ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
12-12-2019, 11:06
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  "เธอ" ควรได้รับความกรุณา ผ่อนผันจากคณะกรรมการ คตส. ? 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
"เธอ" ควรได้รับความกรุณา ผ่อนผันจากคณะกรรมการ คตส. ?  (อ่าน 1486 ครั้ง)
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« เมื่อ: 19-06-2007, 16:54 »

'คุณหญิงพจมาน'ไม่ยืนยันให้ปากคำอนุสอบหุ้นชิน คตส.วันนี้
 
19 มิถุนายน พ.ศ. 2550 09:25:00
 
 
คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
 
"หญิงอ้อ"ยังไม่ให้คำยืนยันเข้ามาให้ปากคำอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ คตส. วันนี้ หลังเลื่อนนัด 3 ครั้ง แถมมีข่าวหลบมรสุมการเมือง บินไปพักผ่อนตปท.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในวันนี้(19มิ.ย.) เวลา 10.00 น.คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทาง มาให้ข้อมูลกับอนุกรรมการตรวจสอบหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ชินคอร์ป) ชุดที่มี นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ เป็นประธาน

ล่าสุด ทางคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือปฏิเสธจาก คุณหญิงพจมาน ว่าจะเดินทางมาพบ คตส.หรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ขอเลื่อนนัดมาแล้วถึง 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์ ระบุว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไปยัง นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการ คุณหญิงพจมาน ซึ่งก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะเดินทางมาตามที่นัดหมายไว้หรือไม่

ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณก็ปฏิเสธว่า ไม่ทราบในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน  

ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์กันว่า คุณหญิงพจมาน อาจจะไม่เดินทางมายัง คตส.ในวันนี้ เนื่องจากมีกระแสข่าว ว่าได้เดินทางไปต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการดำเนินการพิสูจน์ทรัพย์สินเพื่อการเพิกถอนการอายัดทรัพย์ ชุดที่มี นายอำนวย ธันธรา เป็นประธาน ก็จะมีการประชุมนัดแรก ในเวลา 13.00 น. ของวันนี้ด้วย
 

 http://www.bangkokbiznews.com/2007/06/19/WW10_WW10_news.php?newsid=79625
 
  

หลังจากได้รับเลื่อนครั้งล่าสุด
เธอได้เดินทางกลับจากต่างประเทศ แล้วไปเชียงใหม่
คราวนี้ขอเลื่อนอีก ก่อนจะเดินทางไปต่างประเทศ 2-3 วัน....
โดยไม่สนใจคำทักท้วงของคณะกรรมการฯ

คณะกรรมการฯ ควรจะพิจารณาว่าเธอควรจะได้รับ
ความกรุณาของคณะกรรมการต่อไปหรือไม่ Question





บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
อมพระมาพูด
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 918


สนิมเกิดแต่เนื้อในตน


« ตอบ #1 เมื่อ: 19-06-2007, 16:59 »

"เธอ" ไม่สบาย เป็นโรคบ้านหมุน เวียนหัว หัวใจสั่น นอนพักที่โรงพยาบาล ราฟเฟิล สิงคโปโตก  เค้าว่ายังงั้นอ้ะ คับ 
บันทึกการเข้า

พึงทำความเพียรในวันนี้ ใครเล่าจะรู้วันตายในวันพรุ่ง
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #2 เมื่อ: 19-06-2007, 17:03 »

ว่ากันตามหลัก
ครั้งแรกอ้างติดธุระได้
ครั้งที่สองอ้างเหตุสุดวิสัยได้
ครั้งที่สาม ทั้งๆที่รู้ว่าต้องไป ได้้่โอกาสมาแล้วสองครั้ง ย่อมสมควรต้องมาชี้แจง

นี่ จงใจอย่างชัดแจ้ง ทั้งๆที่ใกล้กำหนด ยังเดินทางไปพักผ่อน
แทนที่จะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการชี้แจง
ย่อมหมายความว่าจะหนี จะไปเสียเวลารออีกทำไม
บันทึกการเข้า
ใบไม้ทะเล
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,321


In politics stupidity is not a handicap


« ตอบ #3 เมื่อ: 19-06-2007, 17:44 »

อ่านข่าว บอกว่า "เธอ" ผู้นั้น "ใจสั่น" 
บันทึกการเข้า

立てばしゃくやく、座ればぼたん、歩く姿はゆりの花
justy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,250



« ตอบ #4 เมื่อ: 19-06-2007, 18:25 »

เธอเป็นโรค"วันละโรค"ค่ะ

ล้างคุกรอทั้งผัวทั้งเมียได้เลย

บันทึกการเข้า

พรรคไทยรักไทยมิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังแสดงถึงการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไปก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง ควรต้องสร้างความยั่งยืนให้แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมั่นคงกับหลักการที่ว่า กฎหมายต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นข้อบ่งชี้ด้วยว่า พรรคไทยรักไทย มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้าดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นอกเหนือจากครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตลอดจนบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องที่หาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรคให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่า เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบหรือบริหารราชการแผ่นดินโดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อ
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #5 เมื่อ: 19-06-2007, 18:27 »

คตส. เชิญมาให้ปากคำ - เวียนศรีษะ ใจสั่น มีใบรับรองแพทย์ เอ้า...เลื่อนไป

ศาลออกหมายจับ - หัวใจวายตาย มีใบรับรองแพทย์  เอ้า...เลื่อนไป

 


บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #6 เมื่อ: 19-06-2007, 18:28 »

พยานเปิดกลโกง! มัด “หญิงอ้อและพวก” เลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ  
 
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 18 มิถุนายน 2550 13:11 น.
 
 
 
  “ เจ้าหน้าที่ บลจ.ภัทร” เบิกความพยานโจทก์ปากแรกคดี “หญิงอ้อ” กับพวก เลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ เผย พิรุธ กลุ่มจำเลยเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ใช้ชื่อเครือญาติ-สาวใช้ ก่อนดำเนินการซื้อขายหุ้นชินมูลค่า 741 ล้านบาท
      
       วันนี้ (18 มิ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ศาลนั่งบัลลังก์สืบพยานโจทก์ปากแรก ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 ที่ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ฟ้อง นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อายุ 58 ปี อดีตประธานกรรมการบริหารชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พี่ชายต่างมารดาคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อายุ 50 ปี ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน อายุ 50 ปี เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้น 738 ล้านบาท และภาษีที่หลีกเลี่ยงจำนวน 546 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบายอันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37(1)(2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91
      
       โดยในวันนี้ โจทก์มี นายสุวิทย์ มาไพศาลศิลป์ เจ้าหน้าที่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นพยานเบิกความว่า นายบรรณพจน์ จำเลยที่ 1 และ น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี คนรับใช้ของคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 มาขอเปิดบัญชีการซื้อขายหลักทรัพย์ไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ภัทร โดย น.ส.ดวงตา มาขอเปิดไว้ในวันที่ 1 ก.พ.2533 จากนั้นได้มอบอำนาจให้นางกาญจนาภา หงษ์เหิน จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจในการซื้อขายหลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 1 เปิดบัญชีไว้วันที่ 22 เม.ย.2534 จากนั้นในปี 2540  จำเลยที่ 1 ต้องการซื้อหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้นของกลุ่มชินวัตร ที่มี น.ส.ดวงตา เป็นผู้ครอบครอง มูลค่าหุ้นประมาณ 741 ล้านบาท โดยให้ตนในฐานะผู้ดูแลบัญชีหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการทำใบสรุปการซื้อหุ้นส่งให้จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อ และใบยืนยันการขายหุ้นส่งให้ น.ส.ดวงตา ผู้ขาย หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าหุ้นโดยการสั่งจ่ายเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน ลงวันที่ 12 พ.ย.2540 จำนวน 741 ล้านบาท ซึ่งเจ้าของเช็คเป็นชื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้บริษัท จากนั้นบริษัทได้สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมลงวันที่ 12 พ.ย.2540 ผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนวิทยุ ระบุชื่อ น.ส.ดวงตา เป็นจำนวน 734 ล้านบาท หลังจากหักค่านายหน้าแล้ว
      
       นายสุวิทย์ เบิกความต่อว่า ปัจจุบันบัญชีการซื้อขายหลักทรัพย์ของ น.ส.ดวงตา ได้ปิดไปแล้ว ส่วนบัญชีการซื้อขายหลักทรัพย์ของนายบรรณพจน์ ยังเปิดอยู่ แต่ไม่มีรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ ตนยืนยันว่า ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยทั้งสาม และ น.ส.ดวงตา มาก่อน การที่ได้รู้จักคุณหญิงพจมาน ก็ได้รู้จักในฐานะเป็นผู้บริหารกลุ่มบริษัทชินวัตรเท่านั้น และตนเคยทำงานร่วมกับ นายวันชัย หงษ์เหิน สามีจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงได้รู้จักกับกลุ่มจำเลย
      
       ทั้งนี้ การสืบพยานในช่วงบ่ายโจทก์นำเจ้าหน้าที่ของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนวิทยุ ขึ้นเบิกความในประเด็นขั้นตอนการชำระเงินค่าหุ้นดังกล่าว โดยหลังสืบพยานแล้วเสร็จ ศาลนัดสืบพยานโจทก์ปากต่อไปในวันพรุ่งนี้ (19 มิ.ย.)
 
 
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9500000070470
 
 
ตลอดเวลาที่คณะกรรมการ คตส.ชุดต่าง ๆ เสาะหาข้อมูล ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานอ้างอิงต่าง ๆ นั้น จะรู้สึกได้ว่า ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจาก"ผู้เกี่ยวข้อง" ไม่ว่าจะเป็น"ข้าราชการ"หรือ "เอกชน" เปิดเผยเหมือนครั้งนี้......



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-06-2007, 18:33 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #7 เมื่อ: 19-06-2007, 18:38 »



ไม่จาบายยยย 
บันทึกการเข้า
Limmy
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,346


« ตอบ #8 เมื่อ: 19-06-2007, 18:55 »

ขณะนี้กำลังมีความพยายามสุดแรงเกิดจากครอบครัวชินวัตร เพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง ถึงกับจ้างมืออาชีพในด้านกฎหมายระหว่างประเทศมาช่วยตะแบงล๊อบบี้ไปยังรัฐบาลของหลาย ๆ ประเทศครับ

บางประเทศเขา Reject ทันที บางประเทศก็รับจดหมายเอาไว้ตามมารยาท เสร็จแล้วก็ซุก ๆ ไว้ก้นถังขยะ

กลับมาเถอะครับ เมืองไทยเรานี้ แสนดีหนักหนา ข้าวฟรี พักฟรี มีฝึกวิชาชีพให้ ออกมาเมื่อไหร่ มีวิชาติดตัว
บันทึกการเข้า
Solidus
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,381



« ตอบ #9 เมื่อ: 19-06-2007, 23:37 »

เมื่อพิจารณาจากลิ่วล้อที่ท้าให้ฟ้อง จึงเห็นควรว่าไม่ต้องผ่อนผัน จัดตามคำขอ
บันทึกการเข้า
Ja-Ded
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 244


วิธีการรักษาอำนาจไว้ ก็คือการไม่ใช้อำนาจนั้น


« ตอบ #10 เมื่อ: 20-06-2007, 09:20 »

เมื่อพิจารณาจากลิ่วล้อที่ท้าให้ฟ้อง จึงเห็นควรว่าไม่ต้องผ่อนผัน จัดตามคำขอ

แหล่มจิงๆคับ  
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #11 เมื่อ: 20-06-2007, 10:13 »

ใจสั่น...
 
19 มิถุนายน พ.ศ. 2550 14:15:00
 
  นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบคณะอนุคตส.ตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำ อ้างมีอาการปวดศีรษะ ใจสั่น   
http://www.bangkokbiznews.com/2007/06/19/WW10_WW10_news.php?newsid=79721

ถึงผมจะไม่ได้เป็นนายแพทย์......
ผมมีข้อสังเกตุประการหนึ่งคือ คนที่เกี่ยวพันการฉ้อราษฏร์บังหลวง ทุจริตทางนโยบาย หรือ ผลประโยชน์ทับซ้อน มักจะเป็นโรคแปลกปลาดจากคนไทยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่าง ๆ อย่างมาก.....


นอกจากจะเป็นโรค"มะเร็ง"จากมลพิษจากการกินไม่เลือก กินหิน ปูน ทราย และเหล็กแล้ว พวกนี้ยังเป็นทำนองโรค"ลมในหูไม่เท่ากัน" เนื่องจากตะแคงฟัง"ลิ่วล้อ"ที่สอพลอให้"รับประทาน"สัมปทานต่าง ๆ
ยังเป็นโรค"ใจสั่น" เพราะยืนที่โล่งแจ้ง ท่ามกลางสายตาตำหนิติเตียน ก่นด่า สาปแช่ง ถูกลม"คุณธรรม"พัดโชยอยู่ในที่ดินที่ไม่สมควรจะได้เป็นเจ้าของ
....


พวกเขา พวกเธอ เป็นโรคแปลกพิศดาร เพราะ"กรรมบันดาล" หรือเพราะ"อลัชชีแพทย์"จะช่วยเหลือให้"ดื้อด้าน"คำสั่งตุลาการได้โดยง่าย ยากต่อการพิสูจน์หรือไม่...
 

ในขณะที่ชาวต่างชาติให้ความเชื่อความรู้ ความสามารถของแพทย์ไทย และวิทยาการทางการแพทย์ไทย เข้ามารับการรักษาในประเทศปีที่แล้วกว่า 1,500,000 คน มากกว่าที่จะไปรักษาที่สิงกะโปโตก ที่มีเพียง 400,000 คนเท่านั้น

คนไทยที่อ้างว่ามีความรักชาติ รักแผ่นดินมากกว่าคนอื่น ๆ กลับไปรับการรักษาพยาบาลที่สิงกะโปโตก ลดทอนความเชื่อถือการแพทย์ไทยในสายตาชาวต่างชาติบางคน.....

ถ้าเป็นคนอื่นๆ ที่ไม่มีเงินฝากในสิงกะโปโตก จะถูกตำหนิว่าทำให้ไทยเสียดุลการค้า นำเงินออกนอกประเทศอย่างไร้สาระด้วย........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-06-2007, 10:19 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
aoporadio
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 404


« ตอบ #12 เมื่อ: 20-06-2007, 11:02 »

อ้อแอ้ เหนือชั้น สมเป็น นายหญิง

สุริยะ เป็นแค่ โรค วิ๊งบ้านหมุน

อ้อแอ้เกทับ เป็น โรค วิ๊งโลกหมุน

เรื่องซุงแหลนี่ ไม่มีใครยอมกันเลยน๊า....เฮ้อ..
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #13 เมื่อ: 20-06-2007, 23:13 »

พยานโจทก์ยันอธิบดีสรรพากรกับพวก เอื้อ'ชินวัตร'เลี่ยงภาษีหุ้นชิน
 
20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 15:17:00
 
ผอ.ตรวจสอบภาษีสรรพากร เบิกความพยานโจทก์ ชี้ "บรรณพจน์" แจ้งหมกเม็ดอ้างรับหุ้นปูนบำเหน็จ ไม่ต้องชำระภาษี ส่วน"ฝ่ายวินัยสรรพากร"ซัดเหตุไล่ออกอดีต อ.กรมสรรพการ กับพวก 5ราย พบเอื้อเลี่ยงภาษีชัดเจน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาเษก ศาลสืบพยานโจทก์ ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อายุ 58 ปี อดีตประธานกรรมการบริหารชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) พี่ชายต่างมารดาคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อายุ 50 ปี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน อายุ 50 ปี เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน

เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้น 738 ล้านบาท และภาษีที่หลีกเลี่ยงจำนวนกว่า 546 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบายอันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37(1)(2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91


โดยในวันนี้ โจทก์มี น.ส.ชลิตา เตชะเสน เจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับการรับรองเอกสารการโอนหุ้น โดยจำเลยที่ 1 รายงานการได้มาของหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น จำนวนเงินค่าหุ้น 144 บาทต่อหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้า

นอกจากนี้ โจทก์ยังมี นางวณี วัฒนะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีกลาง กรมสรรพากร เบิกความว่า คดีนี้ คตส.ส่งเรื่องมาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2549 ให้ตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยที่ 1 ว่าบกพร่อง โดยจำเลยที่ 1 ไม่นำรายได้จากการรับโอนหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท คิดเป็นเงินภาษี 546,120,000 บาท จากจำเลยที่ 2 มาคำนวณในแบบแสดงรายการ ภงด.90 ของปีภาษี 2540

ซึ่งครั้งแรกจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเข้ามาเมื่อวันที่ 30 มี.ค.2541 ตนจึงได้ทำหนังสือเรียนอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อรับทราบ จนกระทั่งมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานกรมสรรพากรดำเนินการตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 28 พ.ย.2549 จึงได้เชิญจำเลยที่ 1 ให้มาพบเพื่อแจ้งให้ทราบว่าจำเลยยื่นแบบแสดงรายการบกพร่องและจะต้องมีการเรียกเก็บภาษีจำนวนเงินกว่า 546 ล้านบาท โดยมีกำหนดภายในวันที่ 13 ธ.ค.49 แต่จำเลยที่ 1 ไม่มายื่นแบบแต่อย่างใด ตนจึงได้ออกหนังสือทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.49 เชิญให้มาพบเพื่อชี้แจง โดยมีหลักฐานจากไปรษณีย์ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งแล้วเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 49 แต่จำเลยไม่มาพบ โดยได้มอบอำนาจให้ผู้แทนจำนวน 3 คนเข้ามาพบเจ้าพนักงาน  และโต้แย้งว่าการรับโอนหุ้นดังกล่าวไม่มีภาระที่จะต้องเสียภาษี โดยอ้างว่าการได้รับหุ้น 4.5 ล้านหุ้นนี้ไม่จำเป็นต้องนำมาเป็นรายได้รวมคำนวณภาษีเพราะเป็นการให้หุ้นโดยการปูนบำเหน็จ ตามมาตรา 42 (10) ที่ไม่ต้องมีภาระนำไปชำระภาษี และจำเลยที่ 1 ยังได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการของกรมสรรพากร โดยเรื่องยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ในขณะนี้ 

พยานโจทก์ยังได้ตอบคำถามค้านทนายจำเลยด้วยว่า  การเรียกเก็บภาษีนี้เป็นไปตามที่คตส.มีคำสั่งแจ้งถึงอธิบดีกรมสรรพากรให้ทำการตรวจสอบการชำระภาษีรับโอนหุ้นของจำเลยที่ 1 ส่วนกรณีที่สำนักตรวจสอบภาษีและสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร เคยวินิจฉัยกรณีของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2544 ไปแล้วว่า ไม่มีภาระต้องชำระภาษี เพราะเป็นการรับโอนหุ้นโดยเสน่ห์หา ซึ่งเรื่องนี้ได้ยุติไปแล้วในครั้งนั้น แล้วการที่คตส.และกรมสรรพากรจะหยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้งได้หรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับว่ามีข้อเท็จจริงใหม่หรือไม่ หรือกรณีพบว่าการวินิจฉัยในครั้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถกระทำได้   ซึ่งการที่คตส.ส่งเรื่องให้สรรพากรตรวจสอบในครั้งนี้ พยานไม่ทราบว่ามีข้อเท็จจริงใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะพยานไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการชำระภาษีหุ้นของจำเลยที่ 1 ในครั้งแรก
 

ส่วนที่ทนายจำเลยถามค้านว่ากรณีนี้ที่คตส.หยิบยกเรื่องขึ้นมาให้กรมสรรพากรตรวจสอบใหม่  โดยอ้างตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร พยานเคยไม่แน่ใจว่าจะกระทำได้หรือไม่จึงส่งเรื่องให้อธิบดีกรมสรรพากรวินิจฉัยใช่หรือไม่ พยานตอบว่าหากพบกรณีผู้เสียภาษียื่นแบบภงด.90 บกพร่อง กรมสรรพากรจะต้องดำเนินการตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร คือ ให้อำนาจเจ้าพนักงานนำเรื่องเข้ามาตรวจสอบและประเมินภาษีใหม่ได้ โดยไม่ต้องเรียกผู้เสียภาษีมาไต่สวน ส่วนมาตรา 19 ฯ เป็นการให้อำนาจเจ้าพนักงานออกหมายเรียกผู้เสียภาษีมาไต่สวนได้ โดยจะต้องออกหมายเรียกภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการเข้ามา ยกเว้นมีเหตุจึงให้ขยายระยะเวลาได้เป็น 5 ปี 

พยานยังตอบคำถามค้านทนายจำเลยอีกว่า กรณีจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี ภงด.90 ไว้เมื่อวันที่ 30 มี.ค.41 นั้น จนถึงวันที่กรมสรรพากรมีคำสั่งตามหนังสือคตส. เมื่อวันที่ 28 พ.ย.49 ให้จำเลยที่ 1 มายื่นเรื่องเพื่อคำนวณภาษีใหม่นั้น ถือว่าเป็นการทำตามมาตรา 19 ประมวลรัษฎากร ซึ่งพ้นกำหนดเวลา 5 ปี แล้วหรือไม่ พยานตอบว่าใช่แต่เรื่องนี้อธิบดีฯให้ตรวจสอบภาษีตามคำสั่งของคตส. ซึ่งมีหลักฐานครบถ้วนว่าจะเลยที่ 1 ยื่นแบบภงด. 90 บกพร่อง ก็ไม่ต้องเรียกผู้เสียภาษีมาไต่สวน ซึ่งใช้อำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ทนายจำเลยยังถามว่าการชำระภาษีหุ้นดังกล่าว ผู้ให้คือจำเลยที่ 2 ไม่มีภาระต้องร่วมชำระภาษีด้วยใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่เพราะการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของผู้รับโอน 

ทนายจำเลยถามย้ำว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่นำรายได้จากการรับโอนหุ้นมาคำนวณภาษีด้วยนั้นยังเป็นความเห็นที่แตกต่างที่ยังไม่มีการวินิจฉัยถึงที่สุดของคณะกรรมการอุทธรณ์ กรมสรรพากร และศาลภาษีอากรกลางใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบเพราะเรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งผู้รับผิดชอบคือเจ้าหน้าที่กลุ่มงานสืบสวนและคดี และสำนักงานสรรพากรภาคต่างๆต่อมาช่วงบ่าย โจทก์นำนายวุฒิโรจน์ แสงอาทิตย์ หัวหน้าฝ่ายวินัย กองการเจ้าหน้าที่ กรมสรรพากร ขึ้นเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง กรณีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและกรมสรรพากรมีคำสั่งให้ไล่ออก นายศิโรตม์ สวัสดิพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ,นายวิชัย จึงรักเกียรติ , น.ส.สุจินดา แสงชมพู ,น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ เจ้าหน้าที่ระดับ 9 กรมสรรพากร และน.ส.กุลฤดี แสงสายันห์ เจ้าหน้าที่ระดับ 8 กรมสรรพากร รวม 5 คน ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการตรวจสอบและเรียกชำระภาษีการโอนหุ้นจากจำเลยที่ 1 ที่เคยยื่นแบบประเมินภาษีเงินได้ประจำปี 2540 เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2541 ซึ่งจำเลยที่ 1 รับโอนหุ้นมาจากจำเลยที่ 2 มูลค่า 738 ล้านบาท โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 คนที่ถูกไล่ออกได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน (ก.พ.) และเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของก.พ. 

ขณะที่ทนายจำเลยถามค้านว่า กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรทั้ง 5 ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้นมีการระบุหรือไม่ว่า เจ้าหน้าที่สรรพากรทั้งห้านั้นได้รับผลประโยชน์จากการทำหน้าที่ตรวจสอบภาษีหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบเพราะคำวินิจฉัยชี้มูลความผิดของป.ป.ช.ไม่ได้ระบุมาด้วย
 

 http://www.bangkokbiznews.com/2007/06/20/WW10_WW10_news.php?newsid=79949



เวลาผ่านไป 7-8 เดือนนั้นไม่เสียเปล่า.....
ข้าราชการประจำและพนักงานองค์กรเอกชน กล้าให้"ปากคำ"ตรงไปตรงมา
ไม่ปิดบัง ไม่อ้อมค้อม ไม่อ้อมแอ้ม.............
เพราะกังวลว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะหวนกลับมามีอำนาจอีก.........


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-06-2007, 23:19 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #14 เมื่อ: 29-06-2007, 16:45 »

'อัยการสูงสุด'ระบุไทย-อังกฤษมีกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน
 
29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 15:28:00
 
โฆษกอัยการ เผย"ทักษิณ"อยู่ลอนดอน "หญิงอ้อ"อยู่รพ.สิงคโปร์ รอ"คตส.-บัวแก้ว-สตช."ส่งอ้างอิงที่พำนัก4ก.ค. ก่อนแถลงศาล 9ก.ค. ระบุมีประกาศสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไทย-อังกฤษ ใช้บังคับ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ผู้ตรวจราชการสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะโฆษก นายสัมพันธ์ สาระธนะ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ ร่วมแถลงข่าวถึงกรณี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้อัยการสูงสุด ติดตามหาที่อยู่ในต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิง พจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 1-2 ในคดีทุจริตการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก

โดยระบุว่า ขณะนี้อัยการได้ประสานด้วยวาจา และทำหนังสือขอความร่วมมือ พร้อมส่งสำเนาคำสั่งศาล ไปยังคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะเจ้าของสำนวนการไต่สวน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ สถานฑูตอังกฤษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ประสานกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) รวมทั้งศูนย์เจ้าหน้าที่ตำรวจสากล เพื่อสืบหาที่อยู่ของจำเลยทั้งสองแล้ว โดยเริ่มตรวจสอบที่อยู่ของจำเลยทั้งสอง ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันยื่นฟ้องจนถึงปัจจุบัน และอัยการยังให้ตรวจสอบรายละเอียดด้วยว่า บ้านที่พักนั้นใครเป็นเจ้าของ และพ.ต.ท.ทักษิณ พักอยู่เป็นประจำหรือชั่วคราว โดยการสืบหาที่อยู่จะต้องมีเอกสารอ้างอิงอย่างเป็นทางการด้วย

นายอรรถพล กล่าวว่า ขณะนี้ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ได้ประสานให้กระทรวงการต่างประเทศและ สตช. ให้ส่งรายละเอียดข้อมูลที่อยู่ ซึ่งสืบหาได้ให้ส่งกลับมาที่ คตส.ภายในวันที่ 4 กรกฎาคม เพื่อส่งต่อให้กับอัยการนำข้อมูลไปแถลงต่อศาลภายในวันที่ 9 กรกฎาคม ก่อนเวลา 12.00 น. ตามกำหนดนัดของศาล โดยหาก คตส.ประสานไปยังหน่วยงานต่างๆ แล้วไม่สามารถรวบรวมข้อมูลหลักฐาน การค้นหาที่อยู่เพิ่มเติมได้ทัน อัยการสูงสุดจะยื่นคำร้องต่อศาลขอขยายเวลาออกไป

จากการสืบหาเบื้องต้น ทราบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของบางหน่วยงานอย่างไม่เป็นทางการว่า ปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณ พักอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนคุณหญิงพจมาน รักษาอาการป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ แต่ยังไม่สามารถนำไปแถลงต่อศาลได้ เพราะการสืบหาที่อยู่ จะต้องมีเอกสารหลักฐานระบุที่อยู่อย่างเป็นทางการ ส่วนที่สื่อมวลชนได้เผยแพร่ข้อมูลที่อยู่จำเลยทั้งสองมาบ้างแล้ว อัยการจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นเบาะแส เพื่อสืบหารายละเอียดที่อยู่ที่มีเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการ ยื่นต่อศาลต่อไป หรือถ้าจำเลยจะส่งหนังสือแจ้งถิ่นที่อยู่มา อัยการก็จะรับไว้ เพราะถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญ ที่จะยื่นต่อศาลด้วย ซึ่งหากได้ข้อมูลมาแล้ว อัยการจะไม่นำไปเปลี่ยน หรือแก้ไขที่อยู่ในคำฟ้องเดิม แต่อัยการจะยื่นแถลงถิ่นที่อยู่ของจำเลยเพิ่มเติม ตามที่ศาลต้องการ

"คำสั่งศาลดังกล่าว ที่ปรากฏออกมาว่าเป็นมติขององค์คณะทั้ง 9 คน ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคำสั่งขององค์คณะทั้ง 9 คน ซึ่งตามกฎหมายให้องค์คณะผู้พิพากษา 3 คน ร่วมประชุมกัน และมีคำสั่งใดๆ ในคดีออกมาก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี ซึ่งเรื่องนี้นายเศกสรร บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานอัยการ ที่รับผิดชอบว่าความในคดีนี้ ได้เข้าหารือกับ นายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด และผม ได้พิจาณาร่วมกันแล้วเห็นว่า อัยการจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งขององค์คณะ เพราะเชื่อว่าศาลทำด้วยเจตนาดี ที่ต้องการได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดี"

นายอรรถพล ชี้แจงด้วยว่า การยื่นฟ้องคดีของอัยการ เป็นไปตาม มาตรา 25 พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ที่ให้อัยการส่งเฉพาะคำฟ้อง สำเนาการไต่สวน และพยานหลักฐานเท่านั้น ส่วนการระบุที่อยู่ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (4) ที่ให้พนักงานอัยการระบุที่อยู่ของจำเลย โดยยึดตามภูมิลำเนาเป็นสำคัญ ซึ่งหมายความถึงที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และในการส่งหมายเรียก หรือหมายนัดประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดให้ส่งไปยังภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของบุคคลซึ่งระบุไว้ในหมายหรือเอกสารนั้น

ในกรณีที่ผู้ที่ต้องรับหมายไม่ยอมรับ หรือไม่มีผู้ใดยอมรับไว้แทน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 78 และ 79 กำหนดให้ปิดหมาย หรือวางหมาย หรือเอกสารไว้ ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของผู้นั้น แล้วแต่กรณี และให้ถือว่าการส่งหมาย หรือเอกสารนั้นเป็นการถูกต้องตามกฎหมาย หรือในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการโดยวิธีดังกล่าวข้างต้น ศาลมีอำนาจมอบหมายเรียก หรือเอกสารไว้แก่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในท้องถิ่น หรือเจ้าหนักงานตำรวจ แล้วปิดประกาศแสดง หรือลงโฆษณา หรือทำวิธีการใดตามที่ศาลเห็นสมควร ในกรณีที่มีการกำหนดให้แจ้งที่อยู่จริงของจำเลยลงในคำฟ้องนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดถือปฏิบัติตาม

ทั้งนี้เนื่องจากว่าตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ซึ่งกำหนดเรื่องการออกหมายจับมีความตอนหนึ่ง หมายจับจะออกได้ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ดังนั้นหากจำเลยไม่พำนักไม่เป็นที่เป็นทาง อยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นระยะสั้นๆ แล้วให้ระบุที่อยู่ตามพำนักนั้นย่อมไม่อาจทำได้ กฎหมายจึงให้ถือเอาภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามในการที่ศาลต้องการที่อยู่จริง พนักงานอัยการจะดำเนินการตามที่ศาลมีสั่งให้ดำเนินการต่อไป

นายอรรถพล กล่าวถึงกระบวนการส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินในคดีในประเทศไทยว่า สำหรับคดีทุจริตที่ดินรัชดา หากศาลฎีกาฯตรวจสำนวน แล้วมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดี ก็จะต้องมีการกำหนดวันนัดพิจารณาคดี และส่งสำเนาคำฟ้อง พร้อมแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบตามที่อยู่ หากจำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาคดี ศาลก็ชอบที่จะออกหมายจับตาม มาตรา 27 พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 เพราะจำเลยไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัด โดยไม่มีข้อแก้ตัวที่สมควร

ซึ่งหากข้อเท็จจริงปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ประเทศอังกฤษ และศาลมีหมายจับแล้ว ก็สามารถดำเนินการได้ตามข้อ 7 ของประกาศสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ.130 แต่เนื่องจากขอบเขตอำนาจศาลฎีกาฯ มีอยู่เฉพาะภายในราชอาณาจักรไทย ดังนั้นการส่งสำเนาฟ้องและหมายจับ อัยการจึงจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้อัยการสูงสุด เป็นผู้ประสานงานกลาง เพื่อดำเนินการดังกล่าวตามวิธีการฑูต แต่การจะส่งกลับมาหรือไม่เป็นอำนาจของประเทศที่ถูกร้องขอจะพิจารณา

นายอรรถพล กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงการส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 มาตรา 3 และมีบางหน่วยงานระบุว่า เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด ว่า การดำเนินการตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่ต่างประเทศ ขอให้ประเทศไทยส่งจำเลย หรือผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีในประเทศผู้ร้องเท่านั้น แต่หากประเทศไทยจะขอให้ต่างประเทศส่งตัวจำเลย หรือผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศ จะต้องดำเนินการตามสัญญา อนุสนธิสัญญา สนธิสัญญา หรือ พ.ร.บ.ที่ประเทศไทยได้ทำเป็นข้อตกลงไว้ในประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา จีน เบลเยี่ยม ประเทศไทยได้ทำข้อตกลงไว้เป็น พ.ร.บ.

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอยู่ในประเทศอังกฤษ พนักงานอัยการต้องดำเนินการตาม “ประกาศสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ.130” ที่ปัจจุบันยังใช้บังคับอยู่ ซึ่งต้องร้องขอผ่านวิธีการทางการฑูต และตามสัญญาดังกล่าว ยังมีหลักเกณฑ์การพิจารณา 5 ข้อ คือ 1.ผู้ร้ายนั้นเป็นบุคคลที่ถูกขอให้ส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน 2. ความผิดที่ร้องขอไปดำเนินคดีนั้น สามารถลงโทษได้ทั้งสองประเทศ 3.ไม่เป็นการพิจารณาคดีเพื่อลงโทษซ้ำซ้อน 4.ไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการเมือง และ 5.คดีที่ร้องขอไม่ขาดอายุความ

นายอรรถพลกล่าวว่า ในข้อ 2 ของประกาศสัญญาดังกล่าว ยังระบุความผิดที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ไว้ 31 ฐานความผิด แต่มีปัญหาที่บางคดี เช่น คดีบริษัทเอสซี แเอสเซท  ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหากระทำผิดกฎหมายไทย ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งความผิดดังกล่าว ไม่มีระบุไว้ในประเภทความผิดในประกาศสัญญาดังกล่าว เพราะสมัยนั้นยังไม่มีตลาดหลักทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตามในสัญญาข้อ 2 ยังระบุไว้ในวรรคท้ายกำหนดให้ทั้งสองประเทศ ใช้ดุลยพินิจส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ หากกฎหมายทั้งสองประเทศกำหนดไว้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมาย

"การจะให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้นั้น ไม่ใช่มีเพียงหมายจับ แล้วจะให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ทันที แต่คดีต่างๆที่จะให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะต้องผ่านการพิจารณาจากพนักงานอัยการ ว่าคดีดังกล่าวนั้นจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง ถ้าคดีนั้นอัยการพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้อง ก็จะขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ได้ เพราะการส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือเพื่อให้ได้ตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ดังนั้นทุกกรณีจะต้องมีความเห็นของอัยการในการสั่งคดีก่อนทั้งสิ้น เทียบเคียงได้กับกรณีการขอส่งตัวนายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด (มหาชน)หรือบีบีซี จากประเทศแคนาดา กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยที่อัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงและพ.ร.บ.หลักทรัพย์” นายอรรถพล กล่าว

ด้านนายสัมพันธ์ สาระธนะ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้อัยการกำลังศึกษา และตรวจดูฐานความผิดของกฎหมายไทย กับประเทศอังกฤษ เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับฐานความผิด ซึ่งหากพบว่าความผิดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหาเป็นไปตามฐานความผิดใน 31 ประการ ที่บัญญัติไว้ในประกาศสัญญาฯ ก็สามารถดำเนินการได้ เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งในประเทศอังกฤษ ก็มีกฎหมายปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นอยู่แล้ว ดังนั้นฐานความผิดดังกล่าว อาจไม่ใช่ปัญหาการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามประกาศสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ.130” ที่ปัจจุบันยังใช้บังคับอยู่ฯ แต่ที่มีปัญหาคือ ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฯ ที่ชัดเจนว่า ประกาศสัญญาฯ ไม่มีบัญญัติไว้ ซึ่งต้องตรวจสอบด้วยว่า การกระทำในคดีที่เป็นการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น จะเป็นความผิดตามกฎหมายภายในของประเทศอังกฤษหรือไม่ หากเป็นความผิดก็สามารถยื่น

ขอให้ส่งตัวกลับมาได้

อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ กล่าวย้ำด้วยว่า ในการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนตามประกาศสัญญาฯ นั้นถ้าแม้ว่าความผิดจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้วแต่การพิจารณาว่าจะให้ส่งหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประเทศอังกฤษด้วย ส่วนกรณีการขอลี้ภัยในต่างประเทศนั้น หากจะดำเนินการจริงต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายลี้ภัย โดยผู้ขอลี้ภัยจะต้องส่งหนังสือร้องขอต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ส่วนการพิจารณาจะให้ลี้ภัยได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเทศผู้ถูกร้องขอเช่นเดียวกัน และหากมีการอ้างเหตุขอลี้ภัยทางการเมือง ประเทศนั้นอาจไม่พิจารณาให้ลี้ภัยก็ได้
 
 http://www.bangkokbiznews.com/2007/06/29/WW10_WW10_news.php?newsid=81638



ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ คตส. คณะดีเอสไอ ต้องสืบสวน หาหลักฐานมัดตัวเหลี่ยม ลี สิงกะโปโตก ในขณะที่"ทนายหน้าหอ" "ม๊อบไข่แม้ว" และคนรักเหลี่ยมฯ ปากกล้า ขาสั่น คุยโตว่า เหลี่ยม ลี สิงกะโปโตก และครอบครัวไม่กลัวข้อกล่าวหาต่าง ๆ  พร้อมจะต่อสู้ทางศาลยุติธรรม.....

วันนี้"ทนายหน้าหอ" ประกาศลั่นไม่อายฟ้า ไม่อายดินว่า เหลี่ยม ลี สิงกะโปโตกจะไม่กลับมาต่อสู้ทางศาลยุติธรรมอย่างที่เคย"ถ่มน้ำลาย" รดฟ้าใส่หน้าตนเองแล้ว.....


คณะกรรมการ คตส. อัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และ คณะ ดีเอสไอ ต้องควานหาที่อยู่ที่แน่นอนของเหลี่ยม ลี สิงกะโปโตก และภรรยาที่เป็น"คนหลักลอย"อีกคนหนึ่งแล้ว เมื่อจนตัวไม่สามารถหลีกเลี่ยง ผลัดผ่อนศาลยุติธรรม ได้อีก....

พรุ่งนี้จะเป็น"แม้วดำดิน" "อ้อดำดิน" หรือไม่.........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #15 เมื่อ: 29-06-2007, 16:50 »

ถ้าเป็น"แม้วดำดิน" และ "อ้อดำดิน" เมื่อไหร่คงจะต้องมีการประกาศให้รางวัล ตามหา....

ผมคิดว่า"แม้วดำดิน" ระหว่างนี้ น่าจะไปหาเจอที่หน้าสโมสร"เรือใบสีฟ้า" หรือหน้าประตูบ้าน"หมออีที"...
ส่วน"อ้อดำดิน" น่าจะไปแถว"ออชาร์ด" หรือ หน้าบ้าน"หมอดู"ที่เชียงใหม่...


บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
หน้า: [1]
    กระโดดไป: