ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-04-2014, 01:38
378,181 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ปํญหาภาคใต้ ปัญหาลับสมองสส.ปชป.และคนภาคใต้มากกว่าปัญหาอื่นๆเพราะมีคนไทยตายไปมาก 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7
ปํญหาภาคใต้ ปัญหาลับสมองสส.ปชป.และคนภาคใต้มากกว่าปัญหาอื่นๆเพราะมีคนไทยตายไปมาก  (อ่าน 25494 ครั้ง)
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #200 เมื่อ: 21-02-2008, 00:32 »



ชื่อเรื่อง   อดีตกก.อิสลามหนุนแนวคิดปลดอาวุธ แต่ต้องยุติเหตุฆ่ารายวัน-จังหวัดถกผู้รับเหมาทิ้งงาน
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ข่าวสด
 คอลัมน์ข่าว   ภูมิภาค
 URL   http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNVEl3TURJMU1RPT0=§ionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09DMHdNaTB5TUE9PQ==
 เนื้อหา  นราธิวาส - นายนิมุ มะกาเจ อดีตรองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.ยะลา เปิดเผยถึงกรณีที่ทางคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เสนอรัฐบาลให้มีการปลดอาวุธประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ที่ผ่านมาจากการทำโครงการระดมความคิดจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น องค์กรชุมชน ความหลากหลายในปัจจุบันนี้ ทางรัฐสนับสนุนการใช้อาวุธที่แตกต่างกัน พื้นที่ต่างๆ มีความคับข้องใจในการใช้อาวุธ บางพื้นที่สนับสนุนเต็มที่ในการใช้อาวุธ บางกลุ่มไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นการที่องค์การศาสนาอิสลามในส่วนกลางที่ได้มีการเสนอให้ปลดอาวุธก็ถือว่าเป็นมิติที่ดี แต่ในการที่จะปลดอาวุธได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นอาวุธของผู้ที่มีใบอนุญาตแล้วก็ตาม ชดเชยตามราคาที่ซื้อมา หรืออาวุธเถื่อนที่จะต้องเรียกร้องตรวจ เช็กอย่างละเอียด และจะต้องมีการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืน ในเรื่องนี้จะต้องมีการหารือและพูดคุยกันในระดับพื้นที่ด้วย เป็นเรื่องที่ดี ในขณะเดียวกันไม่ใช่เฉพาะเรื่องอาวุธอย่างเดียว ยังมีเรื่องความยุติธรรม อบายมุข เพราะทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกัน นำไปสู่ความรุนแรง และต้องถือว่าเป็นมิติที่ดี

อดีตรองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.ยะลา กล่าวอีกว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ที่ดูแลความปลอดภัยประชาชน ควรจะให้รางวัลตำรวจและทหารที่สามารถจับกุมคนร้ายได้และที่รักษาสันติภาพได้ดี ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารจะดูแลความปลอดภัยรอบนอกของหมู่บ้าน และให้ประชาชนในพื้นที่สร้างความเข้มแข็งในการดูแลความปลอดภัย ในลักษณะอย่างนี้จะดีกว่า ส่วนสิ่งที่รัฐบาลใหม่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จะต้องยุติสถานการณ์รายวันให้ได้

ด้านนายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล รอง ผวจ.นราธิวาส เผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้เดินทางไปตรวจพื้นที่เส้นทางก่อสร้างใหม่ระหว่างบ้านปาลอบาต๊ะ อ.ยี่งอ พร้อมด้วยนายไพบูลย์ ยิ้มแย้ม นายอำเภอยี่งอ ไปถึงบ้านตะโละหะลอ อ.รามัน จ.ยะลา ระยะทาง 25 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่ประหยัดเวลาและใกล้ที่สุด ขณะนี้การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากบริษัทรับเหมาอ้างว่าเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จึงไม่กล้าที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือ เพื่อจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเริ่มก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2545 เป็นเส้นทางหลักที่ประชาชนใช้สัญจรไป-มา สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยใช้เส้นทางในการขนส่งสินค้าเกษตรไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย อีกทั้งเพื่อความสะดวกในการคมนาคมไปยังท่าอากาศยานนราธิวาส ซึ่งเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
 
 วันที่เผยแพร่  20 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  20 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #201 เมื่อ: 21-02-2008, 00:35 »



รวมลิงค์ให้อีกครั้งครับ..

http://oas.psu.ac.th/wbns/newsgroup.html

http://www.muslimcampus.com/news.php

http://www.pataninews.net/links.asp

http://songkhlatoday.com/index.php?

http://www.focuspaktai.com/index.php

.......................................


ข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งหมดจำนวน 63499 รายการ

http://oas.psu.ac.th/wbns/browse.php

ติดตามข่าวคราวเปรียบเทียบได้ตามลิงค์ ข้อมูลเขาอัพเดทเพิ่มข่าวทุกวัน


ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ Deep South Watch (DSW).

http://www.deepsouthwatch.org/
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #202 เมื่อ: 21-02-2008, 00:41 »


อ่านกันเยอะๆครับ

คนท้องถิ่นมีปัญหา เพราะข้าราชการต่างถิ่น

เข้ามาตั้งรกรากทำงานอยู่ในพื้นที่และมีผลประโยชน์

ยกตัวอย่าง ตำรวจยัดยาบ้า มันกลายเป็นวัฒนธรรมโจร ที่ชาวบ้านที่มีปัญหา

ไม่ทราบจะพึ่งใคร..ทั้งคนร้ายคนดีปะปนกัน

จนตอนนี้เหลือไม่มากแล้ว สำหรับคนร้าย แต่ข้าราชการที่มีปัญหา คงมีไม่น้อย..

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #203 เมื่อ: 21-02-2008, 21:28 »



ชื่อเรื่อง   มท.1 ดับไฟใต้ยืมปาก เหลี่ยม แค่โจรกระจอก
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ThaiPost
 คอลัมน์ข่าว   การเมือง-ข่าว
 URL   http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=21/Feb/2551&news_id=154853&cat_id=501
 เนื้อหา  ส.ส. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์ดาหน้าชำแหละนโยบายดับไฟใต้ ไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลที่ตาบอดคลำช้าง ย่ำรอยความล้มเหลวยุค "ทักษิณ"


สมานฉันท์ไม่มีวันสำเร็จ  จวก  "หมัก" จอมบิดเบือนประวัติศาสตร์  อัด "เหลิม" ผุดเขตปกครองพิเศษเข้าทางบีอาร์เอ็น  ถามทำไมคิดตรงกับโจรจนต้องเด้งเชือกพลิ้วจะขอข้อมูลจาก ปชป.มาแก้ปัญหา

การอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาวันที่  20 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่สาม  นายพีรยศ ราฮิมมูลา ส.ส.ระบบสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่าเกิดจากคนในพื้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม สมัย พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์ มาจนถึงนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ความรุนแรงลดลงจาก 100  เหลือแค่ 8 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าการประนีประนอมลดความรุนแรงลงได้ แต่หลังจากปี  44 ความรุนแรงเพิ่มขึ้นหลายพันเท่า ถือเป็นความผิดพลาดทางนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายการปราบยาเสพติด  ทำให้คนในพื้นที่ 70 คนถูกกระทำอย่าง***มโหดทั้งที่ไม่เกี่ยวข้อง  เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน  การแก้ปัญหาจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี และไม่ใช่แก้เฉพาะในประเทศ เพราะต่างประเทศจับตาดูอยู่

นายพีรยศกล่าวว่า   สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการเสียชีวิตของคนที่ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ใน 3  จังหวัดภาคใต้เท่านั้น  แต่มีทหาร  ครู จากส่วนอื่นของประเทศที่ตายด้วย  เมื่อนำศพกลับภูมิลำเนาก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี   ปัญหาเพิ่มความสลับซับซ้อน  ปัจจุบันเกิดโจรพันธุ์ใหม่อาร์เคเค เป็นกองโจรจรยุทธ์ที่เลียนแบบมาจากอินโดนีเซีย  มีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมีต้นสังกัด   อีกกลุ่มเป็นขบวนการอิสระ การแก้ปัญหาจึงต้องระวัง  ต้องเข้าใจมูลเหตุปัญหา เข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์   และต้องเห็นใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่  รัฐต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง   ไม่ใช่แค่เขียนนโยบาย  ถ้าผิดพลาดในรัฐบาลชุดนี้อีก เกรงว่าด้ามขวานทองถ้าหักไปแล้วโอกาสจะเชื่อมกลับมานั้นยาก

นายอับดุลการิม  เด็งระกีนา  ส.ส.ยะลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาภาคใต้ที่ไม่สำเร็จเนื่องจากความอวดดีอวดเก่ง แถมยังปฏิเสธแนวทางที่รัฐบาลก่อนๆ เคยใช้  ถ้าต้องการให้  3  จังหวัดภาคใต้สงบ  ต้องสะสางคดีผู้สูญหายที่เคยเกิดขึ้นตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมามากกว่า 30 ราย ขอถามรัฐบาลว่า กล้าหรือไม่ที่จะตั้งคณะกรรมการสอบคนที่หายไปและผู้ที่ถูกยิงตายจำนวนมาก  ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ถ้าเกิดกับพี่น้องหรือพ่อของท่านประธาน  จะแค้นหรือไม่ ดังนั้นรัฐบาลและมหาดไทยต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง  ทำให้นายมีชัย  ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมต้องกล่าวว่า เวลายกตัวอย่างร้ายๆ ขอยกให้ไกลประธานบ้างก็ดี

ส่วนนายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่กรือเซะ-ตากใบ  ที่เป็นเหตุรุนแรงเกิดในรัฐบาลที่แล้ว และบานปลายรุนแรงอย่างยิ่ง ดังนั้นรัฐบาลนี้ต้องคิดว่าจะเอาอย่างไร  เพราะดูแล้วว่านโยบายลอกมาจากรัฐบาล  พ.ต.ท.ทักษิณ แม้แต่  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ยังเกิดแนวคิดให้พื้นที่  3  จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ   แสดงว่ารัฐบาลไม่มีความรู้  จึงอยากเตือนรัฐบาลและ รมว.มหาดไทย  ว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องศาสนา เพราะฉะนั้น  การประกาศให้เป็นเมืองศาสนานั้น คนทั่วไปอาจคิดว่าทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจังหวัดมุสลิม  แล้วชาวพุทธที่อยู่ในพื้นที่จำนวนมากจะอยู่ได้อย่างไร   จะยิ่งเกิดความแตกแยกและแตกต่าง  ซึ่งศาสนาพุทธและอิสลามไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาชายแดนภาคใต้  เพราะชาวมุสลิมและชาวพุทธไม่ได้รังเกียจต่อกัน  กรณีที่พระภิกษุถูกฆ่าตาย เกิดจากการก่อการร้ายที่ต้องการให้คนใน 2 ศาสนาระแวงแตกแยกกัน เพราะผู้นำศาสนาก็ถูกฆ่าเช่นกัน

ส.ส.ปัตตานีกล่าวอีกว่า   การแก้ไขปัญหานี้ต้องทำไปพร้อมๆ  กันทั้งด้านสังคมและการศึกษา   และอยากฝากรัฐบาลว่า งบประมาณที่ลงไปใน  3  จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความมั่นคง  จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ดูเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และให้กำลังใจครูให้มีเงินเดือนมากขึ้น รวมถึงให้ครูได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ  พร้อมทั้งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้ประชาชนประกอบอาชีพได้จริง  และให้การดูแลหญิงหม้ายและเด็กกำพร้าที่มาจากปัญหาความรุนแรงในพื้นที่   ที่ต้องมีการเยียวยาและต้องทำให้พื้นที่เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมได้ เช่น อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

ร.ต.อ.เฉลิม   อยู่บำรุง   รมว.มหาดไทย ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า น้อมรับคำวิจารณ์ด้วยความใจกว้าง  แต่หลังจากที่ขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่  10 คน ปรากฏว่าไม่มีใครคิดเหมือนกันเลย  สำหรับนโยบายภาคใต้นั้นจะบอกกับสาธารณะไม่ได้ เป็นเรื่องลับลวงพราง ที่ผ่านมาคนที่มีอำนาจอย่างอดีต  ผบ.ทบ.เป็นถึงประธาน คมช.ที่ลงไปแก้  ปัญหาก็กลับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม  ขอให้รอดูการทำงานของรัฐบาลบ้าง ขอยืนยันว่าจะทำงานอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส  ไม่ว่าจะเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ ปล้นปืน ตนพอจะรู้ แต่พูดไม่ได้ ส่วนแนวคิดการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษนั้น  ส่วนใหญ่คิดว่าจะเป็นเหมือนเสิ่นเจิ้นในจีนหรือเยอรมนีนั้น ไม่ใช่เข้าใจกันผิด แต่ตนไม่มีโอกาสอธิบาย จะอธิบายในคืนนี้

ทั้งนี้   ปัญหาภาคใต้ต้องคิดว่าเราเป็นนักธุรกิจ  แล้วทำธุรกิจขาดทุน  3 จังหวัดแย่ลง  เมื่อทำธุรกิจขาดทุนต้องเปลี่ยนนโยบายธุรกิจเขตปกครองพิเศษบอกแสลงหู  ไม่เป็นไรกลับมาที่เดิม   ขอยืนยันกับท่านว่า เรามีแนวคิดแนวทางแก้ปัญหาให้สถานการณ์ดีขึ้น  คับแค้นข้องใจ   ยากไร้วัตถุ  เป็นโจทย์ที่ท้าทายรัฐบาลนี้ เราจะไม่พูดว่าทหารทะเลาะกับตำรวจ แต่เป็นอำนาจหน้าที่ที่ตนจะต้องทำ

"ผมจะบอกกับท่านไม่ได้ว่าจะเสร็จ   3   เดือนหรือ  6  เดือน เพราะมันตกผลึกมานาน  และจะไม่พูดอย่างรัฐมนตรีในอดีตที่ว่าแก้ปัญหาไม่ได้  เพราะข้าราชการแตกแยกและขอเบี้ยเลี้ยงเงินเดือนไม่ขึ้น เรื่องเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและ รมว.มหาดไทย ไม่ใช่ไปออกตัวว่าทหารทะเลาะกับตำรวจ หรือตำรวจทะเลาะกับฝ่ายปกครอง   ศอ.บต. กฎหมายยังไม่ผ่าน ผมไม่ปรับทุกข์ให้ท่านฟัง แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ที่ผมจะทำ" มท.1 กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า  ที่ผ่านมามีผู้แทนปัตตานีมาพบตนแล้วบอกว่าประชาชนใน  3  จังหวัดอยากทดสอบว่าเป็นเมืองศาสนาเคร่งครัด  ไม่มีสถานบริการได้หรือไม่   ตนตอบว่า ไม่ได้  แต่หลังแถลงนโยบายเสร็จ  ในวันที่ 22 ก.พ. จะเชิญผู้ว่าฯ ทั่วประเทศมาประชุม โดยเฉพาะ  3 จังหวัด และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา ไปทำประชาพิจารณ์ว่าประชาชนเอาหรือไม่   ถ้าไม่เอาก็จบ  ตนไม่ได้เคร่งครัด ไม่ใช่จะมาข่มขู่จิตใจ ท่านต้องคิดใหม่ แล้วตนก็คิดเป็นที่จะทำงานในพื้นที่ภาคใต้

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิมออกตัวว่า การแก้ปัญหาภาคใต้จะทำโดยลำพังไม่ได้ ยุคตนจะเป็นรัฐมนตรีที่ไม่ใส่กลอนประตู  หน้าห้องไม่มี ผู้แทนทุกพรรคเข้าพบได้ ผู้แทนปักษ์ใต้ต้องช่วยคิด  หากมีแนวคิดที่ดีจะแถลงข่าวว่าเรื่องนี้ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์เป็นต้นคิด เราทำอย่างนี้ในการแก้ปัญหาภาคใต้

จากนั้น  นายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า  ไม่เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นได้  เพราะนอกจากจะคัดลอกนโยบายที่ผิดพลาดสมัย  พ.ต.ท.ทักษิณมาใช้แล้ว  ยังมีรัฐมนตรีเก่าๆ จากรัฐบาลเก่ามานั่งบริหาร  ดังนั้นการดำเนินนโยบายคงเดินไปในทางเดียวกัน  ความผิดพลาดในเรื่องภาคใต้มาจากสมัยทักษิณตั้งแต่ปี   2547-2551  ตัวเลขผู้เสียชีวิต 2,916  คน  ทั้งคนในและนอกพื้นที่ มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ  ประชาชน ครู ฝ่ายปกครอง เจ้าอาวาส อุสตาซ ขณะที่มีผู้ถูกอุ้มเสียชีวิตถึง 23  ราย

นายเจะอามิงกล่าวต่อว่า ถามว่ารัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร  จะหาคนที่เสียชีวิตเหล่านี้หรือไม่ รวมถึงจะตอบคำถามครอบครัวคนที่เสียชีวิตอย่างไร  โดยเฉพาะนายสมัคร  ตนไม่มีความเชื่อมั่น เนื่องจากภายในระยะเวลาไม่กี่วันเขาได้บิดเบือนข้อมูลที่เป็นจริง  2  ครั้ง คือกรณี  6 ตุลา และกรณีตากใบที่ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลญะซีเราะห์ว่า  78  คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ตากใบนั้นล้มลงกันเองจากการไม่มีน้ำดื่มและอาหาร  ทั้งที่คนรู้กันทั้งประเทศว่าคนเหล่านั้นขาดอากาศหายใจ  วันนี้นายสมัครยังบิดเบือนประวัติศาสตร์ แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าอนาคตจะไม่บิดเบือน

"รัฐบาลมีนโยบายคนตาบอดคลำช้าง  ไม่มีข้อมูล ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์  หลังจากที่ มท.1  มีนโยบายเปิดเขตปกครองพิเศษ  ปรากฏว่าถูกด่าลับหลัง  เพราะคิดเหมือนโจรก่อการร้าย ขบวนการบีอาร์เอ็นมีการแบ่งเขต  แบ่งโซนจัดตั้งอาณาจักรรัฐปัตตานี  จึงขอถามว่าคุณเฉลิมไปคิดสอดคล้องกับโจรก่อการร้ายได้อย่างไร คุณเฉลิมพูดเรื่องนี้กลายเป็นเตะบอลเข้าเท้าฝ่ายตรงข้าม  ผมขอให้คุณเฉลิมตอบหน่อยว่าความคิดของโจรก่อร้ายเป็นความคิดเดียวกับท่านหรือไม่" ส.ส.นราธิวาสกล่าว.
 
 วันที่เผยแพร่  21 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  21 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #204 เมื่อ: 21-02-2008, 21:29 »



ชื่อเรื่อง   แกนนำRKKมอบตัวตร.นราธิวาส
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   สยามรัฐ
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวภูมิภาค
 URL   http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=108&nid=7906
 เนื้อหา          เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส พ.ต.อ.ชาญ วิมลศรี รอง ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พ.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พ.ต.อ.นิตินัย หลังยาหน่าย ผกก.สภ.ระแงะ และ ร.อ.นเรศ ปิ่นทอง ผช.ฝอ.2 ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 32  ได้ร่วมกันแถลงข่าวการเข้ามอบตัวของนายกามารูดิง อารีส อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 ม.3 ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นสมาชิกแนวร่วมระดับปฏิบัติการณ์ของกลุ่ม RKK ซึ่งมีหมายจับคดีอาญา จำนวน 6 คดี

        นายกามารูดิง กล่าวว่าเบื่อหน่ายการหลบหนีการติดตามไล่ล่าการจับกุมของเ้าหน้าที่จนไม่สามารถที่จะอยู่เป็นหลักแหล่งได้ พร้อมฝากวอนสมาชิกผู้ที่เข้ารวมขบวนการ ให้เข้ามอบตัวกับทางการซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งมันยังไม่สายที่ทุกคนจะได้ร่วมกันหันมาช่วยกันแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นเบาบางลง และกลับไปสู่ความสงบสุขเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

          ทางด้านพล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบก.ภ.จ.นราธิวาส ได้นำตัวนายซาฮีดน ดอเลาะห์ อายุ 22 ปี และนายอัสมัน อาแวกาจิ อายุ 32 ปี 2 สมาชิกแนวร่วมกลุ่ม RKK เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการอิสลาม จ.นราธิวาส เพื่อเข้าพบนายอับดุลอาซิส เจ๊ะมามะ รอง ปธ.คณะกรรมการอิสลาม จ.นราธิวาส และนายหะยีมูฮามัดยูโซ๊ะ เจ๊ะกูโน โต๊ะครู เพื่อทำพิธีถอนซูเปาะตามหลักศาสนา พร้อมทั้งใช้จิตวิทยาในการนำหลักศาสนาที่ถูกต้อง มาทำความเข้าใจกับนายซาฮีดน และนายอัสมัน ก่อนที่จะนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมายต่อไป.

 
 
 วันที่เผยแพร่  21 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  21 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #205 เมื่อ: 21-02-2008, 21:33 »


 ชื่อเรื่อง   ชุมชนเข้มแข็งโจรใต้ปรับวิธีก่อเหตุชนบทแทน
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   สยามรัฐ
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวภูมิภาค
 URL   http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=107&nid=7890
 เนื้อหา  วันที่ 21 ก.พ. 51 พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพบก ภาค 4เปิดเผยถึงการเครื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคไต้ว่า ขณะนี้เชื่อว่าการกระทำของกลุ่มที่ทำในเขตตัวเมืองและภายในเขตเทศบาลนครยะลา มีความยากลำบาก เนื่องจาก พี่น้องประชาชนในชุมชนมีความเข้มแข็ง ซึ่งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร ก็ได้มีการฝึกอบรมในด้านการใช้อาวุธและยุทธวิธีให้แก่ชาวบ้าน ที่เข้ารับการฝึกอบรม ชรบ. , อรบ. และ ทสปช. ครบทุกชุมชน จึงเกิดความเข้มแข็ง สามารถดูแลชุมชนหมู่บ้านของตนเองได้

      หลังจากที่ ประชาชนในเขตเมืองมีความเข้มแข็ง กลุ่มก่อความไม่สงบ ได้เปลี่ยนวิธีในการก่อเหตุได้หันไปเพื่อสร้างอิทธิพลในเขตพื้นที่ชนบท พื้นที่ป่าเขาแทน เพื่อที่จะคุกคามสร้างความหวาดกลัว ซึ่งก็มีอยู่ 2 พื้นที่ ที่ยังคงเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มก่อความไม่สงบ คือ พื้นที่ อ.เมือง อ.บันนังสตา อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหาร จะต้องเปิดยุทธการกดดันต่อไป
 
 วันที่เผยแพร่  21 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  21 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #206 เมื่อ: 23-02-2008, 19:23 »



สงครามข่าวสาร   http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=200
ฐานงานวิจัย DSW | 2551-01-09 11:41:47
 พิมพ์ข่าวหน้านี้
 
 หมายเหตุ : แปลสรุปจาก Knowing the Enemy โดย George Packer พิมพ์ใน The New Yorker, December 18, 2006 โดยการสนับสนุนข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
บทความนี้เสนอหลักการสำคัญว่า การแก้ปัญหาเหตุการณ์รุนแรงในปัจจุบันในภูมิภาคต่างๆของโลก ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีมองภาพใหญ่ก่อน ปัญหาสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่ "ปัญหาการก่อการร้าย (Terrorism)" แต่เป็น "ปัญหาการก่อความไม่สงบ (Insurgency)"  ซึ่งมีข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง 2 กรณีนี้คือ คน ที่เกี่ยวข้อง

ในการก่อการร้ายนั้น "ผู้ก่อการร้าย (Terrorist)" เป็นพวกปฏิบัติการเป็นกลุ่มเฉพาะ ที่มีแนวคิดและพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและมักจะเกินเยียวยาหรือเจรจาหว่านล้อม จึงเป็นภารกิจโดยตรงของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องใช้บุคลากร อุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดการ

แต่ในการก่อความไม่สงบนั้น "ผู้ก่อความไม่สงบ (Insurgent)" เป็นผู้ที่มีฐานมวลชนกว้าง ทำงานกับกระแสสังคม ความคิด และภาพลักษณ์ โดยผ่านทางสื่อทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งจะชนะหรือแพ้กันด้วย "การเมือง" ไม่ใช่การปราบปรามอย่างเดียว

เดวิด คิลคัลเลน นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรเลีย ซึ่งไปทำวิจัยในอินโดนีเซียในปี 1996 พบว่า อินโดนีเซียเคยมีขบวนการดารุลอิสลาม ซึ่งเป็นขบวนการต่อต้านรัฐบาลในช่วงทศวรรษ 1950 และขบวนการนี้เป็นจุดกำเนิดของขบวนการเจไอ (Jemaah Islamiya) ในเวลาต่อมา ขบวนการนี้ใหญ่กว่าขบวนการคอมมิวนิสต์มลายูซึ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นต้นแบบในการจัดการกับปัญหาความไม่สงบเสียอีก แต่รัฐบาลอินโดนีเซียก็ปราบปรามขบวนการดารุลอิสลามได้อย่างราบคาบ โดยใช้วิธีการทางทหารเป็นหลัก

หลังจากนั้นเดวิด คิลคัลเลนได้เข้าไปร่วมเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเหตุการณ์ติมอร์ตะวันออกในปี 2001 ซึ่งต่อสู้จนได้รับเอกราชจากอินโดนีเซีย เชาเห็นความเหมือนของกรณีทั้งสอง โดยรัฐบาลอินโดนีเซียใช้วิธีปราบปรามอย่างรุนแรง เช่น การทำร้ายผู้ต้องสงสัย อพยพประชาชน การห้ามออกนอกบ้าน การเกณฑ์ชาวบ้านมาเป็นหน่วยรักษาความมั่นคง และการกดดันให้ชาวบ้านเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลเป็นต้น แต่บริบทและยุคสมัยของกรณีทั้งสองแตกต่างกัน ซึ่งก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความแตกต่างก็คือ ในกรณีของขบวนการดารุลอิสลามในสมัยปี 1950-1960 นั้น วิธีการเหล่านี้ใช้ได้ผลเนื่องจากข้อมูลข่าวสารสมัยนั้นอยู่ในวงแคบ สิ่งที่เกิดขึ้นรู้กันอยู่ในเฉพาะพื้นที่เท่านั้น  โลกภายนอกไม่ได้รับทราบอะไรมากนัก แต่ในกรณีของติมอร์ตะวันออกนั้นเป็นปี 1990 เป็นยุคโลกาภิวัตน์แล้ว ข่าวสารข้อมูลเดินทางเร็วและกว้างขวางมาก ผู้ก่อการในติมอร์ตะวันออกสามารถใช้สื่อทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพในการเผยแพร่สถานการณ์และเรียกร้องให้นานาชาติเข้ามาแทรกแซง ป้องกันมิให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน จนรัฐบาลอินโดนีเซียไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆอีกต่อไปได้ และต้องยอมให้ติมอร์ตะวันออกเป็นเอกราชในที่สุด

          ถึงแม้ว่าขบวนการดารุลอิสลามเป็นมุสลิม และขบวนการติมอร์ตะวันออกเป็นคริสต์ ทั้งสองกรณีก็เป็นขบวนการที่มีรากฐานลึกๆอยู่บน เครือข่ายทางสังคมของคน ในท้องถิ่น และวิธีการที่เครือข่ายทางสังคมเหล่านี้สัมพันธ์กัน ไม่ใช่พฤติกรรมทางศาสนา เหตุผลสำคัญที่คนหนุ่มสาวเข้าร่วมในขบวนการเหล่านี้ก็คือความรู้สึกได้ผจญภัย ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม โดยถูกชักชวนผ่านทางเครือญาติ เพื่อนฝูง และคนรู้จัก

หลักการในการต่อต้านความไม่สงบนั้นได้ถูกวางไว้ตั้งแต่รัฐบาลอังกฤษในมลายาในทศวรรษ 1950 โดย เซอร์เจราลด์ เทมปลาร์ ว่า กำลังทหารเป็นเพียงหนึ่งในสี่ของปัจจัยความสำเร็จ ที่เหลืออีก 3 อย่างคือ การเมือง เศรษฐกิจ และ ข้อมูลข่าวสาร

          ประเด็นสำคัญก็คือ ขบวนการก่อความไม่สงบในปัจจุบันอาจถือได้ว่าเป็น "องค์กรโฆษณาข่าวสารที่ติดอาวุธ (Armed Propaganda Organizations)"  มากกว่าขบวนการก่อการร้ายที่มุ่งจะทำลายชีวิตอย่างเดียว ขบวนการเหล่านี้เปลี่ยนวิธีการกลับไปกลับมาได้ระหว่างการใช้อาวุธกับการโฆษณาชวนเชื่อ ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ เช่นการที่กลุ่มต่อต้านในอิรักวางระเบิดขบวนรถทหารสหรัฐ ที่จริงแล้วกลุ่มต่อต้านไม่ได้เน้นจะลดจำนวนรถบรรทุกทหาร (เพราะรู้ว่าสหรัฐส่งมาเพิ่มได้เสมอ) แต่ต้องการเผยแพร่ภาพของรถถังหรือรถฮัมวีที่กำลังถูกไฟไหม้มากกว่า ซึ่งจะมีผล 2 ระดับ คือ ระดับท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านเข้ามาเป็นพวกมากขึ้น ให้ชาวบ้านรู้สึกว่ารัฐบาลเองก็มาคุ้มครองไม่ได้ ดังนั้นชาวบ้านก็ถูกทำให้เหมือนกับว่าเหลือทางเลือกเพียง 2 ทาง คือจะช่วยผู้ก่อการหรือจะต่อต้านผู้ก่อการ ในส่วนพวกที่คิดจะต่อต้านนั้น ผู้ก่อการก็จะฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดู เป็นการตอกย้ำให้ชาวบ้านรู้สึกว่ารัฐบาลป้องกันชาวบ้านไม่ได้และไม่สามารถทำอะไรผู้ก่อการได้ด้วย และ ระดับโลก เพื่อรักษาโมเมนตัมทางการเมืองและสร้างภาพลักษณ์ว่าขบวนการนั้นๆ กำลังเติบโตขึ้น ไม่มีใครหยุดยั้งได้ เป็นการใช้  "สื่อ" ที่จะทำให้ "สาร" ของพวกเขาถูกขยายผลทั้งไปสู่พื้นที่อื่นๆ ใกล้เคียงกันและไปทั่วโลก

เช่นเดียวกัน ในการประชาสัมพันธ์ของกลุ่ม อัล-ไคดา ในระยะหลังๆ จะเห็นว่าความคับแค้นที่กลุ่มนี้ใช้โจมตีสหรัฐมีหลายเรื่อง ตั้งแต่กรณีปาเลสไตน์ ซาอุดิอราเบีย อัฟกานิสถาน และภาวะโลกร้อนด้วย การที่มีเรื่องภาวะโลกร้อนรวมอยู่ในข้อกล่าวหาสหรัฐนี้ ชี้อย่างชัดเจนว่ายุทธศาสตร์ของอัล-ไคดาไม่ใช่สงครามศาสนาแต่เป็นยุทธศาสตร์ข่าวสาร

และการที่การประชาสัมพันธ์นี้ถูกปล่อยออกมาในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2004 ก็แสดงว่าอัล-ไคดามีจุดมุ่งหมายทางการเมืองด้วย โดยต้องการให้ประธานาธิบดีบุชได้รับการเลือกตั้ง เพราะกลุ่มอัล-ไคดาเห็นว่ายุทธศาสตร์ที่สหรัฐใช้ในขณะนั้น คือ สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) เป็นผลดีกับกลุ่มอัล-ไคดา ทำให้อัล-ไคดายังมีความสำคัญอยู่ในระดับโลก หากสหรัฐเปลี่ยนแนวทางจากการปราบปรามมาเป็นการค่อยๆ เจรจาหารือกับกลุ่มต่างๆ ได้ กลุ่มอัล-ไคดาก็จะถูกลดความสำคัญลง และถ้าไม่มีสื่อมวลชนออกข่าวให้เป็นระยะๆ ภาพลักษณ์ของอัล-ไคดาก็จะเสื่อมลง

การต่อสู้กับความไม่สงบจะชนะหรือแพ้ก็อยู่ที่สงครามข่าวสารทั้ง 2 ระดับนี้ คือระดับท้องถิ่น และระดับโลก ในระดับท้องถิ่น ชาวบ้านต้องเห็นว่าการเข้าข้างภาครัฐจะเป็นผลดีกับตัวเองมากกว่า ซึ่งหมายความว่าภาครัฐจะต้องทำตัวให้เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นเชิงเศรษฐกิจหรือสังคมหรือความปลอดภัย และหนุนให้สังคมทำความเข้าใจและต่อต้านข่าวสารที่ผิดๆในระดับท้องถิ่น ส่วนในระดับโลกนั้น สื่อมวลชนและภาครัฐต้องจำกัดเขตหรือแก้ไขอย่างทันควันมิให้ข่าวสารที่ถูกตีความผิดๆ ถูกส่งออกไประดับโลก

          เขายกตัวอย่าง เช่นกรณีที่ทหารสหรัฐทำทารุณกรรมนักโทษชาวอิรักในคุก Abu Ghraib หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือภาครัฐต้องเป็นคนแรกที่ให้ข้อมูลก่อน อย่าปล่อยให้ผู้อื่นเป็นคนปล่อยข่าว เพราะภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือที่จะเกิดขึ้นจะต่างกันมาก แต่ฝ่ายทหารระดับสูงยังไม่ยอมรับแนวคิดนี้ เพราะการที่สหรัฐไปติดอยู่กับความคิดเรื่องสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) จึงทำให้สหรัฐใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยวิธีการทหารเป็นหลัก

ยุทธศาสตร์การสื่อสารเช่นนี้ดูจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มสุดโต่งเกือบทุกกลุ่มในโลก เช่นในการสู้รบระหว่างกลุ่มฮิสบอลเลาะห์กับทหารอิสราเอลในเลบานอน ทันทีที่การสู้รบสิ้นสุดลง ฮิสบอเลาะห์ก็นำธงของกลุ่มไปติดไว้ตามบ้านชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย ทำนองว่ากลุ่มจะให้ความช่วยเหลือในการซ่อมแซมบ้านนั้น แต่ที่จริงการทำเช่นนี้เป็นปฏิบัติการทางสื่อสาร กล่าวคือกลุ่มกำลังบอกกับชาวบ้านว่า "เราจะดูแลพวกท่านเป็นอย่างดี" ในขณะเดียวกันก็กำลังบอกกับองค์กรช่วยเหลือจากต่างประเทศว่า "บ้านนี้อยู่ในความปกป้องของเรา"  ผลก็คือเมื่อองค์กรช่วยเหลือจากต่างประเทศตามเข้าไปในอีก 2-3 วันต่อมา องค์กรเหล่านั้นก็ต้องไปเจรจากับกลุ่มฮิสบอลเลาะห์ก่อนที่จะเข้าไปช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านได้  และชาวบ้านก็ยิ่งถูกตอกย้ำความรู้สึกว่าที่พึ่งหนึ่งเดียวของพวกเขาก็คือกลุ่มฮิสบอลเลาะห์

          การต่อต้านสงครามข่าวสารเช่นนี้ควรทำ 3 อย่าง คือ

1.ต้องสร้างภูมิต้านทานกับข่าวสารที่ผิดๆ  (โดยการสะสมความน่าเชื่อถือทีละน้อยๆ แต่อย่างต่อเนื่อง)

2.ต้องหนุนผู้นำชุมชนที่สามารถแก้ไขข่าวสารที่ผิดๆได้ และ

3.ต้องสร้างกลุ่มหรือหน่วยสื่อสารที่เป็นคู่แข่งขึ้นมา (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นฝ่ายรัฐ เพียงแต่เสนอข่าวสารในทางที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและวิถีวัฒนธรรม -- ภาครัฐต้องใจกว้างพอที่จะยอมรับข้อนี้)

ส่วนในระดับยุทธศาสตร์นั้น การต่อต้านความไม่สงบต้อง "แยกประเภท (disaggregate)" ฝ่ายตรงข้ามอย่างระมัดระวัง เพราะมวลชนมีหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มที่ก่อความไม่สงบมีฐานมวลชนที่มีข้อคับแค้น (Grievances) แตกต่างกัน การที่จะเหมารวมเป็นกลุ่มเดียวจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลับผนึกกำลังกันต่อต้าน กลายเป็นขบวนการที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่เจตนา ในขณะที่ถ้าแยกแยะข้อคับแค้นของแต่ละกลุ่ม และคลี่คลายไปตามเงื่อนไขและบริบทที่ต่างกัน จะทำให้ขบวนการไม่ลุกลามและมีโอกาสที่จะแก้ไขตกลงกันได้ง่ายขึ้น

ยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งเดวิด คิลคัลเลน เรียกว่า "ยุทธศาสตร์การแยกประเภท (Disaggregation Strategy)" ควรจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการต่อต้านความไม่สงบในอนาคต  เช่นเดียวกับในยุคสงครามเย็น ซึ่งโลกตะวันตกใช้ยุทธศาสตร์จำกัดเขต (Containment Strategy) ในการจัดการกับสหภาพโซเวียตและโลกคอมมิวนิสต์อย่างได้ผล

          ในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์แยกประเภท จะต้องมองฝ่ายตรงข้ามในนิยามที่แคบที่สุด (define the enemy in narrow terms) เช่น ไม่เหมารวมว่าผู้ก่อความไม่สงบเป็นพวก "มุสลิมหัวรุนแรง" (หรือเป็น "กลุ่มแบ่งแยกดินแดน" ในกรณีของภาคใต้) เหมือนกันหมด เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการตกหลุมพรางของฝ่ายตรงข้าม ที่ต้องการชูวิสัยทัศน์ร่วมกัน (และสุดโต่ง) อยู่แล้ว  ซึ่งหมายความว่าฝ่ายต่อต้านความไม่สงบ "... จะต้องต่อต้านด้วยการมุ่งให้ความปลอดภัยกับประชาชนในพื้นที่ และโดยการทำตัวเองให้เป็นหน่วยเรียนรู้ (Learning Organizations) ปรับวิธีการให้ทันกับผู้ก่อความไม่สงบ .... สิ่งแรกที่กำลังพลจะต้องทำคือทำความรู้จักกับพื้นที่ รู้จักคน รู้จักประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ หมู่บ้าน ถนน ของพื้นที่ ทำความคุ้นเคยกับประชาชน ผู้นำชุมชน และเข้าใจความรู้สึกคับแค้นเก่าๆ ที่มีอยู่ ..." (จากคู่มือเล่มใหม่ของกองทัพสหรัฐซึ่งเพิ่งออกเมื่อเดือนธันวาคม 2006)

          ความรู้สำคัญที่จะต่อต้านและจำกัดวงของขบวนการก่อความไม่สงบเหล่านี้ได้ก็คือ ความรู้ทางวัฒนธรรม (Cultural Knowledge) โดยเฉพาะด้วยวิธีการทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เพราะขบวนการเหล่านี้ปฏิบัติการอยู่บนเครือข่ายเครือญาติ เพื่อนฝูงและคนรู้จัก ดังที่กล่าวแล้ว ดังนั้น ฝ่ายต่อต้านความไม่สงบต้องเข้าใจเครือข่ายทางสังคมเหล่านี้ และหนุนให้เกิดเครือข่ายที่เชื่อถือได้ในชุมชน เช่นมัสยิด กลุ่มอาชีพ และกลุ่มแรงงาน รวมทั้งสนับสนุนผู้นำชุมชนตามระบบสังคมเดิมให้มีบทบาทมากขึ้น

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวอย่างที่มีมายาวนานที่สุดก็คือในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีความขัดแย้งมาเป็นเวลากว่า 800 ปีแล้ว  ในกรณีนี้ ก็พบเช่นเดียวกันว่ากลุ่มก่อความไม่สงบมีความเชื่อมโยงกันในเครือญาติและเพื่อนฝูง โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญกลับเป็นพวกที่มีการศึกษาดี มีงานทำ ไม่ใช่วัยรุ่นหัวรุนแรงแต่อย่างใด และสถานการณ์ที่ยืดเยื้อยาวนานนี้ถูกหล่อเลี้ยงโดยเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมที่เล่าสืบทอดกันมาหลายสิบชั่วคน

          ภาครัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง "เข้าใจ" กลุ่มก่อความไม่สงบ เพราะสนามต่อสู้ในเรื่องความไม่สงบนี้เป็นสนามต่อสู้ทางข่าวสารในระดับท้องถิ่น ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ภูมิประเทศเชิงมนุษย์ (human terrain)" ก็ไม่สามารถแก้ไขหรือต่อต้านความไม่สงบได้ และงานนี้เป็นงานยาว ซึ่งกิจกรรมหลายอย่างต้องไปด้วยกัน ได้แก่ สงครามนอกแบบระยะยาว การต่อต้านการก่อการร้าย การต่อต้านความไม่สงบ และการฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพ (long-duration unconventional warfare, counterterrorism, counterinsurgency, and stabilization and reconstruction)

          การลงทุนของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาก็ต้องทุ่มเทมาทางสังคมมากขึ้นแทนที่จะเน้นทางการทหารเป็นหลัก ในกรณีของอิรักและอัฟกานิสถาน มีผู้ประมาณว่ารัฐบาลสหรัฐใช้เงินประมาณร้อยละ 1.4 เท่านั้นในกิจการพลเรือน ส่วนที่เหลือนั้นเป็นค่าใช้จ่ายด้านกำลังทหาร ยุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุง ทั้งๆ ที่ตามหลักการต่อต้านความไม่สงบนั้น ควรจะต้องลงทุนประมาณร้อยละ 80 ในกิจกรรมทางพลเรือน

          ยุทธศาสตร์เช่นนี้ต้องคงอยู่ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะการเปลี่ยนมุมมองจากการปราบปรามเป็นการต่อต้านความไม่สงบต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงแนวคิด เจตคติ โครงสร้างการบริหาร และระบบงบประมาณ จึงต้องใช้เวลามาก และเป็นการยากที่จะเปลี่ยนจากภายในตัวระบบเอง แต่ก็ต้องสื่อสารยุทธศาสตร์นี้กับผู้บริหารนโยบายอย่างอดทนและต่อเนื่อง เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนแปลงความคิดให้พร้อมที่จะรับกับแนวคิดใหม่ได้ในจังหวะที่เหมาะสม
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #207 เมื่อ: 24-02-2008, 19:32 »



ได้ข่าวว่า นายกฯสมัครคุยกับทางทหาร จะเอาทหารช่างไปทำถนนแทนผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน..

รอข่าวยืนยันเป็นทางการกันต่อไปครับ
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #208 เมื่อ: 25-02-2008, 15:47 »



ชื่อเรื่อง   Samak to deploy army engineers to build four-lane roads deep South
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   The Nation
 คอลัมน์ข่าว   Breaking News
 URL   http://www.nationweekend.com/breakingnews/read.php?newsid=30066275
 เนื้อหา  Prime Minister Samak Sundaravej told his TV audience that he would deploy army engineers to build four-lane roads in Yala and other southern border provinces.

An audience called into his Samak's Talk programme to ask him what he would do now that private construction firms dared not resume the constructions of roads in southern border provinces.

Samak said he had talked to the army commander-in-chief who agreed to deploy army engineers to continue the constructions.

"I hereby promise that the four-land road construction in Yala will be complete," Samak said.
 
 วันที่เผยแพร่  25 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  25 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #209 เมื่อ: 25-02-2008, 15:49 »



ชื่อเรื่อง    ชมพู่รุก2แผนฟื้นศก.ใต้ ผุดอุตสาหกรรมทหาร ตัดถนน4เลนที่ยะลา
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวการเมือง
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=97086
 เนื้อหา  เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบคำถามจากทางบ้านในรายการ"สนทนาประสาสมัคร"ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง11 กรมประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเหตุไม่สงบในชายแดนภาคใต้ โดยยืนยันว่า นโยบายรัฐบาลไม่มีเรื่องการตั้งเขตปกครองพิเศษใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วนปัญหานักธุรกิจไม่กล้าไปลงทุนในชายแดนภาคใต้นั้น นายกฯกล่าวว่า มีเอกชนประมูลการสร้างถนน 4เลนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ที่ จ.ยะลา ปรากฎว่าเอกชนที่ประมูลได้ ไม่กล้าที่จะลงไปทำ จึงพูดกับผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)และเห็นตรงกันว่า เมื่อเอกชนไม่กล้าลงไปทำก็ส่งทหารช่างลงไปทำ ท่าน ผบ.ทบ.ก็เห็นด้วย รวมทั้ง จะสร้างอุตสาหกรรมทหารในจังวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยให้ทหารลง 51เปอร์เซ็นต์และ เอกชนลง 49เปอร์เซ็นต์ ยืนยันว่า จ.ยะลาจะต้องมีถนน 4เลน

ด้าน พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการข่าวสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.)ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า จากเหตุการณ์คนร้ายวางระเบิดในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เมื่อวันที่ 22กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น หลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวลถึงความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดเหตุร้ายดังกล่าวขึ้นอีก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มการลาดตระเวนป้องกันโดยรอบและป้องปรามการลักลอบก่อเหตุร้ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบและได้ถูกดำเนินคดีไปแล้ว แต่ระยะนี้มีองค์กรนักศึกษาจากภายนอก ทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง เข้ามาเคลื่อนไหวและกดดันให้องค์กรนักศึกษาสร้างพลังในการต่อรองกับคณะผู้บริหารและคณาจารย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการใช้จุดเปราะบางมาเป็นเครื่องมือตอบโต้การทำงาน ซึ่งหากมีผู้ให้เบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ก็จะสามารถจับกุมตัวได้อย่างแน่นอนและเชื่อว่าจะสาวถึงตัวผู้บงการได้

ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ ช่วงเช้าวันเดียวกัน กำลังตำรวจและทหา กว่า 100นาย ร่วมกันนำตัว นายรอนิง เจ๊ะยอ อายุ 30ปี แกนนำกลุ่มอาร์เคเค มาสอบปากคำโดยรับสารภาพว่า ร่วมกับพวกก่อเหตุป่วนใต้ในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาสและพื้นที่ใกล้เคียงมานับครั้งไม่ถ้วน นอกจากนั้นยังเป็นหนึ่งในคนร้ายที่ร่วมปล้นปืนในค่ายหน่วยทหารพัฒนาที่12 บ้านบาลูกายาอิง ม.12 อ.สุคิริน รวมถึงปล้นปืนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.)วางเพลิงสถานที่ราชการ โดยล่าสุดก่อเหตุใช้อาวุธสงครามยิงใส่รถลาดตระเวนสายตรวจตำรวจสุคิริน จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัว ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันประชาชนและญาติของผู้เสียชีวิต จากการก่อเหตุเข้ามาลุมทำร้ายร่างกาย 
 วันที่เผยแพร่  25 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  25 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #210 เมื่อ: 25-02-2008, 15:56 »



อ่านข่าวบางกอกโพสต์แล้ว เป็นคอลัมน์ข่าวแห้ง เขียนล่วงหน้า

นายกฯ ควรให้สือประเภทนี้เสนอแนะแนวทางแก้ไข ไม่ควรไปเขียนผ่านสื่อ

เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวระหว่างประเทศครับ
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #211 เมื่อ: 25-02-2008, 20:46 »



ถ้าหากมีความรวดเร็ว แม่นยำ เด็ดขาด และยุติธรรม

ความรุนแรงก็จะอยู่ในวงจำกัด  สรุปว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพคนที่เกี่ยวข้อง


                                                                                                   
วิวาทะความรุนแรงที่ชายแดนใต้ 
ระหว่างเยาวชนนักต่อสู้ที่ไม่ปฏิเสธความรุนแรงกับเยาวชนนักสันติวิธี *
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=221
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #212 เมื่อ: 26-02-2008, 18:32 »



ชื่อเรื่อง   สิทธิของภรรยา-บุตรตาม กม.อิสลาม
 ผู้เขียน   สายสะพาย
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น การศึกษา : คอลัมน์ ข้าราษฎร
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu21260251&day=2008-02-26§ionid=0107
 เนื้อหา  แม้มีบัญญัติกฎหมายครอบครัวเป็นการเฉพาะสำหรับผู้ที่นับถืออิสลามซึ่งมีภรรยาได้หลายคน แต่ก็มีปัญหาเมื่อต้องนำไปปรับใช้กับกฎหมายอื่น

กรมบัญชีกลางหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 120/2551) สรุปความได้ว่า ด.ต.บุญธรรม ข้าราชการตำรวจถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 โดยมีทายาท ได้แก่ มารดา ภริยาคนที่ 1 ภริยาคนที่ 2 ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ และบุตรซึ่งเกิดจากภริยาคนที่ 1 อีก 3 คน โดย ด.ต.บุญธรรมสมรสกับภริยาคนที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สมรสกับภริยาคนที่ 2 ตามกฎหมายอิสลามจดทะเบียนสมรส ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี

แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 บัญญัติให้จ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้แก่ บุตร สามีหรือภริยา และบิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ ประกอบกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ก็ไม่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า หญิงที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายอิสลามจะมีฐานะเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่

จึงมีปัญหาว่า บุคคลใดจะมีฐานะเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของ ด.ต.บุญธรรมและกรมบัญชีกลางจะต้องจ่ายบำเหน็จตกทอด

ในส่วนของภริยาให้แก่บุคคลใด จึงจะถูกต้อง

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) พิจารณาข้อหารือดังกล่าว สรุปว่า กรมการปกครองให้แนวทางปฏิบัติแก่นายทะเบียนตาม พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 ว่า หากจะให้การสมรสตามหลักอิสลามเป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องยื่นขอจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนแก่หญิงคนใดคนหนึ่งในจำนวน 4 คน ตามที่ชายผู้นับถือศาสนาอิสลามเลือก

คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า

ประเด็นที่หนึ่ง พระคัมภีร์กุรอานกำหนดหลักเกณฑ์หรือวิธีการในการสมรสระหว่างผู้นับถือศาสนาอิสลามไว้และ ด.ต.บุญธรรมสมรสกับภริยาคนที่ 2 โดยมีหนังสือรับรองการสมรสตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ย่อมถือว่าเป็นการสมรสที่ชอบด้วยบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม แต่หนังสือรับรองดังกล่าวยังไม่ถือว่า เป็นการจดทะเบียนสมรสตามมาตรา 1457 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ และ พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว จึงเป็นการจดทะเบียนสมรสไม่ชอบด้วยกำหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ

ประเด็นที่สอง เรื่องการจ่ายบำเหน็จตกทอดและบำนาญพิเศษ นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมบัญชีกลางที่จะต้องพิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการกำหนดไว้ ซึ่งคำว่า "ภริยา" มาตรา48 (2) มีความหมายว่า ภริยาที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งฯเท่านั้น

ประเด็นที่สาม สิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดและบำนาญพิเศษในฐานะบุตรย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทนิยามคำว่า "ทายาทผู้มีสิทธิ" ตามมาตรา 4 และมาตรา 48(1) แห่ง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
 
 วันที่เผยแพร่  26 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  26 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #213 เมื่อ: 26-02-2008, 19:31 »



ขอบคุณพี่คิวครับ  สำหรับ คห.ที่ 212

อยากจะอ่านทุกๆกระทู้แหละครับ 

แต่อ่านมากๆแล้ว  ตามันแสบครับ  พี่คิวสู้ๆๆๆๆๆ
 
บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #214 เมื่อ: 28-02-2008, 15:57 »

ชื่อเรื่อง   เล็งตั้งม.สตูล-รับม.6เรียนต่อในพื้นที่
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ข่าวสด
 คอลัมน์ข่าว   การศึกษา
 URL   http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdNakk0TURJMU1RPT0=§ionid=TURNeE5RPT0=&day=TWpBd09DMHdNaTB5T0E9PQ==
 เนื้อหา  นายอดินันท์ ปากบารา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล กล่าวว่า จ.สตูล มีนักเรียนที่จบระดับมัธยมการศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษาละไม่ต่ำกว่า 3,000 คน แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ ทำให้เด็กเหล่านี้ต้องออกไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างพื้นที่ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ตนจึงได้ประสานงานกับศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อขอความสนับสนุนจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาขึ้นใน จ.สตูล และคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะมีสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงและสนใจเข้าสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดสอนสาขาวิชาต่างๆ ที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่

"ขณะนี้ได้หารือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยสตูลขึ้นในอนาคต ส่วนสาขาที่ต้องการให้เปิดสอนเป็นพิเศษได้แก่ สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม การนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากพื้นที่ จ.สตูล เป็นเขตการค้าทางทะเล และการประมง การแปรรูปน้ำมันปาล์มและยางพารา อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดสถาบันอุดมศึกษาประมาณ 6-8 เดือน แต่หากสามารถเปิดสถาบันอุดมศึกษาใน จ.สตูลได้ เชื่อว่าประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพฯ จะส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาที่จำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสงบและมีศักยภาพในการพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมาก" นายอดินันท์ กล่าว
 
 วันที่เผยแพร่  28 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  28 ก.พ. 2551

""""


 ชื่อเรื่อง  วสิษฐลง3จว.ใต้ สู้คดีหมิ่นเสรี
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ข่าวสด
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOVEk0TURJMU1RPT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09DMHdNaTB5T0E9PQ==
 เนื้อหา  ที่โรงพักปะนาเระ เผยเขียนเสนอแนะ ให้ดูแลตร.เสี่ยงภัย



มอบตัวสู้คดี"เสรีพิศุทธ์"แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทที่โรงพักปะนาเระ ปัตตานี เหตุเพราะเขียนบทความเสนอแนะเรื่องสวัสดิการในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ 3 จังหวัดใต้ที่โดนระเบิด อดีตรองอ.ตร. ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากปัตตานีว่า เมื่อวันที่ 27 ก.พ. พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อายุ 76 ปี อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ พร้อมด้วยทนายความ เดินทางมามอบตัวสู้คดีต่อพ.ต.ท.สมศักดิ์ สังข์น้อย พนักงานสอบสวน สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยมีพ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา ผกก.สภ.ปะนาเระ ร่วมอำนวยความสะดวก และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)ติดตามดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง

พล.ต.อ.วสิษฐ ถูกกล่าวหาว่า เขียนบทความเรื่อง"ตำรวจเจ็บและตายความสูญเสียที่อาจบรรเทาได้" และบทความ"เงินเขาหรือเงินเรา"ลงหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 และ 20 ธันวาคม 2550 ซึ่งพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. มอบหมายให้พ.ต.อ.สุรศักดิ์ รมยานนท์ แจ้งความร้องทุกข์ไว้กับพนักงานสอบสวนสภ.ปะนาเระ เมื่อวันที่ 25 ม.ค.

เมื่อพล.ต.อ.วสิษฐมอบตัวขอต่อสู้คดี พ.ต.ท.สมศักดิ์แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่าหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ และทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งพล.ต.อ.วสิษฐให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงปล่อยตัวโดยไม่ได้ควบคุม

พล.ต.อ.วสิษฐเปิดเผยว่า เขียนบทความมา 30 ปี ทั้งขณะที่เป็นตำรวจและหลังจากเกษียณอายุราชการ โดยวิพากษ์วิจารณ์ ติติงสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงตำรวจระดับเล็กๆ ไม่มีเจตนาให้ใครเสียหาย เช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงเมื่อเดือนพ.ย.2550 ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 นาย ปฏิบัติหน้าที่กู้ระเบิดที่ อ.ปะนาเระ และถูกระเบิดเสียชีวิต จึงเขียนบทความเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ว่าตำรวจที่เสียชีวิตมีเครื่องป้องกันตัวไม่เหมาะสม ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เพราะใช้เสื้อเกราะที่กันกระสุนไม่ใช่ป้องกันระเบิด โดยเสนอแนะว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรดูแลตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยให้ดีขึ้น

พล.ต.อ.วสิษฐกล่าวว่า บทความที่เขียนไปนั้น เน้นที่ตัวเหตุการณ์เป็นหลัก ไม่ว่าเรื่องเกิดขึ้นในยุคผบ.ตร.เป็นคนใดก็จะเขียนเช่นนี้

"สมัยยังเป็นตำรวจ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เรียกผมว่าอาจารย์ ที่ผ่านมาขณะที่มีการประชุมปฏิรูปตำรวจ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ มีการนำเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาตำรวจ ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกัน แต่ก็เป็นเรื่องต่างความคิด ก็ไม่เป็นไร คดีนี้ขอปฏิเสธข้อกล่าวหา และขอต่อสู้คดี" อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าว เวลาประมาณ 12.00 น. พล.ต.อ.วสิษฐเดินทางกลับ โดยมีตชด.และตำรวจ สภ.ปะนาเระ ติดตามดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง
 
 วันที่เผยแพร่  28 ก.พ. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  28 ก.พ. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #215 เมื่อ: 29-02-2008, 18:56 »



แก้ปัญหาใต้ ต้องไม่เอาทหารกับตำรวจการเมือง

ตลอดจนการเมืองของพรรคเก่าแก่ไปยุ่งเกี่ยว

สถานการณ์ดีขึ้นเป็นลำดับครับ.
.

ระวังเรื่องชักนำหรือพวกพยายามเป็นประเด็นกับต่างปรเทศนิดนึง
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #216 เมื่อ: 01-03-2008, 00:55 »



ผมเสนอว่า ควรตั้งด่านตรวจรถเป็นระยะ ในเขตพื้นทีเกิดเหตุ ที่ไม่ต้องใช้คนเฝ้า

ใช้ระบบอัตโนมัติ และกล้องวงจรปิด ยี่สิบสี่ชั่วโมงช่วยครับ ภาพวจรปิดสามารถนำมาวิเคราะห์ย้อนหลังได้..
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #217 เมื่อ: 04-03-2008, 06:15 »

ล่าสุด คุณเฉลิม มท.1 ขอคำแนะนำจากประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้แล้วนะครับ 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เหลิม” หนุนเปิดบ่อนเสรีอ้างแนวคิด “หมัก” อินเตอร์
โดย ผู้จัดการออนไลน์    3 มีนาคม 2551 13:04 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000026220
   
       “เหลิม” หนุน “หมัก” เปิดบ่อนเสรี ระบุมีข้อมูลในมืออยู่แล้วพร้อมดำเนินการทันทีหากได้รับมอบหมาย อ้างเป็นแนวคิดอินเตอร์ ระบุแม้แต่ประเทศเคร่งศาสนาอย่างมาเลย์ยังมีบ่อนการพนัน
       
       วันนี้ (3 มี.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวสนับสนุนแนวคิดของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะให้เปิดบ่อนเสรี และพร้อมจะดำเนินการหากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทำเพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว และนักวิชาการส่วนหนึ่งก็ได้ทำวิจัยเรื่องนี้ไว้ แต่เวลานี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มอบหมาย ส่วนข้อคัดค้านจากนักวิชาการที่เห็นว่าขัดต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียง เห็นว่าเป็นธรรมชาติของสังคมไทย หากมีการทำความเข้าใจก็สามารถเดินหน้าไปได้ เช่น มาเลเซีย เป็นประเทศที่เคร่งศาสนา แต่ก็ยังทำได้
       
       “ผมขอบอกว่า แนวคิดของนายสมัครเป็นแนวคิดที่ International และผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ใครคัดค้าน เราจะต้องเร่งทำความเข้าใจ อาจจะใช้วิธีจัดโซนนิ่ง หรือเน้นสำหรับนักท่องเที่ยว และจำกัดผู้เล่นที่เป็นคนไทย ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือก ก่อนที่จะดำเนินการก็น่าจะทำประชาพิจารณ์ทั้งประเทศ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
       
       ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งให้ใครรับผิดชอบโดยตรง ที่ผ่านมาการแก้ปัญหายาเสพติดมีการตั้งผู้รับผิดชอบ 3 แนวทาง คือ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงเป็นประธาน และให้รัฐมนตรีมหาดไทยเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ยังไม่มีการแต่งตั้งใคร กระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ และขอปฏิเสธอีกครั้งว่าไม่มีนโยบายฆ่าตัดตอน
       
       นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาภาคใต้ว่า ภายในวันนี้ (3 มี.ค.) จะส่งหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อขอข้อมูลในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ในฐานะที่มี ส.ส.ในพื้นที่จำนวนมาก และพร้อมตอบรับคำเชิญ หากจะให้ไปพบปะพูดคุยที่พรรคประชาธิปัตย์ หรือที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าไม่สะดวกจะส่งเป็นหนังสือ หรือข้อมูลกลับมาก็ยินดี โดยจะนำสิ่งที่ได้มาเป็นข้อมูลในการปรับปรุงการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ทั้งในมุมมองของผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ในฐานะนายกรัฐมนตรีเงา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเงาด้วย
       
       ด้าน นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดของนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ที่จะทำให้การพนันถูกต้องตามกฎหมาย ว่า รัฐบาลมีหน้าที่ริเริ่มความคิดใหม่ๆ ที่ประชาชนอาจสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนก็ได้ ซึ่งเชื่อว่าแนวคิดดังกล่าวมีคนสนใจ แต่การจะดำเนินการตามนโยบายได้ยังมีอีกหลายขั้นตอน ต้องมีการสอบถามความคิดเห็น เพราะการพนันเป็นดาบสองคม ต้องพิจารณาถึงผลกระทบ ต้องมีการศึกษา ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือในเรื่องดังกล่าว
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #218 เมื่อ: 06-03-2008, 01:45 »



ขำปชป. รอรายงานจากลูกพรรคต่อไป.  
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #219 เมื่อ: 06-03-2008, 23:37 »



 ชื่อเรื่อง  สธ.จับมือกก.อิสลาม5จว.ใต้ ลุยจัดระเบียบมัสยิด-ปอเนาะ
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวภูมิภาค
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=98620
 เนื้อหา  สตูล:ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสตูล สำนักตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 18 และ 19 ร่วมกับศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชายแดนใต้ จัดทำโครงการพัฒนาศาสนสถาน 5 จังหวัดชายแดนใต้ขึ้น โดยมีผู้นำศาสนา โต๊ะอิหม่าม คอเต็บบิหลั่น ผู้บริหารปอเนาะจ.สตูล เข้าร่วมกว่า 400 คน

 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต18และ19 กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการจัดงานโครงการพัฒนาศาสนสถาน 5 จังหวัดชายแดนใต้ว่า เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์และตัวชี้วัดการพัฒนาสุขภาพจังหวัดชายแดนใต้ ในด้านการพัฒนาสุขภาพโดยการมีส่วนร่วมและใช้วิถีชุมชนพัฒนาให้มัสยิดและปอเนาะได้มาตรฐานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมสุขภาพ เนื่องจากมุสลิมชายแดนใต้จะมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับมัสยิดและใช้ปอเนาะเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านศาสนา เนื่องจากมัสยิดและปอเนาะยังเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมของชุมชน บริการทางการศึกษาแก่ชุมชนทั้งระดับพื้นฐานและวิทยาการอิสลามชั้นสูง จึงต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดีตามไปด้วย
 วันที่เผยแพร่  6 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  6 มี.ค. 2551
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #220 เมื่อ: 07-03-2008, 05:29 »

มีข่าว ปชป. ไปร่วมหารือกับ รมว.มหาดไทย เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำ
เกี่ยวกับการแก้ปัญหาไฟใต้ ตามคำเชิญของคุณเฉลิม แล้วนะครับ 

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000028106
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปชป.วัดใจ “เหลิม” ป้อนข้อมูลดับไฟใต้ เตือนระวังปาก
โดย ผู้จัดการออนไลน์    6 มีนาคม 2551 18:57 น.
   
       “อภิสิทธิ์” แนะ “เหลิม” ใช้การเมืองเป็นตัวนำ พร้อมออกกฎหมาย สบ.ชต.ดับไฟใต้ ยืนยัน ปชป.
พร้อมยกมือหนุนกฎหมายในสภา ด้าน “เฉลิม” ยอมรับต้องเร่งแก้ปัญหาเอกภาพด่วน
       
       วันนี้ (6 มี.ค.) ภายหลังใช้เวลาหารือนานร่วมชั่วโมงครึ่ง นายอภิสิทธิ์ แถลงว่า การหารือครั้งนี้เป็นการแสดงเจตนา
ว่า รมว.มหาดไทย จะทำงานและรับฟังฝ่ายค้าน ส่วนจะสำเร็จแค่ไหนฝ่ายค้านก็จะติดตามการทำงานต่อไป เพราะเราพร้อม
ที่จะให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การพบกันวันนี้เป็นการหารือในภาพรวม ส่วนในรายละเอียดของปัญหา
เงื่อนไขต่างๆ คงต้องมีการพูดคุยกับ ส.ส.ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง เรื่องที่เห็นตรงกัน คือ การยึดแนวทาง
เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่สิ่งสำคัญ คือ การอำนวยความยุติธรรมในทุกด้าน
ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาของภาครัฐ นโยบายความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา
       
       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้เสนอแก้ไขด้วยการใช้การเมืองเป็นตัวนำ โดยการเสนอกฎหมายสำนักงานบริหารราชการ
จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สบ.ชต.) ซึ่งมีโครงสร้างที่มีความเป็นเอกภาพ ครอบคลุมการทำงานทุกหน่วยงาน โดยให้การเมือง
เป็นผู้รับผิดชอบ ทาง ร.ต.อ.เฉลิม ก็เห็นว่า ถ้ายังใช้โครงสร้างเดิมมาแก้ปัญหา ความเป็นเอกภาพก็จะไม่เกิดขึ้น โดยให้
ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตัวแทนของรัฐบาลในการผลักดันแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้
อยู่ที่รัฐบาลมีความกล้าพอที่จะทำเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ยังถามว่า หากรัฐบาลเป็นผู้เสนอกฎหมาย
ทางพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนหรือไม่นั้น ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ ก็ระบุว่า หากเป็นกฎมหายที่เป็นหลักการเดียวกัน
เราก็ไม่ขัดข้อง พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่
       
       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ และ รมว.มหาดไทย เห็นตรงกันเรื่องการเยียวยา และสร้างขวัญกำลังใจ
ให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยจะต้องมีการเพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัย และสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้
เรื่องการตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พรรคเห็นว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ โดยต้องเริ่มจากการให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้
และต่อยอดให้กับประชาชน รวมถึงต้องส่งเสริมประชาชนเรื่องการศึกษาด้วย นอกจากนี้ พรรคเสนอให้มีการทำโครงการ
ขนาดใหญ่ โดยการสร้างสะพานเศรษฐกิจ เชื่อมระหว่างจังหวัดบริเวณสงขลา และสตูล ระหว่างฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย
       
       ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า เรายังเห็นตรงกันว่า ต้องหลีกเลี่ยงการสร้างความรุนแรงนอกกฎหมายที่อยู่ในพื้นที่
ซึ่งพรรคจะติดตามว่าการปฏิบัติงานในพื้นที่จะตอบรับมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งตนยังได้แนะนำร.ต.อ.เฉลิมถึงการ
ให้สัมภาษณ์ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพา ะรมว.มหาดไทย เท่านั้น แต่ยังรวมถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีด้วย
เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องให้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะการพูดอะไรอาจเป็นปัญหาได้
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #221 เมื่อ: 07-03-2008, 13:19 »



ชื่อเรื่อง   จับ8แนวร่วมโจร บึมนอภ.-เผาร.ร.
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   ไทยรัฐ
 คอลัมน์ข่าว   หนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันนี้
 URL   http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=81501
 เนื้อหา  เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 มี.ค. ที่ บก.ภ.จ.ปัตตานี นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผวจ.ปัตตานี พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พล.ต.ธวัชชัย สมุทรสาคร ผบ.ฉก.2 ปัตตานี ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงและคดียา เสพติด โดยจับกุมนายมะดาลี หะยีตาแยะ อายุ 42 ปี นายมะเฟาซี เปาะสา อายุ 25 ปี ทั้งสองอยู่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ข้อหาร่วมกันวางระเบิดคณะของนายวิรัช ประเศรษโฐ นอภ.มายอ จนบาดเจ็บสาหัสและมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา 
นอกจากนี้ ยังจับกุมนายซำซุดดิน แมฮะ อายุ 28 ปี อยู่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ผู้ต้องหายิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปะนาเระ และนายณรงค์ ดีบุญธรรม นักศึกษาเทคนิคปัตตานีเสียชีวิตทั้ง 2 ราย และลอบเผาโรงเรียนเสียหาย ส่วนคดียาเสพติดจับกุมนายซอปัน มะแอ อายุ 24 ปี นางแม่ม สาเหาะ อายุ 46 ปี นายยาวาวี รีเด็ง อายุ 27 ปี นายหามะ มะเด็ง อายุ 60 ปี และนายภักดี พูนมาก อายุ 24 ปี พร้อมของกลางยาบ้า ใบกระท่อมและอุปกรณ์การผลิตน้ำใบกระท่อม โดยเชื่อว่ามีส่วนพัวพันกับกลุ่มโจรใต้ด้วย 


ส่วนกรณีโจรใต้วางระเบิดตลาดนัดปาลัส หมู่ 1 ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ ด.ต.ประเทือง สุวรรณสงเคราะห์ ผบ.หมู่ สภ.ปะนาเระ เสียชีวิต และ ด.ต.พงษ์เทพ ยกประสพรัตน์ บาดเจ็บสาหัส ภายหลังปรากฏว่า ด.ต.พงษ์เทพได้เสียชีวิตลงอีกรายเมื่อกลางดึกวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่วัดนพวงศาราม อ.เมืองปัตตานี พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ ด.ต.ประเทือง กับ ด.ต.พงษ์เทพ ท่ามกลางความเศร้าสลดของญาติและเพื่อนตำรวจจำนวนมาก พร้อมกันนี้ นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผวจ.ปัตตานี ได้มอบเงินเยียวยาเบื้องต้นให้กับ 2 ครอบครัว และ พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ได้มอบเงินส่วนตัวให้จำนวนหนึ่งเช่นกัน 

ขณะเดียวกันนายวินัย ครุวรรณวัฒน์ รอง ผวจ. ปัตตานี เดินทางตรวจเยี่ยมโรงเรียนในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ตามโครงการพบเด็กนักเรียนหน้าเสาธงยามเช้าเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและรับทราบถึงปัญหาความต้องการของครู นักเรียนในพื้นที่ โดยได้กำชับให้แต่ละโรงเรียนมีการจัดการสอบให้ทันกับที่เขตการศึกษาได้กำหนดไว้พร้อมกันทุกโรงเรียนเพื่อง่ายต่อการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

 ที่ จ.นราธิวาส พ.ต.อ.ชาญ วิมลศรี รอง ผบก.ภ.จ. นราธิวาส พร้อมกำลัง คุมตัว 3 สมาชิกกลุ่มอาร์เคเค คือ นายมามะรอซือดี วาเด็ง ผู้ช่วยครูฝึกอาร์เคเค นายรุสตัน วาเด็ง น้องชาย และนายไซดง ดอเลาะ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่โรงเรียนอิสลามบูรพา สถานที่ฝึกสมาชิก โรงเรียนบ้านตะโล๊ะแน็ง หมู่ 4 ต.บางปอ ที่ลอบวางเพลิง เป็นต้น หลังทำแผน นายมามะรอซือดี กับนายรุสตัน ได้ทำพิธีขอขมา นายเนื่อง น้อยเอียด ผอ.โรงเรียนบ้านตะโล๊ะแน็งและคณะครู ที่ทั้ง 2 คน เป็นศิษย์เก่า และที่ จ.ยะลา นายธีระ มินทราศักดิ์ ผวจ.ยะลา และคณะนายกเหล่ากาชาดจังหวัดไปเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้ ส.ต.อ.สถาพร แก้วสีขาว กับ ส.ต.ต.ชัยวัฒน์ ชัยวี สังกัด สภ.ต.จ๊ะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา ที่ถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บรักษาตัวที่ รพ.ศูนย์ยะลา 

ที่ห้องประชุมวิปฝ่ายค้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย และคณะ เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยก่อนการหารือ ร.ต.อ.เฉลิมได้มอบช่อกุหลาบสีขาวเพื่อแสดงความยินดีที่นายอภิสิทธิ์ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมกันนี้ ร.ต.อ.เฉลิมได้กล่าวชื่มชมว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนมีวิสัยทัศน์ มีความรู้ ความสามารถ รวมทั้งจะมาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนไม่ได้มาในฐานะนักการเมือง แต่มาในฐานะ รมว.มหาดไทย

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กับ ร.ต.อ.เฉลิม ได้หารือนอกรอบ สักพักก็ออกมาร่วมหารือกับคณะที่ห้องประชุมวิป ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวก่อนการหารือว่า การแก้ปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนไทยทั้งประเทศและเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่วันที่อภิปรายในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เรื่องนี้ต้องไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ส.ของพรรคจะให้ความร่วมมือเต็มที่ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี 

หลังการหารือ นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ได้เสนอแก้ไขด้วยการเมืองเป็นตัวนำ โดยการเสนอ กฎหมายสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้(สบ.ชต.) ซึ่งมีโครงสร้างที่มีความเป็นเอกภาพ ครอบคลุมการทำงานทุกหน่วยงาน ให้การเมืองเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งร.ต.อ.เฉลิมก็เห็นว่า ถ้ายังใช้โครงสร้างเดิมมาแก้ปัญหา ความเป็นเอกภาพก็จะไม่เกิดขึ้น ร.ต.อ.เฉลิมจะเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการผลักดันแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้อยู่ที่รัฐบาลมีความกล้าพอที่จะทำเรื่องนี้หรือไม่   เราสนับสนุนเต็มที่นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์และ รมว.มหาดไทยเห็นตรงกันเรื่องการเยียวยา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยจะต้องมีการเพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัย และสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่ รวมทั้งการตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมกันนี้ยังได้แนะนำ ร.ต.อ.เฉลิมถึงการให้สัมภาษณ์เรื่องภาคใต้ รวมถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

 
 ภาพประกอบ [1]
 
 วันที่เผยแพร่  7 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  7 มี.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #222 เมื่อ: 07-03-2008, 13:23 »



“หมัก” ย้ำไม่มีรุ่นไม่ล้วงโผทหาร อ้างกองทัพว่ากันเอง
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000028325
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 มีนาคม 2551 12:28 น.
 
 
   
นายสมัคร สุนทรเวช
 
 
       “หมัก” ย้ำโผย้ายทหารกลางปีเป็นเรื่องของกองทัพว่ากันเอง ขึ้นกับความรู้ความสามารถ อ้างรัฐบาลไม่เกี่ยวเพราะไม่มีรุ่น โบ้ยถ้าไม่พอใจก็ให้ไปโวยวายกันเอง
       
       วันนี้ (7 มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำสัปดาห์ โดยกล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ โดยเฉพาะนายทหารในกองทัพ ที่มีรายงานว่ามีการโยกย้ายนายทหารที่ใกล้ชิดกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และดันนายทหารเตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลของตัวเองไม่มีรุ่น โดยจะดูที่ความรู้ความสามารถ และยึดความพอใจของกองทัพเอง และหลักเกณฑ์การย้ายก็จะใช้ของกองทัพ หากใครจะโวยวายก็ต้องไปโวยวายที่กองทัพ
       นายสมัคร ย้ำว่า ไม่ได้หารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องการโยกย้ายนายทหารตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
       
       อย่างไรก็ดี ในส่วนการตั้งสหภาพข้าราชการ และเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น
       
       ทั้งนี้มีรายงานว่า สาเหตุการโยกย้าย พล.อ.มนตรี ชมภูจันทร์ พ้นจากตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ซึ่งถือเป็นคนใกล้ชิดของ พล.อ.สนธิ นั้น เนื่องจากไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้บัญชาการทหารบกได้
       
       นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม นายทหารที่มีบทบาทสำคัญในยุค คมช.ก็จะถูกโยกย้ายในครั้งนี้ด้วย

 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #223 เมื่อ: 07-03-2008, 13:37 »



เริ่มต้นปักษ์แรกกพ. สถานการณ์ความรุนแรงไฟใต้ปรับลดลง ขณะที่ยอดเสียชีวิตขยับต่ออยู่ที่ 2,941 ศพ
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=3221&Itemid=47     
วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2008 17:29น. 
โต๊ะข่าวภาคใต้  สถาบันอิศราฯ


ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วง 1 -15 กุมภาพันธ์  2551 ลดจำนวนครั้งของเหตุการณ์เหลือ 43 เหตุการณ์ โดยช่วงปักษ์หลังของเดือนมค.มีจำนวนเหตุร้ายถึง 69 เหตุการณ์ ลดลง 26  เหตุการณ์  ส่วนยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 25 ราย (ยอดเฉลี่ยผู้เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 72 ศพต่อ1 เดือน หรือ 36 ศพต่อ 15 วัน ) บาดเจ็บ 39 ราย  ยอดรวมผู้เสียชีวิตทั้งหมดนับจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อต้นปี 2547 ขยับมาอยู่ที่ 2,941 ศพ               


 
 ตารางเปรียบเทียบครึ่งเดือนหลัง มกราคม และ ครึ่งเดือนแรก กุมภาพันธ์
 

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นทั้งหมด  43 เหตุการณ์ แยกตามพื้นที่ในระดับอำเภอและจังหวัดได้ดังนี้

จังหวัดปัตตานี เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นทั้งหมด จำนวน 17 เหตุการณ์  เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอสายบุรี 4 เหตุการณ์อำเภอยะรังและอำเภอไม้แก่น อำเภอละ  3 เหตุการณ์ อำเภอเมือง อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง อำเภอมายอ  อำเภอหนองจิก อำเภอปะนาเระ และอำเภอทุ่งยางแดงอำเภอละ  1 เหตุการณ์
               
จังหวัดยะลาเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น ทั้งหมดจำนวน 18    เหตุการณ์ เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอรามัน 9 เหตุการณ์  ธารโต 3  เหตุการณ์  อำเภอเมือง อำเภอบันนังสตา และ อำเภอกรงปินัง  อำเภอละ 2 เหตุการณ์   
           
จังหวัดนราธิวาส เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น ทั้งหมดจำนวน
8 เหตุการณ์  เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอระแงะและอำเภอสุไหงโกลก อำเภอละ 3 เหตุการณ์  อำเภอรือเสาะ 2 เหตุการณ์

หากแบ่งตามลักษณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพื้นที่เกิดเหตุได้ดังนี้ 

เหตุการณ์ลอบยิงรายวัน เกิดขึ้นทั้งหมด จำนวน 34 เหตุการณ์แยกเป็นพื้นที่ จังหวัดปัตตานี  13 เหตุการณ์จังหวัดยะลา 13 เหตุการณ์  จังหวัดนราธิวาส 8 เหตุการณ์
               
เหตุลอบวางเพลิง  เกิดขึ้นทั้งหมด จำนวน 1 เหตุการณ์ แยกเป็นพื้นที่
จังหวัดปัตตานี 1 เหตุการณ์ 

เหตุลอบวางระเบิด เกิดขึ้นทั้งหมด จำนวน  8 เหตุการณ์จังหวัดปัตตานี  3 เหตุการณ์ จังหวัดยะลา 5  เหตุการณ์

ด้านเหยื่อความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 64 ราย แบ่งเป็น เสียชีวิต 25 ราย บาดเจ็บ 39 ราย แยก

ตามจังหวัดกลุ่มและอาการของเหยื่อความรุนแรงได้ดังนี้

จังหวัดปัตตานี เหยื่อความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบ จำนวน 30 ราย มีเจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 9  ราย ประชาชน เสียชีวิต 7
ราย บาดเจ็บ 12 ราย  ผู้ก่อความไม่สงบ เสียชีวิต 1 ราย               

จังหวัดยะลา เหยื่อความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบ จำนวน 24 ราย มีเจ้าหน้าที่รัฐ บาดเจ็บ 10 รายประชาชน เสียชีวิต  9 ราย บาดเจ็บ 5
ราย

จังหวัดนราธิวาส เหยื่อความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบ จำนวน 10 ราย  ประชาชนเสียชีวิต 7 รายบาดเจ็บ 2 ราย ผู้ก่อความไม่สงบ บาดเจ็บ 1  ราย 

บางส่วนของเหตุร้ายในช่วงปักษ์แรกเดือนกพ.

เหตุการณ์แรกของเดือนเริ่มต้นในช่วงบ่ายของวันที่ 1 ก.พ. 51 ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนได้ใช้อาวุธปืนสงคราม ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารชุดสันติสุข 504 ขณะที่กำลังเดินทางผ่านถนนสายรามัน – โกตาบารู บ.บาลูกา ม.1 ต.กาลูปัง อ.รามัน จ.ยะลาเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บจำนวน 1 นาย คือส.อ.พงษ์ศักดิ์ มูลลาภกระสุนของคนร้ายถูกเข้าที่บริเวณต้นแขนด้านซ้าย  1 นัดได้รับบาดเจ็บ
               
ต่อมาในเช้าของวันที่2ก.พ.51 ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนได้ลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดร้อย ทพ.4712 ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารพรานจำนวน 15 นาย ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนเส้นทางริมถนนบ้านบาตัน ม.4 ต.ลิดล อ.เมือง จ.ยะลา คนร้ายได้กดระเบิดขึ้นจำนวน 2 ลูก พร้อมๆกัน แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
             
ในช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ก.พ.51ได้เกิดเหตุคนร้ายนำรถจักรยานยนต์ซุกระเบิดแสวงเครื่อง มาจอดทิ้งไว้ที่บริเวณหน้าร้านขวัญนางในเขตเทศบาลตำบลลำใหม่  อ.เมือง จ.ยะลาและได้ทำการกดระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 6 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 ราย และ ประชาชน 3 ราย  ในเวลาไล่เลี่ยของวันเดียวกันในพื้นที่ จ.ปัตตานีได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดคณะกรรมการจังหวัด และนายอำเภอมายอ ขณะเข้าตรวจเยี่ยมและทำพิธีปล่อยพันธุ์ปลาริมคลองชลประทาน ที่โรงเรียนตาดีกาบ้านกระเสาะ ม.2  ต.กระเสาะ อ.มายอ จ.ปัตตานี   แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย บาดเจ็บอีก 10 ราย ซึ่งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ผ่านปกครองและกำนันรวมไปถึงนายวิรัช ประเศรษโฐ นายอำเภอมายอ ได้รับบาดเจ็บสาหัส


ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 6 ก.พ.51ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ ฉก.ปัตตานี 26 ได้ออกปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณศาลเจ้าเล๋าเอี๋ยกงอ.สายบุรี จ.ปัตตานี คนร้ายได้ขับรถจยย. ซึ่งซุกซ่อนวัตถุระเบิดมาจอดทิ้งไว้และทำการจุดระเบิดขึ้น  แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ทหารชุดดังกล่าวเสียชีวิตจำนวน 1 นาย คือ พ.จ.ท.วิโรจน์  ทินสุวรรณและบาดเจ็บ อีก 6 นาย                 
               
ต่อมาในบ่ายของวันที่11ก.พ.51ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนได้ก่อเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ รปภ.ครู ตชด.44 ขณะลาดตระเวนด้วยรถยนต์กระบะของทางราชการ 1 คันและรถจยย. จำนวน 2 คัน
ด้วยกำลังพล 12 นาย  จากเหตุการณ์ทำให้เจ้าหน้าที่ชุดรปภ.ครู  ตชด.44ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นาย                 

ในช่วงเย็นของวันที่ 12 ก.พ.51ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นที่บริเวณพื้นที่ม4 ต.ปากู อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ได้พบกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 7 - 10 คน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้วิ่งหนีพร้อมกับใช้อาวุธปืนพกสั้น ยิงใส่เจ้าหน้าที่จึงได้เกิดการปะทะกันทำให้หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวคือ นายนินิต เลาะลาแม อายุ 22 ปีเป็นคนจาก อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เสียชีวิต จากการตรวจสอบพบว่าผู้ตายมีหมายจับของ สภ.อ.ปะนาเระ ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น
               
เหตุการณ์สุดท้าย เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 14 ก.พ.51 ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนได้อาวุธปืน ยิงประชาชนที่บริเวณทางขึ้นเขาสวนพิธาน ม.1 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะจ.นราธิวาส  ทำให้ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #224 เมื่อ: 07-03-2008, 13:44 »



เสนอแบ่งใต้ตอนล่าง 2 โซนแยกพัฒนาสองด้าน     
วันพุธที่ 5 มีนาคม 2008 16:58น. 
เสนอแยกไต้ตอนล่าง 2 โซน แก้ปัญหาความมั่นคง-เศรษฐกิจ เผยมีโจรใต้กลุ่มใหม่แฝงตัวใช้บัตร กอ.รมน.
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=3266&Itemid=47
 
      นายสุรศักดิ์  มณี  ประธานกลุ่มสองเลใต้ สงขลา พัทลุง สตูล พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า กลุ่มสองเลใต้เตรียมยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง
ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ไปยัง นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้พิจารณา ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติคือ
        กำหนดโซนพื้นที่ทั้ง 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างออกมาสองโซน โดยโซนแรกคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสี่อำเภอชายแดนสงขลา อ.จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ทีมีปัญหาด้านความมั่นคง  ส่วนโซนที่สองคือตั้งแต่ จ.สงขลา สตูล พัทลุงและตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยว
 
 

       นายสุรศักดิ์  กล่าวว่า จุดประสงค์ที่เสนอให้มีการแยกการพัฒนาใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างเนื่องจากมีสภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกัน โดยในพื้นที่สงขลา สตูล พัทลุง และตรังนั้นจะต้องเร่งส่งเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจการค้าและการท่องเที่ยว เป็นหลักเพราะเป็นจุดขาย โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สงขลา นั้นจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น การรณรงค์ให้ส่วนราชการลงมาจัดประชุมสัมมนาที่ จ.สงขลา เป็นต้น
 
       ส่วนในโซนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอชายแดนสงขลาซึ่งมีปัญหาด้านความมั่นคง การพัฒนาต้องเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างออกไป ซึ่งจะต้องเน้นไปในเรื่องของการป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย โดยมีแนวทางปฏิบัติคือตั้งกันชนใน3 พื้นที่ คือ ในจ.สงขลา
ควรมีการตั้งด่านตรวจระหว่างอ.จะนะกับอ.นาทวี  ด่านตรวจระห่างอ.เทพากับอ.สะบ้าย้อย
และในจ.ปัตตานี ควรตั้งด่านตรวจระหว่างอ.โคกโพธิ์กับอ.หนองจิก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และจะเป็นกันชนป้องกันปัญหาทั้งที่เกี่ยวกับความมั่นคง  ยาเสพติด หรือแม้แต่การค้าสินค้าหนีภาษี
 
         นายสุรศักดิ์  กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นและน่าเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้คือ “ปัญหาโจรกลุ่มใหม่” ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4อำเภอชายแดนสงขลา นั่นคือ การที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ออกบัตรให้กับบุคคลต่าง ๆเพื่อทำหน้าที่เป็นสายลับและสายข่าวให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งในหลักการนั้นถือว่าเป็นแนวทางที่ดี แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นดาบสองคม เนื่องจากการออกบัตรไม่แน่ใจว่าจะมีการตรวจสอบประวัติบุคคลหรือไม่ เพราะขณะนี้บัตรดังกล่าวตกไปอยู่ในมือของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเฉพาะผู้ค้ายาเสพติด อย่างกรณีที่ จ.พัทลุง ซึ่งถูกจับได้ขณะลักลอบขนใบกระท่อมและพกบัตรสายข่าวที่ กอ.รมน.ภาค 4 ออกให้ รวมทั้งกรณียิงเจ้าหน้าที่อนามัย ที่ ต.บ่ออิฐ จ.สงขลา ผู้ต้องหาก็มีบัตรสายข่าวของ กอ.รมน.ภาค 4 และมีอีกหลายคดีที่ถูกจับกุมและใช้บัตรสายข่าวออกมาอวดอ้าง เฉพาะในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย
อำเภอเดียวมีผู้พกบัตรดังกล่าวกว่า 1 พันใบ  จึงอยากเรียกร้องไปยังนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงกลาโหม ให้ช่วยตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ และทางที่ดีควรประกาศยกเลิกบัตรเก่าที่ออกไปทั้งหมด เพื่อสกรีนและออกบัตรใหม่ให้เฉพาะบุคคลที่ไม่มีประวัติพัวพันกับสิ่งผิดกฎหมาย 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #225 เมื่อ: 08-03-2008, 19:57 »


ชื่อเรื่อง   81โจรใต้มอบตัว ระดับนอภ.-RKK หมักปูดคนสุมไฟ ชาวต่างชาติ2กลุ่ม
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวการเมือง
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=99085
 เนื้อหา   เมื่อวันที่ 7มีนาคม นายสมัรคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงแนวทาแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ว่า ต้องขอบคุณ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ไปคุยกับเขาและอีก 2วัน ตนจะไปคุยกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ซึ่งทางผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)ได้นัดหมายแล้ว ทุกอย่างเขายืนยันว่าดี ตนก็รับฟังคำแนะนำและบอกว่า พอจะมองเห็นเค้าว่าอะไรเป็นอะไรและตนจะไปมาเลเซียวันที่ 18มีนาคมนี้ จะได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

 "ขอบอกว่า งานนี้มันเป็นงานที่คนอื่นเขามาก่อเหตุในบ้านเรา เราสรุปได้แต่เพียงว่า คนของเราเองไม่ทำอะไรอย่างนี้ เขาบอกว่าขอให้ระมัดระวัง สรุปว่ามีคน 2พวกที่มันดำเนินการอยู่ เดิมแม้แต่จะโยงใยอินโดนีเซีย ก็ไม่อยากให้โยง เพราะว่าชื่อไม่โยง ทางฟิลิปปินส์ ก็ไม่ให้โยง เพื่อรักษาตรงนี้ไว้ ผมก็บอกว่า พอมองเห็นเค้าแล้ว ฉะนั้นก็ขอให้รอผมเดินทางไปข้างล่างหน่อย ไปสถานที่เกิดเหตุด้วย กลับมาแล้วจะคุยให้ฟังเท่าที่จะคุยได้"นายสมัคร กล่าว

 ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เห็นด้วยกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)และผู้นำฝ่ายค้าน ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติ(พรบ.)จัดตั้งสำนักบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(สบ.ชต.)แทนศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ โดยให้ สบ.ชต.ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แทน กอ.รมน.โดยรัฐบาลจะผลักดันร่าง สบ.ชต.มาใช้แทน ส่วนจะใช้ชื่อเดิมหรือชื่อใหม่ ไม่ใช่ปัญหา แต่ผู้อำนวยการยังเป็นของกระทรวงมหาดไทย

 สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายธีระ มินทราศักดิ์ ผวจ.ยะลา เป็นประธานพิธีต้อนรับแกนนำกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบ จำนวน 80คน ที่ออกมาแสดงตนเพื่อร่วมกับภาครัฐสร้างสันติสุขในชายแดนภาคใต้ ทั้งหมดมาจากพื้นที่บ้านกุดงนอก บ้านกุดงใน บ้านมายอ บ้านเจ๊าะกือเด๊ะ ม.1และบ้านมูนุง ม.5 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา นำโดย นายมะแอ ยูโซ๊ะ บิหลั่น มัสยิดบ้านเจ๊าะกือเด๊ะ แกนนำจัดตั้งระดับนายอำเภอ

 นายธีระ กล่าวว่า ขอขอบคุณในการเข้าร่วมแสดงตนของกลุ่มแกนนำและแนวร่วมในพื้นที่ โดยยืนยันจะให้การดูแลและพร้อมให้การช่วยเหลือหากต้องการ จากนั้น ตัวแทนจากคณะกรรมการอิสลาม จ.ยะลา ทำพิธีถอนซุมเปาะ(ถอนคำสาบาน)ให้อดีตแกนนำและแนวร่วมทั้งหมด

 ด้าน นายมะแอ ยูโซ๊ะ กล่าวนำปฎิญานตนว่า ในฐานะแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบ ขอปฎิญาณและขอสัญญาต่อองค์พระอัลเลาะห์และท่านทั้งหลายว่า ตนและอดีตแนวร่วมที่ยืนอยู่ที่นี่ จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอีกต่อไป โดยเด็ดขาดและจะร่วมมือกับภาครัฐตลอดไป

 ขณะที่ นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ นายอำเภอยะหา กล่าวว่า ตั้งแต่ปี2549 เป็นต้นมา ทางการได้เข้าไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นกับผู้นำศาสนาและประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด พร้อมกับปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันกลุ่มก่อความไม่สงบไม่ให้ขยายอิทธิพล จนสามารถจับกุมและควบคุมตัวแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบได้หลายคนและแกนนำเหล่านี้ได้ซัดทอดไปถึงหัวหน้าใหญ่ คือ นายมะแอ ยูโซ๊ะ จึงเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจนานกว่า 1ปี ก่อนที่เขาจะพาแนวร่วมเข้ามอบตัวในวันนี้

 "กลุ่มผู้หลงผิดที่ยังไม่มารายงานตัวและเคลื่อนไหวในพื้นที่ยังคงมีอีก 2- 3กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นกำลังติดอาวุธและมีหมายจับ อย่างไรก็ตาม หากพวกที่ยังหลบหนีอยู่ ได้ติดต่อกับพ่อแม่และญาติ เพื่อเข้ารายงานตัว ทางการก็พร้อมให้ความยุติธรรม"นายศุภณัฐ กล่าว

 วันเดียวกัน ที่ห้องศูนย์ปฏิบัติการณ์ สภ.ตันหยง อ.เมืองนราธิวาส นายซูกิฟรี ลีมา อายุ 23 ปี สมาชิกกลุ่มอาร์เคเคและผู้ต้องหาตามหมายจับฐานร่วมกับพวกใช้ปืนยิง ด.ต.อับดุลพาริก สาและ ผบ.หมู่งานจราจร สภ.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส จนเสียชีวิตและยังร่วมกับพวกลอบวางเพลิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านบือเจาะ ม.1 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ เพื่อลวงเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบแล้วจุดชนวนระเบิดดักสังหาร ทำให้ นายมะรูดิง สือนิ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบือเจาะ เสียชีวิตและน.ส.สัญฐิติ ขอจิตต์เมตต์ ผู้สื่อข่าวทีวีสีช่อง3และผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16มกราคม2550 เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เพราะเบื่อหน่ายการหลบหนี นายซูกิฟรี ให้สัญญาว่า เมื่อพ้นโทษไปแล้ว จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีและจะไม่หันไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเลวร้ายเหมือนในอดีตที่ผ่านมาอย่างเด็ดขาด 

 
 วันที่เผยแพร่  8 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  8 มี.ค. 2551

"""""""""""


ชื่อเรื่อง   มอบตัว
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวอาชญากรรม
 URL   http://www.naewna.com/news.asp?ID=99076
 เนื้อหา  นายธีระ มินทราศักดิ์ ผวจ.ยะลา เป็นประธานในพิธีต้อนรับแกนนำแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ จ.ยะลา จำนวน 80 คน ที่แสดงตนเพื่อเข้าร่วมกับภาครัฐเพื่อสร้างสันติสุขในชายแดนภาคใต้



 ภาพประกอบ [1]
 
 วันที่เผยแพร่  8 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  8 มี.ค. 2551


บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #226 เมื่อ: 08-03-2008, 20:01 »



ชื่อเรื่อง   สงขลา-รวบ 14 เยาวชน ปล้น วิ่งราวทรัพย์
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   โทรทัศน์ช่อง 3
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวภูมิภาค
 URL   http://www.becnews.com/data/regional.html#61
 เนื้อหา  นอกจากวิ่งราวทรัพย์และปล้นในท้องที่อำเภอหาดใหญ่ แล้ว ยังมีหัวโจ๊ก
ถูกหมายจับจากศาลจังหวัดพัทลุงคดีพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย ขณะที่
ผกก.สภ.หาดใหญ่ วอนให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี หากผู้เสีย-
หายรายใดไม่มั่นใจให้ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอดูภาพผู้ต้องหาได้

 

 

เมื่อเวลา 09.00 น.พ.ต.อ.สาคร ทองมุณี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
สงขลาได้นำ 14 เยาวชน ที่ก่อเหตุปล้น วิ่งราวทรัพย์ ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา มาแถลงข่าวการจับกุม พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์กว่า
10 คัน และทรัพย์สินบางส่วนที่ยึดได้จากผู้ต้องหา อาทิ โทรศัพท์มือถือ เงินสด อาวุธปืนปลอมที่ใช้ในการก่อเหตุ โดย
เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ถึง 7 ราย ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ ส่วนผู้ต้องหารายอื่น ๆ คือ

 

1.นายขวัญชัย ไชยแก้ว อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67 ซอย 7 ถนนเทศาพัฒนา ตำบล/อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2.นายชาญชัย ชุมคง อายุ 26 ปี อยุ่บ้านเลขที่ 142 หมู่ 3 ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีหมายจับจาก
ศาลจงหวัดพัทลุง คดีพยายามฆ่าผู้อื่น
3.นายวีระศักดิ์ รักษาคง อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92 ถนนเทศพัฒนา ตำบล/อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
4. นายชัยวุฒิ หนูเนียม อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/40 ถนนหน้าสถานีรถไฟ ตำบล/อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
5 นายณงค์ พุทธโชติ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ซอย 9 ถนนคลองเรียน ตำบล/อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
6. นายวรพงศ์ กายจนเพ็ญ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 82 ซอย 2 ถนนทุ่งเสา 2 ตำบล/อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
7. นายฉัตรชัย ช่วยภักดี อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 ถนนทุ่งเสา 2 ตำบล/อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 


ส่วนผู้ต้องหาอีก 7 คน เป็นเยาวชน โดยเจ้าหน้าที่ใช้หมวกไหมพรมปิดหน้าไว้ เนื่องจากเป็นเยาวชน กฏหมายคุ้มครองสิทธิ์
แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า หากผู้เสียหายรายใดเคยถูกแก้งค์นี้ ปล้น หรือวิ่งราวไปให้มาดูรูปได้ที่ สภ.หาดใหญ่ และอีกส่วนจะส่งรูป
ไปตามสถานศึกษาให้เด็กที่เคยถูกแก้งค์นี้ปล้น หรือ วิ่งราวทรัพย์ ยืนยัน โดยเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยผู้-
ต้องหาทั้งหมด ได้ก่อเหตุ ปล้น วิ่งราว ทรัพย์ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 25 คดี ตั้งแต่ ต้นปี จนถึง ปัจจุบัน ซึ่งเจ้า-
หน้าที่สามารถดำเนินคดีได้บางส่วน

 

 

โดย พ.ต.อ.ศุภวัฒน์ ทับเคียว ผกก.สภ.หาดใหญ่ กล่าวว่า ยังมีผู้เสียหายที่ถูกแก้งค์พวกนี้ปล้น วิ่งราว ทรัพย์ ไปอีกเป็น
จำนวนมาก ทั้งที่มาแจ้งความ และไม่ได้แจ้งความ โดยขอให้ผู้เสียหายที่เคยถูกแก้งค์นี้กระทำการดังกล่าว ให้มาแจ้งความ
ดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรม และดำเนินคดีกับคนร้ายกลุ่มนี้ให้ถึงที่สุด ส่วนผู้เสียหายที่เป็นเยาวชนตาม
สถานศึกษา ผกก.สภ.หาดใหญ่ บอกว่าจะส่งรูปถ่ายของ แก้งค์วิ่งราวทรัพย์เหล่านี้ไปทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้เยาวชนดูรูป ว่าเคยถูกแก้งค์นี้ปล้น หรือ วิ่งราวทรัพย์ไปด้วยหรือไม่
 
 ภาพประกอบ [1]
 
 วันที่เผยแพร่  8 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  8 มี.ค. 2551
บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #227 เมื่อ: 09-03-2008, 00:49 »

อืมม...มัวแต่ไปยุ่งบ้านคนอื่น กลับมาบ้านขี้แมวเต็มกระด้ง
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #228 เมื่อ: 09-03-2008, 01:35 »

อืมม...มัวแต่ไปยุ่งบ้านคนอื่น กลับมาบ้านขี้แมวเต็มกระด้ง

ถ้าบ้านเราสะอาดได้ บ้านอื่นก็คงสะอาดมากขึ้น

บ้านอื่นสะอาดมากขึ้น บ้านเราก็คงนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้

ถือว่าแข่งกันแก้ปัญหา รักษาสภาพครับ ธรรมชาติของมนุษย์

ส่วนกระทู้ปัญหาภาคใต้ ผมเชื่อว่าถ้าหากทำได้ต่อเนื่องก็คงดีขึ้นได้เห็นหน้าเห็นหลังกัน

อย่างไรก็ตามประชาธิปัตย์ต้องทำให้ใต้เจริญ มิฉะนั้น ต่อไปเสียงสส.รุ่นใหม่ไม่ใช่ของตายอีกแล้ว

สส.ปชป.ต้องพยายามมีส่วนร่วมพัฒนาจริงจัง จะมาทำหัวหมอกับคนภาคเดียวกัน ชาวบ้านคงรู้ทันกันดีครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-03-2008, 16:39 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #229 เมื่อ: 09-03-2008, 16:42 »



ชื่อเรื่อง   ปิดล้อมตากใบรวบแนวร่วมป่วนใต้6คน
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   โพสต์ทูเดย์
 คอลัมน์ข่าว   Breaking News
 URL   http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=225481
 เนื้อหา  ทหาร-ตำรวจกว่า 200 นายสนธิกำลังปิดล้อม ตากใบ รวบแนวร่วมป่วนใต้ได้ 6 คน

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กำลังทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง จ.นราธิวาสมากกว่า 200 นาย เข้าปิดล้อมตรวจค้นจุดต้องสงสัย 6 จุด ภายในหมู่บ้านสีพงันและบ้านปูยู ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหา คือ นายเสาร์ปี นิกาเร็ง ครูอัตราจ้าง โรงเรียนบ้านสีพงัน นายสะมะแอ เล็งฮะ ครูสอนศาสนา โรงเรียนอิสลามบรูพา นายสารากือตา เสาะเล๊าะ นักการภารโรง โรงเรียนบ้านปูยู และแนวร่วมอีก 3 คน โดยทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดทหารชุดคุ้มครองครูและลอบเผาโรงเรียนหลายแห่ง

 


ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดยังให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่มั่นใจพยานหลักฐานที่มีอยู่ โดยส่งตัวทั้งหมดไปสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

 
 
 วันที่เผยแพร่  9 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  9 มี.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #230 เมื่อ: 09-03-2008, 16:49 »



ชื่อเรื่อง   มุสลิมเตือน สมัคร ใส่ใจประชุม โอไอซี ก่อนเยือนมาเลย์18มี.ค.
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   กรุงเทพธุรกิจ
 คอลัมน์ข่าว   ข่าวประจำวัน
 URL   http://www.bangkokbiznews.com/2008/03/08/WW10_WW10_news.php?newsid=237117
 เนื้อหา  "ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมภาคใต้"เผยนายกรัฐมนตรี เยือนมาเลเซีย 18 มี.ค. ขณะที่"นพดล"ส่งที่ปรึกษาฯเข้าร่วมประชุม"โอไอซี" วันที่13-14 มี.ค.ทำให้กลุ่มประเทศมุสลิมจับตาไม่ส่งบุคคลสำคัญไปร่วม อาจเป็นการไม่ให้เกียรติเท่าที่ควร

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ เปิดเผยว่า การที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเตรียมตัวเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียในวันที่ 18 มีนาคม นี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ และผู้นำประเทศของคนไทย จะมีโอกาสได้เห็นถึงมิติลึกตื้นของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การยุติความรุนแรงได้นั้นคือนโยบายความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลซีย จะต้องชัดเจนและกระชับแน่นแฟ้น

"นายอับดุลลาห์อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ให้ความสนใจและเกาะติดปัญหาชายแดนภาคใต้อย่างใกล้ชิด เพราะเขามีบรรพบุรุษหรือทวดฝ่ายแม่อยู่ในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ฉะนั้นมาเลเซียจึงเฝ้ามองการแก้ปัญหาของรัฐบาลมาโดยตลอด"พล.ต.ต.จำรูญ กล่าว

ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ กล่าวต่อว่าการเดินทางไปเยือนมาเลเซีย ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ของไทยในวันที่ 18มีนาคม อาจจะถูกประเทศกลุ่มมุสลิมจับตามองมากเป็นพิเศษ เนื่องจากในระหว่าง13-14 มีนาคม 51 จะมีการประชุมระดับสุดยอดองค์การการประชุมอิสลาม ครั้งที่ 11 หรือโอไอซี

โดยประเทศไทยในฐานะเป็นประเทศสังเกตการณ์ ซึ่งมีข่าวว่านายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ติดภารกิจร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนอาเซียน จึงได้ส่งนายพิทยา พุกกะมาน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมโอไอซีแทน

พล.ต.ต.จำรูญ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเวทีโอไอซี ถือเป็นการประชุมที่สำคัญและจะมีผลต่อสถานการณ์3จังหวัดของไทยอย่างมาก เพราะสมาชิกประเทศโลกมุสลิมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และถือเป็นการให้เกียรติประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตุการณ์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิก แต่การส่งที่ปรึกษารัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมถือเป็นการไม่ให้เกียรติการประชุมเท่าที่ควร รวมถึงไม่ให้เกียรติคนมุสลิมในประเทศไทยอีก 6ล้านคน

"รัฐควรส่งตัวแทนทำหน้าที่ ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสถานการณ์ชายแดนภาคใต้และเป็นบุคคลที่สมเกียรติกับเก้าอี้ที่สมาชิกโลกมุสลิมมอบให้ และที่สำคัญจะเป็นการฉวยโอกาสในการทำความเข้าใจ รวมถึงชี้แจงตอบคำถามปัญหาต่างๆที่อยู่ในความสงสัยใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อสมาชิกกลุ่มโลกมุสลิม"พล.ต.ต.จำรูญ กล่าว

'นพดล'ยันความไม่สงบชายแดนใต้'คนอื่นเข้ามาก่อเหตุไม่ใช่คนของเรา'

นายนพดล ปัทมะ  รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุในการพบสื่อฯ ทำเนียบรัฐบาล วานนี้ (7 มี.ค.) ว่า ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เป็นงานที่คนอื่นเข้ามาก่อเหตุในบ้านเรา ไม่ใช่คนของเราว่า ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นไปในทิศทางเดียวกับนายกรัฐมนตรี และในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ในช่วงกลางเดือนนี้ คงจะได้นำปัญหาและหลักการไปพูดคุย

“ผมยังยืนยันว่า ปัญหาภาคใต้ยังเป็นปัญหาภายในประเทศ แม้จะมีการสนับสนุนภายจากภายนอก เช่น เรื่องการเงิน แต่ก็ยังเป็นเรื่องภายในของไทยอยู่ดี เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะพูดคุย และชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ในรายการสนทนาประสาสมัคร ต่อจากเรื่องการบริโภคไก่” นาย นพดล กล่าว
 
 
 วันที่เผยแพร่  9 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  9 มี.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #231 เมื่อ: 09-03-2008, 22:10 »


ชื่อเรื่อง   Chalerm seeks advice on South
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   The Nation
 คอลัมน์ข่าว   Breaking News
 URL   http://www.nationweekend.com/worldhotnews/read.php?newsid=30067165
 เนื้อหา  Interior Minister Chalerm Yoobamrung yesterday sought recommendations from the Democrat Party for solutions to the southern unrest.


Chalerm issued an urgent letter to Democrat Party secretary-general Suthep Thaugsuban seeking advice from him on how to curb the violence in the South.

The Interior Minister said he was not ashamed or embarrassed about the move because he regarded the issues as national problems. He wants to get information from the opposition because he believes the Democrats know the South very well.


He said he was ready to talk to both Suthep and opposition leader and Democrat Party leader Abhist Vejjajiva on the issues.
 
 วันที่เผยแพร่  9 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  9 มี.ค. 2551



แก้ปัญหาใต้ ต้องไม่เอาทหารกับตำรวจการเมือง

ตลอดจนการเมืองของพรรคเก่าแก่ไปยุ่งเกี่ยว

สถานการณ์ดีขึ้นเป็นลำดับครับ.
.

ระวังเรื่องชักนำหรือพวกพยายามเป็นประเด็นกับต่างปรtเทศนิดนึง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-03-2008, 22:17 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #232 เมื่อ: 10-03-2008, 18:10 »



ชื่อเรื่อง   โจรใต้ซุ่มยิงผช.ผญบ.ดับ-ชาวบ้านสาหัส2 ขี่จักยานยนต์ประกบยิง-เผา2ศพที่ปัตตานี
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น ข่าวหน้า 1
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0117100351&day=2008-03-10§ionid=0101
 เนื้อหา  กลุ่มคนร้ายยังลอบก่อเหตุไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล่าสุด เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 9 มีนาคมขณะที่นายหัมดำ มะดาบู อายุ 18 ปี และนายการิม แยแน อายุ 25 ปี นั่งคุยกันบริเวณหน้าบ้าน42/2 ม.2 ต.สะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจากป่าละเมาะข้างทางเข้าใส่ทำให้ทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

เวลา 10.10 น. นายยา วอรี อายุ 59 ปี บ้านเลขที่ 44/2 หมู่ 3 ต.บาตง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้ากลับบ้านพัก เมื่อมาถึงสวนยางพารา ห่างจากบ้านพัก ประมาณ 3 กิโลเมตร คนร้าย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ประกบมาจากด้านหลัง ใช้ปืนพกสั้นขนาด 9 มม. จ่อยิงถูกศีรษะ นายยา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

เวลา 14.30 น. คนร้ายซุกระเบิดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ในรถจักรยานยนต์หมายเลข กนษ 283 ยะลา ริมถนนปากซอยวิฑูรอุทิศ 1 ย่านตลาดเก่า เขตเทศบาลนครยะลา แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน และเจ้าหน้าที่สามารถมาตรวจพบและเก็บกู้ได้

ที่ จ.ปัตตานี เมื่อเวลา 18.00 น. ขณะที่นายอภินันท์ ฟักสุวรรณ อายุ 24 ปี เป็นอดีตทหารเกณฑ์ สังกัด ร้อย ร.15323 อยู่บ้านเลขที่ 132 หมู่ 3 ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนายนิคม สิทธิสวาท อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/1 หมู่ 6 ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพักบนเส้นทางถนนสายบ้านบาแฆะ-บ้านโต๊ะชูด หมู่ที่ 6 ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิงทั้งคู่เสียชีวิต จากนั้นคนร้ายใช้น้ำมันเบนซินราดแล้วจุดไฟเผาซ้ำ

ด้านพ.ต.ท.พหล เกตุแก้ว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 4 ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 อ.นาทวี จ.สงขลา เปิดเผยว่า เนื่องจากได้รับรายงานจากหน่วยข่าวความมั่นคงว่า แนวร่วมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีแผนที่จะสร้างสถานการณ์โดยการลอบวางเพลิงโรงเรียนช่วงปิดเทอม จึงสั่งการให้คุมเข้มโรงเรียนในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบใน อ.จะนะ และอ.นาทวี และจะร่วมกับชุด ช.ร.บ. และชุดอาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.) เข้ารักษาความปลอดภัยโรงเรียนในพื้นที่ล่อแหลมในช่วงโรงเรียนปิดเทอม โดยเพิ่มความเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง เพราะช่วงปิดเทอมโรงเรียนจะมีเพียงภารโรงและครูบางส่วนเท่านั้น

พ.ต.อ.โชติ ชวาลวิวัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ในฐานะประธานกรรมการตรวจการจ้างและตรวจรับวัสดุ การก่อสร้างมัสยิดบ้านดุซงญอ ให้สัมภาษณ์ว่า การที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาศิริวัฒนาพรรณวดี สละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นเงินกว่า 2,275,000 บาท เพื่อให้ปรับปรุงมัสยิดดุซงญอ โดยขยายออกด้านข้าง ข้างละ 3 เมตร ทั้ง 4 ด้าน ทำให้มัสยิดกว้างขึ้นจากเดิมเป็น 12 เมตร และยาวเป็น 14 เมตร ทำให้ชาวไทยมุสลิมในอำเภอจะแนะ ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น
 
 ภาพประกอบ [1]
กู้ระเบิด - เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด จ.ยะลา ตรวจสอบและกู้ระเบิดชนิดแสวงเครื่องน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ที่คนร้ายซุกซ่อนไว้ในรถจักรยานยนต์ แล้วนำไปจอดในเขตเทศบาลเมืองยะลา เมื่อบ่ายวันที่ 9 มีนาคม
 วันที่เผยแพร่  10 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  10 มี.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #233 เมื่อ: 11-03-2008, 16:52 »

ผู้ว่าฯ 3 จว.ใต้เริ่ม 'เพรสเซ็นเตอร์' สู้โจรใต้ ใช้ SMS วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว
 http://www.focuspaktai.com/index.php?file=news&obj=news.view(id=10252)&PHPSESSID=9cfbbbce1c281b811410701749373f46 
 
 จากการที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีการเปิดกลยุทธ์ปล่อยข่าวลือและข่าวลวง เพื่อหวัง ผลทางจิตวิทยาเป็นยุทธศาสตร์การเปิด สงครามข่าวสาร ที่ทำให้ได้ผลที่สุดของกลุ่มก่อการร้าย โดยเป้าที่ถูกโจมตี ย่อมหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติ งานอยู่ในพื้นที่นั่นเอง

เมื่อประชาชนหลงเชื่อจนรู้สึกหวาดระแวง และเกลียดชัง เจ้าหน้าที่รัฐ ก็เท่ากับเพิ่มโอกาสชนะให้กลุ่มโจร เพราะเป็นเรื่อง ยากกว่าที่เจ้าหน้าที่รัฐจะตั้งหลักเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ และดึงเอาศรัทธาจากมวลชนกลับคืนมา

กรณีดังกล่าว นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี จึงสรรหาวิธีเพื่อหาทางเอาชนะการเปิดสงครามข่าวสาร ของฝ่ายตรงข้าม ระยะแรกมีการจัดชุดเจ้าหน้า ที่ลงปฏิบัติการตามมัสยิด และที่ทำการชุม ชนชี้แจงทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อต้องการให้ประชาชนในพื้นที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่หลงเชื่อ ไปตามข้อมูลที่บิดเบือนของ ฝ่ายตรงข้าม

เมื่อดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านได้ระยะหนึ่ง จึงมีการประเมินผลที่ได้รับ
พบว่า ชาวบ้านส่วนหนึ่งสามารถเข้าถึง ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี และ
บางส่วนที่ไม่ได้ตั้งใจฟัง จึงทำให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามอยู่เช่นเดิม

ส่วนฝ่ายตรงข้ามก็พยายามจะ ชิงพื้นที่ข่าวกลับคืนมาอย่างหนัก และประสบผลสำเร็จมากกว่าภาครัฐ เนื่องจากมีแนวร่วมกลุ่มก่อความ ไม่สงบแทรกซึมอย่างทั่วถึงในระดับรากหญ้า เมื่อเห็นเค้าลางที่จะพ่ายแพ้ พ่อเมืองปัตตานีจึง คิดหาช่องทางข่าวสารใหม่ๆ เพื่อช่วงชิงมวลชนกลับคืนมาให้ได้ กระทั่งมาลงตัวกับเทคโนโลยี สื่อสารสมัยใหม่ที่ฮอตฮิตที่สุดในปัจจุบัน นั่น คือ การส่งข้อความสั้น หรือ "เอสเอ็มเอส"ไปยังกลุ่มเป้าหมาย

แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ใช้ชื่อโครงการว่า "Patani Press Center" (ปัตตานีเพรสเซ็นเตอร์) หรือ PN_PC โดยกลุ่มเป้าหมายที่จะส่งเอสเอ็มเอสข่าวไปให้นั้น แบ่งเป็น 7 กลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ
1.กลุ่มผู้บังคับบัญชา และกองกำลัง 2.กลุ่มหัวหน้าส่วนราชการ 3.กลุ่มโรงเรียน โดยเฉพาะผู้ อำนวยการสถานศึกษา 4.กลุ่มผู้สื่อข่าว 5.กลุ่มตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. เทศบาล 6.กลุ่มผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจน ชรบ. 7.กลุ่มเครือข่ายเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สมัครใจ และแสดงความจำนงในการรับข้อมูลข่าวสาร

จากการปรับกลยุทธ์ใหม่ เห็นว่า ผลตอบแทนที่ได้รับ คุ้มค่าต่อการลงทุนมาก โดยรูปแบบข้อความสั้นจะมีความยาวไม่เกิน 70 ตัวอักษรต่อครั้ง สามารถส่งได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพราะแต่ละครัวเรือนย่อมมีโทรศัพท์บ้านละ 1 เครื่องแน่นอน

"เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้ระหว่างการจัดส่ง เจ้าหน้าที่ลงไปพบปะชี้แจงข้อมูลให้ชาวบ้านฟัง กับการ สื่อสารเรื่องราวต่างๆ ผ่านข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอส ทางโทรศัพท์ มือถือนั้น พบว่า การส่งข้อความสั้นได้ ผลลัพธ์ดีมาก เพราะจากการประเมินสถาน การณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา แทบจะกล่าว ได้ว่า ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ไม่เกิดการรวมตัวประท้วงของกลุ่มชาวบ้านในลักษณะเข้าใจผิดอันเกิดจากการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือน
ข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามโดยสิ้นเชิง"

ปัจจุบันจึงมีเครือข่าย เพรสเซ็นเตอร์ใน จ.ปัตตานี ครอบคลุมในกลุ่มเป้าหมายทั้ง 7
มากกว่า 7,000 คน ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีก

ขณะที่ นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าการจังหวัดนราธิวาส ระบุถึงแนวทางของจังหวัดว่า ได้จัดสรรงบประมาณบูรณาการประมาณ 2 แสนบาท ในการนำร่องจัดตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการจิตวิทยามวลชน และประชาสัมพันธ์" (Information Organization) หรือ "IO" ขึ้น จุดประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาช่องทางการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน
เบื้องต้นได้ดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ

ปฏิบัติการเชิงรุก จะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ในเรื่องทั่วๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับการสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นรอบด้าน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนมาตรการการรักษาความปลอดภัยของภาคประชาชน

ปฏิบัติการเชิงรับ เป็นการสื่อสารในลักษณะที่ต้องการชี้แจงตอบโต้ข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมักจะปล่อยข่าวลือและข่าวลวง ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว และได้ผลเป็นอย่างดีในการทำ ความเข้าใจกับประชาชน คาดว่าช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ จังหวัดจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายมากยิ่งขึ้น

แนวทางการดำเนินการตามโครงการนี้ คือ คณะดำเนินการ ซึ่งได้แก่ ปลัดจังหวัดนราธิวาส ประชาสัมพันธ์จังหวัด และสื่อมวลชน จะร่วมกันรวบรวมเบอร์โทรศัพท์ของแกนนำท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้ง 13 อำเภอ รวม 593 หมู่บ้าน

นอกจากนี้ยังรวบรวมเบอร์โทรศัพท์ของผู้นำศาสนาประจำมัสยิดต่างๆ ซึ่งทั้งจังหวัดมีอยู่กว่า 600 แห่ง แต่ละแห่งจะต้องมีเบอร์กลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย 2 คน

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัด มีรูปแบบการส่งข่าวผ่านเอสเอ็มเอสด้วยเช่นกัน และยังมีช่องทางอื่นๆ ด้วย เช่น การติดใบปลิว หรือแผ่นไวนิลขนาดใหญ่ตามทางแยกริมถนน การกระจายข่าวผ่านวิทยุชุมชน หรือหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน เป็นต้น

ด้าน นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราช การจังหวัดยะลา มีรูปแบบที่ต่างออกไป คือ เจ้าหน้าที่ยังคงยึดหลักดำเนินการแบบ Door To DoorŽ โดยมีการลงพื้นที่พบปะกลุ่มเป้าหมายอย่าง ใกล้ชิด ทั้งผู้นำศาสนา และประชาชน ทั้งนี้แม้จะเน้นการพบปะพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับประชาชนเป็นหลัก แต่ในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะมีการพัฒนารูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลไปยังระดับรากหญ้าที่หลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตามต้องประเมินความพร้อมของแต่ละกลุ่มเป้าหมายก่อนว่า มีความเหมาะสมกับการรับข่าวสารด้วยวิธีใด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนทุกคนจะรับข้อความผ่านเอสเอ็มเอส เพราะบางคนก็ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้

โดย Focus Team  เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2551 01:21:55 น.
ภาคใต้
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #234 เมื่อ: 11-03-2008, 18:53 »



‘นาร้าง คนร้าง’ เรื่องราวของชาวปะนาเระ 
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=223
บทความน่าสนใจ | 2551-03-08 23:57:32
 พิมพ์ข่าวหน้านี้
 
 สุรเดช มั่นวิมล



กระแสลมโชยมาไม่ขาดสายส่งใบตาลบนยอดสูงเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ ใต้ต้นตาลเหล่านั้น เป็นพื้นที่เวิ้งว้างหลายสิบไร่ซึ่งถูกปล่อยปะละเลย ไม่ได้ทำประโยชน์มากว่า 20 ปี และเป็นที่รู้กันของคนที่นี่ว่าพื้นที่รกร้างดังกล่าว ในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมาหลายชั่วอายุคน

          ตำบลบ้านกลาง อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ชาวบ้านเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม โดยมากล้วนมีอาชีพทำนาเป็นหลัก เพราะมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ อาชีพทำนาจึงอยู่คู่กับคนที่นี่มาหลายช่วงอายุคน จนถือได้ว่าเป็นวิถีชีวิตของชุมชน

          แต่มาวันหนึ่งปัจจัยที่เพียบพร้อมสำหรับการปลูกข้าวมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าก็เริ่มถูกคุกคาม เมื่อระบบชลประทานเข้ามา โดยกรมชลประทานได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงลำธารสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านทุ่งนาของชาวบ้าน ให้กลายเป็นคลองส่งน้ำขนาดใหญ่ตัดออกสู่ทะเล   

"เมื่อก่อนตรงนี้เป็นแค่ลำธารเล็กๆ จนประมาณปี พ.ศ. 2532 กรมชลประทานเริ่มขุดขยายคลอง โดยไม่ได้บอกชาวบ้านว่าขุดเพื่ออะไร เราก็เห็นเป็นงานของราชการก็น่าจะส่งผลประโยชน์ให้กับชาวบ้าน แต่ไม่เลย มีแต่เสียกับเสีย" รอเซะ เจะแมง หรือ แบเซะ ชาวบ้านกลาง เล่าให้ฟังถึงที่มาของคลองชลประทานที่มีความยาวประมาณ 8 กิโลเมตร

แบเซะเล่าว่าเมื่อก่อนทำนาก็จะอาศัยน้ำจากธรรมชาติ ฝนตกลงมาก็เพียงพอต่อความต้องการในการปลูกข้าว แต่พอกลายเป็นคลองชลประทาน ช่วงฤดูฝนน้ำก็เอ่อเข้าท่วมแปลงข้าว ขังอยู่กว่า 3 เดือนถึงจะลด ข้าวก็เน่าหมด แต่พอหน้าแล้ง น้ำกลับแห้ง  ไม่มีน้ำให้ชาวบ้านใช้เลย

ปัญหาของคลองชลประทานที่กว้างประมาณ 3 เมตรนี้คือ ไม่มีประตูเปิดปิดน้ำสำหรับควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นนาของชาวบ้าน มีเพียงเนินดินสองฝั่งคลอง ซึ่งเป็นดินที่มาจากการขุดคลองเท่านั้นที่กั้นน้ำในคลองกับแปลงนา ซึ่งแน่นอนหากฤดูน้ำหลากเข้ามาเยือน นาที่ใช้ปลูกข้าวจะกลายเป็นทะเลสาบในทันที

"พอเริ่มมีผลกระทบจากคลองเข้ามา ชาวบ้านก็ทำนาไม่ได้ ไม่ใช่แค่หมู่บ้านผมที่เดียวนะ อีกหลายหมู่บ้าน ที่คลองไหลผ่าน ชาวบ้านทำนาไม่ได้กันหมด" แบเซะระบายความในใจ เนื่องจากที่นาที่อยู่ในที่ลุ่มไม่สามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี และกลายเป็นที่ไร้ซึ่งประโยชน์ในทันที

"นาที่อยู่สูงหน่อย ก็พอปลูกข้าวได้นะ แต่ก็มีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์หรอก ที่ใครปลูกข้าวได้ก็ถือเป็นความโชคดีไป" ชายวัย 55 ปียิ้มเยาะต่อชะตากรรมที่ประสบ

แบเซะเคยรวบรวมกลุ่มชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากคลองชลประทาน เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกับนายอำเภอและหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ แต่คำตอบที่ได้รับคือการรอคอย

"เกือบ 20 ปีแล้วที่เราไม่ได้ทำมาหากินในอาชีพที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ผมเลิกหวังกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐแล้ว เพราะได้แต่พูดว่าจะดูแลให้ จะช่วยเหลือ นี่ผ่านมากี่ปีแล้ว มันก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง"

เมื่อไม่สามารถทำนาที่เป็นอาชีพหลักได้ ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนมากขาดรายได้ จนหลายต่อหลายครอบครัวต้องดิ้นร้น โดยหลายคนในหมู่บ้านตัดสินใจไปรับจ้างทำนาที่ประเทศมาเลเซีย ที่แม้จะได้ค่าจ้างที่ไม่สูงนัก หากเทียบกับการปลูกข้าวบนผืนนาของตัวเอง แต่อย่างน้อยก็ยังได้เงินมาจุนเจือลูกเมียบ้าง บางส่วนเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด

"คิดแล้วมันปวดใจ สายเลือดของเราคือการเป็นชาวนา แต่ตอนนี้ต้องมาซื้อข้าวคนอื่นกิน มีที่นาเป็นของตัวเองก็ทำไม่ได้ ต้องไปรับจ้างดำนา เกี่ยวข้าวให้คนอื่น หรือทิ้งบ้านที่อยู่มานานไปหางานทำที่อื่น จนตอนนี้บ้านหลายหลังที่ไม่มีคนกลายเป็นบ้านร้าง มันน่าเศร้านะนอกจากนาจะร้างแล้ว คนก็ร้างไปด้วย" แบเซะระบายความอัดอั้นตันใจด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

ตอนนี้แบเซะยังพอมีนาที่สามารถปลูกข้าวอยู่บ้าง แม้จะมีเนื้อที่ไม่มากหากเทียบกับที่นาที่มีทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็พอสร้างรายได้ให้พออยู่พอกินได้อย่างไม่เดือดร้อนเท่าใดนัก             และด้วยพื้นที่นาที่มีจำกัด จึงทำให้เขาพยายามค้นหาวิธีวิธีต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตในนาของตนเอง

"ผมเคยเห็นพวกต้นไม้เล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับตะกอนที่บำบัดจากของเสียของโรงงานแปรรูปอาหารทะเลมันเจริญงอกงามดี เลยลองเอาตะกอนนั้นมาใส่ในกระถางต้นไม้ เปรียบเทียบต้นที่ใส่กับไม่ใส่ดู เลยเห็นถึงความแตกต่าง ว่าต้นที่ใส่ตะกอนมันงอกงามกว่า จึงมีความคิดที่จะลองกับนาข้าวดู" แบเซะพูดถึงที่มาของวิธีการเพิ่มผลผลิตข้าวที่เกิดจากภูมิปัญญาของตัวเขาเอง






แบเซะอธิบายถึงกรรมวิธีให้ฟังว่า ตะกอนจะมีลักษณะแข็ง โดยจะนำมาผสมกับปุ๋ยยูเรียก่อนที่จะหว่านลงในแปลงข้าว ซึ่งส่วนใหญ่จะใส่ส่วนผสมนี้ลงไปหลังจากดำนาเสร็จ โดยปีหนึ่งใส่แค่ครั้งเดียว จากที่ทำมาสามารถเพิ่มผลผลิตได้จริง ที่นาครึ่งไร่จากเมื่อก่อนใช้ปุ๋ยเคมีจะได้ข้าวประมาณ 3 กระสอบ แต่พอใช้ปุ๋ยที่คิดขึ้นเองนี้ได้ข้าวถึง 6 กระสอบเลยทีเดียว

"นอกจากจะเพิ่มจำนวนข้าวให้มากขึ้นแล้ว รู้สึกว่าจะช่วยสร้างระบบนิเวศน์ในนาข้าวได้ด้วย เพราะเมื่อก่อนใช้ปุ๋ยเคมีพวกสัตว์มีชีวิตจะมีน้อยมาก แต่พอหันมาใช้ปุ๋ยตะกอนนี้แล้ว พวกปู ปลา หอยมีเต็มไปหมด ช่วยให้เรามีอาหารเพิ่มขึ้นอีกด้วย" แบเซะพูดอย่างภาคภูมิใจ

ตอนนี้แบเซะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ของ "กลุ่มนาร้าง" ที่มีสมาชิกประมาณ 15 คน โดยแบเซะพยายามผลักดันการใช้ปุ๋ยตะกอนให้แพร่หลายมากขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เฉพาะการเพิ่มผลผลิตในนาข้าวเท่านั้น แต่เพื่อลดต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีของชาวบ้านไปในตัวด้วย

"ปุ๋ยเคมีตอนนี้ราคาก็แพงขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดว่าจะหันมาลองใช้ปุ๋ยตะกอนที่แบเซะคิดบ้าง เพราะนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยแล้ว ยังสามารถช่วยให้นาของแบเซะเพิ่มผลผลิตได้อีกด้วย ตอนนี้ของผมก็ลองไป 1 แปลง ถ้าได้ผลจริงๆ ก็จะเลิกใช้ปุ๋ยเคมี แล้วใช้ปุ๋ยตะกอนแบบเต็มตัว" ยาหายะ สาแมง ชาวบ้านบ้านกลาง หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มที่หันมาใช้ปุ๋ยตะกอนร่วมกับแบเซะยืนยันผลสัมฤทธิ์

หลังจากใช้ปุ๋ยตะกอนมาเกือบ 2 ปี แบเซะเริ่มมีความมั่นใจในประสิทธิภาพของปุ๋ยชนิดมากยิ่งขึ้น จนเริ่มเกิดไอเดียในการแจกจ่ายปุ๋ยให้กับชาวบ้านที่ทำนา เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เสียให้กับปุ๋ยเคมี

"ผมไม่คิดที่จะทำขึ้นมาขายเลย เพราะวัตถุดิบก็ได้มาฟรีๆ เป็นตะกอนที่เขาจะไม่ต้องการแล้ว ผมจึงอยากให้ชาวบ้านที่ยากจนมีทางเลือกในการทำนาเพิ่มมากขึ้น เหมือนเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบใจพวกเขาจากการทำนาที่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมาหลายปี" แบเซะพูดถึงความตั้งใจอย่างแนวแน่


แม้ปุ๋ยตะกอนที่เกิดจากแนวความคิดของแบเซะจะช่วยเยียวยาความทุกข์ของพี่น้องชาวนาได้บ้าง แต่บาดแผลที่ฝังลึกมานานกว่า 20 ปีที่ไร้ซึ่งที่ผืนนาที่เคยเป็นแหล่งผลิตเงินตราก็ยังไม่เคยลบเลือนไปจากจิตใจ

"ถึงตอนนี้ผมไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรจากใครแล้ว เหมือนจะปลงมากกว่า เพราะมันผ่านมาหลายปีไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเราเลย ถ้ารัฐเข้ามาช่วยเราหน่อย ทำประตูเปิด-ปิดน้ำให้สักนิด พวกเราก็อยู่ได้แล้ว" แบเซะพูดถึงความต้องการด้วยสายตาที่ไม่คาดหวังสิ่งใด

ท่ามกลางกระแสลมที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน พัดพาวัชพืชนานาชนิดให้เอนตัวไปตามแรงลม ทั้งที่ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นนาข้าวที่อุดมสมบูรณ์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นนาร้างไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้

วันนี้ไฟใต้ยังคงพัดโหมกระหน่ำชาวบ้านอย่างหนัก หลายคนสูญเสียครอบครัว หลายคนต้องจากคนที่รัก แทนที่หน่วยงานรัฐจะเข้าไปช่วยเยียวยา แต่กลับซ้ำเติมสถานการณ์และสร้างเงื่อนไขทับซ้อนเข้าไปอีก

แล้วเมื่อไหร่ไฟใต้ถึงจะดับมอบลงได้ ?

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #235 เมื่อ: 11-03-2008, 22:22 »

แนวทางป้องกันการก่อเหตุด้วยวัตถุระเบิด
http://www.nia.go.th/FileRoom/CABFRM01/DRAWER01/GENERAL/DATA0008/00008097.PDF

สถานการณ์ในปัจจุบันมีเหตุลอบวางระเบิดและการขู่วางระเบิดตามสถานที่ราชการ และสถานที่ต่างๆ อันเป็นภัยและส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อขวัญ กำลังใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังสร้างความเสียหายต่อความสงบเรียบร้อย ภาพลักษณ์ของประเทศ เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะในด้านธุรกิจการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้ เกี่ยวข้องและประชาชนทุกคน ต้องมีส่วนร่วมในการระวังป้องกัน เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง ผู้อื่น เฉพาะอย่างยิ่งของส่วนราชการ
แนวทางป้องกันการก่อเหตุด้วยวัตถุระเบิด ตามหลักการแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. เชิงตั้งรับ หมายถึง การป้องกัน การเฝ้าระวัง รักษาสถานที่ โดยกำหนดรูปแบบมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่ หรือการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่เรานั่นเอง เช่น
- การสร้างแนวกีดขวาง รั้ว กำแพง ประตู เหล็กดัด
- ระบบแสงสว่าง อุปกรณ์เสริมด้านรักษาความปลอกภัย เช่น กล้องวงจรปิด ประตูรหัส เข้า-ออก
- การกำหนดพื้นที่ควบคุม การควบคุมบุคคล เข้า-ออก ควบคุมยานพาหนะ เข้า-ออก
- การจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย การตรวจสอบประวัติบุคลก่อนเข้าทำงาน
- ประสานการปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำกำลังป้องกันเป้าหมาย
- ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในเรื่องการรักษาความปลอดภัย การสังเกต การตรวจค้น
การแก้ปัญหาจากเหตุการณ์เบื้องต้น จัดทำแผนฉุกเฉิน แผนการเคลื่อนย้าย และการป้องกันในเชิงตั้งรับนั้น ถ้าสถานที่เป็นสถานที่ปิด จะไม่ประสพปัญหาในการวางมาตรการแต่ถ้าเป็นสถานที่เปิด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดต่อหรือเข้ามาใช้บริการ เช่น ที่ว่าการอำเภอ โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด แหล่งจำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่ สถานีขนส่ง ก็จะเกิดปัญหาด้านกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีไม่เพียงพอ หากกำหนดมาตรการควบคุมเข้มงวดเกินไป ก็จะขัดต่อการอำนวยความสะดวกในการให้บริการ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจและขอความร่วมมือต่อเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานอยู่ในสถานที่นั้นว่า การระวังป้องกันภัยมิใช่เป็นเพียงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือตำรวจเพียงอย่างเดียว ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้น ทุกคนย่อมได้ผลกระทบเช่นกัน การทุ่มเทกำลังพลและงบประมาณจำนวนมากต่อการเฝ้าสถานที่เป็นการสิ้นเปลือง ดังนั้นการที่ทุกคนกระจายทำงานอยู่ในสถานที่นั้นๆ อยู่แล้ว จึงควรช่วยกันทำหน้าที่เฝ้าระวัง เป็นหูเป็นตา และสังเกต สิ่งผิดปกติรอบๆ ตัวเรา ถ้าพบเห็นสิ่งผิดปกติ ต้องแจ้งเ จ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้า
- 2 -
ตรวจสอบทันที และปฏิบัติตามระเบียบการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
2. เชิงรุก หมายถึง มาตรการในการต่อต้านต่างๆ ที่มุ่งกระทำโดยตรงต่อตัวผู้มุ่งร้าย
เป็นงานในหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้มีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะ เช่น
- การหาข่าวและรวบรวมข่าวสารความเคลื่อนไหว เพื่อทำลายเครือข่ายของขบวนการ สืบสวน ติดตาม พิสูจน์ทราบ องค์กร กลุ่มบุคคล ตัวผู้ลอบ วางระเบิดแล้วเข้าทำการจับกุม
- การบังคับใช้ กฎหมาย ควบคุมการนำเข้าและการมีไว้ในครอบครองวัสดุ อุปกรณ์ ที่อาจนำมาดัดแปลงเป็นเครื่องมือในการลอบวางระเบิด
- ศึกษาวิเคราะห์ วิจัย กลวิธีในการลอบวางระเบิด และปรับปรุงมาตรการป้องกัน การลอบวางระเบิด
มาตรการต่อต้านในเชิงรุกนั้น ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องประสานกำลังหลายฝ่ายเข้าปฏิบัติตามแผนอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ คือ การเฝ้าระวังพื้นที่สาธารณะที่มีประชาชนเข้ามาใช้พื้นที่หนาแน่นและพื้นที่มีขนาดกว้างขวาง กำลังเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรและพื้นที่ ดังนั้น จึงต้องเสริมทั้งกำลังภาครัฐอื่นๆ และภาคประชาชนเข้ามาช่วยเฝ้าระวังร่วมกัน เช่น
- ประสานการปฏิบัติระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาชน อาสาสมัครป้องกันภัย มูลนิธิ สมาคม ตำรวจบ้าน กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน พนักงานรักษาความปลอกภัยเอกชน ฯลฯ คอยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแส และตื่นตัวในการรักษาความปลอดภัย
- จัดอบรมให้มีความรู้ในด้านการสังเกต ตรวจสอบ แจ้งเตือน แก่เจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่เอกชน ที่ต้องเข้าปฏิบัติหน้าที่ผ่านพื้นที่สาธารณะ เช่น พนักงานของการไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่เทศกิจ พนักงานทำความสะอาดของกรุงเทพมหานคร กลุ่มรถรับจ้างสาธารณะ
- จัดทำข้อมูล เอกสารเผยแพร่ คำแนะนำ ให้ประชาชนเข้าใจถึงภัยของการลอบวางระเบิด พร้อมแนวทางปฏิบัติในการป้องกันภัย
- ประสานการใช้เครื่องมือเสริมด้านการรักษาความปลอดภัยกับภาคเอกชน เช่น การใช้กล้องวงจรปิด โดยกำหนดจุดตั้งกล้องของภาครัฐและเอกชนให้ครอบคลุมพื้นที่เฝ้าระวัง
- จัดทำแผนและเตรียมความพร้อมในการกู้ภัย การดับเพลิง การอพยพประชาชน เตรียมการรักษาพยาบาล การซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคที่จำเป็น
- การประชาสัมพันธ์และบำรุงขวัญ
- 3 -
การปฏิบัติเมื่อมีการขู่วางระเบิดทางโทรศัพท์
1. ผู้รับโทรศัพท์อย่าตื่นเต้นหวาดกลัวจนเกินเหตุ มีสติ ทำใจให้สงบ (จากสถิติการ
โทรศัพท์ขู่วางระเบิดจะเกิดระเบิดจริงเพียงร้อยละ 1-5 เท่านั้น)
2. รีบเตรียมอุปกรณ์บันทึกข่าวสาร
3. พยายามจับความให้ละเอียด ปล่อยให้ผู้โทรศัพท์ขู่พูดไปเรื่อย ๆ อย่าขัดจังหวะ
4. ในระหว่างการพูดสนทนา ให้พยายามซักถามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด เช่น
- วางระเบิดไว้ที่ไหน
- จะระเบิดเวลาใด
- ทำไมต้องวางระเบิด
- วางระเบิดไว้เมื่อใด และวางไว้ด้วยวิธีอะไร
- วัตถุระเบิดซุกซ่อนไว้ในภาชนะใด
5. พยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้โทรศัพท์ขู่ให้มากที่สุด
- วัน เวลา ที่รับโทรศัพท์
- เพศ อายุประมาณ
- สภาพจิตใจระหว่างสนทนา
- สังเกตสำเนียง ภาษาที่ใช้ คำพูด
- เสียงต่าง ๆ ที่เข้ามาระหว่างสนทนา
- พยายามชวนพูดคุยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรวบรวมข้อมูลของการขู่
6. การติดตั้งโทรศัพท์ชนิดแสดงหมายเลขโทรเข้า
7. ถ้าเป็นไปได้ ให้พ่วงเครื่องโทรศัพท์เครื่องอื่น เพื่อให้มีผู้ร่วมฟังด้วย หรือเปิดเครื่อง
บันทึกเสียง ถ้ามีเตรียมไว้
8. ให้แจ้งผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
- 4 -
แนวปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นวัตถุระเบิด
หากพบวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นวัตถุระเบิด ให้ปฏิบัติดังนี้
1. อย่าแตะต้อง และห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปใกล้วัตถุต้องสงสัย
2. กั้นบริเวณที่วัตถุต้องสงสัยนั้นไว้
3. นำยางนอกรถยนต์มาวางครอบวัตถุต้องสงสัย โดยวางซ้อน 3-4 ชั้น
4. แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด และคอยพบเพื่อชี้แจงรายละเอียด
ในกรณีที่พบว่า เป็นอุปกรณ์ก่อวินาศกรรมแน่ชัดแล้ว ถ้าเป็นการก่อวินาศกรรมด้วยไฟ ผู้
พบเห็นควรจัดการแก้ไข เพื่อไม่ให้มีสิ่งที่เสริมการลุกไหม้ ถ้าเป็นวัตถุระเบิด ผู้พบต้องดำเนินการด้วยความเยือกเย็น มีสติ ไม่ตื่นเต้น เพื่อรอให้ผู้มีความรู้ ความชำนาญ และมีประสบการณ์มาดำเนินการต่อ และ วิธีที่ดีที่สุด คือ พยายามหาหนทางให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินให้มากที่สุด โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
1. แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
2. ออกจากพื้นที่ที่วัตถุต้องสงสัยตั้งอยู่ ให้ถือว่าพื้นที่นั้นเป็นเขตอันตรายโดยเร็ว และ
พยายามร่วมมือกับบุคคลอื่นๆ กันมิให้มีผู้อื่นเข้าไปในเขตอันตราย ระยะปลอดภัยประมาณ 100 เมตรขึ้นไป
3. ปิดไฟฟ้า ท่อแก๊ส ท่อเชื้อเพลิง ที่เข้าไปสู่เขตอันตราย
4. ถ้ามีกระสอบทราย ให้วางไว้โดยรอบ และให้สูงเกิน 1 เท่าของความสูงของระเบิด แต่
อย่าใช้กระสอบทรายทับระเบิด เพราะจะทำให้แรงระเบิดสูงขึ้น ถ้ามีการระเบิดหรือมีเครื่อง ช่วยลดแรงระเบิดอื่นๆ เช่น ยางรถยนต์ ให้นำไปครอบไว้ 3-4 ชั้น
5. ถ้ามีเวลาเพียงพอ อาจเคลื่อนย้ายวัสดุติดไฟและวัตถุเล็กๆ อื่น ออกจากบริเวณใกล้เคียง
แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงเชือก ลวด หรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะโยงไปสู่วัตถุระเบิด หากพบลักษณะเช่นนี้ อย่าดึงหรือแตะต้องเด็ดขาด
6. อย่าแตะต้องหรือกู้ระเบิดเป็นอันขาด ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญด้านวัตถุระเบิดมากู้
ให้เท่านั้น
- 5 -
การปฏิบัติเมื่อมีผู้ส่งจดหมายหรือกล่องพัสดุที่น่าสงสัย
1. ตรวจสอบความถูกต้องของการจ่าหน้าซอง สังเกตและพิจารณาชื่อผู้รับและผู้ส่งมีความถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ลายมือหรือตัวพิมพ์เป็นตัวหนังสือที่คุ้นเคยหรือไม่ รวมทั้งโอกาส
และเหตุผลในการส่งสิ่งของมาให้
2. สังเกตน้ำหนักและความสมดุลของน้ำหนัก หากมีความหนักมากเกินสมควรหรือมีความหนักที่ด้านใดด้านหนึ่ง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
3. สังเกตรอยเปื้อนหรือรอยด่างคล้ายคราบน้ำมัน และอาจมีกลิ่น
4. ใช้ความรู้สึกสัมผัส เพราะจดหมายปกติจะเป็นแผ่นกระดาษพับ หากพบเป็นแผ่นแข็ง หรือมีความหยุ่นมือ หรือพบเส้นลวดเล็กบางที่ซ่อนพรางไว้เอา หรือมีรูเล็กที่เจาะไว้ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า อาจเป็นวัตถุระเบิด
5. ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นวัตถุระเบิด ให้ดำเนินการดังนี้
5.1 แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
5.2 นำสิ่งต้องสงสัยไปวางในที่โล่งแจ้ง และให้ห่างจากตัวอาคารให้มากที่สุด
5.3 อย่าดัด งอ เปิด เขย่า หรือกระแทกสิ่งต้องสงสัย รวมทั้งอย่าตัดเชือกที่ผูกอยู่ และอย่านำไปล้างหรือแช่น้ำ หรือเก็บในตู้เก็บเอกสารเด็ดขาด
5.4 กันผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย และปฏิบัติตามคำแนะนำของ
เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญด้านวัตถุระเบิด
6. ข้อพิจารณา
6.1 อย่ารับสิ่งของจากบุคคลแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก รวมทั้งสิ่งของที่ไม่ได้สั่ง หรือผู้ที่นำ
มาส่งแบบผิดปกติ
6.2 อย่าให้คนนำส่งของเข้ามาในบ้าน ถ้าทำได้ให้จดชื่อและที่อยู่ของผู้นำส่งไว้ด้วย
6.4 ไม่ควรรับฝากสิ่งของไว้ให้บุคคลอื่น ควรแนะนำผู้นำส่งให้ส่งกับผู้ที่ระบุชื่อบนจดหมายหรือพัสดุโดยตรง
6.5 หากต้องรับฝาก ให้บันทึก วัน เวลา ชื่อผู้รับ – ผู้ส่งให้ครบถ้วน
บันทึกข้อมูลขู่วางระเบิด
1.วัน เดือน ปี ที่รับโทรศัพท์........................... จำนวนครั้ง.....................................
2. เพศของผู้โทร ( ) หญิง ( ) ชาย
3. อายุประมาณ.............................................. เบอร์ที่โทรเข้ามา.....................................
4. ได้รับโทรศัพท์เมื่อเวลา..................................... ระยะเวลาในการโทร...............................
5. สิ่งที่ต้องถาม
1. ระเบิดจะระเบิดเมื่อไร...................................... 6. คุณรู้ไหมว่าระเบิดอยู่ตรงไหน...................................
2. ตอนนี้ระเบิดอยู่ที่ไหน.................................... 7. ทำไมถึงเอามาวาง......................................................
3. ระเบิดรูปร่างคล้ายอะไร.................................. 8. คุณอยู่ที่ไหน..............................................................
4. เป็นระเบิดชนิดไหน....................................... 9. คุณชื่ออะไร................................................................
5. อะไรที่เป็นสาเหตุให้เกิดการระเบิด..........................................................................................................
6. บันทึกการขู่วางระเบิด (พูดว่าอย่างไร...........................................................
1................................................................................................................................................................
2................................................................................................................................................................
7. น้ำเสียงของผู้โทรเข้ามา (กาเครื่องหมาย / )
( ) สงบนิ่ง ( ) เน้นเสียง ( ) นุ่ม ( ) ตื่นเต้น ( ) หัวเราะ ( ) ดัดเสียง
( ) เร็ว ( ) ธรรมดา ( ) โกรธ ( ) เสียงดัง ( ) ช้า ( ) ร้องไห้
( ) เสียงลึก ( ) แตกต่าง ( ) ขาดหาย ( ) หายใจลึก ( ) ปิดบัง ( ) กระซิบ
( ) คล่อง ( ) คล้าย (ถ้าเสียงคล้าย, คล้ายใคร)
8. เสียงแบคกราวด์ (กาเครื่องหมาย / )
( ) บนท้องถนน ( ) เครื่องจักรในโรงงาน ( ) วุ่นวาย ( ) เสียงสัตว์
( ) เงียบ ( ) เครื่องเสียง ( ) เสียงเพลง ( ) เสียงในบ้าน
( ) เสียงอยู่ไกล ( ) ภายใน ( ) เสียงมอเตอร์ ( ) เครื่องจักรสำนักงาน
( ) อื่น ๆ (ระบุ) .........................................................................................................................................
9. ภาษาที่ใช้ในการขู่วางระเบิด (กาเครื่องหมาย / )
( ) พูดเร็ว (มีการศึกษา) ( ) อักขระ ( ) เสียงจากเทป ( ) อ่านข้อความที่เตรียมมา
10. การออกสำเนียง (กาเครื่องหมาย / )
( ) ภาคเหนือ ( ) ภาคอิสาน ( ) ภาคใต้ ( ) ไม่ชัดเจนแบบจีน ( ) ไม่ชัดเจนแบบฝรั่ง
( ) ไม่ชัดเจนแบบ ..........................................................................................
11. สภาพอารมณ์ ( ) ปกติ ( ) ไม่ปกติ
12. ข้อพิจารณา (อื่น ๆ)....................................................................................................................................
ชื่อผู้บันทึก..............................................ตำแหน่ง.......................................เบอร์โทร..................................
วัน เดือน ปี ที่บันทึก ................../............................/............................
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #236 เมื่อ: 11-03-2008, 22:42 »



ขณะนี้ปัญหาที่พบส่วนใหญ่เป็นการซุ่มยิงและลอบวางเพลิง

แนวทางที่ใช้ต่อต้านการซุ่มยิงทุกชนิด ต้องมีการจัดทำเพื่อให้แต่ละหมู่บ้านฝึกฝน
เจ้าหน้าที่แต่ละหน่วย สามารถกวาดล้างผู้ซุ่มยิงได้มากขึ้น

นอกจากนั้นก็พบว่าเข้าไป ยิงตามงานต่างๆ หรือใกล้แคหะสถานก็มี


ดังนั้นแต่ละหมู่บ้านในพื้นที่เสี่ยง ต้องสำรวจและจัดการชัยภูมิของหมู่บ้านของตนให้สะดวกในการป้องกัน


การเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิด มอบตัว เป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง การกดดันกวาดจับเป็น

ตามที่กระทำอยู่ คือแนวทางลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้มาก

การให้ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ป้องกันหมู่บ้านตนเอง คือแนวทางที่ถูกต้องแล้วครับ


ขอยกย่องและให้กำลังใจผู้เกี่ยวข้องในการป้องกันและลดความรุนแรงโดยไม่มีความเดียดฉันท์ในความแตกต่างอยู่บ้าง ทุกท่าน
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #237 เมื่อ: 13-03-2008, 00:09 »



ชื่อเรื่อง   จับไม้พะยูงเถื่อนล็อตใหญ่
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก   มติชน
 คอลัมน์ข่าว   เซกชั่น กระบวนการยุติธรรม
 URL   http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01jud03100351&day=2008-03-10§ionid=0117
 เนื้อหา  เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มี.ค. ที่ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา นายราฆพ ศรีศุภอรรถ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 แถลงข่าวการจับกุมไม้พะยูงเถื่อนล็อตใหญ่จำนวน 3 ตู้คอนเทนเนอร์ รวม 600 ท่อน มูลค่ารวมกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายสืบสวนและปราบปรามศุลกากรภาคที่ 4 ร่วมกับด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ จับกุมได้ขณะเตรียมลำเลียงส่งเข้าไปยังประเทศมาเลเซียผ่านด่านพรมแดนปาดังเบซาร์เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้เอกสารแสดงชนิดสินค้าเป็นไม้ยางพารา และนำปีกไม้ยางพาราปิดไว้ด้านนอกเพื่อตบตา แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกลับพบว่าภายในตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 3 ตู้ซุกซ่อนไม้พะยูงเอาไว้ จากการสอบสวนทราบว่า ไม้พะยูงทั้งหมดถูกลำเลียงมาจาก จ.สตูล เพื่อส่งต่อเข้าไปยังประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงยึดไม้พะยูงทั้งหมดไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการตามกฎหมายศุลกากรต่อไป
 วันที่เผยแพร่  10 มี.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล  10 มี.ค. 2551
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #238 เมื่อ: 16-03-2008, 00:40 »



เผยเหยื่อ “คาร์บอมบ์” ยะลา ที่แท้น้องชายผู้ต้องหาป่วนใต้ หวังป่วนเมืองแต่ระเบิดใส่ตัวเองดับก่อน
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 มีนาคม 2551 20:56 น.
 
 
   ยะลา - ตำรวจยะลาสอบเหตุคาร์บอมบ์กลางเมือง ระบุคนร้ายเป็นน้องชายของผู้ต้องหาคดีก่อเหตุความไม่สงบ ซุกระเบิดในรถยนต์เก๋ง หวังก่อกวนช่วงซ้อมรับปริญญา แต่กลับระเบิดก่อนจนตัวเองดับคาที่
       
       ความคืบหน้าเหตุระเบิดที่ จ.ยะลา วันนี้ (15 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.56 น. พ.ต.ท.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ ผกก.สภ.ยะลา ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุแม่ก่อเหนี่ยวยะลา ว่ามีเหตุระเบิดขึ้นบนถนนสุขยางค์ บริเวณหน้าโรงเรียนนิบงชุนูปถัมภ์ ภายในเขตเทศบาลนครยะลา ซึ่งอยู่ห่างจาก ที่ทำการสำนักงานเทศบาลนครยะลา เพียง 50 เมตร หลังได้รับแจ้งจึงรุดไปยังจุดที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พล.ต.ต.สายัญ กระแสแสน ผบก.ภ.จว.ยะลา ชุดเก็บกู้ และ ตัดสัญญาณ (ชุดศรศึก – ศรชัย) เจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการเขต 45 ยะลา และ กำลังตำรวจ ทหาร ฉก.ยะลา และ ฝ่ายปกครองอีกจำนวนหนึ่ง
       
       ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกรัศมีของระเบิด บริเวณดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีคาร์ สีเขียว แผ่นป้ายทะเบียน กข2065 ปัตตานี กระจายเต็มพื้นถนน เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่สามารถใช้งานได้ ห่างกันประมาณ 30 เมตร พบศพ นายซาลาฮูดิน ปูลา อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 6 ต.บ้านแหร่ อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งเป็นลูกของผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.บ้านแหร่ และยังเป็นน้องชายของนายอับดุลเลาะ ปูลา มีหมายจับในคดีความมั่นคงหลายคดีในพื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียงสภาพศพแหลกละเอียด น่าสยดสยอง ชิ้นส่วนร่างกายขาดหาย แขนขาด ไส้ทะลัก
       
       จากการสอบสวนทราบว่า คนร้ายไม่ทราบกลุ่มนำระเบิดชนิดแสวงเครื่อง กดชนวนด้วยรีโมทคอนโทรล น้ำหนักไม่ตำกว่า 15 กิโลกรัม ซุกไว้ในรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว เพื่อเตรียมไปใช้ก่อเหตุในเขตเทศบาลนครยะลา โดยมีนายซาลาฮูดิน ปูลา เป็นคนขับรถยนต์ เพื่อก่อเหตุร้าย เมื่อขับรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุรถยนต์ก็ได้ระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนเศษชิ้นส่วนรถยนต์ปลิวกระจายเต็มพื้นถนน ไฟลุกท่วมตัวรถ และทำให้นายซาลาฮูดิน ปูลา เสียชีวิตดังกล่าว
       
       ส่วนรถยนต์ที่คนร้ายนำมาซุกระเบิดนั้นเดิมเป็นรถยนต์ของนางหัทยา แตมามุ ปลัดฝ่ายทะเบียน อ.เมือง จ.ปัตตานี ได้ขายให้กับเต้นรถยนต์มือสอง ของนายยูโซะ ลาเต๊ะ อายุ 45 ปี เลขที่ 154/9 ถนนยะรัง ต.ตะลูโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี และ นายยูโซะ ได้ขายรถยนต์เก๋งคันที่เกิดเหตุให้กับชาวบ้านในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา และจนมาพบเป็นรถยนต์ซุกระเบิด(คาร์บอมบ์)ดังกล่าว
       
       เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า คนร้ายนำคาร์บอมบ์เตรียมก่อเหตุในเทศบาลนครยะลา เนื่องจากในวันนี้มีประชาชนนอกพื้นที่จังหวัดยะลามาร่วมงานซ้อมใหญ่การรับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลาเป็นจำนวนมาก แต่รถยนต์กลับระเบิดขึ้นเสียก่อน ไม่ทันที่จะสร้างความเสียแก่ประชาชนในพื้นที่ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบเต้นรถยนต์ของนายยูโซะว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดครั้งนี้หรือไม่อย่างไร

 
 
"""""""""""""""""""""""""""
 
 
 
เหยื่อบึ้มปัตตานี! ดับเพิ่มเป็น 2 ราย
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 มีนาคม 2551 22:25 น.
 
 
       ปัตตานี – เหตุระเบิดด้านข้างโรงแรมซี.เอส.ปัตตานี ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตรวมเป็น 2 รายแล้ว และทราบชื่อผู้บาดเจ็บทั้งหมดซึ่งแพทย์ได้ตรวจสอบอาการและรักษาแล้ว
       
       ผู้สื่อข่าวจาก จ.ปัตตานี รายงานความคืบหน้าเหตุระเบิดบริเวณด้านหน้าของ โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดย 1 ใน 2 เป็นยามรักษาความปลอดภัยของโรงแรม และมีผู้บาดเจ็บหลายราย
       
       โดยระเบิดลูกแรก เกิดขึ้นที่บริเวณห้องน้ำห้องบุหงา ต่อมาได้เกิดระเบิดที่บริเวณใต้ท้องรถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิที่จอดอยู่ใกล้บันไดทางขึ้นด้านหน้าของโรงแรม แรงระเบิดทำให้พนักงานของโรงแรม แขกที่มาพัก ซึ่งนั่งคุยและกินชาชักอยู่ ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งกระจกอาคารของโรงแรมและรถยนต์ที่จอดได้รับความเสียหายหลายคัน
       
       สำหรับรายชื่อผู้บาดเจ็บทั้งหมด ประกอบด้วย
       1.นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล เจ้าของโรงแรม และ ส.ว.สรรหา บาดเจ็บที่ศีรษะ
       2.นายปาเรซ โลหะสัณฑ์ ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ และไทยพีบีเอสปัตตานี บาดเจ็บที่ศรีษะ
       3.นายอับดุลเลาะ สาและ
       4.ส.ต.ท.อหะมัด มะเซ็ง สาหัสเข้าห้องผ่าตัด
       5.นายอำนาจ สาและ ส่งโรงพยาบาล มอ.หาดใหญ่
       6.นางจิรา ประทาย
       7.นายวีรยุทธิ์ แวสุหลง
       8.นางจิตลออ เด่นอุดม
       9.ดช.สาละ เทียรปรีชา
       10.ดญ.รสา เทียรปรีชา
       11.นายชาย ขาวทอง
       12.นายเปรมมนัส เทียรปรีชา
       13.นายอับดุลรอซะ ลาเตะ กลับบ้านได้

 
 
บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #239 เมื่อ: 16-03-2008, 01:03 »

ใจเย็นๆ ครับ สส.ภาคใต้ ยังไม่ได้รับรายงานครับ

 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #240 เมื่อ: 16-03-2008, 09:22 »



ตำรวจปัตตานีโชว์ผลงานยึดระเบิดพร้อมเครื่องกระสุนล็อตใหญ่      
วันพุธที่ 12 มีนาคม 2008 21:38น. 
โต๊ะข่าวภาคใต้  สถาบันอิศรา

 ตำรวจปัตตานีโชว์ผลงานยึดระเบิดและเครื่องกระสุนเพียบ หลังพบรถต้องสงสัยวิ่งเข้าออกผิดปกติ คาดขนยุทโธปกรณ์ทางเรือส่งให้แนวร่วมก่อเหตุป่วน

 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 พ.ต.ท.ธวัชชัย สังฆมิตกุล รอง ผกก.สภ.เมืองปัตตานี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี ได้สนธิกำลังกับฝ่ายทหาร เข้าตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยว่าจะมีการซุกซ่อนวัตถุระเบิดและกระสุนหลายรายการ ที่บริเวณนากุ้งริมทะเล ท้องที่หมู่ 3 ตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี


ผลการตรวจค้น พบอุปกรณ์ทำระเบิดและวัตถุระเบิดจำนวนมากซ่อนอยู่ในถุงพลาสติก ได้แก่ ระเบิดเครโม จำนวน 2 แท่ง เชื้อปะทุ 12 อัน เครื่องกระสุนปืนอาก้า 134 นัด ดินระเบิดซีโฟร์ 1 แท่ง ดินระเบิดไดนาไมค์ 1 แท่ง ตะปูเรือใบ 5 กิโลกรัม และระเบิดแบบขว้าง เอ็ม 26 จำนวน 2 ลูก

 "การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากฝ่ายทหารว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามีรถต้องสงสัยวิ่งเข้าออกผิดปกติในบริเวณดังกล่าว จึงนำกำลังไปตรวจสอบ คาดว่าคนร้ายนำยุทโธปกรณ์ทั้งหมดเข้ามาทางเรือ และนำมาซุกซ่อนเพื่อส่งต่อให้กับคนร้ายอีกกลุ่มเพื่อนำไปใช้ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้" ผกก.สภ.เมืองปัตตานี ระบุ

 
บันทึกการเข้า

Familie
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369



« ตอบ #241 เมื่อ: 16-03-2008, 16:57 »

มาให้กำลังใจ และขอชื่นชมในความมุ่งมั่นครับ
ผมอ่านไม่หมดหรอกครับ ตาลาย
แต่ขอชมจากใจจริง
บันทึกการเข้า


บรรพบุรุษ ของไทย แต่โบราณ      ปกบ้าน ป้องเมือง คุ้มเหย้า
เสียเลือด เสียเนื้อ มิใช่เบา           หน้าที่เรา รักษา สืบไป
ลูกหลาน เหลนโหลน ภายหน้า      จะได้มี พสุธา อาศัย
อนาคต จะต้องมี ประเทศไทย       มิยอมให้ ผู้ใด มาทำลาย
อธิฏฐาน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,912


รักษาประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน


« ตอบ #242 เมื่อ: 16-03-2008, 19:05 »

ใจเย็นๆ ครับ สส.ภาคใต้ ยังไม่ได้รับรายงานครับ

 

ปัตตานีเป็นบ้านของ นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา  ค่ะลุงแคน เผลอ ๆ อาจจะพบเพชรสีฟ้าที่ปัตตานีก็ได้
บันทึกการเข้า

หยุด...สัมปทานอุทยานแห่งชาติ
http://www.oknation.net/blog/sandstone
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #243 เมื่อ: 16-03-2008, 21:12 »

บึ้ม ‘ซีเอส’ ปัตตานี ทำลายพื้นที่ปลอดภัย เขย่าแนวทาง ‘สันติภาพ’ 
http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=225

สกู๊ป/รายงานพิเศษ | 2551-03-16 14:53:56
 พิมพ์ข่าวหน้านี้
 
 ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
www.deepsouthwatch.org
แม้การลอบวางระเบิดโรงแรม สถานบริการ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่สำหรับเหตุการณ์คาร์บอมบ์โรงแรมซีเอสปัตตานี เมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 มีนาคม กล่าวได้ว่า นี่คือปรากฏการณ์ใหม่ ที่สะเทือนความรู้สึกของผู้ที่ใกล้ชิด และเกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อความไม่สงบชายแดนภาคใต้

ก่อนหน้านั้นช่วงบ่ายวันเดียวกันเกิดเหตุคาร์บอมขึ้นกลางเมืองยะลา โดยรถยนต์ที่มีวัตถุระเบิดแสวงเครื่องบรรจุอยู่ภายในถังดับเพลิงรวม 3 ลูกๆ ละ 15 กิโลกรัม ซึ่งคนร้ายกำลังขับอยู่นั้นเกิดระเบิดขึ้นกลางถนนบริเวณด้านหน้าโรงเรียนนิบงชนูปถัมภ์ เขตเทศบาลเมืองยะลา ทำให้นายสาลาฮูดิน   ปูลา  อายุ 20 ปี  แนวร่วมก่อความไม่สงบซึ่งเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวเสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้น

และช่วงค่ำวันเดียวกันนั้นเองก็เกิดเหตุขึ้นที่โรงแรมซีเอสปัตตานี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสองพื้นที่ ซึ่งมีการใช้รถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดจำนวนมากเช่นเดียวกัน กล่าวได้ว่านี่คือการวางแผนก่อเหตุมาแล้วล่วงหน้า

กรณีซึ่งเกิดขึ้นที่จ.ยะลา พล.ต.วรรณทิพย์ ว่องไว ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจยะลา(ผบ.ฉก.ยะลา) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเชื่อมโยงกับการก่อเหตุที่โรงแรมซีเอส ที่ จ.ปัตตานี เพราะมีลักษณะของการวางระเบิดคล้ายคลึงกัน นายสาลาฮูดิน เป็นสมาชิกของกลุ่มอาร์เคเค และมีประวัติเคยถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่เมื่อไม่นานมานี้ แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับการดำเนินคดี เมื่อถูกปล่อยตัวก็กลับมาก่อเหตุดังกล่าว  โดยเป้าหมายหลักของการก่อเหตุวิเคราะห์ได้หลายด้าน ซึ่งนอกจากจะมุ่งก่อการในพื้นที่ที่มีประชาชนจำนวนมากแล้ว
อาจหวังสร้างผลงานขยายผลไปสู่การเรียกร้องบางอย่างต่อต่างประเทศ

"ทราบว่าขณะนี้กำลังมีการประชุมตัวแทนประเทศมุสลิมในที่ประชุมองค์กรโอไอซีในตะวันออกกลางนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นที่เชื่อมโยงกับวันสำคัญของกลุ่มขบวนการโดยเฉพาะวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งเป็นวันก่อตั้งขบวนการบีอาร์เอ็นอีกด้วย"

พ.อ.ชินวัตน์ แม้นเดช รอง ผบ.ฉก.ยะลา กล่าวเสริมว่า การก่อเหตุทั้งที่ปัตตานีและที่ยะลาในลักษณะของการซุกซ่อนภายในรถยนต์ เป็นพัฒนาการด้านยุทธวิธีของฝ่ายตรงกันข้าม เพราะที่ผ่านมาการวางระเบิดในรูปแบบต่างๆ ถูกเจ้าหน้าที่จับทางได้หมดแล้ว แต่สำคัญกว่านั้นการก่อเหตุครั้งนี้ต้องการสะท้อนให้สาธารณะเห็นว่าพวกเขายังมีศักยภาพในการก่อเหตุอยู่
ในขณะเดียวกันก็ต้องการสื่อสารกับส่วนต่างๆ หรือเซลล์ภายในขบวนการเองด้วย

"ธรรมชาติของกองกำลังในสงครามกองโจรจะต้องเป็นผู้ริเริ่มกระทำก่อน และที่สำคัญจะต้องกระตุ้นให้เซลล์ต่างๆ ของพวกเขาเห็นว่าพวกเขายังต่อสู้อยู่ถ้าไม่มีการกระตุ้นอย่างนี้ อุดมการณ์การต่อสู้จะฝ่อ เซลล์ต่างๆ จะถดถอย ในแง่หนึ่งการก่อเหตุในลักษณะช็อคอย่างนี้ก็เป็นการจัดตั้งของพวกเขาอย่างหนึ่งซึ่งแตกต่างกับระบบข้าราชการที่มีโครงสร้างชัดเจน"

พ.อ.ชินวัตน์ วิเคราะห์ว่า สำหรับการก่อเหตุใน จ.ยะลา นั้น เชื่อว่าเป้าหมายในการวางระเบิดน่าจะอยู่ที่ ม.ราชภัฎยะลา ซึ่งที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปทำงานความคิดกับนักศึกษาหนักขึ้น การวางระเบิดภายในสถาบันซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ คือปฏิกิริยาตอบโต้มาตรการของฝ่ายรัฐ 

ส่วนกรณีซึ่งเกิดขึ้นที่โรงแรมซีเอส จ.ปัตตานี พล.ต.ธวัชชัย สมุทรสาคร ผบ.ฉก.ปัตตานี กล่าวว่า คนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องขนาดเล็ก ซุกซ่อนไว้ที่โถฉี่ห้องน้ำชายด้านล่าง และเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. แต่ทางโรงแรมไม่ต้องการให้ผู้มาใช้บริการแตกตื่นหวาดกลัว จึงปิดข่าวเอาไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบระเบิดอีกลูกหนึ่งอยู่ภายในห้องส้วม ภายในห้องน้ำชายเช่นเดียวกัน คาดว่าเป็นระเบิดลูกที่สอง เพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าไปตรวจสอบ แต่ระเบิดไม่ทำงาน หลังจากนั้นเวลาประมาณ 20.00 น. จึงเกิดระเบิดขึ้นที่ด้านหน้าโรงแรม โดยคนร้ายซุกซ่อนระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังดับเพลิง 2 ลูกๆ ละ 15 กิโลกรัมไว้ในรถยนต์ และจุดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ

ข้อมูลการก่อเหตุของคนร้ายตามที่ผบ.ฉก.ปัตตานีระบุมา อาจวิเคราะห์ได้ว่า ระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องน้ำหวังผลให้เกิดความแตกตื่น เมื่อผู้มาใช้บริการวิ่งหนีออกมาด้านนอกโรงแรม ระเบิดในรถยนต์ดังกล่าวจะสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ถือเป็นโชคดีที่ทางโรงแรมพยายามปิดข่าวเพื่อป้องกันความแตกตื่น

ปัญญศักดิ์ โสภณวสุ นักวิชาการโครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวว่า การก่อเหตุเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550 ช่วงเทศกาลตรุษจีน มีการก่อเหตุขึ้นพร้อมกันหลายจุดในพื้นที่จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส  โดยที่อ.สุไหงโก-ลกจ.นราธิวาสคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนไว้ในโซฟา ภายในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง เมื่อเกิดระเบิดขึ้นลูกค้าที่มาใช้บริการพากันแตกตื่นวิ่งหนีออกมาภายนอก คนร้ายจึงจุดชนวนระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ในรถจักรยานยนต์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย

เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่โรงแรมซีเอสจ.ปัตตานีและที่จ.ยะลา แม้รูปแบบการก่อเหตุจะมีความคล้ายกัน แต่การวิเคราะห์ถึงสาเหตุเป้าหมายการก่อเหตุของผู้รับผิดชอบพื้นที่ทั้งสองกลับแตกต่างกัน ผบ.ฉก.ยะลาระบุเป้าหมายการก่อเหตุว่าเป็นการก่อการร้าย 100 % แต่สำหรับผบ.ฉก.ปัตตานี กลับให้น้ำหนักในประเด็นนี้แค่ 40 %

"ผมคิดว่าสาเหตุหลักน่าจะเป็นเรื่องการเมือง ขณะนี้กำลังจะมีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีการนัดหมายหารือกลุ่มต่างๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจำนวนมาก คาดว่าเป้าหมายอาจเป็นการหวังผลในประเด็นทางการเมืองมากกว่า"

ประเด็นเป้าหมายการก่อเหตุซึ่งผบ.ฉก.ปัตตานี พุ่งเป้าไปยังประเด็นทางการเมือง สำหรับปัญญศักดิ์ เขากลับไม่เห็นด้วย เนื่องจากแน่ชัดว่ารูปแบบของการก่อเหตุครั้งนี้มีลักษณะที่น่าจะเชื่อได้ว่า หวังผลความสูญเสียจำนวนมาก ที่สำคัญนี่คือการ Shock ความรู้สึก เป็นการก่อความรุนแรงในเชิงคุณภาพ หลังจากที่ฝ่ายทางการพยายามตอกย้ำอยู่เสมอว่าจำนวนเหตุการณ์ ความถี่ในการก่อเหตุลดลง

"พื้นที่โรงแรมซีเอสเป็นพื้นที่ซึ่งทุกฝ่ายใช้เป็นที่จัดประชุม จัดกิจกรรม ทั้งฝ่ายรัฐ ภาคเอกชน เอ็นจีโอ รวมทั้งสื่อมวลชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีความปลอดภัยอีกต่อไป เป็นเรื่องของกระบวนการวิธีคิดของผู้ก่อเหตุ ที่จะต้องตามให้ทัน กรณีซีเอสถือเป็นการสร้างผลสะเทือนขนาดหนักต่อความรู้สึกของทุกฝ่าย"

พื้นที่ปลอดภัยและการสร้างผลสะเทือนทางความรู้สึกของทุกฝ่าย ที่ปัญญศักดิ์กล่าวถึง คงต้องย้อนอดีตช่วง 4 ปีที่ผ่านมาของสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ไม่เคยมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งนี้เลย เรียกได้ว่านี่คือพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ไม่แปลกหากทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน จะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นเวทีประชุม สัมมนา และเวทีวิชาการทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ตลอดจนฝ่ายต่างๆ ซึ่งลงมาทำงานในพื้นที่จะเลือกเป็นที่พัก ไม่เพียงเท่านั้นโรงแรมแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งสำนักงานภาคสนามขององค์ระหว่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม องค์กรทุนสนับสนุนการวิจัยนานาชาติ อีกทั้งที่พักของสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศที่ลงมาในพื้นที่

โรงแรมซีเอสปัตตานี จึงเป็นพื้นที่ หรือเวทีการแห่งการขับเคลื่อนทางความคิดของทุกฝ่าย และทุกระดับ

ดังนั้นการก่อเหตุที่เกิดขึ้นถึงแม้จะยังไม่มีข้อมูลใดระบุได้อย่างชัดเจนว่า เป็นการพุ่งเป้าหมายไปเพื่อปิดกั้นโอกาส การทำงานของภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมกันสร้างสันติสุข และหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี  แต่ในแง่ของความรู้สึกเมื่อสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยเช่นนี้ไปแล้ว อาจปิดกั้นโอกาสที่ภาคส่วนต่างๆ จะลงมาทำงานขับเคลื่อนการสร้างสันติสุขในพื้นที่

และหากมองถึงการเป็นสถานที่พักของสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศที่ลงมาในพื้นที่ ประเด็นการก่อเหตุเพื่อยกระดับความรุนแรงขยายปัญหาให้เป็นที่รับรู้ของสังคมโลก ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ความรุนแรงครั้งนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าส่งผลสะเทือนอย่างสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และมองกันแค่ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น

วรวิทย์ บารู อดีตผู้อำนวยการสถาบันสมุทรรัฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และสว.ปัตตานี เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งแสดงความห่วงใยในประเด็นนี้ เขาบอกว่า สถานที่แห่งนี้ถือเป็นศูนย์รวมของคนหลายกลุ่ม ถือเป็นที่ปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ของทุกฝ่ายซึ่งลงมาทำงานที่นี่ ทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และเอ็นจีโอ เพราะจิตใจของคนเหล่านี้มาด้วยความเป็นกลาง เพื่อความเป็นธรรม การแสวงหาข้อเท็จจริงไม่ใช่จะไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

"ผมว่าเราคงต้องจับทิศทางให้ถูกในการที่จะลดความรุนแรง ผมยืนยันว่าวันนี้ต้องให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ วันนี้ถ้าประชาชนเห็นด้วยกับความรุนแรงเราคงอยู่ไม่ได้ แต่ความใฝ่ฝันถึงสันติสุขยังมีมากกว่า ซึ่งรัฐจะต้องเพิ่มมาตรการเพื่อความปลอดภัย รักษาโอกาสในการทำงานเพื่อสันติสุขเหล่านี้ไว้"

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามนั่นคือห้วงเวลาการก่อเหตุครั้งนี้ มีนัยผุกโยงกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการก่อความไม่สงบเมื่อครั้งอดีต นั่นคือ

วันที่ 10 มีนาคม คือวันลงนามในสนธิสัญญาปักปันเขตแดนปัตตานี ไทย-อังกฤษ เมื่อพุทธศักราช  2452 ซึ่งหากนับถึงขณะนี้รวมเวลาได้ 99 ปี ขณะที่วันที่ 13 มีนาคม คือวันสถาปนาขบวนการบีอาร์เอ็น

ในประเด็นนี้วรวิทย์กล่าวว่า หากมองเช่นนี้ก็ถือว่าขบวนการก่อความไม่สงบจงใจแสดงศักยภาพ กรณีที่มีการแจ้งเตือนความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 10 และ 13 มีนาคม และมีสื่อมวลชนนำเสนอประเด็นนี้ไปก่อนหน้านี้  นี่คือความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง การปรามกลายเป็นการท้าทาย และสิ่งที่เกิดขึ้นก็แสดงให้เห็นว่า ขบวนการก่อความไม่สงบยังสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ปัญญศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ กำลังเข้าสู่ ‘ศักราชใหม่แห่งความรุนแรง' หลังเหตุการณ์วางระเบิด ซุ่มโจมตีทหารเสียชีวิต 8 นาย และตัดศีรษะหนึ่งในนั้นไปด้วย พร้อมทั้งชิงอาวุธปืนกลประจำรถ ที่บ้านลือเปาะ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของความรุนแรง ซึ่งการก่อเหตุจะไม่เน้นจำนวนเหตุการณ์ ไม่เน้นจำนวนการสูญเสีย แต่มุ่งเน้นการก่อเหตุซึ่งแม้จะใช้รูปแบบวิธีการเดิมๆ แต่จะพัฒนาวิธีการความรุนแรงให้ส่งผลสะเทือนต่อความรู้สึก เช่นกรณีวางระเบิด ซุ่มโจมตีแล้วตัดศีรษะซ้ำ พร้อมทั้งนำศีรษะไปวางไว้บนรถฮัมวี่ และถัดมาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็มีการก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ปัญญศักดิ์มองว่า ความรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีนัยต่อการแสดงศักยภาพของขบวนการก่อความไม่สงบ เพราะพื้นที่ความรุนแรงในช่วงดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ดุซงญอ  รวมทั้งต.จ๊ะก๊วะ ต.วังพญา อ.รามัน เป็นพื้นที่ซึ่งฝ่ายทหารดำเนินยุทธการปิดล้อม ตรวจค้น และจับกุมแกนนำในพื้นที่ไปแล้วเป็นจำนวนมาก และสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่เหล่านี้เงียบหายไปนาน

เขาตีความว่านี่คือการทุ่มกำลังเข้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแสดงให้มวลชนเห็นว่ายังสามารถควบคุมพื้นที่ได้ เจ้าหน้าที่รัฐ ืโดยเฉพาะทหาร ไร้ความสามารถแม้แต่จะคุ้มครองตนเอง

สอดคล้องกับข้อมูลจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งเปิดเผยว่า หลังการใช้มาตรการทางทหารเพื่อกดดันขบวนการก่อความไม่สงบอย่างหนัก ทั้งการตรวจค้น จับกุม เชิญตัวมาสอบสวน ก็มีความขัดแย้งขึ้นในขบวนการก่อความไม่สงบ

"ฝ่ายการเมืองมาต่อว่าฝ่ายกองกำลังว่าไม่เข้มแข็ง ทำให้ฝ่ายการเมืองถูกจับกุม ขณะที่ฝ่ายกองกำลังก็ถูกลิดรอน ถูกควบคุมโดยการสกัดกั้นการก่อเหตุ  ช่วงไม่นานมานี้ มีทั้งใบปลิวหลายพื้นที่ หรือข่าวลือซึ่งพูดต่อๆ กันมาว่า จะมีการสูญเสียครั้งใหญ่"

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายต่างๆ เพ่งเล็งมากในขณะนี้คือการก่อเหตุโดยใช้คาร์บอมบ์ โดยเลือกเป้าหมายซึ่งเป็นฐานที่มั่นกองกำลังของรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมถนน

ประเด็นดังกล่าวมิใช่ข้อมูลซึ่งหลุดออกสู่การรับรู้ต่อสาธารณะหลังเกิดเหตุ ผู้สื่อข่าวซึ่งทำงานในพื้นที่ยืนยันว่า มีการแจ้งเตือนประเด็นเหล่านี้จริง แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ขอร้องมิให้สื่อมวลชนนำเสนอออกไป เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก  ประเด็นการแจ้งเตือนก่อนหน้านี้ก็คือ  อาจจะมีการก่อเหตุในลักษณะ ‘ดับไฟเผาเมือง' เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อเดือนกรกฏาคม 2548 แต่จากการวิเคราะห์หลังเกิดเหตุครั้งนี้แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า อาจเป็นการเลือกเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เพียงไม่กี่เป้าหมาย เพื่อให้เกิดผลสะเทือนทางความรู้สึกมากที่สุด เนื่องจากขบวนการก่อความไม่สงบมีกำลังไม่เพียงพอที่จะก่อเหตุพร้อมกันอย่างเช่นที่เคยทำในอดีต

สถานการณ์ชายแดนใต้หลังจากนี้ไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดและวิเคราะห์ เพื่อเจาะเข้าไปให้ถึงวิธีการก่อเหตุซึ่งแม้จะไม่ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม มิหนำซ้ำเหตุร้ายรายวันยังลดจำนวน มีความถี่น้อยลง แต่มุ่งความสูญเสียใจแง่ความรู้สึกหวาดผวา ปิดกั้นโอกาส แนวทางแห่งการสร้างสันติสุข ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์อาจพลิกโฉมเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #244 เมื่อ: 17-03-2008, 18:47 »



กลุ่มก่อความไม่สงบปูพรมสร้างสถานการณ์ หลังปฏิบัติการ "คาร์บอมบ์" หน้าซี.เอส.
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=3297&Itemid=47
     
วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2008 15:11น. 
โต๊ะข่าวภาคใต้  สถาบันอิศรา

 กลุ่มก่อความไม่สงบระดมก่อเหตุรุนแรงในหลายพื้นที่ ภายหลังปฏิบัติการ "คาร์บอมบ์" หน้าโรงแรมซี.เอส.ปัตตานี ในตัวเมืองปัตตานี เมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 มีนาคม 2551 จนสร้างความตื่นกลัวและตึงเครียดไปทั่วสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยตลอดทั้งวันของวันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม ต่อเนื่องวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม คนร้ายได้ก่อเหตุรุนแรงอีกหลายเหตุการณ์ เริ่มจากเมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 16 มีนาคม คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิง นายมะนุง ดอเลาะ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88 หมู่ 2 ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ขณะขี่รถจักรยานยนต์อยู่บนถนนสายปารามีแต-พงยือไร ช่วงหน้าสุสานจีน ท้องที่ตำบลบันนังสาเร็ง อำเภอเมืองยะลา เป็นเหตุให้นายมะนุงได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการเป็นตายเท่ากัน

 ที่จังหวัดนราธิวาส เวลา 19.00 น.วันเดียวกัน เกิดระเบิดขึ้นภายในร้านอาหาร "กำแพงเพลงเพื่อชีวิต" ตั้งอยู่เลขที่ 9 ถนนเจริญพงศ์ ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ทั้งนี้ คนร้ายลอบวางระเบิดชนิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัมเอาไว้ในคูน้ำข้างม้านั่งของร้าน โดยบรรจุระเบิดไว้ในกล่องเหล็ก ยัดไว้ในกระป๋องนมผงยี่ห้อหนึ่งเอาไว้อีกชั้น และจุดชนวนด้วยนาฬิกาปลุกแบบดิจิตอล

ทหารพรานปะทะเดือดที่ยี่งอ

 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัด ร้อย ร.4606 จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ รวม 24 นาย ได้จัดกำลังเดินเท้าเข้าตรวจสอบกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายก่อความไม่สงบ ในท้องที่อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่า เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 5-8 คน มีอาวุธครบมือ แต่งกายคล้ายทหาร ลอบเข้าไปกบดานเพื่อเตรียมก่อเหตุรุนแรง

  ทั้งนี้ เมื่อชุดทหารพรานเข้าไปถึงชายป่าเชิงเขาหลังหมู่บ้านกูยิ หมู่ 5 ตำบลตะปอเยาะ อำเภอยี่งอ พบกองกำลังของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบแอบซุ่มอยู่ในป่ารกข้างทางในหมู่บ้าน และใช้อาวุธสงครามกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่ จนเกิดการปะทะกันขึ้นนานกว่า 15 นาที ก่อนที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะล่าถอยไป โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

 หลังเข้าเคลียร์พื้นที่อย่างละเอียด ชุดทหารพรานจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย แต่บุคคลดังกล่าวยังให้การปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เผาโรงเรียนลวง จนท.ก่อนกดบึ้มซ้ำ

 ต่อมาเวลา 22.15. น. ที่จังหวัดปัตตานี พ.ต.ท.สการียา ยูโซะ รอง ผกก.สส.สภ.สายบุรี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารเรียนโรงเรียนบ้านบน ท้องที่หมู่ 2 ตำบลปะเสยาวอ จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและรถดับเพลิงหลายคัน แต่ระหว่างทางเจอตะปูเรือใบและต้นไม้ถูกตัดขว้างถนน รวมทั้งพบวางวัตถุต้องสงสัยอีกหลายจุด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาเคลียร์พื้นที่อยู่พักใหญ่ เมื่อไปถึงโรงเรียนที่เกิดเหตุจึงพบว่าเพลิงได้ลุกไหม้อาคารเรียนอย่างรุนแรงจนเกือบวอดหมดทั้งหลังแล้ว

 ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังระดมฉีดน้ำดับเพลิงอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงถูกแรงอัดของระเบิดกระเด็นไปคนละทิศละทาง ส่วนตำรวจ ทหาร และชาวบ้านที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุต่างหมอบลง ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยลำเลียงคนเจ็บส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี

 ทั้งนี้ ระหว่างที่รถลำเลียงคนเจ็บกำลังมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล เมื่อถึงบริเวณหมู่ 4 ตำบลปะเสยาวอ มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มยิงอาวุธสงครามจากข้างทาง จนเกิดการปะทะกันประมาณ 10 นาที ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีเข้าป่าไป

 สำหรับรายชื่อผู้บาดเจ็บ ประกอบด้วย นายสุรศักดิ์ บุญรัตน์พันธ์ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ถูกสะเก็ดระเบิดเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล นายสุธรรม ขาวผ่อง นายสะรี เจ๊ะมะ นายสุชาติ พรประเสริฐ นายลุชลัม กาเจ และนายซุลกิลมาน เจ๊ะมะ โดยทั้ง 5 คนเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง นอกจากนั้นยังมี ส.อ.อดิศักดิ์ ลาภลึก เป็นทหาร ทั้งหมดโดนสะเก็ดระเบิดบริเวณร่างกาย

 จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนแบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด ลอบเข้าไปงัดหน้าต่างอาคารเรียนแล้วราดน้ำมันก่อนจุดไฟเผา   เพื่อลวงเจ้าหน้าที่เข้าไปดับเพลิง ส่วนกำลังอีกชุดหนึ่งได้นำระเบิดซุกไว้ใต้ม้านั่งหินอ่อน แล้วกดจุดชนวนระเบิดเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ อีกทั้งระหว่างทาง ยังจัดกำลังไปดักซุ่มยิงขบวนรถของเจ้าหน้าที่ด้วย คาดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นปฏิบัติการของกลุ่มก่อความไม่สงบที่หวังตอบโต้มาตรการตรวจค้นจับกุมแนวร่วมอย่างหนัก และเพื่อเป็นการแสดงศักยภาพในพื้นที่ว่ายังสามารถก่อเหตุรุนแรงได้


ดักถล่มนายก อบต.เกะรอดับพร้อมลูกน้อง

 ต่อมาเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 17 มีนาคม คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ และใช้อาวุธสงครามยิงถล่มรถกระบะขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกะรอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เหตุเกิดที่บ้านทุ่งขมิ้น หมู่ 3 ตำบลตะโล๊ะหะลอ อำเภอรามัน ทำให้ นายอายุ ริตีโมง อายุ 39 ปี นายก อบต.เกะรอ เสียชีวิต พร้อมกับ นายมะกรี ดอเลาะ อายุ 28 ปี นายช่างโยธา อบต.เกะรอ สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธสงครามอาก้าและเอ็ม 16 พรุนไปทั้งร่าง รถยนต์พังยับเยิน

 สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายอายุ และนายมะกรี กำลังขับรถเดินทางไปร่วมประชุมรับมอบนโยบายจากผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ที่โรงแรมปาร์ควิว อำเภอเมืองยะลา แต่ระหว่างทางถูกดักยิงเสียก่อน เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่า ประเด็นของการสังหารโหดครั้งนี้อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ หรือไม่ก็เป็นปมขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่น
 
"""""""""
เครือข่ายภาคประชาชน 3 จชต.ออกจดหมายเปิดผนึก กรณีระเบิด 'ซีเอส' ปัตตานี 
สานเสวนา | 2551-03-16 20:38:25

http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=226

จดหมายเปิดผนึกจากเครือข่ายภาคประชาชน

ก่อนอื่นใด  เราเครือข่ายภาคประชาชนคนทำงานเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บนับสิบของพี่น้องของเราขอให้กำลังใจแก่เจ้าของกิจการโรงแรมที่ทรัพย์สินถูกทำลายเสียหาย  จากเหตุการณ์ระเบิดที่โรงแรมซีเอส จังหวัดปัตตานี ในวันที่ ๑๕ มีนาคม  ๒๕๕๑ และขอตำหนิการกระทำรุนแรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยฝ่ายใดและสาเหตุใดก็ตาม ความสูญเสียอาจไม่ต่างจากการสูญเสียที่เกิดขึ้นทุกครั้ง แต่สำหรับคนทำงานด้านสันติภาพจำนวนมาก เราใช้ที่นี่ในการพูดคุย ปรึกษาหารือ ปรับทุกข์ ผูกมิตรทั้งที่เป็นคนในและคนนอก เพื่อร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสรุปบทเรียนการทำงานสันติภาพ หลายคนที่มีหัวใจสันติภาพ บอกว่า ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย หลายคนเจอเพื่อนร่วมทางสันติภาพที่นี่ และทำงานเชื่อมโยง ประสานกันโดยใช้ที่นี่เป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวทำงานเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ตลอดห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา  เมื่อทุกคนเหนื่อยล้าจากการทำงานในสนามแห่งความขัดแย้ง หมดแรงจากการเข้าพื้นที่ห่างไกลเพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจสมาชิกครอบครัวที่สูญเสีย  หมดความศรัทธาต่อมนุษย์เมื่อเจอผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจงานสันติภาพ กำลังใจในการทำงานสันติวิธีอ่อนลงเมื่อกลับมาจากพื้นที่ที่มีบางฝ่ายใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ซีเอสก็จะเป็นที่เย็นที่เราได้พึ่งพิง และเรียกพลังเบื้องต้นกลับมา ซีเอสเป็นต้นธารแห่งพลังของคนทำงานที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เรามิได้รู้สึกว่าที่นี่เป็นพื้นที่ทางธุรกิจหรือพื้นที่ของขั้วการเมือง ตรงกันข้าม ซีเอส ในการให้ความหมายของเราคือสัญลักษณ์ของ "พื้นที่ที่ปลอดภัย" สำหรับเราและทุกคน เมื่อมาถีงจุดนี้ เราจะเหลือที่ที่ปลอดภัยกี่ที่กันเล่า เราทั้งหลายเคยตระหนักถึงสิ่งนี้หรือไม่

ชีวิตพี่น้องเราที่บริสุทธิ์ทั้งหลาย ชีวิตพี่น้องเราที่อาจหลงผิดและผิดพลาดบ้างได้ถูกทำลาย และดับสิ้นลงด้วยผู้ที่มิได้สร้างเขาขึ้นมา พื้นที่สันติภาพของเราถูกบั่นทอนทำลาย  ด้วยพวกที่นิยมความรุนแรง ใจดำอำมหิต ผิดมนุษย์ผู้มีธรรม  มิเคยคิดถึงชีวิตที่สูญเสียและชีวิตที่เหลืออยู่ของผู้อื่น   และเราจึงขอตำหนิการกระทำครั้งนี้และครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมาอีกครั้ง   แท้ที่จริงแล้วในใจของเรา คิดว่าการเพียงแต่ตำหนินั้นน้อยไป เราน่าจะประณามการกระทำนั้นมากกว่า  แต่ศาสดาทั้งหลายของเราทุกศาสนา   มิได้เปิดช่องไว้ให้เราทำเช่นนั้น และเราถูกสอนให้รัก    ให้เมตตา ให้ให้อภัย ให้ช่วยเหลือผู้ที่กระทำรุนแรงนั้นให้กลับใจ ไม่เข่นฆ่า ไม่ทำร้าย ไม่คุกคาม และไม่ทำลายพื้นที่สันติภาพ เราอยากให้โอกาสท่านต่อแต่นี้ไป 

        เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
        เครือข่ายประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้
        ศูนย์ประสานงานอาสาสมัครภาคประชาชนชายแดนใต้
        กลุ่มเพื่อนครอบครัวผู้สูญเสีย
        เครือข่ายผู้ทำงานเยียวยาผู้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบฯ
        เครือข่ายชุมชนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
        เครือข่ายผู้หญิงที่ได้รับรางวัลด้านการสร้างสันติภาพและสิทธิมนุษยชน
        เครือข่ายคนทำงานสันติวิธีและสันติภาพ
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #245 เมื่อ: 19-03-2008, 01:12 »



อันนี้จะเป็นกระทู้เน้นด้านการทหาร และระดับยุทรการ

การมองและอธิบายปัญหาเชื่อมโยงมากหน่อย แต่ผู้ตั้งกระทู้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแนวความคิดของผมโดยตรง

อย่างไรก็ตาม อ่านแล้วจะได้แนวคิดหลายด้านเพื่อการประเมินปัญหาที่เกี่ยวข้องได้ครับ

ขณะนี้ปัญหาลดความสูญเสียและน่าหวาดกลัว จนกลายเป็นเรื่องการการแสดงความอ่อนแอขององค์กรและแนวร่วมของคนร้ายให้เห็นชัดเจนแล้ว

คาร์บอม กลายเป็นเค่ระเบิดสังหารขนาดเล็กธรรมดา การสนธิกำลังของฝ่ายบ้านเมืองต้องรุกไล่จับเป็นต่อไปครับ


แก้ปัญหาภาคใต้ให้ได้ใน ๖ เดือน ทำอย่างไร
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mscc2&topic=641&page=1
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #246 เมื่อ: 20-03-2008, 05:19 »

โดยทีมข่าว INN News 19   มีนาคม   2551   17:25:31  น http://www.innnews.co.th/politic.php?nid=96744
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ฤกษ์ลงพื้นที่ภาคใต้แล้ว ออกเดินทางเช้ามืดพรุ่งนี้ พร้อมเรียกประชุมความคืบหน้า ตำรวจภูธรภาค 9



ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษก กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีกำหนดการที่จะเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ ในวันพรุ่งนี้ โดยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 1232 ออกเดินทางเวลา 06.05 น. โดยมีกำหนดการเข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 9

อย่างไรก็ตาม กำหนดการอื่นที่จะเดินทางตรวจพื้นที่ในจุดต่างๆนั้น ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า อาจจะมีการกำหนดรายละเอียดการเดินทางอีกครั้ง ขณะที่พักอยู่ที่ จ.สงขลา แต่ในเบื้องต้นนั้น มีกำหนดการจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในเช้าวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม โดยอาจจะพักที่ โรงแรมย่านหาดสมิหลา

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #247 เมื่อ: 20-03-2008, 20:47 »



เฉลิมลั่นไม่กลัวตาย!ลง3จ.ชายแดนใต้แน่
 http://www.innnews.co.th/politic.php?nid=97016   
   
  โดยทีมข่าว INN News 20   มีนาคม   2551   17:15:37  น. 

   รัฐมนตรีฯมหาดไทย ลั่น ไม่กลัวตายลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้แน่ โดยยึดนโยบายการเมืองนำทหารแก้ปัญหาด้วยความสมานฉันท์ เตรียมรายงานผลประชุม 5ชั่วโมงให้นายกฯพรุ่งนี้



ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ทั้งทหาร-ตำรวจ และฝ่ายปกครองที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยใช้เวลากว่า 5 ชม.โดยระบุว่าจากการปมเพาะปัญหาของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่พบว่ายังขาดแคลนในเรื่องของอาวุธและเครื่องมือในการตรวจที่เกิดเหตุ รวมทั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด โดยในวันพรุ่งนี้จะรายงานให้นายกฯได้รับทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามที่ทุกฝ่ายได้เสนอ

อย่างไรก็ตามจากเรื่องจำเป็นจะต้องมีการเจรจากันนอกประเทศ ซึ่งต้องหาช่องทางติดต่อกับบุคคลที่สามารถคุยกับฝ่ายตรงข้ามได้ สำหรับนโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลยังยืนยันว่า จะใช้การเมืองนำพาทหารโดยใช้วิธีการเจรจาโดยรัฐบาลนี้จะไม่ใช้กำลัง

นอกจากนี้ รมว.มหาดไทย ยังยืนยันเจตนาเดิมว่า จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอนแต่เหตุผลที่ยังไม่ลงขณะนี้ เพราะต้องการรับทราบปัญหาโดยตรงจากพื้นที่ก่อน ไม่ใช่เพราะกลัวตาย เพราะถ้ากลัวคงไม่รับอาสานายกฯลงมาแก้ปัญหาส่วนเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นระยะนี้ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือการที่นายสมัครเป็นนายกฯ หรือ ตนเป็นรมว.มหาดไทยแต่เป็นไปตามสถานการณ์

 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #248 เมื่อ: 20-03-2008, 20:50 »



ผบ.ทบ. เผยนายกฯกำชับให้ยุติเหตุร้ายรายวันภาคใต้ให้ได้    
   
  โดยทีมข่าว INN News 20 มีนาคม 2551 16:58:09 น.     
 
   
     
 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เผย นายกฯกำชับให้ยุติเหตุร้ายรายวันภาคใต้ให้ได้

 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า การดำเนินการที่ผ่านมาในระดับยุทธศาสตร์ เราถือว่ายังแก้ไขปัญหาในประเทศของเราได้ โดยที่ต่างประเทศยังให้เครดิตเราว่าเป็นเรื่องในประเทศ ซึ่งเราแก้ไขไปตามกฎหมาย ก็ถือว่าการทำงานด้านยุทธศาสตร์ได้ผลดี ส่วนในทางยุทธวิธีเราได้ดำเนินคดีตามกฎหมายมากขึ้น แม้จะมีการดำเนินการจากทางฝ่ายเขาบ้าง

ท่านนายกฯได้กำชับในส่วนของการดำเนินการว่า เหตุร้ายรายวันต้องพยายามทำให้ยุติลงให้ได้ และท่านยังได้สอบถามว่ามีอะไรที่ขัดข้อง และต้องการสนับสนุน โดยขอให้เรียนท่าน ผมก็เรียนท่านว่าขอเวลาปรับดำเนินงานส่วนหนึ่งก่อน ก็จะเรียนความคืบหน้าให้ทราบ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #249 เมื่อ: 22-03-2008, 04:51 »

“ไม้แก่น”ตึงเครียด คนร้ายบุกยิงโต๊ะอิหม่ามมัสยิดบ้านกูวิงดับต่อหน้าภรรยา
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=3318&Itemid=47      
วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2008 21:37น.  
รอซิดะห์ ปูซู
โต๊ะข่าวภาคใต้  สถาบันอิศรา

สถานการณ์ที่อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ส่อเค้าตึงเครียด เมื่อเกิดเหตุคนร้ายบุกยิงโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกูวิง เสียชีวิตคาบ้านต่อหน้าภรรยาและลูก

โดยเมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 21 มีนาคม 2551 พ.ต.อ.สุนทร ขวัญเพชร ผกก.สภ.ไม้แก่น รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านเลขที่ 41 หมู่ 3 ตำบลไทรทอง จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย นายสุรพร พร้อมมูล นายอำเภอไม้แก่น


อย่างไรก็ดี เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าคนในบ้านไม่ยอมเปิดประตูให้เจ้าหน้าที่เข้าไปชันสูตรพลิกศพและตรวจสอบที่เกิดเหตุ แม้ว่านายสุรพรจะพยายามชี้แจงกับผู้นำชุมชนเพื่อขอเข้าไปตรวจที่เกิดเหตุก็ตาม

จากการสอบถามชาวบ้านในละแวกดังกล่าว ทราบเพียงว่าผู้ตายชื่อ นายมูแยรีมิง ศูเดาะ อายุ 30 ปี  เป็นโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกูวิง อยู่บ้านเลขที่ 58/1 หมู่ 3 ตำบลไทรทอง

ก่อนเกิดเหตุขณะที่ผู้ตายอยู่ในบ้านพร้อมด้วยภรรยา ลูก และพ่อแม่ ได้มีคนร้าย 6 คน  แต่งกายด้วยเสื้อยืดคอกลมสีขาว นุ่งโสร่ง ปิดหน้าด้วยผ้าคลุมศีรษะของชายมุสลิม ขับรถเก๋งสีขาวมาจอดห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร จากนั้นคนร้าย 2 คนได้ขึ้นไปบนบ้าน พร้อมกับใช้อาวุธปืนยาวไม่ทราบชนิดจ่อยิงใส่ นายมูแยรีมิง จนเสียชีวิตคาที่ต่อหน้าคนในบ้าน จากนั้นคนร้ายทั้งหมดได้ขับรถหนีไปทางอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งเวลา 18.00 น. คนในบ้านยังไม่ยอมเปิดประตูให้ใครเข้าไป ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจถอนกำลังกลับก่อน เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในเขตอิทธิพลของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
 
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7
    กระโดดไป: