ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
30-10-2020, 16:50
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  คณะอนุกรรมการ มีมติควรยุบพรรค ทรท 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
คณะอนุกรรมการ มีมติควรยุบพรรค ทรท  (อ่าน 615 ครั้ง)
jikko
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30


take a little give a little


« เมื่อ: 11-05-2006, 13:05 »

 การเมือง   - ข่าว

เชือดแม้วยุบทรท. อนุกกต.สรุป'แอ๊ด-เพ้ง-ไอซ์'เป็นภัย

11 พฤษภาคม 2549    กองบรรณาธิการ

อนุกรรมการฯ กกต.สรุปผลสอบสวนไทยรักไทยจ้าง "นอมินี" ส่งผู้สมัครลงประกบผู้สมัครไทยรักไทย หนีกฎ 20% ให้ "วาสนา" แล้ว มีมติเอกฉันท์แจ้งข้อหา "ทักษิณ" เรียกมาสอบสวน

    ชี้ "ธรรมรักษ์-พงษ์ศักดิ์-ไตรรงค์"  มีความผิดเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ  เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนพรรคไทยรักไทย ไม่ใช่ส่วนตัว ส่อถึงขั้นยุบพรรคทิ้ง
    อนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง  กรณีนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์   กล่าวหาว่ามีกระบวนการว่าจ้างพรรคการเมืองให้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการทั่วไป  เมื่อวันที่  2 เมษายน 2549 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม  เป็นประธาน ได้สรุปผลการสอบสวนเสนอต่อ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต.แล้วเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549
    ผลสอบความหนา  17  หน้ากระดาษ A4 ได้ลำดับการกระทำความผิดเป็นลำดับขั้น
    ในประเด็นที่ 1 พรรคไทยรักไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการว่าจ้างหรือให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง  ส.ส.ในการเลือกตั้งวันที่  2 เมษายน เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องได้คะแนนเสียงถึงร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่นั้น
    ผลสอบระบุว่ากรณีพรรคพัฒนาชาติไทย  และพรรคแผ่นดินไทย  คณะอนุกรรมการฯ  ได้ร่วมกันพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแล้ว  เห็นว่าต่างก็ไม่มีเงินที่จะสนับสนุนในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แต่ก็ได้ส่งผู้สมัครในสังกัดพรรคของตน
    เมื่อพิจารณาในส่วนของพรรคพัฒนาชาติไทยนั้นจะเห็นได้ว่าคำให้การของนายชวกร  โตสวัสดิ์ ได้ให้รายละเอียดของการดำเนินการได้อย่างสอดคล้อง และมีความเชื่อมโยงอย่างมีเหตุผลทุกขั้นตอน  โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนมีการติดต่อให้ดำเนินการเรื่อยมาจนถึงการเข้าพบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์   อิศรางกูร  ณ อยุธยา  และนายพงษ์ศักดิ์  รักตพงศ์ไพศาล  ซึ่งทั้ง 2 เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เพื่อวางแผนในการจัดหาบุคคลมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งกระบวนการจัดส่งเอกสารประกอบการสมัครและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อสมาชิกพรรค  โดยใช้เลขที่และวันสมัครเป็นสมาชิกพรรคเดิมแล้วนำชื่อสมาชิกพรรคใหม่ใส่แทนที่สมาชิกคนเดิม  เพื่อให้มีสมาชิกภาพครบ 90 วัน ตามที่ตกลงไว้กับ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์   โดยมีพยานอื่นมาสนับสนุนคำให้การของนายชวกร  ให้มีน้ำหนักรับฟังได้  เช่นคำให้การของพนักงานโรงแรมกานต์มณี, ลูกจ้างร้านอาหารตามสั่งที่ตั้งอยู่ทางออกของที่ทำการพรรคไทยรักไทย
    จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ฟังเป็นยุติได้ว่าพรรคพัฒนาชาติไทยได้รับเงินสนับสนุนหรือได้รับการว่าจ้างจาก พล.อ.ธรรมรักษ์  และนายพงษ์ศักดิ์  เพื่อให้ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่  2 เมษายน 2549 จริงตามคำร้องเรียน
    กรณีพรรคแผ่นดินไทยนั้นเมื่อพิจารณาคำให้การของนางฐัติมา ภาวะลี ที่ให้การครั้งแรกยืนยันว่าเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2549 พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ซึ่งเป็นหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ได้ร่วมประชุมวางแผนส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของพรรคแผ่นดินไทย  แทน พล.อ.ธรรมรักษ์  ต่อมา พล.ท.ผดุงศักดิ์  กลั่นเสนาะ  ซึ่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มี พล.อ.ไตรรงค์เป็นผู้บังคับบัญชา ได้นำเงินมาให้จำนวน  3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,675,000 บาท เพื่อให้นำไปจ่ายให้แก่ผู้สมัครในสังกัดพรรคแผ่นดินไทย
    อนุกรรมการฯ พบว่ากรณีนี้มีพยานหลักฐานน่าเชื่อถือ และจากคำให้การของนายบุญอิทธิพล  ชิณราช หัวหน้าพรรคแผ่นดินไทย ให้การยืนยันว่าพรรคไม่มีเงินที่จะสนับสนุนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และยังมี ศ.ดร.อุทัย  นามวงศ์  ให้การยืนยันว่าได้รับเงินค่าสมัครจำนวน 15,000 บาท จากนายพันธมิตร ดวงทิพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และนางฐัติมา  และข้อมูลจากนายไพฑูรย์  วงศ์วานิช  ให้รายละเอียดว่าเป็นเพื่อนกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ และได้รับเงินค่าสมัครจำนวน 15,000 บาทจาก พล.อ.ธรรมรักษ์
    และจากข้อมูลการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคแผ่นดินไทย  ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่  6 กุมภาพันธ์  2548  ส่งผู้สมัครเพียง 6 คน แต่ในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ส่งผู้สมัครมากถึง 124 คน  ทั้งที่พรรคไม่มีเงินสนับสนุน  และผู้สมัครดังกล่าวก็เป็นผู้ขาดคุณสมบัติแทบทั้งสิ้น จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าว  จึงฟังเป็นยุติได้ว่าพรรคแผ่นดินไทยได้รับการสนับสนุนเงิน หรือได้รับการว่าจ้างจาก พล.อ.ธรรมรักษ์ ให้ส่งคนลงสมัคร ส.ส.วันที่ 2 เมษายน จริงตามคำร้องเรียน
    ประเด็นที่  2  บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อร้องเรียนมีความผิดจริงหรือไม่  อย่างไร ซึ่งผลสอบของอนุกรรมการระบุว่ามี  15  คน บางคนน้ำหนักไม่พอ  ขณะที่หลายคนมีหลักฐานชัดเจนเช่น พล.อ.ธรรมรักษ์ นายพงษ์ศักดิ์  ผลสอบระบุว่าจากการกระทำของ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  อันเป็นการฝ่าฝืนบัญญัติมาตรา  66 (1) (3)  แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541  และมีความผิดฐานสนับสนุนผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.  พ.ศ. 2541  รวมทั้งมีความผิดฐานใช้ให้บุคคลอื่นปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา
    ขณะที่ พล.อ.ไตรรงค์  ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัคร ส.ส.
    อนุกรรมการฯ สรุปว่า  ข้อเท็จจริงที่ได้จากการกระทำของ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายพงษ์ศักดิ์  รักตพงศ์ไพศาล  ดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น   ฟังได้ว่า ได้ร่วมกันสนับสนุนให้มีการตัดต่อข้อมูลการเป็นสมาชิกของพรรคพัฒนาชาติไทยที่เป็นสมาชิกพรรคไม่ครบ 90 วัน ให้ครบ 90 วัน และร่วมกันให้เงินสนับสนุนแก่พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งผู้สมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตลงแข่งขันกับผู้สมัครเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย  เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะต้องมีคะแนนเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิในเขตนั้น
    สำหรับพรรคพัฒนาชาติไทยมีนายทวี  สุวรรณพัฒน์  คนสนิทของ พล.อ.ธรรมรักษ์  เป็นตัวแทน ส่วนพรรคแผ่นดินไทยมี พล.อ.ไตรรงค์   อินทรทัต  และ พล.ท.ผดุงศักดิ์  กลั่นเสนาะ  ผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ธรรมรักษ์เป็นตัวแทน เห็นว่า พล.อ.ธรรมรักษ์มีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
    ส่วนนายพงษ์ศักดิ์  มีตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  ถือว่าต่างเป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย  ดังนี้จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำในฐานะส่วนตัว  แต่มีหลักฐานควรเชื่อว่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนพรรคไทยรักไทย  มีผลผูกพันเสมือนเป็นการกระทำของพรรคไทยรักไทยเอง จากเหตุผลดังได้วินิจฉัยมา คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า  สมควรแจ้งข้อกล่าวหาแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไปต่อตามระเบียบ
    ทั้งนี้ หากพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดจริง   การดำเนินการขั้นต่อไปคือจะต้องร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย.
บันทึกการเข้า

จะเป็นขุนเขา  ไม่ต้องกลัวหมาฉี่รด
หน้า: [1]
    กระโดดไป: