ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-11-2019, 02:31
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  อีสานขบถ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
อีสานขบถ  (อ่าน 6083 ครั้ง)
ป๋าเจ้าเก่า
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 272


ถึงไม่เห็นด้วยสักนิด แต่ผมจะแลกชีวิตให้คุณได้พูด


« เมื่อ: 21-08-2007, 12:52 »

กบฏผู้มีบุญอีสาน ๒๔๔๔-๔๕ กับจดหมายลูกโซ่ฉบับแรกของเมืองไทย*

ภาคอีสานเป็นภาคที่มีกบฏผู้มีบุญมากกว่าทุกภาคของประเทศไทย นับตั้งแต่กบฏผู้มีบุญครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๒๔๒ รัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๒ มีกบฏผู้มีบุญเกิดขึ้นในภาคอีสานถึง ๙ ครั้ง ในช่วงเวลา ๒๖๐ ปี คือ

๑. กบฏบุญกว้าง พ.ศ. ๒๒๔๒

๒. กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. ๒๓๓๔ (รัชกาลที่ ๑)

๓. กบฏสาเกียดโง้ง พ.ศ. ๒๓๖๐ (รัชกาลที่ ๒)

๔. กบฏสามโบก ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๒-๔๔ (รัชกาลที่ ๕)

๕. กบฏผู้มีบุญอีสาน พ.ศ. ๒๔๔๔-๔๕ (รัชกาลที่ ๕)

๖. กบฏหนองหมากแก้ว พ.ศ. ๒๔๖๗ (รัชกาลที่ ๖)

๗. กบฏหมอลำน้อยชาดา พ.ศ. ๒๔๗๙ (รัชกาลที่ ๘)

๘. กบฏหมอลำโสภา พลตรี พ.ศ. ๒๔๘๓ (รัชกาลที่ ๘)

๙. กบฏศิลา วงศ์สิน พ.ศ. ๒๕๐๒ (รัชกาลที่ ๙)

ทำไมอีสานขบถ

กบฏผู้มีบุญอีสาน ๒๔๔๔-๔๕ เกิดขึ้นเพราะราษฎรไม่พอใจการเก็บภาษีส่วยจากชายฉกรรจ์คนละ ๔ บาท มิหนำซ้ำมาเกิดภัยแล้งติดต่อกัน ๒-๓ ปี ส่วนขุนนางท้องถิ่นไม่พอใจการปฏิรูปการปกครองที่เอาอำนาจไปจากพวกเขาแล้วยังเอาผลประโยชน์ คือ ภาษีที่เขาเคยได้ส่วนแบ่งมากไปจากพวกเขาด้วย ประกอบกับการคุกคามจากฝรั่งเศส ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายไปทั้งหมด และเสียอธิปไตยบางส่วนในเขต ๒๕ กิโลเมตร แล้วยังมีข่าวลือว่า ฝรั่งเข้ามายึดกรุงเทพฯ พวกกบฏได้ใช้วิธีการขยายความเชื่อ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมกระบวนการหลายอย่าง ทั้งใช้หมอลำ การบอกต่อ แต่ที่น่าทึ่งมาก การใช้ "จดหมายลูกโซ่" คัดลอก "คำพยากรณ์" ต่อๆ กันไป ทำให้กบฏขยายตัวอย่างกว้างขวางถึง ๑๓ จังหวัด แต่ด้วยอาวุธที่ทันสมัยกว่า ของรัฐบาลไทยจึงสามารถปราบปรามลงอย่างรวดเร็ว ภายใน ๒ เดือน โดยฝ่ายรัฐบาลสูญเสียกำลังเพียงเล็กน้อย

หลังกบฏครั้งนั้นรัฐบาลไทยได้ให้ความสนใจในการพัฒนาภาคอีสาน โดยเริ่มจากการปฏิรูปการศึกษา พัฒนาการเกษตร และสร้างตำรวจภูธรขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย


แต่กบฏผู้มีบุญอีสานที่ขยายความเชื่อได้กว้างขวางที่สุดคือ กบฏผู้มีบุญอีสาน พ.ศ. ๒๔๔๔-๔๕ โดยมีผู้ตั้งตัวเป็น "ผู้มีบุญ" ถึง ๖๐ คน กระจายอยู่ถึง ๑๓ จังหวัด คือ อุบลราชธานี ๑๔ คน ศรีสะเกษ ๑๒ คน มหาสารคาม ๑๐ คน นครราชสีมา ๕ คน กาฬสินธุ์ สุรินทร์ จังหวัดละ ๔ คน ร้อยเอ็ด สกลนคร จังหวัดละ ๓ คน ขอนแก่น นครพนม อุดรธานี ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ จังหวัดละ ๑ คน(๑) เพราะเหตุใดการกบฏจึงขยายออกไปทั้งเกือบทุกจังหวัดของภาคอีสาน มากกว่ากบฏผีบุญทุกครั้ง พวกกบฏผู้มีบุญน่าจะมีวิธีการขยายความเชื่อเพื่อถึงคนเข้ามาร่วมให้มากที่สุด จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจซึ่งผู้เขียนจะเน้นในบทความ แต่เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของกบฏผู้มีบุญครั้งนี้ทั้งหมดจึงจะกล่าวถึงความหมายของกบฏผู้มีบุญ สาเหตุของการกบฏ เป้าหมายของกบฏ การปราบปรามของทางการ และผลของกบฏครั้งนี้โดยใน ๕ ประเด็นหลังจะกล่าวพอสังเขป

สาเหตุของกบฏผู้มีบุญอีสาน พ.ศ. ๒๔๔๔-๔๕

สาเหตุของกบฏผู้มีบุญครั้งนี้ มิได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากสาเหตุหลายอย่างประกอบกัน จากเอกสารเป็นจำนวนมาก พอสรุปได้ดังนี้

๑. สาเหตุทางการเมือง อาจจำแนกได้ ๒ ประการ คือ การเมืองภายนอกประเทศ ได้แก่ การขยายอำนาจอย่างน่ากลัวของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสสู่อินโดจีน ยึดเวียดนามใต้ไปปกครอง ต่อมาก็เข้ามายึดเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของไทยในปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ (๒๔๑๐) ต่อมาก็ยึดสิบสองจุไทยในพ.ศ. ๒๔๓๑ สมัยรัชกาลที่ ๕ และที่รุนแรงมากคือ ยึดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (คือประเทศลาวในปัจจุบัน) ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ หลังจากนั้นจากช่องโหว่ของสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ฉบับ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ซึ่งฝรั่งเศสสร้างขึ้น เพื่อจงใจที่จะขยายอำนาจเข้ามาในภาคอีสาน ทำให้ไทยไม่สามารถมีกำลังทหารในเขตรัศมี ๒๕ กิโลเมตรทางฝั่งขวา แม้กระทั่งจะเก็บภาษีในพื้นที่ดังกล่าวก็ไม่ได้(๓) นอกจากนี้ข้าราชการฝรั่งเศสและเอเย่นต์ฝรั่งเศสยังใช้กำลังข่มเหงคนไทยและข้าราชการไทยในภาคอีสานที่อยู่ในเขต ๒๕ กิโลเมตรด้วย ต่อมาก็เกิดข่าวลือว่า "ผู้มีบุญจะมาแต่ตะวันออก เจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้นแล้ว...บัดนี้ฝรั่งเศสเข้าไปเต็มกรุงเทพฯ แล้ว กรุงจะเสียแก่ฝรั่งเศสแล้ว"(๔)

อำนาจที่ถดถอยลงของรัฐบาลไทยในสายตาของชาวอีสานจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะรวมพลังกันต่อต้านจึงได้เกิดขึ้น

ส่วนประเด็นสาเหตุจากภายในก็คือ การปฏิรูปการปกครองของรัชกาลที่ ๕ เพื่อให้ระบบการปกครองกระชับ ส่วนกลางสามารถควบคุมหัวเมืองได้เต็มที่ โดยการส่งข้าหลวงใหญ่และข้าราชการเป็นจำนวนมากมาทำงานในภาคอีสาน ทำให้ขุนนางท้องถิ่นไม่พอใจ ยิ่งส่วนกลางส่งคนมาเก็บภาษีต่างๆ โดยตรง ยิ่งทำให้ขุนนางท้องถิ่นไม่พอใจยิ่งขึ้น เพราะผลประโยชน์ที่เคยได้รับลดลงมาก เช่น ภาษีส่วย หรือเรียกในตอนนั้นว่า "เงินข้าราชการ" ซึ่งชายฉกรรจ์อีสานจะต้องเสียคนละ ๔ บาท ขุนนางท้องถิ่น ๗-๘ ตำแหน่ง ได้รับรวมกันเพียง ๕๕ สตางค์ หรือร้อยละ ๑๓.๖๗ เท่านั้น ส่วนกลางได้รับถึง ๓.๔๕ บาท หรือร้อยละ ๘๖.๓๓(๕)

๒. สาเหตุด้านสังคมเศรษฐกิจ ประเด็นที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวอีสานเป็นอันมาก คือ ภาษีส่วยหรือเงินข้าราชการที่เก็บจากชายฉกรรจ์คนละ ๔ บาท (มูลค่าปัจจุบันประมาณ ๓,๕๐๐-๔๐๐๐ บาท) ที่เดือดร้อนเพราะคนอีสานสมัยนั้นเกือบทั้งหมดมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เพราะผลิตปัจจัยสี่ได้เอง อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง มีแต่คนที่อยู่ในเมืองซึ่งมีจำนวนน้อยมากที่ต้องใช้เงิน ชายฉกรรจ์อีสานในชนบทจึงลำบากมากในการหาเงินมาเสียภาษีส่วย ๔ บาท เช่น ผู้เฒ่าคนหนึ่งอายุเกือบ ๑๐๐ ปี ให้สัมภาษณ์ผู้เขียนเมื่อ ๒๓ ปีที่แล้วว่า ท่านต้องหาบไก่ ๑๖ ตัว เดินทาง ๑๔๐ กิโลเมตร จากอำเภอมัญจาคีรี เอาไปขายที่ตลาดเมืองโคราชตัวละ ๑ สลึง ได้เงินมาเสียภาษีส่วย ๔ บาทดังกล่าว สำหรับคนไม่มีเงินเสียภาษีดังกล่าวก็ถูกเกณฑ์ไปทำงานโยธา ๑๕ วัน เช่น ขุดสระน้ำ (เช่น บึงผลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด) สร้างถนน สนามบิน ถางหญ้าข้างศาล เป็นต้น(๖) ประกอบกับช่วงก่อนเกิดกบฏผู้มีบุญเกิดฝนแล้งในมณฑลอีสานติดต่อกัน ๒-๓ ปี(๗) ยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนให้กับชาวอีสาน เมื่อมีคนมาปลุกระดมในรูปหมอลำ ทำให้ชาวอีสานเกิดความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น (นักการเมืองไทยปัจจุบันก็ทำอย่างนี้) จึงมีชาวอีสานเป็นจำนวนมากเชื่อตาม บางส่วนก็เข้าร่วมกระบวนการไปเลย



เป้าหมายของฝ่ายกบฏผู้มีบุญ

เมื่อพูดถึงเป้าหมายของฝ่ายกบฏต้องพิจารณาว่าเป้าหมายของใคร เพราะฝ่ายกบฏมีหลายกลุ่มและหลายระดับ หากพิจารณาในกลุ่มผู้นำ อาจแบ่งได้ ๓ กลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มองค์มั่นซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจมากที่สุด มีเขตอิทธิพลอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และบางส่วนของมุกดาหารและลาวใต้ริมแม่น้ำโขงฝั่งซ้ายในปัจจุบัน กลุ่มนี้มีเป้าหมายชัดเจนมากคือขับไล่อำนาจของไทยออกไป โดยเฉพาะการยึดเมืองอุบลราชธานีศูนย์กลางอำนาจของไทยในอีสานตะวันออกแล้วตั้งรัฐขึ้นมาใหม่ โดยจะให้องค์มั่นปกครองอยู่ที่เวียงจันทน์ สมเด็จลุนวัดบานไชยปกครองที่อุบลราชธานี องค์เล็ก (เหล็ก) บ้านหนองซำปกครองที่หนองโสน (เมืองอยุธยา) องค์พระบาทและองค์คุธปกครองที่พระธาตุพนม(๘) ส่วนลาวใต้ด้านฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ถ้าขับไล่ฝรั่งเศสออกไปได้ องค์แก้วและองค์กมมะดำ (ผู้นำชาวข่า) จะเป็นผู้ปกครอง(๙)


ที่มา:สุวิทย์ ธีรศาศวัต ภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
http://203.151.206.93/art/art.php?srctag=0601011149&srcday=2007/03/01&search=no



บันทึกการเข้า

ถึงข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับท่านแม้แต่ซักนิด แต่ข้าพเจ้าจะยอมอุทิศชีวิตเพื่อให้ท่านได้พูด...วอลแตร์
สมปอง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #1 เมื่อ: 21-08-2007, 12:59 »

ก่อนอื่นเอาคำนิยามของคำว่า "กบฏผู้มีบุญ" มาอธิบายก่อนดีกว่าครับ อยู่ๆก็ขึ้นมาว่ากบฏผู้มีบุญ แล้วจะเข้าใจได้อย่างไรว่า กบฏผู้มีบุญ แปลว่าอะไร
บันทึกการเข้า



ไม่มีดินผืนใดให้ไออุ่น เท่ากับดินที่คุณถือกำเนิด
ไม่มีดินผืนใดดูมั่นคง เท่ากับดินที่ลงสำมะโนครัว
ไม่มีดินผืนใดให้คุณเดิน เท่ากับดินที่คุณเดินตอนตั้งไข่
ไม่มีดินผืนใดมีความหมาย เท่าแผ่นดินสุดท้ายของเผ่าพันธุ์

ไม่มีเงินไม่มีทองยังไม่หมองเศร้า
มีแผ่นดินปลูกข้าวเราอยู่ได้
ไม่มีเงินไม่มีทองค่อยหาใหม่ บนแผ่นดินสุดท้ายของไทยทุกคน
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 21-08-2007, 13:12 »

เค้าเรียก "กบฎผีบุญ"

ตอน 2502 ผมยังเด็กแต่จำความได้บ้างเลา ๆ

ผีบุญตัวสุดท้ายถูกประหารชีวิตแถว ๆ โคราช กระมัง
ลองค้นที่หนังสือศิลปวัฒนธรรม น่าจะมี


เที่ยวนี้ต้องบอกว่า

กบฎผีทักษิณ

ฮ่า ฮ่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-08-2007, 15:31 โดย CanCan » บันทึกการเข้า

samepong(ยุ่งแฮะ)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,402



« ตอบ #3 เมื่อ: 21-08-2007, 15:05 »

เที่ยวนี้ต้องบอกว่า

กบฎผีทักษิณ

ฮ่า ฮ่า


ชอบคำนี้จัง แล้วเค้าจะปราบได้ปะลุง
บันทึกการเข้า

เวลาจะพิสูจน์ความเชื่อ สักวัน ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะถูกหรือผิด ผมขอรับไว้ด้วยตัวเอง คิเสียว่าทำแล้วเสียใจดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #4 เมื่อ: 22-08-2007, 18:00 »

หลังจากกบฏผีบุญศิลา วงศ์สิน เมื่อ พ.ศ.2502 แล้ว ยังมีกบฏแนวคอมมิวนิสต์ ในอีก 2 ปีถัดมาด้วยครับ
เกิดเป็นกรณีประหารชีวิตด้วย ม.17 อีกครั้งในปี พ.ศ.2504 คดีของ ครูครอง จันดาวงศ์

ในครั้งนั้นจอมพลสฤษดิ์ ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลฯ วิเคราะห์ลักษณะพิเศษของภาคอีสาน ที่ทำให้
เกิดปัญหาการกบฏต่อเนื่องกันมาหลายครั้งเอาไว้ด้วย

อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นำมาลงประกอบบทความ ใน มติชนสุดสัปดาห์ เมื่อต้นปี 49 โดยตัดส่วนที่
ไม่สมควรตีพิมพ์ออกและใช้ [...] แทน  บทวิเคราะห์ของจอมพลสฤษดิ์ น่าจะมีส่วนจริงอยู่บ้างนะครับ

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q1/2006january06p8.htm
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สำนักนายกรัฐมนตรี

1 มิถุนายน 2504

ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณา ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส กราบบังคมทูลกรุณาเพื่อทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งพระราชอาณาจักร โดยมีบุคคลตระเตรียม และดำเนินการบ่อนทำลายความมั่งคง ของราชอาณาจักร และราชบัลลังก์ ก่อกวนความสงบ มีแผนการอันเลวร้าย ถึงขนาดที่จะเอาภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปรวมกับลาวภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดมา และจับกุมผู้ก่อการร้ายได้เป็นจำนวนมาก ได้ทำการสอบสวนจนเป็นที่แน่ชัด ปราศจากข้อสงสัย เห็นสมควรและจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด เพื่อป้องกันภัยของประเทศชาติ และเพื่อเป็นตัวอย่างยับยั้งการกระทำผิดคิดร้ายในทำนองนี้ต่อไปภายหน้า ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยความสนับสนุนของมติคณะรัฐมนตรีเป็นเอกฉันท์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร สั่งประหารชีวิต นายครอง จันดาวงศ์ หัวหน้าผู้ก่อการร้าย กับ นายทองพันธุ์ สุทธิมาศ รองหัวหน้า และเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ เสร็จสิ้นไปแล้ว ที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2504 ส่วนผู้ต้องหาอื่นๆ ก็จะได้จัดการฟ้องร้องให้พิจารณาในศาลทหารตามวิธีการในระยะเวลาที่ประกาศในกฎอัยการศึกต่อไป

ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกราบทูลว่า การวินิจฉัยตัดสินใจสั่งประหารชีวิตบุคคลทั้งสองที่กล่าวนั้น มิได้กระทำอย่างรีบด่วน แต่ได้กระทำภายหลังที่ได้พิจารณาแล้วโดยรอบคอบและเที่ยงธรรม ฟังคำพยานและคำสารภาพที่ให้การโดยสมัครใจแล้วถึง 95 ปาก ดังแจ้งอยู่ในคำแถลงของรัฐบาลแก่ประชาชน ซึ่งได้ประกาศในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม และสำเนาคำสั่งให้ประหารชีวิต ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวายมาพร้อมกับรายงานกราบบังคมทูลนี้ด้วย

เป็นที่ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอยู่แล้ว เหตุการณ์กบฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้ ได้มีมาหลายครั้งหลายหน ทั้งในประวัติศาสตร์และในยุคสมัยใหม่ เช่น เรื่องกบฏเจ้าอนุเวียงจันทน์ เรื่องผีบุญต่างๆ ในกาลก่อน ในชั้นหลังนี้ ก็มีเรื่อง นายเตียง ศิริขันธ์ เรื่อง นายศิลา วงศ์สิน และโดยเฉพาะตัว นายครอง จันดาวงศ์ ที่ถูกประหารชีวิตครั้งนี้ ก็เคยต้องคำพิพากษาฐานกบฏ ศาลลงโทษอย่างหนักถึงจำคุก 13 ปี กับ 5 เดือน

ที่เป็นเช่นนี้ ด้วยเหตุหลายประการ เช่น

1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งราชอาณาจักร เป็นภาคที่มีพลเมืองหนาแน่น จังหวัดโดยมากมีพลเมืองตั้งครึ่งล้าน บางจังหวัดมากกว่า 1 ล้าน แต่ละอำเภอมีพลเมืองตั้ง 4 หรือ 5 หมื่น จำนวนคนเกิดก็เพิ่มทวีรวดเร็วกว่าในภาคอื่น อันที่จริง ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีภาษาและขนบประเพณีเช่นเดียวกับภาคเหนือ แต่ดินแดนทางภาคเหนืออุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร ประชาชนมีทางทำมาหาเลี้ยงชีพมาก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ทางทำมาหากินแร้นแค้นกว่า

2. ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่เคยประสบการรุกรานสู้รบอย่างรุนแรงในประวัติศาสตร์เหมือนภาคอื่นๆ ในสมัยที่ประชาชนในภาคเหนือ ภาคกลาง ตลอดถึงภาคใต้ ต้องร่วมเป็นร่วมตายกัน ทำการต่อสู้อย่างฉกาจฉกรรจ์ เพื่อต่อต้านการรุกรานของพม่าในอดีต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รอดพ้นยุทธภัยอันนี้ตลอดมา ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้มีโอกาสที่จะร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องชาวไทยทั้งหลายเพื่อประเทศชาติ เหมือนภาคอื่นๆ นิสัยเข้มแข็ง ความเป็นนักสู้ ความรักประเทศชาติ และความรู้สึกกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติไทย จึงย่อหย่อนกว่าประชาชนในภาคอื่น มีความขวนขวายน้อย พอใจในชีวิตที่ผ่านไปเป็นวันๆ ในลักษณะของประชาชนที่เป็นเช่นนี้ ย่อมตกเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นชักจูงไปในทางที่ผิดได้ง่าย

3. ดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นจุดล่อแหลมต่อภัยคอมมิวนิสต์มากที่สุด เนื่องจากว่าคอมมิวนิสต์ที่ลี้ภัยในสมัยที่อินโดจีน ต้องสู้รบกับฝรั่งเศสนั้น พากันเข้ามาพำนักอาศัย นายโฮจิมินห์เองก็ได้มาพักพิงอยู่ในแถวถิ่นนี้เป็นเวลานาน การเผยแพร่อบรมในลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงได้เริ่มฝังรกรากอยู่ไม่น้อย ในบรรดาคนที่เป็นผู้ต้องหาครั้งนี้ บางคนที่ปรากฏว่ามีการศึกษาทั่วไปเพียงเล็กน้อย ยังสามารถพูดถึงเรื่อง Dialectic ในลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยเหตุนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงหวาดเกรงอยู่เสมอมาว่า ถ้าราชอาณาจักรลาวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงแล้ว การที่คอมมิวนิสต์จะแทรกซึมเข้ามาในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจะเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ยากที่สุด

4. เผอิญคนพวกหนึ่ง ซึ่งร่วมภาษา ร่วมขนบประเพณี และเกี่ยวพันทางสายโลหิตอย่างใกล้ชิด กับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนเพียง 2 ล้าน ไม่ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนพลเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีโอกาสเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาล มีการปกครองเป็นอิสระ เรียกว่า "ราชอาณาจักรลาว" ก็ย่อมเป็นช่องทางให้ผู้คิดร้ายจูงใจให้เห็นว่า คนเพียง 2 ล้านเท่านั้น ยังเป็นอาณาจักรอิสระได้ พลเมืองลักษณะอย่างเดียวกันถึง 9 ล้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำไมจึงไม่คิดเป็นราชอาณาจักรขึ้นบ้าง หรือรวมกันกับราชอาณาจักรลาว ด้วยเหตุนี้ ความคิดเรื่องแบ่งแยกดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมิใช่ของใหม่ แต่เป็นความคิดที่มีอยู่เสมอมา ส่วนทางดินแดนภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ไม่มีเรื่องชนิดนี้

พฤติการณ์ทั้งหลายที่กล่าวข้างต้นนี้ รัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวข้าพระพุทธเจ้าเอง ได้ให้คาวมสนใจในการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพิเศษ อันที่จริง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับการทำนุบำรุงมาแล้วไม่น้อยกว่าภาคอื่น ถ้าจะนับปริมาณถนนหนทางที่สร้างให้ก็มากกว่าภาคอื่น ในสมัยที่มีผู้แทนราษฎร พวกผู้แทนชาวตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่เรียกว่า ชาวอีสาน ก็มีอิทธิพลยิ่งกว่าผู้แทนภาคใดๆ และได้เงินทองที่อ้างว่าจะเอาบำรุงภาคอีสานก็เป็นจำนวนมาก มาถึงรัฐบาลปัจจุบันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ตระหนักในความสำคัญและความล่อแหลมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงกับเดินทางไปตรวจทุกปี บางปีก็หลายครั้ง ข้าพระพุทธเจ้าได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาภาคอีสานขึ้นเป็นพิเศษ โดยข้าพระพุทธเจ้าเป็นประธานเอง การสร้างถนนหนทางได้เร่งรัดมากขึ้น งานชลประทานได้ทำมากขึ้น ถึงกับมีโครงการสร้างเขื่อน สร้างแหล่งกำเนิดไฟฟ้าด้วยแรงน้ำ ซึ่งบางแห่งก็หาเงินกู้ได้แล้ว และกำลังดำเนินงานอยู่ภายใต้ความควบคุมเร่งรัดของข้าพระพุทธเจ้าเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทำให้ข้าพระพุทธเจ้าแน่ใจยิ่งขึ้นว่า รัฐบาลจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ แก่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่เสมอไป และความสนใจอันนี้จะต้องกระทำเป็น 2 ทาง คือ (1) นโยบายภายนอก จะต้องทำความพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะมิให้ราชอาณาจักรลาวตกอยู่ในความครอบงำของคอมมิวนิสต์ (2) นโยบายภายในจะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดกวดขัน ทั้งในการปราบปรามและในการบำรุง โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคม นอกจากจะต้องขะมักเขม้นให้มีถนนหนทางมากขึ้นแล้ว เวลานี้กำลังสร้างสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ขอนแก่น เพื่อดำเนินงานสงครามจิตวิทยาให้มีสมรรถภาพยิ่งขึ้น ส่วนชาวญวนอพยพที่เป็นเชื้อคอมมิวนิสต์อยู่ในดินแดนภาคนี้ ก็จะได้ขนอพยพออกไปให้มากที่สุดที่จะทำได้

ข้าพระพุทธเจ้าหวังด้วยเกล้าฯ ว่า ด้วยเดชะพระบารมีและด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีของข้าพระพุทธเจ้า ต่อประเทศชาติ ต่อพระศาสนา และในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท รัฐบาลนี้จะสามารถปราบปราม และแก้ไขสถานการณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ดีขึ้นโดยลำดับ

โดยเฉพาะคนทั้งสองที่ข้าพระพุทธเจ้าสั่งประหารชีวิตไปแล้วนี้ เป็นคนที่สมควรจะได้รับโทษฐานหนักที่สุด ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะให้อภัยหรือถือว่าเป็นการเมือง เพราะการกระทำของคนทั้งสองนี้ มิใช่การกระทำของนักการเมือง แต่เป็นการกบฏทรยศขายชาติ ขายประเทศ เป็นกรณีที่บ่อนทำลายราชบัลลังก์อย่างร้ายแรงที่สุด ที่ไม่เคยมีใครทำมาแต่ก่อน เพราะนอกจากจะโฆษณาชวนให้คนเชื่อไปในทางที่ว่าพระมหากษัตริย์ไม่มีประโยชน์แล้ว ยังพยายามทำลายพระเกียรติคุณ โดยโฆษณาว่า พระมหากษัตริย์ทรง [...] ร้ายยิ่งกว่านั้น ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าไม่น่าจะกราบบังคมทูลพระกรุณา แต่เห็นด้วยเกล้ากระหม่อมว่า ควรจะกราบบังคมทูลด้วยความจงรักภักดี เพื่อให้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า คนพวกนี้ได้จงจิตคิดร้ายต่อราชบัลลังก์เพียงไร พยานกว่า 10 ปากให้การตรงกันว่า นายครอง จันดาวงศ์ ได้กล่าวในการอบรมพรรคพวกของตนหลายครั้งหลายหนว่า ทั้งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ [...] คนที่ทุจริตประทุษร้ายราชบัลลังก์ถึงขนาดนี้ ไม่ควรจะให้มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินไทยต่อไปเลย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า จอมพล ส. ธนะรัชต์

นายกรัฐมนตรี
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ชัย คุรุ เทวา โอม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,846


สมัครรักแมว แต่ผมรัก Cat


« ตอบ #5 เมื่อ: 22-08-2007, 18:06 »

คำพูดของ ทรราช ใช้อ้างอิงไม่ได้หรอกครับ

โดยเฉพาะพุดเข้าข้างตนเองแบบนั้น

การประหาร คนโดย ม.17 คือเผด็จการที่แท้จริง

การประหาร ครูครอง จัดได้ว่าเป็น การฆ่าคนดี

การรบโดยใช้อาวุธกับ พรรคคอมมิวนิสต์ และ เหล่าทหารประชาชน

จัดว่าเป็นความคิดที่ผิดของรัฐบาลไทย
 

บันทึกการเข้า

"...สิ่งที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดก็คือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่าวันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้ เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่าชีวิตของฉัน และพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงามที่สุดแล้วในโลกนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์..."

คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน

(How the Steel Was Tempered)

นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ.1933


*******************************

เชิญเยี่ยมชมบล็อคครับ
http://www.oknation.net/blog/amalit1990
Scorpio6
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,210


Man on Mission *เสี่ยวฯ>สันติภาพ*


« ตอบ #6 เมื่อ: 22-08-2007, 18:12 »

ย้อนดูประวัติศาสตร์... .....คนอีสานเราไม่ธรรมดานะครับ
ปัจจุบันก็มีคนมีความรู้เยอะ ในนี้ก็เยอะครับ....ในเสรีไทย
แต่ขบถ คำนี้ใช้มานานไปป่าว...
คราวนี้ ชาวอีสาน...สิเปลี่ยนบ้าน...แปลงเมือง..จังได๋ดีน้อ
บันทึกการเข้า



คิดจะล้มระบอบทักษิณ ต้องอ่านใจเนวินและเพื่อน
บล็อกเสี่ยวไทบ้าน*แวะเยี่ยมRepublican Collage ของคุณสุธา ชันแสง*
http://www.oknation.net/blog/thaibaan/2008/03/26/entry-1
"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและในฐานะอย่างไร จงตรองหาว่า จะมีทางใช้ชีวิต
ให้เป็นประโยชน์ในทางใดบ้าง เมื่อตั้งใจคิดถึงมันแล้วก็จะพบเสมอ
ไม่ว่าอยู่ที่ใด เมื่อพบทางแล้วจงลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์"
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #7 เมื่อ: 22-08-2007, 19:09 »

คำพูดของ ทรราช ใช้อ้างอิงไม่ได้หรอกครับ
โดยเฉพาะพุดเข้าข้างตนเองแบบนั้น

การประหาร คนโดย ม.17 คือเผด็จการที่แท้จริง
การประหาร ครูครอง จัดได้ว่าเป็น การฆ่าคนดี

การรบโดยใช้อาวุธกับ พรรคคอมมิวนิสต์ และ เหล่าทหารประชาชน
จัดว่าเป็นความคิดที่ผิดของรัฐบาลไทย

ผมหมายถึงการวิเคราะห์ 4 ข้อนี้ของจอมพลสฤษดิ์น่ะครับ

1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งราชอาณาจักร เป็นภาคที่มีพลเมืองหนาแน่น จังหวัดโดยมากมีพลเมืองตั้งครึ่งล้าน บางจังหวัดมากกว่า 1 ล้าน แต่ละอำเภอมีพลเมืองตั้ง 4 หรือ 5 หมื่น จำนวนคนเกิดก็เพิ่มทวีรวดเร็วกว่าในภาคอื่น อันที่จริง ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีภาษาและขนบประเพณีเช่นเดียวกับภาคเหนือ แต่ดินแดนทางภาคเหนืออุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร ประชาชนมีทางทำมาหาเลี้ยงชีพมาก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ทางทำมาหากินแร้นแค้นกว่า

น่าจะมีส่วนจริงที่พื้นที่อีสานไม่อุดมสมบูรณ์แต่กลับมีประชากรเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นรวดเร็ว


2. ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่เคยประสบการรุกรานสู้รบอย่างรุนแรงในประวัติศาสตร์เหมือนภาคอื่นๆ ในสมัยที่ประชาชนในภาคเหนือ ภาคกลาง ตลอดถึงภาคใต้ ต้องร่วมเป็นร่วมตายกัน ทำการต่อสู้อย่างฉกาจฉกรรจ์ เพื่อต่อต้านการรุกรานของพม่าในอดีต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รอดพ้นยุทธภัยอันนี้ตลอดมา ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้มีโอกาสที่จะร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องชาวไทยทั้งหลายเพื่อประเทศชาติ เหมือนภาคอื่นๆ นิสัยเข้มแข็ง ความเป็นนักสู้ ความรักประเทศชาติ และความรู้สึกกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติไทย จึงย่อหย่อนกว่าประชาชนในภาคอื่น มีความขวนขวายน้อย พอใจในชีวิตที่ผ่านไปเป็นวันๆ ในลักษณะของประชาชนที่เป็นเช่นนี้ ย่อมตกเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นชักจูงไปในทางที่ผิดได้ง่าย

น่าจะมีส่วนจริงที่คนอีสานในอดีตมีความผูกพันกับศูนย์กลางประเทศน้อย ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
คนอีสานไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใกล้ชิดเป็นพวกเดียวกันกับคนไทยอื่นๆ


3. ดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นจุดล่อแหลมต่อภัยคอมมิวนิสต์มากที่สุด เนื่องจากว่าคอมมิวนิสต์ที่ลี้ภัยในสมัยที่อินโดจีน ต้องสู้รบกับฝรั่งเศสนั้น พากันเข้ามาพำนักอาศัย นายโฮจิมินห์เองก็ได้มาพักพิงอยู่ในแถวถิ่นนี้เป็นเวลานาน การเผยแพร่อบรมในลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงได้เริ่มฝังรกรากอยู่ไม่น้อย ในบรรดาคนที่เป็นผู้ต้องหาครั้งนี้ บางคนที่ปรากฏว่ามีการศึกษาทั่วไปเพียงเล็กน้อย ยังสามารถพูดถึงเรื่อง Dialectic ในลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยเหตุนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงหวาดเกรงอยู่เสมอมาว่า ถ้าราชอาณาจักรลาวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงแล้ว การที่คอมมิวนิสต์จะแทรกซึมเข้ามาในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจะเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ยากที่สุด

น่าจะมีส่วนจริงที่ภาคอีสานตกเป็นพื้นที่เป้าหมายของคอมมิวนิสต์เนื่องจากอยู่ใกล้กับชายแดนลาวและเขมร
มีหลักฐานการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ในพื้นที่มากมาย ตัวคนเคลื่อนไหวปัจจุบันก็มาอยู่ในวงการเมือง


4. เผอิญคนพวกหนึ่ง ซึ่งร่วมภาษา ร่วมขนบประเพณี และเกี่ยวพันทางสายโลหิตอย่างใกล้ชิด กับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนเพียง 2 ล้าน ไม่ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนพลเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีโอกาสเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาล มีการปกครองเป็นอิสระ เรียกว่า "ราชอาณาจักรลาว" ก็ย่อมเป็นช่องทางให้ผู้คิดร้ายจูงใจให้เห็นว่า คนเพียง 2 ล้านเท่านั้น ยังเป็นอาณาจักรอิสระได้ พลเมืองลักษณะอย่างเดียวกันถึง 9 ล้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำไมจึงไม่คิดเป็นราชอาณาจักรขึ้นบ้าง หรือรวมกันกับราชอาณาจักรลาว ด้วยเหตุนี้ ความคิดเรื่องแบ่งแยกดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมิใช่ของใหม่ แต่เป็นความคิดที่มีอยู่เสมอมา ส่วนทางดินแดนภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ไม่มีเรื่องชนิดนี้

น่าจะมีส่วนจริงที่คนอีสานรู้สึกใกล้ชิดทางวัฒนธรรมกับประเทศลาว มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าคนอีสาน
ในปัจจุบันส่วนหนึ่งถูกอพยพมาจากประเทศลาว หลังเกิดกรณีอาณาจักรลาวแข็งเมือง เพื่อเป็นการตัดกำลัง
ไม่ให้สามารถแข็งเมืองได้ พาให้ประเทศลาวมีประชากรน้อยมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุผลดังกล่าวทำให้มีความผูกพันทางสายเลือด ภาษา วัฒนธรรมกับประเทศลาวเป็นพิเศษ 
เรื่องที่ก่อการกบฏและคิดจะไปรวมกับพื้นที่ลาวก็เกิดขึ้นจริงๆ อย่างในตอนกบฏผีบุญครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-08-2007, 19:11 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 22-08-2007, 19:24 »

การเมืองเปลี่ยนแปลง อย่างที่บอกนั่นแหละ เมื่อก่อน ผู้แทนอีสานแยกก๊กแยกเหล่า

โดนนักการเมืองใหญ่ทางภาคกลาง ภาคใต้ หลอกมาตลอด

เพิ่งจะมีก็ตอนทักษิณมานี่แหละ ที่ใช้เงินซื้อตัวได้สำเร็จ

ถ้าไม่ห่างการเมืองมากเกินไป คงเคยได้ยินเรื่อง "ปั้นข้าวเหนียวให้ติด"

สส.เหนือ อีสาน แค่ 2 ภาคนี้ก็กุมสภาพการนำในสภาได้แล้ว

การลงประชามติหนนี้คงพอจะเห็นศักยภาพของ สส.ในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

พวกที่บอก แยกตัวออกมาอย่าไว้ใจ แม้เขตนายพินิจ ยังแพ้พวก "ไม่รับ"

อ่านการเมืองของพวกนักการเมืองขายตัว ต้องอย่าวางใจ

ขนาดสมศักดิ์ยังบอกปล่อยให้ไปรับจ๊อบ ...หมดกันพอดี

หลังเลือกตั้งยังอีกเยอะครับ พ่อใหญ่จิ๋วเปิดตัวแล้วจะคึกคักกว่านี้เยอะ

"สมัคร" น่ะ ตัวหลอก อย่าไปเชื่ออะไรมาก
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
    กระโดดไป: