ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
18-10-2019, 16:46
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ==จุดจบของเงินดอลล่าร์สหรัฐอาจมาถึงแล้วครับ== 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
==จุดจบของเงินดอลล่าร์สหรัฐอาจมาถึงแล้วครับ==  (อ่าน 5467 ครั้ง)
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« เมื่อ: 08-12-2007, 20:16 »

หลังจากสหรัฐใช้จ่ายเงินฟุ้มเฟือยโดยพิมพ์ดอลล่าร์ออกมาอย่างไม่อั้นจนค่าเงินตกต่ำไปเรื่อยๆ
ในที่สุดเริ่มมีการเคลื่อนไหวปฏิเสธค่าเงินดอลล่าร์แล้วครับ ถึงจะเริ่มโดยอิหร่านที่เป็นคู่แค้นกัน
แต่ผมว่าเป็นจุดเริ่มที่สำคัญของการปฏิเสธเงินดอลล่าร์ ถ้าโอเปคเล่นด้วย (ซึ่งก็มีแนวโน้มว่า
โอเปคอาจเล่นด้วยจริงๆ เพราะขายเป็นดอลล่าร์ก็ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อิหร่านยกเลิกค้าน้ำมันด้วยเงินดอลล์ เร่งโอเปคหาค่าเงินอื่นแทน
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9500000145549
โดย ผู้จัดการออนไลน์    8 ธันวาคม 2550 18:13 น.

       เอเจนซี – อิหร่านประกาศหยุดทำการขายน้ำมันด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งหมด สำนักข่าวทางการอิหร่านรายงาน โดยอ้างรัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ซึ่งตราหน้าเงินดอลลาร์ว่าเป็นค่าเงิน
ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
       
       “ณ จุดนี้ การขายน้ำมันด้วยเงินดอลลาร์ได้ถูกสั่งระงับไว้เรียบร้อยแล้ว ตามนโยบายการค้าน้ำมันด้วยค่าเงินที่ไม่ใช่ดอลลาร์”
กอลัม ฮอสเซน โนซารี รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของอิหร่านเผย
       
       เขาเสริมว่า “เงินดอลลาร์เป็นค่าเงินที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยพิจารณาจากการลดค่าเงินดอลลาร์เอง และการขาดทุนของผู้ส่งออกน้ำมัน”

       ทั้งนี้ ในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก อิหร่านได้ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ตลอดปีที่ผ่านมาอย่างมากมาย
ตามแรงกดดันระบบการเงินของสหรัฐฯ
       
       ขณะที่ สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการสนับสนุนธนาคารใหญ่ๆ ของยุโรป และเอเชีย ในการลดการตกลงกับอิหร่าน
เพื่อทำให้อิหร่านเปิดเผยโครงการนิวเคลียร์ของตน โดยวอชิงตันยังใส่ชื่อธนาคารใหญ่ๆ ของอิหร่านหลายแห่งลงในบัญชีดำ
ผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวนี้
       
       นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ลดทรัพย์สินของตนเอง ซึ่งเป็นเงินดอลลาร์ในธนาคารต่างชาติ และเร่งให้โอเปคดำเนินการร่วมกัน
เพื่อกำหนดราคาน้ำมันด้วยค่าเงินอื่นแทน เช่น เงินยูโร แทนค่าเงินของสหรัฐฯ ที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน
       
       ทั้งนี้ การตกต่ำของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งอ่อนตัวลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร และค่าเงินอื่นๆ ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา
ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศสมาชิกโอเปค เนื่องจากประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่กำหนดราคา และค้าน้ำมันของตัวเองส่งออก
เป็นค่าเงินดอลลาร์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2007, 20:18 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #1 เมื่อ: 08-12-2007, 20:17 »

ก่อนหน้านี้ประเทศต่างๆ ก็ลดการถือครองเงินดอลล่าร์กันลงเรื่อยๆ แม้แต่ประเทศไทยเราเอง
เมื่อถึงวันหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่าประเทศใหญ่ๆ อย่างจีน จะประกาศไม่ใช้เงินดอลล่าร์ค้ำประกัน
ค่าเงินหยวน สหรัฐอาจกลายเป็นประเทศยากจนไปเลยในทันที

สำหรับประเทศไทยเราควรเลิกหวังพึ่งพาตลาดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกานานแล้ว แต่ควรเปิด
ตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา อย่างจริงจัง สำหรับสหรัฐเราควรคิดกลับกันแทนที่จะขายอะไรให้เขา
ควรคิดว่าจะเอาเงินดอลล่าร์สหรัฐในมือซื้ออะไรจากสหรัฐอเมริกามากกว่า
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #2 เมื่อ: 08-12-2007, 20:39 »

สูงสุดสู่สามัญ...คือกฎของธรรมชาติค่ะ

รัสเซียเคยเป็นมหาอำนาจที่เทียบเคียงสูสีกับอเมริกา แต่ตอนนี้ยากจนเพราะกระหายสงคราม

อเมริกากำลังเดินตาม.... รอยโคทับรอยเกวียน

เราๆท่านคงต้องปรับตัวกันยกใหญ่ ในหลายกรณีที่กำลังวิกฤติในอเมริกา

โดยเฉพาะเรื่องซับไพร์ม ยังมีอาฟเตอร์ช๊อคอยู่เนืองๆจากการล้มเป็นโดมิโน่

ของบริษัทฯ ยักษ์ใหญ่ที่เป็นฐานการเงิน
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
ท้าวอภิมหาอัครเทพอลังการ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 258



« ตอบ #3 เมื่อ: 08-12-2007, 20:52 »

ท่านท้าวอยากบอกว่า

อาฟริกามีหลายประเทศที่ยังน่าไปลงทุนด้วยเหตุผลหลายๆประการ อย่างกรณี ซูดานเป็นต้น

เพราะ ซูดานเพิ่งเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ หลังจากรบราฆ่าฟันกันมาหลายปี

อีกทั้งประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐ ญี่ปุ่น และกลุ่มอียู ยังคงบอยคอต ไม่ทำการค้าด้วย ตลาดจึงยังว่าง

แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีนักลงทุนเจ้าใหญ่อย่าง จีน สิงคโปร์ ที่ไม่สนใจเรื่องการบอยคอตเข้าไปลงทุนอยู่จำนวนหนึ่ง

บริษัทใหญ่ๆจากไทยอย่าง ปตท และ ปูนใหญ่ ก็ยังไม่กล้าไปลงทุนเต็มตัว จึงเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยยังเข้าไปแสวงหาโอกาสได้

และก็ยังมีอีกหลายๆประเทศที่ยังรอรับการลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศเหล่านี้ ส่วนใหญ่ เรียกได้ว่า ยังเป็นดินแดนที่บริสุทธิ์

บริสุทธิ์ในแง่ของทรัพยากรที่ยังสมบูรณ์ และตลาดอุปโภคบริโภคที่ยังกว้างมากๆสำหรับการลงทุน

ท่านท้าวว่านักลงทุนไทย ควรจะเริ่มไปตลุยตลาดแอฟริกากันอย่างจริงจังได้แล้วครับ ไปกันแบบกองทัพมดนี่แหล่ะ ค่อยๆไต่กันไป เดี๋ยวเจาะเข้าไปได้เอง



บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 08-12-2007, 21:06 »

จีน ครับ จีนอีกประเทศ

เค้ามีเงินสำรองเป็นดอลล่ามหาศาล

ถ้าปล่อยแล้วไปถือ ยูโร อเมริกามีแต่ตายกับตาย


ส่วนญี่ปุ่น เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ไปซื้อกิจการในสหรัฐนับ 10-20 ปีแล้ว
บันทึกการเข้า

นทร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,441



เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 08-12-2007, 22:07 »

Gates: Gulf nations must confront Iran

ไปข่มขู่เขาถึงถิ่น

อเมริกา คิดว่าตัวเองเป็นใคร ?

โดนซะ... โสน้ำหน้า....

 
 

**
Nazi Germany, Imperial Japan, Fascist Italy and the former Soviet Union all made that miscalculation, Gates said. "All paid the price. All are on the ash heap of history."

ตอนนี้ อเมริกากำลังดำเนินตามรอยเดียวกัน

 Laughing

***

หากเกิด butterfly effect ขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อนั้น us dollor จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปทันที
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2007, 22:16 โดย นทร์ » บันทึกการเข้า

"ประชาชน อย่าทิ้งประเทศชาติ"
so what?
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,729


« ตอบ #6 เมื่อ: 08-12-2007, 23:38 »

แหม เล่นเอาผมใจหายใจคว่ำหมดเลยครับ   Mr. Green
กลัวเงินฝากจะกลายเป็นแบ๊งค์กงเต้กซะหมด

เชื่อว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจของอเมริกาที่มีต่อโลกคงจะอ่อนแรงลงบ้างตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศ แต่อิหร่านก็คงได้แต่ฟาดงวงฟาดงาไปอย่างนั้น ไม่มีอิทธิพลขนาดไปล็อคคอโอเป็คให้คล้อยตามมาทิ้งดอลล่าร์ได้หรอกครับ เพราะทุกวันนี้ประเทศโอเป็คอย่างซาอุฯ คูเวต บาห์เรน ยูเออี ก็ยังผูกพันกับสหรัฐและเงินดอลล่าร์อย่างเหนียวแน่น

ลองสมมติเล่นๆว่าถ้าพวกโอเปคพร้อมใจกันไปใช้เงินยูโรซื้อขายน้ำมัน ประเทศที่จะเดี้ยงอันดับต้นๆก็คือพวกเสือเศรษฐกิจหน้าใหม่อย่างจีน อินเดีย เวียดนาม มากกว่าครับ เพราะต้องซื้อน้ำมันในราคาที่มหาโหดสุดๆ ในขณะที่ค่าเงินของประเทศอย่างจีนกับเวียดนาม ก็อิงกับดอลล่าร์อยู่เต็มๆ แถมเวลานี้ประเทศในยุโรปก็กำลังออกอาการไม่ดีเนื่องจากเริ่มเสียดุลการค้าให้ไอ้กันเพราะค่าเงินยูโรกับปอนด์สเตอริงแข็งโป๊ก เมื่อเร็วๆนี้แอร์บัสก็ออกมาคร่ำครวญว่ากิจการย่ำแย่เพราะค่าเงินยูโรแข็ง ขายเครื่องบินสู้โบอิ้งไม่ได้

ผมเชื่อว่าเหรียญมีสองด้านครับ สิ่งที่เฟดของไอ้กันกำลังทำอยู่ตอนนี้คือทำให้ค่าเงินอ่อนเพื่อให้ได้ดุลการค้า แล้วใช้หนี้ต่างประเทศไปให้ได้มากที่สุด เหมือนสมัยเรแกนตอนต้นๆแหละครับ สุดท้ายพอหนี้ลดลงแล้วก็กลับมาขึ้นดอกเบี้ยใหม่ให้เงินมีราคาขึ้น เป็นไปตามวงรอบของเศรษฐกิจมากกว่าครับ

ยุคตกต่ำของอเมริกาถ้าจะมาถึงก็คงเป็นเจเนอเรชั่นถัดๆไปมากกว่า ตอนนี้ประเทศนี้ยังมีบุญเก่าเหลือให้กินอีกนานพอสมควรครับ ทั้งเทคโนโลยีที่มหาศาล อาวุธยุทธภัณฑ์ ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีให้ผลาญอีกมาก ความตกต่ำที่เราเห็นอยู่ตอนนี้น่าจะเป็นปรากฏการณ์ระยะสั้นที่เป็นผลพวงจากการดำเนินโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดของรัฐบาลบุชมากกว่าครับ
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #7 เมื่อ: 08-12-2007, 23:39 »

คงไม่ง่ายดายอย่างนั้น....
เมื่อเริ่มต้น'ยูโร' ก็เคยคิดว่าจะปฎิเสธรับดอลล่าร์เหมือนกัน....

แต่'อัครเศรษฐี'อเมริกาประกาศว่าจะซื้อสินค้า/บริการด้วย'ดอลล่าร์' เท่านั้น
ถ้า'ดอลล่าร' ขาดมือ จะพิมพ์ใหม่ พันธบัตรใหม่....

เพราะฉนั้นประเทศที่ได้'ดุล' การค้า ต้องการค้าขายต่อไป
ต้องยอมรับ'ดอลล่าร์' และ ซื้อ'พันธบัตร'.....

บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #8 เมื่อ: 09-12-2007, 00:09 »

นโยบายเศรษฐกิจ (2) เศรษฐกิจสหรัฐ


                           มรสุมที่น่ากังวลและหนีไม่พ้นในปีหน้า  หน้าตาจะเป็นอย่างนี้ครับ


             ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ   


              มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา   เวลาขยับตัวไม่ว่าในประเด็นไหน

 มีผลกระทบไปทั่วโลก วันนี้เศรษฐกิจของสหรัฐมีปัญหา   

เศรษฐกิจของสหรัฐได้มีการขยายตัวในอัตราสูงกว่าปกติติดต่อกันมากว่าสิบปี   

เริ่มต้นช่วงที่มีประธานาธิบดีชื่อ  บิล คลินตัน     คุณปู่  อลัน  กรีนสแปน  อดีตผู้ว่าแบ็งชาติสหรัฐ 

ได้พูดถึงคุณคลินตันในหนังสือเล่มล่าสุดของท่าน ( The Age  of Turbulence ) ไว้อย่างน่าสนใจ    ท่านกล่าวว่า

   คุณคลินตันเป็นนักการเมืองที่เก่งและฉลาดเป็นคนที่สองที่ท่านเคยได้สัมผัส   

คนแรกที่ท่านเอ่ยถึงคืออดีตประธานาธิบดี  ริชาร์ด  นิกสัน 

คุณปู่ยังได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันแรกที่ท่านได้เข้ารายงานตัวกับท่านประธานาธิบดี

   ท่านได้รายงานให้ท่านประธานาธิบดีทราบถึงปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐในขณะนั้น 

และท่านได้เสนอทางแก

้ โดยขอให้ท่านประธานาธิบดีใช้นโยบายทางการคลังในการวางแผนการจัดงบประมาณ

โดยมีเป้าหมายให้มีการลดดุลงบประมาณให้ได้ภายใน  ๔ ปีอย่างจริงจัง

 

              สำหรับนักการเมือง   การลดการใช้จ่ายและการเพิ่มรายได้ถือเป็นงานที่ยากที่สุด       

แต่คุณคลินตัน  เห็นดีด้วยกับข้อเสนอของคุณปู่อลันครับ     

แต่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคเกือบเอาตัวไม่รอดกว่าจะได้รับการยอมรับในสภา   

ผลพวงที่ตามมาในภายหลังคือ  อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลง  ทำให้เกิดกำลังซิ้อเพิ่มขึ้น     ( ผ่อนได้ถูก  ผ่อนได้ยาว )

   บวกกับขบวนการผลิตสินค้าของโลกที่เปลี่ยนไปจากเดิม   ซึ่งเกิดขึ้นจากโลกของโลกาภิวัฒน์

 ทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศจีนกลายเป็นโรงงานผลิตสินค้าให้กับโลก     

สินค้าราคาถูกจากจีนถูกนำมาวางขายในสหรัฐ    ราคาสินค้าในสหรัฐจึงไม่มีการขยับสูงขึ้น 

 ทำให้อัตราเงินเฟ้อสามารถควบคุมได้ง่าย     ดอกเบี้ยต่ำ  เงินเฟ้อต่ำ   ของดีๆอย่างนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยครั้งครับ     

เศรษฐกิจของสหรัฐดี     เศรษฐกิจของโลกก็ดีตามไปด้วย

       

                            มาถึงวันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไป   สหรัฐกลับมามีปัญหาขาดดุลอย่างมหาศาลอีกครั้ง 

ส่วนหนึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม  ล่าสุดโดนปัญหาเงินกู้ด้อยคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์  ( ฟองสบู่แตก )

 ทำให้ธนาคารชาติสหรัฐต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง     

เป็นแรงกดดันค่าเงินของสหรัฐให้ตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน   

เมื่อวันที่  23 นี้เอง ค่าเงินดอลล่าห์เปรียบค่ากับเงินยูโรต่ำสุดเท่าที่เคยเป็นมาครับ ( $ 1.4912   ต่อ  1 ยูโร )

 โอกาศที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐยังมีสูง   

ปัญหาซับไพรม์จะยังคงอยู่อีกระยะหนึ่ง    แน้วโน้มอัตราดอกเบี้ยน่าจะลดลง  ทำให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนต่อไปอีก



 

               แล้วมีผลกระทบประเทศไทยอย่างไร   กระทบมาก  หลายทาง แต่ที่สำคัญน่าจะเป็นเรื่องค่าของเงินครับ


               เงินบาทของเราผูกกับเงินดอลล่าห์สหรัฐมานาน    ไม่ใช่เราประเทศเดียว   

ประเทศเพื่อนบ้านก็เหมือนกันหมด     เมื่อค่าเงินดอลล่าห์ลดลง  ย่อมเป็นธรรมชาติที่ค่าเงินบาทของเราจะแข็งขึ้น 

 รวมทั้งค่าเงินของเพื่อนบ้านเราด้วยครับ   แต่เพื่อนบ้านเราส่วนหนึ่งใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่   โดยเฉพาะฮ่องกงและจีน

  ทำให้ค่าเงินของทั้งสองประเทศอ่อนตามค่าเงินดอลล่าห์สหรัฐ    ทั้งๆที่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศไม่ได้มีปัญหา

  ตรงนี้ทำให้ไทยและอีกหลายประเทศเดือดร้อน  ต้องพยายามปกป้องค่าเงินของตัวเอง   ไม่ปล่อยให้ค่าเงินแข็งเกินไป 

 เพราะจะมีผลกระทบกับการส่งออก กระทบกับการท่องเที่ยว  เราจะค้าขายยากขึ้น 

       

                                ความจริงเงินแข็งไม่ใช่สิ่งเลวร้าย     เพียงแต่ค่าเงินบาทของเราที่แข็งขึ้น 

เกิดจากการเกินดุลที่ผิดปกติ     เกินดุลเพราะไม่มีการนำเข้า  ไม่มีการลงทุน    นักลงทุนและผู้ประกอบการไม่มีความมั่นใจ 

เกิดจากปัญหาการเมือง      ไม่ได้สท้อนมาจากเศรษฐกิจแข็งแกร่งอย่างแท้จริงเท่านั้น     

เงินแข็งช่วยผู้นำเข้า   ช่วยราคาน้ำมัน  ช่วยคนที่กู้เงินจากต่างประเทศที่เป็นเงินดอลล่าห์สหรัฐ (กระทรวงการคลังกู้มากสุด )   

 ค่าเงินแข็ง หรืออ่อน  มีคนได้ คนเสีย  ผลกระทบแตกต่างกันออกไป 

 

                               พรรคการเมืองหลายพรรคมีนโยบายให้ค่าเงินบาทคงที่   

วันก่อนผมไปอัดเทปออกรายการเจาะใจ  ได้ยินจากปากคุณมิ่งขวัญว่าจะให้ค่าเงินบาทคงตัว

    ส่วนจะเป็นค่าเท่าไหร่คุณมิ่งขวัญบอกว่าจะมีการหารือกันระหว่างผู้รับผิดชอบและนักธุรกิจทั้งหลาย 

เสียดายที่สื่อไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้    นโยบายค่าเงินเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ

น่าจะได้มีการแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้

 

                                ส่วนของผมได้ตอบไปว่า   ค่าเงินบาทต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

   แต่ต้องเร่งให้มีการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบโดยเร็วโดยใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องจูงใจ

 และต้องกล้าที่จะอนุญาติให้คนไทยนำเงินออกนอกประเทศได้โดยเสรี   หลักคิดคือ  ถ้าเงินเข้าได้โดยเสรี 

ก็ต้องให้ออกได้โดยเสรี วิธีนี้จะเป็นการทำให้เงินไหลเข้าออกตามธรรมชาติมากที่สุด       

วันนี้เงินไหลเข้ามากกว่าไหลออก    ค่าเงินบาทจึงแข็งผิดธรรมชาติ

 

                                ผมเข็ดเขี้ยวกับการมีค่าเงินบาทคงที่   เราเคยมีระบบค่าเงินคงที่และเกิดวิกฤติต้องลดค่าเงินถึงสองครั้งเท่าที่จำได้   

 ครั้งแรก  20 บาทต่อ  1  เหรียญดอลล่าห์สหรัฐ  (หลายสิบปีมาแล้วครับ)   และครั้งที่สอง  25   บาทต่อ  1 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐ 

เมื่อไม่นานมานีเอง   ทั้งสองครั้งที่ต้องลดค่าเงิน  เศรษฐกิจของประเทศล่มสลาย   

กว่าจะฟื้นก็ต้องใช้เวลาหลายปี   

 

                                 ผมเชื่อในเรื่องของค่าเงินที่ลอยตัว   ผมเชื่อในการแทรกแซง

ที่ควรทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ค่าเงินผันผวนจนเกินไป   ระบบค่าเงินลอยตัวดีอยู่แล้ว

   เพียงแต่ผมไม่เห็นด้วยกับมาตรการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งในลักษณะของการควบคุมการไหลเข้าของเงินลงทุน

จากต่างประเทศในรูปแบบที่กำลังใช้อยู่   คือมาตรการ 30%

 

                                 ท้ายที่สุดเราต้องแก้ปัญหาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยให้มีการใช้จ่ายในประเทศของพวกเรากันเองให้มากขึ้น

   อย่าให้การส่งออกเป็นพระเอกในการขยายตัวของเศรษฐกิจแต่เพียงคนเดียว   

 การสร้างงาน  สร้างรายได้  เพื่อให้เกิดกำลังซื้อ โดยการลงทุนภาครัฐ

และส่งเสริมการลงทุนทั้งในและจากต่างประเทศจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด     

แต่รัฐบาลต้องระมัดระวัง  คือไม่ควรเพิ่มกำลังซื้อโดยการให้ประชาชนกู้ง่าย 

ให้มีการจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินในอนาคต  ( ที่ไม่แน่นอน )โดยไร้ขอบเขต 

เศรษฐกิจอาจเติบโตได้ดีในช่วงสั้นๆ  แต่ปัญหาที่ตามมาจะหนีไม่พ้นเรืองหนี้สิน   เรื่องของ เอ็น พี แอล

               

                                การลงทุนภาครัฐต้องเป็นการลงทุนเพื่อให้เกิดการสร้างงานอย่างถาวร

    ต้องเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ    รัฐบาลต้องช่วยผู้ประกอบการโดยการลดต้นทุน

      วาระประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์จะลงทุนด้านขนส่งเพื่อลดต้นทุนของผู้ผลิตให้ได้ร้อยละ 15% 

จะแก้ปัญหาเรื่องเงินใต้โต๊ะให้หมดไป อย่างสุดความสามารถเพราะถือเป็นภาระที่ผู้ประกอบการยังต้องแบกอยู่ทุกยุค ทุกสมัย




                         

 
โดย กอร์ปศักดิ์
วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2550pt]
[/size][/color]



มือเศรษฐกิจ ในรัฐบาลหน้าต้องมีฝีมือและมองภาพรวมของ

แรงเหวี่ยงและความผันผวนของค่าเงิน ด้วยปัจจัยภายนอก และสร้างสมดุลย์ในประเทศ

ด้วยการวางนโยบาย กระจายรายได้ ยกคุณภาพฝีมือแรงงาน ขจัดปัญหาคอร์รับชั่น

ที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศเรามาช้านาน

ปลุกจิตสำนึกให้ประชาชน ให้รู้จักช่วยตัวเองด้วยการออม ไม่ใช่กระตุ้นให้สร้างหนี้ที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

หรือใช้วิธีเก่าๆคือ สอนให้คนนั่งรอเศษเงิน ที่เรียกว่า นโยบายประชานิยมจอมปลอมบังหน้า

จะมีมั๊ยเนี่ย....ที่ใครจะทำได้
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 09-12-2007, 00:42 »

เคยอ่านบทวิเคราะห์เมื่อหลายเดือนก่อน อิหร่านต้องแบกปัญหาเรื่องขายน้ำมันโดยไม่รับเงินดอลล่าร์อยู่พอสมควร
เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลก เป็นเงินดอลล่าร์ (ดอลล่าร์ต่อบาเรล)  พอรับเป็นเงินยูโรมา ก็ต้องรับในราคายูโรทีต้องแปลงค่าเงินจากดอลล่าร์
พอได้เป็นยูโร ไปแปลงอีกรอบเป็นเงินสกุลท้องถิ่น
ก็ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไป 2 ต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2007, 00:45 โดย ScaRECroW » บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 09-12-2007, 00:49 »



แนวโน้มค่าดอลลาร์ ทำให้ชาวอเมริกันทั่วไปเริ่มอีดอัดเหมือนกัน..
บันทึกการเข้า

login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #11 เมื่อ: 09-12-2007, 01:14 »

จุดตกต่ำของค่าเงินมาจากค่าใช้จ่ายในสงครามของอเมริกา
ปั๊มเงินออกมามาก ค่าเงินก็ตกเป็นเรื่องธรรมดา
หากพื้นฐานศก.สหรัฐไม่แข็งพอคงไม่มีปัญญาทำสงครามได้เป็นปีๆ
ต้องดูครับว่าสหรัฐจะเลิกทำสงครามเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้ค่อยตุนเงินดอลใหม่
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 09-12-2007, 01:27 »




ภายในสิบปี ถ้าหากยังปล่อยสถานการณ์ต่อไปเช่นนี้

ระบบเงินตราของโลกจะผันผวนอย่างหนัก..

ค่าเงินดอลลาร์ยังคงตกและทรงต่อไปครับ
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 09-12-2007, 05:17 »



ปัญหาเศรษฐกิจการเงินโลก จาก ECONOPHYSICS
พลวัตเศรษฐกิจ : อนุสรณ์ ธรรมใจ  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาความปั่นป่วนของตลาดการเงินโลกและปัญหาซับไพร์ม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การลงทุนในตราสารทางการเงินอนุพันธ์ และนวัตกรรมทางการเงินแบบใหม่ เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

กำไรจากการลงทุนแบบนี้ ไม่ได้เกิดจากผลผลิตที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หรือมูลค่าเพิ่มอะไร ผลที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ ตัวเลขทางการเงิน จึงเป็นภาพลวงตา และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ดีขึ้น แต่ย่ำแย่ลงเมื่อเกิดความผิดพลาดในการลงทุน ฟองสบู่แตก หรือเศรษฐกิจชะลอ

ล่าสุด ปัญหาการลงทุนในตราสารซีดีโอ และปัญหาซับไพร์มลุกลามสู่ประเด็นการเมืองในสหรัฐอเมริกาแล้ว

แม้นว่า กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาโดย เฮนรี่ พอลสัน จะออกมาตรการตรึงอัตราดอกเบี้ยลอยตัวไว้ก่อน ถือเป็นมาตรการระยะสั้นช่วยเหลือบรรดาลูกหนี้สินเชื่อด้อยคุณภาพและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์

คนเหล่านี้มีแนวโน้มจะผ่อนชำระไม่ไหวเนื่องจากดอกเบี้ยจะลอยตัว และเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดในปีหน้า คาดการณ์ได้เลยว่าการผิดนัดชำระหนี้หรือหนี้เสียคงพุ่งกระฉูด

ส่วนมาตรการของนายเฮนรี่ พอลสัน แม้นช่วยให้สถานการณ์ของลูกหนี้ดีขึ้นบ้าง แต่ปัญหาจะไปโผล่ที่สถาบันการเงิน และนักลงทุนตราสารซีดีโอทั้งหลาย คงต้องทำใจยอมรับอัตราดอกเบี้ยต่ำลง อันหมายถึง ผลตอบแทนที่ลดลงไปด้วย

ขณะเดียวกันปัญหานี้ได้ลุกลามเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมา เพราะประธานคณะกรรมาธิการการธนาคาร วุฒิสภาของเดโมแครต ถือโอกาสไล่บี้รัฐมนตรีคลังจากรีพับลิกัน

มีการตั้งข้อสงสัยพฤติกรรมของ โกลด์แมน แซคส์ ที่รัฐมนตรีคลังคนปัจจุบันเคยเป็นประธานกรรมการบริหารอยู่ ว่า ขยายธุรกิจโดยเสนอขายผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความเสี่ยงสูง หรือซีดีโอจำนวนมากเข้าสู่ระบบการเงินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็น 2 ปีที่อดีตรัฐมนตรีคลังนั่งบริหารอยู่ที่ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งนี้

โฆษกของโกลด์แมน แซคส์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทันควัน และการที่สถาบันการเงินแห่งนี้ สามารถเลี่ยงการขาดทุนจำนวนมากได้ เพราะมีการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือตราสารที่มีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหนุนหลังอยู่ออกไปก่อน ก่อนที่ราคาจะเสื่อมค่าอย่างรวดเร็ว หรือในภาษาวงการการเงินการลงทุนเรียกว่า SHORT POSITION

อดีตเอ็มดี โกลด์แมน แซคส์ EMANUEL DERMAN เขียนเล่าเรื่องชีวิตของเขาเองลงในหนังสือชื่อ MY LIFE AS A QUANT : REFLECTIONS ON PHYSICS AND FINANCE เดินเรื่อง ตั้งแต่สมัย DERMAN จบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาทฤษฎีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แล้วจึงมาลงเอยที่ธุรกิจการเงิน และประสบความสำเร็จมากมาย ด้วยการค้นคิดโมเดลทางการเงินอย่าง BLACK-DERMAN-TOY INTEREST RATE MODEL และ DERMAN-KANI LOCAL VOLATILITY MODEL จนถึงการเป็นกรรมการผู้จัดการของโกลด์แมน แซคส์ สถาบันการเงินระดับโลก และยังเคยทำงานให้กับ ซาโลมอน สมิธบรานีย์ (ตอนหลังควบรวมเป็น ซิตี้ กรุ๊ป)

ล่าสุด กลับไปใช้ชีวิตวิชาการเป็นผู้อำนวยการภาควิชาวิศวกรรมการเงินที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

วันนี้ มันมีการไหลรวมของศาสตร์ 3 สาขา หนึ่ง คือ ฟิสิกส์ สอง คือ การเงิน สาม คือ คณิตเศรษฐศาสตร์

ใครอ่านหนังสือ MY LIFE AS A QUANT ก็เห็นความผสมผสานเป็นอย่างดี ได้มุมมองของภาพรวมธุรกิจของการเงินโลกอันผันผวน เต็มไปด้วยกระแสเก็งกำไรและธุรกรรมเสมือนจริง ธุรกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิด กำไรสูง เสี่ยงสูง การซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์อันซับซ้อนท่ามกลางเสือสิงห์ของตลาดวอลล์ สตรีท

การผสมผสานฟิสิกส์ คณิตเศรษฐศาสตร์ กับโลกการเงินด้วยมันสมองอันชาญฉลาด สามารถสร้างนวัตกรรมทางการเงินแปลกใหม่ เป็นฐานความรู้ใหม่ที่ผมขอเรียกว่า ECONOPHYSICS อีกด้วย

องค์ความรู้จาก ECONOPHYSICS นี้ต้องใช้อย่างระมัดระวังและมีจริยธรรม

ไม่เช่นนั้นแล้ว ระบบการเงินโลกคงปั่นป่วนด้วยกระแสเก็งกำไรเกินพอดีโดยมีอนุพันธ์อันซับซ้อนเป็นเครื่องมือ

ความเสียหายทางเศรษฐกิจการเงินอันเกิดจากการใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างขาดจริยธรรม และมีพฤติกรรมเสี่ยงเกินไป

ยังไม่มีใครกล้าประเมินระดับความเสียหายว่า มันจะรุนแรงขนาดไหน

คงต้องรอดู ผลกระทบปีหน้า ครับ

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 09-12-2007, 05:18 »



ปัญหาซับไพร์ม...ผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2550

แม้ปัญหาสินเชื่อที่อยู่อาศัยประเภทต่ำกว่ามาตรฐาน (ซับไพร์ม) ได้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่การประเมินผลกระทบ ของปัญหานี้ต่อเศรษฐกิจ ยังคงทำได้จำกัด ทั่วโลกยังจับตาดูผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะจำกัดขอบเขตการลุกลามของปัญหานี้ได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนและรัฐบาลทั่วโลก จึงยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญหาซับไพร์มที่มีต่อเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั้งในสหรัฐและทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมองปัญหาที่เกิดขึ้นจากซับไพร์มในแง่บวกมากเกินไป หากพิจารณาจากความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่แสดงความเห็นว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงมีขอบเขตจำกัด และเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากมีธนาคารของไทยเพียง 4 แห่งที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสินเชื่อซับไพร์มรองรับ และมีเงินลงทุนในวงจำกัดเท่านั้น หรือคิดเป็นจำนวนเพียงร้อยละ 0.1 ของเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นของทั้ง 4 ธนาคารดังกล่าว ความคิดดังกล่าวดูเหมือนว่า จะให้ความสนใจตลาดการเงินเป็นหลัก แต่ยังขาดการพิจารณาผลกระทบที่จะเชื่อมโยงต่อภาคธุรกิจจริง

ความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่า แม้ปัญหาซับไพร์มอาจจะยังไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่ในปีหน้า ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ไม่ว่าทางการของสหรัฐ และสหภาพยุโรปจะสามารถหยุดยั้งความตื่นตระหนกของนักลงทุนต่อปัญหานี้ได้หรือไม่ เนื่องจากในกรณีที่ทางการสหรัฐและสหภาพยุโรปไม่สามารถหยุดยั้งภาวะตื่นตระหนกของนักลงทุนได้ เป็นที่แน่นอนว่า เศรษฐกิจโลกจะประสบกับภาวะถดถอยทั่วโลก เพราะนักลงทุนจะถอนเงินทุนออกจากตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก ทำให้ปัญหาลุกลามและขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แต่ในกรณีที่สามารถหยุดความตื่นตระหนกได้ ถึงกระนั้นปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่ เพราะหากสินเชื่อซับไพร์มร้อยละ 25 เป็นหนี้เสีย จะมีมูลค่ามหาศาลคิดเป็น 3.25 แสนล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 2.36 ของรายได้ประชาชาติของสหรัฐทีเดียว ปัญหานี้จะทำให้การบริโภคและการลงทุนในสหรัฐชะลอตัวลง เนื่องจากปัจจัยที่เป็นผลกระทบกันเป็นลูกโซ่ดังต่อไปนี้

หนึ่ง เกิดภาวะสินเชื่อตึงตัว อันเกิดจากสถาบันการเงินระงับการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง และกองทุนต่างๆ ถอนตัวจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวกับสินเชื่อซับไพร์ม

สอง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อซับไพร์มและสินเชื่อทั้งระบบสูงขึ้น

สาม ทำให้ลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) เพิ่มขึ้น

สี่ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคตกต่ำลง

ผลกระทบจะไม่เพียงเกิดในสหรัฐเท่านั้น แต่จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วย โดยเฉพาะสหภาพ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐ เนื่องจากการขาดทุนหรือผลตอบแทนที่ลดลง จากการลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวกับสินเชื่อซับไพร์ม จะทำให้การบริโภคและการลงทุนในประเทศเหล่านี้ชะลอตัวลง ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้ชะลอตัวลงด้วย

เมื่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐและประเทศอื่นๆ ที่กล่าวมา มีปัญหาการชะลอตัว จะทำให้การส่งออกในภาพรวมมีปัญหาด้วย เนื่องจากประเทศเหล่านี้คู่ค้าสำคัญของไทยทั้งสิ้น และที่ผ่านมา ประเทศเหล่านี้ยังคงขยายตัวได้ดี จึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้การส่งออกของไทยสามารถขยายตัวได้ดีตามไปด้วย แม้ว่าไทยต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าก็ตาม

ในปีหน้า ผลกระทบของปัญหาซับไพร์มจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงจากปีนี้ เพราะจะทำให้เครื่องยนต์การส่งออก จะไม่ขยายตัวแรงเหมือนกับปีนี้ ประกอบกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ จะยังคงไม่ฟื้นตัวต่อไป เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังไม่ฟื้นคืนมามากนัก ด้วยเหตุที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ในอนาคต ว่าจะมีเสถียรภาพหรือไม่ ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติศาสตร์ถึงร้อยละ 30 ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งจะทำให้ประชาชนชะลอการบริโภค เพื่อชำระคืนหนี้

นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอาจยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากนักลงทุนจากต่างประเทศ ยังมีความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลไทยต่อต่างชาติในประเด็นต่างๆ อาทิเช่น พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการต่างด้าว ปัญหาเรื่องสิทธิบัตรยา ฯลฯ และยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลกระทบของปัญหาซับไพร์ม จึงอาจจะตัดสินใจถือเงินสดหรือทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงไว้มากกว่าการลงทุนโดยตรง

รัฐบาลปัจจุบันและธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่ในอนาคต ควรเตรียมมาตรการรองรับปัญหานี้ โดยเน้นการพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเตรียมเครื่องมือรับความผันผวนของค่าเงิน ตลอดจนเร่งแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ มากขึ้น

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 09-12-2007, 05:19 »



เมื่อเส้นชัยไม่นิ่ง
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ไทเกอร์ วู้ดส์ นักกอล์ฟลูกครึ่งไทยโด่งดังและมีค่าสำหรับเวลาและหน้ากระดาษของสื่อ มากเสียจนสื่อ ดูจะรายงานการกระทำทุกอย่างของเขา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อส่วนใหญ่รวมทั้งสื่อไทยด้วย รายงานกันอย่างกว้างขวางเรื่องเขาสร้างบ้านหลังใหม่ในย่านเกาะจูปีเตอร์ ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ ของรัฐฟลอริดา ตามรายงานของสื่อ ไทเกอร์ได้ซื้อที่ปลูกบ้านประมาณ 25 ไร่ไว้ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วด้วยราคากว่า 1,500 ล้านบาท ในที่ผืนนั้นมีบ้านขนาดใหญ่อยู่แล้ว 1 หลังซึ่งสร้างได้ 13 ปี และเรือนรับแขก 2 หลัง

นอกจากนั้นในเขตบ้านยังมีโรงจอดเรือยอชท์ สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล สนามวอลเลย์บอล และสนามกอล์ฟเล็กอีกด้วย ไทยเกอร์ได้รื้อสิ่งเหล่านั้นทิ้งและกำลังปลูกบ้านพร้อมอาคารประกอบชุดใหม่ ไว้เป็นรังรักของเขากับภรรยาสาวชาวสวีเดนและลูกสาวอายุเพิ่งย่างเข้าเดือนที่ 6

ตามรายงาน บ้านของเขาจะมีพื้นที่ภายในตัวบ้านประมาณ 4-5 เท่าของบ้านอเมริกันโดยทั่วไป ซึ่งถือว่าไม่ใหญ่มากนัก เมื่อเทียบกับบ้านของมหาเศรษฐีและผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอื่นๆ ตัวบ้านและอาคารประกอบต่างๆ ที่ไทเกอร์จะสร้างขึ้นใหม่จะใช้เงินราว 600-700 ล้านบาท ก่อนปลูกบ้านหลังนี้ ไทเกอร์มีบ้านหลังใหญ่อยู่แล้ว ในแถวกลางรัฐฟลอริดา นอกจากนั้นเขายังมีบ้านสำหรับแวะพักชั่วคราวในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ในรัฐไวโอมิงซึ่งเป็นย่านสร้างบ้านพักตากอากาศยอดนิยมของมหาเศรษฐี และในสวีเดนอีกด้วย

จากมุมมองของฐานความคิดอเมริกัน บ้านหลังใหม่ของไทเกอร์ถือว่าเป็นบ้านในฝันของเขา นั่นคือ เมื่อใดเขามีเงินพอ เมื่อนั้นเขาจะสร้างบ้านที่เขาต้องการอาศัยอยู่ตลอดชีวิต การมีบ้านในฝันเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งต่างๆ ที่ชาวอเมริกันต้องการมีที่รวมกันเรียกว่า American Dream ซึ่งพวกเขายึดเป็นจุดหมายของชีวิต

ทั้งที่คำนี้ชาวอเมริกันพูดกันจนติดปาก แต่หากไปถามพวกเขาว่ามันคืออะไร พวกเขาจะตอบไม่ตรงกัน เพราะมันไม่มีคำจำกัดความแน่นอน แม้แต่เรื่องบ้านในฝัน ความคิดของชาวอเมริกันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ฉะนั้นบ้านของชาวอเมริกันจะมีขนาดใหญ่ขึ้นตลอดเวลา ความจริงข้อนี้มีข้อมูลยืนยัน นั่นคือ บ้านของชาวอเมริกันในปัจจุบันนี้มีขนาดกว่าสองเท่าของบ้านในสมัยตายาย ทั้งที่คนรุ่นนี้มีลูกน้อยกว่าคนรุ่นก่อน

จากฐานความคิดและการปฏิบัติที่ผ่านมาจึงพอจะอนุมานได้ว่า ถ้าพวกเขามีรายได้ในระดับเดียวกับไทเกอร์ วู้ดส์ พวกเขาส่วนใหญ่จะใช้เงินสร้างบ้านไม่น้อยกว่าไทเกอร์อย่างแน่นอน นอกจากนั้นก็ยังจะมีอย่างอื่นที่ไทเกอร์มีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นบ้านในย่านที่มีทิวทัศน์และอากาศโปร่งใสไว้สำหรับไปพักผ่อน เรือยอชท์ไว้หาความสำราญในท้องทะเล หรือเครื่องบินไว้เดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งที่ในยุคนี้ชาวอเมริกันมีบ้านขนาดใหญ่และมีอะไรต่อมิอะไรมากกว่ารุ่นตายายเพราะมีรายได้สูงกว่า ทว่าชาวอเมริกันโดยทั่วไป มิได้มีความสุขมากกว่าคนรุ่นก่อน ความจริงข้อนี้และเหตุปัจจัยที่ทำให้มันเกิดขึ้น ถูกนำมาเสนอไว้ในหนังสือหลายเล่ม เช่น เรื่อง The Progress Paradox: How Life Gets Better While People Feel Worse ของ Gregg Easterbrook (พิมพ์ปี 2546) เรื่อง The Paradox of Choice: Why More Is Less ของ Barry Schwartz (พิมพ์ปี 2547) และเรื่อง Happiness: Lessons from a New Science ของ Richard Layard (พิมพ์ปี 2548)

ในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่มีรายงานเรื่องการปลูกบ้านใหม่ของไทเกอร์ วู้ดส์ ปราชญ์อเมริกันบางคนสรุปว่า ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ชาวอเมริกันขาดความสุขคือ การไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอนสำหรับ American Dream มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนเหมือนกับเส้นชัยที่เลื่อนไปข้างหน้าตลอดกาล ฉะนั้นไม่ว่าพวกเขาจะมีความสำเร็จทางเศรษฐกิจมากเท่าไร พวกเขาจะไม่มีวันรู้สึกว่าถึงเส้นชัยอันจะยังผลให้พวกเขามีความสุข

การที่เส้นชัยเลื่อนไปข้างหน้าตลอดกาล ทำให้ชาวอเมริกันตะเกียกตะกายและใช้ทรัพยากรต่อคนมากขึ้นทุกวัน จนในปัจจุบันนี้พวกเขาใช้มากกว่าชาวโลกกว่า 6 เท่าแล้ว กระนั้นก็ตามชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่คิดจะหยุด ฉะนั้นจุดมุ่งหมายหลักของการบริหารเศรษฐกิจจึงได้แก่ จะทำอย่างไรให้มันขยายตัวต่อไปซึ่งเท่ากับการใช้ทรัพยากรมากขึ้น การรื้อบ้านหลังเก่าซึ่งอายุเพียง 13 ปี และมีราคาเป็นร้อยล้านบาททิ้งแล้วสร้างใหม่ขึ้นมาแทนของไทเกอร์ วู้ดส์ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในขณะที่ทรัพยากรถูกนำมาใช้แทนที่ของดีๆ ที่ถูกรื้อทิ้ง กระบวนการนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่มหาเศรษฐี และผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง หากมีอยู่ทั่วไป และไม่หยุดอยู่แค่การสร้างบ้านใหม่เท่านั้น วันดีคืนดีเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น ชาวอเมริกันก็เปลี่ยนเครื่องเรือนใหม่ ทั้งที่ของเก่ายังอยู่ในสภาพดี หรือรื้อครัวทิ้งแล้วทำใหม่เพื่อให้มันดูนำสมัยกว่าของเพื่อนบ้าน

ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา หรือในรุ่นตายายของหนุ่มสาวชาวอเมริกันในปัจจุบันนี้ สหรัฐเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทางทหารหมายเลข 1 ของโลก ชาวอเมริกันพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง ให้ชาวโลกคิดเช่นเขาและเลียนแบบวิถีชีวิตของเขา ยังผลให้ชาวโลกตะเกียกตะกายเพราะอยากได้สิ่งที่เขามี และเดินตามวิถีชีวิตที่เขาเดิน เพราะคิดว่ามันน่าจะทำให้มีความสุขโดยไม่ตระหนักเลยว่า การตะเกียกตะกายนั้นจะไม่มีวันประสบความสุข หรือถึงเส้นชัยเพราะมันเลื่อนไปข้างหน้าตลอดกาล ในขณะที่กระบวนการนั้นเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นและผลาญทรัพยากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น การรื้อครัวดีๆ หรือบ้านทิ้งทั้งหลังเหมือนอย่างที่ไทเกอร์ทำ

ตอนนี้จึงมีปราชญ์ถามว่า ถ้ามหาอำนาจ เช่น จีนและอินเดียซึ่งรวมกันมีประชากรประมาณ 37% ของประชากรโลก และกำลังพยายามบริโภคและใช้ทรัพยากรตามชาวอเมริกันทำสำเร็จ โลกจะมีทรัพยากรที่ไหน เหลือไว้ให้ชาวโลกอีกนับพันล้านคน ซึ่งอยู่ในประเทศยากจนและไม่ใช่มหาอำนาจในขณะนี้

ชาวโลกโชคดีที่คำถามนี้มีคำตอบ นั่นคือ พวกเขาต้องรู้จักขีดเส้นชัยชนิดที่วางอยู่บนฐานของความต้องการทางชีวภาพ ซึ่งไม่เลื่อนไปข้างหน้าตลอดกาล และเมื่อเดินไปถึงจุดนั้นแล้วก็พอใจ ไม่ตะเกียกตะกายต่อไป และใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น น่ายินดีที่คนไทยมีวิธีขีดเส้นชัยนั้นแล้ว แต่ก็น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญ กับของดีที่สามารถแก้ปัญหาสารพัดของโลกได้นั้นอย่างจริงจัง

ของดีนั้นคืออะไรกรุณาลองไปคิดเล่นๆ เป็นการบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์หลังวันเฉลิมพระชนม์ครบ 80 พรรษา ของพ่อหลวงก็แล้วกันนะครับ

บันทึกการเข้า

เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #16 เมื่อ: 09-12-2007, 05:23 »

Gates: Gulf nations must confront Iran

ไปข่มขู่เขาถึงถิ่น

อเมริกา คิดว่าตัวเองเป็นใคร ?

โดนซะ... โสน้ำหน้า....

 
 

**
Nazi Germany, Imperial Japan, Fascist Italy and the former Soviet Union all made that miscalculation, Gates said. "All paid the price. All are on the ash heap of history."

ตอนนี้ อเมริกากำลังดำเนินตามรอยเดียวกัน

 Laughing

***

หากเกิด butterfly effect ขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อนั้น us dollor จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปทันที


 พอจะเรียกว่าอันธพาลโลก  ได้ไหมครับเนี่ย 





บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 09-12-2007, 08:10 »

คุณ so what?

มันก็ไม่แน่นะ ตัวใหญ่ เวลาล้ม ล้มดังนะครับ อย่างจักรวรรดิ์บริเตนใหญ่ ตอนล้มนี่ ใช้เวลาไม่ถึงปี ถึงขนาดตอนนั้นต้องคลานไปหาอเมริกาขอกู้เงิน ไส้ในก็เริ่มโผล่ จึงมีการแห่ประกาศเอกราชจากเมืองขึ้นแบบรวดเดียว การประกาศเป็นอิสระของพวกเมืองขึ้น แต่ยุคใหม่เป็นเรื่องของสกุลเงินที่ถือครอง การลดสัดส่วนเงินดอลล่าร์หันมาใช้ระบบตะกร้าก็คือการประกาศอิสรภาพแบบหนึ่ง อเมริกาคงจะค่อยๆเสื่อมอำนาจลงกลายเป็นแค่มหาอำนาจระดับเดียวกับ รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ทีละน้อย

อเมริกามีเทคโนโลยี มีการทหารอันเข้มแข็งก็จริง แต่ว่านั่นเป็นแค่ความเชื่อของคนในโลก เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่า อาวุธไฮเทคแค่ไหน หรือจะทุ่มเงินอัดใส่ propped up regime ขนาดไหน เจอระเบิดพลีชีพ ก่อการร้าย โลวเทค ก็จอด  อาจจะชนะสงครามได้ แต่ไม่สามารถเอาชนะใจประชาชนได้ ดังนั้นก็ปกครองไม่ได้ นี่คือ เครดิตพังข้อแรก ดังนั้นไม่แปลกที่ Bush คิดจะบุกอิหร่าน(ซึ่งอเมริกายอมไปแล้ว) หาเรื่องกับเกาหลีเหนือ และพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อจะดึงบริวาร เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ เอาไว้ เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า อเมริกายังมีเครดิตเหลืออยู่นะ

ในอีกด้าน ปัญหาซับพรายม์ยังเปิดขึ้นมาไม่หมดหรอก และการแก้ปัญหาที่เห็นอยู่ ก็แค่ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไม่ให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายเพิ่มเติม (ทีอีตอนมันเอา IMF มาบังคับไทย มันดันบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ย ขึ้นภาษี) และเมื่อวันสองวันก่อน เห็นบอกออกมาตรการจัดชั้นลูกหนี้ นี่มันก็คือการตกแต่งบัญชีอีกรูปแบบหนึ่ง แบบที่ไทยเคยทำสมัยวิกฤติอะครับ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากช่วยให้งบการเงินของสถาบันการเงินดูดีขึ้น เพื่อพะยุงความเชื่อมั่นเอาไว้ แต่ว่ามันมีต้นทุนมหาศาล นั่นคือเงินเฟ้อ แล้วถ้ายิ่งเฟ้อมากขึ้น ชาติอื่นที่ถือครองเงินดอลล่าร์อยู่ ก็จะยิ่งมีแรงจูงใจให้ทิ้งเงินดอลล่าร์มากขึ้นไปอีก

เวลานี้มีทางเดียว หากอเมริกาต้องการแก้ปัญหาคือ อย่าเบี้ยวหนี้ครับ  จะต้องเปิดให้ประเทศที่เขาถือเงินดอลล่าร์อยู่ เข้า take over กิจการต่างๆเสีย เพื่อให้เงินดอลล่าร์สภาพคล่องที่มันล่องลอยอยู่ ให้มันไหลย้อนกลับ แก้ปัญหาการขาดดุลแฝด เหมือนกับการติดหนี้เขา ก็ต้องใช้หนี้  แต่สิ่งที่พวกอเมริกันคิด กลับเป็นการก่อสงครามเพิ่ม ซึ่งเสี่ยงมากๆ เพราะถ้าแพ้นี่ก็เน่าไปเลย มันถึงยอมถอยไม่กล้าบุกอิหร่านแล้วไง

นอกจากนี้ผมคิดว่า soft power ของอเมริกากำลังค่อยๆเสื่อมลงทีละนิด ผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมอเมริกันที่เคยหวือหวา ตอนนี้ก็ไม่ได้มีเสน่ห์ล้นเหลือเหมือนก่อน เพราะว่า อย่างเช่น ในเอเชียเอง เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ก็สามารถสร้างวัฒนธรรมป๊อปของตัวเองขึ้นมาได้
บันทึกการเข้า

55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #18 เมื่อ: 09-12-2007, 09:51 »

คงเหนื่อยครับ อเมริกา  ต่อนี้ต่อไป คงไม่สามารถ ทำอะไร ได้ง่าย ๆ เหมือนก่อน หลังจาก เงินสกุล ยูโร เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ....หลังจากอเมริกา

สร้างความร่ำรวย ให้ตนเอง ด้วยการสร้างความทุกข์ยาก ให้แก่ นานาประเทศ มานานหลายสิบปี.......ด้วยการก่อสงคราม และ พ่นพิษเศรษฐกิจ

อเมริกา เสียเครดิตไปไม่น้อยจากการบุกอิรัก .......แล้ว การที่คิดจะบุกอิหร่าน ก็ไม่ได้มีแรงหนุน จากนา ๆ ประเทศ เท่าไหร่........

อิหร่านเปิดเกมส์ อย่างนี้ ถือเป็นผลดีต่อตลาดโลกครับ เพราะ ถือเป็นการเริ่มต้น ลดบทบาท เงินสกุลดอลล่าห์ ลง ........ต้องไม่ลืมอย่างนึงว่า

จีนเอง ก็เล่นเกมส์ กับ อเมริกา อยู่ตลอด....ผมเห็นข่าว จีน ทะยอย ลดการถือครองเงินสกุลดอลล่าห์ อย่างต่อเนื่อง  ปล่อยเงินดอลล่าห์

ตั้งแต่ ต้นมาปี ไม่ต่ำกว่า หกแสนล้าน เหรียญ (ป่านนี้คงเกินไปเยอะแล้ว) ในขณะที่ ญี่ปุ่น ก็ปล่อยออกมาแล้ว เป็นแสนล้านเหรียญเช่นกัน....

อย่างไรก็ดี คงจะเป็นแค่การปรับตัวของ ดอลล่าห์ ไปซักระยะ หนึ่ง จนถึง จุดสมดุลย์ ..แต่ คงไม่ได้ หมายถึง ดอลล่า ห์ จะหมดความหมายในตลาดโลก

อีกต่อไป....

ผมยังมองว่า เป็นผลดีในระยะยาว ครับ .....บรรดา เฮดจ์ฟันทั้งหลาย จะมาหากินง่าย ๆ  แล้วทำลายเศรษฐกิจ ประเทศอื่น ๆ จากความผันผวน ของค่าเงิน ต่อไป คงทำลำบากขึ้น.....

ผมอยากเห็นหยวน มีบทบาทในตลาดโลกด้วยจัง....เพราะยังไงผมยังเชื่อมั่นกว่า ว่า จีน ยังคงถือว่า ไทย เป็นประตูบ้าน แล้ว คงไม่คิดทำลายเศรษฐกิจไทย
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 09-12-2007, 12:03 »

ผมเคยตั้งกระทู้ประมาณนี้ไปหลายรอบแล้วว่า ยังไม่เห็นศรีธนญชัยแลนด์จะทำอะไรกับเงินทุนสำรองในส่วนที่เป็นดอลล่าร์ ที่มันบวมไปถึงแสนล้านไปแล้ว  ในขณะที่สิงคโปร์ จีน เวียดนาม ขยับกันไปถึงไหนแล้ว ในการแปลงวิกฤติเป็นโอกาส โดยเฉพาะสิงคโปร์และจีน เป็นโอกาสดีที่จะได้ระบายเงินดอลล่าร์ ในขณะเดียวกันก็ไปกวาดต้อนเอา ทรัพยากรต่างๆ เช่น แร่ธาตุ เทคโนโลยี สินทรัพย์ดีๆทั่วโลก เอามาถือครองไว้ก่อน เพื่อจะได้สร้างผลตอบแทนดีๆในรูปแบบต่างๆในอนาคต แต่กลับมีพวกเต่าล้านปีเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เพียงเหลี่ยมเดียว หาว่าเป็นแนวคิดของทุนนิยมชั่วร้าย

เมื่อวันที่ 4 ธันวา ที่ผ่านมาเป็นที่น่าปลาบปลื้มว่า พระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัส ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์รู้เท่าทันโลกอย่างยิ่งว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้จ่าย ต้องอด แต่ถ้ามีก็ต้องใช้ ใช้ในสิ่งที่เกิดประโยชน์

"ฟังว่ารัฐบาลหรือเมืองไทย ประชาชน มีเงินเยอะ มีเงินเกิน ก็ใช้สิ เขาหาว่าเราเศรษฐกิจพอเพียง คำว่า พอเพียง ถ้ามีเงินก็ต้องใช้ ไม่ใช่ขี้เหนียว ถ้ามีเงินไม่ต้องขี้เหนียว ซื้อไปเถอะ อะไรก็ตาม เครื่องบิน เรือ รถถัง ซื้อ ถ้ามีเงินเยอะ ก็ถือว่าสนับสนุนให้จ่าย เดี๋ยวนี้เขาบอกว่า ในหนังสือพิมพ์เห็นรึเปล่า ว่าเขาสนับสนุนให้จ่าย ถ้ามีก็จ่าย แต่ถ้าไม่มีก็ระงับหน่อย มันเป็นอย่างนี้คนเราก็พูดเกินไปเสมอ อย่าให้เขาตอนนี้"

แต่ดูแล้ว รัฐบาลฤาษีมันไม่รับผิดชอบอะไรแล้ว ส่วนบรรดานักกินเมืองก็มัวแต่ประชานิยม แย่งอำนาจกัน ดังนั้นวี่แววที่ศรีธนญชัยแลนด์จะปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง คงไม่ต้องหวังมาก
บันทึกการเข้า

so what?
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,729


« ตอบ #20 เมื่อ: 09-12-2007, 18:00 »

ผมเห็นด้วยที่ว่าอิทธิพลของอเมริกาต่อโลกกำลังลดลง และจะลดลงไปเรื่อยๆในอนาคต แต่ไม่คิดว่าอเมริกาจะล้มครืนลงแบบจักรวรรดิ GB สหภาพโซเวียต และโรมันเอ็มไพร์ในอดีตครับ เพราะลักษณะการสร้างความยิ่งใหญ่มันต่างกัน สามอาณาจักรในอดีตนั่นเป็นการล่าอาณานิคมสไตล์โบราณด้วยการใช้กำลังเข้าไปยึดแล้วก็ปกครองเบ็ดเสร็จ แต่อเมริกาก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลกได้ด้วยวิธีต่างกัน (ยกเว้นกรณีอิรัก) และคลาสสิคกว่ามาก เป็นลักษณะการใช้กำลังรบและยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าเข้ามาช่วยพันธมิตรยุโรปรบในสงครามโลกจนชนะ ในที่สุดประเทศส่วนใหญ่ในโลกไว้เนื้อเชื่อใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่หวาดระแวงเหมือนกับที่เคยกลัวเยอรมัน รัสเซีย หรือแม้แต่จีน หลังจากนั้นก็ค่อยๆเข้าครอบงำทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี หรือแม้แต่การดำเนินชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการที่ความเป็นมหาอำนาจของอเมริกาจะล่มสลายได้ คงไม่ง่ายแบบว่าทุกประเทศรวมหัวว่า เฮ้ย ข้าไม่เอาเอ็งแล้ว-จบ หรอกครับ มันต้องใช้เวลาเป็นเจอเนอเรชั่น ประเทศที่ยังมีผลประโยชน์ผูกพันอยู่กับอเมริกาก็มากเกินครึ่งโลก แล้วสายสัมพันธ์ดั้งเดิมจากทางยุโรปก็ยังเหนียวแน่นอยู่ ผมยังมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเนการสะดุดของอเมริกามากกว่า พอบุชไป เดโมแครตมา อะไรๆก็จะเปลี่ยนอีกเยอะครับ
 
อีกอย่างคือ การที่ประเทศอย่างจีน หรืออดีตซูเปอร์พาวเวอร์อย่างรัสเซียจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในอนาคต คงต้องถามใจประเทศเล็กประเทศน้อยอย่างประเทศสาระขัณฑ์ของเราด้วย ว่ากล้าและรับได้ไหมครับ ถ้าจะมีจีน หรือรัสเซียยืนอยู่ในตำแหน่งของอเมริกาตอนนี้ ผมเชื่อว่าไทย หรือประเทศส่วนใหญ่ในโลกไม่กล้าครับ ไม่กล้าเพราะไม่ไว้ใจว่าถ้าหนึ่งในสองนี้ผงาดขึ้นมาแล้ว จะไม่มีพฤติกรรมบ้าอำนาจไปกว่าอเมริกา ที่เห็นๆเรื่องเล็กๆแค่ FTA สินค้าเกษตรที่รัฐบาลไอ้เหลี่ยมไปเซ็นไว้กับจีนนี่ก็เล่นเอาเราเดี้ยงไปแล้วครับ
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 09-12-2007, 18:52 »

ถ้ารัสเซีย หรือจีน หรือญี่ปุ่น หรือใครก็ตามใหญ่ขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจแบบใหญ่คนเดียว ก็คงไม่มีใครเอาหรอกครับ คิดว่า จีนหรือรัสเซียเองต่อให้โอกาสมีก็คงไม่แน่ว่าจะกล้าคว้าไว้ เพราะผลลัพธ์ก็เห็นกันแล้วว่าเป็นไง ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งเสี่ยง ทุกคนต้องการโลกหลายๆขั้วอำนาจ ยิ่งเยอะยิ่งดี นั่นหมายถึง ทรัพยากรจะได้ถูกกระจายได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น

ความเห็นส่วนตัว อเมริกาไม่ควรขัดขวางการกลับมาของรัสเซีย และการฟื้นฟูของจีน  ทุกวันนี้รู้สึกว่า ยังพยายามเอาขีปนาวุธไปตั้งหน้าบ้านรัสเซีย หรือไม่ก็ไปสนับสนุนบรรดาอดีตบริวารรัสเซียให้ไปปะทะรัสเซีย หรือหนุนโคโซโวให้แยกประเทศ ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายและเหยียบจมูกชนชาติสลาฟโดยตรง หรือการสนับสนุนไต้หวันแบบศรีธนญชัย หรือคอยยุให้ญี่ปุ่นทำตัวเป็นตำรวจในเอเชียเหนือ หรือการหนุนพระสงฆ์ชั่วแยกดินแดนนอกรีตอย่างดาไลลามะ หรือการเข้าไปแทรกแซงการเมืองในพม่า ปากีสถาน อันนี้ไม่น่าจะเป็นผลประโยชน์ของอเมริกาในระยะยาว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2007, 19:01 โดย ผ่าทางตัน » บันทึกการเข้า

ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #22 เมื่อ: 09-12-2007, 21:31 »

   
 พลวัต


อวสานดอลลาร์ (1)

เราจะมีโอกาสเห็นค่าดอลลาร์ดิ่งเหวต่อหน้าต่อตาในอีกไม่ช้านานได้หรือไม่?

เป็นคำถามใหญ่ของโลกในทุกวันนี้ คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ

1) เศรษฐกิจอเมริกันจะพลิกฟื้นจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังได้ดีเพียงใด?

2) ธุรกิจค้าขายน้ำมันและพลังงานของโลก จะยังคงพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯในฐานะตัวกลางแลกเปลี่ยนต่อไปหรือไม่?

3) สงครามโลกครั้งที่สาม จะเกิดได้หรือไม่?

ข้อแรก คงจะตอบไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่า คนอเมริกันหรือเศรษฐกิจอเมริกันจะสามารถสร้าง”มหัศจรรย์”ขึ้นมาใหม่ได้

เหมือนเมื่อครั้งกรณี Y2K เมื่อ 8 ปีก่อน ที่ทำให้เศรษฐกิจอเมริกันรุ่งเรืองครั้งใหม่

แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีคำตอบดังกล่าว ข้อที่สอง เป็นคำถามใหญ่

เพราะล่าสุดความเคลื่อนไหวของกลุ่มโอเปค หรือชาติส่งออกน้ำมันสำคัญของโลกที่ยกเรื่องขึ้นถกกันว่า

การที่ค่าดอลลาร์อ่อนตัวลงต่อเนื่อง ทำให้สินทรัพย์ที่ถืออยู่ในรูปดอลลาร์เสื่อมค่าลงเร็ว

ดังนั้น จึงมีข้อเสนอให้กลุ่มลดหรือเลิกการใช้ดอลลาร์ซื้อขายน้ำมัน หันไปใช้เงินสกุลอื่นทดแทน

เรื่องนี้ ไม่ใช่พูดเล่นเพราะล่าสุด อิหร่าน ที่กำลังเป็นไม้เบื่อไม้เมาล่าสุดของอเมริกา

ได้ประกาศชัดเจนออกมาแล้วว่า จากนี้ไปจะเลิกขายน้ำมันของตนเองในรูปดอลลาร์อีกต่อไป

ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่ากำลังมีเรื่องทะเลาะกับอเมริกา แต่ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ

ผู้บริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านบอกว่า 2 ปีมาแล้ว

ที่อิหร่านลกการพึ่งพาการซื้อขายน้ำมันในรูปดอลลาร์ลงอย่างต่อเนื่อง

เพราะการถือดอลลาร์ในกำมือเป็นทั้งความไม่แน่นอนและความเสี่ยง

และตราบใดที่ค่าดอลลาร์ยังอ่อนลงต่อเนื่อง ความเป็นไปไดที่อิหร่านจะเลิกขายน้ำมันในรุปดอลลาร์สหรัฐฯลงไป

โดยเฉพาะกับประเทศผู้ซื้อน้ำมันในเอเชีย ที่มีสัญญาระยะยาวต่อกันเอาไว้

ซึ่งหากพิจารณาดูแล้ว ก็ต้องมองไปที่ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย เป็นสำคัญ เช่นกัน

ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อีกรายอย่าง เวเนซูเอล่า โดยเฉพาะประธานาธิบดีอูโก้ ชาเวซ ก็ประกาศว่า

จะลดจนถึงเลิกขายน้ำมันในรูปดอลลาร์สหรัฐอย่างรุนแรง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถือดอลลาร์ลง

 คำประกาศดังกล่าว หากเป็นเรื่องจริง ถือว่าใหญ่โตมาก

เพราะเท่ากับเงินดอลลาร์อเมริกันที่เคยเป็นตัวแปรสำคัญในธุรกิจพลังงานของโลก

จะต้องกลายเป็นเงินที่ไร้ค่าลง และเฟ้ออย่างหนัก เรื่องเช่นนี้

เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับกรณีของค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

จนทำให้ปัจจุบันเงินปอนด์ซึ่งเคยเป็นเงินสากลมาก่อน

กลายเป็นเพียงเงินท้องถิ่นของอังกฤษเท่านั้นเองนั่นหมายความว่า

อนาคตของค่าดอลลาร์ในฐานะเงินตราสากลของโลก ได้มาถึงช่วงเวลาของการถดถอยลงอย่างจริงจังแล้ว

ซึ่งเท่ากับเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่อีกครั้งเลยก็ว่าได้

เรื่องนี้ อาจจะมองเห็นไปเรื่องไกลตัวไปสักนิด แต่ความจริงแล้ว เป็นโอกาสที่สามารรถเกิดขึ้นมาได้

หากโยงเข้ากับคำถามในข้อที่สาม เพราะความเป็นไปได้ของสงครามนั้น

 ยังคงเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะกรณีของอิหร่านนี่เอง สหรัฐฯนั้น เจตนาแน่วแน่ในการมุ่งเป้าหมายไปล้มล้างรัฐบาลอิหร่าน

และพยายามหาช่องทางอยู่ตลอดมาในหลายทศวรรษนี้ จนกระทั่งมา 2 ปีนี้

ที่สบโอกาสจากการที่รัฐบาลอิหร่านใพยายามพัฒนาสักยภาพของนิวเคลียร์ในโรงไฟฟ้าขึ้นมา

ซึ่งแม้จะเป็นขั้นเริ่มต้น แต่สหรัฐฯก็รีบสร้างเรื่องขึ้นมาว่า อิหร่านกำลังหาทางพัมนาอาวุธนิวเคลียร์

ท่าทีดังกล่าว เป็นท่าทีประหลาด เพราะสหรัฐฯเองนั้น

ทำวางเฉยกับการมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอลบครองของรัฐบาลปากีสถานมาตลอด

ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจของปากีสถานนั้นอยู่ในขั้นเลวร้ายมายาวนาน

ในขณะที่อิหร่าน มีกำลังเงินที่สามารถทำได้ แม้เทคโนโลยียังไม่พร้อมถึงขนาด

การใช้นานาชาติบีบให้อิหร่านต้องยอมนั่งโต๊ะเจรจาเพื่อถ่วงเวลาพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์

ดำเนินควบคู่กับการที่รัฐสภาสหรัฐฯเร่งออกกฎหมายประกาศให้กองทัพแห่งชาติอิหร่าน เป็นกองทัพก่อการร้าย

ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้ายอย่างยิ่งล่าสุด สัปดาห์นี้ กองทหารสหรัฐฯในอีรัค ประกาศว่า

ได้พบหลักฐานและจับกุมกลุ่มคนหลายร้อยคนซึ่งเชื่อว่า เป็นนักรบชิอะห์ที่สังกัดในกองทัพอิหร่าน

ที่เข้าร่วมรบและขนอาวุธกับกลุ่มก่อการร้ายในอีรัค (ซึ่งความจริงแล้วเป็นกลุ่มสุหนี่ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยมากกว่า)

ข่าวดังกล่าวแสดงเจตนาชัดเจนว่า เป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามข่าวสาร

เพื่อนำไปสู่การโจมตีอิหร่านในอนาคต

เหมือนที่ครั้งหนึ่งสหรัฐอ้างหลักฐานจอมปลอมในเรื่องการมีอาวุธทำลายขนาดใหญ่ของรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน

เพื่อทำลายล้างอีรัคมาแล้ว เหมือนครั้งที่สหรัฐอ้างเรื่อง เหตุการณ์ที่อ่าวตังเกี๋ย( the Tonkin Incidence)

 เพื่อหาช่องส่งกองทัพขนาดใหญ่เข้าเวียดนามใต้ และทิ้งระเบิดเวียดนามเหนือรุนแรง



เจตนาดังกล่าว ทำให้ความเป็นไปได้ที่การบุกอิหร่านของกองทัพสหรัฐฯในต้นปีหน้านี้ เป็นไปได้สูงยิ่ง

น่าสนใจตรงที่ว่า อิหร่านนั้น ไม่ใช้อีรัคและอัฟกานิสถาน

การรุกรบของกองทัพอเมริกัน สามารถลุกลามเป็นสงครามขนาดใหญ่ได้ง่ายมาก

นี่คือตัวแปรที่เกี่ยวพันกับค่าดอลลาร์(และแน่นอนราคาพลังงาน)ในอนาคตอย่างสำคัญยิ่ง (ยังมีต่อ)




บทความของ คุณวิษณุ โชลิตกุล ในแง่มุมที่น่าสนใจ

มาฝากค่ะ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #23 เมื่อ: 10-12-2007, 19:54 »

ผมเคยตั้งกระทู้ประมาณนี้ไปหลายรอบแล้วว่า ยังไม่เห็นศรีธนญชัยแลนด์จะทำอะไรกับเงินทุนสำรองในส่วนที่เป็นดอลล่าร์ ที่มันบวมไปถึงแสนล้านไปแล้ว  ในขณะที่สิงคโปร์ จีน เวียดนาม ขยับกันไปถึงไหนแล้ว ในการแปลงวิกฤติเป็นโอกาส โดยเฉพาะสิงคโปร์และจีน เป็นโอกาสดีที่จะได้ระบายเงินดอลล่าร์ ในขณะเดียวกันก็ไปกวาดต้อนเอา ทรัพยากรต่างๆ เช่น แร่ธาตุ เทคโนโลยี สินทรัพย์ดีๆทั่วโลก เอามาถือครองไว้ก่อน เพื่อจะได้สร้างผลตอบแทนดีๆในรูปแบบต่างๆในอนาคต แต่กลับมีพวกเต่าล้านปีเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เพียงเหลี่ยมเดียว หาว่าเป็นแนวคิดของทุนนิยมชั่วร้าย

เมื่อวันที่ 4 ธันวา ที่ผ่านมาเป็นที่น่าปลาบปลื้มว่า พระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัส ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์รู้เท่าทันโลกอย่างยิ่งว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้จ่าย ต้องอด แต่ถ้ามีก็ต้องใช้ ใช้ในสิ่งที่เกิดประโยชน์

"ฟังว่ารัฐบาลหรือเมืองไทย ประชาชน มีเงินเยอะ มีเงินเกิน ก็ใช้สิ เขาหาว่าเราเศรษฐกิจพอเพียง คำว่า พอเพียง ถ้ามีเงินก็ต้องใช้ ไม่ใช่ขี้เหนียว ถ้ามีเงินไม่ต้องขี้เหนียว ซื้อไปเถอะ อะไรก็ตาม เครื่องบิน เรือ รถถัง ซื้อ ถ้ามีเงินเยอะ ก็ถือว่าสนับสนุนให้จ่าย เดี๋ยวนี้เขาบอกว่า ในหนังสือพิมพ์เห็นรึเปล่า ว่าเขาสนับสนุนให้จ่าย ถ้ามีก็จ่าย แต่ถ้าไม่มีก็ระงับหน่อย มันเป็นอย่างนี้คนเราก็พูดเกินไปเสมอ อย่าให้เขาตอนนี้"

แต่ดูแล้ว รัฐบาลฤาษีมันไม่รับผิดชอบอะไรแล้ว ส่วนบรรดานักกินเมืองก็มัวแต่ประชานิยม แย่งอำนาจกัน ดังนั้นวี่แววที่ศรีธนญชัยแลนด์จะปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง คงไม่ต้องหวังมาก


สาธุ  ต่อไปนี้เวลาผู้ที่เข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง คงไม่มีคนปัญญาไม่พอเพียง ไล่ให้เลิกใช้คอมพิวเตอร์ หรือ ไล่ให้กลับไปทำนานะคะ สาธุ จริงๆ 

 
บันทึกการเข้า
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #24 เมื่อ: 10-12-2007, 20:02 »

สาธุ  ต่อไปนี้เวลาผู้ที่เข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง คงไม่มีคนปัญญาไม่พอเพียง ไล่ให้เลิกใช้คอมพิวเตอร์ หรือ ไล่ให้กลับไปทำนานะคะ สาธุ จริงๆ 

 

ขออนุญาตนอกเรื่องนิดนึงนะคะ

พระองค์ท่านตรัสถึงท่านนายกสุรยุทธ์ด้วยค่ะว่า ถึงแม้ท่านนายกฯ จะใส่ชุดขาวเสมอ ดูน่าเบื่อ แต่ทำงานดี จึงเป็นคนไม่น่าเบื่อ

 
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 11-12-2007, 14:06 »

สาธุ  ต่อไปนี้เวลาผู้ที่เข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง คงไม่มีคนปัญญาไม่พอเพียง ไล่ให้เลิกใช้คอมพิวเตอร์ หรือ ไล่ให้กลับไปทำนานะคะ สาธุ จริงๆ 

 

ไม่เข้าใจอะ หมายความว่าอะไรกับสิ่งที่อ้างถึง
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #26 เมื่อ: 11-12-2007, 17:11 »

ไม่เข้าใจอะ หมายความว่าอะไรกับสิ่งที่อ้างถึง
ในฐานะเจ้าของกระทู้ ก็เลยเข้ามาช่วยคุณพรรณชมพูตอบ (นอกเรื่องนิดนึง) 

คือที่ผ่านมาจะมีพวกชอบอ้างเศรษฐกิจพอเพียงเวลามีใครใช้ของราคาแพง หรือมีเงินแล้วใช้จ่ายเงิน
ในทำนองที่ว่าเป็นการไม่พอเพียง หรือใช้วิธีตั้งคำถามว่าแบบนี้พอเพียงหรือ? แบบนั้นพอเพียงหรือ?
แล้วก็ใช้คำพูดทำนองที่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงต้องเลิกใช้เทคโนโลยี ต้องกลับไปทำเกษตรดึกดำบรรพ์

เมื่อมีพระราชดำรัสออกมาในปีนี้อย่างชัดเจน ว่าถ้ามีเงินสามารถจะซื้อได้ ก็ซื้อไปเถอะอะไรก็ตาม
คุณพรรณชมพูถึงได้โพสว่าสาธุไงครับ เพราะที่ผ่านมาเฉพาะบอร์ดเสรีไทยก็มีพวกดังกล่าวมาตลอด
พยายามอธิบายไปทุกครั้งก็ยังเข้ามาอีกเรื่อยๆ
ต่อไปคงไม่มีคนปัญญาไม่พอเพียงเข้ามาพูดอะไรผิดๆ อีก .. สาธุด้วยคนครับ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
shrine
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84


« ตอบ #27 เมื่อ: 12-12-2007, 12:11 »

แม้ว่าอเมริกานั้นจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่อเมริกาก็เป็นประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่มากพอสมควร
 ถ้าหากอเมริกานั้นเจ๊งก็อาจจะทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบ
บันทึกการเข้า
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #28 เมื่อ: 12-12-2007, 16:04 »

อวสานดอลลาร์ (2)


....วิญณุ โชลิตกุล


              มูลค่าของเงินสกุลใดสกุลหนึ่งที่ใช้ในโลกนี้นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

สะท้อนให้เห็นภาพของเศรษฐกิจแต่ละอาณาจักรหรือชาติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ


ในอดีตนับแต่โลกาภิวัฒน์ยุคแรก ซึ่งใช้โลหะเงินเป็นมาตรฐานโลก นับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา

ค่าเงินเรอัล (หรือรีล) ของสเปน ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองเงิน และผู้ผลิตเงินสากลสกุลแรกของโลก

ที่ไมเพียงแค่ยอมรับในยุโรปและอเมริกาเท่านั่น หากยังระบาดมาถึงเอเชียด้วย


แม้กระทั่งไทย เงินก็ถือเป็นมาตรฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

เพิ่งจะมาเลิกเมื่อมี่ปรึกษาอังกฤษแนะนำให้รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนมาใช้มาตรฐานทองคำนี่เอง


สหรัฐฯ ตอนที่ก่อตั้งเป็นประเทศใหม่ๆนั้น ก็ยอมรับเอาเงินเรอัลของสเปนเป็นเงินสกุลหลักของประเทศ

แต่เปลี่ยนชื่อโดยดัดแปลงมาจาก เงินในเยอรมันที่เรียกว่า ธาลเลอร์ (Thalor) มาเป็นดอลลาร์

และใช้สัญลักษณ์สีเขียวเป็นพื้นธนบัตรจนถึงปัจจุบัน ทำให้มีชื่อเรียกอีกอย่าว่า

พื้นเขียว หรือ greenback money


เมื่ออังกฤษครองโลกแทนสเปน เงินปอนด์สเตอลิงค์ ก็กลายเป็นเงินสากลโดยปริยาย

เพราะการค้าโลกส่วนใหญ่อยู่ในมืออังกฤษ โดยเฉพาะหลังการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา


เงินปอนด์สเตอลิงค์นั้น ไม่ได้เกิดมาลอยๆ แต่อิงค่ามาตรฐานทองคำที่อังกฤษถือใว้ในมือ

โดยนักวิทยาศาสตร์อังกฤษ ไอแซค นิวตัน เป็นคนกำหนดค่าเงินปอนด์ผูกไว้กับน้ำหนักทองคำตายตัวเอาไว้

เมื่่ออังกฤษเริ่มมีปัญหาทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่สามารถแบกภาระของจักวรรดิ

ที่ตนมีไว้ทั่วโลกได้ และมาตรฐานทองคำก็ล้มคว่ำลงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

ทำให้ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนตัวเข้ามาเป็นใหญ่ในโลกแทนที่อย่างรวดเร็ว

เหตุผลก็เพราะสหรัฐเป็นชาติที่มีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ขนาดใหญ่รุนแรงเท่ากับชาติอื่นๆ


หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ข้อตกลงเบรตันวูด ยิ่งทำให้โลกคุ้นเคยกับความยิ่งใหญ่ของค่าดอลลาร์อย่างจริงจัง

เพราะถือว่าค่าดอลลาร์เป็นเสาหลักของเงินทุกสกุลในโลก จนกระทั่งถึงสงครามเวียตนาม

เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเผชิญวิกฤตเงินเฟ้ออย่างหนัก จนต้องยกเลิกดอลลาร์เป็นเสาหลัก ฉีกข้อตกลงเบรตันวูดทิ้งไป


หลังจากนั้นโลกก็หัดคุ้นเคยกับค่าเงินลอยตัวโดยไม่มีทองคำหนุนหลังมาถึงปัจจุบัน แต่ค่าดอลลาร์

ยังเป็นที่อ้างอิงในการค้าและการลงทุนของโลกอย่างหาเงินสกุลอื่นแทนได้ยาก


ปัญหาก็คือว่า ณ.วันนี้ มายาคติที่คนทั่วโลกเคยมีกับค่าดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้ง 7 ประการนั้น

กำลังเริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีข้อสรุปชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า

ยุคทองของดอลลาร์ นั้นได้หมดลงไปแล้ว



...................................................................




ยังมีต่อ...ว่ามายาคติ 7 ประการนั้นประกอบด้วยอะไรบ้างค่ะ



บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #29 เมื่อ: 12-12-2007, 17:51 »

มายาคติ 7 ประการ ประกอบด้วย


- การถือเงินดอลลาร์ปลอดภัยเพราะอเมริกามีทรัพย์สินเหลือเฟือ

(ความจริงไม่ใช่แล้ว อเมริกาเป็นชาติลูกหนี้รายใหญ่สูงสุดของโลกไปแล้ว

มีหนี้ต่างประเทศเท่ากับ 40% ของจีดีพี)

- ดอลลาร์เสื่อมค่าเพราะขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง แก้ตรงนี้เดี๋ยวก็หายแล้ว

(ความจริงแล้วปัญหามันมากกว่าแค่ดุลงบประมาณ แต่เป็นความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ)

- ค่าดอลลาร์ยิ่งต่ำ จะยิ่งเป็นผลดีให้การส่งออกของอเมริกาดีขึ้น

(ค่าดอลลาร์ไม่สามารถแก้ปัญหาการไร้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้)

- ดุลการค้าอเมริกาที่ดีขึ้นจะทำให้ดอลลาร์กระเตื้องขึ้นมา

(หากดุลการค้าดีขึ้นเพราะว่าคนอเมริกันมีกำลังซื้อลดลงก็ไม่ใช่คำตอบ เพราะนั่นยิ่งแสดงว่า

ความร่ำรวยของอเมริกายิ่งลดลง และทำให้เงินทุนไหลออกจากอเมริกาเร็วขึ้น)

- เศรษฐกิจอเมริกายิ่งแย่ ค่าดอลลาร์จะยิ่งตกลงไป

(จริงแล้วการไหลออกของทุน เพราะมองอนาคตลงทุนในอเมริกาต่ำกว่าลงทุนในชาติอื่น

คือปัญหาหลักของการเสื่อมค่าดอลลาร์)

- ค่าเงินหยวนของจีนที่ผูกติดกับดอลลาร์คือปัญหาเร่งด่วน

(จริงแล้วไม่ใช่แค่จีนเท่านั้นที่ต้องการให้ค่าสกุลของตนเอง ต่ำเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ธนาคารกลางทุกชาติในโลกล้วนแข่งกันแทรกแทรงค่าเงินหลายรูปแบบ ทำให้ค่าเงินต่ำเกินจริงทั้งนั้น)

- การขึ้นอัตราดอกเบี้ยคือการเพิ่มมูลค่าดอลลาร์ที่ดี

(ทฤษฎีการเงินนี้ พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว เพราะยิ่งเพิ่มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยิ่งทำให้เป็นหนี้โลกเพิ่มมากขึ้น)


สถานการณ์ของค่าดอลลาร์ ที่หันรีหันขวางในปัจจุบันจึงเปรียบคล้ายกับสภาพของพระราชาในนิทานเด็กฝรั่งเรื่อง

"อาภรณ์ใหม่พระราชา" ที่ถูกช่างเสื้อหลอกให้แก้ผ้า

โดยที่ยังไม่มีใครกล้าตะโกนบอกความจริงอันน่ารังเกียจเท่านั้นเอง


คำปลอบใจตัวเองของบรรดานายธนาคารกลางหรือนักการเงินทั้งหลายในโลกยามนี้ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า

คงจะหาค่าเงินสกุลอื่นแทนดอลลาร์ไม่ได้ โลกต้องพึ่งพาดอลลาร์ตลอดไป

จึงเป็นคำปลอบใจของคนบนเรือไททานิคที่รู้ชะตากรรมตนเองดี

แต่ไม่กล้าเอ่ยมาดังๆเท่านั้น

จนกว่าเมื่อเรือไททานิคถึงเวลาจมลงแล้วเท่านั้น



บทความ

พลวัต ปี2007

เอามาฝากให้พิจารณาค่ะ.....
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #30 เมื่อ: 12-12-2007, 18:23 »

ปัญหาใหญ่ของการไม่ถือเงินตราสกุลดอลล่าร์อเมริกันนั้น เป็นปัญหาที่ตลกแบบกลืนไม่เข้า คายไม่ออก

นั่นคือหากทิ้งเงินดอลลาร์แล้ว จะไปถือเงินตราสกุลอะไร หรือถืออะไรแทน 

ประเทศอาหรับ ที่มีเงินมหาศาล ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเอาเงินไปไว้ที่ไหน เพราะเงินที่นับถือกันว่ามีค่าในปัจจุบัญนี้ มันทีค่าเป็นเพียงตัวเลข หากอาหรับจะทิ้งเงินดอลล่าร์ ไปถือเงินยูโรดอลล่าร์ แล้วยูโรดอลล่าร์นั้น มันมีเสถียรภาพ หรือน่าถือตรงไหน หรือจะหันไปซื้อทองคำ ทองคำนั้นเมื่อมีผู้ต้องการมากขึ้น ราคาของมันก็ถีบตัวทะยานสูงขึ้น และถือทองคำนั้นมันไม่ได้ดอกเบี้ย 

หรือจะเปลี่ยนไปถือเงินตราสกุลหยวนของจีน เงินหยวนนั้นเป็นของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเมื่อเถลิงอำนาจก็ยกเลิกเงินตราเก่าของประเทศ ทำให้เงินจีนในยุคก่อนคอมมิวนิสต์กลายเป็นเศษกระดาษ หากไปถือเงินจีน แล้วจีนดันปฎิวัติอีกสักหน ยกเลิกเงินหยวน อาหรับก็เอาเงินจีนที่ถืออยู่ ไปทำกงเต๊กได้ 

ถ้าเงินดอลล่าร์พัง หนี้สินของโลกนี้ที่อยู่ในรูปของเงินดอลล่าร์ จะไปชดใช้กันด้วยเงินตราสกุลไหนดี ไทยคงอยากเอาเงินบาทไปใช้หนี้ แต่เจ้าหนี้คงอยากได้เงินสกุลอื่น ประเทศในโลกที่สามหนี้สินท่วมหัว หนี้ดอลล่าร์เกือบทั้งนั้น จะทำอย่างไรดี หรือจะไปใช้เงินตราสกุลเยน

อเมริกันเอง ก็กู้เงินคนอื่นเหมือนกัน กู้แบบที่ดูเหมือนไม่กู้ เพราะเงินตรามหาศาล ถูกฝากไว้ในสหรัฐอเมริกา ด้วยสกุลดอลล่าร์ ดอลล่าร์กลายเป็นเศษกระดาษเมื่อไหร่ อเมริกาก็เอาเศษกระดาษนั่นแหละใช้หนี้ เจ้าหนี้ก็ตาเหลือก

สุดท้าย อเมริกาก็ไม่ต้องทำอะไร นั่งอมยิ้ม จะให้ดอลล่าร์พังจริงๆหรือ

เขาเขียนไว้ในธนบัตรอเมริกันทุกใบ

In God We Trust

God ในธนบัตรดอลล่าร์นั้น หมายถึงอเมริกันโดยแท้ 
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #31 เมื่อ: 12-12-2007, 18:48 »




ให้เป็นห่วงตนเอง อย่าถือครองเงินเพียงเพื่อหวังกินดอกเบี้ย หรือเอากำไรส่วนต่าง

รํฐก็ต้องให้ความรู้กับนักลงทุนและนักเก็งกำไร..

คนไม่มีเงินก็อย่าไปอิจฉาเขา อย่าไปยกย่องคนที่ความร่ำรวย..


ส่วนดอลล่าร์ในกระเป้าผมก็มีหลายร้อยดอลอยู่ตอนนี้...
บันทึกการเข้า

ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #32 เมื่อ: 12-12-2007, 19:12 »

คุยกันเรื่องดอลลาร์อีกครั้ง


 
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550



สำหรับผมนั้นเงินดอลลาร์จะยังดูน่าเป็นห่วงไปอีกนานหมายความว่า

คงจะอ่อนตัวลงมากกว่าแข็งค่าขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เพราะในขณะนี้ดูเสมือนว่าธนาคารกลางสหรัฐ

จะให้ความสำคัญกับปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่กำลังแพร่ขยายออกไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ

โดยเฉพาะภาคการเงินและตลาดทุน ดังนั้นนักลงทุนสหรัฐ รวมทั้งนักการเมืองสหรัฐ

จึงจะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งเห็นตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนตัวลง

ก็จะยิ่งกดดันให้เพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะเข้าสู่สภาวะถดถอยในปีหน้า

ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐนั้น จะทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเพราะขณะนี้มีบ้านที่รอขาย

แต่ขายยังไม่ได้ถึงกว่า 5 ล้านหลังและมีการคาดการณ์ว่ามีบ้านที่คงจะต้องถูกยึดโดยสถาบันการเงินสหรัฐ

เพื่อนำออกไปขายทอดตลาดประมาณ 2 ล้านหลัง ทั้งนี้กระบวนการยึดบ้านกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่ยังไม่ได้ถึงจุดสูงสุด และธนาคารกลางสหรัฐ พยายามส่งเสริมให้ธนาคาร

เจรจาคืนหนี้ให้กับลูกหนี้ แทนการเข้ายึดทรัพย์สินแต่ไม่ได้มีมาตรการอื่นใด

ในส่วนของนักการเมืองสหรัฐนั้นก็คงจะต้องนำเสนอมาตรการเพื่อช่วยลูกหนี้ในปีหน้า

ซึ่งเป็นปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่มาตรการที่จะทำให้สามารถหาเสียงทางการเมืองได้นั้น

มักจะเป็นมาตรการที่ให้โทษมากกว่าให้คุณ และน่าจะทำให้การปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติ

นั้นเกิดขึ้นได้ยากและยืดเยื้อยาวนานขึ้น นอกจากนั้นน่าจะเป็นมาตรการที่มุ่งจะลงโทษเจ้าหนี้

เพราะจะเป็นฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่หลอกลวงลูกหนี้ให้กู้เงินเกินตัว


หากเป็นเช่นนั้นผลที่จะตามมาคือ สถานะของสถาบันการเงินสหรัฐจะยิ่งสั่นคลอนมากขึ้น

และที่สำคัญความกลัวความเสี่ยง จะทำให้การปล่อยกู้ต้องชะงักงันลงไปอีกนานเป็นปี

ที่น่าเป็นห่วงคือ การออกอนุพันธ์ต่างๆ เช่น CDO ที่อาศัยอสังหาริมทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ทำให้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวจนกระทบภาคการเงินโดยรวมอย่างรวดเร็ว

และรุนแรงโดยเฉพาะการปล่อยกู้ระยะสั้น และความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ประเภทต่างๆ


ดังนั้นนักลงทุนจึงเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐจะต้องปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

แม้ว่าแถลงการณ์ของธนาคารกลางสหรัฐจะเน้นความสมดุลในการประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

แต่ดูเหมือนว่าตลาดจะเชื่อว่าในที่สุดแล้วนาย Bernanke จะกลัวความชะงักงันของภาคการเงินมากกว่ากลัวปัญหาเงินเฟ้อ

นาย Bernanke นั้นเป็นนักเศรษฐศาสตร์มือหนึ่งของสหรัฐที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

เกี่ยวกับปัญหาการตึงตัว ของสภาวะทางการเงิน เมื่อสหรัฐเผชิญกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 70 ปีก่อนหน้า

และเขาเคยพูดว่าหากมีความเสี่ยงว่าสหรัฐเผชิญกับปัญหาเงินฝืด

เขาก็พร้อมที่จะเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบการเงินในทุกๆ ทาง

รวมทั้งการโปรยเงินลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ด้วย (จึงถูกล้อเลียนว่าเขามีชื่อเล่นว่า helicopter Ben)


หากสหรัฐกลัวปัญหาภายในประเทศของตนเป็นหลักดังกล่าวข้างต้น

ก็จะต้องสรุปได้ว่าเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์ น่าจะไม่ค่อยได้รับความสนใจหรือมีความสำคัญมากนัก

หมายความว่าสหรัฐจะให้ความสำคัญ กับการกอบกู้เศรษฐกิจของตัวเอง

และหากจะต้องลดดอกเบี้ยลงไปมากๆ คงพร้อมที่จะทำ

แม้ว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ ก็คงจะไม่กล่าวถึงมากนัก

ดังเช่น ปัจจุบันที่ดูเสมือนว่ารัฐบาลสหรัฐ มิได้แสดงท่าทีอะไรที่จะบ่งบอกว่าการอ่อนตัวของเงินดอลลาร์เป็นปัญหากังวลใจแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามการปล่อยให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น นอกจากจะเป็นการช่วยการส่งออก และลดการนำเข้าของสหรัฐแล้ว

ยังเป็นการลดหนี้สินของสหรัฐอย่างง่ายๆ อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ขณะนี้สหรัฐน่าจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในต่างประเทศ

ประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกันสหรัฐน่าจะเป็นหนี้ประเทศต่างๆ ในโลกประมาณ 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แปลว่าสหรัฐเป็นหนี้สุทธิประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30% ของจีดีพีสหรัฐ

นาย Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอีกคนหนึ่งของสหรัฐประเมินว่าสินทรัพย์ของสหรัฐในต่างประเทศนั้น 70%

เป็นสินทรัพย์ที่ตีมูลค่าโดยเงินสกุลต่างประเทศ และ 30% เป็นสกุลดอลลาร์

แต่หนี้สินของสหรัฐนั้นเป็นดอลลาร์ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อสหรัฐปล่อยให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไป 10% ผลคือ

สินทรัพย์ของสหรัฐเพิ่มค่าจาก 7 ล้านล้านดอลลาร์เป็น 7.5 ล้านล้านดอลลาร์

ในขณะที่มูลค่าหนี้สินไม่เพิ่มขึ้น แปลว่าสหรัฐสามารถลดหนี้สุทธิได้ถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี

หากปล่อยให้ดอลลาร์อ่อนตัวไป 10% ต่อปี


กล่าวโดยสรุปคือ ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะมีความพร้อมที่จะพิมพ์ดอลลาร์ออกมาอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยลดดอกเบี้ย

และเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินของสหรัฐ ทั้งนี้เพื่อช่วยภาคการเงินและหลีกเลี่ยงความตกต่ำของเศรษฐกิจในปีเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกันหากดอลลาร์อ่อนตัวลงก็ไม่ได้เสียหายอะไร

 เพราะจะช่วยผู้ส่งออกและลดการนำเข้า นอกจากนั้นจะยังช่วยลดหนี้ต่างประเทศของสหรัฐเป็นจำนวนมาก

ซึ่งเป็นการ "เบี้ยวนิ่ม" ที่ประเทศเจ้าหนี้พูดไม่ออกอีกด้วย


ด้วยเหตุผลนี้เองธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้วจึงไม่นิยมซื้อเงินดอลลาร์

สำหรับไทยนั้นก็รีบบอกว่า ลดสัดส่วนการถือดอลลาร์นั้น จะลงเหลือประมาณ 45%

ต่ำกว่าเฉลี่ยของโลกที่ถือดอลลาร์ 60% แต่ผมสงสัยอย่างมากว่า หากทุกประเทศคิดเหมือนกัน

และต่างคนต่างพยายามลดการถือดอลลาร์ของตนให้ต่ำกว่าเฉลี่ย

 แล้วอะไรจะเกิดขึ้น สรุปคือ การถือหรือซื้อเงินดอลลาร์น่าจะเป็นธุรกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งครับ


บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #33 เมื่อ: 12-12-2007, 20:40 »

ระบบเงินตราของสหรัฐอเมริกา คือระบบเงินตราของโลกทุนนิยม วิชาเศรษฐศาสตร์ที่นักเศรษฐศาสตร์ของโลกด้อยพัฒนา แห่ไปเรียนกันมาแล้วนำมาใช้กับประเทศของตนเองนั้น คือระบบเศรษฐศาสตร์เพื่อรับใช้ทุนนิยม โดยสหรัฐอเมริกา

ทฤษฎีที่ฝรั่งทั้งหลายคิดค้นกันมานั้น ไปตกผลึกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จนผู้คนคิดกันว่า นี่มันคือโลก หากขาดระบบเงินตราแบบสหรัฐอเมริกา โลกคงจะอยู่ไม่ได้ คงจะค้าขายกันไม่ได้ และมีคนอีกเป็นจำนวนมากคิดว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ระบบทุนนิยมโดยสหรัฐอเมริกา ก็จะเอาตัวรอดไปได้เสมอ ตัวอย่างการเอาตัวรอดจากสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่นั้น สหรัฐอเมริกาได้เคยทำมาให้ดูหลายกหนแล้ว

สหรัฐล้างสมองคนเกือบทั้งโลกได้สำเร็จ แม้กระทั่งล้างสมองตนเองเกือบสำเร็จ

จนกระทั่งในปี 1971 อาเธอร์ เบอร์น ในฐานะกรรมการธนาคารชาตของสหรัฐ ได้ให้ข้อสังเกตุเอาไว้ว่า

"กฏเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ กำลังไม่ทำงานไปตามวิถีทางที่มันเคยเสียแล้ว"

และในปี 1972 มิลตัน ฟรีดแมน ได้กล่าวแก่สมาคมเศรษฐศาสตร์อเมริกันว่า

"ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเรานักเศรษฐศาสตร์ ได้ทำความผิดอย่างมหันต์ ในวงกว้างเราได้ทำความผิดพลาดให้แก่สังคม และในวงแคบเราได้กระทำผิดต่อวิชาชีพของเราเอง โดยอวดอ้างมากกว่าที่เราสามารถทำได้"

สองคนนี่เป็นใคร หากไม่รู้จัก คงยากจะพูดกันเรื่องเศรษฐศาสตร์ได้

ความพยายามในการเอาตัวรอด จากภาวะเศรษฐกิจทุนนิยมที่กำลังจะล่มสลาย ของสหรัฐอเมริกา ดำเนินไปอย่างหมดหวัง และด้วยหนทางทุกทางแม้จะทุเรศปานใด สหรัฐต่อต้านการละเมิดสิทธิเสรีภาพ แต่ก็ขายอาวุธให้รัฐบาลเผด็จการที่คุกคามประชาชน สหรัฐรณรงค์เรื่องโลกร้อน แต่ก็เป็นประเทศเดียวที่ไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต สหรัฐก่อสงครามไปทั่วโลก เพื่อสร้างบรรยากาศสงคราม ตนเองจะได้ขายอาวุธได้มากๆ สหรัฐทำทุกอย่างเพื่อเงิน  สัตว์ทุนนิยมตัวนี้ กำลังจะหิวตาย มันจึงดิ้นรนทุกวิถีทาง

ประเทศไทยเราโชคดี ที่มีฟ้าประทานหนทางรอดจากภาวะล่มสลายของทุนนิยม ด้วยแนวนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่พวกโง่งมงายยังคงดิ้นรนจะต่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจ ที่พวกเขาเรียกว่าถดถอย โง่จนไม่รู้ว่า มันไม่ได้ถดถอย แต่มันกำลังจะตาย และยิ้งดิ้น ยิ่งตายเร็วขึ้น

ดอลลาร์จะไปทางไหน ก็ปล่อยให้มันไปทางนั้น ไล่นายทุนออกไปจากรัฐบาล กลับไปสู่วิถีพอเพียง แล้วประเทศไทยจะรอดค่ะ 
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 12-12-2007, 22:01 »

ระบบเงินตราของสหรัฐอเมริกา คือระบบเงินตราของโลกทุนนิยม วิชาเศรษฐศาสตร์ที่นักเศรษฐศาสตร์ของโลกด้อยพัฒนา แห่ไปเรียนกันมาแล้วนำมาใช้กับประเทศของตนเองนั้น คือระบบเศรษฐศาสตร์เพื่อรับใช้ทุนนิยม โดยสหรัฐอเมริกา

ทฤษฎีที่ฝรั่งทั้งหลายคิดค้นกันมานั้น ไปตกผลึกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จนผู้คนคิดกันว่า นี่มันคือโลก หากขาดระบบเงินตราแบบสหรัฐอเมริกา โลกคงจะอยู่ไม่ได้ คงจะค้าขายกันไม่ได้ และมีคนอีกเป็นจำนวนมากคิดว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ระบบทุนนิยมโดยสหรัฐอเมริกา ก็จะเอาตัวรอดไปได้เสมอ ตัวอย่างการเอาตัวรอดจากสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่นั้น สหรัฐอเมริกาได้เคยทำมาให้ดูหลายกหนแล้ว

สหรัฐล้างสมองคนเกือบทั้งโลกได้สำเร็จ แม้กระทั่งล้างสมองตนเองเกือบสำเร็จ

จนกระทั่งในปี 1971 อาเธอร์ เบอร์น ในฐานะกรรมการธนาคารชาตของสหรัฐ ได้ให้ข้อสังเกตุเอาไว้ว่า

"กฏเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ กำลังไม่ทำงานไปตามวิถีทางที่มันเคยเสียแล้ว"

และในปี 1972 มิลตัน ฟรีดแมน ได้กล่าวแก่สมาคมเศรษฐศาสตร์อเมริกันว่า

"ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเรานักเศรษฐศาสตร์ ได้ทำความผิดอย่างมหันต์ ในวงกว้างเราได้ทำความผิดพลาดให้แก่สังคม และในวงแคบเราได้กระทำผิดต่อวิชาชีพของเราเอง โดยอวดอ้างมากกว่าที่เราสามารถทำได้"

สองคนนี่เป็นใคร หากไม่รู้จัก คงยากจะพูดกันเรื่องเศรษฐศาสตร์ได้

ความพยายามในการเอาตัวรอด จากภาวะเศรษฐกิจทุนนิยมที่กำลังจะล่มสลาย ของสหรัฐอเมริกา ดำเนินไปอย่างหมดหวัง และด้วยหนทางทุกทางแม้จะทุเรศปานใด สหรัฐต่อต้านการละเมิดสิทธิเสรีภาพ แต่ก็ขายอาวุธให้รัฐบาลเผด็จการที่คุกคามประชาชน สหรัฐรณรงค์เรื่องโลกร้อน แต่ก็เป็นประเทศเดียวที่ไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต สหรัฐก่อสงครามไปทั่วโลก เพื่อสร้างบรรยากาศสงคราม ตนเองจะได้ขายอาวุธได้มากๆ สหรัฐทำทุกอย่างเพื่อเงิน  สัตว์ทุนนิยมตัวนี้ กำลังจะหิวตาย มันจึงดิ้นรนทุกวิถีทาง

ประเทศไทยเราโชคดี ที่มีฟ้าประทานหนทางรอดจากภาวะล่มสลายของทุนนิยม ด้วยแนวนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่พวกโง่งมงายยังคงดิ้นรนจะต่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจ ที่พวกเขาเรียกว่าถดถอย โง่จนไม่รู้ว่า มันไม่ได้ถดถอย แต่มันกำลังจะตาย และยิ้งดิ้น ยิ่งตายเร็วขึ้น

ดอลลาร์จะไปทางไหน ก็ปล่อยให้มันไปทางนั้น ไล่นายทุนออกไปจากรัฐบาล กลับไปสู่วิถีพอเพียง แล้วประเทศไทยจะรอดค่ะ 


ผมว่าไม่ต้องมีรัฐบาลยังเป็นข้อเสนอที่ดีกว่า เปลืองภาษีครับ..เปลืองน้ำลายครับ..
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
    กระโดดไป: