ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-10-2019, 04:47
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  เลือกตั้งที่จะถึงนี้ จะเลือกใครหรือพรรคการเมืองใดกันบ้างครับ..? 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
เลือกตั้งที่จะถึงนี้ จะเลือกใครหรือพรรคการเมืองใดกันบ้างครับ..?  (อ่าน 12987 ครั้ง)
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« เมื่อ: 08-09-2007, 17:22 »

 

ในเขตกทม.เกือบทุกเขต ครั้งนี้ ผมตัดสินใจเลือกและสนับสนุนสนับสนุน พรรคปชป.ครับ

ต่างจังหวัดก็คงเป็นพรรคชาติไทย..

พวกท่านตัดสินใจกันหรือยังครับ..



ที่ไม่เลือกแน่คือพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่ดูเหมือนเป็นพรรคเฉพาะกิจของพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรรคไปครับ..
บันทึกการเข้า

สมปอง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #1 เมื่อ: 08-09-2007, 17:48 »

ปชป โลดครับ
บันทึกการเข้า



ไม่มีดินผืนใดให้ไออุ่น เท่ากับดินที่คุณถือกำเนิด
ไม่มีดินผืนใดดูมั่นคง เท่ากับดินที่ลงสำมะโนครัว
ไม่มีดินผืนใดให้คุณเดิน เท่ากับดินที่คุณเดินตอนตั้งไข่
ไม่มีดินผืนใดมีความหมาย เท่าแผ่นดินสุดท้ายของเผ่าพันธุ์

ไม่มีเงินไม่มีทองยังไม่หมองเศร้า
มีแผ่นดินปลูกข้าวเราอยู่ได้
ไม่มีเงินไม่มีทองค่อยหาใหม่ บนแผ่นดินสุดท้ายของไทยทุกคน
ปรมาจารย์เจได
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,771


รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ไม่เคยเจอ


« ตอบ #2 เมื่อ: 08-09-2007, 23:56 »

คือว่าแต่ละเขต มันวัดกันบ่ได้

ผมขอไปดูก่อนว่าใครที่อยู่ตรงข้ามพรรคพลังประชาชน และมีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้งในเขตนั้นๆ
ถ้า ปชป เอาคนที่ขี้เหร่ลง ชาวบ้านก็คงไม่กาอยู่ดี ขอเอา 1 เสียงไปรวมกับคนที่มีแนวโน้มจะชนะดีกว่า

สรุปคือ ใครก็ได้ ที่อยู่ตรงข้ามระบอบทักษิณ และดูจะมีภาษีดี
บันทึกการเข้า

http://www.oknation.net/blog/jedimaster



"เมืองดอกบัวงาม  แม่น้ำสองสี  มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามลำเทียนพรรษา  ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

ไม่มีใครเน่าบริสุทธิ์ดุจดั่งมูล ประชาชินสมบูรณ์ซะที่ไหน เมื่อยืนหยัดโชว์จู๋และปาขี้ ประชาชินย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีขี้ผ่องอำไพ เหลี่ยมจันไsย่อมเป็นใหญ่อยู่ใต้ดิน ...

ขอเชิญร่วมกลุ่มต้านทักษิณใน hi5 ครับ

THAKSIN get out !!
http://www.hi5.com/friend/group/1123605--THAKSIN%2Bget%2Bout%2521%2521--front-html

say no to thaksin !
http://www.hi5.com/friend/group/1186900--say%2Bno%2Bto%2Bthaksin%2B%2521--front-html
หาเพื่อนหยิงคุยแก้เหงาครับ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,131


กูรู้มึงต้องอ่าน ฮ่าๆ ขำขำนะจ๊ะ


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 09-09-2007, 01:13 »

เลือกพรรคเสแดงได้หรือเปล่าคับ
บันทึกการเข้า

ขอมอบ เพลงนี้ให้กับพี่น้อง พันธมิตรทุกคนฮะ


http://www.imeem.com/sakujo/music/04_GaHIQ/09_avenged_sevenfold_strength_of_the_worldmp3/

strength of the world
ล้างโคตรทักษิณ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 903



« ตอบ #4 เมื่อ: 09-09-2007, 15:10 »

คือว่าแต่ละเขต มันวัดกันบ่ได้

ผมขอไปดูก่อนว่าใครที่อยู่ตรงข้ามพรรคพลังประชาชน และมีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้งในเขตนั้นๆ
ถ้า ปชป เอาคนที่ขี้เหร่ลง ชาวบ้านก็คงไม่กาอยู่ดี ขอเอา 1 เสียงไปรวมกับคนที่มีแนวโน้มจะชนะดีกว่า

สรุปคือ ใครก็ได้ ที่อยู่ตรงข้ามระบอบทักษิณ และดูจะมีภาษีดี


ก็คงต้องทำแบบนั้น
บันทึกการเข้า
sensei
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 721



« ตอบ #5 เมื่อ: 09-09-2007, 15:35 »

คือว่าแต่ละเขต มันวัดกันบ่ได้

ผมขอไปดูก่อนว่าใครที่อยู่ตรงข้ามพรรคพลังประชาชน และมีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้งในเขตนั้นๆ
ถ้า ปชป เอาคนที่ขี้เหร่ลง ชาวบ้านก็คงไม่กาอยู่ดี ขอเอา 1 เสียงไปรวมกับคนที่มีแนวโน้มจะชนะดีกว่า

สรุปคือ ใครก็ได้ ที่อยู่ตรงข้ามระบอบทักษิณ และดูจะมีภาษีดี


สนับสนุนแนวความคิดนี้ครับ
บันทึกการเข้า

เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #6 เมื่อ: 09-09-2007, 16:00 »



        แต่ไงๆผมก็จะไม่เลือกพรรค ปชช.  แน่นอนครับ   
บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
ปรมาจารย์เจได
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,771


รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ไม่เคยเจอ


« ตอบ #7 เมื่อ: 09-09-2007, 17:29 »


        แต่ไงๆผมก็จะไม่เลือกพรรค ปชช.  แน่นอนครับ   

แหะๆ หมายถึงพรรคพลัง ประชาชิน หรือเปล่า

ผมอยากให้มีพรรค ปปช จัง (พรรคป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) มาเป็นฝ่ายค้านจัง 
บันทึกการเข้า

http://www.oknation.net/blog/jedimaster



"เมืองดอกบัวงาม  แม่น้ำสองสี  มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามลำเทียนพรรษา  ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

ไม่มีใครเน่าบริสุทธิ์ดุจดั่งมูล ประชาชินสมบูรณ์ซะที่ไหน เมื่อยืนหยัดโชว์จู๋และปาขี้ ประชาชินย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีขี้ผ่องอำไพ เหลี่ยมจันไsย่อมเป็นใหญ่อยู่ใต้ดิน ...

ขอเชิญร่วมกลุ่มต้านทักษิณใน hi5 ครับ

THAKSIN get out !!
http://www.hi5.com/friend/group/1123605--THAKSIN%2Bget%2Bout%2521%2521--front-html

say no to thaksin !
http://www.hi5.com/friend/group/1186900--say%2Bno%2Bto%2Bthaksin%2B%2521--front-html
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 09-09-2007, 17:44 »



เอาลิงค์ข้อมูลการเลือกตั้งเก่า-ใหม่มาฝากครับ  http://www.khonthai.com/Election/ssapply/enqss/internet/index.html


 http://www.khonthai.com/Election/ssapply/enqss/internet/cprolst.php

ค้นหาด้วย : จังหวัด กาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ 1
 สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ : 6 กุมภาพันธ์ 2548 
จำนวน : 7 ราย 
 
หมายเลขผู้สมัคร ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด อายุ วัน เดือน ปีที่สมัคร เพศ พรรค ยืนยันโดยกกต.
0001 นายวิรัช พิมพะนิตย์  5 ธันวาคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย ชาติไทย - 
0004 นายวรุจน์ มูลศรี  16 ตุลาคม 2515 33 13 มกราคม 2548 ชาย ประชาธิปัตย์ - 
0005 นายวรวัฒน์ รุ่งรัตนกสิน  17 กุมภาพันธ์ 2486 62 14 มกราคม 2548 ชาย ประชาชนไทย - 
0006 นายณัฐพล สุวรรณชาติ  8 กุมภาพันธ์ 2508 40 14 มกราคม 2548 ชาย คนขอปลดหนี้ - 
0009 นางบุญรื่น ศรีธเรศ  10 ตุลาคม 2486 62 10 มกราคม 2548 หญิง ไทยรักไทย - 
0010 นายกิติชัย วินมูน  21 ตุลาคม 2509 39 14 มกราคม 2548 ชาย ความหวังใหม่ - 
0011 นายชัชวาล เชิญตระกูล  12 กันยายน 2508 40 12 มกราคม 2548 ชาย มหาชน - 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 09-09-2007, 17:46 »





สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 44 อาคารศรีจุลทรัพย์ ถ.พระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพ 10330 โทร 0 2613 7333 E-mail : dav@ect.go.th

http://www.ect.go.th/thai/default.html
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 09-09-2007, 18:00 »


สรุปยอดเงินบริจาคพรรคการเมือง  http://www.ect.go.th/thai/fund.html

เดือนกรกฎาคม 2550 ดูรายละเอียด...   http://www.ect.go.th/thai/fund/fund_jul50.pdf
                                       
พรรคการเมือง                                                  รวมยอดเงินบริจาค

                                                                     ประจำเดือน
                                                                     กรกฎาคม ครั้ง   มกราคม - กรกฎาคม ครั้ง
1. พรรคประชาธิปัตย์                                     99,993,600.00 4    109,878,218.00   27
2. พรรคพลังแผ่นดินไท                                                         - -         330,000.00   2
3. พรรคชาติไทย                                                                - -      1,250,000.00   6
4. พรรคไทยรักไทย ** - - 6,616,700.00 9
                                                          รวม 99,993,600.00 4   118,074,918.00   44

** หมายเหตุ :- คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550
ปี 2550
ประจำเดือน
รวมยอดเงินบริจาค

........


สาระน่ารู้การเลือกตั้ง ส.ส.  http://www.ect.go.th/thai/download50/a4.pdf
ตามรัฐธรรมนูญปี 50   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-09-2007, 18:05 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 09-09-2007, 18:18 »



การเมือง   http://www.the-thainews.com/domnews/politic.htm

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2550


ปธ.สนช.หนุนแนวคิดตั้งสินบนนำจับโกงเลือกตั้ง
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. สนับสนุนแนวคิดของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ กรณีที่จะเสนอเรื่องสินบนนำจับผู้กระทำการทุจริตเลือกตั้งในบทกำหนดโทษ เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวม เกี่ยวกับการทำให้การเลือกตั้งโปร่งใส แต่เห็นว่า กมธ.ต้องพิจารณาและให้มีข้อยกเว้น โดยไม่เอาผิดกับผู้ที่รับเงิน เพื่อจะได้มีพยานที่หนักแน่นขึ้น ทั้งนี้หากมีกรณีการกล่าวหาใส่ร้ายกัน ควรเขียนกฎหมายลงโทษกับผู้ที่ใส่ร้ายให้หนักขึ้นด้วย

ปธ.สนช. ระบุพรรคการเมืองสามารถท้วงติง ก.ม.ลูก ได้
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า หากพรรคการเมืองมีความเป็นห่วงว่ากฎหมายลูกจะกระทบการทำงานของพรรคการเมืองมากเกินไปนั้น ยืนยันว่า แต่ละพรรคสามารถแสดงความเห็น โดยส่งเป็นหนังสือท้วงติง และเสนอมายังกรรมาธิการได้ อีกทั้งยืนยันว่า สามารถปรับแก้ไขในชั้นการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ได้
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 09-09-2007, 18:33 »

ไทยรักไทย หมายเลข 2 (เขตเลือกตั้ง)
 สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ : 6 กุมภาพันธ์ 2548 
จำนวน : 400 ราย 
 

จังหวัด เขตเลือกตั้ง หมายเลขผู้สมัคร ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด อายุ วัน เดือน ปีที่สมัคร เพศ ยืนยันโดยกกต
กรุงเทพมหานคร 01 0009 นายศิริ หวังบุญเกิด 25 กุมภาพันธ์ 2490 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 02 0009 นายกฤษฎา สัจจกุล 2 ตุลาคม 2513 35 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 03 0009 นางลลิตา ฤกษ์สำราญ 23 กุมภาพันธ์ 2492 55 13 มกราคม 2548 หญิง - 
กรุงเทพมหานคร 04 0009 นายรชฏ พิสิษฐบรรณกร 28 เมษายน 2518 29 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 05 0009 น.พ.ประจวบ อึ๊งภากรณ์ 28 ธันวาคม 2489 59 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 06 0009 นางอรทัย ฐานะจาโร 13 กุมภาพันธ์ 2510 37 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กรุงเทพมหานคร 07 0009 นายดนุพร ปุณณกันต์ 3 กันยายน 2514 34 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 08 0009 นายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 09 0009 น.ต.ศิธา ทิวารี 6 พฤศจิกายน 2507 40 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 10 0009 น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม 24 มิถุนายน 2513 35 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กรุงเทพมหานคร 11 0009 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี 2 มกราคม 2506 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 12 0009 นายเฉลิมชัย จีนะวิจารณะ 12 สิงหาคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 13 0009 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี 3 เมษายน 2516 31 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กรุงเทพมหานคร 14 0009 นายการุณ โหสกุล 4 ธันวาคม 2510 37 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 15 0009 นางปวีณา หงสกุล 5 กรกฎาคม 2492 55 11 มกราคม 2548 หญิง - 
กรุงเทพมหานคร 16 0009 นายอนุสรณ์ ปั้นทอง 24 เมษายน 2506 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 17 0009 นายประมณฑ์ คุณะเกษม 15 สิงหาคม 2506 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 18 0009 น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน 28 ตุลาคม 2511 36 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กรุงเทพมหานคร 19 0009 นายพิมล ศรีวิกรม์ 14 เมษายน 2507 40 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 20 0009 นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ 8 มกราคม 2506 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 21 0009 นายเอกพจน์ วงศ์อารยะ 1 ตุลาคม 2509 38 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 22 0009 นายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ 31 ตุลาคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 23 0009 น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ 4 มีนาคม 2502 45 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กรุงเทพมหานคร 24 0009 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ 19 พฤศจิกายน 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 25 0009 นายมงคล กิมสูนจันทร์ 27 พฤศจิกายน 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 26 0009 นายวิชาญ มีนชัยนันท์ 24 กรกฎาคม 2503 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 27 0009 นายเอนก หุตังคบดี 26 กุมภาพันธ์ 2494 54 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 28 0009 น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ 3 เมษายน 2518 29 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กรุงเทพมหานคร 29 0009 นายภิมุข สิมะโรจน์ 23 ธันวาคม 2513 34 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 30 0009 นายจักรภพ เพ็ญแข 21 ตุลาคม 2510 37 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 31 0009 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ 17 กรกฎาคม 2511 37 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 32 0009 นายมานะ คงวุฒิปัญญา 13 ตุลาคม 2504 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 33 0009 นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ 2 มกราคม 2507 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 34 0009 นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล 1 พฤศจิกายน 2476 71 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 35 0009 นายสากล ม่วงศิริ 16 พฤษภาคม 2514 33 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 36 0009 นายสุธา ชันแสง 13 มิถุนายน 2503 45 13 มกราคม 2548 ชาย - 
กรุงเทพมหานคร 37 0009 นายแสวง ฤกษ์จรัล 31 พฤษภาคม 2493 54 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สมุทรปราการ 01 0009 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 15 มีนาคม 2487 61 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สมุทรปราการ 02 0009 นายประเสริฐ เด่นนภาลัย 31 สิงหาคม 2500 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สมุทรปราการ 03 0009 ว่าที่เรือโทวัลลภ ยังตรง 10 มกราคม 2496 52 10 มกราคม 2548 ชาย - 
 
 
สมุทรปราการ 04 0009 นายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ 1 ตุลาคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สมุทรปราการ 05 0009 นางสลิลทิพย์ ชัยสดมภ์ 5 กุมภาพันธ์ 2507 41 10 มกราคม 2548 หญิง - 
สมุทรปราการ 06 0009 น.ส.เรวดี รัศมิทัต 19 เมษายน 2512 35 10 มกราคม 2548 หญิง - 
สมุทรปราการ 07 0009 นายประชา ประสพดี 31 ตุลาคม 2503 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นนทบุรี 01 0009 นายนิทัศน์ ศรีนนท์ 1 เมษายน 2500 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นนทบุรี 02 0009 นายอุดมเดช รัตนเสถียร 1 มกราคม 2502 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นนทบุรี 03 0009 นางพิมพา จันทร์ประสงค์ 16 สิงหาคม 2496 51 10 มกราคม 2548 หญิง - 
นนทบุรี 04 0009 พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย 8 สิงหาคม 2492 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นนทบุรี 05 0009 นายสุชาติ บรรดาศักดิ์ 11 สิงหาคม 2498 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นนทบุรี 06 0009 นายฉลอง เรี่ยวแรง 18 กุมภาพันธ์ 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ปทุมธานี 01 0009 นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล 17 ธันวาคม 2500 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ปทุมธานี 02 0009 ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี 2 กุมภาพันธ์ 2505 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ปทุมธานี 03 0009 นายวรัญญู เทพหัสดิน ณ อยุธยา 1 มิถุนายน 2516 32 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ปทุมธานี 04 0009 นายลิขิต หมู่ดี 26 เมษายน 2490 58 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ปทุมธานี 05 0009 นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ 12 เมษายน 2489 59 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พระนครศรีอยุธยา 01 0009 นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร 20 มิถุนายน 2506 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พระนครศรีอยุธยา 02 0009 นายพ้อง ชีวานันท์ 27 พฤษภาคม 2490 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พระนครศรีอยุธยา 03 0009 น.ส.สุวิมล พันธ์เจริญวรกุล 20 พฤศจิกายน 2510 37 10 มกราคม 2548 หญิง - 
พระนครศรีอยุธยา 04 0009 นายวิทยา บุรณศิริ 12 มกราคม 2503 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พระนครศรีอยุธยา 05 0009 นายบุญพันธ์ แขวัฒนะ 6 มกราคม 2473 75 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อ่างทอง 01 0009 น.ส.เพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ไชย 16 พฤษภาคม 2511 37 10 มกราคม 2548 หญิง - 
อ่างทอง 02 0009 พล.ต.ต.ประจวบ เปาอินทร์ 11 มีนาคม 2487 61 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลพบุรี 01 0009 นายณัฐพล เกียรติวินัยสกุล 18 มีนาคม 2512 36 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลพบุรี 02 0009 นายพงษ์ศักดิ์ วรปัญญา 5 ธันวาคม 2505 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลพบุรี 03 0009 นายสุชาติ ลายน้ำเงิน 2 มกราคม 2505 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลพบุรี 04 0009 นายอำนวย คลังผา 16 ตุลาคม 2488 60 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลพบุรี 05 0009 นายนิยม วรปัญญา 8 พฤษภาคม 2473 75 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สิงห์บุรี 01 0009 นายพายัพ ปั้นเกตุ 24 ธันวาคม 2502 46 12 มกราคม 2548 ชาย - 
ชัยนาท 01 0009 นายอนุชา นาคาศัย 15 เมษายน 2503 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชัยนาท 02 0009 นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง 31 มีนาคม 2497 50 13 มกราคม 2548 ชาย - 
สระบุรี 01 0009 ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร 30 กรกฎาคม 2517 30 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สระบุรี 02 0009 นายยงยศ อดิเรกสาร 8 พฤศจิกายน 2487 60 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สระบุรี 03 0009 นายฉัตรชัย ศิลาพร 18 ตุลาคม 2503 44 13 มกราคม 2548 ชาย - 
สระบุรี 04 0009 นายวีระพล อดิเรกสาร 24 ตุลาคม 2489 58 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชลบุรี 01 0009 นายสง่า ธนสงวนวงศ์ 1 มกราคม 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชลบุรี 02 0009 นายอัมรินทร์ ตั้งประกอบ 9 ตุลาคม 2519 28 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชลบุรี 03 0009 นายวิทยา คุณปลื้ม 27 มิถุนายน 2508 39 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชลบุรี 04 0009 นายสุรสิทธิ์ นิติวุฒิวรรักษ์ 18 มิถุนายน 2498 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชลบุรี 05 0009 นายอิทธิพล คุณปลื้ม 15 ธันวาคม 2516 31 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชลบุรี 06 0009 นายชาญยุทธ เฮงตระกูล 23 พฤศจิกายน 2497 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 


ชลบุรี 07 0009 พล.ร.ท.โรช วิภัติภูมิประเทศ 14 มิถุนายน 2473 74 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ระยอง 01 0009 นายยงยศ อรุณเวสสะเศรษฐ 26 กรกฎาคม 2503 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ระยอง 02 0009 ร.ต.กฤษฎา การุญ 12 ธันวาคม 2518 30 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ระยอง 03 0009 นายธารา ปิตุเตชะ 15 สิงหาคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ระยอง 04 0009 นายปราโมทย์ วีระพันธ์ 24 พฤศจิกายน 2505 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
จันทบุรี 01 0009 นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ 7 มิถุนายน 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
จันทบุรี 02 0009 พล.ต.ต.พยุง ตรงสวัสดิ์ 8 กรกฎาคม 2487 60 10 มกราคม 2548 ชาย - 
จันทบุรี 03 0009 นายพงศ์เวช เวชชาชีวะ 12 พฤศจิกายน 2509 38 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ตราด 01 0009 นายสิงหา สง่าศิลป์ 16 กุมภาพันธ์ 2493 54 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ฉะเชิงเทรา 01 0009 นางฐิติมา ฉายแสง 13 พฤศจิกายน 2503 44 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ฉะเชิงเทรา 02 0009 นายสมชัย อัศวชัยโสภณ 24 สิงหาคม 2491 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ฉะเชิงเทรา 03 0009 นายสุชาติ ตันเจริญ 11 กุมภาพันธ์ 2501 46 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ฉะเชิงเทรา 04 0009 นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง 13 สิงหาคม 2502 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ปราจีนบุรี 01 0009 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ ศรีจันทร์งาม 27 มิถุนายน 2509 39 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ปราจีนบุรี 02 0009 นายคงกฤช หงษ์วิไล 13 กรกฎาคม 2505 43 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ปราจีนบุรี 03 0009 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ 10 กุมภาพันธ์ 2506 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครนายก 01 0009 นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร 12 เมษายน 2495 53 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครนายก 02 0009 นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร 6 กันยายน 2497 51 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สระแก้ว 01 0009 นายฐานิสร์ เทียนทอง 30 กรกฎาคม 2512 36 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สระแก้ว 02 0009 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง 12 กันยายน 2515 33 10 มกราคม 2548 หญิง - 
สระแก้ว 03 0009 นายสรวงศ์ เทียนทอง 28 กรกฎาคม 2518 30 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 01 0009 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ 29 ธันวาคม 2502 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 02 0009 นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล 8 มีนาคม 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 03 0009 นายประเสริฐ บุญชัยสุข 1 พฤศจิกายน 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 04 0009 นายอุทัย มิ่งขวัญ 15 เมษายน 2506 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 05 0009 นางพิชญ์สินี มุ่งฝากกลาง กิตติรักษกุล 27 เมษายน 2504 44 10 มกราคม 2548 หญิง - 
นครราชสีมา 06 0009 นายวัชรา ณ วังขนาย 25 พฤศจิกายน 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 07 0009 นายพงษ์พิช รุ่งเป้า 14 มกราคม 2502 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 08 0009 นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก 24 มีนาคม 2499 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 09 0009 นายสมศักดิ์ โสมกลาง 15 พฤศจิกายน 2495 52 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 10 0009 ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี 24 พฤศจิกายน 2492 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 11 0009 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 14 มกราคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 12 0009 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 8 เมษายน 2507 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 13 0009 นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม 31 ธันวาคม 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 14 0009 พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ 9 ธันวาคม 2492 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 15 0009 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง 1 เมษายน 2503 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครราชสีมา 16 0009 นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ 20 สิงหาคม 2498 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
บุรีรัมย์ 01 0009 นายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล 1 เมษายน 2501 47 12 มกราคม 2548 ชาย - 
บุรีรัมย์ 02 0009 นางกรุณา ชิดชอบ 22 พฤษภาคม 2507 41 12 มกราคม 2548 หญิง - 
บุรีรัมย์ 03 0009 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ 9 พฤศจิกายน 2505 43 12 มกราคม 2548 ชาย - 


บุรีรัมย์ 04 0009 นายสุรศักดิ์ นาคดี 30 มีนาคม 2507 41 12 มกราคม 2548 ชาย - 
บุรีรัมย์ 05 0009 นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ 21 ธันวาคม 2494 53 12 มกราคม 2548 ชาย - 
บุรีรัมย์ 06 0009 นายโสภณ ซารัมย์ 31 มีนาคม 2502 45 12 มกราคม 2548 ชาย - 
บุรีรัมย์ 07 0009 นายประกิจ พลเดช 2491 57 12 มกราคม 2548 ชาย - 
บุรีรัมย์ 08 0009 นายโสภณ เพชรสว่าง 31 ธันวาคม 2483 65 12 มกราคม 2548 ชาย - 
บุรีรัมย์ 09 0009 นายขจรธน จุดโต 15 มิถุนายน 2501 47 12 มกราคม 2548 ชาย - 
บุรีรัมย์ 10 0009 นายทรงศักดิ์ ทองศรี 20 เมษายน 2501 47 13 มกราคม 2548 ชาย - 
สุรินทร์ 01 0009 นายชูชัย มุ่งเจริญพร 23 มกราคม 2504 44 11 มกราคม 2548 ชาย - 
สุรินทร์ 02 0009 นายเกษม รุ่งธนเกียรติ 19 พฤษภาคม 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุรินทร์ 03 0009 นางฟาริดา สุไลมาน 26 มกราคม 2507 41 11 มกราคม 2548 หญิง - 
สุรินทร์ 04 0009 นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา 15 กรกฎาคม 2502 45 14 มกราคม 2548 ชาย - 
สุรินทร์ 05 0009 นายประดุจ มั่นหมาย 17 เมษายน 2496 51 11 มกราคม 2548 ชาย - 
สุรินทร์ 06 0009 นายศุภรักษ์ ควรหา 7 กันยายน 2502 46 11 มกราคม 2548 ชาย - 
สุรินทร์ 07 0009 นายมานิตย์ สังข์พุ่ม 26 เมษายน 2504 43 11 มกราคม 2548 ชาย - 
สุรินทร์ 08 0009 จ.ส.อ.เสกสรรค์ แสนภูมิ 10 มิถุนายน 2491 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุรินทร์ 09 0009 นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล 10 ตุลาคม 2502 45 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ศรีสะเกษ 01 0009 นายธเนศ เครือรัตน์ 4 พฤศจิกายน 2507 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ศรีสะเกษ 02 0009 นายพิทยา บุญเฉลียว 25 พฤศจิกายน 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ศรีสะเกษ 03 0009 นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ 5 กรกฎาคม 2497 50 10 มกราคม 2547 ชาย - 
ศรีสะเกษ 04 0009 นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ 21 เมษายน 2505 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ศรีสะเกษ 05 0009 นายอมรเทพ สมหมาย 17 มกราคม 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ศรีสะเกษ 06 0009 พ.ต.อ.ทิน วงศ์ปลั่ง 15 กันยายน 2479 69 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ศรีสะเกษ 07 0009 นางมาลินี อินฉัตร 19 เมษายน 2502 46 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ศรีสะเกษ 08 0009 นายมานพ จรัสดำรงนิตย์ 27 ธันวาคม 2495 53 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ศรีสะเกษ 09 0009 นายปวีณ แซ่จึง 28 ธันวาคม 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 01 0009 นายเกรียง กัลป์ตินันท์ 27 ตุลาคม 2495 53 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 02 0009 นายสมบัติ รัตโน 3 กรกฎาคม 2505 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 03 0009 นายโกวิทย์ ธรรมานุชิต 2 เมษายน 2503 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 04 0009 นายสุพล ฟองงาม 5 กรกฎาคม 2505 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 05 0009 นายสุทธิชัย จรูญเนตร 24 ธันวาคม 2509 39 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 06 0009 นายอุดร ทองประเสริฐ 21 มิถุนายน 2486 62 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 07 0009 นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ 14 ตุลาคม 2474 74 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 08 0009 นายพูลสวัสดิ์ โหตระไวศยะ 2 มิถุนายน 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 09 0009 นายสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ 10 มกราคม 2498 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 10 0009 นายกิตติพงษ์ เทียมสุวรรณ 3 กุมภาพันธ์ 2505 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุบลราชธานี 11 0009 นายชาตรี พิริยะกิจไพบูลย์ 6 มีนาคม 2487 61 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ยโสธร 01 0009 นายสุทธิชัย จันทร์อารักษ์ 10 กุมภาพันธ์ 2501 46 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ยโสธร 02 0009 นายรณฤทธิชัย คานเขต 12 กันยายน 2492 55 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ยโสธร 03 0009 นายวิฑูรย์ วงษ์ไกร 1 ตุลาคม 2494 54 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ยโสธร 04 0009 นายวิสันต์ เดชเสน 19 พฤศจิกายน 2502 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 


ชัยภูมิ 01 0009 นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ 5 เมษายน 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชัยภูมิ 02 0009 นายชวลิต มหาจันทร์ 10 กันยายน 2494 54 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชัยภูมิ 03 0009 นายก่ำชุง ประภากรแก้วรัตน์ 8 มิถุนายน 2491 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชัยภูมิ 04 0009 นายวุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย 13 มีนาคม 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชัยภูมิ 05 0009 นายศรคม ฦาชา 27 กุมภาพันธ์ 2506 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชัยภูมิ 06 0009 นายเจริญ จรรย์โกมล 1 เมษายน 2503 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชัยภูมิ 07 0009 นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ 23 เมษายน 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อำนาจเจริญ 01 0009 นายธีระชัย ศิริขันธ์ 28 ตุลาคม 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อำนาจเจริญ 02 0009 นายชัยศรี กีฬา 9 มีนาคม 2506 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
หนองบัวลำภู 01 0009 นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ 30 มิถุนายน 2482 66 10 มกราคม 2548 ชาย - 
หนองบัวลำภู 02 0009 นายไชยา พรหมา 26 มกราคม 2503 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
หนองบัวลำภู 03 0009 นายวิชัย สามิตร 10 มกราคม 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 01 0009 นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร 1 ธันวาคม 2507 40 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 02 0009 นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ 23 กันยายน 2494 54 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 03 0009 นายจตุพร เจริญเชื้อ 20 กุมภาพันธ์ 2511 37 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 04 0009 นางมุกดา พงษ์สมบัติ 11 สิงหาคม 2495 53 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ขอนแก่น 05 0009 นายภูมิ สาระผล 6 พฤศจิกายน 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 06 0009 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ 27 มิถุนายน 2497 51 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 07 0009 นายสุชาย ศรีสุรพล 20 กุมภาพันธ์ 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 08 0009 นายสมศักดิ์ คุณเงิน 24 กุมภาพันธ์ 2496 51 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 09 0009 นายอรรถสิทธิ์ กาญจนสินิทธ์ 17 พฤศจิกายน 2502 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 10 0009 นายพงศกร อรรณนพพร 29 พฤษภาคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ขอนแก่น 11 0009 นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย 17 กรกฎาคม 2491 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 01 0009 นายศราวุธ เพชรพนมพร 25 เมษายน 2513 35 12 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 02 0009 นายอรรถพล สนิทวงศ์ชัย 29 เมษายน 2510 38 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 03 0009 นายวิชัย ชัยจิตวณิชกุล 22 เมษายน 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 04 0009 นายธีระยุทธ วานิชชัง 21 ธันวาคม 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 05 0009 น.ส.รสพิมล จิรเมธากร 16 ธันวาคม 2508 39 10 มกราคม 2548 หญิง - 
อุดรธานี 06 0009 นายทองดี มนิสสาร 6 พฤศจิกายน 2488 59 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 07 0009 นายธีระชัย แสนแก้ว 5 กุมภาพันธ์ 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 08 0009 นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น 7 ตุลาคม 2512 36 11 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 09 0009 นายธราพงษ์ สีลาวงษ์ 4 มีนาคม 2515 33 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุดรธานี 10 0009 นายสุรชาติ ชำนาญศิลป์ 6 มิถุนายน 2483 64 14 มกราคม 2548 ชาย - 
เลย 01 0009 นายทศพล สังขทรัพย์ 11 มกราคม 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เลย 02 0009 นางนันทนา ทิมสุวรรณ 7 กุมภาพันธ์ 2509 38 10 มกราคม 2548 หญิง - 
เลย 03 0009 นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข 2 พฤศจิกายน 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เลย 04 0009 นางจันทร์เพ็ญ แสงเจริญรัตน์ 28 กันยายน 2502 45 10 มกราคม 2548 หญิง - 
หนองคาย 01 0009 นายพงศ์พันธ์ สุนทรชัย 28 กันยายน 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
หนองคาย 02 0009 นายประสิทธิ์ จันทาทอง 3 กันยายน 2489 59 10 มกราคม 2548 ชาย - 
หนองคาย 03 0009 นายเอกธนัช อินทร์รอด 12 กุมภาพันธ์ 2512 35 10 มกราคม 2548 ชาย - 


หนองคาย 04 0009 นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ 31 สิงหาคม 2517 31 10 มกราคม 2548 ชาย - 
หนองคาย 05 0009 นายสงกรานต์ คำพิไสย์ 5 เมษายน 2502 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
หนองคาย 06 0009 นายนิพนธ์ คนขยัน 4 มีนาคม 2502 45 12 มกราคม 2548 ชาย - 
มหาสารคาม 01 0009 นายทองหล่อ พลโคตร 4 มกราคม 2502 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
มหาสารคาม 02 0009 นายสุชาติ ศรีสังข์ 20 เมษายน 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
มหาสารคาม 03 0009 นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร 17 กรกฎาคม 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
มหาสารคาม 04 0009 นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง 27 พฤษภาคม 2495 53 14 มกราคม 2548 ชาย - 
มหาสารคาม 05 0009 นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท 10 ธันวาคม 2505 42 11 มกราคม 2548 หญิง - 
มหาสารคาม 06 0009 นายกริช กงเพชร 30 กันยายน 2486 62 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ร้อยเอ็ด 01 0009 นายสานิต ว่องสัธนพงษ์ 30 พฤษภาคม 2488 60 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ร้อยเอ็ด 02 0009 นายฉลาด ขามช่วง 2 กันยายน 2499 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ร้อยเอ็ด 03 0009 นายเอกภาพ พลซื่อ 5 กันยายน 2502 46 12 มกราคม 2548 ชาย - 
ร้อยเอ็ด 04 0009 นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ 1 มีนาคม 2492 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ร้อยเอ็ด 05 0009 นายนิสิต สินธุไพร 12 มีนาคม 2499 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ร้อยเอ็ด 06 0009 นายกิตติ สมทรัพย์ 31 กรกฎาคม 2507 41 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ร้อยเอ็ด 07 0009 นายศักดา คงเพชร 3 มีนาคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ร้อยเอ็ด 08 0009 นายเวียง วรเชษฐ์ 6 พฤษภาคม 2494 53 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กาฬสินธุ์ 01 0009 นางบุญรื่น ศรีธเรศ 10 ตุลาคม 2486 62 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กาฬสินธุ์ 02 0009 น.ส.อรดี สุทธศรี 9 พฤศจิกายน 2487 61 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กาฬสินธุ์ 03 0009 นายวิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง 13 มีนาคม 2494 54 11 มกราคม 2548 ชาย - 
กาฬสินธุ์ 04 0009 นายพีระเพชร ศิริกุล 27 กุมภาพันธ์ 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กาฬสินธุ์ 05 0009 น.ส.ภัทรา วรามิตร 16 กันยายน 2518 30 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กาฬสินธุ์ 06 0009 นายประเสริฐ บุญเรือง 29 พฤศจิกายน 2502 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สกลนคร 01 0009 นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย 14 กุมภาพันธ์ 2497 52 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สกลนคร 02 0009 นายเฉลิมชัย อุฬารกุล 19 ธันวาคม 2497 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สกลนคร 03 0009 นายเฉลิมชาติ การุญ 5 ธันวาคม 2510 37 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สกลนคร 04 0009 นายสาคร พรหมภักดี 15 กรกฎาคม 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สกลนคร 05 0009 นายพงษ์ศักดิ์ บุญศล 16 เมษายน 2506 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สกลนคร 06 0009 นายเสรี สาระนันท์ 28 กรกฎาคม 2485 63 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สกลนคร 07 0009 นายเกษม อุประ 5 เมษายน 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครพนม 01 0009 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ 17 เมษายน 2495 53 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครพนม 02 0009 นายไพจิต ศรีวรขาน 17 พฤษภาคม 2490 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครพนม 03 0009 นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ 13 ตุลาคม 2479 69 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครพนม 04 0009 นายอรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ 1 พฤษภาคม 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครพนม 05 0009 นายศุภชัย โพธิ์สุ 1 มกราคม 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
มุกดาหาร 01 0009 นายประมวลศิลป์ โภคสวัสดิ์ 25 สิงหาคม 2493 55 12 มกราคม 2548 ชาย - 
มุกดาหาร 02 0009 นางลาวัณย์ ตันติกุลพงศ์ 2 เมษายน 2494 54 10 มกราคม 2548 หญิง - 
เชียงใหม่ 01 0009 นายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ 5 พฤศจิกายน 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงใหม่ 02 0009 นายพายัพ ชินวัตร 19 กุมภาพันธ์ 2500 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงใหม่ 03 0009 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ 8 กรกฎาคม 2503 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 


เชียงใหม่ 04 0009 นายวิทยา ทรงคำ 29 ตุลาคม 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงใหม่ 05 0009 นายพรชัย อรรถปรียางกูร 19 พฤศจิกายน 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงใหม่ 06 0009 นายนพคุณ รัฐผไท 1 มกราคม 2491 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงใหม่ 07 0009 นายสุรพล เกียรติไชยากร 15 กุมภาพันธ์ 2482 65 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงใหม่ 08 0009 นางผณินทรา ภัคเกษม 17 มิถุนายน 2483 65 10 มกราคม 2548 หญิง - 
เชียงใหม่ 09 0009 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ 8 เมษายน 2518 30 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงใหม่ 10 0009 นายสันติ ตันสุหัช 13 กุมภาพันธ์ 2496 51 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลำพูน 01 0009 น.ส.อาภาภรณ์ พุทธปวน 9 ธันวาคม 2515 33 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ลำพูน 02 0009 นายสงวน พงษ์มณี 2 มกราคม 2487 61 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลำพูน 03 0009 นายสถาพร มณีรัตน์ 20 เมษายน 2505 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลำปาง 01 0009 นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร 24 มกราคม 2479 69 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลำปาง 02 0009 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร 3 กุมภาพันธ์ 2512 36 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลำปาง 03 0009 นายวาสิต พยัคฆบุตร 9 กุมภาพันธ์ 2496 52 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ลำปาง 04 0009 นายพินิจ จันทรสุรินทร์ 22 เมษายน 2480 67 13 มกราคม 2548 ชาย - 
ลำปาง 05 0009 นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ 22 มกราคม 2507 41 11 มกราคม 2548 ชาย - 
อุตรดิตถ์ 01 0009 น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ 15 มิถุนายน 2505 42 11 มกราคม 2548 หญิง - 
อุตรดิตถ์ 02 0009 นายศรัณย์ ศรัณย์เกตุ 12 กุมภาพันธ์ 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุตรดิตถ์ 03 0009 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย 14 มิถุนายน 2500 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
แพร่ 01 0009 นายทศพร เสรีรักษ์ 2498 50 12 มกราคม 2548 ชาย - 
แพร่ 02 0009 นายอนุวัธ วงศ์วรรณ 25 ตุลาคม 2496 52 10 มกราคม 2548 ชาย - 
แพร่ 03 0009 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล 2 พฤศจิกายน 2502 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
น่าน 01 0009 นางสิรินทร รามสูต 27 เมษายน 2503 45 10 มกราคม 2548 หญิง - 
น่าน 02 0009 นายชลน่าน ศรีแก้ว 4 มิถุนายน 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
น่าน 03 0009 ดร.วัลลภ สุปริยศิลป์ 3 เมษายน 2483 65 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พะเยา 01 0009 น.ส.อรุณี ชำนาญยา 24 กุมภาพันธ์ 2509 39 10 มกราคม 2548 หญิง - 
พะเยา 02 0009 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ 13 พฤษภาคม 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พะเยา 03 0009 นายไพโรจน์ ตันบรรจง 4 เมษายน 2497 51 14 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงราย 01 0009 นายสามารถ แก้วมีชัย 9 กุมภาพันธ์ 2494 54 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงราย 02 0009 นายสฤษฏ์ อึ้งอภินันท์ 25 กุมภาพันธ์ 2493 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงราย 03 0009 นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ 4 กุมภาพันธ์ 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงราย 04 0009 นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ 14 กรกฎาคม 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงราย 05 0009 นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ 15 มกราคม 2482 66 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงราย 06 0009 น.ส.ละออง ติยะไพรัช 11 ธันวาคม 2505 43 10 มกราคม 2548 หญิง - 
เชียงราย 07 0009 นายอิทธิเดช แก้วหลวง 19 พฤศจิกายน 2506 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เชียงราย 08 0009 นายบัวสอน ประชามอญ 21 พฤศจิกายน 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
แม่ฮ่องสอน 01 0009 นายปัญญา จีนาคำ 10 กรกฎาคม 2482 66 10 มกราคม 2548 ชาย - 
แม่ฮ่องสอน 02 0009 นายสมบูรณ์ ไพรวัลย์ 17 พฤษภาคม 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครสวรรค์ 01 0009 นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ 10 พฤศจิกายน 2482 66 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครสวรรค์ 02 0009 นายเกษม ปานอุดมลักษณ์ 9 พฤษภาคม 2506 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครสวรรค์ 03 0009 นายวีระกร คำประกอบ 11 พฤษภาคม 2497 51 10 มกราคม 2548 ชาย - 


นครสวรรค์ 04 0009 นายสัญชัย วงษ์สุนทร 25 กุมภาพันธ์ 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครสวรรค์ 05 0009 นายเมธี ฉัตรจินดารัตน์ 1 ตุลาคม 2502 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครสวรรค์ 06 0009 พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ 26 กรกฎาคม 2506 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครสวรรค์ 07 0009 นายนิโรธ สุนทรเลขา 19 เมษายน 2496 52 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุทัยธานี 01 0009 นายประแสง มงคลศิริ 14 มีนาคม 2505 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
อุทัยธานี 02 0009 นายประสงค์ มงคลศิริ 13 สิงหาคม 2494 54 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กำแพงเพชร 01 0009 นายเรืองวิทย์ ลิกค์ 26 พฤษภาคม 2483 64 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กำแพงเพชร 02 0009 น.ส.คนึง ไทยประสิทธิ์ 8 พฤษภาคม 2478 70 10 มกราคม 2548 หญิง - 
กำแพงเพชร 03 0009 พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 4 พฤศจิกายน 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กำแพงเพชร 04 0009 นายสนั่น สบายเมือง 17 กันยายน 2478 69 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กำแพงเพชร 05 0009 นายถวิล ฤกษ์หร่าย 2482 66 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ตาก 01 0009 นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ 16 กุมภาพันธ์ 2514 34 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ตาก 02 0009 นายชำนาญ สันติพนารักษ์ 20 ตุลาคม 2515 33 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ตาก 03 0009 นางสุกัลยา โชคบำรุง 15 สิงหาคม 2510 38 10 มกราคม 2548 หญิง - 
สุโขทัย 01 0009 นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน 21 กันยายน 2501 47 10 มกราคม 2548 หญิง - 
สุโขทัย 02 0009 นายประศาสตร์ ทองปากน้ำ 20 มิถุนายน 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุโขทัย 03 0009 นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ 14 พฤษภาคม 2511 37 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุโขทัย 04 0009 นายประทวน เขียวฤทธิ์ 2482 66 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พิษณุโลก 01 0009 นายพิทักษ์ สันติวงศ์เดชา 5 ตุลาคม 2496 51 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พิษณุโลก 02 0009 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ 3 กันยายน 2511 36 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พิษณุโลก 03 0009 นางมยุรา มนะสิการ 7 เมษายน 2499 48 10 มกราคม 2548 หญิง - 
พิษณุโลก 04 0009 นายนิยม ช่างพินิจ 26 สิงหาคม 2508 39 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พิษณุโลก 05 0009 นายไกรสิทธิ์ ไกรสิทธิพงศ์ 8 กันยายน 2487 60 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พิษณุโลก 06 0009 นายหัสนัยน์ สอนสิทธิ์ 29 เมษายน 2500 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พิจิตร 01 0009 นายเสริมสุข เหลาหชัยอรุณ 15 กุมภาพันธ์ 2504 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พิจิตร 02 0009 น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร 27 สิงหาคม 2502 45 10 มกราคม 2548 หญิง - 
พิจิตร 03 0009 นายนาวิน บุญเสรฐ 24 ตุลาคม 2510 38 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พิจิตร 04 0009 พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ 8 กรกฎาคม 2485 62 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบูรณ์ 01 0009 นายเรวัต แสงวิจิตร 16 กันยายน 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบูรณ์ 02 0009 นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ 22 กรกฎาคม 2496 51 11 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบูรณ์ 03 0009 นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ 15 ธันวาคม 2507 40 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบูรณ์ 04 0009 นายณรงค์กร ชวาลสันตติ 25 มิถุนายน 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบูรณ์ 05 0009 พ.อ.ท.กิตติคุณ นาคะบุตร 6 ธันวาคม 2489 58 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบูรณ์ 06 0009 นายเอี่ยม ทองใจสด 8 กรกฎาคม 2484 63 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบูรณ์ 07 0009 นายไพศาล จันทรภักดี 25 มีนาคม 2492 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ราชบุรี 01 0009 นางกอบกุล นพอมรบดี 13 ตุลาคม 2502 46 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ราชบุรี 02 0009 นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา 29 สิงหาคม 2500 48 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ราชบุรี 03 0009 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ 19 พฤษภาคม 2519 29 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ราชบุรี 04 0009 นายวัฒนา มังคลรังษี 27 กุมภาพันธ์ 2500 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ราชบุรี 05 0009 นายบุญลือ ประเสริฐโสภา 16 มีนาคม 2511 37 10 มกราคม 2548 ชาย - 


กาญจนบุรี 01 0009 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ 8 กันยายน 2488 60 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กาญจนบุรี 02 0009 นายสันทัด จีนาภักดิ์ 23 มิถุนายน 2488 60 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กาญจนบุรี 03 0009 นายเรวัต สิรินุกุล 25 กุมภาพันธ์ 2479 69 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กาญจนบุรี 04 0009 นายไพบูลย์ พิมพ์พิสิฐถาวร 13 มิถุนายน 2493 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กาญจนบุรี 05 0009 พลโทมะ โพธิ์งาม 5 มีนาคม 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุพรรณบุรี 01 0009 พ.ต.อ.ปรีดี เจริญศิลป์ 12 เมษายน 2489 59 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุพรรณบุรี 02 0009 นายวิจิตร เกตุแก้ว 21 กุมภาพันธ์ 2481 66 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุพรรณบุรี 03 0009 นายสมคิด สัมฤทธิ์สุทธิ์ 2487 61 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุพรรณบุรี 04 0009 นายยุทธนา ลับบัวงาม 23 ตุลาคม 2498 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุพรรณบุรี 05 0009 นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ 31 มกราคม 2493 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุพรรณบุรี 06 0009 นายสหรัฐ กุลศรี 30 มกราคม 2504 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครปฐม 01 0009 นายประสานต์ บุญมี 23 กันยายน 2483 64 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครปฐม 02 0009 นายชาญชัย ปทุมารักษ์ 11 เมษายน 2479 69 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครปฐม 03 0009 นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร 16 กันยายน 2506 42 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครปฐม 04 0009 นายไชยา สะสมทรัพย์ 18 กันยายน 2495 52 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครปฐม 05 0009 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ 2 กุมภาพันธ์ 2492 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สมุทรสาคร 01 0009 นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ 25 ตุลาคม 2513 34 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สมุทรสาคร 02 0009 นายศุภพรพงศ์ ชวนบุญ 27 กุมภาพันธ์ 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สมุทรสาคร 03 0009 นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ 16 กรกฎาคม 2510 37 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สมุทรสงคราม 01 0009 นายไชยรัตน์ ไทยเจียมอารีย์ 10 สิงหาคม 2514 34 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบุรี 01 0009 นายราชศักดิ์ คล้ายคลึง 8 มิถุนายน 2520 27 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบุรี 02 0009 นายธานี ยี่สาร 4 กันยายน 2497 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
เพชรบุรี 03 0009 นายปิยะ อังกินันทน์ 5 ตุลาคม 2476 71 14 มกราคม 2548 ชาย - 
ประจวบคีรีขันธ์ 01 0009 นายพีระ สุกิจปาณีนิจ 1 ธันวาคม 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ประจวบคีรีขันธ์ 02 0009 นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ 19 มีนาคม 2505 43 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ประจวบคีรีขันธ์ 03 0009 นางอดาวัลย์ พูลธรัตน์ 9 พฤศจิกายน 2503 44 10 มกราคม 2548 หญิง - 
นครศรีธรรมราช 01 0009 นายกณพ เกตุชาติ 7 กันยายน 2513 35 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครศรีธรรมราช 02 0009 นายอิสระ หัสดินทร์ 24 ตุลาคม 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครศรีธรรมราช 03 0009 นายนัฏฐ์ประชา เกื้อสกุล 3 มกราคม 2508 40 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครศรีธรรมราช 04 0009 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 4 มิถุนายน 2518 29 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครศรีธรรมราช 05 0009 นางวีรวรรณ ศิริจิรกาล 20 กันยายน 2494 53 10 มกราคม 2548 หญิง - 
นครศรีธรรมราช 06 0009 นายอารีย์ พลรัฐธนาสิทธิ์ 6 มกราคม 2496 52 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครศรีธรรมราช 07 0009 นายวิทูร กรุณา 28 พฤศจิกายน 2498 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครศรีธรรมราช 08 0009 นายอาคม สุวรรณนพ 9 มกราคม 2491 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครศรีธรรมราช 09 0009 นายบุญเรือง วุฒิวงศ์ 18 เมษายน 2502 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นครศรีธรรมราช 10 0009 นายเร็วจริง รัตนวิชา 10 กรกฎาคม 2500 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กระบี่ 01 0009 นายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง 23 กันยายน 2503 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
กระบี่ 02 0009 นายดำรงค์ กิตติธรกุล 9 เมษายน 2502 46 14 มกราคม 2548 ชาย - 
พังงา 01 0009 นายปราโมทย์ แหล่ทองคำ 25 เมษายน 2490 58 10 มกราคม 2548 ชาย - 
พังงา 02 0009 นายกฤษ ศรีฟ้า 23 เมษายน 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 


ภูเก็ต 01 0009 นางศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ 7 มิถุนายน 2511 37 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ภูเก็ต 02 0009 นายวิสุทธิ์ สันติกุล 1 ตุลาคม 2497 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุราษฎร์ธานี 01 0009 นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ 18 พฤษภาคม 2508 40 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุราษฎร์ธานี 02 0009 นายสมพล วิชัยดิษฐ 1 เมษายน 2495 53 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุราษฎร์ธานี 03 0009 นายชูชัย ทองขาว 22 มกราคม 2498 50 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุราษฎร์ธานี 04 0009 นายทรงกรด ประดิษฐพร 5 ตุลาคม 2504 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุราษฎร์ธานี 05 0009 นายโกมล นกวิเชียร 19 สิงหาคม 2492 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สุราษฎร์ธานี 06 0009 นายรัฐพล โกละกะ 26 กรกฎาคม 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ระนอง 01 0009 นางปรียา ศรีพรหม 31 มกราคม 2500 47 10 มกราคม 2548 หญิง - 
ชุมพร 01 0009 นายธวัช บุรินทร์วัฒนา 12 เมษายน 2503 44 13 มกราคม 2548 ชาย - 
ชุมพร 02 0009 นายสมชาย คุณวุฒิ 5 พฤษภาคม 2499 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ชุมพร 03 0009 นายเฉลิมชัย นิยมไท 8 มิถุนายน 2501 47 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สงขลา 01 0009 นายวันชัย ปริญญาศิริ 15 ตุลาคม 2500 47 14 มกราคม 2548 ชาย - 
สงขลา 02 0009 นายอรรถชาญ เชาวน์วานิชย์ 10 พฤษภาคม 2502 45 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สงขลา 03 0009 นายสุนทร ประทุมทอง 6 กุมภาพันธ์ 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สงขลา 04 0009 นายกิตติพัฒน์ แก้วมณี 29 กรกฎาคม 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สงขลา 05 0009 นายวรวิทย์ ขาวทอง 10 เมษายน 2507 40 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สงขลา 06 0009 พ.ต.ท.พิทักษ์ พุทธวิโร 27 ตุลาคม 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สงขลา 07 0009 นายอรัญ พรหมรัตน์ 6 มกราคม 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สงขลา 08 0009 นายสุรศักดิ์ มณี 4 มีนาคม 2498 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สตูล 01 0009 นายชัยรัตน์ ลำโป 22 กรกฎาคม 2508 40 10 มกราคม 2548 ชาย - 
สตูล 02 0009 นายจิรายุส เนาวเกตุ 15 สิงหาคม 2492 55 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ตรัง 01 0009 นายไกรสิน โตทับเที่ยง 12 มกราคม 2521 27 13 มกราคม 2548 ชาย - 
ตรัง 02 0009 นายธวัช สุระบาล 17 มีนาคม 2501 46 12 มกราคม 2548 ชาย - 
ตรัง 03 0009 นายศุภชัย ใจสมุทร 27 กันยายน 2501 46 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ตรัง 04 0009 นายพีรพนธ์ ลังเมือง 21 พฤศจิกายน 2499 48 13 มกราคม 2548 ชาย - 
พัทลุง 01 0009 นายธนภัทร เหมือนจันทร์ 15 ตุลาคม 2506 41 14 มกราคม 2548 ชาย - 
พัทลุง 02 0009 นายคณนาถ หมื่นหนู 17 พฤษภาคม 2506 41 14 มกราคม 2548 ชาย - 
พัทลุง 03 0009 นายสุพัฒน์ แก้วจันทร์ 17 เมษายน 2505 43 14 มกราคม 2548 ชาย - 
ปัตตานี 01 0009 นายวัยโรจน์ พิพิธภักดี 1 เมษายน 2484 64 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ปัตตานี 02 0009 พ.ต.ท.เจ๊ะอิสมาแอ เจ๊ะโมง 14 ธันวาคม 2491 56 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ปัตตานี 03 0009 นายสมมารถ เจ๊ะนา 3 กุมภาพันธ์ 2491 57 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ปัตตานี 04 0009 นายมุข สุไลมาน 1 กันยายน 2492 56 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ยะลา 01 0009 นายไพโรจน์ เฉลียวศักดิ์ 21 เมษายน 2498 49 11 มกราคม 2548 ชาย - 
ยะลา 02 0009 นายไพศาล ยิ่งสมาน 2 เมษายน 2482 66 10 มกราคม 2548 ชาย - 
ยะลา 03 0009 นายบูราฮานูดิน อุเซ็ง 13 กันยายน 2497 51 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นราธิวาส 01 0009 นางพรพิชญ์ พึ่งธรรมเดช พัฒนกุลเลิศ 25 สิงหาคม 2497 50 10 มกราคม 2548 หญิง - 
นราธิวาส 02 0009 นายสมรรถ วาหลง 27 ธันวาคม 2498 49 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นราธิวาส 03 0009 นายนัจมุดดีน อูมา 22 พฤศจิกายน 2503 44 10 มกราคม 2548 ชาย - 
นราธิวาส 04 0009 นายสอุดี ภูมิบุตร 10 สิงหาคม 2495 52 10 มกราคม 2548 ชาย -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-09-2007, 18:41 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 09-09-2007, 18:40 »

ไทยรักไทย หมายเลข 2 (เขตเลือกตั้ง)
 สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ : 2 เมษายน 2549 
จำนวน : 400 ราย 

 
จังหวัด เขตเลือกตั้ง หมายเลขผู้สมัคร ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด อายุ วัน เดือน ปีที่สมัคร เพศ ยืนยันโดยกกต
กรุงเทพมหานคร 01 0002 นายกฤษฎา สัจจกุล 2 ตุลาคม 2513 36 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 02 0002 นางลลิตา ฤกษ์สำราญ 23 กุมภาพันธ์ 2492 57 8 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 03 0002 ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร 28 เมษายน 2518 31 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 04 0002 น.ส.ยุวลักษณ์ อภิธนาคุณ 12 มกราคม 2515 34 7 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 05 0002 นายจักรภพ เพ็ญแข 21 ตุลาคม 2510 39 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 06 0002 นายดนุพร ปุณณกันต์ 3 กันยายน 2514 35 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 07 0002 นายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 08 0002 น.ต.ศิธา ทิวารี 6 พฤศจิกายน 2507 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 09 0002 น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม 24 มิถุนายน 2513 36 7 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 10 0002 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี 2 มกราคม 2506 43 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 11 0002 นายเฉลิมชัย จีนะวิจารณะ 12 สิงหาคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 12 0002 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี 3 เมษายน 2516 33 8 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 13 0002 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ 7 เมษายน 2508 41 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 14 0002 นางปวีณา หงสกุล 5 กรกฎาคม 2492 56 7 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 15 0002 นายอนุสรณ์ ปั้นทอง 24 เมษายน 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 16 0002 นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ 15 สิงหาคม 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 17 0002 น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน 28 ตุลาคม 2511 38 7 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 18 0002 นายพิมล ศรีวิกรม์ 14 เมษายน 2507 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 19 0002 นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ 8 มกราคม 2506 43 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 20 0002 นายเอกพจน์ วงศ์อารยะ 1 ตุลาคม 2509 40 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 21 0002 นายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ 31 ตุลาคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 22 0002 น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ 4 มีนาคม 2502 47 7 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 23 0002 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ 19 พฤศจิกายน 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 24 0002 นายมงคล กิมสูนจันทร์ 27 พฤศจิกายน 2492 56 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 25 0002 นายวิชาญ มีนชัยนันท์ 24 กรกฎาคม 2503 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 26 0002 นายเอนก หุตังคบดี 26 กุมภาพันธ์ 2494 55 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 27 0002 น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ 3 เมษายน 2518 31 7 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 28 0002 นายภิมุข สิมะโรจน์ 23 ธันวาคม 2513 36 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 29 0002 นายสมพรต สาระโกเศศ 30 พฤศจิกายน 2508 40 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 30 0002 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ 17 กรกฎาคม 2511 38 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 31 0002 นายมานะ คงวุฒิปัญญา 13 ตุลาคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 32 0002 นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ 2 มกราคม 2507 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 33 0002 นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล 1 พฤศจิกายน 2476 73 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 34 0002 นายสากล ม่วงศิริ 16 พฤษภาคม 2514 35 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 35 0002 นายสุธา ชันแสง 13 มิถุนายน 2503 46 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กรุงเทพมหานคร 36 0002 นายแสวง ฤกษ์จรัล 31 พฤษภาคม 2493 56 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สมุทรปราการ 01 0002 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 15 มีนาคม 2487 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สมุทรปราการ 02 0002 นายประเสริฐ เด่นนภาลัย 31 สิงหาคม 2500 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สมุทรปราการ 03 0002 นายวัลลภ ยังตรง 10 มกราคม 2496 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สมุทรปราการ 04 0002 นายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ 1 ตุลาคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
 
 
สมุทรปราการ 05 0002 นางสลิลทิพย์ ชัยสดมภ์ 5 กุมภาพันธ์ 2507 42 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
สมุทรปราการ 06 0002 น.ส.เรวดี รัศมิทัต 19 เมษายน 2512 36 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
สมุทรปราการ 07 0002 นายประชา ประสพดี 31 ตุลาคม 2503 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นนทบุรี 01 0002 นายนิทัศน์ ศรีนนท์ 1 เมษายน 2500 49 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นนทบุรี 02 0002 นายอุดมเดช รัตนเสถียร 1 มกราคม 2502 47 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นนทบุรี 03 0002 นางพิมพา จันทร์ประสงค์ 16 สิงหาคม 2496 52 5 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
นนทบุรี 04 0002 พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย 8 สิงหาคม 2492 57 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นนทบุรี 05 0002 นายสุชาติ บรรดาศักดิ์ 11 สิงหาคม 2498 50 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นนทบุรี 06 0002 นายฉลอง เรี่ยวแรง 18 กุมภาพันธ์ 2498 51 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปทุมธานี 01 0002 นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล 17 ธันวาคม 2500 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปทุมธานี 02 0002 ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี 2 กุมภาพันธ์ 2505 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปทุมธานี 03 0002 นายวรัญญู เทพหัสดิน ณ อยุธยา 1 มิถุนายน 2516 32 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปทุมธานี 04 0002 นายลิขิต หมู่ดี 26 เมษายน 2490 58 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปทุมธานี 05 0002 นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ 12 เมษายน 2489 59 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พระนครศรีอยุธยา 01 0002 นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร 23 ธันวาคม 2511 37 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พระนครศรีอยุธยา 02 0002 นายพ้อง ชีวานันท์ 27 พฤษภาคม 2490 59 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พระนครศรีอยุธยา 03 0002 น.ส.สุวิมล พันธ์เจริญวรกุล 20 พฤศจิกายน 2510 38 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
พระนครศรีอยุธยา 04 0002 นายวิทยา บุรณศิริ 12 มกราคม 2503 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พระนครศรีอยุธยา 05 0002 นายบุญพันธ์ แขวัฒนะ 6 มกราคม 2473 76 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อ่างทอง 01 0002 น.ส.เพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย 16 พฤษภาคม 2511 38 6 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
อ่างทอง 02 0002 พล.ต.ต.ประจวบ เปาอินทร์ 11 มีนาคม 2487 62 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลพบุรี 01 0002 นายณัฐพล เกียรติวินัยสกุล 18 มีนาคม 2512 37 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลพบุรี 02 0002 นายพงษ์ศักดิ์ วรปัญญา 5 ธันวาคม 2505 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลพบุรี 03 0002 นายสุชาติ ลายน้ำเงิน 2 มกราคม 2505 44 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลพบุรี 04 0002 นายอำนวย คลังผา 16 ตุลาคม 2488 60 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลพบุรี 05 0002 นายนิยม วรปัญญา 8 พฤษภาคม 2473 75 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สิงห์บุรี 01 0002 นายพายัพ ปั้นเกตุ 24 ธันวาคม 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชัยนาท 01 0002 นายอนุสรณ์ นาคาศัย 16 สิงหาคม 2510 39 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชัยนาท 02 0002 นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง 31 มีนาคม 2497 52 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สระบุรี 01 0002 ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร 30 กรกฎาคม 2517 32 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สระบุรี 02 0002 นายพศ อดิเรกสาร 8 พฤศจิกายน 2487 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สระบุรี 03 0002 นายฉัตรชัย ศิลาพร 18 ตุลาคม 2503 46 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สระบุรี 04 0002 นายวีระพล อดิเรกสาร 24 ตุลาคม 2489 60 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชลบุรี 01 0002 นายสง่า ธนสงวนวงศ์ 1 มกราคม 2499 50 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชลบุรี 02 0002 นายอัมรินทร์ ตั้งประกอบ 9 ตุลาคม 2519 30 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชลบุรี 03 0002 นายวิทยา คุณปลื้ม 27 มิถุนายน 2508 40 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชลบุรี 04 0002 นายสุรสิทธิ์ นิติวุฒิวรรักษ์ 18 มิถุนายน 2498 50 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชลบุรี 05 0002 นายอิทธิพล คุณปลื้ม 15 ธันวาคม 2516 32 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชลบุรี 06 0002 นายอุทัย มณีรัตน์โรจน์ 14 มกราคม 2491 58 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชลบุรี 07 0002 นายชาญยุทธ เฮงตระกูล 23 พฤศจิกายน 2497 52 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน


ชลบุรี 08 0002 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ 29 พฤศจิกายน 2515 34 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ระยอง 01 0002 นายยงยศ อรุณเวสสะเศรษฐ 26 กรกฎาคม 2503 46 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ระยอง 02 0002 ร.ต.กฤษฎา การุญ 12 ธันวาคม 2518 31 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ระยอง 03 0002 นายธารา ปิตุเตชะ 15 สิงหาคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ระยอง 04 0002 นายปราโมทย์ วีระพันธ์ 24 พฤศจิกายน 2505 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
จันทบุรี 01 0002 นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ 7 มิถุนายน 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
จันทบุรี 02 0002 พล.ต.ต.พยุง ตรงสวัสดิ์ 8 กรกฎาคม 2487 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
จันทบุรี 03 0002 นายพงศ์เวช เวชชาชีวะ 12 พฤศจิกายน 2509 39 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ตราด 01 0002 นายสิงหา สง่าศิลป์ 16 กุมภาพันธ์ 2493 56 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ฉะเชิงเทรา 01 0002 นางฐิติมา ฉายแสง 13 พฤศจิกายน 2503 45 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ฉะเชิงเทรา 02 0002 นายสมชัย อัศวชัยโสภณ 24 สิงหาคม 2491 57 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ฉะเชิงเทรา 03 0002 นายสุชาติ ตันเจริญ 11 กุมภาพันธ์ 2501 48 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ฉะเชิงเทรา 04 0002 นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง 13 สิงหาคม 2502 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปราจีนบุรี 01 0002 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ ศรีจันทร์งาม 27 มิถุนายน 2509 40 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ปราจีนบุรี 02 0002 นายคงกฤช หงษ์วิไล 13 กรกฎาคม 2505 44 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปราจีนบุรี 03 0002 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ 10 กุมภาพันธ์ 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครนายก 01 0002 นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร 12 เมษายน 2495 54 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครนายก 02 0002 นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร 6 กันยายน 2497 52 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สระแก้ว 01 0002 นายสุรศักดิ์ เกตุสุภะ 24 มิถุนายน 2500 49 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สระแก้ว 02 0002 นายปัญญา ชาติปัญญาวุฒิ 24 มีนาคม 2507 42 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สระแก้ว 03 0002 นายธานินทร์ ศุภศักดิ์มนตรี 28 กรกฎาคม 2508 41 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 01 0002 นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล 8 มีนาคม 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 02 0002 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ 4 พฤษภาคม 2505 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 03 0002 นายประเสริฐ บุญชัยสุข 1 พฤศจิกายน 2499 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 04 0002 นายอุทัย มิ่งขวัญ 15 เมษายน 2506 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 05 0002 นายประทีป กรีฑาเวช 22 พฤษภาคม 2473 75 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 06 0002 นายวัชรา ณ วังขนาย 25 พฤศจิกายน 2500 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 07 0002 นายพงษ์พิช รุ่งเป้า 14 มกราคม 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 08 0002 นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก 24 มีนาคม 2499 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 09 0002 นายสมศักดิ์ โสมกลาง 15 พฤศจิกายน 2495 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 10 0002 นายสมศักดิ์ เบญจพลกุล 6 เมษายน 2502 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 11 0002 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 14 มกราคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 12 0002 นายสุพร อัตถาวงศ์ 8 เมษายน 2507 41 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 13 0002 นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม 31 ธันวาคม 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 14 0002 พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ 9 ธันวาคม 2492 56 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 15 0002 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง 1 เมษายน 2503 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครราชสีมา 16 0002 นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ 20 สิงหาคม 2498 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บุรีรัมย์ 01 0002 นายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล 1 เมษายน 2501 48 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บุรีรัมย์ 02 0002 นางกรุณา ชิดชอบ 22 พฤษภาคม 2507 42 8 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
บุรีรัมย์ 03 0002 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ 9 พฤศจิกายน 2505 43 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน


บุรีรัมย์ 04 0002 นายสุรศักดิ์ นาคดี 30 มีนาคม 2507 42 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บุรีรัมย์ 05 0002 นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ 21 ธันวาคม 2494 55 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บุรีรัมย์ 06 0002 นายโสภณ ซารัมย์ 31 มีนาคม 2502 47 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บุรีรัมย์ 07 0002 นายประกิจ พลเดช 2491 58 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บุรีรัมย์ 08 0002 นายโสภณ เพชรสว่าง 31 ธันวาคม 2483 66 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บุรีรัมย์ 09 0002 นายขจรธน จุดโต 15 มิถุนายน 2501 48 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บุรีรัมย์ 10 0002 นายทรงศักดิ์ ทองศรี 20 เมษายน 2501 48 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุรินทร์ 01 0002 นายชูชัย มุ่งเจริญพร 23 มกราคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุรินทร์ 02 0002 นายเกษม รุ่งธนเกียรติ 19 พฤษภาคม 2501 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุรินทร์ 03 0002 นางฟาริดา สุไลมาน 26 มกราคม 2507 42 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
สุรินทร์ 04 0002 นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา 15 กรกฎาคม 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุรินทร์ 05 0002 นายประดุจ มั่นหมาย 2496 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุรินทร์ 06 0002 นายศุภรักษ์ ควรหา 7 กันยายน 2502 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุรินทร์ 07 0002 นายมานิตย์ สังข์พุ่ม 26 เมษายน 2504 44 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุรินทร์ 08 0002 นายศิริศักดิ์ ร่วมพัฒนา 13 สิงหาคม 2513 35 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุรินทร์ 09 0002 นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล 10 ตุลาคม 2502 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ศรีสะเกษ 01 0002 นายธเนศ เครือรัตน์ 4 พฤศจิกายน 2507 41 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ศรีสะเกษ 02 0002 นายพิทยา บุญเฉลียว 25 พฤศจิกายน 2501 48 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ศรีสะเกษ 03 0002 นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ 5 กรกฎาคม 2497 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ศรีสะเกษ 04 0002 นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ 21 เมษายน 2505 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ศรีสะเกษ 05 0002 นายอมรเทพ สมหมาย 17 มกราคม 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ศรีสะเกษ 06 0002 พ.ต.อ.ทิน วงศ์ปลั่ง 18 กันยายน 2479 69 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ศรีสะเกษ 07 0002 นางมาลินี อินฉัตร 19 เมษายน 2502 47 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ศรีสะเกษ 08 0002 นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ 2 กุมภาพันธ์ 2495 54 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ศรีสะเกษ 09 0002 นายปวีณ แซ่จึง 28 ธันวาคม 2492 56 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 01 0002 นายเกรียง กัลป์ตินันท์ 27 ตุลาคม 2495 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 02 0002 นายสมบัติ รัตโน 3 กรกฎาคม 2505 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 03 0002 นายโกวิทย์ ธรรมานุชิต 2 เมษายน 2503 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 04 0002 นายสุพล ฟองงาม 5 กรกฎาคม 2505 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 05 0002 นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ 12 พฤศจิกายน 2506 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 06 0002 นายอุดร ทองประเสริฐ 21 มิถุนายน 2486 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 07 0002 นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ 14 ตุลาคม 2474 74 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 08 0002 นายพูลสวัสดิ์ โหตระไวศยะ 2 มิถุนายน 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 09 0002 นายสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ 10 มกราคม 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 10 0002 นายกิตติพงษ์ เทียมสุวรรณ 3 กุมภาพันธ์ 2505 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุบลราชธานี 11 0002 นายชาตรี พิริยะกิจไพบูลย์ 6 มีนาคม 2487 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ยโสธร 01 0002 นายสุทธิชัย จันทร์อารักษ์ 10 กุมภาพันธ์ 2501 48 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ยโสธร 02 0002 นายรณฤทธิชัย คานเขต 12 กันยายน 2492 56 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ยโสธร 03 0002 นายวิฑูรย์ วงษ์ไกร 1 ตุลาคม 2494 55 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ยโสธร 04 0002 นายวิสันต์ เดชเสน 19 พฤศจิกายน 2502 46 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน


ชัยภูมิ 01 0002 นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ 5 เมษายน 2499 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชัยภูมิ 02 0002 นายชวลิต มหาจันทร์ 10 กันยายน 2494 55 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชัยภูมิ 03 0002 น.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ 11 มิถุนายน 2499 50 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ชัยภูมิ 04 0002 นายวุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย 13 มีนาคม 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชัยภูมิ 05 0002 นายศรคม ฦาชา 27 กุมภาพันธ์ 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชัยภูมิ 06 0002 นายเจริญ จรรย์โกมล 1 เมษายน 2503 46 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชัยภูมิ 07 0002 นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ 23 เมษายน 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อำนาจเจริญ 01 0002 นายธีระชัย ศิริขันธ์ 28 ตุลาคม 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อำนาจเจริญ 02 0002 นายชัยศรี กีฬา 9 มีนาคม 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
หนองบัวลำภู 01 0002 นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ 25 กรกฎาคม 2508 41 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
หนองบัวลำภู 02 0002 นายไชยา พรหมา 26 มกราคม 2503 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
หนองบัวลำภู 03 0002 นายวิชัย สามิตร 10 มกราคม 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 01 0002 นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร 1 ธันวาคม 2507 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 02 0002 นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ 23 กันยายน 2494 54 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 03 0002 นายจตุพร เจริญเชื้อ 20 กุมภาพันธ์ 2511 38 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 04 0002 นางมุกดา พงษ์สมบัติ 11 สิงหาคม 2495 54 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ขอนแก่น 05 0002 นายภูมิ สาระผล 6 พฤศจิกายน 2498 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 06 0002 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ 27 มิถุนายน 2497 51 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 07 0002 นายสุชาย ศรีสุรพล 20 กุมภาพันธ์ 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 08 0002 นายสมศักดิ์ คุณเงิน 24 กุมภาพันธ์ 2496 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 09 0002 นายอรรถสิทธิ์ กาญจนสินิทธ์ 17 พฤศจิกายน 2502 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 10 0002 นายพงศกร อรรณนพพร 29 พฤษภาคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ขอนแก่น 11 0002 นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย 17 กรกฎาคม 2491 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุดรธานี 01 0002 นายศราวุธ เพชรพนมพร 25 เมษายน 2513 36 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุดรธานี 02 0002 น.ส.ธิรดา สนิทวงศ์ชัย 14 เมษายน 2508 41 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
อุดรธานี 03 0002 นายวิชัย ชัยจิตวณิชกุล 22 เมษายน 2498 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุดรธานี 04 0002 นายธีระยุทธ วานิชชัง 21 ธันวาคม 2498 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุดรธานี 05 0002 น.ส.รสพิมล จิรเมธากร 16 ธันวาคม 2508 40 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
อุดรธานี 06 0002 นายทองดี มนิสสาร 6 พฤศจิกายน 2488 60 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุดรธานี 07 0002 นายธีระชัย แสนแก้ว 5 กุมภาพันธ์ 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุดรธานี 08 0002 นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น 7 ตุลาคม 2512 36 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุดรธานี 09 0002 นายธราพงษ์ สีลาวงษ์ 4 มีนาคม 2515 34 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุดรธานี 10 0002 นายสุรชาติ ชำนาญศิลป์ 6 มิถุนายน 2483 66 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เลย 01 0002 นายทศพล สังขทรัพย์ 11 มกราคม 2499 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เลย 02 0002 นางนันทนา ทิมสุวรรณ 7 กุมภาพันธ์ 2509 40 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
เลย 03 0002 นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข 2 พฤศจิกายน 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เลย 04 0002 นางจันทร์เพ็ญ แสงเจริญรัตน์ 28 กันยายน 2502 47 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
หนองคาย 01 0002 นายพงศ์พันธ์ สุนทรชัย 28 กันยายน 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
หนองคาย 02 0002 นายประสิทธิ์ จันทาทอง 3 กันยายน 2489 59 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
หนองคาย 03 0002 นายเอกธนัช อินทร์รอด 12 กุมภาพันธ์ 2512 37 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน


หนองคาย 04 0002 นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ 31 สิงหาคม 2517 32 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
หนองคาย 05 0002 นายสงกรานต์ คำพิไสย์ 5 เมษายน 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
หนองคาย 06 0002 นายนิพนธ์ คนขยัน 4 มีนาคม 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
มหาสารคาม 01 0002 นายทองหล่อ พลโคตร 4 มกราคม 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
มหาสารคาม 02 0002 นายสุชาติ ศรีสังข์ 20 เมษายน 2501 48 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
มหาสารคาม 03 0002 นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร 17 กรกฎาคม 2500 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
มหาสารคาม 04 0002 นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง 27 พฤษภาคม 2495 54 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
มหาสารคาม 05 0002 นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท 10 ธันวาคม 2505 44 7 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
มหาสารคาม 06 0002 นายสุทิน คลังแสง 9 มีนาคม 2504 45 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ร้อยเอ็ด 01 0002 นายสถาพร ว่องสัธนพงษ์ 16 สิงหาคม 2514 35 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ร้อยเอ็ด 02 0002 นายฉลาด ขามช่วง 2 กันยายน 2499 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ร้อยเอ็ด 03 0002 นายเอกภาพ พลซื่อ 5 กันยายน 2502 47 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ร้อยเอ็ด 04 0002 นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ 1 มีนาคม 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ร้อยเอ็ด 05 0002 นายนิสิต สินธุไพร 12 มีนาคม 2499 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ร้อยเอ็ด 06 0002 นายกิตติ สมทรัพย์ 31 กรกฎาคม 2507 41 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ร้อยเอ็ด 07 0002 นายศักดา คงเพชร 3 มีนาคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ร้อยเอ็ด 08 0002 นายอนิวรรตน์ วรเชษฐ์ 27 กันยายน 2518 30 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กาฬสินธุ์ 01 0002 นางบุญรื่น ศรีธเรศ 10 ตุลาคม 2486 63 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กาฬสินธุ์ 02 0002 น.ส.อรดี สุทธศรี 9 พฤศจิกายน 2487 62 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กาฬสินธุ์ 03 0002 นายวิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง 13 มีนาคม 2494 55 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กาฬสินธุ์ 04 0002 นายพีระเพชร ศิริกุล 27 กุมภาพันธ์ 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กาฬสินธุ์ 05 0002 น.ส.ภัทรา วรามิตร 16 กันยายน 2518 31 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กาฬสินธุ์ 06 0002 นายประเสริฐ บุญเรือง 29 พฤศจิกายน 2502 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สกลนคร 01 0002 นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย 14 กุมภาพันธ์ 2497 52 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สกลนคร 02 0002 นายเฉลิมชัย อุฬารกุล 19 ธันวาคม 2497 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สกลนคร 03 0002 นายเฉลิมชาติ การุญ 5 ธันวาคม 2510 38 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สกลนคร 04 0002 นายสาคร พรหมภักดี 15 กรกฎาคม 2500 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สกลนคร 05 0002 นายพงษ์ศักดิ์ บุญศล 16 เมษายน 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สกลนคร 06 0002 นายเสรี สาระนันท์ 28 กรกฎาคม 2485 63 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สกลนคร 07 0002 นายเกษม อุประ 5 เมษายน 2501 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครพนม 01 0002 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ 17 เมษายน 2495 54 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครพนม 02 0002 นายไพจิต ศรีวรขาน 17 พฤษภาคม 2490 59 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครพนม 03 0002 น.พ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ 13 ตุลาคม 2479 69 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครพนม 04 0002 นายอรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ 1 พฤษภาคม 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครพนม 05 0002 นายศุภชัย โพธิ์สุ 1 มกราคม 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
มุกดาหาร 01 0002 นายประมวลศิลป์ โภคสวัสดิ์ 25 สิงหาคม 2493 56 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
มุกดาหาร 02 0002 นายทวีศักดิ์ ประทุมลี 15 มีนาคม 2511 38 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 01 0002 นายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ 5 พฤศจิกายน 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 02 0002 นายพายัพ ชินวัตร 19 กุมภาพันธ์ 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 03 0002 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ 8 กรกฎาคม 2503 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน


เชียงใหม่ 04 0002 นายวิทยา ทรงคำ 29 ตุลาคม 2498 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 05 0002 นายพรชัย อรรถปรียางกูร 19 พฤศจิกายน 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 06 0002 นายนพคุณ รัฐผไท 1 มกราคม 2491 58 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 07 0002 นายสุรพล เกียรติไชยากร 15 กุมภาพันธ์ 2482 67 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 08 0002 นางผณินทรา ภัคเกษม 17 มิถุนายน 2484 66 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
เชียงใหม่ 09 0002 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ 8 เมษายน 2518 30 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 10 0002 นายสันติ ตันสุหัช 13 กุมภาพันธ์ 2496 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงใหม่ 11 0002 นายโสภณ โกชุม 11 เมษายน 2505 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลำพูน 01 0002 น.ส.อาภาภรณ์ พุทธปวน 9 ธันวาคม 2515 33 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ลำพูน 02 0002 นายสงวน พงษ์มณี 2 มกราคม 2487 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลำพูน 03 0002 นายสถาพร มณีรัตน์ 20 เมษายน 2505 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลำปาง 01 0002 นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร 24 มกราคม 2479 70 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลำปาง 02 0002 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร 3 กุมภาพันธ์ 2512 37 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลำปาง 03 0002 นายวาสิต พยัคฆบุตร 9 กุมภาพันธ์ 2496 53 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลำปาง 04 0002 นายพินิจ จันทรสุรินทร์ 22 เมษายน 2480 68 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ลำปาง 05 0002 นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ 22 มกราคม 2507 42 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุตรดิตถ์ 01 0002 น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ 15 มิถุนายน 2505 43 5 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
อุตรดิตถ์ 02 0002 นายศรัณย์ ศรัณย์เกตุ 12 กุมภาพันธ์ 2501 48 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุตรดิตถ์ 03 0002 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย 14 มิถุนายน 2500 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
แพร่ 01 0002 นายทศพร เสรีรักษ์ 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
แพร่ 02 0002 นายอนุวัธ วงศ์วรรณ 25 ตุลาคม 2496 53 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
แพร่ 03 0002 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล 2 พฤศจิกายน 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
น่าน 01 0002 นางสิรินทร รามสูต 27 เมษายน 2503 45 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
น่าน 02 0002 นายชลน่าน ศรีแก้ว 4 มิถุนายน 2504 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
น่าน 03 0002 นายวัลลภ สุปริยศิลป์ 3 เมษายน 2483 66 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พะเยา 01 0002 น.ส.อรุณี ชำนาญยา 24 กุมภาพันธ์ 2509 40 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
พะเยา 02 0002 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ 13 พฤษภาคม 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พะเยา 03 0002 นายไพโรจน์ ตันบรรจง 4 เมษายน 2497 52 8 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงราย 01 0002 นายสามารถ แก้วมีชัย 9 กุมภาพันธ์ 2494 55 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงราย 02 0002 นายสฤษฏ์ อึ้งอภินันท์ 25 กุมภาพันธ์ 2493 56 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงราย 03 0002 นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ 4 กุมภาพันธ์ 2499 50 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงราย 04 0002 นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ 14 กรกฎาคม 2499 50 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงราย 05 0002 นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ 15 มกราคม 2482 67 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงราย 06 0002 น.ส.ละออง ติยะไพรัช 11 ธันวาคม 2505 44 5 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
เชียงราย 07 0002 นายอิทธิเดช แก้วหลวง 19 พฤศจิกายน 2506 43 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เชียงราย 08 0002 นายบัวสอน ประชามอญ 21 พฤศจิกายน 2501 48 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
แม่ฮ่องสอน 01 0002 นายปัญญา จีนาคำ 10 กรกฎาคม 2482 67 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
แม่ฮ่องสอน 02 0002 นายสมบูรณ์ ไพรวัลย์ 17 พฤษภาคม 2501 48 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครสวรรค์ 01 0002 นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ 10 พฤศจิกายน 2482 67 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครสวรรค์ 02 0002 นายเกษม ปานอุดมลักษณ์ 9 พฤษภาคม 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน


นครสวรรค์ 03 0002 นายวีระกร คำประกอบ 11 พฤษภาคม 2497 52 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครสวรรค์ 04 0002 นายสัญชัย วงษ์สุนทร 25 กุมภาพันธ์ 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครสวรรค์ 05 0002 นายเมธี ฉัตรจินดารัตน์ 1 ตุลาคม 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครสวรรค์ 06 0002 พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ 26 กรกฎาคม 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครสวรรค์ 07 0002 นายนิโรธ สุนทรเลขา 19 เมษายน 2496 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุทัยธานี 01 0002 นายประแสง มงคลศิริ 14 มีนาคม 2505 44 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
อุทัยธานี 02 0002 นายสุภาพ โต๋วสัจจา 2 กุมภาพันธ์ 2493 56 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กำแพงเพชร 01 0002 นายเรืองวิทย์ ลิกค์ 26 พฤษภาคม 2483 66 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กำแพงเพชร 02 0002 น.ส.คนึง ไทยประสิทธิ์ 8 พฤษภาคม 2478 71 5 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
กำแพงเพชร 03 0002 พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 4 พฤศจิกายน 2501 48 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กำแพงเพชร 04 0002 นายสนั่น สบายเมือง 17 กันยายน 2478 71 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กำแพงเพชร 05 0002 นายถวิล ฤกษ์หร่าย 2482 67 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ตาก 01 0002 นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ 16 กุมภาพันธ์ 2514 35 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ตาก 02 0002 นายชำนาญ สันติพนารักษ์ 20 ตุลาคม 2515 33 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ตาก 03 0002 นางสุกัลยา โชคบำรุง 15 สิงหาคม 2510 39 6 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
สุโขทัย 01 0002 นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน 21 กันยายน 2501 48 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
สุโขทัย 02 0002 นายประศาสตร์ ทองปากน้ำ 20 มิถุนายน 2499 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุโขทัย 03 0002 นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ 14 พฤษภาคม 2511 38 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุโขทัย 04 0002 นายประทวน เขียวฤทธิ์ 2482 67 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พิษณุโลก 01 0002 นายพิทักษ์ สันติวงศ์เดชา 5 ตุลาคม 2496 52 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พิษณุโลก 02 0002 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ 3 กันยายน 2511 37 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พิษณุโลก 03 0002 นางมยุรา มนะสิการ 7 เมษายน 2499 49 6 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
พิษณุโลก 04 0002 นายนิยม ช่างพินิจ 26 สิงหาคม 2508 40 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พิษณุโลก 05 0002 นายหัสนัยน์ สอนสิทธิ์ 29 เมษายน 2500 48 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พิจิตร 01 0002 นายเสริมสุข เหลาหชัยอรุณ 15 กุมภาพันธ์ 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พิจิตร 02 0002 น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร 27 สิงหาคม 2502 46 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
พิจิตร 03 0002 นายนาวิน บุญเสรฐ 24 ตุลาคม 2510 38 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พิจิตร 04 0002 พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ 8 กรกฎาคม 2485 63 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบูรณ์ 01 0002 นายเรวัต แสงวิจิตร 16 กุมภาพันธ์ 2501 48 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบูรณ์ 02 0002 นายไพศาล จันทรภักดี 25 มีนาคม 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบูรณ์ 03 0002 นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ 15 ธันวาคม 2507 41 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบูรณ์ 04 0002 นายณรงค์กร ชวาลสันตติ 25 มิถุนายน 2499 49 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบูรณ์ 05 0002 พ.อ.ท.กิตติคุณ นาคะบุตร 6 ธันวาคม 2489 60 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบูรณ์ 06 0002 นายเอี่ยม ทองใจสด 8 กรกฎาคม 2484 64 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ราชบุรี 01 0002 นางกอบกุล นพอมรบดี 13 ตุลาคม 2502 47 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ราชบุรี 02 0002 นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา 29 สิงหาคม 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ราชบุรี 03 0002 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ 19 พฤษภาคม 2519 30 4 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ราชบุรี 04 0002 นายวัฒนา มังคลรังษี 27 กุมภาพันธ์ 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ราชบุรี 05 0002 นายบุญลือ ประเสริฐโสภา 16 มีนาคม 2511 38 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กาญจนบุรี 01 0002 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ 8 กันยายน 2488 61 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน


กาญจนบุรี 02 0002 นายสันทัด จีนาภักดิ์ 23 มิถุนายน 2488 61 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กาญจนบุรี 03 0002 นายเรวัต สิรินุกุล 25 กุมภาพันธ์ 2479 70 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กาญจนบุรี 04 0002 นายไพบูลย์ พิมพ์พิสิฐถาวร 13 มิถุนายน 2493 56 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กาญจนบุรี 05 0002 พล.ท.มะ โพธิ์งาม 5 มีนาคม 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุพรรณบุรี 01 0002 นายสมคิด สัมฤทธิ์สุทธิ์ 2487 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุพรรณบุรี 02 0002 นายยุทธนา ลับบัวงาม 23 ตุลาคม 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุพรรณบุรี 03 0002 นายวิจิตร เกตุแก้ว 21 กุมภาพันธ์ 2481 68 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุพรรณบุรี 04 0002 นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ 31 มกราคม 2493 56 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุพรรณบุรี 05 0002 นายสหรัฐ กุลศรี 30 มกราคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครปฐม 01 0002 นายรัฐกร เจนกิจณรงค์ 10 กันยายน 2508 40 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครปฐม 02 0002 นายชาญชัย ปทุมารักษ์ 11 เมษายน 2479 70 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครปฐม 03 0002 นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร 16 กันยายน 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครปฐม 04 0002 นายไชยา สะสมทรัพย์ 18 กันยายน 2495 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครปฐม 05 0002 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ 2 กุมภาพันธ์ 2492 56 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สมุทรสาคร 01 0002 นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ 25 ตุลาคม 2513 36 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สมุทรสาคร 02 0002 นายศุภพรพงศ์ ชวนบุญ 27 กุมภาพันธ์ 2501 48 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สมุทรสาคร 03 0002 นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ 16 กรกฎาคม 2510 39 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สมุทรสงคราม 01 0002 นายไชยรัตน์ ไทยเจียมอารีย์ 10 สิงหาคม 2514 35 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบุรี 01 0002 นายราชศักดิ์ คล้ายคลึง 8 มิถุนายน 2520 28 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบุรี 02 0002 นายธานี ยี่สาร 4 กันยายน 2497 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
เพชรบุรี 03 0002 นายปิยะ อังกินันทน์ 5 ตุลาคม 2476 72 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ประจวบคีรีขันธ์ 01 0002 นายพีระ สุกิจปาณีนิจ 1 ธันวาคม 2498 50 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ประจวบคีรีขันธ์ 02 0002 นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ 19 มีนาคม 2505 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ประจวบคีรีขันธ์ 03 0002 นายไพรสน ปานทอง 11 กันยายน 2512 37 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 01 0002 นายกณพ เกตุชาติ 7 กันยายน 2513 36 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 02 0002 นายอิสระ หัสดินทร์ 24 ตุลาคม 2501 48 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 03 0002 นายนัฎฐ์ประชา เกื้อสกุล 3 มกราคม 2508 41 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 04 0002 นายปิติ เทพภักดี 8 มีนาคม 2499 50 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 05 0002 นางวีรวรรณ จงจิตร ศิริจิรกาล 20 กันยายน 2494 54 7 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 06 0002 นายอารี ไกรนรา 6 มกราคม 2496 53 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 07 0002 นายอุดมเกียรติ อภินันทิกุล ปานมี 11 พฤศจิกายน 2493 56 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 08 0002 นายประกอบ แต้มสีทอง 25 ธันวาคม 2499 50 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 09 0002 นายชิต ปุริโสดม 4 กรกฎาคม 2487 62 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นครศรีธรรมราช 10 0002 นายเร็วจริง รัตนวิชา 10 กรกฎาคม 2500 49 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กระบี่ 01 0002 นายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง 23 กันยายน 2503 46 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กระบี่ 02 0002 นายสุพจน์ นครป้อ 3 ตุลาคม 2491 58 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
กระบี่ 03 0002 นายอติพจน์ ศรีสุคนธ์ 19 มกราคม 2505 44 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พังงา 01 0002 นายปราโมทย์ แหล่ทองคำ 25 เมษายน 2490 59 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พังงา 02 0002 นายกฤษ ศรีฟ้า 23 เมษายน 2504 45 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ภูเก็ต 01 0002 นางศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ 7 มิถุนายน 2511 38 6 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน


ภูเก็ต 02 0002 นายวิสุทธิ์ สันติกุล 1 ตุลาคม 2497 52 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุราษฎร์ธานี 01 0002 นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ 18 พฤษภาคม 2508 40 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุราษฎร์ธานี 02 0002 นายสมพล วิชัยดิษฐ 1 เมษายน 2495 54 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุราษฎร์ธานี 03 0002 นายชูชัย ทองขาว 22 มกราคม 2498 51 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุราษฎร์ธานี 04 0002 นายสมชาย หิรัญรัตนธรรม 13 เมษายน 2509 40 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุราษฎร์ธานี 05 0002 นายโกมล นกวิเชียร 19 สิงหาคม 2492 57 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สุราษฎร์ธานี 06 0002 นายประกิจ เพชรรัตน์ 23 มีนาคม 2505 44 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ระนอง 01 0002 นายไพโรจน์ ชาญพาณิชย์ 22 มิถุนายน 2484 65 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชุมพร 01 0002 นายธวัช บุรินทร์วัฒนา 12 เมษายน 2503 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชุมพร 02 0002 นายสมชาย คุณวุฒิ 5 พฤษภาคม 2499 49 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ชุมพร 03 0002 นายเฉลิมชัย นิยมไท 8 มิถุนายน 2501 48 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สงขลา 01 0002 นายวันชัย ปริญญาศิริ 15 ตุลาคม 2500 48 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สงขลา 02 0002 นายอรรถชาญ เชาวน์วานิชย์ 10 พฤษภาคม 2502 46 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สงขลา 03 0002 นายทวีศักดิ์ ทวีรัตน์ 25 มกราคม 2512 37 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สงขลา 04 0002 นายกิตติพัฒน์ แก้วมณี 29 กรกฎาคม 2501 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สงขลา 05 0002 นายสมนิตย์ ประทุมวรรณ 6 กรกฎาคม 2503 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สงขลา 06 0002 นายทวีเกียรติ รองสวัสดิ์ 9 กันยายน 2493 55 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สงขลา 07 0002 นายอรัญ พรหมรัตน์ 6 มกราคม 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สงขลา 08 0002 นายสุรศักดิ์ มณี 4 มีนาคม 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สตูล 01 0002 นายจิรายุส เนาวเกตุ 15 สิงหาคม 2492 57 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
สตูล 02 0002 นายชัยรัตน์ ลำโป 22 กรกฎาคม 2508 41 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ตรัง 01 0002 นายไกรสิน โตทับเที่ยง 12 มกราคม 2521 28 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ตรัง 02 0002 นายทวี สุระบาล 15 สิงหาคม 2491 58 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ตรัง 03 0002 นางทัศนีย์ สุนทรนนท์ 12 ธันวาคม 2497 51 6 มีนาคม 2549 หญิง ยืนยัน
ตรัง 04 0002 นายพีรพนธ์ ลังเมือง 21 พฤศจิกายน 2499 50 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พัทลุง 01 0002 นายวาทิต ไพศาลศิลป์ 12 กุมภาพันธ์ 2502 47 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พัทลุง 02 0002 นายคณนาถ หมื่นหนู 17 พฤษภาคม 2506 43 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
พัทลุง 03 0002 นายอนุมัติ ศาสนูปถัมภ์ 5 พฤษภาคม 2497 52 7 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปัตตานี 01 0002 นายวัยโรจน์ พิพิธภักดี 1 เมษายน 2484 65 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปัตตานี 02 0002 พ.ต.ท.เจ๊ะอิสมาแอ เจ๊ะโมง 14 ธันวาคม 2491 57 5 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปัตตานี 03 0002 นายสมมารถ เจ๊ะนา 3 กุมภาพันธ์ 2491 58 6 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ปัตตานี 04 0002 นายมุข สุไลมาน 1 กันยายน 2492 57 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ยะลา 01 0002 นายไพโรจน์ เฉลียวศักดิ์ 21 เมษายน 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ยะลา 02 0002 นายซูการ์โน มะทา 17 กันยายน 2507 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
ยะลา 03 0002 นายบูราฮานูดิน อุเซ็ง 13 กันยายน 2497 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นราธิวาส 01 0002 นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ 1 กุมภาพันธ์ 2494 55 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นราธิวาส 02 0002 นายสุธิพันธ์ ศรีริกานนท์ 31 สิงหาคม 2504 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นราธิวาส 03 0002 นายนัจมุดดีน อูมา 22 พฤศจิกายน 2503 45 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นราธิวาส 04 0002 นายเตาฟิก สะมะแอ 3 กุมภาพันธ์ 2507 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
นราธิวาส 05 0002 นายสมรรถ วาหลง 27 ธันวาคม 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ยืนยัน
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 09-09-2007, 18:50 »

 

มีภาพและประวัติทั่วไปด้วยครับ  ท่านใดสนใจตรวจสอบการทำงานของท่านใดเป็นพิเศษ ให้ความเห็นได้ครับ



การตรวจสอบรายการผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย 

   
 
รายละเอียดผู้สมัคร : แบ่งเขต เขตเลือกตั้งที่ 1  สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ : 2 เมษายน 2549   
ใบสมัครเลขที่ : 1  พรรค : ไทยรักไทย  หมายเลขผู้สมัคร : 2 
เลขประจำตัวประชาชน : 3-4614-00176-34-5 
ชื่อ-นามสกุล : นางบุญรื่น ศรีธเรศ  สัญชาติ : ไทย 
วัน เดือน ปีเกิด : 10 ตุลาคม 2486  อายุ : 63 ปี เพศ : หญิง 
ที่เกิด : 11 หมู่ที่ 8 ต. ไค้นุ่น อ. ห้วยผึ้ง จ. กาฬสินธุ์ 46240 
ที่อยู่ปัจจุบัน : 699/4 ถ. อนรรฆนาค ต. กาฬสินธุ์ อ. เมืองกาฬสินธุ์ จ. กาฬสินธุ์ 46000 
สถานที่ติดต่อ : 699/4 ถ.อนรรฆนาค ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ 46000 
โทรศัพท์ : 043-812040,01-8739482  โทรสาร : 043-813349 
บิดา : เภา  สัญชาติ : ไทย 
มารดา : หลวย  สัญชาติ : ไทย 
วุฒิการศึกษาระดับ สาขาวิชา สถานศึกษา ปีที่สำเร็จการศึกษา
ระดับปริญญาตรี วิชาภาษาไทย วิทยาลัยครูมหาสารคาม 2525
 
 
 
เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัด : กาฬสินธุ์ ระหว่างวันที่ : 6 กุมภาพันธ์ 2548  ถึงวันที่ : 23 กุมภาพันธ์ 2549 
อาชีพ : นักการเมือง   
คุณสมบัติอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ
15.1 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัคร ระหว่างวันที่ : 22 มีนาคม 2547  ถึงวันที่ : 4 มีนาคม 2549 
15.3 เกิดในจังหวัด : กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
 
 
 
คำแนะนำ : ท่านสามารถคลิกรูปด้านบนเพื่อดูภาพขยายได้
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 09-09-2007, 18:59 »



การตรวจสอบรายการผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย 

   
 

ค้นหาด้วย : จังหวัด อุบลราชธานี (รายเขตเลือกตั้ง)  http://www.khonthai.com/Election/ssapply/enqss/internet/cclst.php
 สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ : 2 เมษายน 2549 
จำนวน : 25 ราย
 
 
เขตเลือกตั้งที่ หมายเลขผู้สมัคร ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด อายุ วัน เดือน ปีที่สมัคร เพศ พรรค ยืนยันโดยกกต.
1 2 นายเกรียง กัลป์ตินันท์  27 ตุลาคม 2495 53 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
1 4 นายไพศาล อัครรัตนดิลก  25 กุมภาพันธ์ 2513 36 8 มีนาคม 2549 ชาย ประชากรไทย ยืนยัน
1 9 นายนรเศรษฐ์ พลศรีเมือง  25 กรกฎาคม 2509 39 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
2 2 นายสมบัติ รัตโน  3 กรกฎาคม 2505 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
2 4 นายกูฏชิน รักษาศรี  16 มีนาคม 2506 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ประชากรไทย ยืนยัน
2 9 นายอนุรักษ์ คำอาจ  3 เมษายน 2517 31 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
3 2 นายโกวิทย์ ธรรมานุชิต  2 เมษายน 2503 46 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
3 4 นายอังกูร จารุวงศ์  24 มกราคม 2510 39 4 มีนาคม 2549 ชาย ประชากรไทย ยืนยัน
3 9 นายรักพงษ์ ธนสารกุล  19 เมษายน 2500 48 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
4 2 นายสุพล ฟองงาม  5 กรกฎาคม 2505 43 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
4 9 นายนิพนธ์ แสงทอง  30 มีนาคม 2504 45 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
5 2 นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ  12 พฤศจิกายน 2506 42 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
5 9 นายอัครเดช หวังสุข  26 กุมภาพันธ์ 2521 28 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
6 2 นายอุดร ทองประเสริฐ  21 มิถุนายน 2486 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
6 4 จ.ส.อ.บรรจง นนทบุตร  29 กรกฎาคม 2488 60 4 มีนาคม 2549 ชาย ประชากรไทย ยืนยัน
6 9 ส.ต.วัฒนา สุวรรณกูฎ  19 สิงหาคม 2505 43 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
7 2 นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์  14 ตุลาคม 2474 74 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
7 9 นายอภัย กินามณีย์  25 ตุลาคม 2493 55 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
8 2 นายพูลสวัสดิ์ โหตระไวศยะ  2 มิถุนายน 2500 49 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
8 9 นายนคร บุญชิต  25 พฤษภาคม 2506 42 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
9 2 นายสุชาติ ตันติวณิชชานนท์  10 มกราคม 2498 51 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
10 2 นายกิตติพงษ์ เทียมสุวรรณ  3 กุมภาพันธ์ 2505 44 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
10 9 นายนิวัติ วีระชาติ  26 สิงหาคม 2506 42 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
11 2 นายชาตรี พิริยะกิจไพบูลย์  6 มีนาคม 2487 62 4 มีนาคม 2549 ชาย ไทยรักไทย ยืนยัน
11 9 นายธัชพล ราชขันธ์  21 กุมภาพันธ์ 2504 45 8 มีนาคม 2549 ชาย คนขอปลดหนี้ ยืนยัน
 
 
 
บันทึกการเข้า

ลูกหินฮะ๛
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,099


เสียเข็มขัด อย่าเสียกุงเกง


« ตอบ #16 เมื่อ: 09-09-2007, 19:33 »



เลือกตั่ง งวดนี้
"ลูกหิน จะเลือก พรรค ไทยรักไทย ฮะ"
พูดจริง มะด๊ายลัอเล่น
บันทึกการเข้า

  ... ... ... 
อธิฏฐาน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,912


รักษาประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน


« ตอบ #17 เมื่อ: 09-09-2007, 21:01 »


เลือกพรรค รักประเทศไทย ค่ะ
บันทึกการเข้า

หยุด...สัมปทานอุทยานแห่งชาติ
http://www.oknation.net/blog/sandstone
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 09-09-2007, 21:49 »



Links website สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดต่างๆ    http://www.ect.go.th/thai/service/links.html

   Homepage
   สำนักงานกกต.ประจำจังหวัด

กรุณาเลือกจังหวัด
 ค้นหา จังหวัด ก ) กรุงเทพมหานคร ก ) กระบี่ ก ) กาญจนบุรี ก ) กาฬสินธุ์ ก ) กำแพงเพชร ข ) ขอนแก่น จ ) จันทบุรี ฉ ) ฉะเชิงเทรา ช ) ชลบุรี ช ) ชัยนาท (X) ช ) ชัยภูมิ ช ) ชุมพร ช ) เชียงราย ช ) เชียงใหม่ ต ) ตราด ต ) ตรัง ต ) ตาก น ) นครนายก น ) นครปฐม น ) นครพนม น ) นครราชสีมา น ) นครศรีธรรมราช น ) นครสวรรค์ น ) นนทบุรี ** น ) นราธิวาส น ) น่าน บ ) บุรีรัมย์ (X) ป ) ปทุมธานี ป ) ประจวบคีรีขันธ์ ป ) ปราจีนบุรี ป ) ปัตตานี พ ) พระนครศรีอยุธยา พ ) พะเยา พ ) พังงา พ ) พัทลุง พ ) พิจิตร พ ) พิษณุโลก พ ) เพชรบุรี พ ) เพชรบูรณ์ พ ) แพร่ ภ ) ภูเก็ต ม ) มหาสารคาม ม ) มุกดาหาร ม ) แม่ฮ่องสอน ย ) ยโสธร ย ) ยะลา ร ) ร้อยเอ็ด ร ) ระนอง ร ) ระยอง ร ) ราชบุรี ล ) ลพบุรี ล ) ลำปาง ล ) ลำพูน ล ) เลย ศ ) ศรีสะเกษ ส ) สกลนคร ส ) สงขลา ส ) สตูล ส ) สมุทรปราการ ส ) สมุทรสงคราม ส ) สมุทรสาคร ส ) สระแก้ว ส ) สระบุรี ส ) สิงห์บุรี ส ) สุโขทัย ส ) สุพรรณบุรี ส ) สุราษฎร์ธานี ส ) สุรินทร์ ห ) หนองคาย ห ) หนองบัวลำภู อ ) อ่างทอง อ ) อำนาจเจริญ อ ) อุดรธานี อ ) อุตรดิตถ์ อ ) อุทัยธานี อ ) อุบลราชธานี 

 
 

 

    ::: Links website สำนักงาน หน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
    - สำนักรณรงค์และเผยแแพร่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

 

    ::: Link website สื่อมวลชน
   
    หนังสือพิมพ์
    กรุงเทพธุรกิจ | ข่าวสด | เครือมติชน | ฐานเศรษฐกิจ | ไทยรัฐ | เดลินิวส์ | ไทยโพสต์ | แนวหน้า |     ประชาชาติธุรกิจ |ผู้จัดการ | สำนักข่าวไทย | สยามรัฐ | GNN | INN | Bangkok Post |
    The Nation |  บ้านเมือง | กระแสหุ้น | โพสต์ทูเดย์ | คมชัดลึก

    โทรทัศน์
    TV3 | TV5 | TV7 | TV9 | TV11 | ITV | UBC | TGN

    วิทยุ
    93Cool FM | 100.5 MCOT | A-time | Click Radio | BBC ไทยออนไลน์ | ShockFM |
    Voice of America | วิทยุออนไลน์ | 88.5 F.M. MAX | 106 LIFE F.M | ดนตรีสีสัน!!
    ไทยอัลบั้ม | Radiothai

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 09-09-2007, 22:06 »



ข้อมูลพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่ (จำนวน 40 พรรคการเมือง)   http://www.ect.go.th/thai/download50/post129.pdf
ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2550
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 09-09-2007, 22:20 »



เอาลิงค์ข้อมูลการเลือกตั้งเก่า-ใหม่มาฝากครับ  http://www.khonthai.com/Election/ssapply/enqss/internet/index.html


อันบนข้อมูลครบถ้วน และหลายสมัยการเลือกตั้งสส.มากกว่าครับ

ส่วนอันล่างของไทยรักไทย จะมีบัญชีรายชื่อแบบภายในพรรคถึง3บัญชี 


""""""""""""""""""""


ข้อมูลปรับปรุงล่าสุด ณ วันที่ 9 มกราคม 2548 

ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ในแต่ละพรรค  http://thaisnews.com/prdnews/elect48/partylistnew.html


หมายเลข พรรคการเมือง
1 พรรคชาติไทย    http://thaisnews.com/prdnews/elect48/partylist/chadthai_pt.html
2 พรรคกิจสังคม
3 พรรคพัฒนาชาติไทย
4 พรรคประชาธิปัตย์    http://thaisnews.com/prdnews/elect48/partylist/democrat_pt.html
5 พรรคประชาชนไทย
6 พรรคคนขอปลดหนี้
7 พรรคธรรมชาติไทย
8 พรรคแผ่นดินไทย
9 พรรคไทยรักไทย   http://thaisnews.com/prdnews/elect48/partylist/thairakthai_pt.html
10 พรรคความหวังใหม่
11 พรรคมหาชน
12 พรรคประชากรไทย
13 พรรคไทยช่วยไทย
- พรรคเกษตรไทย
- พรรคเกษตรกรไทย
- พรรคเผ่าไท
- พรรคเพื่อฟ้าดิน
- พรรคเสรี
- พรรคแรงงาน
- พรรคไทยมั่นคง
- พรรคกสิกรไทย
- พรรคชาติประชาชน
- พรรคชาติประชาธิปไตย
- พรรคชาติพัฒนา
- พรรคชีวิตที่ดีกว่า
- พรรคทางเลือกที่สาม
- พรรคธัมมาธิปไตย
- พรรคประชาธรรม
- พรรคพลังเกษตรกร
- พรรคพลังธรรม
- พรรคพลังประชาชน
- พรรคพัฒนาสังคมไทย
- พรรคมวลชน
- พรรครวมไทย
- พรรครักษ์แผ่นดินไทย
- พรรครักษ์ถิ่นไทย
- พรรครู้แจ้งเห็นจริง
- พรรคสยาม

 

By : National News Bureau
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-09-2007, 22:36 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 09-09-2007, 22:47 »

http://www.legalreform.go.th/legal/guidelink.htm

พรรคการเมือง
Political Party

 
thairakthai Party  พรรคไทยรักไทย (ถูกยุบไปแล้ว)  http://www.thairakthai.or.th/

Democrat Party  พรรคประชาธิปัตย์  http://www.democrat.or.th/
Thai Citizen Party  พรรคประชากรไทย(ลิงค์นี้ใช้ไม่ได้แล้ว) http://www.thaicitizen.or.th/
thai Chartthai Party   พรรคชาติไทย  http://www.chartthai.or.th/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-09-2007, 00:36 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #22 เมื่อ: 10-09-2007, 01:18 »

การเมืองไทยถูกผูกขาดเพียงแค่บุคคล สองสามพันคน

ที่เวียนว่ายตายเกิดอยูในวังวนของการเมือง

ทางเลือกก็แสนจะจำกัด ตัวเลือกใหม่ๆก็มีไม่มากเพราะถูกครอบงำจากนโยบายพรรค

เลือกที่จะแต่งงานกับใคร ยังน่าจะตัดสินใจได้ง่ายกว่านี้

ขอรอดูไปก่อนค่ะ....
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 10-09-2007, 01:33 »

รายชื่อสมาชิกวุฒิสภา ปี 2549  http://www.parliament.go.th/member-bak/senate2549.php
 
 ชื่อสมาชิก จังหวัด   
 กกต. รับรอง        สว.รายงานตัว 107 คน        รอการรับรอง 
 
จังหวัด  ชื่อ - สกุล 
กรุงเทพมหานคร     ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ 
กรุงเทพมหานคร      นายสมัคร สุนทรเวช 
กรุงเทพมหานคร      นายกล้านรงค์ จันทิก 
กรุงเทพมหานคร     น.ส.รสนา โตสิตระกูล 
กรุงเทพมหานคร      นายพิจิตต รัตตกุล 
กรุงเทพมหานคร      นายสมบัติ เมทะนี 
กรุงเทพมหานคร      นายขวัญสรวง อติโพธิ 
กรุงเทพมหานคร     นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี 
กรุงเทพมหานคร      นายสมัย เจริญช่าง 
กรุงเทพมหานคร      ดร.นลินี ทวีสิน 
กรุงเทพมหานคร      นายอุทัย พิมพ์ใจชน 
กรุงเทพมหานคร      นางมาณวิภา อินทรทัต 
กรุงเทพมหานคร      นายสามารถ มะลูลีม 
กรุงเทพมหานคร      นายอาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา 
กรุงเทพมหานคร      พล.ต.ท.พิชิต ควรเดชะคุปต์ 
กรุงเทพมหานคร      พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ 
กรุงเทพมหานคร      นายประกิต วาทีสาธกกิจ 
กรุงเทพมหานคร     นายบุญยอด สุขถิ่นไทย 
สมุทรปราการ      ดร.มั่น พัธโนทัย 
สมุทรปราการ     นางอนุสรา ยังตรง 
สมุทรปราการ      พล.ต.ท.เผ่าไทย ทองธิว 
นนทบุรี      นายดิเรก ถึงฝั่ง 
นนทบุรี      นายเกษมสุข ทรงวัชราภรณ์ 
นนทบุรี      พล.ต.ต.บุญเลิศ นันทวิสิทธ์ 
ปทุมธานี      นายสดใส โรจนวิชัย 
ปทุมธานี      นางชนากานต์ ยืนยง 
ปทุมธานี      นายไพบูลย์ ชำศิริพงษ์ 
พระนครศรีอยุธยา      นายประยุทธ์ ฉัตรไชยรัชน์ 
พระนครศรีอยุธยา     นายกุมพล สภาวสุ 
อ่างทอง      นายเพทาย ออประเสริฐ 
ลพบุรี      นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ 
ลพบุรี      นายประเสริฐ วรปัญญา 
สิงห์บุรี     นายวิชัย เทียนถาวร 
ชัยนาท      นางพรทิวา นาคาศัย 
สระบุรี      นายสัญญา บุญ-หลง 
สระบุรี     นายองอาจ วงษ์ประยูร 
ชลบุรี      นายสันต์ศักย์จรูญ งามพิเชษฐ์ 
ชลบุรี      นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง 
ชลบุรี      นายภุชงค์ รุ่งโรจน์ 
ชลบุรี      นายประมวล เอมเปีย 
ระยอง      พ.ต.อ.พณาเจือเพชร์ กฤษณะราช 
ระยอง      นายสาย กังคเวคิน 
จันทบุรี      นายประพันธ์ จึงสกุลวัฒนา 
จันทบุรี      นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา 
ตราด      นายบุญส่ง ไข่เกษ 
ฉะเชิงเทรา      นางพรรณี จารุสมบัติ 
ฉะเชิงเทรา      นายเฉลิมชัย ตันเจริญ 
ปราจีนบุรี      นายสุนทร วิลาวัลย์ 
นครนายก      นายเดช บุญ-หลง 
สระแก้ว     นางขวัญเรือน เทียนทอง 
สระแก้ว     นายวิทยา เทียนทอง 
ราชบุรี      นายวันชัย ธีระสัตยกุล 
ราชบุรี      นายโกเมศ แดงทองดี 
ราชบุรี      นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ 
กาญจนบุรี     นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล 
กาญจนบุรี     นายธงชาติ รักษากุล 
กาญจนบุรี     พล.ต.ต.วัระ เข็มศักดิ์สิทธิ์ 
สุพรรณบุรี     นายประสิทธิ์ โพธสุธน 
สุพรรณบุรี      พล.ต.ต.สมศักดิ์ รักซ้อน 
สุพรรณบุรี      พ.ต.อ.ปรีดี เจริญศิลป์ 
นครปฐม     นางพนิดา ปทุมารักษ์ 
นครปฐม     นายปรีชา นิพนธ์พิทยา 
นครปฐม     นายอนุชา สะสมทรัพย์ 
สมุทรสาคร      นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล 
สมุทรสงคราม     นายนุกูล ธนิกุล 
เพชรบุรี      นายธานินท์ แสงวณิช 
ประจวบคีรีขันธ์      นายสุชน อินทเสม 
ประจวบคีรีขันธ์      นายทิวา ศุภจรรยา 
นครราชสีมา     นางลินดา เชิดชัย 
นครราชสีมา      พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิมปพัลลภ 
นครราชสีมา      นายสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล 
นครราชสีมา      นายไพจิตร ปวะบุตร 
นครราชสีมา      ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี 
นครราชสีมา     นางศิริพร ชาติปฏิมาพงษ์ 
นครราชสีมา     นางบุญเลิศ ครุฑขุนทด 
นครราชสีมา      พล.ต.ต.เถลิงศักดิ์ สุคนธมาน 
บุรีรัมย์      นายชัย ชิดชอบ 
บุรีรัมย์      นายวันรบ อิศรางกูร ณ อยุธยา 
บุรีรัมย์      นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง 
บุรีรัมย์      นายรุ่งโรจน์ ทองศรี 
บุรีรัมย์      นางพัชรี เพชรสว่าง 
สุรินทร์      นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ 
สุรินทร์      นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ 
สุรินทร์      นายยรรยง ร่วมพัฒนา 
สุรินทร์      นางกนกกาญจน์ ควรหา 
ศรีสะเกษ     นางผ่องศรี แซ่จึง 
ศรีสะเกษ      นายไพโรจน์ วงศ์พรหม 
ศรีสะเกษ     น.ส.วิลัดดา อินฉัตร 
ศรีสะเกษ      นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ 
ศรีสะเกษ     นายกรีศักดิ์ ไพบูลย์ 
อุบลราชธานี     นายกานต์ กัลป์ตินันท์ 
อุบลราชธานี     นายยอดยุทธ เดชรุ่งเรือง 
อุบลราชธานี     นายเรืองยศ โภคกุลกานนท์ 
อุบลราชธานี     นายนิทรา เทียมสุวรรณ 
อุบลราชธานี     นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง 
อุบลราชธานี      นายพิจิตร ศรีแสง 
ยโสธร     นายสุพัฒน์ ไชยกุล 
ยโสธร     นางพรรณทิพย์ จันทร์อารักษ์ 
ชัยภูมิ     นางพรทิพย์ จันทร์รัตนปรีดา 
ชัยภูมิ     นายพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย 
ชัยภูมิ      นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล 
ชัยภูมิ     นายอภิรักษ์ ชัยวิรัตนะ 
อำนาจเจริญ     นางสมหญิง บัวบุตร 
หนองบัวลำภู      ดร.อนงค์วิชญา สาริบุตร 
หนองบัวลำภู     นางจุรีลักษณ์ รัตนประทีปพร 
ขอนแก่น     นางดวงแข อรรณนพพร 
ขอนแก่น      นางรัตนาภรณ์ สมบูรณ์ 
ขอนแก่น      นายอัษฎางค์ แสวงการ 
ขอนแก่น      พ.ต.อ.อุดร ชาญนุวงศ์ 
ขอนแก่น     นายนิยม ศรีวิเศษ 
ขอนแก่น      พล.ต.ต. ไพฑูรย์ เชิดมณี 
อุดรธานี     นายโชคสมาน สีลาวงษ์ 
อุดรธานี     นางอรุณี ชำนาญศิลป์ 
อุดรธานี      นายชัยพร รัตนนาคะ 
อุดรธานี     พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ 
อุดรธานี     นายอนันต์ ศรีพันธุ์ 
เลย      นายธนเทพ ทิมสุวรรณ 
เลย     นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข 
หนองคาย      พล.ต.ต.ขจร สัยวัตร์ 
หนองคาย     นายพิทักษ์ ศรีตะบุตร 
หนองคาย      น.พ.มารุต มัสยวาณิช 
มหาสารคาม      นางรังสิมา เจริญศิริ 
มหาสารคาม     นางคมคาย อุดรพิมพ์ 
มหาสารคาม     นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล 
ร้อยเอ็ด      นายวิรัช ประราศรี 
ร้อยเอ็ด      นายสานิต ว่องสันธพงษ์ 
ร้อยเอ็ด      นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล 
ร้อยเอ็ด      นายจาตุรงค์ ธีระกนก 
กาฬสินธุ์     นางชะม้อย วรามิตร 
กาฬสินธุ์     นายนิพนธ์ ศรีธเรศ 
กาฬสินธุ์      นายจำปี โยธารินทร์ 
สกลนคร      นายดำเกิง วงศ์กาฬสินธุ์ 
สกลนคร      นายสิทธิรัตน์ รัตนวิจารณ์ 
สกลนคร      นายนริศร ทองธิราช 
นครพนม     นางสุจินดา ศรีวรขาน 
นครพนม      นายอารมณ์ เวียงด้าน 
มุกดาหาร     นายวิริยะ ทองผา 
เชียงใหม่      นพ.ไกร ดาบธรรม 
เชียงใหม่     นายประพันธ์ บูรณุปกรณ์ 
เชียงใหม่      นางบุษบา ยอดบางเตย 
เชียงใหม่      นายอำนวย ยศสุข 
เชียงใหม่     นายอุดม สุวิทย์ศักดานนท์ 
ลำพูน      นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ 
ลำปาง      ดร.ธารทอง ทองสวัสดิ์ 
ลำปาง      นายพีระ มานะทัศน์ 
อุตรดิตถ์      นายพีระศักดิ์ พอจิต 
แพร่      นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล 
น่าน     นายชัยวุฒิ คูอาริยะกุล 
พะเยา      นางอารีย์ ตันบรรจง 
พะเยา      นายสุวิทย์ วงศ์ศรีวงศ์ 
เชียงราย     นางสลักจิต ติยะไพรัช 
เชียงราย      นายวรเกียรติ สมสร้อย 
เชียงราย      นางจิราวรรณ วัฒนศิริ 
เชียงราย      นายปลื้ม ศุภปัญญา 
แม่ฮ่องสอน     นายอนันต์ วันไชยธนวงศ์ 
นครสวรรค์     นางอรพินท์ ศิริชัย 
นครสวรรค์     นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ 
นครสวรรค์     นายธีระวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์ 
อุทัยธานี      นายไพโรจน์ ทุ่งทอง 
กำแพงเพชร      นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ 
กำแพงเพชร      นายกฤช อาทิตย์แก้ว 
ตาก      นายรักษ์ ตันติสุนทร 
ตาก      น.พ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ 
สุโขทัย      นายอารยะ ชุมดวง 
สุโขทัย      นางพยุง จิตรธร 
พิษณุโลก      นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ 
พิษณุโลก     นายสุรินทร์ ฐิติปุญญา 
พิษณุโลก      นายเฉลิม ประเสริฐกุล 
พิจิตร     นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ 
พิจิตร      นายบรรชา พงศ์อายุกูล 
เพชรบูรณ์      นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ 
เพชรบูรณ์     นายธวัชชัย เผ่าเหลืองทอง 
เพชรบูรณ์     นายแก้ว บัวสุวรรณ 
กระบี่     นายอภิชาติ ดำดี 
ชุมพร     นายฉัตรชัย พะลัง 
ตรัง      นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ 
ตรัง      นายชวลา สัมพันธรัตน์ 
นครศรีธรรมราช      นายพิชัย บุณยเกียรติ 
นครศรีธรรมราช      นายตรีพล เจาะจิตต์ 
นครศรีธรรมราช      นายสวัสดิ์ แกล้วทนงค์ 
นครศรีธรรมราช      นายวิทูร กรุณา 
นครศรีธรรมราช      นายสิริวัฒน์ ไกรสินธ์ 
นราธิวาส      นายแวมาฮาดี แวดาโอะ 
นราธิวาส      นางฮาลีเมาะ อุตรสินธุ์ 
ปัตตานี      นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล 
ปัตตานี      นายนิมุคตาร์ วาบา 
พังงา      นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ 
พัทลุง      นางนาที รัชกิจประการ 
พัทลุง      นายเจริญ ภักดีวานิช 
ภูเก็ต      นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย 
ยะลา      นายต่วนอับดุลเลาะ ดาโอ๊ะมารียอ 
ระนอง      นายนภา นทีทอง 
สงขลา     พ.ต.อ.สุรินทร์ ปาลาเร่ 
สงขลา     นายอนันท์ ทองแก้ว 
สงขลา     นายสมนึก มีแสง 
สงขลา     นางทิพย์วรรณ พัฒโน 
สตูล      นายสุริยา ปันจอร์ 
สุราษฎร์ธานี      พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ 
สุราษฎร์ธานี      พล.ต.ต.ภูวดล กระแสอินทร์ 
สุราษฎร์ธานี      นายประวิช นิลวัชรมณี 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 10-09-2007, 02:06 »



สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  http://www.senate.go.th/nla2/senator/member.php
 
คำค้น   

  ชื่อ ส่งเมล์
1 นายกงกฤช หิรัญกิจ   
   
2 นาย กระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์ 
   
3 นาย กระหยิ่ม ศานต์ตระกูล   
   
4 พลอากาศโท เกรียงเดช เจียจันทร์พงษ์ 
   
5 คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา   
   
6 นางสาว กัญจนา ศิลปอาชา 
   
7 นาย การุณ กิตติสถาพร   
   
8 นาย กำธร อุดมฤทธิรุจ 
   
9 หม่อมราชวงศ์กำลูนเทพ เทวกุล 
   
10 นาย กำแหง ภริตานนท์ 
   
11 นาย กิตติ ลิ้มชัยกิจ 
   
12 นาย กีรติ บุญเจือ 
   
13 นาย ไกรสร พรสุธี 
   
14 พลตรี คณิต สาพิทักษ์   
   
15 นาย คำนูณ สิทธิสมาน   
   
16 นาย โคทม อารียา   
   
17 พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ 
   
18 นาย จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช 
   
19 นาย จักราวุธ นิตยสุทธิ 
   
20 พลตรี จำลอง ศรีเมือง 
   
21 ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์   
   
22 พลโท จิรเดช คชรัตน์   
   
23 พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์ 
   
24 นาย จุฑาธวัช อินทรสุขศรี   
   
25 นาง จุรี วิจิตรวาทการ   
   
26 พลโท เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม 
   
27 พลโท จิตติพงศ์ สุวรรณเศรษฐ 
   
28 ร้อยตำรวจโท ฉัตรชัย บุญยะอนันต์ 
   
29 คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม   
   
30 นาย ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ 
   
31 นาย ชนินทธ์ โทณวณิก   
   
32 นาย ชบ ยอดแก้ว 
   
33 นาย ชลิต แก้วจินดา   
   
34 นาง ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ 
   
35 นาย ชัชวาล อภิบาลศรี 
   
36 พลเอก ชัยพัฒน์ ธีรธำรง   
   
37 พลตำรวจโท ชัยยันต์ มะกล่ำทอง   
   
38 นาย ชัยอนันต์ สมุทวณิช   
   
39 นาย ชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ 
   
40 นาย ชาติศิริ โสภณพนิช   
   
41 พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง 
   
42 นาย เชนทร์ วิพัฒน์บวรวงศ์   
   
43 พลเอก โชคชัย หงส์ทอง   
   
44 นาย ไชย ไชยวรรณ   
   
45 นาย ณรงค์ โชควัฒนา 
   
46 นาย ณรงค์ชัย อัครเศรณี 
   
47 พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์   
   
48 พลตรี ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ 
   
49 นาย ดำรงค์ สุมาลยศักดิ์ 
   
50 นาย ดิลก มหาดำรงค์กุล 
   
51 นาย ตวง อันทะไชย 
   
52 นาง เตือนใจ ดีเทศน์   
   
53 นาย แถมสิน รัตนพันธุ์ 
   
54 นาย ทรงพล ทิมาศาสตร์   
   
55 นาย ทวี สุรฤทธิกุล   
   
56 นาย ทศพร ศิริสัมพันธ์   
   
57 พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี 
   
58 พลเอก ธวัช จารุกลัส   
   
59 นาย ธีรพจน์ จรูญศรี   
   
60 พลเรือเอก นคร อรัณยะนาค   
   
61 พลเรือเอก นพพร อาชวาคม 
   
62 คุณหญิง นันทกา สุประภาตะนันทน์ 
   
63 ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์   
   
64 นาย บดินทร์ อัศวาณิชย์   
   
65 พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน 
   
66 นาย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ 
   
67 นาง บัญญัติ ทัศนียะเวช   
   
68 พลโท บรรเทิง พูนขำ 
   
69 พลตำรวจเอก บุญศรี หุ่นสวัสดิ์ 
   
70 นาย บุญสม ศิริบำรุงสุข   
   
71 พลเอก ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์   
   
72 พลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ 
   
73 นาย ประกอบ วิโรจนกูฏ   
   
74 นาย ประกิจ ประจนปัจจนึก   
   
75 พลเรือเอก ประเจตน์ ศิริเดช   
   
76 นาย ประเจิด สุขแก้ว   
   
77 นาง ประทุมพร วัชรเสถียร   
   
78 นาย ประพันธ์ คูณมี 
   
79 นาย ประภัทร์ ศรลัมพ์ 
   
80 นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด 
   
81 พลตรี ประพาศ ศกุนตนาค 
   
82 นาย ประมนต์ สุธีวงศ์   
   
83 นาย ประยงค์ รณรงค์ 
   
84 พลโท ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
   
85 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ   
   
86 นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ 
   
87 นาย ประสาท สืบค้า   
   
88 นาย ประสาร มาลีนนท์   
   
89 พลเรือเอก ประเสริฐ บุญทรง   
   
90 นาย ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ 
   
91 นาย ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์   
   
92 นาย ปรีชา บัววิรัตน์เลิศ   
   
93 นาย ปรีชา วัชราภัย   
   
94 พลเอก ปรีชา เปรมาสวัสดิ์ 
   
95 พลเอก ปรีชา โรจนเสน 
   
96 พลเอก ปรีดี สามิภักดิ์ 
   
97 ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา 
   
98 พลอากาศเอก ปัญญา ศรีสุวรรณ 
   
99 พลเอก ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ 
   
100 นาย ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา   
   
101 ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ 
   
102 นาย พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ 
   
103 นาย พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์   
   
104 นางสาว พจนีย์ ธนวรานิช   
   
105 นาย พชร ยุติธรรมดำรง 
   
106 พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ 
   
107 นาย พรชัย มาตังคสมบัติ   
   
108 นาย พรชัย รุจิประภา   
   
109 คุณ พรทิพย์ จาละ   
   
110 นาย พรเพชร วิชิตชลชัย   
   
111 นาย พรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล   
   
112 พลเรือโท พะจุณณ์ ตามประทีป 
   
113 นาย พิชัย วาศนาส่ง 
   
114 พลโท ชูศิลป์ คุณาไทย 
   
115 นาย พูลศักดิ์ อยู่ประเสริฐ   
   
116 พลเอก เพิ่มศักดิ์ พวงสาโรจน์ 
   
117 พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย   
   
118 พลเอก ไพศาล กตัญญู 
   
119 นาย ไพศาล พืชมงคล   
   
120 พลอากาศเอก ไพศาล สีตบุตร 
   
121 นาย ภราเดช พยัฆวิเชียร   
   
122 นาย ภัทระ คำพิทักษ์   
   
123 นาง ภัทรียา เบญจพลชัย   
   
124 นาย ภิรมย์ สิมะเสถียร   
   
125 ร้อยโท ภูมิศักดิ์ หงษ์หยก   
   
126 พลเอก มนตรี สังขทรัพย์ 
   
127 นาย มนัส โกศล 
   
128 นาง มาณี ไชยธีรานุวัฒศิริ   
   
129 พลตำรวจโท มาโนช ศัตรูลี้ 
   
130 นาย มีชัย ฤชุพันธุ์ 
   
131 นาง มุกดา อินต๊ะสาร   
   
132 นาย โยธิน อนาวิล   
   
133 นายรองพล เจริญพันธุ์ 
   
134 พลอากาศเอก ระเด่น พึ่งพักตร์ 
   
135 นาย รังสรรค์ แสงสุข   
   
136 พลเอก วรเดช ภูมิจิตร 
   
137 นาย วรเดช อมรวรพิพัฒน์ 
   
138 นาย วรัชย์ ชวพงศ์ 
   
139 พลตำรวจโท วัชรพล ประสารราชกิจ   
   
140 นาย วัชระ พรรณเชษฐ์   
   
141 นาย วัฒนา สวรรยาธิปัติ 
   
142 นาย วันชัย ศิริชนะ   
   
143 นาย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ 
   
144 พลอากาศเอก วัลลภ มีสมศัพย์ 
   
145 พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร 
   
146 นาย วิทย์ รายนานนท์ 
   
147 นาย วิทยา เวชชาชีวะ 
   
148 นาย วินัย สะมะอุน   
   
149 นาย วิบูลย์ เข็มเฉลิม   
   
150 นาย วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์   
   
151 นาย วิรุณ ตั้งเจริญ   
   
152 พลตำรวจโท วิโรจน์ จันทรังษี   
   
153 พลโท วิโรจน์ บัวจรูญ 
   
154 นาย วิษณุ เครืองาม 
   
155 นาย วีรพงษ์ รามางกูร   
   
156 พลเรือเอก วีรพล วรานนท์   
   
157 พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์   
   
158 นาย วีระชัย ตันติกุล 
   
159 พลตำรวจตรี วีระพงษ์ สุนทรางกูร   
   
160 นาย วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์   
   
161 นาย วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 
   
162 นาย แวดือราแม มะมิงจิ 
   
163 นาย แวมาฮาดี แวดาโอะ 
   
164 พลเอก ไวพจน์ ศรีนวล 
   
165 นาย ศักดิ์ชัย ธนบุญชัย 
   
166 นาย ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช   
   
167 นาย ศิวะพร ทรรทรานนท์ 
   
168 พลเอก สนั่น มะเริงสิทธิ์ 
   
169 นาย สมเกียรติ อ่อนวิมล   
   
170 พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม 
   
171 นาย สมชาย สกุลสุรรัตน์   
   
172 นาย สมชาย แสวงการ 
   
173 พลเอก สมชาย อุบลเดชประชารักษ์ 
   
174 พลเอก สมทัต อัตตะนันทน์ 
   
175 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์   
   
176 นายสมบัติ เมทะนี 
   
177 นาย สมพล พันธุ์มณี 
   
178 นาย สมภพ เจริญกุล   
   
179 นาย สมโภชน์ กาญจนาภรณ์ 
   
180 พลตำรวจโท สมศักดิ์ แขวงโสภา 
   
181 พลอากาศเอก สมหมาย ดาบเพ็ชร 
   
182 นาย สมหมาย ปาริจฉัตต์   
   
183 นาย สราวุธ วัชรพล   
   
184 นาย สฤษดิ์ผล ชมไพศาล   
   
185 นาย สังศิต พิริยะรังสรรค์   
   
186 นาย สันติ วิลาสศักดานนท์   
   
187 นาย สำราญ รอดเพชร   
   
188 นาย สุจิต บุญบงการ   
   
189 พลเอก สุเจตน์ วัฒนสุข 
   
190 คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์   
   
191 พลเรือเอก สุชาต ญาโณทัย 
   
192 นาย สุชาติ ไตรประสิทธิ์ 
   
193 นาย สุชาติ อุปถัมภ์   
   
194 นาย สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์   
   
195 พลตำรวจเอก สุเทพ ธรรมรักษ์ 
   
196 พลเอก สุเทพ สีวะรา 
   
197 นาย สุธรรม จิตรานุเคราะห์   
   
198 พลเอก สุนทร ขำคมกุล   
   
199 พลตำรวจเอก สุนทร ซ้ายขวัญ 
   
200 นาง สุนันทา สมบุญธรรม   
   
201 นาย สุพัทธ์ พู่ผกา   
   
202 นาย สุภัค ศิวะรักษ์   
   
203 นาย สุมนต์ สกลไชย   
   
204 นาย สุเมธ ตันธุวนิตย์   
   
205 นาย สุรชัย ภู่ประเสริฐ 
   
206 พลเอก สุรพล ชินะจิตร 
   
207 นาย สุรพล นิติไกรพจน์   
   
208 นาง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ 
   
209 นาย สุริชัย หวันแก้ว 
   
210 พลเอก สุรินทร์ พิกุลทอง 
   
211 นาย สุรินทร์ พิศสุวรรณ   
   
212 พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์ 
   
213 นาย สุวรรณ หันไชยุงวา 
   
214 นาย สุวัฒน์ อ้นใจกล้า 
   
215 นาย เสฐียรพงษ์ วรรณปก   
   
216 นาย เสถียร เศรษฐสิทธิ์ 
   
217 พลเอก โสภณ ศีลพิพัฒน์   
   
218 นายโสภณ สุภาพงษ์ 
   
219 พลเอก องค์กร ทองประสม 
   
220 พลอากาศเอก อดิเรก จำรัสฤทธิรงค์   
   
221 นาย อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ   
   
222 พลตรี อดุล อุบล 
   
223 พลตำรวจโท อดุลย์ แสงสิงแก้ว   
   
224 นาย อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล   
   
225 นาย อภิชาติ จีระพันธุ์   
   
226 เรืออากาศโท อภินันทน์ สุมนะเศรณี   
   
227 นางสาว อรจิต สิงคาลวณิช 
   
228 นาย อรรคพล สรสุชาติ 
   
229 นาย หะยีอับดุลรอซัค อาลี   
   
230 นาย อับดุลเราะแม เจะแซ 
   
231 นาย อัมมาร์ สยามวาลา   
   
232 นาย อัศวิน คงสิริ   
   
233 นาย อัศวิน ชินกำธรวงศ์   
   
234 พลเอก อาทร โลหิตกุล 
   
235 พลเอก อาภรณ์ กุลพงษ์ 
   
236 นาย อำพน กิตติอำพน   
   
237 นาย อำพล จินดาวัฒนะ   
   
238 นาย อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา   
   
239 นาย อิสมาแอ อาลี   
   
240 พลตำรวจเอก อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา   
   
241 นาง อุมา สุคนธมาน 
   
242 พลเอก อู้ด เบื้องบน 
   
243 นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ 
   
244 นายบรรพต หงษ์ทอง 
   
245 นายพงศ์โพยม วาศภูติ 
   
246 พลเอก วุฒิชัย พรพิบูลย์ 
   
247 นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล 
   
248 พลโท สุจิตร สิทธิประภา 
   
249 พลเรือโท สุวิทย์ ธาระรูป 
   
250 นายสมัคร เชาวภานันท์
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 10-09-2007, 02:27 »



สมาชิกวุฒิสภาชุด พศ.2543-49

200 คน
  http://www.senate.go.th/senator_new/search.php


1 นายกมล. มั่นภักดี
คณะกรรมาธิการ : การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม การงบประมาณ
จังหวัด : ชุมพร
อีเมลล์ : sen001@parliament.go.th
เวบไซต์ : s001_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
2 นางกรองกาญจน์ วีสมหมาย
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : ศรีสะเกษ
อีเมลล์ : sen002@parliament.go.th
เวบไซต์ : s002_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
3 นายโกเมศ ฑีฆธนานนท์
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : ขอนแก่น
อีเมลล์ : sen003@parliament.go.th
เวบไซต์ : s003_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
4 พลอากาศเอกกานต์ สุระกุล
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม
จังหวัด : ตรัง
อีเมลล์ : sen004@parliament.go.th
เวบไซต์ : s004_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
5 นายการุณ ใสงาม
คณะกรรมาธิการ : การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : บุรีรัมย์
อีเมลล์ : sen005@parliament.go.th
เวบไซต์ : s005_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
6 นายกำพล ภู่มณี
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : ปราจีนบุรี
อีเมลล์ : sen006@parliament.go.th
เวบไซต์ : s006_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
7 หม่อมราชวงศ์กำลูนเทพ เทวกุล
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : เลย
อีเมลล์ : sen007@parliament.go.th
เวบไซต์ : s007_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
8 นายเกษม ชัยสิทธิ์
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : เพชรบูรณ์
อีเมลล์ : sen008@parliament.go.th
เวบไซต์ : s008_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
9 นายเกษม มาลัยศรี
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ การปกครอง
จังหวัด : ร้อยเอ็ด
อีเมลล์ : sen009@parliament.go.th
เวบไซต์ : s009_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
10 นายปริญญา กรวยทอง
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : สุรินทร์
อีเมลล์ : sen010@parliament.go.th
เวบไซต์ : s010_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
11 นายแก้วสรร อติโพธิ
คณะกรรมาธิการ : สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen011@parliament.go.th
เวบไซต์ : s011_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
12 พลตำรวจตรีเสกสันต์ อุ่นสำราญ
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม
จังหวัด : สระแก้ว
อีเมลล์ : sen012@parliament.go.th
เวบไซต์ : s012_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
13 นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ
จังหวัด : นครราชสีมา
อีเมลล์ : sen013@parliament.go.th
เวบไซต์ : s013_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
14 นายคำนวณ ชโลปถัมภ์
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : สิงห์บุรี
อีเมลล์ : sen014@parliament.go.th
เวบไซต์ : s014_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
15 นายคำนวณ เหมาะประสิทธิ์
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง
จังหวัด : อุตรดิตถ์
อีเมลล์ : sen015@parliament.go.th
เวบไซต์ : s015_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
16 นายคำพันธ์ ป้องปาน
คณะกรรมาธิการ : การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
จังหวัด : อุดรธานี
อีเมลล์ : sen016@parliament.go.th
เวบไซต์ : s016_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
17 นายแคล้ว นรปติ
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ
จังหวัด : ขอนแก่น
อีเมลล์ : sen017@parliament.go.th
เวบไซต์ : s017_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
18 นายจรูญ ยังประภากร
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว
จังหวัด : สมุทรปราการ
อีเมลล์ : sen018@parliament.go.th
เวบไซต์ : s018_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
19 นายจอน อึ๊งภากรณ์
คณะกรรมาธิการ : การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การต่างประเทศ
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen019@parliament.go.th
เวบไซต์ : s019_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
20 นายจำเจน จิตรธร
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : สุโขทัย
อีเมลล์ : sen020@parliament.go.th
เวบไซต์ : s020_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
21 นางจิตรา อยู่ประเสริฐ
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : อุดรธานี
อีเมลล์ : sen021@parliament.go.th
เวบไซต์ : s021_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
22 คุณหญิงจินตนา สุขมาก
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว
จังหวัด : นนทบุรี
อีเมลล์ : sen022@parliament.go.th
เวบไซต์ : s022_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
23 นายจิโรจน์ โชติพันธุ์
คณะกรรมาธิการ : การกีฬา การปกครอง
จังหวัด : ศรีสะเกษ
อีเมลล์ : sen023@parliament.go.th
เวบไซต์ : s023_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
24 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
คณะกรรมาธิการ : การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การต่างประเทศ
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen024@parliament.go.th
เวบไซต์ : s024_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
25 นายอนันต์ ดาโลดม
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : สุราษฎร์ธานี
อีเมลล์ : sen025@parliament.go.th
เวบไซต์ : s025_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
26 คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ การท่องเที่ยว
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen026@parliament.go.th
เวบไซต์ : s026_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
27 นางสุนีย์ อินฉัตร
คณะกรรมาธิการ : กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ การกีฬา
จังหวัด : ศรีสะเกษ
อีเมลล์ : sen027@parliament.go.th
เวบไซต์ : s027_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
28 นายชัชวาลย์ คงอุดม
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen028@parliament.go.th
เวบไซต์ : s028_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
29 นายชิต เจริญประเสริฐ
คณะกรรมาธิการ : การสาธารณสุข
จังหวัด : ศรีสะเกษ
อีเมลล์ : sen029@parliament.go.th
เวบไซต์ : s029_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
30 นายชุมพล ศิลปอาชา
คณะกรรมาธิการ : กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen030@parliament.go.th
เวบไซต์ : s030_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
31 พลตำรวจโทชูชาติ ทัศนเสถียร
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม
จังหวัด : ปัตตานี
อีเมลล์ : sen031@parliament.go.th
เวบไซต์ : s031_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
32 ร้อยตำรวจโทเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ
คณะกรรมาธิการ : การทหาร กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : ราชบุรี
อีเมลล์ : sen032@parliament.go.th
เวบไซต์ : s032_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
33 นายเชิดพงษ์ อุทัยสาง
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม การทหาร
จังหวัด : หนองคาย
อีเมลล์ : sen033@parliament.go.th
เวบไซต์ : s033_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
34 นายณรงค์ นุ่นทอง
คณะกรรมาธิการ : การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม การงบประมาณ
จังหวัด : นครศรีธรรมราช
อีเมลล์ : sen034@parliament.go.th
เวบไซต์ : s034_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
35 พลตำรวจโทณรงค์ อมาตยกุล
คณะกรรมาธิการ : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : พิษณุโลก
อีเมลล์ : sen035@parliament.go.th
เวบไซต์ : s035_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
36 นายณรงค์สิทธิ์ เครือรัตน์
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : ศรีสะเกษ
อีเมลล์ : sen036@parliament.go.th
เวบไซต์ : s036_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
37 นายดำรง พุฒตาล
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ การสาธารณสุข
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen037@parliament.go.th
เวบไซต์ : s037_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
38 นายเด่น โต๊ะมีนา
คณะกรรมาธิการ : การสาธารณสุข
จังหวัด : ปัตตานี
อีเมลล์ : sen038@parliament.go.th
เวบไซต์ : s038_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
39 นางเตือนใจ ดีเทศน์
คณะกรรมาธิการ : กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ
จังหวัด : เชียงราย
อีเมลล์ : sen039@parliament.go.th
เวบไซต์ : s039_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
40 นายถวิล จันทร์ประสงค์
คณะกรรมาธิการ : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : นนทบุรี
อีเมลล์ : sen040@parliament.go.th
เวบไซต์ : s040_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
41 นายถาวร เกียรติไชยากร
คณะกรรมาธิการ : การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : เชียงใหม่
อีเมลล์ : sen041@parliament.go.th
เวบไซต์ : s041_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
42 นายถวิล ไพรสณฑ์
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : นครศรีธรรมราช
อีเมลล์ : sen042@parliament.go.th
เวบไซต์ : s042_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
43 พลตำรวจโททวี ทิพย์รัตน์
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen043@parliament.go.th
เวบไซต์ : s043_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
44 นายทวีป ขวัญบุรี
คณะกรรมาธิการ : การกีฬา การท่องเที่ยว
จังหวัด : ระยอง
อีเมลล์ : sen044@parliament.go.th
เวบไซต์ : s044_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
45 นายทองใบ ทองเปาด์
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ
จังหวัด : มหาสารคาม
อีเมลล์ : sen045@parliament.go.th
เวบไซต์ : s045_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
46 นายวิกรม อัยศิริ
คณะกรรมาธิการ : การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : ระนอง
อีเมลล์ : sen046@parliament.go.th
เวบไซต์ : s046_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
47 นายธวัชชัย เมืองนาง
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : หนองบัวลำภู
อีเมลล์ : sen047@parliament.go.th
เวบไซต์ : s047_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
48 นายนพดล สมบูรณ์
คณะกรรมาธิการ : การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : ลำปาง
อีเมลล์ : sen048@parliament.go.th
เวบไซต์ : s048_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
49 นายนภินทร ศรีสรรพางค์
คณะกรรมาธิการ : ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : ราชบุรี
อีเมลล์ : sen049@parliament.go.th
เวบไซต์ : s049_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
50 นางนันทนา สงฆ์ประชา
คณะกรรมาธิการ : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : ชัยนาท
อีเมลล์ : sen050@parliament.go.th
เวบไซต์ : s050_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
51 นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ
คณะกรรมาธิการ : สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : ลำปาง
อีเมลล์ : sen051@parliament.go.th
เวบไซต์ : s051_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
52 นายนิตินัย นาครทรรพ
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม
จังหวัด : หนองคาย
อีเมลล์ : sen052@parliament.go.th
เวบไซต์ : s052_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
53 นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : อ่างทอง
อีเมลล์ : sen053@parliament.go.th
เวบไซต์ : s053_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
54 นายนิพนธ์ สุทธิเดช
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม
จังหวัด : อำนาจเจริญ
อีเมลล์ : sen054@parliament.go.th
เวบไซต์ : s054_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
55 นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง
จังหวัด : ปทุมธานี
อีเมลล์ : sen055@parliament.go.th
เวบไซต์ : s055_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
56 นายนิรัตน์ อยู่ภักดี
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : ชัยภูมิ
อีเมลล์ : sen056@parliament.go.th
เวบไซต์ : s056_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
57 นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
คณะกรรมาธิการ : การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จังหวัด : อุบลราชธานี
อีเมลล์ : sen057@parliament.go.th
เวบไซต์ : s057_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
58 นายนิวัฒน์ พ้นชั่ว
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : ระยอง
อีเมลล์ : sen058@parliament.go.th
เวบไซต์ : s058_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
59 นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : พระนครศรีอยุธยา
อีเมลล์ : sen059@parliament.go.th
เวบไซต์ : s059_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
60 นายบรรฑูรย์ เกริกพิทยา
คณะกรรมาธิการ : การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : สระบุรี
อีเมลล์ : sen060@parliament.go.th
เวบไซต์ : s060_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
61 พลเอกบัณฑิตย์ มลายอริศูนย์
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ
จังหวัด : กาญจนบุรี
อีเมลล์ : sen061@parliament.go.th
เวบไซต์ : s061_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
62 นายบุญญา หลีเหลด
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ
จังหวัด : สงขลา
อีเมลล์ : sen062@parliament.go.th
เวบไซต์ : s062_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
63 นายบุญทัน ดอกไธสง
คณะกรรมาธิการ : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : นครราชสีมา
อีเมลล์ : sen063@parliament.go.th
เวบไซต์ : s063_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
64 นายบุญยืน ศุภสารสาทร
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : พิษณุโลก
อีเมลล์ : sen064@parliament.go.th
เวบไซต์ : s064_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
65 นายบุญเลิศ ไพรินทร์
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง
จังหวัด : ฉะเชิงเทรา
อีเมลล์ : sen065@parliament.go.th
เวบไซต์ : s065_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
66 นางบุษรินทร์ ติยะไพรัช วรพัฒนานันต์
คณะกรรมาธิการ : กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : เชียงราย
อีเมลล์ : sen066@parliament.go.th
เวบไซต์ : s066_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
67 นายประเกียรติ นาสิมมา
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : ร้อยเอ็ด
อีเมลล์ : sen067@parliament.go.th
เวบไซต์ : s067_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
68 พลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ (ลาออก)
คณะกรรมาธิการ : การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen068@parliament.go.th
เวบไซต์ : s068_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
69 นางประทีป อึ้งทรงธรรม
คณะกรรมาธิการ : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen069@parliament.go.th
เวบไซต์ : s069_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
70 นายสวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์
คณะกรรมาธิการ : การทหาร การแรงงานและสวัสดิการสังคม
จังหวัด : นครศรีธรรมราช
อีเมลล์ : sen070@parliament.go.th
เวบไซต์ : s070_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
71 นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : กาฬสินธุ์
อีเมลล์ : sen071@parliament.go.th
เวบไซต์ : s071_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
72 นายประสงค์ โฆษิตานนท์
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : เพชรบูรณ์
อีเมลล์ : sen072@parliament.go.th
เวบไซต์ : s072_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
73 นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : นครปฐม
อีเมลล์ : sen073@parliament.go.th
เวบไซต์ : s073_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
74 นายประสิทธิ์ พิทูรกิจจา
คณะกรรมาธิการ : การสาธารณสุข
จังหวัด : นครสวรรค์
อีเมลล์ : sen074@parliament.go.th
เวบไซต์ : s074_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
75 นายปราโมทย์ ไพชนม์
คณะกรรมาธิการ : การกีฬา กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : ราชบุรี
อีเมลล์ : sen075@parliament.go.th
เวบไซต์ : s075_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
76 นายปราโมทย์ ไม้กลัด
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen076@parliament.go.th
เวบไซต์ : s076_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
77 พลตำรวจโทปรีชา ปฏิบัติสรกิจ
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : ชลบุรี
อีเมลล์ : sen077@parliament.go.th
เวบไซต์ : s077_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
78 นายปรีชา ปิตานนท์
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : จันทบุรี
อีเมลล์ : sen078@parliament.go.th
เวบไซต์ : s078_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
79 นายปรีดี หิรัญพฤกษ์
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : ปทุมธานี
อีเมลล์ : sen079@parliament.go.th
เวบไซต์ : s079_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
80 พลโทปัญญา อยู่ประเสริฐ
คณะกรรมาธิการ : การสาธารณสุข
จังหวัด : อุดรธานี
อีเมลล์ : sen080@parliament.go.th
เวบไซต์ : s080_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
81 นายผ่อง เล่งอี้
คณะกรรมาธิการ : การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม การทหาร
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen081@parliament.go.th
เวบไซต์ : s081_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
82 นายปิยะชนก ลิมปะพันธุ์
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : สุโขทัย
อีเมลล์ : sen082@parliament.go.th
เวบไซต์ : s082_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
83 นายพนัส ทัศนียานนท์
คณะกรรมาธิการ : สิ่งแวดล้อม การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : ตาก
อีเมลล์ : sen083@parliament.go.th
เวบไซต์ : s083_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
84 นายพร เพ็ญพาส
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน การกีฬา
จังหวัด : บุรีรัมย์
อีเมลล์ : sen084@parliament.go.th
เวบไซต์ : s084_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
85 นางพรหมจารี รัตนเศรษฐ์
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : นครราชสีมา
อีเมลล์ : sen085@parliament.go.th
เวบไซต์ : s085_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
86 นายสงวน นันทชาติ
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : พะเยา
อีเมลล์ : sen086@parliament.go.th
เวบไซต์ : s086_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
87 นางพัฒนา ศิริวันสาณฑ์
คณะกรรมาธิการ : การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน
จังหวัด : นครสวรรค์
อีเมลล์ : sen087@parliament.go.th
เวบไซต์ : s087_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
88 นายพา อักษรเสือ
คณะกรรมาธิการ : การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน
จังหวัด : ขอนแก่น
อีเมลล์ : sen088@parliament.go.th
เวบไซต์ : s088_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
89 นายสนิท กุลเจริญ
คณะกรรมาธิการ : สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : สมุทรปราการ
อีเมลล์ : sen089@parliament.go.th
เวบไซต์ : s089_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
90 นายพิชัย ขำเพชร
คณะกรรมาธิการ : กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ การกีฬา
จังหวัด : เพชรบุรี
อีเมลล์ : sen090@parliament.go.th
เวบไซต์ : s090_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
91 นายพิชิต ชัยวิรัตนะ
คณะกรรมาธิการ : การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : ชัยภูมิ
อีเมลล์ : sen091@parliament.go.th
เวบไซต์ : s091_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
92 นายพิเชฐ พัฒนโชติ
คณะกรรมาธิการ : ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา การต่างประเทศ
จังหวัด : นครราชสีมา
อีเมลล์ : sen092@parliament.go.th
เวบไซต์ : s092_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
93 นางเพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา
คณะกรรมาธิการ : การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : สกลนคร
อีเมลล์ : sen093@parliament.go.th
เวบไซต์ : s093_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
94 นายเพิ่มพูน ทองศรี
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : บุรีรัมย์
อีเมลล์ : sen094@parliament.go.th
เวบไซต์ : s094_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
95 พันตำรวจเอกไพจิตร ศรีคงคา
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ
จังหวัด : สงขลา
อีเมลล์ : sen095@parliament.go.th
เวบไซต์ : s095_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
96 นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : ภูเก็ต
อีเมลล์ : sen096@parliament.go.th
เวบไซต์ : s096_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
97 นายฟัครุดดีน บอตอ
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : นราธิวาส
อีเมลล์ : sen097@parliament.go.th
เวบไซต์ : s097_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
98 นายภิญญา ช่วยปลอด
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : สุราษฎร์ธานี
อีเมลล์ : sen098@parliament.go.th
เวบไซต์ : s098_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
99 นายมนตรี สินทวิชัย
คณะกรรมาธิการ : กิจการสตรี เยาวชน และผู้สูงอายุ
จังหวัด : สมุทรสงคราม
อีเมลล์ : sen099@parliament.go.th
เวบไซต์ : s099_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
100 นายมนัส รุ่งเรือง
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม
จังหวัด : สุพรรณบุรี
อีเมลล์ : sen100@parliament.go.th
เวบไซต์ : s100_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
101 พลเอกมนัส อร่ามศรี
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : สุพรรณบุรี
อีเมลล์ : sen101@parliament.go.th
เวบไซต์ : s101_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
102 นายมนู วณิชชานนท์
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : สุราษฎร์ธานี
อีเมลล์ : sen102@parliament.go.th
เวบไซต์ : s102_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
103 พลตรีมนูญกฤต รูปขจร
คณะกรรมาธิการ : การทหาร
จังหวัด : สระบุรี
อีเมลล์ : sen103@parliament.go.th
เวบไซต์ : s103_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
104 นางมลิวัลย์ เงินหมื่น
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ การสาธารณสุข
จังหวัด : อุบลราชธานี
อีเมลล์ : sen104@parliament.go.th
เวบไซต์ : s104_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
105 นายมารุต โรจนาปิยาวงศ์
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : นครนายก
อีเมลล์ : sen105@parliament.go.th
เวบไซต์ : s105_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
106 นางมาลินี สุขเวชชวรกิจ
คณะกรรมาธิการ : การสาธารณสุข
จังหวัด : นครสวรรค์
อีเมลล์ : sen106@parliament.go.th
เวบไซต์ : s106_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
107 นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
คณะกรรมาธิการ : การต่างประเทศ การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จังหวัด : สกลนคร
อีเมลล์ : sen107@parliament.go.th
เวบไซต์ : s107_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
108 พลตำรวจเอกมีชัย นุกูลกิจ
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ
จังหวัด : นครศรีธรรมราช
อีเมลล์ : sen108@parliament.go.th
เวบไซต์ : s108_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
109 นายมีชัย วีระไวทยะ
คณะกรรมาธิการ : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen109@parliament.go.th
เวบไซต์ : s109_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
110 นายมุขตาร์ มะทา
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : ยะลา
อีเมลล์ : sen110@parliament.go.th
เวบไซต์ : s110_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
111 พลเอกยุทธนา คำดี
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : นนทบุรี
อีเมลล์ : sen111@parliament.go.th
เวบไซต์ : s111_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
112 นายรส มะลิผล
คณะกรรมาธิการ : การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : ฉะเชิงเทรา
อีเมลล์ : sen112@parliament.go.th
เวบไซต์ : s112_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
113 นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช
คณะกรรมาธิการ : การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จังหวัด : ขอนแก่น
อีเมลล์ : sen113@parliament.go.th
เวบไซต์ : s113_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
114 นายระวี กิ่งคำวงศ์
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : มุกดาหาร
อีเมลล์ : sen114@parliament.go.th
เวบไซต์ : s114_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
115 นายลำพอง พิลาสมบัติ
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : นครราชสีมา
อีเมลล์ : sen115@parliament.go.th
เวบไซต์ : s115_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
116 นายวงศ์พันธ์ ณ ตะกั่วทุ่ง
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว
จังหวัด : พังงา
อีเมลล์ : sen116@parliament.go.th
เวบไซต์ : s116_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
117 พลเอกวัฒนา สรรพานิช
คณะกรรมาธิการ : การทหาร กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : กาญจนบุรี
อีเมลล์ : sen117@parliament.go.th
เวบไซต์ : s117_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
118 นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
คณะกรรมาธิการ : กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen118@parliament.go.th
เวบไซต์ : s118_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
119 นายวิจิตร มโนสิทธิศักดิ์
คณะกรรมาธิการ : การสาธารณสุข ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : ร้อยเอ็ด
อีเมลล์ : sen119@parliament.go.th
เวบไซต์ : s119_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
120 นายวิชัย ครองยุติ
คณะกรรมาธิการ : การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม การปกครอง
จังหวัด : อุบลราชธานี
อีเมลล์ : sen120@parliament.go.th
เวบไซต์ : s120_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
121 พลเอกวิชา ศิริธรรม
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : จันทบุรี
อีเมลล์ : sen121@parliament.go.th
เวบไซต์ : s121_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
122 นางบัวล้อม พูลลาภ
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : พิจิตร
อีเมลล์ : sen122@parliament.go.th
เวบไซต์ : s122_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
123 นายวิเชียร เปาอินทร์
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม
จังหวัด : สมุทรสาคร
อีเมลล์ : sen123@parliament.go.th
เวบไซต์ : s123_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
124 นายวิญญู อุฬารกุล
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ การต่างประเทศ
จังหวัด : สกลนคร
อีเมลล์ : sen124@parliament.go.th
เวบไซต์ : s124_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
125 นายวิทยา มะเสนา
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
จังหวัด : มหาสารคาม
อีเมลล์ : sen125@parliament.go.th
เวบไซต์ : s125_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
126 นายวิบูลย์ แช่มชื่น
คณะกรรมาธิการ : การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
จังหวัด : กาฬสินธุ์
อีเมลล์ : sen126@parliament.go.th
เวบไซต์ : s126_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
127 พลตำรวจเอกวิรุฬห์ พื้นแสน
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : เชียงราย
อีเมลล์ : sen127@parliament.go.th
เวบไซต์ : s127_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
128 นายเชาวน์ มณีวงษ์
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : ชลบุรี
อีเมลล์ : sen128@parliament.go.th
เวบไซต์ : s128_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
129 นางวิลาวัณย์ ตันวัฒนะพงษ์
คณะกรรมาธิการ : การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ
จังหวัด : อุบลราชธานี
อีเมลล์ : sen129@parliament.go.th
เวบไซต์ : s129_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
130 นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : เชียงราย
อีเมลล์ : sen130@parliament.go.th
เวบไซต์ : s130_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
131 นายวีรพงศ์ สกลกิติวัฒน์
คณะกรรมาธิการ : การสาธารณสุข
จังหวัด : กระบี่
อีเมลล์ : sen131@parliament.go.th
เวบไซต์ : s131_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
132 นายวีรวร สิทธิธรรม
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม การแรงงานและสวัสดิการสังคม
จังหวัด : นครพนม
อีเมลล์ : sen132@parliament.go.th
เวบไซต์ : s132_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
133 พลตำรวจตรีวีระ อนันตกูล
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ
จังหวัด : ชลบุรี
อีเมลล์ : sen133@parliament.go.th
เวบไซต์ : s133_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
134 นายวีระพล วัชรประทีป
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์ การทหาร
จังหวัด : นครราชสีมา
อีเมลล์ : sen134@parliament.go.th
เวบไซต์ : s134_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
135 นายสนิท จันทรวงศ์
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : อุบลราชธานี
อีเมลล์ : sen135@parliament.go.th
เวบไซต์ : s135_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
136 นายศรีเมือง เจริญศิริ
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม
จังหวัด : มหาสารคาม
อีเมลล์ : sen136@parliament.go.th
เวบไซต์ : s136_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
137 พลเอกศิริ ทิวะพันธุ์
คณะกรรมาธิการ : การทหาร
จังหวัด : พิษณุโลก
อีเมลล์ : sen137@parliament.go.th
เวบไซต์ : s137_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
138 พันตำรวจโทชัชวาล บุญมี
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : ลพบุรี
อีเมลล์ : sen138@parliament.go.th
เวบไซต์ : s138_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
139 นายศิลป์ชัย เชษฐศิลป์
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
จังหวัด : อุทัยธานี
อีเมลล์ : sen139@parliament.go.th
เวบไซต์ : s139_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
140 พลตำรวจตรีสนาม คงเมือง
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ
จังหวัด : เชียงใหม่
อีเมลล์ : sen140@parliament.go.th
เวบไซต์ : s140_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
141 นายวรวิทย์ เชื้อเพ็ชร์
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว
จังหวัด : ลพบุรี
อีเมลล์ : sen141@parliament.go.th
เวบไซต์ : s141_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
142 นายสม ต๊ะยศ
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : น่าน
อีเมลล์ : sen142@parliament.go.th
เวบไซต์ : s142_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
143 นายสมเกียรติ ศรลัมพ์
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : นครสวรรค์
อีเมลล์ : sen143@parliament.go.th
เวบไซต์ : s143_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
144 นายสมเกียรติ อ่อนวิมล
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : สุพรรณบุรี
อีเมลล์ : sen144@parliament.go.th
เวบไซต์ : s144_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
145 นายสมควร จิตแสง
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง
จังหวัด : ขอนแก่น
อีเมลล์ : sen145@parliament.go.th
เวบไซต์ : s145_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
146 พันเอกสมคิด ศรีสังคม
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : อุดรธานี
อีเมลล์ : sen146@parliament.go.th
เวบไซต์ : s146_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
147 พลตำรวจเอกสมชาย ไชยเวช
คณะกรรมาธิการ : ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : ขอนแก่น
อีเมลล์ : sen147@parliament.go.th
เวบไซต์ : s147_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
148 นายสมบัติ วรามิตร
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม
จังหวัด : กาฬสินธุ์
อีเมลล์ : sen148@parliament.go.th
เวบไซต์ : s148_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
149 นายสมบูรณ์ ทองบุราณ
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์ ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : ยโสธร
อีเมลล์ : sen149@parliament.go.th
เวบไซต์ : s149_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
150 นายสมพงษ์ สระกวี
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ
จังหวัด : สงขลา
อีเมลล์ : sen150@parliament.go.th
เวบไซต์ : s150_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
151 นายสมพร คำชื่น
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : แพร่
อีเมลล์ : sen151@parliament.go.th
เวบไซต์ : s151_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
152 นายสมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : ตรัง
อีเมลล์ : sen152@parliament.go.th
เวบไซต์ : s152_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
153 นายสมสิทธิ์ ศิริเจริญไชย
คณะกรรมาธิการ : การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน
จังหวัด : สุรินทร์
อีเมลล์ : sen153@parliament.go.th
เวบไซต์ : s153_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
154 นายสมัย ฮมแสน
คณะกรรมาธิการ : ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : ยโสธร
อีเมลล์ : sen154@parliament.go.th
เวบไซต์ : s154_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
155 นายสราวุธ นิยมทรัพย์
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : นครปฐม
อีเมลล์ : sen155@parliament.go.th
เวบไซต์ : s155_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
156 นายสวัสดิ์ ทรัพย์เจริญ
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม การสาธารณสุข
จังหวัด : นครพนม
อีเมลล์ : sen156@parliament.go.th
เวบไซต์ : s156_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
157 พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : เชียงใหม่
อีเมลล์ : sen157@parliament.go.th
เวบไซต์ : s157_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
158 นายสวัสดิภาพ กันทาธรรม
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : แพร่
อีเมลล์ : sen158@parliament.go.th
เวบไซต์ : s158_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
159 นายสหัส พินทุเสนีย์
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : สระแก้ว
อีเมลล์ : sen159@parliament.go.th
เวบไซต์ : s159_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
160 นายสัก กอแสงเรือง
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen160@parliament.go.th
เวบไซต์ : s160_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
161 นายสันติ์ เทพมณี
คณะกรรมาธิการ : การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : ลำพูน
อีเมลล์ : sen161@parliament.go.th
เวบไซต์ : s161_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
162 นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ (ลาออก)
คณะกรรมาธิการ : การกีฬา
จังหวัด : น่าน
อีเมลล์ : sen162@parliament.go.th
เวบไซต์ : s162_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
163 พลตรีสาคร กิจวิริยะ
คณะกรรมาธิการ : กิจการองค์กรอิสระ
จังหวัด : ตราด
อีเมลล์ : sen163@parliament.go.th
เวบไซต์ : s163_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
164 นายสามารถ รัตนประทีปพร
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว
จังหวัด : หนองบัวลำภู
อีเมลล์ : sen164@parliament.go.th
เวบไซต์ : s164_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
165 นายประโภชฌ์ สภาวสุ
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จังหวัด : พระนครศรีอยุธยา
อีเมลล์ : sen165@parliament.go.th
เวบไซต์ : s165_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
166 นายสุชน ชาลีเครือ
คณะกรรมาธิการ :
จังหวัด : ชัยภูมิ
อีเมลล์ : sen166@parliament.go.th
เวบไซต์ : s166_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
167 นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี
คณะกรรมาธิการ : การกีฬา
จังหวัด : เพชรบูรณ์
อีเมลล์ : sen167@parliament.go.th
เวบไซต์ : s167_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
168 นายสุนทร จินดาอินทร์
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : กำแพงเพชร
อีเมลล์ : sen168@parliament.go.th
เวบไซต์ : s168_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
169 นายสุพร สุภสร
คณะกรรมาธิการ : การสาธารณสุข
จังหวัด : อุดรธานี
อีเมลล์ : sen169@parliament.go.th
เวบไซต์ : s169_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
170 นายสุรใจ ศิรินุพงศ์
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : สงขลา
อีเมลล์ : sen170@parliament.go.th
เวบไซต์ : s170_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
171 นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล
คณะกรรมาธิการ : การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน
จังหวัด : ร้อยเอ็ด
อีเมลล์ : sen171@parliament.go.th
เวบไซต์ : s171_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
172 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์
คณะกรรมาธิการ : การท่องเที่ยว
จังหวัด : พะเยา
อีเมลล์ : sen172@parliament.go.th
เวบไซต์ : s172_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
173 พันตำรวจเอกสุรพงศ์ ไผ่นวล
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : บุรีรัมย์
อีเมลล์ : sen173@parliament.go.th
เวบไซต์ : s173_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
174 นายสุรสิทธิ์ ฉัตรชัยเดช
คณะกรรมาธิการ : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : พิจิตร
อีเมลล์ : sen174@parliament.go.th
เวบไซต์ : s174_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
175 นายสุริยน ภูมิรัตนประพิณ
คณะกรรมาธิการ : การกีฬา การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : ชัยภูมิ
อีเมลล์ : sen175@parliament.go.th
เวบไซต์ : s175_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
176 นายเสรี สุวรรณภานนท์
คณะกรรมาธิการ : การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen176@parliament.go.th
เวบไซต์ : s176_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
177 นายโสภณ สุภาพงษ์
คณะกรรมาธิการ : สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen177@parliament.go.th
เวบไซต์ : s177_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
178 นายไสว พราหมณี
คณะกรรมาธิการ : การแรงงานและสวัสดิการสังคม
จังหวัด : นครราชสีมา
อีเมลล์ : sen178@parliament.go.th
เวบไซต์ : s178_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
179 พลเอกหาญ ลีนานนท์
คณะกรรมาธิการ : การทหาร สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : สตูล
อีเมลล์ : sen179@parliament.go.th
เวบไซต์ : s179_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
180 นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
จังหวัด : แม่ฮ่องสอน
อีเมลล์ : sen180@parliament.go.th
เวบไซต์ : s180_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
181 นายอนันต์ ผลอำนวย
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์ การมีส่วนร่วมของประชาชน
จังหวัด : กำแพงเพชร
อีเมลล์ : sen181@parliament.go.th
เวบไซต์ : s181_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
182 นายอนันตชัย คุณานันทกุล
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม
จังหวัด : สมุทรปราการ
อีเมลล์ : sen182@parliament.go.th
เวบไซต์ : s182_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
183 ร้อยตรีอนุกูล สุภาไชยกิจ
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : พัทลุง
อีเมลล์ : sen183@parliament.go.th
เวบไซต์ : s183_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
184 นายอนุชาติ บรรจงศุภมิตร
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
จังหวัด : อุตรดิตถ์
อีเมลล์ : sen184@parliament.go.th
เวบไซต์ : s184_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
185 นายอมร นิลเปรม
คณะกรรมาธิการ : การเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม ตรวจรายงานการประชุมและติดตามมติของวุฒิสภา
จังหวัด : อุบลราชธานี
อีเมลล์ : sen185@parliament.go.th
เวบไซต์ : s185_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
186 นางอรัญญา สุจนิล
คณะกรรมาธิการ : กิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ
จังหวัด : หนองคาย
อีเมลล์ : sen186@parliament.go.th
เวบไซต์ : s186_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
187 นายอาคม ตุลาดิลก
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน
จังหวัด : เชียงใหม่
อีเมลล์ : sen187@parliament.go.th
เวบไซต์ : s187_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
188 พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก
คณะกรรมาธิการ : การทหาร
จังหวัด : เลย
อีเมลล์ : sen188@parliament.go.th
เวบไซต์ : s188_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
189 ร้อยตรีอำนวย ไทยานนท์
คณะกรรมาธิการ : การมีส่วนร่วมของประชาชน การทหาร
จังหวัด : ประจวบคีรีขันธ์
อีเมลล์ : sen189@parliament.go.th
เวบไซต์ : s189_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
190 นายสรรพกิจ ปรีชาชนะชัย
คณะกรรมาธิการ : สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : สุรินทร์
อีเมลล์ : sen190@parliament.go.th
เวบไซต์ : s190_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
191 พลตำรวจตรีอำพล งามจิตร
คณะกรรมาธิการ : การงบประมาณ
จังหวัด : ลำปาง
อีเมลล์ : sen191@parliament.go.th
เวบไซต์ : s191_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
192 พลตรีอินทรัตน์ ยอดบางเตย
คณะกรรมาธิการ : การทหาร
จังหวัด : เชียงใหม่
อีเมลล์ : sen192@parliament.go.th
เวบไซต์ : s192_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
193 นายอิมรอน มะลูลีม
คณะกรรมาธิการ : สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : กรุงเทพมหานคร
อีเมลล์ : sen193@parliament.go.th
เวบไซต์ : s193_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
194 นายอุดร ตันติสุนทร
คณะกรรมาธิการ : การปกครอง
จังหวัด : ตาก
อีเมลล์ : sen194@parliament.go.th
เวบไซต์ : s194_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
195 นายอุทัยพันธุ์ สงวนเสริมศรี
คณะกรรมาธิการ : การกีฬา การเกษตรและสหกรณ์
จังหวัด : สุรินทร์
อีเมลล์ : sen195@parliament.go.th
เวบไซต์ : s195_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
196 นายอุบล เอื้อศรี
คณะกรรมาธิการ : การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
จังหวัด : นครราชสีมา
อีเมลล์ : sen196@parliament.go.th
เวบไซต์ : s196_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
197 นางสาวอุษณีย์ ชิดชอบ
คณะกรรมาธิการ : การคมนาคม การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน
จังหวัด : บุรีรัมย์
อีเมลล์ : sen197@parliament.go.th
เวบไซต์ : s197_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
198 นายอูมาร์ ตอยิบ
คณะกรรมาธิการ : การกีฬา การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
จังหวัด : นราธิวาส
อีเมลล์ : sen198@parliament.go.th
เวบไซต์ : s198_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
199 นายโอภาส รองเงิน
คณะกรรมาธิการ : การเกษตรและสหกรณ์ สิ่งแวดล้อม
จังหวัด : พัทลุง
อีเมลล์ : sen199@parliament.go.th
เวบไซต์ : s199_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
   
200 พลโทโอภาส รัตนบุรี
คณะกรรมาธิการ : การทหาร
จังหวัด : นครศรีธรรมราช
อีเมลล์ : sen200@parliament.go.th
เวบไซต์ : s200_1

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 10-09-2007, 02:35 »

หน้า ๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓ มกราคม ๒๕๕๐
ประกาศ
แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ  http://library2.parliament.go.th/giventake/content_give/ssr50name.pdf
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

๑. นายกนก โตสุรัตน์
๒. นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร
๓. นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล
๔. นายกล้านรงค์ จันทิก
๕. นายการุณ ใสงาม
๖. นายกิตติ ตีรเศรษฐ
๗. นายเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม
๘. นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์
๙. นายคมสัน โพธิ์คง
๑๐. นายจรัญ ภักดีธนากุล
๑๑. นายจรัส สุวรรณมาลา
หน้า ๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓ มกราคม ๒๕๕๐
๑๒. นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี
๑๓. นายเจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์
๑๔. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
๑๕. นายช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง
๑๖. นายชนินทร์ บัวประเสริฐ
๑๗. นายชวลิต หมื่นนุช
๑๘. นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์
๑๙. นายชาติชาย แสงสุข
๒๐. นายชาลี กางอิ่ม
๒๑. นายชำนาญ ภูวิลัย
๒๒. นายชูชัย ศุภวงศ์
๒๓. นายโชคชัย อักษรนันท์
๒๔. นายไชยยศ เหมะรัชตะ
๒๕. นางดวงสุดา เตโชติรส
๒๖. นายเดโช สวนานนท์
๒๗. นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์
๒๘. พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ปิตะนีละบุตร
๒๙. นายธวัช บวรวนิชยกูร
๓๐. นายธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย
๓๑. นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง
๓๒. นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์
๓๓. นายนรนิติ เศรษฐบุตร
๓๔. นายนิตย์ วังวิวัฒน์
๓๕. นายนิมิตร ชัยจีระธิกุล
หน้า ๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓ มกราคม ๒๕๕๐
๓๖. นายนุรักษ์ มาประณีต
๓๗. นายปกรณ์ ปรียากร
๓๘. นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม
๓๙. นายประพันธ์ นัยโกวิท
๔๐. นายประวิทย์ อัครชิโนเรศ
๔๑. นายประสงค์ พิทูรกิจจา
๔๒. นายปริญญา ศิริสารการ
๔๓. นางพรรณราย แสงวิเชียร
๔๔. นางสาวพวงเพชร สารคุณ
๔๕. นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ
๔๖. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม
๔๗. พลเรือเอก พีรศักดิ์ วัชรมูล
๔๘. นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์
๔๙. นายไพโรจน์ พรหมสาส์น
๕๐. นายมนตรี เพชรขุ้ม
๕๑. นางมนูญศรี โชติเทวัญ
๕๒. นายมานิจ สุขสมจิตร
๕๓. พลตำรวจเอก มีชัย นุกูลกิจ
๕๔. นายรัฐ ชูกลิ่น
๕๕. นางรุจิรา เตชางกูร
๕๖. นายวรากรณ์ สามโกเศศ
๕๗. นายวัชรา หงส์ประภัศร
๕๘. นายวิชัย รูปขำดี
๕๙. นายวิชัย เรืองเริงกุลฤทธิ์
หน้า ๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓ มกราคม ๒๕๕๐
๖๐. นายวิชัย ศรีขวัญ
๖๑. นายวิชา มหาคุณ
๖๒. นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์
๖๓. นายวิทยา คชเขื่อน
๖๔. นายวิทยา งานทวี
๖๕. นายวิทวัส บุญญสถิตย์
๖๖. นายวีนัส ม่านมุงศิลป์
๖๗. นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร
๖๘. นายวุฒิสาร ตันไชย
๖๙. นายศรีราชา เจริญพานิช
๗๐. นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล
๗๑. นายศักดิ์นรินทร์ เขื่อนอ้น
๗๒. นายศิวะ แสงมณี
๗๓. นายเศวต ทินกูล
๗๔. นางสดศรี สัตยธรรม
๗๕. นายสนั่น อินทรประเสริฐ
๗๖. นายสมเกียรติ รอดเจริญ
๗๗. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์
๗๘. นายสมชัย ฤชุพันธุ์
๗๙. นายสมยศ สมวิวัฒน์ชัย
๘๐. นายสวัสดิ์ โชติพานิช
๘๑. นายสว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์
๘๒. นายสวิง ตันอุด
๘๓. นายสามขวัญ พนมขวัญ
หน้า ๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓ มกราคม ๒๕๕๐
๘๔. นายสุนทร จันทร์รังสี
๘๕. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย
๘๖. นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล
๘๗. นายเสริมเกียรติ วรดิษฐ์
๘๘. นายเสรี นิมะยุ
๘๙. นายเสรี สุวรรณภานนท์
๙๐. นายหลักชัย กิตติพล
๙๑. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล
๙๒. นายอภิชาติ ดำดี
๙๓. นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์
๙๔. นายอรัญ ธรรมโน
๙๕. นางสาวอลิสา พันธุศักดิ์
๙๖. นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์
๙๗. นางอังคณา นีละไพจิตร
๙๘. นางสาวอาภา อรรถบูรณ์วงศ์
๙๙. นายอุทิศ ชูช่วย
๑๐๐. นายโอกาส เตพละกุล
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นปีที่ ๖๒
ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน
ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 10-09-2007, 02:56 »



รวมรัฐธรรมนูญไทย   http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/cons.php
                          http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/cons.php?page=2&type_id=2&group_id=15
                          http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/cons.php?page=3&type_id=2&group_id=15


คำค้น    
<< 1 2 3 >>
    
 คำนำ      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 2122]  
    
 คณะผู้จัดทำ      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1325]  
    
 ๑. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 3436]  
    
 ๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1928]  
    
 ๓. รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช ๒๔๘๒      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1071]  
    
 ๔. รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล พุทธศักราช ๒๔๘๓      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 952]  
    
 ๕. รัถธัมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราสดร พุทธศักราช 2485      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 986]  
    
 ๖. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1235]  
    
 ๗. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1127]  
    
 ๘. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๙๐      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 888]  
    
 ๙. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉะบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๙๑      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 951]  
    
 ๑๐. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉะบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๙๑      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 889]  
    
 ๑๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1214]  
    
 ๑๒. ประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๔      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1105]  
    
 ๑๓. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๙๕      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1555]
 

 
    
 ๑๔. ประกาศพระบรมราชโองการเรื่องการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๐๐      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 796]  
    
 ๑๕. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 806]  
    
 ๑๖. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 817]  
    
 ๑๗. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 757]  
    
 ๑๘. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๗      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 872]  
    
 ๑๙. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๑๘      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 635]  
    
 ๒๐. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๙      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 728]  
    
 ๒๑. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๒๐      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 733]  
    
 ๒๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 794]  
    
 ๒๓. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๒๘      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 627]  
    
 ๒๔. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๒      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 601]  
    
 ๒๕. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๓๔      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 791]  
    
 ๒๖. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1023]  
    
 ๒๗. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๓๕      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 665]  
    
 ๒๘. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๕      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 656]  


 
    
 ๒๙. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๕๓๕      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 649]  
    
 ๓๐. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๕๓๕      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 641]  
    
 ๓๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พุทธศักราช ๒๕๓๘      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 727]  
    
 ๓๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 765]  
    
 ๓๓. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 2454]  
    
 ๓๔. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๔๘      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1186]  
    
 ๓๕. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 3901]  
    
 ผู้รับผิดชอบตรวจสอบ/ทาน      [15 ธันวาคม 2549 ผู้อ่าน : 1071]  


.................


หน้า ๑   http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/sapa13-upload/13-20070827163114_1.pdf
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
ตราไว้ ณ วันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
เป็นปีที่ ๖๒ ในรัชกาลปัจจุบัน

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาค ๒๕๕๐ พรรษา ปัจจุบันสมัย จันทรคตินิยม
สูกรสมพัตสร สาวนมาส ชุณหปักษ์ เอกาทสีดิถี สุริยคติกาล สิงหาคมมาส จตุวีสติมสุรทิน ศุกรวาร
โดยกาลบริเฉท
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้นำความกราบบังคมทูลว่า การปกครองของประเทศไทยในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ดำเนินวัฒนามากว่าเจ็ดสิบห้าปี ตลอดระยะเวลา
ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศใช้ ยกเลิก และแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหลายครั้ง เพื่อให้เหมาะสม
แก่สภาวการณ์ของบ้านเมืองและกาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป และโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ได้บัญญัติให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการ
ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น มีหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับสำหรับเป็นแนวทาง
การปกครองประเทศ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางทุกขั้นตอน
และนำความคิดเห็นเหล่านั้นมาเป็นข้อคำนึงพิเศษในการยกร่างและพิจารณาแปรญัตติโดยต่อเนื่อง
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทำใหม่นี้มีสาระสำคัญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของ
ประชาชนชาวไทย ในการธำรงรักษาไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ การทำนุบำรุงรักษาศาสนา
หน้า ๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ทุกศาสนาให้สถิตสถาพร การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ การยึดถือ
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ
การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครอง
และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ
และฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาล
และองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม
เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบและ
จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียงลงประชามติ
ปรากฏผลว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่าง
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้า
ทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
สืบไป ทรงพระราชดำริว่าสมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชน
จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ฉบับนี้ขึ้นไว้ ให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙
ซึ่งได้ตราไว้ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙ ตั้งแต่วันประกาศนี้เป็นต้นไป
ขอปวงชนชาวไทย จงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ ในอันที่จะปฏิบัติตามและพิทักษ์
รักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ เพื่อธำรงคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตย
ของปวงชนชาวไทย และนำมาซึ่งความผาสุกสิริสวัสดิ์พิพัฒนชัยมงคลอเนกศุภผลสกลเกียรติยศสถาพร
แก่อาณาประชาราษฎรทั่วสยามรัฐสีมา สมดั่งพระบรมราชปณิธานปรารถนาทุกประการ เทอญ
หมวด ๑
บททั่วไป
มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้
มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข
ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
หน้า ๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล
ย่อมได้รับความคุ้มครอง
มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความ
คุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน
มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ
หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
มาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไป
ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หมวด ๒
พระมหากษัตริย์
มาตรา ๘ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
มาตรา ๙ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก
มาตรา ๑๐ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
มาตรา ๑๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และ
พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
มาตรา ๑๒ พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรี
คนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี
คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวง
ที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๑๓ การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำ แหน่ง
ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
หน้า ๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือ
ให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้
องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๑๔ องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการ
การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการ
ศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิก
หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ
มาตรา ๑๕ ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วย
ถ้อยคำ ดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี
ต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและ
ประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
มาตรา ๑๖ องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเมื่อตาย ลาออก หรือมีพระบรมราชโองการ
ให้พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๑๗ การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองครักษ์พ้นจาก
ตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
มาตรา ๑๘ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหาร
พระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และ
ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
มาตรา ๑๙ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตาม
มาตรา ๑๘ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะ
ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรง
ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว
ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์
หน้า ๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๐ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘
หรือมาตรา ๑๙ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙
ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการ
ชั่วคราวไปพลางก่อน
ในระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือใน
ระหว่างที่ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคสอง ประธานองคมนตรี
จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้คณะองคมนตรีเลือก
องคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
มาตรา ๒๑ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘
หรือมาตรา ๑๙ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้
“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
(พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ตามมาตรานี้
มาตรา ๒๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรี
จัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมี
พระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการ
แจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนอง
พระบรมราชโองการ และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
หน้า ๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ในการรับทราบตามวรรคสอง
มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง
พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว
ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ
และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้
ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาท
ไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๒ ต่อ
คณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดา
ก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์
เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ในการรับทราบตามวรรคหนึ่งหรือให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง
มาตรา ๒๔ ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์
ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๒๓ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน แต่ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงในระหว่างที่ได้แต่งตั้งผู้สำเร็จ
ราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ หรือระหว่างเวลาที่ประธานองคมนตรีเป็น
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ๆ
แล้วแต่กรณี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าจะได้ประกาศอัญเชิญองค์
พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้และเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์ต่อไปตามวรรคหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จ
ราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
ในกรณีที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือทำหน้าที่
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวตามวรรคสอง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐ วรรคสาม
มาใช้บังคับ
หน้า ๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๒๕ ในกรณีที่คณะองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๓
วรรคสอง หรือประธานองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือ
มาตรา ๒๔ วรรคสอง และอยู่ในระหว่างที่ไม่มีประธานองคมนตรีหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้คณะองคมนตรีที่เหลืออยู่เลือกองคมนตรีคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประธานองคมนตรี หรือปฏิบัติหน้าที่
ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือตามมาตรา ๒๔ วรรคสาม แล้วแต่กรณี
หมวด ๓
สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ส่วนที่ ๑
บททั่วไป
มาตรา ๒๖ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๒๗ สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดย
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้ง
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และ
การตีความกฎหมายทั้งปวง
มาตรา ๒๘ บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่
ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
บุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง
หากการใช้สิทธิและเสรีภาพในเรื่องใดมีกฎหมายบัญญัติรายละเอียดแห่งการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่
รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้แล้ว ให้การใช้สิทธิและเสรีภาพในเรื่องนั้นเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือจากรัฐ ในการใช้สิทธิตามความ
ในหมวดนี้
หน้า ๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๒๙ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่
จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด
กรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้
อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม
บทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม
ส่วนที่ ๒
ความเสมอภาค
มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด
เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทาง
เศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อ
บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้
เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
มาตรา ๓๑ บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือ
ลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่
จำกัดไว้ในกฎหมายหรือกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ
การเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม
ส่วนที่ ๓
สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล
มาตรา ๓๒ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
หน้า ๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้
แต่การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วย
วิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้
การจับและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุ
อย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้
เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในกรณีที่มีการกระทำซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหาย พนักงานอัยการ
หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำ
เช่นว่านั้น รวมทั้งจะกำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยก็ได้
มาตรา ๓๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน
บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข
การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการตรวจค้น
เคหสถานหรือในที่รโหฐาน จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายใน
ราชอาณาจักร
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ
แห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน
การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์
การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทย
เข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้
มาตรา ๓๕ สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัว
ย่อมได้รับความคุ้มครอง
การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็น
การละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว
จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
หน้า ๑๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคล
ที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๓๖ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย
การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน รวมทั้ง การกระทำด้วย
ประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน จะกระทำมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษา
ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา ๓๗ บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยม
ในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตาม
ความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ในการใช้เสรีภาพตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการ
รอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา
หรือปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น
มาตรา ๓๘ การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ
แห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉิน หรือโดย
อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งให้กระทำได้ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
หรือการรบ หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
ส่วนที่ ๔
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
มาตรา ๓๙ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่
กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่
กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น
เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้
หน้า ๑๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๔๐ บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
(๒) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่อง
การได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอ
ข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการ
พิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบ
คำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง
(๓) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
(๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับ
การปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการ
สอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง
(๕) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย และพยานในคดีอาญา มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และความ
ช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ ส่วนค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้เป็นไป
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๖) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความ
คุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม
ในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
(๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง
รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐาน
ตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
(๘) ในคดีแพ่ง บุคคลมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐ
ส่วนที่ ๕
สิทธิในทรัพย์สิน
มาตรา ๔๑ สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการ
จำกัดสิทธิเช่นว่านี้ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
หน้า ๑๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๔๒ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตาม
บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการ
ป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพ
สิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษ์โบราณสถาน
และแหล่งทางประวัติศาสตร์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม
ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืนนั้น
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การกำหนดค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขาย
กันตามปกติในท้องตลาด การได้มา สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ ความเสียหายของผู้ถูกเวนคืน
และประโยชน์ที่รัฐและผู้ถูกเวนคืนได้รับจากการใช้สอยอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน
กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและกำหนดระยะเวลา
การเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ชัดแจ้ง ถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว
ต้องคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท
การคืนอสังหาริมทรัพย์ให้เจ้าของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม และการเรียกคืนค่าทดแทน
ที่ชดใช้ไป ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนที่ ๖
สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขัน
โดยเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง
กฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครอง
ประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
หน้า ๑๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
หรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมใน
การแข่งขัน
มาตรา ๔๔ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน
รวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
ส่วนที่ ๗
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน
มาตรา ๔๕ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์
การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ
แห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิ
ในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้
การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือ
บางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่
โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง
การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือ
สื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้
จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง
เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน
รัฐจะกระทำมิได้
มาตรา ๔๖ พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัด
หน้า ๑๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ
เจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อ
ปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ
ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือ
ลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง
การกระทำใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่
ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็น
ในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่
โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรม
แห่งการประกอบวิชาชีพ
มาตรา ๔๗ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม
เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และ
กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและ
ระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น และการ
แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ
การกำกับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการควบรวม
การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผล
เป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของ
ประชาชน
มาตรา ๔๘ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการ
หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้
ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว
หน้า ๑๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ส่วนที่ ๘
สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
มาตรา ๔๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้อง
จัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง
และการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน
การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
มาตรา ๕๐ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ
การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ
ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ส่วนที่ ๙
สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา ๕๑ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้
มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสีย
ค่าใช้จ่าย
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมี
ประสิทธิภาพ
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์
มาตรา ๕๒ เด็กและเยาวชน มีสิทธิในการอยู่รอดและได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ
และสติปัญญา ตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและ
เยาวชนเป็นสำคัญ
เด็ก เยาวชน สตรี และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ให้ปราศจาก
การใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม ทั้งมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว
หน้า ๑๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การแทรกแซงและการจำกัดสิทธิของเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว จะกระทำมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อสงวนและรักษาไว้ซึ่งสถานะของ
ครอบครัวหรือประโยชน์สูงสุดของบุคคลนั้น
เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ
มาตรา ๕๓ บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับ
สวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
มาตรา ๕๔ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการ
สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
บุคคลวิกลจริตย่อมได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
มาตรา ๕๕ บุคคลซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ ย่อมมีสิทธิได้รับ
ความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
ส่วนที่ ๑๐
สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน
มาตรา ๕๖ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะใน
ครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่
การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือ
ส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๗ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือ
กิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสีย
สำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว
การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสีย
สำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ
หน้า ๑๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๕๘ บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน
มาตรา ๕๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายใน
เวลาอันรวดเร็ว
มาตรา ๖๐ บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือ
การละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น
มาตรา ๖๑ สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองในการได้รับข้อมูล
ที่เป็นความจริง และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกัน
เพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค
ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วย
ตัวแทนผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตราและ
การบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้
ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระดังกล่าวด้วย
มาตรา ๖๒ บุคคลย่อมมีสิทธิติดตามและร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
บุคคลซึ่งให้ข้อมูลโดยสุจริตแก่องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ
เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ย่อมได้รับความคุ้มครอง
ส่วนที่ ๑๑
เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม
มาตรา ๖๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ
แห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้
ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
หน้า ๑๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๖๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์
กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น
ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป แต่ทั้งนี้
ต้องไม่กระทบประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการ
สาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบ
เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ
มาตรา ๖๕ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์
ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจกรรมในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้นตามวิถีทาง
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
การจัดองค์กรภายใน การดำเนินกิจการ และข้อบังคับของพรรคการเมือง ต้องสอดคล้องกับ
หลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง กรรมการบริหารของพรรค
การเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจำนวนที่กำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่นั้น
จะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแย้ง
กับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิ
ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับดังกล่าวขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐาน
แห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มติหรือข้อบังคับนั้น
เป็นอันยกเลิกไป
ส่วนที่ ๑๒
สิทธิชุมชน
มาตรา ๖๖ บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมี
สิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ
หน้า ๑๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
มาตรา ๖๗ สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา
และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง
ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อม
ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับ
ความคุ้มครองตามความเหมาะสม
การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทาง
ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษา
และประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มี
กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ
ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา
ที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อน
มีการดำเนินการดังกล่าว
สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น
หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง
ส่วนที่ ๑๓
สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
มาตรา ๖๘ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใน
การปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว
ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
สั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว
หน้า ๒๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำความผิด
ตามวรรคหนึ่งเป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งดังกล่าว
มาตรา ๖๙ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา
ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
หมวด ๔
หน้าที่ของชนชาวไทย
มาตรา ๗๐ บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๗๑ บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
มาตรา ๗๒ บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
บุคคลซึ่งไปใช้สิทธิหรือไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิได้
ย่อมได้รับสิทธิหรือเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ
การแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งและการอำนวยความสะดวกในการไปเลือกตั้ง ให้เป็นไป
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๗๓ บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหาร ช่วยเหลือในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ
สาธารณะ เสียภาษีอากร ช่วยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ์ ปกป้อง และสืบสาน
ศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๗๔ บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม
อำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่ง
ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
หน้า ๒๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือ
วรรคสอง บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือผู้บังคับบัญชาของบุคคล
ดังกล่าว ชี้แจง แสดงเหตุผล และขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้
หมวด ๕
แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ส่วนที่ ๑
บททั่วไป
มาตรา ๗๕ บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นเจตจำนงให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนด
นโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจง
ต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตาม
แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค
เสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง
มาตรา ๗๖ คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อแสดงมาตรการ
และรายละเอียดของแนวทางในการปฏิบัติราชการในแต่ละปีของการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้อง
สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการ
ดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
ส่วนที่ ๒
แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ
มาตรา ๗๗ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และ
บูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์
หน้า ๒๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และเพื่อการพัฒนาประเทศ
ส่วนที่ ๓
แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
มาตรา ๗๘ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง
ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำนึงถึง
ผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ
(๒) จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต
อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมี
แผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่
(๓) กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของ
ท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบาย
พื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้ง
โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มี
ความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนใน
จังหวัดนั้น
(๔) พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรม
ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็น
แนวทางในการปฏิบัติราชการ
(๕) จัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการ
สาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วม
ของประชาชน
หน้า ๒๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๖) ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของ
รัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหาร
ราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม
(๗) จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อ
ติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
(๘) ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม
ส่วนที่ ๔
แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม
มาตรา ๗๙ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชน
ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านานและศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์
ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้าง
คุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
มาตรา ๘๐ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านสังคม การสาธารณสุข การศึกษา และ
วัฒนธรรม ดังต่อไปนี้
(๑) คุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน สนับสนุนการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาปฐมวัย
ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของสถาบันครอบครัว
และชุมชน รวมทั้งต้องสงเคราะห์และจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ
และผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้
(๒) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพอันนำไปสู่
สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน รวมทั้งจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มี
มาตรฐานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา
สุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุข โดยผู้มีหน้าที่ให้บริการดังกล่าวซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐาน
วิชาชีพและจริยธรรม ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
(๓) พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบให้สอดคล้อง
กับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม จัดให้มีแผนการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเพื่อพัฒนา
หน้า ๒๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การศึกษาของชาติ จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลง
ของสังคมโลก รวมทั้งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกของความเป็นไทย มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์
ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(๔) ส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน
องค์การทางศาสนา และเอกชน จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพ
การศึกษาให้เท่าเทียมและสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
(๕) ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยในศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ และเผยแพร่ข้อมูล
ผลการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัยจากรัฐ
(๖) ส่งเสริมและสนับสนุนความรู้รักสามัคคีและการเรียนรู้ ปลูกจิตสำนึก และเผยแพร่
ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ ตลอดจนค่านิยมอันดีงามและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ส่วนที่ ๕
แนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม
มาตรา ๘๑ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๑) ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว
เป็นธรรม และทั่วถึง ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือและให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน และ
จัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โดยให้
ประชาชนและองค์กรวิชาชีพมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม และการช่วยเหลือประชาชนทาง
กฎหมาย
(๒) คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
(๓) จัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ
เพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย
(๔) จัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินการเป็น
อิสระ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม
หน้า ๒๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๕) สนับสนุนการดำเนินการขององค์กรภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว
ส่วนที่ ๖
แนวนโยบายด้านการต่างประเทศ
มาตรา ๘๒ รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือ
หลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่
ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ
รัฐต้องส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับนานาประเทศ ตลอดจนต้องให้ความ
คุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ
ส่วนที่ ๗
แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ
มาตรา ๘๓ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
มาตรา ๘๔ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้
(๑) สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุน
ให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุม
ธุรกิจซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการที่มี
ลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ
รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม หรือการจัดให้มีสาธารณูปโภค
(๒) สนับสนุนให้มีการใช้หลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการ
ประกอบกิจการ
(๓) ควบคุมให้มีการรักษาวินัยการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีอากรให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้อง
กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม
หน้า ๒๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๔) จัดให้มีการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างทั่วถึง
(๕) กำกับให้การประกอบกิจการมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาด
ตัดตอนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และคุ้มครองผู้บริโภค
(๖) ดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม คุ้มครอง ส่งเสริมและขยายโอกาสใน
การประกอบอาชีพของประชาชนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา
ภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย เพื่อใช้ในการผลิตสินค้า บริการ และการประกอบอาชีพ
(๗) ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงาน
สัมพันธ์และระบบไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน จัดระบบประกันสังคม รวมทั้งคุ้มครอง
ให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่
เลือกปฏิบัติ
(๘) คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด ส่งเสริมให้
สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปของสภา
เกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร
(๙) ส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นอิสระ และการรวมกลุ่ม
การประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตลอดทั้งการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อดำเนินกิจการด้านเศรษฐกิจ
(๑๐) จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนเพื่อ
ประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐในทางเศรษฐกิจ และต้องมิให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอยู่ในความผูกขาดของเอกชนอันอาจก่อความเสียหายแก่รัฐ
(๑๑) การดำเนินการใดที่เป็นเหตุให้โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการ
สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ
ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ด จะกระทำมิได้
(๑๒) ส่งเสริมและสนับสนุน กิจการพาณิชยนาวี การขนส่งทางราง รวมทั้ง การดำเนินการ
ตามระบบบริหารจัดการขนส่งทั้งภายในและระหว่างประเทศ
(๑๓) ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรภาคเอกชนทางเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติและระดับ
ท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง
(๑๔) ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทาง
เศรษฐกิจ
หน้า ๒๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ส่วนที่ ๘
แนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
มาตรา ๘๕ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และ
สิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยให้คำนึงถึงความ
สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ทั้งผืนดิน ผืนน้ำ วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น และการดูแล
รักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดมาตรฐานการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน โดยต้องให้
ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินนั้นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
(๒) กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือ
สิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำ
เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเหมาะสมแก่การเกษตร
(๓) จัดให้มีการวางผังเมือง พัฒนา และดำเนินการตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
(๔) จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่นอย่างเป็นระบบ
และเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
(๕) ส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน โดยประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีส่วนร่วมในการ
กำหนดแนวทางการดำเนินงาน
ส่วนที่ ๙
แนวนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และพลังงาน
มาตรา ๘๖ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และ
พลังงาน ดังต่อไปนี้
หน้า ๒๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๑) ส่งเสริมให้มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านต่าง ๆ โดยจัด
ให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อการนี้ จัดงบประมาณสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และให้มี
สถาบันการศึกษาและพัฒนา จัดให้มีการใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาและพัฒนา การถ่ายทอด
เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสม รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ด้าน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสนับสนุนให้ประชาชนใช้หลักด้านวิทยาศาสตร์ในการ
ดำรงชีวิต
(๒) ส่งเสริมการประดิษฐ์หรือการค้นคิดเพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ รักษาและพัฒนาภูมิปัญญา
ท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย รวมทั้งให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนซึ่งได้จาก
ธรรมชาติและเป็นคุณต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
ส่วนที่ ๑๐
แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน
มาตรา ๘๗ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังต่อไปนี้
(๑) ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
(๒) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง
การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะ
(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ทุกระดับ ในรูปแบบองค์กรทางวิชาชีพหรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย หรือรูปแบบอื่น
(๔) ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง และจัดให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุน
พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุน
การดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความ
คิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่
(๕) ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ
เลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
การมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรานี้ต้องคำนึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน
หน้า ๒๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
หมวด ๖
รัฐสภา
ส่วนที่ ๑
บททั่วไป
มาตรา ๘๘ รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
บุคคลจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได้
มาตรา ๘๙ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรอง
ประธานรัฐสภา
ในกรณีที่ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่หรือไม่สามารถ
ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ ให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาแทน
ประธานรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และดำเนินกิจการของรัฐสภา
ในกรณีประชุมร่วมกันให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ประธานรัฐสภาและผู้ทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
รองประธานรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และตามที่ประธาน
รัฐสภามอบหมาย
มาตรา ๙๐ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติจะตราขึ้น
เป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำ แนะนำ และยินยอมของรัฐสภา และเมื่อพระมหากษัตริย์ได้
ทรงลงพระปรมาภิไธยหรือถือเสมือนว่าได้ทรงลงพระปรมาภิไธยตามรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ให้ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป
มาตรา ๙๑ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของ
จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่า
หน้า ๓๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๖ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗)
(๘) (๑๐) หรือ (๑๑) หรือมาตรา ๑๑๙ (๓) (๔) (๕) (๗) หรือ (๘) แล้วแต่กรณี และให้ประธาน
แห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้น
สิ้นสุดลงหรือไม่
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธาน
แห่งสภาที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ
สมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้น
เป็นสมาชิก และให้ประธานแห่งสภานั้นส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งและ
วรรคสอง
มาตรา ๙๒ การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
ภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิก
คนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก
รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจาก
ตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งหรือสรรหามา
โดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ
การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมา
เนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-09-2007, 02:59 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 10-09-2007, 03:01 »

http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/sapa13-upload/13-20070827163114_1.pdf

ส่วนที่ ๒
สภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๙๓ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสี่ร้อยแปดสิบคน โดยเป็น
สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
แบบสัดส่วนจำนวนแปดสิบคน
หน้า ๓๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้
บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังมิได้มีการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรเท่าที่มีอยู่
ภายใต้บังคับมาตรา ๑๐๙ (๒) ในกรณีที่มีเหตุใด ๆ ทำให้ในระหว่างอายุของสภา
ผู้แทนราษฎรมีสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนมีจำนวนไม่ถึงแปดสิบคน
ให้สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่
ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ไม่ถึงสี่ร้อยแปดสิบคน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องดำเนินการให้มี
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ครบจำนวนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
และให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่
มาตรา ๙๔ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในเขตเลือกตั้งใดมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรที่มีได้ในเขตเลือกตั้งนั้น
การคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะพึงมีได้ในแต่ละเขตเลือกตั้งและการกำหนด
เขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ให้คำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน โดยคำนวณจากจำนวนราษฎรทั้ง
ประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสี่ร้อยคน
(๒) จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนตาม (๑) ให้จังหวัดนั้นมี
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้หนึ่งคน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน
ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎร
ต่อสมาชิกหนึ่งคน
หน้า ๓๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๓) เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดตาม (๒) แล้ว ถ้าจำนวน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คำนวณได้ยังไม่ครบสี่ร้อยคน ให้จังหวัดที่มีเศษเหลือจากการคำนวณตาม
(๒) มากที่สุด มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษเหลือจากการคำนวณตาม (๒) ในลำดับรองลงมาตามลำดับ
จนได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบสี่ร้อยคน
(๔) การกำหนดเขตเลือกตั้งให้ดำเนินการโดยจังหวัดใดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่เกิน
สามคน ให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ถ้าจังหวัดใดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกินสามคน
ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้ง โดยจัดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สามคน
(๕) ในกรณีที่แบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดหนึ่งให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบ
สามคนทุกเขตไม่ได้ ให้แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็นเขตเลือกตั้งที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตละสามคน
เสียก่อน แต่เขตที่เหลือต้องไม่น้อยกว่าเขตละสองคน ถ้าจังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรได้สี่คน ให้แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็นสองเขต เขตหนึ่งให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสองคน
(๖) จังหวัดใดมีการแบ่งเขตเลือกตั้งมากกว่าหนึ่งเขต ต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขต
ให้ติดต่อกัน และต้องให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน
ให้ดำเนินการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง และให้ส่งผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งนั้น
ไปรวมที่เขตเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนรวม แล้วให้ประกาศผลการนับคะแนนโดยเปิดเผย ณ สถานที่
แห่งใดแห่งหนึ่งแต่เพียงแห่งเดียวในเขตเลือกตั้งนั้นตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด เว้นแต่เป็น
กรณีที่มีความจำเป็นเฉพาะท้องที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะกำหนดให้นับคะแนน รวมผลการ
นับคะแนน และประกาศผลการนับคะแนนเป็นอย่างอื่นก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๙๕ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ให้มีการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต
เลือกตั้งใดมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองที่จัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขต
เลือกตั้งนั้นได้หนึ่งเสียง
พรรคการเมืองหนึ่งจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วนทุกเขตเลือกตั้ง หรือจะส่ง
เพียงบางเขตเลือกตั้งก็ได้
หน้า ๓๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วนของพรรคการเมืองใดที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถ้าปรากฏว่า
ก่อนหรือในวันเลือกตั้งมีเหตุไม่ว่าด้วยประการใดที่มีผลทำให้บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นมี
จำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วนไม่ครบตามจำนวนที่พรรคการเมืองนั้นได้ยื่นไว้ ให้ถือว่าบัญชี
รายชื่อของพรรคการเมืองนั้นมีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วนเท่าที่มีอยู่ และในกรณีนี้ให้ถือว่า
สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่
มาตรา ๙๖ การกำหนดเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ
สัดส่วน ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ให้จัดแบ่งพื้นที่ประเทศออกเป็นแปดกลุ่มจังหวัด และให้แต่ละกลุ่มจังหวัดเป็นเขต
เลือกตั้ง โดยแต่ละเขตเลือกตั้งให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สิบคน
(๒) การจัดกลุ่มจังหวัด ให้จัดจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกันอยู่ในกลุ่มจังหวัดเดียวกัน และใน
กลุ่มจังหวัดทุกกลุ่มต้องมีจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่
มีการเลือกตั้งรวมกันแล้วใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ โดยให้จังหวัดทั้งจังหวัดอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียว
มาตรา ๙๗ การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้งต้องมีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งครบ
ตามจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนที่จะมีได้ในแต่ละเขตเลือกตั้ง และต้องเรียงตามลำดับ
หมายเลข แล้วให้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนวันเปิดสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
(๒) รายชื่อของบุคคลตาม (๑) ต้องไม่ซ้ำกับรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขต
เลือกตั้งและแบบสัดส่วนไม่ว่าของพรรคการเมืองใด และต้องคำนึงถึงโอกาส สัดส่วนที่เหมาะสม
และความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย
มาตรา ๙๘ การคำนวณสัดส่วนที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค
การเมืองจะได้รับเลือกในแต่ละเขตเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับในเขตเลือกตั้ง
นั้นมารวมกัน แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่
สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น คะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ และจำนวน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนที่จะพึงมีได้ในเขตเลือกตั้งนั้น โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมี
รายชื่อในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้ เรียงตามลำดับ
หน้า ๓๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
หมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ใน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง
สมาชิกวุฒิสภา
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙๔ วรรคสาม มาใช้บังคับกับการนับคะแนนการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนด้วยโดยอนุโลม ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้มี
การรวมผลการนับคะแนนเบื้องต้นที่จังหวัดก่อนก็ได้
มาตรา ๙๙ บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
(๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทย
มาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และ
(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวัน
เลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียน
บ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร
ย่อมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง
สมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๑๐๐ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ
เลือกตั้ง
(๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
(๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(๔) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
มาตรา ๑๐๑ บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
หน้า ๓๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๓) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกัน
ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ต้องเป็น
สมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
นับถึงวันเลือกตั้ง
(๔) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
(ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกัน
ไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกัน
ไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา
(ง) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
(๕) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วนต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตาม (๔) ด้วย
แต่ลักษณะดังกล่าวในกรณีใดที่กำหนดถึงจังหวัด ให้หมายถึงกลุ่มจังหวัด
(๖) คุณสมบัติอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๑๐๒ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๑) ติดยาเสพติดให้โทษ
(๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(๓) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม
มาตรา ๑๐๐ (๑) (๒) หรือ (๔)
(๔) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
(๕) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ใน
ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๖) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
หน้า ๓๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๗) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวย
ผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๘) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง
(๙) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๑๐) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่เกินสองปี
(๑๑) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือ
เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
(๑๒) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
(๑๓) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๒๖๓
(๑๔) เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
มาตรา ๑๐๓ พรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกเข้าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งใน
เขตเลือกตั้งใด ต้องส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งให้ครบจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะพึงมีได้ใน
เขตเลือกตั้งนั้น และจะส่งเกินจำนวนดังกล่าวมิได้
เมื่อพรรคการเมืองใดส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งครบจำนวนตามวรรคหนึ่งแล้ว
แม้ภายหลังจะมีจำนวนลดลงจนไม่ครบจำนวน ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นส่งสมาชิก
เข้าสมัครรับเลือกตั้งครบจำนวนแล้ว
เมื่อพรรคการเมืองใดส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองนั้นหรือผู้สมัครรับ
เลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้น จะถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้งมิได้
มาตรา ๑๐๔ อายุของสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดคราวละสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้ง
ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้
มาตรา ๑๐๕ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง
มาตรา ๑๐๖ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ
(๑) ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
หน้า ๓๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐๑
(๕) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๒
(๖) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖
(๗) ลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิก หรือพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกมีมติ
ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง
และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ให้พ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง
ที่ตนเป็นสมาชิก ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ลาออกหรือพรรคการเมืองมีมติ
เว้นแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นได้อุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่
พรรคการเมืองมีมติ คัดค้านว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ
วินิจฉัยว่ามติดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ให้ถือว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลง
นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตาม
มาตรา ๖๕ วรรคสาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นอาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
(๘) ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค
การเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นเป็นสมาชิก และไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่น
ได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพ
นับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดหกสิบวันนั้น
(๙) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ
มีคำวินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๑ หรือศาลฎีกามีคำสั่งตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสอง
ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติหรือศาลมีคำวินิจฉัยหรือมีคำสั่ง
แล้วแต่กรณี
(๑๐) ขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลา
ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานสภาผู้แทนราษฎร
(๑๑) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการ
ลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
มาตรา ๑๐๗ เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตรา
พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งต้องกำหนด
หน้า ๓๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
วันเลือกตั้งภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง และวันเลือกตั้งนั้นต้อง
กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
มาตรา ๑๐๘ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มี
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่
การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกิน
หกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำ หนดเป็นวันเดียวกัน
ทั่วราชอาณาจักร
การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน
มาตรา ๑๐๙ เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจาก
ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่เป็นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
เลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่
ตำแหน่งนั้นว่าง เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
(๒) ในกรณีที่เป็นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
ในเขตเลือกตั้งนั้น เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยต้องประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง เว้นแต่ไม่มีรายชื่อเหลืออยู่ในบัญชีที่จะ
เลื่อนขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนตาม (๑) ให้เริ่มนับแต่วันเลือกตั้งแทน
ตำแหน่งที่ว่าง ส่วนสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนตาม (๒) ให้เริ่มนับแต่
วันถัดจากวันประกาศชื่อในราชกิจจานุเบกษา และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนตำแหน่ง
ที่ว่างนั้น อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่
มาตรา ๑๑๐ ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์
จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่สมาชิก
ในสังกัดของพรรคตนมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และมีจำนวนมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมือง
หน้า ๓๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ที่สมาชิกในสังกัดมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรในขณะแต่งตั้ง เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ในกรณีที่ไม่มีพรรคการเมืองใดในสภาผู้แทนราษฎรมีลักษณะที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจาก
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดของพรรคนั้นมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่มีเสียงสนับสนุนเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลาก
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน
ในสภาผู้แทนราษฎร
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรย่อมพ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติดังกล่าวในวรรคหนึ่ง
หรือวรรคสอง และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒๔ วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีเช่นนี้
พระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง
ส่วนที่ ๓
วุฒิสภา
มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนรวมหนึ่งร้อยห้าสิบคน ซึ่งมาจาก
การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจำนวนรวมข้างต้น
หักด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง
ในกรณีที่มีการเพิ่มหรือลดจังหวัดในระหว่างวาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง
ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่
ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ และยังมิได้มีการเลือกตั้งหรือสรรหา
ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง แล้วแต่กรณี ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่
ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทำให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ครบจำนวนตามวรรคหนึ่ง แต่มีจำนวน
ไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ให้ถือว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก
จำนวนดังกล่าว แต่ต้องมีการเลือกตั้งหรือการสรรหาให้ได้สมาชิกวุฒิสภาครบจำนวนตามวรรคหนึ่ง
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์ดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามานั้นอยู่ใน
ตำแหน่งเพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่
หน้า ๔๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๑๒ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละจังหวัด ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
และให้มีสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละหนึ่งคน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัคร
รับเลือกตั้งได้หนึ่งเสียงและให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้งได้
ก็แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ
การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๑๑๓ ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา
ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวนหนึ่งคนและ
ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวนหนึ่งคน
เป็นกรรมการ ทำหน้าที่สรรหาบุคคลตามมาตรา ๑๑๔ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ
บัญชีรายชื่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วแจ้งผลการสรรหาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประกาศผลผู้ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา
ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกันเองให้กรรมการผู้หนึ่งเป็นประธานกรรมการ
ในกรณีที่ไม่มีกรรมการในตำแหน่งใด หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการที่
เหลืออยู่นั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาประกอบด้วยกรรมการ
ที่เหลืออยู่
มาตรา ๑๑๔ ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาดำเนินการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสม
จากผู้ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่าง ๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ
และภาคอื่นที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเป็นสมาชิกวุฒิสภา
เท่าจำนวนที่จะพึงมีตามที่กำหนดในมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง
ในการสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่
จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาเป็นสำคัญ และให้คำนึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มี
หน้า ๔๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของ
บุคคลในแต่ละภาคตามวรรคหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๑๑๕ บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัคร
รับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ
(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
(๔) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใด
อย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ด้วย
(ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกัน
ไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกัน
ไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา
(ง) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
(๕) ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(๖) ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกหรือ
เคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้ว
ยังไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ
(๗) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจาก
การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ
(๘) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔)
(๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
หน้า ๔๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๙) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ
ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี
มาตรา ๑๑๖ สมาชิกวุฒิสภาจะเป็นรัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น หรือผู้ดำรง
ตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มิได้
บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้วยังไม่เกินสองปี
จะเป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิได้
มาตรา ๑๑๗ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเริ่มตั้งแต่วันที่มี
การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาเริ่มตั้งแต่วันที่
คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา
สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภามีกำหนดคราวละหกปีนับแต่วันเลือกตั้ง หรือวันที่
คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา แล้วแต่กรณี โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดำรงตำแหน่ง
ติดต่อกันเกินหนึ่งวาระไม่ได้
ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
จนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่
มาตรา ๑๑๘ เมื่อวาระของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์
จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งใหม่เป็นการ
เลือกตั้งทั่วไป ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่วาระของสมาชิกวุฒิสภาซึ่ง
มาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
เมื่อวาระของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหาสิ้นสุดลง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประกาศกำหนดวันเริ่มการสรรหาและระยะเวลาการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต้องทำการสรรหาให้
แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาสิ้นสุดลง
มาตรา ๑๑๙ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เมื่อ
(๑) ถึงคราวออกตามวาระ
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๕
(๕) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๖ มาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖
หน้า ๔๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๖) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ
มีคำวินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๑ หรือศาลฎีกามีคำสั่งตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสอง
หรือมาตรา ๒๔๐ วรรคสาม ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติหรือ
ศาลมีคำวินิจฉัยหรือมีคำสั่ง แล้วแต่กรณี
(๗) ขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลา
ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานวุฒิสภา
(๘) ต้องคำ พิพากษาถึงที่สุดให้จำ คุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการ
รอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
มาตรา ๑๒๐ เมื่อตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ให้นำ
บทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาใช้บังคับกับการเลือกตั้งหรือ
การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในกรณีดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างนั้น อยู่ใน
ตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลงจะเหลือ
ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่ดำเนินการเลือกตั้งหรือการสรรหาก็ได้
มาตรา ๑๒๑ ในการที่วุฒิสภาจะพิจารณาให้บุคคลดำ รงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้วุฒิสภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ
ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนั้น รวมทั้ง
รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจำเป็น แล้วรายงานต่อวุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป
การดำเนินการของคณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ
การประชุมวุฒิสภา
ส่วนที่ ๔
บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง
มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่
ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกัน
แห่งผลประโยชน์
หน้า ๔๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๒๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตน
ในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
มาตรา ๑๒๔ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแต่ละสภา มีประธานสภาคนหนึ่งและ
รองประธานคนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ ตามมติ
ของสภา
ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุของสภาหรือมีการยุบสภา
ประธานและรองประธานวุฒิสภาดำรงตำแหน่งจนถึงวันก่อนวันเลือกประธานและรอง
ประธานวุฒิสภาใหม่
ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานและรองประธานวุฒิสภา ย่อมพ้น
จากตำแหน่งก่อนวาระตามวรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี เมื่อ
(๑) ขาดจากสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก
(๒) ลาออกจากตำแหน่ง
(๓) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่น
(๔) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็น
กรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ
หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
ในระหว่างการดำ รงตำ แหน่ง ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็น
กรรมการบริหารหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองขณะเดียวกันมิได้
มาตรา ๑๒๕ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการ
ของสภานั้น ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ รองประธานมีอำนาจหน้าที่ตามที่ประธานมอบหมายและ
ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานเมื่อประธานไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้ทำหน้าที่แทน ต้องวางตนเป็นกลางในการ
ปฏิบัติหน้าที่
เมื่อประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานและรองประธานวุฒิสภาไม่อยู่ใน
ที่ประชุม ให้สมาชิกแห่งสภานั้น ๆ เลือกกันเองให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นประธานในคราวประชุมนั้น
หน้า ๔๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๒๖ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาต้องมีสมาชิกมาประชุม
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่
ในกรณีการพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถามตามมาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๑๕๗ สภาผู้แทนราษฎรและ
วุฒิสภาจะกำหนดเรื่ององค์ประชุมไว้ในข้อบังคับเป็นอย่างอื่นก็ได้
การลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษาให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
ในรัฐธรรมนูญนี้
สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ต้องจัดให้มีการบันทึกการ
ออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต่ละคน และเปิดเผยบันทึกดังกล่าวไว้ในที่ที่ประชาชนอาจเข้าไป
ตรวจสอบได้ เว้นแต่กรณีการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ
การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใด ให้กระทำเป็น
การลับ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ และสมาชิกย่อมมีอิสระและไม่ถูกผูกพัน
โดยมติของพรรคการเมืองหรืออาณัติอื่นใด
มาตรา ๑๒๗ ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการ
เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก
ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ
วันประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป ส่วนวันเริ่มสมัยประชุม
สามัญนิติบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนด ในกรณีที่การเริ่มประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง
มีเวลาจนถึงสิ้นปีปฏิทินไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบวัน จะไม่มีการประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติสำหรับปีนั้น
ก็ได้
ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ให้รัฐสภาดำเนินการประชุมได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติ
ไว้ในหมวด ๒ หรือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ
การอนุมัติพระราชกำหนด การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม การรับฟังคำชี้แจงและ
การให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา การเลือกหรือการให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่ง
การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การตั้งกระทู้ถาม และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เว้นแต่
หน้า ๔๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
รัฐสภาจะมีมติให้พิจารณาเรื่องอื่นใดด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ของทั้งสองสภา
สมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยหนึ่ง ๆ ให้มีกำ หนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
แต่พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ขยายเวลาออกไปก็ได้
การปิดสมัยประชุมสมัยสามัญก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน จะกระทำได้แต่โดย
ความเห็นชอบของรัฐสภา
มาตรา ๑๒๘ พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม
พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญทั่วไป
ครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๗ วรรคหนึ่ง ด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้
พระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้
เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการ
ประชุมสมัยวิสามัญก็ได้
ภายใต้บังคับมาตรา ๑๒๙ การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และการปิดประชุมรัฐสภา
ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๑๒๙ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน หรือ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ
ทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุม
รัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้
คำร้องขอดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ยื่นต่อประธานรัฐสภา
ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
มาตรา ๑๓๐ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกัน
ของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียง
ลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดมิได้
เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอด
ทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และ
การกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่
รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น
หน้า ๔๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรี
หรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย ให้ประธานแห่งสภานั้นจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจงตามที่
บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้
โดยไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาล
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงานการประชุม
ตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี และคุ้มครองไปถึงบุคคล
ซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจน
ผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตจาก
ประธานแห่งสภานั้นด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๑๓๑ ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหา
ในคดีอาญา เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำ
ความผิด
ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทำความผิด
ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก
อาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับได้
ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้อง
นอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก
สภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นคดีอันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่การ
พิจารณาคดีต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา
การพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลได้กระทำก่อนมีคำอ้างว่าจำเลยเป็นสมาชิกของสภาใดสภาหนึ่ง
ย่อมเป็นอันใช้ได้
ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่
ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันที
ถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ
หน้า ๔๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
คำสั่งปล่อยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันสั่งปล่อยจนถึงวันสุดท้ายแห่งสมัยประชุม
มาตรา ๑๓๒ ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎร
ถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่เป็นกรณีดังต่อไปนี้
(๑) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒
มาตรา ๒๓ และมาตรา ๑๘๙ โดยถือคะแนนเสียงจากจำนวนสมาชิกของวุฒิสภา
(๒) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญนี้
(๓) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง
มาตรา ๑๓๓ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการประชุมร่วมกัน
ของรัฐสภา ย่อมเป็นการเปิดเผยตามลักษณะที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมแต่ละสภา
แต่ถ้าคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกของแต่ละสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจำนวน
ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือจำนวนสมาชิกของ
ทั้งสองสภาเท่าที่มีอยู่รวมกัน แล้วแต่กรณี ร้องขอให้ประชุมลับ ก็ให้ประชุมลับ
มาตรา ๑๓๔ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจตราข้อบังคับการประชุมเกี่ยวกับ
การเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็นอำนาจหน้าที่ของ
คณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม
การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ
การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม
การเปิดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีอำนาจ
ตราข้อบังคับเกี่ยวกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นเพื่อดำเนินการ
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๑๓๕ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็น
คณะกรรมาธิการสามัญ และมีอำนาจเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิได้เป็นสมาชิก ตั้งเป็น
คณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อกระทำกิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจ
หน้าที่ของสภา แล้วรายงานต่อสภา มติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวต้องระบุกิจการหรือเรื่องให้
ชัดเจนและไม่ซ้ำหรือซ้อนกัน
หน้า ๔๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งมีอำนาจออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใด
มาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษา
อยู่นั้นได้ และให้คำสั่งเรียกดังกล่าวมีผลบังคับตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่คำสั่งเรียกเช่นว่านั้นมิให้
ใช้บังคับกับผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดีหรือ
การบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล และมิให้ใช้บังคับกับผู้ตรวจการแผ่นดินหรือกรรมการในองค์กร
อิสระตามรัฐธรรมนูญที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยตรงในแต่ละองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติ
ในรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคสองเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้ประธานคณะกรรมาธิการแจ้งให้รัฐมนตรี
ซึ่งบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลหน่วยงานที่บุคคลนั้นสังกัดทราบและมีคำสั่งให้บุคคลนั้นดำเนินการ
ตามวรรคสอง เว้นแต่เป็นกรณีที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ให้ถือว่าเป็น
เหตุยกเว้นการปฏิบัติตามวรรคสอง
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๐ นั้น ให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทำหน้าที่ตามมาตรานี้ด้วย
กรรมาธิการสามัญซึ่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ต้องมีจำนวนตามหรือ
ใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มพรรคการเมือง
ที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๓๔ ให้ประธานสภา
ผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนดอัตราส่วนตามวรรคห้า
ส่วนที่ ๕
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา
มาตรา ๑๓๖ ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน
(๑) การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๙
(๒) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๒๑
(๓) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ตามมาตรา ๒๒
หน้า ๕๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๔) การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติตามมาตรา ๒๓
(๕) การมีมติให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ตามมาตรา ๑๒๗
(๖) การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมตามมาตรา ๑๒๗
(๗) การเปิดประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๒๘
(๘) การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๓๗
(๙) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่าง
พระราชบัญญัติตามมาตรา ๑๔๕
(๑๐) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติใหม่ตาม
มาตรา ๑๕๑
(๑๑) การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามมาตรา ๑๕๓ วรรคสอง
(๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๗๖
(๑๓) การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙
(๑๔) การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา ๑๘๙
(๑๕) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐
(๑๖) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑
มาตรา ๑๓๗ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
โดยอนุโลมไปพลางก่อน
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้นำบทที่ใช้แก่สภาทั้งสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่
ในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการซึ่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นสมาชิกของแต่ละสภาจะต้องมีจำนวน
ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา
ส่วนที่ ๖
การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๑๓๘ ให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้
หน้า ๕๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ
การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
(๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
(๕) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
(๖) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมือง
(๗) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
(๘) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๙) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
มาตรา ๑๓๙ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอได้ก็แต่โดย
(๑) คณะรัฐมนตรี
(๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่
มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่า
หนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ
(๓) ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลและ
ประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
มาตรา ๑๔๐ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร
และวุฒิสภาให้กระทำเป็นสามวาระ ดังต่อไปนี้
(๑) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ และในวาระที่สองขั้นพิจารณา
เรียงลำดับมาตรา ให้ถือเสียงข้างมากของแต่ละสภา
(๒) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้
ออกใช้เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ของแต่ละสภา
ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๖ ส่วนที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติ มาใช้บังคับกับการพิจารณา
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม
หน้า ๕๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๔๑ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว
ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญซึ่งต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใด
มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป ในกรณีที่วินิจฉัยว่า
ข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป
ในกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทำให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
เป็นอันตกไปตามวรรคสอง ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นกลับคืนสภาผู้แทนราษฎร
และวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลำดับ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาพิจารณา
แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยมติในการแก้ไขเพิ่มเติมให้ใช้คะแนนเสียง
มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา แล้วให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ
ตามมาตรา ๙๐ และมาตรา ๑๕๐ หรือมาตรา ๑๕๑ แล้วแต่กรณี ต่อไป
ส่วนที่ ๗
การตราพระราชบัญญัติ
มาตรา ๑๔๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๓๙ ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดย
(๑) คณะรัฐมนตรี
(๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน
(๓) ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและ
กฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ หรือ
(๔) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๖๓
ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีผู้เสนอตาม (๒) (๓) หรือ (๔) เป็นร่างพระราชบัญญัติ
เกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี
หน้า ๕๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีที่ประชาชนได้เสนอร่างพระราชบัญญัติใดตาม (๔) แล้ว หากบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการเดียวกับร่างพระราชบัญญัตินั้นอีก ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๖๓
วรรคสี่ มาใช้บังคับกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นด้วย
ร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน
ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่งต้องมีบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของ
ร่างพระราชบัญญัติเสนอมาพร้อมกับร่างพระราชบัญญัติด้วย
ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อรัฐสภาต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบและให้ประชาชนสามารถ
เข้าถึงข้อมูลรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัตินั้นได้โดยสะดวก
มาตรา ๑๔๓ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หมายความถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย
เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับ
ภาษีหรืออากร
(๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของ
แผ่นดิน
(๓) การกู้เงิน การค้ำประกัน การใช้เงินกู้ หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ
(๔) เงินตรา
ในกรณีที่เป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่จะต้อง
มีคำรับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภา
ผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะ เป็นผู้วินิจฉัย
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณากรณีตามวรรคสอง ภายใน
สิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว
มติของที่ประชุมร่วมกันตามวรรคสอง ให้ใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๔๔ ร่างพระราชบัญญัติใดที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอและในขั้นรับ
หลักการไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่สภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเพิ่มเติม และ
ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้มีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วย
การเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรสั่งระงับการพิจารณาไว้ก่อน และภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มี
หน้า ๕๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
กรณีดังกล่าว ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปให้ที่ประชุมร่วมกันของ
ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะ
เป็นผู้วินิจฉัย
ในกรณีที่ที่ประชุมร่วมกันตามวรรคหนึ่งวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ทำ ให้
ร่างพระราชบัญญัตินั้นมีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง ให้สภา
ผู้แทนราษฎรดำเนินการแก้ไขเพื่อมิให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน
มาตรา ๑๔๕ ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา
ตามมาตรา ๑๗๖ ว่าจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้
ความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไม่ให้ความเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คณะรัฐมนตรีอาจขอให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อมีมติอีกครั้งหนึ่ง หากรัฐสภามีมติ
ให้ความเห็นชอบให้ตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกของแต่ละสภามีจำนวนเท่ากันตาม
ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ประกอบกันเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณา
ร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้คณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภารายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่
ได้พิจารณาแล้วต่อรัฐสภา ถ้ารัฐสภามีมติเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัตินั้น ให้ดำเนินการต่อไปตาม
มาตรา ๑๕๐ ถ้ารัฐสภามีมติไม่ให้ความเห็นชอบ ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
มาตรา ๑๔๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖๘ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ
ที่เสนอตามมาตรา ๑๔๒ และลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อ
วุฒิสภา วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมานั้นให้เสร็จภายในหกสิบวัน แต่ถ้าร่าง
พระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ต้องพิจารณาให้เสร็จภายในสามสิบวัน
ทั้งนี้ เว้นแต่วุฒิสภาจะได้ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน กำหนดวัน
ดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม และให้เริ่มนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา
ระยะเวลาดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ไม่ให้นับรวมระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ
ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๔๙
ถ้าวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ถือว่า
วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น
หน้า ๕๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินไปยังวุฒิสภา
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งไปด้วยว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอไปนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติ
เกี่ยวด้วยการเงิน คำแจ้งของประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ถือเป็นเด็ดขาด
ในกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมิได้แจ้งไปว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติ
เกี่ยวด้วยการเงิน ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน
มาตรา ๑๔๗ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖๘ เมื่อวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้ว
(๑) ถ้าเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐
(๒) ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน และส่ง
ร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร
(๓) ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติตามที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร
ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐
ถ้าเป็นกรณีอื่น ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจำนวนเท่ากัน
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างนั้น และ
ให้คณะกรรมาธิการร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณา
แล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้
พิจารณาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่าง
พระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน
คณะกรรมาธิการร่วมกันอาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง
หรือแสดงความคิดเห็นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติได้ และเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๐ นั้น
ให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทำหน้าที่ตามมาตรานี้ด้วย
การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมกันต้องมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมาประชุมไม่น้อยกว่า
กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๓๗ มาใช้
บังคับโดยอนุโลม
ถ้าวุฒิสภาไม่ส่งร่างพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๔๖
ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๐ ต่อไป
มาตรา ๑๔๘ ร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ตามมาตรา ๑๔๗ นั้น สภาผู้แทนราษฎร
จะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ล่วงพ้นไปนับแต่วันที่วุฒิสภาส่ง
หน้า ๕๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร สำหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๔๗ (๒)
และนับแต่วันที่สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย สำหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๔๗ (๓) ในกรณี
เช่นว่านี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วย
คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่า
ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐
ถ้าร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎร
อาจยกร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติ
ยืนยันร่างเดิมหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน
สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันได้รับความ
เห็นชอบของรัฐสภา และให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐
มาตรา ๑๔๙ ในระหว่างที่มีการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติใดตามมาตรา ๑๔๗
คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือ
คล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้มิได้
ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอหรือส่งให้พิจารณา
นั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ
ที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกัน
หรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
มาตรา ๑๕๐ ร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี
นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา
เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับ
เป็นกฎหมายได้
มาตรา ๑๕๑ ร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมา
ยังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้น
ใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม
ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน
หน้า ๕๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือน
หนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
มาตรา ๑๕๒ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่ามี
สาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ หากสภาผู้แทนราษฎร
มิได้พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบด้วย
ผู้แทนองค์การเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการ
ทั้งหมด ทั้งนี้ โดยมีสัดส่วนหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน
มาตรา ๑๕๓ ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือบรรดาร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย
หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้เป็นอันตกไป
ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา
แล้วแต่กรณี จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้
ความเห็นชอบต่อไปได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอภายในหกสิบวัน
นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติเห็นชอบด้วย แต่ถ้า
คณะรัฐมนตรีมิได้ร้องขอภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือ
ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามวรรคสอง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี
ส่วนที่ ๘
การควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๑๕๔ ร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรี
จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ หรือ
ร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติ
นั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง
หน้า ๕๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๑) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน
มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่า
ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา
หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้น
ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า
(๒) หากนายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อ
รัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้ส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยัง
ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไม่ชักช้า
ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ให้นายกรัฐมนตรีระงับการดำเนินการ
เพื่อประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้
หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ
ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้
แต่มิใช่กรณีตามวรรคสาม ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป และให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ
ตามมาตรา ๑๕๐ หรือมาตรา ๑๕๑ แล้วแต่กรณี ต่อไป
มาตรา ๑๕๕ บทบัญญัติมาตรา ๑๕๔ ให้นำมาใช้บังคับกับร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา
หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วยโดยอนุโลม
ส่วนที่ ๙
การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
มาตรา ๑๕๖ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถาม
รัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าที่ได้ แต่รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า
เรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน
หน้า ๕๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๕๗ การบริหารราชการแผ่นดินเรื่องใดที่เป็นปัญหาสำคัญที่อยู่ในความสนใจของ
ประชาชน เป็นเรื่องที่กระทบถึงประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน หรือที่เป็นเรื่องเร่งด่วน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนเริ่มประชุมใน
วันนั้นว่าจะถามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินเรื่องนั้นโดยไม่
ต้องระบุคำถาม และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุเรื่องดังกล่าวไว้ในวาระการประชุมวันนั้น
การถามและการตอบกระทู้ตามวรรคหนึ่งให้กระทำได้สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และให้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินนั้นได้เรื่องละ
ไม่เกินสามครั้ง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
มาตรา ๑๕๘ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิก
ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ
ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกล่าวต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง ด้วย และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภา
ผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม
การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของ
นายกรัฐมนตรีที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืน
บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะเสนอโดยไม่มีการยื่นคำร้องขอตามมาตรา ๒๗๑
ก่อนมิได้ และเมื่อได้มีการยื่นคำร้องขอตามมาตรา ๒๗๑ แล้ว ให้ดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้อง
รอผลการดำเนินการตามมาตรา ๒๗๒
เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใช่ด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไปให้สภา
ผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ การลงมติในกรณีเช่นว่านี้มิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่
การอภิปรายสิ้นสุด มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ของสภาผู้แทนราษฎร
ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายนั้น เป็นอันหมดสิทธิ
ที่จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอีกตลอดสมัยประชุมนั้น
หน้า ๖๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ของสภาผู้แทนราษฎร ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อตามวรรคหนึ่ง
กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป และมิให้นำมาตรา ๑๗๒ มาใช้บังคับ
มาตรา ๑๕๙ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในหกของจำนวนสมาชิก
ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ
ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง วรรคสาม และ
วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
รัฐมนตรีคนใดพ้นจากตำแหน่งเดิมแต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่นภายหลังจากวันที่
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีคนนั้นยังคงต้องถูกอภิปรายเพื่อลงมติ
ไม่ไว้วางใจตามวรรคหนึ่งต่อไป
ให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับกับรัฐมนตรีผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเดิมไม่เกินเก้าสิบวันก่อน
วันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง แต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่นด้วย
โดยอนุโลม
มาตรา ๑๖๐ ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มิได้อยู่ในพรรคการเมืองที่สมาชิก
ในสังกัดของพรรคนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีจำนวนไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป
ตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวทั้งหมดเท่าที่มีอยู่มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ
ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ ได้
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินมาเกินกว่าสองปีแล้ว
มาตรา ๑๖๑ สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
เท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลง
ข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ
การขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรานี้ จะกระทำได้ครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่ง
มาตรา ๑๖๒ ในกรณีที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อตั้งกระทู้ถามในเรื่องใด
เกี่ยวกับงานในหน้าที่ หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใด ให้เป็นหน้าที่
ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจงหรือ
ตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ทำให้ไม่อาจเข้าชี้แจง
หน้า ๖๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
หรือตอบกระทู้ แต่ต้องแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาทราบก่อนหรือ
ในวันประชุมสภาในเรื่องดังกล่าว
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระจากมติพรรคการเมืองในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย และ
การลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หมวด ๗
การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน
มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธาน
รัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ แห่งรัฐธรรมนูญนี้
คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องจัดทำร่างพระราชบัญญัติเสนอมาด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องให้ผู้แทน
ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติ
และคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยผู้แทนของ
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวน
กรรมาธิการทั้งหมดด้วย
มาตรา ๑๖๔ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อ
ประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตำแหน่งได้
คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกระทำ
ความผิดเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเข้าชื่อร้องขอตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
มาตรา ๑๖๕ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งย่อมมีสิทธิออกเสียงประชามติ
การจัดให้มีการออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในเหตุ ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของ
ประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษา
หน้า ๖๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียง
ประชามติได้
(๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ
การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดให้เป็นการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียง
ข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในปัญหาที่จัดให้มีการออกเสียงประชามติ หรือเป็นการออกเสียง
เพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ
การออกเสียงประชามติต้องเป็นการให้ออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในกิจการตามที่จัด
ให้มีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
หรือเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล จะกระทำมิได้
ก่อนการออกเสียงประชามติ รัฐต้องดำเนินการให้ข้อมูลอย่างเพียงพอ และให้บุคคล
ฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับกิจการนั้น มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนได้อย่างเท่าเทียมกัน
หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงประชามติ
ระยะเวลาในการดำเนินการ และจำนวนเสียงประชามติ เพื่อมีข้อยุติ
หมวด ๘
การเงิน การคลัง และงบประมาณ
มาตรา ๑๖๖ งบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินให้ทำเป็นพระราชบัญญัติ ถ้าพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ ให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณ
รายจ่ายในปีงบประมาณปีก่อนนั้นไปพลางก่อน
มาตรา ๑๖๗ ในการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
ต้องมีเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงประมาณการรายรับ และวัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงาน โครงการ
ในแต่ละรายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน รวมทั้งต้องแสดงฐานะการเงินการคลังของ
ประเทศเกี่ยวกับภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้จ่ายและการจัดหารายได้ ประโยชน์และ
การขาดรายได้จากการยกเว้นภาษีเฉพาะรายในรูปแบบต่าง ๆ ความจำเป็นในการตั้งงบประมาณผูกพัน
หน้า ๖๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ข้ามปี ภาระหนี้และการก่อหนี้ของรัฐและฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจ ในปีที่ขออนุมัติงบประมาณนั้น
และปีงบประมาณที่ผ่านมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
หากรายจ่ายใดไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงาน
อื่นใดของรัฐได้โดยตรง ให้จัดไว้ในรายการรายจ่ายงบกลาง
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 10-09-2007, 03:17 »

http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/sapa13-upload/13-20070827163114_1.pdf


ให้มีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรวมถึง
หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการวางแผนการเงินระยะปานกลาง การจัดหารายได้ การกำหนดแนวทางในการ
จัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน การบริหารการเงินและทรัพย์สิน การบัญชี กองทุนสาธารณะ
การก่อหนี้หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินหรือภาระทางการเงินของรัฐ หลักเกณฑ์การกำหนด
วงเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องใช้เป็นกรอบในการจัดหา
รายได้ กำกับการใช้จ่ายเงินตามหลักการรักษาเสถียรภาพ พัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และความ
เป็นธรรมในสังคม
มาตรา ๑๖๘ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สภาผู้แทนราษฎรจะต้อง
วิเคราะห์และพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าวันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาถึง
สภาผู้แทนราษฎร
ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่กล่าว
ในวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้นและให้เสนอ
ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อวุฒิสภา
ในการพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน
ยี่สิบวันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ มิได้
ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น ในกรณีเช่นนี้
และในกรณีที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐
ถ้าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าววุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วย ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๔๘ วรรคสอง
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
หน้า ๖๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
จะแปรญัตติเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่าย
ซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) เงินส่งใช้ต้นเงินกู้
(๒) ดอกเบี้ยเงินกู้
(๓) เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย
ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ
หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ
มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้
ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ
ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหก
ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยภายใน
เจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทำฝ่าฝืน
บทบัญญัติตามวรรคหก ให้การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำดังกล่าวสิ้นผลไป
รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม ศาลปกครองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามวรรคแปด หากหน่วยงานนั้น
เห็นว่างบประมาณรายจ่ายที่ได้รับการจัดสรรให้นั้นไม่เพียงพอ ให้สามารถเสนอคำขอแปรญัตติต่อ
คณะกรรมาธิการได้โดยตรง
มาตรา ๑๖๙ การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำ ได้ก็เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมาย
ว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ
หรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาลจะจ่ายไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไป
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเช่นว่านี้ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้
เงินคงคลังในพระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณรายจ่าย พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือ
พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป ทั้งนี้ ให้กำหนดแหล่งที่มาของรายได้
เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย
หน้า ๖๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจโอนหรือนำ
รายจ่ายที่กำหนดไว้สำหรับหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจใดไปใช้ในรายการที่แตกต่างจากที่กำหนดไว้
ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทันที และให้รายงานรัฐสภาทราบโดยไม่ชักช้า
ในกรณีที่มีการโอนหรือนำรายจ่ายตามงบประมาณที่กำหนดไว้ในรายการใดไปใช้ในรายการ
อื่นของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ให้รัฐบาลรายงานรัฐสภาเพื่อทราบทุกหกเดือน
มาตรา ๑๗๐ เงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐใดที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
ให้หน่วยงานของรัฐนั้นทำรายงานการรับและการใช้จ่ายเงินดังกล่าว เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้น
ปีงบประมาณทุกปี และให้คณะรัฐมนตรีทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป
การใช้จ่ายเงินรายได้ตามวรรคหนึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังตามหมวดนี้ด้วย
หมวด ๙
คณะรัฐมนตรี
มาตรา ๑๗๑ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีก
ไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความ
รับผิดชอบร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๗๒
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีมิได้
มาตรา ๑๗๒ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง
เป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
ตามมาตรา ๑๒๗
การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรับรอง
มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การลงมติ
ในกรณีเช่นว่านี้ให้กระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย
หน้า ๖๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๗๓ ในกรณีที่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาประชุมเป็นครั้งแรกแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียง
เห็นชอบให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร
นำความขึ้นกราบบังคมทูลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการ
แต่งตั้งบุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นนายกรัฐมนตรี
มาตรา ๑๗๔ รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
(๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑)
(๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๕) ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่
ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๖) ไม่เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้ว
ยังไม่เกินสองปีนับถึงวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี
มาตรา ๑๗๕ ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์
ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี
ต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและ
ประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
มาตรา ๑๗๖ คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและ
ชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามมาตรา ๗๕ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ
ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ และเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วต้องจัดทำแผนการ
บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปีตามมาตรา ๗๖
ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน
ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่
จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้
หน้า ๖๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๗๗ รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิเข้าประชุมและแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นใน
ที่ประชุมสภา และในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามีมติให้เข้าประชุมในเรื่องใด รัฐมนตรีต้อง
เข้าร่วมประชุม และให้นำเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรีผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย
ห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่
หรือการมีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น
มาตรา ๑๗๘ ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ตามมาตรา ๑๗๖ และต้องรับผิดชอบต่อ
สภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของ
คณะรัฐมนตรี
มาตรา ๑๗๙ ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรี
เห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้ง
ไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้
รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
มาตรา ๑๘๐ รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒
(๒) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
(๓) คณะรัฐมนตรีลาออก
ในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ (๑) (๒) (๓) (๔)
(๕) (๗) หรือ (๘) ให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยอนุโลม
มาตรา ๑๘๑ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘๐ (๒)
คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(๑) ไม่กระทำการอันเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือ
เงินเดือนประจำ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้
บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่
จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
หน้า ๖๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๒) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ
จำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
(๓) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความ
ผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป
(๔) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง
และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
มาตรา ๑๘๒ ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็น
กรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ
หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
(๔) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙
(๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๗๔
(๖) มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๘๓
(๗) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ หรือมาตรา ๒๖๙
(๘) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว ความเป็น
รัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสี่ ด้วย
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ มาใช้บังคับกับการสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรี
ตาม (๒) (๓) (๕) หรือ (๗) หรือวรรคสอง โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ส่งเรื่องให้ศาล
รัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย
มาตรา ๑๘๓ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็น
รัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ
มาตรา ๑๘๔ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ
ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ
พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้
หน้า ๖๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณี
ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อ
พิจารณาโดยไม่ชักช้า ถ้าอยู่นอกสมัยประชุมและการรอการเปิดสมัยประชุมสามัญจะเป็นการชักช้า
คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ
พระราชกำหนดโดยเร็ว ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติ หรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภา
ไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก
ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือน
กิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น
หากพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่งมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติ
แห่งกฎหมายใด และพระราชกำหนดนั้นต้องตกไปตามวรรคสาม ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่
ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใช้บังคับต่อไปนับแต่วันที่การไม่อนุมัติพระราชกำหนดนั้นมีผล
ถ้าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติพระราชกำหนดนั้น หรือถ้าวุฒิสภาไม่อนุมัติและ
สภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ
สภาผู้แทนราษฎร ให้พระราชกำหนดนั้นมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป
การอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในกรณีไม่อนุมัติ ให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การพิจารณาพระราชกำหนดของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาในกรณียืนยันการอนุมัติ
พระราชกำหนด จะต้องกระทำในโอกาสแรกที่มีการประชุมสภานั้น ๆ
มาตรา ๑๘๕ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะได้อนุมัติพระราชกำหนดใดตาม
มาตรา ๑๘๔ วรรคสาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า
ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภา
ที่ตนเป็นสมาชิกว่าพระราชกำหนดนั้นไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และให้
ประธานแห่งสภานั้นส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อ
วินิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภา
ที่ส่งความเห็นนั้นมา
หน้า ๗๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาได้รับความเห็นของสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้รอการพิจารณาพระราชกำหนดนั้นไว้ก่อน
จนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง
หรือวรรคสอง ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลบังคับมาแต่ต้น
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง
หรือวรรคสอง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด
มาตรา ๑๘๖ ในระหว่างสมัยประชุม ถ้ามีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากร
หรือเงินตราซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน
พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้
พระราชกำหนดที่ได้ตราขึ้นตามวรรคหนึ่ง จะต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรภายในสามวัน
นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๘๔ มาใช้บังคับ
โดยอนุโลม
มาตรา ๑๘๗ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกา
โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
มาตรา ๑๘๘ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศใช้และเลิกใช้
กฎอัยการศึกตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะแห่งเป็นการรีบด่วน เจ้าหน้าที่
ฝ่ายทหารย่อมกระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก
มาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงครามเมื่อได้รับ
ความเห็นชอบของรัฐสภา
มติให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิก
ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
ในระหว่างที่อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่
รัฐสภาในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง และการลงมติต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม
ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
หน้า ๗๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ
สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทย
มีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออก
พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือ
สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ
อย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ
ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว
ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตาม
วรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจง
ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอ
ความเห็นชอบด้วย
เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน
คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่
การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลาง
และขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว
เหมาะสม และเป็นธรรม
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุน
อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา
ดังกล่าวโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ
ตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป
ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้
นำบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม
มาตรา ๑๙๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
มาตรา ๑๙๒ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์และ
เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หน้า ๗๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๑๙๓ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตำแหน่ง
ปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะ
ความตาย
มาตรา ๑๙๔ ข้าราชการและพนักงานของรัฐซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่
ข้าราชการการเมือง จะเป็นข้าราชการการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นมิได้
มาตรา ๑๙๕ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการ
แผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นใน
รัฐธรรมนูญนี้
บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหรือถือเสมือนหนึ่งว่าได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน
มาตรา ๑๙๖ เงินประจำ ตำ แหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นขององคมนตรี
ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านใน
สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ซึ่งต้องกำหนดให้จ่ายได้ไม่ก่อนวันเข้ารับหน้าที่
บำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นขององคมนตรีซึ่งพ้นจากตำแหน่ง
ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
หมวด ๑๐
ศาล
ส่วนที่ ๑
บททั่วไป
มาตรา ๑๙๗ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไป
โดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว
และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย


หน้า ๗๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การโยกย้ายผู้พิพากษาและตุลาการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้พิพากษาและตุลาการนั้น
จะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นการโยกย้ายตามวาระตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น
เป็นกรณีที่อยู่ในระหว่างถูกดำ เนินการทางวินัยหรือตกเป็นจำ เลยในคดีอาญา เป็นกรณีที่
กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่น
อันไม่อาจก้าวล่วงได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ผู้พิพากษาและตุลาการจะเป็นข้าราชการการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้
มาตรา ๑๙๘ บรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ
การตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือคดีที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่ง
โดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายสำหรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จะกระทำมิได้
การบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาล
หรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทำมิได้
มาตรา ๑๙๙ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง
ศาลทหาร หรือศาลอื่น ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งประกอบด้วยประธาน
ศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คน
ตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นกรรมการ
หลักเกณฑ์การเสนอปัญหาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๐๐ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ และทรงให้พ้นจาก
ตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย
การแต่งตั้งและการให้ผู้พิพากษาและตุลาการในศาลอื่นนอกจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง และศาลทหาร พ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนอำนาจพิพากษาคดีและวิธีพิจารณาของศาล
ดังกล่าว ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลนั้น
มาตรา ๒๐๑ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ
พระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อ
พระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติ
ทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และ
หน้า ๗๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”
มาตรา ๒๐๒ เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้พิพากษาและ
ตุลาการ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ จะนำระบบบัญชีเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งของ
ข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับมิได้
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๐๓ บุคคลจะดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
กรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือกรรมการในคณะกรรมการตุลาการของศาลอื่น
ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ในเวลาเดียวกันมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการโดยตำแหน่งหรือ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ส่วนที่ ๒
ศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๐๔ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งและตุลาการ
ศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคล
ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดย
ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวนสามคน
(๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง
สูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวนสองคน
(๓) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์อย่างแท้จริง
และได้รับเลือกตามมาตรา ๒๐๖ จำนวนสองคน
(๔) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้
ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริงและได้รับเลือกตามมาตรา ๒๐๖ จำนวน
สองคน
หน้า ๗๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีที่ไม่มีผู้พิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได้รับเลือกตาม (๑)
หรือ (๒) ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี
เลือกบุคคลอื่นซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๕ และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ
ทางด้านนิติศาสตร์ที่เหมาะสมจะปฏิบัติหน้าที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นตุลาการ
ศาลรัฐธรรมนูญตาม (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี
ให้ผู้ได้รับเลือกตามวรรคหนึ่ง ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ
และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๐๕ ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มี
ลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) เคยเป็นรัฐมนตรี ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง
ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุด
อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางบริหารในหน่วยราชการที่มีอำนาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี หรือดำรง
ตำแหน่งไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์ หรือเคยเป็นทนายความที่ประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ไม่น้อยกว่าสามสิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อ
(๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๐ หรือมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗)
(๑๓) หรือ (๑๔)
(๕) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น
หรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๖) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง ในระยะสามปี
ก่อนดำรงตำแหน่ง
(๗) ไม่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
หน้า ๗๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๒๐๖ การสรรหาและการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ
(๔) ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธาน
ศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ
ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน เป็นกรรมการ ทำหน้าที่สรรหา
และคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มี
เหตุทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แล้วให้เสนอรายชื่อผู้ได้รับเลือกพร้อม
ความยินยอมของผู้นั้นต่อประธานวุฒิสภา มติในการคัดเลือกดังกล่าวต้องลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมี
คะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่ไม่มีกรรมการใน
ตำแหน่งใด หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการที่เหลืออยู่นั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ให้คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ ให้นำ
บทบัญญัติในมาตรา ๑๑๓ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๒) ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับ
การคัดเลือกตาม (๑) ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อ การลงมติให้ใช้วิธีลงคะแนนลับ ในกรณีที่
วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป ในกรณีที่
วุฒิสภาไม่เห็นชอบในรายชื่อใด ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ส่งรายชื่อนั้นกลับไปยังคณะกรรมการ
สรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพร้อมด้วยเหตุผลเพื่อให้ดำเนินการสรรหาใหม่ หากคณะกรรมการสรรหา
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภาและมีมติยืนยันตามมติเดิมด้วยคะแนนเอกฉันท์ ให้ส่ง
รายชื่อนั้นให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป แต่ถ้ามติที่ยืนยันตามมติเดิม
ไม่เป็นเอกฉันท์ ให้เริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่
วันที่มีเหตุให้ต้องดำเนินการดังกล่าว
ในกรณีที่ไม่อาจสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๑) ได้ภายในเวลาที่กำหนด ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ
ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา
จำนวนสามคน และให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครอง
สูงสุดจำนวนสองคน เป็นกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการตาม (๑) แทน
มาตรา ๒๐๗ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้อง
(๑) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
หน้า ๗๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๒) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
หรือไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือของหน่วยงานของรัฐ
(๓) ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหา
ผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด
(๔) ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด
ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกบุคคล
หรือวุฒิสภาให้ความเห็นชอบบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยได้รับความยินยอมของบุคคลนั้น
ผู้ได้รับเลือกจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อตนได้ลาออกจากการเป็นบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรือ
แสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องกระทำภายใน
สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกหรือได้รับความเห็นชอบ แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพ
อิสระภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกหรือได้รับความเห็นชอบให้เป็นตุลาการ
ศาลรัฐธรรมนูญ และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ
มาตรา ๒๐๘ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการดำรง
ตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ปฏิบัติ
หน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับ
หน้าที่
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมตาม
กฎหมาย
มาตรา ๒๐๙ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการ
ศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๕
(๕) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๐๗
(๖) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
หน้า ๗๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๗) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็น
กรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ
หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ภายใต้
บังคับมาตรา ๒๑๖
มาตรา ๒๑๐ ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจาก
ตำแหน่งตามวาระพร้อมกันทั้งหมด ให้เริ่มดำเนินการตามมาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ ภายใน
สามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งนอกจากกรณี
ตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๐๔ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
(๒) ในกรณีที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการใน
ศาลปกครองสูงสุด ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๐๔ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจาก
ตำแหน่ง
(๓) ในกรณีที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ (๓) หรือ (๔) ให้ดำเนินการ
ตามมาตรา ๒๐๖ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนนอกสมัยประชุม
ของรัฐสภา ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๐๖ ภายในสามสิบวันนับแต่วันเปิดสมัยประชุมของรัฐสภา
ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม
มาใช้บังคับ
มาตรา ๒๑๑ ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือ
คู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไม่มี
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้น
ตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้
แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
หน้า ๗๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับ
การวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษา
ของศาลอันถึงที่สุดแล้ว
มาตรา ๒๑๒ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้มีสิทธิยื่นคำร้อง
ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้
การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว ทั้งนี้ ตามที่
บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๑๓ ในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐาน
ที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ตลอดจนขอให้พนักงานสอบสวน
หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ดำเนินการใดเพื่อประโยชน์
แห่งการพิจารณาได้
ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมาย
มาตรา ๒๑๔ ในกรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี
หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่สององค์กรขึ้นไป ให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือ
องค์กรนั้น เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
มาตรา ๒๑๕ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเรื่องใดหรือประเด็นใดที่ได้มีการเสนอให้
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เป็นเรื่องหรือประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยพิจารณาวินิจฉัยแล้ว
ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องหรือประเด็นดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้
มาตรา ๒๑๖ องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทำ
คำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าห้าคน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีบัญญัติเป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนจะต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยในส่วนของ
ตนพร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน
ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หน้า ๘๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อยต้องประกอบด้วยความเป็นมาหรือคำกล่าวหา
สรุปข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และ
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และ
องค์กรอื่นของรัฐ
วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธี
พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๑๗ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระ โดยมี
เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ
การแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมาจากการเสนอของประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญและได้รับความเห็นชอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามที่กฎหมายบัญญัติ
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และ
การดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนที่ ๓
ศาลยุติธรรม
มาตรา ๒๑๘ ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้
หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
มาตรา ๒๑๙ ศาลยุติธรรมมีสามชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่ที่มี
บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้หรือตามกฎหมายอื่น
ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้เสนอต่อศาลฎีกา
ได้โดยตรง และคดีที่อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์
ตามที่กฎหมายบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกา
นั้นจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ ทั้งนี้
ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด
หน้า ๘๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจ
พิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิก
สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนี้ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่
ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว
ให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา โดยองค์คณะผู้พิพากษา
ประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโส
ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวนเก้าคน ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่
ศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ และให้เลือกเป็นรายคดี
อำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและวิธีพิจารณา
คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้และใน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มาตรา ๒๒๐ การแต่งตั้งและการให้ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมพ้นจากตำแหน่ง ต้องได้รับ
ความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมก่อน แล้วจึงนำความกราบบังคมทูล
การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม ต้องได้รับ
ความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ในการนี้ให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นชั้นศาลละหนึ่งคณะ เพื่อเสนอความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว
เพื่อประกอบการพิจารณา
การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย เป็นสำคัญ
มาตรา ๒๒๑ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้
(๑) ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละชั้นศาล ได้แก่ ศาลฎีกาหกคน ศาลอุทธรณ์สี่คน
และศาลชั้นต้นสองคน ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล และได้รับเลือกจากข้าราชการ
ตุลาการในแต่ละชั้นศาล
(๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคน ซึ่งไม่เป็นข้าราชการตุลาการ และได้รับเลือกจากวุฒิสภา
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และวิธีการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
หน้า ๘๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในกรณีที่ไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือมีแต่ไม่ครบสองคน
ถ้าคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคนเห็นว่ามีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องให้
ความเห็นชอบ ให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจำนวนดังกล่าวเป็นองค์ประกอบและองค์ประชุม
พิจารณาเรื่องเร่งด่วนนั้นได้
มาตรา ๒๒๒ ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ โดยมีเลขาธิการ
สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา
การแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ต้องมาจากการเสนอของประธานศาลฎีกาและ
ได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ
สำนักงานศาลยุติธรรมมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนที่ ๔
ศาลปกครอง
มาตรา ๒๒๓ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือ
เจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจ
ทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงาน
ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติ
ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น
ให้มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น และจะมีศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ด้วยก็ได้
มาตรา ๒๒๔ การแต่งตั้งและการให้ตุลาการในศาลปกครองพ้นจากตำแหน่ง ต้องได้รับ
ความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติก่อน แล้วจึงนำความ
กราบบังคมทูล
หน้า ๘๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิในการบริหารราชการแผ่นดินอาจได้รับแต่งตั้ง
ให้เป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได้ การแต่งตั้งให้บุคคลดังกล่าวเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
ให้แต่งตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด และต้องได้รับความ
เห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติและได้รับความเห็นชอบจาก
วุฒิสภาก่อน แล้วจึงนำความกราบบังคมทูล
การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษตุลาการในศาลปกครอง ต้องได้รับ
ความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ
ตุลาการศาลปกครองในชั้นศาลใดจะมีจำนวนเท่าใด ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการตุลาการ
ศาลปกครองกำหนด
มาตรา ๒๒๕ การแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครอง
สูงสุดนั้น เมื่อได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองและวุฒิสภาแล้ว
ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป
มาตรา ๒๒๖ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองประกอบด้วยบุคคล ดังต่อไปนี้
(๑) ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเก้าคนซึ่งเป็นตุลาการในศาลปกครองและได้รับเลือกจาก
ตุลาการในศาลปกครองด้วยกันเอง
(๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภาสองคน และจากคณะรัฐมนตรีอีกหนึ่งคน
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และวิธีการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
ในกรณีที่ไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือมีแต่ไม่ครบสามคน
ถ้าคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจำนวนไม่น้อยกว่าหกคนเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องให้ความ
เห็นชอบ ให้คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจำนวนดังกล่าวเป็นองค์ประกอบและองค์ประชุม
พิจารณาเรื่องเร่งด่วนนั้นได้
มาตรา ๒๒๗ ศาลปกครองมีหน่วยธุรการของศาลปกครองที่เป็นอิสระ โดยมีเลขาธิการ
สำนักงานศาลปกครองเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลปกครองสูงสุด
การแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ต้องมาจากการเสนอของประธานศาลปกครอง
สูงสุดและได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ
หน้า ๘๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
สำนักงานศาลปกครองมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 10-09-2007, 03:22 »

http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/sapa13-upload/13-20070827163114_1.pdf

ส่วนที่ ๕
ศาลทหาร
มาตรา ๒๒๘ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ใน
อำนาจศาลทหารและคดีอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การแต่งตั้งและการให้ตุลาการศาลทหารพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมวด ๑๑
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนที่ ๑
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
๑. คณะกรรมการการเลือกตั้ง
มาตรา ๒๒๙ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและ
กรรมการอื่นอีกสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความเป็นกลาง
ทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและ
กรรมการตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๓๐ กรรมการการเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
(๒) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
(๓) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๕ (๑) (๔) (๕) และ (๖)
หน้า ๘๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๔) ไม่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๗ มาใช้บังคับกับกรรมการการเลือกตั้งด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๓๑ การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง
ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจำนวนเจ็ดคน ซึ่งประกอบด้วย ประธาน
ศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน
ในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำ นวนหนึ่งคน และบุคคล
ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ ทำหน้าที่สรรหา
ผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๓๐ ซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวนสามคน เสนอต่อประธาน
วุฒิสภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น มติในการสรรหาดังกล่าวต้องมี
คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่ไม่มีกรรมการใน
ตำแหน่งใด หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการที่เหลืออยู่นั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ให้คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติ
ในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกตาม
วรรคหนึ่ง ต้องมิใช่ผู้พิพากษาหรือตุลาการ และต้องไม่เป็นกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร
ตามรัฐธรรมนูญอื่นในขณะเดียวกัน
(๒) ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๓๐ ซึ่งสมควรเป็น
กรรมการการเลือกตั้งจำนวนสองคน เสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอม
ของผู้นั้น
(๓) การสรรหาตาม (๑) และ (๒) ให้กระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุที่ทำให้ต้อง
มีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ในกรณีที่มีเหตุที่ทำให้ไม่อาจดำเนินการสรรหาได้ภายใน
เวลาที่กำหนดหรือไม่อาจสรรหาได้ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตาม (๑) ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
พิจารณาสรรหาแทนจนครบจำนวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกำหนดตาม (๑)
หน้า ๘๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๔) ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาตาม
(๑) (๒) หรือ (๓) ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ
(๕) ในกรณีที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการตาม (๖) แต่ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบ
ในรายชื่อใด ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ส่งรายชื่อนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหากรรมการ
การเลือกตั้งหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เพื่อให้ดำเนินการสรรหาใหม่ หากคณะกรรมการ
สรรหากรรมการการเลือกตั้งหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภา และมีมติยืนยันตามมติเดิม
ด้วยคะแนนเอกฉันท์หรือด้วยคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แล้วแต่กรณี
ให้ดำเนินการต่อไปตาม (๖) แต่ถ้ามติที่ยืนยันตามมติเดิมไม่เป็นเอกฉันท์หรือไม่ได้คะแนนตามที่กำหนด
ให้เริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุ
ให้ต้องดำเนินการดังกล่าว
(๖) ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบตาม (๔) หรือ (๕) ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็น
ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ และให้ประธานวุฒิสภานำความ
กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป
มาตรา ๒๓๒ กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดำ รงตำ แหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
กรรมการการเลือกตั้งซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
จนกว่ากรรมการการเลือกตั้งซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) และการขาดคุณสมบัติและมี
ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๓๐ มาใช้บังคับกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการการเลือกตั้งด้วย
โดยอนุโลม
มาตรา ๒๓๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา
รวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิ
เข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาว่ากรรมการการเลือกตั้งคนใดคนหนึ่งขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ
ต้องห้าม หรือกระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา ๒๓๐ และให้ประธานรัฐสภาส่งคำร้องนั้นไปยัง
ศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
หน้า ๘๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยไปยังประธานรัฐสภา
และประธานกรรมการการเลือกตั้ง
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙๒ มาใช้บังคับกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการการเลือกตั้งด้วย
โดยอนุโลม
มาตรา ๒๓๔ ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งตามวาระพร้อมกันทั้งคณะ
ให้ดำเนินการสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ
ให้ดำเนินการสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุดังกล่าว และ
ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา ๒๓๕ คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มี
การเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหาร
ท้องถิ่น แล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ
การเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายว่าด้วย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง
ให้มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล
การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๓๖ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ออกประกาศหรือวางระเบียบกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมาย
ตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง รวมทั้งวางระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและการดำเนินการใด ๆ
ของพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
และกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการของรัฐในการสนับสนุนให้การเลือกตั้งมีความเสมอภาค และมี
โอกาสทัดเทียมกันในการหาเสียงเลือกตั้ง
หน้า ๘๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๒) วางระเบียบเกี่ยวกับข้อห้ามในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีขณะอยู่
ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๘๑ โดยคำนึงถึงการรักษาประโยชน์ของรัฐ และคำนึงถึง
ความสุจริต เที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง
(๓) กำหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมือง การสนับสนุนทาง
การเงินโดยรัฐ การใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งการตรวจสอบบัญชี
ทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปิดเผย และการควบคุมการจ่ายเงินหรือรับเงินเพื่อประโยชน์ใน
การลงคะแนนเลือกตั้ง
(๔) มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นตาม
กฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง
(๕) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตาม
กฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง
(๖) สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่ง
หรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติใน
หน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
(๗) ประกาศผลการเลือกตั้ง ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ
(๘) ส่งเสริมและสนับสนุนหรือประสานงานกับหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือสนับสนุนองค์การเอกชน ในการให้การศึกษาแก่ประชาชน
เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองของประชาชน
(๙) ดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
จากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ตลอดจนขอให้พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน
หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ดำเนินการเพื่อประโยชน์
แห่งการปฏิบัติหน้าที่ การสืบสวน สอบสวน หรือวินิจฉัยชี้ขาด
หน้า ๘๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผู้แทนองค์การเอกชน
เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมาย
มาตรา ๒๓๗ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการ
อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ
การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้
การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตาม
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง
สมาชิกวุฒิสภา
ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรค
การเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึง
การกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่า
พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไป
ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้
ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหาร
พรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง
มาตรา ๒๓๘ คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง
โดยพลันเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งใน
เขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง คัดค้านว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือ
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(๒) ผู้เข้ารับการสรรหา หรือสมาชิกขององค์กรตามมาตรา ๑๑๔ วรรคหนึ่ง คัดค้านว่า
การสรรหาสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(๓) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก่อนได้รับเลือกตั้งหรือสรรหา สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใดได้กระทำการใด ๆ โดยไม่
สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้งหรือสรรหา หรือได้รับเลือกตั้งหรือสรรหามาโดยไม่สุจริตโดยผลของ
การที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไปโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบ
หน้า ๙๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก
สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๔) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการออกเสียงประชามติมิได้เป็นไปโดยชอบด้วย
กฎหมาย หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งคัดค้านว่าการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งใดเป็นไปโดย
ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิจารณาวินิจฉัยสั่งการ
โดยพลัน
มาตรา ๒๓๙ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอน
สิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้คำวินิจฉัย
ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด
ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าควรให้มี
การเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้ยื่นคำร้อง
ต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้อง
ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งใดหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ
สมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคสองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ มิให้นับบุคคลดังกล่าวเข้าในจำนวน
รวมของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี
ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิก
สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นด้วยโดยอนุโลม โดยการยื่นคำร้องต่อศาลตามวรรคสองให้ยื่นต่อ
ศาลอุทธรณ์ และให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด
มาตรา ๒๔๐ ในกรณีที่มีการคัดค้านว่าการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง
หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก่อนได้รับการสรรหา สมาชิกวุฒิสภา
ผู้ใดกระทำการตามมาตรา ๒๓๘ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลัน
หน้า ๙๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยสั่งการเป็นอย่างใดแล้ว ให้เสนอต่อศาลฎีกา
เพื่อพิจารณาวินิจฉัยโดยพลัน และให้นำความในมาตรา ๒๓๙ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับกับ
การที่สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยอนุโลม
ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนการสรรหาหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด
ให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่ง และให้ดำเนินการสรรหา
สมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองประธานกรรมการการเลือกตั้งจะร่วมดำเนินการ
หรือวินิจฉัยสั่งการมิได้ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีองค์ประกอบเท่าที่มีอยู่
การคัดค้านและการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ใน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง
สมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๒๔๑ ในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ
สมาชิกวุฒิสภา ประกาศให้มีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือประกาศให้มีการออกเสียงประชามติ
มีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปทำการสอบสวน เว้นแต่
ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำความผิด
ในกรณีที่มีการจับกรรมการการเลือกตั้งในขณะกระทำความผิด หรือจับ หรือคุมขังกรรมการ
การเลือกตั้งในกรณีอื่น ให้รายงานไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งโดยด่วน และประธานกรรมการ
การเลือกตั้งอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับได้ แต่ถ้าประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ถูกจับหรือคุมขัง
ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่าที่มีอยู่เป็นผู้ดำเนินการ
๒. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
มาตรา ๒๔๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีจำนวนสามคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำ
ของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู้และมีประสบการณ์ในการบริหาร
ราชการแผ่นดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตย์
สุจริตเป็นที่ประจักษ์
หน้า ๙๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ให้ผู้ได้รับเลือกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธาน
ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานผู้ตรวจการ
แผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ตรวจการแผ่นดินให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดินมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และ
ให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ให้มีสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล
การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๓ การสรรหาและการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๖
และมาตรา ๒๐๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้มีคณะกรรมการสรรหาจำนวนเจ็ดคนประกอบด้วย
ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน และ
บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน และให้นำบทบัญญัติ
มาตรา ๒๓๑ (๑) วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๔๔ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณี
(ก) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของ
ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
(ข) การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของ
หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย
แก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม
(ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วย
กฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการพิจารณา
พิพากษาอรรถคดีของศาล
หน้า ๙๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(ง) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๒) ดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม
มาตรา ๒๗๙ วรรคสาม และมาตรา ๒๘๐
(๓) ติดตาม ประเมินผล และจัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รวมตลอดถึง
ข้อพิจารณาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น
(๔) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี
สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกปี ทั้งนี้ ให้ประกาศรายงานดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาและ
เปิดเผยต่อสาธารณะด้วย
การใช้อำนาจหน้าที่ตาม (๑) (ก) (ข) และ (ค) ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการเมื่อมี
การร้องเรียน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อความเสียหาย
ของประชาชนส่วนรวมหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจพิจารณาและ
สอบสวนโดยไม่มีการร้องเรียนได้
มาตรา ๒๔๕ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้
เมื่อเห็นว่ามีกรณีดังต่อไปนี้
(๑) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่อง
พร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
(๒) กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดของบุคคลใดตามมาตรา ๒๔๔ (๑) (ก) มีปัญหา
เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง
และให้ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้ง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
๓. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
มาตรา ๒๔๖ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย
ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำ
ของวุฒิสภา
หน้า ๙๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่
ประจักษ์และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๕ โดยเคยเป็นรัฐมนตรี กรรมการ
การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางบริหารในหน่วยราชการ
ที่มีอำนาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์ ผู้แทนองค์การพัฒนา
เอกชน หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีองค์กรวิชาชีพตามกฎหมายมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบปี
ซึ่งองค์การพัฒนาเอกชนหรือองค์กรวิชาชีพนั้นให้การรับรองและเสนอชื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหา
การสรรหาและการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้นำบทบัญญัติ
มาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้
มีคณะกรรมการสรรหาจำนวนห้าคนประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน
ศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ให้มีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด โดยคุณสมบัติ กระบวนการ
สรรหา และอำนาจหน้าที่ ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
มาตรา ๒๔๗ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีวาระการดำรงตำแหน่ง
เก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ต้องปฏิบัติ
หน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่
การพ้นจากตำแหน่ง การสรรหา และการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ และมาตรา ๒๑๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๔๘ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิก
ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิ
เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำ
หน้า ๙๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การขาดความเที่ยงธรรม จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือมีพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียแก่
เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง เพื่อให้วุฒิสภามีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
มติของวุฒิสภาให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพ้นจากตำแหน่งตาม
วรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
มาตรา ๒๔๙ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา
มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้า
ชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า กรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิด
ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกระทำการ
ตามวรรคหนึ่งเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน และให้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้อง
แล้ว ให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณา
พิพากษา
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ถูกกล่าวหา จะปฏิบัติหน้าที่ในระหว่าง
นั้นมิได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ให้ยกคำร้องดังกล่าว
ในกรณีที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ตาม
วรรคสาม และมีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเหลืออยู่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของจำนวนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทั้งหมด ให้ประธานศาลฎีกาและ
ประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติเป็นการชั่วคราว โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งได้จนกว่ากรรมการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ตนดำรงตำแหน่งแทนจะปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือจนกว่าจะมี
คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าผู้นั้นกระทำความผิด
มาตรา ๒๕๐ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่
ดังต่อไปนี้
หน้า ๙๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๑) ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอนออกจาก
ตำแหน่งเสนอต่อวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม
(๒) ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม
มาตรา ๒๗๕
(๓) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรง
ตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม รวมทั้ง
ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในระดับต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่ง
ดังกล่าวหรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่กระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นสมควรดำเนินการด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๔) ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและ
หนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๒๕๙ และมาตรา ๒๖๔ ตามบัญชีและเอกสารประกอบที่ได้
ยื่นไว้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนด
(๕) กำกับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(๖) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี
สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกปี ทั้งนี้ ให้ประกาศรายงานดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาและ
เปิดเผยต่อสาธารณะด้วย
(๗) ดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๑๓ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมตามกฎหมาย
มาตรา ๒๕๑ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีหน่วยธุรการของ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่เป็นอิสระ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการ
หน้า ๙๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
การแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ต้องได้รับความ
เห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและวุฒิสภา
ให้มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่เป็น
อิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
๔. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
มาตรา ๒๕๒ การตรวจเงินแผ่นดินให้กระทำโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็น
อิสระและเป็นกลาง
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีก
หกคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน
การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่น
การสรรหาและการเลือกกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้นำ
บทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใช้บังคับโดย
อนุโลม เว้นแต่องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นไปตามมาตรา ๒๔๓
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและ
กรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
กรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์
ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและ
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงิน
แผ่นดิน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การตรวจเงินแผ่นดิน
หน้า ๙๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การกำ หนดคุณสมบัติและวิธีการเลือกบุคคลซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ
ตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จะต้องเป็นไปเพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และเพื่อให้ได้หลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ
บุคคลดังกล่าว
มาตรา ๒๕๓ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐาน
เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ให้คำปรึกษา แนะนำ และเสนอแนะให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับ
การตรวจเงินแผ่นดิน และมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เป็นอิสระเพื่อทำ
หน้าที่วินิจฉัยการดำเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และให้คดีที่
พิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังในเรื่องดังกล่าวเป็นคดีที่อยู่ใน
อำนาจของศาลปกครอง
ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระและ
เป็นกลาง
มาตรา ๒๕๔ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีหน่วยธุรการของคณะกรรมการ
ตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระ โดยมีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธาน
กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ให้มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล
การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัต
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #31 เมื่อ: 10-09-2007, 03:28 »


http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/sapa13-upload/13-20070827163114_1.pdf

ส่วนที่ ๒
องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ
๑. องค์กรอัยการ
มาตรา ๒๕๕ พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้และตาม
กฎหมายว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการและกฎหมายอื่น
พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม
หน้า ๙๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ
อัยการ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งอัยการสูงสุด
องค์กรอัยการมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และ
การดำเนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
พนักงานอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน
เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ ทั้งต้องไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือกระทำ
กิจการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่
ราชการ และต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือที่ปรึกษากฎหมาย หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มี
ลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนบริษัท
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
๒. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
มาตรา ๒๕๖ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ
คนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมี
ความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้ โดยต้อง
คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้แทนจากองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนด้วย
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและ
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การถอดถอน และการกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรง
แต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม มาตรา ๒๐๖ มาตรา ๒๐๗ และมาตรา ๒๐๙ (๒)
มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นไปตามมาตรา ๒๔๓
หน้า ๑๐๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ให้มีสำ นักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระใน
การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๕๗ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำ อันเป็นการละเมิดสิทธิ
มนุษยชน หรือไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี
และเสนอมาตรการการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าว
เพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอ ให้รายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป
(๒) เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่า
บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
(๓) เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่า
กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับ
ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา
คดีปกครอง
(๔) ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย เมื่อได้รับการร้องขอจากผู้เสียหายและเป็นกรณีที่
เห็นสมควรเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๕) เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย และกฎ ต่อรัฐสภาหรือ
คณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
(๖) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน
(๗) ส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการ องค์การเอกชน และ
องค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน
(๘) จัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศและ
เสนอต่อรัฐสภา
(๙) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม
ของชาติและประชาชนประกอบด้วย
หน้า ๑๐๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด
หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ รวมทั้งมีอำนาจอื่นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
๓. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
มาตรา ๒๕๘ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีหน้าที่ให้คำ ปรึกษาและ
ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติต้องให้
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้
องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ให้มีสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระใน
การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมวด ๑๒
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ส่วนที่ ๑
การตรวจสอบทรัพย์สิน
มาตรา ๒๕๙ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการ
ทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง
(๑) นายกรัฐมนตรี
(๒) รัฐมนตรี
(๓) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
หน้า ๑๐๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๔) สมาชิกวุฒิสภา
(๕) ข้าราชการการเมืองอื่น
(๖) ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
บัญชีตามวรรคหนึ่งให้ยื่นพร้อมเอกสารประกอบซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริง
ของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปี
ภาษีที่ผ่านมา
การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้รวมถึง
ทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น
ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมด้วย
มาตรา ๒๖๐ บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา ๒๕๙ ให้แสดงรายการ
ทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่เข้ารับตำแหน่งหรือวันที่พ้นจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณี และต้อง
ยื่นภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง
(๒) ในกรณีที่เป็นการพ้นจากตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง
(๓) ในกรณีที่บุคคลตามมาตรา ๒๕๙ ซึ่งได้ยื่นบัญชีไว้แล้ว ตายในระหว่างดำรงตำแหน่ง
หรือก่อนยื่นบัญชีหลังจากพ้นจากตำแหน่ง ให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดก ยื่นบัญชีแสดงรายการ
ทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่ในวันที่ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นตาย ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ดำรงตำแหน่งตาย
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ดำรง
ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง นอกจากต้องยื่นบัญชีตาม (๒) แล้ว ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชี
แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันครบหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวอีก
ครั้งหนึ่งโดยให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีด้วย
มาตรา ๒๖๑ บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของ
นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้เปิดเผยให้สาธารณชน
ทราบโดยเร็วแต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีดังกล่าว บัญชีของผู้ดำรง
ตำแหน่งอื่นจะเปิดเผยได้ต่อเมื่อการเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาพิพากษาคดีหรือ
การวินิจฉัยชี้ขาด และได้รับการร้องขอจากศาลหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
หน้า ๑๐๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจัดให้มีการประชุม
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง
ของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวโดยเร็ว
มาตรา ๒๖๒ ในกรณีที่มีการยื่นบัญชีเพราะเหตุที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดพ้นจาก
ตำแหน่งหรือตาย ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทำการตรวจสอบความ
เปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งนั้น แล้วจัดทำรายงานผลการตรวจสอบ
รายงานดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งผู้ใดมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ให้ประธาน
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่พร้อมทั้งรายงานผล
การตรวจสอบไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๗๒ วรรคห้า
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๖๓ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและ
หนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน
และหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อไป
ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่าผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมืองผู้ใดกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งในวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา
ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย โดยให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
และผู้นั้นต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี
นับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยด้วย
มาตรา ๒๖๔ บทบัญญัติมาตรา ๒๕๙ มาตรา ๒๖๐ มาตรา ๒๖๑ วรรคสอง และ
มาตรา ๒๖๓ วรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติกำหนดด้วยโดยอนุโลม
หน้า ๑๐๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติอาจเปิดเผยบัญชีแสดงรายการ
ทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบที่มีการยื่นไว้แก่ผู้มีส่วนได้เสียได้ ถ้าเป็นประโยชน์ใน
การดำเนินคดีหรือการวินิจฉัยการกระทำความผิด ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ส่วนที่ ๒
การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์
มาตรา ๒๖๕ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง
(๑) ไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
หรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น
(๒) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงาน
ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับ
สัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
(๓) ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
เป็นพิเศษนอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ
ในธุรกิจการงานตามปกติ
(๔) ไม่กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๔๘
บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
รับเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน และมิให้ใช้
บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับหรือดำรงตำแหน่งกรรมาธิการของ
รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา หรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน
ให้นำความใน (๒) (๓) และ (๔) มาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ
หน้า ๑๐๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
สมาชิกวุฒิสภานั้น ที่ดำเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจาก
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้กระทำการตามมาตรานี้ด้วย
มาตรา ๒๖๖ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่ง
การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของ
ตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน หรือ
ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการ
ส่วนท้องถิ่น
(๒) การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง และเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการ
ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือ
(๓) การให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง
พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือ
ราชการส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๒๖๗ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๖๕ มาใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ด้วย เว้นแต่เป็นการดำรงตำแหน่งหรือดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจะดำรงตำแหน่งใด
ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือ
เป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย
มาตรา ๒๖๘ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการใดที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖๖
มิได้ เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา
หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๖๙ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน
หรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไป ทั้งนี้
ตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์
จากกรณีดังกล่าวต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นแจ้งให้ประธานกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้นายกรัฐมนตรี
หน้า ๑๐๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
หรือรัฐมนตรีผู้นั้นโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อ
ประโยชน์ของผู้อื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการเข้าไปบริหารหรือจัดการใด ๆ
เกี่ยวกับหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทตามวรรคหนึ่ง มิได้
บทบัญญัติมาตรานี้ให้นำมาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของ
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๕๙ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ส่วนที่ ๓
การถอดถอนจากตำแหน่ง
มาตรา ๒๗๐ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด
ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง
รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภา
มีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้
บทบัญญัติวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(๑) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการ
ตรวจเงินแผ่นดิน
(๒) ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำ รงตำ แหน่งระดับสูง ทั้งนี้
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
มาตรา ๒๗๑ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิก
ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติ
ตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตำแหน่งได้ คำร้องขอดังกล่าวต้อง
ระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกระทำความผิดเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน
หน้า ๑๐๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนสมาชิก
วุฒิสภาออกจากตำแหน่งได้
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอน
บุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตำแหน่งได้ตามมาตรา ๑๖๔
มาตรา ๒๗๒ เมื่อได้รับคำร้องขอตามมาตรา ๒๗๑ แล้ว ให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
เมื่อไต่สวนเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทำรายงาน
เสนอต่อวุฒิสภา โดยในรายงานดังกล่าวต้องระบุให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องขอข้อใด
มีมูลหรือไม่ เพียงใด มีพยานหลักฐานที่ควรเชื่อได้อย่างไร พร้อมทั้งระบุข้อยุติว่าจะให้ดำเนินการ
อย่างไรด้วย
ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่าข้อกล่าวหา
ตามคำร้องขอข้อใดเป็นเรื่องสำคัญ จะแยกทำรายงานเฉพาะข้อนั้นส่งไปให้ประธานวุฒิสภาตามวรรคหนึ่ง
เพื่อให้พิจารณาไปก่อนก็ได้
ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล นับแต่วันดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่ง
ที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ และให้ประธานกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อ
ดำเนินการตามมาตรา ๒๗๓ และอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป แต่ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เห็นว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาข้อนั้นเป็นอันตกไป
ในกรณีที่อัยการสูงสุดเห็นว่ารายงาน เอกสาร และความเห็นที่คณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งให้ตามวรรคสี่ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ให้อัยการสูงสุด
แจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบเพื่อดำเนินการต่อไป โดยให้ระบุ
ข้อที่ไม่สมบูรณ์นั้นให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน ในกรณีนี้ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติและอัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนจากแต่ละฝ่ายจำนวน
หน้า ๑๐๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
เท่ากัน เพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ แล้วส่งให้อัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อไป
ในกรณีที่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ ให้คณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจดำเนินการฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้อง
คดีแทนก็ได้
มาตรา ๒๗๓ เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา ๒๗๒ แล้ว ให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มี
การประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าวโดยเร็ว
ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งรายงานให้นอกสมัย
ประชุม ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบเพื่อนำ ความกราบบังคมทูลเพื่อมี
พระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนอง
พระบรมราชโองการ
มาตรา ๒๗๔ สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนนซึ่งต้องกระทำโดยวิธี
ลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้า
ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่
วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับ
ราชการเป็นเวลาห้าปี
มติของวุฒิสภาตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าว
โดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ส่วนที่ ๔
การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มาตรา ๒๗๕ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
หรือข้าราชการการเมืองอื่น ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
หน้า ๑๐๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจพิจารณาพิพากษา
บทบัญญัติวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับกรณีที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือ
ผู้สนับสนุน รวมทั้งผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคล
ตามวรรคหนึ่ง เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วย
การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อให้ดำเนินการ
ตามมาตรา ๒๕๐ (๒) ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริต
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าวจะยื่นคำร้อง
ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒)
หรือจะยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระตามมาตรา ๒๗๖ ก็ได้
แต่ถ้าผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้ว ผู้เสียหาย
จะยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ต่อเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติไม่รับดำเนินการไต่สวน ดำเนินการล่าช้าเกินสมควร หรือดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มี
มูลความผิดตามข้อกล่าวหา
ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย
ว่ามีกรณีตามวรรคสี่ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติให้ดำเนินการ
ตามมาตรา ๒๕๐ (๒) ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒) โดยเร็ว
ในกรณีนี้ ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามวรรคสี่ มิได้
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๗๖ ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นควรดำ เนินการตามคำ ร้องที่ยื่น
ตามมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความ
เป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกัน
หน้า ๑๑๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการไต่สวนตามมาตรา ๒๕๐ (๒) แทนการแต่งตั้งผู้ไต่สวน
อิสระ ก็ได้
คุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ วิธีการไต่สวน และการดำเนินการอื่นที่จำเป็นของผู้ไต่สวนอิสระ
ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
เมื่อผู้ไต่สวนอิสระได้ดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทำความเห็นแล้ว
ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหามีมูล ให้ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา
เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๒๗๓ และส่งสำนวนและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องคดีต่อ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๗๒ วรรคห้า
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๗๗ ในการพิจารณาคดี ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมืองยึดสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือของผู้ไต่สวน
อิสระ แล้วแต่กรณี เป็นหลักในการพิจารณา และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ได้ตามที่เห็นสมควร
วิธีพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้เป็นไปตามที่
บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมือง และให้นำ บทบัญญัติมาตรา ๒๑๓ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของศาลฎีกา
แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยโดยอนุโลม
บทบัญญัติว่าด้วยความคุ้มกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตาม
มาตรา ๑๓๑ มิให้นำมาใช้บังคับกับการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง
มาตรา ๒๗๘ การพิพากษาคดีให้ถือเสียงข้างมาก โดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนต้อง
ทำความเห็นในการวินิจฉัยคดีเป็นหนังสือพร้อมทั้งต้องแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ
คำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้เปิดเผย
และเป็นที่สุด เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสาม
ในกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ อาจยื่นอุทธรณ์
หน้า ๑๑๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้
หลักเกณฑ์การยื่นอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้เป็นไปตาม
ระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด
หมวด ๑๓
จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
มาตรา ๒๗๙ มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือ
เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น
มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีกลไกและระบบในการดำเนินงานเพื่อให้
การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรง
แห่งการกระทำ
การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิด
ทางวินัย ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงาน
ต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรง
ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือ
เป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๗๐
การพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลใด เข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องใน
การใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้น
จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย
มาตรา ๒๘๐ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหมวดนี้ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจ
หน้าที่เสนอแนะหรือให้คำแนะนำในการจัดทำหรือปรับปรุงประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙
วรรคหนึ่ง และส่งเสริมให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีจิตสำนึก
ในด้านจริยธรรม รวมทั้งมีหน้าที่รายงานการกระทำที่มีการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมเพื่อให้ผู้ที่
หน้า ๑๑๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
รับผิดชอบในการบังคับการให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามประมวล
จริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม
ในกรณีที่การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมมีลักษณะร้ายแรงหรือมีเหตุ
อันควรเชื่อได้ว่าการดำเนินการของผู้รับผิดชอบจะไม่เป็นไปด้วยความเป็นธรรม ผู้ตรวจการแผ่นดิน
จะไต่สวนและเปิดเผยผลการไต่สวนต่อสาธารณะก็ได้
หมวด ๑๔
การปกครองส่วนท้องถิ่น
มาตรา ๒๘๑ ภายใต้บังคับมาตรา ๑ รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริม
ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ และมีส่วนร่วมใน
การตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่
ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๘๒ การกำ กับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำ เท่าที่จำเป็นและมี
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน
ในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม และจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครอง
ตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้
ในการกำกับดูแลตามวรรคหนึ่ง ให้มีการกำหนดมาตรฐานกลางเพื่อเป็นแนวทางให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกไปปฏิบัติได้เอง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความแตกต่างในระดับของ
การพัฒนาและประสิทธิภาพในการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละรูปแบบโดยไม่
กระทบต่อความสามารถในการตัดสินใจดำเนินงานตามความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รวมทั้งจัดให้มีกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานโดยประชาชนเป็นหลัก
หน้า ๑๑๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๒๘๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลและ
จัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น และย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนด
นโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอำนาจ
หน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัดและประเทศ
เป็นส่วนรวมด้วย
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีความเข้มแข็งในการ
บริหารงานได้โดยอิสระและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาระบบการคลังท้องถิ่นให้จัดบริการสาธารณะได้โดยครบถ้วนตามอำนาจ
หน้าที่ จัดตั้งหรือร่วมกันจัดตั้งองค์การเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เกิด
ความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ และให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง
ให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ เพื่อกำหนดการแบ่งอำนาจหน้าที่
และจัดสรรรายได้ระหว่างราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นตามระดับ
ความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ รวมทั้งกำหนดระบบตรวจสอบและ
ประเมินผล โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีจำนวนเท่ากัน เป็นผู้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ให้มีกฎหมายรายได้ท้องถิ่น เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีและรายได้อื่นของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมตามลักษณะของภาษีแต่ละชนิด การจัดสรร
ทรัพยากรในภาครัฐ การมีรายได้ที่เพียงพอกับรายจ่ายตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงระดับขั้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น สถานะทางการคลังขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น และความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ
ในกรณีที่มีการกำหนดอำนาจหน้าที่และการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แล้ว คณะกรรมการตามวรรคสามจะต้องนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาทบทวนใหม่ทุกระยะเวลาไม่เกิน
ห้าปี เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมของการกำหนดอำนาจหน้าที่ และการจัดสรรรายได้ที่ได้กระทำไป
แล้ว ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ
หน้า ๑๑๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
การดำเนินการตามวรรคห้า เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรายงานรัฐสภาแล้ว
ให้มีผลบังคับได้
มาตรา ๒๘๔ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือ
ผู้บริหารท้องถิ่น
สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง
คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือ
มาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น
การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจาก
การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น มีวาระการดำรงตำแหน่ง
คราวละสี่ปี
คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจะเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการ
ส่วนท้องถิ่น และจะมีผลประโยชน์ขัดกันกับการดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายบัญญัติมิได้
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในกรณีที่คณะผู้บริหารท้องถิ่นต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจาก
ตำแหน่งและจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว มิให้นำ
บทบัญญัติวรรคสาม และวรรคหก มาใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีโครงสร้างการบริหารที่แตกต่างจากที่
บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้กระทำได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ต้องมาจากการเลือกตั้ง
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา ๒๖๘ มาใช้บังคับ
กับสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๘๕ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดเห็นว่าสมาชิก
สภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
หน้า ๑๑๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป ให้มีสิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหาร
ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ จำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อ หลักเกณฑ์และวิธีการ
เข้าชื่อ การตรวจสอบรายชื่อ และการลงคะแนนเสียง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๘๖ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอ
ต่อประธานสภาท้องถิ่นเพื่อให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้
จำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อ หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ ให้เป็นไป
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๘๗ ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดให้มีวิธีการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ดังกล่าวได้ด้วย
ในกรณีที่การกระทำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ
ประชาชนในท้องถิ่นในสาระสำคัญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแจ้งข้อมูลรายละเอียดให้
ประชาชนทราบก่อนกระทำการเป็นเวลาพอสมควร และในกรณีที่เห็นสมควรหรือได้รับการร้องขอ
จากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นก่อน
การกระทำนั้น หรืออาจจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรายงานการดำเนินงานต่อประชาชนในเรื่องการจัดทำ
งบประมาณ การใช้จ่าย และผลการดำเนินงานในรอบปี เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
และกำกับการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในการจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวรรคสาม ให้นำบทบัญญัติ
มาตรา ๑๖๘ วรรคหก มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๘๘ การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่น โดยการบริหารงาน
บุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีมาตรฐานสอดคล้องกัน และอาจได้รับการพัฒนาร่วมกัน
หรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ รวมทั้งต้องได้รับความเห็นชอบ
จากคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
หน้า ๑๑๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม
ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคุ้มครองคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานบุคคล
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่งจะต้องประกอบด้วย ผู้แทนของ
หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่นและ
ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีจำนวนเท่ากัน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษข้าราชการและลูกจ้างของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๘๙ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิที่จะจัดการศึกษาอบรม และการฝึกอาชีพตามความ
เหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่นนั้น และเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ
โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานและระบบการศึกษาของชาติ
การจัดการศึกษาอบรมภายในท้องถิ่นตามวรรคสอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องคำนึงถึง
การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นด้วย
มาตรา ๒๙๐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและรักษาคุณภาพ
สิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(๑) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่อยู่ในเขตพื้นที่
(๒) การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขต
พื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน
(๓) การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมี
ผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่
(๔) การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
หน้า ๑๑๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
หมวด ๑๕
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๙๑ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ดังต่อไปนี้
(๑) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน
ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจาก
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน
ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้
(๒) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณา
เป็นสามวาระ
(๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนน
โดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ
จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
(๔) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ต้องจัดให้มีการรับฟังความ
คิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย
การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ให้ถือเอาเสียงข้าง
มากเป็นประมาณ
(๕) เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว
ให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป
(๖) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนน
โดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่ง
ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
หน้า ๑๑๘
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๗) เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้า
ทูลกระหม่อมถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๒๙๒ ให้คณะองคมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
เป็นคณะองคมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๒๙๓ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญนี้จนกว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๗
ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง ถ้าบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้
ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ในวาระเริ่มแรก หากปรากฏว่าเมื่อต้องมีการประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๗ แล้ว
แต่ยังไม่มีวุฒิสภา ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่วุฒิสภาต่อไป เว้นแต่การพิจารณาให้บุคคล
ดำรงตำแหน่งและการถอดถอนจากตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าจะมีวุฒิสภาตาม
รัฐธรรมนูญนี้ และกิจการใดที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดำเนินการในระหว่างเวลาดังกล่าว ให้มีผล
เป็นการดำเนินการของวุฒิสภา และในกรณีที่บทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติ
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ มาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๐๙
มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๙๗ วรรคสี่
มาตรา ๒๖๑ และบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามมิให้บุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาใช้บังคับ
กับการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๓ มาใช้บังคับกับการสิ้นสุดของสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย
โดยอนุโลม
หน้า ๑๑๙
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๒๙๔ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ สิ้นสุดลงในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัคร
รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาภายในสองปี นับแต่วันที่พ้น
จากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๙๕ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ร่างพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ได้รับจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายใน
ระยะเวลาที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙
ในกรณีที่พ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติยังพิจารณา
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่แล้วเสร็จ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
นำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้นทูลเกล้า
ทูลกระหม่อมถวายภายในเจ็ดวันเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยถือเสมือนว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว
ในระหว่างที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามวรรคหนึ่ง ยังไม่มีผลใช้บังคับ
ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ยังคงใช้บังคับต่อไปจนกว่า
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ
มาตรา ๒๙๖ ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จ
ภายในเก้าสิบวัน และดำเนินการให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน
หนึ่งร้อยห้าสิบวัน ทั้งนี้ นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๕
มีผลใช้บังคับ
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปครั้งแรกภายหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว
หน้า ๑๒๐
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง ส่วนระยะเวลาตามมาตรา ๑๐๑ (๔) (ก) ให้ใช้กำหนดเป็น
เวลาหนึ่งปี และระยะเวลาตามมาตรา ๑๐๑ (๔) (ค) และ (ง) ให้ใช้กำหนดเป็นสองปี
ในวาระเริ่มแรก ห้ามมิให้ผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งจะมี
การได้มาเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖
วรรคสอง มาใช้บังคับกับผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับเลือกตั้งครั้งหลังสุดตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐
มาตรา ๒๙๗ ในวาระเริ่มแรก ให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีวาระสามปีนับแต่วัน
เริ่มต้นสมาชิกภาพ และมิให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินหนึ่งวาระมาใช้
บังคับกับบุคคลดังกล่าวในการสรรหาคราวถัดไปหลังจากสิ้นสุดสมาชิกสภาพ
มาตรา ๒๙๘ ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
คงเป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเมื่อ
คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้เข้ารับหน้าที่
ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๔๙ พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะพร้อมกับคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ใน
วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ด้วย
มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง มาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๔ และมาตรา ๑๘๒
(๔) (๗) และ (๘) มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน
อยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๒๙๙ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศ
ใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้คงดำรงตำแหน่ง
ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดวาระ โดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดังกล่าวเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดินให้แล้วเสร็จ
ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๔๒ วรรคสอง
และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หน้า ๑๒๑
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
ให้กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และสมาชิก
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงดำรง
ตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดวาระ โดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญนี้ แต่ถ้าบุคคลดังกล่าวได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งยังไม่เกินหนึ่งปีนับถึงวัน
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มิให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินหนึ่งวาระมาใช้
บังคับกับบุคคลนั้นในการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้
ให้บุคคลตามมาตรานี้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้องที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ต่อไป จนกว่าจะมีการตราพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นใช้บังคับ เว้นแต่บทบัญญัติใด
ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้แทน
มาตรา ๓๐๐ ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้
ผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด
เป็นรองประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่ให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
ที่ได้รับเลือกตามมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙
คงดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการแต่งตั้ง
ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรภายหลังจากการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๕ (๓) มาตรา ๒๐๗ (๑) (๒) และมาตรา ๒๐๙ (๕) มาใช้
บังคับกับการดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง
ให้บทบัญญัติมาตรา ๓๕ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการตรา
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับ
หน้า ๑๒๒
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
บรรดาคดีหรือการใดที่อยู่ในระหว่างดำเนินการของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง
ให้ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ดำเนินการต่อไป และเมื่อมีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม
รัฐธรรมนูญนี้แล้ว บรรดาคดีหรือการที่ค้างดำเนินการนั้นให้โอนไปอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาล
รัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งขึ้นใหม่นั้น
ในระหว่างที่ยังมิได้มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล
รัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจออกข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยได้
แต่ทั้งนี้ ต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วัน
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๓๐๑ ให้ดำ เนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการ
ตรวจเงินแผ่นดินภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้าน
ในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรกตาม
บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และหากยังไม่มีประธานศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหาตาม
รัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่
ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็น
ผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
มาตรา ๓๐๒ ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้มีผลใช้บังคับต่อไปภายใต้
เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรานี้
(๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนี้
(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้รักษาการ
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
(๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยให้
ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
หน้า ๑๒๓
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนี้
ให้ถือว่าการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญโดยพระราชบัญญัติที่ได้
ประกาศใช้บังคับในระหว่างวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙
มีผลใช้บังคับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนี้
ให้ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ดำเนินการปรับปรุง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งปีนับแต่
วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งที่เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ระยะเวลาหนึ่งปีให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งนั้น
ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้แล้วเสร็จ
ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว และให้
วุฒิสภาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
การลงมติให้แก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา
ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง
ประชามติเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้นำความในวรรคสาม วรรคสี่
และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๓๐๓ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังจาก
การเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายในเรื่อง
ดังต่อไปนี้ ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด
(๑) กฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดรายละเอียดเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการใช้สิทธิและ
เสรีภาพตามมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๔ บทบัญญัติในส่วนที่ ๗ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ของบุคคลและสื่อมวลชน ส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา ส่วนที่ ๙ สิทธิในการได้รับบริการ
สาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ ส่วนที่ ๑๐ สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน รวมทั้งกฎหมาย
ว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๕๖ ส่วนที่ ๑๒ สิทธิชุมชน กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การ
หน้า ๑๒๔
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง
ตามมาตรา ๗๘ (๗) กฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๘๑ (๔)
กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสภาเกษตรกรตามมาตรา ๘๔ (๘) กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งกองทุนพัฒนา
การเมืองภาคพลเมืองตามมาตรา ๘๗ (๔) และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ตามมาตรา ๒๕๖ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖
(๒) กฎหมายเพื่อการพัฒนาการศึกษาของชาติตามมาตรา ๘๐ โดยส่งเสริมการศึกษาในระบบ
การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชน
หรือรูปแบบอื่น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบการจัดการศึกษาที่เหมาะสม
และสอดคล้องกับระบบการศึกษาทุกระดับของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่แถลง
นโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖
(๓) กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนและ
วิธีการดำเนินการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับ
การศึกษาวิจัยที่มีความเป็นอิสระซึ่งดำเนินการก่อนการเจรจาทำหนังสือสัญญา โดยไม่มีการขัดกัน
ระหว่างประโยชน์ของรัฐกับผลประโยชน์ของผู้ศึกษาวิจัยไม่ว่าในช่วงเวลาใดของการบังคับใช้หนังสือสัญญา
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖
(๔) กฎหมายตามมาตรา ๘๖ (๑) และมาตรา ๑๖๗ วรรคสาม ภายในสองปีนับแต่วันที่
แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖
(๕) กฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น กฎหมายรายได้ท้องถิ่น กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายเกี่ยวกับ
ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และกฎหมายอื่นตามหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไป
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ภายในสองปีนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖
ในการนี้ จะจัดทำเป็นประมวลกฎหมายท้องถิ่นก็ได้
ในกรณีที่ปรากฏว่ากฎหมายใดที่ตราขึ้นก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มีเนื้อหาสาระ
เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ให้ถือเป็นการยกเว้นที่จะไม่ต้องดำเนินการตามมาตรานี้อีก
หน้า ๑๒๕
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
มาตรา ๓๐๔ ให้ดำเนินการจัดทำประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ ให้แล้วเสร็จภายใน
หนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๓๐๕ ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติดังต่อไปนี้มาใช้บังคับกับกรณีต่าง ๆ
ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๔๗ วรรคสอง มาใช้บังคับจนกว่าจะมีการตรากฎหมายตาม
มาตรา ๔๗ จัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการ
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยอย่างน้อยกฎหมายดังกล่าวต้องมีสาระสำคัญให้มี
คณะกรรมการเฉพาะด้าน เป็นหน่วยย่อยภายในองค์กรนั้น แยกต่างหากจากกัน ทำหน้าที่กำกับ
การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม และมี
รายละเอียดว่าด้วยการกำกับและคุ้มครองการดำเนินกิจการ การจัดให้มีกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสาร
และส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ แต่ทั้งนี้ต้องไม่
กระทบกระเทือนถึงการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้กระทำขึ้น
ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้นจะสิ้นผล
(๒) ภายใต้บังคับมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ (๑๐) เฉพาะในส่วน
ที่เกี่ยวกับการเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาใช้บังคับกับ
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้
(๓) มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๔๑ มาใช้บังคับกับการตราพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๕
(๔) มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง มาตรา ๑๖๘ วรรคเก้า
มาตรา ๑๖๙ เฉพาะกรณีการกำหนดแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อน
และมาตรา ๑๗๐ มาใช้บังคับภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
(๕) การใดที่เกี่ยวกับการจัดทำหรือดำเนินการตามหนังสือสัญญาที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้เป็นอันใช้ได้ และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม
มาใช้บังคับ แต่ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม มาใช้บังคับกับการดำเนินการที่ยังคงค้างอยู่
และต้องดำเนินการต่อไป
หน้า ๑๒๖
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
(๖) มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ (๒) มาใช้บังคับกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
(๗) มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๕๕ วรรคห้า และมาตรา ๒๘๘ วรรคสาม มาใช้บังคับ
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๓๐๖ ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า
ผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณ ๒๕๕๐ สามารถปฏิบัติหน้าที่
ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๙ ได้ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ
การกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอาวุโส
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้ตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์
ให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมดำรงตำแหน่งได้จนถึงอายุครบเจ็ดสิบปี และผู้พิพากษาศาลยุติธรรม
ซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณใดซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบปี
และผ่านการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถขอไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส
ในศาลซึ่งไม่สูงกว่าขณะดำรงตำแหน่งได้
กฎหมายที่จะตราขึ้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง จะต้องมีบทบัญญัติให้ผู้ที่จะมีอายุครบ
หกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณใดในระยะสิบปีแรกนับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ
ทยอยพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่เป็นลำดับในแต่ละปีต่อเนื่องกันไปและสามารถขอไปดำรงตำแหน่ง
ผู้พิพากษาอาวุโสต่อไปได้
ให้นำบทบัญญัติในวรรคสอง และวรรคสาม ไปใช้กับพนักงานอัยการด้วย โดยอนุโลม
มาตรา ๓๐๗ ให้กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวัน
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมต่อไป เว้นแต่
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่อายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณ ๒๕๕๐ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ในชั้นศาลใดที่ย้ายไปจากชั้นศาลนั้น ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๓๐๘ ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีการดำเนินการที่เป็นอิสระภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศใช้
รัฐธรรมนูญนี้ โดยให้คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะการจัดทำกฎหมาย
ที่จำเป็นต้องตราขึ้นเพื่ออนุวัติการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และให้คณะกรรมการดังกล่าวจัดทำ
หน้า ๑๒๗
เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐
กฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ตามมาตรา ๘๑ (๓) ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่
วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ โดยในกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติกำหนดให้มีหน้าที่
สนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นการตัดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ต้อง
จัดทำกฎหมายในความรับผิดชอบ
มาตรา ๓๐๙ บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำ
ที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและ
การกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
มีชัย ฤชุพันธุ์
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #32 เมื่อ: 10-09-2007, 03:47 »



ผลสรุปประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550  http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/map/
 
 ผู้มีสิทธิ 45,092,955
   
 ผู้มาใช้สิทธิ 25,978,954
 ร้อยละ
 57.61
   
     
  เห็นชอบ 14,727,306  ร้อยละ
 56.69

   
 ไม่เห็นชอบ 10,747,441  ร้อยละ
 41.37
   
 บัตรเสีย 504,207  ร้อยละ
 1.94
 
บันทึกการเข้า

ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #33 เมื่อ: 10-09-2007, 04:29 »

เลือกปชป.ครับ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้แล้ว

แต่ถ้าในพื้นที่ไม่มีสส.ปชป. ก็คงจะเลือกพรรคอื่นๆที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับพปช.

ที่ไม่เอาแน่นอนคือพรรคพปช.และพรรคที่สส.ทรท.เก่าเข้าไปอยู่มากๆอย่างกลุ่มมัชฌิมา
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 10-09-2007, 11:23 »


นักการเมืองคนใด หากชนะการเลือกตั้งด้วยการ จ่ายเงินสดให้หัวคะแนนอย่างต่อเนื่อง..

ก็คงต้องมีปัญหาไปอีกนานครับ เพราะคดีจะถูกส่งให้กกต.กลางพิจารณา และอาจจะถูกฟ้องร้องถึงขั้นยุบพรรคได้อีก

การตรวจสอบการเบิกเงินสดจำนวนมาก หรือการถือเงินสดจำนวนมากในช่วงก่อนการเลือกตั้งสักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ของกกต.จังหวัดและตำรวจทหาร

จะเป็นจุดสำคัญที่ กกต.สามารถขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายได้ สถาบันการเงินต่างๆที่พบความผิดปกติในกระแสเงิน โดยเฉพาะหัวคะแนนที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง..

ซึ่งชาวบ้านควรพิจารณานักการเมืองที่หวังเข้ามารับใช้ นักการเมืองประเภทนี้จะไม่แจกเงินชาวบ้าน แต่จะมุ่งพัฒนาสาธารณูปโภคให้แก่ทุกครัวเรือนครับ

ตั้งแต่แหล่งน้ำ ถนนหนทาง ไฟฟ้า การศึกษา สุขอนามัย การรักษาสิทธิตามรัฐธรรมนูญของชาวบ้าน เปิดโปงการทุจริตงบประมาณแผ่นดินของนักการเมืองและหัวคะแนนในท้องถิ่น


ท้องถิ่นใด ไม่มีการเบียดบังทุจริตต่างๆมากนัก ท้องถิ่นนั้น ชาวบ้านย่อมจะมีความเป็นอยู่ที่ดี มีสาธารณูปโภคที่ดี และสส.ตลอดจนสมัครพรรคพวกต้องเกรงใจชาวบ้าน ไม่ใช่หัวคะแนน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-09-2007, 11:35 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #35 เมื่อ: 10-09-2007, 11:51 »



ในระดับจังหวัดกลุ่มพ่อค้าและคหบดีที่ซื่อสัตย์ควรรวมตัวกันตั้งกองทุนเพื่อสาธารณกุศล

นำเงินที่อาจจะสูญเปล่าไปกับการถือหางแข่งขันในการเลือกตั้ง มาเป็นเงินกองกลางเพื่อ

ทำนุบำรุง หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่ต้องการการช่วยเหลือทางด้านการเงินฉุกเฉินจะดีกว่า

ไม่จำเป็นต้องรอจากงบสส.อย่างในอดีต  เงินจะได้ถูกใช้เพื่อผู้เดือดร้อนแท้จริงอย่างเหมาะสม
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #36 เมื่อ: 10-09-2007, 12:01 »



โครงการระดับท้องถิ่นที่ผมขอนำเสนอแนวคิดคือ

โครงการธนาคารประชาชนครับ เพื่อพัฒนาชุมชนนั่นเอง

แล้วก็โครงการอุดหนุนครบวงจร ทั้งเงิน และการลงแขกสร้างบ้าน ขุดบ่อน้ำ การเก็บเกี่ยวผลิตผล การบรรเทาสาธารณภัย

การดูแลสภาพแวดล้อมสุขอนามัยข้อมูลข่าวสารของชุมชนครับ..หรือเอาฝรั่งเขยท้องถิ่นมาสอนภาษาเด็กและคนในท้องถิ่นก็ดีเหมือนกัน
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 10-09-2007, 14:51 »


Links website สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดต่างๆ    http://www.ect.go.th/thai/service/links.html

   Homepage
   สำนักงานกกต.ประจำจังหวัด

กรุณาเลือกจังหวัด
 ค้นหา จังหวัด ก ) กรุงเทพมหานคร ก ) กระบี่ ก ) กาญจนบุรี ก ) กาฬสินธุ์ ก ) กำแพงเพชร ข ) ขอนแก่น จ ) จันทบุรี ฉ ) ฉะเชิงเทรา ช ) ชลบุรี ช ) ชัยนาท (X) ช ) ชัยภูมิ ช ) ชุมพร ช ) เชียงราย ช ) เชียงใหม่ ต ) ตราด ต ) ตรัง ต ) ตาก น ) นครนายก น ) นครปฐม น ) นครพนม น ) นครราชสีมา น ) นครศรีธรรมราช น ) นครสวรรค์ น ) นนทบุรี ** น ) นราธิวาส น ) น่าน บ ) บุรีรัมย์ (X) ป ) ปทุมธานี ป ) ประจวบคีรีขันธ์ ป ) ปราจีนบุรี ป ) ปัตตานี พ ) พระนครศรีอยุธยา พ ) พะเยา พ ) พังงา พ ) พัทลุง พ ) พิจิตร พ ) พิษณุโลก พ ) เพชรบุรี พ ) เพชรบูรณ์ พ ) แพร่ ภ ) ภูเก็ต ม ) มหาสารคาม ม ) มุกดาหาร ม ) แม่ฮ่องสอน ย ) ยโสธร ย ) ยะลา ร ) ร้อยเอ็ด ร ) ระนอง ร ) ระยอง ร ) ราชบุรี ล ) ลพบุรี ล ) ลำปาง ล ) ลำพูน ล ) เลย ศ ) ศรีสะเกษ ส ) สกลนคร ส ) สงขลา ส ) สตูล ส ) สมุทรปราการ ส ) สมุทรสงคราม ส ) สมุทรสาคร ส ) สระแก้ว ส ) สระบุรี ส ) สิงห์บุรี ส ) สุโขทัย ส ) สุพรรณบุรี ส ) สุราษฎร์ธานี ส ) สุรินทร์ ห ) หนองคาย ห ) หนองบัวลำภู อ ) อ่างทอง อ ) อำนาจเจริญ อ ) อุดรธานี อ ) อุตรดิตถ์ อ ) อุทัยธานี อ ) อุบลราชธานี 

 
 

 

    ::: Links website สำนักงาน หน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
    - สำนักรณรงค์และเผยแแพร่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

 

    ::: Link website สื่อมวลชน
   
    หนังสือพิมพ์
    กรุงเทพธุรกิจ | ข่าวสด | เครือมติชน | ฐานเศรษฐกิจ | ไทยรัฐ | เดลินิวส์ | ไทยโพสต์ | แนวหน้า |     ประชาชาติธุรกิจ |ผู้จัดการ | สำนักข่าวไทย | สยามรัฐ | GNN | INN | Bangkok Post |
    The Nation |  บ้านเมือง | กระแสหุ้น | โพสต์ทูเดย์ | คมชัดลึก

    โทรทัศน์
    TV3 | TV5 | TV7 | TV9 | TV11 | ITV | UBC | TGN

    วิทยุ
    93Cool FM | 100.5 MCOT | A-time | Click Radio | BBC ไทยออนไลน์ | ShockFM |
    Voice of America | วิทยุออนไลน์ | 88.5 F.M. MAX | 106 LIFE F.M | ดนตรีสีสัน!!
    ไทยอัลบั้ม | Radiothai



ผมไปเยี่ยมกระดานสนทนา หรือเว็บบอร์ดของกกต.จังหวัด เกือบทั้งหมดใช้การไม่ได้

ขอให้เจ้าหน้าที่กกต. ทั่วประเทศ ดำเนินการแก้ไขให้ความสนใจการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมในวงกว้างด้วยครับ

ท่านผู้มีอำนาจโปรดสั่งการ ขออนุญาตเรียนแจ้งข้อขัดข้องที่นี่นะครับ เพราะเป็นทุกแห่งที่ทดลองสุ่มเข้าไปครับ


ฝากนักข่าวและทุกท่านที่พอจะประชาสัมพันธ์กันต่อไปได้ครับ
บันทึกการเข้า

Kizz
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24


« ตอบ #38 เมื่อ: 10-09-2007, 15:11 »

พูดตรงๆว่ายังไม่ได้ตัดสินใจเลยละครับ ขอดูท่าทีไปก่อน

แต่ที่แน่ๆผมไม่เอาพลังประชาชนแน่นอน

เพราะเห็นนโยบายที่เขาประกาศออกมาแล้วมัน.... ขอโทษที่ต้องเว้นไว้ให้จินตนาการเอาเอง หุหุ
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #39 เมื่อ: 10-09-2007, 22:57 »

พูดตรงๆว่ายังไม่ได้ตัดสินใจเลยละครับ ขอดูท่าทีไปก่อน

แต่ที่แน่ๆผมไม่เอาพลังประชาชนแน่นอน

เพราะเห็นนโยบายที่เขาประกาศออกมาแล้วมัน.... ขอโทษที่ต้องเว้นไว้ให้จินตนาการเอาเอง หุหุ

หากชาวบ้านกุมสภาพการนำได้โดยร่วมมือกับหัวคะแนน อำนาจต่อรองเพื่อท้องถิ่นตนเองจะอยู่ในมือของประชาชนคนยากจน

นักการเมืองไม่ว่าภาคไหนๆก็ต้องทำงานให้เข้าตากรรมการ  อย่าให้หนึ่งเสียงเลือกตั้งเป็นของตายสำหรับสส..เขตครับ


โดยเฉพาะพรรคเฉพาะกิจที่ทำงานอะไรไม่ได้ สส.พวกนั้นไม่เคยมีปากมีเสียงในสภากับเรื่องระดับครม.หรือรัฐบาล เพราะพูดตรงๆนะครับ

ความรู้ไม่พอ แล้วก็กลัวนายทุนการเมืองหงอเลย มีแต่เล่นจำอวดกลางท้องสนามหลวงทั้งนั้น อุดมการณ์ไม่ต้องพูดถึง

หลอกชาวบ้านเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ปิดโอกาสลืมตาอ้าปากของชาวบ้าน ถลุงเงินประเทศ  ทักษิโณมิคคือภาพลวงตาระดับโลก..

ชาวบ้านยากจน ไม่มีใครฐานะดีขึ้นเพราะทักษิโณมิค  ช่วงเวลาฟู่ฟ่าใช้จ่ายเงินเพียงช่วงสั้นๆและจะไม่ย้อนกลับมาอีก

หากจะหาสาเหตุก็เพราะหัวคะแนนเชื่อสส. ถูกสส.หลอกมาอีกต่อ สส.ก็ถูกหลอกถูกลอยแพอย่างที่เห็น โดยเฉพาะสส.อีสาน สส.ในถิ่นที่ได้เป็นรัฐบาล แต่ประชาชนไม่มีปากมีเสียงรอแต่เงินแจกครับ สส.กลัวหัวคะแนนฉลาด กลัวชาวบ้านฉลาด แล้วตัวสส.เองจะเอาตัวไม่รอด เพราะไม่มีใครต้องการเงินแจกเฉพาะตอนเลือกตั้งอีก...ชาวบ้านเพียงต้องการให้มีคนดูแลเอาใจใส่และไม่มีใครสามารถข่มเหงเขาเพราะความไม่รู้ หรือเพราะความที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ ไม่มีเส้นมีสาย ผู้ที่รับกรรมหนักว่าเดิมคือชาวบ้าน หากยังหลวมตัวเลือกสส.หน้าเก่าที่ไม่เคยแสดงฝีมือทำงานอะไรระดับชาติระดับรัฐบาลเลย..
บันทึกการเข้า

อธิฏฐาน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,912


รักษาประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน


« ตอบ #40 เมื่อ: 10-09-2007, 23:26 »


โครงการระดับท้องถิ่นที่ผมขอนำเสนอแนวคิดคือ

โครงการธนาคารประชาชนครับ เพื่อพัฒนาชุมชนนั่นเอง

แล้วก็โครงการอุดหนุนครบวงจร ทั้งเงิน และการลงแขกสร้างบ้าน ขุดบ่อน้ำ การเก็บเกี่ยวผลิตผล การบรรเทาสาธารณภัย

การดูแลสภาพแวดล้อมสุขอนามัยข้อมูลข่าวสารของชุมชนครับ..หรือเอาฝรั่งเขยท้องถิ่นมาสอนภาษาเด็กและคนในท้องถิ่นก็ดีเหมือนกัน


โครงการที่คุณคิวว่าหลายหมู่บ้านทางใต้ มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม มีการออมเงินในรูปสัจจะ บางหมู่บ้านเงินออมเป็นล้านบาทเลย ตอนเปิดเทอมผู้ปกครองซึ่งเป็นสมาชิกสามารถกู้เงินได้ โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย

บางโรงเรียนให้นักเรียนช่วยกันออมทรัพย์ ผู้ปกครองยังสมทบไปออมด้วย จนทางโรงเรียนบอกว่ารับไม่ไหวแล้ว เงินกองทุนหมู่บ้านยังอยู่ครบ แถมยังต่อยอดได้อีก
บันทึกการเข้า

หยุด...สัมปทานอุทยานแห่งชาติ
http://www.oknation.net/blog/sandstone
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #41 เมื่อ: 11-09-2007, 16:12 »

โครงการที่คุณคิวว่าหลายหมู่บ้านทางใต้ มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม มีการออมเงินในรูปสัจจะ บางหมู่บ้านเงินออมเป็นล้านบาทเลย ตอนเปิดเทอมผู้ปกครองซึ่งเป็นสมาชิกสามารถกู้เงินได้ โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย

บางโรงเรียนให้นักเรียนช่วยกันออมทรัพย์ ผู้ปกครองยังสมทบไปออมด้วย จนทางโรงเรียนบอกว่ารับไม่ไหวแล้ว เงินกองทุนหมู่บ้านยังอยู่ครบ แถมยังต่อยอดได้อีก

ยินดีด้วยครับ เป็นก้าวสำคัญของแต่ละหมู่บ้าน อย่างเรื่องเงินประกันการศึกษา ผมว่าน่าจะทำในรูปแบบเงินหรือสิทธิ์จูงใจ

แต่ละหมู่บ้านก็เป็นนายประกันของคนในชุมชนตนเอง ดดยไม่ต้องฟิกซ์ยอดเต็มจำนวน นอกนั้นก็ให้รางวัลกับคนที่ตั้งใจเรียนประพฤติดี และรักษาสัญญาการศึกษา

ซึ่งอย่างน้อยควรเน้นเรื่องการับใช้ชุมชน คือเอาชุมชนเป็นศูนย์กลาง มากกว่าสถาบันการศึกษา สถาบันการศึกษาต่างๆต้องเคลื่อนตัวเข้าหาหรือเข้าใกล้ชุมชนมากขึ้นครับ

ครูก็ควรให้ความสำคัญเลือกจากคนในท้องถิ่นมาก่อน
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #42 เมื่อ: 16-09-2007, 18:32 »

ปชป.ขายฝัน 5 โปรเจกต์ยักษ์ หากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 
 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000109358
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2550 16:50 น.
 
 
   
กรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ 
 
 
       พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายเศรษฐกิจกระตุ้น 5 โครงการยักษ์ ในปีงบประมาณ 51 หากได้เป็นแกนนำรัฐบาล ด้านทีมโฆษกฯ เรียกร้องรัฐยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อให้เปิดบรรยากาศการแข่งขันอย่างจริงจัง พร้อมจี้ กมธ.วิฯ กำหนดวิธีคุ้มครองพยาน ในความผิดซื้อสิทธิขายเสียง
       
       วันนี้ (16 ก.ย.) นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่าจะมุ่งเน้น 3 ด้าน คือ การกอบกู้ความเชื่อมั่น, การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาล และการพัฒนาศักยภาพเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยพรรคพร้อมที่จะดำเนินโครงการสร้างความเจริญและกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 โครงการ คือ โครงการรถไฟรางคู่, โครงการถนนเชื่อมภาคตะวันออก-ภาคตะวันตก และภาคเหนือ-ภาคใต้, โครงการเพิ่มระบบชลประทานในพื้นที่เกษตรกรรม และโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 5 เส้นทาง ทั้งนี้ จากการศึกษาของพรรค เชื่อว่า หากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะสามารถเริ่มดำเนินการโครงการทั้งหมดภายในปีงบประมาณ 2551 โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ ซึ่งทั้ง 5 โครงการจะใช้วงเงินงบประมาณไม่เกิน 800,000 ล้านบาท ทั้งนี้ พรรคเห็นว่าหากมีการเพิ่มสัดส่วนของหนี้สาธารณะจากปัจจุบันที่ร้อยละ 38 เป็นร้อยละ 45-55 จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะมีวงเงินกู้เพื่อนำมาพัฒนาประเทศได้ถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะดำเนินโครงการดังกล่าว
       
       ด้าน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก โดยอาจคงไว้ในบางพื้นที่ที่มีความจำเป็นจริงๆ เพราะปัจจุบันมีความชัดเจนเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง และการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ดังนั้น เพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งไปสู่การแข่งขันทางการเมือง จึงควรยกเลิกกฎอัยการศึก ส่วนความเห็นเกี่ยวกับการรวมกลุ่มการเมืองในขณะนี้นั้น พรรคมองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง โดยภาพรวมของการรวมตัวยังไม่นิ่ง เพราะกลุ่มการเมืองต่างมีนโยบายทุนสนับสนุน และเงื่อนไขของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ต้องหารือเพื่อให้ลงตัว ทั้งนี้ เชื่อว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งจะมีความชัดเจนมากขึ้น และนำไปสู่ความชัดเจนในการแข่งขันทางการเมือง
       
       โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังเปิดเผยถึงแคมเปญรณรงค์ของพรรคที่จะออกเป็นโฆษณาทางโทรทัศน์ในตอน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อภาคใต้สงบสุข” โดยแคมเปญดังกล่าวจะมีเนื้อหาถึงนโยบาย การสร้างความเท่าเทียม และการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการกินดีอยู่ดีของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
       
       นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรียกร้องให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันที่แก้ไขปัญหาของประชาชน แทนการมุ่งเน้นเฉพาะจำนวน ส.ส.และมุ่งป้องกันธนกิจการเมืองเข้าครอบงำ นอกจากนี้ ควรจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.เพื่อแก้ไขปัญหาธนกิจการเมือง โดยควรทำร่างกฎหมายให้มีกลไกป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงได้อย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับแนวคิดให้สินบนกับผู้เป็นพยานในการซื้อสิทธิขายเสียง แต่พรรคมีความเป็นห่วงผู้มาเป็นพยาน จึงขอเรียกร้องให้มีการคุ้มกันพยานโดยใช้กฎหมายที่จะปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพยาน ให้ครอบคลุมคดีเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงด้วย

 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #43 เมื่อ: 16-09-2007, 18:33 »


แนะรัฐระดมทุนผ่านตราสารหนี้ทำรถไฟฟ้า-เลิกตามง้อขอกู้แบงก์   http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9500000109289
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2550 14:28 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 

 
 
 
  ผจก.ตลาดตราสารหนี้ แนะรัฐบาลระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ เพื่อใช้ก่อสร้างรถไฟฟ้า แทนการตามง้อกู้เงินแบงก์-ลดผลการพึ่งพาสถาบันการเงิน เผยสภาพคล่องในประเทศยังมีสูงเพียงพอ
       
       วันนี้(16 ก.ย.) นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวบรรยายในหัวข้อ “โครงสร้างตลาดเงิน ตลาดทุนในประเทศไทย” โดยระบุว่า รัฐบาลควรพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีโครงสร้างที่เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ตราสารหนี้เป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญ เพราะขณะนี้ ตราสารหนี้ภาคเอกชนมีอยู่ประมาณ 8.5 แสนล้านบาท เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 2.5 แสนล้านบาท ระยะยาว 6 แสนล้านบาท ถึงแม้จะเพิ่มจากช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่มีอยู่กว่าหมื่นล้านบาท แต่มองว่ายังเป็นสัดส่วนน้อย เพราะควรเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้เอกชนจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 20 ของจีดีพี
       
       ทั้งนี้ เพื่อลดการเพิ่งพาเงินทุนจากสถาบันการเงินมากเกินไป เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากเงินฝากของธนาคารอยู่ในระดับต่ำ เพื่อเพิ่มช่องทางผลตอบแทนให้กับผู้ฝากเงิน
       
       สำหรับแนวทางที่กระทรวงการคลังต้องการหันมากู้เงินในประเทศเพื่อระดมทุนสร้างรถไฟฟ้า นับว่าเป็นช่วงที่เหมาะสม เพราะสภาพคล่องในระบบยังรองรับได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนัก แต่รัฐบาลจะต้องค้ำประกันผลตอบแทนในการคืนชำระหนี้สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟฟ้า เพราะมีตัวอย่างให้เห็นคือ รายได้จากรถไฟฟ้าบีทีเอสก็ยังมีผลต่อแนวโน้มการชำระคืนหนี้
       
       นอกจากนี้ ยอมรับว่าการแก้ไข พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธาณะ อาจเสนอต่อสภานิติบัญญัติไม่ทันในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะกระทรวงการคลังต้องการเสนอกฎหมายทางการเงินเพียง 4 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.เงินตรา พ.ร.บ. ธปท. พ.ร.บ.สถาบันการเงิน เนื่องจากการแก้ไขกฎหมายการบริหารหนี้สาธาณะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายด้านจากกฤษฎีกา
       
       ดังนั้น คงต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่จะหยิบนำมาพิจารณา เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวจะทำให้กระทรวงการคลังสามารถออกพันธบัตรได้ แม้ไม่ได้ทำงบประมาณแบบขาดดุล ก็จะออกพันธบัตรเพื่อดูแลตลาดตราสารหนี้ให้มีอัตราดอกเบี้ยระยะยาวเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงได้ เนื่องจากการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ และการดูแลตลาด กระทรวงการคลังมีหน้าที่หลัก 3 ด้าน คือ 1. การออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยขาดดุลการคลัง 2. การออกพันธบัตรรุ่นใหม่ เพื่อทดแทนรุ่นต่าง ๆ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน และ 3. การออกพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง และดูแลตลาดพันธบัตรระยะยาว แต่ประเทศไทยไม่ได้มีการออกพันธบัตรระยะยาวบ่อยครั้งนัก
       
       ดังนั้น หากจะกลับมาออกพันธบัตรระดมทุนแต่ละครั้ง ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเบี่ยงเบนไป จนกระทบต่อต้นทุนการระดมทุนได้ นอกจากนี้ยังมองว่า หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ก็คงต้องจัดอันดับความสำคัญแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ จนลืมพัฒนาตลาดสารหนี้ ซึ่งที่จริงแล้วเป็นแหล่งระดมทุนที่มีความสำคัญมากที่สุดอีกด้านหนึ่ง เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 05-10-2007, 17:15 »



พรรคประชาธิปัตย์ ควรเลิกโจมตีพรรคอื่น ทำตัวเป็นพวกมักฟ้อง มักโวยวายแก้ตัว ขายหลักการ ถลกแขนเสื้อทำงานครับ

หันมาแสวงหาความร่วมมือจากนักธุรกิจทั่วประเทศจะดีกว่า เสนอนโยบายสาธารณที่หนักแน่น มีกำหนดการ

นอกนั้นก็ต้องส่งคนเข้าพื้นที่อีสาน และภาคเหนือได้แล้ว ไม่ใช่เข้าไปเฉพาะเวลาที่จะโจมตีระบอบแม้ว..
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 12-10-2007, 13:37 »


ด้านนโยบายต่างๆ ของพรรคการเมืองขอให้เผยแพร่อย่างเป็นทางการ

อย่าออกมาพูดคนละที่สองที นะครับ ดูแล้วอภิสิทธิ์ควรปรึกษาในพรรคเรื่องนโยบายการทำงาน อย่าไปเน้นสร้างภาพขายฝัน

แบบเซลล์แมนฝันเฟื่อง เน้นลงไปคลุกคลีรับฟังปัญหากับชาวบ้านอีสานและเหนือกันต่อไปดีแล้วครับ

เวลายิ้มก็ให้ยิ้มกว้างๆ ไว้  รักษาคำพูดด้วย ทำใจกว้าง ซื้อโอเลี้ยงเลี้ยงชาวบ้านบ้าง คงไม่ใช่การซื้อเสียงอะไร..



ส่วนทางกทม.ขอให้กวาดสส.ได้หมดทุกเขตครับ..
บันทึกการเข้า

AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #46 เมื่อ: 12-10-2007, 18:21 »

ไม่ไปเลือกตั้งครับ เปลืองค่าน้ำมัน เปลืองเวลา รู้กันอยู่ว่าอนาคตหลังจากนั้นเป็นยังไง

ก็เหมือนที่ไอ้เหลี่ยมมันให้ไปเลือกตั้ง รู้กันอยู่ว่าอะไรคืออะไร แล้วจะออกไปทำไม ออกไปกา NO VOTE ยังเสียดายค่าน้ำมันเลย
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #47 เมื่อ: 14-10-2007, 01:03 »



รถไฟรางคู่ และอี-ก็อฟเวอร์เมนต์ ลงให้ถึงทุกจังหวัดดูสิครับ.

ดูซิจะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองไทยไปได้อีกมากแค่ไหน..

ควรมีกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมเอสเอ็มอี เช่นเดียวกับการดูแลเกษตรกร หากทำได้


นักการเมืองทุกพรรคก็ต้องปรับตัวครับ
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« ตอบ #48 เมื่อ: 14-10-2007, 01:31 »

ระบอบประชาธิปไตยของสวีเดน ไม่ได้ห้าม
ให้คนประกาศว่าจะเลือกพรรคการเมืองพรรคไหน
  แต่โดยมารยาทแล้วเขาจะไม่บอกใคร และจะไม่ถามใครด้วยว่า
  "คุณเลือกพรรคไหน"
  ไม่มีการบอกว่า
  "เอาไปเลย10เสียงที่บ้านผมเลือกพรรค....."เป็นต้น

การเลือกตั้งก็ไม่ต้องติดใบปลิวกันเกลื่อนเมือง เพราะเขามีการเลือกตั้ง
แบบระบอบพรรค
  มีการเชิญหัวหน้าพรรคทุกพรรคไปแถลงนโยบายทางโทรทัศน์ มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมือง
ป้อนคำถามให้หัวหน้าพรรคการเมืองตอบทีละพรรคๆ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเอาเองว่าผู้นำพรรคไหน
มีกึ๋นส์มากกึ๋นส์น้อยแค่ไหน(ใครไม่มีกึ๋นส์พอ รับรองตายคาเขียง)
  การเลือกตั้งมีคนไปลงคะแนนเสียงเกิน90เปอร์เซนต์ทุกครั้ง คนที่อยู่ ตปท..ได้เลือกตั้งก่อนคนใน
ประเทศ 14วัน
  พรรคการเมืองแบ่งเป็น2ขั้วชัดเจน สังคมนิยม กับ ทุนนิยม
ใครได้เสียงข้างมากก็ได้เป็นผู้ฟอร์มรัฐบาลขึ้นมา
  การเลือกตั้งมีพร้อมกันหมด เลือก สส... สข...สท ในคราวเดียวกัน หากมีใครลาออก หรือเสียชีวิต
ก็ไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม ให้นักการเมืองที่มีรายชื่อถัดไปในพรรคเดียวกันขึ้นมาแทนได้เลย

ผมเห็นการเลือกตั้งในบ้านเมืองของเขาแล้ว ไม่เห็นวุ่นวายอย่างบ้านเรา
ก็เลย...เล่าสู่กันฟัง.....เอิ้กกกกกก
บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #49 เมื่อ: 14-10-2007, 01:48 »

ระบอบประชาธิปไตยของสวีเดน ไม่ได้ห้าม
ให้คนประกาศว่าจะเลือกพรรคการเมืองพรรคไหน
  แต่โดยมารยาทแล้วเขาจะไม่บอกใคร และจะไม่ถามใครด้วยว่า
  "คุณเลือกพรรคไหน"
  ไม่มีการบอกว่า
  "เอาไปเลย10เสียงที่บ้านผมเลือกพรรค....."เป็นต้น

การเลือกตั้งก็ไม่ต้องติดใบปลิวกันเกลื่อนเมือง เพราะเขามีการเลือกตั้ง
แบบระบอบพรรค
  มีการเชิญหัวหน้าพรรคทุกพรรคไปแถลงนโยบายทางโทรทัศน์ มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมือง
ป้อนคำถามให้หัวหน้าพรรคการเมืองตอบทีละพรรคๆ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเอาเองว่าผู้นำพรรคไหน
มีกึ๋นส์มากกึ๋นส์น้อยแค่ไหน(ใครไม่มีกึ๋นส์พอ รับรองตายคาเขียง)
  การเลือกตั้งมีคนไปลงคะแนนเสียงเกิน90เปอร์เซนต์ทุกครั้ง คนที่อยู่ ตปท..ได้เลือกตั้งก่อนคนใน
ประเทศ 14วัน
  พรรคการเมืองแบ่งเป็น2ขั้วชัดเจน สังคมนิยม กับ ทุนนิยม
ใครได้เสียงข้างมากก็ได้เป็นผู้ฟอร์มรัฐบาลขึ้นมา
  การเลือกตั้งมีพร้อมกันหมด เลือก สส... สข...สท ในคราวเดียวกัน หากมีใครลาออก หรือเสียชีวิต
ก็ไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม ให้นักการเมืองที่มีรายชื่อถัดไปในพรรคเดียวกันขึ้นมาแทนได้เลย

ผมเห็นการเลือกตั้งในบ้านเมืองของเขาแล้ว ไม่เห็นวุ่นวายอย่างบ้านเรา
ก็เลย...เล่าสู่กันฟัง.....เอิ้กกกกกก


เลือกระบบพรรค มั่นคงกว่าระบบตัวบุคคล แต่สภาพช่องว่างในด้านต่างๆของเราต้องน้อยกว่านี้

ขณะที่ระบบตรวจสอบของเราทั้วระบบ กระบวนการยุติธรรมต้องเดินได้สมดุลย์ทั้งระบบ

การเมืองไทยเราขัดขาทำลายเกมส์กันมากจนเกินไป ที่แปลกคือเชิดชูคนแบบไม่ลืมหูลืมตา

ไม่ก็เหยียบย่ำคนดีไม่มีอำนาจด้วยมาตรฐานที่หลากหลายอารมณ์ครับ

การเมืองไทยเราเดินด้วยอารมณ์แลทัศนคติที่บิดเบี้ยวมากเกินไป จนหลายคนเลอะจับต้นชนปลายไม่ถูก..


สรุป แนวโน้มหลายพรรคเป็นเพียงช่วงสั้น ระบอบแม้วทำเสียแต่แรก ไม่อย่างนั้นป่านนี้การเมืองไทยจะเดินมาถึงสองขั้วแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2007, 01:53 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: