เอาข่าวฉายาล้อเลียนมาลงประกอบครับสื่อยกฉายา ขัน-ที สีเขียว ให้ สนช. ตั้ง มีชัย เทียบชั้นซีอีโอ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000155110 โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 ธันวาคม 2550 23:41 น.
มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
สื่อรัฐสภา พร้อมใจกันมอบฉายา ขัน-ที สีเขียว ให้กับ สนช. แจงเหตุเพราะมีกฎหมายเอื้อประโยชน์เพิ่มอำนาจให้ทหารมากยิ่งขึ้น ยก มีชัย เป็น ซีอีโอ สนช. โดยมี ประสงค์ เป็นคู่กัดแห่งปี หลังเปิดศึกชิงตำแหน่งประธาน สนช.
วันนี้ (29 ธ.ค.) รายงานข่าวแจ้งจากรัฐสภาว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติของทุกปีของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา จะร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และ สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ในรอบปี 2550 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้ถึงแม้ผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าวจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับฝ่ายนิติบัญญัติในสถานการณ์ปกติ แต่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา เล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญ ต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ดังนั้น สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ตั้งฉายาให้ สนช. และ ส.ส.ร. ตามผลงานที่ปรากฏออกมา ในมุมมองของสื่อมวลชน โดยสื่อมวลชนประจำรัฐสภาขอยืนยันว่า ในการตั้งฉายาทุกครั้งได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ และอารมณ์ขัน โดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อคติ ซึ่งปราศจากการแทรกแซง หรือตกเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะตระหนักดีว่าผู้ที่ได้รับฉายา อาจมีทั้งที่ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ ทั้งนี้ฉายาที่ตั้งขึ้นได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา โดยผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้
1.ฉายา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้แก่ ขัน-ที สีเขียว เพราะหลังจากที่ สนช. ชุดนี้ได้รับการคัดสรรโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ให้เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ สมาชิกส่วนใหญ่มาจากสายทหาร และข้าราชการประจำ รวมทั้งอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จนถูกมองว่าเป็นสภา สีเขียว ทำให้ สนช.ชุดนี้ มีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับ คมช. และเพิ่มอำนาจทหารมากขึ้น โดยผ่านการพิจารณากฎหมายหลายฉบับ
โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. .... นั้น สนช.ใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรภาคสังคม และที่ถือได้ว่าเป็นมหกรรมทิ้งทวนของ สนช.ชุดนี้ คือ การทำคลอดกฎหมาย 70 ฉบับภายในเวลาเพียง 3 วัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นการกระทำว่า สนช.มีกริยาเปรียบได้กับ นกเขา เมื่อเจ้าของดีดนิ้วก็พร้อม ขัน ตอบรับตามสัญชาติญาณทันที
2. ฉายานายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. ได้แก่ ซีอีโอ สนช. เนื่องจากนายมีชัย ถือเป็นนักกฎหมายระดับปรมาจารย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกกลุ่มอำนาจตลอดมา ซึ่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์ทางการเมือง นายมีชัย ยังได้รับความไว้วางใจจาก คมช. ให้มาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งนายมีชัย ก็ไม่ได้ทำให้ผู้แต่งตั้งผิดหวัง เมื่อสามารถลำเลียงกฎหมายที่รัฐบาล และ คมช.ต้องการ เข้าสู่ที่ประชุมได้อย่างไม่บกพร่อง และใช้ความเด็ดขาดในการควบคุมการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังใช้ฝีมือบวกความเก๋าสยบความขัดแย้ง และความแตกแยกระหว่าง สนช.กับกลุ่มก๊กต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้สมาชิกมีความยำเกรงในตัวนายมีชัย ราวกับพนักงานบริษัทที่เกรงอกเกรงใจซีอีโอของบริษัทเลยทีเดียว
3.ฉายาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้แก่ แสบสนิทศิษย์ คมช. ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 ได้กำหนดที่มาของ ส.ส.ร.ให้มาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ที่เรียกว่า สมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,000คน ให้เลือกกันเองเหลือ 200 คน แล้วนำมาให้ คมช.คัดเหลือ 100 คนเพื่อมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ส.ร.100 (บวก10 กมธ.ยกร่างฯ) ก็ได้ตอบแทน คมช.ด้วยการพ่วงมาตรา 309 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายในบทเฉพาะกาลให้ยกเว้นความผิดที่ คมช.ได้กระทำมาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า นิรโทษกรรม นั่นเอง
พฤติกรรมที่แสบซ่าของ ส.ส.ร. ยังถูกกล่าวขวัญอย่างหนาหูจากการทำงานที่ขัดแข้ง และขัดขากันเอง โดยเฉพาะข่าวอื้อฉาวเรื่องซื้อเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ แม้กระทั่งโค้งสุดท้ายยังไม่วายมีความความไม่โปร่งใสในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติปูดขึ้นมาอีก ซึ่งถือว่า แสบสนิท จริงๆ
4.เหตุการณ์แห่งปี ได้แก่ ม็อบยึดสภา เกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. เมื่อกลุ่มเอ็นจีโอกว่า 500 คน นำโดยนายจอน อึ้งภากรณ์ ที่คัดค้านการออกกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยื่นคำขาดให้ สนช.ยุติบทบาททันที โดยนำกำลังปิดล้อมทางเข้า และออกรัฐสภา ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 50 คน ปีนรั้วบุกเข้ามาภายในอาคารรัฐสภา แล้วยกพลเข้าประชิดห้องประชุมในระหว่างที่ สนช.กำลังถกกฎหมายสำคัญ เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการประชุมทันที และการประท้วงครั้งนี้ยังสามารถทำให้ สนช.กำหนดวันเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมาย ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับสถาบันทางนิติบัญญัติมาก่อน
5.เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ได้แก่ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว17 ฉบับ แต่ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนจะมีโอกาสได้ร่วมตัดสินใจในร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย.49 ซึ่งยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540 จากนั้น คมช.ได้มีการแต่งตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และในวันที่ 19 ส.ค.50 ก็มีการจัดให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2475
อย่างไรก็ตาม การลงประชามติครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชี้วัดว่าคนไทยเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ถูกข้อสังเกตว่าเป็นการตัดสินว่าประชาชนเห็นด้วยกับการรัฐประหารด้วยหรือไม่
6.ดาวเด่น ได้แก่ นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เป็น สนช.สายสังคมที่มีบทบาทโดดเด่นในการเสนอกฎหมายด้านสังคม หรือสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ไม่เคยมีข้อครหาว่ารับผลประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นายวิริยะ ยังควรได้รับการยกย่องว่าเป็น สนช.ที่เข้าประชุมอย่างสม่ำเสมอด้วย รวมทั้งยังมีสปิริตในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเห็นได้จากกฎหมายบางฉบับที่แม้ตนเองเป็นผู้เสนอ แต่ปรากฏว่าที่ประชุมไม่เห็นด้วย ก็จะยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่ ไม่มีการตีรวนทำให้เกิดความวุ่นวายในสภา
7.ดาวดับ ได้แก่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน แรกเริ่มเมื่อเข้ารับตำแหน่ง สนช.ได้ประกาศตัวว่าจะเข้ามาเป็นมือปราบคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการล่าชื่ออภิปรายซักฟอกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่สุดท้ายการดำเนินการทั้งหลายกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อถูกย้อนเกล็ดโดย สนช.สายทหารด้วยกันเอง ที่กล่าวหาว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ไม่โปร่งใสในระหว่างทำหน้าที่บริหารองค์การแบตเตอรี่
ต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมหลังจากที่กระทบกระทั่งกับผู้บังคับบัญชาการจากกรณีที่ออกมาปกป้องเพื่อนซี้ที่ชื่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เท่านั้นยังดับไม่พอในบั้นปลายชีวิตราชการอยากจะเล่นการเมืองก็วืดอีกเช่นเดิม เนื่องจาก รมว.กลาโหม เล่นเกมดึงเวลา ไม่เซ็นหนังสืออนุมัติลาออกให้จนแห้ว ไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้
8.คู่กัดแห่งปี ได้แก่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ แม้จะมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันคือ คมช. แต่ก็อยู่คนละกลุ่มตั้งแต่วันแรกที่ สนช.ตั้งไข่ ทั้งคู่ก็กลายเป็นหนามตำใจของกันและกันเมื่อเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธาน สนช. แต่ศึกยกแรก น.ต.ประสงค์ พ่ายไปอย่างราบคาบ หลังจากนั้นก็ตั้งป้อมใส่กันแบบไม่เกรงศักดิ์ศรี เพราะต่างเป็นมวยเฮฟวี่เวททั้งคู่
โดยกฎหมายฉบับไหนนายมีชัย หนุน น.ต.ประสงค์ ก็จะค้านอย่างสุดลิ่ม เช่น ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบทั้งหลาย และในช่วงทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เวทีไหนมี น.ต.ประสงค์ ก็จะไม่มีนายมีชัย เช่นเดียวกันถ้านายมีชัยเข้าไปนั่งหัวโต๊ะวงประชุม ก็จะไม่เห็นเงา น.ต.ประสงค์ เข้าทำนอง เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้
9.วาทะแห่งปี ได้แก่ ไปตายเอาดาบหน้า เป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ขณะทำหน้าที่ประธานที่ประชุม สนช.ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมในวาระ 2 ซึ่งนายมีชัย ได้ทักท้วงว่าคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กำหนดรายละเอียดข้อห้ามในการรับของกว้างเกินไป
แม้แต่การไปตรวจราชการแล้วประชาชนนำผ้าขาวม้ามาผูก หรือเอาลองกองมาให้กิน ก็ยังรับมาเป็นของส่วนตัวไม่ได้ ต้องนำเข้าเป็นของหลวงเท่านั้น แต่ทาง กมธ.ยังยืนยันตามร่างเดิม ทำให้นายมีชัย กล่าวเชิงประชดว่า ถ้างั้นให้ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน จนในที่สุด กมธ.นำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง