ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
28-09-2020, 14:10
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ==ความจริงคือ...การปลดหนี้ IMF ไม่ใช่ผลงานคุณทักษิณ : กฤณษกมล oknation== 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
==ความจริงคือ...การปลดหนี้ IMF ไม่ใช่ผลงานคุณทักษิณ : กฤณษกมล oknation==  (อ่าน 9673 ครั้ง)
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« เมื่อ: 15-09-2007, 16:41 »

ไปเจอบทความนี้ของคุณกฤษณกมล ในบล็อกที่ http://www.oknation.net/blog/benz/2007/08/01/entry-1
ผู้เขียนระบุในตอนท้ายว่า "ไม่สงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่...เพื่อสร้างความกระจ่างแก่คนรักทักษิณที่ยังขาดข้อมูล"
ผมเห็นว่ามีเนื้อหาสาระดี ก็เลยตัดสินใจโพสแจ้งไว้ที่นั่น และนำมาลงที่บอร์ดของเราครับ

พร้อมกันนี้ผมพยายามเน้นสีและคงโครงสร้างเดิมของบทความเอาไว้ แต่ก็ยังทำได้ไม่เหมือน 100% นะครับ
บทความนี้ผมจัดทำเป็นไฟล์ PDF ไว้ด้วย ท่านที่สนใจจะนำไปเผยแพร่สามารถ download ได้ที่ 2 ลิงค์นี้ครับ

http://www.upload4free.com/download.php?file=36457
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม 2550
รวมข้อเขียนเรื่อง ความจริงคือ...การปลดหนี้ IMF ไม่ใช่ผลงานคุณทักษิณ
Posted by กฤษณกมล



                                                                 รวมข้อเขียน
                                                                       เรื่อง
                                "ความจริงคือ...การปลดหนี้ IMF ไม่ใช่ผลงานคุณทักษิณ"


"คมช. ...ออกไป!!!"     "เจ๊ง!...เครียด...คิดถึงทักษิณ"     หรือบางคน
เติมลงไปว่า "เศรษฐกิจเจ๊ง!...เครียด...คิดถึงทักษิณ"


นี่คือประโยคยอดนิยมที่พูดกันติดปากในการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงขณะนี้ เนื่องด้วยภาพของ
ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นั้นยังติดตาและตราตรึงอยู่ในใจของใครหลายคน
โดยเข้าใจว่าผู้ที่กู้วิกฤตเศรษฐกิจนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

   แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนคิด! เพราะเรื่องของเศรษฐกิจนั้นประกอบด้วยหลายปัจจัย ไม่ได้จำเพาะ
เจาะจงในเรื่องของปัจจัยทางการเมือง พรรคการเมือง หรือตัวบุคคลเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น!



เศรษฐกิจหรือเรื่องของปากท้องมีความสัมพันธ์กับความนิยมที่มีต่อผู้นำประเทศในแต่ละช่วง
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้้...ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่มีหลักคิดพื้นๆเพียงว่า
"หากเศรษฐกิจช่วงไหนดีจะยกประโยชน์ให้รัฐบาลที่บริหารประเทศในขณะนั้น"
และ "ถ้าเศรษฐกิจช่วงไหนไม่ดีจะโยนบาปให้รัฐบาลที่บริหารประเทศขณะนั้นเช่นกัน"

เนื่องด้วยหลายคนไม่ได้ศึกษาเรื่องความเป็นไปทางเศรษฐกิจ หรือไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง
รังแต่จะเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง...

   ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ประชาชนที่ไม่รู้ข้อมูลส่วนใหญ่
จึงกล่าวโทษแก่รัฐบาลสุรยุทธ์ รวมไปถึงคมช. ว่าไม่มีความสามารถในด้านธุรกิจ ซึ่งความจริงเป็นเพราะ
เงินทุนไหลเข้าประเทศไทยอย่างมากและต่อเนื่อง
นอกจากนี้หากดูลึกลงไป เงินบาทก็แข็งค่าขึ้นอย่าง
ต่อเนื่องตั้งแต่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ถูกทำการรัฐประหารด้วยซ้ำไป (หาข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนย้อนหลัง
ได้ที่ www.bot.or.th) หากมีโอกาสผมจะอธิบายรายละเอียดในคราวต่อไป

ส่วนการปลดหนี้ IMF ไม่ใช่ผลงานคุณทักษิณ เพราะการจะปลดหนี้ได้นั้นต้องเป็นผลจากการแก้ไขวิกฤต
เศรษฐกิจปี 40 ไม่ใช่รัฐบาลคุณทักษิณมาบริหารประเทศเพียง 2 ปีแล้วใช้ความสามารถของตนเองล้วนๆ
ทำให้ไทยปลดแอกจาก IMF ได้ และก็ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาโดยรัฐบาลชวน 2 เพียงผู้เดียวเท่านั้น
เพราะปัจจัยสำคัญอีกประการคือ "วงจรธุรกิจ" หรือ "วัฏจักรเศรษฐกิจ" ที่มีขึ้น-ลงตามรอบปกติอยู่แล้ว
รวมไปถึงธรรมชาติของค่าเงินที่เปลี่ยนจาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ที่จะแปลงวิกฤตเป็นโอกาสสำหรับภาคการส่งออกทันที

ฉะนั้นแล้วการที่ประกาศใช้หนี้ IMF และรณรงค์ให้คนไทยติด "ธงชาติไทย" หน้าบ้าน
ก็เป็นเพียง "การตลาดสวมรอย" คือการ "สวมรอย" เป็นผู้แก้วิกฤตชาติเสียเอง



ปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ได้นั้นมีดังนี้

ปัจจัยที่ 1 ค่าเงินบาทที่มีผลต่อการส่งออกหลังปี 2540

     การประกาศลอยตัวค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 (กรณีของไทยเมื่อลอยแล้วเงินบาทอ่อนค่าลง
จาก 25 บาท/US$ มาเป็นประมาณ 40 บาท/US$) ส่งผลให้การส่งออกเติบโตขึ้น เนื่องจากสินค้าไทยจะดู
ราคาถูกลงในมุมมองของต่างชาติทันที และคิดเป็นเงินบาทได้มากกว่าเดิม อธิบายอีกมุมก็คือ "คนอเมริกัน
ถือเงินดอลลาร์เท่าเดิมแต่ซื้อสินค้าไทยได้จำนวนมากขึ้น"
ซึ่งจุดนี้ใครๆ ก็คิดว่าคุณทักษิณทำให้ส่งออก
ได้มาก ถ้าขาดคุณทักษิณแล้วประเทศไทยคงจะแย่ นั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะเรื่องของ "ค่าเงินบาทที่
อ่อนค่าลง" คือ 1 ใน 3 ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อน

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้การส่งออกดีขึ้น

1. ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง
2. ราคาสินค้า
3. เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว

   นอกจากนี้การลอยตัวค่าเงินบาทมีส่วนให้ดุลการค้าของไทยเราเกินดุลอีก การดูดุลการค้าเป็นสิ่งสำคัญ
กว่าการดูการส่งออกอย่างเดียว เพราะนอกจากเราจะดูว่าเราขายของออกนอกไปเท่าไหร่ ต้องหักของที่เรา
ซื้อเข้าประเทศด้วยไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ทองคำ เหล็ก เป็นต้น


ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

แผนภูมิแท่งที่มีตัวเลขกำกับสีดำ (ที่เกินจากเลข 0) คือ เกินดุลการค้า (ส่งออกมากกว่านำเข้า...ได้เปรียบเขา)
แผนภูมิแท่งที่มีตัวเลขกำกับสีแดง (ที่ต่ำกว่าเลข 0) คือ ขาดดุลการค้า (นำเข้ามากกว่าส่งออก...เสียเปรียบเขา)

                                                                 ดุลการค้าคืออะไร?
                                                        ดุลการค้า = ส่งออก – นำเข้า

ก่อนวิกฤติปี 40 ไทยขาดดุลการค้ามาตลอด การส่งออกยังอยู่ในระดับต่ำ
แม้ว่าในบางปีจะ ส่งออกได้มาก แต่ก็ยังสู้การนำเข้าไม่ได้

   นอกจากนี้ ด้วยเหตุที่ว่าไทยไม่ใช่ประเทศที่สมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน เหล็ก ทองคำ จึงต้องนำเข้า
วัตถุดิบเหล่านั้น รวมถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ "อย่างเกินตัว" และเมื่อไทยจำเป็น
ต้องลอยตัวค่าเงินบาทย่อมส่งผลเสียต่อผู้ที่กู้เงินในรูปของเงินตราต่างประเทศ แต่ในด้านของผลดีคือ
สินค้าไทยดูราคาถูกลงในสายตาของต่างชาติในทันที!
การส่งออกได้รับผลดีในช่วงแรกคือส่งออกได้รับเงิน
มากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ปัจจัยใดๆ มาส่งเสริม ส่วนการนำเข้าไม่ต้องพูดถึง เพราะลดลงทันทีถึง 33.8%
ในปีแรกที่ลอยตัวค่าเงินบาท คนไทยไปเที่ยวเมืองนอกลดลงทันที (ช่วงแรกๆ) ในทางกลับกันคนต่างชาติ
มาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่คุณทักษิณยังไม่มาบริหารประเทศ

   จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยจะชี้ให้เห็นว่าในปี 2541 ไทยเกินดุลการค้าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2522
(ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลถึงแค่ปี 2522) และในปี 41 นั้นเองที่กลับเป็นรัฐบาลชวนเสียอีก ที่ดุลการค้า
เกินดุลมากเป็นประวัติการณ์ คือ เกินดุลถึง 12,200 ล้าน US$ ถามว่าเกี่ยวกับคุณชวนไหม?


   คำตอบคือ "ไม่เกี่ยว" และ "ไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณเช่นกัน" มันเป็นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว
หมายถึง ไม่ว่ารัฐบาลชุดใด มาบริหารหลังลอยตัวค่าเงินบาท มูลค่าการส่งออกจะมีมากขึ้นทันที

เพียงแต่ในอนาคตข้างหน้า หากจะแข่งขันให้ได้ในระยะยาว ก็ต้องเน้นการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ


เมื่อการส่งออกของไทยสามารถเติบโตขึ้นได้หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะ
นำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากเงินที่เคยสูญไปกับการปกป้องค่าเงินบาทเมื่อปี 39-40 ก็กลับเป็น
การสะสมเงินทุนสำรองฯ โดยการส่งออก และการท่องเที่ยว


       ไม่ได้เป็นเพราะการบริหารงานของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นไปตามธรรมชาติของค่าเงิน
              ซึ่งกระบวนการนี้ได้เกิดขึ้นตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี!


ถึงจุดนี้ผมคิดว่ามีหลายคนแย้งว่าคุณทักษิณสามารถหาตลาดส่งออกได้ แต่หากสมมติให้คุณทักษิณมาบริหารประเทศ
ในช่วงก่อนวิกฤติ ที่อัตราแลกเปลี่ยน 25 บาท/US$ ผมรับรองได้ว่าต่อให้หาตลาดส่งออกสักเท่าใดมูลค่าการส่งออก
ของไทยก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้นเท่าไหร่ และจะยังขาดดุลการค้าเหมือนเดิม


จากแผนภูมิแท่งจะเห็นว่า กลับเป็นปี 48 (สมัยคุณทักษิณ) ด้วยซ้ำไปที่ไทยขาดดุลถึงกว่า 8,000 ล้านUS$

ถามว่า...เป็นความบกพร่องของคุณทักษิณอย่างนั้นใช่หรือไม่?

หรือเป็นเพราะการเคลื่อนไหวของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ที่จัดการชุมนุมในรูปแบบของรายการเมืองไทย
รายสัปดาห์สัญจรเมื่อปลายปี 48 ที่ทำให้ใครๆ ต่างก็บอกว่าชุมนุมจนเศรษฐกิจไทยพัง!!! อย่างนั้นใช่หรือไม่?

คำตอบคือไม่ใช่ทั้งคู่ เพราะถ้าเราดูในรายละเอียดจะเห็นว่าเป็นเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลก
ที่ขยับราคาสูงขึ้นอย่างมาก จึงเป็นผลให้ไทยขาดดุลการค้าในปีนั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-10-2007, 15:29 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
สมปอง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #1 เมื่อ: 15-09-2007, 16:52 »

ขอบคุณ คุณjerasak ที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของหลายๆคนให้กว้างขึ้นครับ
บันทึกการเข้า



ไม่มีดินผืนใดให้ไออุ่น เท่ากับดินที่คุณถือกำเนิด
ไม่มีดินผืนใดดูมั่นคง เท่ากับดินที่ลงสำมะโนครัว
ไม่มีดินผืนใดให้คุณเดิน เท่ากับดินที่คุณเดินตอนตั้งไข่
ไม่มีดินผืนใดมีความหมาย เท่าแผ่นดินสุดท้ายของเผ่าพันธุ์

ไม่มีเงินไม่มีทองยังไม่หมองเศร้า
มีแผ่นดินปลูกข้าวเราอยู่ได้
ไม่มีเงินไม่มีทองค่อยหาใหม่ บนแผ่นดินสุดท้ายของไทยทุกคน
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #2 เมื่อ: 15-09-2007, 16:53 »

ปัจจัยที่ 2 อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

   ดอกเบี้ยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดตัวหนึ่งที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงซบเซา หรือลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจก็ได้
แล้วแต่สภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในแต่ละช่วงเวลา

   การกำหนดทิศทางของอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่อยู่ภายใต้การ
กำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ซึ่งประชุมกันทุก 6-8 สัปดาห์ เพื่อประเมินแนวโน้มดอกเบี้ย
ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในช่วงเวลาหนึ่งๆ

   ดังนั้นในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 "ดอกเบี้ยต่ำ" จึงเป็นตัวหลักที่ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปต่อได้
...ที่สำคัญ "ดอกเบี้ยต่ำ" ไม่ได้เกิดจากการสั่งการของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" แต่อย่างใด
หากแต่เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจของช่วงเวลานั้น หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เป็นไปตามกลไกตลาด"


ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย (http://www.bot.or.th/bothomepage/databank/FinMarkets/FinMarket.htm)

   ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามภาวะตลาด โดยการกำหนดทิศทางโดย กนง.
และนโยบายดอกเบี้ยต่ำได้เริ่มตั้งแต่ก่อนคุณทักษิณจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


                                         เมื่อ "ดอกเบี้ยต่ำ" ก็ส่งเสริมให้คนในประเทศเริ่มจับจ่ายใช้สอย

         เมื่อคนเริ่มจับจ่ายใช้สอย...ก็ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ หมุนเวียนไปตามร้านค้า บริษัทต่างๆ

      เมื่อเงินหมุนเวียนไปตามร้านค้า บริษัทต่างๆ...ร้านค้า บริษัทต่างๆ ก็มีรายได้ และเกิดการลงทุนเพิ่ม, การจ้างงาน

                                         เมื่อบริษัทมีรายได้ และคนมีงานทำ...ก็มีเงินใช้จ่าย และส่งภาษี

                           เมื่อมีเงินส่งภาษี...รัฐฯก็มีเงินงบประมาณที่นำมาใช้จ่าย (หรือใช้หนี้) ต่อไปได้

                                                        และผลก็คือเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในที่สุด

        "กระบวนการนี้อาจไม่ได้เริ่มทันทีที่ใช้นโยบายนี้ แต่จะค่อยๆส่งผล...เป็นไปตามวัฎจักรของเศรษฐกิจ"



แม้วิกฤตเศรษฐกิจปี 40 จะทำให้หลายบริษัทต้องปิดกิจการลงโดยผลกระทบเกิดกับบริษัทที่กู้เงิน
ในรูปของเงินตราต่างประเทศ...
ที่เมื่อค่าเงินบาทลอยตัวแล้วมีผลทำให้หนี้เงินกู้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเพียงชั่วข้ามคืน...

แต่เศรษฐกิจในส่วนอื่นแม้ว่าจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ยังมีกำลังพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้
เช่นในรูปแบบของ SME หรือในภาคของสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศอย่างมาก (ส่งออกได้
มากขึ้นเป็นไปตามค่าเงินบาทที่เปลี่ยนไป เพราะธรรมชาติของค่าเงินที่อ่อนตัวลงจะสร้างความได้เปรียบให้แก่ไทย
...ไม่เกี่ยวกับความสามารถของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เกิดจากการ
สร้างภาระหนี้สินอย่างกว้างขวางแก่ประชาชนระดับรากหญ้า!


   บางคนอาจสงสัยว่า "จากกราฟ...ทำไมในช่วงต้นของรัฐบาลชวน หลีกภัย (หลังจากพลเอกชวลิต ลาออก พ.ย. 40)
ดอกเบี้ยกลับเพิ่มสูงขึ้นมาก?...ตรงข้ามกับที่เราเข้าใจว่าเศรษฐกิจเกิดวิกฤตต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

   สาเหตุที่ไทยจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงในช่วงแรกของวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะตอนนั้นค่าเงินบาทอ่อนค่า
อย่างไม่หยุดยั้ง จาก 25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าจน 60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยซ้ำไป ดังนั้นเพื่อให้ค่าเงินบาท
มีเสถียรภาพก่อน และหยุดการไหลออกของเงิน จึงต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง เมื่อค่าเงินบาทมีเสถียรภาพแล้ว
จึงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นี่คือสิ่งที่ "รายการนายกฯทักษิณ คุยกับประชาชน" ทุกเช้าวันเสาร์(แต่ก่อน) ไม่เคยบอกให้กับประชาชนได้รับรู้!!!

คุณทักษิณน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจได้เอื่อต่อการบริหารประเทศบ้างแล้ว
หลังจากคุณทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 44 แต่ด้วย "การตลาดนำการเมือง"
จึงสร้างความได้เปรียบทางการเมือง และในทางกลับกันก็สามารถสร้างความเข้าใจที่ผิดๆ
แก่คนไทยจำนวนมาก


ชาวบ้านที่ไม่รู้ไม่มีความผิดไม่ใช่ความผิดของคนที่ไม่รู้และผมไม่มีสิทธิ์ใช้คำดูถูกดูแคลนชาวบ้านอีกหลายคน
ที่ไม่รู้เรื่องราวเช่นนี้...ผมอธิบายได้เพียงเท่าที่ผมจะอธิบายได้ อยู่ที่ว่าพวกเขาจะเข้าใจหรือไม่...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2007, 20:48 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #3 เมื่อ: 15-09-2007, 16:58 »

ปัจจัยที่ 3 "ภาระหนี้ต่างประเทศ" ที่ลดลงตั้งแต่ก่อนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตร

   เป็นที่ทราบดีว่าหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 เมื่อค่าเงินบาทลอยตัวแล้วไปในทางอ่อนค่าลงจะส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้า
เพิ่มขึ้นทันที ตัวอย่างเช่น ราคาพวงกุญแจนำเข้าจากสหรัฐฯ มีราคาชิ้นละ 1 US$ ซึ่งก่อนลอยตัวฯ เมื่อตีค่าเป็นเงินบาท
จะอยู่ที่ 25 บาท(โดยประมาณ) แต่เมื่อลอยตัว(แล้วเงินบาทอ่อนค่าลง) ราคาพวงกุญแจ ณ สหรัฐฯ แม้จะมีราคา 1 US$
เหมือนเดิม แต่ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ที่ประมาณ 40 บาท/US$ จึงทำให้ราคาพวงกุญแจนำเข้าชิ้นนั้น
เพิ่มราคาเป็น 40 บาท (ถ้าคิดตามปัจจุบันพวงกุญแจพวงนี้จะคิดเป็นเงินไทยประมาณ 33.50 บาท)

   ภาระหนี้ต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน เพียงชั่วข้ามคืน วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ผู้ใดก็ตามที่กู้เงินในรูปของเงินตราต่างประเทศ
เมื่อตีค่าเป็นเงินบาท ก็จะมียอดหนี้สูงขึ้น เงินบาทอ่อนตัวเท่าใด ยอดหนี้ก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น

   ซึ่งจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงให้เห็นว่า ก่อนที่คุณทักษิณจะมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ปี 2544
ภาระหนี้ต่างประเทศนั้นก็ได้ลดลงไปมากแล้ว จากที่เคยอยู่ในระดับ 105.1 พันล้านUS$ เมื่อปี 2541


ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   จากแผนภูมิแยกให้เห็นชัดเจนว่าตั้งแต่ปี 2544-2549 คือช่วงที่คุณทักษิณบริหารประเทศ

ในกรณีนี้หมายถึงการกู้เงินจากต่างประเทศมียอดที่ลดลง เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งปัจจัยนี้
ก็ช่วยให้การบริหารประเทศในสมัยรัฐบาลทักษิณนั้นง่ายกว่ารัฐบาลที่มารับช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ
คือ "รัฐบาลชวน หลีกภัย" ที่มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความ "เชื่องช้า" และ "บริหารงานไม่เป็น"


กลับเป็นช่วงก่อนเหตุการณ์ชุมนุมโดยกลุ่มพันธมิตรฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ด้วยซ้ำไปที่ภาระหนี้ต่างประเทศกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น

คำว่า "เจ๊ง...เครียด...คิดถึงทักษิณ" อยากให้คุณทักษิณกลับมาเป็นผู้แก้วิกฤตเศรษฐกิจนั้น
เป็นคำพูดของผู้ที่ไม่รู้ หรือรู้แล้วแกล้งไม่รู้เท่านั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2007, 20:27 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #4 เมื่อ: 15-09-2007, 17:03 »

ปัจจัยที่ 4 ยอดคงค้าง NPL ทั้งระบบ

   NPL หรือ สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ หนี้เสีย (ภาษาปาก) ก็ได้บริหารจัดการ
ตั้งแต่ก่อนคุณทักษิณจะเข้ามาบริหารประเทศแล้ว




กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้เสียนี้จะให้ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ (บบส.) หรือหน่วยงานปรับปรุงโครงสร้างหนี้
ของแต่ละธนาคารเป็นผู้ดำเนินการ

   โดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เป็นการที่เจ้าหนี้และลูกหนี้สมัครใจแก้ไขปัญหาหนี้ด้วยกัน อาจทำได้ทั้งการยืดระยะเวลา
ชำระหนี้ การยกเว้นดอกเบี้ยผิดนัด (เนื่องจากหลังวิกฤตเศรษฐกิจมีลูกหนี้หลายรายขาดการผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคาร
ลูกหนี้รายนั้นจึงตกไปอยู่ในเกณฑ์ของ NPL แต่แม้จะหยุดผ่อนชำระ ดอกเบี้ยก็จะยังเดินไม่หยุด อีกทั้งมีดอกเบี้ยปรับ
กรณีผิดนัดอีก กลายเป็นเพิ่มภาระให้กับลูกหนี้รายนั้น การยกเว้นดอกเบี้ยผิดนัดให้แก่ลูกหนี้จึงเป็นการช่วยให้
ลูกหนี้ยังพออยู่ในสภาพที่จะสามารถชำระหนี้แก่ธนาคารได้ต่อไป)
นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนจากภาครัฐด้วย เช่น
การลดค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์เหลือเพียงร้อยละ 0.01 "ซึ่งกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่พรรคไทยรักไทย
ยังอยู่ในช่วงก่อตั้งพรรค"


แล้วอย่างนี้จะเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเพื่อทำอะไรกับ "เศรษฐกิจไทย"?
ในเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ผู้แก้ไขปัญหาหลักด้วยซ้ำไป


   เรื่องของ "เศรษฐกิจ" มีองค์ประกอบของ "วัฎจักรที่มีทั้งขึ้น-ลง" เป็นตัวหลัก
ส่วน "นักการเมือง" ไม่ใช่ผู้ควบคุมทุกปัจจัยทางเศรษฐกิจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2007, 20:50 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #5 เมื่อ: 15-09-2007, 17:19 »

ปัจจัยที่ 5 การหยุดกู้เงิน IMF ก่อนกำหนดถึง 1 ปี

   ข้อเท็จจริงอีกประการคือ เงินกู้ IMF เป็นเงินกู้แบบ Stand-by ที่มีระยะเวลาเบิกถอน 2 ปี 10 เดือน
คือตั้งแต่ สิงหาคม 2540 จนถึงเดือนมิถุนายน 2543

   แต่เนื่องจากฐานะดุลการชำระเงินดีขึ้นมาก รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงตัดสินใจไม่เบิกถอนเงินกู้
ตั้งแต่ มิถุนายน 2542 หมายถึง หยุดเบิกถอนก่อนกำหนดถึง 1 ป


(ข้อมูลจาก ธปท. อยู่ในข้อที่ 7.การให้ความช่วยเหลือของ IMF... สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่  http://www.bot.or.th/BOTHomepage/BankAtWork/AboutBOT/InternationalAffairs/InterCentralBank/IMF/8-11-2000-Th-i/imf.htm)

   เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ "ไทยฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น" นั่นเอง

   คำถามมีอยู่ว่าในเมื่อปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้เอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแล้ว
แต่ทำไมประชาชนจึงยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดีตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย?

   ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า...

1. ระยะเวลาของการเกิดผล คือ หลังจากเกิดความเปลี่ยนแปลงของทิศทางค่าเงินบาท, ทิศทางดอกเบี้ย
    หรือการใช้มาตรการใดๆ แล้ว ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ขึ้น

2. เรื่องของ "ความรู้สึก" ซึ่งเรื่องนี้กลับเป็นเรื่องหลัก ผมถือได้ว่าเป็นข้อสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะความรู้สึก
    ของประชาชนนั้นมีผลต่อความมั่นใจในเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมา ทั้งความมั่นใจด้านการบริโภค ลงทุน ใช้จ่าย ทั้งๆ ที่
    พื้นฐานทางเศรษฐกิจก่อนคุณทักษิณมาเป็นนายกฯ นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นมากแล้ว ดังจะเห็นได้จาก
    หนังสือแสดงเจตจำนง ฉบับที่ 7
ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2542 แต่ความรู้สึกของประชาชนในขณะนั้น
    ไม่มีความมั่นใจในตัวผู้นำประเทศคือคุณชวน หลีกภัย แต่มีทางเลือกใหม่ที่มีภาพลักษณ์ดีกว่า


ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย (http://www.bot.or.th/BOTHomepage/BankAtWork/AboutBOT/InternationalAffairs/InterCentralBank/IMF/8-11-2000-Th-i-1/Loi7.pdf)

การที่ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนฐานของความรู้สึก ถ้าความรู้สึกไปในทิศทางไม่ดี แต่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ
ของประเทศนั้นดีพอ ก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจเดินไปในทิศทางที่ดีได้


   ดังเช่นปัจจุบันนี้ ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยหลายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี (ยกเว้นเรื่องหนี้สินระดับรากหญ้า ที่ทุกวันนี้
กำลังชดใช้กรรมจากการใช้จ่ายเกินตัวในสมัยที่รัฐบาลทักษิณสนับสนุนการใช้จ่าย การก่อหนี้ การใช้เงินอนาคต
) แต่ความรู้สึก
ของคนไทยที่มีต่อผู้นำประเทศในขณะนี้ "ไม่ดี" จึงเกิดความไม่มั่นใจ เพราะรัฐบาลในปัจจุบันนี้มาจากการทำรัฐประหาร
ผลกระทบก็เป็นอย่างที่เห็นกัน (แต่สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างกับวิกฤตปี 40 ตรงที่ปี 2540 นั้นประชาชนระดับรากหญ้า
หรือรากแก้ว ก็ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเท่ากับปัจจุบันนี้!)...

อย่างในกรณีที่หลายคนกังวลว่า IMF จะกลับเข้ามาอีกรอบนั้นก็เป็นความเข้าใจที่ผิดๆ สำหรับผู้ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง

   เป็นไปไม่ได้ว่า IMF จะเข้ามาอีกรอบในปัจจุบันนี้อย่างที่คุณทักษิณเคยกล่าวไว้ในทำนองว่าถ้าไม่ใช่
คุณทักษิณเป็นผู้บริหารประเทศ ประเทศไทยจะเดินไปสู่ IMF อีกรอบ
...ถ้าคุณเชื่อคำที่คุณทักษิณเคยบอกไว้
แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่ทราบข้อมูลที่ครบถ้วน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่...ก็เพียงแค่คุณทำความเข้าใจกับเรื่องราว
ที่เกิดขึ้น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง


ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มักมีคำกล่าวในทำนองที่ว่า

"ถ้าไม่อยากให้ IMF กลับมาเลือกไทยรักไทย...แต่ถ้าเลือกประชาธิปัตย์ IMF กลับมาแน่!!!"

คำกล่าวในทำนองนี้ออกมาจากอดีตพรรคการเมืองที่ชื่อ "ไทยรักไทย" ในครั้งหาเสียงเลือกตั้งปี 2548
...ด้วยความคิดที่ว่า "ไทยรักไทย" เท่านั้นที่สามารถนำประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจได้
หรือ "ไทยรักไทย" เท่านั้นที่พาให้เศรษฐกิจไทยเจริญก้าวหน้าได้

   แต่หากได้อ่านตั้งแต่ต้นก็จะเข้าใจดีว่า แท้จริงแล้วการที่ไทยพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ได้นั้น
เป็นไปตาม วัฏจักรเศรษฐกิจที่มีขึ้นและลง เสียส่วนใหญ่

   คงมีอีกหลายคนที่เข้าใจว่า IMF เข้ามาในยุคของรัฐบาล "ประชาธิปัตย์" แท้จริงแล้ว IMF เข้ามาตั้งแต่สมัย
รัฐบาลพลเอกชวลิต
ที่ ครม.อนุมัติให้ ดร.ทนง พิทยะ (รมว.คลัง) ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงฉบับที่ 1
(Letter of Intent : LOI) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 และหลังจากรัฐบาลชวลิตลงนามใน LOI ฉบับที่ 1 แล้ว
พลเอกชวลิตก็ได้ประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2540


ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย http://www.bot.or.th/govnr/public/loi/loi-thai/loi1/p56t_3.htm

   จะเห็นข้อความระบุไว้ว่า "ประเทศไทยมีพันธะจะต้องปฏิบัติตาม..." มันเป็นที่มาของอะไร?

   ส่วนหนึ่งมันเป็นที่มาของมาตรการลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ที่ IMF กำหนดให้รัฐบาลที่มาบริหารงาน
หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจก็คือ รัฐบาลชวน 2 ที่ต้องจำกัดจำเขี่ยที่จะขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ
ในสมัยของรัฐบาลชวน 2 ตามที่ LOI ระบุไว้ และสุดท้ายข้าราชการในปัจจุบันก็ไม่เคยเข้าใจว่า
เหตุใดพวกเขาถึงแทบไม่ได้ขึ้นเงินเดือนในยุคชวน 2 แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลทักษิณ
โดยไม่ดูถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกัน



ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   และที่สำคัญ LOI ที่ทำในสมัยชวลิตนี้ มีคุณทักษิณเป็นรองนายกฯ และมี ดร.ทนง เป็น รมว.คลัง
เป็นที่มาของมาตรการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
โดยเฉพาะด้านพลังงาน ที่คุณทักษิณใช้โจมตี ปชป.
ตอนหาเสียงปี 2544 ว่าเป็น "กฎหมายขายชาติ" โดยไม่ดูจุดเริ่มต้นว่าเริ่มที่จุดไหน


ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   ต่อข้อกล่าวหาต่างๆ เกี่ยวกับกฎหมาย 11 ฉบับนั้น แท้จริงแล้วเป็น "พันธะ" ที่ได้ระบุไว้ในหนังสือแสดงเจตจำนง
ฉบับที่ 1 เหตุผลหนึ่งก็เพื่อลดภาระของภาครัฐในยามที่ภาครัฐต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ...แต่ด้วยเกมการเมือง
จึงทำให้พรรคการเมืองที่ต้องการเข้าสู่อำนาจการบริหารประเทศนั้น ใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง

...กลับเป็นใครที่ผลักดันการแปรรูป กฟผ.? เสียเอง ทั้งที่ใครคนนั้นได้ประกาศอิสรภาพจาก IMF แล้ว!!!


   สมมติว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่รับช่วงบริหารงานต่อจาก พลเอกชวลิต
ก็ไม่พ้นที่จะต้องออก "กฎหมายขายชาติ" เช่นเดียวกัน


ผมขอจบบทความ "ความจริงคือ...การปลดหนี้ IMF ไม่ใช่ผลงานคุณทักษิณ" ด้วยข้อความที่ผมเคยเขียน
เมื่อ พฤษภาคม 2549 ไว้ดังนี้

   "หากประเทศไทยไม่เคยมีนายกชื่อทักษิณ ประเทศไทยพ้นวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ได้อยู่แล้ว เพราะวิกฤต
ได้แก้ไขมาก่อนหน้า ตรงกันข้าม...วิกฤตปัจจุบันเกิดจากการใช้นโยบายประชานิยมสร้างนิสัยเสียแก่ประชาชน
เพื่อหวังคะแนนเสียงทางการเมือง และทำให้ยิ่งต้องใช้เงินคลังมากขึ้น...มากขึ้น

   ผู้นำประเทศที่คนไทยต้องการคือผู้ที่ยืดแนวทางการพัฒนา "คน" เป็นหลัก ผู้นำที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ตัดสินใจด้วยความรอบคอบ และมีความสุจริตเป็นที่ตั้ง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน...ไม่มีทักษิณประเทศไทย
สามารถอยู่ได้และดีกว่านี้แน่นอน...เสียดายที่คนไทยหลายคนมองเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของตัวเอง และชื่นชม
คนเล่นละครเป็นพระเอกในดวงใจ
" (1 ใน 19 ล้านเสียง)

ที่ว่าทักษิณเก่งนั้น คือ "เก่งประชาสัมพันธ์" จริงๆ ครับ

ไม่สงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่...เพื่อสร้างความกระจ่างแก่คนรักทักษิณที่ยังขาดข้อมูล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2007, 20:34 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #6 เมื่อ: 15-09-2007, 17:25 »

จบแล้วครับ ยังตกแต่งได้ไม่เหมือนต้นฉบับสักเท่าไหร่ แต่มีธุระต้องออกไปทำเสียแล้ว
ถ้ายังไงจะมาตกแต่งต่ออีกทีนะครับ

ถ้าท่านใดอ่านแล้วอยากคุยกับผู้เขียนก็ไปได้ที่ลิงค์นี้ครับ

http://www.oknation.net/blog/benz/2007/08/01/entry-1
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ปรมาจารย์เจได
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,771


รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ไม่เคยเจอ


« ตอบ #7 เมื่อ: 15-09-2007, 17:40 »

งั้นแบบนี้

พวกลิ่วล้อ ก็เหลือแค่ไม่กี่อย่างในการโอ้อวดแล้วสิ 
บันทึกการเข้า

http://www.oknation.net/blog/jedimaster



"เมืองดอกบัวงาม  แม่น้ำสองสี  มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามลำเทียนพรรษา  ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

ไม่มีใครเน่าบริสุทธิ์ดุจดั่งมูล ประชาชินสมบูรณ์ซะที่ไหน เมื่อยืนหยัดโชว์จู๋และปาขี้ ประชาชินย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีขี้ผ่องอำไพ เหลี่ยมจันไsย่อมเป็นใหญ่อยู่ใต้ดิน ...

ขอเชิญร่วมกลุ่มต้านทักษิณใน hi5 ครับ

THAKSIN get out !!
http://www.hi5.com/friend/group/1123605--THAKSIN%2Bget%2Bout%2521%2521--front-html

say no to thaksin !
http://www.hi5.com/friend/group/1186900--say%2Bno%2Bto%2Bthaksin%2B%2521--front-html
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 15-09-2007, 19:02 »

เป็นข้อมูลอีกด้าน ที่จำเป็นต้องขยาย และช่วยกันเผยแพร่ครับ
บันทึกการเข้า

ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #9 เมื่อ: 15-09-2007, 19:39 »

เมื่อการส่งออกของไทยสามารถเติบโตขึ้นได้หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะ
นำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากเงินที่เคยสูญไปกับการปกป้องค่าเงินบาทเมื่อปี 39-40 ก็กลับเป็น
การสะสมเงินทุนสำรองฯ โดยการส่งออก และการท่องเที่ยว

       ไม่ได้เป็นเพราะการบริหารงานของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นไปตามธรรมชาติของค่าเงิน
              ซึ่งกระบวนการนี้ได้เกิดขึ้นตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี!

ถึงจุดนี้ผมคิดว่ามีหลายคนแย้งว่าคุณทักษิณสามารถหาตลาดส่งออกได้ แต่หากสมมติให้คุณทักษิณมาบริหารประเทศ
ในช่วงก่อนวิกฤติ ที่อัตราแลกเปลี่ยน 25 บาท/US$ ผมรับรองได้ว่าต่อให้หาตลาดส่งออกสักเท่าใดมูลค่าการส่งออก
ของไทยก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้นเท่าไหร่ และจะยังขาดดุลการค้าเหมือนเดิม


จากแผนภูมิแท่งจะเห็นว่า กลับเป็นปี 48 (สมัยคุณทักษิณ) ด้วยซ้ำไปที่ไทยขาดดุลถึงกว่า 8,000 ล้านUS$

ถามว่า...เป็นความบกพร่องของคุณทักษิณอย่างนั้นใช่หรือไม่?


หรือเป็นเพราะการเคลื่อนไหวของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่จัดการชุมนุมในรูปแบบของรายการเมืองไทย
รายสัปดาห์สัญจรเมื่อปลายปี 48 ที่ทำให้ใครๆ ต่างก็บอกว่าชุมนุมจนเศรษฐกิจไทยพัง!!! อย่างนั้นใช่หรือไม่?

คำตอบคือไม่ใช่ทั้งคู่ เพราะถ้าเราดูในรายละเอียดจะเห็นว่าเป็นเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลก
ที่ขยับราคาสูงขึ้นอย่างมาก จึงเป็นผลให้ไทยขาดดุลการค้าในปีนั้น






ปีนั้น นอกจากต้องนำเข้าน้ำมันราคาสูง
ประเทศไทยเริ่มนำเข้า"สินค้าทุน" เครื่องจักร วัตถุดิบ เทคโนฯ ฯลฯ เพื่อขยายกิจการ....
ก่อนหน้านั้นประเทศไทยมี"สต๊อค"วัตถุดิบ มีกำลังผลิตเหลือเฟื้อ จึงไม่ต้องนำเข้า....



ปล. คนรักทักษิณ จำเลยคดีทุจริตต่าง ๆ ของคณะกรรมการ คตส.
และจำเลยหนี"หมายจับ" ของศาลยุติธรรม ได้อ่าน"ใบบอก" 5-6 ปี......

จึงไมเชื่อถือข้อมูลนี้หรอกครับ.................ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
bgn
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 87


« ตอบ #10 เมื่อ: 15-09-2007, 19:46 »

เป็นบทความที่น่าสนใจมากครับ

กิ๊กน้องลีเดียเขาเป็นคนดวงแข็งโป๊กเลยครับ ผมยังเคยคิดเลยว่า คมช เข้ามาปฏิวัติทำไม ปล่อยให้เจ้าแฟรงลุยต่ออีกไม่เกิน 2 ปี มันก็เละเองอยู่แล้ว ด้วยนโยบายประชานิยมและคำกล่าวอ้าง "อีกสี่ปีจะไม่มีคนจน" แต่ก็อย่างว่าแหละ อาจเกิดการนองเลือดขึ้นก่อน

ผมว่านายกฯคนต่อไปนี้มีโอกาสที่จะเป็น ชวลิต2 มาก  และถึงตอนนั้นถ้าไอ้แฟรงมันก็จะกลับมาในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นอีกรอบ คราวนี้ ชาวรากหญ้ารากฝอยจะสรรเสิญมันไปทุกหย่อมหญ้าเลยทีเดียว


ความเห็นของมือสมัครเล่นนะ ไม่ได้เชี่ยวเหมือน 'จารย์จ๊ะ 
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #11 เมื่อ: 15-09-2007, 20:22 »

งั้นแบบนี้

พวกลิ่วล้อ ก็เหลือแค่ไม่กี่อย่างในการโอ้อวดแล้วสิ 

เหลือเรื่อง "รวยแล้วไม่โกง" กระมังครับ (บังเอิญว่าที่ผ่านมายังไม่รวย) 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2007, 20:40 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #12 เมื่อ: 15-09-2007, 20:37 »

เป็นข้อมูลอีกด้าน ที่จำเป็นต้องขยาย และช่วยกันเผยแพร่ครับ

เดี๋ยวผมขอไปตั้งเป็นกระทู้สำรองไว้ที่ weopenmind เช่นเคยนะครับลุงแคน
เผื่อพลาดพลั้งที่นี่เกิดอาการเว็บล่มขึ้นมาอีก
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2007, 20:39 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #13 เมื่อ: 15-09-2007, 21:30 »

เหลือไปพันทิป ประชาไท และที่อื่นๆครับ 

ใครมีอมยิ้มบางเอ่ย
บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #14 เมื่อ: 15-09-2007, 22:09 »

เหลือเรื่อง "รวยแล้วไม่โกง" กระมังครับ (บังเอิญว่าที่ผ่านมายังไม่รวย) 

  จริงด้วยครับ เห็นเคยบอกว่าจนขนาดหนักขนาดต้องขอเงินเมียใช้

"ผมไม่รู้ ผมไม่เคยแนะนำลูก มีแต่ลูกแนะนำผม เพราะลูกเป็นเจ้าของ ผมยังขอเงินเมียใช้อยู่เลย"
http://www.bangkokbiznews.com/2006/special/shincorp/news.php?news=news5.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2007, 22:10 โดย Cherub Rock » บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #15 เมื่อ: 16-09-2007, 08:52 »

มีคนมาตั้งกระทู้ประชัน ซะแล้ว..........แต่ไม่ยัก เอามาโต้ในกระทู้นี้ แปลกแฮะ

 
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #16 เมื่อ: 16-09-2007, 09:54 »

มีคนมาตั้งกระทู้ประชัน ซะแล้ว..........แต่ไม่ยัก เอามาโต้ในกระทู้นี้ แปลกแฮะ

 

เป็นวิธีใหม่มั๊งครับ .. คุณ 55555

ไม่ยอมมาเถียงสู้ แต่ตั้งกระทู้ชื่อเหมือนกันมาแข่ง
ก็เป็นวิธีที่แปลกดีเหมือนกันนะครับ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #17 เมื่อ: 16-09-2007, 09:56 »

โห...เอาข้อมูลมาใส่ตั้งแยะ อย่างนี้ เถียงยากหน่อยครับ

 
บันทึกการเข้า
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #18 เมื่อ: 16-09-2007, 10:01 »

อิอิ ข้อมูลกระทู้นี้ข้อมูลแน่นกว่า รอบด้าน และถูกต้อง
กระทู้นั้นสู้ไม่ได้หรอกครับ
บันทึกการเข้า
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 16-09-2007, 10:43 »

ในบางวาบของความคิด ผมมีความรู้สึกว่า สังคมไทย ต้องขอบคุณคุณธารินทร์

แล้วถ้าผมจำไม่ผิด มีคนชาติชั่วคนหนึ่งบอกว่า ถ้าได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาล จะยกเลิกกฏหมายขายชาติทั้ง 11 ฉบับ แล้วแทนที่จะทำตามที่พูด คนชั่ว ๆ กลุ่มนั้นก็ฉวยโอกาสใช้กฏหมายที่ตัวเองเรียกว่ากฏหมายขายชาติ เอามาสร้างประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-09-2007, 10:47 โดย ScaRECroW » บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
Tuba ✿゚✎..✿.。.:。ღ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 660


ทักษิณที่ดี คือทักษิณที่.......ตายแล้ว


« ตอบ #20 เมื่อ: 16-09-2007, 10:51 »

เดี๋ยวต้องมี ไอ้เนรคุณอีกสองตัว (เป็นอย่างน้อย) มาบอกว่าข้อมูลจาก Nation เชื่อถือไม่ได้

แล้วก็ท้าทายให้ไปคุยใน เวจ ดา ตอร์ปิโด แน่นอน

แต่สองสามวันมานี้ ผมไม่เห็นมันเลยนะ.... น่ากลัวจะช้ำใจตายไปแล้วมั้ง.....
บันทึกการเข้า

ทหาร เป็นอะไรก็ไม่ได้ดี นอกจากเป็นทหาร

ตำรวจ เป็นอะไรก็ดีไม่ได้ แม้กระทั่งเป็นตำรวจ
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #21 เมื่อ: 16-09-2007, 10:57 »

อิอิ ข้อมูลกระทู้นี้ข้อมูลแน่นกว่า รอบด้าน และถูกต้อง
กระทู้นั้นสู้ไม่ได้หรอกครับ

เขามีกระทู้เป็นของตัวเองก็ดีแล้วครับ เผื่อจะไม่มาวุ่นวายกระทู้นี้ให้รกรุงรังเหมือนที่ผ่านมา 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #22 เมื่อ: 16-09-2007, 11:00 »

เขามีกระทู้เป็นของตัวเองก็ดีแล้วครับ เผื่อจะไม่มาวุ่นวายกระทู้นี้ให้รกรุงรังเหมือนที่ผ่านมา 

เห็นด้วยครับ
ตอนนี้เขาก็ยังแกล้งโง่ ขุดหลุมฝังตัวเอง
หวังว่าขุดไปขุดมาคงไม่ขุดมาถึงกระทู้นี้นะ
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-09-2007, 11:04 โดย login not found » บันทึกการเข้า
drop
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 737



« ตอบ #23 เมื่อ: 16-09-2007, 11:01 »

 


แม้ว มันฉวยโอกาส  เอา ผลงาน เข้า ตัว 
ตอนไล่แม้ว ก็เคยอ่านความเห็น เรื่องนี้ แต่ไม่เป็น ลำดับ อย่างที่เจ้าของบทความนำเสนอ




บันทึกการเข้า

A  Few  Good  Men

Downey: What did we do wrong? We did nothing wrong.

Dawson: Yeah, we did. We were supposed to fight for the people who couldn't fight for themselves. We were supposed to fight for Will.

************************
I  only  want  to  fight  for  my  country as  long as  I ' m alive. I  do nothing  wrong  .  The tyrant  is  still  the  tyrant, I  have  to  expel  them  in  every  step  of  life. When the  time  come,  the  tyrant   will  absolutely  extinguish. That  ‘ s  the   dharma  truth.
Iona
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 271


« ตอบ #24 เมื่อ: 16-09-2007, 11:20 »

ขอบคุณ จขก. ที่นำมาให้อ่านและตามไปอ่าน ^^ จนได้ไปเจออีกบทความ ที่ โดนใจ ขอนำมาให้อ่านเพิ่มเติมกัน

มันคือความเก่งของทักษิณ...หรือคนไทยขาดข้อมูล?

 เมื่อสัปดาห์ก่อนได้คุยกับเพื่อนเรื่องความเป็นไปทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ใครๆ ก็พูดว่าเศรษฐกิจไม่ดี และแตกต่างกับสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้บริหารประเทศอย่างมาก

   ประเด็นหนึ่งที่ได้พูดคุยก็คือ เรื่องมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์จาก 3.3% เหลือ 0.01% เช่น ถ้าคำนวณราคาบ้านที่ 2.5 ล้าน จากที่เคยต้องเสีย 82,500 บาท ก็เหลือเพียง 250 บาท นี่คือมาตรการที่ภาครัฐใช้กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และในขณะที่ปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังซบเซา จึงมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันนำมาตรการนี้มาใช้อีกครั้ง

   มาตรการนี้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตค่าเงินบาทปี 2540 ได้อย่างมาก และปรากฎผลอย่างชัดเจนในช่วงปี 2545-2546 หรือเป็นช่วงรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเพื่อนผมอยู่ในธุรกิจอสังหาฯ...แน่นอนว่าได้ประโยชน์กับตัวเขาเองอย่างมากจากมาตรการนี้

   กลายเป็นทั้งเพื่อนผมเอง และอีกหลายคนคิดว่าผู้ที่ออกมาตรการนี้คือคุณทักษิณ แต่ความจริงมาตรการนี้ได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 หรือรัฐบาลนายชวนหลีกภัย ตามมติครม.วันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 อาศัยอำนาจตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2541)

 มันคือความเก่งของทักษิณ...หรือคนไทยขาดข้อมูล?

อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/benz/2007/04/30/entry-2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-09-2007, 11:26 โดย Iona » บันทึกการเข้า

เงินงบประมาณของประเทศที่นำไปใช้จ่ายต่างๆ มาจาก การจัดเก็บภาษีที่เราประชาชนคนไทยทุกคนต้องจ่ายกันอยู่แล้วทั้งจากภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม(vet 7) (ขอย้ำว่าทุกคนเพราะเมื่อเราได้ซื้อสินค้าใดๆ สินค้านั้นยอมมีต้นทุนมาจากการเสียภาษีแล้ว) หรือจากการจัดเก็บจากทรัพย์สินส่วนรวมของคนไทยทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราปกป้องรักษา ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดิน แผ่นน้ำ ใต้แผ่นดิน ใต้แผ่นน้ำ ท้องฟ้า อวกาศ

เงินงบประมาณของประเทศ ไม่ได้มาจากเงินของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีใครสมควรอย่างยิ่งที่จะแอบอ้างว่าเงินนี้เป็นของตนนำมาแจกจ่าย การแอบอ้างนั้น เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และไม่ยุติธรรมต่อความรู้ของทุกๆคนในประเทศที่ต้องเสียภาษี

อย่าโทษหรือด่าว่า คนที่เค้าไม่มีโอกาศเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ปัญหาจะแก้ได้คือ ทำอย่างไรให้เค้าเหล่านั้น ได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล

หลอกคนไทยตลอดไป คิดว่าหลอกได้หรือ? รัฐบาลของทักษิณ

เป็นเรื่องแปลก...สิ่งที่คนโกงกลัวที่สุดคือ ....ไม่ได้มีชีวิตเพื่อใช้เงินที่โกงมา? ประวัติศาสตร์โลกมีให้เห็น
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #25 เมื่อ: 16-09-2007, 14:38 »

ลองตรวจสอบช่วงเวลาที่มีการลงนามใน LOI ฉบับที่ 1 กับ IMF (14 สิงหาคม 2540)
ปรากฎว่าทีมงานของรัฐบาลเชาวลิตที่ดำเนินการเรื่องนี้ได้แก่

- นายทนง พิทยะ               รมต.คลัง
- นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์    เลขาฯ รมต.คลัง
- นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์    ผู้ว่าการ ธปท.  <-- คนนี้ต่อมาก็ทำงานในเครือ SHIN

และที่สำคัญงานด้านเศรษฐกิจอยู่ในความดูแลของรองนายกฯ ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #26 เมื่อ: 16-09-2007, 14:43 »

เนื้อหาใน LOI ฉบับที่ 1 ที่ลงนามกันนั้นระบุว่า รัฐบาลจะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ
รวมถึงเสนอกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ (Corporatization Law) ในปีงบประมาณ 2541

ทำให้ในเวลาต่อมามีการตั้ง คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.)
หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. ทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในที่สุก กนร. นี้ก็ได้
รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ทุนของรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2540

ประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ มีชื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร อีกแล้วครับ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
(ก้อนหิน) ละเมอ
Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,041



เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 16-09-2007, 14:51 »

พวกสาวกเหลี่ยมแก้ตัวได้อยู่แล้ว
ถ้าเศรษฐกิจดีในสมัยเหลี่ยม ก็บอกว่าเป็นผลงานเหลี่ยม
ถ้าเศรษฐกิจแย่ในสมัยเหลี่ยม ก็บอกว่าฝ่ายค้านคอยขัดแข้งขัดขาบ้าง บางคนก็ไปโทษม็อบสนธิ...
และที่เห็นตลกสุดๆ คือ บางคนเห็นเศรษฐกิจแย่ลงในสมัยแม้วตอนที่สนธิประท้วง แล้วก็โทษสนธิ แต่ทว่า วันนั้น เป็นสัปดาห์แรก ของการประท้วงเท่านั้น อะไรมันจะมีผลปุ๊บๆ ปั๊บๆ ขนาดนั้นได้.. 
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #28 เมื่อ: 16-09-2007, 15:10 »

คราวนี้ย้อนกลับไปดูเรื่องเงินกู้ IMF กันบ้างทั้ง package จะเป็นเงินรวมกัน 17,000 กว่าล้าน USD
โดยมาจากหลายๆ แหล่ง มีวงเงินต่างๆ กันคือ

1. IMF                                วงเงิน 4,000 ล้าน USD
2. JEXIM                            วงเงิน 4,000 ล้าน USD
3. Regional Central Banks   วงเงิน 6,500 ล้าน USD
4. World Bank                     วงเงิน 1,200 ล้าน USD
5. ADB                                วงเงิน 1,500 ล้าน USD

โดยรายการที่ 1 , 2 และ 3 มีกำหนดเบิกจ่ายให้เป็น 12 งวด และประเทศไทยเบิกจริงเพียง 8 งวด

ที่สำคัญคือ .. ใน 2 งวดแรกที่มีจำนวนเงินมากที่สุดนั้น ได้ดำเนินการอยู่ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ชวลิต
ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
แม้ว่าเงินงวดที่ 2 จะมาเบิกจ่ายในเดือนแรกๆ
ของรัฐบาลชวน 2 ก็ตาม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
งวดที่ 1   1,618(IMF) + 1,664(JEXIM) + RegionalCentralBanks(2,200) = 5,482 ล้าน USD
งวดที่ 2      809(IMF) +    744(JEXIM) + RegionalCentralBanks(1,000) = 2,553 ล้าน USD

รวมกู้จากสมัยชวลิต+ทักษิณ+ทนง+สมคิด = 5,482+2,553 = 8,035 ล้าน USD


งวดที่ 3 ถึง งวดที่ 8 สมัยชวน 2

IMF                           = 270+133+137+141+135+134            =     950.0 ล้าน USD
JEXIM                       = 253+117+122+146+136+138             =     912.0 ล้าน USD
RegionalCentralBanks   = 740+582+226+209.8+187.25+192.25 =  2,137.3 ล้าน USD

รวมกู้จากสมัยชวน2      = 950+912+2137.3 = 3999.3 ล้าน USD
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://www.bot.or.th/BOTHomepage/BankAtWork/AboutBOT/InternationalAffairs/InterCentralBank/IMF/8-11-2000-Th-i/imf.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-09-2007, 15:14 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
NA-KORN
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 221


« ตอบ #29 เมื่อ: 16-09-2007, 15:20 »


ในเมื่อปัจจุบันนี้เราไม่ได้อยู่ในกรอบ IMF  แล้วการแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ไม่จำเป็นแล้วใช่ไหมครับคุณจีฯ
บันทึกการเข้า
หาเพื่อนหยิงคุยแก้เหงาครับ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,131


กูรู้มึงต้องอ่าน ฮ่าๆ ขำขำนะจ๊ะ


เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 16-09-2007, 15:23 »

เราไม่ได้ติดหนี้imfแล้วก็จริงแต่หนี้อื่นมีอีกเพียบเลยครับผม:slime_surrender:
บันทึกการเข้า

ขอมอบ เพลงนี้ให้กับพี่น้อง พันธมิตรทุกคนฮะ


http://www.imeem.com/sakujo/music/04_GaHIQ/09_avenged_sevenfold_strength_of_the_worldmp3/

strength of the world
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #31 เมื่อ: 16-09-2007, 15:24 »

สรุปว่าทำไปทำมาจะเบิกเงินโครงการ IMF ในสมัยชวน2 น้อยกว่า สมัยทีมงานทักษิณ นะครับ
แถมรัฐบาลชวน2 ยังเบิกแค่ 8 งวดจาก 12 งวด วงเงินเหลือเฉพาะ 3 แห่งแรกก็หลายตังค์

1. IMF      วงเงินเหลือ  4000 -  3377   =   623.0 ล้าน USD
2. JEXIM   วงเงินเหลือ  4000 -  3320   =   680.0 ล้าน USD
3. RCBs    วงเงินเหลือ  6500 -  5337.3 = 1162.7 ล้าน USD

รวม 3 แห่งเบิกน้อยกว่าวงเงินไปถึง 2465.7 ล้าน USD คิดเป็นเงินไทยก็เกือบ 1 แสนล้านบาท 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #32 เมื่อ: 16-09-2007, 15:30 »

ในเมื่อปัจจุบันนี้เราไม่ได้อยู่ในกรอบ IMF  แล้วการแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ไม่จำเป็นแล้วใช่ไหมครับคุณจีฯ

ความจริงต้องบอกว่าเราไม่ถูกควบคุมมาตั้งแต่ที่ตัดสินใจไม่เบิกเงินงวดที่ 9 ในสมัยรัฐบาลชวน2 แล้วครับ
ไม่ใช่เพิ่งจะออกจากกรอบ IMF ตอนทักษิณขี้โม้ประกาศจ่ายหนี้ก่อนกำหนด

และความจริงเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนะครับ เพราะก่อนหน้าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
เราก็มีแผนจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่แปรรูปหรือไม่นะครับ แต่อยู่ที่แปรรูปอย่างไร
เพราะที่ผ่านมาทำผิดวิธีไปคนละเรื่องเลย

ไม่ใช่ว่าเราไม่จำเป็นต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีเรื่องที่ต้องทำเหมือนกัน .. แต่พูดแล้วเรื่องมันจะยาวน่ะครับ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #33 เมื่อ: 16-09-2007, 15:34 »



     ขอขอบคุณคุณ  jerasak เป็นอย่างยิ่งครับ

     ที่ได้นำข้อมูลนี้มาลง  อย่างละเอียดทั้งหมดครับ




         
บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #34 เมื่อ: 16-09-2007, 15:35 »

มันไม่มีประโยชน์หรอก ที่จะกำหนดขอบเขตสมมติฐานกันเอง และสรุปเป็นตุเป็นตะ
ให้ต่างจากข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่เป็นทั้งวิทยาศาสตร์
และเศรษฐศาสตร์ เป็นได้แค่จินตนาการลมๆ แล้งๆ ศาสตร์ ข้อเท็จจริงก็คือ การชำระ
คืนหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก่อนเวลาถึงเกือบสองปีเกิดขึ้นในสมัยทักษิณ
แน่นอนว่าย่อมเป็นฝีมือการบริหารของรัฐบาลในยุคนั้นอย่างไม่มีข้อโต้เถียง

การจะบอกว่าที่ชำระได้นั้นเพราะปัจจัยอะไรที่กำหนดเอาเองไม่กี่ข้อ โดยไม่ได้มีปัจจัย
เหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละเวลามาเกี่ยวข้องด้วย ก็เป็นแค่คำแก้ตัวให้แทนของบรรดาคน
ขี้อิจฉาในประเทศไทย ที่ตัวเองทำไม่ได้ เห็นคนอื่นทำได้ ก็โมเมมั่วแหลก ว่าถ้าตน
เองอยู่ก็ทำได้เหมือนกัน โดยข้อเท็จจริงแล้วมันก็เป็นแค่เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เคยเกิด
ขึ้นจริง ก็เท่านั้น มาเขียนบล็อกเป็นตุเป็นตะอย่างมากก็เป็นอีกลีลาแก้จำเจสำหรับการ
บำบัดความใคร่หมู่ ในเรื่องที่กลุ่มตนเองไม่มีปัญญาจะได้ทำ

คงไม่คิดจะหาเหตุผลในกรอบที่ผิดๆ แคบๆ มาเถียงด้วยหรอกนะ มันไร้สาระอ่ะ
บันทึกการเข้า
varada
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,193



เว็บไซต์
« ตอบ #35 เมื่อ: 16-09-2007, 15:38 »

มันเหมือนนายชวนปลูกมะม่วง แต่มาออกดอกออกผลในยุคทักษิน
เขาก็เลยอ้างผลงานไปคนเดียวนั่นแหล่ะ

เรื่องนี้พอรู้ๆอยู่ค่ะ แต่ที่อยากรู้(ให้คุ้ย)มากกว่านี้คือ
Mr.Tที่ฟันค่าเงินบาทตอนวิกฤตต้มยำกุงหน่ะ

ใครช่วยคุ้ยมาแฉแบบจะๆที่เถอะ
บันทึกการเข้า
สมปอง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #36 เมื่อ: 16-09-2007, 16:17 »

เข้ามาดูมนุษย์แถจนมุมอะครับ ฮาดี แถไม่เป็นเถียงไม่ออกเลย
บันทึกการเข้า



ไม่มีดินผืนใดให้ไออุ่น เท่ากับดินที่คุณถือกำเนิด
ไม่มีดินผืนใดดูมั่นคง เท่ากับดินที่ลงสำมะโนครัว
ไม่มีดินผืนใดให้คุณเดิน เท่ากับดินที่คุณเดินตอนตั้งไข่
ไม่มีดินผืนใดมีความหมาย เท่าแผ่นดินสุดท้ายของเผ่าพันธุ์

ไม่มีเงินไม่มีทองยังไม่หมองเศร้า
มีแผ่นดินปลูกข้าวเราอยู่ได้
ไม่มีเงินไม่มีทองค่อยหาใหม่ บนแผ่นดินสุดท้ายของไทยทุกคน
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #37 เมื่อ: 17-09-2007, 09:41 »

มันไม่มีประโยชน์หรอก ที่จะกำหนดขอบเขตสมมติฐานกันเอง และสรุปเป็นตุเป็นตะ
ให้ต่างจากข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่เป็นทั้งวิทยาศาสตร์
และเศรษฐศาสตร์ เป็นได้แค่จินตนาการลมๆ แล้งๆ ศาสตร์ ข้อเท็จจริงก็คือ การชำระ
คืนหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก่อนเวลาถึงเกือบสองปีเกิดขึ้นในสมัยทักษิณ
แน่นอนว่าย่อมเป็นฝีมือการบริหารของรัฐบาลในยุคนั้นอย่างไม่มีข้อโต้เถียง

การจะบอกว่าที่ชำระได้นั้นเพราะปัจจัยอะไรที่กำหนดเอาเองไม่กี่ข้อ โดยไม่ได้มีปัจจัย
เหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละเวลามาเกี่ยวข้องด้วย ก็เป็นแค่คำแก้ตัวให้แทนของบรรดาคน
ขี้อิจฉาในประเทศไทย ที่ตัวเองทำไม่ได้ เห็นคนอื่นทำได้ ก็โมเมมั่วแหลก ว่าถ้าตน
เองอยู่ก็ทำได้เหมือนกัน โดยข้อเท็จจริงแล้วมันก็เป็นแค่เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เคยเกิด
ขึ้นจริง ก็เท่านั้น มาเขียนบล็อกเป็นตุเป็นตะอย่างมากก็เป็นอีกลีลาแก้จำเจสำหรับการ
บำบัดความใคร่หมู่ ในเรื่องที่กลุ่มตนเองไม่มีปัญญาจะได้ทำ

คงไม่คิดจะหาเหตุผลในกรอบที่ผิดๆ แคบๆ มาเถียงด้วยหรอกนะ มันไร้สาระอ่ะ

ตัวคุณเองก็กำหนดขอบเขตสมมติฐาน สรุปเป็นตุเป็นตะ ตามทางของทักษิณเหมือนกัน
ยังมีหน้ามาว่าคนอื่นอีก แถมยังไปตั้งเป็นกระทู้คู่แฝดไม่ยอมเข้ามาแก้ประเด็นในนี้

ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้วก็เห็นๆ อยู่ว่าทักษิณแค่มีโอกาสดีเท่านั้น
ตามเนื้อหาที่เขายกมา 5 ประเด็น ซึ่งถ้าหากรัฐบาลชวนยังได้อยู่ต่อแนวโน้มทุกๆ อย่าง
ก็กำลังดีขึ้น ไม่ใช่เลวลงอย่างที่ทักษิณตีข่าวช่วงปลายรัฐบาลชวน2

ที่สำคัญคนตกลงกู้เงิน IMF ไม่ใช่รัฐบาลชวน2 แต่เป็นรัฐบาลชวลิตที่ทักษิณไปนั่งอยู่ด้วย
และเงินกู้ส่วนใหญ่คือใน 2 งวดแรก ก็จัดการกันมาตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลชวลิตอีกต่างหาก

คุยแต่เรื่องปลดหนี้ไม่คุยเรื่องก่อหนี้ ทั้งที่ก็ฝีมือตัวเองเหมือนกัน .. จะว่าอย่างไรดี 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #38 เมื่อ: 17-09-2007, 09:54 »

11 วันปริศนาของ "บิ๊กจิ๋ว" ลับ(ไม่)ที่สุดลดค่าเงินบาทปี 2540
บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 27 มกราคม 2548

ภายหลังจากที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงเกิดเหตุ วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ การเงินของไทยในปี 2540 ได้ประกาศวางมือทางการเมือง โดยไม่ลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ อาจไม่เป็นที่ประหลาดใจเท่ากับหนังสือชื่อว่า "บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน" ที่ประกาศเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ ได้เพียงหนึ่งวันเมื่อวันอังคารที่ 25 มกราคม 2548 ก็สามารถดึงจุดความสนใจ และสร้างบรรยากาศถกเถียงร้อนแรง ในสังคมไทยได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อบันทึกลับดังกล่าว ได้มีผลกระทบถึงบุคคลทั้งที่เป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ และอดีตข้าราชการระดับสูง นับสิบคนที่ถูกเอ่ยอ้างถึง ทั้งที่คนไทยแทบลืมไปแล้ว เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ค่าเงินบาท และการปล่อยให้เป็นระบบลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540

สังคมไทยจึงตั้งคำถามตามมาว่า เรื่องราวที่ปรากฏในบันทึกลับดังกล่าว เป็นการปลดปล่อยตัวเองของ พล.อ.ชวลิต เพื่อให้หลุดพ้นจากภาพลักษณ์ที่ติดลบในช่วงที่รับภาระเป็นผู้นำบริหารประเทศจนทำให้เกิดวิกฤติในขณะนั้น โดย พล.อ.ชวลิตได้กล่าวไว้ในคำนิยมของหนังสือบันทึกลับเล่มนี้ว่า "พ.ศ.2540 นับเป็นปีที่ประเทศไทยได้ประสบกับภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก อันเกิดมาจากปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน และได้ส่งผลอย่างรุนแรงเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกในเวลาต่อมา นับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ควรค่าแก่การบันทึก เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบข้อเท็จจริงและมีความเข้าใจ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้ประเทศไทยได้มีความระมัดระวัง หาแนวทางป้องกันวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก...แม้ว่าข้อเท็จจริงที่เป็นความลับในบางเรื่อง อาจสร้างเจ็บปวดและอาจมีผลกระทบตามมาต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง"

ผู้เรียบเรียงบันทึกลับนำเสนอว่า ในบทที่ 13 ลับ (ไม่) ที่สุด วันลอยค่าเงิน (ตอน1) เปิดปมขัดแย้งในการลอยค่าเงินบาทไว้น่าสนใจว่า มีการดำเนินการจนกว่าจะมีการประกาศลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม มีการดำเนินการมาก่อนแล้ว 11 วัน โดยอธิบายไว้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในระดับผู้บริหารว่าต้องลอยตัวค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2540 และ ธปท.จะต้องรายงานให้นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลังทราบทันที แต่นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท.กลับบอกว่าขอไปหารือกับเจ้าหน้าที่ก่อน จนวันที่ 29 มิถุนายน 2540 นายทนง นายเริงชัยและนายชัยวัฒน์ ตกลงจะไปรายงานให้นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ชวลิต) ทราบ โดยมีนายโภคิน พลกุล ร่วมประชุมด้วย แต่ ธปท.ก็ไปประกาศเอาวันที่ 2 กรกฎาคม

ในหนังสือโลกสีขาวของบิ๊กจิ๋ว ระบุเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ว่า พล.อ.ชวลิตได้ต่อว่านายเริงชัยว่า “คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร ผมถามคุณแล้วว่าไม่ลด เสร็จแล้วคุณมาลดได้อย่างไร อย่างนี้ก็มีเจตนาทำลายเกียรติยศชื่อเสียงผม” และก่อนประกาศในตอนเช้า เวลา 04.00 น. ธปท.ได้เรียกผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เข้าประชุมที่วังขุนพรมว่าจะประกาศลอยตัวเงินบาท รวมแล้วใช้เวลาตัดสินใจเป็นเวลา 11 วัน ตรงนี้เองที่ผู้เรียบเรียงพยายามบอกว่ามีคนรู้ข้อมูลวงใน (Insider) ล่วงหน้าหรือไม่ และ ธปท.ยังทำสวอปอยู่ ตอน 2 ในบทที่ 14 กล่าวถึงเรื่องวันลอยค่าเงินต่อ โดยมีการทำตารางเวลาตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน ที่ผู้บริหาร ธปท.ยืนยันว่าไม่ลดค่าเงิน ซึ่งในวันที่ 29 มิถุนายน พล.อ.ชวลิตได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ลดค่าเงินเพราะจะเกิดความเสียหาย

ผู้เรียบเรียงบันทึกลับนำเสนอต่อว่า แต่ในที่สุด ธปท.ก็ได้เสนอให้ลดค่าเงินบาท เพราะแบกรับเรื่องเงินทุนสำรองไม่ไหว โดยวันที่ 30 มิถุนายน เงินทุนสำรองลดเหลือ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่องนี้ทำให้ พล.อ.ชวลิตได้รับความเสียหายเพราะต้องโกหกประชาชน และจะขอลาออกตั้งแต่ตอนนั้น แต่ต้องอยู่ต่อเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายไปกว่านั้น การณ์กลับตรงกันข้ามเพราะค่าเงินไปอยู่ในระดับ 36 บาท ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่ง สร้างกระแสทำให้เกิดความเกลียดชัง พล.อ.ชวลิตขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ช่วงนั้นดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากปรับ ครม.แค่ 12 วัน วันที่ 6 พฤศจิกายน พล.อ.ชวลิตก็ลาออก

บันทึกลับของ พล.อ.ชวลิตได้พยายามตอบคำถามของสังคมไทยที่มีมาตลอดเกือบ 8 ปี แต่ดูเหมือนว่า คำตอบดังกล่าวกลับกลายเป็นการทิ้งปมปริศนาไว้อีก เมื่อสื่อความออกมาได้ว่า การจะประกาศลอยตัวเงินบาทใช้เวลาตัดสินใจเป็นเวลารวม 11 วัน ตรงนี้เอง มีคนรู้ข้อมูลวงในล่วงหน้าหรือไม่ มาถึงตรงนี้ พล.อ.ชวลิต ไม่ควรสร้างจิ๊กซอว์ต่อไปอีก ถึงเวลาที่จะต้องเปิดความลับให้เป็นความโปร่งใส เพื่อสังคมไทยจะได้เรียนรู้ไว้เป็นบทเรียนที่แท้จริงว่าใครคือผู้จ้องเอาผลประโยชน์บนความสูญเสียของประเทศชาติ


รัฐบาลชวลิตเป็นคนก่อ ในข้อเท็จจริงก็สามารถแก้ไขได้ ถ้าไม่มีรายการงูเห่าจริยธรรมเพื่อบางพรรคที่กระสันอยากเป็นรัฐบาล
แต่ไม่ค่อยมีฝีมือในการเอาชนะเลือกตั้ง เป็นแต่ด่าชาวบ้าน จะเอาชนะได้ก็ต้องเกาะกระแสพวกปฏิวัติสาดโคลนคนอื่นประจำ
สุดท้ายตัวเองก็ทำอะไรดีๆ ไม่เป็น ช่วงที่เป็นรัฐบาลช่วงแรกก็โกง สปก เปิดให้ทุนนอกเข้ามาแบบไม่คิดจนเงินท่วมประเทศ
เอาไปใช้กันสนุกสนาน พอเละก็มาโทษชวลิต ไปหักหลังสมัครมาเป็นรัฐบาลขายสินทรัพย์ ปรส.ซะเกือบเท่าแจกฟรี แต่เงินที่
ได้ก็ยังพอขยับเศรษฐกิจไม่ให้ต้องกู้เพิ่ม แล้วก็ทำจ่ายคืนงวดแรกเป็นจุดทศนิยมปลายปี 43 มันก็ทำได้แค่นั้นแหละ พอทักษิณ
แก้ได้หมดทั้งที่สารพัดปัญหารุมเร้า ก็มีคนมาเขียนบล็อกกิ๊กก๊อกใช้ขอบเขตจินตนาการตัวเองล้วนๆ ระบุปัจจัยและตัวเลขไม่กี่
ตัวว่าแค่นี้ก็สามารถชำระหนี้คืนได้แล้ว แต่นั่นยังไงก็ไม่ใช่ความจริง ความเป็นจริงบอกไม่ได้หรอกว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้
สามารถชำระหนี้คืนได้ก่อนล่วงหน้าสองปีแล้วประเทศยังไปได้อยู่ทั้งที่อยู่ในช่วงเผชิญปัญหาสารพัด ถ้าเป็นรัฐบาลชวนทำต่อ
อาจจะเน่าคาที่ไม่ต้องผุดต้องเกิดกันทั้งประเทศก็ได้ factor ที่เกี่ยวข้องมันมากกว่าที่ยกมาลอยๆ น่าจะเข้าใจนะจะได้ไม่ต้อง
เสียเวลามาเถียงเรื่องตัวเลขไม่กี่ตัว ต่อให้เถียงชนะ ก็เป็นทักษิณอยู่ดีที่จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟหมด ไม่ใช่ชวน 
บันทึกการเข้า
ปรมาจารย์เจได
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,771


รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ไม่เคยเจอ


« ตอบ #39 เมื่อ: 17-09-2007, 10:09 »


เสียเวลามาเถียงเรื่องตัวเลขไม่กี่ตัว ต่อให้เถียงชนะ ก็เป็นทักษิณอยู่ดีที่จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟหมด ไม่ใช่ชวน 

เห็นคำพูดนี้ของแถ แล้วนึกถึงสมัยประถมว่ะ ที่เมื่อก่อนเค้าจะมีกระปุกใสๆขนาดเท่าลูกบอล ให้คนไปหยอดฝาโค๊ก
ถ้าใครหยอดเต็มเป็นคนสุดท้าย จะได้ลูกฟุตบอลไป

ไอ้คนที่หยอดไปก่อนหน้านั้นเป็นร้อย ก็ไม่ได้บอล ไอ้คนได้บอลหยอดอันเดียว
เข้าข่ายชุบมือเปิบเลยนะ ลูกพี่ทักษิณของแถเนี่ย

ยืดอกพกเหลี่ยม


 
บันทึกการเข้า

http://www.oknation.net/blog/jedimaster



"เมืองดอกบัวงาม  แม่น้ำสองสี  มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามลำเทียนพรรษา  ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

ไม่มีใครเน่าบริสุทธิ์ดุจดั่งมูล ประชาชินสมบูรณ์ซะที่ไหน เมื่อยืนหยัดโชว์จู๋และปาขี้ ประชาชินย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีขี้ผ่องอำไพ เหลี่ยมจันไsย่อมเป็นใหญ่อยู่ใต้ดิน ...

ขอเชิญร่วมกลุ่มต้านทักษิณใน hi5 ครับ

THAKSIN get out !!
http://www.hi5.com/friend/group/1123605--THAKSIN%2Bget%2Bout%2521%2521--front-html

say no to thaksin !
http://www.hi5.com/friend/group/1186900--say%2Bno%2Bto%2Bthaksin%2B%2521--front-html
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #40 เมื่อ: 17-09-2007, 10:11 »

เห็นคำพูดนี้ของแถ แล้วนึกถึงสมัยประถมว่ะ ที่เมื่อก่อนเค้าจะมีกระปุกใสๆขนาดเท่าลูกบอล ให้คนไปหยอดฝาโค๊ก
ถ้าใครหยอดเต็มเป็นคนสุดท้าย จะได้ลูกฟุตบอลไป

ไอ้คนที่หยอดไปก่อนหน้านั้นเป็นร้อย ก็ไม่ได้บอล ไอ้คนได้บอลหยอดอันเดียว
เข้าข่ายชุบมือเปิบเลยนะ ลูกพี่ทักษิณของแถเนี่ย

ยืดอกพกเหลี่ยม


 

คนฉลาดก็งี้ วันหลังทำบุญเยอะๆ จะได้เกิดมาเป็นคนฉลาดนะ
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #41 เมื่อ: 17-09-2007, 10:15 »

ผู้เรียบเรียง"บันทึกลับ" เคยเป็นพิธีกร"ดำ-ขาว" II
ช่องยูบีซี 7 วันนี้กลับเนื้อกลับตัว เข้าร่วมกับคุณสนธิ ลิ้ม ร่วมจัดรายการ"ยามเฝ้าแผ่นดิน"
คนอื่น ๆ.....

ถ้าอ้างอิงผู้เรียบเรียงคนนี้ ก็ต้องอ้างอิงการแสดงความคิดเห็นในขณะนี้ด้วย........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ปล. พิธีกร"ดำ-ขาว" I คือ "ออหมัก-หน้าบูด"....
      ขอมูลที่ปกปิด บิดเบือน เบี่ยงเบน ใส่ความของผู้ใช้นามแฝง"อยากประหยัดฯ" นั้น
      ควรไปพิมพ์โฆษณาในพันทิพ ประชาไท มากกว่า.......
      จะมีคนสนับสนุนมากมาย.........ฮ่า ฮ่า ฮ่า  ฮ่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-09-2007, 10:17 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #42 เมื่อ: 17-09-2007, 10:23 »

รัฐบาลชวลิตเป็นคนก่อ ในข้อเท็จจริงก็สามารถแก้ไขได้ ถ้าไม่มีรายการงูเห่าจริยธรรมเพื่อบางพรรคที่กระสันอยากเป็นรัฐบาล
แต่ไม่ค่อยมีฝีมือในการเอาชนะเลือกตั้ง เป็นแต่ด่าชาวบ้าน จะเอาชนะได้ก็ต้องเกาะกระแสพวกปฏิวัติสาดโคลนคนอื่นประจำ
สุดท้ายตัวเองก็ทำอะไรดีๆ ไม่เป็น ช่วงที่เป็นรัฐบาลช่วงแรกก็โกง สปก เปิดให้ทุนนอกเข้ามาแบบไม่คิดจนเงินท่วมประเทศ
เอาไปใช้กันสนุกสนาน พอเละก็มาโทษชวลิต ไปหักหลังสมัครมาเป็นรัฐบาลขายสินทรัพย์ ปรส.ซะเกือบเท่าแจกฟรี แต่เงินที่
ได้ก็ยังพอขยับเศรษฐกิจไม่ให้ต้องกู้เพิ่ม แล้วก็ทำจ่ายคืนงวดแรกเป็นจุดทศนิยมปลายปี 43 มันก็ทำได้แค่นั้นแหละ พอทักษิณ
แก้ได้หมดทั้งที่สารพัดปัญหารุมเร้า ก็มีคนมาเขียนบล็อกกิ๊กก๊อกใช้ขอบเขตจินตนาการตัวเองล้วนๆ ระบุปัจจัยและตัวเลขไม่กี่
ตัวว่าแค่นี้ก็สามารถชำระหนี้คืนได้แล้ว แต่นั่นยังไงก็ไม่ใช่ความจริง ความเป็นจริงบอกไม่ได้หรอกว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้
สามารถชำระหนี้คืนได้ก่อนล่วงหน้าสองปีแล้วประเทศยังไปได้อยู่ทั้งที่อยู่ในช่วงเผชิญปัญหาสารพัด ถ้าเป็นรัฐบาลชวนทำต่อ
อาจจะเน่าคาที่ไม่ต้องผุดต้องเกิดกันทั้งประเทศก็ได้ factor ที่เกี่ยวข้องมันมากกว่าที่ยกมาลอยๆ น่าจะเข้าใจนะจะได้ไม่ต้อง
เสียเวลามาเถียงเรื่องตัวเลขไม่กี่ตัว ต่อให้เถียงชนะ ก็เป็นทักษิณอยู่ดีที่จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟหมด ไม่ใช่ชวน 

รัฐบาลชวลิตน่ะล้มเหลวมาตั้งแต่ตอนต้นๆ ที่เป็นรัฐบาลแล้วครับ
คำพูดที่ว่า "ถึงเวลาอยู่ดีกินดี" เอาเข้าจริงเป็นยังไง สภาพตอนนั้น
"ดรีมทีมเศรษฐกิจ" เป็นยังไงยังจำได้ไหม

หลังลอยค่าเงินบาท ปชป. ไม่ทำอะไรชวลิตก็อยู่ต่อไม่ได้ครับ


คุณอยากประหยัดทราบจำนวน สส. ความหวังใหม่ กับ ปปช.
ในรัฐสภายุคนั้นหรือเปล่าครับ ผมยังเคยคิดเลยว่าถ้าตอนนั้น
ปชป. ไม่ถือมารยาทอะไรมากมาย ชิงตั้งรัฐบาลก็อาจทำได้
และวิกฤตเศรษฐกิจอาจไม่แรงถึงขนาดนี้

ถ้าจะโทษว่า ปชป. เปิดให้ทุนนอกเข้ามา ทำไมเมื่อบรรหาร
เป็นรัฐบาล เมื่อชวลิตเป็นรัฐบาล ไม่ปิดเสียให้เรียบร้อยล่ะครับ
มีเวลาหลังจากนั้นอีกร่วม 2 ปี ใครกันแน่ปล่อยให้เงินเข้ามา


แล้วคุณอยากประหยัดฯ จะเถียงเนื้อหาในกระทู้หรือไงว่าเรื่อง
ค่าเงินบาทที่อ่อนลงมากไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาลทักษิณ จนทำให้
มีเงินมากพอไปใช้หนี้

แค่ตัดเรื่องค่าเงินออกอย่างเดียวเท่านั้น ทักษิณก็ไม่มีผลงาน
อะไรมาโม้แล้วครับ (นอกจากจะจงใจแทรกแซงให้ค่าเงินอ่อน
เกินจริงเข้าไปอีก สุดท้ายแทบทั้งหมดก็เรื่อง "ค่าเงิน" อยู่ดี)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-09-2007, 10:35 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #43 เมื่อ: 17-09-2007, 10:28 »

เสียเวลามาเถียงเรื่องตัวเลขไม่กี่ตัว ต่อให้เถียงชนะ ก็เป็นทักษิณอยู่ดีที่จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟหมด ไม่ใช่ชวน 

ก็เพราะมีแต่คนคิดอย่างนี้ไง ไม่ได้ดูเลยว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
ดูแต่ว่าสุดท้ายจ่ายในสมัยใคร เขาถึงต้องเขียนเป็นบทความ

ตอนนี้ผมกำลังจัดทำเรื่องนี้เป็นไฟล์ PDF อยู่จะได้ให้แจกกันอ่าน
ส่งทาง forward mail ได้ด้วย พอมีคนได้อ่านกันทั่วๆ จะได้เลิกดู
แต่ตอนสุดท้ายว่าจ่ายงวดสุดท้ายในสมัยใคร

คุณอยากประหยัดฯ จะเน้นให้เขาดูแต่ตอนสุดท้ายก็เรื่องของคุณ
แต่เขาจะดูตามคุณหรือเปล่าก็อีกเรื่องนะครับ
 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 17-09-2007, 11:43 »

ก็เพราะมีแต่คนคิดอย่างนี้ไง ไม่ได้ดูเลยว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
ดูแต่ว่าสุดท้ายจ่ายในสมัยใคร เขาถึงต้องเขียนเป็นบทความ

ตอนนี้ผมกำลังจัดทำเรื่องนี้เป็นไฟล์ PDF อยู่จะได้ให้แจกกันอ่าน
ส่งทาง forward mail ได้ด้วย พอมีคนได้อ่านกันทั่วๆ จะได้เลิกดู
แต่ตอนสุดท้ายว่าจ่ายงวดสุดท้ายในสมัยใคร

คุณอยากประหยัดฯ จะเน้นให้เขาดูแต่ตอนสุดท้ายก็เรื่องของคุณ
แต่เขาจะดูตามคุณหรือเปล่าก็อีกเรื่องนะครับ
 

รอบทความของคุณจีอยู่นะครับ จะได้เอาไปแจกให้เพื่อนๆ 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #45 เมื่อ: 17-09-2007, 11:50 »

รัฐบาลชวลิตน่ะล้มเหลวมาตั้งแต่ตอนต้นๆ ที่เป็นรัฐบาลแล้วครับ
คำพูดที่ว่า "ถึงเวลาอยู่ดีกินดี" เอาเข้าจริงเป็นยังไง สภาพตอนนั้น
"ดรีมทีมเศรษฐกิจ" เป็นยังไงยังจำได้ไหม

หลังลอยค่าเงินบาท ปชป. ไม่ทำอะไรชวลิตก็อยู่ต่อไม่ได้ครับ


คุณอยากประหยัดทราบจำนวน สส. ความหวังใหม่ กับ ปปช.
ในรัฐสภายุคนั้นหรือเปล่าครับ ผมยังเคยคิดเลยว่าถ้าตอนนั้น
ปชป. ไม่ถือมารยาทอะไรมากมาย ชิงตั้งรัฐบาลก็อาจทำได้
และวิกฤตเศรษฐกิจอาจไม่แรงถึงขนาดนี้

ถ้าจะโทษว่า ปชป. เปิดให้ทุนนอกเข้ามา ทำไมเมื่อบรรหาร
เป็นรัฐบาล เมื่อชวลิตเป็นรัฐบาล ไม่ปิดเสียให้เรียบร้อยล่ะครับ
มีเวลาหลังจากนั้นอีกร่วม 2 ปี ใครกันแน่ปล่อยให้เงินเข้ามา


แล้วคุณอยากประหยัดฯ จะเถียงเนื้อหาในกระทู้หรือไงว่าเรื่อง
ค่าเงินบาทที่อ่อนลงมากไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาลทักษิณ จนทำให้
มีเงินมากพอไปใช้หนี้

แค่ตัดเรื่องค่าเงินออกอย่างเดียวเท่านั้น ทักษิณก็ไม่มีผลงาน
อะไรมาโม้แล้วครับ (นอกจากจะจงใจแทรกแซงให้ค่าเงินอ่อน
เกินจริงเข้าไปอีก สุดท้ายแทบทั้งหมดก็เรื่อง "ค่าเงิน" อยู่ดี)


ถ้าสมัยชวนมีเงินพอมันจ่ายคืนไปแล้ว ไม่คืนแค่เป็นทศนิยมหรอก
ส่วนสมัยทักษิณจ่ายคืนได้ก็อย่าขี้อิจฉายกข้อมูลในอดีตที่ไม่เคย
เป็นจริงมาแสดงความขี้อิจฉาให้เกินหน้าเกินตานักเลย ต่อให้ชวน
มันได้อยู่ต่อเจอซาร์เจอก่อการร้ายเจอหวัดนกเจอสึนามิ ก็คงไปไม่
เป็นเหมือนกัน ก็นโยบายมันต่างกันเยอะ ความยั่งยืนมันอยู่ที่ราก
หญ้าไม่ใช่คนประกอบธุรกิจชุดเดิมที่เคยล้มบนฟูก ให้ชุดนั้นทำมา
หากินเอาเงินมาจ่าย พอถึงเวลาเจอวิกฤตพวกก็ล้มบนฟูกอีกอยู่ดี
นั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการวิเคราะห์ส่งเดชของบล็อกนี้ไม่เคย
พูดถึง รวมทั้งเรื่องเงินกู้ต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้คืนในสมัยชวลิตนั่น
เงินที่แท้จริงก็ยังอยู่ในประเทศในรูปแบบต่างๆ ก็ที่ ปรส.เอามาขาย
ถูกๆ นั่นไง เป็นจุดต่างที่ทำให้ ชวน ยังมีเงินหมุนมาบริหารเศรษฐกิจ
ได้ ไม่ใช่คิดว่าแค่ตัวเลขเศรษฐกิจชั้นเด็กไม่กี่ตัว เอามาโมเมว่าไม่
เกี่ยวกับทักษิณเลย รากฐานเศรษฐกิจเมืองไทยในสมัยที่จีดีพีมัน
เกินห้าล้านๆ ไม่หมูเหมือนสมัยเปรมหรอกนะ เค้าต้องดูที่ดัชนีจีนี่
ถึงจะบอกได้ว่าประเทศพื้นฐานแน่นหรือกลวง ต่อให้จีดีพีเยอะๆ ถ้า
ดัชนีจีนี่ไม่ดี ก็อาจเน่าได้ ตัวอย่างก็อเมริกาไงล่ะ
บันทึกการเข้า
sensei
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 721



« ตอบ #46 เมื่อ: 17-09-2007, 12:15 »

ยกเลิกโครงการใช้แก๊สแล้ว - มีผลกับสมองอย่างแรง   
บันทึกการเข้า

Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #47 เมื่อ: 17-09-2007, 16:26 »

ว่ากันตามนั้นนะ คุณ jerasak
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #48 เมื่อ: 17-09-2007, 16:50 »

ไอ้แก๊ซมันก็แถไปได้เรื่อยๆละครับ จะไปเอาอะไรกับมัน อุปมาเหมือนสีซอให้ควายฟัง
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #49 เมื่อ: 17-09-2007, 19:22 »

ข้อมูลเรื่องดุลย์การค้าที่คุณ จี ฯ ทำเป็นกร๊าฟไว้ กับ การเคลื่อนไหวของตัวเลขเงินทุน สำรองเงินตราต่างประเทศ น่าจะสอดคล้องกันถูกต้องครับ....เด๋ว ช่วงใกล้ ๆ เลือกตั้งผมจะขุดกระทู้นี้ ขึ้นมาเล่นอีกครั้ง เพราะ ช่วงใกล้เลือกตั้ง บรรดา กองเชียร์อาจจะเอาเรื่องนี้ มาหลอกชาวบ้านอีกครั้ง......คุณจี ฯ เขียนเนื้อหาข้อมูลได้ค่อนข้างครบถ้วนทีเดียวครับ

 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: