ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-10-2020, 12:16
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ข่าวด่วน!! ค่าบาทแข็งโป๊กส่งผลบริษัทส่งออกชื่อดังเจ๊งปิดกิจการลอยพนง.กว่า 5,000 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 2 [3]
ข่าวด่วน!! ค่าบาทแข็งโป๊กส่งผลบริษัทส่งออกชื่อดังเจ๊งปิดกิจการลอยพนง.กว่า 5,000  (อ่าน 10426 ครั้ง)
irq5
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,149



« ตอบ #100 เมื่อ: 13-07-2007, 10:42 »

ปัญหาการบริหารองค์กรก็เป็นอีกเรื่อง แต่บริษัทที่มีอายุการดำเนินการมาเกือบ 30 ปี...มันต้องมีดีมากกว่าเสีย ไม่งั้นคงไม่มีคนงานกว่าครึ่งหมื่นคนแน่นอน แต่ช่วง5-6เดือนที่ผ่านมาโดนทั้งการตัดยอดสั่งลงถึง 40% + ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องอันทำให้orderต่างๆที่บริษัทรับมาก่อนหน้านี้ส่งผลขาดทุน  ซึ่งสาเหตุหลังนี่ถือเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐอย่างไม่ต้องสงสัย ประเด็นก็คือ มีใครออกมารับผิดชอบหรือยัง!?!

ขอตอบด้วยใจเป็นมิตรครับ

บริษัท ที่ล้มก่อน ถึงแม้จากปัจจัยค่าเงินเป็นหลัก

การเงินบริษัทนั้นต้องมีลักษณะปริ่มน้ำมาก่อนด้วย

คนตั้งบริษัท ส่งออกได้มิใช่จะมีเพียงสมองด้านการผลิต

ต้องมีสมองด้านการบริหารบัญชีด้วย (สมองในที่นี้หมายถึง แผนก หรือผู้ช่วย)

หากมีการ เครดิต บวกดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นธุรกิจที่มีภาระมากพอควร

เรียกว่าจะล้มได้ทุกเมื่อ ที่มีปัจจัยอื่นมาหนุนเพิ่มเติม

ค่าเงินถึงวันนี้เป็นแค่คลื่น 3-4 เมตร เรือใหญ่ลำนี้ มันปริ่มอยู่แล้วเลยจม

เรือเล็กลำข้างๆ ที่ไม่มีรูน้ำเข้า ถ้ามองระยะกินน้ำของเรือใหญ่ลำนี้ออก

คงยังไม่ตื่นตูมหนีหายไป คงแต่เฝ้าระวังคลื่น ไม่ให้ทำความเสียหายได้


ส่วนเรื่องค่าเงินแข็งนั้น ตอนนี้ผมว่ามีปัญหาจริงแต่ยังไม่มากมาย

ทางความเห็นของ ท่านท้าว นั้น ก็มีส่วนถูกอยู่ในบางข้อ

โดยเฉพาะเรื่อง รัฐบาลไทย ไม่สามารถควบคุมค่าเงินได้ ซึ่งลำบากแน่นอน

แต่โดยธรรมชาติแล้ว รัฐบาลควบคุมได้เพียงค่าเงินที่เกิดจากการปั่น อย่างไม่ชอบมาพากลเท่านั้น

และจะมีคลื่นใหญ่ตามมาในครึ่งเดือนหลังแน่นอน

ตอนนี้บอกได้เลยว่า บริษัทต่างๆ ดิ้นหนีโดยการติดตามค่าเงินทุกลมหายใจ

ตอนนี้เท่าท้าว ละกับบริษัทนี้ไปก่อนเถิด เนื่องด้วย บริษัทข้างต้นนี้ ปัญหาระบุไม่ชัดเจน

ตอนนี้ท่านท้าว ได้แต่แถต่อ   ซึ่งทำให้ login เน่าซะก่อน

เก็บ login ไว้อีก อาทิตย์ หากรัฐบาลยังเย็นชา

ท่านท้าวไดตั้งกระทู้ด่าได้สมใจแน่ครับ
บันทึกการเข้า

.:MMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMddMMMs..
.:MMMMMMMMMMMMMMMMMMMMMssMMMMs..
.:Mddddddddddddddddddddddddddo+ddddNs..
.:M................................................hs..
.:M.............//:................//:.............hs..
.:M...........:MMs.............NMd............hs..
.:M................................................hs..
.:M................................................hs..
.:M.............yNNNNNNNNNN................hs..
.:M.................................................hs..
.:dyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyho..

....W..W::W:...AAA...NN...N...TTTTT..EEEEE...DDD..........
.....Ww.wW...AAAA..N..N..N......T.....EEE......D....D.......
.....-W...W...A......A N....NN......T.....EEEEE...DDD..........
. . . . . . . . . . . . thaksin shinawatra
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #101 เมื่อ: 13-07-2007, 11:03 »

ขอตอบด้วยใจเป็นมิตรครับ

บริษัท ที่ล้มก่อน ถึงแม้จากปัจจัยค่าเงินเป็นหลัก

การเงินบริษัทนั้นต้องมีลักษณะปริ่มน้ำมาก่อนด้วย

คนตั้งบริษัท ส่งออกได้มิใช่จะมีเพียงสมองด้านการผลิต

ต้องมีสมองด้านการบริหารบัญชีด้วย (สมองในที่นี้หมายถึง แผนก หรือผู้ช่วย)

หากมีการ เครดิต บวกดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นธุรกิจที่มีภาระมากพอควร

เรียกว่าจะล้มได้ทุกเมื่อ ที่มีปัจจัยอื่นมาหนุนเพิ่มเติม

ค่าเงินถึงวันนี้เป็นแค่คลื่น 3-4 เมตร เรือใหญ่ลำนี้ มันปริ่มอยู่แล้วเลยจม

เรือเล็กลำข้างๆ ที่ไม่มีรูน้ำเข้า ถ้ามองระยะกินน้ำของเรือใหญ่ลำนี้ออก

คงยังไม่ตื่นตูมหนีหายไป คงแต่เฝ้าระวังคลื่น ไม่ให้ทำความเสียหายได้


ส่วนเรื่องค่าเงินแข็งนั้น ตอนนี้ผมว่ามีปัญหาจริงแต่ยังไม่มากมาย

ทางความเห็นของ ท่านท้าว นั้น ก็มีส่วนถูกอยู่ในบางข้อ

โดยเฉพาะเรื่อง รัฐบาลไทย ไม่สามารถควบคุมค่าเงินได้ ซึ่งลำบากแน่นอน

แต่โดยธรรมชาติแล้ว รัฐบาลควบคุมได้เพียงค่าเงินที่เกิดจากการปั่น อย่างไม่ชอบมาพากลเท่านั้น

และจะมีคลื่นใหญ่ตามมาในครึ่งเดือนหลังแน่นอน

ตอนนี้บอกได้เลยว่า บริษัทต่างๆ ดิ้นหนีโดยการติดตามค่าเงินทุกลมหายใจ

ตอนนี้เท่าท้าว ละกับบริษัทนี้ไปก่อนเถิด เนื่องด้วย บริษัทข้างต้นนี้ ปัญหาระบุไม่ชัดเจน

ตอนนี้ท่านท้าว ได้แต่แถต่อ   ซึ่งทำให้ login เน่าซะก่อน

เก็บ login ไว้อีก อาทิตย์ หากรัฐบาลยังเย็นชา

ท่านท้าวไดตั้งกระทู้ด่าได้สมใจแน่ครับ


กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้...ต้องตีเหล็กกำลังร้อนจะได้ดาบที่งดงาม ลองอ่านข้อมูลข้างล่างนี้ดูล่ะกาน


"สยามอาซาฮีเทคโนกลาส ได้ประกาศปิดบริษัท ซึ่งจะมีผลทำให้พนักงาน 1,098 คนต้องพ้นสภาพการเป็นพนักงาน
เรียน   คุณxxxxxxx
        ประธานชมรมผู้บริหารงานบุคคลแหลมฉบัง

สืบเนื่องจาก บริษัท  สยามอาซาฮีเทคโนกลาส ได้ประกาศปิดบริษัท  ซึ่งจะมีผลทำให้พนักงาน 1,098 คน  ต้องพ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550

ดังนั้น  จึงขอความร่วมมือจากท่าน  ในการขอข้อมูลตำแหน่งงานว่าง เพื่อจะได้ประชาสัมพันธ์ให้พนักงานทราบต่อไปค่ะ

โดยข้อมูลของบริษัท  มีดังนี้ค่ะ

บริษัท สยามอาซาฮีเทคโนกลาส จำกัด
ได้รับการรับรองระบบ ISO 9000 / ISO 14000 / OHSAS 18000
ปิดกิจการ 31 กรกฎาคม 2550 และเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด 1098 คน

ซึ่งมี พนักงานแยกรายละเอียดดังนี้
    วิศวกร                 55 คน (IE  / Electrical / Mechanical / Chemical )
    ป.ตรีสายบริหาร     29 คน (บัญชี / บริหาร / รัฐศาสตร์ / กฎหมาย / ภาษาอังกฤษ)
    ปวส. บริหาร         26 คน
    ปวส.ช่าง             86 คน
    ปวช. ช่าง          158 คน
    ม.6                  665 คน
    ม.3                    64 คน
    พขร.                  15 คน

พนง ระดับ ผู้จัดการอายุงานเฉลี่ย 13.8 ปี อายุตัวเฉลี่ย 39.8 ปี
พนง. ระดับปริญญาตรี - ผู้จัดการแผนก อายุงานเฉลี่ย 8.9 ปี อายุตัวเฉลี่ย 33.8 ปี
พนง ต่ำกว่าปริญญาตรี อายุงานเฉลี่ย 10.1 ปี อายุตัวเฉลี่ย 32.4 ปี

ขอบคุณค่ะ

ภาวินี  ตัญญะปัญญาชน
ผู้จัดการส่วนการบุคคล
โทร 089 244 6528"
บันทึกการเข้า
kj 2nd
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 74


« ตอบ #102 เมื่อ: 13-07-2007, 11:53 »

ขออนุญาติ โชว์ความโง่สักเล็กน้อย

ปัญหาเรื่องค่าเงินมันเป็นปัญหาที่เกิดจากการที่ประเทศเรามุ่งเน้นภาคส่งออกเป็นหลัก

ซึ่งสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 40 นี่แหละ ที่ค่าเงินเราต่ำ หลายคนก็สบโอกาสเอาดีทางส่งออก และการส่งออกก็ช่วยแก้ปัญหาค่าเงินที่ต่ำได้

[เพราะการส่งออกจะได้รายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งผู้ส่งออกจะนำเงินเหล่านี้ไปแลกเงินบาทกับ ธปท. ส่งผลให้ทุนสำรองเราสูงขึ้น ทำให้ค่าเงินเราสูงขึ้น]

แต่ปัญหาคราวนี้กลับกัน เพราะการส่งออกเราโตมาก แนวโน้มของค่าเงินมันต้องแข็งขึ้นอยู่แล้ว แถมมีแหล่งเงินทุนที่เข้ามายังตลาดหุ้นสูงผิดปกติ แบบนี้ค่าเงินก็ไหลไปไกลครับ


มาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไร ยังไงก็แก้ไม่ได้ถ้าหากเรายังเน้นภาคการส่งออกเป็นพระเอก (การส่งออกทำให้ค่าเงินบามสูงขึ้น)


-------------------------------------------------------------------------------

แนวคิดที่ผมขอเสนอความโง่คือ  ต้องให้ร้านค้าที่ค้าขายในเมืองไทยใช้เงินต่างประเทศให้มากขึ้น  การซื้อขายบางอย่างถ้าสามารถทำเป็นดอลลาร์ได้ก็ทำ (คนที่ไม่ได้ส่งออก นำเข้า จะไม่ได้รับผลกระทบของค่าเงินโดยตรง) แบบนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้นได้
นั่นคือผู้ส่งออกเวลาซื้อของบางอย่างก็จ่ายเป็นดอลลาร์ซะ ชาวต่างชาติที่มาลงทุนก็จ่ายเป็นดอลลาร์ ลดความต้องการเงินบาท  ค่าเงินก็จะมีแนวโน้มอ่อนลง

-------------------------------------------------------------------------------

แต่ปัญหาก็คือต้องเลือกว่าจะช่วยผู้ส่งออก หรือช่วยลูกหนี้ต่างประเทศ  ไม่ว่าเลือกแบบไหนใครก็โวยทั้งนั้น  แถมท่านท้าวฯ คงเรียกหาผู้รับผิดชอบตามเคย


ปล. เหลี่ยมไม่รู้จักหรอกนะ คำว่า "รับผิดชอบ" เนี่ย


บันทึกการเข้า

@ # $ %
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #103 เมื่อ: 13-07-2007, 11:58 »

คิดเยอะ ๆ ท่าน oO: ไม่เมื่อย oO: บ้างหรือ

พักเท้าบ้างจะได้คิดได้ดี ๆ
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
samepong(ยุ่งแฮะ)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,402



« ตอบ #104 เมื่อ: 13-07-2007, 12:48 »

ไอ้เท้า บ้าไม่ลิก

ถามหาคนรับผิดชอบ วันนี้เค้าเปิดโรงงานเดินเครื่องการผลิตและปล่อยกู้จากะนาคารไปเรียบร้อย ยังหาคนรับผิดชอบ ตลกหละ เราอย่าไปตอบกระทู้นี้ต่อไปเลย ในเมื่อรัฐแก้ปัยหาให้แล้วแต่มีคนบ้าจะมาบอกให้รัฐรับผิดชอบ รับผิดชอบอะไรไม่ทราบ

แล้วพวกที่เป้นหนี้ต่างชาติ ตอนนี้ยิ้ม จ่ายหนี้ได้สบายขึ้นต้องเรียกทักษิรมารับความดีความชอบไหมครับ


พนักงานบริษัท ไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ต่างดีใจได้กลับเข้าทำงานท่ามกลางบรรยากาศคึกคักเช่นเดิม ขณะที่ 1 ในพนักงานระบุยังไม่มั่นใจว่าบริษัทจะพยุงตัวเองไปได้นานแค่ไหน
       
      จากเหตุการณ์ บริษัท ไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกิจการเกี่ยวกับตัดเย็บ ได้ปิดโรงงานลงโดยไม่แจ้งให้คนงานทราบล่วงหน้า และไม่ยอมจ่ายเงินเดือน ค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดพนักงาน พนักงานกว่า 3,000 จึงรวมตัวกันชุมชุมปิดถนนกิ่งแก้ว ต่อมาได้มีการเจรจาร่วมกันระหว่างฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ จนได้ข้อสรุปว่าบริษัทจะรับพนักงานกลับเข้าทำงานทั้งหมด และเปิดทำงานปกติในวันที่ 13 ก.ค.2550
       
       เมื่อเวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ด้านหน้า บริษัทไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด เลขที่ 79 ม.14 ซอยกิ่งแก้ว 38 ถนนกิ่งแก้ว-ลาดกระบัง ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งทางตัวแทนของบริษัทได้นำป้ายประกาศมีข้อความว่า “บริษัทเปิดกิจการตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.2550 เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป พนักงานทุกคนเข้าทำงานตามปกติ ขอยกเลิกประกาศปิดบริษัท ประกาศให้ทราบทั่วกัน” แขวนไว้ที่ด้านหน้าประตูโรงงาน มีพนักงานให้ความสนใจมายืนอ่านเป็นจำนวนมาก
       
       ส่วนบรรยากาศทั่วไปพบว่าเป็นไปด้วยความคึกคัก ร้านค้าต่างๆ หน้าโรงงาน โดยเฉพาะร้านจำหน่ายอาหาร ขณะที่พนักงานจำนวนมากทยอยเดินเข้าโรงงานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม บ้างก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ได้กลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง และเมื่อได้เวลาเข้าทำงานพนักงานแต่ละคนก็เดินเข้าไปประจำตามเครื่องจักรต่างๆ เพื่อทำงานตามปกติ
       
       ทั้งนี้ยังมีตำรวจจาก สภ.ต.ราชาเทวะ ทั้งในและนอกเครื่องแบบได้เดินทางมาเพื่อป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ให้กับคนงานจนกระทั่งคนงานทุกคนเข้าไปทำงานทั้งหมด
       
       นางญาติ วงค์จันทร์ อายุ 41 ปี พนักงานแผนกตัดเย็บ กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากเช่นกันที่บริษัทเปิดดำเนินกิจการต่อ ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้มาทำงานร่วมกับเพื่อนๆ อีก เมื่อได้มาพบหน้าเพื่อนๆ และได้กลับเข้ามาทำงานร่วมกันอีกครั้งก็รู้สึกดีใจ เป็นอย่างมาก ตนเองอายุมากแล้ว ไปสมัครงานที่ไหนก็ลำบาก ไหนจะต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกอีก ยิ่งทราบว่าบริษัทสิ่งทอ ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจก็ยิ่งหางานทำยากเข้าไปใหญ่ ตนเองเคยแต่ทำงานเย็บผ้า แต่ในใจลึกๆ ก็วิตกอยู่เหมือนกันว่าบริษัทจะพยุงตัวเองไปได้หรือไม่ และตนเองก็ยังผวากับการลูกลอยแพไม่หาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-07-2007, 12:51 โดย samepong(ยุ่งแฮะ) » บันทึกการเข้า

เวลาจะพิสูจน์ความเชื่อ สักวัน ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะถูกหรือผิด ผมขอรับไว้ด้วยตัวเอง คิเสียว่าทำแล้วเสียใจดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #105 เมื่อ: 13-07-2007, 13:29 »

ขออนุญาติ โชว์ความโง่สักเล็กน้อย

ปัญหาเรื่องค่าเงินมันเป็นปัญหาที่เกิดจากการที่ประเทศเรามุ่งเน้นภาคส่งออกเป็นหลัก

ซึ่งสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 40 นี่แหละ ที่ค่าเงินเราต่ำ หลายคนก็สบโอกาสเอาดีทางส่งออก และการส่งออกก็ช่วยแก้ปัญหาค่าเงินที่ต่ำได้

[เพราะการส่งออกจะได้รายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งผู้ส่งออกจะนำเงินเหล่านี้ไปแลกเงินบาทกับ ธปท. ส่งผลให้ทุนสำรองเราสูงขึ้น ทำให้ค่าเงินเราสูงขึ้น]

แต่ปัญหาคราวนี้กลับกัน เพราะการส่งออกเราโตมาก แนวโน้มของค่าเงินมันต้องแข็งขึ้นอยู่แล้ว แถมมีแหล่งเงินทุนที่เข้ามายังตลาดหุ้นสูงผิดปกติ แบบนี้ค่าเงินก็ไหลไปไกลครับ


มาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไร ยังไงก็แก้ไม่ได้ถ้าหากเรายังเน้นภาคการส่งออกเป็นพระเอก (การส่งออกทำให้ค่าเงินบามสูงขึ้น)


-------------------------------------------------------------------------------

แนวคิดที่ผมขอเสนอความโง่คือ  ต้องให้ร้านค้าที่ค้าขายในเมืองไทยใช้เงินต่างประเทศให้มากขึ้น  การซื้อขายบางอย่างถ้าสามารถทำเป็นดอลลาร์ได้ก็ทำ (คนที่ไม่ได้ส่งออก นำเข้า จะไม่ได้รับผลกระทบของค่าเงินโดยตรง) แบบนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้นได้
นั่นคือผู้ส่งออกเวลาซื้อของบางอย่างก็จ่ายเป็นดอลลาร์ซะ ชาวต่างชาติที่มาลงทุนก็จ่ายเป็นดอลลาร์ ลดความต้องการเงินบาท  ค่าเงินก็จะมีแนวโน้มอ่อนลง

-------------------------------------------------------------------------------

แต่ปัญหาก็คือต้องเลือกว่าจะช่วยผู้ส่งออก หรือช่วยลูกหนี้ต่างประเทศ  ไม่ว่าเลือกแบบไหนใครก็โวยทั้งนั้น  แถมท่านท้าวฯ คงเรียกหาผู้รับผิดชอบตามเคย


ปล. เหลี่ยมไม่รู้จักหรอกนะ คำว่า "รับผิดชอบ" เนี่ย




ตอนแรกๆก็พูดดีน่าฟัง แต่อ่านตรงปล.ที่ลากคุณทักษิณมาแบบน่าเกลียดนี่...เห็นกำพืดเลยว่า เป็นพวกที่สะเออะยึดอำนาจเค้ามาแล้วแต่ไม่มีปัญญาบริหารต่อ!!
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #106 เมื่อ: 18-07-2007, 15:40 »

ท้าวฯเอาข่าวร้ายล่าสุดเกี่ยวกับบ.ไทยศิลป์ฯมาแฉหน่อยว่า ตกลงกลายเป็น Tragedy Ending ซะฉิบ....เฮ้ออออออ


""โฆสิต" ปัดรัฐบาลไม่เคยรับปากหาเงินกู้ให้ไทยศิลป์ฯ
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2550 14:47 น.
 
 
       นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่โรงงานไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ไม่ได้รับเงินกู้จากธนาคาร ว่า เรื่องเงินกู้ทางภาครัฐไม่ได้รับปากที่จะเข้าไปให้กู้แต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่บริษัท ไทยศิลป์ฯ ต้องเจรจากับธนาคารเอง อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้ประสานงานกับนายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าจะดูแลเรื่องคนงานอย่างไร โดยในส่วนของโรงงานสิ่งทอและเสื้อผ้า ล่าสุด มีข่าวดีจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่า มี 4 โรงงานของไทยปรับปรุงการผลิตจนได้การรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ซึ่งหากโรงงานอื่นๆ ปฏิบัติตาม ก็คาดว่าจะทำให้สิ่งทอของไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้น"
บันทึกการเข้า
kj 2nd
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 74


« ตอบ #107 เมื่อ: 18-07-2007, 16:19 »

ขออภัยที่อาจขัดใจท่านท้าวฯ ที่ผมไม่ชอบเหลี่ยมเพราะนโยบายบริหารประเทศเป็นหลักครับ  แบบว่าทำใจให้ชอบไม่ได้ ขอโทษจริงๆ

ส่วนที่กล่าวถึงคำว่ารับผิดชอบนั้น เพราะท่านท้าวฯดันเรียกร้องให้ผู้บริหารประเทศ (หรือ คชม. ผมไม่แน่ใจ) ลาออก ต่อการแข็งค่าของเงินบาท

เลยต้องอาจเอื้อมไปพาดพึงบุคคลที่รักของท่านท้าวอย่างช่วยไม่ได้   ว่าเหลี่ยมก็ไม่รับผิดชอบเหมือนกัน.....

---------------------------------------------------

ความจริงถ้าจะพูดคุยกันด้วยเรื่องเงินบาทมันยาวนะครับ  มันมีทั้งดีและเสียที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น ลองดูที่พันทิปห้องสินธรกระทู้แนะนำก็ได้ มีการถกเรื่องค่าเงินอยู่

ที่นั่นสรุปสาเหตุหลักเพราะ ค่าเงินดอลาร์ตก ฝรั่งหันมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย(เป็นตลาดเดียวที่เก็งกำไรได้โดยไม่ต้องกันสำรอง) และตลาดหุ้นไทยมันต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

แนวทางการแก้ไขคงไม่ลดดอกเบี้ยเพราะจะทำให้ตลาดหุ้นร้อนแรงขึ้นไปอีก (ถ้าลด ต้องลดทีเดียว 2% ถึงจะได้ผล แต่ผลกระทบก็แรงอีก)

----------------------------------------

ถึงแม้รัฐบาลใหม่เข้ามา จเก่งแค่ไหน (แม้ว่าจะเป็นทักกี้ก็ตาม) ก็ยากที่จะสกัดการไหลเข้ามาของทุนได้ เพราะปัญหาของไทยยังไม่หมดไป คือการบริโภคมันต่ำ
หนี้บัตรเครดิตบานเบอะ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้นอกระบบ  หนี้เกษตรกร ปัญหานี้มันหมักหมมมาจากการบริโภคที่เกินตัว

เมื่ออำนาจซื้อลด คนก็ลดการบริโภค เลยต้องส่งของออกไปขายต่างชาติ  ค่าเงินมันก็เลยแข็งโป๊กแบบนี้แหละ

ผมโชว์โง่โดยเสนอให้แก้โดยการเพิ่มอุปสงค์ดอลลาร์  แต่ดันไม่มีวิธีการแก้ปัญหาซะอีก (ความจริงทำได้ยากและต้องขอความร่วมมืออย่างสูง) น่าอายจริง




บันทึกการเข้า

@ # $ %
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #108 เมื่อ: 18-07-2007, 16:48 »

ขออภัยที่อาจขัดใจท่านท้าวฯ ที่ผมไม่ชอบเหลี่ยมเพราะนโยบายบริหารประเทศเป็นหลักครับ  แบบว่าทำใจให้ชอบไม่ได้ ขอโทษจริงๆ

ส่วนที่กล่าวถึงคำว่ารับผิดชอบนั้น เพราะท่านท้าวฯดันเรียกร้องให้ผู้บริหารประเทศ (หรือ คชม. ผมไม่แน่ใจ) ลาออก ต่อการแข็งค่าของเงินบาท

เลยต้องอาจเอื้อมไปพาดพึงบุคคลที่รักของท่านท้าวอย่างช่วยไม่ได้   ว่าเหลี่ยมก็ไม่รับผิดชอบเหมือนกัน.....

---------------------------------------------------

ความจริงถ้าจะพูดคุยกันด้วยเรื่องเงินบาทมันยาวนะครับ  มันมีทั้งดีและเสียที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น ลองดูที่พันทิปห้องสินธรกระทู้แนะนำก็ได้ มีการถกเรื่องค่าเงินอยู่

ที่นั่นสรุปสาเหตุหลักเพราะ ค่าเงินดอลาร์ตก ฝรั่งหันมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย(เป็นตลาดเดียวที่เก็งกำไรได้โดยไม่ต้องกันสำรอง) และตลาดหุ้นไทยมันต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

แนวทางการแก้ไขคงไม่ลดดอกเบี้ยเพราะจะทำให้ตลาดหุ้นร้อนแรงขึ้นไปอีก (ถ้าลด ต้องลดทีเดียว 2% ถึงจะได้ผล แต่ผลกระทบก็แรงอีก)

----------------------------------------

ถึงแม้รัฐบาลใหม่เข้ามา จเก่งแค่ไหน (แม้ว่าจะเป็นทักกี้ก็ตาม) ก็ยากที่จะสกัดการไหลเข้ามาของทุนได้ เพราะปัญหาของไทยยังไม่หมดไป คือการบริโภคมันต่ำ
หนี้บัตรเครดิตบานเบอะ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้นอกระบบ  หนี้เกษตรกร ปัญหานี้มันหมักหมมมาจากการบริโภคที่เกินตัว

เมื่ออำนาจซื้อลด คนก็ลดการบริโภค เลยต้องส่งของออกไปขายต่างชาติ  ค่าเงินมันก็เลยแข็งโป๊กแบบนี้แหละ

ผมโชว์โง่โดยเสนอให้แก้โดยการเพิ่มอุปสงค์ดอลลาร์  แต่ดันไม่มีวิธีการแก้ปัญหาซะอีก (ความจริงทำได้ยากและต้องขอความร่วมมืออย่างสูง) น่าอายจริง


ไม่มีปัญหาใดๆหรอกท่านว่าจะชอบหรือเกลียดทักษิณ ประเด็นมันอยู่ที่หากทักษิณบริหารประเทศห่วย....ก็ต้องให้คนไทยเป็นผู้ตัดสินผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งซิ ไม่ใช่ใช้วิการยึดอำนาจปชช.แล้วมาตั้งธง 4 ขั้นตอนบ้าบอเพียงเพื่อให้สังคมเห็นว่าการยึดอำนาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ปัญหาการเมืองต้องแก้ไขโดยวิธีการเมือง...ไม่ใช่ใช้วิธีการทหารมาแก้ไข ซึ่งมันไม่มีทางสำเร็จ แถมยังก่อปัญหามากขึ้นไปอีก
บันทึกการเข้า
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #109 เมื่อ: 18-07-2007, 20:22 »

     
  เจพีมอร์แกน ฟันธงหุ้นไทยยังวิ่งฉิว

ปัจจัยบวกศก.ยังรอเพียบ-รธน.50 ผ่านฉลุย
* ขณะที่ กนง. ลดดบ.0.25% ช่วยชะลอบาทแข็ง-หนุนหุ้นอสังหาฯคึก
         

เจพีมอร์แกน ฟันธง ตลาดหุ้นไทยยังวิ่งต่อได้ เหตุปัจจัยบวกทางศก.ยังรออีกเพียบ ส่วนปัจจัยการเมืองมองไม่มีปัญหา

 เชื่อประชาชนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้งได้แน่ในสิ้นปี อีกทั้งราคาหุ้นยังถูกกว่ากว่าตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ขณะที่ ธปท.

 ทานกระแสกดดันไม่ไหว ยอมลดดบ. อาร์/พี ลง 0.25% เชื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจขยายตัวได้ และมีผลชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ในระดับหนึ่ง

 อีกทั้งส่งสัญญาณดบ.ใกล้ถึงจุดทรงตัวแล้วเช่นกัน ด้านโบรกฯ ประสานเสียง ธปท.ลดดอกเบี้ย กลุ่มอสังหาฯ

ได้รับอานิสงส์มากที่สุด เชียร์ซื้อ SPALI-PRIN-PS-AP

             บทวิเคราะห์การลงทุนโดยเจพีมอร์แกนวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ระบุตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาขึ้นและผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว

 ขณะที่ปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจเริ่มปรากฎให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการในประเทศที่มีเสถียรภาพ สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย

 ไปจนถึงนโยบายทางการเงินการคลังที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

โดยเจพีมอร์แกนระบุว่า นอกจากตลาดหุ้นไทยจะได้รับปัจจัยดังได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว

 ประเด็นทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะมีการปรับลดลงอีกยังเป็นอีกปัจจัยดึงดูดให้เม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

 และเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ความต้องการบริโภคในประเทศขยายตัวอีกด้วย

 
               นอกจากนี้ การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 19

สิงหาคมนี้ที่มีแนวโน้มว่าจะผ่านการลงประชามติยังเป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้ง

รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดขึ้นภายในสิ้นปีนี้ยังเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจฟื้นตัวอีกครั้ง

 ซึ่งจะช่วยหนุนให้การใช้จ่ายและการลงทุนของภาคธุรกิจกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

               ขณะเดียวกันเจพีมอร์แกนระบุว่า แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะเพิ่มขึ้นมาแล้ว 30% จากสิ้นปี 2006

 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆยังนับว่าหุ้นไทยมีราคาถูก โดยค่า PE ตลาดหุ้นไทยยังคงต่ำกว่าดัชนี MSCI ตลาดเกิดใหม่อยู่ถึง 30%


http://www.efinancethai.net



เอาเรื่องดีๆ มาฝากคุณเท้าฯจ้ะ การแก้ปัญหามหภาค มันต้องแก้แบบค่อยเป็นค่อยไป

ไม่ใช้ตัดสินใจแบบปากพล่อยๆ ใจเร็วด่วนได้ แบบว่า ประเทศนี้เป็นตรูคนเดียว

ปลาหมอ ตายเพราะปาก ก็อย่างที่เห็นๆไงคะ คุณเท้าฯ

         

บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #110 เมื่อ: 20-07-2007, 09:29 »

ปัญหาการบริหารองค์กรก็เป็นอีกเรื่อง แต่บริษัทที่มีอายุการดำเนินการมาเกือบ 30 ปี...มันต้องมีดีมากกว่าเสีย ไม่งั้นคงไม่มีคนงานกว่าครึ่งหมื่นคนแน่นอน แต่ช่วง5-6เดือนที่ผ่านมาโดนทั้งการตัดยอดสั่งลงถึง 40% + ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องอันทำให้orderต่างๆที่บริษัทรับมาก่อนหน้านี้ส่งผลขาดทุน   ซึ่งสาเหตุหลังนี่ถือเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐอย่างไม่ต้องสงสัย ประเด็นก็คือ มีใครออกมารับผิดชอบหรือยัง!?!


พูดแบบตัวแดง ๆ มันค่อยเหมือน คนจบ บริหารธุรกิจหน่อย  ...........แต่ได้ตัว ดำ ๆ มันเหมือนพาลยังไง ก็ไม่รู้

ธุรกิจ อะไรของมัน ทำมา 30 ปี มาเจ๊งเพราะขาดทุน 5-6 เดือน..........ผมฟันธง เลยครับ........หมอนี้ฉวยโอกาส เจ๊งรวย อยากจะเลิกธุรกิจไปทำอย่างอื่น


 
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #111 เมื่อ: 20-07-2007, 17:23 »


พูดแบบตัวแดง ๆ มันค่อยเหมือน คนจบ บริหารธุรกิจหน่อย  ...........แต่ได้ตัว ดำ ๆ มันเหมือนพาลยังไง ก็ไม่รู้

ธุรกิจ อะไรของมัน ทำมา 30 ปี มาเจ๊งเพราะขาดทุน 5-6 เดือน..........ผมฟันธง เลยครับ........หมอนี้ฉวยโอกาส เจ๊งรวย อยากจะเลิกธุรกิจไปทำอย่างอื่น


 


ที่น่าสนใจก็คือ เจ้าของกิจการอาจมองเห็นว่าขืนเปิดดำเนินธุรกิจต่อไปน่าจะเจ๊งมากกว่าที่เป็น ก็เลยยอมปิดซะตอนนี้เพียงแค่ 9 ล้านกว่าบาท + เครื่องจักรที่เหลือ  แต่แอบมีเงินเก็บไว้ใช้ต่อไปนั้นแสดงให้เห็นว่านักธุรกิจเค้ามองไม่เห็นแสงสว่างในเศรษฐกิจไทยหลงเหลือสักนิดเดียวใช่หรือไม่!?!
บันทึกการเข้า
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #112 เมื่อ: 20-07-2007, 19:06 »

ที่น่าสนใจก็คือ เจ้าของกิจการอาจมองเห็นว่าขืนเปิดดำเนินธุรกิจต่อไปน่าจะเจ๊งมากกว่าที่เป็น ก็เลยยอมปิดซะตอนนี้เพียงแค่ 9 ล้านกว่าบาท + เครื่องจักรที่เหลือ  แต่แอบมีเงินเก็บไว้ใช้ต่อไปนั้นแสดงให้เห็นว่านักธุรกิจเค้ามองไม่เห็นแสงสว่างในเศรษฐกิจไทยหลงเหลือสักนิดเดียวใช่หรือไม่!?!

หากปิดโรงงานด้วยเหตุผลดังกล่าวและยังมีความเป็นนักธุรกิจอยู่บ้าง
ต้องจัดการเคลียหนี้ จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชยให้เรียบร้อย
แต่ที่ไม่ทำอย่างนั้น ตั้งใจจะเปิดตูดตั้งแต่แรก เพียงแต่ตอนนั้นราชการจับตัวมาทัน
เลยต้องกลับมาเปิดสองวันแล้วปิดใหม่ แสดงว่าเป็นนักธุรกิจหมกเม็ดไม่มีความรับผิดชอบ
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขาดจริยธรรม สูบเลือดเนื้อของลูกจ้างแล้วก็เปิดตูดหนี
เรียกว่าเป็นโจรมากกว่าเป็นนักธุรกิจ

พฤติกรรมแบบนี้ผมคิดว่าเจ้าของโรงงานคงได้แบบอย่างมาจากโจรบางคน
ที่มันสูบเลือดเนื้อลูกค้า ลูกจ้าง ประเทศชาติ แล้วมันก็ขายกิจการ เปิดตูดหนีไปอยู่ต่างประเทศ
ทุกวันนี้ยังไม่กล้ากลับบ้าน  เพราะกลัวกลับมาจะโดนดำเนินคดี ติดคุกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก
บันทึกการเข้า
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #113 เมื่อ: 20-07-2007, 20:25 »


  กบข.สบช่องบาทแข็งค่าขยายลงทุนต่างประเทศ

กบข.ใช้จังหวะปัญหาค่าเงินบาทแข็ง รวบรัดขอขยายการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเป็น 25%

จากเดิมลงทุนได้แค่ 15% หลังจากเคยขอขยายเพดานการลงทุนต่างประเทศเพิ่มหลายครั้ง

มั่นใจรอบนี้ได้รับการอนุมัติเร็วกว่าทุกครั้ง เหตุช่วยยับยั้งค่าเงินบาทแข็ง

พร้อมเตรียมเม็ดเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาทโยกลงทุนต่างประเทศทันที

นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ( กบข.)  กล่าวว่า 

ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารเตรียมขอขยายการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเป็น 25%

จากเดิมลงทุนได้แค่ 15% เพราะเป็นโอกาสที่ดีในการนำเงินไปลงทุนยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน

ขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยยับยั้งการแข็งค่ของค่าเงินบาทอีกทางหนึ่ง


และหากได้รับการอนุมัติก็พร้อมจะนำเงินไปลงทุนยังประเทศทันที  3  หมื่นล้านบาท

ซึ่งที่ผ่านมาเคยยื่นเรื่องขอขยายเพดานการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศหลายครั้ง

โดยการยื่นเรื่องครั้งนี้น่าจะได้รับการอนุมัติเร็วขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ

เพราะเป็นการช่วยดูดซับเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้ามาในประเทศให้ออกไปยังต่างประเทศได้เร็วสุด

หลังนโยบายการเงินของประเทศตอนนี้พยายามผลักดันให้กองทุนนำเงินออกไปมากขึ้น


ส่วนผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนสะสม12  เดือนย้อนหลังเท่ากับ 8.82 %

หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 23,704 ล้านบาท โดย กบข.มีสินทรัพย์สุทธิจำนวนทั้งสิ้น 353,024.88 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของ กบข.ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีสำหรับการบริหารพอร์ตกองทุนระยะยาว

โดยผลตอบแทนประจำปี ( มกราคม - มิถุนายน 2550 ) เท่ากับ 5.85% 

ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เมื่อเทียบกับตัวเทียบวัดการลงทุนที่ กบข.กำหนดไว้

คือสูงกว่าผลตอบแทนจากเงินฝากประจำ  1  ปีของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 ธนาคาร ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3.63%

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.81%

["ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลายและมีความชัดเจน

ทำให้บรรยากาศการลงทุนเริ่มดีขึ้น ซึ่งส่งผลกับภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว /b]


และที่สำคัญนโยบายการลงทุนของคณะกรรมการลงทุน กบข. ที่เน้นกระจายการลงทุน  เพื่อป้องกันความเสี่ยงการลงทุน

ส่งผลให้ผลตอบแทนการลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้"นายวิสิฐกล่าว

สำหรับสัดส่วนการลงทุนในปัจจุบันลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ 67.77% ตราสารทุนในประเทศ 11.57 %

ตราสารต่างประเทศ 12.64 %กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 4% และลงทุนทางเลือก 4.02%

"ในครึ่งปีแรกของปีนี้  หลังจากที่สถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย  การลงทุนเริ่มฟื้นตัว

ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อตลาดหุ้นไทยมีมากขึ้น และมีเงินไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นของ  กบข.มีผลตอบแทนกว่า 17.56%

ขณะที่ผลตอบแทนลงทุนตราสารหนี้ในประเทศอยู่ที่  5.25%"  นายวิสิฐกล่าว

เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. กล่าวอีกว่าในครึ่งหลังของปีนี้จะขยายสัดส่วนการลงทุนไปต่างประเทศ

การลงทุนทางเลือกและอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นไปตามเป้าหมายการจัดสรรการลงทุนระยะยาวที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ 

ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง

โดยในปีนี้ กบข.คาดว่าผลตอบแทนการลงทุนที่จะจัดสรรให้กับสมาชิกจะอยู่ที่ประมาณ 6-7%

และขนาดของเงินกองทุนของ กบข. เพิ่มขึ้นเป็น 370,000 ล้านบาท

 
 



ข่าวหุ้นออนไลน์


ขณะนี้ รมว.คมนาคม เร่งกำชับให้หน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยเร่งชำระนี้เงินกู้ต่างประเทศ

โดยเร่งด่วน โดยเฉเพาะ ทอท. และ รฟม. เพราะถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะมีภาระต้นทุนหนี้ ที่สามารถชำระได้น้อยลงมาก
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #114 เมื่อ: 21-07-2007, 03:37 »

ฝ่ากระแสทุนนิยมลมตะวันตก เศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ

โดย ณัฐฐ์วัฒน์ สุทธิโยธิน ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



ป้ายประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน ที่ติดไว้ที่หน้าโรงงานสิ่งทอไทยศิลป์อาคเนย์อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต

เมื่อตอนตีสองของวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ทำให้นายชุลี กองยุทธิ์ และเพื่อนคนงานจำนวนหนึ่ง เกิดอาการช็อค

ในขณะที่คนงานอีก 5 พันคน นอนหลับอย่างไม่รู้ชะตากรรมที่ตนจะต้องเผชิญในวันรุ่งขึ้น

จนเมื่อเดินทางไปที่โรงงานตอนเช้าก็พบว่าโรงงานปิดแล้ว จึงได้มาชุมนุมประท้วงการเลิกจ้าง

"คนงานหลายคนร้องไห้เสียใจ เพราะทำงานที่นี่มานานไม่อยากย้ายไปไหน..และเกรงว่าไปทำงานที่อื่นจะไม่มีใครรับ.." (มติชน 13 กรกฎาคม 2550)

แม้วันนี้โรงงานจะเปิดกิจการต่อไปได้ แต่เหตุการณ์นี้ได้ฝากสิ่งเตือนใจคนไทยให้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง

ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอว่าต้องมีการพัฒนาตนเองให้เข้มแข็ง ให้มีภูมิคุ้มกันตนเองได้

เมื่อมีภัยคุกคามมาเยือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยพูดเตือนไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้วเช่นกันว่า

"โลกทุนนิยม ทุกคนต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง เพราะสิ่งที่อยู่ร่วมกันในระบบทุนนิยมจะกัดกินกันเอง

หากตัวเราเองไม่แข็งแรง เราก็ถูกกัดกินเป็นเรื่องปกติ โทษกันไม่ได้ เป็นสัจธรรมของทุนนิยม

คือการแข่งขันที่เขาเรียกว่า สงครามการค้าโลก" (31 กรกฎาคม 2544 นสพ.ฐานเศรษฐกิจ)

เห็นด้วยเต็มร้อย ที่ทุกคนต้องสร้างความเข้มแข็ง แต่ในทางปฏิบัติคงยากที่จะให้ผู้ใช้แรงงานสร้างตามลำพัง

ดังที่นายบุญลือ ยอดบุญ ผู้จัดการฝ่ายผลิตโรงงานไทยศิลป์ฯ รู้สึกตอนที่ถูกเลิกจ้างกะทันหัน

"ตอนนี้เรายังไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะทุกคนก็ทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ..หลายคนอายุมาก และอาศัยอยู่ที่นี่ ไม่รู้จะต่อสู้กันอย่างไร.."

ในฐานะและบทบาทผู้นำรัฐบาล จึงไม่ควรปล่อยให้ผู้ใช้แรงงาน "ถูกกัดกิน" จนกลายเป็นเรื่องปกติ และ "โทษกันไม่ได้" เพราะเป็น "สัจธรรมของทุนนิยม"

แต่ผู้นำรัฐบาลที่ดีจะต้องก้าวนำในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชน ชี้ทิศทางสว่าง

ไม่ชักนำประชาชนให้หลงใหลไปกับความรุ่งเรืองที่ไม่ยั่งยืน ยั่วยุให้ประชาชนใช้จ่ายเงินเพื่อแสวงหา

"ความสุขระยะสั้น" จากการบริโภค ดื่ม กิน ใช้ เที่ยว บันเทิง และเทคโนโลยี

ตัวเลขของสภาพัฒน์ ระบุว่า คนไทยมีอัตราหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากเดิม 82,485 บาท เมื่อปี 2545

 เพิ่มขึ้นเป็น 116,585 บาท ในปี 2549 (ในขณะที่บางครอบครัวมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 7 หมื่นล้านบาท)

ปี พ.ศ.2544 เป็นเอก รัตนเรือง ออกมาร้องเตือนผ่านฟิล์มภาพยนตร์เรื่อง "มนต์รักทรานซิสเตอร์"

ซึ่งเคเบิลทีวีช่องเอเชี่ยนมูฟวี่เพิ่งนำกลับมาฉายให้ดูซ้ำในวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง

เขาตีแผ่ความโหดร้ายของทุนนิยมที่ทำให้คนในสังคมไทยต้องกัดกินกันเอง กระตุ้นเตือนให้รัฐบาลหันมาเหลียวแล

"ชนบท" เสียงเตือนของเป็นเอก ต่างชาติรับรู้และให้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

แต่ผู้นำรัฐบาลตอนนั้นไม่ได้ยิน และไม่ได้ลงมือสร้างความเข้มแข็งให้ชาวบ้านแต่อย่างใด

ไอ้แผน คือตัวละครที่นำมาใช้สื่อความหมายว่าคนไทย "ไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี"

ไม่มีความรู้เท่าทัน จึงถูกกระแสลมตะวันตกพัดพาไปอย่างไร้แผนชีวิต ไร้ทิศทาง

จนต้องตกเป็นเหยื่อถูกคนไทยด้วยกัน "กัดกินกันเอง" อย่างเลือดเย็น

เป็นเอกเรียกร้องให้ชาวชนบทและผู้ใช้แรงงาน "หยุดวิ่ง" ไล่ตามโลกแห่งกิเลส

อย่าทิ้งชนบทเพียงเพราะจะอยากมีเงินใช้ อย่าวิ่งไขว่คว้าหาชื่อเสียงจนต้องขายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่าขายยาเสพติดเพียงเพื่อให้มีโทรศัพท์มือถือ

ในเมื่อต้องมีชีวิตอยู่ไปกับโลกทุนนิยม ทุกคนจึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีตระหนักดีถึงภัยคุกคามจากลมตะวันตกทุนนิยมอันโหดร้ายที่พัดพา

"คลื่นแห่งความโลภ" เข้าโถมกระหน่ำประเทศไทย ทั้งตลาดเงิน ตลาดหุ้น และตลาดการค้า

เพื่อแสวงหากำไรระยะสั้น จึงมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับคนไทย โดยน้อมนำปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง"

ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทาง

ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ "ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี"

 รูปธรรมที่สะท้อนการปฏิบัติตามแนวคิดดังกล่าวคือ โครงการพัฒนาหมู่บ้านชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (พพพ.)

ที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า "3 พ." และโครงการ "อยู่ดีมีสุข"

"อยู่ดีมีสุข" คือ การทำงานของชุมชน วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชนขึ้นมาก่อน

แล้วช่วยกันตัดสินใจว่าจะทำอะไร กำหนดเป้าหมาย กำหนดวิธีการปฏิบัติ สิ่งที่ชาวบ้านช่วยกันคิดนี้เรียกว่า "แผนชุมชน"

รัฐบาลสนับสนุนเงินงบประมาณและช่วยเป็นพี่เลี้ยง ยิ่งลงมือทำมากชาวบ้านก็ได้ความรู้ ได้ความรัก ได้ความสามัคคีมากขึ้น

ทุกวันนี้ทำไปแล้วกว่า 3 หมื่นหมู่บ้าน จัดงบประมาณลงไปแล้ว 7 พันล้านบาท งบฯปี 2551 เริ่มตุลาคมนี้จะเพิ่มอีก 15,000 ล้านบาท

การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีให้แก่ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลจึงกำหนดแผนงาน 5 ด้าน คือ แผนงานด้านเศรษฐกิจพอเพียง

แผนการพัฒนาและสร้างโอกาสให้ชุมชน แผนงานฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน แผนงานการสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ

และแผนงานการบริการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน ทุกแผนล้วนแต่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ "คน" และ "สังคม" ในชุมชน

ฟื้นฟูคุณค่า ทรัพยากร ความอุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างความสุขในชุมชนของเราเอง

ภาคประชาชนในชนบทเข้มแข็งขึ้นภาคประชาชนผู้ใช้แรงงานก็ควรเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการพัฒนาความรู้ พัฒนาทักษะอาชีพ

ออมเงินและทรัพย์สินที่หามาได้

วันใดที่โรงงานปิดกิจการกะทันหัน เราจะยังมีทางเลือกอื่นให้เดิน ทำอาชีพอื่น หรือกลับไปถิ่นฐานบ้านเกิดในชนบท

ซึ่งอาจให้ความสุขได้มากกว่าด้วยซ้ำ

ในขณะที่ "เป็นเอก" ใช้บทเพลง "ไม่ลืม" มากระตุ้นเตือนอย่าลืมตัวตน อย่าลืมความเป็นไทย

และอย่าลืมสังคมไทยที่มีรากฐานเกษตรกรรม มีความสุข มีความพอเพียงตามธรรมชาติ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์

ก็คงมีปรารถนาที่จะส่งความหมายผ่านบทเพลง "ทะลใจ" ที่ว่า

"ทุกชีวิตดิ้นรนค้นหาแต่จุดหมาย ใจในร่างกายกลับไม่เจอ ทุกข์ที่เกิดซ้ำ เพราะใจนำพร่ำเพ้อ หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข"

เพื่อเตือนสติคนไทยให้หันกลับมาค้นหาความจริงของเราเอง มากกว่าการวิ่งไล่ตามอย่างไม่มีวันจบ

ไม่ว่า "ลมตะวันตก" จะโหมกระหน่ำรุนแรงเพียงใด แต่ "ลมตะวันออก" ที่ใสเย็น อันถึงพร้อมด้วย "ความพอประมาณ

 ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี" จะช่วยให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า พัฒนาตนเอง

 พัฒนาประเทศไปในแนวทางที่มั่นคง และมีความสุขที่แท้จริงได้

มาเร่งสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง..เสียแต่วันนี้

ประเทศไทยจะฝ่ากระแสทุนนิยมได้ เศรษฐกิจพอเพียง..คือคำตอบ



http://www.matichon.co.th


ปัญหาจากระบบทุนนิยม ที่ไม่ยั่งยืน กับการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง

ในแนวทางพระราชดำริ ที่ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ และภาครัฐควรส่งเสริมให้เป็นรูปธรรม

มากกว่านโยบายที่เลื่อนลอย และจับต้องไม่ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-07-2007, 03:40 โดย ดอกฟ้ากับหมาวัด » บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
kman
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 102


« ตอบ #115 เมื่อ: 21-07-2007, 05:47 »

หากปิดโรงงานด้วยเหตุผลดังกล่าวและยังมีความเป็นนักธุรกิจอยู่บ้าง
ต้องจัดการเคลียหนี้ จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชยให้เรียบร้อย
แต่ที่ไม่ทำอย่างนั้น ตั้งใจจะเปิดตูดตั้งแต่แรก เพียงแต่ตอนนั้นราชการจับตัวมาทัน
เลยต้องกลับมาเปิดสองวันแล้วปิดใหม่ แสดงว่าเป็นนักธุรกิจหมกเม็ดไม่มีความรับผิดชอบ
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขาดจริยธรรม สูบเลือดเนื้อของลูกจ้างแล้วก็เปิดตูดหนี
เรียกว่าเป็นโจรมากกว่าเป็นนักธุรกิจ

พฤติกรรมแบบนี้ผมคิดว่าเจ้าของโรงงานคงได้แบบอย่างมาจากโจรบางคน
ที่มันสูบเลือดเนื้อลูกค้า ลูกจ้าง ประเทศชาติ แล้วมันก็ขายกิจการ เปิดตูดหนีไปอยู่ต่างประเทศ
ทุกวันนี้ยังไม่กล้ากลับบ้าน  เพราะกลัวกลับมาจะโดนดำเนินคดี ติดคุกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก

โดนกบฏหลอกให้เปิดกิจการต่ออาทิตย์เดียว เจ๊งเพิ่มอีกหลายสิบล้านครับ เก้าล้านที่ว่าเป็นแค่เงินสดที่เหลืออยู่พอจะจ่ายได้เท่านั้นเอง

เสียใจแทนเจ้าของกิจการด้วยที่หลงเชื่อคำพูดของคนที่แอบอ้างว่ามีจริยธรรม แต่มันไม่เคยรักษาคำพูดและไม่เคยทำตามคำพูดเลย

ไม่เชื่อย้อนกลับไปดูหลายๆกรณีได้เช่นกรณีไอทีวีเป็นต้น
บันทึกการเข้า
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #116 เมื่อ: 21-07-2007, 10:12 »

โดนกบฏหลอกให้เปิดกิจการต่ออาทิตย์เดียว เจ๊งเพิ่มอีกหลายสิบล้านครับ เก้าล้านที่ว่าเป็นแค่เงินสดที่เหลืออยู่พอจะจ่ายได้เท่านั้นเอง

เสียใจแทนเจ้าของกิจการด้วยที่หลงเชื่อคำพูดของคนที่แอบอ้างว่ามีจริยธรรม แต่มันไม่เคยรักษาคำพูดและไม่เคยทำตามคำพูดเลย

ไม่เชื่อย้อนกลับไปดูหลายๆกรณีได้เช่นกรณีไอทีวีเป็นต้น

จ่ายได้ แต่ไม่ยอมจ่าย
จริยธรรมของนักธุรกิจฉบับหัวเหลี่ยม
555
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #117 เมื่อ: 23-07-2007, 09:09 »

หากปิดโรงงานด้วยเหตุผลดังกล่าวและยังมีความเป็นนักธุรกิจอยู่บ้าง
ต้องจัดการเคลียหนี้ จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชยให้เรียบร้อย
แต่ที่ไม่ทำอย่างนั้น ตั้งใจจะเปิดตูดตั้งแต่แรก เพียงแต่ตอนนั้นราชการจับตัวมาทัน
เลยต้องกลับมาเปิดสองวันแล้วปิดใหม่ แสดงว่าเป็นนักธุรกิจหมกเม็ดไม่มีความรับผิดชอบ
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขาดจริยธรรม สูบเลือดเนื้อของลูกจ้างแล้วก็เปิดตูดหนี
เรียกว่าเป็นโจรมากกว่าเป็นนักธุรกิจ

พฤติกรรมแบบนี้ผมคิดว่าเจ้าของโรงงานคงได้แบบอย่างมาจากโจรบางคน
ที่มันสูบเลือดเนื้อลูกค้า ลูกจ้าง ประเทศชาติ แล้วมันก็ขายกิจการ เปิดตูดหนีไปอยู่ต่างประเทศ
ทุกวันนี้ยังไม่กล้ากลับบ้าน  เพราะกลัวกลับมาจะโดนดำเนินคดี ติดคุกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก

ถ้าอยากดูว่าใครเป็นโจรที่แท้จริง ก็ลองมองในประเทศตัวเองดีไหมว่า โจรไหนเอ่ยที่ฉีกรธน.ของคนไทย? โจรไหนเอ่ยที่ครอบงำกระบวนการยุติธรรมด้วยบันได 4 ขั้นที่ประกาศชัดเจน? โจรไหนเอ่ยที่ร่วมกันโกงภาษีปชช.อย่างหน้าด้านๆ กรณี 800 ล้านของทศท. หรือการไปตบทรัพย์กับ King Power เป็นต้น

หรือว่าท่านมองว่าเป็นการกระทำของนักบุญเอ่ย!?!
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #118 เมื่อ: 24-07-2007, 10:06 »

อนิจจา! คู่หู duo kingtex dulex ออกอาการเกาเหลาซะแร๊ะ


"ลองผิดลองถูกแก้ค่าเงินบาท
 
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ตามที่ได้เสนอนายกรัฐมนตรีมารอบหนึ่งแล้ว ซึ่งที่ประชุมได้นำรายละเอียดมาหารืออีกครั้ง และจะเสนอให้ ครม.อนุมัติในวันนี้ (24 ก.ค.) ประกอบด้วยกัน 6 เรื่อง โดย 4 เรื่อง ทางกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสามารถออกประกาศได้ทันที ส่วนอีก 2 เรื่องต้องรอให้ ธปท.ออกหลักเกณฑ์ ในรายละเอียดภายใน 1 สัปดาห์ จึงจะมีผลใช้ได้ 

ส่วนมาตรการที่จะใช้กับตลาดเงินตลาดทุน การให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯไปลงทุนในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน จะมีการหารือกันอีกครั้งในวันที่ 6 ส.ค. เพราะในคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีตัวแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนัก งานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ ในอนาคตหากมาตรการ 6 ข้อที่มีผลประกาศใช้ไม่อาจแก้ปัญหาความผันผวนของค่าเงินบาทได้ รัฐบาลก็พร้อมที่จะมีมาตรการอื่นเข้ามาแก้ปัญหาเพิ่มเติม แต่คงไม่เป็นมาตรการที่รุนแรงและทำให้เกิดการช็อกตลาดเหมือนในอดีต และการแก้ปัญหาค่าเงินบาทกับการชกมวยที่เพิ่งเริ่มยกที่ 1 เท่านั้น และถือว่าเป็นสงครามการต่อสู้ที่ยืดเยื้อแน่นอน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการ 4 มาตรการแรก ได้แก่ 1. การขยายระยะเวลาการถือครองเงินตราต่างประเทศโดยไม่กำหนดระยะเวลา และวงเงิน และอนุญาตให้ผู้ส่งออกสามารถฝากเงินที่ได้รับจากการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้ 2. การให้บุคคลทั่วไปสามารถเปิดบัญชีเงินฝากในรูปเงินตราต่างประเทศได้ 3. การเร่งรัดคืนเงินภาษีมุมน้ำเงินของกรมศุลกากรและการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ซึ่งตั้งแต่ปี 2550 มีการเปลี่ยนแปลง ระบบ Harmonize 8 หลัก ซึ่งผู้ส่งออกยังไม่ได้รับคืน รวมทั้งการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ดังนั้น จึงขอให้กรมศุลกากรเร่งจ่ายคืน เพื่อเป็นการลดภาระและมีเงินทุนหมุน เวียน 4. การให้รัฐวิสาหกิจเร่งชำระคืนหนี้ที่เงินตราต่างประเทศ หรือหากไม่สามารถชำระหนี้ก่อนกำหนด เนื่องจากมีค่าปรับก็อาจพิจารณาให้นำดอลลาร์สหรัฐฯ ฝากในบัญชีต่างประเทศเพื่อรอการชำระหนี้ดังกล่าวในอนาคต ส่วนอีก 2 เรื่องที่ต้องไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การเปิดให้เอกชนหรือผู้ส่งออกสามารถชำระเงินในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ 2. การจัดตั้งกองทุนเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 5,000 ล้านบาท เนื่องจากการหารือแล้วพบว่าจะต้องมีการวางหลักเกณฑ์ของการดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เรื่องการเปิดให้เอกชนหรือผู้ส่งออกสามารถชำระเงินในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้น ทางนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่ารับไม่ได้กับมาตรการนี้ เพราะหากปล่อยให้ทำเช่นนั้นได้จะเท่ากับว่าประเทศไทยได้ ยอมรับเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ในประเทศไทย ดังนั้น ที่ประชุมจึงให้ ธปท. ร่วมกับภาคเอกชนจัดทำหลักเกณฑ์การใช้เงินออกมาให้เสร็จใน 1 สัปดาห์ ว่า จะสามารถใช้สำหรับกรณีใดบ้าง เช่น การจ่ายค่าระวางเรือ ซึ่งถูกกำหนดราคาเงินดอลลาร์สหรัฐฯอยู่แล้ว

สำหรับกรณีของกองทุนเอสเอ็มอี วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ต้องไปจัดทำหลักเกณฑ์เพิ่มเติม เพราะเอกชนเสนอให้แบ่งวงเงินเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกวงเงิน 4,500 ล้านบาท ทาง ธปท.และธนาคารพาณิชย์ ร่วมกันออกฝ่ายละครึ่ง กำหนดให้ใช้สำหรับผู้ส่งออกทั่วไปที่มีปัญหาสภาพคล่องจากปัญหาค่าเงินบาท โดยต้องนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกรณีที่ต้องมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเท่านั้น โดยไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการลงทุนใหม่ หรือปรับโครงสร้างหนี้ได้ ส่วนอีก 500 ล้านบาท สำหรับผู้ส่งออกที่มีปัญหาสภาพคล่องแต่มีสถานะที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลติดตัวอยู่ ซึ่งส่วนนี้มีความเสี่ยง ธปท.จึงจะช่วยออกเงินให้ 90% และธนาคารพาณิชย์ออก 10% เพื่อธนาคารพาณิชย์จะไม่ต้องมีปัญหาตั้งกันสำรอง

ก่อนหน้านี้ นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว. คลัง ระบุว่า มาตรการที่เสนอเข้า ครม. จะมีการอนุมัติให้เปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศได้ ใน 2 กรณี โดยกรณีแรกให้ฝากเงินตราต่างประเทศในสถาบันการเงินไทยได้ไม่จำกัดจำนวน กรณีที่สองให้นำเงินบาทไปซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และฝากไว้กับสถาบันการเงินในประเทศ โดยไม่ต้องแจ้งภาระคงค้าง โดยบุคคลธรรมดาไม่เกิน 100,000 เหรียญสหรัฐฯ และนิติบุคคลไม่เกิน 300,000 เหรียญสหรัฐฯ ขณะเดียวกันให้สามารถโอนเงินไปยังต่างประเทศได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/ราย/ปี โดยมีเงื่อนไข เช่น การนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ และให้ขยายเวลานำเงินตราต่างประเทศเข้าในประเทศเป็น 360 วัน จากเดิม 120 วัน ด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มาตรการที่จะเสนอ ครม.นี้ล้วนแต่เป็นมาตรการที่ถือว่ายังไม่ สามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุด ซึ่งจะแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่นักวิชาการเรียกร้องมาตลอดและต้องเร่งทำคือ 1. ลดดอกเบี้ยลง 1-1.50 บาท, เร่งคืนหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ 73,000 ล้านบาท, ออกบาทบอนด์เพื่อซื้อดอลลาร์ จะได้ผลแรงกว่า."
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #119 เมื่อ: 24-07-2007, 10:19 »

ปีที่แล้ว ค่าเงินเยนแข็ง เกือบติดร้อย ด้วยดอกเบี้ย เกือบติดศูนย์เปอร์เซ็นต์ แล้ว ดอกเบี้ยต่ำมันช่วยได้มั๊ยล่ะ ........ลดดอกเบี้ยต่ำ ๆ แบ็งค์มันก็ไปเอาเปรียบผู้ฝากเงินอีก................ลดดอกเบี้ย เงินฝาก มากกว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ ตามเคย.........เห็นจ่ายคนมีทั้งเงินฝากและเงินกู้ เยอะ ๆ อย่างผมหน่อยดิ

2-3 ปีก่อน อลัน กรีนสแปน เคยลดดอกเบี้ย ทีเดียว .75 เพื่อช๊อคตลาด แล้ว เป็นไง !  ได้ผลไป 2 อาทิตย์ แล้ว ก็กลับมาเหมือนเดิมอีก........

ส่วนการออกพันธบัตร ซื้อดอลล่าห์ ก็ไม่กี่เดือนก่อนไม่ใช่หรือ ที่ออกมาด่า แบ็งค์ชาติ กันว่า ออกพันธบัตร มากที่สุดในประวัติศาสตร์

 
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #120 เมื่อ: 24-07-2007, 10:24 »

ปีที่แล้ว ค่าเงินเยนแข็ง เกือบติดร้อย ด้วยดอกเบี้ย เกือบติดศูนย์เปอร์เซ็นต์ แล้ว ดอกเบี้ยต่ำมันช่วยได้มั๊ยล่ะ ........ลดดอกเบี้ยต่ำ ๆ แบ็งค์มันก็ไปเอาเปรียบผู้ฝากเงินอีก................ลดดอกเบี้ย เงินฝาก มากกว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ ตามเคย.........เห็นจ่ายคนมีทั้งเงินฝากและเงินกู้ เยอะ ๆ อย่างผมหน่อยดิ

2-3 ปีก่อน อลัน กรีนสแปน เคยลดดอกเบี้ย ทีเดียว .75 เพื่อช๊อคตลาด แล้ว เป็นไง !  ได้ผลไป 2 อาทิตย์ แล้ว ก็กลับมาเหมือนเดิมอีก........

ส่วนการออกพันธบัตร ซื้อดอลล่าห์ ก็ไม่กี่เดือนก่อนไม่ใช่หรือ ที่ออกมาด่า แบ็งค์ชาติ กันว่า ออกพันธบัตร มากที่สุดในประวัติศาสตร์

 



เห็นด้วยกับท่าน55555 เพราะวิกฤติเศรษฐกิจไทยครั้งนี้เกิดจากการขาดความมั่นใจในการใช้จ่ายของประชาชน บวกกับการที่ไทยไม่สามารถส่งของไปขายตปท.ได้อันเนื่องมาจากบาทแข็ง อีกทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศก็ซบเซา มองไปทางไหนก็ไม่เห็นแสงสว่าง....จะโทษใครดีเอ่ยระหว่าง คมช. หรือรัฐบาล หรือแก๊สโซฮอล!?!
บันทึกการเข้า
Coolly_Jade
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318


ฉันจะบิน บิน บิน สู่เสรีภาพอันยิ่งใหญ่


« ตอบ #121 เมื่อ: 24-07-2007, 10:49 »

ท้องผูกมา2วันแล้ว คมช ออกมารับผิดชอบด้วย

แมวแถวบ้านชอบส่งเสียงตอนกลางคืนหนวกหูมาก คมช จะรับผิดชอบอย่างไร

เจ้าหนี้ ไม่ยอมมาเก็บเงิน รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบไหม

ลูกหนี้ ก็ไม่ยอมมาจ่าย คมช มัวทำอะไรอยู่

ฝนตกทุกวัน ไปเดินเล่นตลาดนัดไม่ได้ คมช ทำไรของมานฟร่ะ ทำยังไงให้ฝนตกได้ทุกวัน

...............อีกมากมายหลายร้อยปัญหา ทำไมไม่แก้ ไม่ช่วยไรเลย ฮ่วย
บันทึกการเข้า

ทักษิณาธิปไตย เสรีทางความคิด เผด็จการต่อการแสดงออก ใครเห็นด้วยเป็นคนดี ใครคัดค้านเป็นกุ๊ย
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #122 เมื่อ: 24-07-2007, 10:56 »

ท้องผูกมา2วันแล้ว คมช ออกมารับผิดชอบด้วย

แมวแถวบ้านชอบส่งเสียงตอนกลางคืนหนวกหูมาก คมช จะรับผิดชอบอย่างไร

เจ้าหนี้ ไม่ยอมมาเก็บเงิน รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบไหม

ลูกหนี้ ก็ไม่ยอมมาจ่าย คมช มัวทำอะไรอยู่

ฝนตกทุกวัน ไปเดินเล่นตลาดนัดไม่ได้ คมช ทำไรของมานฟร่ะ ทำยังไงให้ฝนตกได้ทุกวัน

...............อีกมากมายหลายร้อยปัญหา ทำไมไม่แก้ ไม่ช่วยไรเลย ฮ่วย


ถ้ายึดอำนาจเค้ามาแล้ว ไม่มีปัญญาบริหารประเทศให้ดีขึ้นกว่าเก่า...จะยึดมาทำไมเอ่ย!?!  หรือว่ายึดเล่นๆหนุกๆไปงั้น
บันทึกการเข้า
Coolly_Jade
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318


ฉันจะบิน บิน บิน สู่เสรีภาพอันยิ่งใหญ่


« ตอบ #123 เมื่อ: 24-07-2007, 11:02 »


ถ้ายึดอำนาจเค้ามาแล้ว ไม่มีปัญญาบริหารประเทศให้ดีขึ้นกว่าเก่า...จะยึดมาทำไมเอ่ย!?!  หรือว่ายึดเล่นๆหนุกๆไปงั้น

คงต้องถอยไปด้วยว่าทำไมเขาถึงยึดอำนาจได้ง่ายๆ ท่ามกลางความยินดีของประชาชนชาวไทย

และท่ามกลางคราบน้ำตาและความเสียใจของประชาชนชาวไทยแต่ในนาม ที่เป็นเดือดเป็นแค้น

ก่อความวุ่นวายไม่เลิก

ใช่ไหมจ๊ะ
บันทึกการเข้า

ทักษิณาธิปไตย เสรีทางความคิด เผด็จการต่อการแสดงออก ใครเห็นด้วยเป็นคนดี ใครคัดค้านเป็นกุ๊ย
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #124 เมื่อ: 24-07-2007, 11:05 »

ท้องผูกมา2วันแล้ว คมช ออกมารับผิดชอบด้วย

แมวแถวบ้านชอบส่งเสียงตอนกลางคืนหนวกหูมาก คมช จะรับผิดชอบอย่างไร

เจ้าหนี้ ไม่ยอมมาเก็บเงิน รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบไหม

ลูกหนี้ ก็ไม่ยอมมาจ่าย คมช มัวทำอะไรอยู่

ฝนตกทุกวัน ไปเดินเล่นตลาดนัดไม่ได้ คมช ทำไรของมานฟร่ะ ทำยังไงให้ฝนตกได้ทุกวัน

...............อีกมากมายหลายร้อยปัญหา ทำไมไม่แก้ ไม่ช่วยไรเลย ฮ่วย


แบบนี้ต้องรอทักษิณกลับมาครับ

ท้องผูกเหรอ ?
...ขายการประปาให้สิงคโปร์  เอาเงินมาซื้อยาระบายมะขามแขก - สินค้าโอท็อป แจกคุณ 2 เม็ด

แมวแถวบ้านชอบส่งเสียงตอนกลางคืน เหรอ ?
...ขึ้นค่าประปาทั่วประเทศ  เอาส่วนต่างที่เหลือจากการเจียดจ่ายมา ( ส่วนใหญ่สิงคโปร์เอาไปเกือบหมด ) มาซื้อยาเบื่อให้แมวแถวบ้านคุณกิน 1 ซอง

เจ้าหนี้ไม่ยอมมาเก็บเงิน - ลูกหนี้ไม่ยอมมาเก็บเงิน ?
...อันนี้เรื่องใหญ่นะ 
...ต้องขาย กฟผ.  เอาเงินมาจัดตั้งองค์กรทนายความแห่งราชอาณาจักร ( หางานให้ไอ้เขทำด้วย - ขี้เกียจควักกระเป๋า "ชินวัตร" จ่ายให้แหม้งแล้ว ) เร่งรัดหนี้สินทั่วราชอาณาจักร

ฝนตกทุกวันเหรอ ?
...เอาเบาะ ๆ แค่ "ขายที่ดินและทรัพย์สินของ รฟท.  ส่วนหนี้สินให้โอนมาเป็นของรัฐ
แล้วเอาเงินที่ขายได้  ไปซื้อเครื่องบินโดยสารแบบหรูหรา - เครื่องยนต์เจ๊ดสัก 2 ลำ  ไว้บินฉวัดเฉวียนไล่เมขลากับรามสูร ให้ตกใจ

อ้าว  ยังมีอีกมากมายหลายร้อยปัญหาเหรอ ?
ไม่เป็นไร  งันแก้ กม.ให้ต่างชาติถือครองที่ดินในราชอาณาจักรได้โดยไม่มีข้อจำกัดและเงื่อไข
กระทั่งคนไทยไม่มีที่ซุกหัวแล้ว  ต้องอพยพลงไปอยู่ในทะเล
...ตอนนั้น  ก็กลายเป็น "ปัญหาที่เกิดนอกราชอาณาจักร"



กล้วย ๆ ...ปัญหาของประเทศไทย
ถ้าแก้แบบไทยรักไทย - แบบทักษิณ
"แค่ทำให้สิ้นประเทศไทย"
ปัญหาของประเทศไทยก็หมดแล้ว
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #125 เมื่อ: 24-07-2007, 11:10 »

คงต้องถอยไปด้วยว่าทำไมเขาถึงยึดอำนาจได้ง่ายๆ ท่ามกลางความยินดีของประชาชนชาวไทย

และท่ามกลางคราบน้ำตาและความเสียใจของประชาชนชาวไทยแต่ในนาม ที่เป็นเดือดเป็นแค้น

ก่อความวุ่นวายไม่เลิก

ใช่ไหมจ๊ะ


ถ้ามีการลงประชามติวัดว่าปชช.เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มีแต่ปืนกับรถถังจ่อหัวปชช.แบบนั้น...คนที่ไม่เห็นด้วยที่ไหนจะกล้าขัดหล่ะท่านก้อ!!
บันทึกการเข้า
-3-
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,186


« ตอบ #126 เมื่อ: 24-07-2007, 12:08 »

คนที่ไม่เห็นด้วย ก็ยังไม่เห็นด้วยได้จนถึงทุกวันนี้นี่ครับ ไม่เห็นจะโดนเผด็จการยิงตายซะที...

ปล ประชามติรับ รธน 50 ก็เหมือนกับการยอมรับการทำรัฐประหารว่าถูกต้องหรือไม่อยู่แล้วนี่ครับ?

ถ้ามีการลงประชามติวัดว่าปชช.เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มีแต่ปืนกับรถถังจ่อหัวปชช.แบบนั้น...คนที่ไม่เห็นด้วยที่ไหนจะกล้าขัดหล่ะท่านก้อ!!
บันทึกการเข้า



ประชาธิปไตยตัดสินความต้องการได้ แต่ตัดสินความถูกต้องไม่ได้!!
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #127 เมื่อ: 24-07-2007, 13:46 »

คนที่ไม่เห็นด้วย ก็ยังไม่เห็นด้วยได้จนถึงทุกวันนี้นี่ครับ ไม่เห็นจะโดนเผด็จการยิงตายซะที...

ก็ขู่ฟ่อๆว่าจะยิงเหมือนหมาไง  แล้วที่มีการตั้งด่านตามตจว.เพื่อสกัดไม่ให้เข้ามาร่วมกับ นปก. ตลอด4-5เดือนที่ผ่านมานี่เค้าเรียกว่าอะไรเอ่ย? สมัยก่อนมีแบบนี้มั้ยฮือ!?!



ปล ประชามติรับ รธน 50 ก็เหมือนกับการยอมรับการทำรัฐประหารว่าถูกต้องหรือไม่อยู่แล้วนี่ครับ?

กรุณาแยกประเด็นให้ถูกด้วย เรากำลังพูดถึงความชอบธรรมในการทำรัฐประหาร ที่ฝ่ายพวกท่านบอกว่ามีปชช.ให้ดอกไม้ทหาร...ในขณะที่ท้าวฯโต้ว่าถ้าแน่จริงทำไมไม่ให้ปชช.ลงประชามติในหัวข้อว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการทำรัฐประหารที่ผ่านมา


ส่วนวันที่ 19 ส.ค. ที่จะถึงนี้....ฝ่ายท่านเองไม่ใช่หรือที่ป่าวประกาศว่า ขอให้ปชช.ดูที่เนื้อหาของรธน.แทนที่จะดูว่าที่มาของกระบวนการ  ตกลงจะให้ปชช.ดูตรงไหนกันแน่? ถ้าอยากให้ปชช.ใช้การลงประชามติในวันที่ 19 ส.ค. นี้เพื่อวัดว่าปชช.เห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่ ก็ขอให้ประกาศออกมาให้ชัดเจน


กรุณาอย่ามั่วซิเอ๊ะ!!


บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #128 เมื่อ: 24-07-2007, 16:28 »

"โรงงานรองเท้าส่อเค้า!ปิดกิจการเหตุถูกอเมริกาลดออเดอร์  


รมว.แรงงาน สั่งจับตาบริษัทฯ ผลิตรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬาส่งออกในจังหวัดชลบุรี จำนวนสั่งผลิตเริ่มลดลงกว่า ร้อยละ 50 เกรงปิดกิจการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเข้ามาช่วยดูแลค่าชดเชยให้ลูกจ้าง



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลบริษัทผลิตรองเท้ายี่ห้อดัง ซึ่งตั้งอยู่จังหวัดชลบุรี มีแนวโน้มถูกตัดออเดอร์จากสหรัฐ ลดลงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 50 ซึ่งวันนี้ (19 ก.ค.) ผู้บริหารบริษัทฯ ดังกล่าว ได้เดินทางเข้าพบสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ก่อนกำหนดนัดหมายเดิมที่จะมีการหารือในวันพรุ่งนี้ (20 ก.ค.) ทั้งนี้ บริษัทฯ ผลิตรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬาให้บริษัทสินค้าชื่อดัง มีลูกจ้างรวม 6,000 คน ถือเป็นกลุ่มบริษัทรายใหญ่ในจังหวัดชลบุรี ก่อนหน้านี้ ฝ่ายบริหารของบริษัทฯ ได้แจ้งข้อมูลสถานภาพของบริษัทให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีรับทราบแล้ว ซึ่งในการหารือวันนี้ จะนำข้อมูลด้านประกันสังคม การจ่ายเงินสมทบฝ่ายนายจ้าง และข้อมูลตำแหน่งงานของจัดหางานจังหวัดชลบุรี มาวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ของบริษัทฯ ร่วมกัน

ด้านนายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขอระยะเวลาในการประเมินสภาพคล่องของบริษัทฯ และขอวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนตัดสินว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านใด แต่จำนวนออเดอร์ที่ลดลงมาก เป็นการส่งสัญญาณที่กระทรวงแรงงานต้องเข้าไปช่วยเหลือจับตาอย่างใกล้ชิด โดยประเมินข้อมูลและสภาพคล่องของบริษัทฯ เพราะเป็นบริษัทฯ ที่ต้องขึ้นอยู่กับการส่งออกเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ จึงได้รับผลกระทบ หน้าที่ของกระทรวงแรงงานคือ เข้าไปดูแลการจ่ายค่าชดเชยให้ถูกต้องตามกฎหมายหากไม่มีการผลิตแล้ว อย่างไรก็ตาม วันนี้ (19 ก.ค.) บริษัทฯ ยังดำเนินการตามปกติ ไม่มีการลดชั่วโมงการทำงาน ซึ่งตนสั่งการให้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายอภัย ยังได้แสดงความวิตกเกี่ยวกับปัญหาการจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างบริษัทไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด โดยมอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระดมทีมเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือ หากไม่มีการจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง และดูแลสถานการณ์ไม่ให้ลูกจ้างประท้วงปิดถนนกิ่งแก้วเหมือนครั้งก่อน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงข้อเรียกร้องของนายจ้างที่จะขอลดจ่ายเงินสมทบเข้าประกันสังคมเพื่อลดภาระต้นทุนว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อเรียกร้องที่เป็นทางการ หากนายจ้างต้องการเช่นนั้นก็ต้องแก้กฎหมาย และนำเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะต้องขึ้นกับความเห็นของไตรภาคี คือ ฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างด้วย ปัจจุบันเงินกองทุนประกันสังคมมีประมาณ 400,000 ล้านบาท การลดจ่ายเงินสมทบค่อนข้างยุ่งยาก แต่ขณะนี้โรงงานใดที่มีปัญหาจะขอเลื่อนหรือชะลอการส่งเงินสมทบได้ อย่างไรก็ตาม ฝากถึงลูกจ้างไม่ต้องกังวล แม้นายจ้างจ่ายเงินสมทบไม่ครบ ลูกจ้างได้สิทธิครบทุกประการ

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้บริษัทในกลุ่มซูเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่ ที่มีสาขาจำนวนมาก เริ่มใช้มาตรการเลิกจ้างฝ่ายที่ปฏิบัติการตรวจพิสูจน์อาหารสาขาละ 5-6 คน และมีแนวโน้มมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสภาวะค่าเงินผันผวนซึ่งมีแนวโน้มการเลิกจ้างสูง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำทีมเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิสังคมและคุ้มครองแรงงาน ตรวจเยี่ยมสถานประกอบกิจการภาคเหนือ ที่จังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เพื่อรับฟังข้อมูลจากนายจ้าง เพื่อประเมินสถานการณ์และให้คำแนะนำ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีกำหนดประชุมร่วมกับผู้ประกอบกิจการส่งออกของจังหวัด รวมทั้งจะเข้าเยี่ยมบริษัท ซิกเดนเก็น จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีลูกจ้างเกือบ 1,300 คน. "
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #129 เมื่อ: 24-07-2007, 17:14 »

ข่าวร้ายรายวันอีกแว้วววววววววววว



"ลูกจ้าง Double A ร้อง ก.แรงงาน ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
 

 
 
       กลุ่มตัวแทนลูกจ้างบริษัทผลิตกระดาษดับเบิ้ลเอ ย่านจังหวัดปราจีนบุรี กว่า 40 คน ยื่นหนังสือร้องเรียนที่สำนักแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน เพื่อขอความช่วยเหลือกรณีคนงาน 216 คน ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยบริษัทอ้างว่าขาดสภาพคล่องทางการเงินและต้องการลดพนักงาน
        นายทองสา สาตร์นอก หนึ่งในพนักงานบริษัทดับเบิ้ลเอที่ถูกเลิกจ้าง กล่าวว่า พนักงานทั้งหมด 216 คน ถูกบอกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่นายจ้างได้นัดพนักงานส่วนหนึ่งจำนวน 138 คน จ่ายเงินครึ่งเดือนสุดท้ายของเดือนมิถุนายนแล้ว พร้อมจ่ายค่าชดเชยอีกร้อยละ 40 ในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ โดยแบ่งจ่ายเป็น 4 งวด ซึ่งยังไม่มีความมั่นใจว่าจะได้รับครบหรือไม่ ขณะที่พนักงานอีกจำนวน 63 คน ยังไม่ได้รับการเจรจาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงานทั้งหมด 216 คนเป็นมูลค่า 20 ล้านบาท
        ขณะเดียวกัน ยังมีตัวแทนลูกจ้างอีก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทีโรลิต ไทยไดมอน มาร้องเรียนกรณีแกนนำสหภาพแรงงานถูกเลิกจ้าง และมีคนงานหญิงแท้งบุตรขณะทำงาน รวมถึงลูกจ้างบริษัท ไทยซัมมิท จำนวน 100 คน ที่ถูกเลิกจ้างและไม่ได้รับค่าแรงได้ยื่นขอเรียกร้องขอกลับเข้าทำงานตามเดิม และบริษัทอีเอฟบี ที่นายจ้างไม่ยอมเจรจา จึงต้องยื่นข้อพิพาทระหว่างคนงาน 50 คนกับนายจ้าง
        ด้านสำนักแรงงานสัมพันธ์ จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งต้องดูเป็นรายกรณี โดยเฉพาะลูกจ้างบริษัทดับเบิ้ลเอจำนวน 63 คน จะให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน"
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #130 เมื่อ: 24-07-2007, 18:32 »


เห็นด้วยกับท่าน55555 เพราะวิกฤติเศรษฐกิจไทยครั้งนี้เกิดจากการขาดความมั่นใจในการใช้จ่ายของประชาชน บวกกับการที่ไทยไม่สามารถส่งของไปขายตปท.ได้อันเนื่องมาจากบาทแข็ง อีกทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศก็ซบเซา มองไปทางไหนก็ไม่เห็นแสงสว่าง....จะโทษใครดีเอ่ยระหว่าง คมช. หรือรัฐบาล หรือแก๊สโซฮอล!?!

มันต้องโทษทักษิณ ที่ไปเร่งการก่อหนี้ ให้ ชาวบ้าน

อีกส่วนหนึ่งต้องโทษ รัฐประหาร แต่เด๋วหลังเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเอง ไม่น่าห่วง

ส่วนเรื่องเงินบาทแข็งกว่าชาวบ้าน ต้องไปโทษ ทนง พิทยะ ที่ดันไปลอยตัว เงินบาท แทนที่จะลดค่าเงินบาท

อีกส่วนหนึ่ง ต้องไปด่า บุชน้อย ที่ดัน เสือกทำเศรษฐกิจตกต่ำ จนเป็นผลให้ดอลล่าห์อ่อนตัว


 
บันทึกการเข้า
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #131 เมื่อ: 24-07-2007, 19:44 »

เอ่อ...ค่าเงินบาทแข็ง  PT โทษ คมช.
ทั้ง ๆ ที่ "ราคาน้ำมันน่าจะถูกลงมาก" ( เพราะนำเข้าได้เยอะในจำนวนเงินที่เท่าเดิม ) แต่กลับ "ลดลงติ๊ดเดียว" เพราะ "ปตท.ถูกขายไปแล้ว"
.................... อันนี้ PT ไม่โทษ ทักษิณ แฮะ

ซึ่งผลจาก "เชื้อเพลิงราคาไม่ได้ถูกลง ( สักเท่าไหร่ )" นี้ ก็ส่งผลต่อให้ "ค่าไฟฟ้าแพงฉิบหาย"
โดย "ค่าไฟเมืองไทย" ถือว่า "แพงโคตร ๆ - แพงที่สุด" ในภูมิภาค
แบบไม่ต้องบอกต่อไปนะว่า "ค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัย - ต้นทุนการผลิตสำคัญ"
โดยเฉพาะ "สำคัญโคตร ๆ เลย" ในอุตสาหกรรมเท็กสไทล์ + ฟอกย้อม
...อ้าว  ตายห่า  กิจการที่จ๊ะกล่าวมานั้นก็อยู่ในหมวดหมู่นี้ด้วยนี่ !!!


เออ  แล้วรู้มั้ยว่า "วันนี้หุ้น 6 ตัวทำ New High" แบบโคตร ๆ
...ทั้ง 6 ตัว "อยู่ในเครือ ปตท.ทั้งนั้นเลยวุ้ย" !!! ( ตกใจอีกแล้วว่ะ...ตกใจทำไมวะ ? )



อีกอย่างนึง  ก่อนจะอ้าง "อุตสาหกรรมล่ม - โรงงานปิด" น่ะ
เหลือบ ๆ มามองทางนาย qazwsx มั่งก็ดีนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-07-2007, 19:48 โดย qazwsx » บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #132 เมื่อ: 25-07-2007, 09:21 »

มันต้องโทษทักษิณ ที่ไปเร่งการก่อหนี้ ให้ ชาวบ้าน

ชาวบ้านเค้าจับจ่ายใช้สอยในส่วนหนี้ภาคครัวเรือน ทักษิณมีอำนาจอะไรไปห้ามปราม? แล้ววิกฤติที่เกิดครั้งนี้มันมีผลทำให้คนตกงาน ในขณะที่ช่วงทักษิณมีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของปชช. สรุปก็คือ ช่วงทักษิณ...ปชช.ใช้เงินกันอย่างไม่ระวัง  ขณะที่ปัจจุบัน...ปชช.ตกงานและไม่มีเงินมาใช้จ่าย



อีกส่วนหนึ่งต้องโทษ รัฐประหาร แต่เด๋วหลังเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเอง ไม่น่าห่วง

เรื่องอนาคตเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ เพราะปัจจุบันตลอด10เดือนที่ผ่านมา...เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวมาตลอด การที่จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากดิ่งไปสู่การทะยานขึ้นนั้นยากมากกกกกในทางปฎิบัติซึ่งท่าน55555ย่อมทราบดี



ส่วนเรื่องเงินบาทแข็งกว่าชาวบ้าน ต้องไปโทษ ทนง พิทยะ ที่ดันไปลอยตัว เงินบาท แทนที่จะลดค่าเงินบาท

ทนงนี่ใครเอ่ย? ใช่รมต.คลังเมื่อกว่า 10 ปีแล้วใช่ไหม?  เอ๊ะ...ถ้าทนงผิด งั้นพ่อขุนเม็งรายก็น่าจะผิดด้วยน๊ะที่ไม่จัดการกับพวกขอมให้อยู่หมัด



อีกส่วนหนึ่ง ต้องไปด่า บุชน้อย ที่ดัน เสือกทำเศรษฐกิจตกต่ำ จนเป็นผลให้ดอลล่าห์อ่อนตัว

ถ้าบุชน้อยผิด....ก็ต้องโทษระบบเศรษฐกิจเสรีที่ปล่อยให้ชาติต่างๆใคร่ซื้อใคร่ขายกันโดยเสรี ซึ่งไทยน่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามพม่าเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาโดยใช้เงินบาทจิ๊จ๊ะกับเงินจาดกันอย่างน่ารักน่าชังเชียวน๊าตั๊วะ

บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #133 เมื่อ: 25-07-2007, 10:47 »

อ้างถึง

มันต้องโทษทักษิณ ที่ไปเร่งการก่อหนี้ ให้ ชาวบ้าน

ชาวบ้านเค้าจับจ่ายใช้สอยในส่วนหนี้ภาคครัวเรือน ทักษิณมีอำนาจอะไรไปห้ามปราม? แล้ววิกฤติที่เกิดครั้งนี้มันมีผลทำให้คนตกงาน ในขณะที่ช่วงทักษิณมีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของปชช. สรุปก็คือ ช่วงทักษิณ...ปชช.ใช้เงินกันอย่างไม่ระวัง  ขณะที่ปัจจุบัน...ปชช.ตกงานและไม่มีเงินมาใช้จ่าย

ฮั่นแน่ ทีนี้ ดันไปโทษชาวบ้านว่า ไม่รู้จักดูแลตัวเอง........เห็นคุยนัก คุยหนา ว่า กินดีอยู่ดี ทักษิณ ทำเศรษฐกิจโตไงล่ะ....ฮ่า ๆ เอื้ออาทร เอื้ออาทร เอื้ออาทร ๆ ๆ ๆๆ ๆๆ ......ท่องไว้  .......แปลงสินทรัพย์ เป็นทุน แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ....ท่องไว้  ท่องไว้ จำนำเข้าไป กู้เข้าไว้ ไม่เป็นหนี้ ไม่รวย...55555


อีกส่วนหนึ่งต้องโทษ รัฐประหาร แต่เด๋วหลังเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเอง ไม่น่าห่วง

เรื่องอนาคตเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ เพราะปัจจุบันตลอด10เดือนที่ผ่านมา...เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวมาตลอด การที่จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากดิ่งไปสู่การทะยานขึ้นนั้นยากมากกกกกในทางปฎิบัติซึ่งท่าน55555ย่อมทราบดี
สงสัยจะจบ เอา พรมน้ำมนต์ จริง ๆ .........ปฏิวัติ ปุ๊บ เศรษฐกิจ แย่ปั๊บ........สงสัยว่า ต้องส่งลูกไปเรียน เวียตนามแทนอเมริกาซะแล้ว


ส่วนเรื่องเงินบาทแข็งกว่าชาวบ้าน ต้องไปโทษ ทนง พิทยะ ที่ดันไปลอยตัว เงินบาท แทนที่จะลดค่าเงินบาท
ทนงนี่ใครเอ่ย? ใช่รมต.คลังเมื่อกว่า 10 ปีแล้วใช่ไหม?  เอ๊ะ...ถ้าทนงผิด งั้นพ่อขุนเม็งรายก็น่าจะผิดด้วยน๊ะที่ไม่จัดการกับพวกขอมให้อยู่หมัด

ฮ่า ๆ นี่ก็อีกอัน....สงสัยต้องส่งไปเข้าคอร์ส วิชาปริวัตรเงินตราใหม่  ........ ก็ทนง พิทยะ คนเดียว รมต.คลังในยุคทักษิณ นั่นแหละ....ไปลอยตัวค่าเงินบาทจน ถึงดาวอังคารโน่นน ......แบ็งค์ ไฟแนนซ์ เดี้ยงเป็นแถว คนตกงานเพียบ แล้ว คนหน้าเหลี่ยม ยังมีหน้าไปป้ายสี คนอื่น ทำ ฮ่า ๆ.....ไม่อยากสอน คนเคยเป็นรัฐมนตรีคลัง ...ไปFloat เงินบาท ตอนที่ตลาด กำลัง Panic ....เคยเห็นคนตกใจตอนซื้อขายหุ้น บ่ ไม่อยากจะคิดมาก แต่มันอดคิดไม่ได้ซักที สงสัยกลัวใครบางคนรวยน้อย....กระซิบบอก ให้หน่อย อย่าไปโทษโซรอส..เพราะเค้าเลิกไปตั้งแต่ตอน 30 กว่าบาทแล้วจ้า.....ไปดูจีน ตอนนี้เงินเข้ามากกว่าไทย เป็นร้อยเท่า แต่เงินแข็งไม่มาก เพราะอะไรเอ่ย ติ๊ก ตอก ติ๊กตอก ติ๊กตอก......ใครหนอไปเดินตามก้น IMF แล้ว ไปด่าคนอื่น ๆๆๆๆๆๆๆๆ 555555555


อีกส่วนหนึ่ง ต้องไปด่า บุชน้อย ที่ดัน เสือกทำเศรษฐกิจตกต่ำ จนเป็นผลให้ดอลล่าห์อ่อนตัว
ถ้าบุชน้อยผิด....ก็ต้องโทษระบบเศรษฐกิจเสรีที่ปล่อยให้ชาติต่างๆใคร่ซื้อใคร่ขายกันโดยเสรี ซึ่งไทยน่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามพม่าเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาโดยใช้เงินบาทจิ๊จ๊ะกับเงินจาดกันอย่างน่ารักน่าชังเชียวน๊าตั๊วะ

นี่ก็อีกอัน........วิชาเอก พรมน้ำมนต์ไม่ได้ฃ่วยจริง ๆ ........เศรษฐกิจไม่ดี เงินมันก็อ่อน ไปดูดอลล่าห์ เทียบ ยูโร ดิ เกือบ 1.4 แล้วจ๊ะ......ไม่เคยอ่านข่าวประเทศใหญ่ ๆ เค้าลดการถือครองดอลล่าห์ กันมั่งเลยรึ........อีกอย่าง ตอนนี้ ในประเทศทางยุโรป เค้าต้องการเงินดอลล่าห์กันน้อยลง ค้าขายกันเองก็ใช้ยูโร เดินทางใช้จ่าย ก็เป็นเงินยูโร ..........ฮ่า ๆ นาย 55555 ขอฟันธง ไปโลด ไม่ว่า จะออกนโยบายออกมา เงินบาท ก็จะแข็งค่าต่ออยู่ดี โน่น...ใกล้ ๆ 30 บาทต่อดอลล่าห์ 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-07-2007, 10:58 โดย 55555 » บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #134 เมื่อ: 25-07-2007, 11:28 »

มันต้องโทษทักษิณ ที่ไปเร่งการก่อหนี้ ให้ ชาวบ้าน

ชาวบ้านเค้าจับจ่ายใช้สอยในส่วนหนี้ภาคครัวเรือน ทักษิณมีอำนาจอะไรไปห้ามปราม? แล้ววิกฤติที่เกิดครั้งนี้มันมีผลทำให้คนตกงาน ในขณะที่ช่วงทักษิณมีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของปชช. สรุปก็คือ ช่วงทักษิณ...ปชช.ใช้เงินกันอย่างไม่ระวัง  ขณะที่ปัจจุบัน...ปชช.ตกงานและไม่มีเงินมาใช้จ่าย

ฮั่นแน่ ทีนี้ ดันไปโทษชาวบ้านว่า ไม่รู้จักดูแลตัวเอง........เห็นคุยนัก คุยหนา ว่า กินดีอยู่ดี ทักษิณ ทำเศรษฐกิจโตไงล่ะ....ฮ่า ๆ เอื้ออาทร เอื้ออาทร เอื้ออาทร ๆ ๆ ๆๆ ๆๆ ......ท่องไว้  .......แปลงสินทรัพย์ เป็นทุน แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ....ท่องไว้  ท่องไว้ จำนำเข้าไป กู้เข้าไว้ ไม่เป็นหนี้ ไม่รวย...55555

ตัวอย่างง่ายๆ...กรณีตัวท่านเองต้องการซื้อรถแวนเพิ่มขึ้นอีก 1 คันโดยผ่อนส่ง ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องซื้อให้เปลือง  ถามว่ามีรัฐบาลไหนห้ามท่านได้ไหม? การที่ปชช.ก่อหนี้ภาคครัวเรือนจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลไหนก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ เพราะปชช.มั่นใจในรายได้ในอนาคตว่าจะสามารถนำมาจ่ายยอดหนี้ดังกล่าวได้อย่างไม่มีปัญหา







อีกส่วนหนึ่งต้องโทษ รัฐประหาร แต่เด๋วหลังเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเอง ไม่น่าห่วง

เรื่องอนาคตเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ เพราะปัจจุบันตลอด10เดือนที่ผ่านมา...เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวมาตลอด การที่จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากดิ่งไปสู่การทะยานขึ้นนั้นยากมากกกกกในทางปฎิบัติซึ่งท่าน55555ย่อมทราบดี
สงสัยจะจบ เอา พรมน้ำมนต์ จริง ๆ .........ปฏิวัติ ปุ๊บ เศรษฐกิจ แย่ปั๊บ........สงสัยว่า ต้องส่งลูกไปเรียน เวียตนามแทนอเมริกาซะแล้ว

เศรษฐกิจมันเริ่มแย่มาตั้งแต่กลางปี 2549 แล้วท่านเพราะการเมืองไม่นิ่งในช่วงพันธมารครองเมืองไงท่าน ยิ่งปลายปี2549หลังเกิดรัฐประหารยิ่งเลวร้ายลงในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจทั้งภาวะการลงทุนที่ชะงักเพราะนักลงทุนไม่แน่ใจ  การใช้จ่ายของภาคเอกชนหดตัวมากขึ้น  ต่างชาติไม่กล้ามาเที่ยวไทยเพราะกลัวทหาร  เงินดอลไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเลยทำให้ภาคการส่งออกไทยมีปัญหามาตลอด 5-6 เดือนที่ผ่านมาชนิดที่เรียกว่าขาดทุนในทุกorderที่ทำสัญญาไว้ ฯลฯ





ส่วนเรื่องเงินบาทแข็งกว่าชาวบ้าน ต้องไปโทษ ทนง พิทยะ ที่ดันไปลอยตัว เงินบาท แทนที่จะลดค่าเงินบาท
ทนงนี่ใครเอ่ย? ใช่รมต.คลังเมื่อกว่า 10 ปีแล้วใช่ไหม?  เอ๊ะ...ถ้าทนงผิด งั้นพ่อขุนเม็งรายก็น่าจะผิดด้วยน๊ะที่ไม่จัดการกับพวกขอมให้อยู่หมัด

ฮ่า ๆ นี่ก็อีกอัน....สงสัยต้องส่งไปเข้าคอร์ส วิชาปริวัตรเงินตราใหม่  ........ ก็ทนง พิทยะ คนเดียว รมต.คลังในยุคทักษิณ นั่นแหละ....ไปลอยตัวค่าเงินบาทจน ถึงดาวอังคารโน่นน ......แบ็งค์ ไฟแนนซ์ เดี้ยงเป็นแถว คนตกงานเพียบ แล้ว คนหน้าเหลี่ยม ยังมีหน้าไปป้ายสี คนอื่น ทำ ฮ่า ๆ.....ไม่อยากสอน คนเคยเป็นรัฐมนตรีคลัง ...ไปFloat เงินบาท ตอนที่ตลาด กำลัง Panic ....เคยเห็นคนตกใจตอนซื้อขายหุ้น บ่ ไม่อยากจะคิดมาก แต่มันอดคิดไม่ได้ซักที สงสัยกลัวใครบางคนรวยน้อย....กระซิบบอก ให้หน่อย อย่าไปโทษโซรอส..เพราะเค้าเลิกไปตั้งแต่ตอน 30 กว่าบาทแล้วจ้า.....ไปดูจีน ตอนนี้เงินเข้ามากกว่าไทย เป็นร้อยเท่า แต่เงินแข็งไม่มาก เพราะอะไรเอ่ย ติ๊ก ตอก ติ๊กตอก ติ๊กตอก......ใครหนอไปเดินตามก้น IMF แล้ว ไปด่าคนอื่น ๆๆๆๆๆๆๆๆ 555555555

เรื่องการลอยค่าเงินบาทนี่มันเกิดในปี 2540 มิใช่ฤา!?! ท่าน55555 สับสนไปป่าวเอ่ย??






อีกส่วนหนึ่ง ต้องไปด่า บุชน้อย ที่ดัน เสือกทำเศรษฐกิจตกต่ำ จนเป็นผลให้ดอลล่าห์อ่อนตัว
ถ้าบุชน้อยผิด....ก็ต้องโทษระบบเศรษฐกิจเสรีที่ปล่อยให้ชาติต่างๆใคร่ซื้อใคร่ขายกันโดยเสรี ซึ่งไทยน่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามพม่าเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาโดยใช้เงินบาทจิ๊จ๊ะกับเงินจาดกันอย่างน่ารักน่าชังเชียวน๊าตั๊วะ

นี่ก็อีกอัน........วิชาเอก พรมน้ำมนต์ไม่ได้ฃ่วยจริง ๆ ........เศรษฐกิจไม่ดี เงินมันก็อ่อน ไปดูดอลล่าห์ เทียบ ยูโร ดิ เกือบ 1.4 แล้วจ๊ะ......ไม่เคยอ่านข่าวประเทศใหญ่ ๆ เค้าลดการถือครองดอลล่าห์ กันมั่งเลยรึ........อีกอย่าง ตอนนี้ ในประเทศทางยุโรป เค้าต้องการเงินดอลล่าห์กันน้อยลง ค้าขายกันเองก็ใช้ยูโร เดินทางใช้จ่าย ก็เป็นเงินยูโร ..........ฮ่า ๆ นาย 55555 ขอฟันธง ไปโลด ไม่ว่า จะออกนโยบายออกมา เงินบาท ก็จะแข็งค่าต่ออยู่ดี โน่น...ใกล้ ๆ 30 บาทต่อดอลล่าห์ 

หากบอกว่าต่างชาติเป็นต้นเหตุความหายนะเศรษฐกิจไทย...แล้วทำไมประเทศอื่นๆในอาเซียนถึงไม่แย่เหมือนไทยโดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์และเวียดนามที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย??
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #135 เมื่อ: 25-07-2007, 17:10 »

อนิจจา!! เศรษฐกิจไทย ณ วันนี้




“น้าหลอง” รับแบงก์ชาติขาดทุนแทรกแซงค่าบาทแล้ว 170,000 ล้านบาท 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2550 16:11 น.
 
 
  “ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์” ยอมรับการแทรกแซงค่าเงินบาทของแบงก์ชาติที่ผ่านมา ส่งผลให้ขาดทุนแล้ว 170,000 ล้านบาท แต่เป็นการดูแลไม่ให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีปัญหา พร้อมยอมรับ 6 มาตรการลดความผันผวนค่าเงินบาท ไม่ใช่เครื่องมือหลักดึงเงินบาทอ่อนค่า แนะเอกชนแก้ไขสัญญาซื้อขายสินค้าจากดอลลาร์สหรัฐฯเป็นสกุลอื่น เพื่อลดความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน
       
       นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการเปิดสัมมนา “การลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน โดยใช้การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์และการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือ” ว่า การออกมาตรการเพื่อลดความผันผวน และแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่าของคณะรัฐมนตรีวานนี้ (24 ก.ค.) ถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างสภาวะแวดล้อมของตลาดเงินให้ดีขึ้น แม้ไม่ใช่เป็นตัวผลักดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นการจูงใจให้ประชาชน ผู้ประกอบการ สามารถถือเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการในการดูแลค่าเงินบาท เพราะมาตรการดังกล่าวคงไม่ช่วยได้อย่างเต็มที่ หากมีเงินทุนไหลเข้ามาก็อาจจะทำให้มีเงินทุนไหลออกด้วยเช่นกัน ที่สำคัญจะต้องดูแลให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้ เพราะไทยยังพึ่งพารายได้จากการส่งออกสำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพียงแต่จะต้องดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินกว่าสกุลเงินประเทศเพื่อนบ้าน
       
       นายฉลองภพ กล่าวยอมรับว่า การเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจมีผลขาดทุน ซึ่งที่ผ่านมาขาดทุนไปแล้ว 170,000 ล้านบาท แต่ถือเป็นการดูแลไม่ให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีปัญหา โดยจะต้องดูต้นทุนภาพรวมของประเทศมากกว่าต้นทุนของ ธปท.เพราะขณะนี้ประเทศส่วนใหญ่ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนตัวลงส่วนใหญ่จะมีผลจากการแทรกแซงค่าเงินเหมือนกัน ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อลดความผันผวน ภาคเอกชนควรแก้ไขสัญญาเปลี่ยนเป็นสกุลอื่น เช่น หากจะส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรป (อียู) ก็ควรทำสัญญาซื้อขายสินค้าเป็นสกุลยูโรแทน เพื่อลดความผันผวนจากเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ
       
       สำหรับการลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ให้ธนาคารพาณิชย์นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ซึ่งการดำเนินการทั้งอัตราแลกเปลี่ยน และการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยต้องให้เกิดความพอดี มีเหตุผล หากสิ่งใดไม่เคยทำไม่มีความชำนาญอย่าทำมากเกินไป เพราะอาจเกิดปัญหาไม่รู้ตัว และเห็นว่า การประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือที่ดีในการลดความเสี่ยง แต่ที่สำคัญผู้บริหารต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการดูแลความเสี่ยง หากไม่ซื่อสัตย์จะเป็นปัญหาต่อทุกส่วน ที่สำคัญทำให้ประชาชนมีเงินกู้ระยะยาว ธนาคารพาณิชย์ก็ลดความเสี่ยงด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
       
       ด้าน นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส.เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาเกี่ยวกับการออก พ.ร.ฎ.ให้อำนาจ ธอส.ในการตั้งบริษัท มอร์เกจ อินชัวรันส์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ธอส.เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถกู้เงินในการซื้อบ้านได้ร้อยละ 100 โดยร้อยละ 80 จะใช้เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ส่วนอีกร้อยละ 20 จะเป็นเงินกู้จากบริษัทดังกล่าว โดยประชาชนจะเสียค่าธรรมเนียมต่ำกว่าภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้นอกระบบหรือแหล่งอื่นเพื่อนำมาใช้เป็นเงินดาวน์ สำหรับบริษัทดังกล่าว ธอส. จะถือหุ้นร้อยละ 49 ส่วนที่เหลือจะดึงธุรกิจประกันภัยและหน่วยงานอื่นร่วมถือหุ้น ทุนเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบแนวทางดังกล่าว คาดว่าจะสามารถตั้งบริษัทได้ปลายปีนี้หรือไตรมาสแรกปี 2551 เพื่อให้ประชาชนเข้ามากู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้คล่องตัวมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินดาวน์ และเป็นการลดความเสี่ยงให้กับธนาคารพาณิชย์"
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #136 เมื่อ: 25-07-2007, 19:33 »

ตัวอย่างง่ายๆ...กรณีตัวท่านเองต้องการซื้อรถแวนเพิ่มขึ้นอีก 1 คันโดยผ่อนส่ง ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องซื้อให้เปลือง  ถามว่ามีรัฐบาลไหนห้ามท่านได้ไหม? การที่ปชช.ก่อหนี้ภาคครัวเรือนจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลไหนก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ เพราะปชช.มั่นใจในรายได้ในอนาคตว่าจะสามารถนำมาจ่ายยอดหนี้ดังกล่าวได้อย่างไม่มีปัญหา

ก็บอกแล้วไง............ท่องไว้ ท่องไว้  กู้ไป กู้ไป เด๋ว ออกโครงการใหม่ กู้ไป กู้ไป


เศรษฐกิจมันเริ่มแย่มาตั้งแต่กลางปี 2549 แล้วท่านเพราะการเมืองไม่นิ่งในช่วงพันธมารครองเมืองไงท่าน ยิ่งปลายปี2549หลังเกิดรัฐประหารยิ่งเลวร้ายลงในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจทั้งภาวะการลงทุนที่ชะงักเพราะนักลงทุนไม่แน่ใจ  การใช้จ่ายของภาคเอกชนหดตัวมากขึ้น  ต่างชาติไม่กล้ามาเที่ยวไทยเพราะกลัวทหาร  เงินดอลไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเลยทำให้ภาคการส่งออกไทยมีปัญหามาตลอด 5-6 เดือนที่ผ่านมาชนิดที่เรียกว่าขาดทุนในทุกorderที่ทำสัญญาไว้ ฯลฯ
 
ถูกต้องคร๊าบบ สัญญาณ มันเริ่มมาตั้งแต่ปี 49 คร๊าบบ  เพราะ รัฐบาลหมดตูด  .......เคยอ่านข่าว วราเทพ ฯ ปล่อยไก่ เรื่อง เงิน ช๊อต ป่าว......มันต้องหมดแรงอยู่แล้ว เพราะ ชาวบ้าน กู้จน ไม่รู้จะกู้ยังไง  ....





ส่วนเรื่องเงินบาทแข็งกว่าชาวบ้าน ต้องไปโทษ ทนง พิทยะ ที่ดันไปลอยตัว เงินบาท แทนที่จะลดค่าเงินบาท
ทนงนี่ใครเอ่ย? ใช่รมต.คลังเมื่อกว่า 10 ปีแล้วใช่ไหม?  เอ๊ะ...ถ้าทนงผิด งั้นพ่อขุนเม็งรายก็น่าจะผิดด้วยน๊ะที่ไม่จัดการกับพวกขอมให้อยู่หมัด

ฮ่า ๆ นี่ก็อีกอัน....สงสัยต้องส่งไปเข้าคอร์ส วิชาปริวัตรเงินตราใหม่  ........ ก็ทนง พิทยะ คนเดียว รมต.คลังในยุคทักษิณ นั่นแหละ....ไปลอยตัวค่าเงินบาทจน ถึงดาวอังคารโน่นน ......แบ็งค์ ไฟแนนซ์ เดี้ยงเป็นแถว คนตกงานเพียบ แล้ว คนหน้าเหลี่ยม ยังมีหน้าไปป้ายสี คนอื่น ทำ ฮ่า ๆ.....ไม่อยากสอน คนเคยเป็นรัฐมนตรีคลัง ...ไปFloat เงินบาท ตอนที่ตลาด กำลัง Panic ....เคยเห็นคนตกใจตอนซื้อขายหุ้น บ่ ไม่อยากจะคิดมาก แต่มันอดคิดไม่ได้ซักที สงสัยกลัวใครบางคนรวยน้อย....กระซิบบอก ให้หน่อย อย่าไปโทษโซรอส..เพราะเค้าเลิกไปตั้งแต่ตอน 30 กว่าบาทแล้วจ้า.....ไปดูจีน ตอนนี้เงินเข้ามากกว่าไทย เป็นร้อยเท่า แต่เงินแข็งไม่มาก เพราะอะไรเอ่ย ติ๊ก ตอก ติ๊กตอก ติ๊กตอก......ใครหนอไปเดินตามก้น IMF แล้ว ไปด่าคนอื่น ๆๆๆๆๆๆๆๆ 555555555

เรื่องการลอยค่าเงินบาทนี่มันเกิดในปี 2540 มิใช่ฤา!?! ท่าน55555 สับสนไปป่าวเอ่ย??

อุตส่าห์ อธิบายแบบคนที่เข้าใจง่าย ๆ แล้ว ท่านท้าว ฯ ยังไม่เข้าจาย.........การลอยตัวเงินบาท ของทนา พิทยะ ในครั้ง ส่งผลในอนาคต เพราะ เงินบาท อาจ 15 บาท หรือ 200 บาท ต่อดอลล่าห์ ก็ได้  ..........ตอนนั้น ทนง พิทยะ บอกอยากเห็นเงินบาท ที่ 29 บาท  ...ถ้าวันนั้น ลดค่าเงินบาท ไปที่ 29 บาท แทนที่จะปล่อยลอยตัว วันนี้ เงินบาท ก็คงจะ 29 บาทต่อดอลล่าห์ บวกลบนิดหน่อย ผู้ส่งออกก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าเงินแข็.หรืออ่อน........วันนั้นเงิน บาท ก็จะไม่ตกไปถึง 55 บาท ต่อดอลล่าห์......ท่านท้าว ฯ รู้ป่ะ พอต่างชาติ มันเห็น เงินบาทไป 55 บาท ..มันก็เข้ามาต่อราคา ผู้ส่งออกก็ลดให้ เพราะ ถือว่าได้เงินบาทมากขึ้น หรือ เท่าเดิม แต่ได้เงินดอลล่าห์น้อยลง.......แต่อีตอน เงินบาทมันแข็งนี้สิ....จะขึ้นราคา ก็ลำบาก ผู้ส่งออกบางรายก็หน้ามืด ทนรับออร์เดอร์ทั้งที่ขาดทุน






อีกส่วนหนึ่ง ต้องไปด่า บุชน้อย ที่ดัน เสือกทำเศรษฐกิจตกต่ำ จนเป็นผลให้ดอลล่าห์อ่อนตัว
ถ้าบุชน้อยผิด....ก็ต้องโทษระบบเศรษฐกิจเสรีที่ปล่อยให้ชาติต่างๆใคร่ซื้อใคร่ขายกันโดยเสรี ซึ่งไทยน่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามพม่าเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาโดยใช้เงินบาทจิ๊จ๊ะกับเงินจาดกันอย่างน่ารักน่าชังเชียวน๊าตั๊วะ



หากบอกว่าต่างชาติเป็นต้นเหตุความหายนะเศรษฐกิจไทย...แล้วทำไมประเทศอื่นๆในอาเซียนถึงไม่แย่เหมือนไทยโดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์และเวียดนามที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย??

ฮ่า ๆ สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง ท่านเหลี่ยมปล่อยให้มันมาฟันกำไร ไปอื้อ ยังไง ก็ไม่กระทบอยู่แล้ว.........

มาเลเซีย เค้าไม่มีปัญหาเรื่องวิกฤตค่าเงิน เพราะเค้าฉลาดกว่าทนง ครับ..... ตอนฟองสบู่แตก เค้าก็ไม่เดินตามก้น IMF แต่เค้าฟิกซ์ไว้กับดอลล่าห์ครับ แล้วคุมการไหลออกของเงิน   อีกอย่าง มาเลเซีย เค้าผลิตน้ำมันใช้เอง ถูกกว่าเราอื้อ.......ผมเพิ่งไปมา ......ทางโน้น ก็เริ่มแย่แล้วครับ ห้าง ฯ สรรพสินค้า เงียบอย่างกะวัด

เวียตนาม เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ ยังต้องรอดูอีกหน่อย  และดูเหมือน การบริหารจะมีความโปร่งใส กว่าเมืองไทยอื้อ...แต่ถ้าใครบอกว่าเวียตนามเจริญกว่าไทย  ผมฟันธงเลยครับ ว่าไม่เคยไปเวียดนาม แน่นอน

อีกอย่างที่ประเทศข้างต้น ยังกระทบน้อยอยู่ ก็เพราะ เค้าไม่มี รัฐบาลโคตรโกง คร๊าบบบบบบบบบบบบ




ที่พูดมาเนียะ ไม่ใช่ต่างชาติ ที้งหมดที่เป็นต้นเหตุ แต่กำลังจะอธิบายให้ฟังว่า การรัฐประหาร ปีเดียว ไม่ทำให้เศรษฐกิจแย่อย่างทุกวันนี้หรอก


ปล. รบกวนท่านท้าว ฯ เอาข่าวข้างบน ไปฝาก วีระพงษ์ รามางกูร กับ โอฬาร ไชยประวัติ ด้วยดิ .......อาทิตย์ที่แล้ว เห็น ออกมา เย้ว ๆ ให้เข้าปกป้องค่าเงินบาท จังเลย

 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-07-2007, 19:46 โดย 55555 » บันทึกการเข้า
Body&Soul
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 370



« ตอบ #137 เมื่อ: 25-07-2007, 19:42 »

สงสัยคุณท้าว ต้องกลับไปนอนเอาเท้าก่ายหน้าผากแล้วค่อยกลับมาตอบคุณ 55555 ฮี่ๆๆๆๆๆๆ เอิ๊อก 
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #138 เมื่อ: 26-07-2007, 14:41 »

ตัวอย่างง่ายๆ...กรณีตัวท่านเองต้องการซื้อรถแวนเพิ่มขึ้นอีก 1 คันโดยผ่อนส่ง ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องซื้อให้เปลือง  ถามว่ามีรัฐบาลไหนห้ามท่านได้ไหม? การที่ปชช.ก่อหนี้ภาคครัวเรือนจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลไหนก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ เพราะปชช.มั่นใจในรายได้ในอนาคตว่าจะสามารถนำมาจ่ายยอดหนี้ดังกล่าวได้อย่างไม่มีปัญหา

ก็บอกแล้วไง............ท่องไว้ ท่องไว้  กู้ไป กู้ไป เด๋ว ออกโครงการใหม่ กู้ไป กู้ไป

ท่าทางท่าน 55555 คงจะไม่เข้าใจระบบทุนนิยมกระมัง? ท่านคงคิดว่าประเทศไทยเราใช้ระบบเศรษฐกิจอื่นแหงถึงมองว่าการกู้ยืมเงินนั้นเป็นบาป?  ท่านครับ...คนจีนในประเทศคอมมิวนิสต์ยังต้องกู้เงินซื้อรถซื้อบ้านเหมือนกับคนอเมริกัน แล้วคนไทยนี่วิเศษแค่ไหนถึงไม่ต้องกู้เอ่ย!?!






เศรษฐกิจมันเริ่มแย่มาตั้งแต่กลางปี 2549 แล้วท่านเพราะการเมืองไม่นิ่งในช่วงพันธมารครองเมืองไงท่าน ยิ่งปลายปี2549หลังเกิดรัฐประหารยิ่งเลวร้ายลงในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจทั้งภาวะการลงทุนที่ชะงักเพราะนักลงทุนไม่แน่ใจ  การใช้จ่ายของภาคเอกชนหดตัวมากขึ้น  ต่างชาติไม่กล้ามาเที่ยวไทยเพราะกลัวทหาร  เงินดอลไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเลยทำให้ภาคการส่งออกไทยมีปัญหามาตลอด 5-6 เดือนที่ผ่านมาชนิดที่เรียกว่าขาดทุนในทุกorderที่ทำสัญญาไว้ ฯลฯ
 
ถูกต้องคร๊าบบ สัญญาณ มันเริ่มมาตั้งแต่ปี 49 คร๊าบบ  เพราะ รัฐบาลหมดตูด  .......เคยอ่านข่าว วราเทพ ฯ ปล่อยไก่ เรื่อง เงิน ช๊อต ป่าว......มันต้องหมดแรงอยู่แล้ว เพราะ ชาวบ้าน กู้จน ไม่รู้จะกู้ยังไง  ....

ไปเอาข่าวมาจากไหนว่ารัฐบาลทักษิณถังแตก เพราะถ้าตรรกะดังกล่าวจริง...ทำไมรัฐบาลขิงแก่ถึงมีเงินบริหารประเทศในปีงบประมาณดังกล่าวเอ่ย? ทำไมไม่มีข่าวออกมาจากรัฐบาลขิงแก่ว่ารัฐบาลทักษิณใช้เงินคงคลังหมดแล้ว!?!







ส่วนเรื่องเงินบาทแข็งกว่าชาวบ้าน ต้องไปโทษ ทนง พิทยะ ที่ดันไปลอยตัว เงินบาท แทนที่จะลดค่าเงินบาท
ทนงนี่ใครเอ่ย? ใช่รมต.คลังเมื่อกว่า 10 ปีแล้วใช่ไหม?  เอ๊ะ...ถ้าทนงผิด งั้นพ่อขุนเม็งรายก็น่าจะผิดด้วยน๊ะที่ไม่จัดการกับพวกขอมให้อยู่หมัด

ฮ่า ๆ นี่ก็อีกอัน....สงสัยต้องส่งไปเข้าคอร์ส วิชาปริวัตรเงินตราใหม่  ........ ก็ทนง พิทยะ คนเดียว รมต.คลังในยุคทักษิณ นั่นแหละ....ไปลอยตัวค่าเงินบาทจน ถึงดาวอังคารโน่นน ......แบ็งค์ ไฟแนนซ์ เดี้ยงเป็นแถว คนตกงานเพียบ แล้ว คนหน้าเหลี่ยม ยังมีหน้าไปป้ายสี คนอื่น ทำ ฮ่า ๆ.....ไม่อยากสอน คนเคยเป็นรัฐมนตรีคลัง ...ไปFloat เงินบาท ตอนที่ตลาด กำลัง Panic ....เคยเห็นคนตกใจตอนซื้อขายหุ้น บ่ ไม่อยากจะคิดมาก แต่มันอดคิดไม่ได้ซักที สงสัยกลัวใครบางคนรวยน้อย....กระซิบบอก ให้หน่อย อย่าไปโทษโซรอส..เพราะเค้าเลิกไปตั้งแต่ตอน 30 กว่าบาทแล้วจ้า.....ไปดูจีน ตอนนี้เงินเข้ามากกว่าไทย เป็นร้อยเท่า แต่เงินแข็งไม่มาก เพราะอะไรเอ่ย ติ๊ก ตอก ติ๊กตอก ติ๊กตอก......ใครหนอไปเดินตามก้น IMF แล้ว ไปด่าคนอื่น ๆๆๆๆๆๆๆๆ 555555555

เรื่องการลอยค่าเงินบาทนี่มันเกิดในปี 2540 มิใช่ฤา!?! ท่าน55555 สับสนไปป่าวเอ่ย??

อุตส่าห์ อธิบายแบบคนที่เข้าใจง่าย ๆ แล้ว ท่านท้าว ฯ ยังไม่เข้าจาย.........การลอยตัวเงินบาท ของทนา พิทยะ ในครั้ง ส่งผลในอนาคต เพราะ เงินบาท อาจ 15 บาท หรือ 200 บาท ต่อดอลล่าห์ ก็ได้  ..........ตอนนั้น ทนง พิทยะ บอกอยากเห็นเงินบาท ที่ 29 บาท  ...ถ้าวันนั้น ลดค่าเงินบาท ไปที่ 29 บาท แทนที่จะปล่อยลอยตัว วันนี้ เงินบาท ก็คงจะ 29 บาทต่อดอลล่าห์ บวกลบนิดหน่อย ผู้ส่งออกก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าเงินแข็.หรืออ่อน........วันนั้นเงิน บาท ก็จะไม่ตกไปถึง 55 บาท ต่อดอลล่าห์......ท่านท้าว ฯ รู้ป่ะ พอต่างชาติ มันเห็น เงินบาทไป 55 บาท ..มันก็เข้ามาต่อราคา ผู้ส่งออกก็ลดให้ เพราะ ถือว่าได้เงินบาทมากขึ้น หรือ เท่าเดิม แต่ได้เงินดอลล่าห์น้อยลง.......แต่อีตอน เงินบาทมันแข็งนี้สิ....จะขึ้นราคา ก็ลำบาก ผู้ส่งออกบางรายก็หน้ามืด ทนรับออร์เดอร์ทั้งที่ขาดทุน

เอางี้มั้ยท่าน 55555 ....ให้รัฐบาลขิงแก่นำตระกร้าเงินแบบเดิมมาใช้และให้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ไปเลยซิ ถ้าคิดว่าอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวใช้ไม่ได้ผล อย่ามัวแต่กล่าวหาทนงเป็นแพะอยู่เลยท่าน ปชช.เค้าให้มาบริหารประเทศ...ไม่ใช่ให้มาโยนบาปให้คนนั้นคนนี้!!





อีกส่วนหนึ่ง ต้องไปด่า บุชน้อย ที่ดัน เสือกทำเศรษฐกิจตกต่ำ จนเป็นผลให้ดอลล่าห์อ่อนตัว
ถ้าบุชน้อยผิด....ก็ต้องโทษระบบเศรษฐกิจเสรีที่ปล่อยให้ชาติต่างๆใคร่ซื้อใคร่ขายกันโดยเสรี ซึ่งไทยน่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามพม่าเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาโดยใช้เงินบาทจิ๊จ๊ะกับเงินจาดกันอย่างน่ารักน่าชังเชียวน๊าตั๊วะ


หากบอกว่าต่างชาติเป็นต้นเหตุความหายนะเศรษฐกิจไทย...แล้วทำไมประเทศอื่นๆในอาเซียนถึงไม่แย่เหมือนไทยโดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์และเวียดนามที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย??

ฮ่า ๆ สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง ท่านเหลี่ยมปล่อยให้มันมาฟันกำไร ไปอื้อ ยังไง ก็ไม่กระทบอยู่แล้ว.........

มาเลเซีย เค้าไม่มีปัญหาเรื่องวิกฤตค่าเงิน เพราะเค้าฉลาดกว่าทนง ครับ..... ตอนฟองสบู่แตก เค้าก็ไม่เดินตามก้น IMF แต่เค้าฟิกซ์ไว้กับดอลล่าห์ครับ แล้วคุมการไหลออกของเงิน   อีกอย่าง มาเลเซีย เค้าผลิตน้ำมันใช้เอง ถูกกว่าเราอื้อ.......ผมเพิ่งไปมา ......ทางโน้น ก็เริ่มแย่แล้วครับ ห้าง ฯ สรรพสินค้า เงียบอย่างกะวัด

เวียตนาม เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ ยังต้องรอดูอีกหน่อย  และดูเหมือน การบริหารจะมีความโปร่งใส กว่าเมืองไทยอื้อ...แต่ถ้าใครบอกว่าเวียตนามเจริญกว่าไทย  ผมฟันธงเลยครับ ว่าไม่เคยไปเวียดนาม แน่นอน

อีกอย่างที่ประเทศข้างต้น ยังกระทบน้อยอยู่ ก็เพราะ เค้าไม่มี รัฐบาลโคตรโกง คร๊าบบบบบบบบบบบบ


ยิ่งคุยกับท่าน55555 ท้าวฯยิ่งงง ท้ายสุดก็มามั่วว่าคนนั้นคนนี้โกง ทั้งๆที่อุตส่าห์เถียงกันเรื่องระบบเศรษฐกิจอยู่กันแทบเป็นแทบตาย




ที่พูดมาเนียะ ไม่ใช่ต่างชาติ ที้งหมดที่เป็นต้นเหตุ แต่กำลังจะอธิบายให้ฟังว่า การรัฐประหาร ปีเดียว ไม่ทำให้เศรษฐกิจแย่อย่างทุกวันนี้หรอก


ปล. รบกวนท่านท้าว ฯ เอาข่าวข้างบน ไปฝาก วีระพงษ์ รามางกูร กับ โอฬาร ไชยประวัติ ด้วยดิ .......อาทิตย์ที่แล้ว เห็น ออกมา เย้ว ๆ ให้เข้าปกป้องค่าเงินบาท จังเลย

ถ้าการรัฐประหารมันดีจริง...ทำไมไม่ให้ไทยเรามีการปกครองโดยทหารแบบถาวรเลยหล่ะท่าน? หรือว่ากลัวๆกล้าๆ!?!

 



บันทึกการเข้า
ปรมาจารย์เจได
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,771


รักแท้ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่ไม่เคยเจอ


« ตอบ #139 เมื่อ: 26-07-2007, 15:36 »

รัฐประหารไม่ต้องมีถาวรหรอกท่านท้าว

เอาไว้ค่อยออกมาตอนผู้นำบ้าอำนาจ ขี้โกง ก็พอแล้ว
 
บันทึกการเข้า

http://www.oknation.net/blog/jedimaster



"เมืองดอกบัวงาม  แม่น้ำสองสี  มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามลำเทียนพรรษา  ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

ไม่มีใครเน่าบริสุทธิ์ดุจดั่งมูล ประชาชินสมบูรณ์ซะที่ไหน เมื่อยืนหยัดโชว์จู๋และปาขี้ ประชาชินย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีขี้ผ่องอำไพ เหลี่ยมจันไsย่อมเป็นใหญ่อยู่ใต้ดิน ...

ขอเชิญร่วมกลุ่มต้านทักษิณใน hi5 ครับ

THAKSIN get out !!
http://www.hi5.com/friend/group/1123605--THAKSIN%2Bget%2Bout%2521%2521--front-html

say no to thaksin !
http://www.hi5.com/friend/group/1186900--say%2Bno%2Bto%2Bthaksin%2B%2521--front-html
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #140 เมื่อ: 26-07-2007, 20:51 »

ฮ่า ๆ นี่ก็อีกอัน....สงสัยต้องส่งไปเข้าคอร์ส วิชาปริวัตรเงินตราใหม่  ........ ก็ทนง พิทยะ คนเดียว รมต.คลังในยุคทักษิณ นั่นแหละ....ไปลอยตัวค่าเงินบาทจน ถึงดาวอังคารโน่นน ......แบ็งค์ ไฟแนนซ์ เดี้ยงเป็นแถว คนตกงานเพียบ แล้ว คนหน้าเหลี่ยม ยังมีหน้าไปป้ายสี คนอื่น ทำ ฮ่า ๆ.....ไม่อยากสอน คนเคยเป็นรัฐมนตรีคลัง ...ไปFloat เงินบาท ตอนที่ตลาด กำลัง Panic ....เคยเห็นคนตกใจตอนซื้อขายหุ้น บ่ ไม่อยากจะคิดมาก แต่มันอดคิดไม่ได้ซักที สงสัยกลัวใครบางคนรวยน้อย....กระซิบบอก ให้หน่อย อย่าไปโทษโซรอส..เพราะเค้าเลิกไปตั้งแต่ตอน 30 กว่าบาทแล้วจ้า.....ไปดูจีน ตอนนี้เงินเข้ามากกว่าไทย เป็นร้อยเท่า แต่เงินแข็งไม่มาก เพราะอะไรเอ่ย ติ๊ก ตอก ติ๊กตอก ติ๊กตอก......ใครหนอไปเดินตามก้น IMF แล้ว ไปด่าคนอื่น ๆๆๆๆๆๆๆๆ 555555555

เรื่องการลอยค่าเงินบาทนี่มันเกิดในปี 2540 มิใช่ฤา!?! ท่าน55555 สับสนไปป่าวเอ่ย??

อุตส่าห์ อธิบายแบบคนที่เข้าใจง่าย ๆ แล้ว ท่านท้าว ฯ ยังไม่เข้าจาย.........การลอยตัวเงินบาท ของทนา พิทยะ ในครั้ง ส่งผลในอนาคต เพราะ เงินบาท อาจ 15 บาท หรือ 200 บาท ต่อดอลล่าห์ ก็ได้  ..........ตอนนั้น ทนง พิทยะ บอกอยากเห็นเงินบาท ที่ 29 บาท  ...ถ้าวันนั้น ลดค่าเงินบาท ไปที่ 29 บาท แทนที่จะปล่อยลอยตัว วันนี้ เงินบาท ก็คงจะ 29 บาทต่อดอลล่าห์ บวกลบนิดหน่อย ผู้ส่งออกก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าเงินแข็.หรืออ่อน........วันนั้นเงิน บาท ก็จะไม่ตกไปถึง 55 บาท ต่อดอลล่าห์......ท่านท้าว ฯ รู้ป่ะ พอต่างชาติ มันเห็น เงินบาทไป 55 บาท ..มันก็เข้ามาต่อราคา ผู้ส่งออกก็ลดให้ เพราะ ถือว่าได้เงินบาทมากขึ้น หรือ เท่าเดิม แต่ได้เงินดอลล่าห์น้อยลง.......แต่อีตอน เงินบาทมันแข็งนี้สิ....จะขึ้นราคา ก็ลำบาก ผู้ส่งออกบางรายก็หน้ามืด ทนรับออร์เดอร์ทั้งที่ขาดทุน

เอางี้มั้ยท่าน 55555 ....ให้รัฐบาลขิงแก่นำตระกร้าเงินแบบเดิมมาใช้และให้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ไปเลยซิ ถ้าคิดว่าอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวใช้ไม่ได้ผล อย่ามัวแต่กล่าวหาทนงเป็นแพะอยู่เลยท่าน ปชช.เค้าให้มาบริหารประเทศ...ไม่ใช่ให้มาโยนบาปให้คนนั้นคนนี้!!   

ไม่ใช่ โยนบาป แต่ยกเหตุผลให้ฟัง ........ที่ผม อธิบาย ไปข้างบน มีตรงไหนไม่จริงมั่ง .........
เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ หรือ แบบ ตะกร้าเงิน ก็คิด ๆ อยู่ เห็น ดร.โกร่ง ก็ออกมาแนะนำนี่ สารภาพตามตรง ยังไม่กล้าเขียน เพราะกำลังคิดข้อดีข้อเสียอยู่ เขียนไปมั่ว ๆ เด๋วตายกลางบอร์ด ......แต่ก็คงไปแนะ แบ็งค์ชาติไม่ได้หรอกครับ ผมก็แค่นักเล่นบอร์ด กระจอก ๆ คนหนึ่ง เท่านั้นเองครับ.....ที่อธิบาย ก็ไม่ใช่อะไร แต่ผมเห็นเงินบาทแข็ง ก็ออกมาด่ากันจัง แบบรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง.....

ถ้าการรัฐประหารมันดีจริง...ทำไมไม่ให้ไทยเรามีการปกครองโดยทหารแบบถาวรเลยหล่ะท่าน? หรือว่ากลัวๆกล้าๆ!?!

ยังยืนยันอยู่ครับ ว่าไม่ได้ชอบรัฐประหาร จริงครับ กลัว ๆ แต่ไม่กล้า ........เค้ารับปากไว้ว่า จะไปสิ้นปี ก็รออยู่เหมือนกันครับ.....อย่าลืมไปเลือกตั้งล่ะ เค้าจะได้ ไป กันซะที

 
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #141 เมื่อ: 27-07-2007, 09:37 »

"พิษบาทแข็งป่วนอุตสาหกรรมใต้ หลายโรงงานส่อแววโละคนงาน  แถมเริ่มลามสู่ภาคการท่องเที่ยวแล้ว


         พิษบาทแข็ง ทำอุตสาหกรรม 3 จังหวัดใต้โคม่า หลังพบ 3 อุตสาหกรรมหลัก สับปะรดผลไม้ แปรรูปอาหารทะเล กระเทือนหนัก ออร์เดอร์ส่งออกวูบ จี้ภาครัฐออกมาตรการดอกเบี้ยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อพยุงสถานะภาพผู้ส่งออก ก่อนหาทางวางแผนแก้ปัญหาระยะยาวต่อไป เผยหลายโรงงานเตรียมโละพนักงานทิ้ง หากยังไม่มีทางออก และค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง เผยล่าสุดเริ่มลามสู่ภาคการท่องเที่ยวแล้ว

         นายกฤษณะ เอี่ยมวงศ์นที รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับในส่วนของภาคอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และกำลังประสบปัญหาอย่างหนักใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรม สับปะรด ผลไม้ และอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ เนื่องจากออร์เดอร์การส่งออกลดลง ผู้ซื้อได้หันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกกว่าแทนโดยเฉพาะจากจีนและเวียดนาม

         "จากปัญหาที่เกิดขึ้นทางภาครัฐ จำเป็นต้องเร่งหามาตรการเข้ามาพยุงค่าเงินบาท และแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการโดยเร่งด่วน ในส่วนของภาคเอกชนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะขณะนี้ยอมรับว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งถือเป็นหัวเรือใหญ่ได้เตรียมเรียกประชุมสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อระดมสมองหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งระยะสั้น และระยะยาว เสนอต่อรัฐบาลให้ดำเนินการต่อไป" นายกฤษณะกล่าวและว่า

         ขณะนี้หลายโรงงานในแต่ละพื้นที่ ทั้งประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานแปรรูป สับปะรด ชุมพร เป็นโรงงานส่งออกผลไม้ และแปรรูปผลไม้ โรงงานแปรรูปอาหารทะเล หรือสัตว์น้ำ ระนอง เป็นโรงงานส่งออกสัตว์ทะเลแช่แข็ง ต่างอยู่ในภาวะวิกฤติ อาจถึงขั้นโละพนักงานทิ้งในเร็วๆ นี้ หากยังไม่มีทางออก เพราะคงจะไม่สามารถพยุงสถานภาพต่อไปไหว หากค่าเงินบาทยังคงแข็งตัวอยู่เช่นนี้ หรือบางโรงอาจถึงขั้นปิดโรงงานชั่วคราว

         นายสมชาย สุทธิรักษาวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ในส่วนของจังหวัดชุมพรหลายโรงงาน โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานส่งออกผลไม้ และแปรรูปอาการทะเลได้รับผลกระทบ ขณะนี้ทราบว่า มี 2-3 โรงงานอาจจะต้องลดคนงานลง เพื่อประคองสถานะตนเอง ซึ่งตนและทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพรก็พยายามเข้าไปช่วยเหลือ แนะนำ ให้คำปรึกษา พร้อมทั้งให้อดทนอีกระยะ เพราะขณะนี้ทั้งเอกชนด้วยกันเองรวมถึงรัฐบาล กำลังเร่งหากทางแก้ไขในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนอยู่แล้ว คาดว่าอีกไม่นานแนวทางการแก้ไขคงจะเป็นรูปธรรมเด่นชัดมากขึ้น ส่วนโรงงานขณะนี้ทราบว่า เริ่มปรับรอบให้พนักงานทำงานลดลง และบางโรงเตรียมสลับให้พนักงานบางส่วนหยุดทำงานในบางวัน แต่ยังไม่ถึงขั้นปลดคนงานออก

         ปัญหาที่เกิดขึ้นลำพังแต่ภาคเอกชนฝ่ายเดียวคงจะไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะปัญหาค่าเงินบาทถือเป็นกลไกทางเศรษฐกิจระดับประเทศ ต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ จึงจะสามารถแก้ไขได้ สำหรับแนวทางระยะสั้นที่ตนมองว่า น่าจะช่วยเยียวยาได้ คือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นนี้ก่อน ซึ่งตนมองว่า อาจจะส่งผลให้ค่าเงินบาทกระเตื้องขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยประคับประคองสถานภาพของแต่ละโรงงานให้ยังคงอยู่รอดต่อไปได้ แต่หากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องเช่นปัจจุบันนี้ต่อไปอีกระยะ อาจจะเห็นวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับปี 2540 แต่จะแตกต่างที่จุดกำเนิดในปี 2540 เริ่มจากสถาบันการเงิน แต่ในปี 2550 อาจจะเริ่มจากภาคอุตสาหกรรมก็เป็นไปได้

         นายสมเจตน์ ขันธิกุล จัดหางานจังหวัดระนองเปิดเผยว่า จากปัญหาค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศในขณะนี้ ได้สร้างความวิตกให้กับผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างมาก มีความหวั่นเกรงว่า อาจจะถูกนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย อันเป็นผลมาจากปัญหาการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงออร์เดอร์ที่ลดลง ปัจจุบันปัญหาการว่างงานถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทางรัฐบาลและกระทรวงแรงงานได้พยายามช่วยเหลือมาโดยตลอด หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนถึงขั้นเลิกจ้างงาน คาดว่าคงจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย

         ด้านนายนิตย์ ฮุ่ยเต็กเค่ง นายกสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า จากปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ในส่วนของภาคการท่องเที่ยวก็เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวแล้วเพราะทราบว่า ขณะนี้มีทัวร์หลายประเทศที่สั่งยกเลิกและชะลอการนำนักท่องเที่ยวเข้ามายังประเทศไทย เพื่อรอดูสถานการณ์ของค่าเงิน หรือบางกลุ่มเลี่ยงไปท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ แทน

         ในภาคการท่องเที่ยวและบริการถือเป็นภาคที่มีการจ้างงานเป็นจำนวนมาก หากได้รับผลกระทบจนถึงขั้นที่จะต้องเลิกจ้างคนงาน คงจะเกิดปัญหาความวุ่นวายอย่างแน่นอน เพราะลูกจ้างส่วนใหญ่เป็นระดับฐานล่าง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระดับประเทศได้ และล่าสุดทราบว่าปัญหาได้ลุกลามไปยังร้านอาหารต่างๆ แล้ว พบว่ามีผู้เข้าไปใช้บริการลดน้อยลง ประมาณ 40% โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ

         นายอาทิตย์ ลิ้มอุดมพร ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ในส่วนของภาคเอกชนกำลังพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อหาแนวทางในการคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ในเรื่องการขนส่งหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคนิค แนวทางในการบริหารจัดการ ซึ่งคาดว่าหลังจากที่ปัญหาค่าเงินบาทคลี่คลาย ผู้ประกอบการคงจะต้องปรับตัวขนานใหญ่ ทั้งในส่วนของการบริหารจัดการ รูปแบบการผลิต รวมถึงการตลาด ซึ่งปัจจุบันนี้ยอมรับว่าการทำธุรกิจยากขึ้นกว่าในอดีตมาก มีปัจจัยต่างๆ รุมเร้าตลอดเวลาหากไม่ทันกระแส ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงคงจะอยู่ลำบาก

//////////////////////////////

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 26 - 28 ก.ค. 2550"
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
    กระโดดไป: