ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
14-08-2020, 11:49
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  พจมาน ชินวัตร : "นายผู้หญิง" บ้านจันทร์ส่องหล้า..... 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
พจมาน ชินวัตร : "นายผู้หญิง" บ้านจันทร์ส่องหล้า.....  (อ่าน 1389 ครั้ง)
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« เมื่อ: 25-08-2007, 14:39 »

ถนนสาย 'จันทร์ส่องหล้า' และ 'มาลากันยัง' สองนางพญาผู้บอดใบ้
 
24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 10:00:00
 
ประชาชนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในประเทศไทย ได้แสดงเสียงโนโหวตต่อรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพิ่งผ่านพ้น หมายถึงการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นความหวังของคนไทยที่จะนำไปสู่การมีผู้นำที่ดีกว่าที่ผ่านมา จุดประกาย ขอเสนอเรื่องราวของผู้นำบางคนในเอเชียที่เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนไทยในยามนี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

คนหลายคนยอมรับว่า เมื่อวัยบั้นปลายมาถึง การได้รำลึกถึงความหลังเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต คนที่มีชีวิตแบบราบเรียบอาจไม่มีอะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์มาก นอกจากทำใจเตรียมใจให้พร้อมกับวันที่ต้องจากโลกนี้ไป แต่ยังมีคนบางคนที่มีอดีตไม่ธรรมดา อาจต้องเผชิญกับความขมขื่นเจ็บปวด เมื่อหวนคิดถึงความหลัง อันรุ่งเรือง งดงาม ในขณะที่ชีวิตช่วงปลายอาจอยู่ในสภาพตรงกันข้าม

หลายคนกำลังประเมินว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึง อาจเปลี่ยนโฉมประเทศอีกครั้งได้หรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับการกลับมามีอำนาจอีกครั้งของอดีตผู้นำ ที่กำลังทำทุกอย่างเพื่อฟื้นคืนอำนาจในฐานะผู้นำประเทศให้ได้ แม้ในทางสาธารณะจะเห็นภาพการหยุดดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ด้วยการหันไปดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในระดับนานาชาติคือการซื้อทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีอย่างทุ่มเท

แต่ในทางลับ คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้เท่าทันว่าอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อ ‘ฟอกตัวเอง’ และ ‘กลับชาติมาเกิดใหม่’ อย่างสุดชีวิตเช่นกัน

บนเส้นทางของถนนสองสาย

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ปี สังคมไทยถูกระบอบทักษิณเข้ามาครอบงำประเทศ ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่งความเสื่อมสลายของหลายสถาบันในเวลาต่อมา ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่า การที่เรามีผู้นำเก่งล้ำเลิศ แต่เอาแต่ประโยชน์ตนและพวกพ้องไม่กี่ตระกูล ทำให้ประเทศชาติส่วนรวมเสียหายร้ายแรงอย่างไร

ระบบการผูกขาดอำนาจในสังคมไทย จึงไม่ใช่ทางเลือกที่คนไทยต้องการอีกต่อไปไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดอำนาจโดยฝ่ายไหน ซ้าย ขวา อนุรักษ์ หรือทันสมัย ดังนั้นสถานการณ์การเมืองไทย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในเวลาเร่งรีบกันอีกหนในปลายปี 2007 มีหลายเรื่องที่ทำให้คนไทยต้องขบคิดกับอนาคตของประเทศของระบอบประชาธิปไตย


นักวิชาการไทยบางคนกล่าวว่า ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนฟิลิปปินส์มีกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยและอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับไทยมาก หากแต่ฟิลิปปินส์ มีภูมิหลังแตกต่างจากไทยตรงที่เคยตกเป็นอาณานิคมของสเปนไม่น้อยกว่าสามศตวรรษ และต่อมาตกเป็นของอเมริกาอีกราวสี่ทศวรรษ ความเป็นมรดกตกทอดจากประเทศในโลกตะวันตกมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ชาวฟิลิปปินส์โหยหาประชาธิปไตย โดยเฉพาะการชุมนุมประท้วง การเดินขบวน เรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน

ฉากการเมืองแบบนี้ อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศอื่นๆ ที่มีผู้คนอยู่ในสภาพสังคม 'กึ่งหลับกึ่งตื่น' กับระบอบประชาธิปไตย บางส่วนที่ตื่นรู้ ก็อยากเดินไปรุดหน้า อาจเป็นพวกรู้เท่าทันผู้นำ และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังหลับหรือสะลึมสะลือ ตกอยู่ในสภาพที่รู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของผู้นำที่ฉลาดแต่ขาดคุณธรรม

รอยต่อของประวัติศาสตร์การเมืองฟิลิปปินส์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งคือ เมื่อประธานาธิบดีมาร์กอสใช้ ‘กลไกรัฐ’ โกงการเลือกตั้ง เอาชนะนางคอราซอน อาคีโน ภริยาของ นายเบนิกโน อาคีโน อดีตวุฒิสมาชิกคนสำคัญ ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายตรงข้ามที่ถูกสังหารคาสนามบิน ขณะเดินทางกลับจากอเมริกาเพื่อลงสนามการเมืองต่อสู้กับมาร์กอส

ภาพนั้นอาจทำให้ อดีตผู้นำของไทยที่ไปร่อนเร่ในต่างแดนหลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2006 ใช้อ้างเป็นเหตุผลไม่กลับมาต่อสู้เมื่อถูกฟ้องศาลคดีคอร์รัปชัน ว่า “กลัวกลับมาแล้วถูกลอบสังหาร”

  .........................................................................................................................

รัศมีวังจันทร์ส่องหล้า

เรื่องการแสดงความเป็นผู้หญิงเก่งนี้ สะท้อนให้เห็นภาพหญิงเก่งอย่าง ‘นางพญา’ อีกคนคือผู้ครองคฤหาสน์ 'จันทร์ส่องหล้า’ ของไทยได้ดีไม่แพ้กัน

กล่าวคือหลังจากทัดทานสามีมาหลายปีไม่ให้ลงเล่นการเมือง จนธุรกิจงอกเงย กองเป็นภูเขาแล้ว พจมาน ชินวัตร เธอจึง ‘อนุญาต’ ให้สามีลงสนามการเมือง ด้วยการบริจาคเงินอย่างเป็นล่ำเป็นสันให้พรรคที่สามีเป็นหัวหน้า นั่งเก้าอี้ตัวใหญ่สุดบริหารเครือข่ายธุรกิจชินคอร์ปด้วยการแตกลูกบริษัทให้เครือญาติคุมอำนาจสูงสุดทุกแห่ง สะสมที่ดินหลายร้อยแปลงในชื่อย่อของลูกทุกคน รวมทั้งมีส่วนจัดการทรัพย์สินสามีและเครือญาติสามีอย่างราบคาบ

ด้วยความใจถึง ใจใหญ่ของราชินีแห่งวังจันทร์ส่องหล้า เธอจึงรับตำแหน่ง ‘ผู้อำนวยการใหญ่’ ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและไม่รับเงินเดือนเพราะเธอเป็นผู้จ่ายเงินเดือนเสียเอง

ข้อแตกต่างของสองนางพญาแห่งสองนคราใน ‘สองระบอบต่างยุค’ อย่างเห็นได้ชัด ขณะผีเสื้อเหล็กออกแซงหน้าสามีในหลายเรื่อง ราชินีแห่งวังจันทร์ฯ กลับทำตรงข้าม นอกจากเธอไม่เคยเป็นนางงาม ไม่สะสมรองเท้า แต่สะสมหุ้น เงิน ทอง และเครื่องเพชรแทน เธอยังเก็บปากเก็บเสียงกับสื่อ และไม่เคยส่งเสียงผ่านเวทีสาธารณะแม้สักครั้ง ถึงแม้ว่าจะมีการยืนยัน จาก ‘บริวารสามี’ ในงานการเมืองเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอคือเสียงที่ดังที่สุด ในการชี้นำทางพรรคไทยรักไทย ด้วยบทบาท ‘นายหญิงสั่งลุย’ ในทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกับสามี 

การเดินทางสู่ความสำเร็จของ 'นางพญาวังจันทร์ฯ' เต็มไปด้วยความพยายาม และการวางแผนที่ชาญฉลาดมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงเวลาที่สามีมุ่งมั่นในการทำปริญญาเอกเพราะเป็นนักเรียนทุน ก.พ. เธอทำหน้าที่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก พร้อมกับทำงานพิเศษ อย่างพี่เลี้ยงเด็ก พนักงานฟาสต์ฟู้ด หรือแม้แต่พนักงานต้อนรับภาคพื้นดินของบริษัทการบินไทย

และเมื่อครอบครัวชินวัตรเบนเข็มทิศไปสู่ชีวิต ‘ธุรกิจ’ แม้จะประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง อย่างธุรกิจผ้าไหม โรงภาพยนตร์ ให้เช่าซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ และธุรกิจใหญ่อย่างการสื่อสารคมนาคม ผู้หญิงคนนี้ก็ทำหน้าที่ของศรีภรรยาที่ดีพึงจะกระทำ เธอเป็นคนวางแผนการต่อสู้ทางธุรกิจ พร้อมกับทำให้ธุรกิจสื่อสารในชื่อกลุ่มชินคอร์ปยิ่งใหญ่ขึ้นจนติดอันดับบริษัททำเงินของเอเชีย

แม้เธอจะไม่มีตำแหน่งนางงามประดับชีวิต แต่ความยิ่งใหญ่ของเธอทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักของคนไทยทุกคนในยุคนี้ ด้วยความรู้สึกที่อาจแตกต่างกัน

เธอสามารถทำให้ ‘ธุรกิจกับการเมือง’ เดินไปด้วยกันได้อย่างชาญฉลาด สามีได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 สมัย เธอได้รับการยกย่องจากสามีว่า “ภรรยาของผมได้ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาชั้นเยี่ยม เธอสามารถเติมความแข็งแกร่งและความบกพร่องให้กับผมได้”

เธอจึงเป็นสตรีหมายเลข 1 มีบทบาททางการเมืองและสังคมไทยไม่แพ้ภริยานายกฯ ของประเทศใดๆ เธอมีวิธีคิด การวางแผน และกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิตให้กับตัวเอง สามี และยังรวมไปถึงลูกๆ

และถึงแม้จะไม่มีการแสดงหลักฐานชัดเจนทุกฉบับ แต่เป็นที่รู้กันว่าการลงทุนทางธุรกิจนอกจากธุรกิจผูกขาดอย่างระบบโทรคมนาคมในประเทศไทย ที่ทำให้ตระกูลร่ำรวยอย่างผิดหูผิดตาภายในเวลาไม่ถึงทศวรรษแล้ว การซื้อโรงพยาบาล สร้างโครงการบ้านราคาแพงของกลุ่มเครือญาติตระกูลสามีนั้น มาจากเหตุผลของการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน การฟอกเงิน การซุกหุ้นเพื่อดำรงความมั่งคั่งของตนและสามี  ในขณะที่นักการเมืองฝ่ายธรรมซึ่งพับพ่ายต่อระบอบทักษิณ ชี้ว่าการสะสมความมั่งคั่งอย่างผิดปกติของสายอำนาจวังจันทร์ฯ นับเป็นเรื่องขลาดเขลาอย่างหนึ่ง คือกลัวคนอื่นจะมีมากกว่า และกลัวว่าลูกหลานจะลำบากยากจน หรือมองได้อีกแง่ที่ว่า นางพญาวังจันทร์ฯ อาจทุ่มเทเวลากับเรื่องธุรกิจมากเสียจนไม่เหลือเวลาจะหาวิธีสอนให้ลูกหลานกล้าหาญที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติ เช่น การพึ่งพาตนเองด้วยสติปัญญาและคุณธรรมในการใช้ชีวิต ที่เกิดมาเท่ากัน กินอยู่เท่าเทียมกับผู้อื่น มากบ้างน้อยบ้างก็ช่างมันได้

ตำนานสองหญิง
ความเป็นสตรีเคียงข้างผู้นำของทั้งสองคน เป็นเรื่องที่น่าจดจำสำหรับคนในสองชาติ คนหนึ่งเป็นตำนานชีวิตของการเสวยสุขอย่างล้นเหลือเพราะอยู่ในอำนาจ ทำให้ชีวิตปัจจุบันขมขื่น ส่วนอีกคนกำลังพิสูจน์พละกำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ให้พ้นบ่วงบาศที่เกิดจากผลกรรมของความโลภ

ตำนานเหล่านี้คงมีคุณต่อคนรุ่นหลัง เมื่อเรียนรู้ว่า การเลือกทางเดินเพราะอำนาจล่อกิเลสตลอดเวลานั้น ทำให้คนที่ลุ่มหลงต่ออำนาจมีหัวใจบอดใบ้ ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าคนที่ตามองไม่เห็นหรือคนหูหนวก

เพราะการมองเห็นแสงพร่างพราวของอำนาจและเงินตรา แต่หัวใจปราศจากแสงคุณธรรมนำทาง ย่อมส่งผลให้ผู้เดิน ‘หลงทาง’ อย่างน่าเศร้า

จิราภรณ์ เจริญเดช
 

http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/24/WW06_WW06_news.php?newsid=91050


ถ้าต้องการรู้เรื่องของอีเมลด้า มาร์กอส ขอให้เข้าไปอ่านในลิงค์ข้างบนนี้

นี่เป็นบทความที่สะท้อนวิถีชีวิตและบทบาทที่น่าอ่าน น่าสนใจของพจมาน ชินวัตร เบื้องหลังทักษิณ
ชินวัตร นักธุรกิจการเมือง การแสวงหาผลประโยชน์จกกธุรกิจผูกขาด สัมปทานต่าง ๆ
รวมทั้งพรรคไทยรักไทยที่มีอำนาจเหนือรัฐสภาไทยเพื่อปกป้องธุรกิจ ผลประโยชน์ทับซ้อน และ ทุจริตทางนโยบาย....


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-08-2007, 14:42 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
หน้า: [1]
    กระโดดไป: