ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
26-09-2020, 15:43
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ปั่นราคากันเข้าไป 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
ปั่นราคากันเข้าไป  (อ่าน 2674 ครั้ง)
sleepless
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 525


Sleepless


« เมื่อ: 18-05-2007, 08:44 »

รัฐบาลทุกสมัยขึ้นมาก็ต้องมาคอยกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ สร้างแต่ดีมานด์ (เทียม) ปั่นราคาจนคนเดินดินปัจจุบันไม่มีปัญญาหาซื้อบ้านซุกหัวนอนแล้ว
เด็กจบใหม่ปัจจุบันแทบไม่ต้องฝันถึงการซื้อบ้านอยู่เลย บ้านห่วยๆ ยังราคาตั้ง 3 ล้านกว่า บ้านที่พออยู่ได้ก็ต้อง 5 ล้านขึ้น คนทำงานออฟฟิศปัจจุบัน ผ่อนได้ไม่ถึงปีก็ไม่มีปัญญาผ่อนต่อแล้ว นโบบายรัฐบาลที่ออกมาล้วนแต่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการขายบ้านได้ ไม่ได้เน้นให้ประชาชนสามารถมีบ้าน (ซึ่งสามารถซื้อหาเป็นเจ้าของได้) ได้เลยเมื่อไหร่รัฐบาลจะเข้ามาควบคุมราคาอสังหาบ้าง ควบคุมการเก็งกำไร ควบคุมการปั่นราคา ให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่บ้างเนี่ย

บันทึกการเข้า
แสวง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 593



« ตอบ #1 เมื่อ: 18-05-2007, 08:56 »

 Cool
เห็นด้วยครับ .. รัฐบาลชุดนี้หรือชุดที่ผ่านๆ มา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
..
ยกตัวอย่างง่ายๆ
คนจบปริญญาตรี ทำงานใหม่ๆ  ... แทบจะเลี้ยงตัวเองไม่รอด ยิ่งถ้าเป็น
บ้านเช่า ข้าวซื้อ อีกละก้อ ... 

ส่วนเรื่องบ้านเรื่องรถ .. ไม่ต้องพูดถึง ..
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #2 เมื่อ: 18-05-2007, 09:07 »

รัฐบาลชุดที่แล้วไม่มีปัญหาเรื่องเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำเพราะตัวเลขว่างง่านเพียง2-3%


แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าปัญหาเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำเป็นปัญหาใหญ่...แสดงว่าอะไรครับเนี่ย!?!
บันทึกการเข้า
katindork
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369


« ตอบ #3 เมื่อ: 18-05-2007, 09:15 »

รัฐบาลชุดที่แล้วไม่มีปัญหาเรื่องเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำเพราะตัวเลขว่างง่านเพียง2-3%


แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าปัญหาเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำเป็นปัญหาใหญ่...แสดงว่าอะไรครับเนี่ย!?!

แสดงว่า  ความสามารถในการโฆษณาชวนเชื่อ  มันต่างกันซีครับ ป๊าดโธ่
บันทึกการเข้า
แสวง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 593



« ตอบ #4 เมื่อ: 18-05-2007, 09:16 »

จ๊ะ เอาตัวเลขมาจากไหนเหรอ .. รัฐบาลใหม่เพิ่งเข้ามาสะสางปัญหา
จำ นโยบายทักษิณ 2 ได้ไหม ..... เพื่อซ่อม ..นั่นนะ
ก็เพราะทักษิณ 1 คิดแต่ให้หุ้นขึ้น ๆๆๆๆๆ   
เพื่ออะไรเหรอ .........
บันทึกการเข้า

buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #5 เมื่อ: 18-05-2007, 09:19 »

เราอยู่ในสังคมที่มีธรรมภิบาล หรือเปล่าหล่ะครับ 
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 18-05-2007, 09:25 »

..อยากดูสถิติการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในรอบ ๘ เดือนนี้จังเลยค่ะ 
ใครที่ทราบกรุณาด้วย ข้าพเจ้าค้นหาเองไม่เป็นอะ

คห. ที่อ้างตัวเลข ควรมีที่มาที่ไปที่อ้างอิงได้นะ จะน่าเชื่อถือหน่อย 



บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #7 เมื่อ: 18-05-2007, 09:35 »

วงการอสังหาริมทรัพย์ กำลังเรียกร้องให้รัฐบาล ลดภาษี อัดฉีด และอะไรก็ได้ ที่จะเอาเงินไปหมุนวนในระบบของตน อย่างน่ารังเกียจ โดยอ้างว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซา

การปั่นราคาที่ดิน ขายที่ดินในโครงการอสังหาแพงเกินจริง การสร้างบ้านไม่ได้คุณภาพ การคดโกงที่สาธารณะภายในโครงการ เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการอสังหาไม่เคยแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นโครงการใหญ่หรือเล็ก

การขายบ้านพ่วงสินค้าอื่น เห็นแล้วอนาถ ไปดูบ้านราคาสิบล้าน จะพบว่าในบ้านบรรจุสินค้าด้อยคุณภาพไว้เพียบ ชุดเครื่องมือช่างห่วยๆ เครื่องดูดฝุ่น โซฟาตกรุ่น เครื่องทำน้ำร้อนราคาถูก มีกระทั่งเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง อ้างว่าไว้ให้ล้างบ้าน แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในบ้านราคาสิบล้าน ปรากฎว่าหลังคารั่ว ห้องน้ำซึม

วงการนี้แย่ค่ะ ไม่ควรเอาเงินไปอุดหนุนแล้ว หลังดีมานด์ซัพพลายใช้ได้ค่ะ ราคาตกก็ดี ประชาชนจะได้ซื้อของถูกได้ 
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #8 เมื่อ: 18-05-2007, 10:06 »

ลองใช้สัญชาติญาณกันเรื่อง สภาวะเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันก็พอจะทราบได้ครับว่าดีขึ้นหรือเลวลงกว่าสมัยทักษิณ  ยกเว้นแต่พวกชอบสะกดจิตตัวเองไปวันๆ....ก็คงต้องปล่อยวางครับ
บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #9 เมื่อ: 18-05-2007, 10:13 »

ดีขึ้นกว่าสมัยทักษิณค่ะ 

ถ้าจ๊ะว่าสมัยทักษิณดีกว่า ขอหลักฐานหน่อยค่ะ!!
 
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 18-05-2007, 10:14 »

ปัญหานี้แก้ได้ง่ายๆด้วย การเก็บภาษีที่ดินสำหรับคนที่มีที่ดินมากๆ  กล้าหรือเปล่า ? ไม่กล้าหรอกครับ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันจะเกิด paradox ขึ้นมากมายในบ้านเมืองนี้ ขั้นแรกคือ คนในสนช.เองนี่แหละ หรือต่อให้เลือกตั้งแล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่เป็นตัวแทนเข้าไปก็คือพวกเดียวกับเจ้าของเงินทุนที่สนับสนุน

ซึ่งวิเคราะห์ไปวิเคราะห์มา สืบไปสืบมา ก็คือ ปัญหามันอยู่ที่ "ผู้มีอำนาจ" ทีพวกเราบางคนยังหลงยกย่อง แต่ทว่าเขายังแอบอิงอยู่กลับกลุ่มทุนดัง 20 ตระกูลซึ่งก็เคยร่วมมือกับคนหน้าเหลี่ยมปล้นชาติมาก่อนไงครับ

เมื่อที่ดินผืนงามๆ ทำเลทอง ตกอยู่มือของคนไม่กี่กลุ่ม  แล้วคนชั้นกลาง คนจน ที่ไหนมันจะมีปัญญาไปครอบครอง และใช้เป็นปัจจัยการผลิต สร้างผลิตภาพแก่เศรษฐกิจกันเล่า ??? มันก็เลยต้องไปกราบจตุคามรามเทพเป็นบ้าเป็นหลังกันอยู่นี่ไง  ความมั่งคั่งก็กระจุกตัวอยู่แค่คนกลุ่มเดียว


อีกปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกคือ ผังเมือง และโครงสร้าง logistics และการขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐาน
1. ถนนหนทางไม่ได้มีการตัดเพื่อรองรับ
2. ไม่มีการจัดรูปที่ดิน

ทำให้ที่ดินบางแห่งเป็นที่ดินบอดครับ คือไม่มีทางออก ราคามันจะวิ่งได้ที่ไหน ก็ต้องรอคนมีเส้นสายไปกว้านซื้อ แล้วใช้อำนาจตัดถนนผ่านครับ ตัวเองได้คนเดียว

3. การโซนนิ่งไม่ได้รับการเคารพ ใครมีเงินมีเส้นก็เอาไป ดูอย่างห้างสรรพสินค้าดังหลายแห่ง
4. การกำหนดนโยบายทำเพื่อคนไม่กี่คน ดูอย่างที่มีใครออกไอเดียจะทำให้ถนนพระราม 1 ยาวตั้งแต่ ชิดลมไป MBK เป็นถนนช้อปปิ้งอะ มันบ้าไหมล่ะ ?? แถมมีรถไฟฟ้ามาตั้งคร่อมอีก เพื่อนฝรั่งผมมันมาถึงมันบอก How could you put your shopping area in such an ugly tunnel? ตอบไม่ถูก ขี้เกียจตะแบงควาย แล้วยังมีหน้ามาบอกว่า "เมืองไทยมีแหล่งช้อปปิ้งระดับโลก" หลอกได้แต่ควายโง่นะครับ ควายโง่ในกะลาเท่านั้นที่เชื่อ ผมไม่เคยไปเดินแถวนั้นมาหลายปีแล้ว ถ้าผมจะช้อปปิ้งในบรรยากาศห่วยๆอย่างนั้น ผมไปเดินเมืองนอกสบายตา สะอาด สบายใจกว่าเลยครับ

5. คนจน จะออกจากเคหะสถานอันคับแคบที ยกตัวอย่าง อดีตเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งผม ต้องไปซื้อทาวน์เฮ้าส์ในซอยลึก 1 กม. แถวบางกรวย แล้วมาทำงานในเมืองอะ จะซื้อในเมืองก็ไม่มีปัญญา รายได้ก็ต่ำ ออกจากบ้านทีต้องซ้อนสองแถวหรือไม่ก็มอไซค์ 10 บาทแล้ว นั่งรถเมล์มา 12 บาท ต่อรถไฟฟ้าอีก 30 บาท ค่ารถไปกลับวันหนึ่งก็ 100 บาทแล้ว เงินเดือนเท่าไรฟะ หน้าฝนทีน้ำท่วมยิ่งระทมไปใหญ่ ยังไม่นับเวลาเดินทางที่เสียไปอีก กลายเป็นต้องมาเช่าบ้านในเมืองอยู่ เสาร์อาทิตย์ค่อยไปอยู่บางกรวย แต่ถ้าไม่ผ่อนบ้านก็ไม่ได้ เพราะคนเราแก่ตัวมันต้องมีทรัพย์สินติดตัวให้มั่นคง   รออีก 10 ชาติ รถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์ จะไปถึงหรือเปล่า  รถเมล์ รถตู้ ซิ่งอีก เบรกแตก หมดสภาพ สุดแสนอันตราย สกปรก โสโครก นั่งแต่ละทีคือการเสี่ยงภัย  รถไฟก็มีไม่ทั่วถึง ถึงมีก็ห่วย

นี่มันมาจาก การที่ประชาชนไม่ได้รับอำนาจอย่างแท้จริง การคอรับชั่น ความไร้ระเบียบ จิปาถะทั้งนั้น ที่ทำให้ประชาชนได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน แม้แต่ในการสัญจร มัน basic สุดๆแล้ว ยังไม่เท่าเทียมเลย แล้วมันจะไปร่างรัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานประชาชนหาพระแสงอะไรฟะ?? แล้วจะให้ประชาชนเสียสละ เสียสละอะไร  ประชาชนนั่นแหละจะต้องถามกลับไป



ไม่ต้องไปเปิดหูเปิดตาดูถึงเมืองฝรั่งแล้วครับ ขอเชิญชวนเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศจีน ไปดูเขาจัดการเมืองใหญ่ๆ ใกล้บ้านนี้เอง นั่นแหละคำตอบ จะได้หายโง่กันครับ
บันทึกการเข้า

Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 18-05-2007, 10:21 »

ถ้าเศรษฐกิจดีเหมือนสมัยน้าชาติ ก็ไม่เอาว่ะ
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #12 เมื่อ: 18-05-2007, 10:22 »

ฝากให้จีนจัดการปัญหาเรื่องนี้ด้วยนะคะ เค้าบ่นมา

http://www.torakhong.org/kratoo.php?t=7501

อ้างถึง
ชาวจีนแผ่นดินใหญ่/ใต้หวั่น/เกาหลี (โซน ๆนี้) ไม่กดชักโครก
ไม่เป็นการเสียเวลา ก็ขออนุญาต เล่าประสบการณ์เลยน่ะค่ะ
ซึ่งเป็นปัญหาคาใจมาก

ดิฉันเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในห้างดังแห่งหนึ่ง ซึ่ง แต่ละวันจะมีชาวจีน หรือที่เรียก ว่า ฝูงเป็ด ทั้งหลายแหล่ เข้ามาช๊อปปิ้ง และมาในลักษณะ ทัวร์คันรถ อยู่เป็นนิจ

ทุกครั้งที่เผอิญ เข้าห้องน้ำพร้อมกันหรือ ก่อนหน้า แม่เป็ดทั้งหลาย
ข้อสงสัยที่ อยากจะเล่าให้ฟังคือ

1.ทำไม ในบางครั้งที่ทำ ธุระอยู่ในห้องน้ำ หากได้ยินเสียงเป็ดเดินเข้ามา สิ่งที่ตามมาคือ โดน
เคาะประตูเสียงดัง ปัง ปัง ปัง !!!! เป็นเวลานาน และดันประตูอย่างแรง เกือบทุกครั้ง จนบางครั้งต้องตะโกนออกไปว่า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า จึงหยุดเคาะ ซึ่งทำให้ดิฉันอารมณ์เสียมาก ๆ

2.ทำไม หากเข้าห้องน้ำหลังจากที่พวกเป็ด ทำธุระเสร็จ ก็จะมีระเบิดค้างชักโครกไว้ตลอด ไม่ว่า จะเป็น คราบประจำเดือน หรือ รอยเท้าที่เหยียบบนฝา รอยปัสสาวะ ที่เลอะเทอะ ตามขอบชักโครก

3.ทำไม ล้างมือเสร็จต้องสลัด มืออย่างแรง จนน้ำกระเซ็นไปทั่ว


4. บ้วนน้ำลายหรือ เสมหะลงอ่างล้างหน้าแล้ว ไม่กดน้ำล้างตาม


5. ทำไม เดินชน แล้วไม่ขอโทษ


ที่บ่นมา คือ อยากทำความเข้าใจกับคนชนชาติ นี้หรือเผ่าพันธ์นี้ไว้ จะได้ไม่อารมณ์เสีย

ช่วยไขข้อข้องใจด้วยค่ะ

../ หนูจำไม
๐๔ พ.ค. ๒๕๕๐, ๒๑.๒๖ น.

บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 18-05-2007, 10:37 »

เป็นความจริงอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ครับ คนจีนเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเปลี่ยนไม่ได้ เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงคนนั้นจะว่าง่ายก็ง่าย ใช้เวลายาวนาน แต่มีความเป็นไปได้

แต่ระเบียบ โครงสร้างพื้นฐานบ้านเมืองสิครับ  ที่มันเละไปทั่วแล้ว ถ้าไม่ได้รับการวางแผน ตัดไฟแต่ต้นลม จะเปลี่ยนได้ไหมล่ะ ??

ตอบคำถามผมให้ได้ก่อนเถอะครับ กล้าปฏิเสธหรือไม่ว่า ที่ผมสาธยายไว้มันเป็นเรื่องจริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 10:49 โดย 加籍华人 » บันทึกการเข้า

aoporadio
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 404


« ตอบ #14 เมื่อ: 18-05-2007, 11:04 »

ไม่เท่าจตุคามฯดอก พี่น้อง
บันทึกการเข้า
katindork
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369


« ตอบ #15 เมื่อ: 18-05-2007, 11:19 »

เชื่อไหมครับ

บ้านมือ 2 พูดกันมาเป็น 10 ปีแล้ว ไม่เคยมีมาตรการเป็นรูปธรรมเลย  มันจึงเกิดดีมานด์เทียมๆอย่างที่เห็น Undecided Undecided
รัฐมัวแต่มองว่าเป็นเรื่องกลไกตลาด  ให้เอกชนขับเคลื่อน   พ่อค้าที่ไหนจะเลือกทางที่กำไรน้อยละครับ
เจ้าของโครงการ  พยายามหาทางปั่นราคากับโครงการใหม่อยู่ตลอดเวลา  เพราะมันคืออาชีพและเขาคิดว่ากำไรง่ายมันมาจากทางนี้เท่านั้น

คอนโดเดี๋ยวนี้ตารางเมตรหนึ่ง ต่ำกว่า 4-5 หมื่น กลายเป็นของไร้คุณภาพไปแล้ว  มีคอนโดระดับราคายืน แสนสองถึงแสนห้า  มากมายเก็งกำไรรอสิงคโปร์มากว้านซื้อ

ทาวเฮาส์ บ้านเีดี่ยวกำลังโดนทิ้ง  ของระดับกลางที่พอได้  มันก็ต้อง4-5ล้านขึ้น

ความต้องการใช้สอยสวนทางกัน   Exclamation
คนรวยเป็นเถ้าแก่ มีช่องทางสื่อสารมาก  ไม่ต้องเข้าบริษัททุกวัน  มีรถส่วนตัวขับ  กำลังครอบครองพื้นที่ในเมือง
คนจน  กินเงินเดือนงานรูทีน  ต้องเข้างานตามเวลา ไม่มีรถส่วนตัว  ช่องทางสื่อสารจำกัด  ระบบขนส่งมวลชนเลว   ต้องไปอยู่นอกเมือง แหกขี้ตาแต่ตีสี่ตีห้า


ช่องว่างกำลังมากขึ้นทุกวัน  เหมือนระเบิดเวลา  ปัญหาอมตะนิรันดร์กาล   กลับมองเป็นช่องทางหาประโยชน์   
คงอีกไม่นาน
บันทึกการเข้า
The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #16 เมื่อ: 18-05-2007, 11:23 »

ดีขึ้นกว่าสมัยทักษิณค่ะ 

ถ้าจ๊ะว่าสมัยทักษิณดีกว่า ขอหลักฐานหน่อยค่ะ!!
 



จัดหั้ยยยยย

http://www.bot.or.th/BOTHomepage/DataBank/Econcond/pressrel/monthly/release2007/PressThai_mar07.pdf
บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #17 เมื่อ: 18-05-2007, 14:52 »

จ๊ะ ส่งไรมาให้อ่าน รายงานนี้เขาก็ไม่ได้เปรียบเทียบไรนี่  ไม่มีหลักฐานก็อย่ามั่ว หมดทางแล้วเรอะ 


ฉบับที่ 20 /2550
เรื่อง แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนมีนาคม และไตรมาสที่ 1 ปี 2550
ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนมีนาคม 2550 ด้านอุปสงค์ เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนต่ำลง
ต่อเนื่อง แต่การส่งออกยังคงขยายตัวดี ด้านอุปทาน รายได้เกษตรกรจากการขายพืชผลหลักขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย
ตามราคาแต่ผลผลิตขยายตัวดีขึ้น ส่วนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอลงจากเดือนก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี โดยฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่วนอัตราเงินเฟ้อลดลงจาก
เดือนก่อน
โดยรวมในไตรมาสแรกของปี 2550 อุปสงค์ในประเทศยังคงอ่อนตัวต่อเนื่อง แต่การส่งออกที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีเป็น
ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทางด้านภาคการผลิตยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตพืชผลที่ปรับตัวดีขึ้นและราคาที่
ขยายตัวในเกณฑ์สูง ทำให้รายได้เกษตรกรยังคงขยายตัวในเกณฑ์ดี ส่วนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อ
เทียบกับปี 2549 ขณะที่การท่องเที่ยวยังคงขยายตัวดีเนื่องจากเป็นฤดูท่องเที่ยวโดยเฉพาะในฝั่งอันดามัน สำหรับเสถียรภาพ
เศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งเสถียรภาพภายในและภายนอกประเทศ
รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม และไตรมาสที่ 1 ปี 2550 มีดังนี้
1. ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เบื้องต้น) ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 4.0 ชะลอลงจาก 5.2 ในเดือนก่อน
ตามหมวดยานยนต์และหมวดวัสดุก่อสร้าง จากอุปสงค์ที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม การผลิตในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ยังคง
ขยายตัวดีแม้จะชะลอลงบ้างจากเดือนก่อน ขณะที่หมวดเครื่องหนังขยายตัวเนื่องจากได้รับคำสั่งซื้อพิเศษจากสหรัฐฯ รวมทั้ง
หมวดอาหารเพิ่มขึ้นตามการผลิตน้ำตาลเป็นสำคัญ สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเดือนนี้อยู่ที่ร้อย
ละ 80.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนตามปัจจัยฤดูกาลที่เดือนนี้มีจำนวนวันทำการมาก ประกอบกับบางหมวดมีการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน
ในเดือนก่อน ได้แก่ หมวดกระดาษ สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ หากปรับฤดูกาลแล้ว การใช้กำลังการผลิตลดลงเมื่อ
เทียบกับเดือนก่อน
ไตรมาสแรกของปี 2550 (เบื้องต้น) ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 6.1 ชะลอลงเล็กน้อยจากร้อยละ 6.8 ใน
ไตรมาสก่อนตามอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อตอบสนองอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอลง ขณะที่หมวดที่ผลิตเพื่อส่งออกยังขยายตัวใน
เกณฑ์สูง สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 76.4
2. ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (เบื้องต้น) หดตัวร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะเครื่องชี้
หมวดสินค้าคงทน ได้แก่ปริมาณจำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ลดลงต่อเนื่อง สำหรับเครื่องชี้หมวดสินค้าไม่คงทน ปริมาณ
การใช้ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัยขยายตัวสูงมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนมากขึ้นกว่าปีก่อน ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันเบนซิน
และแก๊สโซฮอล์ มูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ราคาคงที่ และภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง
สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (เบื้องต้น) หดตัวร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะปริมาณจำหน่าย
รถยนต์เชิงพาณิชย์และมูลค่าการนำเข้าสินค้าทุน ณ ราคาคงที่ หดตัวต่อเนื่อง
ไตรมาสแรกของปี 2550 ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (เบื้องต้น) หดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 0.5
ตามการลดลงของปริมาณจำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายเพื่อดูสถานการณ์ต่างๆ
ในประเทศ อย่างไรก็ตาม เครื่องชี้การบริโภคอื่นยังขยายตัวได้ สะท้อนผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อเพื่อการใช้จ่ายในสินค้าจำเป็นเพื่อการ
ยังชีพ สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (เบื้องต้น) หดตัวร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นการชะลอตัวต่อเนื่อง
ทั้งการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรและหมวดก่อสร้าง สอดคล้องกับความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ปรับลดลงจาก
ไตรมาสก่อน
-2-
3. ภาคการคลัง รัฐบาลมีรายได้จัดเก็บ 120.5 พันล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.9 จากรายได้ที่มิใช่
ภาษีที่ลดลงจากรายได้นำส่งของรัฐพาณิชย์ที่ลดลงเนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีการเร่งนำส่งรายได้ในเดือนเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม
รายได้ภาษียังคงเพิ่มขึ้นจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
ที่ชะลอตัว ส่วนภาษีฐานการบริโภคยังคงขยายตัว โดยภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นจากภาษียาสูบ และภาษีธุรกิจเฉพาะขยายตัว
ต่อเนื่องตามการจัดเก็บภาษีธุรกรรมของสถาบันการเงิน สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงบ้างตามรายได้จากการ
นำเข้า ดุลเงินสด รัฐบาลขาดดุล 41.4 พันล้านบาท เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนเพิ่มขึ้น 26.2 พันล้านบาท อยู่ที่ 70.7 พันล้านบาท
ไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2550 รายได้จัดเก็บของรัฐบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 จากระยะเดียวกันปีก่อน และรัฐบาล
ขาดดุลเงินสด 127.5 พันล้านบาท
4. ภาคต่างประเทศ เดือนกุมภาพันธ์ 2550 การส่งออกมีมูลค่า 11,161 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 18.4
ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 10,042 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 6.3 ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 1,119 ล้านดอลลาร์ สรอ. เมื่อ
รวมกับดุลบริการ รายได้และเงินโอนที่เกินดุลในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 1,660 ล้านดอลลาร์ สรอ. สำหรับ
เงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลสุทธิ 880 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยเงินทุนไหลออกส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มสินทรัพย์ต่างประเทศของ
ภาคธนาคารเป็นสำคัญ แม้ว่าภาคธุรกิจอื่นมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและเงินลงทุนในตลาด
หลักทรัพย์ ซึ่งโดยรวมแล้วดุลการชำระเงินเกินดุล 834 ล้านดอลลาร์ สรอ.
สำหรับเดือนมีนาคม 2550 ดุลการค้าเกินดุล 2,201 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยการส่งออกขยายตัวร้อยละ 19.0 คิดเป็น
มูลค่า 12,926 ล้านดอลลาร์ สรอ. ตามการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก และผลิตภัณฑ์เคมี ด้านการนำเข้า
มีมูลค่า 10,726 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 0.5 ชะลอตัวตามการนำเข้าสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมัน เครื่องจักร และสินค้า
อุปโภคบริโภค เมื่อรวมกับดุลบริการฯที่เกินดุล 56 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลงจากเดือนก่อนที่เกิดดุล 541 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดย
เป็นผลจากรายจ่ายผลประโยชน์จากการลงทุนเพิ่มขึ้นเนื่องจากในเดือนนี้เป็นช่วงตกงวดส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคเอกชน
เป็นสำคัญ กอปรกับการท่องเที่ยวเกินดุลน้อยลง ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2,257 ล้านดอลลาร์ สรอ. และดุลการชำระเงิน
เกินดุล 2,339 ล้านดอลลาร์ สรอ. เงินสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2550 อยู่ที่ระดับ 70.9 พันล้านดอลลาร์ สรอ.
โดยมียอดคงค้างการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสุทธิจำนวน 8.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ.
ไตรมาสแรกของปี 2550 ดุลการค้า เกินดุล 4,127 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยการส่งออกขยายตัวร้อยละ 18.5 คิดเป็น
มูลค่า 34,460 ล้านดอลลาร์ สรอ. ด้านการนำเข้ามีมูลค่า 30,332 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 3.5 ดุลบริการ ฯ เกินดุล
1,325 ล้านดอลลาร์ สรอ. ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 5,453 ล้านดอลลาร์ สรอ. และดุลการชำระเงิน เกินดุล 3,321 ล้าน
ดอลลาร์ สรอ.
5. อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในเดือนมีนาคม 2550 อยู่ที่ร้อยละ 2.0 ชะลอลงจากร้อยละ 2.3 ในเดือนก่อนหน้า ตามการชะลอ
ตัวของราคาในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบกับราคาในหมวดพลังงานยังต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนอัตราเงิน
เฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 1.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตชะลอตัวจากเดือนก่อนเช่นกัน
ในไตรมาสแรกของปี 2550 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน และดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกัน
ปีก่อนร้อยละ 2.4 1.4 และ 2.6 ตามลำดับ
-3-
6. ภาวะการเงิน ในเดือนมีนาคม 2550 เงินฝากของสถาบันรับฝากเงิน1/ขยายตัวร้อยละ 5.7 จากระยะเดียวกันปีก่อน
ชะลอลงจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ผู้ฝากได้เร่งฝากเงินเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนระยะยาวที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากคาดการณ์ว่า
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระยะต่อไปจะมีแนวโน้มลดลง สำหรับสินเชื่อภาคเอกชนของสถาบันรับฝากเงินขยายตัวร้อยละ 2.6
จากระยะเดียวกันปีก่อนซึ่งชะลอลงจากเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์สินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจาก
การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ให้แก่ภาคครัวเรือน
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2550 ฐานเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 จากระยะเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์
เนื่องจากการลดลงของเงินสดในมือประชาชนภายหลังเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง
(Broad Money) ขยายตัวร้อยละ 4.9 จากระยะเดียวกันปีก่อน และอยู่ในแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องสอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศ
และเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน ในเดือนมีนาคม 2550 อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันและอัตรา
ดอกเบี้ยระหว่างธนาคารระยะ 1 วันปรับลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ มาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4.50 และ 4.55 ต่อปี ตามลำดับ
ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาลง
ไตรมาสแรกของปี 2550 ค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันและอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารระยะ 1
วันอยู่ที่ร้อยละ 4.69 และ 4.73 ต่อปี ลดลงจากค่าเฉลี่ยในไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ร้อยละ 4.89 และ 4.95 ต่อปี ตามลำดับ
สำหรับช่วงวันที่ 1-24 เมษายน 2550 อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน และอัตราดอกเบี้ยระหว่าง
ธนาคารระยะ 1 วันปรับลดลงอีก มาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4.21 และ 4.26 ต่อปี ตามลำดับ ภายหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
นโยบายอย่างต่อเนื่องของ กนง. ในวันที่ 11 เมษายน 2550
7. ค่าเงินบาทและ ดัชนีค่าเงินบาท (Nominal Effective Exchange Rate: NEER)ในเดือนมีนาคม 2550
ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 35.06 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. แข็งค่าขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ โดยเงินบาทโน้มแข็งค่าขึ้นตลอดทั้งเดือน ส่วน
หนึ่งจากการเร่งขายดอลลาร์ สรอ. ของผู้ส่งออกที่กังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทโน้มอ่อนลง
บ้างในช่วงปลายเดือน ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินบาทปรับสูงขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 77.4 ในเดือนกุมภาพันธ์มาอยู่ที่ระดับ 78.3 จากค่าเงิน
บาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ. เป็นสำคัญ
ค่าเงินบาทในไตรมาสแรกของปี 2550 แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยอยู่ที่ 35.59 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. แข็งค่าขึ้น
ร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่เฉลี่ยอยู่ที่ 36.60 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.
ระหว่างวันที่ 1-24 เมษายน 2550 ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 34.90 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.
ทั้งนี้ อุปสงค์และอุปทานต่อเงินดอลลาร์ สรอ. ค่อนข้างสมดุล
ธนาคารแห่งประเทศไทย
30 เมษายน 2550
ข้อมูลเพิ่มเติม: พรรณพิลาส เรืองวิสุทธิ์
โทร. 0-2283-5648, 0-2283-5639
e-mail: punpilay@bot.or.th
1/ สถาบันรับเงินฝาก หมายถึง สถาบันรับฝากเงินทุกประเภท ยกเว้น ธนาคารแห่งประเทศไทย
วิสัยทัศน์ เป็นองค์กรที่สังคมเชื่อถือและศรัทธา
บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #18 เมื่อ: 18-05-2007, 19:23 »


ผมตามไปอ่านแล้ว (เนื้อหาเดียวกับที่คุณพรรณชมพูนำมาลง) ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเลวร้ายน่าเป็นห่วงนี่ครับ
เห็นแต่คำว่า "ขยายตัว" เป็นจำนวนมาก ไม่ทราบคุณจ๊ะเห็นว่ามีตรงไหนแสดงถึงสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ

ในเมื่อข้อมูลเป็นแบบนี้แต่มีคนพยายามบอกว่าเศรษฐกิจกำลังเลวร้าย แบบนี้ก็เท่ากับจงใจใส่ร้ายรัฐบาล
เพื่อเชิดชูว่ารัฐบาลที่แล้วดีกว่าเท่านั้น พึงระลึกว่าการทำแบบนี้เป็นการเต้าข่าวให้ร้ายประเทศตัวเองนะครับ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #19 เมื่อ: 18-05-2007, 19:45 »

รัฐบาลทุกสมัยขึ้นมาก็ต้องมาคอยกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ สร้างแต่ดีมานด์ (เทียม) ปั่นราคาจนคนเดินดินปัจจุบันไม่มีปัญญาหาซื้อบ้านซุกหัวนอนแล้ว
เด็กจบใหม่ปัจจุบันแทบไม่ต้องฝันถึงการซื้อบ้านอยู่เลย บ้านห่วยๆ ยังราคาตั้ง 3 ล้านกว่า บ้านที่พออยู่ได้ก็ต้อง 5 ล้านขึ้น คนทำงานออฟฟิศปัจจุบัน ผ่อนได้ไม่ถึงปีก็ไม่มีปัญญาผ่อนต่อแล้ว นโบบายรัฐบาลที่ออกมาล้วนแต่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการขายบ้านได้ ไม่ได้เน้นให้ประชาชนสามารถมีบ้าน (ซึ่งสามารถซื้อหาเป็นเจ้าของได้) ได้เลยเมื่อไหร่รัฐบาลจะเข้ามาควบคุมราคาอสังหาบ้าง ควบคุมการเก็งกำไร ควบคุมการปั่นราคา ให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่บ้างเนี่ย

ตอบหัวข้อกระทู้สักหน่อย..

ผมว่าเรื่องนี้บางทีคนทำงานในเมืองก็ติดกับดักนะครับ คือคิดแต่การซื้อบ้านจากโครงการบ้านจัดสรร
และก็ต้องการได้บ้านดีไซน์สวยๆ วัสดุดีๆ และมีสาธารณูปโภค อย่างสปอร์ตคลับอะไรต่างๆ ตามกระแส
ที่คนขายพยายามสร้างขึ้นมา ราคาบ้านก็เลยเป็น 3 ล้านกว่า

ความจริงผมพบว่าราคาที่ดินแถวๆ พุทธมณฑล 100 ตารางวาเพิ่งจะประมาณ 1 ล้านบาทเองนะครับ
และการสร้างชั้นเดียวอยู่เองสัก 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำทำได้ที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้นเองครับ
แถมมีที่ดินเหลือทำแปลงผักสวนครัวอีกเพียบเลย เพราะตัวบ้านปลูกยังไงก็ไม่ถึง 40 ตารางวา

ที่พูดมาข้างบนถ้าลดขนาดลงครึ่งนึงจะทำได้ด้วยงบประมาณเพียงไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ปัญหาก็คือ
ส่วนใหญ่คนทำงานจะไม่มีเงินสดถึง 1 ล้านบาท ดังนั้นต้องใช้วิธีผ่อนซื้อที่ดินเอาและที่ดินก็มักจะขาย
เป็นแปลงใหญ่ๆ ไม่ค่อยแบ่งขาย ดังนั้นก็ต้องใช้วิธีแทคทีมสัก 2-3 รายมาซื้อแล้วแบ่งโฉนดกันอีกที
สมมุติที่ 100 ตรว. แบ่ง 3 รายก็ได้รายละ 33 ตรว. แค่ 3 แสนกว่าบาทตั้งใจผ่อนไม่เกิน 5 ปีหมดครับ

คราวนี้ราคาบ้านที่สร้างน่ะถ้าไม่เอาหรูหรามาก ทำอยู่กันแบบบ้านๆ ใช้งบไม่เกิน 3 แสนบาทนะครับ
อิฐบล็อกที่เอามาทำผนังน่ะก้อนละ 5 บาทเท่านั้นเอง  มันจะมีที่ราคาแพงและเราอาจนึกไม่ถึงก็คือ
"รั้วบ้าน" ที่อาจต้องจ่ายกันเป็นแสนไม่มีก็ไม่ได้ ดังนั้นถ้าทำแบบประหยัดๆ ก็ต้องพิจารณาเลือกให้ดีๆ

ปัญหาทั้งหมดของเรื่อง "ที่อยู่อาศัย" นั้น ความจริงแล้วเกิดจากคนในเมืองไม่มี Know How ในการ
สร้างบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้การสร้างบ้านเป็นเรื่องใหญ่ในความรู้สึกและทำให้ต้องจ่ายเงินแพงๆ
ผมพบว่าคนต่างจังหวัดในชนบทไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้เลยครับ เขาสร้างกันได้เองสบายๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-05-2007, 14:45 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
คาคาชิ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 521


ที่นี่เหมือนโลกที่โดนมนุษย์ต่างดาวบุกหาตรรกะไม่เจอ


« ตอบ #20 เมื่อ: 19-05-2007, 06:31 »

กระทู้นี้ ดีจริง ๆ ครับ ประเทืองปัญญามาก
อ่านแล้วได้มุมมอง หลายมุม 
ขอบคุณท่านเจ้าของกระทู้ และผู้ร่วมเสวนาที่ช่วยกันคิด ถึงแม้จะยังเป็นสังคมเล็ก ๆ ก็เถอะ


เสียอย่างเดียว มีแมลงวัน มาจากไหนไม่รู้ บินไป บินมาอยู่ได้
น่ารำคาญ
บันทึกการเข้า
sleepless
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 525


Sleepless


« ตอบ #21 เมื่อ: 19-05-2007, 17:08 »

ตอบหัวข้อกระทู้สักหน่อย..

ผมว่าเรื่องนี้บางทีคนทำงานในเมืองก็ติดกับดักนะครับ คือคิดแต่การซื้อบ้านจากโครงการบ้านจัดสรร
และก็ต้องการได้บ้านดีไซน์สวยๆ วัสดุดีๆ และมีสาธารณูปโภค อย่างสปอร์ตคลับอะไรต่างๆ ตามกระแส
ที่คนขายพยายามสร้างขึ้นมา ราคาบ้านก็เลยเป็น 3 ล้านกว่า

ความจริงผมพบว่าราคาที่ดินแถวๆ พุทธมณฑล 100 ตารางวาเพิ่งจะประมาณ 1 ล้านบาทเองนะครับ
และการสร้างชั้นเดียวอยู่เองสัก 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำทำได้ที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้นเองครับ
แถมมีที่ดินเหลือทำแปลงผักสวนครัวอีกเพียบเลย เพราะตัวบ้านปลูกยังไงก็ไม่ถึง 40 ตารางวา

ที่พูดมาข้างบนถ้าลดขนาดลงครึ่งนึงจะทำได้ด้วยงบประมาณเพียงไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ปัญหาก็คือ
ส่วนใหญ่คนทำงานจะไม่มีเงินสดถึง 1 ล้านบาท ดังนั้นต้องใช้วิธีผ่อนซื้อที่ดินเอาและที่ดินก็มักจะขาย
เป็นแปลงใหญ่ๆ ไม่ค่อยแบ่งขาย ดังนั้นก็ต้องใช้วิธีแทคทีมสัก 2-3 รายมาซื้อแล้วแบ่งโฉนดกันอีกที
สมมุติที่ 100 ตรว. แบ่ง 3 รายก็ได้รายละ 33 ตรว. แค่ 3 แสนกว่าบาทตั้งใจผ่อนไม่เกิน 5 ปีหมดครับ

คราวนี้ราคาบ้านที่สร้างน่ะถ้าไม่เอาหรูหรามาก ทำอยู่กันแบบบ้านๆ ใช้งบไม่เกิน 3 แสนบาทนะครับ
อิฐบล็อกที่เอามาทำผนังน่ะก้อนละ 5 บาทเท่านั้นเอง  มันจะมีที่ราคาแพงและเราอาจนึกไม่ถึงก็คือ
"รั้วบ้าน" ที่อาจต้องจ่ายกันเป็นแสนไม่มีก็ไม่ได้ ดังนั้นถ้าทำแบบประหยัดๆ ก็ต้องพิจารณาเลือกให้ดีๆ

ปัญหาทั้งหมดของเรื่อง "ที่อยู่อาศัย" นั้น ความจริงแล้วเกิดจากคนในเมืองไม่มี Know How ในการ
สร้างบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้การสร้างบ้านเป็นเรื่องใหญ่ในความรู้สึกและทำให้ต้องจ่ายเงินแพงๆ
ผมพบว่าคนต่างจังหวัดในชนบทไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้เลยครับ เขาสร้างกันได้เองสบายๆ


อันนี้เห็นด้วย ว่าถ้าเรารู้จักการสร้างบ้านเอง มันก็อาจจะถูกลง (ถ้าไม่บานปลาย) 
แต่ปัญหาคือราคาที่ดินมันแพงเกินไป เนื่องจากที่ดินมันกลายเป็นสินทรัพย์ซึ่งคนเอามาเก็งกำไร ทั้งๆ ที่เป็นปัจจัย 4
อย่าง 25 ปีที่แล้ว บ้านแฝดแถวลาดพร้าว 101 ขนาด 35 ตรว พออยู่ได้ ราคาแค่ 3 แสน เงินเดือนจบใหม่ 8000-10,000 ราคาบ้านเท่ากับ 30 เท่าของเงินเดือน ปัจจุบัน บ้านหลังเดียวกัน ราคา 3 ล้าน เงินเดือนจบใหม่ 20,000 ราคาบ้านเท่ากับ 150 เท่า ต้องหาเมียสัก 3 คนมาช่วยทำงานผ่านบ้าน Smile

โดยส่วนตัวผมเห็นว่าบ้านและที่ดินควรจะมีการควบคุมราคาให้มันแปรตามรายได้เฉลี่ยของคน ไม่เช่นนั้น เด็กจบใหม่รุ่นนี้ ถ้าพ่อแม่ไม่สร้างสมบัติเอาไว้ให้ก่อนแล้ว หมดสิทธิที่จะมีบ้านซุกหัวนอน ชีวิตอยู่ไปวันๆ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อบริษัทขายบ้านซึ่งไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่ซื้อจะมีปัญญาผ่อนได้ตลอดหรือเปล่า เอาแต่ว่าขายให้ได้ไว้ก่อน ปล่อยให้แบงก์รับภาระเอาเอง พอแบงก์ไม่ยอมปล่อย รัฐบาลก็จะมาบีบให้ปล่อยอีก เงินเดือนห้าหมื่น มีเงินเก็บอยู่สองแสน ผ่อนบ้านหลังละห้าล้าน มันจะรอดได้ยังไง? เห็นตอนนี้จะมาบีบเครดิตบูโรให้ผ่อนคลายอีก เตรียมตัวผูกคอตายกันได้เลย

แล้วไอ้ที่บริษัทสร้างบ้านขายดันมาตั้งแบงก์ปล่อยกู้ให้ลูกค้าซื้อบ้านของตัวเองแบบชงเองกินเอง มันไม่ผิดกฏหมายเหรอเนี่ย เห็นเอาดอกเบี้ยมาล่อตามห้าง ใครกล้าไปฝากขอยกมือคารวะจริงๆ

บันทึกการเข้า
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #22 เมื่อ: 19-05-2007, 19:26 »

อันนี้เห็นด้วย ว่าถ้าเรารู้จักการสร้างบ้านเอง มันก็อาจจะถูกลง (ถ้าไม่บานปลาย) 
แต่ปัญหาคือราคาที่ดินมันแพงเกินไป เนื่องจากที่ดินมันกลายเป็นสินทรัพย์ซึ่งคนเอามาเก็งกำไร ทั้งๆ ที่เป็นปัจจัย 4
อย่าง 25 ปีที่แล้ว บ้านแฝดแถวลาดพร้าว 101 ขนาด 35 ตรว พออยู่ได้ ราคาแค่ 3 แสน เงินเดือนจบใหม่ 8000-10,000 ราคาบ้านเท่ากับ 30 เท่าของเงินเดือน ปัจจุบัน บ้านหลังเดียวกัน ราคา 3 ล้าน เงินเดือนจบใหม่ 20,000 ราคาบ้านเท่ากับ 150 เท่า ต้องหาเมียสัก 3 คนมาช่วยทำงานผ่านบ้าน Smile

โดยส่วนตัวผมเห็นว่าบ้านและที่ดินควรจะมีการควบคุมราคาให้มันแปรตามรายได้เฉลี่ยของคน ไม่เช่นนั้น เด็กจบใหม่รุ่นนี้ ถ้าพ่อแม่ไม่สร้างสมบัติเอาไว้ให้ก่อนแล้ว หมดสิทธิที่จะมีบ้านซุกหัวนอน ชีวิตอยู่ไปวันๆ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อบริษัทขายบ้านซึ่งไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่ซื้อจะมีปัญญาผ่อนได้ตลอดหรือเปล่า เอาแต่ว่าขายให้ได้ไว้ก่อน ปล่อยให้แบงก์รับภาระเอาเอง พอแบงก์ไม่ยอมปล่อย รัฐบาลก็จะมาบีบให้ปล่อยอีก เงินเดือนห้าหมื่น มีเงินเก็บอยู่สองแสน ผ่อนบ้านหลังละห้าล้าน มันจะรอดได้ยังไง? เห็นตอนนี้จะมาบีบเครดิตบูโรให้ผ่อนคลายอีก เตรียมตัวผูกคอตายกันได้เลย

แล้วไอ้ที่บริษัทสร้างบ้านขายดันมาตั้งแบงก์ปล่อยกู้ให้ลูกค้าซื้อบ้านของตัวเองแบบชงเองกินเอง มันไม่ผิดกฏหมายเหรอเนี่ย เห็นเอาดอกเบี้ยมาล่อตามห้าง ใครกล้าไปฝากขอยกมือคารวะจริงๆ

ครับคุณ sleepless

ก็คุยกันมาจนถึงประเด็นที่เป็นจุดสำคัญแล้วนะครับ จริงครับที่ปัญหามันอยู่ที่ราคาที่ดิน
แต่ความจริงแล้วต้นเหตุเรื่องนี้ก็คือการกระจุกตัวของความเจริญครับ คือที่ดินของเรา
มันไม่ได้แพงเหมือนกันทั่วประเทศ และประเทศไทยไม่ได้เล็กนิดเดียวแบบสิงคโปร์

ปัญหาของเราจริงๆ จึงอยู่ที่ระบบคมนาคมน่ะครับ ซึ่งเรื่องนี้จำได้ว่าคุณ thaitruth
ได้เคยตั้งกระทู้เอาไว้เทียบกับประเทศจีน ที่เร่งขยายระบบขนส่งทางรางอย่างหนัก
แต่ไทยเราแค่จะขยายรถไฟฟ้าไปฝั่งธนบุรีระยะสั้นนิดเดียวก็ยังถูกพิษการเมืองเบรก

ผมยกตัวอย่าง ถ้าเรามีระบบรถไฟรางคู่ความเร็วสูงวิ่งจากกลางกรุงเทพถึงอ่างทอง
ได้ภายใน 1 ชั่วโมง วิ่งถึงนครสวรรค์ได้ภายใน 2 ชั่วโมง แรงงานทั้งหมดก็สามารถ
กระจายตัวอยู่ในระยะ 200 กว่ากิโลเมตรตลอดแนวระบบรถไฟ เพราะบริษัทต่างๆ
สามารถตั้งกระจายกันออกไปได้ ไม่ต้องกระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ

แค่นี้ราคาที่อยู่อาศัยของประชาชนแต่ละคนก็จะถูกลงอย่างมหาศาล ทั้งที่ราคาที่ดิน
ตลอดแนวรถไฟสูงขึ้น คือคนที่ถือครองที่ดินเดิมก็รวยขึ้น คนที่จะซื้อบ้านก็ซื้อได้ถูกลง
เพราะไม่ต้องซื้อที่ดินในกรุงเทพฯ ราคาแพงๆ

ทุกวันนี้ต้องมาสุมกันอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะระบบขนส่งทางรางของเรามันถูกบอนไซ
ใช้รางขนาดกว้างกระจิ๋วหลิว นอกจากวิ่งได้ไม่เกิน 90 km/hr ยังเสี่ยงกับการตกราง
ทั้งที่รางมาตรฐานมันใหญ่กว่านี้ไปตั้งนานแล้ว ทำให้เราต้องขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก
ที่สิ้นเปลืองต้นทุนพลังงาน ขนส่งได้ช้า และเสี่ยงกับการเกิดอุบัติเหตุ การเดินทาง-
ระหว่างจังหวัดก็ต้องใช้รถบัส รถตู้ รถเก๋ง สิ้นเปลืองน้ำมัน และเสี่ยงกับอุบัติเหตุเช่นกัน

ยิ่งมารู้งบประมาณเวนคืนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสนามบินสุวรรณภูมิผมก็ยิ่งเซ็งอีก
เพราะอาจจะแพงเท่าราคาสนามบินทั้งสนาม ทำให้เราต้องใช้เงินกับสนามบินนี้ไปถึง
กว่า 2 แสนล้านบาท เอาเงินจำนวนนี้มาทำระบบรถไฟรางคู่ความเร็วสูงยังจะดีเสียกว่า


...

อย่างไรก็ตามการซื้อที่ดินเอง ปลูกบ้านเองนั้น ถ้าทำแบบประหยัดๆ ก็จะถูกกว่าไปซื้อ
บ้านจัดสรรได้มากมายครับ ต่างกันได้ถึงครึ่งต่อครึ่ง  นี่ผมยังไม่นับเรื่องการสร้างบ้านดิน
ซึ่งเราแต่ละคนสามารถขุดดินจากที่ดินตัวเองมาทำอิฐดินดิบ ที่เขากำลังอบรมกันนะครับ
แบบนั้นบ้านทั้งหลังไม่ถึง 1 แสนบาทด้วยซ้ำ แต่อาจจะสุดโต่งในสายตาคนทั่วไป

อย่างที่ผมบอกคนในเมืองปัจจุบันติดกับดักครับ จนทำอะไรไม่เป็นกันหมดแล้วนอกจาก
ทำงานของตัวเองให้ได้เงิน ที่เหลือก็เอาเงินซื้อเอา ขนาดที่ว่าแค่ทอดไข่ หรือผัดผัก
ก็จะทำไม่เป็นกันแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการปะชุนเสื้อผ้า หรือต่อโต๊ะเก้าอี้ ที่วางของง่ายๆ
ทั้งหมดมีแนวโน้มจะใช้วิธีซื้อเอาทั้งหมด พอมาถึงเรื่องบ้านจะไปเหลืออะไรล่ะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-05-2007, 19:30 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Body&Soul
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 370



« ตอบ #23 เมื่อ: 19-05-2007, 19:53 »

ผมคิดว่าการแก้ปัญหา ระบบขนส่งมวลชน เป็นการแก้ปัญหาให้สามารถผ่อนคลายได้ทุกระดับ

อาทิ เช่น แก้ไขเรื่องการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ปัญหาการจราจร หากการเดินทางด้วยการพึ่งบริการขนส่งมวลชน สะดวกและประหยัดใครจะปฎิเสธได้

แต่ที่แล้วมา นักการเมืองเล่นเกมการเมืองขัดแข้งขัดขา และสรรหาประโยชน์เข้ากระเป๋ากันตลอดเวลา ขาดการจริงใจในการแก้ปัญหา

หากโครงการไหน ส่วนแบ่งไม่ลงตัวหรือตกลงกันไม่ได้ ก็กลายเป็นโครงการในความฝัน

ที่รอคนมาปัดฝุ่นและสานต่อซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร ตัวอย่างที่มีให้เห็นๆกันเป็นประจำ



บันทึกการเข้า
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #24 เมื่อ: 19-05-2007, 20:37 »


ปัญหาทั้งหมดของเรื่อง "ที่อยู่อาศัย" นั้น ความจริงแล้วเกิดจากคนในเมืองไม่มี Know How ในการ
สร้างบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้การสร้างบ้านเป็นเรื่องใหญ่ในความรู้สึกและทำให้ต้องจ่ายเงินแพงๆ
ผมพบว่าคนต่างจังหวัดในชนบทไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้เลยครับ เขาสร้างกันได้เองสบายๆ


จริงค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง สมัยเด็ก ได้เห็นแต่ละครอบครัวร่วมแรงร่วมใจปลูกสร้างบ้านกันเอง ไม่กี่วันก็เสร็จ ไม่ต้องใหญ่โต หรูหรา วิเศษโสใหญ่โตอะไร ที่สำคัญกว่า คือ ความรักความผูกพันของบรรดาสมาชิกในครอบครัว

ผมคิดว่าการแก้ปัญหา ระบบขนส่งมวลชน เป็นการแก้ปัญหาให้สามารถผ่อนคลายได้ทุกระดับ

อาทิ เช่น แก้ไขเรื่องการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ปัญหาการจราจร หากการเดินทางด้วยการพึ่งบริการขนส่งมวลชน สะดวกและประหยัดใครจะปฎิเสธได้

แต่ที่แล้วมา นักการเมืองเล่นเกมการเมืองขัดแข้งขัดขา และสรรหาประโยชน์เข้ากระเป๋ากันตลอดเวลา ขาดการจริงใจในการแก้ปัญหา

หากโครงการไหน ส่วนแบ่งไม่ลงตัวหรือตกลงกันไม่ได้ ก็กลายเป็นโครงการในความฝัน

ที่รอคนมาปัดฝุ่นและสานต่อซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร ตัวอย่างที่มีให้เห็นๆกันเป็นประจำ





  

อดีตผอ. อสมท. ท่านแสงชัย สุนทรวัฒน์  พูดถึงเมกาเมื่อนานนนนมาแล้วว่า เมกาอาศัยการลุยตัดถนนนำร่องเพื่อกระจายความเจริญไปทั่วรัฐ และทั่วประเทศ
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #25 เมื่อ: 19-05-2007, 20:50 »

ผมคิดว่าการแก้ปัญหา ระบบขนส่งมวลชน เป็นการแก้ปัญหาให้สามารถผ่อนคลายได้ทุกระดับ

อาทิ เช่น แก้ไขเรื่องการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ปัญหาการจราจร หากการเดินทางด้วยการพึ่งบริการขนส่งมวลชน สะดวกและประหยัดใครจะปฎิเสธได้

แต่ที่แล้วมา นักการเมืองเล่นเกมการเมืองขัดแข้งขัดขา และสรรหาประโยชน์เข้ากระเป๋ากันตลอดเวลา ขาดการจริงใจในการแก้ปัญหา

หากโครงการไหน ส่วนแบ่งไม่ลงตัวหรือตกลงกันไม่ได้ ก็กลายเป็นโครงการในความฝัน

ที่รอคนมาปัดฝุ่นและสานต่อซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร ตัวอย่างที่มีให้เห็นๆกันเป็นประจำ



ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาในประเทศนะครับคุณ gem-stone

ความจริงเรื่องระบบคมนาคมขนส่งทางรางนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับยุทธศาสตร์ภูมิภาค
โดยไทยเราสามารถอาศัยจุดได้เปรียบด้านพิกัดภูมิศาสตร์ของเราให้เป็นประโยชน์
ในฐานะศูนย์กลางการขนส่งทางบก ที่เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ลาว เขมร และเวียดนาม
กับทะเลอันดามัน ที่เป็นเส้นทางไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป
ถ้าเราสามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งทางรางไปถึงประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว และ
สร้างท่าเรือน้ำลึกที่ฝั่งอันดามัน (ไม่แน่ว่าจีนอาจยอมออกเงินให้เราด้วยซ้ำ)

แต่เรื่องนี้จะออกนอกหัวข้อกระทู้มากเกินไป ถ้ามีโอกาสคงได้คุยเรื่องนี้ต่อนะครับ
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
Body&Soul
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 370



« ตอบ #26 เมื่อ: 19-05-2007, 21:04 »

ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาในประเทศนะครับคุณ gem-stone

ความจริงเรื่องระบบคมนาคมขนส่งทางรางนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับยุทธศาสตร์ภูมิภาค
โดยไทยเราสามารถอาศัยจุดได้เปรียบด้านพิกัดภูมิศาสตร์ของเราให้เป็นประโยชน์
ในฐานะศูนย์กลางการขนส่งทางบก ที่เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ลาว เขมร และเวียดนาม
กับทะเลอันดามัน ที่เป็นเส้นทางไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป
ถ้าเราสามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งทางรางไปถึงประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว และ
สร้างท่าเรือน้ำลึกที่ฝั่งอันดามัน (ไม่แน่ว่าจีนอาจยอมออกเงินให้เราด้วยซ้ำ)

แต่เรื่องนี้จะออกนอกหัวข้อกระทู้มากเกินไป ถ้ามีโอกาสคงได้คุยเรื่องนี้ต่อนะครับ



ด้วยความยินดีครับผม
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 19-05-2007, 22:05 »

ก็ตลอดมา มันคิดได้แต่กระตุ้นอสังหา  แต่ผังเมือง ระบบขนส่งมวลชน อะไร ไม่มีใครคิดไว้เลย  มัวแต่มาบ้าสร้างสนามบินแล้วก็คอรับชั่น มารู้อีกที จีน เกาหลี มันล่วงหน้าไปแล้ว เวียดนามกำลังเชื่อมโฮจิมินห์กับไซ่ง่อน  แล้วนี่ สิงคโปร์ กับมาเลเซีย ขนาดมันทะเลาะกันประจำ มันกำลังจะสร้างรถไฟหัวกระสุนเชื่อมเข้าหากันแล้ว

ตอนเหนือนคร Toronto ยังไม่ทันมีบ้านอะไรไปตั้ง มีแต่ทุ่งนา เลี้ยงปศุสัตว์ เลี้ยงม้า หมู เป็ด ไก่ แต่มันตัดแนวถนนออกไปชานเมืองเรียบร้อยแล้ว ถนนที่ติดทะเลสาป Ontario วิ่งไปทางเหนือออกไปเรื่อยๆ จนมันกลายเป็นลูกรัง แนวเสาไฟฟ้ามันก็ปักไว้ล่วงหน้าเป็นสิบๆปีเลย   ที่อยู่อาศัย ย่านพาณิชย์ ขยายออกไปเมื่่อไร ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ ก็ไม่ต้องมานั่งเวนคืน ไล่ที่  ที่ดินก็ไม่ตาบอด

น่ามีอะไรให้ภูมิใจในความเป็นไทยนักนี่

ก็คิดเสียว่า ให้มันพอเพียงแค่นี้แล้วกัน !!
บันทึกการเข้า

Body&Soul
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 370



« ตอบ #28 เมื่อ: 19-05-2007, 22:26 »

ค่อนข้างเห็นใจ คนที่มีมุมมองที่ขัดตาขัดใจอะไรไปหมด

เห็นใจจริงๆ แต่อยากขอให้มองอะไรให้กว้างๆ ว่าพื้นฐานการเมืองของแต่ละประเทศ

มีวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน การที่จะมากล่าวโทษ รัฐบาลเฉพาะกิจ

ที่เข้ามาแก้ปัญหาในระยะเวลาอันแสนสั้น นั้นไม่ถูกต้อง

หากเรามองปัญหาย้อนไปในอดีต ทุกคนหรือแม้แต่ทุกรัฐบาลที่มีมา

ขาดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ที่ไม่สามารถสานต่อในระยาวได้เลย

ดึกแล้ว ขอไปกินนมนอนดีกว่า เจี่ยหนีอุ๊ก

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-05-2007, 22:35 โดย gem-stone » บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 19-05-2007, 23:20 »

ค่อนข้างเห็นใจ คนที่มีมุมมองที่ขัดตาขัดใจอะไรไปหมด
เห็นใจจริงๆ แต่อยากขอให้มองอะไรให้กว้างๆ ว่าพื้นฐานการเมืองของแต่ละประเทศ
มีวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน การที่จะมากล่าวโทษ รัฐบาลเฉพาะกิจ
ที่เข้ามาแก้ปัญหาในระยะเวลาอันแสนสั้น นั้นไม่ถูกต้อง
หากเรามองปัญหาย้อนไปในอดีต ทุกคนหรือแม้แต่ทุกรัฐบาลที่มีมา
ขาดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ที่ไม่สามารถสานต่อในระยาวได้เลย
ดึกแล้ว ขอไปกินนมนอนดีกว่า เจี่ยหนีอุ๊ก

อ้าว พูดไปพูดมา ไปแย้งตัวเองซะนี่ 

ก็รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติหรือปฏิรูป มันก็ต้องเข้ามา "เปลี่ยนแปลง" ให้มันดีขึ้น

อันดับแรก กวาดบ้าน จัดการคนชั่ว สร้างบรรทัดฐานความยุติธรรมให้บังเกิด ซึ่งรัฐบาลปกติทำไม่ได้
อันดับสอง ตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ ที่รัฐบาลปกติทำไม่ได้

แต่เ_ือกไม่ทำอะไร ซ้ำยังแก้ตัวให้อีกว่า เพราะรัฐบาลก่อนมันไม่ทำ กรูเข้ามาระยะสั้น กรูจะสมานฉันท์ ทำอะไรไม่ได้มากหรอก ไอ้แบบนี้ก็เหมือนรัฐบาลไอ้เหลี่ยมที่มันอะไรก็ปชป.

แล้วงี้จะรัฐประหารเข้ามาทำดาบหอกอะไรล่ะครับ ? ก็กลับไปตีกอล์ฟอย่างเดิมดีแล้ว


วิวัฒนาการแต่ละประเทศมันต่างกันทั้งนั้นแหละครับ แต่สิ่งที่ประเทศที่เจริญๆเขามีเหมือนกันคือ ผู้มีอำนาจมีความจริงใจทำเพื่อชาติครับ มันถึงเกิดเป็นรูปธรรมให้เห็น ไม่ใช่วันๆพรีเซนต์ตัวเองเป็นคนดี แต่คอยแบ่งผลประโยชน์ แล้วก็บอกว่า กรูทำอะไรไม่ได้นอกจากจัดเลือกตั้ง พวกเอ็งโทษรัฐบาลที่แล้วแล้วกัน กรูไปแระ อะไรแบบนี้เหรอ
บันทึกการเข้า

Body&Soul
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 370



« ตอบ #30 เมื่อ: 19-05-2007, 23:36 »

อ้าว พูดไปพูดมา ไปแย้งตัวเองซะนี่ 

ก็รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติหรือปฏิรูป มันก็ต้องเข้ามา "เปลี่ยนแปลง" ให้มันดีขึ้น

อันดับแรก กวาดบ้าน จัดการคนชั่ว สร้างบรรทัดฐานความยุติธรรมให้บังเกิด ซึ่งรัฐบาลปกติทำไม่ได้
อันดับสอง ตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ ที่รัฐบาลปกติทำไม่ได้

แต่เ_ือกไม่ทำอะไร ซ้ำยังแก้ตัวให้อีกว่า เพราะรัฐบาลก่อนมันไม่ทำ กรูเข้ามาระยะสั้น กรูจะสมานฉันท์ ทำอะไรไม่ได้มากหรอก ไอ้แบบนี้ก็เหมือนรัฐบาลไอ้เหลี่ยมที่มันอะไรก็ปชป.

แล้วงี้จะรัฐประหารเข้ามาทำดาบหอกอะไรล่ะครับ ? ก็กลับไปตีกอล์ฟอย่างเดิมดีแล้ว


วิวัฒนาการแต่ละประเทศมันต่างกันทั้งนั้นแหละครับ แต่สิ่งที่ประเทศที่เจริญๆเขามีเหมือนกันคือ ผู้มีอำนาจมีความจริงใจทำเพื่อชาติครับ มันถึงเกิดเป็นรูปธรรมให้เห็น ไม่ใช่วันๆพรีเซนต์ตัวเองเป็นคนดี แต่คอยแบ่งผลประโยชน์ แล้วก็บอกว่า กรูทำอะไรไม่ได้นอกจากจัดเลือกตั้ง พวกเอ็งโทษรัฐบาลที่แล้วแล้วกัน กรูไปแระ อะไรแบบนี้เหรอ



ว่าจะไปกินนม นอน แล้วนะเนี่ย มีคนมาชวนคุยต่ออีก

คุณอาจไม่พอใจรัฐบาลนี้ว่าแก้ปัญหาไม่ทันใจคุณ

หากคุณไม่ได้อยู่หรือรับรู้ปัญหาในเบื้องลึก

ที่เอามาแจกแจงต่อสาธารณะชนไม่ได้

 ต้องทนก้มหน้าทนแรงเสียดสีจากสังคมของคนไทยที่ใจร้อน

และอดทนให้เวลาเป็นสิ่งพิสูจน์ ว่าสิ่งที่ตัดสินใจที่ทำลงไปนั้นถูกต้อง

ก็คงต้องหลับตาและปิดหูข้างนึง

และคิดว่า เป็นแค่เสียงนกเสียงกา ที่ร้องเพลงให้ฟังในตอนเช้า

เพื่อปลอบใจตนเอง

และเมื่อถึงเวลา ถึงจุดสุดท้ายผลที่ออกมาแล้ว

จะถูกใจคนบางจำพวก หรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ

วันนั้น คุณกับผม ค่อยมาคุยกัน

รอแป๊บนึงน่า นะๆๆๆ


เอ้อ  ลืมถามไป ผมพูดขัดแย้งตัวเองตรงไหน

เผื่อคุณตีความหมายภาษาไทยผมไม่แตกฉาน

เพราะเข้าใจว่าไปอยู่ ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-05-2007, 23:57 โดย gem-stone » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: