ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
07-07-2020, 17:13
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ==เกษตรกรสนใจเรียนรู้ทฤษฎีใหม่โมเดลปราชญ์ชาวบ้านทะลุเป้า(ข่าวดีใจของผม)== 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
==เกษตรกรสนใจเรียนรู้ทฤษฎีใหม่โมเดลปราชญ์ชาวบ้านทะลุเป้า(ข่าวดีใจของผม)==  (อ่าน 8342 ครั้ง)
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« เมื่อ: 08-07-2007, 13:20 »

ในฐานะที่เพิ่งเขียนบทความเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง ลงหนังสือครบรอบ 1 ปีเสรีไทย
สำหรับผมเรื่องนี้ถือว่าเป็นข่าวน่าดีใจที่สุด จากรัฐบาลชุดนี้ครับ

หวังอย่างยิ่งให้โครงการจะได้รับการผลักดันต่อเนื่องในรัฐบาลต่อๆ ไปที่จะมาจากการเลือกตั้ง 

http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/08/WW10_WW10_news.php?newsid=82880
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เกษตรกรสนใจเรียนรู้ทฤษฎีใหม่โมเดลปราชญ์ชาวบ้านทะลุเป้า
 
8 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 12:28:00
 
"ธีระ" ระบุเกษตรกรสนใจเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ในโมเดลปราชญ์ชาวบ้านทะลุเป้า คาดปี 2551 ชาวบ้านปรับตัวยึดหลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง ไม่น้อยกว่า 1.5 แสนราย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงาน
โครงการปราชญ์ชาวบ้านโมเดล ว่า ขณะนี้ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านทั้ง 40 ศูนย์มีจำนวนเกษตรกรสนใจเข้ารับการฝึกอบรม
และเรียนรู้กระบวนการผลิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้กว่า 25,000 ราย ซึ่งจากการติดตามผล
พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติได้ รวมทั้งเกษตรกรบางส่วน
เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตสู่การเกษตรทฤษฎีใหม่ที่เน้นการผลิตที่หลากหลาย และสอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม
ของแต่ละพื้นที่มากขึ้น

เบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทุกพื้นที่ ที่มีศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านดำเนินการอยู่
เร่งประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งข้อดี-ข้อเสีย และรวบรวมข้อเสนอแนะความต้องการของเกษตรกรที่เข้าร่วม
โครงการ ตลอดจนหารือกับตัวแทนปราชญ์ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแผนฝึกอบรมต่างๆ
ของศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน และแนวทางการดำเนินงานในปี 2551 ซึ่งตั้งเป้าที่จะจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านจำนวน
300  ศูนย์ให้สอดคล้องกับความต้องการและสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น ภายใต้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท
คาดว่าเกษตรกรจะปรับตัวเข้าสู่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 150,000 ราย 

ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนการสร้าง
เครือข่ายปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดิน หารือกับปราชญ์เกษตรในแต่ละพื้นที่จัดทำแผนฝึกอบรม
และถ่ายทอดประสบการณ์รวมทั้งองค์ความรู้ต่างๆสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยเฉพาะแนวคิดในการแก้ปัญหาหนี้สิน
และการพัฒนาตนเองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับให้ความรู้เรื่องการจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อกระตุ้น
ให้เกษตรกรรู้จักประเมินสถานะทางการเงินของตน  โดยกระทรวงฯจะติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ฯ
แต่ละแห่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับปรุงการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากที่สุด

ด้านนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีแผนเร่งคัดเลือก
ปราชญ์เกษตรเพื่อเป็นต้นแบบเพิ่มจากเดิมจำนวน 25 ราย เพื่อเป็นแกนนำขยายผลองค์ความรู้ พร้อมสร้างเกษตรกรเครือข่าย
มาร่วมเรียนรู้และขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าให้ปราชญ์เกษตรแต่ละรายสร้างเครือข่ายเรียนรู้
เพิ่มขึ้น 40 ราย เป้าหมายไม่ต่ำกว่า 2,000 ราย จากนั้นจะทำการสนับสนุนให้เกษตรกร 500 รายที่มีความพร้อมจัดตั้งเป็นศูนย์
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบของเกษตรกรที่สนใจต่อไป

“ ส.ป.ก. จะเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาต่อยอดปราชญ์โมเดลให้เกิดความยั่งยืนและครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย
มากขึ้น โดยสนับสนุนให้เกษตรกรรวมตัวจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนจำนวน 1,200 แห่ง เป้าหมายสมาชิก 36,000 ราย เพื่อสร้าง
ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยส.ป.ก.จะพิจารณาให้บริการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและสอดคล้อง
กับความต้องการของชุมชน” นายอนันต์ กล่าว

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-07-2007, 14:10 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #1 เมื่อ: 08-07-2007, 13:28 »

การแถลงข่าวก่อนหน้านี้ครับ กล่าวถึงรายละเอียดแนวคิดแนวทางของโครงการ "ปราชญ์ชาวบ้านโมเดล"

http://www.thaigov.go.th/th/News/NewsThai.aspx?News_ID=T50000012398&menu=2&m_code=69
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กระทรวงเกษตรฯ ชู “ปราชญ์ชาวบ้านโมเดล” ขับเคลื่อนงานเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมทุ่มงบฯ 60 ล้านบาท สนับสนุน
ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน 40 แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้าปี ’50 สร้างเกษตรกรรายย่อยกว่า 20,000 ราย พออยู่พอกินและพึ่งตนเองได้
อย่างยั่งยืน 
 
     นายรุ่งเรือง   อิศรางกูร ณ อยุธยา  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   แถลงว่า   ในปีงบประมาณ 2550   
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับนโยบายส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยด้วยการสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน
ทำการอบรมเกษตรกรในรูปแบบกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้   ตามวิธีการของปราชญ์ชาวบ้าน  เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับ
โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่   นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นว่าทิศทางการส่งเสริมที่เน้นพัฒนาเกษตรแบบเชิงเดี่ยว
เพื่อการค้านั้น มีค่าใช้จ่ายต้นทุนในการผลิตสูงและต้องพึ่งตลาดสินค้าเกษตรที่มีราคาผันผวน    ส่งผลให้เกษตรกรหลายราย
มีปัญหาหนี้สินและไม่สามารถพึ่งตนเองให้พออยู่พอกินได้  ดังนั้น  ในปีงบประมาณ 2550 กระทรวงเกษตรฯ จึงได้ดำเนินโครงการ
“ปราชญ์ชาวบ้านโมเดล” ขึ้น   เพื่อวางรูปแบบการทำงานร่วมกับศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน โดยจัดสรรงบประมาณจำนวน 60 ล้านบาท   
สนับสนุนศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน 40 ศูนย์ และตั้งเป้าว่าจะมีเกษตรกรรายย่อยได้รับการอบรมผ่านศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน
20,000 คน   คิดเป็นค่าใช้จ่ายรายละ 3,000 บาท  โดยคาดว่าจะมีเกษตรกรจำนวน 5,000 คน มีศักยภาพสามารถพัฒนาเป็น
เกษตรกรต้นแบบ เพื่อเป็นเครือข่ายให้กับศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านในการขยายแหล่งเรียนรู้ต่อไป 

     นายรุ่งเรือง กล่าวต่อไปว่า  เหตุผลประการสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ เลือกดำเนินโครงการโดยใช้ปราชญ์ชาวบ้านเป็นต้นแบบนั้น
เนื่องมาจากกระบวนการของปราชญ์ชาวบ้านสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวคิดและ
วิธีปฏิบัติใหม่ จากการทำเกษตรเชิงการค้ามาเป็นเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่   เน้นพออยู่พอกินให้สามารถพึ่งตนเอง
และร่วมกันแก้ปัญหาของชุมชน   ปลดหนี้สินได้เหลือใช้มีเงินออม   ตลอดจนมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายช่วยสังคมด้วยการตั้ง
ศูนย์เรียนรู้ชุมชน  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนแนวคิดมาทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ พร้อมกับใช้ชีวิตใน
แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง  คือ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น   ลดการใช้สารเคมีในการผลิต   ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม   และสร้างครอบครัวที่อบอุ่น
ซึ่งวิธีการถ่ายทอดความรู้ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ สามารถเชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม
และสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน  และประการสำคัญ คือ เป็นรูปแบบที่ชาวบ้านสอนและเรียนรู้ร่วมกันเอง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการยอมรับ
และนำไปปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิ์ผลในที่สุด  รวมทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงของรัฐบาลอีกด้วย ทั้งนี้ กระทรวง
เกษตรฯ จะมีการติดตามและรับฟังประสบการณ์ในการทำงานจากปราชญ์ชาวบ้าน   เพื่อนำไปสู่การปรับรูปแบบการดำเนินโครงการ
ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในปีงบประมาณ 2551 ซึ่งวางเป้าหมายที่จะขยายการสนับสนุนศูนย์ปราชญ์ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร 
เพิ่มขึ้นจาก 40 ศูนย์ เป็น 300 ศูนย์   ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ   ภายใต้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท   จำนวนเกษตรกร
เป้าหมาย 150,000 คน   ซึ่งแนวทางการดำเนินการนี้ จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยการ
ทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน       

     อนึ่งการแถลงข่าวเรื่อง “ปราชญ์ชาวบ้านโมเดล” ในครั้งนี้  กระทรวงเกษตรฯ  ได้เชิญปราชญ์ชาวบ้าน 7 ท่านได้แก่ 
นายบุญเต็ม  ชัยลา  จากจังหวัดขอนแก่น   นายอำนาจ  หมายยอดกลาง จากจังหวัดนครราชสีมา   นายชูศักดิ์  หาดพรม 
จากจังหวัดน่าน  นายวิบูลย์  เข็มเฉลิม  จากจังหวัดฉะเชิงเทรา   นายทองเหมาะ  แจ่มแจ้ง  จากจังหวัดสุพรรณบุรี  ท่านสมณะ
เสียงศีล  ชาตวโร  จากจังหวัดสิงห์บุรี  และนายวิวัฒน์  ศัลยกำธร จากจังหวัดชลบุรี   มาร่วมให้ข้อมูลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ในการทำงาน   โดยปราชญ์ชาวบ้านทั้ง 7 ท่านนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ 40 ปราชญ์ชาวบ้าน ที่ขับเคลื่อนงานพัฒนา
เกษตรกรรายย่อยร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีงบประมาณ 2550 นี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-07-2007, 13:44 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #2 เมื่อ: 08-07-2007, 13:55 »

ใครที่เคยดูหมิ่นรัฐบาลขิงแก่ว่าไม่มีกึ๋นไม่มีผลงาน คงต้องประเมินรัฐบาลนี้ใหม่แล้วกระมังครับ

ผลงานเรื่องนี้ทำให้เหตุผลที่ว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งหลังรัฐบาลทักษิณ ประเทศไม่มีเงินติดคลัง
ทำให้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้อยู่หลายเดือนทั้งที่มีไอเดียจะทำนั้น น่าเชื่อถือมากขึ้น

โครงการแบบนี้เป็นโครงการที่ผมเฝ้ารอเลยนะครับ นี่แหละครับที่จะเรียกว่าเป็นการกระจายอำนาจ
เป็นตัวอย่างของการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวทางการพัฒนาประเทศ
ตามแนวทางของตัวเองอย่างแท้จริงนะครับ


รัฐบาลเผด็จการหน้าเหลี่ยมเคยทำอะไรแบบนี้หรือเปล่า นอกจากให้เจ้าหน้าที่รัฐไปชี้นำชาวบ้าน
และให้ชาวบ้านเข้าโครงการของรัฐ เพื่อผลิตสินค้าขายผ่านโครงการของรัฐ โดยการประเมินผล
จากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยใช้เงื่อนไขการสนับสนุนเงินทุนเป็นเครื่องมือควบคุมชาวบ้านอยู่ในอำนาจ
ที่ไม่ต่างอะไรกับกรทำให้ชาวบ้านกลายเป็นแค่ลูกจ้างของรัฐ (หรือพรรค ทรท.) กันทั้งประเทศ

โครงการ "ปราชญ์ชาวบ้านโมเดล" นี้จึงได้ใจผมไปเต็มๆ ขอสนับสนุนสุดตัวครับ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-07-2007, 14:00 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #3 เมื่อ: 08-07-2007, 14:43 »

เมื่อคืนวันที่ 7/7/2007 มีรายการเกี่ยวกับวิกฤติโลกร้อน และมีการแจ้งเตือนถึงหายนะที่กำลังจะมาเยือนโลก ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากความไม่พอเพียงของระบบทุนนิยม ที่กำลังทำร้ายโลกจนใกล้พินาศ

ประเทศไทยกำลังตื่นตัวทั้งๆที่เราเป็นประเทศเล็ก และเป็นตัวการก่อมลภาวะน้อยนิด แต่โลกนี้มีใบเดียว ถึงเราจะไม่ได้เป็นตัวการใหญ่ ก็ต้องเดือดร้อนไปกับชาวโลกแน่นอน การคืนกลับสู่ความพอเพียง ยุติความโลภความอยาก จะช่วยให้คนไทยทั้งประเทศรอดอยู่ได้ จากภาวะวิกฤติที่กำลังจะมาเยือน

คืนแรงงานกลับสู่ชนบท กระจายอำนาจ กระจายความเจริญ ปรับทัศนคติของประเทศ ยุติการศึกษาเพื่อนรับใช้ทุนนิยม นำเยาวชนไปสู่การใช้ชีวิตแบบพอเพียง ยุติการลงทุนเพื่อสร้างเมืองใหญ่ ยุติการครอบครองที่ดินโดยนายทุน คืนที่ดินให้ภาคเกษตรกรรมโดยประชาชน ไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตร ไม่สนันสนุนอุตสาหกรรมสินค้าฟุ่มเฟือย

อย่าให้มีม่านพรางตา (เอ๊ะ ชื่อนี้คุ้นๆ อิอิ) หอลกให้เราหลงทางอีกเลยค่ะ เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดทางเดียว รีบทำกันเสียก่อนจะพินาศ 
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 08-07-2007, 16:22 »



สนับสนุนให้สร้างเป็นนิคมครับ..งบ1000 ล้านบาท มาจากเงินภาษี ใช้ให้คุ้มค่าครับ รอติดตามดูว่า150000 รายจะมึคุณภาพต่อท้องถิ่นเพียงไร?

รวมทั้งรู้จักอุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปด้วย เช่น ลำใยอบแห้ง ฯลฯ เป็นต้น..
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #5 เมื่อ: 08-07-2007, 16:50 »

บทสัมภาษณ์ นายบุญเต็ม ชัยลา และนายชูศักดิ์ หาดพรม  ปราชญ์ชาวบ้าน 2 ท่าน ที่มาในงานแถลงข่าวโครงการด้วยครับ
นี่แหละครับตัวอย่างของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง 

http://www.bangkokbiznews.com/2007/05/07/news_23606870.php?news_id=23606870
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หลักปฏิบัติ“ปราชญ์ชาวบ้านโมเดล” เกษตรแบบพึ่งพาตัวเองหนทาง "ปลดหนี้"

จตุพล สันตะกิจ

ปีงบประมาณ 2551 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมของบ 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายผลโครงการ “ปราชญ์ชาวบ้านโมเดล”
ตั้งเป้าอบรมเกษตรกรรายย่อย 1.5 แสนคน ให้มีความรู้และความเข้าใจ "เกษตรทฤษฎีใหม่" ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปธรรมของปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อปรับทิศทางสู่การเกษตรที่ยั่งยืนและพึ่งพาตัวเองได้ ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ มีศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน
ร่วมเป็นเครือข่าย 40 ศูนย์ พร้อมที่จะขยายให้ได้ 300 ศูนย์ในปี 2551


นายบุญเต็ม ชัยลา หรือ “พ่อบุญเต็ม” แห่งศูนย์การเรียนรู้บ้านดงบัน อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น บอกว่าการเรียนรู้การทำการเกษตร
แบบพอเพียง ตามวิธีของปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เข้าอบรมจะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้อบรม เพราะ
ปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้มีใจสาธารณะ เป็นอาสาสมัครที่เต็มใจ บางคนเคยเป็นคนยากจน มีหนี้สินท่วมตัว แต่ผ่านพ้นวิกฤติได้
โดยปรับวิถีการทำการเกษตร

พ่อบุญเต็ม บอกว่าเดิมเขามีอาชีพทำนา เมื่อหมดหน้านา ก็มารับจ้างทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ร่ำรวยอย่างที่หวัง
ซ้ำร้ายมีแต่หนี้สินที่พอกพูนขึ้นประกอบกับอายุก็เพิ่มขึ้น จึงได้ปรับแนวคิดสู่ วิถีเกษตรกรรมแบบผสมผสาน โดยผลิตเพื่อกินเองและ
ใช้เองก่อน ส่วนผลผลิตที่เหลือกินจึงจะนำไปขาย ทำให้ทุกวันนี้สามารถปลดภาระหนี้สิน และสินทรัพย์เพิ่มมีทั้งที่นา บ่อปลา
หมู ไก่ วัว และควาย 3 ตัว แต่กว่าจะเป็นได้อย่างทุกวันนี้ พ่อบุญเต็ม บอกว่า การเริ่มต้นจากความไม่รู้ ทำให้ดิ้นรนไปเรียนรู้ดูงาน
จากพื้นที่อื่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ทำสำเร็จมาแล้วว่าเขาทำกันอย่างไร การลงมือปฏิบัติจริงยังต้องผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย

“เริ่มจากมีชาวบ้าน 15 คน ที่สนใจทำเกษตรแบบผสมผสานมารวมกลุ่มกัน แต่ติดปัญหาที่ไม่มีองค์ความรู้จึงต้องไปหาองค์ความรู้
จากพื้นที่ทำสำเร็จมาแล้วเป็นแบบการเรียนรู้ เหมือน “มหาวิชชาลัย” ซึ่งภาษาหมอลำในภาคอีสานที่บอกว่า จะเป็นท้าวพระยา
ครองบ้านครองเมือง ต้องหาความรู้เสียก่อน จึงได้ไปเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้านรุ่นก่อนๆ และนำมาใช้ ทุกวันนี้การเรียนรู้ก็ยังไม่มีวันจบ"
พ่อบุญเต็ม กล่าว

สำหรับหลักสูตรการอบรมของศูนย์บ้านดงบันศูนย์ฯ จะใช้เวลา 5 วัน แต่ก่อนอื่นต้องเริ่มจากปรับแนวคิดมาสู่การพึ่งพาตัวเองก่อน
โดยนับว่ากระบวนการนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุด จากนั้นจึงให้ผู้เข้าอบรมเข้าเรียนรู้ในฐานต่างๆ เช่น เทคนิคการพึ่งพาตนเอง การทำเกษตร
แบบพอเพียง การปลูกป่า การปลูกผักปลอดสารพิษ การแปรรูปผลผลิต การอบรมอุตสาหกรรมในครัวเรือน และการจัดการระบบตลาด
เพื่อขายผลผลิตที่เหลือจากการบริโภค

พ่อบุญเต็ม แนะว่า การทำเกษตรผสมผสาน ควรเริ่มจากเล็กไปใหญ่เริ่มจาก 1 ไร่ หรือที่เรียกว่า "1 ไร่แก้จน" แล้วจึงขยายแบบ
ค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องไม่นิยมสร้างหนี้ การทำอาชีพทำให้ร่ำรวยได้ แต่ต้องเป็นการเกษตรที่พึ่งพาตัวเองก่อน เมื่อเหลือแล้วจึงขาย
อาชีพเกษตรสามารถสร้างหลักประกันหรือบำนาญตอนแก่ได้ เช่น การปลูกต้นไม้ยืนต้น เป็นเสาเข็มของชีวิต โดยทำให้ทุกวันนี้ตน
และเครือข่ายเป็นเจ้าของต้นไม้ที่พร้อมจะตัดกว่า 3 พันต้น หากคิดราคาต้นละ 3 พันบาท ก็คิดเป็นเงินกว่า 9 ล้านบาทแล้ว


นายชูศักดิ์ หาดพรม แห่งศูนย์การเรียนรู้บ้านแสงเทียน อ.ภูเพียง จ.น่าน บอกว่า การเรียนรู้ที่ศูนย์ฯ จะเริ่มให้ความรู้กับเกษตรกรถึง
ผลเสียการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มีผลเสียต่อตัวเอง ทั้งในแง่สุขภาพ ครอบครัว สิ่งแวดล้อมที่เสริมโทรม นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินมากมาย
คือ ยิ่งทำ ยิ่งล้มเหลว และเป็นหนี้สิน จากนั้นจึงจะชี้ทางออกโดยจะชี้ให้เห็นผลดีของการทำเกษตรแบบผสมผสานหรือเกษตรทฤษฎีใหม่

เมื่อปรับแนวคิดเกษตรกรแล้ว ทางศูนย์ฯจะให้องค์ความรู้ต่างๆ โดยเริ่มจากการรู้จักดินและการฟื้นฟูดิน โดยการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ
การผลิตฮอร์โมน สารสกัดขับไล่แมลง การให้ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์พืช เช่น การปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งคนที่เป็นเกษตรกรต้อง
สามารถผลิตพันธุ์เองได้ วิธีการขยายพันธุ์สัตว์ การผลิตอาหารสัตว์ใช้เอง และการทำน้ำส้มควันไม้ เป็นต้น

นายชูศักดิ์ เล่าว่าตลอดการอบรมเกษตรกรจะได้รับความรู้ที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง แต่คงไม่ใช่ทั้ง 100% ที่จะนำไปปฏิบัติได้
ต้องยอมรับว่า แหล่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำเกษตรแบบผสมผสาน ภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนส่วนนี้ ปัญหาหนี้สิน
ที่หมักหมม มาเป็นเวลานาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรปรับสู่เกษตรผสมผสานได้ยากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลปัญหา
หนี้เฉพาะหน้าส่วนนี้

นายอำนาจ หมายยอดกลาง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา หนึ่งใน 40 ศูนย์ปราชญ์ที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่าการอบรมตามแนวทางของศูนย์ฯ เริ่มจากการปรับ
วิธีคิดของผู้เข้าอบรมให้รู้จักตัวเองและการพึ่งพาตนเอง จากนั้นจึงจะเข้าอบรมฐานองค์ความรู้ตามฐานการเรียนรู้ต่างๆ

โดยทางศูนย์ฯจัดเตรียมฐานความรู้ 12 ฐาน เช่น ฐานทำน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมักชีวภาพ ฐานแปรรูปอาหาร ฐานอิฐดินซีเมนต์
ฐานน้ำยาอเนกประสงค์ แชมพู และสบู่สมุนไพร ฐานพลังงานทดแทนจากพืช ฐานกิจกรรมปลูกป่า และฐานสุขภาพ พร้อมทั้งมีการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน การเรียนรู้ตลอด 5 วัน ต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือ การสร้างองค์ความรู้ที่จะนำไปสู่การ
ปฏิบัติเพื่อการพึ่งพาตนเอง

เขามีความมั่นใจว่าเกษตรทฤษฎีใหม่ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้สินและความยากจนได้ แต่เกษตรกร
ต้องเต็มใจที่จะเดินตามแนวทางนี้ ต้องรู้จักตัวเอง ต้องหมั่นหาความรู้ มีปราชญ์ชาวบ้านที่พร้อมให้ความรู้มากมาย ส่วนการสนับสนุน
ของภาครัฐนั้น ตนมองว่าในเรื่องแหล่งน้ำเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการมากที่สุด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-07-2007, 16:51 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #6 เมื่อ: 08-07-2007, 17:18 »

การผลิตเชิงอุสาหกรรมที่เคยทำมาพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถอยู่รอดได้ในเศษฐกิจทุนนิยม
พ่อค้าย่อมกดราคาผู้ผลิต ในขณะที่การผลิตต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตตกต่ำจากการผลิตเชิงเดี่ยว
คนที่เจ๊งและต้องตกเป็นทาสก็ไม่พ้นเกษตรกร คนที่รวยก็คือนายทุน

เข้มแข็งมาจากฐานราก พึ่งพาตนเองได้
นี้ละครับ หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ค่อยๆเป็นค่อยๆไปแล้วเข้มแข็ง พัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าไปได้
ดีกว่าการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดแล้วตกลงมาตายเหมือนที่เคยเป็นมาหลายต่อหลายรอบ
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 09-07-2007, 18:18 »



ยังรออ่านและติดตามข้อมูลทุกด้านในเรื่องนี้เรื่อยๆครับ ถ้าหากชาวบ้านที่ได้รับการสนับสนุนไป150000ราย

สามารถย้อนกลับมาร่วมสร้างนิคมใหม่ๆได้เอง โดยที่คงแนวคิดพอเพียงไว้ได้อย่างสมดุล

จะดีมาก เพราะมีโมเดลที่ประสบความสำเร็จรออยู่แล้ว เพียงแต่ได้คนมาออกแรงดันต่อไปให้ขยายในวงกว้างอย่างทั่วถึง

สามารถเห็นเป็นรูปธรรม เป็นนโยบายและชิ้นงานอันหนึ่งที่ถาวรอยู่คู่เมืองไทย..จนเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก..

คงมุ่งไปที่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น โดยเฉพาะประชากรวัยทำงานที่มีพื้นความมุ่งมั่นที่จะเห็นท้องถิ่นหลุดพ้นจากความยากจน มีสุขภาพจิตดี..ฯลฯ
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #8 เมื่อ: 09-07-2007, 19:47 »

เมื่อคืนวันที่ 7/7/2007 มีรายการเกี่ยวกับวิกฤติโลกร้อน และมีการแจ้งเตือนถึงหายนะที่กำลังจะมาเยือนโลก ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากความไม่พอเพียงของระบบทุนนิยม ที่กำลังทำร้ายโลกจนใกล้พินาศ

ประเทศไทยกำลังตื่นตัวทั้งๆที่เราเป็นประเทศเล็ก และเป็นตัวการก่อมลภาวะน้อยนิด แต่โลกนี้มีใบเดียว ถึงเราจะไม่ได้เป็นตัวการใหญ่ ก็ต้องเดือดร้อนไปกับชาวโลกแน่นอน การคืนกลับสู่ความพอเพียง ยุติความโลภความอยาก จะช่วยให้คนไทยทั้งประเทศรอดอยู่ได้ จากภาวะวิกฤติที่กำลังจะมาเยือน

คืนแรงงานกลับสู่ชนบท กระจายอำนาจ กระจายความเจริญ ปรับทัศนคติของประเทศ ยุติการศึกษาเพื่อนรับใช้ทุนนิยม นำเยาวชนไปสู่การใช้ชีวิตแบบพอเพียง ยุติการลงทุนเพื่อสร้างเมืองใหญ่ ยุติการครอบครองที่ดินโดยนายทุน คืนที่ดินให้ภาคเกษตรกรรมโดยประชาชน ไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตร ไม่สนันสนุนอุตสาหกรรมสินค้าฟุ่มเฟือย

อย่าให้มีม่านพรางตา (เอ๊ะ ชื่อนี้คุ้นๆ อิอิ) หอลกให้เราหลงทางอีกเลยค่ะ เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดทางเดียว รีบทำกันเสียก่อนจะพินาศ 

ที่คุณพรรณชมพูบรรยายมาทั้งหมดสามารถนำไปเป็นนโยบายของพรรคการเมืองได้เลยนะครับนี่
อยากให้มีพรรคไหนสักพรรคนำไปประกาศเป็นนโยบายจริงๆ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #9 เมื่อ: 09-07-2007, 20:56 »

ตัวอย่างชุมชนที่โครงการฯ พิจารณามาตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน” ครับ

http://www.thaisnews.com/pvn_detail.php?reportid=138373
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รมช.เกษตรฯ สนใจให้ดอยรายปลายฟ้าเป็นที่อบรมเกษตรกรเศรษฐกิจพอเพียง

รมช.เกษตรและสหกรณ์ สนใจให้ดอยรายปลายฟ้า เป็นสถานที่ฝึกอบรมเกษตรกร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
และเลือกฟาร์มปลา อ.จรัญ เป็นแบบอย่างเกษตรเศรษฐกิจ เร่งสั่งการให้เกษตรเชียงราย ศึกษารายละเอียด

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2550 นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของ ชุมชนดอยรายปลายฟ้า ที่ ต.ท่าสาย อ.เมือง จ.เชียงราย โดยมี นายสมชาย วงศ์ศรีวิวัฒน์
เกษตร จ.เชียงราย นายเข็มชาติ จิวประสาท ประมง จ.เชียงราย นายสมัย รัตนจันทร์ นายก อบต.ท่าสาย นายไม้เพชร อุระปะ
ผู้ประสานงานชุมชนดอยรายปลายฟ้า และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ ในขณะที่ สนง. เขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 3 ได้จัดให้
มีการฝึกอบรมเยาวชนแบบเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา ซึ่งมีนักเรียนเข้ารับการฝึกอบรมกว่า 100 คน จากนั้น
ได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อธิบายให้ทราบถึงการดำเนินงานของชุมชนว่าโดยหลักจะใช้ในเรื่องของจิตวิญญาณในการ
ทำงานด้านการเกษตร ไม่ใช้สารเคมี อยู่อย่างพอเพียง และยึดถือหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ตามแนวทางของสันติอโศก
โดยชุมชนดอยรายปลายฟ้ามี 2 ส่วน คือส่วนที่สมณะจำพรรษา มี สมณะดวงดี ฐิติปุญโญ เป็น (เนื้อความหายไปเฉยๆ สมณะดวงดี
คงเป็นผู้นำชุมชน - จขกท.) และส่วนของสมาชิก ที่อาศัยอยู่ในชุมชนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามศิลธรรมอันดี คือไม่ต่ำกว่าศีล 5

นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากที่ได้ดูการดำเนินงานของ ชุมชน
ดอยรายปลายฟ้า เห็นว่าเป็นจุดหนึ่งที่สามารถจัดเป็นที่ฝึกอบรมเกษตรกรแบบพอเพียงตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เพราะนอกจากจะสอนให้เรียนรู้ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ยังเน้นในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และการเปลี่ยนนิสัยคน ซึ่งอีก
รูปแบบหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นศูนย์เรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ จึงคิดว่าน่าจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกอบรมเกษตรกร ในการ
เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ และปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งมีความสำคัญมากกับเกษตรกรที่มีที่ดินขนาดเล็ก มีแรงงานเฉพาะ
แรงงานในครอบครัว จึงควรยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงจึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข และยั่งยืน ขณะนี้ได้สั่งการให้ทางเกษตรจังหวัด
เชียงราย ได้ศึกษาความเป็นไปได้และช่วยประสานกับทางชุมชนดาวรายปลายฟ้าในการใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรม คาดว่าน่าจะ
ดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณนี้

นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทางกระทรวงเกษตรฯ
ยังได้วางแนวทางการดำเนินงานในรูปแบบส่งเสริม สนับสนุน ต่อยอดสิ่งที่เกษตรกรได้เคยปฏิบัติอยู่เดิมและประสบความสำเร็จ
โดยถือว่าเกษตรกรเหล่านั้นเป็น “ปราชญ์ชาวบ้านโมเดล” ที่มีแบบแผนการทำเกษตรกรรมและการดำรงชีวิตในแนวทาง
เศรษฐกิจพอเพียง สามารถเป็นต้นแบบให้กับสมาชิกในชุมชนได้ โดยขั้นแรกจะมีการคัดเลือก “ศูนย์การเรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน”
ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพเข้าร่วมดำเนินงาน เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์การฝึกอบรมความรู้ การพัฒนาด้านการเกษตร และฝึก
ปฏิบัติตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามวิธีการของปราชญ์ชาวบ้าน
และสอดคล้องกับโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ด้วย

จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์ม ของ อ.จรัญ ไชยองค์การ ที่ อ.พาน จ.เชียงราย ที่มีการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา แบบผสมผสาน
ซึ่งสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีด้านการเกษตรที่เน้นด้านธุรกิจเป็นหลัก

ข่าวโดย : เจริญพงษ์ คำมีสว่าง
หน่วยงาน : สวท.เชียงราย  สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
truly
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253


« ตอบ #10 เมื่อ: 09-07-2007, 22:10 »

คุณจีฯ เมื่อไหร่จะรวบรวมบทความต่างๆแล้วรวมเล่มออกหนังสือ
จะขอจอง 1 โหล.... Very Happy
บันทึกการเข้า
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 09-07-2007, 22:18 »

ดีจัง กระทู้ประัเทืองปัญญา เลยไม่เห้นขี้ข้าเข้ามาวุ่นวาย 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
ภูดิน
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 232


Where the mind is freedom


« ตอบ #12 เมื่อ: 09-07-2007, 22:39 »


http://www.rakbankerd.com/01_jam/thaiinfor/country_info/index.html?topic_id=2753&db_file=


เคยต้องทำงานค้นคว้าเรื่องปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาไทย  ไปหาในกูลเกิ้ล  มีลิงค์เยอะเลย

ลิงค์นี้เป็นลิงค์แรกของเวบ   ชอบคลิกเข้าไปอ่าน  จึงเชื่อว่า  เมืองไทยมีคนดี ๆๆ  อยู่ทั่วประเทศเพื่อรักษาแผ่นดิน

ยังคิดเลยว่า ทำไมกองทุนหมู่บ้านละล้าน จะทำลาย ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านได้

วันก่อนช่อง ๑๑  ก็มีเอาเรื่องคล้าย ๆ สัจจออมทรัพย์มาออกอากาศ  เพื่อให้คนในชุมชนหมดหนี้สิน เสียที

ถือว่าแลกเปลี่ยนความรู้แล้วกัน  ก็  ดีใจ ด้วยเหมือนกัน  เมืองไทยมีปราชญ์คอยดูแลแผ่นดินทั่วไประเทศ


อิอิ 
บันทึกการเข้า

The silkworm  weaves  its  cocoon  and  stays  inside, therefore  it is  imprisoned;
the  spider  weaves  its  web  and  stays  outsides, therefore  it  is  free. (chinese proverb)

ตัวไหมชักใยไหม  แล้วอยู่ในรังไข่  จึงถูกจองจำ
แมงมุมชักใยแล้วอยู่ภายนอก  จึงเป็นอิสระ
(กรุณา กุศลาสัย ..."คำคมบ่มชีวิต")
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #13 เมื่อ: 10-07-2007, 13:59 »


ยังรออ่านและติดตามข้อมูลทุกด้านในเรื่องนี้เรื่อยๆครับ ถ้าหากชาวบ้านที่ได้รับการสนับสนุนไป150000ราย

สามารถย้อนกลับมาร่วมสร้างนิคมใหม่ๆได้เอง โดยที่คงแนวคิดพอเพียงไว้ได้อย่างสมดุล

จะดีมาก เพราะมีโมเดลที่ประสบความสำเร็จรออยู่แล้ว เพียงแต่ได้คนมาออกแรงดันต่อไปให้ขยายในวงกว้างอย่างทั่วถึง

สามารถเห็นเป็นรูปธรรม เป็นนโยบายและชิ้นงานอันหนึ่งที่ถาวรอยู่คู่เมืองไทย..จนเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก..

คงมุ่งไปที่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น โดยเฉพาะประชากรวัยทำงานที่มีพื้นความมุ่งมั่นที่จะเห็นท้องถิ่นหลุดพ้นจากความยากจน มีสุขภาพจิตดี..ฯลฯ


มีความเป็นไปได้สูงครับที่จะมีการรวมกันเป็นกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพราะที่ผ่านมาก็มีการรวมกลุ่มกันอยู่แล้ว
แต่มีขนาดเล็กๆ กลุ่มละไม่เกิน 100 ราย โดยมีแกนเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นตัวอย่างผู้ประสบความสำเร็จ
เพียงแต่ที่ผ่านมาขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลปราชญ์ชาวบ้านไม่มีโอกาสที่จะ
เรียนรู้และเข้าร่วมกลุ่มครับ

---

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีการนำเสนอกันอย่างจริงจังก็คือ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นการแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย
เพราะถ้าพิจารณาดูแล้วจะพบว่าพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่นั้นมีสภาพคล้ายกับป่าธรรมชาติ เพราะมีความหลากหลาย
ทางพันธุกรรม ประกอบด้วยแหล่งน้ำขนาดเล็ก ต้นไม้ขนาดใหญ่ ต้นไม้ขนาดกลาง และพืชคลุมดิน ซึ่งแตกต่าง
จากเกษตรเชิงเดี่ยวที่ทำกันเป็นทุ่งโล่งๆ หรือเป็นไร่สวนพืชชนิดเดียวสุดลูกหูลูกตา นอกจากเป็นเป้าของศัตรูพืช
และโรคระบาดต่างๆ ที่ทำให้ต้องพึ่งพายาฆ่าแมลง และทำให้ดินจืดต้องพึ่งพาปุ๋ยจำนวนมากแล้ว ยังเป็นเหตุให้
สภาพอากาศเหนือพื้นที่เกษตรมีความร้อนสูงกว่าป่าธรรมชาติ เมื่อรวมกันเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่นับหมื่นนับแสนไร่
ก็ก่อให้เกิดเป็นพื้นโลกที่มีอุณหภูมิสูงต่อเนื่องกันไปทั้งภูมิภาค และมีผลเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก

แนวทางการศึกษาเกี่ยวกับโลกร้อนอีกสายหนึ่ง เชื่อว่าปัญหาจากสภาพพื้นผิวโลกที่มีอุณหภูมิสูงนี้อาจมีอิทธิพล
ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก มากกว่าปัญหาจากก๊าซเรือนกระจกเสียอีกครับ เพราะพื้นผิวโลกส่วนใหญ่
ที่มนุษย์เข้าไปครอบครองก็ถูกแปลงสภาพเป็นพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด และในส่วนน้อยที่เป็นเขตเมือง
ก็ถูกปูทับด้วยคอนกรีตเกือบทั้งหมด บางแห่งต่อเนื่องกันหลายร้อยหรือเป็นพันตารางกิโลเมตรและเป็นพื้นผิวโลก
ที่อมความร้อนสูงที่สุด จนเกิดสภาพที่เรียกว่า "เกาะร้อน" (urban heat island)



การทำเกษตรแบบผสมผสานเช่นเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้อง
เดินทางเข้ามาทำงานในเมือง นอกจากสามารถลดการขยายตัวของเขตเมืองที่สร้างความร้อนกับผิวโลก
ยังทำให้พื้นผิวโลกบริเวณพื้นที่เกษตรมีความร้อนลดลงกว่าเกษตรเชิงเดี่ยวแบบปัจจุบันอีกด้วยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2007, 14:14 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #14 เมื่อ: 10-07-2007, 14:09 »

คุณจีฯ เมื่อไหร่จะรวบรวมบทความต่างๆแล้วรวมเล่มออกหนังสือ
จะขอจอง 1 โหล.... Very Happy

คิดว่าจะนำไปรวมลงในเว็บบล็อกมากกว่าครับ เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่สนใจได้ฟรีๆ ไม่ต้องเสียเงิน
ทำเป็นหนังสือบางทีประเด็นมันก็ไม่สดแล้ว และยังอาจมีเรื่องที่คนซื้อไม่อยากอ่านติดไปด้วย

อีกอย่างผมเองเขียนบทความไม่ค่อยสนุกสนานเฮฮาเท่าไหร่ รวมเล่มพิมพ์เดี๋ยวคนลงทุนจะขาดทุน
เดือดร้อนกระเป๋าสตางค์คนออกเงินเปล่าๆ น่ะครับ 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 10-07-2007, 14:55 »

..เป็นข่าวที่น่าดีใจมากๆ ค่ะ 
หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อไปอย่างจริงจังด้วย



..ข้าพเจ้าชอบคำว่า มหาวิชชาลัย ที่พระเทพฯ ตั้งจังเลยค่ะ
ฟังดูเรียบง่าย แต่ขลังและลึกซึ้งดี
และชื่อ ดอยรายปลายฟ้า นั่นก็โรแมนติค เสียจริงๆ 

บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 10-07-2007, 15:11 »

ค่อย ๆ ตะล่อมออกมาเป็นบทความ รวมชุดก็ไม่เลวครับ

ผมมัวแต่สนใจ การเมือง จนลืมเรื่อง "พอเพียง"

เห็นทีจะต้องกลับมาสู่จุดเดิม เริ่มตอนนี้ก็ยังไม่สายครับ
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #17 เมื่อ: 10-07-2007, 15:44 »

ทั่วโลกเค้ามองภาพลักษณ์ประเทศไทยว่าเป็นระบอบการปกครองโดย Junta ที่มาจาก Coup คนน้อยนิดในโลกนี้เท่านั้นที่เคยได้ยินคำว่า Sufficient Economics System เมื่อพูดถึงประเทศไทย....ท้าวฯว่ามันเป็นเรื่องที่ขายหน้ามากกว่าน๊ะท่านน๊ะ!!
บันทึกการเข้า
อธิฏฐาน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,912


รักษาประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน


« ตอบ #18 เมื่อ: 10-07-2007, 16:03 »


วันนี้ไปประชุมร่วมกับชาวบ้านมา ไม่น่าเชื่อกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในหมู่บ้านเล็กๆหลายแห่งเข้มแข็งเหลือเกิน บางหมู่มีเงินหมุนเวียนล้านกว่าบาทก็มี ช่วงเปิดเทอมให้สมาชิกกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย สมาชิกทุกคนคือเจ้าของ
บันทึกการเข้า

หยุด...สัมปทานอุทยานแห่งชาติ
http://www.oknation.net/blog/sandstone
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #19 เมื่อ: 10-07-2007, 19:45 »

ผมเพิ่งอ่าน เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ที่คุณจี เขียนไว้ ใน ยังไงก็ไม่ชิน...........เป็นเชื่อมโยง ภาพได้ดีทีเดียว ครับ...อ่านไป นึกภาพไป........เห็นด้วยกับบทความครับ หากเริ่มต้นได้เป็นรูปธรรม ขยายวงให้กว้างขึ้น .......ผมว่าแก้ได้เกือบหมด ทีเดียวครับ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง..........ปัญหาเดียว คือ ความยากลำบากในการทำความเข้าใจกับประชาชน คงไม่ใช่เพียงแค่เหล่าเกษตรกร..ยังต้องทำความเข้าใจกับ ประชาชน ในทุกกลุ่มอาชีพ..........ส่วนนี้ หากรัฐบาล ทำอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะพอแก้ไขได้ครับ

โครงการพระราชดำริ ต่าง ๆ เป็นการคิดค้นโดยการลงพื้นที่จริง ของ พระองค์ท่าน เกือบทั้งหมด เป็นงบประมาณส่วนพระองค์ ซึ่ง เมื่อเทียบกับงบประมาณประเทศแล้ว เพียงน้อยนิด.....หากรัฐบาลต่อไป มีการทุ่มงบประมาณ ลงไปต่อยอด โครงการพระราชดำริ ถ้ามีโอกาสได้ทำอย่างต่อเนื่องซักระยะหนึ่ง ผมว่าซัก 3 ปี ก็น่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรม แล้วครับ......แบบนี้  เรียกว่า ประชานิยม อีกแบบหนึ่ง....แต่ทรงคุณค่ากว่ากันเยอะครับ.....ไม่ต้องไปง้อ นายทุนเงินกู้ หรือ แบ็งค์


 
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 11-07-2007, 02:55 »

คุณหมอประเวศ วสี เคยต่อยอด เศรษฐกิจพอเพียงกับประชาสังคม มาตั้งแต่ปี 2540

ตอนนี้ก็ขับเคลื่อนโดยกระทรวงพัฒนาสังคม ( หมอพลเดช ปิ่นประทีป ศิษย์เอกคนสำคัญ )

ผสานเข้ากับ สสส.

ถ้ามีงบประมาณทำไปเรื่อย ๆ ยังพอมีหวังครับ

การทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าเข้มแข็ง การเมืองก็พัฒนา


อย่าลืมกลับลำ ให้ "สังคมนำเศรษฐกิจ ศ๊ลธรรมนำการเมือง"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-07-2007, 03:01 โดย CanCan » บันทึกการเข้า

cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #21 เมื่อ: 11-07-2007, 03:05 »

เรื่องแบบนี้ ไม่ควรสร้างให้เป็นกระแส "เห่อทำ"
แบบการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ทักสิน ชอบใช้ ครับ

ต้องให้ ชาวบ้าน ประชาชน ค่อย ๆ ซึมซับ รับรู้
สร้างจิตสำนึก ด้วยตัวเอง

ซึ่งจะว่าไป "ความดี" หรือ "ของดี" มันก็ทำยาก เข้าใจยาก เหมือนกันนะ
ผมว่า
ไม่เหมือน "ประชานิยม" โยนเงิน 1 ล้าน ตูม ลงไป
ชาวบ้านยิ้มแก้มปริ แซ่ซร้องสรรเสริญ ทันที
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #22 เมื่อ: 11-07-2007, 10:49 »

ดีจัง กระทู้ประัเทืองปัญญา เลยไม่เห้นขี้ข้าเข้ามาวุ่นวาย 

เนื้อหายังไปไม่ถึงข้อผิดพลาดของรัฐบาลหน้าเหลี่ยมครับ ก็เลยยังไม่ค่อยมีฝ่ายค้านเข้ามาป่วน 
แต่ถ้าคุยไปเรื่อยๆ เดี๋ยวประเด็นก็ต้องไปลงที่รัฐบาลหน้าเหลี่ยมจนได้ครับ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #23 เมื่อ: 11-07-2007, 10:51 »

ผมเพิ่งอ่าน เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ที่คุณจี เขียนไว้ ใน ยังไงก็ไม่ชิน...........เป็นเชื่อมโยง ภาพได้ดีทีเดียว ครับ...อ่านไป นึกภาพไป........เห็นด้วยกับบทความครับ หากเริ่มต้นได้เป็นรูปธรรม ขยายวงให้กว้างขึ้น .......ผมว่าแก้ได้เกือบหมด ทีเดียวครับ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง..........ปัญหาเดียว คือ ความยากลำบากในการทำความเข้าใจกับประชาชน คงไม่ใช่เพียงแค่เหล่าเกษตรกร..ยังต้องทำความเข้าใจกับ ประชาชน ในทุกกลุ่มอาชีพ..........ส่วนนี้ หากรัฐบาล ทำอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะพอแก้ไขได้ครับ

โครงการพระราชดำริ ต่าง ๆ เป็นการคิดค้นโดยการลงพื้นที่จริง ของ พระองค์ท่าน เกือบทั้งหมด เป็นงบประมาณส่วนพระองค์ ซึ่ง เมื่อเทียบกับงบประมาณประเทศแล้ว เพียงน้อยนิด.....หากรัฐบาลต่อไป มีการทุ่มงบประมาณ ลงไปต่อยอด โครงการพระราชดำริ ถ้ามีโอกาสได้ทำอย่างต่อเนื่องซักระยะหนึ่ง ผมว่าซัก 3 ปี ก็น่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรม แล้วครับ......แบบนี้  เรียกว่า ประชานิยม อีกแบบหนึ่ง....แต่ทรงคุณค่ากว่ากันเยอะครับ.....ไม่ต้องไปง้อ นายทุนเงินกู้ หรือ แบ็งค์


 

ปัญหาคือรัฐบาลเท่าที่ผ่านมานอกจากไม่ทำความเข้าใจกับประชาชนแล้ว ยังสร้างความสับสนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย
แม้แต่บรรดาผู้บริหารระดับสูงก็ไม่พยายามทำความเข้าใจ หรือจงใจไม่เข้าใจผมก็ยังสงสัยอยู่

ทั้งหมดทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงขนาดที่ว่าประชาชนระดับมีการศึกษาแล้วยังเข้าใจผิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เป็นแค่แนวคิดที่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง หรือเป็นเรื่องเฉพาะตนของแต่ละคน ที่นำมาใช้บริหารพัฒนาประเทศไม่ได้ก็มี

และที่ผมรับไม่ได้ก็คือหน่วยงานราชการที่ผ่านมาทำอะไรก็อ้างว่าเป็นไปตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งนั้น ทั้งที่หลายครั้ง
ออกนอกแนวพระราชดำริไปเป็นคนละแนวทางเลย ยิ่งสร้างความสับสนให้ประชาชนหนักหนาเข้าไปอีก

เพิ่งจะมีคราวนี้แหละครับที่ดูแล้วเข้าท่าเข้าทีพอให้ถูกตาถูกใจบ้าง 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #24 เมื่อ: 11-07-2007, 10:56 »

คุณหมอประเวศ วสี เคยต่อยอด เศรษฐกิจพอเพียงกับประชาสังคม มาตั้งแต่ปี 2540

ตอนนี้ก็ขับเคลื่อนโดยกระทรวงพัฒนาสังคม ( หมอพลเดช ปิ่นประทีป ศิษย์เอกคนสำคัญ )

ผสานเข้ากับ สสส.

ถ้ามีงบประมาณทำไปเรื่อย ๆ ยังพอมีหวังครับ

การทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าเข้มแข็ง การเมืองก็พัฒนา


อย่าลืมกลับลำ ให้ "สังคมนำเศรษฐกิจ ศ๊ลธรรมนำการเมือง"

เรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียงกับประชาสังคม" รัฐบาลหน้าเหลี่ยมเอาไปยำรวมกับนโยบายทุนนิยมของตัวเอง
จนเละเทะมองเนื้อหาเดิมไม่เจอไปอย่างน่าเสียดายครับ เรื่องนี้มันก็อยู่ที่ใครเอาไปทำด้วยจริงๆ ถ้าเอาแต่
ชื่อไปอ้างโดยไม่สนใจนำเนื้อหาไปใช้จริงๆ ก็ไม่มีประโยชน์ครับ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ใบไม้ทะเล
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,321


In politics stupidity is not a handicap


« ตอบ #25 เมื่อ: 11-07-2007, 11:01 »

เป็นบทความที่อนาใช้เวลาสามวัน ในการอ่านค่ะ 
บันทึกการเข้า

立てばしゃくやく、座ればぼたん、歩く姿はゆりの花
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #26 เมื่อ: 11-07-2007, 11:19 »

เรื่องแบบนี้ ไม่ควรสร้างให้เป็นกระแส "เห่อทำ"
แบบการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ทักสิน ชอบใช้ ครับ

ต้องให้ ชาวบ้าน ประชาชน ค่อย ๆ ซึมซับ รับรู้
สร้างจิตสำนึก ด้วยตัวเอง

ซึ่งจะว่าไป "ความดี" หรือ "ของดี" มันก็ทำยาก เข้าใจยาก เหมือนกันนะ
ผมว่า
ไม่เหมือน "ประชานิยม" โยนเงิน 1 ล้าน ตูม ลงไป
ชาวบ้านยิ้มแก้มปริ แซ่ซร้องสรรเสริญ ทันที

ในความคิดของผมจุดสำคัญที่ทำให้คนสับสนก็คือเรื่อง "เงิน" นี่แหละครับ

รัฐบาลทักษิณตั้งโจทย์ขึ้นมาใช้ในการประชาสัมพันธ์แนวคิดตัวเองว่าที่ผ่านมา
ชาวบ้านไม่มีเงิน ทำให้ไม่สามารถลงทุน ก็เลยมีปัญหาความยากจนมาตลอด
ทำให้เกิดเป็นโครงการ "กองทุนหมู่บ้าน" ขึ้นมา


ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการวิจัยอะไรรองรับว่าทำไมแต่ละหมู่บ้านต้องได้หมู่บ้านละล้าน
ตัวเลขนี้เอามาจากไหน เห็นได้แค่เพียงว่าตัวเลขมันสวยดีเอาไปใช้หาเสียงได้ง่าย
และก็ตั้งเงื่อนไขว่าชาวบ้านแต่ละรายกู้ได้ 1-2 หมื่น ตัวเลขนี้ก็ไม่รู้เอามาจากไหน
ทำไมจึงคิดว่าจะเพียงพอแก้ไขปัญหาความยากจน

เมื่อตั้งโจทย์ไปว่าปัญหาเกิดจากชาวบ้านไม่มีเงิน ก็เลยไปออกนโยบายแจกเงิน
ทั้งที่ไม่มีอะไรรองรับเลยว่าต้องแจกเท่าไหร่ถึงจะพอ และยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่า
ก็คือ ...

ประเทศก็ไม่มีเงินเหมือนกัน (ไม่นับเรื่องที่แม้วคุยว่าเสกเงินได้นะครับ)  

---

โจทย์ของรัฐบาลทักษิณที่ว่าปัญหาเกิดจากชาวบ้านไม่มีเงินนั้นตั้งขึ้นมาผิดแต่แรก
ทำให้ในที่สุดเงินกู้ที่ลงไปส่วนหนึ่งไปก่อปัญหาหนี้สินเพิ่มให้กับชาวบ้าน ทั้งนี้ไม่นับ
เรื่องทุจริตเชิงนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อนที่ในที่สุดเงินไหลไปเข้าบริษัทมือถือ
และบริษัทขายของอะไรต่างๆ นะครับ

เพราะปัญหาจริงๆ ก็คือที่ผ่านมาชาวบ้านตกอยู่ในสภาพ ต้องใช้เงิน เสียทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ  ในขณะที่
ช่องทางการหาเงินมารองรับค่าใช้จ่ายนั้นชาวบ้านควบคุมไม่ได้ เพราะไม่สามารถ
กำหนดราคาสินค้าเกษตรของตัวเอง อันเนืองมาจากกลไกตลาดและข้อด้อยของ
การปลูกพืชเชิงเดี่ยว

การแก้ปัญหาจึงควรมุ่งไปที่ทำอย่างไรให้ชาวบ้าน ไม่ต้องใช้เงิน หรือต้องใช้แต่เพียงบางส่วน

ซึ่งก็คือการช่วยให้ชาวบ้านสามารถผลิตปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ และเชื้อเพลิงขึ้นมาได้เอง
ซึ่งจะทำให้ความจำเป็นในการต้องหาเงินมารองรับค่าใช้จ่ายลดลงไป ในขณะเดียวกันต้อง
ช่วยให้ชาวบ้านสามารถกำหนดราคาสินค้าของตัวเองได้คือไม่ถูกบีบให้ต้องรีบขายสินค้า
เพราะต้องรีบใช้เงิน ซึ่งการทำเกษตรทฤษฎีใหม่จะมารองรับในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี

แทนที่จะทุ่มเงินหมู่บ้านละล้านให้ชาวบ้านเอาไปละลายเป็นค่าใช้จ่าย เราสามารถใช้เงิน
จำนวนเดียวกันทำให้ชาวบ้านรู้วิธีที่จะไม่ต้องใช้เงินอีกต่อไป

แบบนี้ต่างหากครับที่เหมาะสมกับประเทศที่ไม่ได้มีเงินมากมายนักแบบประเทศไทย
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-07-2007, 20:54 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 11-07-2007, 12:27 »

รัฐบาลที่แล้วเอาไปทำก็จริง แต่นำไปบางส่วน

แถมสวนแนวคิดเรื่อง "ความเข้มแข็งของรากหญ้า"

ไปเน้นเนื้อหาว่า "ขาดเงินก็ทำอะไรไม่ได้"

การทุ่มเงินลงไปในหมู่บ้าน จนเกิดอาการ "สามล้อถูกหวย"

หยิบฉวยเงินไปใช้ โดยขาดการไตร่ตรอง

ทั้ง ๆ ที่ หากไปให้ความรู้ จัดหมวดหมู่ของ "ทุนชุมชน" ให้ชัดเจนก็ทำได้

จะว่าไปฝั่งรัฐบาลที่แล้ว โลภมากเกินไป

คะแนนเสียงก็จะเอา GDP ก็ต้องโต แถมยังได้กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า โดยใช้ทฤษฎี "เงินอยู่ที่ใหน เศรษฐกิจดีที่นั่น"

สุดท้าย "หัวสูบจากส่วนกลาง" ก็ทำหน้าที่ "ดูดกลับ" หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจทั้งระบบ

พอเงินหมดจากการจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลก็อัดฉีดเงินลงไปใหม่

เราจึงเห็นสภาพหนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นหลายเท่า เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนไป

ด้วยการยึดถือ GDP เป็นสรณะ ลืมการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพของสังคมทั้งระบบ
บันทึกการเข้า

พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #28 เมื่อ: 11-07-2007, 13:15 »

ขอตั้งชื่อโครงการของไทยรักไทยให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหน่อยค่ะ เผื่อจะมองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่า ม่านพรางตา(อิอิ) ที่เขาหลอกเราไว้

กองเงินหมู่บ้าน

คือสภาพอันแท้จริงของโครงการไทยรักไทยที่ทำไว้

เขารู้จักทุนแจ่เพียงในรูปแบบของเม็ดเงินเท่านั้น ถึงได้พาให้คนเป็นหนี้กันทั้งประเทศ หากขเเข้ใจคำว่าทุนจริงๆ และทำ กองทุนของหมู่บ้านจริงๆ มันจะไม่เละเทะขนาดนี้ค่ะ 
บันทึกการเข้า
(ลุง)ถึก สไลเดอร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,026



« ตอบ #29 เมื่อ: 11-07-2007, 13:48 »

น่าจะเริ่มต้นกันที่"กองทุนหมู่บ้าน"ชาวบ้านที่กู้ไป
ต้องนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพจริงๆ ไม่ใช่เอาไปซื้อมือถือ
หรือ มอเตอร์ไซค์ให้ลูกหลานขี่เที่ยว...เป็นต้น
  มีคนที่ผมรู้จักคนหนึ่ง แกรวบรวมชาวบ้านได้กลุ่มหนึ่ง มาอยู่รวมกัน ในหมู่บ้าน
มีการปลูกต้นไม้ไว้กินผลแทบทุกประเภท ปลูกผัก ปลูกสมุนไพร เลี้ยงหมูเลี้ยง
เป็ดเลี้ยงไก่
  ที่ต้องซื้อจากภายนอก เห็นจะมีแต่ข้าวกับน้ำปลา เขาก็เอาผัก ผลไม้
หมูเห็ดเป็ดไก่ไปแลกกับพ่อค้าในตลาด
  ในหมู่บ้านมีวัดไม่ใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำจากบ่อ(ไม่มีประปา) ค่ำลงก็จุดตะเกียง
ตอนเช้าก็ช่วยกันหุงข้าว แล้วก็นำไปถวายพระ หลังจากนั้นก็รับประทานอาหารเช้าร่วมกัน
  จากนั้นก็ไปเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ พรวนดินดายหญ้า ตอนเพลก็ทำกับข้าว
ไปถวายพระ และรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน แล้วก็พักผ่อน
  ตอนสายๆก็ทำงานร่วมกัน แล้วแต่จะตกลงในที่ประชุมกันว่าจะทำอะไร
ช่วงเย็นๆก็ช่วยกันทำอาหารมื้อเย็น
  คนในหมู่บ้านนั้นก็อยู่กันมาอย่างมีความสุข ค่ำลงก็จุดตะเกียงสวดมนต์ทำวัตรเย็น
และก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ข่าวสารบ้านเมือง ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน
  พวกผู้ชายก็เตรียมออกเรือหากุ้งหอยปูปลา
  ชาวบ้านที่นั่นมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ 
  มีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงแจ่มใสกันทั่วหน้า
           น่าอิจฉาคนที่นั่นเสียจริงๆ

บันทึกการเข้า

(ลุง)ถึก สไลเดอร์
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #30 เมื่อ: 11-07-2007, 14:10 »

จริง ๆ เรื่อง การอัดเม็ดเงินเข้าไปเป็น "กองทุน" ในหมู่บ้านไม่ใช่เรืองน่ารังเกียจอะไร

เพียงแต่ ทักษิณ หรือ มันสมอง ทรท. "โง่" หรือ แกล้งโง่ ก็ไม่รู้
ที่พยายามจะไม่เข้าใจ วิธีจัดการ บริหาร "ทุน"
นอกเสียจาก โหมคำพูดว่า นี่นะ เงิน มันคือ เงิน เงินสด ๆ มากู้ยืมเอาไปต่อยอดทำธุรกิจเร็ว ๆ

ผมว่า ถ้าพูดเรื่อง "ทุน" คนที่อธิบายได้ชัดเจน แจ่มแจ้งที่สุด ก็คือ คาร์ล มาร์กซ์
เวลาผ่านมาเป็นร้อย ๆ ปี
ไม่เห็นมีใคร ให้คำจำกัดความเรื่อง "ทุน" ได้ดีไปกว่า มาร์กซ์เลย
แม้แต่ พวกเจ้าทฤษฎี แคปิตัลลิสม์ ต่าง ๆ ก็เห็นแต่มาต่อยอดจาก แก่น ของ มาร์กซ์ กันทั้งนั้น

แสดงว่า มันสมอง ทรท. ที่ส่วนใหญ่(เคย)ศรัทธาระบอบสังคมนิยม
ถึงขั้นเอาทฤษฎี "รัฐสวัสดิการ" ไปเร่ขายตามพรรคการเมืองต่าง ๆ
จนสุดท้าย มา "ฝนตกขี้หมูไหล" ลงตัวที่ ทรท.
ไม่ได้รู้ถึงแก่นแท้ของ "ทุน" ตามความหมายของทฤษฎีมาร์กซ์ เลย

เสียดายเวลา ที่หนีเข้าป่าไปให้ยุงกัดเล่น ชะมัด

บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #31 เมื่อ: 11-07-2007, 14:29 »

ทุนที่แท้จริงของชุมชน คือ "องค์ความรู้" ที่สะสมกันมานานหลายร้อยหลายพันปี

การเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับโลกอย่างไม่เบียดเบียนกัน มีวัด มีครู มีผู้เฒ่าผู้แก่

เมื่อวานผมเจอกับ เจ้าของตลาดกลางผลิตผลทางการเษตร ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด

จากที่ต้องจ้างขนขยะ ไปทิ้งให้เทศบาล เค้าหันมาจับเอาขยะ ทำปุ๋ย อีเอ็ม ( โบกาชิ )

ขยะที่ขายได้พวกกระป๋อง ถุงพลาสติค ให้คนมาแยกเก็บขาย

ที่เหลือจึงเป็นเศษขยะของพืชผักทางการเกษตรจริง ๆ

หมักทำอีเอ็ม ( โบกาชิ )  ราดในร่องน้ำ ตอนนี้ หมดกลิ่นเหม็นในตลาด

ปุ๋ยที่เหลือ ก็ทำเป็น "ปุ๋ยนา" กองใหญ่หลายร้อยตัน

ถ้านำไปผสมกับดิน และ วัสดุอื่น ๆ พัฒนาเป็นปุ๋ยอัดเม็ดสะดวกแก่การใช้

ผมแนะนำให้บรรจุถุงขายชาวนาราคาถูก กำลังหาความคุ้มค่าอยู่ครับ

รอบ ๆ ตลาด ที่อยู่เลี่ยงเมือง ทำให้นาที่อยู่ใกล้ ๆ พลอยได้รับปุ๋ยนาไปโดยปริยาย

เหมือนมีบ่อบำบัดน้ำเสีย แถมปุ๋ยยังไงยังงั้น

ถ้าพวกโรงงาน หรือนายทุนใหญ่ คิดได้แบบนี้ สิ่งแวดล้อมคงดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

เราตัวเล็ก ก็ทำแบบเล็กๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ

ชักนำแนวทางการผลิตที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม

ทำที่ตัวเราก่อน แล้วค่อยขยายไปสู่สังคม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-07-2007, 14:39 โดย CanCan » บันทึกการเข้า

paper punch
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 672



« ตอบ #32 เมื่อ: 11-07-2007, 14:45 »

อ่านกระทู้นี้แล้ว มีความรู้สึกจริงๆครับว่าเรากำลังอยู่ในประเทศของเรา ประเทศที่ชื่อว่า ไทย..
บันทึกการเข้า

LOVE CHANGES EVERYTHING...
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #33 เมื่อ: 11-07-2007, 14:47 »

ความเข้าใจผิด หรือ แกล้งเข้าใจผิด ของ ทักษิณ ก็คือ

คิดว่า วิธีสร้างความมั่นคง ให้ชาวบ้าน ในชนบท

คือ ต้องหันมาเอาอย่าง ระบบธุรกิจเมือง ทำมาค้าขาย ซื้อมาขายไป หาเงินมาลงทุน ขายเอากำไร

ซึ่งเป็นวิธีเปลี่ยนแปลง "โครงสร้างสังคม" ที่โง่เอามาก ๆ

โง่ พอ ๆ กับตอน เขมรแดง จับคนรวย นักธุรกิจ ไปทำนา นั่นแหละครับ

พ่อค้าพ่อขาย นักธุรกิจ เขาก็มีวิธ๊ดำรงชีวิต ในรูปแบบของเขา

เกษตรกร คนในชนบท เขาก็มีวิธีซื้อขาย/แลกเปลี่ยน ในวิธีการของเขา ในแบบที่ไม่ใช่ "พ่อค้าขายปลีก" มาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว

ทักษิณคงคิดว่า ทำมาค้าขาย หาเงินได้เยอะ ๆ แบบที่ตัวเองทำ คือ มรรคผลสูงสุดของความเป็นคน ละมัง

ดูตอนนี้สิ สูงสุด จนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ไปแล้ว
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 11-07-2007, 15:07 »

ความสุขคือความพอเพียง

ถ้าทำให้ประชาชนรู้สึกพอเพียง และ มีเพียงพอ

เป้าหมายการพัฒนาประเทศให้ประชาชนมีความสุขก็อยู่ไม่ใกล

หลายปีที่ผ่านมา เราลืม "พัฒนาสังคม" จริง ๆ ครับ

พวกเราหลงระเริงไปกับมหาเศรษฐี

เห็นคนอื่นมีเงิน เราก็พลอยดีใจ ตื่นเต้นกับคนหาเงินเก่ง

ลืมความทุกข์ของตัวเอง เหมือนอ่านนิยายประโลมโลกย์

"เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง"

ย้อนยุคกลับมาหาตัวตนของตนเองดีกว่า
บันทึกการเข้า

ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #35 เมื่อ: 11-07-2007, 23:29 »

ทั่วโลกเค้ามองภาพลักษณ์ประเทศไทยว่าเป็นระบอบการปกครองโดย Junta ที่มาจาก Coup คนน้อยนิดในโลกนี้เท่านั้นที่เคยได้ยินคำว่า Sufficient Economics System เมื่อพูดถึงประเทศไทย....ท้าวฯว่ามันเป็นเรื่องที่ขายหน้ามากกว่าน๊ะท่านน๊ะ!!


หลังจากได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในกระทู้ของพวก"ม๊อบไข่แม้ว"/คนรักเหลี่ยม ลี สิงกะโปโตกอย่าง"ป๋าเจ้าเก่า" แล้ว ก็เลิกเข้าไป"สร้าง"คคห.ให้ด้วย กลัวจะนำไป"ตกเบิก"........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

มาเห็นคคห.นี้ แล้วผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าคุณ"ท้าวมหาเทพฯ" ไม่รู้จริง ๆ...
จึงอ้าง"ฝรั่ง"ของ"ทุนสามานย์" ว่าไม่รู้จัก Sufficient Economics System....
แล้วถือเป็นข้อยุติว่า Sufficient Economics System ไม่ดี ไม่ถูกต้องคล้อยตามทัศนะของ"ฝรั่ง ทุนสามานย์"......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


คนอย่าง"ท้าวมหาเทพฯ" พวกคนรักเหลี่ยม ลี สิงกะโปโตก คงชื่นชม และ ยกย่อง 7 มหัศจารย์ของโลกของเอกชนชาวสวิสส์ที่ฮือฮา 2-3 วันที่ผ่านมา และคล้อยตาม ยกย่องตาม"ฝรั่งสวิสส์" คนนั้น.... 

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ 7 มหัศจารย์ของโลกขององค์การยูเนสโกมากกว่า.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า




ผมขอแนะนำให้ผู้ใช้นามแฝงว่า"ท้าวมหาเทพฯ"
นอกจากจะเร่งศึกษาพระราชดำริ พระราชดำรัสของในหลวง ด้วยจิตศรัทธาแล้ว

ควรได้ศึกษาความคิดเห็น และ "ภูมิปัญญาไทย" ของ"ปราชญ์ชาวบ้าน"ด้วย
จะได้ไม่อวดโง่ อวดอ้าง"ฝรั่ง"อีก โดยไม่เข้าใจ..........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-07-2007, 23:32 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #36 เมื่อ: 12-07-2007, 00:03 »

ในความคิดของผมจุดสำคัญที่ทำให้คนสับสนก็คือเรื่อง "เงิน" นี่แหละครับ

รัฐบาลทักษิณตั้งโจทย์ขึ้นมาใช้ในการประชาสัมพันธ์แนวคิดตัวเองว่าที่ผ่านมา
ชาวบ้านไม่มีเงิน ทำให้ไม่สามารถลงทุน ก็เลยมีปัญหาความยากจนมาตลอด
ทำให้เกิดเป็นโครงการ "กองทุนหมู่บ้าน" ขึ้นมา


ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการวิจัยอะไรรองรับว่าทำไมแต่ละหมู่บ้านต้องได้หมู่บ้านละล้าน
ตัวเลขนี้เอามาจากไหน เห็นได้แค่เพียงว่าตัวเลขมันสวยดีเอาไปใช้หาเสียงได้ง่าย
และก็ตั้งเงื่อนไขว่าชาวบ้านแต่ละรายกู้ได้ 1-2 หมื่น ตัวเลขนี้ก็ไม่รู้เอามาจากไหน
ทำไมจึงคิดว่าจะเพียงพอแก้ไขปัญหาความยากจน


เมื่อตั้งโจทย์ไปว่าปัญหาเกิดจากชาวบ้านไม่มีเงิน ก็เลยไปออกนโยบายแจกเงิน
ทั้งที่ไม่มีอะไรรองรับเลยว่าต้องแจกเท่าไหร่ถึงจะพอ และยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่า
ก็คือ ...

ประเทศก็ไม่มีเงินเหมือนกัน (ไม่นับเรื่องที่แม้วคุยว่าเสกเงินได้นะครับ)  

---

โจทย์ของรัฐบาลทักษิณที่ว่าปัญหาเกิดจากชาวบ้านไม่มีเงินนั้นตั้งขึ้นมาผิดแต่แรก
ทำให้ในที่สุดเงินกู้ที่ลงไปส่วนหนึ่งไปก่อปัญหาหนี้สินเพิ่มให้กับชาวบ้าน ทั้งนี้ไม่นับ
เรื่องทุจริตเชิงนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อนที่ในที่สุดเงินไหลไปเข้าบริษัทมือถือ
และบริษัทขายของอะไรต่างๆ นะครับ

เพราะปัญหาจริงๆ ก็คือที่ผ่านมาชาวบ้านตกอยู่ในสภาพ ต้องใช้เงิน เสียทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ  ในขณะที่
ช่องทางการหาเงินมารองรับค่าใช้จ่ายนั้นชาวบ้านควบคุมไม่ได้ เพราะไม่สามารถ
กำหนดราคาสินค้าเกษตรของตัวเอง อันเนืองมาจากกลไกตลาดและข้อด้อยของ
การปลูกพืชเชิงเดี่ยว

การแก้ปัญหาจึงควรมุ่งไปที่ทำอย่างไรให้ชาวบ้าน ไม่ต้องใช้เงิน หรือต้องใช้แต่เพียงบางส่วน

ซึ่งก็คือการช่วยให้ชาวบ้านสามารถผลิตปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ และเชื้อเพลิงขึ้นมาได้เอง
ซึ่งจะทำให้ความจำเป็นในการต้องหาเงินมารองรับค่าใช้จ่ายลดลงไป ในขณะเดียวกันต้อง
ช่วยให้ชาวบ้านสามารถกำหนดราคาสินค้าของตัวเองได้คือไม่ถูกบีบให้ต้องรีบขายสินค้า
เพราะต้องรีบใช้เงิน ซึ่งการทำเกษตรทฤษฎีใหม่จะมารองรับในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี

แทนที่จะทุ่มเงินหมู่บ้านละล้านให้ชาวบ้านเอาไปละลายเป็นค่าใช้จ่าย เราสามารถใช้เงิน
จำนวนเดียวกันทำให้ชาวบ้านรู้วิธีที่จะไม่ต้องใช้เงินอีกต่อไป

แบบนี้ต่างหากครับที่เหมาะสมกับประเทศที่ไม่ได้มีเงินมากมายนักแบบประเทศไทย
 



ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการวิจัยอะไรรองรับว่าทำไมแต่ละหมู่บ้านต้องได้หมู่บ้านละล้าน
ตัวเลขนี้เอามาจากไหน เห็นได้แค่เพียงว่าตัวเลขมันสวยดีเอาไปใช้หาเสียงได้ง่าย
และก็ตั้งเงื่อนไขว่าชาวบ้านแต่ละรายกู้ได้ 1-2 หมื่น ตัวเลขนี้ก็ไม่รู้เอามาจากไหน
ทำไมจึงคิดว่าจะเพียงพอแก้ไขปัญหาความยากจน.......

คนยากจน รายได้ในชนบท ได้ยินกองทุนหมู่บ้าละหนึ่งล้านบาท
เหมือนได้ยินดอกดิน ตะโกน "ล้านแล้วจ๊า....ล้านแล้วจ๊า....มหาศาลนัก
และยิ่งพอใจใหญ่ที่ "หัวคะแนน"ของพวกเขา อธิบายว่า ไม่ต้องใช้คืนก็ได้ ถ้าเป็นสมาชิกพรรคฯ....





เมื่อปี 47-48 ผมมี"ภาระกิจ" ไปแก้ไขปัญหาหนี้เสียของชาวบ้านที่อุตรดิตถ์
ทำให้รู้เห็นอุบาย"ทุนสามานย์"ของนายทุนพรรคเทียมรักเทียม ลูกน้องเจ้าสัวฯ กระทำกับชาวบ้าน คนเลี้ยงหมูอย่างไรบ้าง....


คนของเจ้าสัวฯ จะไปชักชวนชาวบ้านเลี้ยงหมูที่เป็นสมาชิกโครงการของเจ้าสัวฯ
ด้วยการให้ความรู้การเลี้ยงหมูและจัดหาแหล่งเงินกู้ให้ด้วย....

ชาวบ้านที่ผ่านการอบรมเลี้ยงหมูของเจ้าสัวฯ จะสามารถไปกู้เงินจาก"สหกรณ์ท้องถิ่น"ด้วยหลักทรัพย์ค้ำประกันของชาวบ้าน ชาวบ้านที่ไม่เข้าโครงการเลี้ยงหมูป้อนโรงงานของเจ้าสัวฯ สหกรณ์ท้องถิ่นจะไม่ให้กู้..... Exclamation



ชาวบ้านที่เลี้ยงหมูของเจ้าสัวฯ รุ่นแรกจะได้ลูกหมูอายุ 22 วัน จำนวน 500 ตัวมาเลี้ยง
จะสูญเสียไม่เกิน 2.99% คือ หมูจะต้องตายไม่เกิน 13-14 ตัว....
ถ้าตายถึง 15 ตัว จะถูกหักเงิน หักราคาขายด้วย....


การเลี้ยงลูกหมูรุ่นแรก จะสร้างผลกำไรให้ชาวบ้าน มีสร้อยทอง กำไลทองใส่กันถ้วนหน้า
ลูกน้องของเจ้าสัวฯ จะส่งลูกหมูรุ่นที่สอง อายุ 18 วันให้เลี้ยง ซึ่งมีโอกาสตายมากกว่า 15 จีง
ทำให้ชาวบ้านเริ่มเป็นหนี้ เป็นสินเจ้าสัวฯ.....

ตามสัญญา ชาวบ้านจะต้องซื้อลูกหมู อาหาร อาหารเสริม ยา เครื่องมือ เครื่องใช้ ฯลฯจากลูกน้องเจ้าสัวฯ เท่านั้น มิฉนั้นจะไม่รับซื้อ และจะให้สหกรณ์ระงับการกู้เงิน  ดังนั้นหมูตายมาก ก็ไม่เงินไปชำระหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ......

เจ้าสัวฯ จะวางแผนส่ง"ผู้เชี่ยวชาญ"มาแนะนำ เป็นพี่เลี้ยง และ "ผู้ควบคุม" รุ่นละกลุ่ม ไม่ซ้ำหน้ากัน
ทำให้ชาวบ้านต้องซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ อาหารเสริม ยา ฯลฯ ชนิดใหม่ ไม่ซ้ำกันตาม"ผู้เชี่ยวชาญ" แต่ละกลุ่มแนะนำ  ทำให้ชาวบ้านมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็น จะใช้"ของเก่า" ก็ไม่ได้ เพราะ"ผู้เชี่ยวชาญ" ชุดใหม่ ไม่ยินยอม.... Exclamation

เมื่อชาวบ้านเลี้ยงหมูรุ่นที่สาม อายุ 15 วัน ลูกหมูจะตายมากกว่า ลูกหมูอายุ 18 วัน และ 22 วัน
ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้สิน ท่วมตัวกับสหกรณ์ท้องถิ่น บางคนต้องถูกยึดไร่นา โรงเลี้ยงหมู และบ้านอยู่อาศัย...


วิธีการเลี้ยงหมูตามแนวทาง"ทุนสามานย์"ของเจ้าสัวฯ ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้ เป็นสินกันมากกว่าร่ำรวยตามที่เหลี่ยม ลี สิงกะโปโตกอวดอ้าง.....


นี่คือกลอุบาย วิธีการ"ขูดรีด" และ "ผูกขาด" ของทุนสามานย์ของเจ้าสัวฯ นายทุนพรรคฯคนหนึ่งของเหลี่ยม ลี สิงกะโปโตกได้กระทำกับชาวบ้านเลี้ยงหมูที่อุตรดิตถ์ และที่อื่น ๆ ที่ผมได้ประสบมาด้วยตนเอง.....



บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 12-07-2007, 00:11 »

ก่อนหน้ากองทุนหมู่บ้าน ชาวบ้านรู้จัก กองทุน กขคจ. มาก่อนครับ

ปริมาณเงินไม่มาก หมู่บ้านละ 100,000 บาทครับ
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #38 เมื่อ: 12-07-2007, 00:51 »

น่าจะเริ่มต้นกันที่"กองทุนหมู่บ้าน"ชาวบ้านที่กู้ไป
ต้องนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพจริงๆ ไม่ใช่เอาไปซื้อมือถือ
หรือ มอเตอร์ไซค์ให้ลูกหลานขี่เที่ยว...เป็นต้น

  มีคนที่ผมรู้จักคนหนึ่ง แกรวบรวมชาวบ้านได้กลุ่มหนึ่ง มาอยู่รวมกัน ในหมู่บ้าน
มีการปลูกต้นไม้ไว้กินผลแทบทุกประเภท ปลูกผัก ปลูกสมุนไพร เลี้ยงหมูเลี้ยง
เป็ดเลี้ยงไก่
  ที่ต้องซื้อจากภายนอก เห็นจะมีแต่ข้าวกับน้ำปลา เขาก็เอาผัก ผลไม้
หมูเห็ดเป็ดไก่ไปแลกกับพ่อค้าในตลาด
  ในหมู่บ้านมีวัดไม่ใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำจากบ่อ(ไม่มีประปา) ค่ำลงก็จุดตะเกียง
ตอนเช้าก็ช่วยกันหุงข้าว แล้วก็นำไปถวายพระ หลังจากนั้นก็รับประทานอาหารเช้าร่วมกัน
  จากนั้นก็ไปเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ พรวนดินดายหญ้า ตอนเพลก็ทำกับข้าว
ไปถวายพระ และรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน แล้วก็พักผ่อน
  ตอนสายๆก็ทำงานร่วมกัน แล้วแต่จะตกลงในที่ประชุมกันว่าจะทำอะไร
ช่วงเย็นๆก็ช่วยกันทำอาหารมื้อเย็น
  คนในหมู่บ้านนั้นก็อยู่กันมาอย่างมีความสุข ค่ำลงก็จุดตะเกียงสวดมนต์ทำวัตรเย็น
และก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ข่าวสารบ้านเมือง ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน
  พวกผู้ชายก็เตรียมออกเรือหากุ้งหอยปูปลา
  ชาวบ้านที่นั่นมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ 
  มีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงแจ่มใสกันทั่วหน้า
           น่าอิจฉาคนที่นั่นเสียจริงๆ

ขนาดเอาเงินที่กู้ได้ 1-2 หมื่นไปลงทุนประกอบอาชีพยังเจ๊งเลยครับ
อย่าว่าแต่เอาไปซื้อมือถือหรือมอเตอร์ไซด์ซึ่งกองทุนขาดระบบควบคุม
การนำเงินกู้ไปใช้ประโยชน์

หมู่บ้านคนรู้จักของลุงถึกฯ น่าจะเข้าข่ายหมู่บ้านตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ตอนนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศนะครับ คนเมืองทั้งหลายก็อิจฉาคนที่นั่น
กันทั้งนั้นแหละครับ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #39 เมื่อ: 12-07-2007, 01:13 »

จริง ๆ เรื่อง การอัดเม็ดเงินเข้าไปเป็น "กองทุน" ในหมู่บ้านไม่ใช่เรืองน่ารังเกียจอะไร

เพียงแต่ ทักษิณ หรือ มันสมอง ทรท. "โง่" หรือ แกล้งโง่ ก็ไม่รู้
ที่พยายามจะไม่เข้าใจ วิธีจัดการ บริหาร "ทุน"
นอกเสียจาก โหมคำพูดว่า นี่นะ เงิน มันคือ เงิน เงินสด ๆ มากู้ยืมเอาไปต่อยอดทำธุรกิจเร็ว ๆ

ผมว่า ถ้าพูดเรื่อง "ทุน" คนที่อธิบายได้ชัดเจน แจ่มแจ้งที่สุด ก็คือ คาร์ล มาร์กซ์
เวลาผ่านมาเป็นร้อย ๆ ปี
ไม่เห็นมีใคร ให้คำจำกัดความเรื่อง "ทุน" ได้ดีไปกว่า มาร์กซ์เลย
แม้แต่ พวกเจ้าทฤษฎี แคปิตัลลิสม์ ต่าง ๆ ก็เห็นแต่มาต่อยอดจาก แก่น ของ มาร์กซ์ กันทั้งนั้น

แสดงว่า มันสมอง ทรท. ที่ส่วนใหญ่(เคย)ศรัทธาระบอบสังคมนิยม
ถึงขั้นเอาทฤษฎี "รัฐสวัสดิการ" ไปเร่ขายตามพรรคการเมืองต่าง ๆ
จนสุดท้าย มา "ฝนตกขี้หมูไหล" ลงตัวที่ ทรท.
ไม่ได้รู้ถึงแก่นแท้ของ "ทุน" ตามความหมายของทฤษฎีมาร์กซ์ เลย

เสียดายเวลา ที่หนีเข้าป่าไปให้ยุงกัดเล่น ชะมัด

ถ้าจะมีส่วนที่น่ารังเกียจก็คือวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมครับ

ส่วนเรื่องการบริหารจัดการทุน จะเป็นว่า "แกล้งโง่" หรือ "ไม่สน" ก็เป็นได้ทั้งนั้น

ความจริงแล้วการประเมินกันก่อนหน้านั้น หมู่บ้านที่มีศักยภาพจะสามารถบริหารกองทุน
มีแค่ประมาณหมื่นกว่าแห่ง ซึ่งมีรากฐานสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์
ที่เข้มแข็งพอจะรองรับกองทุนได้

แต่พอออกมาเป็นโครงการจริง เล่นใช้วิธีปูพรมทั่วไปหมดทุกหมู่บ้านๆ ละเท่าๆ กัน
โดยอธิบายอะไรในเรื่องความเหมาะสมไม่ได้เลยว่าทำไมทุกหมู่บ้านถึงได้เท่าๆ กัน
ทั้งที่แต่ละหมู่บ้านมีจำนวนคนต่างกัน พื้นฐานต่างกัน ความจำเป็นต่างกัน

..และที่สำคัญ "ความพร้อม" ต่างกันมหาศาล..

ในขณะที่จำนวนเงินกู้ก็เล็กน้อยมากเพียง 1-2 หมื่นบาท มีการประเมินผลว่าผู้ที่ประสบ-
ความสำเร็จหลังจากกู้เงินกองทุนหมู่บ้านล้วนแต่มีแหล่งเงินกู้อื่นสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งนั้น
ส่วนรายที่กู้จากกองทุนหมู่บ้านอย่างเดียวไปไม่รอด เช่นจะไปลงทุนเลี้ยงหมู ปรากฎว่า
แค่จ่ายค่าอุปกรณ์เลี้ยงหมูเงินก็หมดเสียแล้ว ซื้อหมูได้ตัวเดียวหรือเหลือไม่พอซื้อสักตัวก็มี

โมเดลของทักษิณที่ว่า "เป็นหนี้ก่อนแล้วถึงจะรวย" ขนาดตัวทักษิณเองยังเคยพลาดท่า
เป็นหนี้สินขึ้นโรงขึ้นศาลมาแล้ว ทั้งที่ก็มีเส้นสายไม่ใช่น้อย 

แล้วชาวบ้านที่ กู้เงินก่อนแล้วค่อยไปวัดฝีมือ(และวัดดวง)กันดาบหน้า..จะไปเหลืออะไร?

---

แนวทางที่ชัวร์ที่สุดก็คือสอนชาวบ้านให้ ไม่ต้องใช้เงินลงทุน หรือใช้ให้น้อยที่สุด ครับ
เพราะปกติชาวบ้านไม่ค่อยมีค่าใช้จ่ายอะไรอยู่แล้ว ถ้าไม่ต้องไปจมอยู่กับเงินลงทุน
เพื่อทำการเกษตร ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเมล็ดพันธุ์-พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ค่าเชื้อเพลิง อะไรต่างๆ
เงินที่ได้มาเอาไปตัดใช้หนี้ไม่นานก็หมดหนี้สินกันทั้งนั้น แต่ถ้ายังจมอยู่กับวงจรลงทุน
แล้วไปเจ๊งตอนขายผลผลิต ก็หมดตัวเป็นหนี้เป็นสินไปทั้งชาติ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-07-2007, 01:16 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #40 เมื่อ: 12-07-2007, 01:21 »

ปัญหาแบบที่กล่าวมาทั้งสิ้นนั้น น่าจะเป็นปัญหาหญ้าปากคอก ของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

คือ การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ผลผลิตที่ได้กับต้นทุนการขนส่งถึงมือผู้บริโภคต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง

ขาดองค์ความรู้จากภาครัฐ เรื่องการแปรรูปและการถนอมอาหารในรูปอื่นๆ ในกรณีที่วัตถุดิบหรือผลิตผลล้นตลาด

คนไทยถนัดแก้ปัญหาด้วยวิธี วัวหายแล้วค่อยล้อมคอกมากกว่าการแก้ปัญหาให้ภาคเกษตรอย่างจริงจัง และจริงใจ

แทบไม่เคยเห็นว่าเกิดขึ้นในรัฐบาลใดเลย เท่าที่เคยมีมา เป็นเพียงแค่นโยบายสวยหรู เพื่อเพียงหวังคะแนนเสียง

จากรากฐานที่พึงหวังในเวลาที่ต้องการเท่านั้น หากปล่อยสิ่งเหล่านี้ให้เกิดต่อไปรัฐบาลไหนที่จะอวตารมาแบบ

หวังผลทางการเมืองเพียงชั่วคราว ก็ย่อมอยู่ไม่ได้ หากเกษตรที่เป็นรากฐานของประเทศ ต้องประสบกับความยากจน

และต้องฝากความหวังไว้กับนักการเมืองที่ปลิ้นปล้อน หวังเพียงแค่ได้เข้ามาชูคอในสภาฯ

ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า โดยปราศจากจิตสำนึก เมื่อนั้น ความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้คงต้องตกอยู่กับคนไทยทุกคน

ที่ต้องรับภาระหน้าที่ชำระเงินกู้จากต่างประเทศ ในรูปของการเอาเนื้อหนูมาปะเนื้อช้างอย่างแน่นอน
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #41 เมื่อ: 12-07-2007, 01:29 »

ทุนที่แท้จริงของชุมชน คือ "องค์ความรู้" ที่สะสมกันมานานหลายร้อยหลายพันปี

การเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับโลกอย่างไม่เบียดเบียนกัน มีวัด มีครู มีผู้เฒ่าผู้แก่

เมื่อวานผมเจอกับ เจ้าของตลาดกลางผลิตผลทางการเษตร ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด

จากที่ต้องจ้างขนขยะ ไปทิ้งให้เทศบาล เค้าหันมาจับเอาขยะ ทำปุ๋ย อีเอ็ม ( โบกาชิ )

ขยะที่ขายได้พวกกระป๋อง ถุงพลาสติค ให้คนมาแยกเก็บขาย

ที่เหลือจึงเป็นเศษขยะของพืชผักทางการเกษตรจริง ๆ

หมักทำอีเอ็ม ( โบกาชิ )  ราดในร่องน้ำ ตอนนี้ หมดกลิ่นเหม็นในตลาด

ปุ๋ยที่เหลือ ก็ทำเป็น "ปุ๋ยนา" กองใหญ่หลายร้อยตัน

ถ้านำไปผสมกับดิน และ วัสดุอื่น ๆ พัฒนาเป็นปุ๋ยอัดเม็ดสะดวกแก่การใช้

ผมแนะนำให้บรรจุถุงขายชาวนาราคาถูก กำลังหาความคุ้มค่าอยู่ครับ

รอบ ๆ ตลาด ที่อยู่เลี่ยงเมือง ทำให้นาที่อยู่ใกล้ ๆ พลอยได้รับปุ๋ยนาไปโดยปริยาย

เหมือนมีบ่อบำบัดน้ำเสีย แถมปุ๋ยยังไงยังงั้น

ถ้าพวกโรงงาน หรือนายทุนใหญ่ คิดได้แบบนี้ สิ่งแวดล้อมคงดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

เราตัวเล็ก ก็ทำแบบเล็กๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ

ชักนำแนวทางการผลิตที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม

ทำที่ตัวเราก่อน แล้วค่อยขยายไปสู่สังคม


ไอเดียเขาเข้าท่านะครับ น่าจะขยายไปทำในตลาดต่างๆ ทั่วประเทศที่พร้อมจะทำได้
ลุงแคนส่งให้คอลัมนิสต์ต่างๆ เอาไปเขียนลงหนังสือพิมพ์ดีไหมครับ 

เรื่องไอเดียต่างๆ ทางการเกษตรพวกนี้น่าจะเอามารวมทำเป็นเว็บเหมือนกันนะครับ

อย่างผมเคยคุยกับคนขับรถแท็กซี่คนนึงเขาเล่าว่า คิดอยากขุดบ่อน้ำไว้เลี้ยงปลาและเก็บน้ำไว้ใช้
แต่ไม่มีเงินจ้างคนมาขุดแล้วเขาเกิดไอเดียขึ้นมาว่าถ้าอย่างนั้นก็ขายหน้าดินมันเสียเลย โดยกำหนด
ตำแหน่งให้คนซื้อหน้าดินมาขุดหน้าดินตามแปลนบ่อน้ำที่จะทำ

ตกลงเลยได้บ่อน้ำสมใจแถมได้เงินค่าหน้าดิน เอาไปซื้อพันธุ์ปลาอีกต่างหาก 
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #42 เมื่อ: 12-07-2007, 01:43 »

อ่านกระทู้นี้แล้ว มีความรู้สึกจริงๆครับว่าเรากำลังอยู่ในประเทศของเรา ประเทศที่ชื่อว่า ไทย..

ถ้าคุณ suppachaet สนใจลองไปดูตามลิงค์นี้นะครับว่าประเทศของเราตอนนี้มีโครงการอะไร
ที่เกี่ยวเนื่องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบ้าง

http://www.sedb.org/map1.html

เป็นเว็บของโครงการแผนงานพัฒนาวิชาการและส่งเสริมการวิจัยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยครับ ยังมีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์นักแต่ก็ทำให้พอมองเห็นภาพ
โดยรวมว่าประเทศไทยเรามีพื้นฐานปัจจุบันเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงอยู่พอสมควร

ถ้าลองไปดูที่หน้าแรกของเว็บจะเป็นการรวมรวมข้อมูลสรุปของโครงการต่างๆ ทั่วประเทศครับ

http://www.sedb.org/index.asp

บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #43 เมื่อ: 12-07-2007, 01:51 »

ความสุขคือความพอเพียง

ถ้าทำให้ประชาชนรู้สึกพอเพียง และ มีเพียงพอ

เป้าหมายการพัฒนาประเทศให้ประชาชนมีความสุขก็อยู่ไม่ใกล

หลายปีที่ผ่านมา เราลืม "พัฒนาสังคม" จริง ๆ ครับ

พวกเราหลงระเริงไปกับมหาเศรษฐี

เห็นคนอื่นมีเงิน เราก็พลอยดีใจ ตื่นเต้นกับคนหาเงินเก่ง

ลืมความทุกข์ของตัวเอง เหมือนอ่านนิยายประโลมโลกย์

"เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง"

ย้อนยุคกลับมาหาตัวตนของตนเองดีกว่า


ประโยคที่ว่า "เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง" ทำให้ผมนึกไปถึง
พวกเกษตรกรที่คิดหวังจะร่ำรวยโดยหลงไปกับกระแสการเกษตร "สมัยใหม่"
ปลูกพืชแบบอัดปุ่ยอัดยาฆ่าแมลงเยอะๆ ให้งอกงามดี สุดท้ายแม้แต่ตัวเอง
ก็ไม่กล้ากินผลผลิตที่ตัวเองปลูก เพราะรู้เต็มอกว่าที่ดินของตัวเองถูกทำลาย
กลายเป็นพิษไปหมดแล้ว

..ถ้าย้อนเวลากลับได้พวกเขาคงไม่ทำลายแหล่ง "ข้าวปลา" ของตัวเอง..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-07-2007, 15:56 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 12-07-2007, 06:56 »

ที่จริงไอเดียพวกนี้ ก็พวกทหารในโครงการป่าดงนาทาม ( มทบ. 6 ) มาสอนให้ทำ "EM" ครับ

พวกทหารมาถ่ายทำสารคดี หลายครั้งแล้ว นำไปเผยแพร่-อบรมจังหวัดอื่น

แถว ๆ บ้านผม นิยมทำ EM แต่หากากน้ำตาลไม่ค่อยได้

ทหารที่อุบลเป็นแหล่งเผยแพร่ แนวทางเกษตรอินทรีย์ ทำมาหลายปีแล้วครับ ( เกือบ ๆ 20 ปีแล้วมั๊ง )

เกษตกรที่มีกำลังก็ทำ "โบกาชิ" บรรจุขวดจำหน่ายราคาถูก ๆ ( ขวดแม่โขง 10 บาท )

แต่ก็อย่างที่บอก ชาวบ้านมีความเชื่อว่า "ของถูกมักไม่ดี" เป็นทัศนะแบบคนเมือง

คนทำขายตั้งราคาสูง โฆษณาเก่ง ๆ ก็เลยสบายไป อิ อิ

พวกขายหน้าดิน มีมานานแล้วครับ ได้สระน้ำฟรี ๆ ก็มีบ้าง แต่นาน ๆ ถึงจะได้

เพราะคนที่จะมาขุดมีหลายพวก เช่นพวกทำถนน พวกนี้จะขอดินฟรี ๆ

อีกพวกก็มีรถแบ็คโฮ หางานให้ลูกน้อง ต้องตระเวณขายดินก่อน ( สำหรับเอาไปถมที่ )

หากมีคนซื้อดินถมที่แล้ว ค่อยไปหาดิน

ช่วงนี้น้ำมันแพง ค่าแรงค่าเครื่องจักรก็สูงครับ
บันทึกการเข้า

Bo.
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 106



เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 12-07-2007, 07:52 »

แฮ่
ไม่ได้มีความรู้อะไรกับเขาหรอกค่ะ
แต่ขอมาแจมว่า
พ่อแม่ที่บ้าน
หลังจากเกษียร
ก็ทำไร่ทำสวน
ตามทฤษฎีพอเพียง แป๊ะเลย
ชื่อ ไร่-สวน พอเพียง
ปลูกพืชผัก ผลไม้ ขุดบ่อเลี้ยงปลา
ปริมาณของพืชผักพอประมาณ ที่สามารถดูแลเองได้
ไม่ได้ใช้สารเคมีอะไร
มีการหมัก EM เองด้วย
เอาไว้กินเอง ที่เหลือก็ขาย
พออยู่ได้
ตอนนี้เลยไม่ได้ซื้อผัก ผลไม้ที่ตลาดเลย
ปลูกเองกินเอง
สบายใจในการกินมากค่ะ
บันทึกการเข้า

You can't walk no line.
ภูดิน
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 232


Where the mind is freedom


« ตอบ #46 เมื่อ: 12-07-2007, 09:57 »

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว  ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง

อิอิ 

บันทึกการเข้า

The silkworm  weaves  its  cocoon  and  stays  inside, therefore  it is  imprisoned;
the  spider  weaves  its  web  and  stays  outsides, therefore  it  is  free. (chinese proverb)

ตัวไหมชักใยไหม  แล้วอยู่ในรังไข่  จึงถูกจองจำ
แมงมุมชักใยแล้วอยู่ภายนอก  จึงเป็นอิสระ
(กรุณา กุศลาสัย ..."คำคมบ่มชีวิต")
paper punch
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 672



« ตอบ #47 เมื่อ: 12-07-2007, 13:04 »

ขอบคุณคุณ jerasak มากๆครับ ผมได้เข้าไปดูบ้างแล้วแต่ยังไม่หมด ไปดูจังหวัดเชียงใหม่ที่ผมอยู่ เห็นหลายโครงการอยู่ที่ อ.ดอยสะเก็ดบ้านผม รู้สึกดีมากๆเลย คงเป็นเพราะอยู่ใกล้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยห้องใคร้ ซึ่งที่นี่กำลังจะมีงานนิทรรศการ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเฉลิมฉลองพระชนม์พรรษาครบ 80 ปี น่าเขกกระโหลกตัวเองจริงๆ ผมจำชื่องานที่ถูกต้องไม่ได้ ท่านใดพอทราบกรุณาช่วยหน่อยครับ รู้สึกจะมีตั้งแต่วันนี้( 11 ก.ค. )ครับ พรุ่งนี้ผมว่าจะไปแล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ
บันทึกการเข้า

LOVE CHANGES EVERYTHING...
bgn
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 87


« ตอบ #48 เมื่อ: 12-07-2007, 13:26 »



แถว ๆ บ้านผม นิยมทำ EM แต่หากากน้ำตาลไม่ค่อยได้



ชาวบ้านที่ผมรู้จักใช้น้ำตาลทรายแทนถูกกว่ากากน้ำตาลว่างั้น
บันทึกการเข้า
paper punch
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 672



« ตอบ #49 เมื่อ: 12-07-2007, 13:40 »

แฮะ แฮะ ผมรีบพิมพ์ไปหน่อย ผิดเลยครับ ขอแก้คำผิดครับ ที่ถูกคือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ครับ
บันทึกการเข้า

LOVE CHANGES EVERYTHING...
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: