามห้วย
  - กลอนกลบทรักร้อย
  - กลอนกลบทจักรวาล(ครอบจักรวาล)
  - กลอนกลบทยัติภังค์
  - กลอนกลบทอักษรกลอนตาย
  - กลอนกลบทกวางเดินดง
๒.กลอนกลอักษร
  - กลอนกลอักษรคมในฝัก
  - กลอนกลอักษรงูกินหาง
  - กลอนกลอักษรนกกางปีก
  - กลอนกลอักษรคุลาซ่อนลูก
  - กลอนกลอักษรถอยหลังเข้าคลอง
  - กลอนกลอักษรม้าลำพอง
  - กลอนกลอักษรเมขลาโยนแก้ว
๔-กาพย์กล
  - กาพย์ยานีกลบท
  - กาพย์ยานีกลบทนาคบริพันธ์
  - กาพย์ยานีกลบทครอบจักรวาล ๒ ชั้น
  - กาพย์ฉบังกลบท
  - กาพย์ฉบังกลบทนาคบริพันธ์
  - กาพย์ฉบังกลบทยัติภังค์
๕-ฉันท์กล
  - อินทรวิเชียรฉันท์กลบทสารถีขับรถ
  - วสันตดิลกฉันท์กลบทธงนำริ้ว 

เริ่มจัดทำ: ๓ ก.พ. ๔๑
แก้ไข: ๒ มิ.ย.๔๒
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2008, 05:04 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 20-01-2008, 05:09 »




คัดจาก: หลักภาษาไทย ของ กำชัย ทองหล่อ


 
   
--------------------------------------------------------------------------------

โคลง คือคำประพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีวิธีเรียบเรียงถ้อยคำ เข้าคณะ มีกำหนดเอกโท และสัมผัส แต่มิไดบัญญัติ บังคับ ครุลหุ โคลงแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ โคลงสุภาพ โคลงดั้น และโคลงโบราณ

โคลงสุภาพ แบ่งออกเป็น ๗ ชนิด คือ 

๑. โคลง ๒ สุภาพ 
๒. โคลง ๓ สุภาพ 
๓. โคลง ๔ สุภาพ 
๔. โคลง ๔ ตรีพิธพรรณ 
๕. โคลง ๕ หรือมณฑกคติ (ปัจจุบันไม่นิยมแต่งกันแล้ว)
๖. โคลง ๔ จัตวาทัณฑี
๗. โคลงกระทู้
โคลงดั้น แบ่งออกเป็น ๖ ชนิด คือ

๑. โคลง ๒ ดั้น 
๒. โคลง ๓ ดั้น 
๓. โคลงดั้นวิวิธมาลี
๔. โคลงดั้นบาทกุญชร 
๕. โคลงดั้นตรีพิธพรรณ 
๖. โคลงดั้นจัตวาทัณฑี
โคลงโบราณ มีลักษณะคล้ายโคลงดั้นวิวิธมาลี แต่ไม่บังคับเอกโท มีบังคับแต่เพียงสัมผัสเท่านั้น เป็นโคลงที่ไทยเรา แปลงมาจากกาพย์ ในภาษาบาลี อันมีชื่อว่า คัมภีร์กาพยสารวิลาสินี ซึ่งว่าด้วยวิธีแต่งกาพย์ต่างๆ มีอยู่ ๑๕ กาพย์ด้วยกัน แต่มีลักษณะเป็นโคลงอย่างแบบไทยอยู่ ๘ ชนิด เพราะเหตุที่ไม่มีบังคับเอกโท จึงเรียกว่า โคลงโบราณ นอกนั้น มีลักษณะเป็นกาพย์แท้
แบ่งออกเป็น ๘ ชนิด คือ

๑. โคลงวิชชุมาลี
๒. โคลงมหาวิชชุมาลี
๓. โคลงจิตรลดา 
๔. โคลงมหาจิตรลดา 
๕. โคลงสินธุมาลี 
๖. โคลงมหาสินธุมาลี
๗. โคลงนันททายี
๘. โคลงมหานันททายี


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อบังคับ หรือบัญญัติของโคลง
การแต่งโคลง จะต้องมีลักษณะบังคับ หรือบัญญัติ ๖ อย่าง คือ


๑. คณะ 
๒. พยางค์ 
๓. สัมผัส 
๔. เอกโท 
๕. คำเป็นคำตาย 
๖. คำสร้อย
คำสุภาพในโคลงนั้น มีความหมายเป็น ๒ อย่าง คือ 


๑.หมายถึง คำที่ไม่มีเครื่องหมาย วรรณยุกต์เอกโท 
๒.หมายถึง การบังคับคณะ และสัมผัส อย่างเรียบๆ ไม่โลดโผน
ฉะนั้น คำสุภาพใน ฉันทลักษณ์ จึงผิดกับคำสุภาพใน วจีวิภาค เพราะในวจีวิภาค หมายถึง คำพูดที่เรียบร้อย ไม่หยาบโลน ไม่เปรียบเทียบ กับของหยาบ หรือไม่เป็นคำ ที่มีสำเนียง และสำนวนผวนมา เป็นคำหยาบ ซึ่งนับอยู่ในประเภทราชาศัพท์ 

 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 20-01-2008, 05:20 »



คัดจาก: หลักภาษาไทย ของ กำชัย ทองหล่อ




--------------------------------------------------------------------------------

ร่าย เป็นชื่อของคำประพันธ์ ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่กำหนดว่า จะต้องมีบท หรือบาท เท่านั้น เท่านี้ จะแต่งให้ยาว เท่าไรก็ได้ เป็นแต่ต้อง เรียงคำ ให้คล้องจองกัน ตามข้อบังคับ เท่านั้น ลักษณะบังคับต่างๆ ใช้อย่างเดียวกับ โคลง ๒ และโคลง ๓ 
คำร่าย "ร่าย" แปลว่า อ่าน เสก หรือ เดิน
ร่าย แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ 


๑. ร่ายสุภาพ 
๒. ร่ายดั้น 
๓. ร่ายโบราณ 
๔. ร่ายยาว


""

๔. ร่ายยาว
การแต่งร่ายยาว ต้องรู้จัก เลือกใช้ ถอยคำ และสัมผัสใน ให้มีจังหวะ รับกันสละสลวย เมื่ออ่านแล้ว ให้เกิด ความรู้สึก มีคลื่นเสียง เป็นจังหวะๆ อย่างที่เรียกว่า "เสียงดิ้น" หรือ "เสียงมีชีวิต" และจำนวนคำ ที่ใช้ ในวรรคหนึ่ง ก็ไม่ควรให้ยาว เกินกว่าช่วง ระยะหายใจ ครั้งหนึ่งๆ คือ ควรให้อ่าน ได้ตลอดวรรค แล้วหยุดหายใจได้ โดยไม่ขาดจังหวะ ดูตัวอย่างได้ ในหนังสือ เวสสันดรชาดก
ร่ายยาวนี้ ใช้แต่งเทศน์ หรือบทสวด ที่ต้องว่า เป็นทำนอง เช่น เทศน์มหาชาติ และเทศน์ธรรมวัตร เป็นต้น เมื่อจบความ ตอนหนึ่งๆ มักลงท้ายด้วย คำว่า นั้นแล นั้นเถิด นี้แล ฉะนี้แล ด้วยประการฉะนี้ คำนั้นแล นิยมใช้เมื่อ สุดกระแสความตอนหนึ่งๆ หรือจบเรื่อง เมื่อลง นั้นแล ครั้งหนึ่ง เรียกว่า "แหล่" หนึ่ง ซึ่งเรียกย่อ มาจากคำ นั้นแล นั่นเอง เพราะเวลาทำนอง จะได้ยินเสียง นั้นแล เป็น นั้นแหล่
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 20-01-2008, 05:23 »



คัดจาก: หลักภาษาไทย ของ กำชัย ทองหล่อ



--------------------------------------------------------------------------------

กลอน คือลักษณะคำประพันธ์ ที่เรียบเรียงเข้าเป็นคณะ มีสัมผัสกัน ตามลักษณะบัญญัติ เป็นชนิดๆ แต่ไม่มีบังคับ เอกโท และครุลหุ 
กลอนแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ กลอนสุภาพ กลอนลำนำ และกลอนตลาด

กลอนสุภาพ คือกลอนที่ใช้ถ้อยคำ และทำนองเรียบๆ แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ


๑. กลอน ๖ 
๒. กลอน ๗
๓. กลอน ๘ 
๔. กลอน ๙

กลอนสุภาพ นับว่าเป็นกลอนหลัก เพราะเป็นหลัก ของบรรดากลอนทุกชนิด ถ้าเข้าใจกลอนสุภาพ เป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถจะเข้าใจกลอนอื่นๆ ได้โดยง่าย กลอนอื่นๆ ที่มีชื่อเรียกไปต่างๆ นั้น ล้วนแต่ยักเยื้อง แบบวิธี ไปจากกลอนสุภาพ ซึ่งเป็นกลอนหลัก ทั้งสิ้น 

กลอนลำนำ คือกลอนที่ใช้ขับร้อง หรือสวด ให้มีทำนองต่างๆ แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ 

๑. กลอนบทละคร
๒. กลอนสักวา
๓. กลอนเสภา
๔. กลอนดอกสร้อย
๕. กลอนขับร้อง

กลอนตลาด คือกลอนผสม หรือกลอนคละ ไม่กำหนดคำตายตัว เหมือนกลอนสุภาพ ในกลอนบทหนึ่ง อาจมีวรรคละ ๗ คำบ้าง ๘ คำบ้าง ๙ คำบ้าง คือเอากลอนสุภาพ หลายชนิด มาผสมกัน นั่นเอง เป็นกลอนที่ นิยมใช้ ในการขับร้องแก้กัน ทั่วๆ ไป จึงเรียกว่า กลอนตลาด แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ 

๑. กลอนเพลงยาว
๒. กลอนนิราศ
๓. กลอนนิยาย
๔. กลอนเพลงปฏิพากย์

กลอนเพลงปฏิพากย์ ยังแบ่งออกไปอีกหลายชนิด คือ 

เพลงฉ่อย 
เพลงโคราช หรือเพลงตะวันออก 
เพลงเรือ 
เพลงชาวไร่ 
เพลงชาวนา 
เพลงแห่นาค 
เพลงพิษฐาน (อธิษฐาน) 
เพลงเกี่ยวข้าว 
เพลงปรบไก่ 
เพลงพวงมาลัย 
เพลงรำอีแซว หรือเพลงอีแซว 
เพลงลิเก 
เพลงลำตัด 
ฯลฯ

--------------------------------------------------------------------------------

บทของกลอน
คำกลอนวรรคหนึ่ง เรียกว่า กลอนหนึ่ง สองวรรค หรือสองกลอน เรียกว่า บาทหนึ่ง หรือคำหนึ่ง สองคำ หรือสองบาท หรือสี่วรรค หรือสี่กลอน เรียกว่า บทหนี่ง วรรคทั้งสี่ของกลอน ยังมีชื่อเรียกต่างๆ กัน และนิยมใช้เสียงต่างๆ กันอีก คือ 
๑. กลอนสลับ ได้แก่ กลอนวรรคต้น คำสุดท้าย ใช้คำเต้น คือนอกจากเสียงสามัญ แต่ถ้าจะใช้ ก็ไม่ห้าม 
๒. กลอนรับ ได้แก่ กลอนวรรคที่สอง คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงจัตวา ห้ามใช้เสียงโท, สามัญ, ตรี, และวรรณยุกต์เอกมีรูป วรรณยุกต์เอกไม่มีรูป ไม่ห้าม แต่ต้องให้คำสุดท้าย ของกลอนรอง เป็นเสียงตรี 
๓. กลอนรอง ได้แก่ กลอนวรรคที่สาม คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงสามัญ ห้ามใช้เสียงจัตวา หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์ 
๔. กลอนส่ง ได้แก่ กลอนวรรคที่สี่ คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงสามัญ ห้ามใช้คำตาย และคำที่มีรูปวรรณยุกต์ จะใช้คำตายเสียงตรี บ้างก็ได้ 
บาทของกลอน
คำกลอนนั้น นับ ๒ วรรคเป็น ๑ บาท ตามธรรมดา กลอนบทหนึ่ง จะต้องมีอย่างน้อย ๒ บาท (เว้นไว้แต่กลอนเพลงยาว หรือกลอนนิราศ ซึ่งนิยมใช้บทแรก ที่ขึ้นต้นเรื่อง เพียง ๓ วรรค) บาทแรก เรียกว่า บาทเอก บาทที่ ๒ เรียกว่า บาทโท คำกลอนจะยาวเท่าไรก็ตาม คงเรียกชื่อว่า บาทเอก บาทโท สลับกันไปจนจบ และต้องจบลง ด้วยบาทโทเสมอ เช่น 

 นิราศเรื่องหัวหินก็สิ้นสุด  เพราะจากบุตรภรรยามากำสรวล (บาทเอก)
 เมื่ออยู่เดียวเปลี่ยวกายใจคร่ำครวญ  ก็ชักชวนให้คิดประดิษฐ์กลอน (บาทโท)
 ใช้ชำนาญการกวีเช่นศรีปราชญ์  เขียนนิราศก็เพราะรักเชิงอักษร (บาทเอก)
 บันทึกเรื่องที่เห็นเป็นตอนตอน  ให้สมรมิตรอ่านเป็นขวัญตา (บาทโท)
 มิใช่สารคดีมีประโยชน์  จึงมีโอดมีครวญรัญจวนหา (บาทเอก)
 ตามแบบแผนบรรพกาลโบราณมา  เป็นสาราเรื่องพรากจากอนงค์ (บาทโท)

-จากนิราศหัวหิน-

หลักนิยมทั่วไปของกลอน
๑. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ และวรรคที่ ๒ ก็ดี คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ และวรรคที่ ๔ ก็ดี ไม่ควรใช้คำ ที่มีเสียงเหมือนกัน หรือคำที่ใช้สระ และตัวสะกด ในมาตราเดียวกัน เช่น 

ก. ในไพรสณฑ์พรั่งพรึบด้วยพฤกษา  แนววนาน่ารักด้วยปักษา
ข. เขาเดินทุ่งมุ่งลัดตัดมรรคา  มั่นหมายมาเพื่อยับยั้งเคหา
ค. เห็นนกน้อยแนบคู่คิดถึงน้อง  มันจับจ้องมองตรงส่งเสียงร้อง
๒. คำที่รับสัมผัส ในวรรคที่ ๒ และที่ ๔ ควรให้ตำแหน่งสัมผัส ตกอยู่ที่พยางค์สุดท้าย ของคำ ไม่ควรให้สัมผัสลงที่ต้นคำ หรือกลางคำ ยิ่งเป็นกลอนขับร้อง ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้เสียความ ในเวลาขับร้อง เช่น 

สดับถ้อยสุนทรนอนดำริ จนสุริยาแจ้งแจ่มเวหา 
๓. คำสุดท้ายของวรรค ควรใช้คำเต็ม ไม่ควรใช้ครึ่งคำ หรือยัติภังค์ เว้นไว้แต่ แต่งเป็น กลบทยัติภังค์ หรือเป็น โคลง, ฉันท์ และกาพย์ เช่น 

อันถ้อยคำของท่านนั้นเป็นสา  มานย์วาจาฟังไปไม่เกิดหรร 
ษารมณ์เลยสักนิดเพราะผิดจรร  ยาทั้งนั้นไร้ศีลฉันสิ้นอา(วรณ์) 
การแยกคำออกใช้คนละครึ่ง ในระหว่างวรรค เช่นนี้ไม่ควรใช้
๔. ไม่ควรใช้ภาษาอื่น ที่ยังมิได้รับรอง มาใช้เป็นส่วนหนึ่ง แห่งภาษาไทย เช่น 

โอไมเดียร ดาริ่งมิ่งสมร   บิวตี้ฟูลสุนทรหฤหรรษ์ 
แม่ชื่นจิตสวิตฮารตจะคลาดกัน   ใจป่วนปั่นหันเหเซกู๊ดบาย 
ส่วนคำบาลี และสันสกฤตใช้ได้ เพราะเรารับมาใช้ เป็นส่วนหนึ่ง แห่งภาษาไทย แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องแปลงรูปคำเสียก่อน จะนำมาใช้ทั้งดุ้นไม่ได้ 
๕. ไม่ควรใช้ "ภาษาแสลงโสต" คือถ้อยคำที่พูดด้วยความตลกคะนอง หยาบโลน หรือเปรียบเทียบ กับของหยาบ ซึ่งใช้กันอยู่ ในกลุ่มคนส่วนน้อย และรู้กัน แต่เฉพาะในวงแคบๆ เช่น คำว่า ม่องเท่ง, จำหนับ, จ้ำบ๊ะ, ตั้กฉึ้ก, ถังแตก, ยกล้อ ฯลฯ

""""""""""


กลอนขับร้อง
กลอนขับร้อง ก็คือ กลอนสุภาพนั่นเอง แต่แต่งขึ้น สำหรับใช้ ขับรัอง หรือร้องส่ง เข้ากับ เครื่องดนตรี ปี่พาทย์ มีชื่อ และทำนองต่างๆ เช่น สมิงทอง, สามไม้, ปีนตลิ่ง, ชมตลาด, ลีลากระทุ่ม, เชิตนอก, นาคเกี้ยว, เทพทอง, พม่าเห่, เขมรไทรโยค เป็นต้น เหตุที่มีชื่อแตกต่างออกไป ก็เพราะมีทำนองร้องแตกต่างกัน แผนและกฎต่างๆ จงดูในตอน ที่ว่าด้วย กลอนสุภาพนั้นเถิด ส่วนทำนอง ต้องฝึกหัด กับผู้รู้ เป็นพิเศษ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2008, 05:29 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 20-01-2008, 05:38 »



คัดจาก: หลักภาษาไทย ของ กำชัย ทองหล่อ

 
   
--------------------------------------------------------------------------------

กาพย์ คือคำประพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งมีกำหนดคณะ พยางค์ และสัมผัส มีลักษณะคล้ายกับฉันท์ แต่ไม่นิยม ครุ ลหุ เหมือนกับฉันท์

กาพย์ แปลตามรูปศัพท์ว่า เหล่ากอแห่งกวี หรือ ประกอบด้วย คุณแห่งกวี หรือ คำที่กวี ได้ร้อยกรองไว้
กาพย์มาจากคำว่า กาวฺย หรือ กาพฺย และคำ กาวฺย หรือ กาพฺย มาจากคำ กวี กวีออกมาจากคำเดิม ในภาษาบาลี และสันสกฤต กวิ แปลว่า ผู้คงแก่เรียน ผู้เฉลียวฉลาด ผู้มีปัญญาเปรื่องปราด ผู้ประพันธ์กาพย์กลอน และแปลอย่างอื่น ได้อีก
คำ กวิ หรือ กวี มาจากรากศัพท์เดิม คือ กุธาตุ แปลว่า เสียง ว่าทำให้เกิดเสียง ว่าร้อง ว่าร้องระงม ว่าคราง ว่าร้องเหมือนเสียงนก หรือเสียงแมลงผึ้ง

กาพย์ ตามความหมายเดิม มีความหมายกว้างกว่าที่เข้าใจกัน ในภาษาไทย คือ บรรดาบทนิพนธ์ ที่กวีได้ ร้อยกรองขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ หรือ ร่าย นับว่าเป็นกาพย์ ทั้งนั้น แต่ไทยเรา หมายความ แคบ หรือหมายความถึง คำประพันธ์ชนิดหนึ่ง ของกวีเท่านั้น

กาพย์มีลักษณะผิดกับกลอนธรรมดา คือ


๑. วางคณะ พยางค์ และสัมผัสคล้ายกับฉันท์
๒. ใช้แต่งปนกับฉันท์ได้ และคงเรียกว่า "คำฉันท์" เหมือนกัน
กาพย์ที่นิยมใช้อยู่ในภาษาไทย มี ๕ ชนิด คือ


๑. กาพย์ยานี   
๒. กาพย์ฉบัง
๓. กาพย์สุรางคนางค์
๔. กาพย์ห่อโคลง
๕. กาพย์ขับไม้ห่อโคลง
กาพย์ ๓ ชนิดข้างต้น ใช้เทียบเคียง แต่งปนไปกับฉันท์ได้ และเพราะเหตุที่ มีลักษณะคล้ายกับฉันท์ และแต่งปนไปกับฉันท์ได้ จึงเรียกว่า คำฉันท์ด้วย

""""""""""


๑. กาพย์ยานี ๑๑ kaapyaanii 11

๒. กาพย์ฉบัง ๑๖ kaap chabang 16
 
๓. กาพย์สุรางคนางค์ kaap suraangkhanaang
 
กาพย์สุรางคนางค์ มีอยู่ ๒ ชนิด คือ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ และ กาพย์สุรางคนางค์ ๓๒ ดังมีลักษณะต่อไปนี้
๓.๑ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ kaapsuraangkhanaang 28
๓.๒ กาพย์สุรางคนางค์ ๓๒ kaapsuraangkhanaang 32

๔. กาพย์ห่อโคลง

กาพย์ห่อโคลง เป็นชื่อของบทประพันธ์ ที่แต่งขึ้น โดยใช้กาพย์ยานี สลับกับ โคลงสี่สุภาพ กาพย์ยานี กับ โคลงสี่สุภาพนั้น จะต้องมีความอย่างเดียวกัน คือให้วรรคที่หนึ่ง ของกาพย์ยานี กับบาทที่หนึ่ง ของโคลงสี่สุภาพ บรรยายข้อความ อย่างเดียวกัน หรือบางที ก็ให้คำต้นวรรค ของกาพย์ กับคำต้นบท ของโคลง เป็นคำเหมือนกัน ส่วนบัญญัติ หรือกฏข้อบังคับต่างๆ เหมือนกับ กฏของกาพย์ยานี และโคลงสี่สุภาพ ทั้งสิ้น
ลักษณะการแต่งกาพย์ห่อโคลง แบ่งออกได้เป็น ๓ ชนิด คือ

๑.แต่งกาพย์ยานีหนึ่งบท แล้วแต่งโคลงสี่สุภาพ ซึ่งมีเนื้อความเช่นเดียว กับกาพย์ยานี หนึ่งบท สลับกันไป ชนิดนี้ มักแต่งเป็นเรื่องสั้นๆ เป็นเชิงประกวดฝีปาก หรือสำนวน อย่างแต่งโคลงกระทู้ หรือกลอนกลบท ดังตัวอย่าง เช่น
๒.เหมือนชนิดที่ ๑ แต่กลับกันคือเอาโคลงไว้หน้า เอากาพย์ไว้หลังเรียงสลับกันไป
๓.แต่งโคลงบทหนึ่ง แล้วแต่งกาพย์ พรรณาข้อความยืดยาว จนสุดกระแสความ ตามจุใจ จะแต่งกาพย์ ยาวสักกี่บท ก็ได้ แต่ต้องให้บทต้น มีเนื้อความ เช่นเดียวกับโคลง ส่วนบทต่อๆ ไป จะขยายความรำพัน ให้พิศดารอย่างไรก็ได้ ชนิดที่ ๓ นี้ มักนิยมแต่ง เป็นบทเห่เรือ จึงเรียกชื่อ อีกอย่างหนึ่งว่า กาพย์เห่เรือ ตัวอย่างเช่น


๕. กาพย์ขับไม้ห่อโคลง kaap khapmayh@@khloong
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 20-01-2008, 05:41 »



คัดจาก: หลักภาษาไทย ของ กำชัย ทองหล่อ



--------------------------------------------------------------------------------

ฉันท์ คือลักษณะถ้อยคำ ที่กวีได้ร้อยกรองขึ้น ไห้เกิดความไพเราะ ซาบซึ้ง โดยกำหนดคณะ ครุลหุ และสัมผัสไว้ เป็นมาตรฐาน
ฉันท์นี้ไทยได้ถ่ายแบบมาจากอินเดีย ของเดิมแต่งเป็นภาษาบาลี และสันสกฤต โดยเฉพาะในภาษาบาลี เขามีตำราที่กล่าวถึง วิธีแต่งฉันท์ไว้ เป็นแบบฉบับ เรียกชื่อว่า "คัมภีร์วุตโตทัย" แล้วต่อมาไทยเราได้จำลองแบบ มาแต่งในภาษาไทย โดยเพิ่มเติม บังคับสัมผัสขึ้น เพื่อให้เกิดความไพเราะ ตามแบบนิยมของไทย ซึ่งในภาษาเดิมของเขา หามีไม่

ฉันท์ในภาษาบาลี แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ฉันท์วรรณพฤติ กับฉันท์มาตราพฤติ
ฉันท์ใด กำหนดด้วยตัวอักษร คือ วางคณะ และกำหนดเสียงหนักเบา ที่เรียกว่า ครุลหุ เป็นสำคัญ ฉันท์นั้นเรียกว่า วรรณพฤติ
ฉันท์ใด กำหนดด้วยมาตรา คือ วางจังหวะสั้นยาว ของมาตราเสียง เป็นสำคัญ นับคำลหุเป็น ๑ มาตรา คำครุ นับเป็น ๒ มาตรา ไม่กำหนดตัวอักษร เหมือนอย่างวรรณพฤติ ฉันท์นั้นเรียกว่า มาตราพฤติ

ฉันท์มีชื่อต่างๆตามที่ปรากฏในคัมภีร์วุตโตทัยมีถึง ๑๐๘ ฉันท์ แต่ไทยเราดัดแปลง เอามาใช้ไม่หมด เลือกเอามาแต่เฉพาะที่เห็นว่าไพเราะ มีทำนองอ่านสละสลวย และเหมาะแก่การที่จะบรรจุคำในภาษาไทยได้ดี เท่านั้น
ฉันท์ที่นิยมแต่งในภาษาไทย เป็นฉันท์วรรณพฤติเป็นพื้น ที่เป็นมาตราพฤติ ไม่ใคร่จะนิยมแต่ง เพราะจังหวะ และทำนองที่อ่านในภาษาไทย ไม่สู้จะไพเราะ เหมือนฉันท์วรรณพฤติ แม้ฉันท์วรรณพฤติ ที่ท่านแปลงมาเป็นแบบในภาษาไทยแล้ว ก็ไม่นิยมแต่งกันทั้งหมด เท่าที่สังเกตดู ในคำฉันท์เก่าๆ มักนิยมแต่งกันอยู่เพียง ๖ ฉันท์เท่านั้น คือ


- อินทรวิเชียรฉันท์
- โตฎกฉันท์
- วสันตดิลกฉันท์
- มาลินีฉันท์
- สัททุลวิกกีฬิตฉันท์
- สัทธราฉันท์
แต่ท่านมักแต่งกาพย์ฉบัง และกาพย์สุรางคนางค์ ปนไปกับฉันท์ด้วย และคงเรียกว่า คำฉันท์เหมือนกัน
เหตุที่โบราณนิยมแต่งเฉพาะ ๖ ฉันท์ คงเป็นเพราะฉันท์ทั้ง ๖ นั้น สามารถจะแต่งเป็นภาษาไทยได้ไพเราะกว่าฉันท์อื่นๆ และท่านมักนิยมเลือกฉันท์ ให้เหมาะกับบทของท้องเรื่อง เป็นตอนๆ เช่น


บทไหว้ครู นิยมใช้ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ หรือ สัทธราฉันท์
บทชมหรือบทคร่ำครวญ นิยมใช้ อินทรวิเชียรฉันท์ หรือ วสันตดิลกฉันท์
บทสำแดงอิทธิฤทธิ์หรืออัศจรรย์ นิยมใช้ โตฎกฉันท์ (แต่คำฉันท์เก่าๆไม่ใคร่นิยมใช้ โตฎกฉันท์)
บทดำเนินความยาวๆ ในท้องเรื่อง นิยมใช้ กาพย์ฉบัง หรือ กาพย์สุรางคนางค์
ในปัจจุบันนี้นิยมแต่งภุชงคประยาตฉันท์ เพิ่มขึ้นอีกฉันหนึ่ง และมักใช้แต่ง ในตอนพรรณนาโวหารหรือ ข้อความที่น่าตื่นเต้น

การแต่งฉันท์ ต้องบรรจุคำให้ครบ ตามจำนวนที่บ่งไว้ จะบรรจุคำให้เกินกว่ากำหนด เหมือนการแต่ง โคลง กลอน และกาพย์ ไม่ได้ เว้นไว้แต่อักษรนำ อนุญาตให้เกินได้บ้าง แต่บัดนี้ ไม่ใคร่นิยมแล้ว คำใดที่กำหนดไว้ว่า เป็นครุและลหุ จะต้องเป็น ครุและลหุจริงๆ และเป็นได้ แต่เฉพาะ ตรงที่บ่งไว้ เท่านั้น จะใช้ครุและลหุ ผิดที่ไม่ได้ คำ บ ก็ดี คำที่ประสมด้วย สระอำ ในแม่ ก กา ก็ดี ใช้เป็นลหุได้ แต่บัดนี้คำที่ประสมด้วยสระอำ ไม่ใคร่นิยมใช้ เพราะถือว่า เป็นเสียงที่มีตัวสะกดแฝงอยู่ด้วย

ฉันท์ทั้ง ๒๕ ชนิด มีชื่อ และลักษณะต่างๆ กัน ดังจะได้อธิบาย ต่อไปนี้


๑.จิตรปทาฉันท์ ๘
๒. วิชชุมาลาฉันท์ ๘
๓. มาณวกฉันท์ ๘
๔. ปมาณิกฉันท์ ๘
๕. อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑
๖. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
๗. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
๘. อุปชาติฉันท์ ๑๑
๙. สาลินีฉันท์ ๑๑
๑๐. อาขยานิกาฉันท์ ๑๑
๑๑. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒
๑๒. อินทวงสฉันท์ ๑๒
๑๓. โตฎกฉันท์ ๑๒
๑๔. ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
๑๕. กมลฉันท์ ๑๒
๑๖. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
๑๗. มาลินีฉันท์ ๑๕
๑๘. ประภัททกฉันท์ ๑๕
๑๙. วาณินีฉันท์ ๑๖
๒๐. กุสุมิตลดาเวลลิตาฉันท์ ๑๘
๒๑. เมฆวิปผุชชิตาฉันท์ ๑๙
๒๒. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
๒๓. อีทิสฉันท์ ๒๐
๒๔. สัทธราฉันท์ ๒๑
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 20-01-2008, 05:46 »


ตย.แผนหรือผัง



โคลง ๔ สุภาพ     Khloong 4 Suphaap
แผน:









*  (30.53 KB, 308x98 - ดู 1479 ครั้ง.)

*  (50.33 KB, 332x152 - ดู 1465 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2008, 05:56 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 20-01-2008, 09:52 »

..กระทู้ดีมีคุณค่า 
เหมาะสำหรับห้องกวีเสรีไทยอย่างยิ่ง

๏ ตัวอย่างคงพลาดเพี้ยน.......ผิดผัง
จาก 'พับ' ควรเป็น ‘พัง’..........เพื่อคล้อง
เส้นสัมผัสเขายัง..................โยงบอก
มือใหม่หัดแต่งต้อง................อย่าพลั้งเผลอตาม๚ะ

แต่.. โคลงตัวอย่างที่ยกมาจากเว็บต้นฉบับข้างบนนี้
เข้าใจว่าคำรับสัมผัสในวรรคแรก บาทสอง คงจะเผลอไผลพิมพ์ผิด
ดูแล้วน่าจะเป็น..  กะเดียดกะทายเพียงพัง     พับล้ม  มากกว่าค่ะ

..ข้าพเจ้าเคยพบข้อผิดพลาดแบบนี้ในเว็บร้อยกรองอื่นบางเว็บเช่นกัน 
จึงต้องบอกเอาไว้ให้มือใหม่หัดแต่งจำผังให้แม่น แต่งแล้วตรวจทานดีๆ

 
บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 20-01-2008, 15:20 »

..กระทู้ดีมีคุณค่า 
เหมาะสำหรับห้องกวีเสรีไทยอย่างยิ่ง

๏ ตัวอย่างคงพลาดเพี้ยน.......ผิดผัง
จาก 'พับ' ควรเป็น ‘พัง’..........เพื่อคล้อง
เส้นสัมผัสเขายัง..................โยงบอก
มือใหม่หัดแต่งต้อง................อย่าพลั้งเผลอตาม๚ะ

แต่.. โคลงตัวอย่างที่ยกมาจากเว็บต้นฉบับข้างบนนี้
เข้าใจว่าคำรับสัมผัสในวรรคแรก บาทสอง คงจะเผลอไผลพิมพ์ผิด
ดูแล้วน่าจะเป็น..  กะเดียดกะทายเพียงพัง     พับล้ม  มากกว่าค่ะ

..ข้าพเจ้าเคยพบข้อผิดพลาดแบบนี้ในเว็บร้อยกรองอื่นบางเว็บเช่นกัน 
จึงต้องบอกเอาไว้ให้มือใหม่หัดแต่งจำผังให้แม่น แต่งแล้วตรวจทานดีๆ

 

ครับ หากไม่ละเอียดประณีต ย่อมไม่สวยงามสอดรับ ให้ได้สดับรู้ซึ้งได้วรรณรสจริงแท้ นะแม่เฮยฯ..

คุณอังศนา คิดว่าควรตั้งกระทู้ สำเนานำแผน,ผังมาจัดเก็บไว้หรือไม่ครับ? ควรเป็นกระทู้นี้หรือกระทู้ใหม่ดี..?

ยังมีตัวอย่างกลบท จากแหล่งอื่น ที่ผมอยากคัดลอกมาเก็บไว้ให้ผู้สนใจอื่นๆได้ศึกษาค้นหาได้ง่ายครับ..

                                                                                                                                                 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 20-01-2008, 15:47 »



กลบทสุภาษิต






พระจันทร์ทรงกรด
ลำบากก่อน ก่อนทำ เห็นลำบาก    หวนเหียนคิด คิดหาก จักหวนเหียน
ผ่อนเพียรทำ ทำไปก่อน ค่อยผ่อนเพียร   ปลงใจนึก นึกอย่าเวียน เปลี่ยนปลงใจ
ประกอบการ การอย่าละ ที่ประกอบ   นิสัยผล ผลก็ตอบ ตามนิสัย
เป็นไปตาม ตามเช่น ที่เป็นไป   สำเนากล่าว กล่าวไว้ ฟังสำเนา
จักกลิ้งคก คกหนัก หากจักกลิ้ง   ภูเขาสูง สูงก็จริง แต่ภูเขา
ใจเราเพียร เพียรให้เข้า แน่ใจเรา   ตรึกตรองใจ อย่าใจเบา พึงตรึกตรอง
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 20-01-2008, 16:00 »



พระจันทร์ทรงกรด
ลำบากก่อน    ก่อนทำ     เห็นลำบาก     หวนเหียนคิด    คิดหาก    จักหวนเหียน
ผ่อนเพียรทำ    ทำไปก่อน    ค่อยผ่อนเพียร   ปลงใจนึก    นึกอย่าเวียน    เปลี่ยนปลงใจ
ประกอบการ    การอย่าละ    ที่ประกอบ   นิสัยผล    ผลก็ตอบ    ตามนิสัย
เป็นไปตาม    ตามเช่น    ที่เป็นไป   สำเนากล่าว    กล่าวไว้    ฟังสำเนา
จักกลิ้งคก    คกหนัก    หากจักกลิ้ง   ภูเขาสูง    สูงก็จริง    แต่ภูเขา
ใจเราเพียร    เพียรให้เข้า    แน่ใจเรา   ตรึกตรองใจ    อย่าใจเบา    พึงตรึกตรอง

    อักษรสังวาส
อย่าฝ่าฝ่าย    หมายเกิน    กำเริบเอิบ    อ้างข้างเติบ    มิได้ตรึก    ตริสนอง
เห็นเช่นได้    ใฝ่ด้วยข้าง    ลำพองปอง   ไม่ไตร่ตรอง    ดูให้สิ้น    นุสนธ์ยล
จักหักโหม    โจมเข้าจับ    ด้ามพร้าง่า   ตั้งจังก้า    หักด้วยเข่า    จงยลผล
ควรครวญใคร่    อย่าให้ป่วย    สกนธ์ตน    ชอบสอบค้น    เสียให้แจ้ง    แห่งการงาน
แม้แน่ใจ    ใครฟัง    พินิจกิจ    ถ้าว่าผิด    แล้วอย่าเพ่อ    บรรหารขาน
เหมือนเยื้อนแถม    แย้มโทษ    ประจานปาน   จงปลงจิต    คิดอย่าหาญ    แต่เดียวเจียว

    ธงนำริ้ว
ช้าช้านึก    ตรึกไตร่ตรอง    ให้ต้องกิจ     ค่อยค่อยคิด    คาดควร    คำนวณเฉลียว
ดูดูก่อน    ผ่อนให้สม    ที่กลมเกลียว    จริงจริงแท้      แน่เจียว    อย่าวางใจ
หมั่นหมั่นคิด    ที่ในกิจ    ประกอบก่อ   ตรองตรองข้อ    เสียให้ควร    ที่ขานใข
รอรอรั้ง    สังเกตผล    เลศกลใน    อ่อนอ่อนไว้    ดีกว่ากล้า    อย่าแรงรัน
คล้ายคล้ายคำ    ร่ำว่า    เหมือนฆ่าช้าง    แท้แท้ทาง    หวังเอางา    เท่านั้นนั่น
เหมือนเหมือนกิจ    น้อยจ่าย    ใช้ทุนอัน    มากมากครัน    คิดไม่คุ้ม    ที่ขาดไป

    วิสูตรสองไข 
ผเดิมผดุง    มุ่งมาด    ขนาดขนบ     ให้แจ้งให้จบ    ครบพิศ    นิสิทธิ์นิสัย
อย่าเพลิดอย่าเพลิน    เมินพลั้ง    ละลังละไล   วิจารณ์วิจัย    ในเหตุ    สังเกตสังกา
ระบิลระบอบ    กอบการ    สมานสมัคร    ประจงประจักษ์    แจ้งที่    ประสีประสา
ใช่กมใช่การ    พานผิด    ประดิษฐ์ประดา    ใช่ทางใช่ท่า    อย่ายล    กระวนกระวาย
ใช่เรื่องใช่ราว  กล่าวโทษ ประโยชน์ประหยัด    พิบากพิบัด    ทัดทำ    ระส่ำระสาย
เสมอเสมือน    เตือนตน    ทุรนทุราย   ระคนระคาย    สิ่งซึ่ง    ไม่พึงไม่พอ

    เสือซ่อนเล็บ
รู้ว่ายาก    หากเห็น    เช่นว่าทุกข์     ทางนี้สุข    ปลุกปลื้ม    ลืมนี้หนอ
รำพึงเพียร    เวียนวน    ทนพึงพอ    เพียรรวนล่อ    ต่อตั้ง      กังวลใจ
ยลแต่อย่าง    ต่างรู้    อยู่แต่ยาก    เหลือนิหาก    จากล้น    พ้นนิสัย
เหมือนขว้างงู    ชูเชิด    เปิดกว้างไป    ก็กลับใกล้    ไคล้ยุค    ฉุดกลับมา
สิ่งที่เบื่อ    เหลือเบือน    เหมือนที่รัก    ต่างร่ำผลัก    มักเป็น    เช่นร่ำว่า
รำคาญไหน    ใฝ่เฝ้า    เข้าคานตา    เช่นคอยท่า    หาสุข    ทุกข์คอยรึง

    นาคบริพันธ์
กุมภาพาล    ชาญชลา    สาคเรศ    สาครินทร์    ถิ่นประเทศ       สำนึงถึง
สำนักสู่    อยู่ประจำ    อย่ารำพึง    อย่ารำพรรณ    อันซึ่ง    จะวายชล
จะวายชาญ    หาญกล้า    ดีกว่าสอน   ดีกว่าสั่ง    ฟังดูก่อน    ใช่เหตุผล
ใช่เหตุเผื่อ    เจือจาน    ป่วยการกล   ป่วยประกอบ    ชอบแต่ยล    ดูท่าทาง
ดูท่าที่    ที่จะสั่ง    จะสอนศิษย์    จะสอนสู่    ดูชนิด    อย่าอางขนาง
อย่าอ้างขนาด    คาดคะเน   คะนึงพลาง    คะนึงพลอย    คล้อยเป็นกลาง    อย่างเอียงเอง

    เบญจพรรณห้าสี 
อย่าหยิ่งเย่อยกย่อง    ลำพองพิษ    อาจโอ้อิทธิ์อวดอ้าง    อย่างข่มเหง
ขอดข้อนแข้นขู่ข่ม    ให้เขาเกรง   โฉดโฉงเฉงเฉาฉ่า    ชะล่าใจ
ทำท่วงทีท่าทาง    วางจังหวะ    โกงเกะกะก้าวก่อ    ข้อคำไข
ล้วนเล่ห์ลิ้นลวงลอด    สอดกลไก   เหน็บแนมในนึกน่า    ระอาคำ
ถ้าถึงถ้อยถอยถด    สลดหลบ    จับจริงจบเจิ่นเจน    ก็เอนถลำ
เหมือนไม้เมามูลมอด    ทอดทิ้งทำ   กลับกลอกกล้ำเกลื่อนกลาย  คลายกำลัง

    ครอบจักรวาล 
รู้สิ่งไร    ร้ายแรงยาก    อย่าอยากรู้    หวังแว่วหู    ปากจะนิ่ง    อย่ากริ่งหวัง
ดังหนึ่งฆ้อง    ก้องเสียง    สำเนียงดัง   ตีหยุดยั้ง    ยังกังวาล    นานกว่าตี
ผิดคำกล่าว    ราวกับพา    ให้หาผิด   ที่จะมิด    อย่าพึงหมาย     มิใช่ที่
ดีแลชั่ว    ตัวของใคร    นิ่งไว้ดี    ควรต้องทำ    จะต้องชี้    แต่ที่ควร
ช้างตายเน่า    เอาใบบัว    ปิดตัวช้าง   สงวนบ้าง    มิใช่ข้อ    อย่าพอสงวน
ชวนเสียกิจ    ผิดระบอบ    อย่าชอบชวน    เดาอย่าด่วน    ใจหวัง    ลำพังเดา

    หงส์คาบแก้ว
มีการทำ    ทำไม่ถูก   ถูกที่ผิด    มีความคิด    คิดไม่ต้อง    ต้องโฉดเฉา
จักโทษใคร    ใครจะทำ   ทำให้เรา   นั่งนึกเศร้า    เศร้าโศกซ้ำ    ซ้ำจนใจ
เหมือนตาบอด    บอดแล้วมา    มาได้แว่น   ดูยากแสน    แสนสุดสิ้น    สิ้นนิสัย
จับขึ้นลูบ    ลูบคลำแล้ว    แล้ววางไป    ตั้งแต่ใคร่    ใคร่ครวญนึก    นึกตื้นตัน
จะตรึกตรอง    ตรองให้รอบ    รอบรู้กิจ    กอบการผิด    ผิดแล้วยาก    ยากผ่อนผัน
อย่าหุนหวน    หวนใจดู    ดูสำคัญ    ให้เหมาะมั่น    มั่นแม้นมุ่ง    มุ่งระวัง

    พักพันร้าน
จากเพียร    เจียนเพื่อน    เจื่อนพวกจาก   ฝังให้    ใฝ่หาก    ฝากห่วงฝัง
บังกิจ    บิดเกียด    เบียดกลบัง   ใยทน    ยลทั้ง    ยั้งทุกข์ใย
ตรึกสม    ตรมซร้อง    ต้องสิ่งตรึก    ไหนแล้ว    แนวลึก    นึกเล่ห์ไหน
ใดชื่น    ดื่นชวน    ด่วนเช่นใด   ยลขำ    ย้ำไข    ไย้ข่าวยล
ผ่อนขัด    ผัดขัน    ผันข้อผ่อน   หนไร    ให้ร้อน    ห่อนรู้หน
จนค้าง    จางคิด    จิตค่อยจน   กายหวัง    กังวล    กลว่างกาย
นาคเคี่ยวกระหวัด
ผู้ใหญ่สอน    ผ่อนตาม    ให้งามเงื่อน    เงื่อนงาม    ความท่านเตือน    เหมือนมุ่งหมาย
หมายมุ่งตรอง    มองให้เห็น    อย่าเว้นวาย   วายเว้นเช่น    เชิงหมาย    ให้ควรการ
การควร    อย่าเพ่อหวน    โกรธตอบต่อ    ต่อตอบเห็น    ชอบข้อ    จึงไขขาน
ขานไขคำ    ถามทัด    ให้ชัดชาญ    ชาญชัด    จัดวิจารณ์    ให้แจ้งใจ
ใจแจ้ง    อย่าระแวง    แคลงคิดผิด    ผิดคิดคัด    ดัดจริต    อย่าหลงไหล
ไหลหลงตาม    ความเชือน    กลับเกลื่อนไกล   ไกลเกลื่อนกลับ    นับให้    ใจดาลดวง

    นาคราชแผลงฤทธิ์
คำคารม     ลมลิ้นเล่ห์    อุบายบอก     ออกบทเบื้อง    เยื้องยอก    ใจห่วงหวง
จ้วงเหตุหา    ท่าช่องชี้     นี่ไยยวง   หน่วงยุดอย่าง    ต่างดวง    เมตตาใจ
ไม่ต่างจิต    คิดว่าจริง    ทุกสิ่งล้วน    ถ้วนแสนหลาก    ยากประมวล    หมดสงสัย
ไม่สอดส่อง    ดูให้ต้อง    ตามเลศนัย   ไต่เล่ห์นึก    ตรึกไตร    ดูท่วงที
ดีทุกท่า    ทางมายา    มีหลายหลาก    มากเหลือล้ำ    ตามยาก    แต้มสอดสี
ตีส่วนสอง    ให้เห็นช่อง    ชอบเชิงที   ชี้ชวนทาง    อย่างแต่มี    ล้วนอาการ

    บัวบานกลีบขยาย
ไม่ควรคิด    ก็อย่าคิด    เข้าต่อล้อ     ไม่ควรข้อ    ขอดเขา    ด้วยโวหาร
ไม่ควรเป็น     ก็อย่าเป็น    เหมือนเช่นพาล   ไม่ควรสมาน    อย่าสมัคร    สมาคม
ไม่ควรรอ     ก็อย่าต่อ    เข้าต้านตัด   ไม่ควรทัด    ทานถ้อย    อย่าทับถม
ไม่ควรชิด     อย่าสนิท    สนมชม    ไม่ควรข่ม    ก็อย่าข้อน    ให้เคืองคำ
ไม่ควรหาญ   อย่าราน    ให้ร้อนร้าว    ไม่ควรกล่าว    พึงระวัง    อย่างพลั้งถลำ
ไม่ควรเปิด    ก็อย่าเชิด    ชูเงื่อนงำ   ไม่ควรทำ    ตรองท่า    พยุงจูง

    อักษรสลับล้วน 
การก่อนกอบ    ชอบช่องเช่น    เห็นเหนห่าง    จำจากจาง    หมางเมินม่าย  ฝ่ายฝ่าฝูง
ยลเยี่ยงอย่าง    พ่างพื้นเพื่อ    เจือจานจูง    สิ่งส่วนสูง    มุ่งเมียงมาด    คาดเคียงควร
เอื้อนออกอ้าง    อย่างยิ่งยาก    บากเบือนเบี่ยง   พูดพอเพียง    เอียงอ่อนโอษฐ์  โหดหวงหวน
เพราะพริ้งพร้อม    กล่อมกล่าวกลืน    ชื่นชอบชวน   โลมเล่ห์ล้วน    ยวนแย้มยั่ว    ทั่วถ้วนทาง
แถวถิ่นเถิน    เนินน่านน้ำ    ข้ามเขตโขด    ห้วงหาดโหด    โฉดเชื้อชัก    ขวักไขว่ขวาง
แม้ไม่มี    ที่ทัดทัน    กั้นกีดกาง   แบ่งเบาบ้าง    ข้างข้อคำ    ร่ำรีรอ

    มยุราฟ้อนหาง
ดูดูท่า    อย่าเลินเล่อ    เผลอบ่อยบ่อย     คุมคุมใจ    ไว้อย่าปล่อย    ไปปร๋อปร๋อ
เหมือนเหมือนอย่าง    ทางที่เป็น    เช่นพอพอ   ตรองตรองใจ    ที่ในข้อ    ให้ควรควร
เปรียบเปรียบว่า    บุตรภรรยา    คนใช้ใช้   ปล่อยปล่อยปละ    ละให้    ฮึกหวนหวน
เฉยเฉยเสีย    ไม่สั่งสอน    ข้อนชวนชวน   กล้ากล้านัก    มักก่อกวน    จะแรงแรง
มีมีแต่    ต่างจะดื้อ    ถือปึ่งปึ่ง   ข้อนข้อนข้าง    วางข้อขึง    ขึ้นแข็งแข็ง
คล้ายคล้ายช้าง    ห่างขอ    มักแคลงแคลง   ชวนชวนชัก    มักระแวง    จงจำจำ

    ยัติภังค์
ครูสอน    สอนก็ได้    แต่ใจภัก     ภักดีต่อ    ต่อที่รัก    ทุกคำสำ
สำเหนียกกล่าว    กล่าวคิด    พินิจดำ    ดำริห์ชอบรู้   รู้จำ    สุนทรภา
ภาษิตเปรียบ   เปรียบแม้น    เหมือนหนึ่งสัง   สังคีตดัด   ดัดประดัง    ทุกสิ่งสา
สามารถพร้อม   พร้อมเพราะ    เสนาะอา    อาลัยชวน   ชวนกระบือร่า    ให้ฟังบรร
บรรเลงขับ   ขับก็ป่วย    เวลาปรา   ปรารภเรื่อง   เรื่องจะหา    หรือรู้ฉัน
ฉันใดเพราะ   เพราะจะเพียร    ก็ยากพรร   พรรณาสอน   สอนพาลนั้น   ย่อมยากแสดง

    ละเวงวางกรวด
ผู้พ่ายแพ้    ผ่อนหลบ    หลีกลับเลี่ยง     พึงพอเพียง    อย่าควร    ข่มขัดแข็ง
จวบเจียนจวน    จนท่า    รุกเร้าแรง   พล้ำพลาดแพลง    พลั้งตน    จักจนใจ
 ***มฮึกเหิม    หาญนัก    มักมึนม่อย    น้ำหนองน้อย    แหนงเพลิง    สิ้นสงสัย
หมิ่นเมินมาก    หากกลับ    กลัวเกลื่อนไกล   เห็นเหตุให้   หวนแปร   แท้ทางที
ดูใดโดย    ให้ต้อง    ชันเชิงชอบ   รู้เรื่องรอบ    อย่าระแวง   หน่ายแหนงหนี
พึงเพ่งพิศ    คิดหา    ท่าท่วงที    โอบอ่อนเอื้อ    อารี    การเกื้อกูล

    กินนรรำ
ขจัดจิต    ชนิดหน่าย    ระคายข้อง    ระเบียบเบื้อง    ตระเตื้องต้อง    สนองหนุน
คดีดู    จะชูช่อง    ประคองคุณ   จะลึกลับ    จะพับพูน    ประมูลมี
คะนึงนึก    ตริตรึกตรอง    ละบองแบ่ง   ระบิลเบื้อง    ยุเยื้องแย้ง    แขนงหนี
คะเนนับ    สดับดู      กระทู้ที    จะต้านต่อ    หรือรอรี    คดีดู
พินิจแหนง    ระแวงวน    ฉงนเงื่อง   จะค้านคัด    ประหยัดเยื้อง    ณเรื่องรู้
จะหมองหมาง    ระคางคิด    จะชิดชู    กระแสศัพท์    สดับดู    จะรู้รา

    เจ้าเซ็นเต้นต้ำบุด
สุดจะค้น   สนข้อ    ส่อคำสอน    เห็นข้อน   ห่อนควร    หวนคิดหา
เรื่องต้อง   ร้องต่าง    ร้างตำรา    ยิ่งท่า   ยากทาง    อย่างที่ยล
สอนพาล   สารเพียง    เสียงภาษิต    สนคิด   สุดแค้น    แสนขัดสน
ยากพ้อ   ยอพา    อย่าพึ่งยล   เกียจปน   กลปอง    กองป่วยการ
แก้วเพชร   เก็จผ่อง    ก่องผิวก่ำ   หากล้ำ   ให้เหล่า    แห่งลิงหาญ
นึกไว้   ในว่า    น่าหวังนาน    แรงค้าน    รานคำ    ร่ำคนเรา

    นารายณ์ประลองศิลป
สำเนาเขา   สำนวนควร    สำเหนียกคิด     ประกิตชิด   ประกอบชอบ    ประกันเฉา
คนึงดึง   ขนัดดัด    คะเนเดา   มิเศร้าเหงา   มิส้อนงอน    มิสิ้นงาม
ระบิลสิ้น   ระบายสาย    ระเบียบเลศ    นิเทศเหตุ   นิทัศน์หัด   นิทานห้าม
ประจบนบ   ประจักษ์นัก    ประจงนาม    จะซามตาม   จะเสริมเติม    จะเสื่อมตน
ฉลาดปราชญ์   เฉลียวเปรียว    เฉลยเปรียบ    ประเทียบเพียบ   ประทับพับ    ประเทืองผล
ขนานการ    ขนอบกอบ    ขนบกล   จะยลบน   จะเยื้องเบื้อง   จะยากบัง
ฉัตรสามชั้น
กล่าวคำคิด    จิตจำ    คิดคำกล่าว     หวังว่าควร    สวนสาวหา    ควรว่าหวัง
ฟังความใน    ให้แน่ตาม    ในความฟัง    ควรให้ตรอง    ต้องตั้งใจ    ตรองให้ควร
เหตุผลเป็น    เช่นใดยล    เป็นผลเหตุ    หวนหักใจ    ให้สังเกต    ใจหักหวน
ควรใคร่ความ    งามใจ    ความใคร่ครวญ    กลเล่ห์ล้วน    รวนเร    ล้วนเล่ห์กล
หน้าหลังคิด    จิตยั้ง    คิดหลังหน้า    ผลเห็นทาง    อย่างท่าเช่น    ทางเห็นผล
ตนหลบหลีก    ปลีกซบ    หลีกหลบตน   การแบ่งพอ    ให้พ้นแหนง    พอแบ่งการ

    กบเต้นต่อยหอย
ใจหวนคิด    จิตห่วงข้อง    คือขุมทุกข์     ไม่จืดจาง    หมางจากสุข    ในสงสาร
ปางเมื่อเห็น    เป็นมาให้    ใจรำคาญ    ชวนต่อกอบ    ชอบแต่การ    ลำบากกาย
เพื่อตัณหา    พาเตือนให้    เป็นห่วงยุค    เปลื้องไม่ลง    ปลงไม่หลุด    สุดสิ่งหมาย
ลูกที่รัก    ลักที่รู้    อยู่ทุกราย   เป็นเช่นบ่วง    ปวงชนบ่าย    ไม่พ้นคอ
เหตุโลภมาก    หากลาภมุ่ง    บำรุงจิต    เหลือทางปลด    ลดทิ้งปิด    จริงเจียวหนอ
ที่สันดาน    ท่านสันโดษ    ประโยชน์พอ    มาตรไม่เตือน    เหมือนไม่ต่อ    ส่อเค้ามูล

    สร้อยสน
จะเผื่อแผ่   แผ่ผล    พิศพื้นพืช    พืชที่   ที่นั้นจืด    ป่วยปุ๋ยหนุน
หนุนเปล่า   เปล่าเปลืองเชื้อ    ที่เกื้อกูล   กูลกิจ   กิจจะพูน    พอภูมิยล
ผลสิ่ง   สิ่งไรเกิน    กว่าแรงมาก   มากเพียร   เพียรพาก    แต่เพียงผล
ผลได้   ได้โดยที่    ลำพังตน    ตนคิด   คิดผ่อนปรน    ปรองดองใจ
ใจจะเอื้อ   เอื้อเฟื้อ    อย่าเหลือส่วน    ส่วนแบ่ง   แบ่งที่ควร    จึงค่อยให้
ให้มาก   มากพ้น    ประมาณไป    ไปเนิ่น   เนิ่นอย่าเกิน    ในความอารี

    สิงโตเล่นหาง
อย่าจงเจียด    เบียดเบียนทรัพย์    กับผู้ยาก     ถึงน้อยมาก    หากคิดไป    ไม่ถูกที่
ดูเหลือแค่น    แสนลำบาก    ยากจะมี    ใช่วิถี    ที่จะเดิน    เขินใจตน
เหมือนหาเลือด    เชือดตีนปู    ดูเป็นขัด    จะคิดลัด    ตัดต่อยหัก    สักพันหน
ก็เห็นเหนื่อย    เมื่อยมือเปล่า    เศร้าใจจน    ยากจะค้น    พ้นแห่งหา    น่าอายใจ
กอบการกิจ    คิดผันผ่อน    อ่อนโอบเอื้อ    ตรองจิตเจือ    เชื้อเชิงชัด    อัชฌาศัย
อารีรอบ    กอบเมตตา    ปรานีใน   สิ่งชอบให้    ใจแช่มชื่น    รื่นรมย์ยล

    ละลอกแก้วกระทบฝั่ง 
การไรทำ    กิจร่ำถึง    อย่าพึงทิ้ง     คดโดยใจ    คาดได้จริง    เป็นสิ่งผล
ท่าเกิดชอบ    ทางกอบช่วย    อำนวยตน   หวังสิ้นทุกข์    ไว้สุขทน    ผ่อนปรนปรือ
แม้แจ้งทำ    ไม่จำทอด    ธุระร้าง    หากแผกคิด    เห็นผิดข้าง    ไม่ควรถือ
ใจตรองนึก    จิตตรึกหน่วง    ให้แน่มือ    เพลี่ยงที่ค้าง    พลาดทางคือ    คิดใคร่ครวญ
สิ่งไรทำ    ลอบร่ำท่อง    ให้ต้องที่    อย่าเบือนหน่าย    อย่าบ่ายหนี  ไปโดยด่วน
หวังผู้อื่น    เว้นพื้นเอง    เกรงไม่ควร    เช่นทางเลี้ยว    ชักเที่ยวล้วน    ป่วนใจงง

    มักกรคาบแก้ว
กอบกิจใด    ให้พินิจ    ดูกิจกอบ    หลงอย่าลืม    ปลื้มแต่ชอบ    ที่อย่าหลง
พงศ์พื้นเผ่า    เหล่ามิตร    พิศพื้นพงศ์    ไกลใก้ลเรียง    เคียงคง    วงศ์ใกล้ไกล
แผ่เผื่อจิต    คิดโอบเอื้อ    จักเผื่อแผ่   ไหนที่ควร    ครวญให้แน่    แท้ที่ไหน
ใจที่รัก    จักอารี    ดูที่ใจ    ควรจะผ่อน    หย่อนให้    อย่างไรจะควร
ที่ควรให้    หรือไม่ให้    ให้ควรที่   หวนหักจิต    คิดให้ดี    อย่าหักหวน
ครวญใคร่ความ    ตามทำนอง    ตรองใคร่ครวญ   พรายแพร่งมี  แต่ที่ควร  จะแพร่งพราย

    กบเต้นสามตอน
ใช่การ    ชาญกอบ    ชอบกิจ    เพ่งมอง    ผองมิตร    พิศหมาย
ข้อกล่าว    ข่าวกล้ำ    คำกลาย   เหมือนแทน    แม่นทาย    หมายที
ตริจง    ตรงจอง    ตรองแจ้ง   เยื้องหน่าย    ย้ายแหนง    แย้งหนี
หลีกเดา    เลาด่วน    ล้วนดี    ท่าหมาง    ทางมี    ที่มา
คำร้อน    ข้อนแรง    แข่งรู้    เพื่อนหู    ผู้หาญ    พาลหา
เช่นเพื่อ    เชื่อพัก    ชักพา    น้อยอับ    นับอ้า    น่าอาย

    กินนรเก็บบัว
อย่าพึงด่วน   พึงดู    ให้รอบคอบ     จะควรชอบ   ควรชัง    ฟังเงื่อนสาย
จงตรองหน้า   ตรองหลัง    สังเกตกาย    อย่าคิดหมาย   คิดมุ่ง    แต่ใจตน
หากจะโกรธ   จะแค้น    แสนสาหัส    พึงประหยัด ประโยชน์เพ่ง ให้พอผล
แม้ควรหยุด   ควรยั้ง    ชั่งกระมล    อย่าทุรน   ทุรายหวัง    ลำพังใจ
สิ่งที่ร้าว    ที่ราน    ประหารหัก   แล้วจะชัก    จะชอบ    อย่าสงสัย
ฟังคำนวณ   คำนึง    คะเนใน    ที่สิ่งไร   สิ่งร้อน    ผ่อนให้ครวญ

    ตรีพิธพรรณ
สกุลรักษ์   ลักษณ์ส่อ    นรลักษณ์      พิศผิวพักตร์ ภูมิพักตร จะพักตรสงวน
ทั้งถ้อยคำ    คมคำ    ทุกคำควร   ฟังสำนวน    น้ำนวน    ชะนวนใน
เมื่อต่อหน้า    ดูหน้า    ก็น่าคบ    ลับหลังหลบ   เหลือหลบ  หลบไม่ไหว
ดูแสนกล    ซ่อนกล    ซ้อนกลไก    ล้วนเลศใน    แนมใน    อยู่ในที
พอเห็นท่า    พลั้งท่า    เป็นท่าได้    ก็ตรองใจ    กริ่มใจ    เอาใจหนี
ใครหลงลม    เชื่อลม    ลิ้นลมมี    ก็แต่ที่    ถึงที่    ที่อัประมาณ

พยัคย์ข้ามห้วย
ไม่ควรล้อ ก็อย่าเพียร เล่นเลียนล้อ     ดูสัณฐาน ที่จะยอ พอภูมิฐาน
รู้ว่าพาล แล้าอย่าชิด สนิทพาล    อัชฌาชน ยลประมาณ ในเชิงชน
ความถือผิด จิตชอบ แต่เช่นผิด   ไม่ใช่ผล ที่จะคิด ตรองเหตุผล
ถือใจตน ตามหวัง ลำพังตน    พึงตรองเพียง ใจจน ให้พอเพียง
แม้พลาดท่า พาถลำ ช้ำเสียท่า    จะแส้เสียง เซ้งซ่า แขาสรวลเสียง
จะแคะเคียง ค่อนเปรียบ พูดเลีบบเคียง    จงเยื้อนยล แยบเยี่ยง ให้ควรยล

    ตรีประดับ
จะจับจอง จ่องจ้อง สิ่งใดนั้น     ดูสำคัญ คั่นคั้น อย่างันฉงน
อย่าลามลวง ล่วงล้วง ดูเลศกล    ค่อยแคะคน ค่นค้น ให้ควรการ
อย่าเคลิ้มคำ คล่ำคล้ำ แต่ลำโลภ    เที่ยวหวงห่วง ห้วงละโมภ ละเมอหาญ
สิ่งใดปอง ป่องป้อง เป็นประธาน    อย่าด่วนดาน ด่านด้าน แต่โดยใจ
จับปลาชอน ช่อนช้อน สองกรมือ   ข้างละมือ มื่อมื้อ จะมั่นไฉน
เพื่อระแวง แวงแว้ง พลิกแพลงไป    ครั้นจะวาง ว่างว้างไว้ ดูลานเลว

    ก้านต่อดอก
เป็นผู้น้อย น้อยหน้า สังเวชเนตร     อย่าบังเหตุ หาญข้าม ปล่องเปลวเหว
กำลังน้อย ถอยแรง ยอมเร็วเลว    รู้ว่าเปลว ไฟฝอย อย่างชุมรุม
แม้ควรดับ ดับไว้ ให้มิดชิด    ไม่ควรปิด ปกป้องอย่างคลุมสุม
ที่สูงยศ ลดหา อย่ารุมคุม    เอาโทษทุ่ม ทับท่าน ไม่งามคราม
เหมือนไม้ซีก ฉีกช้อน ค้อนคัดงัด    คุ้ยเขี่ยคัด ขอนซุง ท่าสามผลาม
ถ้าเพลี่ยงพล้ำ ซ้ำพ่าย ป่ายลามปาม    เหมือนหาความ ทุกข์ใส่ สกนธ์ตน

    กระแตไต่ไม้
ไม่ควรหา ถ้าเห็น หาควรไม่     หนแห่งรู้ อยู่อย่างไร ใช่แห่งหน
จนใจจำ ซ้ำให้ จำใจจน    คำกล่าวหาก จากตน ที่กล่าวคำ
ซ่อนสิ่งใด ไม่เปิดจริง ที่สิ่งซ่อน   ถลำคำ ให้เขาค่อน เพราะคำถลำ
งำเงื่อนปิด ผิดเหมือนเปิด เชิดเงื่อนงำ    ที่เชิงลับ กลับจะนำ ในเชิงที่
บอกเล่าเหตุ เลศเลา เขาเล่าบอก    ชี้ช่องโพรง ให้กระรอก ใช้ช่องชี้
ดีสิ่งเดียว แต่ที่หนึ่ง เป็นสิ่งดี    เออออไป มิใช่ที่ จะออเออ

    กบเต้นสลักเพชร
ยลแต้มผู้ อยู่ตามเพื่อน เยื้อนต่อพักตร์     เหิมใจเพลิน เหินจิตผลัก หักจักเผลอ
ยามลาภมาก ยากโลภมา อย่าละเมอ   รังแต่จำ ร่ำตั้งเจ๋อ เร่อตามใจ
ตัวไม่ยล ตนเมินอย่าง ต่างมากหยิ่ง   ทางนี้สุข ทุกข์นั้นสิ่ง ทิ้งนิสัย
มีก่อนจน มนเกินเจียน เมี้ยนแก่ใจ   เยี่ยงท่าหมาง อย่างเทียบไหม ไยที่มี
งอกเกินตอน งอนเกินตาม งามก่อนแต่ง    เคลิ้มสู้หน่าย คลายส่วนแหนง แคลงสิ่งหนี
พวกแจ้งหยัน พันธุ์เจาะเยื้อน เพื่อนจวบยี    แท้ช่องหมาย ทายเช่นมี ทางชี้มา

    อักษรล้วน
ย่อมยลยิ่ง อย่างยอด ยากยกยอ     หน่ายแหน่งหนอ หนางนึก หน้าเหนื่อยหนา
จำใจจน จริงเจียว จักเจรจา    ด้วยดื้อดา เดียวโดย ดัดใดดี
สุดสิ่งสรรพ สอนสิ้น สักแสนเสศ    ทั่วทุกเทศ ทางท่า ท่วนทิศที่
มวดม้วยมาด มุ่งเมิน ไม่มองมี    ล้วนเลิกลี้ เลงลับ ละลานแล
การเกียจกล เกินกิจ ก่อนกายกอบ   เห็นเหตุหอบ หากให้ เหินห่างแห
ร้างเรียนไร้ แรมรู้ เริศรอแร    พ้นพากย์พ้อ เพียรแพ้ เพียงพวกพาล

    รักร้อย
ผู้ดุร้าย ร้ายแรง แล้วแหนงหน่าย     อย่าหมิ่นหมาย หมายมาด อวดอาจหาญ
อย่าขู่ข่ม ข่มคำ ให้รำคาญ    ทำพะพาน พานพ้อง ให้หมองกัน
สันดานคน คนร้าย นิสัยดุ    มุทะลุ ลุอำนาจ มาก่อนนั้น
กลับความคิด คิดดับ ระงับครัน    ที่แผลคัน คันเก่า อย่าเกากวน
เห็นเสือนอน นอนระวัง อย่าพลั้นท่า    มีไม้อย่า อย่าแหย่ เข้าแส่สวน
หากว่าตื่น ตื่นตกใจ สิไ่ม่ควร    พึงใคร่ครวญ ครวญใคร่ ให้วิจารณ

    กบเต้นกลางสระบัว
คิดมาด คาดมั่น สำคัญคิด     หาญใจ ให้จิต เหมือนคิดหาญ
การตน กลตั้ง ระวังการ    ตรองนึก ตรึกนาน คะนึงตรอง
เช่นใด ใช้ดู ให้รู้เช่น    หมองใจ ไม่เจน เจิ่นจิตหมอง
ปองไร ไป่รอบ อย่าริปอง   ควรมั่น คั้นมอง ให้สมควร
จับงู จู่ง่าย จะหมายจับ    หวนกลาง หางกลับ เกลือกหกหวน
ซวนหลบ ซบเล่ห์ หากเซซวน    มัวที่ มีท่าล้วน มวนมึนมัว

    สะบัดสะบิ้ง
เห็นท่านที่ มีทรัพย์ จะจับจะจ่าย    ดูฟูมฟาย มิได้หน่วง จะห่วงจะหัว
ทั้งเก็บได้ ใชพลัน ไม่พันไม่พัว    อย่าเผลอตัว ตามท่าน ใช่การใช่กล
เรามีน้อย ค่อยจำกัด ขยัดเขยี่ย    ไม่ควรเสีย ก็อย่าจ่าย กระส่ายกระสน
ทำได้น้อย ใช้น้อย ระค่อยระคน   อย่าเดือดร้อน ดิ้นรน กระวนกระวาย
เห็นช้างใหญ่ ถ่ายมูล อนูนอเนก    อย่าโหยกเหยก ถ่ายตาม ระส่ำระสาย
พิศสกนธ์ ยลทำเนียบ ระเบียบระบาย   จงตริกาย ตรองกอบ ระบอบระบิล

    วัวพันหลัก
ไม่ใช่การ ที่จะภาร หุงข้าวคด    คดตะกุย คุ้ยประชด สุวานถวิล
ถวิลหวัง ตั้งใจ จะให้กิน   กินเท่าไร่ ไหนจะสิ้น ที่หิวมา
มาคิดดู มิใช่กิจ จะคิดกอบ   กอบการกิจ คิดให้ชอบ ทั้งหลังหน้า
ถ้าเหน็ดเหนื่อย เมื่อยหนัก ชักเชือนพา   พาป่วยการ เสียเวลา ที่หุงทำ
ทำสิ่งไร ควรให้คิด พินิจก่อน   ก่อนที่ทำ จำที่สอน อย่าเพลี่ยงพล้ำ
พล้ำพลาดท่า พาขาดทุน มิควรทำ   ทำเสียทำ แล้วจะซ้ำ เสียกอบเติม

    สารถีชักรถ
ควรคิดถึง ตรึงส่วน ไม่ควรคิด    สอดเสริมกิจ ให้ตลอด จึงสอดเสริม
ต่อเติมตาม งามเงื่อนพอ ค่อยต่อเติม   ผิดทางเดิม โคยที่คิด เห็นผิดทาง
ประโยชน์ให้ ให้เห็นที่ เป็นประโยชน์    ที่หมางโทษ เหมือนที่ มีที่หมาง
ระคางจิต คิดน่าจะ พาระคาง    มีไว้อย่าง อ้างเทียบ เปรียบไว้มี
เห็นแล้วการ ที่เป็น เขาเห็นแล้ว    เก็บหนีปลา อย่าใก้ลแมว ให้เก็บหนี
ไม่มียิ่ง ปิ้งประชด หมดไม่มี    เลื่อนลอยเปล่า เล่าใช่ที่ จะเลื่อนลอย

    สุรางค์ระบำ
อย่าคิดมาด ขาดมั่น สำคัญมุ่ง     ในทางฟุ้ง ทุ่งเฟื้อ ที่เทื้อฝอย
ไม่แน่เรื่อง เนื่องเร้า สำเนารอย    เป็นข่าวพลอย คอยพร่ำ ด้วยคำเพลิน
ไม่เข้ากิจ คิดการ รำคาญกอบ   ไม่รู้ขอบ รอบขาย เป็นรายเขิน
คิดท่าได้ ถ่ายเดียว เฝ้าเที่ยวเดิน    อย่าเห็นเดิน เหินการ ทำหาญกาย
ที่จักมุ่ง จุงมอง ที่จองมั่น   อย่าผลักหัน พลันห่าง พลั้งพลางหาย
ในเรื่องคำ ร่ำข่าว ที่ร้าวระคาย    คำภิปราย ภายเปรียบ เพียบปรวนแปร
ดวงเดือนประดับดาว
การกิจ ชิดเช่น เห็นเหตุโหด     ทางโทษ โฉดเชื้อ เนื้อแหนงแหน
เกลี่ยกลบ ลบเลื่อน เชือนชวนแช    กลแก้ แททำ งำเงื่อนเงา
ลวงเล่ห์ เททอด สอดเสแสร้ง    เกลื่อนแกล้ง แต่งต่อ ข้อขำเขา
ยกอย่าง อ้างอวด ลวดเลศเลา    กล่าวเกลา เนาแนบ แยบยลยวน
ปกปิด มิดเม้น เส้นเสี้ยนสิ้น    ลมลิ้น ยินเย็น เห็นหกหวน
ฟังเฝือ เหลือล้ำ คำคมควร    เล่ห์ล้วน ป่วนปิด กิจกลการ

    ช้างประสานงา
สิ่งใด เป็นเช่น ธรรมดากิจ    มีโดยการ ฐานชนิด นิสัยสานต์
ในสิ่งสิ้น โดยระบิล บุราณนาน    บ่ร้างเนิ่น แน่ประมาณ ประมวลยล
เปรียบเหมือนอย่าง ค่างลิง กับต้นไม้    ก็ค่างมี ฝักฝ่าย ใจฝึกฝน
ชอบแฝงฝ่า หาตาม ประเภทตน    เปรียบเพียงต่าง อย่างทุพล ลำพองกาย
เหล่าพื้นกิจ ทุจริต ไม่ต้องสอน    มีตามส่วน ล้วนค่อน จะเกิดหมาย
ใจกอบมั่น สันดาน กระด้างกาย    กระเดื่องกิจ คิดแต่ร้าย ในตนเอง

    พวงแก้วกุดั่น
ให้รู้การ รู้ประมาณ ประมวลกิจ     ให้รู้ผิด รู้ชอบ อย่าโฉงเฉง
ให้รู้กล รู้ประกอบ รู้ชอบเพลง   ให้รู้ระเบง รู้ระบอบ รู้รอบการ
ให้รู้กำลัง หวังที่รู้ ดูระเบียบ   ให้รู้เทียบ รู้ทัน รู้สัญฐาน
ให้รู้เชิงชั้น สันทัด รู้ชัดชาญ   ให้รู้วิจารณ์ รู้แจ้ง ให้เจนใจ
ให้รู้กล้า รู้กลัว รู้ทั่วอย่าง    ให้รู้ทาง รู้ทิศ พินิจฉัย
ให้รู้รอบ ผลเหตุ รู้เลศนัย   ให้รู้ไว้ ให้เป็นหลัก รู้จักกระบวน

    ดำเนินนางสระ
พึงเพ่ง เล็งเลศ สังเกตกิจ     จองจิต ชิดชอบ พีงสอบสวน
ตรอกตรึก นึกนบ ดูทบทวน    เผลอพลาง ห่างหวน มักจวนจน
พื้นพาล การกอบ ระบอบบท    งามงด ชดช้อน คิดผ่อนผล
สินทรัพย์ จับจ่าย อย่าป่ายปน   ฝ่าฝาก ยากยล จักจนใจ
เที่ยงแท้ แน่นัก ประจักษ์จิต    ใช่เช่น เกณฑ์กิจ ลิขิตไข
ผันผ่อน หย่อนยล เชิงกลไก    หน่วงนึก ตรึกไตร ไว้ได้ดู

    ตรีเพชรพวง
การสิ่งไร ไร่ไร้ ที่เรียนร่ำ     ย่อมเพลี่ยงพลำ พล่ำพล้ำ พลั้งตาหู
หลนปลาร้า ร่ารา เร่หาครู    ย่อมอดสู สู่สู้ ชังกายทำ
วิชาสอน ซ่อนซ้อน ผู้เกียจกล    แม้นหมั่นคน ค่นค้น ไม่ลึกขำ
ถึงเลวลวน ล่วนล้วน ก็ควรกำ    หมดใจจำ จ่ำจ้ำ ให้เจนจริง
ไม่ควรวาง ว่างว้าง ระหว่างวัน    ส่วนสำคัญ คั่นคั้น ทุกสิ่งสิง
เป็นที่ปอง ป่องป้อง ปิ้มประวิง    เช่นยายิง ยิ่งยิ้ง กำเบือนบัง

    ม้าเทียมรถ
กำลังมาก  หากประกอบ แต่เกียจคร้าน    เกียจคร้านการ  งานงง  พะวงหลัง
พะวงหลัง  ตั้งไว้  ฝ่ายลำพัง   ลำพังตน  ยลยั้ง  ไม่ตรองการ
ตรองการใด  ไม่สำเร็จ  เสร็จการกิจ    การกิจกอบ  มิได้คิด  ให้แตกฉาน
แตกฉานชัด  จัดให้เจน  เช่นเชิงชาญ   เชิงชาญกอบ ชอบการ  อย่าคร้านกาย
คร้านกายมัก  ชักพา  หาถ้าขัด   ถ้าขัดขวาง  อย่าขจัด  ให้จากหาย
จากหายเพียง  เลี่ยงสุข  สู่ทุกข์ทาย   ทุกข์ทายทับ  นับแต่ราย  จักยากยล

    เทพชุมนุม
หวานเพลิน เดินการ จนหวานสิ้น    ฉุนชื่นลิ้น กลิ่นกลั่น ล้วนสรรค์ผล
เพียงปั้นป้อน ข้อนคั้น ขึ้นปันปน   จวนเจียนจน ยลยวน เช่นชวนพะวง
พึงกริ่งตรอง จองแจ้ง แสร้งสิ่งยั้ง    เฟื่องฟุ้งฟัง พลั้งแพลง คลังแคลงหลง
ปางปอง จองแจ้ง แห่งจริงจง   ง่วงโงงงง  ปลงเปลื้อง เครื่องลังเล
ปะทะที่ ทีน่า ระอาท้อ    มิใช่ข้อ ส่อแต่ จะแส่เส
ไฉนหนอ ต่อจะรู้ สิปรูเปร   ถ้าคะเน ดูในที น่ามีภัย

    คมในฝัก
คำคมคน คนคมคำ ฟังกำหนด     จดจำดู ดูจำจด พยศไฉน
ผันผ่อนคิด คิดผันผ่อน จะฉันใด    ให้ทางท่า ท่าทางให้ ดูในที
ควรที่ชอบ ชอบที่ควร อย่าด่วนได้    ไว้แบบอย่าง อย่างแบบไว้ อย่างหน่ายหนี
ตริใคร่ครวญ ครวญใคร่ตริ ตามวิธี    ดีหรือร้าย ร้ายหรือดี ย่อมมีทาง
ตรึกตรองก่อน ก่อนตรองตรึก ระลึกถวิล    ลิ้นลมเล่ห์ เล่ห์ลมลิ้น อย่าหมิ่นหมาง
ควรไม่จืด จืดไม่ควร อย่าชวนจาง    สางเสาะสืบ สืบเสาะสาง อย่าร้างรอน
งูกลืนหาง
ให้รู้สึก ตรึกใจดู ให้รู้สึก    นึกผันผ่อน นอนตรึก นึกผันผ่อน
อย่าจู่จร ทางเดินดู อย่าจู่จร   ให้ควรแรม รอรอน ให้ควรแรม
ไม่ควรข้อ อย่าต่อทวน ไม่ควรข้อ    ต่อแต้มแถม ก็แต่พอ ต่อแต้มแถม
อย่าก่อแกม เกินอัชฌา อย่าก่อแกม   ที่พลั้งเพลิน เนิ่นแนมมี ที่พลั้งเพลิน
ที่สิ่งร้าย อย่าประวิง ที่สิ่งร้าย   อย่าเสียดสี หนีหน่าย อย่าเสียดสี
ควรพอดี คิดดูส่วน ควรพอดี    อย่าเผลอตน ยลที อย่าเผลอตน

    นกกางปีก
อย่าโกรธเกรี้ยว เกรี้ยวโกรธ พิโรธเรื่อง    ในข้อเคือง เคืองข้อ ไม่พอผล
อย่าร้าราน รานร้า ตรองท่ายล    ดูเล่ห์กล กลเล่ห์ คะเนใน
เช่นตีวัว วัวตี ให้เจ็บเปล่า   อย่าร้อนเร้า เร้าร้อน ไปก่อนไข้
จงตรองตรึก ตรึกตรอง ให้ต้องใจ    จะด่วนได้ ได้ด่วน ไม่ควรการ
ไม่ควรที่ ที่ควร สงวนงด    พึงออมอด อดออม ถ่อมสมาน
คิดเผื่อเลือก เลือกเผื่อไว้ ให้วิจารณ์    อย่ารอนราญ ราญรอน จงผ่อนตรอง

    คุลาซ่อนลูก
รักษาชื่อ จงไว้ชื่อ ให้สมทรง     สงวนวงศ์ จงไว้วงศ์ ดำรงสนอง
เสงี่ยมตน จงไว้ตน อย่าลำพอง    เห็นควรตรอง จงไว้ตรอง ให้ต้องตา
ที่ควรสูง จงไว้สูง พยุงหมาย   จะถ่อมกาย จงไว้กาย แต่พอหน้า
จะซ่อนคม จงไว้คม ดูอัชฌา   หากมีท่า จงไว้ท่า อย่าเกลื่อนไกล
ควรเปิดช่อง จงไว้ช่อง เชิงชนิด   ที่ควรพิศ จงไว้พิศ ตามนิสัย
ที่ชั้นเชิง จงไว้เชิง โดยเลศนัย   ที่จริงใจ จงไว้ใจ ค่อยไขแสดง

   ถอยหลังเข้าคลอง
แถลงกิจ ผิดการกอบ ระบอบคิด     คิดระบอบ กอบการผิด กิจแถลง
ใจระแวง แหนงฉงน จนใจแคลง    แคลงใจจน ฉงนแหนง ระแวงใจ
ไฉนนั้น คั้นเค้นคาด มาดมุ่งมั่น   มั่นมุ่งมาด คาดเค้นคั้น นั้นไฉน
ตรองท่าไว้ ให้คง จงแจ้งใจ    ใจแจ้งจง คงให้ ไว้ท่าตรอง
ช่องชอบที รอบรู้ ดูต่อตอบ    ตอบต่อดู รู้รอบ ที่ชอบช่อง
จำจดจ้อง ต้องคิด ด้วยจิตปอง   ปองจิตด้วย คิดต้อง จ้องจดจำ
ขำคมพอ สมแสร้ง แฝงลมข่ม   ข่มลมแฝง แสร้งสม พอคมขำ
นวลน้ำที่ คำกล่าว ข้อข่าวนำ   นำข่าวข้อ กล่าวคำ ทีน้ำนวล
หวนจิตหาก ผิดเล่ห์ คะเนคิด    คิดคะเน เล่ห์ผิด หากจิตหวน
แปรปรวนกลับ ชวนชัก ยักเรรวน   รวบเรยัก ชักชวน กลับปรวนแปร
แหห่างดู อย่างเห็น เป็นต่างต่าง    ต่างต่างเป็น เห็นอย่าง ดูห่างแห
เกรงแต่คิด แม้จิตหาก ยากยิ่งแล   แลยิ่งยาก หากจิตแม้ คิดแต่เกรง

    ม้าลำพอง
รักบุตรสุด เช่นเกลียดเช่น ดุจบุตรรัก     โฉงเฉงชัก นักเบื่อนัก ชักโฉงเฉง
เองใจจน ทนจำทน จนใจเอง    ใจตรอมเกรง กริ่งยิ่งกริ่ง เกรงตรอมใจ
ยากแสนแค้น ขัดคิดขัด แค้นแสนยาก    ไฉนหาก พรากจักพราก หากไฉน
ใยเยื่อเป็น เชื้อชิดเชื้อ เป็นเยื่อใย   จนจำให้ ใจหักใจ ให้จำจน
เทียบทับกับ นมเปรียบนม กับทับเทียม   ล้นอกเพียบ ใหญ่ยิ่งใหญ่ เพียบอกล้น
ทนสู้ยาก บากบั่นบาก ยากสู้ทน   รอนบั่นพ้น จนใจจน พ้นบั่นรอน

    กลบกลืนกลอน
สันดานดื้อ ยากตัด แสนดัดยาก     สันดานหาก ผ่อนผัน สุดผันผ่อน
สันดานร้าย รอนบั่น เหลือบั่นรอน   สันดานสอน ใจยาก ยงยากใจ
ไม่มีสิ่ง เปรียบที่ หมดที่เปรียบ    ไม่มีเทียบ ไขคำ ยากคำไข
ไม่มีใคร ใจจัก รู้จักใจ   ไม่มีนิสัย เพียรหมด ครูหมดเพียร
ยากที่ดัด จิตยาก ยิ่งยากจิต    ยากที่คิด เหียนหัน หวนหันเหียน
ยากที่ว่า เวียนวน กลับวนเวียน   ยากที่เพียร เมินหลบ ซ้ำหลบเมิน

    ลิ้นตะกวด
อนึ่ง เมียมิตร ชิดตน อันร่วมรัก     อย่าหลวมหลัก ตรองท่า อย่าห่างเหิน
จะไว้เนื้อ เชื่อหน้า อย่าพลางเพลิน   อย่าหมางเมิน หมั่นนึก ตรึกตรองการ
ดูลาดเลา เหลี่ยมเล่ห์ อย่าพลาดพลั้ง   จะยาดรยั้ง อย่าให้ หมองสมาน
ความลับลึก ตรึกตรา อย่าลองลาน    เช่นท้องธาร ถานถิ่น ยะยวนยล
เหลือคะเน เล่ห์ล้ำ คำคาดคิด    มุ่งมาดมิตร หมิ่นหมาย ฝ่ายหวนหน
ดูแยบคาย ลายล่อ ก่อกวนกล    หากจวนจน จักซ้ำ ช้ำใจเรา

    ดอกไม้พวง
ไม่ควรคิด จิดหวน อย่าด่วนได้    ไม่ควรคิด จิตใจ อย่าโฉดเฉา
ไม่ควรคิด จิตตรึก อย่านึกเดา   ไม่ควรคิด จิตเรา ให้เร่งตรอง
สิ่งใดที่ หมายผดุง ฝ่ายมุ่งมาด    สิ่งใดที่ หมายคาด ท่านทั้งผอง
สิ่งใดที่ หมายคิด ในจิตปอง    สิ่งใดที่ หมายต้อง ให้ตรองใจ
หากแม้ไม่ สมชม อารมณ์ตรึก    หากแม้ไม่ สมนึก จะคิดไฉน
หากแม้ไม่ สมที่ นิยมใจ    หากแม้ไม่ สมคะเน เสียเวลา

    เมฆขลาโยนแก้ว
ยังไม่เห็น เช่นคิดหมาย อย่าหมายคิด     หมายคิดพิศ ให้แน่ จึงควรหา
ควรหาดู รู้ให้แจ้ง ให้เจนตา    เจนตาแน่ แท้ว่า จะฉันใด
ฉันใดดี ที่ตรง ที่ตรองตรึก   ตรองตรึกนึก ดูให้สิ้น สิ่งสงสัย
สงสัยแล้ว อย่าคาด บังอาจใจ   บังอาจใจ เพ่งเล็งให้ จงแน่นอน
แน่นอนใจ ให้สัจจัง ที่หวังคิด   หวังคิดกิจ กอบให้จริง อย่าทิ้งถอน
ทิ้งถอนนัก มักเห ชักเรรอน    เรรอนรวน ชวนหย่อน ประโยชน์ดี
กลอนแปด
พาลทุพล ยลปราชน์ อาจเอิบจิต    เข้าแข่งคิด ขันถ้อย ธรรมวิถี
โวหารอ้าง ขวางหู หมู่กระวี    ก็เลี่ยงลี้ หลีกรำคาญ ใช่การกล
สุกรเกลือก เปือกปน ทุคนธชาติ    สีหราช ผาดพิศ แสยงขน
แสนรังเกียจ เกลียดไกล ไม่ใก้ลสกนธ์    สุกรยล กระหยิ่มใจ หมายว่ากลัว
อันผู้ที่  มีปัญญา ปรีชาชาติ    ย่อมสามารถ รู้กระบวน อยู่ถ้วนทั่ว
ที่ร้ายร้อน ผ่อนเบา ไม่เมามัว    รักษาตัว ใจตั้ง ไม่จางเจือ
เห็นท่านต่ำ แล้วอย่าก้ำ อย่าเกินนัก     สมทบทัก ทับถม ให้ล้นเหลือ
อัชฌาสัย ไมตรี ตรองใจเจือ   ไว้ใยเยื่อ เผื่อหน้า ดีกว่าชัง
พยัคฆ์ผอม ย่อมกวาง ประมาทหมิ่น   ใช่จะสิ้น เขี้ยวเล็บ อย่าควรหวัง
ถึงแรงน้อย ถอยถด ลดกำลัง    พยศยัง ยากจะหาย เพราะลายคง
หากโกรธเกรี้ยว เขี้ยวเล็บ สลัดลัด    ตะกุยกัด ขบคั้น ไม่ทันผวง
ครั้นรู้สึก นึกได้ สิใจงง    ตะลึงหลง พลั้งท่า พาเสียที
อุรคะราช อาจแผลง สำแดงฤทธิ์     ลำพังพิษ เพียงภา ณุรังษี
เสงี่ยมเงื่อง เชื่องแช่ม ในเชิงที    ไม่ผลามผลี เลื้อยเลี้ยว ละลานลน
แมลงป่อง พิษน้อย สักนิดหนึ่ง   ทำปั้นปึ่ง ยกหาง ขึ้นลอยหน
ลำพองจิต คิดเติบ กำเริบตน    อวดสกนธ์ ไม่สังเกต กายประมาณ
อันผู้ดี มีเชื้อ สกุลศักดิ์    ย่อมออมพักตร์ พื้นพงศ์ ภูมิสัณฐาน
ยาจกได้ ไอทรัพย์ สักเสี้ยวปาน    ก็ทะยาน ยกยศ พยายาม
สงวนศักดิ์ จะสมัคร สมานมิตร    ประชุมชิด ชูชม ประชันสนาม
พึงพินิจ พิศดู อย่าวู่วาม    อย่าโจมจาม จาบจ้วง จงตรองการณ์
ที่ต่ำช้า ทารุณ สกุลชาติ    อย่าฝ่าฝัง สังวาส ภิรมย์สมาน
อัชฌาศัย ฝ่ายพวก สันดานพาล    มักร้ายราน ก้าวร้าว กำเริบใจ
สุนัขเลี้ยง ล้อเล่น เช่นเคยคุ้น   แม้มัวมุ่น มักลามตามนิสัย
ไม่ลดหย่อน ผ่อนละ จังหวะใคร    มีแต่ให้ อัปยศ ประหยัดตาม
ที่แรงร้าย เริงร้อน อย่ารานตอบ     พอห่อหอบ หิ้วได้ อย่าหาบหาม
ที่เลี้ยวลด คดค้อม อย่าโค้งตาม    ที่แนวหนาม หนาเดิน อย่าบุกบัน
รู้ว่าพาล หาญห้าว อย่าก้าวก่อ    เข้าต้านต่อ โต้ตั้ง ประชันขัน
ถึงจวบเจียน จวนตัว จะพัวพัน   จะเกียดกัน ออกไป ให้ไกลทาง
สุนัขเล่น ไล่กัด สลัดหลีก   ปลดเปลื้องปลีก ไปล่แปลง อย่าแซงขวาง
อย่าคิดคบ ขบตอบ สุวาณวาง   จะระคาง ข้างอัป- มงคลมี
เรียนความรู้ เรียนได้ ด้วยใจรัก    อุปนิสัย ใฝ่สมัคร ไม่เมินหนี
ความเพียรเพิ่ม เติมต่อ ตั้งทวี    อย่าเลี่ยงลี้ หลีกทิ้ง สติตน
จะฝนทั่ง เป็นเข็ม ก็ฝนได้    แต่อย่าให้ ละเพียร พึงหมั่นฝน
พร้อมทรัพย์สิน โภคา วิชาชน    อาศัยผล ความเพียร เป็นพื้นมา
ผู้เกียจคร้าน การเพียร อาภัพซ้ำ    เหมือนตักน้ำ ใส่ตะกร้า อย่าหวังหา
ว่าจะขัง ขั้งค้าง อย่างจินดา    เหลือปัญญา ที่จะคัด สันดานขบวน
จะหวีผม ดูพอสม กับส่วนเกล้า    พินิจเฝ้า ตามภูมิ พักตรสงวน
ถ้าเกินนัก มักเขา จะเย้ายวน   สำรวลสรวล เสซ้ำ ให้รำคาญ
อันสุรา พาพลอย อร่อยรส    แม้กินเพลิน เกินกำหนด ในอาหาร
เป็นเครื่องยอ้ม ปลอมแปลง แต่งสันดาน    พ้นประมาณ เมามาก มักงมงาย
จะกอบกิจ คิดก่อน ให้รอบคอบ    อย่าด่วนชอบ แต่ลำพัง ลำพองหมาย
แม้เพลี่ยงพล้ำ ดังดุจ ประจานกาย    ให้ก่อร้าย เกิดโรค กำเริบรัน
สันดานชอบ เช่นเชื้อ เหมือนสื่อชัก     จะดัดจิต คิดหัก ไม่เหหัน
เหมือนเช่นงู รู้ตีน พวกเดียวกัน   อันฝูงไก่ ไก่นั้น ย่อมเห็นนม
อันเหล่าโจร โจรย่อม จะรู้เลศ    ตามประเภท พรรคพวก นิยมสม
ส่วนพวกปราชญ์ ปราชญ์ย่อม สมาคม    ตามอารมณ์ ร่วมรัก เจริญใจ
ไม่แผกผัน ชั้นเชิง ชาติชนิด    ตามจริต หรือจะร้าง แรมนิสัย
ไม่กลับเกลื่อน เคลื่อนคลาด สังวาสไกล    ย่อมเป็นไป ตามสมัคร กระมลตน
มณทกสถิตย์ นิตย์เนา ในสะโรช     ประทุมโชค ช่อช้อย ตระการหน
แบ่งเกสร ร่อนโรย วารีวน    มิได้ยล รู้รส เรณูมาลย์
ภมรเนา เขาเขิน เนินทุเรศ    บินประเวศ มาแสวง นิวัตสถาน
เหมือนชนเฉา เนาสำนัก เมธาจารย์    มิได้พาน พบรส ธรรมนิพนธ์
ปรีชาชาติ มาดอยู่ ให้ไกลถิ่น    ก็ไม่สิ้น ควรเพียร ที่ขวายขวน
เพราะอยากรู้ สู้ลำบาก ลำบนตน    เที่ยวหาผล เพื่อสุข ไม่เสื่อมทราม
สุวรรณหงส์ หลงระเริง ลานฉงน     เข้าปะปน ปวงกา พาหยาบหยาม
พาลายเลือน เลื่อนลด หมดสีงาม    ถึงไม่ทราม ก็เหมือนเสื่อม ราศีทรง
สีหราช ยาตรเยื้อง เข้าเคียงคู่    กับโดผู้ ต่างพวก พิศวง
สินธพเรียง เคียงลา ประลาดพงศ์    ถึงจะคง เป็นอาชา ไม่น่ายล
นักปราชญ์สู่ หมู่พาล พำนักพัก    ใช่สำนัก ที่จะเนา สำนึงหน
ถึงรู้ธรรม จำเหมือน ให้เตือนตน   เพราะต่างคน ต่างนิสัย นิยมยิน
อันเงินทอง ปองเพียง อสรพิษ     ประจงจิต จองคะเน คะนึงถวิล
เป็นที่มาด อาจใจ อยู่อาจิณ    นิยมยิน อยากจะได้ ทุกใจคน
เหล่าพาลร้าย ไพรี ผรุสจิต    ย่อมปองคิด คอยปอง ประสงค์ผล
ดูยิ่งยาก มากอย่าง ระวังตน    พึงตรองยล ดูอย่า ชะล่าใจ
ควรประกอบ ขอบเขื่อน เขตจังหวัด    ยั้งประหยัด ยลท่า อัชฌาสัย
เช่นวิถึ ที่สถิตย์ สถานใด    สำนักใน เนานึก อย่ามัวมุฬห์
พยัคฆ์ผอม ตรอมกาย กระหายเหยื่อ    ไม่ควรเผื่อ แผ่จิต ให้ชิดคุ้น
หากเมตตา อารี มีการุญ    จะเจือจุน ก็อย่าใกล้ มิใช่การ
พาละชาติ ยากจะอาจ รู้คุณคิด    ทุกจริต หรือจะจง จำนงสมาน
ล้วนโทษทุกข์ คลุกกลั้ว มัวสันดาน    ปูนเบียบปาน ไปด้วยผล ทุพลใจ
ประหยัดรั้ง รั้งรอ ระวังผิด    คะนึงคิด ข้อเหตุ ให้ควรไข
อารีรอบ ชอบเล่ห์ คะเนใน    ให้แน่ใจ ตามจริต ชนิดชน
ร่ำกล่าวกลั่น สรรกลอน กลบท     สังเขปพจน์ เผยแสดง แถลงนุสนธ์
โดยสารสอน งอนงาม ตามยุบล    เบื้องนิพนธ์ พากย์ประเภท พิบูลประพันธ์
เฉกสังคีต ดัดสี ดนตรีกล่อม    บรรเลงถนอม ถนิมโสต สงวนขวัญ
เพียงประทิน กลิ่นปรุง จรุงจันทร    เฉลิมสรรพ์ ศุภอัตถ์ สวัสดี
ต่างแว่นแก้ว แผ้วผ่อง ประไพพิศ    ส่องพินิจ กายสกนธ์ ตระการฉวี
สำเหนียกสำเนา เงาประจง ประจำมี    ขอสมมุต ยุติที เท่านี้เอย

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 21-01-2008, 01:15 »


โคลงสุภาพ    Khloong Suphaap


*  (23.03 KB, 297x75 - ดู 1409 ครั้ง.)

*  (17.29 KB, 308x54 - ดู 1417 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 21-01-2008, 01:16 »


โคลงสุภาพ    Khloong Suphaap


*  (30.2 KB, 328x91 - ดู 1397 ครั้ง.)

*  (21.95 KB, 425x50 - ดู 1425 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 21-01-2008, 01:19 »




โคลง ๔ สุภาพ     Khloong 4 Suphaap


*  (50.33 KB, 332x152 - ดู 1375 ครั้ง.)

*  (29.93 KB, 306x96 - ดู 1376 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 22-01-2008, 00:20 »


โคลง ๔ ตรีพิธพรรณ     Khloong 4 Triiphitthaphan


*  (50.27 KB, 333x150 - ดู 1380 ครั้ง.)

*  (30.68 KB, 313x96 - ดู 1352 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-01-2008, 00:27 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 22-01-2008, 00:28 »


โคลง ๕ (โคลงมณฑกคติ)     Khloong 5
โคลง ๕ (โคลงมณฑกคติ) เป็นคำประพันธ์ที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมไทยเพียงเรื่องเดียวคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ พระโหราธิบดีได้กล่าวึงลักษณะของชนิดโคลงนี้ไว้ในหนังสือจินดามณีว่า ประกอบด้วย วรรคหรือบาทละ ๕ คำ บังคับเอกโท เช่นเดียวกับโคลงทั่วไป แต่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้ และบอกไม่ได้ ว่ามีการวางรูปแบบเป็นอย่างไร

ตัวอย่าง: 
แลมีค่ำมิ่วนน กินสาลีเปลือกปล้อน บมีผู้ต้อนแต่ง บรรณาฯ
เลือกผู้ยิ่งยศสา เปนราชาอคร้าว เรียกนามสมมตจ้าว จึ่งต้องท้าวเจ้าแผ่นดินฯ

-จาก ลิลิตโองการแช่งน้ำ-

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 22-01-2008, 00:33 »



โคลง ๔ จัตวาทัณฑี     Khloong 4 Cattawaathanthii


*  (50.01 KB, 332x151 - ดู 1412 ครั้ง.)

*  (30.61 KB, 310x97 - ดู 1315 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 22-01-2008, 00:36 »



โคลงกระทู้     Khloong Krathuu
๑. กระทู้เดี่ยว หรือกระทู้คำเดียว หมายความว่า กระทู้นั้น มีคำทั้งหมดอยู่ ๔ คำ แต่แยกเอาไปเขียนไว้ข้างหน้า บาทละคำ 



*  (59.83 KB, 303x198 - ดู 1373 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 22-01-2008, 00:39 »


โคลงกระทู้     Khloong Krathuu

๒.กระทู้สอง หมายความว่า กระทู้นั้น มีคำอยู่ทั้งหมด ๘ คำ แต่แยกเอาไปเขียนไว้ข้างหน้า บาทละ ๒ คำ


*  (28.88 KB, 299x95 - ดู 1325 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 22-01-2008, 00:41 »




โคลงกระทู้     Khloong Krathuu

๓.กระทู้สาม หมายความว่า กระทู้นั้น มีคำอยู่ทั้งหมด ๑๒ คำ แต่แยกเอาไปเขียนไว้ข้างหน้า บาทละ ๓ คำ


*  (30.53 KB, 307x98 - ดู 1347 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 22-01-2008, 00:42 »



โคลงกระทู้     Khloong Krathuu

๔.กระทู้สี่ หมายความว่า กระทู้นั้นมีคำอยู่ทั้งหมด ๑๖ คำ แต่แยกเอาไปเขียนไว้ข้างหน้า บาทละ ๔ คำ


*  (30.91 KB, 310x98 - ดู 1287 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 22-01-2008, 00:45 »


โคลงดั้น    Khloong Dan

โคลง ๒ ดั้น     Khloong 2 Dan


*  (18.28 KB, 360x49 - ดู 1268 ครั้ง.)

*  (10.97 KB, 376x27 - ดู 1266 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-01-2008, 00:50 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 22-01-2008, 00:53 »



โคลงดั้น    Khloong Dan

โคลง ๓ ดั้น     Khloong 3 Dan


*  (28.07 KB, 303x91 - ดู 1278 ครั้ง.)

*  (16.69 KB, 306x52 - ดู 1271 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 22-01-2008, 00:57 »



โคลงดั้นวิวิธมาลี     Khloongdan Wiwitthamaalii


*  (106.03 KB, 306x349 - ดู 1268 ครั้ง.)

*  (59.35 KB, 299x199 - ดู 1255 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 22-01-2008, 00:59 »



โคลงดั้นบาทกุญชร    Khloongdan Baatkunch@@n


*  (105.72 KB, 305x348 - ดู 1259 ครั้ง.)

*  (59.35 KB, 297x199 - ดู 1793 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 22-01-2008, 01:01 »



โคลงดั้นตรีพิธพรรณ     Khloongdan Triiphitthaphan


*  (106.03 KB, 308x349 - ดู 1600 ครั้ง.)

*  (59.06 KB, 298x198 - ดู 1246 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 22-01-2008, 01:03 »




โคลงดั้นจัตวาทัณฑี     Khloongdan Cattawaathanthi


*  (105.72 KB, 305x348 - ดู 1224 ครั้ง.)

*  (59.35 KB, 298x199 - ดู 1348 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 22-01-2008, 01:06 »



โคลงโบราณ     Ancient Khloong


--------------------------------------------------------------------------------
โคลงวิชชุมาลี     Khloong Witchumaalii


*  (32.54 KB, 229x139 - ดู 1198 ครั้ง.)

*  (25.8 KB, 263x96 - ดู 1228 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 22-01-2008, 01:11 »



โคลงโบราณ     Ancient Khloong

โคลงมหาวิชชุมาลี     Khloong Mahaawitchumaalii
แผน:
    เหมือนกับวิชชุมาลี เป็นแต่เพิ่มคำในบาทสุดท้าย เข้าอีก ๒ คำเท่านั้น



*  (28.51 KB, 283x99 - ดู 1186 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #31 เมื่อ: 22-01-2008, 01:12 »




โคลงโบราณ     Ancient Khloong

โคลงจิตรลดา    Khloong Citladaa


*  (34.23 KB, 225x149 - ดู 1155 ครั้ง.)

*  (27.2 KB, 275x97 - ดู 1167 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #32 เมื่อ: 22-01-2008, 01:14 »



โคลงโบราณ     Ancient Khloong

โคลงมหาจิตรลดา     Khloong Mahaacitladaa
แผน: เหมือนกับจิตรลดา แต่เพิ่มคำเข้าในบาทสุดท้าย อีก ๒ คำ


*  (29.47 KB, 297x97 - ดู 1198 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #33 เมื่อ: 22-01-2008, 01:20 »





โคลงโบราณ     Ancient Khloong

โคลงสินธุมาลี     Khloong Sinthumaalii


*  (32.22 KB, 225x140 - ดู 1138 ครั้ง.)

*  (27.2 KB, 273x97 - ดู 1122 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 22-01-2008, 01:22 »





โคลงโบราณ     Ancient Khloong

โคลงมหาสินธุมาลี     Khloong Mahaasinthumaalii
แผน: เหมือนกับสินธุมาลี แต่เพิ่มคำเข้าในบาทสุดท้าย อีก ๒ คำ


*  (29.38 KB, 294x98 - ดู 1112 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #35 เมื่อ: 22-01-2008, 01:24 »




โคลงโบราณ     Ancient Khloong

โคลงนันททายี    Khloong Nanthathaayii


*  (34.45 KB, 225x150 - ดู 1133 ครั้ง.)

*  (26.93 KB, 273x96 - ดู 1171 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #36 เมื่อ: 22-01-2008, 01:30 »




โคลงโบราณ     Ancient Khloong

โคลงมหานันททายี    Khloong Mahaananthathaayii
แผน: เหมือนนันททายี แต่เพิ่มคำเข้าในบาทสุดท้าย อีก ๒ คำ


*  (30.68 KB, 315x96 - ดู 1091 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 30-01-2008, 03:25 »



๑. ร่ายสุภาพ


*  (55.25 KB, 499x111 - ดู 1086 ครั้ง.)

*  (50.86 KB, 500x102 - ดู 1072 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #38 เมื่อ: 30-01-2008, 03:30 »



๒. ร่ายดั้น


*  (53.72 KB, 502x107 - ดู 1070 ครั้ง.)

*  (43.8 KB, 453x96 - ดู 1058 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #39 เมื่อ: 30-01-2008, 03:31 »




๓. ร่ายโบราณ


*  (50.94 KB, 496x103 - ดู 1063 ครั้ง.)

*  (36.24 KB, 468x77 - ดู 1041 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #40 เมื่อ: 30-01-2008, 03:32 »



๔. ร่ายยาว
การแต่งร่ายยาว ต้องรู้จัก เลือกใช้ ถอยคำ และสัมผัสใน ให้มีจังหวะ รับกันสละสลวย เมื่ออ่านแล้ว ให้เกิด ความรู้สึก มีคลื่นเสียง เป็นจังหวะๆ อย่างที่เรียกว่า "เสียงดิ้น" หรือ "เสียงมีชีวิต" และจำนวนคำ ที่ใช้ ในวรรคหนึ่ง ก็ไม่ควรให้ยาว เกินกว่าช่วง ระยะหายใจ ครั้งหนึ่งๆ คือ ควรให้อ่าน ได้ตลอดวรรค แล้วหยุดหายใจได้ โดยไม่ขาดจังหวะ ดูตัวอย่างได้ ในหนังสือ เวสสันดรชาดก
ร่ายยาวนี้ ใช้แต่งเทศน์ หรือบทสวด ที่ต้องว่า เป็นทำนอง เช่น เทศน์มหาชาติ และเทศน์ธรรมวัตร เป็นต้น เมื่อจบความ ตอนหนึ่งๆ มักลงท้ายด้วย คำว่า นั้นแล นั้นเถิด นี้แล ฉะนี้แล ด้วยประการฉะนี้ คำนั้นแล นิยมใช้เมื่อ สุดกระแสความตอนหนึ่งๆ หรือจบเรื่อง เมื่อลง นั้นแล ครั้งหนึ่ง เรียกว่า "แหล่" หนึ่ง ซึ่งเรียกย่อ มาจากคำ นั้นแล นั่นเอง เพราะเวลาทำนอง จะได้ยินเสียง นั้นแล เป็น นั้นแหล่
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #41 เมื่อ: 30-01-2008, 03:34 »



กลอน ๖ klon 6


*  (39.69 KB, 343x115 - ดู 1054 ครั้ง.)

*  (40.9 KB, 401x101 - ดู 1040 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #42 เมื่อ: 30-01-2008, 03:36 »



กลอน ๗ klon 7


*  (42.4 KB, 389x108 - ดู 1035 ครั้ง.)

*  (44.45 KB, 439x101 - ดู 1045 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #43 เมื่อ: 30-01-2008, 03:37 »




กลอน ๘ klon 8


*  (51.76 KB, 440x118 - ดู 1034 ครั้ง.)

*  (57.75 KB, 470x123 - ดู 1022 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 30-01-2008, 03:39 »



กลอน ๙ klon 9


*  (52.46 KB, 491x107 - ดู 1023 ครั้ง.)

*  (47.61 KB, 470x101 - ดู 1062 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 30-01-2008, 03:42 »



กลอนลำนำ

กลอนบทละคร


*  (43.16 KB, 392x110 - ดู 1003 ครั้ง.)

*  (126.77 KB, 432x298 - ดู 1271 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #46 เมื่อ: 30-01-2008, 03:44 »


กลอนลำนำ

กลอนสักวา
แผน: เหมือนกลอนบทละคร


*  (40.08 KB, 411x97 - ดู 999 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #47 เมื่อ: 30-01-2008, 03:46 »



กลอนลำนำ

กลอนเสภา


*  (53.42 KB, 490x109 - ดู 986 ครั้ง.)

*  (59.84 KB, 404x149 - ดู 965 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #48 เมื่อ: 30-01-2008, 03:48 »


กลอนลำนำ

กลอนดอกสร้อย


*  (43.93 KB, 392x112 - ดู 983 ครั้ง.)

*  (38.56 KB, 385x99 - ดู 970 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #49 เมื่อ: 30-01-2008, 03:49 »



กลอนลำนำ

กลอนขับร้อง
กลอนขับร้อง ก็คือ กลอนสุภาพนั่นเอง แต่แต่งขึ้น สำหรับใช้ ขับรัอง หรือร้องส่ง เข้ากับ เครื่องดนตรี ปี่พาทย์ มีชื่อ และทำนองต่างๆ เช่น สมิงทอง, สามไม้, ปีนตลิ่ง, ชมตลาด, ลีลากระทุ่ม, เชิตนอก, นาคเกี้ยว, เทพทอง, พม่าเห่, เขมรไทรโยค เป็นต้น เหตุที่มีชื่อแตกต่างออกไป ก็เพราะมีทำนองร้องแตกต่างกัน แผนและกฎต่างๆ จงดูในตอน ที่ว่าด้วย กลอนสุภาพนั้นเถิด ส่วนทำนอง ต้องฝึกหัด กับผู้รู้ เป็นพิเศษ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: