ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
07-03-2021, 01:17
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  เสรีชน: แพ้ในอังกฤษกลับมา นัก กม. ไทย อยากลองศาลอาญาระหว่างประเทศอีก แค่ราคาคุย 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
เสรีชน: แพ้ในอังกฤษกลับมา นัก กม. ไทย อยากลองศาลอาญาระหว่างประเทศอีก แค่ราคาคุย  (อ่าน 4091 ครั้ง)
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« เมื่อ: 29-10-2007, 17:42 »

แพ้ในอังกฤษกลับมา นัก กม. ไทย อยากลองศาลอาญา
ระหว่างประเทศอีก แค่ราคาคุย


โพสต์: เสรีชน ID#512484 | เมื่อ: 2550-10-28 18:34:55

อัยการบอบช้ำกลับจากอังกฤษสดๆ ร้อนๆ แพ้อย่างยับเยิน หมดทางเล่นงานทักษิณ
บอกต้องใช้เวลาหลายปี

ตอนนี้คณะกรรมการฆ่าตัดตอนนำโดยคณิต หัวล้าน และจรัญ พันบาทออกไอเดียใหม่
อีก บอกจะเอาท่านทักษิณขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศและศาลโลก

ขอประทานโทษจริงๆ ไม่อยากสอนมวยนักกฎหมายไทย ถ้านักกฎหมายไทยได้คน
สอบเข้าคะแนนสูงๆ ในมหาลัย ก็คงไม่คิดบ้องตื้นเท่าสองคนนี้หรอก

เสรีชน เปิดตำราสอนกฎหมายระหว่างประเทศให้เลยดีกว่า จะใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ให้
ผู้อ่านปวดหัว เพราะเวปนี้เขียนวิชาการมาก คนหนี ต้องเล่นภาษาบ้านๆ ผสมหลัก
วิชาคนจะชอบอ่าน

จะเอาท่านอดีตนายกขึ้นศาลโลก
sorry สองตัวที่พูดนี้ คงไม่รู้เรื่องเขตอำนาจของศาลโลก เขาพิจารณาคดีเฉพาะคดี
ที่รัฐมีข้อพิพาทต่อกัน แต่กรณีนี้ ทักษิณคือ บุคคลธรรมดา ไม่ใช่รัฐหรือประเทศ จึง
ไม่เข้าเงื่อนไขในการพิจารณาคดีของศาลโลก
ดูธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
มาตรา 34

จะเอาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟังดูดี แต่ครั้นมาพูดกับคนรู้จริง
มันแสดงความขี้เท่อของคนพุดที่ไม่รู้เรื่องหลักเกณฑ์ในกฎหมายระหว่างประเทศ
เลย เพราะ
1. ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC
2. การกระทำหากมีจริงก็เกิดก่อนไทยเป็นภาคีไม่เข้าข่ายศาลอาญาระหว่างประเทศ
    ซึ่งจะไม่ใช้ย้อนหลังมาถึงกรณีทักษิณ และ
3. ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาแค่คดีสี่ประเภทคือ
    การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)
    อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime Against Humanity)
    อาชญากรรมสงคราม (War Crimes)
    และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน (Aggression)

เขาจะมีนิยามไว้หมดว่าหมายถึงอะไร
แต่ในเรื่องยาเสพติด ถ้าหากมีจริง ไม่เข้าอยู่ในนิยามของคดีสี่ประเภท
รายละเอียดยาว เวปนี้ไม่ใช่เวปวิชาการมากนัก จะผ่านไป
แต่ผมคิดว่า เนอังกฤษแบบจรัล ที่ชอบพูดไปก่อน ไม่ศึกษาก้ไม่รู้ เพราะนี่คือ
กฎหมายระหว่างประเทศระดับสูง ทหารในกรมพระธรรมนูญเขาเคยไปประชุม รู้ดี
ทหารถึงไม่กล้าออกมาพูดเรื่องนี้ นอกจากไอ้พวกกบในกะลาที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ


ข้อสำคัญ ถ้าไทยเข้าไปภาคีอนุสัญญานี้ ในหลวงในฐานะประมุขรัฐอาจถูกเรียก
ไปขึ้นศาลด้วย ไปดูให้ดีๆๆ นะครับ อย่าทำเป็นเล่น ตรงนี้ที่เรากลัว จึงไม่ได้เข้า
เป็นภาคีในอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศ

ปัทโธ่ พูดมาก็ขายขี้หน้า มิน่าไปอังกฤษ ไอ้ล้านเป็น อสส ก็แพ้คดีทั้งส่งผู้ร้าย
ข้ามแดน คดีนายนายปิ่น จักกะพาศน์ และนายราเกซ สักเสนา จากแคนาดา
ก็มีนักกฎหมายโง่ๆ ทั้งนั้น

กลับมาจากอังกฤษว่าไงล่ะ หมดทางส่งแม้วเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
ถุย แค่ให้พยานกองทุนมาสาบานว่าแม้วทำผิด ยังไม่มีใครกล้าสาบานเลย
แพ้ตามเคยทนายฝ่ายไทย

ตกลงก็แค่คำขู่ ขู่เรื่องนี้มาปีกว่าแล้ว ถ้าทำได้ คมช ยุติธรรมไทยทำไปนานแล้ว
นี่ขนาด NGO เสนอเรื่องฆ่าตัดตอนไปอังกฤษ อังกฤษเขาตอบมาสะใจ เป็นคดี
ร้ายแรง แต่ขอหลักฐานที่ชัดเจน และมีความเชื่อมโยงโดยตรงจากอดีตนายก
ทักษิณด้วย เซ่อกลับไปเป็นแถวๆ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย
นอกจากข่าวลือ
ก๊ากๆๆๆๆ

นักกฎหมายไทยเราเก่งแบบนี้แหล่ะ

มันถึงได้เสียเขาพระวิหารให้เขมร !!!

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=512484#512923

copy จากเวบประชาไท

ไม่ทราบว่ามีใครตามข่าวเรื่องนี้ หรือมีข้อมูลอะไรโต้แย้งไหมคะ?


ป.ล. เน้น (ตัวหนาและใส่สี) ตาม จขกท. คุณ เสรีชน
       ตัวสะกด เข้าใจว่ามีที่ผิดหลายแห่ง
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 29-10-2007, 17:58 »



เรื่องเอาตัวกลับมามีวิธีมากมายที่จะทำได้

ขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างรัฐด้วย

ควรให้กระทรวงต่างประเทศทำงานร่วมกับอัยการไปจนถึงหลังเลือกตั้ง


การเดินเรื่อง ให้ทางยูเอ็นเป็นธุระก็ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน. นี่ก็ต้องใช้กระทรวงต่างประเทศ

ซึ่งต้องตรวจสอบ ว่ามีพวกเกียร์วางแฝงตัวอยู่หรือเปล่า? รวมทั้งในหน่วยงานอัยการด้วย..

ประเด็นในการยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นต่อสู้มันละเอียดอ่อนครับ..

ข้อมูลไม่ละเอียด ยังไงก็วิจารณ์ไม่ได้หรอก ไม่ทราบว่าผู้เขียนเอง เขียนโดยเอารายละเอียดมาจากไหน? อัยการเขาคงไม่เปิดเผยให้หรอก

สาธารณชนจะพิจารณาได้ ต้องได้ข้อมูลการทำงานจากหน่วยงานราชการเสียก่อน

พูดไปเรื่อยแบบนี้ เสรีชนเป็นผู้ตีข่าวลือเสียเอง..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2007, 18:01 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #2 เมื่อ: 29-10-2007, 18:11 »

ไม่ได้เป็นกูรูกฎหมายระหว่างประเทศเหมือนคุณเสรีชนเลยไม่กล้าออกความเห็น
แค่เข้ามาบอกว่าวันก่อนเผอิญได้อ่านกระทู้คุณเสรีชนที่บอกซิโก้เป็นนักเตะดิวิชั่นสาม

และผมเอ็นจอยกระทู้ หนุกหนานมากๆๆๆ
แต๊งส์หลายๆ

ลาก่อนซิโก้ นักเตะดิวิชั่นสาม และนักเตะอาชีพของเวียดนนาม ต่อไปไทยคงจะดีขึ้น
http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=482866
บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #3 เมื่อ: 29-10-2007, 20:14 »

อ่านแล้วก็เพลินดี

แต่ติดใจอยู่สองสามอย่าง

อ้างถึง
นักกฎหมายไทยเราเก่งแบบนี้แหล่ะ มันถึงได้เสียเขาพระวิหารให้เขมร !!!

ประโยคนี้ชี้ให้เห็นว่า คนเขียนไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับคดีเขาพระวิหาร การเสียเขาพระวิหารในคดีบนศาลโลกนั้น เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศมากกว่าเรื่องนิติศาสตร์ เพราะการตัดสินบนศาลโลกนั้นใช้ลูกขุน และภาวะที่ไทยพบเมื่อคราวขึ้นศาลนั้น คือเราเป็นฝ่ายแพ้สงครามโลก อีกทั้งหนึ่งในลูกขุนคือประเทศฝรั่งเศส ที่ทำการล็อบบี้ลูกขุนประเทศอื่นๆ คราวนั้นเราเสียดินแดนเพราะถูกฝรั่งรุมปล้น และที่น่าเสียใจคือมีคนไทยรุ่นหลังคิดแบบคนเขียนข้อความที่ยกมาให้ดูนั้น

อ้างถึง
ตอนนี้คณะกรรมการฆ่าตัดตอนนำโดยคณิต หัวล้าน และจรัญ พันบาทออกไอเดียใหม่
อีก บอกจะเอาท่านทักษิณขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศและศาลโลก

ขอประทานโทษจริงๆ ไม่อยากสอนมวยนักกฎหมายไทย ถ้านักกฎหมายไทยได้คน
สอบเข้าคะแนนสูงๆ ในมหาลัย ก็คงไม่คิดบ้องตื้นเท่าสองคนนี้หรอก

ความชำนาญในวิชาชีพนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับคะแนนที่ใช้สอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ผู้ที่สอบเข้าเรียนในคณะที่มีคะแนนคัดเลือกต่ำ ไม่ได้หมายความว่า โง่กว่า ผู้ที่สอบเข้าคณะที่มีคะแนนคัดเลือกสูงกว่า  แต่ความคิดแบบนี้ก็คงยังติดอยู่ในพวกที่สอบเข้าคณะที่มีคะแนนคัดเลือกสูง ผู้เขียนข้อความนี้ คงจะสอบเข้าในคณะที่คะแนนคัดเลือกสูงกระมัง จึงได้ดูถูกคณะนิติศาสตร์เขาว่า ไมได้คนสอบเข้าคะแนนสูงๆใน มหาวิทยาลัย (ย้ำ มหาวิทยาลัย ไม่ใช่มหาลัย) แต่ถ้าผู้เขียนประโยคนี้เอง สอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่มีคะแนนต่ำๆ หรือสอบเข้าไม่ได้ต้องไปขับสอแถวหาเงินเรียน คงจะยอมรับว่าตนเองนั้นโง่บดซบกระมัง 

อ้างถึง
ตกลงก็แค่คำขู่ ขู่เรื่องนี้มาปีกว่าแล้ว ถ้าทำได้ คมช ยุติธรรมไทยทำไปนานแล้ว
นี่ขนาด NGO เสนอเรื่องฆ่าตัดตอนไปอังกฤษ อังกฤษเขาตอบมาสะใจ เป็นคดี
ร้ายแรง แต่ขอหลักฐานที่ชัดเจน และมีความเชื่อมโยงโดยตรงจากอดีตนายก
ทักษิณด้วย เซ่อกลับไปเป็นแถวๆ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย นอกจากข่าวลือ
ก๊ากๆๆๆๆ

สรุปได้ว่า คนเขียน อกสั่นขวัญแขวน ที่บิดานอกกฎหมายของตน อาจโดนดคี ก็ท่านั้น 
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #4 เมื่อ: 29-10-2007, 20:47 »

คดีปราสาทเขาพระวิหาร มาจากผลสืบเนื่องของอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450)
ตามข้อกำหนดในอนุสัญญา ค.ศ. 1904 ( พ.ศ. 2447) ข้อ 1 และข้อ 3 กำหนดไว้ดังนี้
"ข้อ 1 เขตแดนระหว่างประเทศสยามกับกประเทศกัมพูชาเริ่มต้นบนฝั่งซ้ายของทะเลสาปจากปากแม่น้ำสะตุง  โรลูโอส….ฯลฯ ……จนถึงทิวเขาดงรัก จากที่นั้นเส้นเขตแดนคือสันปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำของแม่น้ำเสนและแม่น้ำโขงด้านหนึ่งกับแม่น้ำมูลอีกด้านหนึ่ง…………."
"ข้อ 3 ให้มีการปักปันเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรสยามกับดินแดนที่ประกอบเป็นอินโดจีนฝรั่งเศส  การปักปันนี้ให้กระทำโดยคณะกรรมการผสมประกอบด้วยพนักงานซึ่งประเทศภาคีทั้งสองแต่งตั้ง งานของคณะกรรมการจะเกี่ยวกับเขตแดนส่วนที่กำหนดไว้ในข้อ 1 และข้อ 2 ………."
คณะกรรมการผสมได้ดำเนินการปักปันเส้นเขตแดนจนเกือบจะแล้วเสร็จ แต่สยามกับฝรั่งเศสได้ชิงลงนามอนุสัญญาปี ค.ศ. 1907 ไปก่อน จึงยังไม่ได้มีการทำแผนที่สมบูรณ์ให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายลงนามรับรองแต่อย่างใด ต่อมาฝรั่งเศสได้ดำเนินการตีพิมพ์แผนที่ซึ่งรัฐบาลสยามยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการนั้น โดยได้จัดพิมพ์แต่เพียงฝ่ายเดียวที่กรุงปารีส แล้วจึงส่งแผนที่จำนวน 11 ท่อน มาให้รัฐบาลสยามในจำนวนนี้มีแผนที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับดินแดนบริเวณเขาพระวิหารด้วยฉบับหนึ่ง รัฐบาลสยามมิได้รับรองแผนที่ดังกล่าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร   แผนที่ดังกล่าวกำหนดเส้นเขตแดนบนภูเขาดงรักเรียกว่า "แผ่นดงรัก"      (ไทยประท้วงว่าไม่ได้ผ่านความเห็นชอบและการพิจารณาของคณะกรรมการผสม)  ดังนั้น หากยึดตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) ก็จะต้องกำหนดตามเขตแดนธรรมชาติคือ    สันปันน้ำ  ซึ่งไทยยืนยันว่าสันปันน้ำปันเขาพระวิหารมาไว้ในอาณาเขตไทย แต่แผนที่ทำขึ้นกำหนดปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในกัมพูชา
กัมพูชาอ้างว่าต้นฉบับแผนที่นี้พิมพ์โดยอาศัยอำนาจมอบหมายจากคณะกรรมการผสมมีไทยฝรั่งเศส ได้มีการส่งแผนที่ไปให้รัฐบาลสยามจำนวน 50 ฉบับ เสนาบดีมหาดไทยทรงตอบรับใน พ.ศ. 2451 กับขอเพิ่มเติมอีก 15 ชุด เพื่อไปแจกจ่ายแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่น
คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระวิหาร
กัมพูชาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องไทยต่อศาลโลกหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เป็นเรื่องการอ้างอธิปไตยของคู่กรณีเหนือดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของซากปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่บนเทือกเขา ซึ่งเป็นผืนดินที่ต่อเนื่องออกไปจากแผ่นดินของประเทศไทยในบริเวณเทือกเขา    ดงรักและหักลงสู่พื้นที่ราบลุ่มในกัมพูชา ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับเขาพระวิหารมาก
ก่อนหน้าที่กัมพูชาจะเสนอข้อพิพาทนี้ สนธิสัญญา พ.ศ. 2410 ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ได้แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนให้อยู่ต่ำกว่าบริเวณซากปราสาทพระวิหาร   ต่อมาฝรั่งเศสเห็นว่าการปักปันเส้นเขตแดนยังไม่ดีพอ
ประเด็นสำคัญ


ศาลโลกจะต้องพิจารณาคือการจัดพิมพ์แผนที่ดังกล่าวโดยการกระทำฝ่ายเดียวของฝรั่งเศสมีผลผูกพันทางกฎหมายต่อรัฐภาคีหรือไม่ เพียงใดและกัมพูชาจะมีอธิปไตยเหนือดินแดนที่เป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหารหรือไม่ ศาลได้ลงนามเห็นว่ากัมพูชามีอธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระวิหาร โดยอาศัยเหตุผล 2 ประการ ดังต่อไปนี้
1.ผลผูกมัดของแผนที่ภาคผนวกที่ 1 ได้แก่ คุณค่าในตัวเองของแผนที่ ความผิดพลาด  ที่เกิดขึ้นในแผนที่และคุณค่าของแผนที่ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐภาคี
1.1คุณค่าของแผนที่ในตัวเอง มีการตั้งคณะกรรมการปักปันเส้นเขตแดนผสม  ชุดที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่จะต้องปักปันเส้นเขตแดนในเทือกเขาดงรักด้านตะวันออกรวมทั้งเขา  พระวิหารด้วย แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดที่ 2 นี้ไม่เล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องเป็น   เส้นเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหารอีก การกระทำนี้อาจจะตีความในทางกลับได้ว่า       คณะกรรมการผสมชุที่ 2 เห็นว่าเส้นเขตแดนที่ถูกปักปันขึ้นตามอนุสัญญาปี ค.ศ. 1904  นั้นมีความชัดเจนอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องปักปันซ้ำอีก ศาลเห็นว่าแผนที่ของภาคผนวกที่ 1 เป็นเพียงคณะกรรมการชุดที่ 1 มีการปักปันเช่นกันแต่ยังไม่เสร็จซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการชุดที่ 1 และไม่มีเอกสารทางราชการอื่นใดที่อาจพิสูจน์ได้ ว่าแผนที่ภาคผนวกที่ 1 นั้น เป็นผลงานโดยชอบของคณะกรรมการผสมชุดที่ 1 ศาลจึงสรุปว่าในระยะเริ่มแรกในขณะที่แผนที่ได้ทำขึ้น (ค.ศ. 1907)  แผนที่นั้นไม่มีลักษณะที่จะผูกมัดรัฐภาคี
1.2ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในแผนที่  ศาลโลกยอมรับว่า แผนที่ภาคผนวกที่ 1 คลาดเคลื่อนไปจากแนวเส้นสันปันน้ำที่อนุสัญญา ค.ศ. 1904 กำหนดเอาไว้ อย่างหรก็ดี      ถึงแม้ว่าการปักปันเส้นเขตแดนตามแผนที่ภาคผนวกที่ 1 จะมิได้เป็นผลงานของคณะกรรมการผสมชุดที่ 1 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็คือ "รัฐบาล มีอำนาจที่จะรับรองผลของการปักปันเส้นเขตแดนที่คลาดเคลื่อนจากแนวสันปันน้ำ (ซึ่งอนุสัญญาปี ค.ศ. 1904 บัญญัติไว้) กล่าวอีกนัยหนึ่ง      ก็คือการรับรองแผนที่ภาคผนวก 1 โดยรัฐบาลคู่พิพาทเป็นความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่  ซึ่งมีผลลบล้างข้อความที่ภาคีคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้แต่เดิมในอนุสัญญาปี ค.ศ. 1904 นั่นเอง
รัฐบาลสยามมิได้ทักท้วงข้อผิดพลาดดังกล่าว ขณะที่และภายหลังที่ฝรั่งเศสได้ส่งแผนที่ภาคผนวกที่ 1 มาให้สยามพิจารณา จึงไม่อาจอ้างเรื่องการทำแผนที่ผิดพลาด  โดยนิ่งเฉย และไม่แสดงท่าทีคัดค้านเส้นเขตแดนทั้งที่ไทยสามารถหลีกเลี่ยงได้ การนิ่งเฉยของไทยนั้นเป็นการกระทำที่มีส่วนก่อให้เกิดความผิดพลาดนี้ขึ้นมา
1.3คุณค่าของแผนที่ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐภาคี  ไทยอ้างว่าไทยไม่เคยให้การรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร แก่แผนที่ภาคผนวก 1 เป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ เพราะไทย     รับแผนที่มา 50 ชุด และยังขอเพิ่มเติมอีก 15 ชุดจากฝรั่งเศส เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ข้าหลวงประจำจังหวัด ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1909 คณะกรรมการจัดทำแผนที่ประเทศสยามก็ยังได้ประชุมกันที่กรุงเทพฯ เพื่อจัดทำแผนที่ประเทศสยามฉบับย่อขึ้น โดยใช้แผนที่ภาคผนวกที่ 1 เป็นแม่แบบ ดังนั้น แม้ว่าฝ่ายจะไม่ได้ให้คำรับรองที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่การประพฤติปฏิบัติของฝ่ายไทยก็ส่อเจตนาที่จะยอมรับโดยพฤตินัยต่อเส้นเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหารที่ตีพิมพ์ลงในแผนที่ฉบับนี้มาโดยตลอด ฝ่ายไทยไม่เคยมีปฏิกริยา      โต้ตอบเรื่องนี้ภายในระยะเวลาอันสมควรด้วยเหตุนี้ศาลจึงเล็งเห็นว่าฝ่ายไทย "ได้ให้ความยินยอมโดยการนิ่งเฉยแล้ว" ดังภาษิตลาตินที่ว่า "ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือเสมือนได้ว่ายินยอม ถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถที่จะพูดได้"

2.เหตุผลอันดับรอง  ท่าทีที่ขัดแย้งกันเองในข้อต่อสู้ของฝ่ายไทย เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของไทยได้ค้นพบว่ามีความผิดพลาดในการเขียนตำแหน่งของลำน้ำเสนลงในแผนที่ แต่มิได้ทำการประท้วงในระดับระหว่างประเทศ  ต่อมามีความตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศส  จัดตั้งคณะกรรมการประนอม ทบทวนเส้นเขตแดนหลายจุด ยกเว้นในส่วนที่เป็นข้อพิพาทนี้  อีกประการหนึ่งเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของฝ่ายไทยคือกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จไปสำรวจทางโบราณคดีในเขตของเขาพระวิหาร ฝรั่งเศสได้ตั้งกองทหารรับเสด็จแต่ฝ่ายไทย   ก็มิได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบเพื่อคัดค้านอธิปไตยของฝรั่งเศสเหนือเขาพระวิหาร แม้ไทยจะอ้างว่ารัฐบาลของตนมิได้ทักท้วงแต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ครอบครองดินแดนส่วนนี้อย่างบริสุทธิ์ใจ   คือครอบครองด้วยความเชื่อมั่นว่าดินแดนนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของตนมาโดยตลอดแต่    ศาลโลกเห็นว่า "เป็นการยากที่ศาลจะยอมรับว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะสามารถ ลบล้างท่าทีของรัฐบาลไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง"
ที่มา: ลอกจากอินเตอร์เน็ต


ศาลโลกตัดสินมั่วเพราะเป็นการเมืองระหว่างประเทศ เหตุผลออกจะชัดเจน
แต่ตุลาการรัฐธรรมนูญไทยตัดสินถูกต้องยุติธรรมตามหลักเชื่อได้ว่าล้วนๆ กร๊ากกกกก ตลก
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 29-10-2007, 20:54 »

คดีปราสาทเขาพระวิหาร มาจากผลสืบเนื่องของอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450)
ตามข้อกำหนดในอนุสัญญา ค.ศ. 1904 ( พ.ศ. 2447) ข้อ 1 และข้อ 3 กำหนดไว้ดังนี้
"ข้อ 1 เขตแดนระหว่างประเทศสยามกับกประเทศกัมพูชาเริ่มต้นบนฝั่งซ้ายของทะเลสาปจากปากแม่น้ำสะตุง  โรลูโอส….ฯลฯ ……จนถึงทิวเขาดงรัก จากที่นั้นเส้นเขตแดนคือสันปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำของแม่น้ำเสนและแม่น้ำโขงด้านหนึ่งกับแม่น้ำมูลอีกด้านหนึ่ง…………."
"ข้อ 3 ให้มีการปักปันเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรสยามกับดินแดนที่ประกอบเป็นอินโดจีนฝรั่งเศส  การปักปันนี้ให้กระทำโดยคณะกรรมการผสมประกอบด้วยพนักงานซึ่งประเทศภาคีทั้งสองแต่งตั้ง งานของคณะกรรมการจะเกี่ยวกับเขตแดนส่วนที่กำหนดไว้ในข้อ 1 และข้อ 2 ………."
คณะกรรมการผสมได้ดำเนินการปักปันเส้นเขตแดนจนเกือบจะแล้วเสร็จ แต่สยามกับฝรั่งเศสได้ชิงลงนามอนุสัญญาปี ค.ศ. 1907 ไปก่อน จึงยังไม่ได้มีการทำแผนที่สมบูรณ์ให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายลงนามรับรองแต่อย่างใด ต่อมาฝรั่งเศสได้ดำเนินการตีพิมพ์แผนที่ซึ่งรัฐบาลสยามยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการนั้น โดยได้จัดพิมพ์แต่เพียงฝ่ายเดียวที่กรุงปารีส แล้วจึงส่งแผนที่จำนวน 11 ท่อน มาให้รัฐบาลสยามในจำนวนนี้มีแผนที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับดินแดนบริเวณเขาพระวิหารด้วยฉบับหนึ่ง รัฐบาลสยามมิได้รับรองแผนที่ดังกล่าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร   แผนที่ดังกล่าวกำหนดเส้นเขตแดนบนภูเขาดงรักเรียกว่า "แผ่นดงรัก"      (ไทยประท้วงว่าไม่ได้ผ่านความเห็นชอบและการพิจารณาของคณะกรรมการผสม)  ดังนั้น หากยึดตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) ก็จะต้องกำหนดตามเขตแดนธรรมชาติคือ    สันปันน้ำ  ซึ่งไทยยืนยันว่าสันปันน้ำปันเขาพระวิหารมาไว้ในอาณาเขตไทย แต่แผนที่ทำขึ้นกำหนดปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในกัมพูชา
กัมพูชาอ้างว่าต้นฉบับแผนที่นี้พิมพ์โดยอาศัยอำนาจมอบหมายจากคณะกรรมการผสมมีไทยฝรั่งเศส ได้มีการส่งแผนที่ไปให้รัฐบาลสยามจำนวน 50 ฉบับ เสนาบดีมหาดไทยทรงตอบรับใน พ.ศ. 2451 กับขอเพิ่มเติมอีก 15 ชุด เพื่อไปแจกจ่ายแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่น
คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระวิหาร
กัมพูชาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องไทยต่อศาลโลกหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เป็นเรื่องการอ้างอธิปไตยของคู่กรณีเหนือดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของซากปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่บนเทือกเขา ซึ่งเป็นผืนดินที่ต่อเนื่องออกไปจากแผ่นดินของประเทศไทยในบริเวณเทือกเขา    ดงรักและหักลงสู่พื้นที่ราบลุ่มในกัมพูชา ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับเขาพระวิหารมาก
ก่อนหน้าที่กัมพูชาจะเสนอข้อพิพาทนี้ สนธิสัญญา พ.ศ. 2410 ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ได้แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนให้อยู่ต่ำกว่าบริเวณซากปราสาทพระวิหาร   ต่อมาฝรั่งเศสเห็นว่าการปักปันเส้นเขตแดนยังไม่ดีพอ
ประเด็นสำคัญ


ศาลโลกจะต้องพิจารณาคือการจัดพิมพ์แผนที่ดังกล่าวโดยการกระทำฝ่ายเดียวของฝรั่งเศสมีผลผูกพันทางกฎหมายต่อรัฐภาคีหรือไม่ เพียงใดและกัมพูชาจะมีอธิปไตยเหนือดินแดนที่เป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหารหรือไม่ ศาลได้ลงนามเห็นว่ากัมพูชามีอธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระวิหาร โดยอาศัยเหตุผล 2 ประการ ดังต่อไปนี้
1.ผลผูกมัดของแผนที่ภาคผนวกที่ 1 ได้แก่ คุณค่าในตัวเองของแผนที่ ความผิดพลาด  ที่เกิดขึ้นในแผนที่และคุณค่าของแผนที่ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐภาคี
1.1คุณค่าของแผนที่ในตัวเอง มีการตั้งคณะกรรมการปักปันเส้นเขตแดนผสม  ชุดที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่จะต้องปักปันเส้นเขตแดนในเทือกเขาดงรักด้านตะวันออกรวมทั้งเขา  พระวิหารด้วย แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดที่ 2 นี้ไม่เล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องเป็น   เส้นเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหารอีก การกระทำนี้อาจจะตีความในทางกลับได้ว่า       คณะกรรมการผสมชุที่ 2 เห็นว่าเส้นเขตแดนที่ถูกปักปันขึ้นตามอนุสัญญาปี ค.ศ. 1904  นั้นมีความชัดเจนอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องปักปันซ้ำอีก ศาลเห็นว่าแผนที่ของภาคผนวกที่ 1 เป็นเพียงคณะกรรมการชุดที่ 1 มีการปักปันเช่นกันแต่ยังไม่เสร็จซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการชุดที่ 1 และไม่มีเอกสารทางราชการอื่นใดที่อาจพิสูจน์ได้ ว่าแผนที่ภาคผนวกที่ 1 นั้น เป็นผลงานโดยชอบของคณะกรรมการผสมชุดที่ 1 ศาลจึงสรุปว่าในระยะเริ่มแรกในขณะที่แผนที่ได้ทำขึ้น (ค.ศ. 1907)  แผนที่นั้นไม่มีลักษณะที่จะผูกมัดรัฐภาคี
1.2ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในแผนที่  ศาลโลกยอมรับว่า แผนที่ภาคผนวกที่ 1 คลาดเคลื่อนไปจากแนวเส้นสันปันน้ำที่อนุสัญญา ค.ศ. 1904 กำหนดเอาไว้ อย่างหรก็ดี      ถึงแม้ว่าการปักปันเส้นเขตแดนตามแผนที่ภาคผนวกที่ 1 จะมิได้เป็นผลงานของคณะกรรมการผสมชุดที่ 1 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็คือ "รัฐบาล มีอำนาจที่จะรับรองผลของการปักปันเส้นเขตแดนที่คลาดเคลื่อนจากแนวสันปันน้ำ (ซึ่งอนุสัญญาปี ค.ศ. 1904 บัญญัติไว้) กล่าวอีกนัยหนึ่ง      ก็คือการรับรองแผนที่ภาคผนวก 1 โดยรัฐบาลคู่พิพาทเป็นความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่  ซึ่งมีผลลบล้างข้อความที่ภาคีคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้แต่เดิมในอนุสัญญาปี ค.ศ. 1904 นั่นเอง
รัฐบาลสยามมิได้ทักท้วงข้อผิดพลาดดังกล่าว ขณะที่และภายหลังที่ฝรั่งเศสได้ส่งแผนที่ภาคผนวกที่ 1 มาให้สยามพิจารณา จึงไม่อาจอ้างเรื่องการทำแผนที่ผิดพลาด  โดยนิ่งเฉย และไม่แสดงท่าทีคัดค้านเส้นเขตแดนทั้งที่ไทยสามารถหลีกเลี่ยงได้ การนิ่งเฉยของไทยนั้นเป็นการกระทำที่มีส่วนก่อให้เกิดความผิดพลาดนี้ขึ้นมา
1.3คุณค่าของแผนที่ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐภาคี  ไทยอ้างว่าไทยไม่เคยให้การรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร แก่แผนที่ภาคผนวก 1 เป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ เพราะไทย     รับแผนที่มา 50 ชุด และยังขอเพิ่มเติมอีก 15 ชุดจากฝรั่งเศส เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ข้าหลวงประจำจังหวัด ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1909 คณะกรรมการจัดทำแผนที่ประเทศสยามก็ยังได้ประชุมกันที่กรุงเทพฯ เพื่อจัดทำแผนที่ประเทศสยามฉบับย่อขึ้น โดยใช้แผนที่ภาคผนวกที่ 1 เป็นแม่แบบ ดังนั้น แม้ว่าฝ่ายจะไม่ได้ให้คำรับรองที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่การประพฤติปฏิบัติของฝ่ายไทยก็ส่อเจตนาที่จะยอมรับโดยพฤตินัยต่อเส้นเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหารที่ตีพิมพ์ลงในแผนที่ฉบับนี้มาโดยตลอด ฝ่ายไทยไม่เคยมีปฏิกริยา      โต้ตอบเรื่องนี้ภายในระยะเวลาอันสมควรด้วยเหตุนี้ศาลจึงเล็งเห็นว่าฝ่ายไทย "ได้ให้ความยินยอมโดยการนิ่งเฉยแล้ว" ดังภาษิตลาตินที่ว่า "ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือเสมือนได้ว่ายินยอม ถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถที่จะพูดได้"

2.เหตุผลอันดับรอง  ท่าทีที่ขัดแย้งกันเองในข้อต่อสู้ของฝ่ายไทย เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของไทยได้ค้นพบว่ามีความผิดพลาดในการเขียนตำแหน่งของลำน้ำเสนลงในแผนที่ แต่มิได้ทำการประท้วงในระดับระหว่างประเทศ  ต่อมามีความตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศส  จัดตั้งคณะกรรมการประนอม ทบทวนเส้นเขตแดนหลายจุด ยกเว้นในส่วนที่เป็นข้อพิพาทนี้  อีกประการหนึ่งเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของฝ่ายไทยคือกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จไปสำรวจทางโบราณคดีในเขตของเขาพระวิหาร ฝรั่งเศสได้ตั้งกองทหารรับเสด็จแต่ฝ่ายไทย   ก็มิได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบเพื่อคัดค้านอธิปไตยของฝรั่งเศสเหนือเขาพระวิหาร แม้ไทยจะอ้างว่ารัฐบาลของตนมิได้ทักท้วงแต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ครอบครองดินแดนส่วนนี้อย่างบริสุทธิ์ใจ   คือครอบครองด้วยความเชื่อมั่นว่าดินแดนนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของตนมาโดยตลอดแต่    ศาลโลกเห็นว่า "เป็นการยากที่ศาลจะยอมรับว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะสามารถ ลบล้างท่าทีของรัฐบาลไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง"
ที่มา: ลอกจากอินเตอร์เน็ต


ศาลโลกตัดสินมั่วเพราะเป็นการเมืองระหว่างประเทศ เหตุผลออกจะชัดเจน
แต่ตุลาการรัฐธรรมนูญไทยตัดสินถูกต้องยุติธรรมตามหลักเชื่อได้ว่าล้วนๆ กร๊ากกกกก ตลก


สองคดี ต่างกรรม ต่างวาระ ต่างประเด็น ต่างคณะผู้พิพากษา คงจะเอามาเทียบกันตรงๆไม่ได้หรอกครับ..
บันทึกการเข้า

ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #6 เมื่อ: 29-10-2007, 21:01 »

"คนที่ไม่เคารพกฎหมาย เปรียบเหมือนควายที่ไม่มีคอก"

กฎหมายมีไว้ให้สังคมยุ่งเหยิงน้อยลง บางครั้งกฎหมายอาจตีความผิดเพี้ยนได้

แต่หากเราได้ทบทวนแล้วเอามาเป็นกรณีศึกษาเพื่อหาข้อบกพร่อง

จะทำให้เรียนรู้ข้อผิดพลาดที่ผ่านมาได้อย่างดีว่า ความผิดพลาดเกิดที่จุดไหน
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #7 เมื่อ: 29-10-2007, 22:35 »

ขอบคุณ คุณหาเพื่อนหญิงฯ และคุณคิวมากค่ะ

ดอกฟ้าฯ ไม่แปลกใจหรอกค่ะกับปฎิกิริยาของคนที่มีสเปซี่เดียวกับสิ่งที่พวกเค้าชื่นชม

จัดว่าเป็นพวก ปากกับใจตรงกัน คือว่า "ปากก็หมาใจก็หมา"
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #8 เมื่อ: 29-10-2007, 23:13 »

แพ้ในอังกฤษกลับมา นัก กม. ไทย อยากลองศาลอาญา
ระหว่างประเทศอีก แค่ราคาคุย


โพสต์: เสรีชน ID#512484 | เมื่อ: 2550-10-28 18:34:55

อัยการบอบช้ำกลับจากอังกฤษสดๆ ร้อนๆ แพ้อย่างยับเยิน หมดทางเล่นงานทักษิณ
บอกต้องใช้เวลาหลายปี

ตอนนี้คณะกรรมการฆ่าตัดตอนนำโดยคณิต หัวล้าน และจรัญ พันบาทออกไอเดียใหม่
อีก บอกจะเอาท่านทักษิณขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศและศาลโลก

ขอประทานโทษจริงๆ ไม่อยากสอนมวยนักกฎหมายไทย ถ้านักกฎหมายไทยได้คน
สอบเข้าคะแนนสูงๆ ในมหาลัย ก็คงไม่คิดบ้องตื้นเท่าสองคนนี้หรอก

เสรีชน เปิดตำราสอนกฎหมายระหว่างประเทศให้เลยดีกว่า จะใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ให้
ผู้อ่านปวดหัว เพราะเวปนี้เขียนวิชาการมาก คนหนี ต้องเล่นภาษาบ้านๆ ผสมหลัก
วิชาคนจะชอบอ่าน

จะเอาท่านอดีตนายกขึ้นศาลโลก
sorry สองตัวที่พูดนี้ คงไม่รู้เรื่องเขตอำนาจของศาลโลก เขาพิจารณาคดีเฉพาะคดี
ที่รัฐมีข้อพิพาทต่อกัน แต่กรณีนี้ ทักษิณคือ บุคคลธรรมดา ไม่ใช่รัฐหรือประเทศ จึง
ไม่เข้าเงื่อนไขในการพิจารณาคดีของศาลโลก
ดูธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
มาตรา 34

จะเอาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟังดูดี แต่ครั้นมาพูดกับคนรู้จริง
มันแสดงความขี้เท่อของคนพุดที่ไม่รู้เรื่องหลักเกณฑ์ในกฎหมายระหว่างประเทศ
เลย เพราะ
1. ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC
2. การกระทำหากมีจริงก็เกิดก่อนไทยเป็นภาคีไม่เข้าข่ายศาลอาญาระหว่างประเทศ
    ซึ่งจะไม่ใช้ย้อนหลังมาถึงกรณีทักษิณ และ
3. ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาแค่คดีสี่ประเภทคือ
    การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)
    อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime Against Humanity)
    อาชญากรรมสงคราม (War Crimes)
    และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน (Aggression)

เขาจะมีนิยามไว้หมดว่าหมายถึงอะไร
แต่ในเรื่องยาเสพติด ถ้าหากมีจริง ไม่เข้าอยู่ในนิยามของคดีสี่ประเภท
รายละเอียดยาว เวปนี้ไม่ใช่เวปวิชาการมากนัก จะผ่านไป
แต่ผมคิดว่า เนอังกฤษแบบจรัล ที่ชอบพูดไปก่อน ไม่ศึกษาก้ไม่รู้ เพราะนี่คือ
กฎหมายระหว่างประเทศระดับสูง ทหารในกรมพระธรรมนูญเขาเคยไปประชุม รู้ดี
ทหารถึงไม่กล้าออกมาพูดเรื่องนี้ นอกจากไอ้พวกกบในกะลาที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ


ข้อสำคัญ ถ้าไทยเข้าไปภาคีอนุสัญญานี้ ในหลวงในฐานะประมุขรัฐอาจถูกเรียก
ไปขึ้นศาลด้วย ไปดูให้ดีๆๆ นะครับ อย่าทำเป็นเล่น ตรงนี้ที่เรากลัว จึงไม่ได้เข้า
เป็นภาคีในอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศ

ปัทโธ่ พูดมาก็ขายขี้หน้า มิน่าไปอังกฤษ ไอ้ล้านเป็น อสส ก็แพ้คดีทั้งส่งผู้ร้าย
ข้ามแดน คดีนายนายปิ่น จักกะพาศน์ และนายราเกซ สักเสนา จากแคนาดา
ก็มีนักกฎหมายโง่ๆ ทั้งนั้น

กลับมาจากอังกฤษว่าไงล่ะ หมดทางส่งแม้วเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
ถุย แค่ให้พยานกองทุนมาสาบานว่าแม้วทำผิด ยังไม่มีใครกล้าสาบานเลย
แพ้ตามเคยทนายฝ่ายไทย

ตกลงก็แค่คำขู่ ขู่เรื่องนี้มาปีกว่าแล้ว ถ้าทำได้ คมช ยุติธรรมไทยทำไปนานแล้ว
นี่ขนาด NGO เสนอเรื่องฆ่าตัดตอนไปอังกฤษ อังกฤษเขาตอบมาสะใจ เป็นคดี
ร้ายแรง แต่ขอหลักฐานที่ชัดเจน และมีความเชื่อมโยงโดยตรงจากอดีตนายก
ทักษิณด้วย เซ่อกลับไปเป็นแถวๆ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย
นอกจากข่าวลือ
ก๊ากๆๆๆๆ

นักกฎหมายไทยเราเก่งแบบนี้แหล่ะ

มันถึงได้เสียเขาพระวิหารให้เขมร !!!

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=512484#512923

copy จากเวบประชาไท

ไม่ทราบว่ามีใครตามข่าวเรื่องนี้ หรือมีข้อมูลอะไรโต้แย้งไหมคะ?


ป.ล. เน้น (ตัวหนาและใส่สี) ตาม จขกท. คุณ เสรีชน
       ตัวสะกด เข้าใจว่ามีที่ผิดหลายแห่ง





นึกไม่ถึง คุณsnowflake จะ'เออออห่อหมก' กับคนที่'พูดเอง เออเอง' ด้วย.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ปล. 1.คุณ snowflake ลองบนศาลพระภูมิในบ้านว่า ขอให้อังกฤษมีความจำเป็นขอให้ไทยส่ง'ผู้ร้ายข้ามแดน' กลับอังกฤษบ้าง..
แล้วคุณจะได้คำตอบ'เรื่องนี้' ด้วยตนเอง.........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ปล.2 คุณ snowflake ใช้สติปัญญาของตนเอง แล้วตอบว่า ทักษิณได้กระทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือไม่...
ปล.3 คุณ snowflake คิดว่า'คนรักทักษิณ' รวมทั้ง'เสรีชน' จะสามารถจับ'ทักษิณใส่ตะกร้าล้างน้ำ'ให้สะอาดในสายตาประชาชนทั่วไปได้หรือไม่...



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2007, 23:30 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 30-10-2007, 01:10 »

ดูเหมือนผู้เขียนกำลังดีใจ ที่ทักษิณรอดพ้นจากการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมของไทย
ก็คงไม่มีอะไรจะโต้แย้ง เพราะก็เป็นความเห็นของคนประเภทหนึ่ง ที่สะใจกับผลแพ้ชนะ โดยไม่สนใจความยุติธรรม
เป็นคนประเภทไหนก็คิดเอาเอง
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #10 เมื่อ: 30-10-2007, 01:31 »

ดูเหมือนผู้เขียนกำลังดีใจ ที่ทักษิณรอดพ้นจากการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมของไทย
ก็คงไม่มีอะไรจะโต้แย้ง เพราะก็เป็นความเห็นของคนประเภทหนึ่ง ที่สะใจกับผลแพ้ชนะ โดยไม่สนใจความยุติธรรม
เป็นคนประเภทไหนก็คิดเอาเอง

ยุติธรรม แบบไหน ถึงไม่อาจแสดงหลักฐานที่ยอมรับได้ในระดับสากล

ดิฉันคิดว่า จขกท. หรือคนที่เชียร์คุณทักษิณ โดยทั่วไป
ก็แค่รู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม
จากกระบวนการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง
มิได้เป็นพวกมีจิตคิดร้าย หรือใฝ่เลว อย่างที่พวกเกลียดทักษิณเข้าใจ
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #11 เมื่อ: 30-10-2007, 02:55 »

แพ้ในอังกฤษกลับมา นัก กม. ไทย อยากลองศาลอาญา
ระหว่างประเทศอีก แค่ราคาคุย


โพสต์: เสรีชน ID#512484 | เมื่อ: 2550-10-28 18:34:55

อัยการบอบช้ำกลับจากอังกฤษสดๆ ร้อนๆ แพ้อย่างยับเยิน หมดทางเล่นงานทักษิณ
บอกต้องใช้เวลาหลายปี


ตกลงก็แค่คำขู่ ขู่เรื่องนี้มาปีกว่าแล้ว ถ้าทำได้ คมช ยุติธรรมไทยทำไปนานแล้ว
นี่ขนาด NGO เสนอเรื่องฆ่าตัดตอนไปอังกฤษ อังกฤษเขาตอบมาสะใจ เป็นคดี
ร้ายแรง แต่ขอหลักฐานที่ชัดเจน และมีความเชื่อมโยงโดยตรงจากอดีตนายก
ทักษิณด้วย เซ่อกลับไปเป็นแถวๆ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย
นอกจากข่าวลือ
ก๊ากๆๆๆๆ

นักกฎหมายไทยเราเก่งแบบนี้แหล่ะ

มันถึงได้เสียเขาพระวิหารให้เขมร !!!

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=512484#512923

copy จากเวบประชาไท

ไม่ทราบว่ามีใครตามข่าวเรื่องนี้ หรือมีข้อมูลอะไรโต้แย้งไหมคะ?


ป.ล. เน้น (ตัวหนาและใส่สี) ตาม จขกท. คุณ เสรีชน
       ตัวสะกด เข้าใจว่ามีที่ผิดหลายแห่ง


ประเทศอังกฤษ ขอหลักฐานการฆ่าตัดตอน .. น่าจะขอจากทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

เพราะว่า "ทูต" จะต้องติดตามข่าวรายวันอย่างละเอียด

หรือว่า "คุณเสรีชน" และ "คุณเฟค" ไม่เคยอ่านเรื่องวีรกรรมของนาย "ยุทธ ตู้เย็น"

http://forum.serithai.net/index.php?topic=17521.msg227015;topicseen





 


อ้างถึง
Thailand/Emergency Decree: HRW Letter to PM Thaksin
Human Rights Watch - [ 5 ส.ค. 48, 14:41 น. ]

August 4, 2005

Prime Minister Thaksin Shinawatra
Government House
Thanon Pissanulok, Dusit
Bangkok 10300
Thailand

Via facsimile: +66-2282-8631

Dear Prime Minister:

We are writing regarding the enactment of the Emergency Decree on Public Administration in Emergency Situations that your government put into effect on July 16, 2005.

While we understand that there is a significant security problem in the south and that militants have committed widespread human rights abuses, Human Rights Watch is deeply concerned that this decree violates Thailand’s international legal obligations, Thailand’s Constitution, and Thai laws, and may make matters worse. Specifically, we are concerned about:

• the lack of appropriate judicial supervision of arrests and detentions and summons, which heightens the risk of torture or other mistreatment of individuals in custody or while under interrogation;
• the lack of appropriate judicial authorization or supervision of searches and seizures;
• the removal of jurisdiction of the Administrative Court and its procedures for human rights violations committed by state agents;
• limitations on the ability of victims of human rights violations to use civil, criminal, or administrative remedies to gain redress;
• the possibility of blanket state censorship, after years of progress in Thailand towards greater media freedom;
• the requirement that suspects not be detained in police stations, detention centers, penal institutions, or prisons, raising the prospect of the use of secret, undisclosed, or inaccessible places of detention where detainees may be mistreated and where monitoring is impossible;
• unnecessary restrictions on the fundamental rights to freedom of expression, assembly, association, and movement; and
• the broad provision allowing the Prime Minister to “issue a notification not to perform any act or to perform an act to the extent that this is necessary for maintaining the security of the state, the safety of the country or the safety of the people.” This apparently can be applied to any person or institution. This is a broad and shocking assertion of governmental power in a free society, more reminiscent of totalitarian regimes than a democracy.

The decree does not proclaim a state of emergency in itself, but authorizes the Prime Minister to declare a state of emergency in parts or in whole of the country. This provides the legal basis for a range of special powers limiting and suspending fundamental human rights guaranteed under the Constitution of Thailand and the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR).

As a state party to the ICCPR, Thailand must uphold and take measures to ensure the realization of basic rights. Like all state parties, under Article 4 of the ICCPR Thailand may declare a state of emergency if the emergency “threatens the life of the nation.” Once a state of emergency is officially announced, a state may derogate from the covenant “to the extent strictly required by the exigencies of the situation, provided that such measures are not inconsistent with their other obligations under international law and do not involve discrimination solely on the ground of race, colour, sex, language, religion or social origin.”

According to the United Nations Human Rights Committee, the exigencies of the situation relate to the duration, geographical coverage, and scope of the state of emergency. They must be proportional to the threat and based on a careful justification of the state of emergency and any specific measures taken to implement it.

However, many provisions of the ICCPR, such as the right to life, freedom from torture or cruel, inhuman or degrading treatment or punishment, and freedom of thought, conscience, and religion may in no circumstances be circumscribed. Arbitrary deprivations of liberty or deviations from the fundamental principles of a fair trial, including the presumption of innocence, are not permitted. Further, the rules of international humanitarian law must always be strictly upheld. We urge you to publicly issue instructions to the army, police, intelligence services, and other state institutions to this effect.

Worryingly, while the decree states that a state of emergency shall last a maximum of three months, it provides no limitation on how many times it can be extended. This creates the risk of arbitrary and disproportionate limitations on rights and freedoms on an indefinite basis.

The geographical breadth of this decree is also extraordinary and does not appear to be proportional to the threat. While the decree is ostensibly aimed at addressing violence in Yala, Pattani, and Narathiwat provinces, it applies to the entire country. This is unnecessary and subject to misuse, now and in the future.

The decree does not contain appropriate judicial and administrative safeguards and erects unnecessarily high barriers against legal action by individuals for human rights abuses by government officials. Both of these provisions are likely to alienate the public while creating a more permissive environment for abuses. This will only deepen the “climate of impunity” described by the United Nations Human Rights Committee in its report of July 28––a term that would not have been used in recent years to describe Thailand. However, under your administration law enforcement officers and security forces have increasingly used excessive violence and operated with impunity. There has been virtually no accountability for the more than 2,000 extrajudicial killings during the “war on drugs” in 2003. There has been no accountability for the excessive use of lethal force by the security forces against a group of lightly armed militants in Krue Se Mosque in Pattani province on April 28, 2004. There has been no accountability for the brutal dispersal of protesters in Tak Bai in Narathiwat province on October 25, 2004. There has been no accountability for the many alleged abductions, tortures and murders which have taken place in counter-insurgency operations in the three southern border provinces. As many in Thailand have observed, it is this impunity that has helped fuel the violence in the south over the past 19 months.

We are particularly concerned with the extraordinary powers that this decree confers on the Prime Minister. With all due respect, no single individual should have all the powers that this decree affords to your office. You now have the power to tell any Thai citizen that what they say or do is forbidden, to censor the media, to authorize warrantless searches and seizures, to forcibly move entire populations, and other extraordinary powers. Given your government’s poor record on civil liberties, we are concerned that the powers you now have through the decree may be misused.

The way you adopted this decree by bypassing Thailand’s elected representatives in parliament has also shown a disturbing contempt for democratic processes and negated any possibility of the kind of healthy public debate necessary to craft appropriate legislation and policies to address the situation in the south. In a democratic society, legislation with such far-reaching powers should when possible be formulated carefully through an open and transparent process.

This was possible in this case. During a press conference on July 15, 2005, just after the decree was enacted, Deputy Prime Minister Wissanu Krua-Ngam said the government had been preparing to replace the enforcement of martial law in Yala, Pattani, and Narathiwat provinces with a comprehensive legal instrument, combining together special powers under martial law with six other security-related laws, to deal with the situation. Debates about this and other policy options related to the violence in the south had been going on for more than six months, including by the National Reconciliation Commission you appointed and have now bypassed. We therefore ask why the government chose to implement a decree instead of offering the Parliament an opportunity to discuss and examine its contents, discuss and debate the legality of the decree, and allow for public input? Why did it suddenly become urgent to impose this decree when there had been no significant changes in the situation on the ground?

We are also concerned that you have thus far refused to submit the decree to the parliament for its consideration in an extraordinary session as required by Article 218 of the Thai Constitution. On July 19, 2005, just before the government announced the enforcement of the decree in Yala, Pattani and Narathiwat provinces, you stated that you would not do so and would only submit it to a regular session when it reconvenes in August. We note that your government has the support of more than 300 MPs in the 500 seat House of Representatives. It also has the support of approximately 140 senators out of a total of 200. It thus appears that the government is ignoring Article 218 because it wants to avoid a public debate by Thailand’s elected and appointed representatives which may lead the public to question both the government’s motive in enacting the decree and its contents. Yet it is worth remembering that under the Thai parliamentary system it is not the government that is elected by the Thai people, it is the Parliament. As the direct representatives of the Thai people, they must have the opportunity to debate this highly controversial decree as soon as possible.

Since the end of military dictatorship in 1992 Thailand has made great strides on human rights, the rule of law, and pluralism. However, this decree contains the seeds of a future authoritarian regime in Thailand. For this reason, many Thais and friends of Thailand, including Human Rights Watch, are gravely concerned with these developments.

We therefore urge you to repeal this unnecessary and draconian decree and begin a broad discussion with parliament, civil society and other sectors of Thai society to identify any gaps in Thai law or public policy that need to be addressed to face the very real threats of terrorism and violence in the south. If you decide not to repeal the decree, you must urgently address the problems identified in this letter and by other commentators, including in the July 28 report of the United Nations Human Rights Committee.

Finally, we note the strong criticism the decree has received from the highly respected Chairman of the National Reconciliation Commission, Anand Panyarachun. According to Mr. Anand, “The authorities have worked inefficiently. They have arrested innocent people instead of the real culprits, leading to mistrust among locals. So, giving them broader power may lead to increased violence and eventually a real crisis… The important question is, when the power is exercised, will it be according to human rights (principles) and other laws? … The government’s ideas are not compatible with reconciliation efforts.” We do not understand why you have implemented this harsh decree instead of giving the widely respected National Reconciliation Commission, which you appointed, time to work. Many other highly respected Thai citizens also believe that this decree will only make matters worse. As when you withdrew your controversial red, yellow, and green zone proposals after a public outcry, we urge you to heed their voices.

We attach more detailed comments below in the appendix, which we hope your government will study carefully.

Thank you for your consideration

Yours Sincerely,

Brad Adams
Executive Director, Asia Division
Human Rights Watch

cc: Minister of Interior
Minister of Defense
Minister of Justice
Minister of Foreign Affairs
National Security Council
National Reconciliation Commission
National Human Rights Commission
United Nations Office of High Commissioner for Human Rights
United Nations Human Rights Committee


อ้างถึง
Letter to U.S. President George Bush: Press Thaksin on Extrajudicial Executions, Burma

June 9, 2003

The Honorable George Bush
President
United States of America
1600 Pennsylvania Avenue
Washington, D.C. 20500

Dear President Bush:

I write to you about your June 10 meeting with Prime Minister Thaksin Shinawatra of Thailand. Human Rights Watch urges you to raise two important issues with Mr. Thaksin: the recent wave of extrajudicial killings in Thailand during the Thai government's "war on drugs," and the need for Thailand and the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) to put pressure on the military government in Burma to release Daw Aung San Suu Kyi and other political detainees and begin a genuine process of political reform.

Thailand's status as one of the leading rights-respecting democracies in Southeast Asia has been called into question by its violent "war on drugs." In response to a spiraling problem of drug use and drug trafficking, Thai police have conducted an anti-drug campaign in recent months in which more than 2,000 persons have died in apparent extrajudicial killings and more than 50,000 have been arrested, many arbitrarily. Somchai Homlaor, secretary-general of Forum Asia, the highly respected Bangkok-based human rights group, says, "In many provinces, there are death squads roaming around killing drug dealers. The rule of law and democracy could disappear overnight." Pradit Chareonthaitawee, the head of Thailand's official human rights commission, says that, "People are living in fear all over the kingdom" (Mr. Pradit received death threats after making this statement).

Prime Minister Thaksin seemed to give his blessing to the killings when he said, "In this war, drug dealers must die." Interior Minister Wan Muhamad Nor Matha was even more blunt. "They will be put behind bars or even vanish without a trace," he said. "Who cares?" These are not the comments of rights-respecting political leaders.

The Thai government claims that 51 persons were killed by police in self-defense and the rest in internecine battles among drug dealers. Few in Thailand find this explanation credible. A United Nations human rights official expressed deep concern and offered to go to Thailand to investigate, but the request was denied.

While there is no doubt that there is a serious drug use problem in Thailand, it is the responsibility of Thai authorities to tackle the problem in ways that respect basic rights.
This widespread use of violence represents a major step backwards to the dark days of military rule in Thailand.

The United States provides anti-narcotics training to the Thai police. The United States risks having its reputation sullied by association with a bloody and murderous campaign in the name of the war on drugs. We urge you and other American officials to make it clear to Prime Minister Thaksin and other Thai officials that as a matter of principle you oppose the methods being used in this anti-drug campaign and insist that due process is observed. Should the human rights violations continue and no independent and credible investigations are conducted into these killings, the United States should make it clear that it will have a significant impact on U.S.-Thai relations, including in the area of counter-narcotics, and call into question the leadership role Thailand has assumed in the region.

Human Rights Watch also urges you to ask Prime Minister Thaksin to take strong steps in public and private to insist to the military government in Burma that it end the persecution of its political opponents and take concrete and good-faith steps towards political reforms. The recent violence against Daw Aung San Suu Kyi and her supporters, and the refusal of the Burmese government to allow a U.N. envoy to meet Suu Kyi, are unacceptable. We welcome your strong statement condemning the violence and the investigation of the State Department into the events of May 30--and its candid conclusions of state responsibility.

A cornerstone of ASEAN is its policy of non-interference in the internal affairs of member states. The governments in Burma, Thailand and other ASEAN states have insisted that private diplomacy would nurture a process of political reform. Both non-interference and private diplomacy have failed, and in the process embarrassed ASEAN and threatened regional stability.

We urge you to tell Prime Minister Thaksin that the United States expects Thailand to take a leadership role in insisting to the military government in Rangoon that it make good on its promises of political reform. These reforms must include a genuine dialogue with Daw Aung San Suu Kyi and the National League for Democracy, the release of political prisoners and detainees, an end to forced labor and the use of child soldiers, and a halt to offensive military activities against ethnic minority groups that have resulted in large-scale death, injury and displacement for the civilian population.

As head of a government with close relations with the Burmese government, and as a leading member of ASEAN, Prime Minister Thaksin is in a uniquely strong position to carry this message to Rangoon and point out the potential diplomatic, trade, and economic consequences of its actions. A lack of progress should lead ASEAN to consider a collective response that could include consideration of Burma's status in the organization. The first step must be to release Daw Aung San Suu Kyi and other political detainees and allow an investigation into the events of May 30.

Thank you for your consideration.

Yours sincerely,

Brad Adams
Asia Division Director of Human Rights Watch

http://hrw.org/press/2003/06/thailand060903ltr.htm

...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-10-2007, 04:04 โดย สมชายสายชม » บันทึกการเข้า
cafein
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 96



« ตอบ #12 เมื่อ: 30-10-2007, 03:27 »

http://isc.ru.ac.th/data/LA0000592.doc
ผมนำตัวเต็มมาส่งให้กับผู้ที่ตัดต่อคดีเขาพระวิหารครับ การนำเสนอควรให้เครดิตเจ้าของเขานะครับ
และที่สำคัญควรเสนอให้ครบถ้วน เป็นมารยาทที่สำคัญนะครับ
บันทึกการเข้า
cafein
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 96



« ตอบ #13 เมื่อ: 30-10-2007, 03:33 »

http://www.geocities.com/angkor_wat2002/term_004.htm
ลำดับเหตุการณ์กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา เรื่องเขาพระวิหาร

 

วันที่ ๑๓ ก.พ.๒๔๔๗

กรณี ร.ศ. ๑๑๒ ฝรั่งเศสทำสนธิสัญญากับสยามโดยสยามยอมยกเมืองหลวงประบางบนฝั่งขวาแม่น้ำโขงกับดินแดนทางใต้ภูเขาดงเร็กให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองจันทบุรีที่ฝรั่งเศสยึดไว้

 

วันที่ ๒๓ มีค.๒๔๕๐

มีการทำสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส โดยสยามยอมยกดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส ฝรั่งเศสยอมให้เมืองด่านซ้าย เมืองตราดและเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงห์ลงไปถึงเกาะกูดให้แก่สยาม ในช่วงเวลานี้มีบรรดานักวิชาการและข้าราชการฝรั่งเศสได้เดินทางไปยังเขาพระวิหารอย่างต่อเนื่อง เอเตียน เอโมนิเยร์ (Etienne Aymonier) ลูเนต์ เดอ ลาจองกิแยร์ (Lunet de Lajonquiere) และยอร์ช โกรลิแยร์ (George Groslier) เป็นต้น อย่างไรก็ดีในช่วงเวลานี้สยามยังคงใช้อำนาจปกครองเขาพระวิหารต่อไปตามเดิม นอกเหนือจากการให้ทำป่าไม้และจับช้างอาณาบริเวณดังกล่าว ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๐–๒๔๗๐

 

พ.ศ.๒๔๗๗–๒๔๗๙

เจ้าพนักงานแผนที่ของสยามได้ทำการสำรวจเส้นแดนและมีการตีพิมพ์แผนที่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑

 

พ.ศ. ๒๔๗๒

ฝรั่งเศสยกสมเด็จพระศรีสวัสดิ์มณีวงศ์เป็นกษัตริย์ครองกัมพูชา

 

วันที่ ๑๑ ต.ค.๒๔๘๓

กรมศิลปากรของไทย(ช่วงนั้นได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามแล้ว) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็น โบราณสถานแห่งชาติ ตามราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๓ หน้า ๒๕๒๗-๘ ซึ่งแสดงว่า ไทยได้ประกาศและเข้าครอบครองเขาพระวิหารอย่างเปิดเผย ในปีนั้นเองและรัฐบาลไทยได้เข้าไปจัดการรักษาดูแล โดยจัดให้มีคนเฝ้า คือ หลวงศรี (ซึ่งนุ่งขาว ห่มขาว โกนผม จำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำใกล้ตัวปราสาท) รับเงินเดือนประจำจากงบประมาณแผ่นดิน

 

พ.ศ.๒๔๘๕

เมื่อญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทในเอเชียอาคเนย์ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นซึ่งเป็น มหามิตร ของไทย จึงได้ยกเขาพระวิหารรวมทั้งดินแดนบางส่วนที่ไทยจำต้องยกให้แก่ฝรั่งเศสในรัชกาลที่ ๕ คืนให้แห่ไทยตามสนธิสัญญาโตเกียว ต่อมาฝรั่งเศสแต่งตั้งเจ้าสีหนุโอรสของพระเจ้าสุรามฤต ซึ่งเป็นนัดดาของสมเด็จพระนโรดมนักองราชาวดี ขึ้นเป็นกษัตริย์เขมร และเริ่มมีบทบาททางการเมืองในกัมพูชาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงปัจจุบัน

พ.ศ.๒๔๙๒
โดยความริเริ่มของฝรั่งเศสและด้วยความเห็นชอบของกัมพูชา ได้มีการคัดค้านอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือเขาพระวิหารอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก ฝรั่งเศสประท้วงว่า ไทยไม่ควรส่งคนไปรักษาเขาพระวิหาร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สืบเนื่องจากการที่ไทยไม่ยอมรับข้อแนะนำของคณะกรรมการประนีประนอม ณ กรุงวอชิงตันในปี พ.ศ.๒๔๙๐

 
วันที่ ๕ ส.ค.๒๕๐๑
รัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางชายแดนไทยด้านกัมพูชารวม ๖ จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษและอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

 

๑ ธ.ค.๒๕๐๑

รัฐบาลกัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตภายหลังทั้งสองฝ่ายได้พยายามยุติข้อขัดแย้งด้วยการเจรจา แต่ไม่เป็นผล

 

๖ ต.ค.๒๕๐๒

รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศขอให้ศาลวินิจฉัยให้ไทยถอนกำลังติอาวุธออกจากบริเวณเขาพระวิหารและขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา

ผลสืบเนื่องของสนธิสัญญาที่ทำขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๔๗ และ พ.ศ. ๒๔๕๐ นี้มีความสำคัญต่อคดีเขาพระวิหาร กล่าวคือ

ตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาปี ๒๔๔๗ ที่สำคัญข้อ ๑ ว่า เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชา เริ่มบนฝั่งชายทะเลสาปที่ปากแม่น้ำสตุงรอลูโอส แล้วเดินตามเส้นขนานไปทางตะวันออกจนบรรจบแม่น้ำเปร็คกำปงเทียม ตามเส้นเมริเดียนไปทางเหนือจนถึงเทือกภูเขาดงเร็กแล้วไปตามสันปันน้ำ ซึ่งแบ่งน้ำฝนไปลงที่ลุ่มแม่น้ำอีกทางหนึ่ง จนไปบรรจบเทือกภูเขาพนมผาด่างและเดินตามสันเขาเทือกนี้ไปบรรจบแม่น้ำโขงทางตะวันออกทางเหนือขึ้นไป

ฉะนั้นเรื่องเขาพระวิหารบนเทือกเขาดงเร็กนั้น หากยึดตามสนธิสัญญาฉบับ พ.ศ.๒๔๔๗ ก็จะต้องกำหนดตามเขตแดนธรรมชาติคือ สันปันน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่า สันปันน้ำปันเขาพระวิหารไว้ในอาณาเขตประเทศไทยแต่แผนที่ทำขึ้นนั้น กำหนดเขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนกัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าต้นฉบับแผนที่นี้พิมพ์โดยอาศัยอำนาจมอบหมายจากคณะกรรมการผสมตามสนธิสัญญาดังกล่าวรัฐบาลไทยแต่งตั้งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นทนายแก้ต่างให้รัฐบาลไทยในคดีพิพาทเขาพระวิหารนั้น

 

๑๕ มิ.ย.๒๕๐๕

ยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกที่กรุงเฮกประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้พิจารณาลงความเห็นด้วยคะแนนเก้าต่อสามว่า ซากปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ทั้งนี้เป็นไปตามแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญาปี พ.ศ.๒๔๔๗ และ พ.ศ.๒๔๕๐ โดยอาศัยเหตุผลว่า ไทยเพิกเฉยมิไประท้วงแผนที่ดังกล่าวนั้น ขณะที่ฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อศาลมาตลอดว่า รัฐบาลไทยถือสันปันน้ำเป็นเขตแดนตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาทุกฉบับที่พาดพิงถึง

ในหนึ่งเดือนต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาไทยได้กล่าวคำปาศรัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานเพื่อยกเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชาว่า

“วันนี้จะเป็นวันหนึ่งซึ่งประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่า ไทยจำเป็นต้องสละอธิปไตเหนือปราสาทเขาพระวิหาร” ในวันเดียวกันนี้ ไทยได้ถอนทุกสิ่งทุกอย่างออกนอกบริเวณเขาพระวิหาร บริเวณที่ซึ่งอยู่ในเขตไทยคือ สถูปสี่เหลี่ยมสองหลังซึ่งตั้งอยู่บนเนินดินลึกเข้ามาจากเขตแดนใหม่ของไทยประมาณ ๕๐๐ เมตร บนหน้าผาชันซึ่งเป็นที่ประดิษฐานธงชาติไทย ซึ่งได้ย้ายลงมาจากที่เดิมซึ่งเคยประดิษฐานเบ้ยตาดีด้านหลังเขาพระวิหาร เนื้อที่ซึ่งกัมพูชาได้จากกรณีพิพาทนี้เป็นพื้นที่พร้อมเขาพระวิหารมีอาณาเขตไม่เกิน ๑๕๐ ไร่ ความสัมพันธ์ของสองประเทศถูกขวางกั้นด้วยลวดหนามตลอดระยะเวลาร่วมหนึ่งทศวรรษ

 

ระหว่างปี ๒๕๑๓–๒๕๑๘

ช่วงรัฐบาลลอนนอลปกครองประเทศกัมพูชา มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งมีการเปิดเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้สนใจทั่วไป

ช่วง พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๔๐ ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลลอนนอล ได้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่าง ๆ มีการตั้งหน่วยทหารบนเขาและวางกับระเบิดโดยรอบเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินทางขึ้นไปเที่ยวชมโบราณสถานแห่งนี้โดยตรง เขาพระวิหารเสมือนถูกปิดไปโดยปริยาย

 

วันที่ ๑ ส.ค. ๒๕๔๑

รัฐบาลกัมพูชากับทางรัฐบาลไทยได้ตัดสินใจเปิดเขาพระวิหารเป็นแหล่งท่องเที่ยวสากลหลังจากได้หิดมาเกือบตลอดสามทศวรรษเพื่อให้ผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสขึ้นไปชมความงามของเขาพระวิหารตราบจนกระทั่งปัจจุบัน

 

หมายเหตุ บทความนี้คัดลอกมาจากหนังสือ  ปราสาทเขาพระวิหาร ของ วิตโตริโอ โรวิดา

บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 30-10-2007, 04:05 »

กรือเซะ-ตากใบ ไง เรื่องสิทธิมนุษยชนล้วน ๆ

เรื่องการลงสัตยาบรรณ ก็แค่ให้ สนช. ลงมติรับรอง ก็จบแล้ว

อ้อ...ฝากตบปาก ทนายหัวล้านตาเขด้วยนะ

ที่ไปตั้งคณะกรรมการวิจัยความยุติธรรมอะไรนั่น...อักษรย่อ ถ่*** ๆ น่ะ คนเรียนสูงมันทำได้แค่นั้นเหรอ

ทุเรศ พอ ๆ กับหัวหน้าพรรคเลย
บันทึกการเข้า

อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #15 เมื่อ: 30-10-2007, 06:53 »

"คนที่ไม่เคารพกฎหมาย เปรียบเหมือนควายที่ไม่มีคอก"

กฎหมายมีไว้ให้สังคมยุ่งเหยิงน้อยลง บางครั้งกฎหมายอาจตีความผิดเพี้ยนได้

แต่หากเราได้ทบทวนแล้วเอามาเป็นกรณีศึกษาเพื่อหาข้อบกพร่อง

จะทำให้เรียนรู้ข้อผิดพลาดที่ผ่านมาได้อย่างดีว่า ความผิดพลาดเกิดที่จุดไหน


อ้าว ความเห็นหายวุ้ย งั้นเน้นๆ เลยนะ ไอ้ที่ quote เนี่ย หมายความว่า

จะด่าทหารที่ไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าเป็น ควายไม่มีคอก ใช่มั้ย
เพราะไม่เห็นมีใครจะไม่เคารพกฎหมายได้เกินหน้าเกินตาพวกนี้แล้ว
บันทึกการเข้า
สมปอง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #16 เมื่อ: 30-10-2007, 07:22 »

ท่าทางมันจะแถไปได้มั่วๆ เรื่อยเปื่อยจริงๆ ไปศึกษา คำว่า "รัฐธรรมนูญ" กับ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" นะ ว่ามันต่างกันอย่างไรบ้าง เติมคำว่า กฎหมายไปข้างหน้า ความหมายมันเปลี่ยนไปเลยนะ
บันทึกการเข้า



ไม่มีดินผืนใดให้ไออุ่น เท่ากับดินที่คุณถือกำเนิด
ไม่มีดินผืนใดดูมั่นคง เท่ากับดินที่ลงสำมะโนครัว
ไม่มีดินผืนใดให้คุณเดิน เท่ากับดินที่คุณเดินตอนตั้งไข่
ไม่มีดินผืนใดมีความหมาย เท่าแผ่นดินสุดท้ายของเผ่าพันธุ์

ไม่มีเงินไม่มีทองยังไม่หมองเศร้า
มีแผ่นดินปลูกข้าวเราอยู่ได้
ไม่มีเงินไม่มีทองค่อยหาใหม่ บนแผ่นดินสุดท้ายของไทยทุกคน
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 30-10-2007, 07:23 »

กฎหมาย ไม่ใช่ความยุติธรรม

ถ้าไม่มีความยุติธรรม ถึงที่สุดกฎหมายก็ไม่มีความหมาย

หากทหารไม่ออกมา ประชาชนก็ฆ่ากันเองอยู่ดี...หนีไม่พ้นหรอกครับ


ถ้าประชาชนลุยกันเอง กฎหมายใหนก็เอาไม่อยู่
บันทึกการเข้า

55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #18 เมื่อ: 30-10-2007, 08:45 »

เอากลับมาไม่ได้ ก็ ไม่ได้ ไม่เห็นมีปัญหาไร......ตอนที่เค้าไป ก็บอกอยู่แล้วว่ายาก....อย่างน้อยก็ยังมีความพยายาม ไปตามโจรกลับมาเข้าคุกในเมืองไทยก็แล้วกัน.........อยู่ที่อังกฤษ คนมีเงิน มันก็อยู่อย่างสบายอยู่แล้ว......ไอ้ มาคอส มันปล้นฟิลิปปินส์ มากกว่า ทักษิณปล้นไทยอีก...มันยังอยู่ในต่างประเทศได้ตั้งหลายปี.....สุดท้ายก็ให้เหลี่ยมมันอยู่เมืองนอกซักหลายปีหน่อยก็ไม่เป็นไร....มีเงินมากว่าผมเป็นล้านเท่า แต่ มันไม่ได้มีความสุขกว่าผมหรอกครับ

 
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #19 เมื่อ: 30-10-2007, 09:00 »

เรื่องเขาพระวิหารนั่นมันแสดงความอ่อนหัดของทีมทนายความของประเทศไทยในการหาเอกสาร
หลักฐานไปยืนยันความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน เรื่องจะแพ้ศาลโลกที่เป็นสากลมันก็สมควรแล้ว
เพราะสมัยนั้นเราไม่มีวิทยาการทางสถิติสำรวจคนในพื้นที่ตามหลักวิชาการ ไม่มีหลักฐานเอกสาร
ที่จะพิสูจน์ให้ศาลโลกรับรู้ได้ว่าเป็นของไทย ใช้หลักการแค่เชื่อได้ว่าที่ใช้ได้แค่ยุบพรรคการเมือง
ที่ตัดสินภายใต้ลายเซ็นต์ทหารยึดอำนาจไม่ใช่ภายใต้พระปรมาภิไธยเหมือนศาลทั่วไปในขณะที่
ฝ่ายเขมรมีหลักฐานเอกสารแผนที่ และการจดบันทึกรายละเอียดอย่างชัดเจน มันก็สมควรแล้วที่
ศาลโลกจะตัดสินแบบนั้นเพราะไม่ใช่แบบไทยๆ ที่ใช้ความรู้สึกเอา แถมพอแพ้ก็ด่าศาลโลกส่งหา
ว่าตัดสินแบบเกมส์การเมืองระหว่างประเทศซะอีก ถ้าใช้ความรู้สึกเชื่อได้ว่ามาวินิจฉัยดันบอกยุติ
ธรรม หามาตรฐานไม่เจอเลยจริงๆ ที่ไปอังกฤษคงกะไปเที่ยวซะมากกว่า ในอดีตก็เห็นอยู่ว่าพวก
ฝรั่งมันยึดเอกสารหลักฐานเป็นหลัก นี่เหตุการณ์จากในอดีตไม่ได้สอนอะไรมั่งเลย ไปแต่ตัวกะ
อวัยวะส่วนตัวแล้วมันจะได้อะไรกลับมา อย่างมากคงซื้อเสื้อแมนซิตี้กลับมาเป็นที่ระลึก ก็คุ้มแล้ว

http://www.icj-cij.org/docket/index.php?sum=284&code=ct&p1=3&p2=3&case=45&k=46&p3=5
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #20 เมื่อ: 30-10-2007, 09:05 »

กฎหมาย ไม่ใช่ความยุติธรรม

ถ้าไม่มีความยุติธรรม ถึงที่สุดกฎหมายก็ไม่มีความหมาย

หากทหารไม่ออกมา ประชาชนก็ฆ่ากันเองอยู่ดี...หนีไม่พ้นหรอกครับ


ถ้าประชาชนลุยกันเอง กฎหมายใหนก็เอาไม่อยู่

เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิด และไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิด และไม่มีวันเกิด
คือ ม็อบชนม็อบ แบบที่โดนล้างสมองว่าเป็นสาเหตุที่ต้องออกมา
ยึดอำนาจก่อน มันทำให้จินตนาการน้ำแตกหมู่ได้เลยนะนั่น
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 30-10-2007, 11:16 »

อายุเท่าไหร่ละหนูเอย สงสัยเกิดไม่ทัน 6 ตุลา 19

เรื่องเขาพระวิหาร ฝรั่งเศษใช้พิกัดแผนที่ ลากเส้นตรงจากจุดต่อจุด มันก็แค่นั้นเอง

เขมร ก็ลิ่วล้อฝรั่งเศสมาก่อน เลยรับประโยชน์ตรงนั้นไป

การสูญเสียดินแดนไม่ใช่ครั้งแรก ใครปืนใหญ่กว่า คนนั้นชนะ
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« ตอบ #22 เมื่อ: 30-10-2007, 11:20 »

"ขี้ตู๋กลางนา ขี้ตาตุ๊กแก ถ้าเป็นของขะแม
แล้วทำไมมาขึ้นทางไทย...เป็กพ่อ

เคยฟังลำตัดนี้กันบ้างหรือเปล่า
คนไทยออกสตังค์ช่วยคนละ 1 บาท ให้หม่อมเสนีย์ไปสู้กันในศาลโลก
์แพ้ราบคาบกลับมา เพราะฝรั่งเศสใช้เส้น......เอิ้กกกกกก

 
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ลูกหินฮะ๛
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,099


เสียเข็มขัด อย่าเสียกุงเกง


« ตอบ #23 เมื่อ: 30-10-2007, 11:34 »

 
เข้ามา สนับสนุน .... เนื้อ หา ของ ลุงแคน และ ลุงถึก ฮะ
ว่าคนแก่ๆ 2 ท่าน นั้น พูดถูกต้องแล้วฮะ
( ม่ายด๊ายเข้าข้าง เขานะฮะ...พี่แถ  )

 


อ้างถึง
ข้อความโดย: (ลุง)ถึก สไลเดอร์ 
ใส่การอ้างถึงคำพูด
"ขี้ตู๋กลางนา ขี้ตาตุ๊กแก ถ้าเป็นของขะแม
แล้วทำไมมาขึ้นทางไทย...เป็กพ่อ
เคยฟังลำตัดนี้กันบ้างหรือเปล่า
คนไทยออกสตังค์ช่วยคนละ 1 บาท ให้หม่อมเสนีย์ไปสู้กันในศาลโลก
์แพ้ราบคาบกลับมา เพราะฝรั่งเศสใช้เส้น......เอิ้กกกกกก
     
 
อ้างถึง
ข้อความเมื่อ: วันนี้ เวลา 11:16ข้อความโดย: CanCan 
ใส่การอ้างถึงคำพูด
อายุเท่าไหร่ละหนูเอย สงสัยเกิดไม่ทัน 6 ตุลา 19

เรื่องเขาพระวิหาร ฝรั่งเศษใช้พิกัดแผนที่ ลากเส้นตรงจากจุดต่อจุด มันก็แค่นั้นเอง

เขมร ก็ลิ่วล้อฝรั่งเศสมาก่อน เลยรับประโยชน์ตรงนั้นไป

การสูญเสียดินแดนไม่ใช่ครั้งแรก ใครปืนใหญ่กว่า คนนั้นชนะ
บันทึกการเข้า

  ... ... ... 
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 30-10-2007, 11:45 »

เขาสมานฉันท์กันไปนานแล้ว ... ทั้งฝ่ายเชลียร์กับฝ่ายด่ามัวเถียงกันเสียเวลาเรื่องปาหี่  ขึ้นไม่ขึ้นศาลโลก  เหมือนเอาละครน้ำเน่าที่ถูกเขียนสคริปต์ไว้แล้วมาเถียงกัน อนาถ
บันทึกการเข้า

อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #25 เมื่อ: 30-10-2007, 12:03 »

อายุเท่าไหร่ละหนูเอย สงสัยเกิดไม่ทัน 6 ตุลา 19

เรื่องเขาพระวิหาร ฝรั่งเศษใช้พิกัดแผนที่ ลากเส้นตรงจากจุดต่อจุด มันก็แค่นั้นเอง

เขมร ก็ลิ่วล้อฝรั่งเศสมาก่อน เลยรับประโยชน์ตรงนั้นไป

การสูญเสียดินแดนไม่ใช่ครั้งแรก ใครปืนใหญ่กว่า คนนั้นชนะ


เลอะเทอะใหญ่แล้ว เขาพระวิหารมันตัดสินปี 2505 เกี่ยวอะไรกับ ตุลา 19
แล้ว 2505 นั่นเรียนจบ ป.4 หรือยังสงสัยยังอ่านหนังสือไม่ออกเลยมั้ง ถึง
ว่าฝรั่งเศสยังเขียนผิดๆ ถูกๆ ทำเป็นรู้เรื่องใครลิ่วล้อใคร ใช้แผนที่อะไรแบบ
ไหน มาอ่านเอาทีหลังอะดิ(ในกระทู้นี้หรือเปล่าไม่รู้) ทำเนียนว่าแก่เกิดทัน
เฉย ให้ความเห็นส่งเดชแบบนี้เงียบๆ ไว้ยังดีกว่า ก็ข้อเท็จจริงเค้าก็เอามา
แปะกันละเอียดแล้ว ดันจะเอาจินตนาการบ้องตื้นมาอวด เห้อ จินตนาการ
บ้องตื้นแค่นี้ก็ทำน้ำแตกแล้วเหรอ ง่ายจัง
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 30-10-2007, 12:41 »

6 ตุลา 19 ตอบประเด็นคนไทยฆ่ากันเอง

ประเด็นศาลโลก ตัดสินเข้าพระวิหาร ใช้หลักฐานแผนที่จากฝรั่งเศสทำเอาไว้

เป็นการลากเส้นในแผนที่เป็นเส้นตรง ไม่ได้ดูภูมิประเทศ เส้นตรงเลยตัดตรงเขาพระวิหารที่ยื่นออกไป

รู้จักเป้ยตาดีมั๊ยหนู..หรือ มออีแดงก็ได้ รู้จักมั๊ย


นั่นคือคำตอบว่า ทำไมทางขึ้นถึงอยู่ฝั่งไทย ก็เพราะเส้นตรงในแผนที่ ตัดไม่ถึงทางขึ้นไง

ส่วนที่เป็นของเขมรจึงไม่มีทางขึ้น เข้าใจบ่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-11-2007, 07:35 โดย CanCan » บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 30-10-2007, 12:48 »

อ้อ..แถมให้อีก ระบบแผนที่ของไทย ก็ใช้ระบบของฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัย ร.5 ( ระบบ 100 ข้อ เป็น 1 เส้น )

หรืออาจเรียกว่าระบบ "ศูนย์กำเนิด" การคำนวณใช้พิกัด น/ฎ ทศนิยม 4 จุด

เพิ่งจะมาเปี่ยนใช้เป็นระบบ UTM ( ระบบเมตร ) ใช้พิกัด น/อ เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง

แต่ระบบฝรั่งเศษ "ศูนย์กำเนิด" ก็ยังใช้อยู่ เพราะยังปรับระบบเป็น UTM ไม่ทั่วประเทศทุกระวาง
บันทึกการเข้า

55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #28 เมื่อ: 30-10-2007, 19:29 »

โห ลุงแคนอธิบายงี้ ตายเลย....ไม่รู้ ในกูเกิ้ล จะมีอะไรให้เอามาโต้ป่าว
บันทึกการเข้า
กาลามชน
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 717


« ตอบ #29 เมื่อ: 30-10-2007, 19:49 »

ประเด็นที่ควรสนใจอยู่ตรงนี้ครับ ลองอ่านดูดีๆ


จะเอาท่านอดีตนายกขึ้นศาลโลก
sorry สองตัวที่พูดนี้ คงไม่รู้เรื่องเขตอำนาจของศาลโลก เขาพิจารณาคดีเฉพาะคดี
ที่รัฐมีข้อพิพาทต่อกัน แต่กรณีนี้ ทักษิณคือ บุคคลธรรมดา ไม่ใช่รัฐหรือประเทศ จึง
ไม่เข้าเงื่อนไขในการพิจารณาคดีของศาลโลก
ดูธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
มาตรา 34

จะเอาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟังดูดี แต่ครั้นมาพูดกับคนรู้จริง
มันแสดงความขี้เท่อของคนพุดที่ไม่รู้เรื่องหลักเกณฑ์ในกฎหมายระหว่างประเทศเลย เพราะ

1. ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC
2. การกระทำหากมีจริงก็เกิดก่อนไทยเป็นภาคีไม่เข้าข่ายศาลอาญาระหว่างประเทศ
    ซึ่งจะไม่ใช้ย้อนหลังมาถึงกรณีทักษิณ และ
3. ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาแค่คดีสี่ประเภทคือ
    การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)
    อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime Against Humanity)
    อาชญากรรมสงคราม (War Crimes)
    และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน (Aggression)

เขาจะมีนิยามไว้หมดว่าหมายถึงอะไร
แต่ในเรื่องยาเสพติด ถ้าหากมีจริง ไม่เข้าอยู่ในนิยามของคดีสี่ประเภท
รายละเอียดยาว เวปนี้ไม่ใช่เวปวิชาการมากนัก จะผ่านไป
แต่ผมคิดว่า เนอังกฤษแบบจรัล ที่ชอบพูดไปก่อน ไม่ศึกษาก้ไม่รู้ เพราะนี่คือ
กฎหมายระหว่างประเทศระดับสูง ทหารในกรมพระธรรมนูญเขาเคยไปประชุม รู้ดี
ทหารถึงไม่กล้าออกมาพูดเรื่องนี้ นอกจากไอ้พวกกบในกะลาที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ


ข้อสำคัญ ถ้าไทยเข้าไปภาคีอนุสัญญานี้ ในหลวงในฐานะประมุขรัฐอาจถูกเรียก
ไปขึ้นศาลด้วย ไปดูให้ดีๆๆ นะครับ อย่าทำเป็นเล่น ตรงนี้ที่เรากลัว จึงไม่ได้เข้า
เป็นภาคีในอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศ



ตอบไม่ได้ หรือไม่อยากตอบ ก็เลยเถลไถลไปเที่ยวเขาพระวิหาร
เขาพระวิหารไม่ใช่ประเด็นสำคัญของกระทู้ แค่คุณ snowflake พาดพิงเข้าหน่อย
พวกที่กำลังจนปัญญาในหัวข้อกระทู้ เลยฉวยโอกาสหนีประเด็น
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 30-10-2007, 19:55 »




เนื้อหาสาระจริงๆ ก็คือการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่านั้น

ส่วนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็เป็นอีกประเด็น ถึงแม้จะเป็นคนไทยด้วยกันเองก็ตาม..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-10-2007, 20:01 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #31 เมื่อ: 30-10-2007, 19:58 »

ประเด็นที่ควรสนใจอยู่ตรงนี้ครับ ลองอ่านดูดีๆ

ตอบไม่ได้ หรือไม่อยากตอบ ก็เลยเถลไถลไปเที่ยวเขาพระวิหาร
เขาพระวิหารไม่ใช่ประเด็นสำคัญของกระทู้ แค่คุณ snowflake พาดพิงเข้าหน่อย
พวกที่กำลังจนปัญญาในหัวข้อกระทู้ เลยฉวยโอกาสหนีประเด็น

ผมไม่เห็นจะมีประเด็นอะไรสำคัญ เอากลับมาไม่ได้ ก็ไม่ได้ผมบอกไปแล้วข้างบน
แล้วถ้าเค้า พยายาม จะเอาคนชั่วมาลงโทษมันผิดตรงไหนครับ

 
บันทึกการเข้า
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #32 เมื่อ: 30-10-2007, 20:02 »

แหมน่าภูมิใจแทนคุณเสรีชน อิอิ
บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #33 เมื่อ: 30-10-2007, 20:06 »

อ้าว ความเห็นหายวุ้ย งั้นเน้นๆ เลยนะ ไอ้ที่ quote เนี่ย หมายความว่า

จะด่าทหารที่ไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าเป็น ควายไม่มีคอก ใช่มั้ย
เพราะไม่เห็นมีใครจะไม่เคารพกฎหมายได้เกินหน้าเกินตาพวกนี้แล้ว


อ่ะนะ......รู้สึกจะติดใจกับประโยคนี้ไม่หาย

สงสัยคงไปสะกิดตาปลาในต่อมไร้ท่อของชอบแถแน่ๆเลย

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง..........................

การที่มีรัฐประหารในครั้งนี้ ปราศจากการสูญเสีย เหตุเป็นเพราะว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย

และอยากให้นำคนที่โกงกินชาติบ้านเมือง มาลงโทษ

ตามตัวบทกฎหมาย เพื่อให้นักกินเมืองทั้งหลายหลาบจำ


ปล. ความคิดเห็นที่หยาบคายหายไป เสียดายนะ...

อยากเก็บเอาไว้ประจานความน่ารังเกียจของคนที่สมองกลวง

บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
aoporadio
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 404


« ตอบ #34 เมื่อ: 30-10-2007, 20:21 »



ป้าเฟลค คะ 

คิดดี พูดดี ทำดี

จะได้ หน้าตา และหุ่นแบบนี้(สวยน้อยก่าอาโป นิ๊สสส นิง )

สังเกตที่สีข้างของน้องเค้าจะ เนียน ไม่ถลอกนะคะ

ด้วยความเคารพ


* 01.1.JPG (100.96 KB, 851x1191 - ดู 197 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #35 เมื่อ: 01-11-2007, 06:13 »

เรื่องเขาพระวิหารนั่นมันแสดงความอ่อนหัดของทีมทนายความของประเทศไทยในการหาเอกสาร
หลักฐานไปยืนยันความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน เรื่องจะแพ้ศาลโลกที่เป็นสากลมันก็สมควรแล้ว
เพราะสมัยนั้นเราไม่มีวิทยาการทางสถิติสำรวจคนในพื้นที่ตามหลักวิชาการ ไม่มีหลักฐานเอกสาร
ที่จะพิสูจน์ให้ศาลโลกรับรู้ได้ว่าเป็นของไทย ใช้หลักการแค่เชื่อได้ว่าที่ใช้ได้แค่ยุบพรรคการเมือง
ที่ตัดสินภายใต้ลายเซ็นต์ทหารยึดอำนาจไม่ใช่ภายใต้พระปรมาภิไธยเหมือนศาลทั่วไปในขณะที่
ฝ่ายเขมรมีหลักฐานเอกสารแผนที่ และการจดบันทึกรายละเอียดอย่างชัดเจน มันก็สมควรแล้วที่
ศาลโลกจะตัดสินแบบนั้นเพราะไม่ใช่แบบไทยๆ ที่ใช้ความรู้สึกเอา แถมพอแพ้ก็ด่าศาลโลกส่งหา
ว่าตัดสินแบบเกมส์การเมืองระหว่างประเทศซะอีก ถ้าใช้ความรู้สึกเชื่อได้ว่ามาวินิจฉัยดันบอกยุติ
ธรรม หามาตรฐานไม่เจอเลยจริงๆ ที่ไปอังกฤษคงกะไปเที่ยวซะมากกว่า ในอดีตก็เห็นอยู่ว่าพวก
ฝรั่งมันยึดเอกสารหลักฐานเป็นหลัก นี่เหตุการณ์จากในอดีตไม่ได้สอนอะไรมั่งเลย ไปแต่ตัวกะ
อวัยวะส่วนตัวแล้วมันจะได้อะไรกลับมา อย่างมากคงซื้อเสื้อแมนซิตี้กลับมาเป็นที่ระลึก ก็คุ้มแล้ว

http://www.icj-cij.org/docket/index.php?sum=284&code=ct&p1=3&p2=3&case=45&k=46&p3=5

แล้วมันมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรที่ไหน ว่าเราตกลงยกปราสาทเขาพระวิหารให้ฝรั่งเศส
และคิดด้วยสามัญสำนึกง่ายๆ ถ้ารู้ว่ามีพื้นที่คาบเกี่ยวเราจะระบุปราสาทเขาพระวิหารอยู่ฝั่งไทย
หรืออยู่ฝั่งเขมรตั้งแต่ตอนที่ตกลงกัน ในเมื่อสันปันน้ำก็ทำให้ปราสาทอยู่ในฝั่งไทย?

ทีมทนายของเราคัดค้านถูกต้องทุกอย่างแล้ว เพราะพื้นที่ประเทศสยามเป็นของเรามาตั้งแต่
ก่อนโจรฝรั่งเศสมันจะโผล่มาปล้่นแผ่นดินเขาไปทั่วโลก พอมาปล้นเราตรงไหนที่เราไม่ได้ตกลง
ยกให้ฝรั่งเศสเป็นลายลักษณ์อักษร มันก็คือเป็นของเรา จะต้องไปแสดงหลักฐานอะไรกันอีก

ศาลโลกต่างหากที่ไปเอาแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำเอง มาบอกว่าเรารับรอง ทั้งที่เราไม่เคยรับรอง
ต่อให้เราสั่งฝรั่งเศสมันพิมพ์มาสักล้านก็อปปี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเรารับรองความถูกต้อง คดีแบบนี้
ถ้าวินิจฉัยกันแบบแฟร์ๆ เราจะแพ้คดีได้ยังไง พื้นที่ประเทศสยามของเราแท้ๆ ไม่ได้มีใครยกให้
จะต้องมีหลักฐานแสดงความเจ้าของด้วยหรือ คิดเข้าไปได้นะคุณอยากประหยัดฯ

หัวหน้าทีมทนาย ก็คือคนเดียวกับที่เจรจาจนเราพลิกจากประเทศแพ้สงครามโลก กลายเป็น
ประเทศชนะสงครามโลกมาแล้ว ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร
เป็นผู้พิพากษา และจบจากต่างประเทศ ไม่ได้อ่อนหัดอย่างที่คุณอยากประหยัดฯ คิดครับ
เรื่องนี้เราเสียเปรียบมาตั้งแต่แรก ถ้าเป็นไปได้ไม่ไปสู้คดีกันที่ศาลโลกจะดีกว่า

ขนาดคุณเหลี่ยมตอนนี้ ยังหนีคดีไม่ยอมมาขึ้นศาลเลย เพราะรู้ว่าเสียเปรียบก็ไ่ม่ยอมสู้คดี
เรื่องนี้คุณอยากประหยัดฯ จะอธิบายว่าทีมทนายคุณเหลี่ยมอ่อนหัดหรือเปล่าล่ะครับ
 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #36 เมื่อ: 01-11-2007, 07:47 »

คำชี้แจง "ชาญวิทย์ - ธีรภาพ" กรณีเขาพระวิหาร

http://www.matichon.co.th/matichon/

วันนี้(20 ก.ค.) นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ และนายธีรภาพ โลหิตกุล ได้ออกแถลงการณ์จากกรณีข่าว "ปลุกเขาพระวิหารของไทย" ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพืมติชนฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 ความว่า ตามที่หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 หน้า 15 เสนอข่าวการเสวนาในหัวข้อ “เขาพระวิหาร มรดกโลกของเขมร” จัดโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาศิลปากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีหัวข้อข่าวว่า “ปลุกเขาพระวิหารของไทย” และมีเนื้อหาข่าวโดยสรุปได้ว่า นายชาญวิทย์ เกษตร ศิริ นักวิชาการแห่งมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และนายธีรภาพ โลหิตกุล นัก วิชาการอิสระ แสดงทัศนะว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นสิทธิอันชอบธรรมของไทยนั้น

ใคร่ขอชี้แจงว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ และนายธีรภาพ โลหิตกุล มิ ได้แสดงทัศนะดังกล่าว ดังปรากฏชัดเจนในบันทึกเทปการเสวนาที่คณะโบราณคดีได้บันทึกไว้ และยัง ปรากฏในเอกสารประกอบการเสวนา รวมทั้งในหัวข้อการเสวนาที่ระบุอย่างชัดเจนว่า “เขาพระวิหารเป็น มรดกโลกของเขมร”

จึงเรียนมาเพื่อใคร่ขอชี้แจงว่า นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ และนายธีรภาพ โลหิตกุล มีทัศนะเห็นพ้องต้องกันว่า หากพิจารณาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยไม่มีอคติในเรื่องชาตินิยมแล้ว ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกทางอารยธรรมล้ำค่า และเป็นสิทธิอันชอบธรรมของชาวกัมพูชาและประเทศกัมพูชา


นอกจากนี้ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ ยังได้ออกแถลงการณ์ในนามส่วนตัว โดยระบุว่า สืบเนื่องจากการรายงานข่าวใน นสพ. มติชน ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม มีความคลาดเคลื่อนและ "อ้างนอกบริบท" และเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างกัมพูชาและไทย ผมขอเรียนชี้แจง ดังนี้

หนึ่ง) จุดประสงค์ของการจัดสัมมนาเรื่อง "เขาพระวิหาร มรดกโลกของกัมพูชา" ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ก็เพื่อสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องว่า "เขาพระวิหาร เป็นมรดกโลกของกัมพูชา"

สอง) สิ่งที่ผมอภิปราย ก็คือ ยังมีคนในเมืองไทยจำนวนไม่น้อยเข้าใจไม่ถูกต้องว่า "ขอม ไม่ใช่เขมร" ทั้งๆ ที่ทางประวัติศาสตร์แล้ว "ขอม ก็คือเขมร" หรือ ขะแมร์ นั่นเอง ทั้งยังมีคนไม่น้อยคิดว่า "เขาพระวิหาร" น่าจะเป็นของไทย เพราะทางขึ้นอยู่ทางเมืองไทย แต่ในแง่ของหลักนิติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 หรือ 100 ปีมาแล้ว สยาม/ไทยโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ก็ได้ยอมรับการแบ่งเขตแดนที่ฝรั่งเศสทำขึ้นโดยการขีดเส้นให้ "เขาพระวิหาร" อยู่ในพรมแดนของอินโดจีนฝรั่งเศส

สาม) ดังนั้น ศาลโลกที่กรุงเฮกจึงตัดสินให้ "เขาพระวิหาร" เป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 เมื่อปี 2505 เรื่องจึงควรยุติที่ตรงนี้

สี่) เขาพระวิหาร เป็นเรื่องที่มี "ความละเอียดอ่อน" ต้องระมัดระวังในการพูดจาและการถ่ายทอดในสื่อทุกชนิด มิฉะนั้น จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เช่น การเผาสถานทูตไทยเมื่อปี 2546

ห้า) ไทยและกัมพูชา "ประวัติศาสตร์บาดแผล" และแผลหลายแผลยังไม่หายสนิท อาจจะพุพองระเบิดขึ้นเมื่อไร ก็ได้ ดังนั้น มีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า "เขาพระวิหาร" เป็น "มรดกโลกของกัมพูชา" และมีความจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจใหม่ในระหว่างเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด (อย่างกัมพูชาหรือลาว) ต้องเคารพนับถือกันในฐานะประเทศที่เท่าเทียมกัน
บันทึกการเข้า

Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 01-11-2007, 08:00 »

เออ...จะว่าไป พวกเล่น ๆ ในประชาไท ฟ้าเดียวกันนี่ ถ้าเค้ามีรัฐบาลใหม่แล้ว

มันจะหาเรื่องอะไรมาเล่น เพื่อเรียกร้องให้คุณพ่อเหลี่ยมกลับมาบ้างนะ
บันทึกการเข้า

snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #38 เมื่อ: 03-11-2007, 16:37 »



การที่มีรัฐประหารในครั้งนี้ ปราศจากการสูญเสีย เหตุเป็นเพราะว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย



ยังไม่เลิกเพ้อเจ้ออีกนะ

โพลล์ที่ว่านั่น สำรวจกี่คนกัน ยกเมฆเอาหรือเปล่าก็ไม่รู้
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #39 เมื่อ: 03-11-2007, 16:52 »



"... ทำท่าเหมือนจะให้ผมกลับ ถามเขาหน่อยจะให้กลับจริงหรือเปล่า
เพราะการส่งผู้ร้ายข้ามแดน คนคนนั้นจะต้องเป็นผู้ร้าย
แต่สำหรับผมมันพระเอก ไม่ต้องส่ง พระเอกจะมาเอง..."


มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1420

"กล้ามเนื้อหัวใจต้องแข็งแรง" รหัสชีวิต"ทักษิณ ซิเนตร้า"
โลกสี่เหลี่ยมใบเล็กๆ ใน"ลอนดอน"

สัมภาษณ์พิเศษ โดย อนุสรณ์ ศิริชาติ
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
ton
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 137


« ตอบ #40 เมื่อ: 03-11-2007, 17:15 »



"... ทำท่าเหมือนจะให้ผมกลับ ถามเขาหน่อยจะให้กลับจริงหรือเปล่า
เพราะการส่งผู้ร้ายข้ามแดน คนคนนั้นจะต้องเป็นผู้ร้าย
แต่สำหรับผมมันพระเอก ไม่ต้องส่ง พระเอกจะมาเอง..."


มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1420

"กล้ามเนื้อหัวใจต้องแข็งแรง" รหัสชีวิต"ทักษิณ ซิเนตร้า"
โลกสี่เหลี่ยมใบเล็กๆ ใน"ลอนดอน"

สัมภาษณ์พิเศษ โดย อนุสรณ์ ศิริชาติ


เคยเห็นแต่โจรหนีศาล
กำนันเป๊าะหนีศาล
รักเกียรติหนีศาล
ทักษิณหนีศาล
พจมารหนีศาล
รีบๆ รีบๆกลับมาเลย จะรอดหรือติดคุกจะได้จบซักที
บันทึกการเข้า
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #41 เมื่อ: 03-11-2007, 17:26 »

ยังไม่เลิกเพ้อเจ้ออีกนะ

โพลล์ที่ว่านั่น สำรวจกี่คนกัน ยกเมฆเอาหรือเปล่าก็ไม่รู้




ยังไม่เอ่ยถึงโพลล์อะไรซักคำ สิ่งที่พูดไป ล้วนแต่ความรู้สึกจริง

แล้วก็เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับ 19 กย. ปีที่แล้ว ป่านนี้เลือดนองแผ่นดินอีกครั้งแน่นอน

หัดไปอ่านประวัติศาสตร์บ้างนะจ๊ะ อย่ามัวแต่ตัดแปะยกเอามาแต่คำวิจารณ์ที่ถูกใจตัวเอง

บายจ้า....... เค้าจาไปดินเนอร์แระ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
Tuba ✿゚✎..✿.。.:。ღ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 660


ทักษิณที่ดี คือทักษิณที่.......ตายแล้ว


« ตอบ #42 เมื่อ: 03-11-2007, 17:36 »

จริง ๆ เอาแต่ตัวมาก็ได้นะ ไม่ต้องเอาวิญญาณมาหรอก

ไม่ต้องขึ้นศาลหรอก มาถึงก็ขึ้นเมรุเลยดีกว่า

ง่ายดี ตัดปัญหา ประหยัด คุ้ม

อ๊ะ อ๊ะ .... นี่ความต้องการส่วนตัว ไม่ได้ใช้หลักนิติศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์

หรือ หลักเกณฑ์ หลักการ อะไรทั้งสิ้น

หลักกรู ล้วน ๆ

เพราะฉะนั้น อย่ามาเหมาว่า พวกเกลียดทักษิณ คิดแต่เรื่องรุนแรง และล้างผลาญ

แต่ คณิต หัวล้านที่ว่าเนี่ย คือ ศ.ดร. คณิต ณ นคร ที่ไอ้เหลี่ยมไปกราบกรานให้มาร่วมพรรค ทรท. เองนะเนี่ย

ถ้ามันไม่ชั่วจริง อ.คณิต คงไม่ถอนตัวพร้อม ๆ กับ หมอเกษม แล้วก็ท่านอื่น ๆ หรอกนะ

แต่ไม่รู้เป็นไง ใครทะเลาะกับทักษิณ หรือโดนทักษิณรังแก ถ้าเป็นผู้ชาย มักจะได้เป็นองคมนตรี

ถ้าเป็นผู้หญิงก็มักจะได้เป็นคุณหญิง

บังเอิญจัง............
บันทึกการเข้า

ทหาร เป็นอะไรก็ไม่ได้ดี นอกจากเป็นทหาร

ตำรวจ เป็นอะไรก็ดีไม่ได้ แม้กระทั่งเป็นตำรวจ
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #43 เมื่อ: 03-11-2007, 17:47 »

ยังไม่เลิกเพ้อเจ้ออีกนะ

โพลล์ที่ว่านั่น สำรวจกี่คนกัน ยกเมฆเอาหรือเปล่าก็ไม่รู้


โถ เค้าจะเลือกตั้งกันอยู่แล้ว  ต่อมรับความรู้สึกยังไม่ทำงานอีกหรือไง

แล้วมาคุยว่าเป็นนักประชาธิปไตย  เรื่องแค่นี้ยังมองไม่ออก
บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 03-11-2007, 17:48 »



"... ทำท่าเหมือนจะให้ผมกลับ ถามเขาหน่อยจะให้กลับจริงหรือเปล่า
เพราะการส่งผู้ร้ายข้ามแดน คนคนนั้นจะต้องเป็นผู้ร้าย
แต่สำหรับผมมันพระเอก ไม่ต้องส่ง พระเอกจะมาเอง..."


มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1420

"กล้ามเนื้อหัวใจต้องแข็งแรง" รหัสชีวิต"ทักษิณ ซิเนตร้า"
โลกสี่เหลี่ยมใบเล็กๆ ใน"ลอนดอน"

สัมภาษณ์พิเศษ โดย อนุสรณ์ ศิริชาติ


ซื้อเนชั่นสุดฯ อ่านสนุกกว่าเยอะ  
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #45 เมื่อ: 03-11-2007, 17:56 »



ยังไม่เอ่ยถึงโพลล์อะไรซักคำ สิ่งที่พูดไป ล้วนแต่ความรู้สึกจริง

แล้วก็เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับ 19 กย. ปีที่แล้ว ป่านนี้เลือดนองแผ่นดินอีกครั้งแน่นอน

หัดไปอ่านประวัติศาสตร์บ้างนะจ๊ะ อย่ามัวแต่ตัดแปะยกเอามาแต่คำวิจารณ์ที่ถูกใจตัวเอง

บายจ้า....... เค้าจาไปดินเนอร์แระ


อ้อ ดัชนี "ความเห็นด้วย" วัดกันที่เลือดนองแผ่นดินหรือยัง
จะว่าไป บางคนเค้าบอกว่า มันใกล้ๆ จะเกิดแล้วนะ
แต่จะนองไม่นอง ขึ้นกับความบ้าของพวกมีอาวุธ
ว่าจะพัฒนาเป็นคนที่ตัดสินปัญหาด้วยการเจรจาได้
หรือว่ายังคงป่าเถื่อน ใช้กำลัง ต่อไป

บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #46 เมื่อ: 03-11-2007, 18:06 »

แต่ คณิต หัวล้านที่ว่าเนี่ย คือ ศ.ดร. คณิต ณ นคร ที่ไอ้เหลี่ยมไปกราบกรานให้มาร่วมพรรค ทรท. เองนะเนี่ย

ถ้ามันไม่ชั่วจริง อ.คณิต คงไม่ถอนตัวพร้อม ๆ กับ หมอเกษม แล้วก็ท่านอื่น ๆ หรอกนะ

แต่ไม่รู้เป็นไง ใครทะเลาะกับทักษิณ หรือโดนทักษิณรังแก ถ้าเป็นผู้ชาย มักจะได้เป็นองคมนตรี

ถ้าเป็นผู้หญิงก็มักจะได้เป็นคุณหญิง

บังเอิญจัง............

คนที่ทะเลาะกับทักษิณ หรือโดนทักษิณรังแก มีกี่คนเหรอ
แล้วได้เป็นองคมนตรี / คุณหญิง กี่คน
อย่าง ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หรือ สนธิ ลิ้มทองกุล นี่จะได้เป็นไหม?

บังเอิ๊ญ บังเอิญ เนอะ
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
snowflake
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,207



« ตอบ #47 เมื่อ: 03-11-2007, 18:16 »

ซื้อเนชั่นสุดฯ อ่านสนุกกว่าเยอะ  

แล้วมีเรื่องนี้เปล่าล่ะ?
บันทึกการเข้า

Even the smallest person can change the course of the future.
Tuba ✿゚✎..✿.。.:。ღ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 660


ทักษิณที่ดี คือทักษิณที่.......ตายแล้ว


« ตอบ #48 เมื่อ: 03-11-2007, 18:39 »

คนที่ทะเลาะกับทักษิณ หรือโดนทักษิณรังแก มีกี่คนเหรอ
แล้วได้เป็นองคมนตรี / คุณหญิง กี่คน
อย่าง ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หรือ สนธิ ลิ้มทองกุล นี่จะได้เป็นไหม?

บังเอิ๊ญ บังเอิญ เนอะ


ไม่รู้สิ รู้แต่

หมอเกษม วัฒนชัย, นายพลากร สุวรรณรัฐ, พล.อ. สุรยุทธ (ตอนนี้ไม่ได้เป็นแหล่ว), คุณหญิง จารุวรรณ

สำหรับแป๊ะลิ้ม กับ ประชัย นี่ อาจจะดีน้อยไปหน่อยนะ คือดีอยู่อย่างเดียว แค่ทะเลาะกับทักษิณ

แต่ที่รู้แน่ ๆ คือ ชาตินี้ เนวิน ยุทธ ตู้เย็น และอื่น ๆ ที่เทิดทูนทักกี้หนักหนานี่ ชาตินี้เป็นได้สูงสุดก็แค่เป็นคนแหละ

แต่ก็นะ อย่าได้ประมาทแป๊ะลิ้ม ละกัน ที่อยู่ ๆ แกเปลี่ยนจากโพกผ้าเหลือง มาเป็นผ้าสีฟ้า

แล้วก็ชุมนุมครั้งสุดท้ายในนาม "เมืองไทยสัญจร" แทนที่จะเป็น "พันธมิตร ฯ"

บันทึกการเข้า

ทหาร เป็นอะไรก็ไม่ได้ดี นอกจากเป็นทหาร

ตำรวจ เป็นอะไรก็ดีไม่ได้ แม้กระทั่งเป็นตำรวจ
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #49 เมื่อ: 04-11-2007, 00:30 »

อ้อ ดัชนี "ความเห็นด้วย" วัดกันที่เลือดนองแผ่นดินหรือยัง
จะว่าไป บางคนเค้าบอกว่า มันใกล้ๆ จะเกิดแล้วนะ
แต่จะนองไม่นอง ขึ้นกับความบ้าของพวกมีอาวุธ
ว่าจะพัฒนาเป็นคนที่ตัดสินปัญหาด้วยการเจรจาได้
หรือว่ายังคงป่าเถื่อน ใช้กำลัง ต่อไป




เอางี้นะ.....ฉันสัญญาว่าจะจูงเธอไปกินหญ้า

และสีซอให้เธอฟังทุกวัน แต่ตอนนี้ฉันไม่ว่างจ้ะ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: