ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
10-12-2019, 10:35
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  นิมนต์กลับวัดเถอะหลวงพี่! 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
นิมนต์กลับวัดเถอะหลวงพี่!  (อ่าน 610 ครั้ง)
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« เมื่อ: 22-06-2007, 15:41 »

เห็นข่าวพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่ไปชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาและเป็นอันอาพาธจนต้องหามส่งโรงพยาบาลรูปแล้ว รูปเล่าก็รู้สึกเห็นใจ และรู้สึกสมเพชเวทนาไปพร้อมกันว่าไฉน คนที่อ้างตนเป็นพุทธบุตรจึงเสีย ไปซึ่งสมณะสารูปจนเป็นที่สมเพชเวทนา ได้ถึงปานนี้
       
       ภาพลักษณ์ที่ถูกหามส่งโรงพยาบาลและภาพลักษณ์การชุมนุมประท้วงล้วนไม่ได้เป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนาแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียและกระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนาทั้งนั้น
       
       เป็นเรื่องที่ทำให้พุทธบริษัททั้งหลายอับอายขายหน้าที่คนห่มผ้าเหลืองไม่ยึดมั่นในพระธรรมวินัย สูญเสียศีลสังวร จนกระทั่งกลายเป็นลักษณะพิกลพิการดังที่เห็นๆ กันอยู่
       
       พระสงฆ์กลุ่มนี้ไม่ใช่พระสงฆ์หน้าใหม่ที่ไหน แต่เป็นคณะเดิมเจ้าเดิมและเป็นเจ้าเก่าที่ก่อการชุมนุมประท้วงในเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดมาโดยลำดับ จนเห็นหน้าก็จำได้ ได้ยินเสียงก็จำได้ ถึงเห็นข้างหลังแต่ดูท่าเยื้องกรายก็ยังจำได้
       
       พระสงฆ์กลุ่มนี้ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา แต่ปรากฏการณ์ที่ผ่านมานั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของพระสมเด็จบางรูปที่เป็น อาจารย์ใหญ่ของอำนาจเก่า
       
       การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์กลุ่มนี้มีลักษณะข่มขู่กดดันบังคับและเคลื่อนไหวในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์หรือการเมืองเป็นสำคัญตลอดมา
       
       ไม่เคยปรากฏว่าพระสงฆ์กลุ่มนี้บรรลุภูมิธรรมขั้นไหนในพระพุทธศาสนา ไม่เคยปรากฏถึงความเด่นชัดในความบริสุทธิ์ของศีลและในความแม่นยำของหลักธรรมคำสอน ที่สำคัญคือไม่เคยปรากฏผลงานในด้านการประกาศพระธรรมวินัยให้เป็นประโยชน์สุขแก่ชาวโลกตามคำสั่งสอน ของพระบรมศาสดา
       
       คราวนี้พระสงฆ์กลุ่มนี้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสภาร่างรัฐธรรมนูญให้บัญญัติว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ในรัฐธรรมนูญ
       
       พร้อมข่มขู่กดดันนานาประการ และทำการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักครึกโครมจนเสียสมณะสารูป ดังเช่นกรณีขี่ช้างเข้ามาชุมนุมประท้วง เป็นต้น
       
       พระสงฆ์พวกนี้ทำการใดก็อ้างว่าปฏิบัติธรรม พูดคำหนึ่งก็สวดมนต์ไปบทหนึ่ง ล่าสุดก็ประท้วงโดยการอดอาหาร อดน้ำ แล้วลงไปนอนในโลงศพ อ้างว่าเป็นแบบอย่างการปฏิบัติธรรมขั้นอุกฤษฏ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
       
       อนิจจา การกระทำที่ว่านี้ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นการกระทำที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิติเตียนอย่างรุนแรงมาตลอดโพธิกาล
       
       ในการแสดงปฐมเทศนา พระบรมศาสดาก็ตำหนิเรื่องแบบนี้เป็นปฐมบท โดยทรงตรัสว่าที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ ไม่ควรข้องแวะ ไม่ควรเกี่ยวข้อง ไม่ควรประพฤติปฏิบัติคืออัตตกิลมัตถานุโยค คือการทรมานตนด้วยประการต่างๆ อย่างหนึ่ง และกามสุขัลลิกานุโยค คือการประพฤติตนหมกมุ่นอยู่ในกามอีกอย่างหนึ่ง
       
       การอดข้าว อดน้ำ และลงไปนอนในโลงศพเช่นนี้เป็นอาการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นเดรัจฉานกริยา การพูดจาข่มขู่คุกคามด้วยเรื่องดังกล่าวเป็นอาการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นเดรัจฉานกถา คือเป็นกริยาหรือคำพูดของพวกเดรัจฉานที่ขาดปัญญา ไม่ใช่หนทางหรือวิถีทางในพระพุทธศาสนาอันผู้เป็นพุทธบุตรพึงปฏิบัติเลย
       
       ดังนี้จึงกล่าวว่าการประท้วงด้วยการอดข้าว อดน้ำ และลงไปนอนในโลงศพไม่ใช่การปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นพฤติกรรมของพวกเดียรถีย์ ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้วก็จะมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต เพราะทรงถือว่าเป็นพวกนอกศาสนาแอบแฝงเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา
       
       บรรดาบริษัททั้งหลายในพระพุทธศาสนานั้น คือผู้ศึกษาปฏิบัติในเรื่องของทุกข์และความดับทุกข์ เป็นการศึกษาปฏิบัติเพื่อการปล่อยปละละวาง เพื่อการกำจัดกิเลส เพื่อการถึงที่สุดแห่งทุกข์ นั่นคือการทำพระนิพพานให้แจ้ง
       
       ไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติเพื่อการเรียกร้องเอาอย่างโน้นเอาอย่างนี้ โดยเฉพาะการเรียกร้องหรือการประพฤติปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นเดรัจฉานกถาหรือเดรัจฉานกริยานั้น
       
       การที่พระสงฆ์กลุ่มนี้มาประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าเป็นเดรัจฉานกถา เป็นเดรัจฉานกริยา ซึ่งเป็นสิ่งทรงห้าม ทรงตำหนิติเตียน และเป็นเรื่องของพวกเดียรถีย์นอกศาสนา แล้วมาแอบอ้างประกาศต่อคนทั้งหลายทั้งปวงว่านี่คือแบบอย่างการประพฤติปฏิบัติธรรมอันอุกฤษฏ์ในพระพุทธศาสนา จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ชาวโลก
       
       เพราะหากเมื่อใดที่ชาวโลกหลงเชื่อคำประกาศนั้นว่าการข่มขู่คุกคาม การเที่ยวเรียกร้องเอาอย่างโน้นเอาอย่างนี้ การทรมานตนด้วยประการต่าง ๆ เพื่อบังคับใจคนอื่น หรือการอดข้าว อดน้ำ หรือการลงไปนอนในโลงศพว่าเป็นการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาแล้ว ชาวโลกก็จะพาลชิงชังรังเกียจและดูหมิ่นเหยียดหยามพระพุทธศาสนา ตลอดจนพุทธบริษัทอื่น
       
       ในศาสนาคริสต์ พระเจ้าของเขาก็สอนให้มีความรักต่อกัน ดังนั้นการที่ใครไปเรียกร้องกดดันบังคับคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ชาวคริสต์เขาไม่ชอบ เขาดูถูกเหยียดหยาม
       
       ในศาสนาอิสลาม พระเจ้าของเขาก็สอนให้คนทั้งปวงรักสันติ สร้างสันติ เพื่อความสันติ ดังนั้นการที่ใครไปกดดันข่มขู่บังคับใจคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ชาวมุสลิมเขาไม่ชอบ เขาดูถูกเหยียดหยาม
       
       ในศาสนาฮินดู พระเจ้าของเขาก็สอนให้คนทั้งปวงรักความสงบสุข และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของคนอื่น ตลอดจนสังคมและประเทศชาติ การที่ใครไปกดดันข่มขู่บังคับใจคนอื่น จึงเป็นเรื่องที่ชาวฮินดูเขาไม่ชอบ เขาดูถูกเหยียดหยาม
       
       บรรดาชาวจีนที่นับถือลัทธิขงจื๊อ เขาก็ยึดมั่นในความกตัญญูรู้คุณชาวบ้าน กินข้าวชาวบ้านแล้วก็ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน ไม่ใช่เรียกร้องกดดันบังคับเอากับชาวบ้าน
       
       ดังนั้นการชุมนุมประท้วง การกดดันบังคับด้วยประการต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องฝ่ายต่ำ เป็นเรื่องที่ถูกชิงชังรังเกียจจากชาวโลกไม่ว่าลัทธิศาสนาไหน ๆ
       
       การชุมนุมประท้วง การกดดันบังคับด้วยประการต่าง ๆ ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา แต่เป็นเรื่องที่พระพุทธศาสนาเรียกว่าเดรัจฉานกถาหรือเดรัจฉานกริยาที่พระพุทธองค์ทรงประณามและ ทรงห้ามมาแต่โพธิกาลแล้ว
       
       ดังนั้นเมื่อพระสงฆ์กลุ่มนี้มาประพฤติปฏิบัตินอกลู่นอกทาง จึงเป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมและองค์กรต่างๆ ที่รับผิดชอบในการปกป้องคุ้มครองพระศาสนา ที่ต้องหาทางแก้ไขกำจัดปัดเป่าเรื่องร้ายเหล่านี้ให้สร่างคลายหายไปให้จงได้
       
       เถรหรือมหาเถรรูปใดหากไปแสดงท่าทีเห็นด้วยกับการประพฤติที่เป็นลักษณะของเดียรถีย์ ย่อมเป็นการทรยศต่อพระธรรมวินัยที่พระบรมศาสดาทรงตรัสสอน และเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรงด้วย
       
       เรื่องของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องผลประโยชน์ เป็นเรื่องของคฤหัสถ์ที่เขาจะต้องพิจารณาว่ากล่าวกันตามเหตุตามผล ไม่ใช่หน้าที่ของบรรพชิตหรือผู้เป็นสมณะแต่ประการใดเลย
       
       นิมนต์กลับวัดเถอะพระคุณเจ้า ขออาราธนาว่าจงกลับไปศึกษาพระธรรมวินัยในสมเด็จพระบรมศาสดา จงประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ อันงดงาม อันสมบูรณ์ครบถ้วนเพื่อบรรลุถึงมรรคผลนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาจะดีกว่าแน่.
-----------------------------------------------------------------------------
ที่มา http://www.manager.co.th/lite/ViewNews.aspx?NewsID=9500000072157
-----------------------------------------------------------------------------

อันนี้รู้สึกว่าจะเขียนได้ตรงกับความคิดของผมมาก ส่วนที่บอกว่า เป็นพระที่อยู่ในสายใครนั้น อันนี้ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่า การกระทำของพระกลุ่มนั้น ไม่เหมาะสมกับสมณะเพศ ครับ
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
หน้า: [1]
    กระโดดไป: