ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
13-08-2020, 12:48
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเพราะอะไร? ใครได้ ใครเสีย? (สำหรับท่านท้าวมหาเทพฯ โดยเฉพาะ) 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเพราะอะไร? ใครได้ ใครเสีย? (สำหรับท่านท้าวมหาเทพฯ โดยเฉพาะ)  (อ่าน 3043 ครั้ง)
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« เมื่อ: 24-07-2007, 11:15 »

จากเวบ PANTIP กระทู้แนะนำโดยสมาชิกชาวสินธร ครับ

ท่าวท้าวมหาเทพฯ เป็นเทวดา อาจไม่ค่อยเข้าใจเรื่องค่าเงิน เทวดาคงไม่เล่นหุ้นกันหรอกจริงมั้ย

มีปัญหาไม่เข้าใจก็ไปถามที่ห้องสินธรได้นะครับ เวบพันทิปน่ะละ อยู่ใกล้ๆราชดำเนิน ท่านคงรู้จักดี

ต้องตั้งใจอ่านหน่อยนะครับ เพราะมันอาจมีหลายข้อที่เขียนไม่โดนใจ

แต่ผู้เขียนเค้าก็บอกเอาไว้ว่า นั่นเป็นแค่ความเห็นของเค้า ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด
----------------------------------------------------------------------------------

สวัสดีครับพี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน หลังจากเงียบหายไปพักใหญ่ ตอนนี้ค่าเงินกลับมาเป็นประเด็น Hot issue อีกครั้งหนึ่งแล้ว วิธีดูก้อง่ายๆ เลย กระทู้ค่าเงินในพันทิปเราจะเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต

หลังจากที่เริ่มทรงๆ ตัว หลังจากที่ ธปท เล่นยาแรงเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทก็ทรงๆ เรื่อยมา แล้วอยู่ๆ กลับมาแข็งพรวดพราดมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะอะไร

กระทู้นี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ความจริงเหตุผลมันง่ายมากเลยครับ อย่างที่ทุกๆ ท่านทราบกันดี เพราะหุ้นขึ้น แค่นั้นเอง

แต่กระทู้นี้ จะเอาหลักฐานที่เป็นตัวเลขมาให้ดูกันครับ

ซึ่งคราวนี้มันก้อเหมือนๆ กับข่าวที่ออกมาอ่ะละ ^^"

อ้าว แล้วจะเอามาให้ดูทำแมวอะไรมิทราบ

ก้อเพราะอยากให้ทุกๆ ท่าน อย่าเพิ่งตกใจกับข่าวแย่ๆ ต่างๆ หันมาดูตัวเลขกันก่อน แล้วค่อยประเมินสถานการณ์ว่า มันแย่จริงไหม แย่มากแย่น้อย และเราควรจะทำอย่างไร

ไม่อยากให้เราๆ ท่านๆ ฟังใครสักคนมาให้ข่าว แล้วก้อตื่นตระหนกไปกับข่าวนั้นๆ

ยิ่งตระหนกกับข่าวแล้วเทขายออกมา จะยิ่งแย่กันใหญ่ (เพราะในพอร์ทผมยังแดงอยู่เลย ฮา)

อีกอย่าง ต้องการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เอาไว้ในกระทู้เดียว เพราะตามตอบทุกๆ กระทู้ ม่ายหวายย T-T

อ้อ ความดีทั้งหมด ถ้ากระทู้นี้จะมีบ้าง (รวมทั้งเสียงขอบคุณ เสียงด่าไม่เกี่ยวนะครับ ฮา)

ผมขอมอบให้ท่านประธานโร้ดดี้นะครับ

ผมตามอ่านกระทู้พี่ทุกวันเลย ไม่เคยพลาด

แต่ไม่เคยโพสขอบคุณสักครั้ง (เพราะแย่งพี่ปลิงไม่ทัน ฮา)

เพราะฉะนั้น ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ละกันนะครับพี่ ^^"
 
พล่ามมาเยอะแล้ว งั้นเริ่มกันเลยครับ

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:50:54 ]   

--------------------------------------------------------------------------------
 
--------------------------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 1   

Q: ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมามากน้อยแค่ไหน?

A: ก่อนอื่นอย่างที่ทุกท่านทราบ เพราะมาตรการกันสำรอง 30% (URR) นั้น ทำให้ตลาดเงินบาทของไทยแบ่งออกเป็นสองตลาดชัดเจนคือ ตลาด Onshore (ตลาดซื้อขายเงินตราในประเทศไทย) และ Offshore (ตลาดซื้อขายเงินตรานอกประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น New York, London, แม้แต่เวียงจันทร์ เราก้อเรียกมัน Offshore หมด)

ซึ่งบาท offshore แข็งขึ้นมาตั้งนานแล้ว เพราะอุปทานเงินบาทในตลาดเมืองนอกมันน้อย กล่าวคือ ในตลาดเมืองนอกมีค่อยมีเงินบาทไปขาย (ถ้าเป็นภาษาหุ้นก้อต้องบอกว่า Volume มันแห้ง วางช่องละไม่กี่พันหุ้น ทำให้เวลาที่ใครสักคนต้องการบาท ต้องเคาะทีหลายช่อง (แถมมีกระโดดอีกต่างหาก ฮา) ทำให้บาทแข็งขึ้นไปเรื่อย และผันผวนสูง (เพราะในทางกลับกัน ถ้าคนต้องทิ้งซ้าย ก้อต้องทิ้งหลายช่องเช่นกัน) )

แต่บาท onshore ไม่ใช่แบบนั้น อุปทานเหลือเฟือ (เพราะ ธปท พิมพ์แบงค์ได้เอง อยากได้เท่าไร ว่ามา! )

ถึงเป็นแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาด Ohshore กลับแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ถ้าเราดูตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (ธ.พ.) ที่ผมจะใช้อ้างอิงว่ามันเป็นเรต Onshore นะครับ เราจะพบว่า ภายหลังจากมาตรการ URR บาทมันก้อนิ่งๆ ไปพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะมีแนวโน้มแข็งขึ้นต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ถ้าเรานับจากมาตรการ URR โดยใช้เรตวันที่ 19 ธ.ค. 49 ที่ ธปท นับมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้บาทแข็ง (จากการเก็งกำไร) มากไปกว่านี้ เราจะพบว่า บาทแข็งขึ้นมาอีก 6.78 %

(แก้ไขข้อความ: แกน X ในรูป มันต้องเป็น 2549 นะครับ ไม่ใช่ 2548 ผมพิมพ์ผิดเองล่ะ ^^" )
แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 50 08:55:24

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:51:26 ] 
   -----------------------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 2   

Q: บาทแข็งเพราะอะไร?
A: บาทแข็งงวดนี้ ดูง่ายมาก

นอกจากปัจจัยอื่นๆ ที่เคยพูดไว้แล้ว (เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด การอ่อนตัวของดอลล่าร์สหรัฐจากกรณี Global Imbalance) ซึ่งก้อยังคงมีผลอยู่ในการแข็งค่าในปัจจุบัน

แต่เหตุผลหนึ่งที่เป็นเหตุผลใหม่ล่าสุด เพิ่มเติมจากเดิมคือ มีเงินทุนจากภายนอกไหลเข้ามาในประเทศมาก

ถ้าถามต่อว่าไหลเข้ามาเพื่ออะไร ก้อคงต้องบอกว่า ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยครับ หลายคนคงรู้อยู่แล้วล่ะ เพราะหุ้นขึ้นอย่างกับอะไรดี แถมต่างชาติซื้อสุทธิแทบจะทุกวัน

เรามาดูตัวเลขกันว่ามันมากมายขนาดไหน

จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ในปี 2550 (นับตั้งแต่ 1 มค 50 ถึงวันที่ 13 กค 50 หรือวันศุกร์ที่แล้ว)  ต่างชาติซื้อสุทธิใน SET (ไม่รวมตลาด MAI) ไปแล้ว 127,804 เฉพาะเดือนกรกฎาคมเดือนเดียว พี่หรั่งก้อกว้านไปแล้วกว่า 30,282 ล้านบาท

เยอะไม่เยอะ อยากให้ลองเทียบกับปี 2549 ปีนั้นทั้งปี พี่หรั่งซื้อสุทธิทั้งสิ้น 84,000 ล้านบาท (รวม MAI)  แต่ปีนี้แค่ 7 เดือนปาไปแล้วถึง 127,000 ล้านบาท ( ไม่รวม MAI นะเนี่ย) หรือเพิ่มขึ้นจากปีทั้งก่อน 50%! แถมทำลายสถิติปี 2005 ที่ทำไว้ 119,000 ล้านบาท

โอเคล่ะ พอสิ้นปี มันอาจจะเหลือซื้อสุทธิแค่ไม่ถึง 10,000 ล้านก้อได้ หรืออาจจะเพิ่มไปถึง 200,000 ล้านก้อได้ ไม่มีใครรู้

แต่ถ้าแค่ปัจจุบัน นับว่าน่าตกใจทีเดียว

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:52:06 ] 
   
------------------------------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 3   

Q: ทำไมต่างชาติถึงเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย?

A: คำเตือนนะครับ คห นี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผมคนเดียว (ผิดถูกไม่รู้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ^^" )

ปัจจัยทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ ไม่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเท่าไรเลย ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกๆ เดือน การลงทุนต่างๆ ชะงักงันหมด การเมืองก้อยังไม่นิ่ง ภาคใต้ก้อยิงกันทุกวัน บางวันมีลามมากรุงเทพอีก แล้วอยู่ๆ ต่างชาติที่กลัวเผด็จการหนักหนา จะมาบอกว่า "เฮ้ประเทศยูอนาคตสดในว่ะ น่าลงทุน" เหรอ มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ

หรืออย่างน้อย ถ้าจะลงทุน ก้อน่าจะให้การเมืองชัดเจนกว่านี้ก่อนสิ นี่ขนาดผมคนไทยแท้ๆ ยังไม่ค่อยจะมั่นใจเลยว่าจะมีเลือกตั้งปลายปีนี้ ฝรั่งจะมั่นใจขนาดนั้นเลย

จริงเหรอ?

เพราะฉะนั้น โดยส่วนตัว ผมถึงมองว่า ต่างชาติเข้ามาเก็งกำไร มากกว่าที่จะเข้ามาลงทุน (คำว่าเก็งกำไรในความหมายของผมคือ การเข้าไปถือหลักทรัพย์ตัวหนึ่งๆ เพื่อหวังผลตอบแทนในระยะสั้นๆ พอได้ปุ๊ปก้อออกไป แต่ลงทุนคือการตั้งใจถือหลักทรัพย์หนึ่งๆ ในระยะกลางขึ้นไป ไม่ใช่ระยะสั้น)

กำไรที่ว่านี่ คือ
1. กำไร Capital Gain จากส่วนต่างราคาหุ้น
และ 2. กำไร Capital Gain จากอัตราแลกเปลี่ยน

เพราะตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดเดียวที่ไม่ต้องโดนกันสำรอง 30%

อย่างที่ผมเคยได้พูดไว้เมื่อ กระทู้ก่อนโน้นเรื่อง URR ที่ ธปท ต้องการใช้ URR กับตลาดหุ้นด้วย (ก่อนที่จะมากลับลำในวันรุ่งขึ้น) ด้วยเหตุผลนี้ละครับ เพราะถ้าเว้นตลาดหุ้นไว้ เงินที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน จะไหลเข้ามาผสมโรงในตลาดหุ้นแทน ซึ่งเราไม่รู้ว่า เงินจำนวนนี้มีมากน้อยแค่ไหน

และถ้าวันหนึ่ง เงินก้อนนี้ (ที่ไม่รู้ว่ามากน้อยแค่ไหนเนี่ยละ) ไหลออกไป มันจะส่งผลต่อตลาดหุ้นร้ายแรงแค่ไหน ไม่มีใครรู้

ถ้าเงินจำนวนดังกล่าวมีจำนวนไม่มากนัก ก้อแล้วไป หุ้นคงไม่ตกมากมาย

แต่ถ้า 127,000 ล้านบาทเป็นเงินเก็งกำไรสักครึ่งหนึ่ง ถ้าต่างชาติขายสุทธิแค่ 50,000 ล้าน ผมมองว่า ถ้าดัชนีจะหล่นได้สัก 100 จุด ก้อไม่น่าแปลกใจ

ถ้ารินขาย ดัชนีคงค่อยๆ ซึมลงทุกวัน

แต่ถ้าโยนเลย ดัชนีคงลงเยอะมากกว่าแบบรินขาย เพราะจะมี panic sell ไปผสมโรงด้วย

ซึ่งผมมองว่า คงรินขายล่ะ เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครสักคนไป shock ตลาดเหมือนอย่างวันที่ 19 ธ.ค. 49 อีก

คนซวยก้อแมงเม่าหน่ะสิครับ ที่ต้องไปอยู่ดอย

ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว และจะยินดีมากเลยถ้าผมทายผิด (อย่างน้อยพอร์ทผมจะได้ไม่แดงไปกว่านี้ ฮา)

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:52:32 ] 
   
 -------------------------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 4   

Q: สมมติว่าถ้าเป็นการเก็งกำไร ต่างชาติจะเทขายทำกำไรเมื่อไร?
A: อันนี้ตอบยาก (ถ้ารู้รวยไปแล้ว จะขายบ้านขายรถไป short TFEX เลย ^^" ) 

เอาเป็นว่า ให้จับตามองประเด็นสำคัญๆ เช่น

1. การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่กองทุนไปทำ Carry Trade เยอะๆ อาทิ ญี่ปุ่น เพราะนั่นจะทำให้ต้นทุนของเงินดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น และอาจจะมีการขายหลักทรัพย์เพื่อไปใช้หนี้คืนก่อนกำหนด หรือ unwind positon

(Carry Trade คือ การกู้ยืมเงินในตลาดที่มีต้นทุน (ดอกเบี้ย) ต่ำ อาทิ ญี่ปุ่น แล้วไปลงทุนในตลาดที่มีผลตอบแทนสูงกว่า)

(unwind position คือ การปิด positon เช่น ถ้าคุณ long futures ไว้ คุณก้อไป short กลับเพื่อปิด position ของคุณนั่นเอง)

2. มาตรการสกัดความร้อนแรงของตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีน ถ้าตลาดเพื่อนบ้านมีใครงัดมาตรการเพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงิน หรือการลดความร้อนแรงของตลาดเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ ทางการไทยเราอาจจะเอาเป็นแบบอย่างบ้าง หรืออย่างน้อยอาจส่งผลให้กองทุนต่างชาติเห็นว่า ผลตอบแทนในภูมิภาคนี้ไม่น่าสนใจอีกต่อไป และเงินเก็งกำไรอาจถูกถอนออกไป

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:52:48 ] 
   
 ----------------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 5   

Q: กลับมาเรื่องค่าเงินบาท บาทแข็งไม่ดีอย่างไร?
A: เหตุผลสำคัญที่สุดคือไม่ดีต่อการส่งออกไงครับ

การส่งออกสำคัญต่อประเทศไทยมั่กๆๆๆๆ เพราะ รายได้ของประเทศไทย  70% มาจากการส่งออก

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ตัวเลขจากสภาพัฒน์ GDP ประเทศไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ (หมายถึงรายได้ที่ประชาชนในประเทศเราทั้งหมดทำได้) มีทั้งสิ้น 2.083 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากการส่งออกซะ 1.468 ล้านล้านบาท หรือ 70.84%

เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าภาคการส่งออกมีปัญหา ประเทศไทยแย่แน่ๆ

ความจริงโครงสร้างประเทศไทยเป็นแบบนี้ มันก้อไม่น่าปลื้มเท่าไรนะครับ ที่เราพึ่งพิงการส่งออกมากเกินไป เพราะพอเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของเรามีปัญหา มันจะทำให้ประเทศเรามีปัญหาไปด้วย และทำให้เศรษฐกิจบ้านเราต้องไปผูกติดกับประเทศอื่นๆ มากเกินไป (ปัญหาเรื่องโครงสร้างนี่ ถ้าจะพูดกันยาว เอาไว้คราวหน้านะครับ)

ถ้าบาทแข็งขึ้น จะทำให้สินค้าของไทยแพงขึ้นในสายตาต่างชาติ (เมื่อก่อนชาวต่างชาติให้เงิน 1 ดอลล่าร์ ซื้อเงินบาทได้ 35 บาท แต่ปัจจุบัน ซื้อได้เพียง 33 บาทเท่านั้น และแทนที่จะได้เงิน 35 ไปชอปสินค้าไทย กลับได้แค่ 33 บาทเท่านั้น)

ด้วยความที่เราพึ่งพิงการส่งออกมากขนาดนี้ ทำให้ทุกๆ ฝ่ายกังวลเกี่ยวกับค่าเงินบาท

ยิ่งถ้าย้อนไปดูรายงานตัวเลขต่างๆ ของ GDP ฝั่งอุปสงค์จะเห็นว่า ที่ปัจจุบัน GDP ยังคงเติบโตอยู่ได้พอสมควร (ร้อยละ 4.3 ในไตรมาสที่ 1) เพราะมีการส่งออกเนี่ยละเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5) ในขณะที่การบริโภคโตเพียง 1.3 เท่านั้นเอง การลงทุนติดลบ

ถ้าเรายังปล่อยให้การส่งออกตายไป เศรษฐกิจไทยคงไม่เหลืออะไรไว้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเลย ภายใต้สภาวการณ์ในปัจจุบัน

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:53:12 ] 
   
 ------------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 6   

Q: ซึ่งบาทแข็งเนี่ย ทำให้การส่งออกเราแย่ลง?

A: ใช่ครับ

แต่อย่างไรก้อตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้ตื่นตะหนกจนเกินไปคือ ไม่ใช่ว่า บาทแข็งขึ้นมา 10% แล้วจะหมายความว่าสินค้าเราจะแพงขึ้น 10%

เพราะการที่บาทแข็งมา มันก้อแข็งตามกับค่าเงินภูมิภาค ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่เจอปัญหานี้เสียเมื่อไร

ซึ่งถ้าเราแข็งขึ้นมา 10% แต่คู่แข่งเราแข็งขึ้นมา 9% นั่นหมายความว่า สินค้าของเราแพงขึ้นจากคู่แข่งเพียงแค่ 1% เท่านั้น

ซึ่งแต่ละธุรกิจ ก้อจะมีคู่แข่งแตกต่างกันออกไป บ้างก้อแข่งกับเวียดนาม (เช่น ข้าว)  บ้างก้ออัดกับจีน (เช่น เครื่องนุ่งห่ม) ซึ่งมันยากในการบอกว่า อุตสาหกรรมไหนได้รับผลกระทบจากบาทแข็งมากกว่ากัน ต้องไปดูถึงไส้ว่า อุตสาหกรรมนี้ใครเป็นคู่แข่งสำคัญ แล้วคู่แข่งนั้น ค่าเงินแข็งขึ้นมากน้อยขนาดไหน เทียบกับเราแล้วเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ดี ถ้าดูจาก NEER (Nominal Effective Exchange Rate : ดัชนีค่าเงินบาท เมื่อคำนวณเทียบกับประเทศคู่ค้าต่างๆในปีฐาน อธิบายจะยาว เอาเป็นว่า ถ้ามันเพิ่มขึ้น แสดงว่าบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ โดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักแล้ว ถ้ามันลดลง แสดงว่าบาทอ่อนลง ง่ายๆ เบๆ ^o^ ) จะพบว่า ค่าเงินของเราแข็งขึ้นมาจริงๆ เมื่อเทียบกับชาวบ้านชาวช่องโดยรวม และมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา

แต่ถ้าเราลองไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ จะพบว่าการส่งออกของเราเติบโตอย่างน่าทึ่งทีเดียว ทั้งที่บาทแข็งโป้กแบบนี้

ตัวเลขล่าสุดของแบงค์ชาติ ชี้ให้เห้นว่า การส่งออกของไทยเติบโตถึง 18.5% ในไตรมาสที่ 1 และล่าสุดพี่แกก้อทะยานไปถึง 19.9% ในเดือนพฤษภาคม

โดยภาคที่ขยายตัวสูงๆ คือ สินค้าอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมพวกนี้ ค่าเงินไม่ค่อยส่งผลกระทบเท่าไรนัก เนื่องจากไม่ได้แข่งขันที่ราคาเป็นสำคัญ แถมมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างสูง ซึ่งก้อเจ๊ากันไป

(สังเกตง่ายๆ ว่า นักวิแคะเชียร์พวกอิเลคทรอนิกส์กันจัง หุ้นกลุ่มนี้ก้อวิ่งเอาๆ)

ส่วนที่แข่งขันที่ราคาอาทิ พวกสิ่งทอ นั่น มีผลกระทบแน่นอน และรายเล็กๆ สายป่านสั้นๆ อ่ะ ปิดไปหลายโรงแล้ว ก้อตามข่าวนั่นละ (แต่ไอ้โรงใหญ่ๆ ที่เป็นข่าวนั่น ค่าเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญนะครับ บริษัทเค้ามีปัญหาหลายเรื่อง)

แต่ที่น่าแปลกใจก้อคือ รายใหญ่ๆ กลับลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากออเดอร์ที่ปกติรายเล็กเป็นคนรับ พอเค้าปิดตัว ไม่มีใครทำต่อ รายใหญ่เลยถือเป็นโอกาส

(ข้อมูลจากที่เคยได้พูดคุยกับสมาคมสิ่งทอต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้นะครับ)

เพราะฉะนั้นให้ผมประเมิน ผมก้อว่า สิ่งออกเราเริ่มจะแย่จริง ในบางอุตสาหกรรม แต่ก้อไม่ได้แย่ไปเสียทั้งประเทศ ต้องดูเป็นตัวๆ ไป
แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 50 09:00:02

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:53:38 ] 
   
 
  --------------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 7   

Q: แบงค์ชาติไม่ทำอะไรเลยเหรอ?
A: ถ้าดูจากตัวเลขเงินสำรองของประเทศจะเห็นได้ว่า ธปท.แทรกแซงค่าเงินอย่างหนัก โดยเงินสำรองของไทยตั้งแต่ต้นปีนี้เพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 6,172 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (ข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 6 ก.ค. 50) หรือเพิ่มขึ้นมาถึงเกือบๆ 10% จะแก้ตัวอย่างอื่นๆ ไม่ได้เลย แทรกแซงชัดๆ

ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมมองว่า การแทรกแซงค่าเงินไม่ใช้การแก้ปัญหาสักเท่าไรนัก มันแค่การบรรเทาปัญหา และยืดเวลาไปอีกสักพักเท่านั้น และพอแบงค์ชาติแทรกแซงแล้วตัวเองก้อต้องไปทำ sterelize เงินบาทกลับมาอีก ซึ่งต้นทุนในการทำไม่ใช่น้อยๆ

(Sterilize คือการที่แบงค์ชาติปล่อยเงินบาทมาในระบบด้วยการซื้อดอลล่าร์ในตลาด และตัวเองก้อไปดูดเงินบาทที่ปล่อยออกไป กลับเข้ามาอีกรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินบาทอยู่ในระบบมากเกินไปจนเกิดปัญหาเงินเฟ้อ)

ถ้าจำได้สักเดือนที่แล้วมีข่าวว่าแบงค์ชาติขอกระทรวงการคลังเพื่อที่จะออกพันธบัตร ก้อเพื่อนำมา sterilize เนี่ยละ

จะเห็นได้ว่า ต้นทุนที่ชัดเจน (มากกว่าคำว่าขาดทุนทางบัญชี ที่อ้างบ่อยๆ) ที่แบงค์ชาติ ต้องจ่าย ก้อคือดอกเบี้ยของพันธบัตรที่ปล่อยออกมานี่ละ

และการแทรกแซงมันทำให้ผู้เล่นในตลาดเงินเก็งกำไรกันได้ง่ายๆ

อย่างเช่น เมื่อสักเดือนก่อน ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารระดับสูงสุดฝ่ายค้าเงินของธนาคารขนาดกลางแห่งหนึ่ง ท่านให้ความเห็นกับผมว่า การที่แบงค์ชาติแทรกแซงค่าเงินแบบนี้ ทำให้ทุกคนรู้ และผมค่าเงินแข็งมาถึงระดับที่ทุกคนคาดว่าเป็นแนวรับที่แบงค์ชาติจะเข้ามาแทรกแซง ทุกคนจะหยุดทำธุรกรรม รอให้มีใครสักคนมากว้านซื้อดอลล่าร์ไปเป็นจำนวนมากๆ แบบไม่มีสาเหตุ (นั่นละแบงค์ชาติแหง๋ๆ) จนบาทอ่อนมาระดับหนึ่ง ถึงค่อยเข้าไปทำธุรกรรมอีกครั้ง

ถ้าลองเป็นอีแบบนี้ แบงค์ชาติก้อซื้อของแพงอยู่คนเดียวดิ

ท่านให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แบงค์ชาติควรจะหยุดแทรกแซงค่าเงิน และปล่อยให้เงินมันแข็งไปตามธรรมชาติ และเอาเวลาไปจัดการและป้องกันไม่ให้พวกเก็งกำไรเข้ามาในตลาดจะดีกว่า

ปล่อยให้ผู้ส่งออกเจ็บเสียบ้าง จะได้ปรับตัว ไปทำ hedging หรืออะไรก้อว่ากันไป ไม่ใช่คอยอุ้มอยู่เรื่อยๆ แบบนี้มันเป็นขนมผสมยาพิษ เพราะถ้าวันหนึ่ง แบงค์ชาติแทรกแซงไม่ไหวขึ้นมา ผู้ส่งออกก้อตายสถานเดียว

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:54:18 ] 
   
 
 ------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 8

Q: ทำไมแบงค์ชาติไม่แก้ปัญหาด้วยการ fix ค่าเงิน?

A: อันนี้เคยตอบไปหลายรอบมากๆ แต่ก้อจะมีคนเสนอมาเรื่อยๆ เหมือนกัน ^^"

ถ้าใครเคยผ่านวิกฤตปี 41 มา จะรู้ดีว่า การ fix ค่าเงิน มาก่อให้เกิดการเก็งกำไรได้มากน้อยขนาดไหน

ที่เราโดน hedge fund ต่างๆ โจมตีค่าเงินจนเศรษฐกิจเจ๊ง ก้อเพราะเรา fix ค่าเงินเนี่ยละครับ

การที่จะ fix ค่าเงินได้ นั่นหมายความว่า ธปท จะต้องสามารถซึมซับ อุปสงค์และอุปทานส่วนเกินได้อย่างเต็มที่

ซึ่งเศรษฐกิจประเทศเราเล็กมากๆๆๆๆ เงินสำรองของเราก้อมีจึ๋งเดียว จะเอาอะไรไปสู้กับกองทุนใหญ่ๆ ภายนอกได้

เพราะฉะนั้น การ fix ค่าเงิน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่ๆ แบงค์ชาติน่าจะเข็ด จนไม่รู้จะเข็ดอย่างไรแล้ว

เคยตอบไว้ยาวมากในกระทู้ก่อน เพราะฉะนั้น คงไม่พูดซ้ำแล้วนะครับ แฮะๆ ^^"

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:54:42 ] 
   
-------------------------------------------------------------------
 ความคิดเห็นที่ 9   

Q: แล้วบาทแข็งเนี่ย ไม่มีข้อดีเลยเหรอ?

A: มีสิครับ ข้อดีในทางกลับกัน ก้อคือ เราสามารถนำเข้าได้ถูกลง (เมื่อก่อนเราใช้เงิน 35 บาทในการซื้อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันใช้เงิน 33 บาทเท่านั้น

ขอยกตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ ก้อคือ เรื่องน้ำมัน

ประเทศไทยเรานำเข้าน้ำมันเยอะมาก ปีละหลายตังค์อยู่ พอบาทแข็งทำให้เรานำเข้าน้ำมันได้ถูกลง

ดูตัวอย่างกันชัดๆ จากข้อมูลของ EPPO เราจะพบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไทยเรานำเข้าน้ำมันดิบแล้วทั้งสิ้น 19,729 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,581 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเราจ่ายเงินไป 267, 874 ล้านบาท (โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 35.88) ซึ่งจะเห็นว่า แม้ราคาน้ำมันดิบจะลดลง 1.4% ใน 5 เดือนแรกนี้ก้อเถอะ (เมื่อเทียบกับห้าเดือนแรกปีก่อน) แต่มูลค่าคิดเป็นเงินบาทกลับลดลงถึง 14.2% ในขณะที่เราบริโภคน้ำมันเกือบๆ จะเท่าเดิม (ลดลงแค่ 1.6%)

สมมติว่า ถ้าปีนี้ทั้งปีเราบริโภคน้ำมันเท่าๆ กับปีก่อน (ที่ 48,125 ล้านลิตร) ต่อให้ราคาโคดแพงเท่าปีที่แล้วด้วยเอ้า (ราคาเฉลี่ยปีที่แล้วอยู่ที่ 65.49 เหรียญต่อบาร์เรล ในขณะห้าเดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 61เหรียญเท่านั้น)

ถ้าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีนี้อยู่ที่ 33 บาท

เราจะประหยัดเงินในการนำเข้าน้ำมันดิบได้ถึง 99,122 ล้านบาท หรือเกือบๆ หนึ่งแสนล้านบาทเลยทีเดียว

ผมเคยคำนวณเล่นๆ ว่า ถ้าเราสมมติว่า ทุกอย่างคงที่นะครับ (ภาษี ค่าการกลั่น ค่าการตลาด บลาๆๆ)

ทุกๆ หนึ่งบาทที่แข็งค่าขึ้น จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศถูกลง 60 สตางค์ต่อลิตร

ในขณะที่น้ำมันแพงขึ้น 1 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันแพงขึ้นประมาณ 30 สตางค์ต่อลิตร

จะเห็นได้ว่า เพราะอานิสงค์จากบาทแข็งเนี่ยละ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศยังไม่ทะลุ high เดิมที่ 30.59 เมื่อกรกฎาคมปี 49 ทั้งที่ราคาน้ำมันเบนซินในตลาดสิงคโปร์ทำ new high เป็นว่าเล่น

แต่ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่จะให้ทุกท่านใช้น้ำมันไม่บันยะบันยังนะครับ

ปีปีหนึ่งเรานำเข้าน้ำมันมหาศาลซึ่ง เสียดายเงินอ่ะ ช่วยๆ กันประหยัดดีกว่าครับ
แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 50 09:00:29

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:55:26 ]
 
   ------------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 10   

Q: สรุปแล้ว บาทแข็งเนี่ย มันมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน?

A: ไม่รู้ครับ (ฮา)   

การบริหารประเทศมันไม่ง่ายนักนะครับ โดยเฉพาะในการต้องตัดสินใจว่า จะดำเนินนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อใคร (และใครเสียประโยชน์)

ถ้าสมมติว่าแบงค์ชาติต้องการจะช่วยผู้ส่งออกด้วยการแทรกแซงค่าเงินบาท ก้อทำได้ครับ ไล่ซื้อดอลล่าร์มันไปเรื่อยๆ เลย แล้วออกพันธบัตรไปดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาด

คำถามคือ ดอกเบี้ยที่ต้องเสียจากพันธบัตร ใครจะต้องจ่าย เงินก้อนนี้เอาไปทำอย่างอื่น ที่มีผลดีต่อคนทั้งประเทศดีกว่าไหม

ซึ่งผู้ส่งออกอาจจะบอกได้อีกว่า ถ้าภาคส่งออกเจ๊ง ประเทศไทยจะเจ๊งตาม แล้วทีนี้จะไปพัฒนาอะไรก้อไม่มีผลแล้ว ซึ่งมันก้อจริงของเค้า

โดยส่วนตัวผมยังสนับสนุนว่า ให้ปล่อยค่าเงินมันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะ จะแข็งไปยี่สิบ หรือสิบบาท ก้อช่างมัน

ขออย่างเดียว ให้มันแข็งตามพื้นฐานเศรษฐกิจจริงๆ (แข็งเพราะต่างชาติต้องการลงทุนในไทย)

ไม่ได้แข็งเพราะการเก็งกำไร อย่างทุกวันนี้

และควรผ่อนปรนกฏเกณฑ์ในการลงทุนในต่างประเทศ (ซึ่งเข้าใจว่า ทุกฝ่ายกำลังเร่งทำเรื่องนี้อยู่) เพื่อให้มีเงินไหลออกบ้าง

ที่สำคัญแบงค์ชาติควรจะไปมุ่งมั่นในการจัดการกับพวกที่เข้ามาเก็งกำไรมากกว่า

เรื่องอัตราดอกเบี้ย ตอนนี้คงมองภาพได้ในระดับหนึ่งว่า การลดดอกเบี้ย ไม่ได้ช่วยให้เงินบาทอ่อนลงเท่าไรเลย

เพราะยังมีภาคอื่นๆ อีกมาก ที่ทำให้เงินทุนจากภายนอก เข้ามาหากำไรในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ก้อคือตลาดหุ้น

ส่วนรัฐบาลควรออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกในยามบาทแข็งเช่นนี้ พยายามหาตลาดใหม่ๆ เพิ่ม value added ในตัวสินค้า

สำหรับผู้ส่งออกทั้งหลาย ควรจะยอมรับสภาพว่า การค้าขายโดยเอาถูกเข้าว่า หวังว่าบาทมันจะอ่อนท่าเดียว มันกำลังจะใช้ไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน ถ้าเราไม่ปรับตัว เราคงอยู่รอดได้ยากในอนาคต

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:55:44 ] 
   
 --------------------------------------------------------------

 ความคิดเห็นที่ 11   

จบครับ ความจริงมีกระทู้ที่เขียนเมื่อต้นปีก่อน สองสามอัน แต่เขียนไม่จบซ้ากที

พอดีอันนี้เป็น hot issue เลยลัดคิวมาก่อน ^^"

พบกันกระทู้หน้านะครับ Wink

จากคุณ : m_ple   - [ 16 ก.ค. 50 08:56:15 ] 
 

---------------------------------------------------------------------------


บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 24-07-2007, 11:17 »

ถ้าท่านท้าวมีปัญหาสงสัยก็ไปสอบถามได้ที่นี่ครับ

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I5613790/I5613790.html


บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #2 เมื่อ: 24-07-2007, 11:24 »

Thanks จขกท. ที่อุตส่าห์มอบข้อมูลให้กับท้าวฯเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ท้าวฯกลับมองว่าการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของบาทมันไม่สำคัญเท่ากับหายนะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้มันสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารของรัฐบาลใช่หรือไม่!?!

สมัยทักษิณ....โรงงานปิดกันแบบนี้หรือไม่? Topsเคยโละคนงานตามสาขาไหม? ร้านค้าปิดกิจการลงเยอะแบบนี้หรือเปล่า?
บันทึกการเข้า
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 24-07-2007, 11:42 »

ชะอ้าว  ไหงบอก บาทจะแข็งจะอ่อนไม่สำคัญซะแล้ว

ตกลงอ่านหรือยังล่ะ  อุตส่าไปหาบทความดีๆ จากผู้รู้จริงมา ดันไม่สนใจซะนี่

คนเราถ้าไม่ศึกษาที่มาที่ไป แล้วมันจะไปเข้าใจผลได้อย่างไร

ว่าทำไมมันถึงเกิดผลนั้น 

ไปอ่านซะนะ กระทู้นี้ มี คห.ดีๆเยอะ

แล้วเวลาไปคุยกับเค้าก็ต้องมีความรู้หน่อยนะ อย่าใช้แต่ความรู้สึก:slime_v:
บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
-3-
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,186


« ตอบ #4 เมื่อ: 24-07-2007, 12:28 »

ขอบคุณสำหรับบทความครับ

ปล พี่เท้าหมาไม่เข้าใจก็ไปโพสถามเขาสิครับ (ฮา) 
บันทึกการเข้า



ประชาธิปไตยตัดสินความต้องการได้ แต่ตัดสินความถูกต้องไม่ได้!!
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 24-07-2007, 23:13 »

เอามาให้เต็มๆ ท่านท้าวฯ จะได้ไม่ต้องเหนื่อย  รู้ว่าไม่กล้าเข้าไปถาม


 ความคิดเห็นที่ 12   

แจ่มครับ

ปีที่แล้ว ฝากเงินกลับบ้าน 1000 เหรียญได้ 36000 ปีนี้ได้ 32000 ทำงานแบกจานหนักเหมือนเดิม

เซ็ง

จากคุณ : คำหม่อง   - [ 16 ก.ค. 50 09:20:31 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 13   

ขอบคุณสำหรับอีกมุมมองเรื่องค่าเงินครับ

จากคุณ : tobacco  - [ 16 ก.ค. 50 09:28:37 ] 
   
 
 
 ความคิดเห็นที่ 14 

ขอบคุณครับ
เห็นด้วยส่วนใหญ่ ยกเว้นที่บอกว่าเราไม่มีปัญหา fix ค่าเงิน
ไม่เห็นด้วยครับ เพราะ ในปี 40 เราพลาดไปที่มี peg ณ จุดที่ไม่สมเหตุสมผลกับสภาพศก.
แต่ถ้าเรากำหนด อลป.ณ จุดที่เหมาะสม และ ปรับเปลี่ยนทุกๆ ครึ่งปี
มันไม่มีการเก็งกำไรมากมายจนคุมไม่อยู่แน่นอน

ทำไมนะหรือ ???? ก็เพราะ เดาไม่ถูกครับ ว่าบาทจะแข็งขึ้น หรืออ่อนลง การโจมตีจึงเกิดขึ้นไม่ได้ การเก็งกำไรทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะ บาทจะคงที่อยู่ถึงครึ่งปี... ทำให้เขาไม่ได้ผลตอบแทนตรงนั้นเลยเพราะบาทคงที่

ในปี 40 เขาเล่นฝั่งบาทอ่อนไงครับ เราถึงสู้ไม่ได้เพราะมีหน้าตักจำกัด คือ เงินทุนสำรองมีไม่พอกับหนี้ ตปท.ระยะสั้น แต่ถ้าเล่นฝั่งบาทแข็งละก็....สู้ได้แน่ เพราะ เงินบาทเรามีไม่อั้นครับ

อย่าเอาสถานการณ์ในอดีตมาปนกับปัจจุบันครับ เวลาเปลี่ยนทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว

และที่บอกว่า บาทแข็ง กับ บาทอ่อน อันไหนดีเสียกว่ากัน
ฟันธงครับ บาทอ่อน จะทำให้ GDP สูงขึ้นครับ
logic ง่ายๆ คือ เราส่งออกมากกว่านำเข้า การทำให้บาทอ่อนจะทำให้ส่วนเกินดุลนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นบาท.... ง่ายๆ เลยครับ
และเรามีสินทรัพย์สุทธิเงิน ตปท.เป็นบวก ดังนั้น ค่าเงินบาทอ่อน เงินตรงนี้จะมีมูลค่าสูงขึ้นคิดเป็นบาทครับ
TDRI ก็เคยทำออกมาแล้ว บาทอ่อนลง 1% จะทำให้ ศก.โตเพิ่มขึ้น 0.1% ชัดเจนครับ

ทำไมจีนจึงยืนยันจะทำให้ค่าเงินอ่อนกว่าความเป็นจริงราว 30% และเขาก็ทำได้.... เพราะเขามองที่เรื่องของการจ้างงาน ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญกว่า ..... การส่งออกเชื่อมโยงกับการจ้างงาน และ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญยิ่งกว่า "เงินเฟ้อ" หรือไม่ ต้องชั่งน้ำหนักดูครับ

จากคุณ : ryuken - [ 16 ก.ค. 50 09:35:15 A:125.24.8.85 X: TicketID:143864 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 15   

แจ่มครับ

จากคุณ : yai-cho  - [ 16 ก.ค. 50 09:38:56 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 16   

จีนมีทุนสำรอง 1.2 ล้านล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐครับ นี่คือสาเหตุที่ทำไมจีนpegได้
TDRI ก็เคยทำออกมาแล้ว บาทอ่อนลง 1% จะทำให้ ศก.โตเพิ่มขึ้น 0.1% ชัดเจนครับ -----คงจะเป็นโมเดล Y=C+i+g+x-m อันเลื่องชื่อ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ตัวแปรมันเปลี่ยนได้ครับ ตรง constraint หน่ะครับ โมเดวนี้ไม่ได้เป็น dynamic ครับ ต้องใช้โมเดลให้ถูกต้องด้วย

จากคุณ : galadinner   - [ 16 ก.ค. 50 09:46:14 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 17   

ขอบคุณครับ

สำหรับข้อมูลต่าง ๆ ครับ

อยากฟังความเห็นจากท่านบ่อย ๆ น่ะครับ

จากคุณ : พ่อให้เงินแม่ให้ทอง  - [ 16 ก.ค. 50 09:52:14 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 18   

แจ่มครับ

ขอบคุณสำหรับข้อมูล

จากคุณ : BongKoch   - [ 16 ก.ค. 50 10:06:04 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 19 

Home > US Dollar/Thai Baht (FOREX:USDTHB)
Add to Portfolio | Charts | Download Data | Analyze Chart | Options

ขอบคุณครับที่ช่วยให้ความรู้และความเห็น

เงินบาทตอนนี้หลุดแนวรับสำคัญ 30 บาทต่อ 1 ดอลล์แล้ว

Last trade 29.995 Change -0.450 (-1.48%)

Open 30.445 Previous Close 30.445

High 30.595 Low 29.942

ผมคิดว่า ธปท.และกระทรวงการคลังควรจะเร่งออกประกาศมาตรการให้นำเงินดอลล์ไปฝากในธนาคารในประเทศได้และลงทุนในต่างประเทศ

กับนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นเช่นฝากธนาคารในสหรัฐหรือซื้อพันธบัตรต่างประเทศในรูปเงินตราสกุลอื่นเพิ่มขึ้นโดยด่วน

จากคุณ : บัตรผ่านใหม่ - [ 16 ก.ค. 50 10:10:50 A:61.19.52.134 X: TicketID:146938 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 20   

ผมคิดว่า ธปท.และกระทรวงการคลังควรจะเร่งออกประกาศมาตรการให้นำเงินดอลล์ไปฝากในธนาคารในประเทศได้และลงทุนในต่างประเทศ

กับนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นเช่นฝากธนาคารในสหรัฐหรือซื้อพันธบัตรต่างประเทศในรูปเงินตราสกุลอื่นเพิ่มขึ้นโดยด่วน

----ประเทศเรามีเงินมากขนาดนั้นหรอครับ รายย่อยที่รู้เรื่องมีกี่คน และมีเงินรวมกันกี่บาท รายใหญ่ๆเงินเขาอยู่สิงคโปร์ อังกฤษ อเมริกา สวิสกันหมดแล้วครับ

จากคุณ : galadinner   - [ 16 ก.ค. 50 10:16:42 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 21   

เดี่ยวคงได้เห็นกันว่า ธปท. จะทำอะไร

คิดว่าต้องทำแน่ๆ

อยากให้ไทยมีสินค้าเจ๋งๆสัก2-3อย่าง  ออกไปต่อสู้กับสินค้านอกมั่ง

สู้กันแต่ค่าเงิน เหมือนคนจะออกรบ พัฒนาแต่ฝีมือในการสู้รบ แต่ไม่เคยพัฒนาอาวุธกันเลย

รบเก่งแค่ไหน แต่อาวุธไม่พร้อม  ออกไปสู้รบก็ตายลูกเดียว ต่างชาติ เค้าพร้อมทั้งฝีมือ แล้วก็อาวุธพร้อม

คิดจะเสรี มันต้องแน่ใจว่าตัวเองแน่พอ

จากคุณ : BMWTurboman  - [ 16 ก.ค. 50 10:26:16 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 22   

ขอบคุณครับ

จากคุณ : bleed  - [ 16 ก.ค. 50 10:30:30 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 23   

 ... เข้ามาดู

จากคุณ : Mr. Fusion   - [ 16 ก.ค. 50 10:37:34 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 24   

สิ่งที่น่าทำตอนนี้คือเพิ่ม Demand ของเงินต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อให้มารองรับกับ Supply ที่เพิ่มขึ้นอย่างเร็วผิดสังเกตได้ และน่าจะออกกฎหมายเก็บภาษีการเก็งกำไรได้แล้ว อย่างเช่นผู้ที่พอร์ตการลงทุนเกิน xx ล้านบาท ถ้าถือสั้นน้อยกว่าหนึ่งปีต้องเสีย Capital Gain(loss) Tax

จากคุณ : Nexus   - [ 16 ก.ค. 50 10:50:49 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 25 

เยี่ยมเลยคะ อยากให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ่อยๆค่ะ วันนี้ดิฉันได้ทราบข้อมูลเพิ่มขึ้นมากทีเดียว ขอบคุณทุกๆท่านนะคะ เดี๋ยวจะเข้ามาอ่านอีก เผื่อท่านใดมีความคิดเห็นเพิ่มเติม

เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ

จากคุณ : EXIT - [ 16 ก.ค. 50 10:52:15 A:203.107.201.106 X: TicketID:138232 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 26   

คุณ ryuken

ผมเห็นว่าคุณพยายามยัดเยียดแนวคิดของคุณมาตลอด

โพสต์ไม่รู้กี่กระทู้ ไม่รู้จักเลิก

ผมถามคำเดียว การเปลี่ยนทุก 6 เดือน มันเป็นจุดที่เก็งกำไรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

เช่น มกรา กำหนดค่าเงินไว้ 35 บาท แต่พอ กรกฎาคม จะมีคนรู้ว่าค่าเงินจะต้องแข็งขึ้น เขาก็รีบซื้อบาทไว้ เพื่อรอให้ประกาศอัตราใหม่ แล้วแลกเป็นดอลลาร์ มันจะทำได้ยังไงครับ

ที่บอกฮ่องกงทำได้ เพราะฮ่องกงเป็นตลาดซื้อขาย เงินเข้ากับเงินออก มันมีมากพอ ๆ กัน จึงไม่กระทบ พื้นฐานต่างกับประเทศไทยมากมาย

เลิกเถอะครับ วิธีแบบนี้ น่าเบื่อ

อ้อ ข้อโหวตให้กระทู้นี้ เห็นด้วยทุกประการ

จากคุณ : ผู้เฒ่าสายลม   - [ 16 ก.ค. 50 10:58:59 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 27   

^
^
^
^
^
เอาน่า เป็นกระทู้เฉยๆ เพื่อให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น

ในที่นี้จริงๆแล้ว เราก็คงไม่รู้จริงๆว่ามาตราการไหนดีสุด ไม่ใช่ทุกคนไม่เก่งนะ แต่ข้อมูล เราคงไม่มากพอกับการตัดสินใจ

แสดงความคิดกันได้ครับ ชอบอ่านหลายๆแบบ ผิดถูกไม่รู้ เพราะ ธปท. คงไม่ได้เอาความเห็นในกระทู้นี้ไปใช้ เพราะคงไม่มีเวลาเข้ามาอ่าน

แต่ดีครับ ชอบอ่าน ขอบคุณทุกคนที่แสดงความคิดเห็น เหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ไม่เป้นไร เป็นการแสดงความคิดของตนเอง

จากคุณ : BMWTurboman  - [ 16 ก.ค. 50 11:04:00 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 28 

เพิ่งเข้ามาชม ครั้งแรก.............. แต่ขอบอกว่า จะเข้ามาอีกหลาย ๆ ครั้ง ขอบคุณผู้รู้ที่ให้รู้แจ้งเห็นจริงครับ.....

จากคุณ : khun....m - [ 16 ก.ค. 50 11:35:32 A:10.3.5.155 X:202.28.169.165 TicketID:138998 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 29   

ขอบคุณมาก ครับ ที่ช่วยอธิบายอย่างละเอียดทำให้เข้าใจมากขึ้น

ผมรบกวนเรียนถามความรู้คุณm_ple หน่อยครับ
คืออยากทราบว่า การเปิดเสรีการเงิน 100% ด้วยการรับพันธะข้อ 8 ของ IMF   
จนทำให้เกิดตลาดoffshore ที่ใหญ่เกินตัวนั้น
เรามีทางที่จะปิดตลาด offshore นี้เสียได้ไหมครับ
ถ้าได้ แนวปฏิบัติจะต้องทำอย่างไรครับ

ขอบคุณครับ

จากคุณ : b n' b (K.nobody)  - [ 16 ก.ค. 50 11:56:25 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 30   

ดีครับ มีกระทู้อย่างนี้เข้ามาจะได้เพิ่มความเข้าใจให้หลาย ๆ คน
แต่ผมขอแชร์คคหด้วยนะครับ

ผมว่าบาทแข็ง เพราะหุ้นขึ้น มันเป็นผลมาจากอีกเหตุ

บาทแข็ง เพราะหุ้นขึ้น และเงินต่างชาติเข้า
หุ้นขึ้น เงินต่างชาติเข้า เพราะเงินต่างชาติโดยเฉพาะดอลล์ มีทิศทางลง
ดอลล์มีทิศทางลง (พักใหญ่แล้ว) เพราะอเมกาค้าขาดดุล และสร้างหนี้ไว้
เยอะมาก ศก.อเมกายังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวจริง ๆ จัง ๆ

พอคนมองว่าดอลล์มีทิศทางอ่อนค่าลง เขาก็แห่กันขายดอลล์เอาเงินไปทำ
อะไรก็ได้ และตลาดหุ้นไทยก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เอาไว้แก้ปัญหานี้ ของผู้ที่ถือ
เงินดอลล์มาก ๆ

เป็นที่มาของวลี petro dollar หรือคือเงินมหาศาลจากการค้าน้ำมัน ที่ไหล
เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และหุ้นเอเชียต่าง ๆ

หุ้นไทยโดนเป็นพิเศษ น่าจะเป็นเพราะเงินหน้าตัก ธปท. มีไม่มากนักนั่นเอง

quote นี้ได้มาจาก wikipedia

"Since the early 1980s, the United States has transformed from
being the world's largest creditor to having a substantial current
account deficit and a national debt, which is now approximately
64% of the GDP and the highest since the 1950s."

จากคุณ : umdadevil  - [ 16 ก.ค. 50 12:01:30 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 31   

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องจับตามีอยู่ 2 ทาง ในฐานะคนเล่นหุ้น

1. ดอลล์อ่อน บาทแข็ง trend นี้มีสิทธิ์เปลี่ยนหรือไม่ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ ยัง
ไม่เห็นปัจจัยที่จะทำให้ trend นี้เปลี่ยนได้เลย

2. ถ้า trend ที่ว่านี้ยังไม่สิ้นสุด จะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้หรือไม่ หลาย
ๆ คนพูดถึงเรื่องซ้ำรอยวิกฤต 40 ซึ่งผู้รู้หลายคนก็บอกแล้วว่าไม่ใช่ ถ้ามี
วิกฤต จะไม่ใช่รูปแบบเดิมแน่นอน แต่ถ้ามีวิกฤต จะเป็นรูปแบบใหม่มากกว่า

แล้วไอ้ที่ว่ารูปแบบใหม่นี้จะมีอะไรบ้าง? แม้แต่ท่านโฆษิตเองก็ยังดูอยู่

แต่ที่รู้ ๆ กันอยู่คือบริษัทส่งออกมีสิทธิ์เจ๊งสูง แต่แปลกอยู่ตรงที่ว่ายอดส่ง
ออกกลับสูงขึ้น

ผู้ส่งออกยืนยันว่าสาเหตุที่ยอดส่งออกสูงขึ้นเพราะต้องเพิ่มปริมาณ เพื่อเพิ่ม
กำไร เพราะกำไรต่อหน่วยลดลงจากค่าเงินที่แข็งขึ้น

และอีกประการ ถ้าไปดูดี ๆ ในยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น กลับเป็นพวกรถยนต์
เครื่องใช้ไฟฟ้าซะมาก

ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ หุ้นขึ้นทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการไม่ได้ดีเด่อะไร ปัญหาคือ
จะเป็นอย่างนี้ไปนานเท่าไร ต่อให้บริษัททยอยเจ๊ง หุ้นจะยังขึ้นต่อหรือไม่

ก็อาจจะใช่ แต่ก็ไม่แน่... หรือว่าไงครับ

จากคุณ : umdadevil  - [ 16 ก.ค. 50 12:16:58 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 32   

จขกท เขียนเข้าใจง่าย สนุกดีด้วย

จากคุณ : maewnam  - [ 16 ก.ค. 50 12:33:30 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 33   

ขอบคุณ จขกท ครับ

ขอบคุณคุณยายที่แจ้งลิงค์กระทู้เด็ดมาให้

จากคุณ : dr.nitid   - [ 16 ก.ค. 50 12:54:36 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 34   

ขอบคุณสำหรับความเห็นทุก ๆ ความเห็น
อ่านแล้ว....มองทางเดินข้างหน้า....เหนือคำบรรยายจริง ๆ...

จากคุณ : มยุรกาญจน์  - [ 16 ก.ค. 50 13:17:39 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 35   

หนี่ง vote ครับ  สิ้นมีเที่ยวญี่ปุ่นดีกว่า หลายปีก่อนโดนค่าเงินเยนที่ 37
ตอนนี้เหลือแค่  100 ละ 27 กว่าๆ

จากคุณ : โต้คลื่น  - [ 16 ก.ค. 50 13:49:48 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 36   

ผมยังคิดเหมือนคุณ m_ple ว่ารอบนี้ฝรั่งเก็งกำไร ไม่ได้สนใจผลการดำเนิน
งานเท่าเรื่องค่าเงินและ fund flow

สิ่งที่น่าสนใจและอยากให้หลาย ๆ คนลองช่วยกันเดาคือ อะไรบ้างที่จะเป็น
จุดที่ทำให้ฝรั่งขายหุ้น

ตามคคห.ผมนะครับ ฝรั่งจะขายหุ้นเมื่อ
- ถ้าค่าเงินบาทหยุดแข็ง และการขึ้นรอบนี้ตรงตามสมมติฐานอย่างว่า หุ้น
น่าจะลงหนักสุด
- unwind carrytrade ถ้าไม่ได้ทำให้ trend เงินเอเชียกับดอลล์เปลี่ยน หุ้น
น่าจะลงไม่นานและกลับมาขึ้นต่อ
- ถ้าฟองสบู่จีนแตก น่าจะลงหนักเหมือนกัน แต่ผมว่าบรรยากาศโอลิมปิกอาจจะ
ยังพยุงไว้ไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ในตอนนี้ นอกจากมีสงคราม
- สงครามอิหร่าน สงครามจีน สงครามอะไรก็แล้วแต่

และผมว่าปัจจัยต่อไปนี้ไม่น่าจะทำให้หุ้นหยุดขึ้น
- ผลการดำเนินงานไม่ดี
- นโยบายค่าเงินของไทยที่อ่อนแอ
- p/e ratio ที่สูงขึ้น
- เลื่อนเลือกตั้ง หรือประชามติไม่ผ่าน ลงก็แป๊บเดียวนะครับผมว่า
- อัตราดอกเบี้ยไทย
- น้ำมันแพงขึ้นหรือถูกลง

ย้ำอีกทีว่าหมดนี้เป็นคคห.ส่วนตัวนะครับ
แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 50 09:54:03

จากคุณ : umdadevil  - [ 16 ก.ค. 50 14:12:28 ]


 ความคิดเห็นที่ 37   

เข้ามาออกความเห็นด้วยคนครับ

จาก คห.ที่ 14 ของคุณ ryuken ที่ว่า
" ...บาทแข็ง กับ บาทอ่อน อันไหนดีเสียกว่ากัน
ฟันธงครับ บาทอ่อน จะทำให้ GDP สูงขึ้น... "

ทำให้ผมฉุดคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่งล่ะครับ ไม่รู้หลายๆท่านเห็นว่ายังไงบ้าง ปัจจุบันนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ จริงๆก็ต้องบอกว่าเกือบทุกรัฐบาลที่ผ่านมา พยายามทำให้นักลงทุน และประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า การที่ GDP โตขึ้น ในอัตราที่สูงขึ้น ย่อมหมายถึงเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น มองกลับด้านนะครับ แล้วถ้ารัฐบาลคิดในมุมกลับล่ะครับ?? พยายามทำให้ GDP ดูดีขึ้น เพื่อให้ได้ชื่อว่า เศรษฐกิจดีขึ้นในสมัยที่ตนบริหาร... ผมว่าน่ากลัวนะ ผู้ใหญ่หลายคนบ้านเรามองเศรษฐกิจเป็นเรื่องของตัวเลข แต่ลืมความสุขพื้นฐานของประชาชนคนเดินดินไป

มันก็เลยกลับมาสู่คำถามที่ว่า เมื่อเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมาก นั้นก็หมายความว่า เราควรทำอย่างไรก็ได้ ให้การส่งออกได้รับผลประโยชน์มากขึ้น (อย่างเช่น ทำให้เงินบาทอ่อนค่า เป็นต้น) ทุกอย่างย่อมมีข้อดีข้อเสียครับ เมื่อมีคนได้ประโยชน์ ย่อมมีคนเสียประโยชน์ ไม่ว่าค่าเงินบาทแข็งเกินไป หรืออ่อนเกินไป ก็กระทบกับคนหลายกลุ่มทั้งนั้น จะฟันธงว่าบาทอ่อน ดีกว่าบาทแข็ง ผมว่า มันอยู่ที่ว่าเราคุยอยู่บนผลประโยชน์ของใครมากกว่า กำลังพยายามทำให้ GDP ดูดีขึ้น โดยลืมภาคการนำเข้าหรือเปล่า??

หลังจากนี้ เราคงต้องจับตามาตราการ และการเคลื่อนไหวของแบงก์ชาติให้ดีๆล่ะครับ เพราะไม่รู้ว่า ท้ายสุดแล้ว แบงก์ชาติจะตัดสินใจด้วยการยืนอยู่บนประโยชน์ของใคร....

จากคุณ : Mr.Messenger   - [ 16 ก.ค. 50 14:21:32 ] 
 

 ความคิดเห็นที่ 38   

ป๋มว่าบาทแข็งบาทอ่อนไม่สำคัญ  สิ่งที่สำคัญคือประเทศไทยไม่มีนโยบายการเงินในระยะยยาว  คนแบงค์ชาติขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ   แบงค์ชาติไม่ได้มีหน้าที่เอาบาทมาอุ้มค่าเงิน  เอามาถลุงกันจนจะหมดตูดแล้วเงินก็ยังแข็งต่อไปเรื่อยๆ   แบงค์ชาติมีหน้าทีกำหนดแนวทาง  ไม่ใช่ผู้ที่ต้องลงมาเล่นในตลาดเงินเอง  เจ๊ธาริษาก็จบญี่ปุ่นทำไมไม่ดูว่าญี่ปุนเค้าทำยังไงกัยนโยบายการเงินของประเทศ

เราคนธรรมดาๆยังรู้ตั้งแต่ปีมะโว้แล้วว่าค่าเงินจะแข็งไปเรื่อยๆ  แล้วทำไมแบงค์ชาติยังแทรกแซงค่าเงินอยู่ได้  ยิ่งอุ้มบาทก็ยิ่งแข็งเพราะเงินฝรั่งหนากว่าเงินคนไทยทั้งประเทศ

คนเราต้องพัฒนาตามโลกที่เปลี่ยนไป  ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ช่วยส่งออก  ส่งออกจะตาย  แต่ทั้งรู้ว่าค่าเงินแข็งขนาดนั้น  แล้วส่งออกจะเจ๊ง  แทนที่จะมีนโยบายช่วยพัฒนาศักยภาพว่าส่งออกบ้านเราควรจะพัฒนาไปทางไหน  ให้รับการเศรษฐกิจโลก

คนชอบพูดว่า  จีดีพี  โตเท่านั้นเท่านี้  แต่ไม่ลืมตาดูตัวเลขที่แท้จริงว่า  มาร์จิ้นที่ได้เป็นกำไรกันจริงๆอ่ะเท่าไหร่

สงออกเราถึงตาย  เพราะเล่นมีมาร์จิ้นกันแค่ 5-10%  โดนค่าเงินก็กินรวบแล้วครับ

จากคุณ : no_lagging  - [ 16 ก.ค. 50 15:17:59 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 39   

เข้ามาอ่านครับ

อยากแสดงความเห็น แต่ตอนนี้มึนไปหมด

มองไม่ออกจริงๆว่าบักสีดาจะเอายังไง

แต่ว่ากันตามIndicator ก็แล้วกัน ลากขึ้นก็ตามขึ้น ทุบลงก็Short

จากคุณ : GABLIEL   - [ 16 ก.ค. 50 16:37:03 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 40 

กองทุนต่างชาติไม่เคยกลัวหรือกังวลเรื่องภาคใต้ของไทยเลย ขนาดที่อังกฤษถูกวางระเบิดตายเกือบร้อยคน ก็ยังคงซื้อขายปกติ ไม่ได้กระต่ายตื่นตูมเหมือนนักลงทุนไทย

หลังเลือกตั้งทุกอย่างจะดีขึ้น ไม่ซื้อตอนนี้แล้วจะให้ซื้อตอนไหน นี่คือจังหวะของการซื้อหุ้น

ค่า PE ของไทยถูกที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

มีความต้องการจะยึดกิจการของไทยบางแห่ง จึงยังต้องซื้ออย่างต่อเนื่อง

จากคุณ : mar รุ่นเก๋า - [ 16 ก.ค. 50 17:19:52 A:125.25.133.107 X: TicketID:122020 ] 
 

 ความคิดเห็นที่ 41   

สงสัยว่าคุณ mar รุ่นเก๋า หมายถึง กิจการอะไร แต่ก็เป็นไปได้

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยสนใจ index อะไรด้าน economic เท่าไหร่ GDP อะไรเถือกนั้น ผมสนแต่ด้าน investment .... ผมเชื่อว่า ถ้าแบงค์ชาติยังแทรกแซงไปเรื่อยๆ ก็ควักเนื้อไปเรื่อยๆ ควรหามาตรการที่มาปกป้องค่าเงินจากการเก็งกำไรมากกว่านี้ อาวุธ เราก้สู้ไม่ได้ คนก็สู้ไม่ได้ ถอยมาสู้ที่กำแพงเมืองที่สร้างไว้แน่นหนาน่าจะดีกว่าออกไปสู้ที่โล่งมั้ง
ตอนนี้กำแพงก็ไม่ดี อาวุธก้ด้อยกว่า คนก็น้อยกว่า จะสู้ยังไง

ส่วนภาคส่งออก ผมคิดว่าแบงค์ชาติน่าจะจัดอบรม สัมมนาต่างๆ เพิ่มเติมความรู้ภาคส่งออกเกี่ยวกับค่าเงินมากขึ้น เช่น การ hedge ต่างๆ เพื่อลด exposure จากค่าเงินบ้าง ไม่ใช่โอ๋เอา โอ๋เอา เหมือนให้เด็กเกินมา แต่ไม่สอนวิชาบ้าง ก็ลำบาก แต่ก้นั่นแหละ ผมไม่ทราบว่าภาคส่งออกจิงๆ ได้ทำพวกนี้กันมากแค่ไหน

จากคุณ : zq-JZA80  - [ 16 ก.ค. 50 20:06:27 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 42   

เข้ามาเก็บสุดยอดความรู้ครับ (O__O)

 
จากคุณ : BenZCoM  - [ 16 ก.ค. 50 20:42:49 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 43   

โหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ

จากคุณ : เปิดหูเปิดตาเลย (wancha)  - [ 16 ก.ค. 50 21:28:27 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 44   

กระทู้ คุณ m_ple มาทีไรผมได้อ่านบทความดีๆทุกทีโหวตให้ครับ


เรื่อง fix ค่าเงินนั้นผมว่ามันก็น่าจะเป็นไปได้นะครับ อันนี้อาจจะแย้งข้อมูล จขกท สักหน่อยเพราะครั้งที่แล้ว มาเลเซีย จัดการวิกฤตของเขาโดยวิธีนี้ ถ้าจำไม่ผิด แล้วเขากำหนดการนำเงินตราเข้าออก ของเงินตราต่างประเทศไว้ไม่ให้ขาใหญ่ที่เข้ามาโจมตี นำเงินเข้าออกแบบสบายๆ ซึ่งมาตรการนี้ดูเหมือนจะรุนแรงมากๆ เหมือนไม่สนใจนักลงทุนต่างชาติเลย

    ฉันอยากจะปิดก็คือปิด เปิดให้เล็กน้อย จะทำไม? ผลที่ได้ มาเลเซีย ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีค่าเงิน เมื่อครั้งต้มยำกุ้ง ครั้งที่แล้ว

    แต่ในครั้งนี้ผมก็คิดว่ามันมาโจมตี อีกรอบนั่นหล่ะครับ ปัจจัยอะไรที่เขาต้องการมาลงทุนในประเทศไทย ????? ผมก็เห็นด้วยกับ คุณ  m_ple  มันยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จัดเจนพอที่จะยั่วยวนให้ นลท ต่างชาติเข้ามาอย่างตั้งใจมาลงทุนจริงๆ นอกจากเข้ามาเก็งกำไร ค่าเงิน และ ดันตลาดที่ยังต่ำเตี้ยของไทย ให้พอๆ กับตลาดเพื่อนบ้านเขาหน่อย เดี๋ยวจะน้อยหน้าเขา ซึ่งก็ปั่นขึ้นง่ายๆ เพราะ พีอี มันยังต่ำอยู่

ในฐานะผู้ส่งออก ผมไม่ต้องการให้บาทแข็ง ซึ่งก็จริง แต่จริงๆ อย่างแท้จริง ผมต้องการเงินบาทนิ่งครับ อย่าแกว่งไปมาเหมือนทุกวันนี้(ยิ่งแกว่งแบบแข็งขึ้นนี่ยิ่งม่ายชอบ ) มันคำนวณไม่ถูกว่าจะต้องลดอะไร ลดยังไง พัฒนาไปแล้ว มันยิ่งแข็งค่าขึ้นไปอีก จะทำยังไง

     บางครั้งเราต้องเล่นบทแข็งบ้างครับ ยิ่งช่วงนี้เราไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ทำอะไรก็ทำเหอะครับ ออกมาตรการใดๆก็ได้ชะงัก หรือฟรีส ค่าเงินไว้สัก 3-6 เดือนก็ยังดี เพราะแทบทุกท่านที่อยู่ในนี้ก็ทราบกันอยู่ว่าที่เงินมันเข้ามาไม่ได้เป็นเพราะปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่ดีขึ้น มันเข้ามาเก็งกำไร ทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้มันได้กำไร เพราะนี่มันประเทศของเรา ภาวนาให้ประเทศไทยรอดด้วยครับ พี่น้อง

จากคุณ : หนุมานมาเอง  - [ 16 ก.ค. 50 22:01:06 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 45   

มีความเห็นแย้งตั้งแต่ คหที่ ๑เลยที่ว่า  offshore  มีบาทน้อยจึงแข็ง.................ความจริงของมีน้อยมันน่าจะแพง (คืออ่อน) ไม่ใช่หรือ

จากคุณ : แมงเม่า รู้นิดหน่อย (sivila)  - [ 16 ก.ค. 50 22:51:12 ] 
   
 ความคิดเห็นที่ 46   

^
^
ค.ห. 45
ความจริงของมีน้อยมันน่าจะแพง  ... ถูกค่ะ เค้าเรียกว่า บาทแข็ง ค่ะ
คือฝรั่ง อยู่เมืองฝรั่งเอาเงิน 1 USD มาแลกเงินไทยได้แค่ 30 บาท แทนที่จะแลกได้ 35 บาท
อันนี้เรียกอ่อนหรือแข็งคะ  ... เราเรียกบาทแข็งค่ะ

จากคุณ : Giggles  - [ 16 ก.ค. 50 23:14:34 ] 


 ความคิดเห็นที่ 47   

ขอบคุณครับ เอาความรู้มาฝากกันอีกตามเคยนะครับ^^ โหวตให้ครับ

จากคุณ : woot-wt   - [ 17 ก.ค. 50 00:28:46 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 48   

น่าจะมีปางประเทศที่มีสถานการณ์คล้ายกะเราในตอนนี้ แล้วเขาแก้ปัญหาได้
ไม่ว่าในอดีตจนปัจจุบันนะ แล้วนำมาเป็นแนวทางประคองสถานการณ์ หรือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จากคุณ : krabifah  - [ 17 ก.ค. 50 03:39:46 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 49   

เหรียญมีสองด้าน  ดังนั้นการมองอะไรควรมองให้ครบทุกหน้าของเหรียญ
ซึ่งกระทู้นี้ เป็นการเสนอมุมมองแบบ 2 ด้าน  แทนที่จะมองด้านเดียวแบบที่
คนส่วนใหญ่มองกัน

โหวตครับ

จากคุณ : GS Mobile   - [ 17 ก.ค. 50 08:41:51 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 50   

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน และทุกๆ ความเห็นที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นนะครับ

เรื่องข้อเสนอแนะต่างๆ ไม่มีใครทราบหรอกครับว่า มันจะได้ผลหรือไม่ได้ผล

สิ่งที่ผมพูดก้อใช่ว่าจะต้องถูกต้อง 100% เสมอไป การได้รับฟังความแตกต่างจากคนอื่นๆ มันช่วยต่อยอดทางความคิดซึ่งกันและกัน ได้มุมมองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นนะครับ

ซึ่งผมยินดีมากเลยกับทุกๆ ข้อความนะครับ

พอดีเมื่อวานแอบไปเชียร์บอลไทยมาตามหน้าที่ นั่งรถไป 3 ชม แถมตกรอบกลับมาอีกต่างหาก เลยนั่งเซ็งอยุ่หน้าสนาม กว่าจะกลับก้อมืดค่ำดึกดื่นแล้ว

เอาเป็นว่า เย็นนี้ถ้าไม่ติดธุระด่วนอะไร ผมจะมาตอบกระทู้นะครับ รวมถึงแชร์มุมมองต่างๆ ในแต่ละความเห็นด้วย เท่าที่จะสามารถนะครับ Wink
แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 50 08:53:48

จากคุณ : m_ple   - [ 17 ก.ค. 50 08:53:22 ]
 

 ความคิดเห็นที่ 51   

ได้ความรู้ดีครับ 

โหวตแล้วครับ

จากคุณ : แมกไม้สายน้ำ  - [ 17 ก.ค. 50 09:01:58 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 52   

ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ เข้าใจได้ง่ายๆครับ

SmileSmile

จากคุณ : คึกคัก15  - [ 17 ก.ค. 50 09:23:53 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 53   

vote ให้ค่ะ

จากคุณ : มะยมเปรี้ยว  - [ 17 ก.ค. 50 09:29:06 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 54   

เป็นประโยชน์มากครับ
ขอบคุณ คุณ m_ple ที่นำข้อมูล ความรู้และข้อคิดเห็นมาแบ่งปัน

ข้อสังเกต   สมมุติว่า
1.คุณเป็นผู้ที่มีเงิน US$ อยู่เป็นจำนวนมากๆๆ (เช่น ผู้ที่รายได้จากการค้าน้ำมัน กองทุนต่างชาติ)
2.ค่าของ US$ ลดค่าลงเรื่อยๆ
คุณคงเปลี่ยน US$ เป็น สินทรัพย์อื่น หรือ นำไปทำให้มีจำนวน US$ มากขึ้นจากเดิมชดเชยการด้อยค่าของมัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการไหลของ US$ ไปยังที่ต่างๆที่จะหาประโยชน์ได้ รวมทั้งตลาดหุ้นของไทยด้วย (ได้สองต่อตามที่คุณ m_ple กล่าวไว้)

คำถาม
ทำไม US$ถึงด้อยค่า ? ขอใครช่วยตอบให้กระจ่างและเข้าใจได้ง่ายๆด้วยครับ

จากคุณ : CrownTail  - [ 17 ก.ค. 50 09:59:45 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 55   

vote แล้วค่ะ

จากคุณ : nemo_the fish  - [ 17 ก.ค. 50 10:25:28 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 56   

USA ขาดดุลมหาศาลครับเพราะการใช้จ่าย รวมทั้งสงครามต่อต้านก่อการร้าย สงครามอัฟกานิสถาน สงครามอิรัค

จากคุณ : Nexus   - [ 17 ก.ค. 50 10:26:47 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 57   

ขอบคุณครับ

จากคุณ : Arteeart  - [ 17 ก.ค. 50 10:36:49 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 58   

โหวตครับ

จากคุณ : RCracing  - [ 17 ก.ค. 50 10:37:31 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 59   

ก็จะเข้าใจว่าทำไมหุ้นลงในช่วงวันสองวันนี้ มองในมุมนี้ ต่างชาติก็มีความ
กลัว (นิดนึง) ว่านโยบายธปท. จะทำให้บาทอ่อนลง หรือหยุดแข็งขึ้นได้หรือ
ไม่ ถ้าทำได้ หุ้นก็ลงต่อ ถ้าทำไม่ได้ หุ้นก็ขึ้นต่อ

ในเวลาที่มีการปรับเป้าดัชนีขึ้น ก็หมายความว่าปรับเป้าค่าเงินบาทให้แพงขึ้น
ด้วยเช่นกัน

จากคุณ : umdadevil  - [ 17 ก.ค. 50 11:04:29 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 60   

ขอบคุณมากครับ

ความเห็นส่วนตัวคิดว่า ทางแก้ที่ทำได้เร็วที่สุดน่าจะกระตุ้นการลงทุน mega project ในประเทศ เพื่อดูดซับเงินที่ไหลเข้ามา และการส่งเสริมให้คนนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น การอุ้มค่าเงินไม่ใช่วิธีการที่ดีเลยครับ

จากคุณ : HaHaHa  - [ 17 ก.ค. 50 12:07:39 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 61   

บางคนชอบบอกว่า
ส่งออกล่ม แล้วประเทศจะม้วย
จริงอยู่ว่าค่าเงินแข็ง ผู้ส่งออกจะซวย โรงงานก็คงต้องปิดไปบ้าง
พนักงานก็คงต้องหางานใหม่
แต่เราก็จะซื้อน้ำมันได้ในราคาที่ถูกลง
และซื้อสินค้าหลายอย่างได้ถูกลง
ผมลองถามตัวเองว่า
ทำไมอาหารทะเลถึงแพง
ทำไมที่ดินบนเกาะริมทะเลสวยๆจึงเป็นของฝรั่งหมด
ทำไมคนทำงานในประเทศ ถึงไม่มีเงินแย่งซื้อที่ดินดีๆ แถวสีลม
ก็เพราะว่ามีฝรั่งแย่งเราซื้อไง ยิ่งค่าเงินบาทอ่อนเท่าไร อำนาจซื้อของฝรั่งยิ่งมากขึ้น อำนาจซื้อของผู้ส่งออกก็มากขึ้น
ราคาของที่ส่งออกก็แพงขึ้น จนคนธรรมดาซื้อไม่ไหว

ลองมองอีกแง่หนึ่งก็ได้ สำหรับคนที่คิดว่าส่งออกสำคัญแบบขาดไม่ได้
เมืองแรก มีคน 50% ทำงานรับใช้คนเมืองอื่น ทั้งผลิตสินค้า และบริการให้
้เมืองที่สอง มีคน 50% ทำงาน อีก 50% ไม่ต้องทำ เพราะมีคนของเมืองแรกเป็นทาสช่วยทำให้แล้ว
คนเมืองสองไม่ต้องเสียอะไร นอกจากกระดาษที่เอามาทำแบงค์ และตัวเลขในบัญชี ที่สื่อความหมายว่า ในอนาคตเราจะทำงานใช้หนี้คืนให้นะ

ในระยะสั้น คนเมืองล่างสบายกว่าแน่ๆ แต่ความไม่สมดุลข้างต้นคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ตลอดไปไม่ได้แน่
ก็ค่าเงินไง ที่เป็นตัวจัดการกับความอสมดุลเช่นนี้
การได้ดุลการค้า เป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น
ค่าเงินก็จะแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนคน 50% ของเมืองแรก ที่ทำงานรับใช้คนต่างเมืองเริ่มได้เงินน้อยลง จนหันกลับมาผลิตสินค้าและบริการ เพื่อรับใช้คนเมืองเดียวกัน

สรุปว่าเงินจะแข็งจะอ่อน มีข้อดีข้อเสียพอๆกัน ดีกับบางคน เสียกับบางคน
ไม่คุ้ม และไม่ยุติธรรม ที่จะปั๊มบาท หรือเทียบได้กับเอาเงินภาษี ของคนทุกคน ไปอุ้มส่งออก
แต่ผมว่านโยบายกันสำรอง 30% นี่ก็ไม่ดี ไม่ร้าย กลางๆ
เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เสียอะไร ประเทศไม่ต้องใช้งบ นอกจากพวกเล่นหุ้น
ลำดับความสำคัญในสมองผม
ประชาชน >> ผู้ส่งออก >> นักเล่นหุ้นเพื่อเก็งกำไร

จากคุณ : ธีรภัทร์2  - [ 17 ก.ค. 50 13:21:35 ] 
 

 ความคิดเห็นที่ 62   

รบกวนนิดนึงครับ

ขอถามคนส่งออกหน่อยว่า

ไทยเราเองมีการรับจำนำ Dollar มั้ยครับ

เช่น ขายสินค้าไป 100 Dollar แล้วเอาเงินมาจำนำ จะได้เงินบาท ณ ราคาปัจจุบัน

พออยากได้คืน ก็เอาเงินมาไถ่คืน

จากคุณ : BMWTurboman  - [ 17 ก.ค. 50 13:59:27 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 63   

ขอบคุณครับ

ได้ความรู้มากๆ ขึ้นไปอีก

จากคุณ : คน-ทำ-มะ-ดา  - [ 17 ก.ค. 50 14:23:32 ] 


 ความคิดเห็นที่ 64   

ทำโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องนำเข้า เทคโนโลยี จากต่างประเทศ เยอะๆ

จากคุณ : trakulsom  - [ 17 ก.ค. 50 16:07:37 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 65   

กระทู้ดีจริงๆครับ ขอบคุณที่แชร์ความรู้ดีๆครับ

จากคุณ : Raphin  - [ 17 ก.ค. 50 17:39:13 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 66   

โหวตให้ครับ

จากคุณ : อภิอัครมหายาน  - [ 17 ก.ค. 50 17:54:19 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 67   

โหวตให้ค่ะ  อ่านแล้วตาสว่างเยอะเลย  ^ ^

จากคุณ : dOlPhIN (Pattamas)  - [ 17 ก.ค. 50 19:38:24 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 68   

มันถึงเวลาที่เราต้องเลิกพึ่งส่งออกเป็นหลักแล้วครับ มันเป็นตามหลักการเพื่อให้การ Balance .. ไม่เจอวันนี้ วันหน้าเราก็ต้องเจอ ยังไงก็ต้องเจอ

อย่างที่ทราบกันว่า ธุรกิจส่งออกที่นำเข้าวัตถุดิบเป็นส่วนมากเข้ามาผลิตแล้วส่งออกนั้นไม่ค่อยมีปัญหานัก เพราะก็เท่ากับถัว ๆ กันไป แต่ที่เจอหนักก็เป็นประเภทที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็ต้องแก้ไขในส่วนนี้ ไม่ต้องไปสนใจบาทแข็งบาทอ่อนมาก

บางครั้งผมยังแอบคิดเลยว่า นอกจากจะไม่ต้องไปป้องกันไม่ให้บาทแข็งแล้ว เรามาทำให้มันแข็งสุด ๆ ไปเลยดีกว่า จะได้ซื้อวัตถุดิบถูก ๆ ได้ไง โดยเฉพาะน้ำมัน.. ผมไม่มั่นใจนักว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทสูงขึ้นขนาดไหน แต่ก็คิดว่าคงไม่น้อย.. หลังจากนั้นก็ต้องช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ แล้วให้ภาคส่งออกกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ หันมาขายในประเทศแทน.. มันเป็นเวลาที่เราต้องพัฒนาในประเทศจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ไปหวังการส่งออก 70 % ของ GDP เหมือนเดิม ซึ่งผมว่านั่นมันบ้ามาก ถ้ามันสัก 50-50 มันก็ยังพอทน

มันถึงเวลาที่เราต้องพัฒนาภายในประเทศแล้วครับ รัฐบาลต้องคิดให้ได้ ว่าจะเปลี่ยนวิฤติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร ? Smile

จากคุณ : smurfy  - [ 17 ก.ค. 50 21:51:38 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 69   

ผมงงๆ อยู่นิดนึงน่ะครับ พอดีเด็กใหม่เพิ่งศึกษาน่ะครับ
ต่างประเทศที่จะมีกำไร คือจะมีกำไรจาก ตลาดหุ้น(ที่ซื้อถูกขายแพง)
กับอัตราแลกเปลี่ยน ที่ทำให้บาทแข็งขึ้น เพื่อ ซื้อดอลล่า(ที่อ่อนลง)ได้มากกว่าเดิม
ผม เลยสงสัยว่า
1)กำไรจากตลาดหุ้นเนี่ย ในเมื่อผม(ส่วนตัวนะครับ)สมมุติฐาน คิดว่าคนไทยรู้ว่าต่างชาติเก็งกำไรและรอขายอยู่ เมื่อราคาสูงระดับหนึ่ง พอหุ้นสูงสักพักค่าเงินแข็งตามต้องการแล้ว เค้าก็คงจะเทขายหุ้นที่มีราคาสูงเกินจริงทิ้ง แล้วรู้หยั่งงี้จะมีไครไปไล่ซื้อหุ้นราคาสูงๆของเค้าล่ะครับ(ก็รู้ๆกันอยู่ว่าเดวมันก็ออก ขายให้ติดดอยชมวิว) เค้าก็คงไม่ได้กำไรจากหุ้นเพราะขายไม่ออก ติดดอยไปเอง หรือว่าสุดท้ายแล้วเค้าจะลดราคาขายลงมาหลายๆช่องแค่พอกำไรก็พอครับ แล้วเมื่อเค้าทำอย่างงั้นนักลงทุนจะไม่รู้เลย หรอครับว่าเค้ากำลังเผ่น
2)อัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้ค่าเงินไทยแข็งได้ ที่ พอเค้าจะเอาออกไป ถ้าออกเยอะๆ ค่าเงินบาทก็จะอ่อนลง และ ดอลล่าก็แข็งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลานั้น เค้าจะสามารถเดาผลกำไรจากกระบวนการนี้ยังไงครับ หรือว่าทำสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้าไว้แทนเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า นี่คืออัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้เค้ามีกำไร

จากคุณ : so6jp (so6jp)  - [ 17 ก.ค. 50 22:09:33 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 70   

#62 คุณ BMWTurboman

รู้สึกว่าจะมีครับ เรียกว่า packing credit ได้ประมาณ 80-90% ของสัญญาซื้อขาย (L/C)
แต่ว่าผู้ซื้อต่างประเทศต้องเปิด L/C มาให้ผู้ส่งออกก่อนน่ะครับ

เช่น U(SA) ต้องการซื้อกางเกงยีน 100,000 ตัว ๆ ละ $5.- จาก E(xporter)
เปิด L/C มาให้ $500,000.-  มีวันหมดอายุของ L/C เช่น 90 วัน ต้องผลิต
สินค้าส่งมอบก่อน L/C อายุ

E ก็สามารถนำ L/C ไปจำนำกับธนาคารได้ พร้อมกับ ซื้อล่วงหน้า (forward)
อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้นได้ (เสียค่าธรรมเนียม)

เพื่อให้ E นำเงินไปซื้อวัตถุดิบผลิตสินค้า ส่งออกไปให้ U ใน 90 วัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น U ต้องเชื่อถือ E จึงยอมเปิด L/C มาให้
และ E ต้องมีกิจการมั่นคง  ธนาคารถึงจะเชื่อถือ และมีวงเงินให้จำนำ (packing)

รายเล็กรายน้อย ก็เหมือนเรา ๆ แมงเม่า อำนาจต่อรองไม่มี คงไม่ได้ทั้ง L/C และ Packing.

จากคุณ : พ่อให้เงินแม่ให้ทอง  - [ 17 ก.ค. 50 22:11:34 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 71   

#70 คุณพ่อให้เงินแม่ให้ทอง

ลูกค้าผมส่วนมากที่เพิ่งค้าขายกันครั้งแรกก็จะเปิดเป็น L/C มานะครับ แต่ผมชอบ T/T มากกว่าแฮะ โอนมัดจำล่วงหน้ามา พอโหลดของเสร็จ surrender B/L ปั๊บ โอนส่วนที่เหลือทันที

ส่วนการ Packing เคยไปถามทาง EXIM Bank จะต้องใช้สินทรัพย์ค้ำประกันด้วยนี่สิครับ โรงงานก็เช่าเค้า เลยไม่มีอสังหาริมทรัพย์ไปค้ำไว้ เศร้า

จากคุณ : เถ้าลอย  - [ 17 ก.ค. 50 22:59:12 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 72   

ขอลองตอบความเห็นที่ 54 นะครับ

เงิน US นับวันมีแต่ด้อยค่า สาเหตุจริง ๆ มีอยู่ปัจจัยเดียวครับ

คือเงิน US $ มันเป็น แค่กระดาษเปล่า ... ถ้าให้พูดกันก็ยาวครับ คงต้องเขียนกันเป็นเล่ม ถึงจะอธิบายรายละเอียดที่มีอยู่ ให้ได้รู้

ปล.นี่นั่งพิมพ์อยู่  2 ชั่วโมงแล้ว แต่อย่าพึ่งงงนะครับ ว่าทำไมพิมพ์ได้แค่นี้ ...

จริง ๆ ถ้าให้รวมหน้า คงได้หลาย ๆ หน้าแล้วมั้ง แต่ก็ลบทิ้ง เขียนใหม่ ลบทิ้งเขียนใหม่ ... อยู่อย่างนี้ เพราะไม่อาจหาข้อสรุปสั้น ๆ มาตอบให้ได้ แต่ปัญหาหลักก็อย่างที่บอกไว้ครับ ว่ามาจากสาเหตุเดียวอย่างที่บอกข้างต้น

ปัญหานี้ทางอเมริกาก็รับรู้ครับ (จ้าวแห่งเศรษฐศาสตร์และการบริหารนี่นะ) แต่ก็ได้ทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ค่าเงินอ่อน (แต่ความจริง ก็ต้องเป็นความจริงอะ ถึงจะเก่งเรื่องบิดเบือน กับเรื่องการตลาดขนาดไหนก็เถอะครับ รังแต่ว่า อนาคตยังไงเงิน $ ก็ต้องอ่อนค่าอยู่วันยังค่ำ)

ส่วนที่บอกว่าทำไมพิมพ์ไม่หมด ก็เพราะเรื่องมันเริ่มต้นมานานมาก เผลอ ๆ อาจต้องย้อนไปถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เลย...หรืออย่างเร็วที่สุด ก็ช่วงที่อเมริกา ยกเลิกระบบสำรองทองคำ นั่นแหละ ที่เป็นต้นตอของปัญหา และเหตุกาณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรง และทางอ้อม

อาทิเช่น ลอยค่าเงินบาท ตอนปี 40 ... สงครามในที่ต่าง ๆ ไปจนถึง เหตุการณ์ 9/11  ... รวมถึง สงครามในอิรักเพื่อน้ำมัน เอ้ย!  เพื่อปลดแอกประชาชนจากเผด็จการ ว่า จริง ๆ แล้ว เรื่องทั้งหมดมันเกี่ยวเนื่องกัน ... และมีที่มาที่ไป หากแต่จะมีใครซักกี่คนที่ได้รับรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง เพราะผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน

อยากให้ลองนึกถึงความจริงอย่างนึงที่ว่า เราทุกคนล้วนอยู่บนโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร มันจะมีการ connect กัน หรือมีผลกระทบกันอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็ตาม ซึ่งตรงนี้อยากให้ลองคิดดูและทำความเข้าใจกับแนวคิดนี้ก่อน หรือเรียกอีกอย่างว่า All For One And One For All ...

ถ้าอยากเข้าใจให้เคลียร์ลองนึกถึงหนังเรื่อง Babel ...

ทุกอย่างในโลกนี้ มี Cause ก็ต้องมี Effect ด้วยเสมอ ...

ถึงได้บอกไงครับ ว่าหากจะบอกเล่าถึงเหตุผล (ผลลัพธ์) ที่ว่าทำไมเงิน US $ ด้อยค่านั้น มันยาวมาก ๆ ถ้ามีคนสามารถเขียนออกมาได้ คงเป็นมหากาพย์ยาวกว่า 3 ก๊กแน่ ๆ ...

แต่ก็สามารถสรุปได้สั้น ๆ ว่า สาเหตุหลักที่เงิน US อ่อนค่ามาเรื่อย ๆ ก็คือว่า เงิน US นั้น ความจริงเป็นแค่เศษกระดาษ ที่เราคิดว่ามันมีค่า ก็เพียงแค่นั้น แค่นี้จริง ๆ ครับ และเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งทางตรง และทางอ้อม ดังเช่นตอนนี้ที่ เริ่มแผลงฤทธิ์ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อย ๆ



แก้ไขเมื่อ 18 ก.ค. 50 00:18:24

แก้ไขเมื่อ 18 ก.ค. 50 00:10:14

จากคุณ : Chronos_x  - [ 18 ก.ค. 50 00:04:13 ]
 

 ความคิดเห็นที่ 73   

ขอบคุณ คุณ Chronos_x ที่ได้เสียสละเวลาเพื่อตอบคำถาม
ยังรอคอยคำตอบอยู่ครับว่าทำไมมันเป็นแค่กระดาษละครับ

จากคุณ : CrownTail  - [ 18 ก.ค. 50 07:55:51 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 74   


สวัสดีครับ ขอยกประเด็นที่น่าสนใจ มาพูดถึงหน่อยแล้วกันนะครับ

คห.14 คุณ ryuken ในความเห็นของผม ผมมองว่า ประเทศไทยกับอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในสภาวการณ์ปัจจุบัน เป็นไปได้ยากครับ (แฮะๆ จะบอกว่า เป็นไปไม่ได้เดี๋ยวจะหาว่าฟันธงเกินไป)

การที่จะ fix ค่าเงินไว้ได้ (จะที่เท่าไรก้อแล้วแต่) ธปท จะต้องซึมซับ อุปสงค์หรืออุปทานส่วนเกิน/ส่วนขาด ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งประเทศเราเปรียบเทียบกับกระแสเงินทุนของโลกแล้ว มันมวยคนละคู่ครับ

ความเห็นที่คุณเสนอว่าให้ปรับเปลี่ยนๆ ทุกๆ 6 เดือน นั่นคือช่องทางในการเก็งกำไรที่ดีสุดๆ ทีเดียว (อย่างที่คุณ ผู้เฒ่าสายลม ได้บอกไว้)

ถ้าเล่นด้านบาทแข็ง เราสู้ได้เพราะเงินบาทเรามีไม่จำกัด จริงครับ แต่ต้นทุนในการทำ sterilize ละครับ เราปล่อยบาทอยู่ในระบบมากเกินไปไม่ได้ ไม่งั้นก๋วยเตี๋ยวชาม 20 จะกลายเป็น 100 เอาง่ายๆ แล้วทีนี้ หาเงินเท่าไร ก้อไม่พอใช้เสียทีครับ

แล้วทำไมจีนกับมาเลเซีย (อย่างที่คุณหนุมานมาเอง อ้างถึงใน คห 41) ถึงประสบความสำเร็จ

จีนใหญ่ครับ ใครๆ อยากค้าขายด้วย มีพาวเวอร์ในเวทีการเมืองโลกสูง (ปีนี้คาดว่าจะใหญ่เป็นอันดับสามของโลก แซงเยอรมันแล้ว) ทุกคนเกรงใจ สหรัฐบีบให้ลดค่าเงินเท่าไร แกก้อไม่สนใจ

ส่วนมาเลเซีย เค้ารู้ตัวว่าเค้าไม่สามารถซึมซับอุปสงค์ อุปทานส่วนเกิน/ส่วนขาดได้ พี่แกเลยปิดประเทศครับ จำกัดไม่ให้มีเงินไหลเข้าไหลออก (เพราะงั้นถึงไม่มีอุปสงค์ อุปทาน ส่วนเกิน/ส่วนขาด)

ไทยเราทำได้ไหม ถ้าจะทำมันก้อได้ละครับ แต่เราเปิดประเทศมาไกลขนาดนี้แล้ว แถมพึ่งพิงการส่งออกเป็นสำคัญ มันก้อไงไง อยู่นา รัฐบาลชุดไหนทำ คงโดนด่าตาย ไม่มีที่ให้ยีนแหง๋ๆ

นั่นคือเหตุผลที่ผมมองว่า   ประเทศไทยกับอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในสภาวการณ์ปัจจุบัน เป็นไปได้ยากครับ

ปล.ผมชอบอ่านความเห็นของคุณนะครับ แม้จะไม่เห็นด้วยหลายอย่างก้อเถอะ แต่บางอันก้อเข้าท่าทีเดียว ดีครับ มาแบ่งปันกัน Wink


คห. 24 คุณ Nexus นั่นคือประเด็นหลักที่ทางการกำลังเร่งทำอยู่เลยครับ ที่ให้ไปลงทุนต่างประเทศเอย ซื้อเครื่องจักรเอย เร่ง Mega projects เอย ก้อเพราะอยากกระตุ้นความต้องการเงินดอลล่าร์มากขึ้นครับ


คห 29 คุณ nobody เรื่องพันธะข้อ 8 IMF ผมเกิดไม่ทันอ่ะครับ โทษที เลยไม่อยากพูดอะไรมั่วๆ ไป ^^"

ส่วนเรื่องการปิด Offshore นั้นคงเป็นไปได้ยากนะครับ ตราบใดที่เรายังทำมาค้าขายกับ the rest of the world อยู่ เราก้อจำเป็นต้องให้มีครับ เพียงแต่เราต้องควบคุมให้ดี ไม่ให้มีการนำตลาดนั่นไปใช้ในการเก็งกำไรมากเกินไป


คห 30 -31 คุณ umdadevil ผมคิดเหมือนคุณครับ ว่างวดนี้มันจะไม่เป็นเหมือนกับวิกฤตแบบปี 40 แน่ ปัจจุบันเรามีระบบเตือนภัยที่ค่อนข้างทันสมัย เป็นสากล และยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่ว่า ประเทศไทยจะเสียหายแบบตอนนั้น

แต่เราอาจกำลังเผชิญหน้าวิกฤตแบบใหม่ ที่ยังไม่มีใครในโลกเจอะเจอเลยก้อได้ครับ ซึ่งก้อต้องรอดูกันต่อไป


คห. 41 คุณ zq-JZA80 เรื่องการให้ความรู้ภาคส่งออกนั้น ไม่ต้อง ธปท หรอกครับ สถาบันการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน มีการดำเนินงานต่อเนื่องอยู่แล้วครับ แต่ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าไร เพราะผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กๆ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเงินเท่าไร ดูน่าปวดหัวด้วย

คห 54 คุณ CrownTail  เรายอมรับให้ดอลล่าร์เป็นตัวกลางในการทำมาค้าขายระหว่างประเทศกัน เพราะเราเชื่อมั่น เวลาเราเอาไปใช้ต่ออีกทีก้อจะไม่มีปัญหา (คือคนรับจากเราเค้าก้อเชื่อในดอลล่าร์เหมือนกัน)

นั่นคือเหตุผลที่ดอลล่าร์กลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก และสหรัฐสามารถผลิตได้โดยไม่ต้องมีอะไรหนุนหลัง เพราะคนเชื่อมั่นในดอลล่าร์ คิดกลับกัน สกุลเงินบาท เราผลิตโดยไม่มีเงินตราต่างประเทศหนุนหลังไม่ได้ เพราะคนไม่เชื่อในเงินบาท ว่าจะเอาไปใช้ต่อในประเทศต่างๆ ได้หรือไม่ การมีอะไรสักอย่างมาหนุนหลัง ก้อเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นนั่นเอง (ว่าถ้าบาทใช้ไม่ได้ จะได้เอากลับมาแลกไอ้ที่หนุนหลังมันอยู่คืน)

ที่ดอลล่าร์ด้อยค่าลง (หรืออ่อนลงนั่น) ก้อเพราะอุปทานมันเริ่มมีเยอะเกินกว่าอุปสงค์แล้วไงครับ

สหรัฐขาดดุลมหาศาล (อย่างที่ คห 56 คุณ Nexus กล่าวไว)

ทำให้ตอนนี้เงินดออล่าร์ไหลไปอยู่ในทุกๆ ที่ทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น จีน

จีนส่งออกได้ดอลล่าร์กลับมากักตุนในประเทศมาก แล้วไม่ไหลออกเลย

สหรัฐไม่มีเงินดอลล่าร์ที่พิมพ์ออกมามาใช้จ่าย เลยต้องพิมพ์ออกมาอีก พอพิมพ์เพิ่มก้อโดนจีนเอาไปอีก

อันนี้ตั้งข้อสังเกตเองนะครับ ที่ดอลล่าร์ลดค่าลงมา ก้อเป็นความตั้งใจของสหรัฐเช่นกันในการบีบให้ประเทศต่างๆ ที่กักตุนดอลล่าร์ไว้ (ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือประเทศกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน) ให้ปล่อยดอลล่าร์ออกมาบ้าง


คห 61 คุณธีรภัทร์2 นั่นคือเรื่องจริงในระยะยาวครับ

ถ้าเรามองให้ไกลสักหน่อย เราคงต้องยอมรับว่า โลกในระบบทุนนิยม ใครแข่งขันไม่ได้ก้อต้องออกไป แล้วเค้าก้อต้องปรับตัวไปแข่งขันในเรื่องที่เค้าพอจะมีความสามารถอยู่บ้าง ไม่งั้นเค้าก้ออดตาย

ทางการทุกคน ผมว่า เค้าก้อรู้ล่ะ แต่เค้าพูดไม่ได้เท่านั้น 

ซึ่งสอดคล้องกับ คห 68 คุณ smurfy ว่า เราควรจะลดการพึ่งพิงการส่งออกลงบ้าง ไม่งั้นปัญหานี้มันจะไม่มีวันแก้ได้สำเร็จเสียที

จริงๆ แล้ว ถ้าค่าเงินของประเทศใดๆ ที่แข็งขึ้นเนี่ย มันดีต่อประเทศนั้นๆ มากกว่าอีกนะครับ

เพราะถ้าเงินแข็งเนื่องจากเศรษฐกิจดี แสดงว่าประเทศนั้นมีกำลังซื้อ อะไรที่ผลิตเองไม่ได้ ก้อสามารถซื้อได้จากต่างประเทศในราคาถูก (กว่าเงินอ่อน)

คห 69 คุณ so6jp

55+ คุณเหมือนผมเมื่อก่อนเลยล่ะ ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์

พอเข้ามาจริงๆ มันทนแรงลากของเจ้ามือไม่ไหวหน่ะครับ เลยขอไปแจมด้วยหน่อย (รู้ว่าเสี่ยง แต่ยอม ฮา) ถ้าคุณมีโอกาสได้มาลงทุนใน set แล้วคุณจะเข้าใจกลไกลอันนี้มากขึ้นครับ

ตลาดหุ้นเล่นกับ Greed & Fear ของคนครับ Wink

ส่วนข้อ 2 ใช่ครับ เครื่องมือในการ lock กำไรล่วงหน้า มีเพียบครับ Wink


อ้อ วันนี้อย่าลืมลุ้นการประชุม กนง นะครับ คาดว่าสักบ่ายๆ น่าจะรู้ผล Wink

ขอบคุณทุกความเห็นที่เข้ามาแสดงอีกครั้งครับ _/l\_
แก้ไขเมื่อ 18 ก.ค. 50 08:57:13

จากคุณ : m_ple   - [ 18 ก.ค. 50 08:56:13 ]

 
   

 ความคิดเห็นที่ 75   

ถึง #69 นะครับ

1)กำไรจากตลาดหุ้นเนี่ย ในเมื่อผม(ส่วนตัวนะครับ)สมมุติฐาน คิดว่าคนไทยรู้ว่าต่างชาติเก็งกำไรและรอขายอยู่ เมื่อราคาสูงระดับหนึ่ง พอหุ้นสูงสักพักค่าเงินแข็งตามต้องการแล้ว เค้าก็คงจะเทขายหุ้นที่มีราคาสูงเกินจริงทิ้ง แล้วรู้หยั่งงี้จะมีไครไปไล่ซื้อหุ้นราคาสูงๆของเค้าล่ะครับ(ก็รู้ๆกันอยู่ ว่าเดวมันก็ออก ขายให้ติดดอยชมวิว) เค้าก็คงไม่ได้กำไรจากหุ้นเพราะขายไม่ออก ติดดอยไปเอง หรือว่าสุดท้ายแล้วเค้าจะลดราคาขายลงมาหลายๆช่องแค่พอกำไรก็พอครับ แล้วเมื่อเค้าทำอย่างงั้นนักลงทุนจะไม่รู้เลย หรอครับว่าเค้ากำลังเผ่น

ถ้านักลงทุนก็น่าจะทำอย่างนั้นครับ แต่นักเก็งกำไรกับนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ เป็นยังไงก็ลองอ่านกระทู้ห้องนี้ก็คงพอจะรู้นะครับว่ามีแนวโน้มไปทางไหน อ้อกองทุนต่างชาติสายป่านยาวด้วยครับจะุถือ สาม-สี่ ปีก็ได้ ส่วนรายย่อยของไทยไม่รู้ถือยาวนี่คือกี่วัน ^^ อีกอย่างกองทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักเมืองไทยไม่มากครับ 4% เองมั้ง ถ้าขาดทุนกำไรนิดหน่อยเขาคงไม่สนใจมากนักหรอกครับ

จากคุณ : Nexus   - [ 18 ก.ค. 50 09:03:52 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 76   

^O^

จากคุณ : NIKKEI_NIK   - [ 18 ก.ค. 50 13:49:36 ] 
 


 ความคิดเห็นที่ 77   

ถ้าอยากแก้ปัญหาเงินแข็งไม่ยากและถูกวิธี

พ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 และ พ.ร.บ. ศุลกากร น่าจะมีการแก้ไขได้แล้ว โลกเขาไปกันถึงไหนแล้วคาบ ดูแล้วมันล้าสมัยเหลือเกิน

เงินไทย ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวเดินทางไปต่างประเทศได้ คนละไม่เกิน 50,000 บาท ยกเว้นนำออกไปยังประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย เช่น พม่า สปป ลาว เขมร มาเลเซียและเวียดนาม นำออกได้คนละไม่เกิน 500,000 บาท ในกรณี การนำเข้า ผู้โดยสารสามารถนำเงินตราไทยนำเข้าได้ไม่จำกัดมูลค่า

เงินตราต่างประเทศหรือปัจจัยการชำระเงินตราต่างประเทศ ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวไปต่างประเทศหรือนำเข้ามาได้ไม่จำกัดมูลค่าและผู้เดินทางผ่านหรือผู้ที่เข้ามาในราชอาณาจักรชั่วระยะเวลาที่กำหนดในตั๋วเดินทางผ่านหรือตั๋วเดินทางไปกลับก็สามารถนำเงินตราต่างประเทศ ติดตัวเข้ามาในประเทศไทยไม่จำกัดมูลค่าเช่นกัน

หากผู้โดยสารต้องการนำเงินตราไทยออกนอกราชอาณาจักรมูลค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต้องขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย และ นำหลักฐานการได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธต.5) มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศในขณะเดินทางออกนอกประเทศ

เอาเงินออกไม่ได้ คนนอกเอาเข้ามาได้ไม่จำกัดเยี่ยมจริงๆ สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิด ดอลลาร์อ่อนค่า เงินบาทก็แข็งเพราะไม่มีการไหลออกมีแต่ไหลเข้าแบบนี้ ส่งออกก็แย่ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะปรับปรุงกฎเหล่านี้ให้มันทันโลกกับเขาสักที เพื่อสเถียรภาพจะได้เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ธปท. และเงินในคลัง ก็ไม่ต้องย่ำแย่แบบนี้หรอก

จากคุณ : Moonzonezturn  - [ 18 ก.ค. 50 14:46:38 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 78   

ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความรู้ครับ

จากคุณ : A.R.T.  - [ 18 ก.ค. 50 14:59:58 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 79   

เรียนคุณm_ple

ผมสงสัยว่าทำไมเมื่อแบ๊งค์ชาติรับซื้อดอลล่ามาแล้ว
ทำไมไม่นำไปหาดอกผล เนื่องจากผมเห็นผลขาดทุนทางบัญชี
ตั้ง 2 แสนล้านแล้วมั้ง การขาดทุนนี้มาจากไหน?

และทำไมต้องไปซื้อ forward

จากคุณ : bleed  - [ 18 ก.ค. 50 16:21:37 ] 


 ความคิดเห็นที่ 80   

เอาไปหาดอกผลก็ไม่ทันหรอกครับ แข็งขึ้นมาตั้งสิบกว่า % แบงค์ชาติไม่ใช่ Hedge Fund หรือกองทุนรวมนะครับจะได้เอาเงินไปลงทุนแบบเสี่ยงๆได้ เท่าที่เห็นก็เอาไปซื้อ Bond ของรัฐบาลประเทศต่างๆซึ่งผลตอบแทนจาก Government-Bond ก็รู้ๆอยู่ว่าไม่น่าเกินปีละ 9%

ถ้าอยากให้แบงก์ชาติได้กำไรก็ทำให้ค่าเงินลดสิครับ คราวนี้ได้รวยมหาศาลแน่แต่เศรษฐกิจจะปั่นป่วนหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ

จากคุณ : Nexus   - [ 18 ก.ค. 50 16:41:16 ] 


 ความคิดเห็นที่ 81 

ผมว่าเราน่าจะตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนในต่างประเทศเยอะๆนะครับ

นอกจากกองทุนภาคเอกชนแล้ว รัฐบาลไทยเองก็น่าจะนำเงินไปลงทุนเช่นกัน

เอาเงินบาทไปแลกดอลลาร์ แล้วเอาไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาตอนที่ฟองสบู่กำลังจะแตก (น่าจะเร็วๆ นี้)

ช่วงนี้ supply ของอสังหาริมทรัพย์มีมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แม้ราคาจะยังไม่ลดลงมากก็ตาม
.................ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าน่าจะเห็นชัดกว่านี้ว่าความรุนแรงและผลกระทบจะมีแค่ไหน

ผมแนะนำให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่พ่วงกับธุรกิจที่มีกระแสเงินสดเข้าตลอดเวลา
เช่น ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน โรงแรม ร้านสะดวกซื้อ
.......................หรือแม้กระทั่งซื้อบ้านหลายๆห้องนอน แล้วแบ่งห้องให้นักเรียนไทยเช่า

ถ้าซื้อตอนช่วงที่ราคาลดลงมากๆ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีขึ้นเราก็ได้กำไรสองต่อ
กำไรจากมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากค่าเงิน (เมื่อดอลลาร์แข็งขึ้น หรือบาทอ่อนลง)

******************************************************************************
นักการเมือง นักธุรกิจใหญ่ๆ ข้าราชการระดับสูงบางคน เริ่มหันมาสนใจลงทุนในสหรัฐฯมาระยะนึงแล้ว

ชาวบ้านทั่วๆ ไปอย่างเราก็ทำได้ครับ ลงทุนไม่เยอะหรอก

ร้านอาหารไทยหลายแห่งขายกันแค่หลักหมื่นเหรียญฯ เองครับ

จากคุณ : academician - [ 18 ก.ค. 50 17:46:05 A:130.18.158.159 X: TicketID:075095 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 82 

ลืมบอกไปครับ

ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดอย่างร้านอาหาร ปั๊มน้ำมันน่ะ

ปีเดียวก็ได้ทุนคืนแล้วครับ.............ถ้าลงมือ คุมเอง

จากคุณ : academician - [ 18 ก.ค. 50 17:55:03 A:130.18.158.159 X: TicketID:075095 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 83   

ขอบคุณ สำหรับความรู้ ครับ

จากคุณ : so6jp (so6jp)  - [ 18 ก.ค. 50 22:37:05 ] 
   
 
 
 ความคิดเห็นที่ 84   

โอ้โห..ขอบคุณคุณ m_ple มากเลยครับ

เชื่อไหมว่าฟังเรื่องบาทแข็งมาเป็นเดือนแล้วจากสื่อหลายๆทางยังไม่เข้าใจเท่าอ่านกระทู้คุณ m_ple 5นาทีเลย

เรียบเรียงได้เข้าใจง่ายมากครับ ถ้านักการเมือง สื่อมวลชน ผู้ว่าการธปท. รัฐมนตรี ตอบอะไรได้แบบคุณ m_ple ประชาชนคงหูตาสว่างขึ้นอีกเยอะ

ขอบคุณจริงๆครับ

จากคุณ : Tamจัง  - [ 18 ก.ค. 50 23:39:56 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 85   

wow เยี่ยมครับ

จากคุณ : :::GANTZ:::  - [ 19 ก.ค. 50 00:39:15 ] 
   
 
 
 ความคิดเห็นที่ 86   

ติดตามเงินบาทแข็ง ที่เข้าใจง่ายขอบคุณคุณ m_ple  มามองแง่ผู้บริโภค และผู้ผลิตกันบ้าง
ปกติไทยส่งออกมากกว่านำเข้า
เมื่อค่าเงินแข็งค่าเงินที่ไหลเข้าจากการส่งออกมูลค่าน้อยลง
สินค้าจากประเทศที่ค่าเงินต่ำกว่าเช่นจีน ทะลักเข้า คนมีเงินในมือเท่าเดิมจึงหาของถูก>>>เงินไปอยู่กระเป๋าต่างชาติ
ป้องกันง่ายๆ
*ลดต้นทุนผลิต
*หันมาใช้ของไทย
*หาทางสร้างแบรนเอง
*สินค้าอะไรที่อาศัยแรงงานต่ำ (ส่วนใหญ่เทคโนโลยีสูง) ควรสนับสนุน
*เงินไหลเข้าหุ้นพื้นฐานมาก น่าจะมีการสกัดดาวรุ่ง เก็บหุ้นพื้นฐานไว้กินเองในไทยบ้าง(กันต่างชาติ)
  จริงๆถ้าขึ้นทีล่ะหน่อยจะดีมาก และถ้าแข็งค่าขึ้นสมเหตุสมผลคิดว่าเป็นลางบอกเหตุที่ดี การพยุงค่าเงินมีแต่เสียถ้าเป็นระยะยาว****

จากคุณ : SAYPHON (SAYPHON)   - [ 19 ก.ค. 50 11:00:49 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 87   

ถ้าเป็นที่ต่างประเทศ เขาจะสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ สามารถทำการ Hedging ค่าเงินได้อย่างสะดวก และถูกกฎหมาย แต่ก็นะไทยเราเมื่อไรจะทำได้บ้าง บริษัทเขาจะได้มีทางเลือกให้กับตัวเขาเองมากขึ้น ไม่ใช่ปิดกั้นทางเดียวอยู่แบบนี้ ทำอย่างกับว่า ธปท ทำธุรกิืจได้เต็มร้อยคนเดียว แต่ธุรกิจจริงๆ ดันทำได้แค่ไม่ถึง 40 ด้วยซ้ำ ที่ผ่านมานโยบายธปทเหมือนคอยดูแลและแก้ไข แต่ไม่เคยคิดจะพัฒนาอะไรเลย แล้ว SME จะรอดไหมละ บริษัทใหญ่ๆยังทำธุรกรรมการเงินได้ไม่สะดวกเลยด้วยซ้ำ

จากคุณ : Moonzonezturn  - [ 19 ก.ค. 50 11:54:33 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 88   

เห็นด้วยกับ #87 ทุกวันนี้ ประเทศจะรอดหรือไม่รอด ก็อยู่ที่ฝีมือแบงค์ชาติ ... คนพวกนี้ก็เลยยิ่งหลงตัวเองเข้าไปอีก (แค่เรียนจบด็อกต่างประเทศ ก็หลงตัวเองจะแย่อยู่แล้ว)

ไม่รู้ว่า ที่ไม่ยอม เพราะหวงอำนาจชี้เป็นชี้ตายประเทศหรือเปล่า
แก้ไขเมื่อ 19 ก.ค. 50 14:59:37

จากคุณ : Jaffa   - [ 19 ก.ค. 50 14:58:49 ]
 
   

 ความคิดเห็นที่ 89   

ถึงจะมาช้า แต่ก็โหวตให้นะจ๊ะเปิ้ล

จากคุณ : <<Ayumi>>   - [ 19 ก.ค. 50 16:21:04 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 90   

ขอบคุณที่แบ่งปันกันครับ

จากคุณ : Denon   - [ 19 ก.ค. 50 17:29:49 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 91   

--- ขอบคุณครับ

จากคุณ : myth   - [ 19 ก.ค. 50 22:21:07 ] 
   
 
 

 ความคิดเห็นที่ 92   

พอดีไปอ่านเจอ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2003q3/article2003sep10p3.htm
บางทีการอ่อนค่าของเงินสหรัฐอาจมาจากการพยายามที่จะลดปัญหาการขาดดุลการค้ากับชาติในเอเซียอาจเหมือนในอดีตที่ทำกับญี่ปุ่นแต่ญี่ปุ่นพลิกวิกฤติได้ ตอนนี้เกิดกับไทย  แต่ในจีนไม่แน่ใจเพราะดูท่าจะไม่ลอยค่าเงิน

จากคุณ : sayphon (SAYPHON)   - [ 20 ก.ค. 50 11:16:50 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 93   

อ่านเข้าใจง่ายดี...โหวตครับ.

จากคุณ : คนบ้านสามขา101ฯ.   - [ 20 ก.ค. 50 11:22:17 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 94   

อีกหนึ่ง ที่ควรรู้ อยู่กันดี ดี มีสติอย่าช็อคน้ำอุ่นhttp://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q3/2007july05p1.htm
ใครมีข้อมูลใหม่กว่านี้ก็น่าจะหามาให้อ่านกัน ผู้ส่งออกที่กำลังได้รับผลกระทบจะได้เอาไปพิจารณาและปรับยุทธศาสตร์เพราะเชื่อว่าด้านส่งออกไม่มีใครเชี่ยวกว่าพวกเขาแน่นอน เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่กล้าที่จะให้คำแนะนำนอกจากข้อมูล ข้อมูลที่ดีบวกประสบการณที่แข็งแกร่งของพวกคุณคงจะทำให้อะไรดีขึ้น

จากคุณ : SAYPHON   - [ 20 ก.ค. 50 11:27:32 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 95   

ผมว่ามันเป็นเกมการเงินที่สหรัฐต้องการสั่งสอนจีนมากกว่า.. แต่จีนยังนิ่งอยู่เลยแฮะ Smile

จากคุณ : smurfy  - [ 20 ก.ค. 50 19:20:22 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 96   

เอาไป 1 โหวตค่ะ

จากคุณ : PockaGT  - [ 20 ก.ค. 50 23:07:36 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 97   

"เงิน US เป็นแค่เศษกระดาษ"

ถ้าเป็นแค่เศษกระดาษจริง ขอผมสักปึกหนึ่งได้หรือเปล่า คุณ Chronos_x

พูดแบบคุณ ทุกอย่างมันก็ไม่มีค่าหมด

ทองเป็นแค่โลหะ
เพชรเป็นแค่คาร์บอน
ตัวคุณและผมก็เป็นแค่ิอนินทรีสารที่ประกอบขึ้นเป็นอินทรีสาร
ทุกอย่างเป็นแค่สิ่งสมมุติ ไปบวชดีกว่า

คนที่บูชาทองว่ามีค่านี่ แล้วบอกว่าธนบัตรที่ไม่มีทองค้ำประกัน ไม่มีค่านี่ มีความคิดที่ขัดแย้งกับตัวเองมากๆ

ทองมีค่าเพราะมีคนอยากได้เยอะ
ธนบัตรก็มีค่าเพราะมีคนอยากได้เยอะ

ไม่ต่างกันตรงไหนเลย

จากคุณ : อวิรุืทธ์  - [ 21 ก.ค. 50 11:33:24 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 98   

ขอบคุณมากครับ

ให้มุมมองทั้งสองด้านที่ดีมาก และเข้าใจง่าย

ส่วนใหญ่คนในสินธรเน้นเรื่องหุ้นเป็นหลัก ให้ความสนใจเรื่องเศรษฐกิจที่แท้จริงที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมากน้อยเมื่อใหร่ที่ทางการไปอุ้มเรื่องส่งออกแล้วส่งผลลบต่อตลาดหุ้นจะมีเสียงบ่นกันตรึม

ในทางตรงกันข้ามเมื่อตลาดหุ้นขึ้นสูงจากการนำเงินดอลลาร์เข้ามา แต่ต้องชดเชยด้วยค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นผู้ประกอบการก็จะบ่นกันตรึมเช่นกัน

บทความนี้ทำให้เห็นว่าคนทำงานเรื่องนี้ไม่ง่ายเลยที่ต้อง balance ให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้

จากคุณ : Abarica  - [ 21 ก.ค. 50 16:40:30 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 99   

ได้ความรู้ดีครับ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ ความเห็น

จากคุณ : lekhaew   - [ 21 ก.ค. 50 23:09:52 ] 
   
 

 ความคิดเห็นที่ 100   

ขอบคุณมากเลยครับ

จากคุณ : Esprite  - [ 22 ก.ค. 50 17:33:27 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 101 

ค่าเงินบาทแข็งค่ามาก เพราะว่านักลงทุนต่างประเทศขายเงินดอลล่าร์แลกเป็นเงินบาท นำเงินนั้นๆ มาซื้อหุ้นพื้นฐานชั้นนำตัวใหญ่ๆ ของตลาดหุ้นไทย โดยกองทุน สถาบันต่างๆ และรายย่อยไทย ที่ถือหุ้นเหล่านี้ เป็นผู้ขายหุ้นเหล่านั้นออกมา ทำให้ต่างชาติสามารถซื้อหุ้นไทยได้ง่ายๆ ถ้าคนไทยไม่ขายหุ้นเหล่านี้ออกมา ต่างชาติก็ไม่สามารถที่จะซื้อหุ้นได้ เมื่อซื้อไม่ได้ เขาก็จะต้องขายเงินบาทกลับไปแลกเป็นเงินดอลล่าร์เอาเงินออกนอกประเทศจึงจะทำให้เงินบาทอ่อนค่ากลับสู่ความเป็นจริง

งานนี้คนไทยฆ่าคนไทยกันเองครับ นี่คือคำตอบสุดท้าย

จากคุณ : mar รุ่นเก๋า - [ 23 ก.ค. 50 00:20:40 A:125.25.207.50 X: TicketID:122020 ] 
   


 ความคิดเห็นที่ 102   

อ่านแล้วชักมัน ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยคน
เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ การจะไปขวางโลกนั้นทำได้ยาก เปรียบเหมือนเราเป็นรายย่อย ไม่ว่าเจ้ามือจะทำอะไร เราก็ได้แต่มองตาปริบๆ
ตอนนี้แทนที่จะมามองว่าะราจจะทำยังไงให้บาทหยุดแข็ง ผมมองว่าเราน่าจะหาทางออกที่เจ็บตัวน้อย หรืออาจจะถึงกับพลิกวิกฤตนี้เป็นโอกาสได้นะครับ เช่น
1. การลงทุน Mega Project มีการพูดถึงไปแล้ว ถ้าตลาดเงิน ตลาดหุ้นมันขึ้นมากนัก ก็หาทางผันแปรเงินในตลาดเงินตลาดหุ้นมาพัฒนา infrastructure ของประเทศในระยะยาวกันซะเลยครับ วิธีการนั้น รัฐอาจจะถือหางอยู่ด้านหลัง แล้วให้เอกชนออกหน้า ไหนๆจะขาดดุลค่าเงินทางบัญชีเป็นแสนล้านแล้ว เอามาทำให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาวเสียก็น่าจะดีครับ
2. การลงทุนในต่างประเทศที่บอกว่ารัฐไม่สามารถไปลงทุนอะไรเสี่ยงๆเหมือนเอกชนได้ ผมลองมอง Singapore และจีน เป็นโมเดลนะครับ คล้ายๆ GIC หรือเทมาเส็ก โดยไปลงทุน หรือซื้อทรัพย์สินดีๆที่ก่อให้เกิดรายได้ในต่างประเทศ (จะรัฐวิสาหกิจก็ได้ แต่อยากให้บริหารแบบเอกชนเต็มตัว) แล้วรัฐบาลก็เอาไอ้เงินส่วนเกินเนี่ยแทนที่จะไปซื้อ bond ก็เอาไปถือหุ้นในบริษัทนี้ อ้างอิงตาม http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02for01160750&day=2007/07/16&sectionid=0205
3. การลงทุนกับวัตถุดิบ ที่ยังไงเราก็ต้องใช้อยู่แล้ว และราคามันก็มีแนวโน้มว่าจะขึ้นไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน เหล็ก และอื่นๆ ประเทศไทยเป็นภาคการผลิตเพื่อส่งออก การเอาเงินส่วนเกินมาแปรเปลี่ยนเป็นอะไรที่ต้องซื้อต้องใช้อยู่แล้ว และมันไม่บุบสลาย ดีกว่าปล่อยให้เงินนั้นมันขาดดุลทางบัญชีโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์มากมายนัก

จากคุณ : s7014249  - [ 23 ก.ค. 50 11:53:26 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 103   

คิดเหมือน คห.86 นะคะ

แนวคิดที่ว่าอย่าสู้ด้วยค่าเงิน เพราะตอนนี้มันช้าเกินจะทำไรแล้ว ประเทศไม่สามารถทำกำไรจากFxอยู่แล้ว

จากคุณ : แป้งเปียกรสแซ่บ   - [ 23 ก.ค. 50 13:13:19 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 104   

 ... เข้ามาเก็บ+โหวตครับ
ขอบคุณมากๆ
แก้ไขเมื่อ 24 ก.ค. 50 00:32:44

จากคุณ : THE_AR   - [ 24 ก.ค. 50 00:32:12 ]
 

 ความคิดเห็นที่ 105   

อืมมมมม ได้ความรู้เพิ่มเพียบเลย
โหวตไปอีก 1

จากคุณ : เป้าแฉะ  - [ 24 ก.ค. 50 15:45:22 ] 
   
 
 ความคิดเห็นที่ 106   

ดีครับ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลย....ขอบคุณมากครับ

จากคุณ : เดฟฟาเดล56  - [ 24 ก.ค. 50 18:43:35 ] 
   

 ความคิดเห็นที่ 107   

เยี่ยม ..

จากคุณ : จิ๊กโก๋สามย่าน  - [ 24 ก.ค. 50 20:07:35 ] 
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-07-2007, 23:17 โดย meriwa » บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 24-07-2007, 23:21 »

จากคุณ : sayphon (SAYPHON) ที่ทำลิ้งมาให้

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q3/2007july05p1.htm


ข้อตกลงพลาซา (The Plaza Accord)
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ความไม่สมดุลทางการค้าโลกระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกากับประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน ทำให้คิดถึงประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 เป็นยุครุ่งเรืองสูงสุดของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่มาฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการเร่งรัดการผลิตและการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างๆ เพื่อหาเงินรายได้เข้ามาบูรณะประเทศ

ทำให้ในทศวรรษ 1960-กลางทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตในอัตราสูง ทำให้ญี่ปุ่นมีฐานะดุลการค้าเกินดุล และมีสำรองเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลก คงจำได้ว่าเป็นยุคที่บริษัทญี่ปุ่นก็จะเป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และบริษัทใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก ฟังดูแล้วละม้ายคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของประเทศจีนในปัจจุบันที่มีการเกินดุลการค้าจำนวนมหาศาลในแต่ละปี

ในอีกฟากหนึ่ง คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศผู้ชนะสงครามโลกได้ทวีความสำคัญมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง เป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่กับประเทศพันธมิตรในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงไม่ประหลาดใจที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาประสบกับปัญหาการขาดดุลแฝด คือ การขาดดุลการคลังภาครัฐบาล และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้าบวกดุลบริการ) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นหมายถึง สหรัฐอเมริกาจะสูญเสียเงินดอลลาร์ออกไป และในขณะเดียวกันธนาคารกลางของประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด ก็จะมีเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น

เมื่อสูญเสียเงินตราต่างประเทศออกไปจำนวนมาก ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถที่จะคงระบบอัตราแลกเปลี่ยน ที่ผูกติดกับทองคำเอาไว้ได้ เนื่องจากสหรัฐอเมริกาไม่มีทองคำมากพอเพียงสำหรับการหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์ได้ (ภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำสหรัฐอเมริกากำหนดว่า ทองคำ 1 ออนซ์ จะมีค่าเท่ากับ 35 ดอลลาร์)

ภายใต้เงื่อนไขที่ประเทศต่างๆ เห็นสหรัฐอเมริกามีการขาดดุลการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นและต่อเนื่อง (ขนาดของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คิดเป็นร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ประมาณครึ่งหนึ่งของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปัจจุบัน) ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่มีความมั่นใจต่อเงินดอลลาร์ และได้พยายามแลกเงินดอลลาร์เป็นทองคำ จนกระทั่งในปี ค.ศ 1971 สหรัฐอเมริกาต้องประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่อ้างอิงกับทองคำ

การที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องในระดับสูงถึงระดับที่ไม่ยั่งยืนแล้ว ก็สมควรที่จะเกิดการปรับตัวคือ ค่าเงินดอลลาร์ควรจะต้องอ่อนค่าลง เพื่อสะท้อนถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง แต่ประธานธนาคารกลางสหรัฐในช่วงดังกล่าวคือ นายพอล โวคเกอร์ ยังคงใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง เพื่อรักษาค่าเงินดอลลาร์ไว้สูงเกินความเป็นจริง

ค่าเงินดอลลาร์ที่สูงเกินความเป็นจริงนี้ ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ และสินค้าส่งออกต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาไม่สามารถแข่งขันได้ ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงเป็นที่มาของข้อตกลงพลาซา หรือ The Plaza Accord

ข้อตกลงพลาซาเป็นการประชุมกันของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานธนาคารกลางของประเทศอุตสาหกรรมหลัก 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี และประเทศญี่ปุ่น ได้จัดให้มีการประชุมร่วมกันที่โรงแรมพลาซา กรุงนิวยอร์ก และในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1985 ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในระดับทวิภาคีในการร่วมกันแทรกแซง ที่จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพื่อลดความไม่สมดุลของการค้าโลก

โดยสหรัฐอเมริกาจะลดการค้าขาดดุลการคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดควบคู่ไปกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนประเทศญี่ปุ่นจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการปฏิรูปภาคการเงิน

ผลจากข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงมาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทั้งนี้ ภายในระยะเวลา 2 ปีจากข้อตกลงดังกล่าว ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 46% เมื่อเทียบกับเงินดอยช์มาร์คของเยอรมนีในขณะนั้น และมีค่าอ่อนลง 50% เมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ซึ่ง ณ สิ้นปี 1987 ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเฉลี่ย 54% เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่น

ปัญหาความไม่สมดุลของการค้าโลกที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลจำนวนมหาศาลในปัจจุบัน ที่ประเทศต่างๆ ยังคงแทรกแซงไม่ให้ค่าเงินตนเองแข็งค่าขึ้น (หรือไม่ยอมให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงตามปัจจัยพื้นฐาน) และยังให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาใช้จ่ายเกินตัว จนจุดที่กลไกตลาดไม่สามารถจะต้านทานต่อไปได้แล้ว เราก็อาจจะเห็นการปรับตัวที่เกิดจากภาคบังคับให้เกิดขึ้นได้ ดังปรากฏขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-07-2007, 23:26 โดย meriwa » บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 24-07-2007, 23:22 »

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2003q3/article2003sep10p3.htm

จีนกับการลอยตัวค่าเงินหยวน
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 4  วันที่ 08 กันยายน 2546  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3512 (2712)

ในส่วนของจีน หลังจากที่พยายามต่อต้านเสียงเรียกร้องของสหรัฐมาเป็นเวลานานในเรื่องการลอยตัวค่าเงินหยวน ล่าสุดนายจู เชี่ยว ฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนออกมากล่าวยอมรับว่า ในที่สุดแล้วค่าเงินหยวนจะต้องถูกกำหนดให้เป็นไปตามราคาตลาด กระนั้นนายจูก็ยังไม่ได้ระบุถึงกำหนดเวลาแน่นอนในการลอยตัวค่าเงินหยวน

ทั้งนี้ปัจจุบันเงินหยวนผูกติดอยู่กับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 8.3 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รู้สึกว่าทำให้จีนได้เปรียบในตลาดส่งออกโลกอย่างไม่เป็นธรรม

โดยท่าทีที่เปลี่ยนไปของผู้ว่าการธนาคารกลางจีนเกิดขึ้นหลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ นายจอห์น สโนว์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐเดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพูดคุยกับรัฐบาลจีนในประเด็นเรื่องการปล่อยเสรีค่าเงินหยวน

บีบีซีนิวส์กล่าวว่า นายสโนว์ตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่ต้องพยายามผลักดันให้จีนปรับค่าเงินหยวนให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานในสหรัฐ ซึ่งจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปีหน้า บีบีซีนิวส์ระบุว่า การที่จีนยืนยันไม่เปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวน เนื่องจากค่าเงินหยวนที่อยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริงนี้ช่วยทำให้ภาคส่งออกของประเทศเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งการส่งออกถือเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้อย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวนอาจทำให้จีนมีความสามารถในการแข่งขันน้อยลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาการว่างงานในพื้นที่ชนบทของประเทศ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มั่นคงนักเมื่อเทียบกับเมืองเศรษฐกิจหลักของประเทศ และในที่สุดอาจจะนำมาซึ่งปัญหาสังคมภายในประเทศได้

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายแสดงความคิดเห็นว่า การปล่อยให้ค่าเงินหยวนลอยตัวอย่างเสรีอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดวิกฤตการเงินขึ้นในเอเชียในช่วงปี 1997-1998

อนึ่ง ความได้เปรียบของจีนในตลาดโลกสร้างความไม่พอใจให้กับหลายๆ ฝ่ายในสหรัฐ เพราะสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนเป็นมูลค่าถึง 103 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานหลายฉบับที่ออกมาตำหนิถึงภาวะที่เงินดอลลาร์สูงกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับเงินหยวนและเงินตราบางสกุลในเอเชียว่า เป็นสาเหตุของการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของสหรัฐ

จากการคำนวณพบว่า เงินหยวนอาจต้องปรับค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 40% เพื่อทำให้ตลาดโลกกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล อย่างไรก็ดี ฝ่ายจีนออกมาระบุว่า สิ่งที่สหรัฐควรกระทำคือ หาวิธีการในการกระตุ้นและส่งเสริมภาคการส่งออกของตนให้มากกว่านี้ มากกว่าที่จะออกมากดดันให้ประเทศอื่นช่วยแก้ปัญหาผ่านการปรับอัตราแลกเปลี่ยน

"ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าค่าเงินหยวนอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม" ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าว

ขณะที่นายยี่ เซียน หลง นักเศรษฐศาสตร์จาก Chinese Academy of Social Sciences ระบุว่า การปล่อยเสรีค่าเงินหยวนอย่างเต็มรูปแบบอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี และเรื่องดังกล่าวควรจะถูกกระตุ้นจากความกังวลภายในประเทศ ไม่ใช่เกิดจากการกดดันของสหรัฐ ที่สำคัญคือ การดำเนินการผ่อนคลายการควบคุมเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรจะเป็นผลมาจากการกดดันจากต่างชาติ แต่ควรมีพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงเรื่องภายในประเทศเป็นหลัก เพราะการขยายตัวของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจะทำให้มีซัพพลายเงินเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีของจีนจะอ่อนลงเกี่ยวกับการปรับค่าเงินหยวน แต่กระนั้นนายจูก็กล่าวอย่างชัดเจนว่า ปักกิ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเรื่องดังกล่าว และยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจีนจะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปนโยบายเกี่ยวกับค่าเงินหยวนเมื่อถึงเวลาที่พร้อมแล้วเท่านั้น

"ตลาดจะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินหยวนสู่การลอยตัวอย่างเสรี และสิ่งที่จีนจะทำคือ ยอมให้ตลาดเข้ามามีบทบาทดังกล่าวอย่างค่อยเป็นค่อยไป" นายจูย้ำ

สอดคล้องกับธนาคารโลกที่ได้ออกมากล่าวสนับสนุนถึงการตัดสินใจของจีน ที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเงิน อย่างระมัดระวัง โดยนายโดมินิค แวน เดอ เมนส์บรุกค์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่า ปัญหาการขาดดุลของสหรัฐเป็นปัญหาที่เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐเอง ไม่เกี่ยวข้องกับการขาดดุลการค้าที่สหรัฐมีกับจีน เพราะฉะนั้นสหรัฐควรให้ความสนใจ กับความไม่สมดุลทางการเงินในประเทศมากกว่าการขาดดุลทางการค้าที่เกิดขึ้น
บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
ปรมาจารย์เจได
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,771


รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ไม่เคยเจอ


« ตอบ #8 เมื่อ: 25-07-2007, 04:52 »

Thanks จขกท. ที่อุตส่าห์มอบข้อมูลให้กับท้าวฯเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ท้าวฯกลับมองว่าการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของบาทมันไม่สำคัญเท่ากับหายนะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้มันสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารของรัฐบาลใช่หรือไม่!?!

สมัยทักษิณ....โรงงานปิดกันแบบนี้หรือไม่? Topsเคยโละคนงานตามสาขาไหม? ร้านค้าปิดกิจการลงเยอะแบบนี้หรือเปล่า?


ทุกคน ระวังนะ
ท่านเท้า จะใช้ท่าไม้ตายสูงสุดอีกแล้ว

พลังง.ง.ง.ง....หมัดสีข้าง . . . ย๊ากๆๆๆๆๆๆๆ


ทุกคน หลบเร็วๆๆๆๆๆ 
บันทึกการเข้า

http://www.oknation.net/blog/jedimaster



"เมืองดอกบัวงาม  แม่น้ำสองสี  มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามลำเทียนพรรษา  ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

ไม่มีใครเน่าบริสุทธิ์ดุจดั่งมูล ประชาชินสมบูรณ์ซะที่ไหน เมื่อยืนหยัดโชว์จู๋และปาขี้ ประชาชินย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีขี้ผ่องอำไพ เหลี่ยมจันไsย่อมเป็นใหญ่อยู่ใต้ดิน ...

ขอเชิญร่วมกลุ่มต้านทักษิณใน hi5 ครับ

THAKSIN get out !!
http://www.hi5.com/friend/group/1123605--THAKSIN%2Bget%2Bout%2521%2521--front-html

say no to thaksin !
http://www.hi5.com/friend/group/1186900--say%2Bno%2Bto%2Bthaksin%2B%2521--front-html
หน้า: [1]
    กระโดดไป: