ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-10-2020, 12:35
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  คำแนะนำและข้อคิดสำหรับทุกท่าน ในปี พ.ศ.2551 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
คำแนะนำและข้อคิดสำหรับทุกท่าน ในปี พ.ศ.2551  (อ่าน 3776 ครั้ง)
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« เมื่อ: 01-01-2008, 04:21 »

เมื่ออ่านความคิดเห็นนี้แล้ว  จะลบทิ้งหรือ Copy เื่พื่อส่งต่อให้เพื่อนฝูงหรือคนรักของท่านพิจารณา
ก็สุดแล้วแต่ท่านเถิด

1.
ในปี พ.ศ.2551 จะเป็นช่วงเวลาที่มฤตยูเคลื่อนเข้าสู่เมืองไทย
โดยก่อนหน้านั้น ราว ๆ 2-3 ปี  เป็นช่วงราหูเข้าครอบงำ
และถัดมาเมื่อราวปีที่แล้ว  เป็นช่วงที่พระเสาร์เข้าครองเมือง

2.
...มันหมายถึงอะไร ?

ราหู  คือ  สัญลักษณ์แห่งโลกียวิสัย ตัณหา โลภจริต  โมหจริต
ซึ่งช่วงเวลานั้นแทนที่ผู้คนในเมืองไทยจะช่วยกันขับไล่อัปมงคลตัวนี้  กลับดันไปช่วยกันบูชา ส่งเสริม อย่างเป็นล่ำเป็นสันซะอีกแน่ะ ( ไม่รู้ทำกันไปได้ยังไง ? )
ด้วยผลจากช่วงเวลานั้นและการยอมรับในบาปเคราะห์อันเป็น จริตแห่งราหู เข้ามาสู่เมือง - เข้าสู่ชีวิต
้ความพังพินาศทางจริยธรรมต่าง ๆ จึงประเดประดังเข้าสู่แผ่นดินเหมือนสายน้ำ
...ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวาระสุดท้ายขอ่งประเทศนี้
ันั่นคือ รากฐานทางสังคมถูกกัดกร่อนทำลาย  หลักธรรมอันเป็นแรงยึดเหนี่ยวกันไว้จนเกิดเป็นสังคมมนุษย์ เสื่อมถอย
คนโกหกฉ้อฉล - กลิ้งกลอกหลอกลวงได้รับการยกย่องเหนือคนที่มีความรับผิดชอบ - ยึดถือความสัตย์จริง
สังคมไม่มีเด็ก - ไม่มีผู้ใหญ่  ไม่มีการเคารพนับถือกัน  จะเหลือก็เพียงแต่ "ประเพณี" ที่ทำ ๆ กันไปเช่นนั้น "เพื่อให้ตัวเองดูดี และเผื่อไว้ขายได้" 
...อันเป็นการทำตาม ๆ กันไปเพื่ออย่างน้อยก็ไม่เสียโอกาสขายของ หรือรับการอนุเคราะห์จาก "ผู้มี" ( สถานภาพทางสังคมแบบใหม่ทีเข้า่มาแทน "ผู้ดี" )

ความโลภ - อยากรวย รวย ๆๆๆๆๆ ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นและฝังอยู่ในจิตใจผู้คนทุกระดับชนชั้น
ตัวอย่างสังเกตง่าย ๆ เช่น  ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยทั้งหลายแหล่  ทั้งในรายการ TV และสื่อต่าง ๆ   
ป้าย "บ้านนี้รวย" ที่สงฆ์บางสำนักใช้เป็นสินค้าหาเงินอย่างจริง ๆ จัง ๆ
ไปจนถึงแวดวงนักวิชาการโดยเฉพาะ "สายการเงินการธนาคาร" ที่ตั้งหน้าตั้งตาสอดส่องมองหาช่องทางทำเงินจาก "สถานภาพของรัฐ" จนหลงลืมที่จะฝากฝังหลัก กม.  หลักจารีตปฎิบัติ ให้แก่ผู้ติดตามรับฟังรับชม ( เป็น "อาจานไร" )
ตัวอย่างเช่น นัก กม.ด้านการเงินคนหนึ่งถึงกับตั้งตัวเป็นปรมาจารย์ในการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี  แล้วก็ได้รับการยกย่องเชิดชูจากสังคมถึงขนาดเรียกขานว่า "อาจารย์" ทั้งบ้านทั้งเมือง
 
และแล้ว คนไทยก็เปลี่ยนไปหมด
บ้าคลั่งความร่ำรวยจนลืมเลือนความสงบสุบ ตามวิถีชีวิตแบบพอเพียงที่มีมาช้านาน
บ้าคลั่งคนดัง ( ที่ทำเงินได้เยอะ ) จนดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สันโดษ
บ้าคลั่งวัตถุ ที่ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของตน
...อยากได้  อยากมี  อยากเป็นที่รู้จัก
...เราเปลี่ยนตัวเองไปเป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างเต็มใจ  และรับเอาความคิดที่ว่า่อย่างน้อยต้อง "วิ่งตามฝูงให้ทัน" ( บางคนก็เสี้ยนอยาก ที่จะได้เป็นผู้นำฝูง - นำกระแส  ด้วย "มิจฉาทิฐิ" ) และแข่งขันให้ชนะ  โดยไม่ต้องสนใจว่าจะทำให้เกิดผู้แพ้ขึ้นในสังคม ( อธิบายกับตัวเองว่า "นั่นคือธรรมชาติของการแข่งขัน  ผู้ที่แข็งแรงกว่า + ฉลาดกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ )
...เรายอมรับ "วิถีแห่งการดำรงชีวิตเยี่ยงเดรัจฉาน" เข้ามาในชีวิตและสังคมแบบเต็ม ๆ

3.
หลังจากราหูผ่านไป  พระเสาร์ก็เข้ามาแทนที่
พระเสาร์คืออะไร ?
พระเสาร์ ในความหมายก็คือ อันธพาล  กุ๊ย  การใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม  โทสะจริต 
อันเป็นช่วงเวลาตรงกับสมัยที่ 2 ของทักษิณ ที่ประชาชนในประเทศต้องอยู่อย่างหวาดกลัว  หวาดหวัั่น
ถ้าคุณเป็นคนเมือง ไม่ต้องถามว่า "รู้สึกปลอดภัยกับชัวิตและทรัพย์สินแค่ไหน ?"
การลัก ขโมย ปล้น ชิงทรัพย์ การใช้กำลังประทุษร้ายกัน ในแผ่นดินเกิดขึ้นอย่างเป็นปกติธรรมดา
...ปกติธรรมดาเสียจนกล่าวได้ว่าคนเดินถนนในกรุงเทพ ฯ จำนวนกว่าครึ่ง  เคยถูกลักทรัพย์ (แล้วบ้างก็ต้องทนรับสภาพว่า "ทำของหาย")  ถูกชิงทรัพย์  โจรเข้าบ้าน  ปล้นทรัพย์สินไปจากรถหรือห้องพัก  ฯลฯ  มาแล้ว
...แล้วรัฐบาลก็เสไปว่าเป็นเพราะผู้คนยังยากจน  เพื่อหา่ช่องทางผันเอางบประมาณไปแจกจ่าย  ยึดเอาที่ดินของรัฐ-สมบัติของประชาชนทั้งประเทศไปแบ่งซอย เร่ขาย-ให้เช่า เพื่อเอาคะแนนนิยม
...รวมทั้ง "หาแพะ" ที่ชื่่อ "พวกแก๊งยาบ้า" เอามาบูชายัญซะ
จนสามารถบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ฺทางการเมือง-สังคมของประเทศไทยได้ว่า
"หากเป็นคดีลักวิ่งชิงปล้นล้วนเป็นผลจากยาบ้า  คดีฆาตกรรมก็เกิดจากขัดผลประโยชน์ (ถ้ามีผู้หญิงมาเกี่ยวข้องก็รวม "ชู้สาว" ไว้ด้วยสักหน่อย )  ส่วนไฟไหม้ก็ไฟฟ้าลัดวงจร"
...งานตำรวจไทยจึงง่ายดี  แต่ก็ถูกใจพวกไม่รู้สึกไม่รู้สม - ไม่รู้สึกไม่รู้สา ที่ก้มหน้าก้มตา "หาเงิน + รวย ๆๆๆๆ"  (แม้ว่าฝ่ายที่มีวติปัญญาจะกังขาหรือสงสัยอยู่บ้าง  ก็ไม่กล้าออกมาขัด   เพราะกลัวจะถูก "อุ้มหาย")

โดยยังไม่นับสภาวะ "ขวัญหนีดีฝ่อ" ในแวดวงข้าราชการ - พนง.รัฐวิสาหกิจ ที่สถานภาพความมั่นคงในชีวิตของตนช่างง่อนแง่น โงกเงกเต็มที   ไม่รู้ว่าจะเผลอไปเหยียบตาปลาทั่น CEO หรือ "คนของทักษิณ" เข้าเมื่อไหร่
...หรือหน่วยงานของตนจะถูกยุบ - ขาย อย่างไร - ไปทางไหน
โดยยังไม่นับประชาชนในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยยังไม่นับรวมสถานภาพขององค์กร สถาบัน หน่วยงานต่าง ๆ ที่กำลังถูกท้าทายหรือบ่อนเซาะให้หมดความน่าเชือถือศรัทธา
ฯลฯ

หากมีคำถามว่า "ในเมืออันธพาลครองเมืองแล้ว ทำไมผู้คนยังไม่หนีไป ?"
....นั่นเพราะอิทธิพลของ "ราหู" ที่ทิ้ิ้งไว้นั่นเอง
เปรียบเทียบได้กับสัตว์ที่อยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ( ความอยาก + เสี้ยน )  หรือสัตว์ที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะจำศีล ( ความอยาก + ความจำเป็น )  หรือสัตว์ที่กำลังพ้นช่วงจำศีล ( ความอยาก + อดอยาก )  ที่ไม่ว่าจะมีเภทภัยอะไรรออยู่ข้างหน้า  ก็จะต้องดาหน้าออกไป ( จะเกิดห่าเหวอะไรค่อยว่ากัน  หาเงินก่อนโว้ย...เดี๋ยวไล่เก็บไม่ทันชาวบ้าน )

4.
เวลานี้ - ช่วงนี้ พระเสาร์ กำลังจากไปนะครับ 
แถมยังเป็นการจากไปแบบแปลก ๆ ซะด้วย 
คือ "เดินถอยหลัง" แบบ "หลบเส้นใหญ่ - แว่บไปชั่วคราว" อีกต่างหาก


เนื่องจาก ...มฤตยู กำลังจะเข้ามา... อย่างที่บอกไว้ในตอนต้น ไงล่ะครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-01-2008, 12:18 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #1 เมื่อ: 01-01-2008, 05:47 »

4. ...ต่อ
"มฤตยู" คืออไร ?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า มฤตยูไม่ใช่ความชั่วร้าย 
อาจจะน่ากลัว  น่าหวาดหวั่น  แต่นั่นล่ะคือ "ความจริง" ของธรรมชาติ
มฤตยู เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้พ้น  แม้แต่ ( สภาวะตัวตนของ ) พระพุทธเจ้า รวมไปถึงศาสดา หรือใครก็ตาม - อะไรก็ตามที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ว่า "ขลังสุด ๆ"
..."เสร็จ" มฤตยู หมด !

และการทำงานของมฤตยู  ก็ไม่ได้หมายถึงความเกรี้ยวกราดถาโถมรุนแรงซะด้วย
ตัวของมฤตยูเองนั้น "เงียบ" และ "รวดเร็ว" อันเป็นภาวะสั้น ๆ ระหว่าง "เป็น > ตาย" เท่านั้น

มฤตยูไม่ได้ทำลายอะไร  เพียงแต่เข้ามาเพื่อปรับให้ทุกอย่างกลับไปเป็นศูนย์ ( ด้วยการทำให้สูญ )
มีชีวิต  ก็กลับไปเป็นไม่มีชีวิต
ร่ำรวย ก็กลับไปเป็นเหลือแต่ตัว
ตึกรามบ้านช่อง ที่ยื่นขึ้นมาจากแผ่นดิน  ก็กลับพังทลายลงไปอยู่ในระดับดิน ( Ground Zero )
...อะไรทำนองนี้

ซึ่งการมาของมฤตยูนี้เอง  จะส่งผลให้เกิดการปรับเข้าสู่สมดุลย์ ( ซึ่งคงไม่ถูกใจใครต่อใคร )
เช่น
คนที่เป็นหนี้  ก็จะปลดหนี้ ( เย้...)
แต่ทรัพย์สินที่มี  ก็จะสูญมลายหายสิ้นไปด้วย ( ไม่เช่นนั้น  ก็ืคือ "ไม่สมดุล" )
ตัวอย่าง : หนี้ในบัตรเครดิต  หนี้ที่ติดไว้กับแบงค์  จะหายไปหมด ( เย้...)
แต่บรรดาทรัพย์สินต่าง ๆ  โดยเฉพาะที่ได้มาจากการกู้ยืมนั้น ๆ ไม่ว่าผ่อนหมดแล้วหรือยังผ่อนไม่หมด  ก็จะฉิบหายวอดมลายไปด้วย !!

สถานการณ์ที่ว่านี้  อาจหมายถึงในรอบปีนี้จะมีการ "ยิงเจ้าหนี้" เกิดขึ้นทั่วไปในบ้านเมือง
ยิงลูกหนี้ไม่มีใครได้อะไรครับ  หนี้สินยัีงพลอยสูญเปล่า ๆ   ในขณะที่ "ยิงเจ้าหนี้" นี่สิ  มีผู้ได้รับประโยชน์มหาศาล
...ใครยิง ?
...ก็คนที่อยากเอาใจ "ลูกหนี้" หรือ "ลูกหนี้" นั่นเองล่ะ  ที่ยิง
แล้ว "หนี้" นั้นหมายถึงแต่ "เงิน" เท่านั้นหรือ
....ก็ไม่ใช่อีกนั่นล่ะ
หนี้  อาจจะเป็นหนี้บุญคุณ   หนี้ขี้ปาก   หรือหนี้ ( ที่ทึกทักเอาเอง ) หัวใจ ก็ได้

สถานการณ์ที่ว่านี้  อาจรวมหมายถึง การคืนกลับไปซึ่่งสมบัติของแผ่นดิน - คุณประโยชน์ของแผ่นดิน
แผ่นดินในความหมายนี้ไม่ใช่รัฐบาลนะครับ  แต่หมายถึงแผ่นพื้นพสุธาที่ไอ้-อีสารพัดสารพันกลุ่มเข้ามาอาศัย
การเอาคืนกลับไปของแผ่นดิน   อาจหมายถึงอุบัติภัยต่าง ๆ  และเหตุการณ์อันไม่มีใครคาดหวังจะให้เกิด
เช่น  อัคคีภัยร้ายแรง  เผาผลาญทำลายสร้างความเสียหายต่อชีวิต - ทรัพย์สิน ( เน้น "สิน" ) อย่างสุด ๆ
วาตภัยที่เข้ามากวาดทุกสิ่งทุกอย่างจนราบเรียบ   อุทุกภัยที่ทำให้ทุกอย่างไหลไปรวมกันทั้งสิ่งที่ไม่เคยมีชีวิตอยู่แล้วและสิ่งที่เคยมีชีวิตมาก่อน
...ตลอดไปจนถึงพืชพรรณที่ปลูกไว้  อาจโดนแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ เข้าทำลาย   รวมทั้งอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีิดอกผลซะงั้น  ทั้งที่อัดปุ๋ย อัดยา อัดฮอร์โมนแร่ธาตุ ลงไปแล้วจนเพีียบ


ถึงตรงนี้แล้ว  อย่่าลืมนะครับว่ายังไม่ได้กล่าวถึง สิ่งที่มฤตยจะูเอาคืนไปจาก "ผู้คนในแผ่นดิน" เลย


5. เจ้าหนี้หายหน้า - ในเวลาที่ต้นทุนก็หมดสิ้น
แล้วจะทำอย่างไร ?
....ปล้นสิ  ฉกชิง - ฉกฉวยสิครับ   ก็ปากท้องยังต้องกิน จะให้ทำมาหาแดกอะไร ??
- คนต่างจังหวัดเข้าเมืองมาตกงาน - หางานทำไม่ได้  ก็ไม่อยากกลับไปมือเปล่า
- คนในเมือง พวกรับจ้างอิสระก็ไม่มีใครจ้าง  ส่วนพวกลูกจ้าง วันดีคืนดีก็ไม่มีนายจ้าง...แหม้งหายหัว ( พร้อมเงินเดือนกรู ) ไปไหนก็ไม่รู้
- รากหญ้า...เทวดาหน้าโง่ของทักษิณ ก็เปลี่ยนสภาพเป็นหญ้าคอมมิวนิสต์   ก่อม็อบวันละ 4 เวลาหลังอาหารและก่อนนอน เรียกร้องสารพัดสารพันเสียจนรัฐบาล ( ไม่ว่าใครเป็นนายก ฯ ) ไม่มีปัญญาทำอะไรอื่น 
- ฯลฯ

การปล้น ฉกชิง ฉกฉวย ที่กำลังจะเกิดขึ้นไมใช่การฉ้อ่โกงหรือฉ้อฉล อีกต่างหาก 
เพราะเสียเวลา   
สู้ฟาดกบาลแล้วเอามันซึ่ง ๆ หน้านั่นเลย มิง่ายกว่าดอกรึ ?
...ปีนี้อาจมีข่าว "ฆ่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง  ฆ่าแท้กซี่" หนักหน่อย
อาจพาลไปถึงเรื่องแปลก ๆ   เช่น  ดักปล้น - ชิงรถเด็กส่งพิซซ่า หรือประักันภัย ( อ้าว...ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ )
...พ่อบ้านหรือแม่บ้านขับรถออกไปตอนเช้า  พอค่ำ ๆ ก็กลับมาในห่อผ้าขาวหลังกะบะรถปิคอัพสกรีนตรามูลนิธิ ฯ
...เหตุการณ์เรื่องโจรเข้าบ้านอาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียจนมีธุรกิจประกัน "การโจรกรรมทรัพย์สินในเคหสถาน" แบบเมืองนอก ( ที่ไม่เจริญทางจิตวิญญาณ )

นอกจากปล้นชิงแล้ว  ในออฟฟิสก็จะมีเรื่องการยักยอก - โกงนายจ้าง - การจัดการงานนอกคำสั่ง - ลาภมิควรได้ เกิดขึ้นอย่างถี่ยิบ
....วงแชร์ล้มระนาวเหมือนกอเห็ดโดนยา  ส่งผลต่อเนื่องไปยังความสัมพันธ์ทางสังคม  เพราะคนเล่นแชร์ก็เพื่อน ๆ กันทั้งนั้น ( แหม้งโกงกรูเห็น ๆ นะไอ้สาด...ตายซะเถอะ )
....หุ้น ( สามัญ ) ล้ม  ( กรูขอเอาไปก่อนนะเพื่อน  ไว้เจอกันชาติหน้านะ...ไอ้หน้าโง่ )
....ผู้รับเหมา - รับจ้าง ทิ้งงาน   ส่วนผู้จ้างก็ทิ้งผู้รับจ้าง ( แล้วแต่ว่าใครได้ประโยชน์ไปก่อน )
....น่าดีใจแทนคุณตำรวจ  ที่กลับไมค่อย่ว่างกันเลย - งานเข้าเยอะมาก  นั่นเพราะกำลังไปคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกนักการเมืองกฎุุมพี

สภาวะนี้เรียกว่าเป็น "สูญญากาศทางสังคม - เศรษฐกิจ" ครับ
คือผู้คนคิดเหมือนกัน - รู้สึกต่อกันและกันว่า
"กรูไม่เชื่อมรึง  กรูไม่ไว้ใจมรึง  กรูไม่เชื่อในรัฐ   แต่จะว่าไปแล้วกรูไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นนั่นล่ะ"

...เศรษฐกิจและสังคม เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วย ความเชื่อมั่น - เชื่อถือ นะครับ
...ไม่ใช่เชื่อในลักษณะที่ว่า
"เมื่อยื่นมือออกไปแล้ว จะต้องคว้าอะไรมาได้เสมอ"
...แต่เป็นความเชื่อมั่นในลักษณะที่ว่า
"เมื่อหว่านเมล็ดพืชลงไปแล้ว  อย่างน้อยจะต้องงอกกลายเป็นต้นไม่ต่ำกว่า 1 ใน 4"
และที่สำคัญที่สุดก็คือ
"ต้นไม้นั้นจะต้องไม่โดนใครมากระทืบให้ตายแหงแบนแต๊ดแต๋เอาเสียดื้อ ๆ"

ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ "สัตว์เศรษฐกิจ" แบบที่คนไทยแปลงร่างไปเป็นในช่วง 20 ปีมานี้ต่างไม่เคยมีอยู่
...เป็นเรื่องที่บรรดานักวิชาการทั้งหลายจากทุกสื่อ ไม่เคยสนใจศึกษา   ด้วยร้อยละ 90 เป็นผู้ที่มาจาก "สายการตลาด - เศรษฐศาสตร์" ถนัดแต่ซื้อ - ขาย ( ซึ้อมาขายไป ) ที่ต่างก็ตั้งหน้าตาทำมาหากินเพื่อบำรุงหน้าใหญ่ ๆ ( และเหลี่ยม ๆ ) ของตัวเองอย่างจริงจัง
...เป็นนักวิชาการที่พร่ำสอนให้รู้จักวิธี "เก็บดอก - เก็บผล" จนไม่สนใจที่จะบำรุงต้น บำรุงราก
...เป็นนักวิชาการที่ไม่สนใจว่าต้นไม้ - ต้นอ่อนที่ไหนจะถูกกระทืบแบนแต๊ดแต๋
แถมไอ้พวกนี้จะพาลถามกลับว่า
"แล้วมรึงจะเสียเวลาปลูกทำไม  ทำไมไม่รอตกเขียวแล้วนำผลไปขายต่อเอากำไร     ส่วนช่วงนี้ก็เอาเวลาไปจับจองยึดครองตลาดดักไว้เสียก่อนล่วงหน้า  จะไม่เป็นการฉลาดกว่าหรอกหรืิอ ?"

ตลอดระยะเวลา 20 ปีตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาลย์ ( พลเอกเปรม ) เป็นต้นมา  เราไม่เคย "ปลูกต้นเศรษฐกิจ" เองเลย
เราอาศัยการลงทุน  หรือ "มือของต่างชาติ" แทบทั้งสิ้น
จากนั้นเราก็เป็นแค่ "รับจ้างเฝ้านา" หรืออย่างดีก็ "รับจ้างฉีดยา - โรยปุ๋ย"
โดยมีพวก "นายทุนชาวไทย" คอย "รับจ้างเก็บเกี่ยว" แล้ว "สีฝัด ขัดขาว" พร้อมบรรจุถุง
...เ่ท่านั้น


สุญญากาศทางสังคม - เศรษฐกิจ นี้รุนแรงกว่าทางการเมืองหรือทางวิชาการ มากมายหลายเท่า นะครับ


อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว  คงยังจำคำว่า "สูญ" หรือ "ศูนย์" ได้ใช่ไหม ?!
...นั่นล่ะ คือผลงานของ มฤตยู


6.  เหตการณ์หรือสถานการณ์ที่ผม "คาดเดา" นั้นเป็นเพียง "ทางผ่าน" เท่านั้น
แท้จริงแล้วมันอาจไม่ใช่อย่างนี้  หรือยิ่งไปกว่านี้ ก็ได้
สิ่งที่จะให้พิจารณาคือผลลัพย์ของมัน  หรือเจ้า "สูญญากาศทางเศรษฐกิจ - สังคม" นี้ล่ะ 

เพราะเมื่อถึงเวลานั้นเมื่อไหร่  อาจจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่ จู่ ๆ ก็มีเส้นด้ายสีแดง  ็ปรากฎขึ้นมาบนข้อมือผู้คนบนแผ่นดิน

เส้นด้ายสีแดง : เป็นสิ่งที่คนเป็น ( โดยเฉพาะผุ้ใหญ่ ) ใช้ผูกให้กันไว้ในขณะที่มีคนตายในครอบครัว
...ซึ่งเชื่อว่า หากดึงออกแล้วไซร้่  คนเป็นที่ไม่มีเส้นด้าย ฯ รายนั้น อาจจะได้ติดตามคนตายไปในเร็ววัน ( เพราะยมทูตแยกไม่ออก )



7. แล้วจะทำอย่างไร ?
......น่าคิดนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-01-2008, 06:51 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #2 เมื่อ: 01-01-2008, 07:09 »

7. ....ต่อ

ก่อนอื่น  ต้องถามตัวเองก่อนว่าคุณเป็นคนแบบไหน
ก. แบบแรก 

"แล้วจะให้ทำไงได้ล่ะ  เกิดมาในบ้านเมืองนี้ - ช่วงเวลานี้  จะหนีไปไหนได้พ้น  มันก็ต้องอดทนไปจนถึงที่สุดล่ะ  อะไรที่ละเว้นหรือปล่อยวางได้ก็ละ ๆ วาง ๆไป   คิดมากเยี่ยวเหลือง  เปลืองกระแสไฟฟ้าในเส้นประสาท เปล่า ๆ .... Blah Blah Blah"

...OK  ถ้าเป็นแบบนี้ก็ทำบุญเยอะ ๆ ครับ   
เข้าวัดเอาเงินไปให้กรรมการวัดซื้อเครื่องประดับโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ   TV จอพลาสมา  เครื่องเล่น  DVD  รวมทั้งรถตู้ติดฟิล์มกรองแสงมืดตึ๊ดตื๋อให้พระสงฆ์องค์เจ้าในวัดใช้เวลามีกิจนิมนต์ Outdoor
...แล้วจบเลย  ไม่ต้องอ่านต่อ  เอาเวลาไปคิดมุขไว้ยิงกับพระเวลานิมนต์ท่านมาเทศนาที่ออฟฟิส



แต่ถ้าไม่ใช่แบบ ก.
ก็มีแบบ ข. และ แบบ ค. ( มี Option ซะด้วย ) ให้พิจารณา
...ขอบอกก่อนนะครับว่า อาจมีบางเรื่องที่วิญญูชนทำใจยอมรับไม่ได้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-01-2008, 07:16 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 01-01-2008, 08:56 »

..มารออ่านต่อค่ะ 

บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #4 เมื่อ: 01-01-2008, 09:22 »

เข้ามาอ่านครับ
บันทึกการเข้า
วิหค อัสนี
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 946



« ตอบ #5 เมื่อ: 01-01-2008, 09:53 »

ถ้าใช้หลักสากล ปีนี้จะมีเหตุการณ์ใหญ่ที่มีผลทั่วโลกคือ พลูโตย้ายเข้าราศีมกร ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน เรือนภพที่ 8 หรือภพมรณะ ของดวงเมืองกรุงเทพฯ และตำแหน่งพลูโต+พฤหัสจรในช่วงปีใหม่ ก็กุมพฤหัส+เสาร์กำเนิดอยู่ด้วย

ก็ดูน่าเป็นห่วงอยู่มากนะครับ

บันทึกการเข้า

_______ดังนี้แล
__เปลวไฟจักลุกโชน
___หามีวันดับลงได้
_ตราบที่ในมือพวกสูเจ้า
ยังแต่น้ำมันเตาให้ราดรดไป
ลักลั่นย้อนแย้ง
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10


« ตอบ #6 เมื่อ: 01-01-2008, 10:09 »

เข้ามาอ่านต่อครับ     

ปล. สวัสดีปีใหม่ครับปู่เย็น หายไปนานเลยนะครับ
บันทึกการเข้า
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #7 เมื่อ: 01-01-2008, 11:00 »

8. แบบ ข.และแบบ ค. เป็นคนไทยจำพวก "ไม่ยอมอยู่เฉย ๆ แล้วรอรับชะตากรรม" ( อย่างน้อยกรูก็ "Do Something" ล่ะวะ )

ขอกำหนดเองให้ ข.คือพวกมองในแง่ร้าย 
ว่า ปลายทางอุโมงค์มีแสงสว่างรำไร  แต่ต้องตก - ลงไปตายในเหวที่ขวางหน้าซะก่อน ( จากนั้นจึงเป็นวิญญาณลอยขึ้นไปสู่ลำแสง ณ ปลายอุโมงค์ )

ถ้าคุณเป็นแบบนี้  คิดว่า "เมืองไทยไปไม่รอดแน่....หรืออย่างน้อยในช่วงชีวิตที่เหลือ   เมืองไทยยังจมอยู่ในหุบเหวแห่่งความวิบัติอย่างแน่นอน"

...อพยพ ครับ 
...ไปอยู่เมืองนอกซะ  จะแว่บไปแว่บมา ( โดยแว่บไปซะส่วนใหญ่ ) หรือเปลี่ยนสัญชาติ-ภูมิลำเนา ไปเลยก็สุดแล้วแต่
...ที่นี่ - เมืองไทย มันคือโซดอม & กอมโมรา 
อันนี้ไม่ใช่เรื่องตลกนะครับ  เพราะ "้พวกนักเลือกตั้ง - นักเล่นการเมือง" ทั้งหลายที่เห็น ๆ อยู่ในบ้านเมืองทุกวันนี้  ล้วนแต่มีบ้้านพัก - ถิ่นพำนักอยู่ ตปท. แล้วแทบทั้งสิ้น
...มันเห็นอะไร ๆ ก่อนเราแล้วครับ  เค้าลางความหายนะที่ปรากฎขึ้นนี้ "ไอ้พวกที่สร้างความหายนะ" นั่นล่ะรู้ดีที่สุด
ส่วนจะเป็นใครบ้าง - มีใครบ้าง  คงไม่ต้องขยายไว้ ณ ที่นี้หรอก


แต่บังเอิญการ "ทิ้งบ้านช่อง" ไปนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉพาะผู้ที่มีภาระ ( 1 )  มีความผูกพัน ( 2 )  และไร้ช่องทางเอาตัวรอดใน ตปท. ( 3 )
- มองออกไปก็ โอ้...โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์  ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นโตโยต้าโคโรลลา  ก่อนหน้านั้นอีกเคยเป็นโตโยต้าไฮลักส์   ก่อนหน้านั้นอีกคือคาวาซากิ-มัคทู ( สี่่จังหวะรุ่นสุดท้าย )
...กว่าจะ "มาถึงขนาดนี้ได้" มันยากนะ  มันเหนื่อยนะ  มันน่าเสียดายนะ !
- มองเข้ามาในบ้านก็ ลูก แม่ พ่อ ( ส่วนเมียหรือผัว...ช่างมันเหอะ  ไว้หาใหม่ที่เมืองนอกให้เจ๋ง ๆ กว่านี้ได้เยอะแยะ )
- หลับตานึกถึงงานการ  โอกาสที่กำลังจะได้เป็นผู้จัดการในเวลาอีกไม่กี่เดือน  ลูกน้องที่กว่าจะฝีกให้ช่วยโกงบริษัทได้ 1 ก๊กใหญ่ ๆ   ร้านค้าที่กำลังเติบโตดีวันดีคืน
...ลืมตาหรือหลับตา ก็ยังตอบตัวเองว่า "ไปไหนไม่ได้" สักที

งั้น "พวกนี้" ผมขอ "ข้าม" ไปก่อน ( โห...รับผิดชอบน่าดูเลยตู )


เราจะหมายถึง "คนโสด" หรือ "ผู้ที่อาศัยอยู่ ตปท. อยู่แล้ว" ก่อน
พวกนี้ ไม่ต้องกลับ - ไม่ต้องรอ ครับ
ไปเลย...แปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดแล้วซิ่ง
อย่าบอกใครว่ามาจาก ไทยแลนด์ อีกต่างหาก 
้มั่วไปเลยว่ามาจากไต้หวัน  มาเลเซีย  หรือมะยันมาร์ ( ถ้าอยู่ "เมืองฝรั่ง" )
แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปไหน  ไกลนักก็กลัว  ก็แนะนำให้ Look West ครับ
ไปพม่า - อินเดีย - บังคลาเทศ - ซีลอน หรือยาว ๆ หน่อยก็ประเทศเล็ก ๆ แถบริมขอบอาฟริกา ( อย่าเข้าไปใจกลาง )
...ส่วนจะใช้ชีวิตอย่างไร  อันนี้แล้วแต่บุญทำกรรมแต่ง
ที่สำคัญก็คือ จงบินไปให้สุดกำลังและแรงใจ  จงพุ่งไปอย่างลูกธนู
อย่าได้ห่วงหวงอาลัยอาวรณ์ในเมืองไทย  อย่าเป็นเบ็ดที่รอเวลาถูกกรอกลับ


กลับมาที่พวกซึ่ง "ยังติด (1 -2 -3 )"
อันนี้เข้าใจ  ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในนี้
...คุณต้องแยกแล้วครับว่า "จะเอาอะไรไปด้วย" หรือ "ใครจะไปด้วย" กับคุณ
ถ้าเขาหรือเธอหรือท่านไม่ไป...ปล่อยไปตามบุญตามกรรม
จากนั้นค่อย ๆ แปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด ( หน่วย S$ หรือ MLSR น่าจะปลอดภัยกว่า US$ )
ฝากเิงินในธนาคารต่างประเทศให้หมด...กระจายความเสี่ยงไปยังแบงค์หลาย ๆ สัญชาติ

ถ้ามีสังหาริมทรัพย์จำพวก "ทรัพย์ใหญ่" ก็เอาเข้าไฟแนนซ์หรือรีไฟแนนซ์ซะ
ส่วนพวกอสังหา ฯ หากมีโอกาส  ให้ "ปล่อยเช่าเหมือนตั้งใจขาย" แก่ชาว ตปท. เช่น สัญญาเช่าระยะยาวเต็มข้อกำหนดของ กม. และให้บุริมสิทธิแก่ผู้เช่านั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ให้ถือกรรมสิทธิได้
....ขายให้สิงคโปร์ - ไต้หวันนั่นล่ะ  ง่ายที่สุด
ถ้าเปิดพอร์ตไว้ในตลาด  ก็จงเล่นสั้น ฉกแล้วฉากออกไปเรื่อย ๆ จนไม่เหลือตัววิ่ง
อย่าฟังไอ้พวกนักวิเคราะห์ ฯ มากนัก  เพราะเท่าที่เปิดตลาดเป็นต้นมา  ก็เห็นมีแต่พวกมันนั่นล่ะที่รวยเอา ๆ ด้วยเหตุที่มือข้างหนึ่งถือพายกวักน้ำ  ในขณะที่มืออีกข้างก็ถือกระชอนคอยดักเอาผู้ฟัง - ผู้ชมทั้งหลายแหล่ ที่กลายสภาพเป็นปลาเป็ด-กุ้งฝอย
...พันธบัตร ( ระยะยาว ) อะไรนั้นอย่าได้เข้าไปถือเด็ดขาด   คุณเชื่อจริง ๆ หรือว่าในสถานการณ์ที่บ้านเมืองแทบไม่เหลืออะไร - สมบัติของประเทศชาติถูกเร่ขายหมด ( แม้แต่คุณเองก็ช่วย่ขาย )  แล้วลูกหลานชาวไทยที่เห็นวิ่งเล่นตัวกะมอมกะแมมตามชุมชน "บ้านมั่นคง" ( ชื่อใหม่ของ "สลัม" หลังจากใช้คำว่า "ชุมชนแออัด" > "ชุมชนพัฒนา" มาได้ระยะหนึ่ง ) ทั้งหลายแหล่นั้น  จะมีปัญญาหาดอกผลมาชดใช้ให้ตามที่ปรากฎอยู่ในหนังสือพันธบัตร ??
....ยิ่งไอ้ - อีคนที่อนุมัติให้ออกพันธบััตรน่ะ  มันไปเสวยสุขอยู่ตามแมนชั่นหรู ๆ ที่ ตปท.ตั้งนานแล้ว
...คุณก็รู้
...นักวิเคราะหฺ์หุ้น - เศรษฐกิจทั้งหลายนั่น "ยิ่งโคตรรู้"

 
เมื่อถือเงินสดแล้ว  ให้โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ตามเมืองที่สามารถ "ออกไปจากราชอาณาจักร" ได้โดยง่าย  เช่น  ภูเก็ต  สมุย  หาดใหญ่  ระยอง  ตราด ฯลฯ ซะ
...อยู่ห่าง ๆ จังหวัดทีหากจะต้องออกไป ตปท.ก็จะต้องเข้าไปในประเทศเขา  เช่น  ลาว  เขมร  พม่า ให้มาก ๆ  เพราะประเทศเหล่านี้จะดัก "เอาทรัพย์สิน" ของคุณไว้แล้วปล่อยคุณ ( ไปไหนก็ช่างหัว ) ออกมาเพียงแค่ตัวเปล่า ๆ
...มีโอกาสก็หัดเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ( แนะนำ เอสปัญญอล - โปรตุกีส  หรือเยอรมัน ) ไว้บ้าง
...ฝึกฝนเรียนรู้งานฝีมือ  เช่น  การทำอาหารไทย-ขนมไทย  การร้อยพวงมาลัย - อุบะ  นวดแผนไทย  การพยาบาลเด็กและคนชรา  หรือแม้แต่เย็บกระเป๋า เย็บรองเท้า ฯลฯ
เพราะสิ่งแรกที่คุณจะต้องทำหากไปอยู่ ตปท.ก็คือ การหารายได้เลี้ยงปากท้อง  อย่าได้อาศัยบุญหรือเงินเก่าเป็นอันขาด  เพราะนั้นคือทุนก้อนสุดท้ายในชีวิต
...ไว้ "อยู่ตัว" สักหน่อนแล้ว จึงค่อยเอาประสบการณ์การทำงานจากเมืองไทยไปขาย    จงจำไว้เสมอว่างานลูกจ้างนั้นไม่มีคุณค่าถ้าคุณเปลี่ยน Field หรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม   ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดสินค้านมกล่องในเมืองไทย อาจไม่มีประโยชน์อะไรแก่นายจ้างในประเทศเซโรโธ   เมื่อเทียบกับคนขับรถพื้นเมืองของเจ้าของกิจการนมกล่องชาวเดนมาร์ค
 
รายละเอียดมากนักก็เกรงใจ 
เอาเป็นว่า "จัดปีกจัดขน" ของใครของมันให้สมกับเพดานบินและสายพันธุ์ก็แล้วกัน



บันทึกการเข้า

ใบไม้ทะเล
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,321


In politics stupidity is not a handicap


« ตอบ #8 เมื่อ: 01-01-2008, 11:24 »

มาแปะชื่อก่อน คุณปู่เย็นหายไปนานเลย 

ทำไมไม่มีเรื่องดีเลยอ่ะค่ะ น่ากลัวจัง

มีพี่หลายคนแนะนำให้หนูอย่ากลับประเทศเลย ทำไงดีล่ะค่ะ ผู้ใหญ่หลายท่านก็หวังกับเรา ซึ่งแต่ละท่านก็หวังดีกับประเทศชาติทุกคน อยากเสี่ยงฝ่าฝันวิกฤตของประเทศสักครั้งค่ะ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-01-2008, 11:44 โดย ใบไม้ทะเล » บันทึกการเข้า

立てばしゃくやく、座ればぼたん、歩く姿はゆりの花
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #9 เมื่อ: 01-01-2008, 12:04 »

คคห.นี้ มาเพื่อกล่าวคำ "สวัสดี" และ "สวัสดีปีใหม่"
สวัสดีครับท่านอัง ฯ
สวัสดีครับหนูอนา ฯ
สวัสดีครับคุณ QuaOs - คุณสมชาย ฯ - คุณลักหลับยกล้อ ( สงสัยสะกดผิด )

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ 
ขอให้พระคุ้มครองไปจนตลอดรอดฝั่ง ภยันตรายใด ๆ มิอาจแผ้วพานได้
...คิดหวังอะไร  ก็ขอให้ได้เฉพาะแต่เรื่องดี ๆ เป็นศิริมงคล นะครับ


( ผมไม่ได้ไปไหนนะ  แค่ปล่อยให้ลูกน้องเข้ามาเล่นในชื่อของเขาเอง  และ/หรือพิมพ์ให้ในชื่อของผม ระยะหนึ่ง )
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-01-2008, 12:06 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #10 เมื่อ: 01-01-2008, 12:14 »

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ท่านปู่เย็นเปรียบเมืองไทยเช่นเมืองโสโดมโกโมราห์นี่ -- หมดอนาคตจริง ๆ ค่ะ 



บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 01-01-2008, 15:07 »

เมืองไทยคงถึงกลียุคแน่แล้วแบบนั้น
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 01-01-2008, 15:31 »

ผมอ่านแล้วกลับงง  จะให้ผมไปอยู่ที่ไหน??? 

เอาเป็นว่า สิ่งที่จะคาดเดาได้อย่างหนึ่งหลังจากอ่านบทความของคุณปู่เย็นก็คือ
"ตลาดหุ้นไทย" ครับ โดยเฉพาะ SET ที่ถือเป็นสวรรค์ของนักเก็งกำไรและคนที่คิดโลภ
ผมเดาว่าปีนี้ตลาดหุ้นไทย "ล่มจม" แน่ๆ เพราะดูไปรอบๆ ก็มีแต่คนที่ฟหช้ำดำเขียว

ส่วนเรื่องของมฤตยู ผมทำใจส่วนหนึ่ง แต่ก็ถือว่ายังดีที่เรามีคุณธรรมและความชอบธรรม
เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้เราได้ทำใจร่มๆ อยู่ถึงทุกวันนี้

สวัสดีปีใหม่ปู่เย็น บุคคลที่ผมชอบอ่านคอมเม้นต์ประจำ หวังว่าจะเข้ามาที่นี่บ่อยๆ นะครับ
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 01-01-2008, 16:28 »

เอาบทความของ "กาแฟดำ" มาฝาก อ่านแล้วก็พยายามทำใจร่มๆ นึกถึงหลักความถูกต้องชอบธรรมเป็นหลัก

เป็นคนไทย พ.ศ. 2551 ต้อง "ทำใจ" ให้เป็น
31 ธันวาคม พ.ศ. 2550 12:10:00
 
วันสุดท้ายของปีนี้ นั่งพิจารณาการเมืองของปีหน้าแล้ว คนไทยจำนวนไม่น้อยต้อง "ทำใจ" เพราะจะมีเรื่องกวนความรู้สึกและกระทบสำนึกแห่งความถูกต้องชอบธรรมในสังคมมากมายหลายเรื่อง

เจอใครในช่วงนี้ผมควรอวยพรปีใหม่ด้วยยา "ทำใจ" เพราะหาไม่แล้วก็ต้องเผชิญกับความเครียดตลอดปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากคุณคาดหวังว่าอะไรๆ จะดีขึ้นเพราะมีการเลือกตั้งอย่างที่เราเรียกร้องแล้ว โดยเข้าใจผิดคิดว่าประชาธิปไตยหมายเพียงถึงการเข้าไปคูหาเลือกตั้งเพื่อกาบัตรเท่านั้น

เรื่องที่จะต้อง "ทำใจ" สำหรับคนไทยในปีใหม่นี้มีมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่การต่อรองเจรจาการตั้งรัฐบาลผสมที่มีอาการของการเมืองน้ำเน่าเก่าๆ หวนกลับมาให้คนไทยได้รู้สึกว่าบ้านเมืองเราช่างด้อยพัฒนา และนักการเมืองยังนึกว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นโง่กว่าตัวเอง ตามลูกเล่นต่างๆ ของพวกเขาไม่ทันอีกแล้ว

คุณต้อง "ทำใจ" กับคณะรัฐมนตรีใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หากเป็นไปตาม "โผ" ที่ออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์สองสามวันที่ผ่านมา เพราะเราท่านจะต้องร้อง "ยี้" กันจ้าละหวั่นอีกรอบหนึ่งแล้ว

คุณต้อง "ทำใจ" กับข่าวที่มีคนมากระซิบบอกคุณว่า ส.ส.ที่คุณเลือกเข้าไปเพราะคิดว่าเป็นคนดีมีหลักการอย่างยิ่งนั้น ไปรับเงินเพื่อจะเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับเขาแล้ว

ยิ่งต้องทำใจใหญ่เมื่อคนที่มากระซิบคุณอ้างว่าได้ยินจากปากของคนสำคัญของพรรคที่เป็นแกนกลาง และกล่าวอย่างดูหมิ่นดูแคลนว่า

"ไหนคุณว่าคนนี้เงินซื้อไม่ได้ไง? ตอนแรกได้รับการเสนอ 20 ล้าน เขาทำท่าไม่เอา อ้างว่าเป็น ส.ส.ต้องมีหลักการ มิฉะนั้นประชาชนจะเล่นงาน แต่พอเราเพิ่มเป็น 30 ล้าน เขาก็บอกว่าได้สอบถามประชาชนของเขาแล้ว ประชาชนเขาอยากให้เข้าร่วมรัฐบาลเพราะเขาเลือกมาให้ทำงาน....ฮา"

คุณต้อง "ทำใจ" ว่าคนที่หัวเราะเยาะคุณนั้นเขากำลังจะบอกคุณว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนซื้อไม่ได้ ทุกอย่างอยู่ที่จังหวะและราคา

คุณบอกว่าคุณอยากร้องไห้กับข่าวคราวอย่างนี้ใช่ไหม? คุณต้อง "ทำใจ" ว่าคุณจะต้องได้ยินเรื่องอย่างนี้อีกมากในปีใหม่นี้ เพราะการเมืองไทยกำลังจะกลับเข้าสู่วงจรแห่งความชั่วร้ายอีกครั้งหนึ่งอย่างโจ๋งครึ่ม

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณจะต้อง "ทำใจ" ก็คือว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มจะเปลี่ยนน้ำเสียงและจุดยืนต่อเรื่องต่างๆ ในบ้านเมือง...ที่คุณเคยได้ยินเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน หรือคนมีชื่อมีเสียงในสังคมวิพากษ์วิจารณ์บางเรื่องอย่างเข้มข้นนั้น เขาหรือเธออาจจะเปลี่ยนเสียงในปีใหม่อย่างที่คุณคาดไม่ถึงก็เป็นได้

เพราะคนไทยจำนวนหนึ่งถือว่าการ "เข้าข้างผู้ชนะ" นั้นเป็นวิเทโศบายส่วนตัวที่ชาญฉลาด สำหรับคนเหล่านี้ คนโง่เท่านั้นที่ "ทวนกระแส" เพราะจะทำให้ไม่ได้ผลประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนทางการเมือง

โดยเฉพาะถ้าเพื่อนของคุณคนนั้นเป็นข้าราชการที่ไม่มีหลักไม่มีการในชีวิตอยู่แล้ว หรือเป็นนักธุรกิจที่แยกไม่ออกระหว่างความถูกต้องกับคำว่านักฉวยโอกาส

นอกจากนี้คุณต้อง "ทำใจ" ด้วยว่าคำนิยามของคำว่า "คอร์รัปชัน" กับ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่เข้มข้นขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาจะเริ่มอ่อนแอลงในสังคมไทย เพราะหลายสิ่งหลายอย่างกำลังจะพลิกกลับ และอะไรที่คุณเคยเชื่อว่าผิดหลักการและจริยธรรมอาจจะกลับกลายเป็นเรื่อง "ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น" อีกครั้งหนึ่งก็เป็นไปได้

แต่คุณอย่าได้เครียดกับมัน เพราะการ "ทำใจ" นั้นไม่ได้แปลว่าเราจะต้องยอมพ่ายแพ้ต่อความเสื่อมทรุดของสังคมไทย

ตรงกันข้ามที่เรามาชักชวนให้ "ทำใจ" ก็เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านจิตใจเพื่อต่อสู้กับความเหลวแหลกและการ "ลอกคราบ" อีกรอบหนึ่งของการเมืองไทย...เพราะนักการเมืองน้ำเน่านั้นมาแล้วก็ไป ความถูกต้องชอบธรรมเท่านั้นที่จะอยู่ยั่งยืนตลอดไป

ขอเพียงให้เรา "ทำใจ" และ "ปล่อยวาง" อย่างที่ท่านพุทธทาสได้สอนเราไว้ในการต่อสู้กับความทุกข์ทั้งปวง
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #14 เมื่อ: 02-01-2008, 19:49 »

กระทู้นี้ยังไม่จบนะครับ
แม้แต่ ข้อ 8 ( ตำแนะนำสำหรับผู้คนประเภท ข. ) ก็ยังไม่จบ
แต่ด้วยเหตุการณ์ในช่วงเวลาปัจจุบัน  ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะกระทำการใดอันมีลักษณะซ้ำเติมจิตใจพสกนิกรชาวไทยผู้มีความจงรักภักดี

จึงขอเว้นระยะไว้สักพักหนึง
บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #15 เมื่อ: 01-03-2008, 04:20 »

มาต่อ...


ก่อนอื่น  จะต้องขอสรุปเล็ก ๆ ถึงบางเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นระหว่างผมร่วมไว้ทุกข์ - ไว้อาลัยสมเด็จพระพรี่นาง ฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  พร้อมทั้งทบทวนจุดประสงค์ของการตั้งกระทู้นี้

1. กระทู้นี้ตั้งขึ้นก่อนหน้ารู้ว่าหมักจะได้เป็นนายก ฯ
2. กระทู้นี้มีเจตนาให้ผู้อ่าน "เอาตัวรอด" ไ่ม่ใช่ "กอบกู้แผ่นดินไทย" จากกลุ่มคนชั่วชาติที่ได้รับการเลือกตั้งมาโดยคนโฉดชั่ว

...ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ แถวอีสานและภาคเหนือ "เลือกพวกมัน"
เลือก  เพราะ "ติดใจ" ในรสชาติการได้รับของแจก - ของฟรี ที่เป็น "ของคนส่วนรวมทั้งแผ่นดิน"
เลือก  เพราะ "มักง่าย" คิดง่าย ๆ แบบเดียวกับที่เคยโดนหลอกแดกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณที่โดนหลอกเอาลูกสาวไปเป็นกะหรี่ - หลอกเอาลูกชายไปเป็นขี้ข้า ( แล้วก็ตกค้างอยู่ในเมือง - กลับบ้านนอกไปทำนาไม่เป็นแล้ว )   ต่อมาก็ถูกหลอกให้เสียที่ดิน  แล้วก็ถูกหลอกให้บุกรุกป่า ( ตัดไม้ + ล่าสัตว์ออกมาให้ )    หลอกให้เล่นแชร์ลูกโซ่  หลอกให้ซื้อบัตรสมาชิก  หลอกให้ร่วมหุ้นทำสวนสักทอง  สวนยูคา ฯ   
...ถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เพราะ "เสี้ยน - คัน - อยาก"   เมื่อเห็นไอ้พวกคนมาจากเมืองมันมีอะไรก็อยากได้บ้าง - อยากเป็นบ้าง   คันใจ อยู่เฉย ๆ ดี ๆ แล้วงุนง่านก็เลยเอาหัวไปให้เขาฟันเล่น...เอาเงินไปให้เขาโกง - เอาศักดิ์ศรีไให้เขาตลกขบขัน   เสี้ี่ยนอยากเป็นใหญ่ "เจ้าคนนายคน" กับเขาบ้างเพื่อจะได้มีโอกาส "วางก้ามใส่ไอ้พวกเรียนหนังสือ พวกครู - หมอ - ข้าราชการที่มัน "อยู่เหนือพวกกรู ( ทางสังคม )" มาเป็นเวลาเนิ่นนาน
...ซึ่งบรรดาความ "เสี้ยน - คัน - อยาก" เหล่านั้นไม่ถือว่าผิดหรอกครับ  มันเป็นโลกียสุข  ตามสันดานสัตว์สปีชีร์คนที่ยังชื่นชมในรสชาติแห่งภวตัณหาผ่านทาง หู - ตา - จมูก - ปาก - ดาก และแผ่นผิว   
...แต่มัน "ผิด" ที่มิได้แสวงหามาอย่าง "สัมมาทิฐิ" หรืออยู่ในกรอบแห่ง "จริยธรรม"

แบบเดียวกับพวกเด็กกุ๊ย ๆ ที่เสี้ยนอยากให้ครูบาอาจารย์   หรือเพื่อนฝูงที่เจริญก้าวหน้า  หรือบางทีก็รวมไปถึงพี่น้อง พ่อ-แม่ของตัวเอง "มายกมือไหว้"   รวมทั้งตัวเองก็ "ทำมาหากินไม่เป็น - หยิบโหย่ง - ขี้เกียจ"
...ก็เลยไป "บวช" ซะ  แล้วจะได้มีคนมากราบไหว้บูชา และเอาเครื่องบริขารมา "ถวาย"


......นั่นล่ะครับ "คนส่วนใหญ่ของบ้านเมือง - เสียงสวรรค์ของพรรคพลังประชาชน"
......กลุ่มสัตว์สปีชีร์คน "พันธุ์รากหญ้าของทักษิณ" ที่น่าเชื่อได้ว่ามีคุณภาพ "ดีเยี่ยม" จนสามารถเป็นพลังผลักดันให้ประเทศไทยนี้สามารถแข่งขันกับชาวเวียดนาม - เขมร - ลาว ได้อย่างไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-03-2008, 19:13 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #16 เมื่อ: 01-03-2008, 04:54 »

อยู่ ๆ จู่ ๆ ทำไมผมถึงกล่าวถึง "คนพวกนี้" ?

เปรียบเทียบนะครับ  ว่าทำไมอาหารที่เก็บไว้อยู่ดี ๆ ในตู้เย็นก็กลายเป็นของเสียที่ทำให้เราต้องตัดใจ "ทิ้งไปทั้งหมด"
...ทำไมประเทศไทย - เมืองไทยที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นผาสุกดี ก็กำลังจะถูก "มฤตยู" เข้ามากวาดล้างทิ้งไปเสียหมด ??

ของมันต้อง "มีที่มาที่ไป" ซึ่งนั่นก็คือ "สังคมมันเน่าแล้ว - ความเป็นชาติ ( ประชาชนภายใต้รัฐเดียวกันบนแผ่นดิน ) มันถึงจุดอวสานแล้ว"
...อาหารเ่น่า เพราะ "เชื้อโรค" ที่อาจจะมี "มือโสโครก" มากระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
...สังคมเน่า - ชาติวิบัติ  ก็เพราะ "ปรสิตแผ่นดิน ( เสธ.แดงเรียก "สนิมของชาติ" )" ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดย "คนชั่ว" กลุ่มหนึ่ง
...ดังนี้ล่ะครับ

เมื่อ "เชื้อโรค + อาหาร" แล้วทำให้บูดเน่านี้ทางอาหารเีรียกว่ากระบวนการ "ย่อยสลาย ( อินทรียวัตถุ )"
ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศชาิติ  ก็คือ
เมื่อ "ปรสิตแผ่นดิน + ทรัพย์สินของแผ่นดิน" แล้วทำให้ประเทศชาติ่วิบัตินี้ ก็เป็นด้วยกระบวนการที่เรียกว่า "ระบอบทักษิณ" หรือ "อนาธิปไตยภายใต้แนวทางตัณหานิยม" นั่นเอง


ยั่วให้แย้ง :
คนเหนือ + อีสาน คุ้นชินกับ "การทำให้อาหารเน่า" เพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหารมานานู่แล้ว  เช่น  การทำส้ม ( แหนม ) หมักถั่วเน่า  ดองผัก  และการทำปลาร้า    ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าคนเหนือและคนอีสานอาจจะเห็นว่า "ไม่มีอะไรเสียหาย แถมยังน่าสนใจยิ่งขึ้นซะด้วยซ้ำ" ถ้าทำให้สังคม ( รวมทั้งวัฒนธรรม - ประเพณี ) ของตน "ฉิบหาย" ไปเสียบ้าง  เช่น  การส่งลูกสาวเข้ามาเป็นหมอนวด ( กะหรี่ )  สนับสนุนใ้ห้ลูกหลานเต้นกินรำกิน ( เป็นนักร้อง - หมอลำ...หรือหางเครื่องก็ยังดี ) สนับสนุนให้ลูกชายเข้าไปรับใช้ ( เป็นมือเป็นตีน ) คนมีอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องมีคุณธรรม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-03-2008, 19:16 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #17 เมื่อ: 01-03-2008, 06:09 »


ทั้งนี้ทั้งนั้น...
โปรดสังเกตนะครับว่าเมื่อผมใช้คำว่า "คนเหนือและอีิสาน" ผมไม่ได้ระบุว่า "ชาวเชียงใหม่ อุบลฯ อุดร ฯ ฯลฯ"
นั่นเป็นเพราะ "ชาว" เหล่านั้นผมจะเรียกว่าเป็น "คนเมือง" ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลผู้ "รับทราบและเข้าใจดีแล้วในจริยธรรม หรือขนบธรรมเนียมอย่างสากลตามวิถีทางแห่งอารยชน"

...แน่นอน  โดยนัยนี้  ผมหมายรวมถึง "คนใต้" ด้วยนั่นล่ะ ( ซึ่งไม่ใช่ชาวสงขลา  ชาวปัตตานี คนชุมพร ฯลฯ )
...แน่นอน  โดยนัยนี้  ผมหมายรวมถึง "เจ๊ก" ด้วยนั่นล่ะ ( ซึ่งไม่ใช่ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว  แขะ  ไหหลำ  ฮกเกี้ยน ฯลฯ )
- ตัวอย่างเช่น ชาว กทม. ชาวปากน้ำ คนเมืองนนท์  ชาวแปดริ้ว ฯลฯ  คนเหล่านี้จะไม่พยายาม "Classified" ตัวเองเป็น "คนกลาง - คนภาคกลาง"  เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาสถาบัน "พวกกู - กลุ่มกู"

ด้วยเหตุที่เรากำลังพูดถึง "คน" จึงขอใช้วิธีการศึกษาพฤติกรรมอย่างพื้นฐานที่สุด   ตามหลัก "มาสโลว์สเต็ป" กัน
   เนื่องจากคนจะแสวงหาบันไดขั้นถัดปอีก 2 ขั้น  หลังจากได้ "1.กินอิ่มนอนอุ่น ( Physical Needs )" มาแล้ว 
นั่นคือ "2.ความปลอดภัย ( มีพวก - Safety Needs )" และ "3.ความยืดเบ่ง ( มีหน้ามีตา - Social Needs )" 
   ไอ้บันไดขั้น 2 ทีี่ชื่อ "ความปลอดภัย" น่ะไม่เท่าไหร่    แต่สัตว์สปีชีร์คนรับทราบอยู่แก่ใจดีว่า มัน "ยากส์" ที่จะอยู่อย่าง "3.มีหน้ามีตา" ใน "ฝูงโคตรใหญ่"   ดังนั้นเขาจึงพอใจที่จะสร้าง "ขอบเขต ( Boundary ) ย่อย" หนึ่ง ๆ ที่เขามีปัญญากวาดตาไปได้ทั่วถึง   โดยอาศัย "ส่วนร่วม - สัญลักษณ์" อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย ๆ อย่างเข้ามาเป็นเกณฑ์

...คนอีสานจะรู้สึกว่ามันยากที่จะได้รับความสำคัญ  ถ้าจะนั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนใต้ + ไอ้พวกกรุงเทพ + ไอ้พวกแปดริ้ว + ฯลฯ
...คนใต้จะรู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจ  ถ้าไม่แยก "ซุ้มปักษ์ใต้" ออกไปสุมหัวอยู่กันต่างหาก
...คนเชื้อสายจีนจะรู้สึกถูกคุกคามจากไอ้พวก "ฮวนนั้ง" จึงต้องสร้างเกราะความเป็น "ตึ่งนั้ง" แล้วเอาตัวเองเข้าไปจุมปุ๊กอยู่ข้างใน ( ส่วนพวก "คนไทย" ก็เรียกว่าคนจีนเหล่านี้ว่า "เจ๊ก"...เหยียดแหม้งกลับซะ - หายกันนะอาแปะ )
...ฯลฯ


มาถึงตรงนี้แล้ว "มันกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ?"
   คงจำคำว่า "ยืดเบ่ง" ได้นะครับ
...ในแต่ละขอบเขตสังคม ( ฝูง...ผมขอใช้คำนี้ ) ก็จะมีวิธี "เด่น" ตามความเชื่อ - ความชอบของตน
เช่น
- คนอีสานอาจจะรู้สึกว่าพวก "ดารุ่งดารา" หรือ "พวกที่ได้ออกทีวี - พวกที่มีแฟนนาติค" ช่างเป็นคนเด่นที่ "ยืดเบ่ง" ได้ดี
...คนอีสานจึงนิยม "พวกที่ได้ออกทีวี" หรือปรากฎหน้า - ปรากฎตัวในที่สาธารณะ
- คนเหนืออาจจะรู้สึกว่า "พวกไปประเทศนอก" เคยไปอยู่ต่างประเทศ - ต่างถิ่นมาแล้ว เช่น  "เฮาชนไหล่กะฝรั่งมาแล้วกา" นี้ช่างโก้เก๋
- คนใต้อาจจะรู่้สึกว่า "พวกที่เป็นใหญเป็น่โต - เจ้าคนนายคน" เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ  ยศฐาบรรดาศักดิ์สูง ๆ นี่สิเจ๋ง
- ส่วนเจ๊กก็รู้สึกว่า "คนมีตังค์" สิวะสมควรได้รับการยกย่องนับหน้าถือตามากที่สุด

.............ตรงนี้ล่ะครับที่ "พวกนักการเมือง เอามาใช้เป็นประโยชน์"
...ได้แก่
- หาโอกาสให้เจ๊ก ( โดยเฉพาะพวกรับเหมาก่อสร้าง - ขายวัสดุอุปกรณ์ ) ขายของได้เงิน > รวย > เจ๊กชอบ
- หาช่องทางให้คนอีสานได้เปิดตัว - ได้ออก TV - ได้ ปชส.ท้องถิ่นตน > ประทับใจ > อิสานชอบ
- หาวิธีการให้ฝรั่งมังค่าหรือคนต่างถิ่นได้เข้าไปกระทบไหล่คนเหนือ > ฮาได้อู้กำอิงลิชก๊า  หมู่เฮาปั๊ดตะนาแหล่วโว้ยยย > ชื่นชม > คนเหนือชอบ
- หาเส้นสายให้คนใต้ได้เข้าไปเป็นใหญ่เป็นโตในวงราชการ > ภาคภูมิใจ > คนใต้ชอบ ( สังเกตดี ๆ ว่าเมื่อไรที่พรรคแมงสาบเป็น รบ.  เมื่อนั้นจะมีการ Recrui- ข้าราชการบ่อยจัง  Tongue out)

...จึงอาจกล่าวได้จริง ๆ ว่า ไม่ใชเรื่อง "เงิน" หรือผลประโยชน์อย่างเดียวหรอกครับ  ที่พวกนักเล่นการเมืองเหล่านี้ ( ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน ) ใช้ "ซื้อวิญญาณ" ของชาวบ้าน

แต่ "ทั้งนี้ทั้งนั้น" ( อีกที ) ที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเพียง "อดีต" ก่อนที่ "ระบอบทักษิณ" จะเข้ามาในสังคมไทย นะครับ

เพราะไอ้กระบวนทัศน์เพื่อใช้ซื้อวิญญาณชาวบ้านแบบเก่า ๆ นี้  เพียง
ทำให้หมูกลายเป็นแหนม
ทำให้ปลากลายเป็นปลาร้า
ทำให้ผักกลายเป็นผักดอง
( และทำให้ข้าวเหนียวกลายเป็นกระแช่...โอ้  หลั่ล ลาาา )
...ไม่ไ้ด้ทำให้ "เน่า" หรือ "บูด" ไปทั้งหมดเสียทีเดียว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-03-2008, 03:36 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #18 เมื่อ: 01-03-2008, 07:46 »

ต่อ ๆๆ...

ยั่วให้เคือง...
    เจ๊ก (ในเมืองไทย) ชื่นชมคนร่ำรวย และปรารถนาให้ความร่ำรวยกลายเป็นสรณะอย่าง "เหนือสิ่งอื่นใด" ถึงขนาด "ไร้ความเคอะเขินถ่อมตัว" ที่จะแสดงอาการโอ่อวด โอหัง  ในทำนอง...

"ผม ( กู ) เรียนไม่จบ ป.4 ซะด้วยซ้ำ  แต่ทุกวันนี้ไอ้พวกจบปริญญายังต้องมาเป็นลูกน้อง ( ขี้ข้า ) ของผม  หรือแม้แต่พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ตอนนี้เป็นถึงด๊อกเต้อหรือพู่พิพากสาก็ยังแอบมาขอเงินผมใช้อยู่บ่อย ๆ"

    เชื่อหรือไม่ว่า  ผมเคยคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติที่มีเชื้อสายจีนหลายคน  แล้วผมก็พบว่าไม่มีผู้คนเชื้อสายจีนที่ไหนในโลกนี้อีกเลย  ที่มีพฤติกรรมอวดโอ่ - ขี้โม้ - โอหังอย่างเจ๊ก ( คนเชื้อสายจีนในเมืองไทย )
   อ้อ  วรรคข้างบนนี้  ผมกล่าวถึงเฉพาะพวก "เจ๊ก" นะครับ  ไม่ใช่ "คนไทยเชื้อสายจีน"

================================================================

กลับมาที่ "ความบูดเน่าของอาหาร - ความฉิบหายของสังคมประเทศชาติ"
    ในขณะที่วิเทโศบายในการซื้อวิญญาณชาวบ้านแบบเก่าเปรียบเสมือนการทำให้อาหารมีรสเปรี้ยวกลิ่นส้ม  รสเค็มกลิ่นตุ่ย  หรือรสดีกลิ่นหอมแบบเหล้า ( ง่าาาา...) นั้น   วิเทโศบายในการซื้อวิญญาณชาวบ้านแบบใหม่ที่ชื่อ "ระบอบทักษิณ" กลับเทียบได้กับการทำให้อาหารบูดเน่า - เสียหายไปทั้งหมดนั่นเลย

ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น ?
    นั่นเป็นเพราะว่า "วิธีการหาประโยชน์" ของเหล่าเดรัจฉานการเมือง ( ไม่ใช่ "นักการเมือง" ) ในระบอบทักษิณ มิได้มุ่งหมายเพียงแค่
1.สมประสงค์ทางการเมือง"
แล้ว
2. เอาประโยชน์ไปบ้างถึงพอสมควร
ก่อน
3. โยนเศษที่เหลือกับลงมา ( ซึ่งก็ไม่ได้มีจริยธรรมอะไรนักหรอก ) ให้สังคม
    หรือถ้าจะเปรียบเทียบเดรัจฉานการเมืองแบบเก่า  ก็คงราว ๆ สัตว์หน้าขนจำพวก "เสือ หมาไน" หรือหนักหน่อยก็ "อีแร้ง" ที่มุ่งโกงกินในลักษณะฉีกเนื้อเถือหนัง   ซึ่งนั่นก็ถือได้ว่าเป็น "การล่า" ตามวิถีทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง  อันได้แก่  หากชาวบ้านกลุ่มไหนโง่นักก็กลายเป็นเหยื่อ - หรือก่อบาปกรรมให้แก่ประชาชนในประเทศชาติทั้งมวลด้วยการชักนำผู้ล่า ( ไอ้เดรัจฉานการเมืองวเหล่านั้น ) เข้ามาหาเหยื่อ 
     ถ้ากำจัด "ความโง่ ( เช่น  การให้การศึกษาเชิงตระหนักและรับผิดชอบต่อส่วนรวม ) & ความอ่อนแอ ( ความอดอยากยากจน )" ลงได้  ประเทศชาติ ก็ยังคงอยู่อย่างปลอดภัยจากผู้ล่าที่ชื่อ "นักการเมือง ( เดรัจฉานหน้าขน )" เหล่านั้นได้


.............ส่วน "ระบอบทักษิณ" ไม่เป็นเช่นนั้น...มันไม่ใช่วิถีทางที่เราคุ้นชินแบบนั้น Evil or Very Mad

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-03-2008, 03:55 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 01-03-2008, 10:51 »

..มารออ่านต่อ 
อย่าเว้นช่วงนานนักนะท่าน
แหม.. คำว่า 'เดรัจฉานการเมือง' นี่มันแสบไส้สะใจจริงๆ ค่ะ 

บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
Kna
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 119


Highly Flammable


« ตอบ #20 เมื่อ: 01-03-2008, 11:51 »

มาลงชื่อรออ่าน ครับ    Smile
บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #21 เมื่อ: 01-03-2008, 12:53 »

มานั่งขอบจอ รอปู่เย็น ด้วยคนนึงค่ะ 
บันทึกการเข้า
ลูกหินฮะ๛
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,099


เสียเข็มขัด อย่าเสียกุงเกง


« ตอบ #22 เมื่อ: 01-03-2008, 22:18 »

เจี๊ยก...กก       (เข้ามาเกาะขอบเวที..ฮะ)
บันทึกการเข้า

  ... ... ... 
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #23 เมื่อ: 01-03-2008, 22:23 »

มารออ่านบทความที่เชือดชำแหละ สังคมปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น

เห็นภาพตาม ได้อย่างชัดเจนและ ......จะรออ่านต่อค่ะ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
ทองเปลว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 541



« ตอบ #24 เมื่อ: 01-03-2008, 23:17 »

พึ่งเข้ามาอ่านครับปู่เย็น อ่านแล้วรู้สึกว่ามันอยู่รอบๆตัวเรานี่เอง คงอีกไม่นาน.....
บันทึกการเข้า

เพื่อนหมัก หักเหลี่ยมหด
ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #25 เมื่อ: 02-03-2008, 13:17 »

ปู่เย็น ผมคิดแบบคุณมาก็นานแล้วครับ

ผมพูดคำว่าลาออกจากประเทศไทยให้แฟนฟังตั้งแต่ 2 ปีก่อน
ปัจจุบัน  หลังจากเฮียตะกวดได้ดิบได้ดีในสังคมแล้ว  มีอีกหลายคนที่พูดเหมือนผม

มันไม่ใช่แค่ที่ว่าผมจะเอาตัวรอด  มันคือสิ่งที่ปู่เย็นสรุปความไว้อย่างชัดเจน

ันั่นคือ รากฐานทางสังคมถูกกัดกร่อนทำลาย  หลักธรรมอันเป็นแรงยึดเหนี่ยวกันไว้จนเกิดเป็นสังคมมนุษย์ เสื่อมถอย
คนโกหกฉ้อฉล - กลิ้งกลอกหลอกลวงได้รับการยกย่องเหนือคนที่มีความรับผิดชอบ - ยึดถือความสัตย์จริง


สิ่งนี้ไม่ได้ชัดเจนแค่ในระดับมหภาค(การเมือง สังคม) นะครับ
แม้แต่ในระดับจุลภาค  ในองค์กรรัฐ รัฐวิสาหกิจ(ชัดเจนเลย) หรือเอกชนหลายๆแห่ง ล้วนเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น

จากทศวรรษแย่งชิงอำนาจ  มาถึงทศวรรษฟองสบู่ มาถึงทศวรรษอินเตอร์เน็ตและทักษิณ
ประเทศไทย  ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ทั้งในแง่ศักยภาพในการทำมาหากินของตนเอง และในแง่ศีลธรรม

ผมจึงมองไม่เห็นเลยว่า มนุษย์จะสามารถอยู่ในสังคมแบบนี้ไปได้อย่างไรกัน


บันทึกการเข้า
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #26 เมื่อ: 03-03-2008, 04:55 »

แล้วระบอบทักษิณ "เป็นแบบไหน ?"


...คงยังจำสำนวนที่ผมเคยใช้บ่อย ๆ ที่ว่า
"เดรัจฉานท้องติดดินกินขี้" กันได้บ้าง

สำนวน "เดรัจฉานท้องติดดินกินขี้" นี้  ผมลักจำเอามาจากบทกวีของคุณอังคาร  กัลยาณพงศ์  ซึ่งหมายถึงสัตว์จำพวกหนอน พยาธิ
อันเป็นสัตว์ชั้นต่ำเกือบสุดแล้วในการจัดลำดับตามหลักอนุกรมภิธาน ( ต่ำกว่านั้นคือพวก อะมีบา  พารามีเซียม )
...โดย "หนอน" อาจจะพอมีศักดิ์์ศรีนิดหน่อย  ถ้าเป็นหนอน - ตัวอ่อนของแมลง ( ในกระบวนการเมตามอร์ฟอสิส )

เทียบ "ระบอบทักษิณ" ในการซื้อวิญญาณชาวบ้าน ก็คือ
   ระบอบทักษิณนั้นเปรียบเสมือนปรสิต  ที่ถูกส่งเข้าไปในร่างกายของ "เป้าหมาย"   แล้วเจ้าปรสิตนี้ก็จะทำการแพร่ขยาย เพิ่มจำนวนทีละเล็กทีละน้อยในร่างกายของเป้าหมาย   จนในที่สุดแล้วก็ยึดเอาสังขารไปได้ทั้งหมด
   เป็นการบ่อนเบียนที่ยากแก่การสังเกต  เนื่องจากกว่าจะรู้ตัวก็ "พยาธิขึ้นสมอง" หรือเบาะ ๆ ก็ "ตัวจี๊ดขึ้นตา"   แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือไอ้หนอน - พยาธิเหล่านี้ไม่มีหนทางขับออกไปได้เลย  ด้วยเหตุที่พฤติกรรมของเป้าหมาย  ดันเสือก "คุ้นชินกับการทำให้สังคมฉิบหายบ้างสักนิด  เพื่อสร้างความสนุก  ตื่นเต้น น่าสนใจ" ( จำได้ไหมว่าผมเคยกล่าวถึงพฤติกรรมที่ว่านี้ไปแล้วใน คคห.ก่อนหน้า )

ประชาชนไทย "กลุ่มนั้น - พวกเสียงส่วนใหญ่ - พวกที่มีอำนาจเลือกตั้งซึ่งกำหนดชะตาบ้านเืมืองของคนทั้งแผ่นดิน เหล่านั้น"
...เป็น "ไอ้ขี้โรค" ที่ยังชอบ "กินของโสโครกสกปรก" ( เอาประโยชนจากแผ่นดินเยี่ยงโจร เช่น บุกรุกป่า - ตัดไม้ -  แล้วยังเรียกร้องความเกื้อกูลเอาจากกองทุนต่าง ๆ ที่ตนเองไม่เคยช่วยเพิ่มพูนให้มีมูลค่า )
...เป็น "ไอ้ขี้ยา" ที่ยังปรารถนาได้ "หารสชาติแปลก ๆ" ( ทำเรื่องผิดบาป - ผิดศีลธรรมจรรยา  เช่น  ผิดลูกผิดผัว, เล่นการพนัน, กินเหล้าเมายาสารพัด, ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ )
...เป็น "ไอ้ขี้เรื้อน" ที่ยังหลงใหลการ "ถูไถตัวเองไปกับเสื้อผ้าของคนอื่น" ( ทำให้สิ่งดี ๆ ของสังคม - ประเทศชาติตกต่ำ  เช่น  ทำลายภาษา  บิดเบือนประวัติศาสตร์ - หลักการทางศาสนา  ทำลายธรรมชาติและวัฒนธรรม  พาลไปจนถึงการนินทาว่าร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ )
...เป็น "ไอ้ขี้เกียจ" ที่พอใจอยู่กับการแลบเลียเศษอาหารที่โปรยทานมาจาก "เทวดา ( แต่ก่อนคือพวก "ศักดินา" ปัจจุบันนี้คือพวก "กฎุมพี" )"

เมื่อประชาชนเป็นแบบนี้แล้ว "เดรัจฉานท้องติดดินกินขี้ทางการเมือง" ใน "ระบอบทักษิณ" ก็สบายสิครับ
...นอกจากเป้าหมายจะไม่ถูกฆ่าไม่ถูกทำลาย  กลับยังได้รับการส่งเสริม ( ให้เติบโต )  แล้วยังมี "พาหะ" ช่วยแพร่กระจายระบอบทักษิณออกไปให้กว้างไกลขจรขจายเสียอีก !


แต่...ครับ...แต่
ระบอบทักษิณ ไม่ได้มีเพียง "( ประชาชน ) เป้าหมาย" กับ "พยาธิสภาพ" เท่านั้นหรอกนะครับ
...ยังมีอีก...มีต่อ
...ซึ่งไ้อ้พวกนี้ล่ะ "สำมะคัญนัก"
( ใน Eco system ไม่ได้มีแต่ความสัมพันธ์แบบ ผู้ล่า - ผู้ถูกล่า, ปรสิต  เหยื่อ เท่านั้น )
บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #27 เมื่อ: 03-03-2008, 05:58 »

ย้อนกลับไปนิด ๆ
...ในขณะที่การเมืองแบบเก่าเป็นการทำลายบ้านเมืองด้วย "เดรัจฉานการเมือง" ประเภท "สัตว์หน้าขน"
ซึ่งเราเชื่อว่าสามารถปกป้อง - เอาตัว ( ประเทศชาติบ้านเมือง ) รอดได้  ด้วยการให้การศึกษาเชิงตระหนักและรับผิดชอบ + กำจัดความยากจน* แก่ผู้คน

( *ขยายความ : อันที่จริงแล้ว สำหรับเมืองไทยนั้นไม่มีคำว่ายากจนถึงขนาด "ตกบันไดขั้นแรก" ตามแนวคิดของมาสโลว์หรอกครับ )

...แต่การเมืองตามระบอบทักษิณ ซึ่งเป็นการทำลายบ้านเมืองด้วย "เดรัจฉานการเมือง" ประเภท "เดรัจฉานท้องติดดินกินขี้" นั้น
กลับไม่มีหนทางอื่นใดเลยที่จะเยียวยาแก้ไข   หากประชาชนกลุ่มที่มีอำนาจ ( จากผลการ ) เลือกตั้งในประเทศ  ไม่ถูกทำให้หมดอำนาจเลือกตั้งนั้น หรือกำจัดพฤติกรรมประดุจ "ตัวเลี้ยงเชื้อ - เหยื่้อพยาธิ" ลงให้ได้เสียก่อน

การแก้ไขหรือป้องกันด้วยความเข้าใจแบบเดิม ๆ ที่ว่า "ให้การศึกษาและกำจัดความยากจน" กลายเป็นเรื่อง "ไร้ผลในทางปฎิบัติ" ก็เพราะ
- ต่อให้ ให้้การศึกษา  ถึงขนาดยัดปริญญาใส่มือเป็นปึก ๆ ก็ไม่ได้เรื่อง  แถมยังจะกลายเป็นการผลิตผู้คนพฤติกรรม "Ignorance" + "Egoism"  ที่ในหัวมีแต่ "กูเก่ง - กูแน่  กูมีสิทธิที่จะเชื่อที่จะรักใครก็ได้ ( สันสนระหว่าง Assertive Right กับ ความดื้อด้านดักดาน )"
- ต่อให้ จัดสรรเงินจากกองทุนต่าง ๆ หรือสินเชื่อ ( เช่น ธกส.) รวมทั้งกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือทรัพยสิทธิต่าง ๆ ก็ไม่ได้เรื่อง  แถมดีไม่ดีเงินหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้นก็หมดไปกับหวย  หม้อ  ดอ  ขวด  ฯลฯ หรือบางรายที่พอจะดูไม่เป็นอบายมุขสักหน่อย  ก็กลายเป็นวัตถุนิยมจำพวกมือถือถ่ายรูปได้  มอเตอร์ไซค์ซิ่งของลูกชาย ( และค่าประกันตัว + ค่ารักษาพยาบาล ) ไปจนถึงเงินแต่งเมีย - แต่งเรือนหอ

==========================================================

กลับมาว่าต่อ...

   หากสังเกตก็จะพบว่า เดิมที่เสียงส่วนใหญ่หรือประชาชนผู้มีอำนาจ ( จากผลการ ) เลือกตั้ง เหล่านั้น ไม่เชิงว่าจะ้ปล่อยให้เดรัจฉานการเมืองทำลายประเทศชาติบ้านเมืองมากนักหรอก   แม้ว่าก่อนหน้านี้ก็มีพฤติกรรมขี้โรค - ขี้ยา - ขี้เรื้อน และขี้เกียจ  เหมือนทุกวันนี้นั่นล่ะ
   เนื่องจากยังมี "ศรัทธา" ในสิ่งที่เป็น "สุจริตธรรม" ...แล้วก็
เพราะ "มีธรรม" จึงได้รับ "การปกป้อง ( จากรัฐ ) ตามสมควร"
เพราะ "มีธรรม" จึงได้รับ "ความเอ็นดูห่วงใย ( จากสังคมที่มีสถานภาพดีกว่า )"
เพราะ "มีธรรม" จึงได้รับ "ความเห็นใจและอนาทร ( จากชนชั้นที่ปัจจุบันนี้ถูกเรียกว่า "พวกศักดินา อมาตยนิยม" )


แต่มาถึงวันนี้แล้ว "ไม่ใช่"
....พวกเขาเหล่านั้นไม่มีธรรมหลงเหลืออยู่ในสายตาของ "ฝ่ายที่ไม่มีอำนาจ ( จากผลการ ) เลือกตั้ง" อีกแล้ว



พวกเขากลายเป็น "รากหญ้าของทักษิณ"
- ที่เต็มไปด้วย "ความละโมบโลภมาก  อยากได้ใคร่มีไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักพอ"
- ที่เต็มไปด้วย "พฤติกรรมตีสองหน้า  ลิ้นสองแฉก  กลับกลอก  ฉ้อฉล" เหมือนดั่งทักษิณผู้เป็น "เทวดากฎุมพี" ของพวกเขา
- ที่เต็มไปด้วย "ความไ่ม่รู้สึกไ่ม่รู้สา  ไม่รับรู้ว่าธรรมอันใด คือ "คุณธรรมแบบมนุษย์" อย่างสับสนปนเปกับ "ธรรมชาติของสัตว์ ( ที่มาของการเรียกว่า "สัตว์สปีชีร์คน")" ที่ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมซึ่งนำตนให้พ้นออกไปจากสภาพปัจจุบันที่เป็นอยู่** ทั้ง 2 ประเภท

( ** ขยายความ : "1. คุณธรรม" เป็นธรรมที่นำคนให้ "สูงขึ้น" จากสภาพสามัญชนสู่ความเป็นวิญญูชนไปจนถึงปราชญ์  ส่วน "2. ธรรมชาติ" เป็นการนำคน "ต่ำลง" ไปสู่ความหยาบถ่oย ไร้สำนึกชั่วดี ไปจนถึงอาชญากร )


จากเดิมทีที่สังคมไทย
"อยู่ห่างกันตามฐานะ แต่มีผัสสะกันทางจิตใจ"
ก็กลับกลายเป็น
"ต่างคนต่างอยู่ ( ไม่อยากจะรับรู้ว่าใครกำลังจะอด - ตาย )  และถ้าเป็นไปได้มึงอย่ามายุ่งเกี่ยวกับกูเลยจะดีกว่า"
...มันแตกแยกอย่างสมบูรณ์แล้วครับ
...เหลือก็เพียงแต่จะออกมาฆ่ากัน ( อย่างไม่รู้สึกไ่ม่รู้สา ) เมื่อไหร่ เท่านั้นเอง


คำถาม :
ถึงตรงนี้แล้ว "ยังยินดีที่จะมองเห็นฝันร้ายที่กำลังจะกลายเป็นความจริง" กันอยู่รึเปล่า ?
ถ้า "ไม" รู้สึกว่า "พอแล้ว - ไม่อยากรับรู้อีกแล้ว"
ผมจะได้ข้ามบริบทอื่น ๆ ที่เหลือ  ตรงไปที่ข้อ 9 ในหมวด "ข้อแนะนำในการเอาตัวรอด"

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-03-2008, 19:26 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

isa
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 151



« ตอบ #28 เมื่อ: 03-03-2008, 10:44 »

...อยากบอกปู่เย็นว่า... ทำไมเราคิดเหมือนกันเด๊ะเลยครับปู่

ความหลงทางของนักวิชาการ โดยเฉพาะฝ่ายซ้ายก็คือไปมองรากหญ้าว่าเป็นชนชั้นกรรมาชน แต่แท้จริงแล้วพวกนี้ยังติดอยุ่ในระบบ"ไพร่"
อยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์แบบตำข้าวสารกรอกหม้อ มองไกลแค่หัวแม่ตีน การพึ่งพาคนอื่นชนิดสุดตีน การหลงบูชาตัวบุคคลชนิดบ้าผีบุญ
การหวังรวยทางลัด การขายลูกสาวกิน การบูชาคนฉลาดแกมโกงแบบศรีธนนชัย การขาดค่านิยมยกย่องคนที่ความสามารถหรือจิตสำนึก ฯลฯ

สิ่งที่พวกนักวิชาการฟันน้ำนมเรียกว่าประชาธิปไตยรากหญ้า จริงๆแล้วก็เป็นแค่การไปปลุกให้พลังไพร่ที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ ลุกขึ้นมาใช้พลังไพร่ๆ
อย่างเต็มที่เพื่อชี้นำการเมืองไทยไปสู่หายนะ ภายใต้การหลอกล่อของนักการเมืองเจ้าเล่ห์เท่านั้นเอง และสิ่งที่พวกรากหญ้าทำ ไม่ได้เป็นการเลือก
ผู้เข้ามาพัฒนาประเทศ แต่เป็นการเลือก "มูลนาย" ที่จะเข้ามาฉกฉวย เบียดบังผลประโยชน์ของทั้งชาติ เพื่อเอาไปอุปถัมภ์ไพร่สมในสังกัดตัวเอง
ลองศึกษาการเมืองไทยสมัยอยุธยาว่าทำไมกรุงแตก ก็ลองดูพฤติกรรมไพร่และมูลนายในยุคนั้นดูก็ได้ครับ

และด้วยความเหียกของนักวิชาการปีกซ้ายที่รับใช้ทักษิณ ก็เอาบทของชนชั้นกรรมาชนไปสวมให้กับไพร่รากหญ้า และเอาบทผู้ร้ายศักดินามาสวมให้กับ
ชนชั้นกลาง ทั้งๆที่ชนชั้นกลางต่างหากที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยในทุกประเทศ ทุกสังคม ไม่ใช่พวกไพร่
และฐานะทางสังคม หรือการศึกษาไม่ได้เปลี่ยนคนจากฐานะไพร่ไปสู่ชนชั้นกลาง แต่เป็นจิตสำนึกแบบชนชั้นกลางต่างหากที่ทำสิ่งนั้น

และจากมุมมองของคนที่ศึกษาศาสนาพุทธ (บ้าง) ผมว่าภพของคนในเมืองไทยมันตกต่ำไปถึงขั้นของมนุษย์สเปโต (มนุษย์เปรต)
แล้วล่ะ คนดีๆเค้าก็ถอดใจหนีไปเกิดใหม่กันเกือบหมดแล้ว

ผมเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด และภพภูมินะ แล้วก็ค่อนข้างจะเชื่อด้วยว่าความโลภในจิตใจของมนุษย์ปัจจุบัน ความสำส่อนของมนุษย์
ปัจจุบัน ได้ถ่วงภพมนุษย์ทั้งภพลงไปอยู่ใกล้เคียงกับภพเดรัจฉาน และภพเปรตชนิดที่เคาะประตูเรียกกันได้แล้วแล้ว
ผมเลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีพวกนี้มาผุดมาเกิดในโลกมนุษย์กันให้เยอะไปหมด และทำไมคนรุ่นใหม่ๆถึงได้มีความคิดที่
โลภโมโทสันไม่รู้จักอิ่มไม่ต่างอะไรจากเปรต และก้าวร้าว อันธพาล ไร้เหตุผล บ้ากาม บ้ากิน เบียดเบียนกันและกันไม่ต่างจากเดียรัจฉาน
 

แต่ผมว่าผมคงไม่ต้องหนีไปถึงเมืองนอกหรอก เพราะผมเชื่อว่าในวิถีชีวิตของคนใต้ ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย ก็ยังมีจิตสำนึกของชนชั้นกลาง
ความพอเพียง และความรักศักดิ์ศรีมากพอที่จะคุ้มกันตัวเองและสังคมให้ปลอดภัยจากระบบทุนสามานย์ได้ครับ... อย่างมากก็หนีกลับใต้ละวะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-03-2008, 10:52 โดย isa » บันทึกการเข้า
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #29 เมื่อ: 03-03-2008, 17:17 »

ตอบกลับและทักทายท่านผู้ผ่านทาง...

ผมค่อนข้างชินกับคำว่า "ทำใจ ( ไม่ใช่ทัมใจ )" ของคุณ'โลห้า
เพราะทุกครั้งที่คนเรากำลังจะเดินหน้าเ้ข้าหาสถานการณ์วิกฤต  หรืออยู่เฉย ๆ รอรับสถานการณ์วิกฤต นั้น
เรามักจะบอกตัวเอง และเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบข้างว่า
"...ทำใจ"

ซึ่งมันก็น่าจะเป็นอารมณ์เดียวกับเวลาที่ต้นหนเรือดำน้ำสั่งการไปยังลูกเรือทุกคนให้เตรียมตัวรับสถานการณ์ ( ร้าย ) ที่กำลังจะเกิดขึ้น  เมื่อระเบิดน้ำลึกถูกหย่อนลงมาว่า
"...เตรียมฮับการกระแทกเด้ออออ ( กองทัพเรือแห่งสาธารณรัฐประชาชนลาว )"

นั่นล่ะครับ...บังเอิญ "คำเตือน" แบบนี้พวกลูกเรือต่างทราบว่าไม่ได้หมายถึงเพียงให้
"ทำใจเด่ออ้าย..."
แต่มันหมายรวมไปถึงให้เตรียมตัวรับเหตุการณ์ "ตามที่ได้ฝึกมาก่อน" แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการไล่คว้าหาเสื้อชูชีพ - กระติกน้ำ - ปืนพก ตลอดจนมองหาช่องทางเอาตัวรอดออกไปจากเรือ...หากเรือแตก


ความคิดเห็นของคุณ isa เป็นบทวิพากย์เหล่านักวิชาการที่ชัดเจนครับ
...แต่โชคไม่ดีที่คนเหล่านั้นจมปลักอยู่กับแนวคิด - ทฤษฎียุุคสงครามเย็น 
โดยมีวิญญาณผีคอมมิวนิสต์กำมะลอ วนเวียนหลอกหลอนอยู่รอบข้าง
แถมยังไม่พยายามรับรู้ - รับทราบต่อพื้นฐานทางสังคม  โดยเฉพาะ "จริตสันดาน" ของคนไทยกลุ่มที่พวกเขาพยายามทึกทักว่าเป็นกรรมาชน  เพื่อให้ครบกระบวนการสำเร็จความใคร่ทางปัญญา
...ไม่มีใครเถียง "ความถูกต้อง" ทางทฤษฎีของท่านหรอกครับ
...ไม่มีใครเถียงว่าท่านเชียวชาญการทำสลัดหรอกครับ
เพียงแต่สิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าท่าน เป็นแตงไทยสุก เนื้อขนุนฉีก และเม็ดแมงลักแช่น้ำ
ที่ท่านควรจะใช้น้ำกะทิ + น้ำตาลปี๊บเชื่อมราดลงไป  แล้วโปะหน้าด้วยน้ำแข็งใส
ไม่ใช่ดันทุรังราดด้วยน้ำสลัดทาวซันไอส์แลนด์  แล้วโรยหน้าซ้ำด้วยเบค่อนเฟลก



คุณสมานฉันท์ ฯ
...ทำใจครับ ( แซวท่าน'โลห้า  )
"อย่ามองโลกร้ายกว่าที่เราเองจะทำให้มันร้ายไปกว่านั้นได้"
...คติสอนใจของวายร้ายตัวเอ้คนหนึ่งในแฟ้มอาชญากร
 


อาจารย์อัง ฯ  คุณดอกฟ้า ฯ  คุณทองเปลว  ท่านลูกหินฮะ๛ ( เออนะ...ทำไมไม่ใช่คำนำหน้าว่า "คุณ" )  คุณพรรณชมพู
...ผมน่าจะทำได้แค่ "เขียนได้อย่างที่พวกคุณคิด" เท่านั้น 
ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หรอก

   จำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้  ผมเคยโพส คคห.เรื่องนึงใน Pantip แล้วมีท่านผู้ผ่านทางท่านหนึ่งให้ comment ไว้ว่า
"ผมคิดเหมือนคุณนั่นล่ะ  แต่เขียนไม่ได้อย่างคุณ"

   ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมใจแตก หลงระเริงต่อการให้เกียรติจากคนแปลกหน้าอยู่พักใหญ่
กระทั่งวันนึงผมจึงเข้าใจแล้วว่า  ผมหลงผิด - คิดเข้าข้างตัวเองด้วยอัตตาทิฐิ 
เมื่อได้มีเวลา้พิจารณาความผิดพลาดเฮงซวยของตนเอง แล้วก็พบความจริงแบบดิบ ๆ อย่างหนึ่ง คือ
การที่ผม "เขียนได้อย่างนั้น" เป็นเพราะผมมีสันดาน "ไม่รักษาหน้า - ไม่รักษาน้ำใจคน - ไม่ยืนอยูบนหนทางแห่งวัฒนธรรม"
...คุ้นชินกับการปลดปล่อยความคิดผ่านทางถ้อยภาษาอย่างโหดร้าย
...หรืออย่างดีหน่อยก็เป็็นเพียงการกระทำอย่างหยาบคาย
ไม่ต่างจากการระบายท้อง - ปลดปล่อยของเสีย  แบบไม่กระมิดกระเมี้ยน
ตลอดจนไม่ค่อยกดชักโครกให้ความอึดอัดเหล่านั้นวนหายลงไปกับสายน้ำเป็นครั้งคราว
...เป็นการปลดปล่อยที่มีทั้ง "ซาวด์เอ็ฟเฟ็ค" และ "กลิ่นประกอบ"
ในแบบที่ใครบางคนผ่านมาประสบเหตุแล้วก็ได้แต่ยิ้มกะเรี่ยกะราด 
ึแล้วพึมพำกับตัวเองว่า
"...กรูก็อยากปลดปล่อยได้อย่างมรึงนั่นล่ะ  แต่กรูรู้จักอาย..."






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-03-2008, 17:21 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #30 เมื่อ: 03-03-2008, 17:42 »

อยู่ต่อไปอย่างผู้แพ้...ต่อไปก็ชินเองแหล่ะ  เชื่อจ๊ะดิ๊!!

ผมยังไม่ได้เขียนถึงสัตว์สปัชีร์คนอย่างคุณ
ซึ่งเมื่อผมเขียน ( พิมพ์ ) เสร็จ และคุณรวมทั้งใครต่อใครได้อ่านแล้ว
คุณอะไรจ๊ะ จะรู้ว่าตัวคุณเองไม่ได้เป็นผู้ชนะตามที่เข้าใจ ( หรือพยายามหลอกตัวเอง )

เอาความคิดเห็นแบบเข้าใจง่าย ๆ ไปปรับทัศนคติของตนเองก่อนก็แล้วกัน

...เชื้อโรคในปากxมา ตัวที่กัดคนจนต้องรีบไปให้หมอฉีดวัคซีนนั้น
ไม่ได้เป็น "ผู้ชนะ" อย่างที่ "หมาตัวนั้นชนะ" คนที่โดนกัด ( ในระยะเวลาสั้น ๆ )
แต่มันเป็นเพียงสิ่งโสโครก น่ารังเกียจ สำหรับคน
พร้อม ๆ กันนั้น  ยังอาจเป็น "ตัวนำความหายนะ" ไปสู่หมา
เพราะถ้าพิสูจน์ได้ว่า เชื้อโรคในปากxมา อย่างที่'จ๊ะ กระทำอยู่นี้  เป็น "เชื้อหมาบ้า"
...หมาตัวนั้นก็จะถูกฆ่า - ตัดหัว  เพื่อเอาไปพิสูจน์
พาลไปถึงหมาตัวอื่น ๆ ในละแวกที่จะต้องเดือดร้อน
พาลไปถึงผู้คนทั่วไปในละแวก ที่จะต้องวิตกกังวล  โกลาหลวุ่นวาย

หมากัดคน - คนตีหมา  มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาตั้งแต่ยุคหิน
ไม่เคยมีใครเห็นว่าเป็นเรื่องแพ้ - ชนะ
จนกระทั่ง "เชื้อโรค - เชื้อหมาบ้า" อย่างอะไรจ๊ะปรากฎตัว
หมากับคนก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข
เกิดมาทำไมก็ไม่รู้ไอ้เชื้อหมาบ้า
...รกโลกจริง ๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-03-2008, 17:47 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #31 เมื่อ: 03-03-2008, 17:57 »

ปู่เย็นครับ

ในความเป็นจริง "รากหญ้า" นั้นรู้ดีครับว่าตัวเองกำลังจมอยู่กับอะไร และจะต้องพบกับอะไรในอนาคต

แต่ระบบทักษิณ ระบบลด-แลก-แจก-แถม มันทำลายตัวตนและพฤติกรรมทางสังคมของรากหญ้าไปหมดแล้ว จนทุกวันนี้ถึงทางตันไปหมด

จากที่เคยเป็นผู้ผลิต กลายมาเป็นผู้ขอ

จากคนที่คิดต่อสู้ กลับกลายเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขา รอเพียงคนมาป้อนอาหาร

ครั้นจะเลิกเสพติดทักษิณ หันมายืนบนลำแข้งตัวเอง ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะหนี้สินท่วมหัว หวังเพียงทักษิณจะเข้ามาช่วยปลดหนี้

จึงไม่แปลกอะไรที่ทักษิณกลายเป็นศาสดาของคนกลุ่มนี้ไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกผิด เหตุผล และจริยธรรมใด ๆ
บันทึกการเข้า
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #32 เมื่อ: 03-03-2008, 18:16 »

ปู่เย็นครับ

ในความเป็นจริง "รากหญ้า" นั้นรู้ดีครับว่าตัวเองกำลังจมอยู่กับอะไร และจะต้องพบกับอะไรในอนาคต

แต่ระบบทักษิณ ระบบลด-แลก-แจก-แถม มันทำลายตัวตนและพฤติกรรมทางสังคมของรากหญ้าไปหมดแล้ว จนทุกวันนี้ถึงทางตันไปหมด

จากที่เคยเป็นผู้ผลิต กลายมาเป็นผู้ขอ

จากคนที่คิดต่อสู้ กลับกลายเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขา รอเพียงคนมาป้อนอาหาร

ครั้นจะเลิกเสพติดทักษิณ หันมายืนบนลำแข้งตัวเอง ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะหนี้สินท่วมหัว หวังเพียงทักษิณจะเข้ามาช่วยปลดหนี้

จึงไม่แปลกอะไรที่ทักษิณกลายเป็นศาสดาของคนกลุ่มนี้ไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกผิด เหตุผล และจริยธรรมใด ๆ


โอเค 
เมื่อมีผู้นำเสนอคำว่า "รู้ตัว ( เป็นอย่าง ) ดี" แล้ว  ผมคงจะละเลี่ยง - ไม่กล่าวถึง Manipulater อีก 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ไม่ได้
...ส่วนพวก "รากหญ้า ( ของทักษิณ )" นี้  ผมคงไม่ต้องขยายความเป็นการเฉพาะอีก
เนื่องจากคุณ Limmy ได้เสนอมุมมองอย่างให้เกียรติแก่ตัวตนของเป้าหมายอย่างกระจ่างชัดดี

อันที่จริงแล้ว  ผมมีเรื่อง "รากหญ้าของทักษิณ" โดยเฉพาะพวกที่มักอ้างว่าตนเองเป็นเกษตรกร ในบริเวณพื้นที่เขตงานอิสานใต้ ตลอดมาจนถึง จว.ชายแดนภาค ตอ. อยู่นิดหน่อย
...ไว้เดี๋ยวสักพัก  จะกลับมาพิมพ์ต่อ...
บันทึกการเข้า

มารุจัง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,761


@^____^@


« ตอบ #33 เมื่อ: 04-03-2008, 18:55 »

มารออ่านต่อค่ะ...
ต้องบอกตรง ๆ ว่า
อ่าน แล้วรู้สึกเหนื่อยใจจริง ๆ ค่ะ

แต่คงได้แต่ทำใจให้เตรียมรอดูสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
และหาวิธีแก้ไขเท่าที่จะทำได้
เพื่อให้ตัวเอง และครอบครัวผ่านพ้นจุดที่เลวร้า่ยที่สุดไปให้ได้..
โดยยังยืนอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่ถูกต้อง...



บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตย มิได้จบอยู่แค่การเลือกตั้ง
ปล.รูปจากเวบ ผจก.
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #34 เมื่อ: 19-03-2008, 06:58 »

มาต่อ...

เผลอลากยาวออกทะเลไปไกลเชียว
...ยังไงซะก็ต้องลากกลับมาก่อน

ก่อนหน้านี้  เคยมีการถกกันในกระทู้นึงเกี่ยวกับสถาบัน ฯ
...ซึ่งผมคงจะไม่นำมากล่าวถึงในด้านรายละเอียด
เอาเป็นว่า "เรารู้และตระหนัก" ในหลักความเป็นจริงทางธรรม
ก็แล้วกัน


บังเอิญ  ความเกี่ยวข้องมันอยูตรงนี้ล่ะครับ
เพราะ "ประเทศไทย" คือ "ราชอาณาจักร"
ที่คนกลุ่มนั้น และันั้น และนั้น และนั้น ( มี 4 กลุ่มใหญ่ ) พยายามทำให้ "คำนำหน้ารัฐ" แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไป
บาง "นั้น" ก็เลือกที่จะ "อยู่เฉย ๆ   รอให้นั้นอื่น ๆ จัดการไปก่อน  แล้วค่อย "กินรวบ" ในภายหลัง
บาง "นั้น" ก็เลือกที่จะใช้วีถีทางการเมืองใน "แบบที่ตนถนัด" เข้าจัดการกับสังคม
บาง "นั้น" ก็พอใจที่จะ "อยู่เบื้องหลังไปก่อน" จนกระทั่งสถานการณ์ไปไม่รอดจึงออกมา
...ซึ่งไม่ว่าอย่างไร
ประชาชนก็เป็นเพียง 3 อย่าง "ในสายตาของคนพวกนั้น ๆๆๆ"
คือ เหยื่อ - เหยียบ ( ฐานมวลชน - กลุ่มผู้คนรองตีน ) และอย่าง ( ข้ออ้าง )
...รอก็เพียงแต่ "สัญญาณ" จากผู้มีอำนาจหรือผู้ชักใย
แล้วอะไร ๆ ที่ทุกวันนี้มันเป็นเพีงภาพราง ๆ ( และลาง ๆ ) ก็จะแจ่มชัด


การ "เล่นตามเกมส์" ของกลุ่มนั้น ๆๆๆ อาจจะเป็นหนทางที่ "ง่าย" ที่สุดสำหรับประชาชน
จะแตกต่างก็เพียง "เล่นอยู่ในฝ่ายไหน"
ที่ "อย่างน้อยก็จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิบัติ" และก็ไม่มีใครอยากเป็นหนึ่งในฝ่ายนั้น ( แหงอยู่แล้ว )

การไม่ร่วมเกมส์ - ไม่เอาฝ่ายไหนเลย  วางตัวเป็นกลาง
ดูจะเป็นข้ออ้าง - คำโม้ ที่รู้ ๆ กันว่าคนพูดตอแหล
เพราะในสภาพป่า  อันเป็นที่่อยู่ของเหล่าเดรัจฉาน นั้น
สัตวตัวที่ฝูงที่ "ไม่เอาฝ่ายไหนเลย - ไม่เป็นภาคีกับใครเลย" นั่นล่ะคือ "เหยื่อกลุ่มแรก"
...ดังนั้น "อย่าทำ" ครับ
...อย่าทำตัวไม่รู้ไม่เห็น แล้วคิดว่า + บอกใคร ๆ ว่า "กรูอยู่ของกรู กรูไม่ยุ่งกะใคร" เด็ดขาด
เนื่องจากคุณจะกลายเป็นเพียง "ไอ้ - อี หัวเดียวกระเทียมลีบ" ที่ "น่าตบตีแล้วขบกัด" มากที่สุด

ซึ่งเรื่องนี้ "พวกลิ่วล้อของทักษิณ" ได้ "เลือกข้าง" ไปแล้วครับ
แม้แต่หลายคนก็ "เปลี่ยนข้างไปเอาด้วยกับทักษิณ"  เพราะเห็นว่าฝูงของทักษิณเด่นชัดและ "ดูฝูงใหญ่ดี - เสียงดังดี"
...ใช่  ไม่มีใครผิด
กุ๊ยย่อมต้องหาหัวหน้าแก๊ง - หัวหน้าโจร
ดอกทoงย่อมต้องเข้าหาผู้มีศักดาบารมี
กะหรี่ย่อมต้องเข้าหาผู้อุปถัมป์
...และถ้าพวกคุณสังเกตดี ๆ จะพบว่าพวกนี้ พยายาม "ชูคอ" เหมือนปรารถนาให้ "นายมองเห็น" กันอย่างสุด ๆ
เพราะการเข้าถึง "ชั้นใน" ได้มากเท่าไหร่  พวกมันก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัยและได้รับผลตอบแทนมากเท่านั้น

...แต่...ถ้าหากพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ "แบบของคุณ"  !!

ผมก็มีทางเลือกให้อีก 2 อย่าง  คือ
1. เอาตัวออกไปจากป่า
2. วิ่งเข้า ๆ ออก ๆ ให้เร็ว

อย่างแรกก็คือการ "อพยพ" นั่นล่ะครับ
คงไม่ต่างจากสมัยที่ปู่ย่าตายายคนจีนที่อพยพมาอาศัยแผ่นดินไทย
ส่วนอย่างที่ 2 ก็คือสิ่งที่พวก "นักธุรกิจ" ในเมืองไทย  ไม่ว่จะเป็นสายอุตสาหกรรม - พาณิชยกรรม - วิชาการ ฯลฯ  กำลังกระทำอยู่
"การเข้าเ็ร็ว + ออกเร็ว" เป็นพื้นฐานของแนวคิด "โลกาธนวัตร" ทีี่่คนเหล่านี้พยายาม "ทำให้เป็นเรื่องปกติชอบธรรม"
ทั้ง ๆ ที่พฤติกรรม "เสพสุขและสิงสู่ + มีชีวิตอยู่เพื่อล้างผลาญ" แบบที่พวกมันกระทำอยู่นั้น  อาจกล่าวได้ว่าไม่ได้เป็นประโยชน์อันใดแก่สังคมหรือภูมิลำเนาที่มันเสพและสิงอยู่เลย
...เหมือน "ปรสิต" หรือ "กาฝาก" อย่างไรอย่างนั้น


พิจารณาเองนะครับว่าจะเอายังไง
...พิจารณาจากสถานภาพของตัวเอง
ถ้าจะ "อยู่" ก็ต้องเลือกข้าง
ไม่อย่างนั้นก็ต้อง "ไป"
หรือต้อง "ไม่ผูกพันกับความเป็นชาติ ( เชื้อชาติ  ชนชาติ สัญชาติ )" ใด ๆ ทั้งนั้น
...คุณมีทางเลือกแค่ 3 Mode
เพราะถ้าไม่เอาแบบไหนเลย  ก็คือ "เหยื่อ" หรือ "กลุ่มล่างสุดของห่วงโซ่แห่งอำนาจ"




บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #35 เมื่อ: 19-03-2008, 07:19 »


"ผู้มีจิตใจมั่นคงแข็งแกร่ง  การตัดสินใจอันเด็ดขาดแม่นยำ  สติปัญญาอันรอบรู้หลักแหลม  ภววิสัยอันละเอียดรอบคอบ  สุขภาพอันแข็งแรงทรหด  และเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวปราดเปรียว" เท่านั้น  จึงจะอยู่รอดผ่านพ้นวิกฤติ - หายนะภัย ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะเวลาอันใกล้นี้"

6 ปัจจัยนี้  ให้จำใส่ใจไว้เลยนะครับ
...อันที่จริงก็มีอีกข้อ  คือ  "ตัวใครตัวมัน" ซึ่งผมถือว่าแล้วแต่ศักยภาพของบุคคล
บางท่านอาจ "ตัวใครตัวมัน" ไม่ได้  เพราะบุคคลที่จะต้องฉุดกระชากลากถูไปด้วยมีทั้ง แม่ - พ่อ - ลูก ที่ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญในชีวิต  ยืนยัน "ความเป็นมนุษย์" ในตัวตนของเรา   หรือบางท่านก็มีปัญหาสุขภาพอยู่ ก่อนหน้านี้แล้ว จึงจำเป็นต้อง "พึ่งพา" บุคคลอื่น

เอาน่า...ไม่เป็นไร  ข้อ 7 นี้ ผมจะทำเป็นไม่พูดถึงก็แล้วกัน
...เพราะมันแสลงใจ - แสลงหู

 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
    กระโดดไป: