ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
18-10-2019, 02:13
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  21,000ล้านบาท หายไปไหน? ธนาคารต่างๆให้ข้อมูลคตส.ครบถ้วนหรือไม่ ? 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
21,000ล้านบาท หายไปไหน? ธนาคารต่างๆให้ข้อมูลคตส.ครบถ้วนหรือไม่ ?  (อ่าน 1770 ครั้ง)
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« เมื่อ: 11-06-2007, 21:39 »



ไม่ใช่เงินน้อยๆ  เงินถูกโอนออกไป ไหนบ้าง นักบัญชีต้องตามเงินที่ออกไปครับ

จากข้อมูลให้สัมภาษณ์ของแก้วสรรค์ เงินจจากการขายหุ้นเข้ามาเจ็ดหมื่นสามพันล้านบาท แต่ถูกผ่องถ่ายออกไปเรื่อยๆจึงถูกอายัด

ที่ผ่องถ่ายออกไปก็ต้องติดตามครับ..




21,000ล้านบาท หายไปไหน ถูกโอนไปที่ใดบ้าง??

ธนาคารพาณิชย์ต่างๆและธนาคารแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลคตส.ครบถ้วนหรือไม่ ??
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11-06-2007, 21:40 »



รอติดตามข่าวสารข้อมูลขยายผลครับ..
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 11-06-2007, 22:10 »



หวังว่าผู้ที่หวังดีกับทักษิณ คงไม่ยอมให้ใครโกงเงินในบัญชีของเขาไปได้นะครับ

เสียชื่ออดีตนายกฯ ที่บรรดากองเชียร์ เชียร์กันไว้ เป็นพรรคแมงโม้แข่งกับพรรคแมงสาบที่พวกเขาเรียกขานกัน 555

                                                                                                                                                   
บันทึกการเข้า

เอกราช
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 826


กับคนที่ไร้ซึ่งจริยธรรม ยังจะสามารถสมาคมด้วยหรือ


« ตอบ #3 เมื่อ: 11-06-2007, 22:12 »

ส่วนหนึ่งคงทำตกหล่นแถวหนามหลวงง่ะ
 
บันทึกการเข้า

สภาพดินฟ้าอากาศที่ได้เปรียบมิสู้มีชัยภูมิที่มั่นคง
ชัยภูมิที่เป็นเลิศมิอาจเทียบได้กับความมีน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้คน
天时不如地利,地利不如人和
truly
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253


« ตอบ #4 เมื่อ: 11-06-2007, 22:14 »

ถ้าเช็คบัญชีคนใช้ คนสวน คนรถหมดแล้ว ยังไม่เจอ
ขอแนะนำให้ลองเช็คบัญชีคุณป้าเจ้าของร้านเพชรที่เพนนินฯดูนะครับ..
คนที่อมเงินแม่ชม้อยไว้นั่นล่ะครับ...
บันทึกการเข้า
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #5 เมื่อ: 11-06-2007, 22:18 »

ทำตกท่อไปแล้วครับ

 
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 11-06-2007, 22:31 »



ตอนนี้บัญชีที่รับเงินร้อนไป คงจะถูกตรวจสอบด้วย

หนาวๆร้อนๆ อีกสักพักก็ต้องหาหลักฐานไปชี้แจง

ไม่มีก็คงหนาว เพราะคตส.ชุดนี้ไม่รับล็อบบียีสต์


นพดลทนายให้สัมภาษณ์ ปากคอสั่นเลยครับ ผมฟังไม่ได้ความเลย
บันทึกการเข้า

qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #7 เมื่อ: 11-06-2007, 22:32 »

พิจารณาเอง
- จ้างฝรั่งหัวดำ + หัวขาว + กุนซื้อสร้างภาพ
- ซื้อปริญญาแล้วจ้างอธิการบดี ม.กะหลั่ว ๆ ต่างประเทศ
- จ้างทนายกว่า 10 ตัว ( พวกนี้ "เดือนละ 10 ล้านบาทนะครับ...ยังไม่นับค่าใช้จ่ายแต่ละงานและ Staff อีก )
- จ้างเว็บมาสเตอร์และทีมงาน "วอร์รูม" ทั้งเว็บจัดตั้งขึ้นใหม่และเว็บ ฯ เก่า
- จ้างแก๊งถ่อeและกุ๊ยที่พยายามเรียกตัวเองว่า "ม็อบ ( ไม้ถูพื้น )"
- ค่าใช้จ่าย + ค่าน้ำใจ ( ขนาดแค่พอซื้อรถซีดานมือใหม่ ) ให้พวกสื่อมวลชนสันดานกะหรี่  ทั้ง ITV และกระดาษเย็บเล่ม
- ค่า "เลี้ยงสาย" โดยเฉพาะสายในกระทรวง ICT - กสท. - ทศท. ฯลฯ ( เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่คาดว่าน่าจะเป็นอันตรายกับตน ) ตลอดจนรัฐวิสาหกิจ - มหาชน เช่น กฟผ.- สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคม ฯ ), ธกส. ฯลฯ ( เพื่อจะได้รู้ว่า "รากหญ้า" ที่ "ระดมมาใช้งานได้" นั้นอยู่ที่ไหนกันบ้าง )
- ค่า "เลี้ยงดู" ลูกน้องเก่า ๆ ที่ "ติดอาวุธ"  เช่น  พวก ตำรวจ - ลูกจ้างกรมป่าไม้  บางกลุ่ม
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ( และลูก - เมีย  ทั้งเมียและลูกตัวเอง  และหญิงใจง่าย - ภรรยาคนอื่นแต่มาแบให้ไอ้เหลี่ยมเล่นเถิดเทิงทิงนองนอย )  แค่ค่าเช่าบ้านพักรับรอง และค่าจ้างบอร์ดีการ์ด ( รวมทั้งขี้ข้า )  ค่าเครื่องบิน  ก็น่าจะเดือนละกว่า 100 ล้านบาทแล้ว
ฯลฯ


ในสภาวะ "ปกติ" ยังต้องจ่ายรวมแล้วกว่า 1 พันล้านบาท
ยิ่งในสภาวะแบบนี้  อาจจ่ายหนักกว่าเดิม 4-5 เท่า ( เพราะรวม "ค่าเซอร์ชาร์จ + เอ็กซตร้าชาร์จ เข้าไปอีก )
ดังนั้น "หมดไป 20000 ล้าน" ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว

...อย่าให้มันกลับมาถอนทุนคืน ก็แล้วกัน
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 11-06-2007, 22:40 »



ข้อมูลประเภทนี้เรียกมาสอบได้ครับ.หลักฐานตัวเม็ดเงินก็ชัดเจน

หากได้ผลคืบหน้า ก็เป็นคุณกับประเทศไทย..

เพราะการเมืองระดับประเทศในเมืองไทยเราคงไม่กว้างอะไรมากมาย

คิวเงินในต่างประเทศก็ยังรออยู่..
บันทึกการเข้า

ลูกหินฮะ๛
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,099


เสียเข็มขัด อย่าเสียกุงเกง


« ตอบ #9 เมื่อ: 11-06-2007, 22:50 »

http://forum.serithai.net/index.php?topic=11666.0
ซื้อ เป็นพันธบัตร ใส่ Contrainer เอา..ออกไปแล้ว จำนวนหนึ่ง
+
ส่งผ่าน มูลนิธิไทยคมท่อน้ำเลี้ยง..แสนดี๊ดี
ที่ลูกหินเคย..โม้เอาไว้ 
(ถาม เจ้ปู (ยิ่งลักษณ์) ดูหล่ะกัลลลฮะ


 

ปายดีก่า ...เดี่ยว โดนอุ๊ม...หุหุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2007, 22:51 โดย ลูกหินฮะ๛ » บันทึกการเข้า

  ... ... ... 
kman
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 102


« ตอบ #10 เมื่อ: 12-06-2007, 01:19 »

7 หมื่นร้านเป็นของทักษิณและครอบครัวทั้งหมด?????????
แล้วของคนอื่นที่ไม่ใช่ทักษิรและครอบครัวที่ร่วมขายด้วยในดีลนี้ล่ะ
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 12-06-2007, 09:28 »

ไม่มีคำว่าสมานฉันท์อย่างเด็ดขาด ถ้าไอ้สุรยุทธ์มันคิดจะขัดขวาง ถีบมันออกไปเลย ใครเกี่ยวข้องในการซุกเงินหรือลำเลียงเงินก้อนนี้ออก ลากแ_่งมาเข้าคุกให้หมด  ถ้ามีพวกเดนมนุษย์ก่อความวุ่นวาย ฆ่าให้หมด !!!
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 12-06-2007, 12:09 »

7 หมื่นร้านเป็นของทักษิณและครอบครัวทั้งหมด?????????
แล้วของคนอื่นที่ไม่ใช่ทักษิรและครอบครัวที่ร่วมขายด้วยในดีลนี้ล่ะ

อยู่ที่สมรู้ร่วมคิดกระทำความผิดหรือไม่? มีความผิดประการอื่นหรือไม่? ในหลักการคนปกติทั่วไปไม่เกี่ยวกับคดีครับ
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 12-06-2007, 12:13 »



ไม่มีคำว่าสมานฉันท์อย่างเด็ดขาด ถ้าไอ้สุรยุทธ์มันคิดจะขัดขวาง ถีบมันออกไปเลย ใครเกี่ยวข้องในการซุกเงินหรือลำเลียงเงินก้อนนี้ออก ลากแ_่งมาเข้าคุกให้หมด  ถ้ามีพวกเดนมนุษย์ก่อความวุ่นวาย ฆ่าให้หมด !!!

ไม่ไหวครับ รุนแรงไป มีดคมต้องไม่บิ่น และฟันเข้าจุดสำคัญ สำคัญที่ความยินยอมพร้อมใจด้วย

ไม่ใช่หนัง ชีวิตจริง คนเราย่อมมีสภาพจำกัดทุกคน กองทัพที่เข้มแข็งก็ย่อมต้องมีสภาพจำกัดและจุดอ่อน
บันทึกการเข้า

Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 12-06-2007, 13:14 »

หมู่นี้คุณไทยทรูธ อารมณ์รุนแรงจัง
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 13-06-2007, 02:33 »


แมนฯซิตี้ขอคำอธิบาย"ทักษิณ" ฐานะการเงินหลังถูกยึดทรัพย์   ข่าวจากคมชัดลึก
12 มิถุนายน 2550 08:50 น.
สโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ของประเทศอังกฤษ ขอคำอธิบายเรื่องสถานภาพทางการเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

(12มิย.) สโมสรฟุตบอลล์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ของอังกฤษ กำลังขอทราบความชัดเจน เรื่องสถานภาพทางการเงินพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แสดงความสนใจจะเข้าซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลล์ดังกล่าว หลังเกิดความอึมครึมว่าอดีตผู้นำไทยจะยังสามารถเดินหน้าในการซื้อสโมสรได้ต่อไปหรือไม่ เพราะคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.ของไทย มีมติเมื่อวานนี้ ให้อายัดทรัพย์สินของเขากับครอบครัวในบัญชีธนาคารรวม 21 บัญชี

ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ได้จากการขายบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทเลคอม"ชิน คอร์ป"ให้กับบริษัท "เทมาเส็ค โฮลดิ้งส์"ของสิงคโปร์ รวมทั้งยังได้สั่งอายัดบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณกับภริยา ทุกบัญชีเงินฝากและธนาคารและทุกสถาบันการเงินอีกด้วยในระหว่างทำการตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้ว่าโดยการทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่

หลังทราบเรื่องนี้ คณะกรรมการของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ออกแถลงการณ์ถึงตลาดหลักทรัพย์กรุงลอนดอน แจ้งว่าได้ติดต่อขอคำอธิบายที่ชัดเจนจากคณะที่ปรึกษาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกโค่นอำนาจเมื่อปีที่แล้ว และปัจจุบัน ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในแถบอิงแลนด์ของ

อังกฤษแล้ว พร้อมระบุในแถลงการณ์ ยืนยันด้วยว่าทางตนไม่แน่ใจว่า จะมีความเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การซื้อสโมสรดังกล่าว ซึ่งเป็นสโมสรในสังกัดพรีเมียร์ ลีค หรือไม่
 
บันทึกการเข้า

นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #16 เมื่อ: 13-06-2007, 05:42 »

อยู่ในหุ้น ในชื่อของนอมินีต่างๆ ซึ่งเริ่มเทขายแล้ว
ทั้งเพื่อน ญาติพี่น้อง เอาเงินสดออกไปเก็บกันแล้ว
ในวันสองวันที่ผ่านมานี้
 
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 14-06-2007, 05:02 »



พบขุมทรัพย์!! “แม้ว” สื่อนอกแฉแอบซื้อทาวน์เฮาส์โคตรแพงในฮ่องกง
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 มิถุนายน 2550 08:30 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
ทักษิณ

 
โครงการที่อดีตนายกรัฐมนตรีไปซื้อทาวเฮ้าส์

 
 
 
  เดอะสแตนดาร์ดไฟแนนซ์ - สื่อมวลชนฮ่องกงอ้างแหล่งข่าวเผย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ได้ซื้อทาวน์เฮาส์สุดหรูซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ที่เป็นของบริษัท ซุนฮุงไก มีมูลค่าถึงตารางฟุตละ 41,000 เหรียญฮ่องกง ประมาณ 1.8 แสนบาท
       
       แหล่งข่าวของเดอะสแตนดาร์ด เปิดเผยว่า มหาเศรษฐีชาวไทยควักกระเป๋าทั้งหมดเป็นเงินกว่า 210 ล้านเหรียญฮ่องกง ประมาณ 945 ล้านบาท สำหรับทาวน์เฮาส์ ขนาด 5,100 ตารางฟุต ในโครงการ Severn 8 ซึ่งถือเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง หากพิจารณาจากขนาดและความหรูหรา ขณะเดียวกัน อีกสองแหล่งข่าวยืนยันตรงกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ซื้อจริง
       
       “เห็นได้ชัดว่าผู้ขายพยายามโก่งราคาขึ้นไป” แหล่งข่าวที่อยู่ในสายอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปีระบุ “มีการสอบถามราคาจากใครบางคนเข้ามา ใครคนนั้นที่เป็นไปได้ว่ารักการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มาก หรือไม่เขาคงเป็นคนที่ไม่สนใจว่ามันจะมีราคาแพงถึงตารางฟุตละ41,000 เหรียญก็ตาม”
       
       ในทีแรกสื่อมวลชนท้องถิ่นทราบแต่เพียงว่าทาวน์เฮาส์หลังดังกล่าวถูกขายให้กับนักธุรกิจรายหนึ่ง ทว่าไม่มีการเปิดเผยชื่อแต่อย่างใด ขณะที่ผู้อำนวยการโครงการ แกรี วิง คิน กล่าวว่าราคาดังกล่าวพิสูจน์ถึงระดับของทาวน์เฮาส์ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิทัศน์ที่สวยงามและมีสิ่งแวดล้อมที่สงบเงียบ
       
       สำหรับราคาที่ ทักษิณ จ่ายเงินซื้อทาวน์เฮาส์หลังนี้ถือเป็นการทำลายสถิติราคาแพงที่สุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และไม่ใช่แค่ในฮ่องกงเท่านั้น แต่รวมทั้งเอเชียด้วย

 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 14-06-2007, 05:02 »


ไม่ใช่แค่ 21,000 ล้านบาทเท่านั้นที่หายไป !!
 
โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 13 มิถุนายน 2550 18:19 น.
 
 
 
.
        11 มิถุนายน 2550 ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญในการัฐประหารครั้งนี้จะต้องถูกบันทึกเอาไว้ว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินเป็นครั้งแรกถึง 2 คำสั่ง
       
        คำสั่งแรก คือ คำสั่งที่ คตส. 016/2550 ให้อายัดบัญชีเงินฝากในธนาคารรวม 21 บัญชี ที่ครอบครัว บุตร บริวาร ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อันเนื่องมาจากธุรกรรมการขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่กลุ่มกองทุนเทมาเส็ก
       
        ส่วนคำสั่งที่สอง คือ คำสั่งที่ คตส.017/2550 ให้อายัดเงินในบัญชีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และบัญชีเงินฝากของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (คู่สมรส)
       
        ทั้งสองคำสั่งได้อ้างเหตุผลในการอายัดทรัพย์สินว่า....
       
        “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือร่ำรวยผิดปกติ”
       
        60 วันนับแต่วันที่ออกคำสั่งคือเวลาที่ให้เจ้าของบัญชีที่ถูกอายัดทั้งหลายไปยื่นคำร้องเพื่อพิสูจน์ต่อคณะกรรมการตรวจสอบใน 3 ประเด็นสำคัญ
       
        ประการแรก เจ้าของบัญชีเหล่านี้เป็นเจ้าของที่แท้จริงของทรัพย์สินที่อายัดหรือไม่
       
        ประการที่สอง เงินฝากในบัญชีเหล่านี้มิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด
       
        ประการที่สาม เงินฝากในบัญชีเหล่านี้มิได้เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติ
       
        ใครที่เป็นตัวแทน นอมินี ถือเงินก็คงจะลำบากเสียหน่อยเพราะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้เพราะอะไร มีรายได้มาจากไหน ค้าขายอะไร และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่?
       
        เงินฝากใน 21 บัญชีที่ถูกอายัดตามคำสั่ง คตส.ในกรณีการขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น เหลืออยู่เพียงประมาณ 52,000 ล้านบาท และมีการถอนออกไปแล้วก่อนหน้านี้ประมาณ 21,000 ล้านบาท
       
        เงิน 21,000 ล้านบาท ที่หายไปนั้น เป็นไปได้อย่างมากว่าได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเรียบร้อยแล้ว
       
        ส่วนแรก เป็นเงินสดอยู่ภายในประเทศ บางส่วนจะเก็บเอาไว้อยู่ที่บ้าน อีกส่วนน่าจะอยู่ในตู้เซฟตามสถานที่ต่างๆ และอาจจะมีอีกส่วนอาจฝากเอาไว้กับชื่อคนอื่น (ซึ่งรวมถึงเงินฝากในนามมูลนิธิไทยคม)
       
        ส่วนที่สอง เป็นเงินถอนออกมาซื้อเป็นทรัพย์สินในรูปอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินสดทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ เช่น ทองคำ อัญมณี ใบหุ้น อสังหาริมทรัพย์ในส่วนนี้สามารถที่จะแปลงเป็นเงินสดได้เช่นกัน
       
        ส่วนที่สาม คือเงินที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะมีอยู่จำนวนมากเช่นกัน (อาจจะมีมากกว่าเงินภายในประเทศเสียด้วย)
       
        แม้ว่าทาง คตส. จะได้แถลงข่าวว่าการกระทำครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนของพยานและหลักฐาน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผลกระทบอย่างรุนแรงทางการเมืองครั้งสำคัญ
       
        เหตุผลของการอายัดทรัพย์สินครั้งนี้ คตส.ได้หยิบยกพฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบนั้น ประกอบไปด้วย กรณีการทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดินที่รัชดา, การซื้อกล้ายาง, การทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000, โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว, และการให้เงินกู้โดยทุจริตของผู้บริหารธนาคารกรุงไทยในการปล่อยสินเชื่อ
       
        ส่วนพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกตินั้น คตส. ได้หยิบยกขึ้นมาอีกหลายกรณีที่อาศัยอำนาจรัฐทำให้ทรัพย์สินของครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่ำรวยขึ้น อันได้แก่ การกระทำขององค์การโทรศัพท์ฯ, การสื่อสารแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, การเจรจาเขตการค้าเสรี ฯลฯ
       
        หากสามารถใช้เหตุผลเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการอายัดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวได้ ก็อาจหมายถึงการขยายผลบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมซึ่งอาจมีความหมายรวมถึงรัฐมนตรีหลายคนหรือคณะรัฐมนตรีทั้งคณะก็ได้
       
        เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดาท่อน้ำเลี้ยงที่มาจากกลุ่มอำนาจเก่าแต่มิได้มาจากครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์และยังไม่ได้ถูกอายัดทรัพย์ จะต้องหวาดระแวงและต้องคิดหนักให้มากกว่าเดิมหลายเท่าในช่วงเวลานี้ว่าจะยังคงทำตัวเป็นท่อน้ำเลี้ยงต่อไปหรือไม่?
       
        แต่ถ้าเป็นคนที่คอยรับท่อน้ำเลี้ยงในเวลานี้ ก็จะเป็นโอกาสอันงาม และเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้มีโอกาสตักตวงทรัพย์สินจากทรัพย์สินที่ไม่ต่ำกว่า 21,000 ล้านบาทจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้
       
        ถ้าสมมุติเงิน “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่จ่ายให้กับการชุมนุมต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รัฐบาลนั้นมาจากเงินของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้ว ที่ผ่านมาก็ต้องถือว่าเสมือนยิงลมตกน้ำไปจำนวนมาก
       
        การชุมนุมไม่เคยถึงหลัก 50,000 คนแม้แต่ครั้งเดียว และยังไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญได้อย่างที่มีการคุยอวดกันหลายครั้งมาก่อนหน้านี้ว่าจะมีผู้คนมาชุมนุมเต็มท้องสนามหลวง
       
        กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ว่าพระองค์จะเดือดร้อนไม่ว่าจะตัดสินคดียุบพรรคไปในทางใด ตลอดจนเนื้อหาในคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ให้ยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ได้ทำให้กระแสสังคมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้
       
        การตระบัดสัตย์ของพรรคไทยรักไทยที่อ้างว่าจะน้อมรับและเคารพคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ, การถูกมองว่าเป็นม็อบรับจ้าง, การถูกมองว่าเป็นม็อบทำเพื่อทักษิณแต่เอาการต่อต้านทหารบังหน้า, และภาพลักษณ์ที่แสดงออกมาว่าเป็นม็อบที่กร้าวร้าวป่าเถื่อนนั้นยิ่งทำให้ความชอบธรรมในการชุมนุมลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
       
        ยิ่งในกรณีข่าวล่าสุดที่มีบริษัทล็อบบี้ยิสต์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชักชวนให้นานาชาติช่วยกันคว่ำบาตรประเทศไทย ได้เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในสายตาของคนไทยให้ดูย่ำแย่ไปกว่าเดิม
       
        ในทางการเมืองมีคนเชื่อว่าทางเลือกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเวลานี้คือการต่อสู้ในทาง “กฎหมาย” หรือ “เทหมดหน้าตัก” เพื่อล้มกระดานทางการเมืองและทวงทรัพย์สินคืน
       
        เดิมพันครั้งนี้ก็จะสูงมากจน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้นายนพดล ปัทมะ ออกมาพูดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจจะกลับมาในประเทศไทยเร็วกว่าที่กำหนดเอาไว้ เพื่อมาเล่นเกมนี้ด้วยตัวเอง
       
        8 พฤศจิกายน 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยยอมรับว่าได้มีโอกาสพูดคุยครั้งเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพูดว่า “อดีตนายกฯ เป็นห่วงทรัพย์สินและครอบครัว”
       
        วันนี้คุณหญิงพจมาน ชินวัตรและลูกๆ ต้องขึ้นศาลอาญา และเงินในบัญชีเงินฝาก 52,000 ล้านบาทก็ได้ถูกอายัดไปเป็นที่เรียบร้อย
       
        “ครอบครัว” และ “ทรัพย์สิน” 2 หัวใจสำคัญของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่ห่วงที่สุดกำลังถูกรุกอย่างหนักหน่วงในเวลานี้และอาจจะรุนแรงยิ่งไปกว่านี้ก็ได้
       
        เพราะเครื่องมือของ คตส. ในเวลานี้ยังสามารถดำเนินการคดีอาญาที่มีมากกว่านี้ และอาจขยายผลอายัดทรัพย์สินที่มากกว่านี้เพิ่มขึ้นไปอีก
       
        ลองจินตนาการดูว่าถ้าสมมุติวันพรุ่งนี้ คตส.สั่งอายัดไม่ใช่เฉพาะเงินฝากในบัญชีธนาคารพาณิชย์ แต่ยังขยายผลไปยังทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งหมดทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งยังไปตรวจสอบและอายัดตู้เซฟในบ้าน ก็อาจจะเจอทรัพย์สินที่ไม่ได้แจ้งอยู่ในบัญชีทรัพย์สินอีกมากมายขนาดไหน?
       
        นอกจากนี้ไม่เกินสิ้นเดือนนี้เราอาจเห็นบางคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดยตรง จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วย
       
        จึงไม่แปลกใจถ้าเราจะเห็นเอกภาพเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เห็นพ้องและเปิดโอกาสให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้กลับมาประเทศไทยเพื่อพิสูจน์ความจริงเป็นครั้งแรก ดูแล้วน่าจะสร้างความสะพรึงกลัวให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ไม่น้อย!!!
       
        หากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลือกที่จะกลับมาเพื่อต่อสู้ทางกฎหมาย งานนี้จะมีเดิมพันที่มีผลลัพธ์ระหว่าง “บริสุทธิ์พ้นมลทิน” หรือ “หมดอิสรภาพต้องไปนอนในคุก” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน และลูกๆ
       
        แต่ถ้าเกิดมีการชุมนุมที่มีความรุนแรงจนเกิดเหตุวุ่นวายและควบคุมไม่ได้จากการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดิมพันครั้งนี้อาจยกระดับสูงยิ่งไปกว่านั้น
       
        เป็นการเดิมพันระหว่าง “การล้มกระดาน” ได้สำเร็จกับ “การไม่มีชีวิตหรืออิสรภาพเพื่อใช้ทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”
       
        ดูจากจิตใจในการทำธุรกิจและการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่น่าจะกลับมาประเทศไทยในช่วงเวลานี้ค่อนข้างแน่นอน
       
        ทำได้อย่างมากที่สุดคือทำตัวเป็น “ผู้สนับสนุน” อยู่นอกประเทศอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายในปลายสัปดาห์นี้เหมือนเช่นเคย!!!

 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 14-06-2007, 05:04 »

ความคิดเห็นที่ 19 
 
 ไล่ล่า'หลายแสนล้านที่ซุก วิธีการน่ะมีแต่กล้าหรือไม่ อย่าเสียเวลา'วิ่งตามหา' แค่'2หมื่นล.'ที่หายไป

อย่าเสียเวลาตามหาเงิน 2 หมื่นล้านที่หายไปเลย แต่ควรเร่งตามล่าหาสมบัติที่ “ทักษิณ” แอบซุกซ่อนในต่างแดนดีกว่า เพราะมีหลายแสนล้านบาทดอดซุกไว้
ยันมีวิธีการไล่ล่า โดยใช้กม.ฟอกเงินของปปง.เป็นหลัก อยู่ที่ว่า “ผู้มีอำนาจรัฐ” จะกล้าหรือไม่
กรณีการอายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว ว่า ตนบอกมาเสมอว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีเงินในต่างประเทศมากกว่าที่มีอยู่ในประเทศไทย เพราะคนฉลาดอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่โง่ที่จะทิ้งทรัพย์สมบัติไว้เฉพาะแค่ในเมืองไทย แล้วเสี่ยงต่อการที่ตัวเองจะถูกยึดเมื่อหมดอำนาจแน่ เพราะก่อนและหลังที่พ.ต.ท.ทักษิณจะเล่นการเมือง เราก็รู้กันว่า เค้าทำมาหากินอย่างไร และเชี่ยวชาญเรื่องตลาดหุ้นมากแค่ไหน
กรณีการขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้านบาท และต่อมากลายมาเป็นปมปัญหาที่หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวขับไล่นั้น ตนเชื่อว่า คนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณมีเจตนาที่จะทิ้งเม็ดเงินจำนวนนี้ไว้ในเมืองไทย เพื่อหวังผลทางการเมือง ที่หากจะโดนยึดเมื่อหมดอำนาจก็โดนไป เพราะที่ต่างประเทศยังมีซุกทิ้งไว้อีกมหาศาล แต่หากไม่โดนยึด เขาก็จะบอกได้ว่า ตัวเขาโดนกลั่นแกล้งทางการเมืองอย่างไร
“คิดง่ายๆ แค่ดีลจะซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อยื่นข้อเสนอเข้าไปกับทางผู้บริหาร ก็ต้องยื่นหลักฐานทางการเงินไปยืนยันกับเค้าว่า มีเงินมากพอจะซื้อได้ ซึ่งคงไม่ใช่การยื่นแค่กระดาษแผ่นเดียวว่าจะขอซื้อเท่านั้น และจะมีสถาบันการเงินของไทยแห่งใดหรือไม่ ที่ไปค้ำประกันให้”นายเอกยุทธกล่าวและว่า ส่วนกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปนั้น ตนเคยบอกก่อนหน้านี้แล้วว่า คาดว่าจะไม่มีการจ่ายเงินกันทั้งหมด เพราะเชื่อว่า หุ้นในสัดส่วนของบริษัท แอมเพิล ริชฯนั้น คงมีการทำธุรกรรมกันในต่างประเทศ และพ.ต.ท.ทักษิณก็คงเก็บเงินก้อนนี้ไว้ในต่างประเทศ จึงไม่ต้องไปเสียเวลาตามหาว่า 2 หมื่นกว่าล้านบาทนั้นหายไปไหน แต่ควรเร่งดำเนินการตามล่าทรัพย์สินในต่างประเทศที่มีการซุกซ่อนไว้จะดีกว่า
จี้ตลท.-ก.ล.ต.สอบบัญชีโยกหุ้นไปไว้พอร์ตต่างปท.
ส่วนหนึ่งมีการโอนเงินออกไปยังต่างประเทศ ผ่ายการซื้อขายหุ้นในเมืองไทย เพราะเมื่อซื้อหุ้น (ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นตัวใหญ่ราคาสูง มีผลต่อการผลักดันดัชนี) ก็จะมีการโอนหุ้นดังกล่าวไปไว้ในพอร์ตต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศสิงค์โปร์ และเมื่อจะขายก็เป็นคำสั่งขายจากต่างประเทศ เวลารับเงินก็ไปรับเงินที่สิงค์โปร์ ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ถูกกฎหมาย เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้การรับรอง โดยกรณีทางคตส.ควรดำเนินการตรวจสอบผ่านทางตลท.หรือก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) เพื่อขอดูรายละเอียดย้อนหลังในช่วงปีเศษที่ผ่านมา ว่าบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ มีใครซื้อขายหุ้นกันอย่างไร และมีการโอนหุ้นไปไว้ในพอร์ตต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นก็จะพิสูจน์และตรวจสอบได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนกรณีที่นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการคตส.บอกว่า ไม่มีอำนาจในการไปให้สถาบันการเงินในต่างประเทศตรวจสอบนั้น นายเอกยุทธ กล่าวว่า ก็ถูกต้อง แต่มันมีวิธีการ อยู่ที่ว่าจะกล้ากระทำกันหรือไม่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ การไประบุชื่อธนาคารยูบีเอสที่สิงค์โปร์ เพราะเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า ธนาคารแห่งนี้มีส่วนโยงใย ทั้งๆ ที่ควรมองอย่างถี่ถ้วนว่า ไม่ว่าธนาคารไหนในโลก หากมีคนนำเงินไปฝาก ธนาคารก็มีหน้าที่เก็บรักษาความลับของลูกค้า ยิ่งเป็นลูกค้าที่มีเงินฝากจำนวนมาก ธนาคารเหล่านี้ก็จะให้บริการพิเศษ ประเภท Private Banking สามารถเปิด Off-shore ให้ได้ ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งวิธีการตรวจสอบจริงๆ นั้นมี แต่อยู่ที่ว่าจะกล้าตรวจสอบกันจริงๆ หรือไม่
ใช้กม.ฟอกเงินของปปง.ไล่ล่าทรัพย์สินที่ซุกในต่างแดนได้
วิธีการตรวจสอบนั้นทำได้ โดยใช้กฎหมายของปปง. เรื่องการฟอกเงิน ส่วนวิธีการติดตามนั้น ขอไม่ลงในรายละเอียด ซึ่งเมื่อมีการแจ้งข้อหาฟอกเงินไปแล้ว สามารถขอความร่วมมือไปยังธนาคารต่างๆ ทั่วโลกเพื่อสั่งอายัดทรัพย์ได้ทันที เพราะไม่มีประเทศไหน หรือธนาคารไหนในโลกจะกล้าปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเรื่องการฟอกเงินถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ หากภาครัฐพิสูจน์ได้ว่า มีการฉ้อฉล และเกี่ยวข้องกับฟอกเงินจริงๆ สถาบันการเงินเหล่านี้เค้าก็ไม่มีทางไปร่วมมือกับพ.ต.ท.ทักษิณแน่ เพราะเงินอีกหลายแสนล้านที่ลูกค้าคนอื่นๆ ทั่วโลกก็ยังมี ไม่ใช่มีลูกค้าเฉพาะพ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น
“วิธีการจะทำมันมี แต่อยู่ที่ว่าจะกล้าทำกันจริงหรือไม่ เพราะทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย และต้องการคนที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ในการดำเนินการ หากจะทำก็ต้องรีบทำ เพราะผมทราบจากสายข่าวของผมว่า เงินก้อนใหญ่ที่อยู่ในต่างประเทศมีการโยกย้ายถ่ายเทไปแล้วหลายชั้น แต่ไม่ว่าจะถูกยักย้ายถ่ายเทสลับซับซ้อนแค่ไหน ก็ตามมาได้แน่ อยู่ที่ว่า อำนาจหรือกฎหมายที่จะยื่นให้ไปดำเนินการนั้น มีมาก-น้อยแค่ไหน”นายเอกยุทธกล่าวและว่า หากกล้าดำเนินการจริง ก็จะเป็นเรื่องดีที่จะพิสูจน์ให้ชาวโลกและคนไทยได้รับรู้ว่า คนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณที่ร่ำรวยมาได้ถึงขนาดนี้ ใช้ฝีมือในการบริหารงานจริงๆ หรือไม่ เพราะถ้าทรัพย์สินส่วนไหน เขาสามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้ เราก็คืนเขาไป แต่ถ้าอันไหนพิสูจน์ไม่ได้ เราก็ยึดทรัพย์ให้ตกเป็นเงินของแผ่นดินต่อไป
และควรตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองคนอื่นๆ ด้วย เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์-นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล-นายเนวิน ชิดชอบ-นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย-นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นต้น โดยนำทรัพย์สินที่แจ้งไว้กับป.ป.ช.มาตรวจสอบย้อนหลังกับการเสียภาษี ในระยะเวลา 5 ปี ว่าสัมพันธ์กันหรือไม่ เพื่อให้เจ้าตัวมาพิสูจน์ว่า ทรัพย์สินที่ได้มานั้น ถูกต้องหรือไม่ ไม่ใช่มาบอกว่า คนนั้นซื้อรถเบนซ์ ราคา 10 กว่าล้านบาท แต่เอาเงินที่ไหนมาซื้อ เพราะเงินเดือนในฐานะรัฐมนตรีก็ไม่น่าจะมีรายได้มากขนาดนั้น
พิรุธเคส “แอมเพิล ริช” ใกล้เคียงกับที่เทมาเส็กกู้แบงก์ในปท. 2 หมื่นล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเส็ก เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2549 นั้น มีข้อน่าสังเกตคือ ชินคอร์ปขายหุ้น 1,487.74 ล้านหุ้น (49.59%) แยกเป็นสัดส่วนของน.ส.พิณทองทา ชินวัตร 604.6 ล้านหุ้น, นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 404.43 ล้านหุ้น, นายพานทองแท้ ชินวัตร 458.55 ล้านหุ้น, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 20 ล้านหุ้น นางบุษบา ดามาพงศ์ (ภรรยานายบรรณพจน์) 159,6000 หุ้น และในส่วนของแอมเพิล ริช 329.2 ล้านหุ้น (10.98%) ที่นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ถือกันคนละ 164.6 ล้านหุ้น
เมื่อมาคำนวณหุ้นเฉพาะในนามของแอมเพิล ริช 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 49.25 บาทที่ซื้อขายกัน จะเท่ากับ 16,213.1 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของน.ส.พิณทองทา, นายบรรณพจน์, นายพานทองแท้, น.ส.ยิ่งลักษณ์และนางบุษบา รวมกันแล้วจะมี 1,158.54 ล้านหุ้น คิดเป็นเงินประมาณ 57,058.095 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินใกล้เคียงที่ทางคตส.ตรวจพบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท และหายไปประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท ประกอบกับทางเทมาเส็ก ก็เคยระบุว่า การชำระเงินจำนวน 7.3 หมื่นล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกรุงเทพ จำนวน 2 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นการขอกู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ 11,000 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ 14,000 ล้านบาท
ton
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 14-06-2007, 05:12 »



กระทู้ที่เกี่ยวข้องข้อมูลสัมพันธ์กัน

http://forum.serithai.net/index.php?topic=14236.msg188428#msg188428
บันทึกการเข้า

คนไทยคนหนึ่ง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 744


« ตอบ #21 เมื่อ: 14-06-2007, 06:53 »

21,000 ล้าน เอาไปใช้หนี้กุหลาบแก้วหรือเปล่า แล้วไปเบิกจริงที่สิงโปหรือเปล่า
นึกสงสัยเฉยๆเลยลองตั้งสมมติฐานเล่นๆ คงต้องรอแบงค์ชาติ สาวดูเส้นทางการเงินว่ามันหายไปไหน อีกไม่นานคงจะกระจ่าง
บันทึกการเข้า
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #22 เมื่อ: 14-06-2007, 11:52 »

จำได้ว่า สมัยรัฐบาลชวน ๒   ธปท.ได้ออกกฎระเบียบให้ธนาคารทุกแห่ง
ต้องทำแบบฟอร์มรายงาน ธปท.หากมีลูกค้าถอนเงินตั้งแต่สองล้านบาท

ถ้าเงินในบัญชีถูกถอนมากผิดปกติ .. ธปท. น่าจะเอาผิดกับธนาคารที่ให้ถอน
โดยไม่แจ้งหรือทำบันทึกแจ้ง

...
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #23 เมื่อ: 14-06-2007, 12:20 »

จำได้ว่า สมัยรัฐบาลชวน ๒   ธปท.ได้ออกกฎระเบียบให้ธนาคารทุกแห่ง
ต้องทำแบบฟอร์มรายงาน ธปท.หากมีลูกค้าถอนเงินตั้งแต่สองล้านบาท

ถ้าเงินในบัญชีถูกถอนมากผิดปกติ .. ธปท. น่าจะเอาผิดกับธนาคารที่ให้ถอน
โดยไม่แจ้งหรือทำบันทึกแจ้ง

...

นั่นสิครับ รู้สึกว่ายังไม่มีผู้รับผิดชอบมาพูดเรื่องนี้เลย

เพราะยอดเงิน ณ วันที่ 4 มิย 50 ยังมีอยู่ 52,000 ล้านบาท
แต่พอมาถึง 11 มิย 50 หายไปถึงประมาณ 8 พันล้านบาท
ต่อให้ไม่ถอนครั้งเดียว เฉลี่ยแล้วยังตกวันละเป็นพันล้าน
ชั่วโมงละ 100 ล้าน มีแค่ยี่สิบกว่าบัญชี ดังนั้นถึงเฉลี่ยแล้ว
ก็ยังตกบัญชีละ 4-5 ล้านบาทต่อบัญชีต่อชั่วโมง

ธนาคารน่าจะมีการส่งแบบฟอร์มดังกล่าวแล้ว แต่ประหลาด
ที่ไม่มีข่าวการถอนเงินเลย ก่อน คตส. สั่งอายัดเงิน ???

ผมสงสัยว่าธนาคารเจ้าของบัญชีไม่แจ้ง ธปท.  หรือว่า
ธปท. ทราบแล้วนิ่งเฉยไม่แจ้งต่อรัฐบาล หรือว่ารัฐบาล
ทราบแล้วไม่บอก คตส.

งงครับงานนี้.. ปล่อยให้โยกย้ายไปได้อีกเกือบหมื่นล้าน!!!
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 14-06-2007, 12:43 »

พิจารณาเอง
- จ้างฝรั่งหัวดำ + หัวขาว + กุนซื้อสร้างภาพ
- ซื้อปริญญาแล้วจ้างอธิการบดี ม.กะหลั่ว ๆ ต่างประเทศ
- จ้างทนายกว่า 10 ตัว ( พวกนี้ "เดือนละ 10 ล้านบาทนะครับ...ยังไม่นับค่าใช้จ่ายแต่ละงานและ Staff อีก )
- จ้างเว็บมาสเตอร์และทีมงาน "วอร์รูม" ทั้งเว็บจัดตั้งขึ้นใหม่และเว็บ ฯ เก่า
- จ้างแก๊งถ่อeและกุ๊ยที่พยายามเรียกตัวเองว่า "ม็อบ ( ไม้ถูพื้น )"
- ค่าใช้จ่าย + ค่าน้ำใจ ( ขนาดแค่พอซื้อรถซีดานมือใหม่ ) ให้พวกสื่อมวลชนสันดานกะหรี่  ทั้ง ITV และกระดาษเย็บเล่ม
- ค่า "เลี้ยงสาย" โดยเฉพาะสายในกระทรวง ICT - กสท. - ทศท. ฯลฯ ( เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่คาดว่าน่าจะเป็นอันตรายกับตน ) ตลอดจนรัฐวิสาหกิจ - มหาชน เช่น กฟผ.- สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคม ฯ ), ธกส. ฯลฯ ( เพื่อจะได้รู้ว่า "รากหญ้า" ที่ "ระดมมาใช้งานได้" นั้นอยู่ที่ไหนกันบ้าง )
- ค่า "เลี้ยงดู" ลูกน้องเก่า ๆ ที่ "ติดอาวุธ"  เช่น  พวก ตำรวจ - ลูกจ้างกรมป่าไม้  บางกลุ่ม
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ( และลูก - เมีย  ทั้งเมียและลูกตัวเอง  และหญิงใจง่าย - ภรรยาคนอื่นแต่มาแบให้ไอ้เหลี่ยมเล่นเถิดเทิงทิงนองนอย )  แค่ค่าเช่าบ้านพักรับรอง และค่าจ้างบอร์ดีการ์ด ( รวมทั้งขี้ข้า )  ค่าเครื่องบิน  ก็น่าจะเดือนละกว่า 100 ล้านบาทแล้ว
ฯลฯ


ในสภาวะ "ปกติ" ยังต้องจ่ายรวมแล้วกว่า 1 พันล้านบาท
ยิ่งในสภาวะแบบนี้  อาจจ่ายหนักกว่าเดิม 4-5 เท่า ( เพราะรวม "ค่าเซอร์ชาร์จ + เอ็กซตร้าชาร์จ เข้าไปอีก )
ดังนั้น "หมดไป 20000 ล้าน" ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว

...อย่าให้มันกลับมาถอนทุนคืน ก็แล้วกัน

ผมว่าทักษิณ "จ่ายแพง" ไปนะ โดยเฉพาะพวกที่ออกมาต่อต้านเป็นปากเป็นเสียงให้

ถ้าผลงานทำได้แค่นี้ เอาเงินไปบริจาคให้คนยากคนจนยังดีกว่า ว่ามั๊ย
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #25 เมื่อ: 14-06-2007, 13:27 »

ขอตั้งข้อสังเกตเอาไว้ตรงนี้ก่อนว่าจำนวนเงิน 8 พันล้านที่ถอนออกไป
ระหว่าง 4 - 11 มิย 50 นี้ ใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่แม้วเสนอซื้อแมนซิตี้
ถ้าถอนแล้วไปโผล่ซื้อสโมสรฟุตบอลที่โน่นก็สนุกละครับ

แม้วจะอ้างว่าเป็นเงินของผู้ลงทุนที่ไม่ประสงค์ออกนามอะไรอีกหรือเปล่า
แต่สถานการณ์น่าจะเป็นอย่างที่วิเคราะห์กันไว้ว่าสร้างข่าวเฉยๆ มากกว่า
แต่บังเอิญจำนวนเงินมันใกล้เคียงกันพอดี
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 14-06-2007, 13:48 »

ถ้าเงินไหลไปต่างประเทศ ผมไม่ค่อยกลัว เพราะหลาย ๆ ประเทศก็มีกฎหมายฟอกเงินเหมือนกัน

เข้าใจว่าสามารถอายัดได้ครับ เพราะน่าจะเป็น" ข้อตกลง" ที่เป็นสากล

อยากถามผู้รู้เหมือนกัน กฎหมาย ฟอกเงิน มันไปมีผลถึงต่างประเทศหรือไม่
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 14-06-2007, 15:12 »



สิ่งที่ทำได้อันดับแรกคือ คตส. ขอความร่วมมือไปยังธนาคารและรัฐบาลต่างประเทศที่ทราบเบาะแสว่าเกี่ยวข้องครับ..

หากไม่ได้รับความร่วมมือก็มีองค์กรระหว่างประเทศองค์กรต่างๆควบคุมดูแลอยู่อีกชั้นหนึ่ง
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #28 เมื่อ: 14-06-2007, 15:23 »

แค่ชั่วโมงกว่าๆ หลังผมตั้งข้อสังเกต ทนายหน้าหอออกมาบอกแล้วครับ
ว่าเงิน 8 พันล้านที่เพิ่งยักย้ายถ่ายเทออกไปนั้น ทักษิณเอาไปลงทุนครับ
จังหวะประจวบพอดีกับที่กำลังเจรจาซื้อแมนซิตี้อยู่เสียด้วย

งานนี้เตรียมเอาไปซื้อสโมสรฟุตบอลหรือเปล่า?

----------------------------------------------------------------------------------------
"นพดล" ระบุครอบครัวชินวัตรใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้าน ลงทุน-ใช้จ่าย
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 มิถุนายน 2550 14:56 น.
 
 
       นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการวิ่งเต้นหรือติดต่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช.) เพื่อล้มคดีที่ถูกอายัดทรัพย์ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า เงิน 8,000 ล้านบาท ที่ถูกยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ก่อนจะถูกประกาศอายัดทรัพย์นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำไปลงทุนตามปกติ ซึ่งสามารถตรวจสอบช่องทาง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ส่วนจำนวนเงินกว่า 20,000 ล้านบาท นั้นยืนยันว่า ไม่มีการถ่ายโอนออกนอกประเทศ แต่เป็น การนำไปใช้จ่ายด้วยเรื่องส่วนตัว
        นอกจากนี้ นายนพดล ยังได้ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม้ได้ซื้อบ้านที่ฮ่องกง ตามกระแสข่าว เพราะตามกฎหมายไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว

 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-06-2007, 15:26 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 17-06-2007, 23:17 »



เหอ..อยู่ที่อังกฤษ ฮ่องกง ญี่ปุ่น นี่เอง..เดานะครับ อเมริกาคงมีไม่มาก..

อ่ะๆ ซุกไว้ในรองเท้าบ้าเปล่านี่..ล้อเล่นครับ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
    กระโดดไป: