ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
20-10-2019, 23:42
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  วิธีแปลงวิกฤติเลวร้ายเป็นโอกาสทองของจีน (แต่บางประเทศยังดักดาน หายนะจะมาเยือน) 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
วิธีแปลงวิกฤติเลวร้ายเป็นโอกาสทองของจีน (แต่บางประเทศยังดักดาน หายนะจะมาเยือน)  (อ่าน 5646 ครั้ง)
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« เมื่อ: 17-05-2007, 19:50 »

China's Growing Global Money Clout

As foreign investors flock to the mainland looking for acquisitions, mainland financiers are also looking to invest overseas

In an investment world wallowing in liquidity, China has become the focal point of significant transformations in global capital flows.

Financial investors are crowding into the country with seasoned strategic partners to troll China's choppy acquisition waters. Large amounts of new capital from new regions, notably the Middle East, are also arriving.

In 2006, acquisitions rose by 43% in total value, 22% in number of deals, and 29% in average deal size. Private equity (PE) transaction value surged 108%.

The allure of large and quick gains is drawing institutional capital away from more traditional destinations. Concerns have been voiced, for example, that historically strong earnings of listed companies in New York and London are not drawing the sustained investor support they once did.

Even with the Dow at record levels, the inverted yield curve of bond markets has many analysts predicting weakness in major market equities. At the same time, fund competition is pushing many large-scale investors toward higher risk behavior abroad. China is a promising if edgy choice.

A big part of the inbound story is the individual speculator. Real estate values continue to climb in major cities, even when faced with massive new construction and softening rents. Talk of bubbles in both real estate and domestic equity markets is getting louder, and efforts to close channels of speculation are slow to get traction. The "owned but not occupied" phenomenon continues to grow.

OUTWARD BOUND

China's significant impact as an exporter has been felt for more than 10 years now. In the coming decade, we will see a similarly unprecedented surge in the country's significance as a global financier and acquirer.

A swelling trade surplus, government tax revenues as well as its state owned enterprise (SOE) and investment earnings have already made China the biggest buyer of US Treasury paper. In 2006, the US Treasury sold US$184 billion in debt and China bought nearly half, more than twice its annual purchases in 2002 and 2003.

Add in the IPO successes of some of the larger state-owned financial entities, and it comes to tens of billions in additional liquidity.

Now the stewards of China's cash wealth are looking for investments that are more diversified, better yielding, and more strategic than US dollar assets. Outbound channels already include a growing program to acquire overseas resources and commercial assets, huge credit lines to support exports, and targeted foreign aid to support trade growth and energy security.

A NEW KIND OF INVESTOR

So far, little attention has been accorded China's potential impact as a global financier, a new kind of global investor. The first hint of concern came when China National Offshore Oil Corp bid for Unocal, with opponents arguing that the offer was unfairly supported by state funds.

A mounting global debate over what constitutes "fair" investment behavior is the inevitable result of China's basic development model and its rising investment potential.

A key part of all this will be the huge new state fund to deploy foreign exchange, which was announced in March. Modeled on Temasek, China's version has initial funding of US$200 billion, already half of the total value of Singapore's very mature fund. Then there is the Bohai Fund, with its first investments coming from social security monies, a reorientation of the Huijin Fund, owned by China's central bank, and a revitalization of other funds, including the State Council's CITIC.

These new and revitalized investing entities, with markedly Chinese characteristics, are considered by China to be commercial investors. But it would be naïve to think they will not also align closely with broader state interests.

As domestic buyers, the funds will support the government's policy to consolidate and commercialize SOEs, but do so without an unconstrained flow of assets and control into the hands of private owners. They will compete with international funds and banks, and debate will begin as to how marketized China's major enterprises really are.

It is the overseas activities of these funds that are likely to stir the more lively debate, though. Especially if global commodity and property assets continue to inflate, or even bubble, China will be too big a player through these new style investment agents to slip quietly into the fray.


http://www.businessweek.com/print/globalbiz/content/may2007/gb20070516_036733.htm


นี่คือวิธีการแปลงวิกฤติเป็นโอกาสที่ชาญฉลาด เอาเงินที่มันกำลังร่วง ไปกว้านซื้อทรัพยากรที่จะเอามาสนับสนุนความอยู่ดีกินดี เกื้อกูลเศรษฐกิจระยะยาว ไปลงทุน ไปถือหุ้นในกิจการดีๆ ดูดเอาเทคโนโลยีและผลประโยชน์มา

บางประเทศซวยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าไม่เจอผู้นำโคตรโกง ก็เจอผู้นำโคตรโง่ อยู่มาตั้งนานแต่โกงอย่างเดียว ส่วนไอ้ที่ปฏิวัติเข้ามาก็นั่งเซ่อ ไอ้คนมีบ้านหลายเสามัวมาเรียกร้องให้คนเสียสละ แต่ตัวยังนั่งเป็นที่ปรึกษาบริษัทที่เคยร่วมมือกับคนที่ถูกปฏิวัติปล้นชาติ  บริหารประเทศก็ทำแบบน้องเกรงใจพี่ เซ่อซ่า ทุนสำรองบาน เก็บจนเน่า ขาดทุนวันแล้ววันเล่า วิธีคิดแบบเดิมๆ อยู่ในกะลา แล้วงี้จะให้คนในประเทศมาภูมิใจลมๆแล้งๆได้ยังไง มีแต่จะเสื่อมศรัทธา

จะจัดตั้งกองทุนใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ได้ ต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ แสดงว่ามีการเตรียมการมานานแล้ว มีความเด็ดขาดในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งบางประเทศไม่มี และคงจะไม่มีวันมี

แนวโน้มเป็นอย่างนี้แล้ว แต่ยังไม่มีข่าวในทางบวกอะไรจากรัฐบาลโง่และธนาคารชาติโง่ๆว่ามันจะทำอะไร มัวแต่เฝ้ามองมันขาดทุนไปเรื่อยๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-05-2007, 20:23 โดย 加籍华人 » บันทึกการเข้า

นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #1 เมื่อ: 17-05-2007, 20:03 »

เศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ดีเช่นนี้เอง
 
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #2 เมื่อ: 17-05-2007, 20:20 »

สังคมนิยม จงเจริญ......

ปลอด คอร์รับชั่น

ทุกคน ร่ำรวย มีสิทธิ เท่าเทียมกัน

ใคร ใคร่ค้า ค้า

บริโภคอาหาร อันแสนเลิศรส แบบเดียวกัน

เป็นสังคมอุดมสุข แท้ๆ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 17-05-2007, 20:32 »

ปัจจุบันนี้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนของจีนยังกว้างมากๆ

มันไม่เกี่ยวหรอกครับว่า จะต้องเป็นสังคมนิยม หรือจะต้องเป็นประชาธิปไตย และเขาไม่ได้มานั่งแคร์ใคร

ความสำคัญอยู่ที่ ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะอำนาจเงินหรืออำนาจปืน จะต้องมีความจริงใจทำเพื่อชาติ ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ โกงแหลก หรือเที่ยวไปบอกใครๆว่า กูซื่อสัตย์(ว์) แต่นั่งเซ่อไม่ทำอะไร แล้วก็อยู่ในกะลา

เวลาของประเทศไทยงวดเข้าทุกทีๆแล้ว ถ้าผู้มีอำนาจยังไม่ปรับวิธีคิด หายนะจะมาเยือนทั้งตนเองและประเทศชาติ ประชาชนได้แต่ด่าทอและรับกรรมกันไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-05-2007, 20:37 โดย 加籍华人 » บันทึกการเข้า

ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #4 เมื่อ: 17-05-2007, 20:44 »

สังคม ประเพณี สิ่งแวดล้อม ที่หล่อหลอมมาเป็นชน แต่ละชาติ

มีความเหมือน ความแตกต่าง ที่ไม่อาจวัดได้ว่า หากเจริญในวัตถุ แต่ประชาชนต้องทำงานเหมือน Robot

กับการที่ มีความสุขตามอัตภาพ แล้วไม่ถูกกดขี่ หากใครมีทางเลือกที่จะมาที่จะไป

และมีทางเลือกที่จะอยากเป็นก็คงไม่มีใครห้าม แต่เนื่องจากใครบางคน ที่เต็มใจ

และภูมิใจที่อยู่และจะตายอยู่ในผืนแผ่นดิน ที่ถูกรังเกียจเหยียดหยามจากพวกที่ วัดความเจริญของคนด้วยวัตถุ

ก็ขอเอวังด้วยประการ ฉะนี้
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #5 เมื่อ: 17-05-2007, 21:56 »

ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจกับมาตุภูมิของอากง อาม่าที่หลายสิบปีมานี้พัฒนาประเทศได้เจริญรุ่งเรื่องอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่อย่างไรก็รักเมืองไทย ทุกครั้งที่มีโอกาสไปเที่ยวต่างแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว กลับมาก็จะรักเมืองไทยมากขึ้น  Very Happy

ที่บ่น ๆ ด่า ๆ อยู่เนี่ยะ เพราะรักหรอกนะคะ  Very Happy และเป็นห่วงรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะเป็นกำลังของชาติในอนาคต

ประเทศจีนที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาหลายพันปีก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งนั้น ฉากชีวิตที่เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม ความวิปโยคแสนรันทด ราษฎรตกเป็นเหยื่อเสียชีวิตอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่...จะมีจำนวนกี่หลายสิบล้านหรืออาจนับเป็นร้อยล้านกันหนอ  Cry

แม้ว่าหลาย ๆ เรื่องของบ้านเราจะดูงี่เง่า ไม่เข้าท่า ก็ค่อย ๆ ปรับแก้กันไปค่ะ และต่อให้อนาคตมันจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายก็เป็นเรื่องของกรรม อันหมายถึง การกระทำของคนในชาตินี่แหละ บางทีคนเราก็เหมือนที่สำนวนไทยเปรียบเทียบไว้ว่า สัญชาติคางคกยางหัวไม่ตก ไม่รู้สึก อะไรแบบนั้น

ปล. 1. หลายปีก่อนโน้น จะเห็นข่าวนักศึกษา และผู้คนของเกาหลีใต้ ออกมาเดินประท้วงจนถูกตำรวจยิงแก๊สน้ำตาไล่ฝูงชนอยู่เป็นประจำ แล้วข่าวพวกนี้หายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้  Surprised มารู้อีกที ก็อ้าว กระแสเคป๊อบฟีเวอร์ไหลบ่าไปทั่ว

      2. อินเดียที่ได้ชื่อว่า เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ชื่อว่า เก่งกาจเรื่องไอที และวิทยาศาสตร์ แต่ประทานโทษ ยังแบ่งชั้นวรรณะกันอยู่เลย คนจน จนยากแทบไม่มีอะไรยาไส้ น่าเวทนานักหนา

      3. พวกประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้ว จะมีปัญหาในอีกลักษณะหนึ่งตามมา ที่เห็นชัดคือ ความสุขด้านจิตใจ มีผลการสำรวจออกมาบ่อย ๆ ว่า คนในชาติกำลังพัฒนาที่มีรัฐบาลห่วยแตก ไม่เอาไหน กลับมีความสุขมากกว่า คนในชาติที่ว่าเจริญแล้วเสียอีก พวกฝรั่งอั้งม้อทั้งหลาย มีปัญหาทางจิตกันเยอะ

      4. ญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศมีสถิติคดีอาชญากรรมต่ำมาก แต่มีข่าวออกมาแต่ละที ทำเอาขนพองสยองเกล้า เมื่อวานก็มีข่าวลูกชายฆ่าตัดหัวแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง ดู ๆ แล้ว คนในประเทศนี้มีความสุขทางใจน้อยลง ๆ

ผลกระทบด้านลบจากความเจริญทางวัตถุนั้นมีมากมายหลายประการ ไม่ได้แตกต่างจากความไม่เอาไหนในการบริหารจัดการซักเท่าไหร่  Shocked Surprised Shocked
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 18-05-2007, 02:24 »

ผมว่ามันมีองค์ประกอบหลายๆอย่างในการที่จะพัฒนาประเทศ จะไปโทษว่ารัฐบาลอย่างเดียวก็คงไม่ได้
ยิ่งสถานการณ์ช่วงที่รัฐบาลเข้ามาก็รู้ว่ามันแย่แค่ไหน  มันยากยิ่งกว่าการจับปูใส่กระด้งซะอีก
เรื่องความคิดของคนเป็นสิ่งสำคัญ  แม้รัฐบาลจะดำเนินการอะไร หากประชาชนไม่ไว้วางใจ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร


กรณีทักษิณคงเป็นตัวอย่างได้ดี  แม้จะบริหารเก่ง รวดเร็ว  มีทรัพยากรมากมาย และหลายๆอย่างที่เค้าคิด ก็เป็นความคิดที่ดูดี
แต่กลับเกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินการอย่างที่เค้าคิดได้  เพราะมีประชาชนไม่ไว้วางใจ 

เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญตอนนี้ผมจึงคิดว่างานหนักของรัฐบาลคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความสามัคคีกัน มองประเทศชาติเป็นหลัก
และทำให้ประเทศชาติกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด 

เพราะฉะนั้นใน 1 ปี จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมาคิดโครงการหรือแผนงานใหญ่ๆ อย่างมากก็ทำได้แค่ทำงานเก่าทีค้างไว้เท่านั้น การไปเปลี่ยนแปลงนโยบายอาจเกิดผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนได้ เพราะนักลงทุนก็รู้ว่ารัฐบาลอยู่แค่ 1 ปี รัฐบาลใหม่มาก็อาจเปลี่ยนอีก  ก็อาจเกิดความไม่มั่นใจได้

ผมก็ไม่ได้ถนัดเรื่องเศรษฐกิจอะไร แต่ก็พอติดตามข่าวอยู่บ้าง ก็เห็นว่ารัฐบาลเค้าก็ทำงานกัน เพียงแต่เค้าไม่ได้ออกมาพูดมากเหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คนก็เลยไม่ค่อยรู้ นั่นก็คงเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข ต้องเสนอแนะกันไป

ผมเห็นใจรัฐบาลมากกว่านะ พอเดือดร้อนก็ไปเรียกเค้ามา พอไม่ได้ดังใจก็ด่ากันซะแล้ว  เอาเป็นว่าอดทนกันหน่อยก็แล้วกัน  ผมยังเชื่อมั่นว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 18-05-2007, 03:06 »


การใช้เงินก็เป็นศาตร์ศิลปอย่างหนึ่ง..

การบริหารประเทศก็เป็นศาตร์และศิลปอย่างหนึ่งเช่นกัน

ที่สำคัญต้องมีความแม่นยำในอนาคต และไม่ประมาท

อย่าไปจ้องคนอื่นจนลืมระวังตนเอง..


ข้อเท็จจริงเรื่องเงินตราสำรองระหว่างประเทศ ต้องดูว่าเงินที่อยู่กับเราเป็นเงินร้อนหรือเงินเย็น

เครดิตเรามีแค่ไหน.. หากบริหารไม่ดีติดขัดแบบคราวปี39 นั่นแหละหายนะ

หากในประเทศเราเน้นภาคเศรษฐกิจจริง  อัตราการนำเข้าและส่งออกไม่มากกว่าเศรษฐกิจภายใน

จะมั่นคงกว่า แม้การเจริญเติบโตจะไม่หวือหวา ชาติเล็กๆจะเติบโตในการแข่งขันได้คนในชาติส่วนใหญ่ต้องเก่งกว่าเขา

หากไม่ใช่เช่นนั้น ก็จงพอใจในโอกาสของตน เพราะไม่มีอาณาจักรใดค้ำฟ้าในโลกได้หรอกครับ..

เทคโนโลยีควรตอยสนองความสุข ความสะดวกสบายของคนในชาติที่จะเรียนรู้และเอาตัวรอดได้

ความมั่งคั่งหากไม่มีกำลังทหารพอเพียงเพื่อปกป้องก็นำภัยมาสู่ตนเองได้

รบทางเศรษฐกิจก็ต้องใช้ทหารเศรษฐกิจ คืออย่างน้อยก็ต้องฉลาด และบางทีก็ต้องใช้ยุทธวิธีมากมายเพื่อเอาตัวรอด..



สรุป คือต้องสร้างมิตรภาพให้กว้าง และยืนบนเท้าตนเอง เน้นการเจรจาตกลง สร้างโอกาสจากเศรษฐกิจภายใน

ส่วนการเงินก็ต้องสะสมไปเรื่อยๆเหมือนญี่ปุ่นสมัยหลังสงคราม หรือจีนสมัยปิดประเทศ..

เพราะเงินตราสะสมของเรา ส่วนใหญ่นำไปแจกคนจนแบบไม่ทำให้เขาฉลาดขึ้นอย่างที่ผ่านมา..

มันสร้างภาพโดยไม่มีการสะสมความรู้และเงินทุนไม่ได้ ขนาดเศรษฐกิจเราไม่ใหญ่เหมือนเขา ใช้แต่เครดิตเครดิตก็หมดไปได้

คนไทยควรรักษาน้ำใจไมตรีกับแขกที่มาท่องเที่ยว และเน้นแขกท่องเที่ยวหรือนักท่องเที่ยวนักลงทุนกลุ่มที่มีพื้นฐานดีๆ นิสัยดี เงินดี ความรู้ดี ฯลฯ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 03:19 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 18-05-2007, 07:10 »

1. หลายคนคงเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงเพี้ยนกันไปหมดแล้ว ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงของคุณคือ การหยุดยกระดับคุณภาพชีวิต พอแค่นี้ กลับไปใช้วัวควายเทียมเกวียน ถ้างี้ก็ให้รัฐบาล "พักปะติวัดปะซาซนลาว" มาบริหารประเทศแทนก็ได้ครับ

เวลานี้เรามีเงินทุนสำรองส่วนเกิน อย่างที่คุณ jerasak บอก อย่างต่ำๆก็ 3 หมื่นล้านเหรียญ แล้วก็ขาดทุนไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่ปรากฎว่าคนที่มีอำนาจจะหาทางจัดการอย่างไร ไม่มีการคิดเผื่ออนาคต เช้าชามเย็นชาม

2. และถ้าคุณคิดว่า รัฐบาลนี้กำลังส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงจริง แล้ว JTEPA ที่เพิ่งรีบงุบงิบเซ็นไปนี่คืออะไร ? "หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ" ฟังดูเท่ดี

3. ถ้าคุณคิดว่า รัฐบาลนี้งานเยอะไปหมดเพราะปัญหาหมักหมมมาเยอะ แล้วหวังไปเอากับน้ำบ่อหน้า ขอเตือน หลังเลือกตั้ง พวกนั้นก็กลับเข้ามาหาเขมือบเหมือนเดิม มันจะหนักกว่าเดิม

4. บางคนบอกว่า "ภูมิใจที่เป็นคนไทย ขอตายอยู่บนแผ่นดินนี้" ขอโทษทีนะครับ เป็นคำพูดที่ฟังจนหูชาแล้ว ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรขึ้นมาเลย ฟังแล้วยิ่งอยากหัวเราะ คุณนั่นแหละคือ "เบี้ย" ตัวหนึ่งให้เขาเดิน เพราะว่า ผู้มีอำนาจเขาไม่สน ส่วนใหญ่ก็มีแต่คนไม่มีเงินไม่มีปืนเท่านั้น ที่ตายแทนตลอด แล้วมีคนมาชุบมือเปิบต่อไป ก็เหมือนกับที่คุณต่อสู้แทบตายเพื่อความยุติธรรม เขาสัญญาว่าจะลากคอคนผิดมาลงโทษ


ก็ตัวอย่างเก่าๆอีกแหละ คนผิดจากการปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ จนปลาที่ชาวบ้านจนๆเลี้ยง ตายเป็นล้านๆตัว  หาคนผิดได้หรือยัง??
ตำรวจที่เอามีดฟันแขนผู้หญิงจนขาดกระเด็น ถามว่าหาตัวมาลงโทษได้หรือยัง??

หรืองานเยอะมากเลย ปัญหาเยอะมาก รัฐบาลที่แล้วสร้างปัญหาไว้มาก ??



ถ้ามัวแต่ปกป้องกันเข้าไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณก็ไม่ต่างจาก อะไรจ๊ะ ภัทร ฯลฯ หรือบรรดาที่รักทักษิณไม่ลืมหูลืมตานักหรอก

นี่เป็นยุคที่มั่วที่สุดยุคหนึ่ง และความมั่วไร้ทิศทางแบบนี้จะอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ขอรณรงค์เลย โปรดออกไปเปิดหูเปิดตาดูประเทศเพื่อนบ้านกันได้แล้ว
บันทึกการเข้า

katindork
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369


« ตอบ #9 เมื่อ: 18-05-2007, 09:35 »

คุณ ภาษาจีน  เป็นคนเข้มข้นดีจริงๆ
ผมว่าอย่างที่คุณว่าแหละครับ
 Sad
คำพูดที่ว่า ผมรักเมืองไทยและขอตายในเมืองไทยนี่  เก็บไว้ในใจได้ครับ  (คงไม่มีเมืองไหนอยากให้ไปตายที่เมืองเค้า)
 Sad

ถามแบบคนไม่มีความรู้นะครับ 
เงินสำรอง 3 หมื่นกว่าล้านเหรียญนี่  เราตัดปัจจัยเสี่ยงเรื่องหนี้สินของเราแล้วหรือยัง   

แต่อย่างว่าครับ   อยู่เฉยๆนี่ก็เสี่ยงอยู่แล้ว Cry Cry
เพราะเงินสำรองที่มีอยู่ไม่รู้ว่ามันกำลังจะเน่าหนอนขึ้นเพราะความผันผวนของค่าของเงินหรือเปล่า 
แย่มากๆเข้าเงินที่ยัดใส่ไหไว้    เอามาซื้อท้อฟฟี่ซักเม็ดยังยาก Confused


เอาออกมาใช้เลย ก็ไม่กล้าเพราะหัวโขนรัฐบาลชั่วคราวมันยังอยู่ 

ที่แย่ที่สุดคือดึงเวลาไปเรื่อยๆ 
ปัญหาจิปาถะ  ไม่ลงไม้ลงมือทำให้เป็นรูปร่าง      อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้กับคนในชาติบ้าง
บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #10 เมื่อ: 18-05-2007, 09:46 »

ประเทศจีน กระโจนเข้าสู่ระบบทุนนิยม จากระบบสังคมนิยม ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ น่าชื่นชม เสมือนคนที่อยู่อย่างสมถะ ออกมาแคะหนมครกขาย ได้กำไรก็กระดี้กระด้าดีใจ เตรียมเปลี่ยนไปแคะทาโกะยากิ ทำตนเป็นหนูถีบจักร เพื่อถีบวงจรทุนนิยมให้หมุนไป

จีนอาจจะโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง คือในยุคที่ประเทศยากลำบาก ทั้งในสมัยฮ่องเต้ และในสมัยเหมา คนจีนส่วนหนึ่งที่ทนควมลำบากไม่ได้ ก็หนีออกมาจากประเทศมากมาย พลเมืองที่ทิ้งประเทศยามลำบากนั้น ประเทศใดมีมาก ก็ซวยแท้ๆ ดังนั้นจีนจึงเหลือพลเมืองที่ยอมตายคาประเทศ มีอุดมการณ์ที่จะกอบกู้ประเทศ จนมีวันนี้

เมื่อจีนเจริญ ลูกหลานคนที่โล้สำเภาหนีมา ก็ชื่นชมและอยากกลับไปเอี่ยวกับเขามั่ง จีนเขาก็คงเมตตา รับกลับไป ก็ดีแล้ว คนเราย่อมให้อภัยกัน ตอนลำบากหนีเอาตัวรอด ตอนสบายจะกลับมาช่วยกิน ไม่ว่ากัน 

แต่จีนลืมไปว่า ที่ประเทศวิบัติพินาศมานาน ก็เพราะนิสัยชอบเอาเปรียบ ส่งเสริมการคอรัปชั่น กดขี่เพื่อนร่วมชาติด้วยกันเอง คุณสมบัตินี้ จีนไม่เคยทิ้งไปในระยะเวลาพันกว่าปีที่มีประเทศ อีกไม่นาน มันจะแผลงฤทธิ์อีกครั้ง

ทุกวันนี้แก๊งค์ลูกหมู เป็นตัวอย่างที่ดีแสดงให้เห้นถึงอุปนิสัยบางอย่าง ที่จีนไม่เคยแก้ไขได้ การรวมกลุ่มสมาคมอั้งยี่ ก็ใกล้จะกลับมา ยากูซ่าคงได้อาย

ไม่เกินห้าปีข้างหน้า โลกจะวิกฤติหนักด้วยภาวะโลกร้อน อุตสาหกรรมหนักจะต้องปรับเปลี่ยน การใช้พลังงานฟุ่มเฟือยจะต้องลดลง ถึงจะมีน้ำมันมากมายเพียงไร ก็จะเอามาเผาผลาญกันเล่นไม่ได้อีกแล้ว แต่เมื่อวันนั้น จีนจะยังไม่หยุด เพราะหยุดไม่ได้แล้ว ปล่อยผีแล้ว ประชาชนไม่ยอมแล้ว

คอยดูการปฎิวัติจีนอีกครั้งค่ะ 
บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #11 เมื่อ: 18-05-2007, 10:25 »

นี่ไงคะ โอกาศทองของจีน


http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9500000055608

ชี้ 1 ใน 5 คนเมืองเซินเจิ้นผจญปัญหาจิตใจ

ไชน่าเดลี่—จีนจ่ายราคาสุดโหดในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและสร้างสังคมสมัยใหม่ และเมืองเซินเจิ้นก็เป็นตัวอย่างสะท้อนอย่างดี จากการสำรวจที่เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า 1 ใน 5 ของกลุ่มคนวัยผู้ใหญ่ในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตงหรือกวางตุ้ง ทุกข์ทรมานเนื่องจากปัญหาจิตใจ
       
       การสำรวจซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยสาธารณสุขเทศบาลเมืองกวางตุ้งด้วยนี้ ได้ทำการสำรวจประชาชนมากกว่า 7,000 คน อายุระหว่าง 18 หรือมากกว่า โดยรวมกลุ่มผู้อาศัยถาวรและผู้ย้ายถิ่นฐานจากทุกระดับชั้น เศรษฐกิจและสังคม ผลปรากฏว่า ร้อยละ 21 บอกว่า พวกเขาเคยมีปัญหาด้านจิตใจระดับหนึ่ง ขณะที่ร้อยละ 17 บอกว่า พวกเขากำลังมีปัญหาด้านจิตใจ
       
       แต่การสำรวจนี้ ไม่ได้ระบุขอบเขตของความหมายคำว่า “ปัญหาจิตใจ” อย่างชัดเจน หากกินขอบเขตกว้างถึงความวิตกกังวลทุกชนิด ตัวเลขจากการสำรวจก็น่าจะสูงกระฉูดมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าความกดดันจากชีวิตสังคมสมัยใหม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขทางจิตใจของประชาชนอย่างหนัก
       
       “หากใช้อัตราดังกล่าว คำนวณกับผู้อาศัยทั้งหมด ก็หมายความว่า คนวัยผู้ใหญ่ 1.64 ล้านคนของเมืองเซินเจิ้นที่มีประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งหมด 7.77 ล้านคนนั้น มีปัญหาทางจิตใจในบางครั้งบางช่วง โดยที่ 1.34 ล้านคนของกลุ่มนี้ ต้องการการเยียวยาในทันที
       
       ยิ่งไปกว่านี้ เซินเจิ้นยังต้องปะอุปสรรคในการแก้ปัญหา ได้แก่การขาดแคลนนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ นายแพทย์หลินซวงเปียวผู้อำนวยการศูนย์เยียวยาปัญหาทางจิตประจำเมืองเผยว่า ที่ศูนย์ฯนี้ มีนักจิตวิทยาราว 400 คน จัดว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนคนไข้
       
       กลุ่มผู้เชี่ยวชาญระบุว่าควรมีจิตแพทย์อย่างน้อย 1 คน ต่อคนไข้ 10,000 คน ดังนั้น เซินเจิ้นต้องการจิตแพทย์เกือบ 1,000 คน แต่ปัจจุบัน เซินเจิ้น มีจิตแพทย์เพียง 100 คนเท่านั้น.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 10:27 โดย พรรณชมพู » บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #12 เมื่อ: 18-05-2007, 10:33 »

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9500000053649

จีนผวาฟองสบู่แตกหลังตลาดหุ้นพ้น4,000จุด

เอเจนซี – ผู้เชี่ยวชาญต่างยอมรับตลาดหุ้นจีนเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ โดยเตือนให้ระวังการตกฮวบซ้ำรอยไต้หวันและแนสแดกในปลายทศวรรษ 1980 และ 1990 ตามลำดับ ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์รีบออกกฎให้ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องลงประกาศในเวบไซต์ก่อนการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนหุ้น พร้อมห้ามเทขายภายใน 6 เดือนหลังออกจากตำแหน่ง
       
       หลังจากที่มีการคาดการณ์มานาน ตั้งช่วงก่อนวันหยุดยาววันแรงงานต้นเดือน ว่าดัชนีตลาดกระทิงของจีนจะทะลุ 4,000 จุด ล่าสุดวันพฤหัสบดี (10 พ.ค.) ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ยังคงปิดตัวบวก 36.62 จุด โดยปิดที่ 4,049 จุดหลังจากที่ได้สร้างสถิติใหม่ทะลุ 4,000 จุดครั้งแรกไปปิดที่ 4,013.09 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
       
       นายเซี่ยกั๋วจง นักเศรษฐศาสตร์ อดีตประธานประจำภูมิภาคจีนของวานิชธนกิจชื่อดังอย่างมอร์แกน สแตนลีย์ ได้เปิดเผยว่า “เมื่อไหร่ที่นักลงทุนไม่ได้พิจารณาที่การดำเนินการของบริษัทว่าดีหรือไม่ แต่กลับมาพิจารณาว่ามีทุนไหลเข้าหรือออกเป็นหลัก ก็เป็นสัญญาณที่บ่งให้เห็นว่าเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ ซึ่งที่จริงตลาดหลักทรัพย์จีนน่าจะกลายเป็นฟองสบู่ตั้งแต่ตอนพ้น 2,500 จุดมาแล้ว”
       
       กระแสหุ้นที่คึกคักในปีนี้ ได้ยั่วน้ำลายของผู้ลงทุนจนกระโจนเข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก แม้ว่าก่อนหน้าทางการจีน หรือผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้เคยออกมาส่งสัญญาณเตือนหลายครั้ง ว่าการเล่นหุ้นนั้นมีความเสี่ยง ตลาดหุ้นจีนอยู่ในภาวะฟองสบู่ ไม่ควรเล่นหุ้นอย่างตาบอด หรือเฮโลตามกันไป แต่ล่าสุดจากตัวเลขเดือนเม.ย. เพียงเดือนเดียวในตลาดหุ้นกระดานเอของ เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น กลับมีผู้มาเปิดบัญชีในตลาดหลักทรัพย์มากถึง 4,787,000 บัญชี หรือเท่ากับจำนวนบัญชีเปิดใหม่ในปี 2005-2006 รวมกันทีเดียว
       
       ทางด้านลิปเปอร์ สถาบันการเงินระดับโลกได้เปิดเผยสถิติให้เห็นว่า แม้ว่าช่วงกลางเดือนเม.ย.จะมีการตกฮวบในวันเดียวอย่างรุนแรง แต่เมื่อรวมทั้งเดือน ดัชนีของตลาดเซี่ยงไฮ้ในเดือนเม.ยได้พุ่งขึ้นไป 300 จุด หรือเพิ่มขึ้น 27.93% ในขณะที่ดัชนีหุ้นกระดานบีก็ขยายตัวขึ้น 30%
       
       นายโจวเหลียงหัวหน้าแผนกวิจัยของสถาบันการเงินลิปเปอร์ประจำประเทศจีนได้วิเคราะห์ว่า “ตลาดในประเทศจีนยังจัดว่าเป็นตลาดปิด ทุนที่มีอย่างเปี่ยมล้นก็ได้แต่ใช้ไปกับการหาโอกาสลงทุนในประเทศ เมื่อทุนทะลักเข้ามาดันดัชนีของกระดานเอ ก็ได้ไหลเผื่อแผ่ไปถึงกระดานบีด้วย”
       
       “ตลาดหุ้นจีนที่เติบโตขึ้นอย่างมหาศาลในเวลาอันสั้นนี้ เปรียบได้กับตลาดหุ้นของไต้หวันในช่วงปลายายุค 1980 และตลาดแนสแดกในช่วงปลายยุค 1990 แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ในภายหลังตลาดหุ้นทั้ง 2 ต้องตกฮวบลงมาอย่างหนัก” โจวระบุ
       
       ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังวิตกเรื่องฟองสบู่ตลาดหุ้นจีนจะแตก ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ได้ประกาศให้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป หากผู้ที่เป็นให้ประธานบริษัท ผู้จัดการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง หากมีการจะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนหุ้น จำเป็นจะต้องประกาศไว้ในเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ พร้อมกำหนดห้ามขายหรือโอนภายใน 6 เดือนหลังจากที่ออกจากตำแหน่งไป
       
       ด้านตลาดเซินเจิ้นก็ไม่น้อยหน้า ได้ออกประกาศกำหนดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ห้ามทำการระดมทุนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการซื้อหุ้นหรือลงทุน ซื้อคืน ซื้อขายหุ้นในตลาด อีกทั้งห้ามกู้เงินกับธนาคารเพื่อมาลงทุนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
       
       อย่างไรก็ตามเซี่ยกั๋วจงยังได้ชี้แจงว่า “แม้ว่าตลาดจีนจะเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ แต่ก็น่าจะยังไม่ถึงขั้นฟองสบู่แตก เพราะเมื่อดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยทั่วไปฟองสบู่แตกจะเกิดขึ้นในขณะที่ตลาดขยายตัวมากก่าทุนเดิมราว 60 เท่า ซึ่งในขณะนี้ตลาดจีนขยายตัวมาเพียง 40 เท่ายังคงเหลือระยะเวลาให้ขยายตัวได้อีกราว 1 ปี”
       
       ในขณะที่กลุ่มนักวิเคราะห์จากฮ่องกงเชื่อว่า บริษัทจีน ซึ่งไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศหรือฮ่องกง (Red-chip company) น่าจะแห่เข้ามาจดทะเบียนในหุ้นกระดานเอสกุลหยวนภายในสิ้นปีนี้ โดยการเข้ามาเทรดหุ้นกระดานเอของบริษัทเหล่านี้จะสร้างช่องทางลงทุนใหม่ให้แก่นักลงทุนในประเทศ ช่วยลดความร้อนแรงในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ซึ่งที่ผ่านมาทางการกำลังพยายามอย่างยิ่งยวดในการบรรเทาภาวะสภาพคล่องล้นเกินในตลาด
       
       ปัจจุบันมีบริษัท Red Chip 85 แห่งเทรดบนกระดานหลักของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ด้วยมูลค่าตลาดรวมทั้งสิ้น 3,100 ล้านเหรียญฮ่องกง แหล่งข่าววงในตลาดหุ้นเผย 5 บริษัท Red Chip ชุดแรกที่ได้รับอนุมัติให้เข้ามาจดทะเบียนหุ้นกระดานเอ ได้แก่ ไชน่าโมบาย ไชน่าเน็ตคอม ไชน่า เนชั่นแนล ออฟชอร์ออยล์ คอร์ปอเรชั่น (ซีนุค) เลอโนโว และผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้รับการระบุชื่ออีกราย
บันทึกการเข้า
buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #13 เมื่อ: 18-05-2007, 10:39 »

มาบอกว่า ผมรักเมืองไทยและขอตายในเมืองไทยถ้าขอได้จริงนะ  

มันอาจจะดูโง่ ดูเชย แต่ผมไม่หลอกตัวเองครับ เพราะคิดอย่างนั้นจริงๆ

บรรพบุรุษ สร้างผมให้เกินและดำรงชีวิตอยู่ที่นี่ ผมได้เกิดมาแล้ว ก็รู้สึกรักและชอบในสถานที่แห่งนี้ รวมถึงประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ที่ผมรู้จัก ทำให้ผมไม่อยากไปใหนครับ แต่ไปเที่ยวต่างประเทศถ้ามีโอกาสก็อยากไปเหมือนกันนะ  

ถึงแม้คนที่ร่ำรวย คนใหญ่ๆ โตๆ เค้าจะปู้ยี่ปู้ยำประเทศยังไง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมหายรักเมืองไทยได้ซักทีครับ

ก็มายินดีกับประเทศจีนและประชาชนชาวจีนด้วยครับ ที่มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์

มองโลกในแง่ดีบ้าง มันก็เห็นสิ่งดีๆ นะครับ
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 18-05-2007, 10:48 »

งั้นก็จงถือเงินดอลล่าร์ต่อไปเรื่อยๆนะครับ ไม่ต้องทำอะไร  ขาดทุนไปเรื่อยๆ 2 แสนล้านเรื่องเล็กครับ พวกเดียวกัน ผิดก็ช่วยๆกันไป เสียโอกาสไปเรื่อยๆ  ปิดประเทศ   ดูพอเพียงดี  ผมคิดว่าคุณกำลังเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงผิดอย่างมหันต์ครับ

อ้อ อย่าลืมไปติดตามการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลพอเพียงนะครับ  เศรษฐกิจออกอาการ ปัญหาร้ายแรงมากมาย แต่มาประชุมกันเรื่องออกหวย  ดูพอเพียงดีเหมือนกัน

ตลาดหลักทรัพย์จีน ไม่ได้มีลักษณะเหมือนเมืองไทยซึ่งต่างชาติสามารถเข้ามาร่วมวงแล้วก็ปล่อยดูดเงินออกไปอย่างง่ายดาย  เพราะผู้นำเขารับรู้ถึงข้อนี้ จึงแบ่งเป็น 2 ตลาดครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 11:10 โดย 加籍华人 » บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #15 เมื่อ: 18-05-2007, 11:33 »

มีเรื่องจริงเล่าเป็นอุทาหรณ์ว่า พ่อแม่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก พอลูกกลับมาถึงบ้านตัวเอง ก็ติโน่นตินี่ ไอ้โน่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ใช้ไม่ได้ สู้เมืองนอกที่ตัวเองไปเรียนมาไม่ได้สักอย่าง ล้าหลัง เชย  เห่ย บลา..บลา..บลา  Yell

ผู้เป็นพ่อก็นิ่งฟังอย่างเงียบ ๆ ปล่อยเจ้าลูกชายคนเก่งที่ไปชุบตัวที่เมืองนอกบ่นไป ตำหนิไป ... พอฟังเจ้าลูกชายคนเก่งจบ จึงตอบกลับไปว่า ลูกเอ๋ย ! ทั้งหมดที่เจ้าว่ามา ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เจ้ามีวันนี้ไม่ใช่หรือ ?

จริง ๆ แล้ว เมืองไทยไม่ได้ย่ำแย่ขนาดที่ต้องมาด่ากันด้วยความรุนแรงหรอกค่ะ และประเทศจีนก็ไม่ได้รุ่งเรืองอย่างที่เห็นแต่เพียงด้านเดียว ปัญหาสังคม และผลกระทบเลวร้ายที่แฝงมากับการพัฒนาทางด้านวัตถุ ปะทุออกมาให้เห็นแล้ว และจะมีตามมาอีกเรื่อย ๆ 

แค่เรื่องปัญหาประชากร เมืองจีนก็ปวดหัวแล้ว เมื่อค่านิยมผิด ๆ ที่เหยียมหยามดูถูกเพศหญิง ยกย่องเชิดชูเพศชายตั้งแต่ยุคโบราณกาลจวบจนปัจจุบัน กำลังส่งผลร้าย ทารกหญิงถูกฆ่าตายไปนับแต่อดีตจนถึง ณ วันนี้เป็นตัวเลขเท่าไหร่ หรือตัวเลขของประชากรที่เป็นดาวน์ ซินโดรม มีกี่สิบล้านคน วัยรุ่นต้องเข้ารับการบำบัดเพราะติดอินเตอร์เน็ตมีสถิติสูงจนน่ากลัว และอีก ฯลฯ

บางทีก็เหมือนกับที่คนร่ำรวยด้วยวัตถุ ดูแล้วน่าอิจฉา น่าชื่นชม นั่นมันก็เพียงแค่สิ่งอำนวยความสะดวกภายนอกเท่านั้น แต่ต้องมองให้ลึกลงไปว่า แท้จริง คนหลายคนที่อยู่ในคฤหาสน์หรู ใช้ชีวิตอย่างไร จิตใจเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา ละโมบไม่มีที่สิ้นสุดหรือไม่  หาความสงบสันติแห่งจิตใจของตัวเองได้หรือเปล่า

สำหรับเรื่องการลงโทษคนกระทำผิดนั้น เรื่องนี้มองได้หลายมุมค่ะ จะเลือกใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟันน่ะมันง่าย แต่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ในขณะที่การเลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบหลักเมตตา การให้อภัย ตามคำสอนของพระพุทธองค์หรือพระเยซูคริสต์นั้น จะเป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ได้ผลดีในระยะยาว

และถึงแม้ว่า ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ที่คนทำผิด ทำชั่ว ทำเลว รอดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมายไปได้ แต่เชื่อเถอะว่า คนพวกนี้ต่อให้หนีไปไกลแสนไกล แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหนีพ้นกฎแห่งกรรม

ปล. ส่วนตัวมีเศษเงินดอลล่าร์เหลืออยู่นิดหน่อย เงินเหรียญฮ่องกงไม่กี่เหรียญ เงินปอนด์ไม่รู้มีถึงสิบปอนด์หรือเปล่า ฯลฯ  Mr. Green Very Happy Mr. Green
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 18-05-2007, 15:36 »


กระทู้นี้ดีครับ

ทุกท่านเป็นห่วงประเทศจริงๆ ในลีลาที่ต่างกัน..

เรื่องสกุลเงินที่เราถือครองอยู่ก็ควรกระจายความเสียงครับ

เช่น ถือสกุลบาท สกุลดอลลาร์ เยน หยวน ปัญหาคือ เอเชียต้องผลักดันเงินของตัวเองเป็นสื่อกลางในการค้าขายระหว่างประเทศให้ได้

ไม่งั้นก็ขาดทุน เพราะเงินที่ถืออยู่ อย่างที่เรียน ใครก็จะมองออกว่าเป็นเงินร้อนหรือเงินเย็นจากการลงทุนของเราในประเทศและในต่างแดนครับ..

คนไทยที่มีเงินสด ทำตัวเป็นเสือนอนกินก็มาก ที่อยากลงทุนเพิ่มก็ไม่มีเงินทุนไม่มีช่องทางที่ดีในการลงทุน

รัฐบาลและธนาคารชาติ ก็ต้องจริงจังมากขึ้นในการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติ ผ่านเอกชนหรือประชาชน..

อย่างน้อยต้องพยายามลดอัตราการว่างงานแฝงครับ...คนไทยค้าขายกันเองเงินก็งอกได้เหมือนกัน แต่เงินเฟ้อควรจะต่ำๆ

หาเงินจากการเงินระหว่างประเทศ ก็คงต้องว่าไปตามขนาดเม็ดเงินลงทุนที่เรามี ช่องทางและความสามารถของบุคคลากรทางการเงินของเราเทียบกับของชาวบ้าน

เอาเป็นรายได้หลักคงไม่ได้..เพราะขาดทุนอย่างที่เห็น ลงทุนก็ไม่ได้ เพราะเงินเหล่านั้นไม่ใช่เงินลงทุนทางตรงที่ไหลเข้ามา เป็นเงินเก็งกำไรก็มาก..

ประเทศใหญ่ๆ  วันดีคืนดีจะซวดเซก่อนครับ เพราะถือกันไว้มาก..


รัฐควรให้ความสนใจเรื่องสกุลเงินถือครองครับ เปลี่ยนสกุลเงินสำรองมาค้ำประกันเงินลงทุนที่เป็นสกุลเงินท้องถิ่นของเราเอง

สัดส่วนเศรษฐกิจภายในเราต้องใหญ่กว่านี้เมื่อเทียบกับการส่งออก คือในประเทศต้องโตเร็วขึ้น ส่งออกต้องมีโลคัลคอนเทนท์มากขึ้น ลดส่วนที่โลคัลคอนเทนท์น้อยๆออกไปก่อน..


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 15:42 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #17 เมื่อ: 18-05-2007, 16:19 »

คนเราถ้าไม่เคารพในกฎ-กติกาที่มีอยู่...ก็ป่วยการที่จะมาพูดเรื่องอื่น สังคมที่เจริญ เศรษฐกิจที่เจริญ และประเทศที่เจริญมักให้ความเคารพต่อกติกาที่เสียงส่วนใหญ่ของคนในสังคมเป็นผู้กำหนด มีประเทศไหนในโลกนี้บ้างไหมที่ใช้กฎแห่งจริยธรรม มโนธรรม และคุณธรรมในการปกครองประเทศ!?!


ลองถามใจตัวท่านเองดีกว่าครับว่าประเทศไทยเราด้อยพัฒนามากกว่าเดิมในขณะนี้มันเป็นเพราะบางคนไม่สนใจและไม่เคารพในมติของคนส่วนใหญ่ใช่ใหม!?!
บันทึกการเข้า
เอกราช
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 826


กับคนที่ไร้ซึ่งจริยธรรม ยังจะสามารถสมาคมด้วยหรือ


« ตอบ #18 เมื่อ: 18-05-2007, 16:28 »

แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านครับ
ตอนนี้เราได้ผู้นำที่เติบใหญ่มาจากสายทหาร
มุมมองในเรื่องการเงินการคลังก็คงมองไปอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่มุมมองของคุณเจ้าของกระทู้
ชาวจีนโพ้นทะเลในแคนาดาที่เกิดในไทย....
ขอเรียกคุณว่า"สามสายเลือด"  น่ะครับ"จีน+ไทย+คานาเดี๊ยน"

มุมมองของท่าน สามสายเลือด เป็นมุมมองที่หลายๆท่านเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่ผู้มีอำนาจเขาเป็นเช่นนี้
ก็คงเป็นความโชคร้ายของประเทศและประชาชนคนไทย


คนไทยโชคร้ายที่ไม่เคยได้ผู้นำที่ดี

 
บันทึกการเข้า

สภาพดินฟ้าอากาศที่ได้เปรียบมิสู้มีชัยภูมิที่มั่นคง
ชัยภูมิที่เป็นเลิศมิอาจเทียบได้กับความมีน้ำหนึ่งใจเดียวของผู้คน
天时不如地利,地利不如人和
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 18-05-2007, 16:37 »

คนเราถ้าไม่เคารพในกฎ-กติกาที่มีอยู่...ก็ป่วยการที่จะมาพูดเรื่องอื่น สังคมที่เจริญ เศรษฐกิจที่เจริญ และประเทศที่เจริญมักให้ความเคารพต่อกติกาที่เสียงส่วนใหญ่ของคนในสังคมเป็นผู้กำหนด มีประเทศไหนในโลกนี้บ้างไหมที่ใช้กฎแห่งจริยธรรม มโนธรรม และคุณธรรมในการปกครองประเทศ!?!


ลองถามใจตัวท่านเองดีกว่าครับว่าประเทศไทยเราด้อยพัฒนามากกว่าเดิมในขณะนี้มันเป็นเพราะบางคนไม่สนใจและไม่เคารพในมติของคนส่วนใหญ่ใช่ใหม!?!


ถ้าใช้เศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถูกต้อง ก็ไปได้เร็วและมั่นคงครับ วัฒนธรรมและค่านิยมหลายอย่างของเราต้องเปลี่ยน  มิฉะนั้นการอ้างคนส่วนใหญ่คงไม่มีความหมายครับ

ต้องอ้างคนดี คนเก่ง ส่วนคนรวยมากๆในเมืองที่ไม่เจริญ ส่วนใหญ่เอาเปรียบเขามาครับ..เก่งเอาตัวเองรอดมันไม่ยากหรอกครับ แต่เก่งเอาเปรียบคนไทยด้วยกัน ไม่สมควรเป็นผู้นำ

แล้วยังมาอ้างเสียงส่วนใหญ่แบบประชานิยม ทั้งที่ก็ทราบว่าความเจริญต้องมาจากจิตใจและความรู้ก่อนสาเหตุอื่นๆ เพราะคนเราเกิดมาก็ตัวเปล่าทุกคน ได้บ้างก็จากสิ่งที่คนเขาสะสมไว้ให้

ไม่ใช่เก็บไว้ใช้เองชั่วลูกขั่วหลานอย่างไม่พอเพียง ดูดัวอย่างบิลเกต บัฟเฟต หรือคลินตัน ก็น่าทำได้นี่ครับ..อยู่ได้และอย่างดีด้วย เพราะเขาบริจาคแก่สังคมมากขึ้นทุกปี

จนในที่สุดมากกว่าครึ่งของทั้งหมดที่เขามึความมั่งคั่ง เขาก็ให้แก่สังคม ไม่มีประโยชน์ที่ต้องเลี่ยงภาษีครับ ถ้าหากพอมีใช้ไม่ขัดสนแล้ว..
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 18-05-2007, 16:53 »

แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านครับ
ตอนนี้เราได้ผู้นำที่เติบใหญ่มาจากสายทหาร
มุมมองในเรื่องการเงินการคลังก็คงมองไปอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่มุมมองของคุณเจ้าของกระทู้
ชาวจีนโพ้นทะเลในแคนาดาที่เกิดในไทย....
ขอเรียกคุณว่า"สามสายเลือด"  น่ะครับ"จีน+ไทย+คานาเดี๊ยน"

มุมมองของท่าน สามสายเลือด เป็นมุมมองที่หลายๆท่านเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่ผู้มีอำนาจเขาเป็นเช่นนี้
ก็คงเป็นความโชคร้ายของประเทศและประชาชนคนไทย


คนไทยโชคร้ายที่ไม่เคยได้ผู้นำที่ดี

 


คงเหมือนกับปัญหาภัยใต้ ใจร้อนก็คงไม่ได้ มันหมักหมมต้องใช้เวลา หากท่านสงสัญญาณและตอบข้อซักถามบ้างคงทำให้ภาพการจัดการต่างๆเห็นได้ชัดขึ้น

เหมือนกรณีอื่นๆครับ อย่าทำแบบทักษิณที่เลี่ยงการตอบข้อซักถาม และต้องยอมรับว่าพวกเกียร์ว่างระดับสูง ต้องรีบจัดการก่อน..

พวกสื่อที่มีปัญหาก็ต้องจัดการ ปล่อยให้พูดโจมตีฝ่ายเดียวแบบเอียงข้างคงไม่ได้ ปัญหาเก่าจากระบอบทักษิณมากครับ โดยเฉพาะเรื่องที่นำมาพูดกันตอนนี้
บันทึกการเข้า

The Last Emperor
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 6,714


« ตอบ #21 เมื่อ: 18-05-2007, 17:09 »


ถ้าใช้เศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถูกต้อง ก็ไปได้เร็วและมั่นคงครับ วัฒนธรรมและค่านิยมหลายอย่างของเราต้องเปลี่ยน  มิฉะนั้นการอ้างคนส่วนใหญ่คงไม่มีความหมายครับ

ต้องอ้างคนดี คนเก่ง ส่วนคนรวยมากๆในเมืองที่ไม่เจริญ ส่วนใหญ่เอาเปรียบเขามาครับ..เก่งเอาตัวเองรอดมันไม่ยากหรอกครับ แต่เก่งเอาเปรียบคนไทยด้วยกัน ไม่สมควรเป็นผู้นำ

แล้วยังมาอ้างเสียงส่วนใหญ่แบบประชานิยม ทั้งที่ก็ทราบว่าความเจริญต้องมาจากจิตใจและความรู้ก่อนสาเหตุอื่นๆ เพราะคนเราเกิดมาก็ตัวเปล่าทุกคน ได้บ้างก็จากสิ่งที่คนเขาสะสมไว้ให้

ไม่ใช่เก็บไว้ใช้เองชั่วลูกขั่วหลานอย่างไม่พอเพียง ดูดัวอย่างบิลเกต บัฟเฟต หรือคลินตัน ก็น่าทำได้นี่ครับ..อยู่ได้และอย่างดีด้วย เพราะเขาบริจาคแก่สังคมมากขึ้นทุกปี

จนในที่สุดมากกว่าครึ่งของทั้งหมดที่เขามึความมั่งคั่ง เขาก็ให้แก่สังคม ไม่มีประโยชน์ที่ต้องเลี่ยงภาษีครับ ถ้าหากพอมีใช้ไม่ขัดสนแล้ว..



ถ้าคนเราแยกแยะข้อแตกต่างระหว่าง 'นามธรรม' กับ 'รูปธรรม' ได้อย่างชัดเจนก็ไม่มีปัญหาใดๆ แต่หลายท่านเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมากกว่าสิ่งที่ได้สัมผัส นโยบายและระบอบต่างๆที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ล้วนได้รับการทดสอบไม่ใช่เกิดจากการศรัทธาเพราะการชวนเชื่อเหมือนบางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมด้อยพัฒนา

ข้อสำคัญก็คือ ต้องรู้จักปฎิเสธการกล่าวหาที่เลื่อนลอยไร้หลักฐานเสียสติ!
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 18-05-2007, 17:43 »

แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านครับ
ตอนนี้เราได้ผู้นำที่เติบใหญ่มาจากสายทหาร
มุมมองในเรื่องการเงินการคลังก็คงมองไปอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่มุมมองของคุณเจ้าของกระทู้
ชาวจีนโพ้นทะเลในแคนาดาที่เกิดในไทย....
ขอเรียกคุณว่า"สามสายเลือด"  น่ะครับ"จีน+ไทย+คานาเดี๊ยน"

มุมมองของท่าน สามสายเลือด เป็นมุมมองที่หลายๆท่านเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่ผู้มีอำนาจเขาเป็นเช่นนี้
ก็คงเป็นความโชคร้ายของประเทศและประชาชนคนไทย


คนไทยโชคร้ายที่ไม่เคยได้ผู้นำที่ดี

 

รู้ไหมครับว่า 8 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่นับที่ไปเดินขบวนประท้วง พาราก้อน สนามศุภ สนามหลวง ก็ไม่ได้ไปทุกครั้งหรอกนะครับ ตากแดดตากลม ร้อนก็ร้อน เสี่ยงอันตรายอีก ไม่รู้วันดีคืนดีจะโดนพวกอันธพาลมาทำร้ายเมื่อไร .... ผมและหลายๆคนรู้สึกเหมือนถูกทรยศหักหลัง เป็นความรู้สึกที่รุนแรงกว่าสมัยทักษิณซะอีก  น้าผมท่านก็ไปประท้วงสนามหลวงกับเขาด้วย ตอนนี้ท่านเป็นโรคมะเร็งเสียไปแล้ว แล้วไงต่อครับ ?  ถ้าตอนนั้นผมรู้ล่วงหน้า ผมจะบอกท่านเลยว่า ไม่น่าไปเลย

ทักษิณกลับทำให้หลายๆคนรู้สึกภูมิใจในประเทศนี้ เกิดความกลมเกลียวที่จะต่อสู้กับความชั่วร้ายนะครับ ระหว่างที่ทักษิณมีอำนาจ การใช้อำนาจของเขากลับทำให้เราตาสว่างในหลายๆเรื่องที่เราคิดไม่ถึง แต่สุรยุทธ์และคมช.นานวันไปกลับทำให้เกิดความรู้สึกตรงกันข้าม เสียความรู้สึก ทักษิณใช้เวลา 5 ปีกว่าจะทำให้คนเกลียดสุดๆ แต่สุรยุทธ์ใช้เวลาเพียง 5 เดือน เก่งจริงๆครับ ที่ร้ายกว่านั้นคือ เกิดความรู้สึกเสื่อมศรัทธาและไม่มั่นใจในอนาคตของประเทศนี้ซะแล้ว

มีอะไรดีขึ้นบ้าง สัญญาณค่อนข้างชัดว่า ถ้ามีเลือกตั้งอะนะ ย้ำว่า ...ถ้ามี... คงจะเป็นการแชร์อำนาจกันอีกแล้วครับ ประชาชนก็คงเหมือนเดิม ที่น่าเกลียดกว่าเมืองจีนก็คือ ประเทศที่พยายามจะพรีเซนต์ตัวเองเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ  เป็นได้ปาหี่ทั้งนั้น  ทำไมต้องอ้อมค้อมกันนักครับ ไปว่าทักษิณบ้าฉากหน้า แต่ตัวเองเป็นซะเอง ในเมื่อเป็นเสรีอย่างแท้จริงแบบแคนาดาไม่ได้ ก็เอาอย่างจีนเลย พูดกันเห็นๆจะๆ จีนบอก "กูคือเผด็จการ แล้วไง"  บางครั้งผมยังนั่งคิดเลย กูกลับมาตั้งรกรากที่นี่ทำไมวะเนี่ย อยู่ที่นั่นก็มีงานมีการทำอยู่แล้ว สบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก โง่แท้ๆ ฟังดูเหมือนลำเลิกบุญคุณ ยังหมั่นไส้ตัวเองเลย ผมจะบอกให้ว่าคนจำนวนมากเวลานี้ที่เขาปลาบปลื้มเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 วันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วจากหน้ามือเป็นหลังเท้า  ผมไม่ทราบว่า บางคนในเว็บนี้เป็นอะไร ไม่ออกไปดูโลกภายนอกบ้างหรือ ?

ยุคนี้เป็นยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก คุณจะบอก "เศรษฐกิจพอเพียง" ถูกต้องไม่เถียง แต่กลับไปแปลความให้กลับไปสู่ยุคหิน อยู่เฉยๆ อะไรที่เป็นทุนนิยมก็จะล้มมันให้หมด ทุกคนกลับไปทำนา  ตำข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆเพราะกูจะพอเพียงแล้ว  ก็รอวันเจอเขมือบครับ ... พม่าเวลานี้กำลังพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์แล้ว กำลังต่อรองกับรัสเซียกันอยู่ เป้าหมายก็อาจเป็นการทหารได้ในอนาคต เราไม่รู้ ผมไม่ได้ชื่นชมพม่านะ แต่จะบอกว่าภัยคุกคามทั้งทิศตะวันตก ทิศใต้ หรือการเล่นเกมของประเทศอื่นๆ ทั้ง ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ อเมริกา รุมเร้า แต่ประเทศนี้ยังคงแย่งชิงอำนาจ ต่อรองผลประโยชน์กันไม่จบ วางระเบิดกันเป็นว่าเล่นแต่เสือกไม่ทำอะไร  มันทำเว็บหมิ่น แทนที่จะไปตามหาต้นตอ เก่งได้แค่เซ็นเซอร์บล๊อกเว็บ ปาหี่หรือเปล่าครับ ไม่แปลกใจหรอกครับที่ทำไมโจรถึงได้ฮึกเหิม

วีระ97 วันก่อนพูดคำหนึ่ง ผมเชื่อว่า ถ้าคนที่คิดสักหน่อยแล้วอย่าโกหกตัวเองก็ต้องอึ้ง เขาบอกกับคุณแม่ท่านหนึ่งที่ภูมิใจกับลูกชายสติปัญญาดีที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศนี้ "เมล็ดพันธุ์จะดีขนาดไหน แต่ถ้ามันมาปลูกในดีที่เสื่อม เมล็ดมันก็ตาย  ดินมันเสื่อมหมดแล้ว อย่าไปคาดหวังอะไรมากเลย" คุณแม่คนนั้นอึ้งไปเลย ผมก็อึ้ง โห วีระพูดโคตรจะจริงเลยครับ

ผมอยากจะถามกลับไปกะคนที่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่า "รักประเทศนี้ จะขอตายในประเทศนี้" มันฟังดู politically correct ดีนะครับ เพราะใครๆก็ต้องพูดแบบนี้ ชัวร์ว่าไม่โดนด่าแน่ แต่ผมคิดว่า ผมคิดไง ผมก็จะพูดอย่างนั้น คุณไปคิดหลายๆตลบให้ดี  ตายทั้งทีก็ตายอย่างคนที่มีเสรีภาพ เป็นปัจเจกครับ อย่าตายเพราะถูกหลอกใช้ล่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 18:14 โดย 加籍华人 » บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #23 เมื่อ: 18-05-2007, 18:45 »

ภูฏาน-ดัชนีความสุขเริ่มหายไป [18 พ.ค. 50 - 17:12]
 
ท่านผู้อ่านคงจำได้ ตลอดปีที่แล้วนับตั้งแต่เจ้าชายจิกมี มกุฎ ราชกุมารแห่งภูฏานเสด็จมาเมืองไทย คนไทยต่างพร่ำเพ้อถึง “ดัชนีแห่งความสุข” หรือ GNH-Gross National Happiness ที่กษัตริย์ภูฏานทรงนำมาใช้เป็นหลักในการบริหารประเทศแทน GDP หรือดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็นำเรื่องดัชนีแห่งความสุขบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มีการสร้างตัววัดดัชนีกันมากมาย

แต่วันนี้สำนักข่าวรอยเตอร์ไปสำรวจประเทศภูฏานใหม่อีกรอบพบว่า ดัชนีความสุขของชาวภูฏานกำลังค่อยๆเลือนหายไปพร้อมกับความเจริญทางวัตถุ เทคโนโลยี และแสงสีตะวันตกที่กำลังค่อยๆคืบคลานเข้าสู่สังคมโดดเดี่ยว เชิงเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้

แค่ “โทรทัศน์” ซึ่ง กษัตริย์จิกมี ซิงเย วังชุก นำเข้าไปในภูฏานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อ 8 ปีก่อน ก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมภูฏานมากมาย

การโฆษณาผ่านทางจอโทรทัศน์ ทำให้ชาวภูฏานเกิดความอยากได้เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการได้ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจภูฏานปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมและการคอรัปชันตามมา

ผัวเมียทะเลาะกัน เพราะแย่งดูรายการทีวี ครูก็บ่นนักเรียนมาสาย เพราะดูทีวี นอนดึก พ่อแม่ก็บ่นลูกชอบดูมวยปล้ำอเมริกัน และแต่งตัวเลียนแบบนางแบบในทีวี

รัฐบาลภูฏานก็ตอบสนองข้อเรียกร้องเหล่านี้ โดยห้ามออกอากาศรายการกีฬา 10 ชนิด รวมทั้งมวยปล้ำ รายการเพลงเอ็มทีวี และแฟชั่นทีวี เป็นต้น

รัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารและการสื่อสารภูฏาน บอกนักข่าวรอยเตอร์ว่า สิ่งที่เรากำลังถามตัวเองก็คือ โทรทัศน์ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น หรือทำให้เรามีความสุขน้อยลง มันทำให้คุณมีความคาดหวังมากขึ้น บางทีมันอาจทำให้คุณไม่มีความสุขมากขึ้นก็ได้

เรื่องราวของภูฏานวันนี้ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะวิถีชีวิตดั้งเดิมและพื้นฐาน เศรษฐกิจของภูฏานในอดีตก็คือ เกษตรกรรม ประชาชนทำนาปลูกผักกินเอง

ในชนบทห่างไกลทุกวันนี้ ไฟฟ้าไปไม่ถึง โทรทัศน์ไปไม่ถึง ประชาชนยังต้องพึ่งพลังงานแสงแดดและฟืนเป็นหลัก เอากระทะทรงกลมตั้งรับแดด แล้วอาศัยความร้อนที่สะสมในกระทะทรงกลมมาต้มน้ำร้อนดื่มและแก้หนาว

การวัด “ดัชนีแห่งความสุข” ของชาวภูฏานจึงง่ายมาก แค่มีกินมีอยู่ก็ถือว่ามีความสุขแล้ว สุขเท่าที่มีอยู่ สุขเท่าที่ประสาทสัมผัสรับรู้ ไม่มีปัจจัยอื่นมากระตุ้นให้เกิดความอยาก จนกระทั่งมีโทรทัศน์เกิดขึ้น ความสุขของชาวภูฏานก็เปลี่ยนไป เพราะมีสิ่งมากระตุ้นความอยาก เมื่อไม่ได้ ความสุขก็เริ่มหายไป

ปีหน้าเมื่อภูฏานเริ่มมีการเลือกตั้งทั่วไป ตามกระแสประชาธิปไตยภิวัฒน์ มีการเปิดประเทศมากขึ้น มีการติดต่อกับต่างชาติมากขึ้น มีธุรกิจแปลกๆ ใหม่ๆ จากต่างชาติเข้าไปมากขึ้น อาคารสมัยใหม่มีมากขึ้น วิถีชีวิตชาวภูฏานก็จะต้องเปลี่ยนไปอีกมากจากปัจจุบัน

ความสวยงามของธรรมชาติภูฏานก็กำลังจะหายไป จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น วันนี้ไปนอนโรงแรมของกษัตริย์ภูฏานที่ตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัย จากเตียงนอนมองลอดหน้าต่างออกไป จะเห็นยอดเขาหิมาลัยปกคลุมด้วยหิมะสวยงาม แต่ในอนาคตอาจไม่แน่ สโลแกนสวรรค์บนดินแห่งสุดท้ายของโลกก็อาจสิ้นมนต์ขลัง

วันนี้ ชาวภูฏานเริ่มรู้จักหาความสุขใหม่จากโทรทัศน์ อย่างหมู่บ้านเล็กๆ เชิงเขาหิมาลัยชื่อสอบซา ชาวบ้านมีความสุขกับการดูโทรทัศน์ทุกคืน โดยเฉพาะหนังและละครจากบอลลีวูดของอินเดีย สารคดีสัตว์ป่า และหนังอเมริกัน ชาวบ้านรู้สึกดีที่ได้เห็นโลกภายนอกมากขึ้น และคิดว่าถ้าไม่มีโทรทัศน์ ชีวิตคงเบื่อหน่ายน่าดู

วิถีชีวิตในการไขว่คว้าหาความสุขของชาวภูฏานได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

ดีที่สุดก็คือ “การมีความสุขอย่างพอเพียง” แล้วดัชนีแห่งความสุขของท่านจะมีความยั่งยืนถาวร โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวอะไรมาชี้วัด.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

 http://www.thairath.co.th/news.php?section=society03&content=47374
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 18-05-2007, 19:19 »


ถ้าคนเราแยกแยะข้อแตกต่างระหว่าง 'นามธรรม' กับ 'รูปธรรม' ได้อย่างชัดเจนก็ไม่มีปัญหาใดๆ แต่หลายท่านเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมากกว่าสิ่งที่ได้สัมผัส นโยบายและระบอบต่างๆที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ล้วนได้รับการทดสอบไม่ใช่เกิดจากการศรัทธาเพราะการชวนเชื่อเหมือนบางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมด้อยพัฒนา

ข้อสำคัญก็คือ ต้องรู้จักปฎิเสธการกล่าวหาที่เลื่อนลอยไร้หลักฐานเสียสติ!




ต้องมีสมดุลครับ มนุษย์เราปฏิเสธทุกอย่างได้ แม้แต่ตนเอง แต่ในที่สุดหากจิตสำนึกยังหลงเหลือย่อมปฏิเสธไม่ได้

ดังนั้นมาตรฐานที่เราใช้กับคนอื่นต้องนำมาใช้กับตนเองด้วยเมื่อเรานำตัวเองเข้าไปอยู่อยู่ในบริบทเดียวกับเขา..

อย่างเรื่องให้กำลังใจ ก็ต้องกล้าค้นหาลงโทษผู้กระทำผิดที่ใช้ความสามารถหลีกเลี่ยงด้วย..

จริงแล้วโลกเจริญมาได้เพราะความดี และโลกกำลังอาจจะพังเพราะความเลว ก็พิสูจน์มาแล้ว

ที่ทำให้อะไรทำได้ยากขึ้น ก็เพราะความเห็นแก่ตัวของมนุษย์  ความขี้ขลาด หน้าด้านของมนุษย์

ดังนั้นสังคมรอบตัวเราต้องแก้ไขให้ได้ก่อน..และต้องช่วยกัน..

เห็นด้วยกับหลายท่านครับว่า อย่าไปติดยึดกับวัตถุหรือสิ่งอำนวยความสะดวก จนกระทั้งเมื่อไม่มีก็ไม่หาทางอื่นที่เหมาะสมหรือดีกว่า

และถ้าเราใช้นโยบายเตี้ยอุ้มค่อม แบบนั้นไม่ยุติธรรมกับทุกคนได้หรอกครับ ว่ากันไปตามความสมารถและโอกาส แต่ไม่ใช่ส่งเสริมให้เอาเปรียบคนอื่น

ให้ใช้สติปัญญาและความรู้ ความดี เอาชนะอุปสรรค




บันทึกการเข้า

AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 18-05-2007, 19:23 »

คำว่า "พอเพียง" หมายความว่า ถ้ามันขาดแคลนอยู่ ก็ต้องพยายามดำเนินนโยบาย หรือออกอุบาย กลไก ให้มันมีให้พอต่างหากเล่า  ถ้ามันยังไม่พอต่อการป้องกันประเทศ ก็ต้องไปจัดหากำลังรบ ยุทธภัณฑ์ อาวุธ ให้มันพอ ไม่ใช่โผล่มาถึงก็บอกกูพอแล้ว

หรือถ้าประเทศมันยังพึ่งพาตัวเองไม่ได้ในด้านใด  ก็ต้องทำให้มันพอ เช่น ผลิตปุ๋ยเคมีเองไม่ได้เพื่อมาสนับสนุนการเกษตร ก็ต้องหาทางสร้างฐานการผลิตขึ้นเอง ไม่ใช่ยังไม่ทันไรก็บอก กูพอแล้ว

ทุกวันนี้ไปตีความหมายไปแบบว่า ต้องตามอย่างภูฐานมั่ง ไปเลี้้ยงควายทำนามั่ง ทำลายทุนนิยมให้หมด ยกเลิกตลาดหุ้นซะ ประเทศจะได้มีความสุขไม่ต้องคิดอะไรมาก   นี่คือความสุดโต่ง ความเขลา และเป็นหนทางสู่หายนะครับ


ประเทศแคนาดาในอดีตนั้น ผู้นำประเทศเล็งเห็นว่า ประเทศกว้างใหญ่ การเดินทางจากชายฝั่งตะวันออกจาก Nova Scotia ไปยังฝั่งตะวันตกของ British Columbia จำเป็นต้องแล่นเรือไปถึงอเมริกาใต้ ไปอ้อม Tierra del Fuego ของอาร์เจนติน่าโน่น แล้วแล่นเข้าแปซิฟิกกลับขึ้นมา ผ่าน Peru Mexico California ขึ้นมาเรื่อยจนถึง เพราะเร็วกว่าการเดินป่าผ่านทุ่งหญ้าและเทือกเขา  จำเป็นต้องมีโครงข่ายการคมนาคม ซึ่งทันสมัยที่สุดก็คือรถไฟ และหากต้องพึ่งพาแต่อังกฤษอย่างเดียว ตายแหงครับ คงต้องซื้อรถไฟเป็นหมื่นตู้ ผู้นำเขาจึงดำริให้สร้างอุตสาหกรรมรถไฟขึ้นมา พัฒนาการสร้างราง การสร้างตู้ ขึ้นมาเอง  จนกระทั่งแคนาดาในวันนี้คือผู้นำในการวางโครงข่ายคมนาคม ไม่ว่ารถไฟใต้ดิน การสร้างสะพาน ทัดเทียมฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น แม้แต่อเมริกาก็ยังเป็นผู้ตาม

เมืองไทยมีสะพานยักษ์เยอะแยะ แต่แท้ที่จริงแล้ว ต้องไปพึ่งพา แคนาดา ให้มันปล่อยเงินกู้มาสร้างสะพานพระราม 8 ให้ หรือสะพานแขวนต่างๆต้องพึ่งญี่ปุ่นบ้าง นี่หรือครับพอเพียง ?? หรือจะบอกว่า อย่าไปสร้างมันเลย อยู่เฉยๆ พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ใช้แพขนานยนต์กันไป ??

จีน ซึ่งเคยประเทศที่ล้าหลัง เวลานี้เขามีนโยบายยืนด้วยขาตัวเองทั้งหมด เพื่อให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย พอเพียง จะได้ไม่ต้องไปพึ่งพาแต่ญี่ปุ่น ฝรั่ง  ไม่ใช่มานั่งคิดว่า ทันสมัยเกินไปเดี๋ยวมีแต่ความทุกข์ กลับไปทำนาดีกว่า ประเทศคงพังครับ เพราะเขาต้องเลี้ยงคนเป็นพันล้าน  ไทยก็ใช่ย่อย หรือจะให้คน 60 ล้านไปทำกสิกรรมครับ จะได้มีความสุข ??


กลับมาที่ประเด็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ถ้าคุณยังไม่รู้สึกกันอีก ยกตัวอย่างง่ายๆ  คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ที่คุณใช้ออกความเห็นกันอยู่นี่ มันก็ต้องใช้เงินตราต่างประเทศไปซื้อมาแหละครับ   เพราะคุณผลิตเองไม่เป็น ไม่มีเทคโนโลยีตรงนี้ เนื่องมาจากนโยบายโง่ๆ หรือไม่ก็คอรับชั่นตลอดมา เมื่อต้องมีเงินตราต่างประเทศ ก็ต้องมีการบริหารให้มันเกิดดอกออกผล หรืออย่างน้อยไม่ให้มันร่อยหรอ  ไม่ใช่ท่องอย่างเดียว กูจะพอเพียง งั้นก็ใช้พีซีของคุณจนพัง แล้วก็เลิกใช้คอมพ์ตลอดชีวิตก็แล้วกันครับ
บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #26 เมื่อ: 18-05-2007, 19:54 »

...

มีอะไรดีขึ้นบ้าง สัญญาณค่อนข้างชัดว่า ถ้ามีเลือกตั้งอะนะ ย้ำว่า ...ถ้ามี... คงจะเป็นการแชร์อำนาจกันอีกแล้วครับ ประชาชนก็คงเหมือนเดิม ที่น่าเกลียดกว่าเมืองจีนก็คือ ประเทศที่พยายามจะพรีเซนต์ตัวเองเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ  เป็นได้ปาหี่ทั้งนั้น  ทำไมต้องอ้อมค้อมกันนักครับ ไปว่าทักษิณบ้าฉากหน้า แต่ตัวเองเป็นซะเอง ในเมื่อเป็นเสรีอย่างแท้จริงแบบแคนาดาไม่ได้ ก็เอาอย่างจีนเลย พูดกันเห็นๆจะๆ จีนบอก "กูคือเผด็จการ แล้วไง"  บางครั้งผมยังนั่งคิดเลย กูกลับมาตั้งรกรากที่นี่ทำไมวะเนี่ย อยู่ที่นั่นก็มีงานมีการทำอยู่แล้ว สบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก โง่แท้ๆ ฟังดูเหมือนลำเลิกบุญคุณ ยังหมั่นไส้ตัวเองเลย ผมจะบอกให้ว่าคนจำนวนมากเวลานี้ที่เขาปลาบปลื้มเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 วันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ผมไม่ทราบว่า บางคนในเว็บนี้เป็นอะไร ไม่ออกไปดูโลกภายนอกบ้างหรือ ?

คนเราย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ไม่ได้หมายความว่าออกไปดูโลกภายนอกแล้วจะเห็นภาพที่เหมือนกัน อีกอย่างหนึ่ง ความพึงพอใจ และความสุขในชีวิตของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน สำหรับการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ของบรรดากลุ่มทั่นผู้นำ ก็ต้องใช้เวลาที่จะพัฒนาการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็งและมีบทบาทมากขึ้นให้คนพวกนี้มีโอกาสสวาปามได้น้อยลง  

ยุคนี้เป็นยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก คุณจะบอก "เศรษฐกิจพอเพียง" ถูกต้องไม่เถียง แต่กลับไปแปลความให้กลับไปสู่ยุคหิน อยู่เฉยๆ อะไรที่เป็นทุนนิยมก็จะล้มมันให้หมด ทุกคนกลับไปทำนา  ตำข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆเพราะกูจะพอเพียงแล้ว  ก็รอวันเจอเขมือบครับ ... พม่าเวลานี้กำลังพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์แล้ว กำลังต่อรองกับรัสเซียกันอยู่ เป้าหมายก็อาจเป็นการทหารได้ในอนาคต เราไม่รู้ ผมไม่ได้ชื่นชมพม่านะ แต่จะบอกว่าภัยคุกคามทั้งทิศตะวันตก ทิศใต้ หรือการเล่นเกมของประเทศอื่นๆ ทั้ง ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ อเมริกา รุมเร้า แต่ประเทศนี้ยังคงแย่งชิงอำนาจ ต่อรองผลประโยชน์กันไม่จบ วางระเบิดกันเป็นว่าเล่นแต่เสือกไม่ทำอะไร  มันทำเว็บหมิ่น แทนที่จะไปตามหาต้นตอ เก่งได้แค่เซ็นเซอร์บล๊อกเว็บ ปาหี่หรือเปล่าครับ ไม่แปลกใจหรอกครับที่ทำไมโจรถึงได้ฮึกเหิม

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์แล้วล่ะค่ะ เราต่างก็ทราบดีว่า เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้แปลว่าการนั่งอยู่เฉย ๆ หรือกลับไปสู่ยุคหิน ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธทุนนิยม แต่ที่โลกมันยุ่งเหยิงอยู่ทุกวันนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ตกเป็น "เหยื่อ" ของลัทธิบริโภคนิยม ปัญหา "ภาวะโลกร้อน" ก็เนื่องเพราะกิเลสของคนที่ถูกปลุกเร้าด้วย "ทุนนิยม" ปัญหาอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะควบคุมบริหารจัดการ "ทุนนิยม" ให้เกิดผลดีมากกว่านี้ ไม่ใช่มีคนเพียงหยิบมือเดียวที่มีโอกาสบำรุงบำเรอตัวเองจากทุนนิยม

วีระ97 วันก่อนพูดคำหนึ่ง ผมเชื่อว่า ถ้าคนที่คิดสักหน่อยแล้วอย่าโกหกตัวเองก็ต้องอึ้ง เขาบอกกับคุณแม่ท่านหนึ่งที่ภูมิใจกับลูกชายสติปัญญาดีที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศนี้ "เมล็ดพันธุ์จะดีขนาดไหน แต่ถ้ามันมาปลูกในดีที่เสื่อม เมล็ดมันก็ตาย  ดินมันเสื่อมหมดแล้ว อย่าไปคาดหวังอะไรมากเลย" คุณแม่คนนั้นอึ้งไปเลย ผมก็อึ้ง โห วีระพูดโคตรจะจริงเลยครับ

ส่วนตัวคิดว่า เวอร์ - exaggerate

ผมอยากจะถามกลับไปกะคนที่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่า "รักประเทศนี้ จะขอตายในประเทศนี้" มันฟังดู politically correct ดีนะครับ เพราะใครๆก็ต้องพูดแบบนี้ ชัวร์ว่าไม่โดนด่าแน่ แต่ผมคิดว่า ผมคิดไง ผมก็จะพูดอย่างนั้น คุณไปคิดหลายๆตลบให้ดี  ตายทั้งทีก็ตายอย่างคนที่มีเสรีภาพ เป็นปัจเจกครับ อย่าตายเพราะถูกหลอกใช้ล่ะ[/size]

อย่าเพิ่งด่วนสรุปค่ะว่า ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง หลายคนรู้สึกเช่นนี้จริง ๆ ค่ะ และหลายคนก็รู้สึกตรงกันข้ามเหมือนท่านน้องเจ้าของกระทู้  สำหรับความตายนั้น กับบางคนอาจะเป็นเรื่องที่เบาบางเหมือนขนนก แต่กับบางคนก็ไม่ใช่ และหลายคนก็ไม่มีโอกาสเลือกที่จะตายเช่นเดียวกับการเกิด


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 20:02 โดย aiwen^mei » บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 18-05-2007, 20:06 »

แต่สิ่งที่นายกพอเพียงคนนี้กำลังทำ กลับไม่ใช่อย่างนั้นครับ กลับเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ลงตัวในบรรดาคนไม่กี่คน

คำพูดของวีระ97 ฟังดูเว่อร์ครับ  ถ้าเป็นไปได้อยากให้ไปฟังความเห็นของ พระไพศาล วิศาโล ทาง ASTV ท่านพูดเกี่ยวกับแค่ประเด็นการบัญญัติให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ เพียงแค่ประเด็นเดียว แต่ท่านชี้ให้เห็นถึงความเน่าเฟะของทั้งสังคมนี้ได้อย่างคาดไม่ถึง ไม่ได้ตั้งใจจะฟังเพราะคิดว่าเป็นเรื่องพระเรื่องเจ้า แต่ท่านทำให้ผมนั่งฟัง 1 ชั่วโมงเต็ม

แป๊ะลิ้มน่าจะเอาเทปตอนนี้มารีเพลย์อีกครั้งนะครับ

บอกได้คำเดียวว่า มันเละแล้วครับ เรื่องพระสงฆ์ดูวิดิโอโป๊ หลีสีกา แค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเองครับ .... คุณจะปฏิรูปการศึกษาด้วยปาก หรือด้วยการบัญญัติไว้เป็นหลักสูตร มันก็เท่านั้น ถ้าสิ่งแวดล้อมมันเละ โอกาสไม่ได้เกื้อกูล ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองปากอ้างคุณธรรม แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่อ้างไว้เลย แล้วหางจะไม่กระดิกตามเหรอ
บันทึกการเข้า

Body&Soul
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 370



« ตอบ #28 เมื่อ: 18-05-2007, 20:19 »

ตอนแรกผมคิดว่า กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่ดีน่าสนใจ

เพราะสมาชิกหลายๆท่านได้มาแสดงความคิด ที่ห่วงใยประเทศชาติ ในแต่ละมุมมอง

แต่พอได้อ่านข้อคิดเห็น ของบางความเห็น ที่ต้องการยัดเยียด ความเชื่อ

ของตนเองอันสุดโต่ง  เพื่อให้คนอื่นเห็นตาม หากใครคัดค้านหรือไม่เห็นด้วย

ก็พูดจาดูถูก เพื่อนสมาชิก ว่าโง่ ต่ำต้อย ขาดซึ่งภูมิปัญญา

นับว่าเป็นแสดงออกที่ ไม่สมควร อย่างยิ่ง

รู้สึกเห็นใจ ที่ใครบางคนไม่มีความสุข ที่ได้อาศัยแผ่นดินนี้เกิด

และรู้สึกว่า ที่ๆอาศัยอยู่ ไม่มีสิ่งดีๆ ในสายตาคุณเลย

โชคดีครับ!   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 20:28 โดย gem-stone » บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 18-05-2007, 21:27 »


เอาเถอะครับโรคบางโรค บางทียาไม่แรงพอ มันก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน

ถึงอย่างไรถ้าไม่ได้ทำผิดกฎหมายเอาเปรียบสังคม ผมทนรับได้ครับ..

แต่ก็อย่างที่บอก สมดุลในภาพรวมสำคัญที่สุด แล้วก็ต้องรักกันด้วย

หากเพียงแค่มีผลประโยชน์ร่วม หรือสุดโต่งกันทางใดทางหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็หนักได้

มันทำให้ความเบี่ยงเบนแกว่งดัวได้สูง ควบคุมทิศทางยากครับ..

ดังนั้น อย่าเอาอย่างเหลี่ยมหรือชูวิทย์ มันดูติดิน จริงจัง แต่ไม่ได้ความร่วมมือ

หากเอาอย่างพวกพระนอกวัด ก็ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ปล่อยให้สังคมลากจูงไปโดยไร้ความแน่นอน ไม่ได้ผลดี

ออกแรงดึงกันไปเรื่อยๆครับแต่อย่ากระชาก และอย่าลากกันเข้าถ้ำก็คงพอไหว 

สงครามแพ้หรือชนะบ่อยครั้ง ยังไม่ได้เริ่มต้นก็พอทราบกันแล้ว

การเตรียมพร้อมคือวิธีป้องกันสงครามที่ดีที่สุด ซึ่งก็ต้องสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

แบ่งงานกันทำ แบ่งกันศึกษาตามความถนัด แบบนั้นทำให้กระจายแนวคิดออกไปได้ดีที่สุด

ส่วนเรื่องความโลภอยากได้ใครดีของของมนุษย์  ก็อย่าให้ถึงกับทำลายตัวสังคมเองเสียก่อน

ผู้ชนะคือผู้ที่สามารถยืนอยู่ได้เป็นกลุ่มสุดท้าย ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด หรือคนที่เข้มแข็งที่สุดหรอกครับ

ความอดทนนานจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่คนรุ่นใหม่ในโลกแห่งความเร็วต้องเรียนรู้เหมือนกัน...


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2007, 21:30 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #30 เมื่อ: 18-05-2007, 21:31 »

ผมว่าเป็นกระทู้ที่ดีน๊ะ.........หลายความเห็น อาจดูสุดขั้วไปนิด.....ผมอาจไม่เห็นด้วยกับบางความเห็น แต่ก็ไม่ได้แสดงความเห็นอะไร เพราะ เป็นเพียงประเด็นปลีกย่อย........ยังรออ่านเพิ่มเติมอยู่ครับ
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #31 เมื่อ: 19-05-2007, 09:36 »


ไปอ่านเจอข่าวนี้เข้า เลยตัดแปะมาเสริม

จีนถ่างเงินหยวน ลดดีกรีศก.พุ่งแรง เชื่อไม่กระทบไทย
19 พฤษภาคม 2550    กองบรรณาธิการ

ธนาคารกลางจีนขยายแบนด์ค่าเงินหยวน เคลื่อนไหวขึ้น-ลงได้ 0.5% พร้อมทั้งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักเศรษฐศาสตร์ชี้เป็นการลดดีกรีความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน


ระบุไม่กระทบตลาดเงินในเอเชียและไทย แต่ให้จับตาตลาดทุนหวั่นถูกหางเลขจากหุ้นจีน "ฉลองภพ" ชี้ดีต่ออาเซียนทั้งหมด

เมื่อวันที่  18  พ.ค.  ธนาคารกลางจีนระบุในแถลงการณ์ทางเว็บไซต์ว่า จีนจะขยายช่วงขึ้นลงของเงินหยวนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ    หรือขยายแบนด์หยวนให้เคลื่อนไหวได้  0.5%  จากเดิม 0.3% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 พ.ค.เป็นต้นไป

นอกจากนี้  จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ  1 ปี ขึ้นอีก 0.18% จาก 6.39% มาอยู่ที่ 6.57%  และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอีก  0.27%  จาก 2.79% มาอยู่ที่ 3.06% โดยจะมีผลวันที่ 19 พ.ค.นี้

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจีนยังได้ปรับเพิ่มเพดานการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ขึ้นอีก 0.5% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่  5  มิ.ย.2550 ส่งผลให้สัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อยู่ที่ 11.5%

นางสาวอุสรา  วิไลพิชญ์  นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส  ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า  การตัดสินใจดำเนินมาตราการทางการเงินของธนาคารกลางจีนครั้งนี้  เพื่อเป็นการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน  และเป็นการแสดงท่าทีทางการเมืองระหว่างประเทศจีนและสหรัฐ  ซึ่งในสัปดาห์หน้าตัวแทนทางการจีนกับสหรัฐจะมีการหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐต้องการให้จีนปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่ามากกว่าที่เป็นอยู่

นางสาวอุสรากล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดเงินและตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นว่า ในส่วนของตลาดเงินคงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก  เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนไม่หวือหวามากนัก การขยายแบนด์จึงไม่ได้มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท  และที่สำคัญค่าเงินบาทของไทยเองในตลาดต่างประเทศมีสภาพคล่องน้อยมาก ทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการเก็งกำไร

อย่างไรก็ตาม  ในส่วนของตลาดหุ้นคงต้องติดตามในวันจันทร์หน้าว่า  ตลาดหุ้นจีนหลังเปิดทำการมุมมองของนักลงทุนจะเป็นอย่างไร

"ถ้าตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง จะส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียได้รับผลกระทบตาม" นางสาวอุสรากล่าว

ด้านนายฉลองภพ  สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง กล่าวว่า การที่ธนาคารกลางจีนประกาศขยายแบนด์ค่าเงินหยวน  มองว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี  ที่จีนมีการปรับการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น  โดยจะส่งผลดีต่อประเทศในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด  ไม่เฉพาะไทยประเทศเดียว  เนื่องจากการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนจะสอดคล้องเป็นไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น.


เงินบาทคงเดินหน้าแข็งต่ออีก..........ผู้ส่งออกคงต้องประเมินให้ดี.......เราคงหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ได้หรอกครับ..........
บันทึกการเข้า
katindork
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369


« ตอบ #32 เมื่อ: 19-05-2007, 13:28 »

ตอนแรกผมคิดว่า กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่ดีน่าสนใจ
เพราะสมาชิกหลายๆท่านได้มาแสดงความคิด ที่ห่วงใยประเทศชาติ ในแต่ละมุมมอง
แต่พอได้อ่านข้อคิดเห็น ของบางความเห็น ที่ต้องการยัดเยียด ความเชื่อ
ของตนเองอันสุดโต่ง  เพื่อให้คนอื่นเห็นตาม หากใครคัดค้านหรือไม่เห็นด้วย
ก็พูดจาดูถูก เพื่อนสมาชิก ว่าโง่ ต่ำต้อย ขาดซึ่งภูมิปัญญา
นับว่าเป็นแสดงออกที่ ไม่สมควร อย่างยิ่ง
รู้สึกเห็นใจ ที่ใครบางคนไม่มีความสุข ที่ได้อาศัยแผ่นดินนี้เกิด
และรู้สึกว่า ที่ๆอาศัยอยู่ ไม่มีสิ่งดีๆ ในสายตาคุณเลย

โชคดีครับ!   


ไม่เป็นไรมิได้ครับ 
ผมกลับเห็นตรงข้ามกับคุณ เจม ครับ
กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่ดีครับ   
จขกท  เสนอความคิดที่้เข้มข้น  มีความรู้สึกที่แรงกล้าที่จะเสนอความคิด



จริงอยู่คำพูดอาจดูแรง  แต่ผมคิดว่ายังไม่ออกนอกกรอบ
อย่าลืมนะครับ  มีสมาชิกหลายท่านที่ไม่เห็นสอดคล้องกับคุณภาษาจีน 

แกยืนซดคนเดียวว่างั้นเหอะ

ฉะนั้น  ผมว่าแกต้องพยายามเสียงดัง    เพื่อถกเถียงกับหลายคนครับ(นอกจากบางคนที่พยายามเบี่ยงเบน ดึงเข้าเรื่องการเมืองเฮงซวยของคนกลับกลอกที่อยู่เมืองนอก) Cool

ผมว่า  สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้คือว่าจุดยืนของคุณภาษาจีนนี่อยู่ตรงไหนด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผมมองในมุมผมคือ คุณภาษาจีน  พยายามบอกว่า
คนเราเมื่อมองเห็นจุดหมายแล้วควรพยายามตัดปัจจัยรอบข้างบางอันออกบ้าง   
ทำเต็มที่เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของบ้านเมือง
 Arrow Arrow

จริงอยู่   
ในแง่ปัจเจกการทำใจของเราเป็นเรื่องสำคัญที่สุด 
แต่ในแง่มวลชนแล้วใครจะรู้บ้างว่าใครต้องการอะไร  แค่ในเวปก็แทบแย่
นี้จึงเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์การ  ระหว่างโลกตะวันตกกับตะวันออก


แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือปัญหาการเมือง จริงไหมครับ คุณภาษาจีน 

หากยังมีการเมืองเลวทรามแบบนี้อยู่คงไปถึงฝั่งฝันยากทั้งแบบตะวันตกตะวันออก
คุยกันแบบนี้ดีแล้วครับ   ตกผลึกความคิดให้ได้ก่อน   

ไม่งั้นอย่าว่าแต่นอกไทยเลย  แค่เจอความคิดแบบทักษินก็แย่แล้ว  
บันทึกการเข้า
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #33 เมื่อ: 19-05-2007, 17:20 »

สินค้าดี แต่วิธีการนำเสนอไม่ถูกต้อง ย่อมถูกตีตกจากโต๊ะประชุมได้ค่ะ  Mr. Green Very Happy Mr. Green

เมื่อมีสินค้าใหม่ตัวหนึ่งที่รู้สึกเห่อขึ้นมา ก็พูดถึงแต่ข้อดีของมัน ในขณะที่สินค้าเดิมที่ตัวเองใช้อยู่เป็นประจำมาก่อน กลับหาข้อดีไม่เจอ พูดถึงแต่ข้อเสียแต่เพียงอย่างเดียว แบบนี้ไม่เรียกว่า การเปรียบเทียบ ค่ะ เค้าเรียกว่า ลำเอียง อคติ 
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #34 เมื่อ: 19-05-2007, 21:05 »


คงเหมือนกับปัญหาภัยใต้ ใจร้อนก็คงไม่ได้ มันหมักหมมต้องใช้เวลา หากท่านสงสัญญาณและตอบข้อซักถามบ้างคงทำให้ภาพการจัดการต่างๆเห็นได้ชัดขึ้น

เหมือนกรณีอื่นๆครับ อย่าทำแบบทักษิณที่เลี่ยงการตอบข้อซักถาม และต้องยอมรับว่าพวกเกียร์ว่างระดับสูง ต้องรีบจัดการก่อน..

พวกสื่อที่มีปัญหาก็ต้องจัดการ ปล่อยให้พูดโจมตีฝ่ายเดียวแบบเอียงข้างคงไม่ได้ ปัญหาเก่าจากระบอบทักษิณมากครับ โดยเฉพาะเรื่องที่นำมาพูดกันตอนนี้


เรื่องปัญหาภาคใต้ล่าสุด พล.อ.สนธิ ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อแล้วนะครับคิดว่าชัดเจนทีเดียว
ผมเอามาตั้งกระทู้ไว้ แต่ดูเหมือนคนจะเข้ามาอ่านน้อยสักหน่อยทั้งที่ข้อมูลดีทีเดียวครับ

==ข้อมูลสถานการณ์ภาคใต้จากปากพลเอกสนธิครับ==
http://forum.serithai.net/index.php?topic=13780.0
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #35 เมื่อ: 19-05-2007, 21:31 »

ส่วนประเด็นที่เจ้าของกระทู้นำเสนอนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลนี้คงไม่ทำอะไรมากกว่านี้แล้วล่ะครับ
ผมแค่เอาใจช่วยให้รักษาการไปได้แบบตลอดรอดฝั่งจนถึงเลือกตั้งเท่านั้นเอง

ตอนนี้ก็เฝ้ารอว่าพรรคการเมืองต่างๆ หลังผลคดียุบพรรคออกมาแล้ว จะเสนอนโยบายยังไง
สำหรับอนาคตของประเทศไทยเรา เพราะตอนนี้เงียบกันหมดคาดว่ารอผลยุบพรรค

และผมรู้สึกเหมือนกับประเทศเราขาดแคลนคนอย่างพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่มีแนวคิดแบบ
วางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค สังเกตจากนโยบายรัฐบาลชาติชาย และทักษิณ ที่มีพันศักดิ์
เป็นกุนซือทั้ง 2 รัฐบาล เทียบกับนโยบายรัฐบาลอื่นๆ ทั้งหมด (ลำพังทักษิณเองไม่มี
วิสัยทัศน์ถึงขนาดที่กองเชียร์เชื่อกันหรอกครับ ทักษิโนมิกส์อะไรนั่นก็ไม่ได้คิดเอง)

แต่แนวคิดของพันศักดิ์เองก็มีปัญหามาแล้วทั้ง 2 ครั้งเพราะไปกระทบกลุ่มผลประโยชน์เดิม
แบบไม่เหลือที่ให้เขามากเกินไป ตอนนี้ประเทศเราก็รอกุนซือใหม่ๆ ที่มีปัญหาน้อยกว่าอยู่

...

เรื่องการตรวจสอบทุจริตก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนที่จะตรวจสอบได้จริงๆ คือประชาชนครับ
แต่ต้องเป็นประชาชนที่เป็นอิสระแล้ว ไม่ใช่พึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจไม่ได้อย่างในปัจจุบัน
เรื่องจะหวังพึ่งผู้แทนราษฎรเป็นหูเป็นตาให้คงไม่ได้ 

..ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ประชาชนส่วนใหญ่ของเราจะไปถึงจุดนั้นนะครับ..
บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #36 เมื่อ: 19-05-2007, 21:51 »

เรื่องปัญหาภาคใต้ล่าสุด พล.อ.สนธิ ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อแล้วนะครับคิดว่าชัดเจนทีเดียว
ผมเอามาตั้งกระทู้ไว้ แต่ดูเหมือนคนจะเข้ามาอ่านน้อยสักหน่อยทั้งที่ข้อมูลดีทีเดียวครับ

==ข้อมูลสถานการณ์ภาคใต้จากปากพลเอกสนธิครับ==
http://forum.serithai.net/index.php?topic=13780.0



ด้านเศรษฐกิจ ในบทสัมภาษณ์ของ ท่านนายกสุรยุทธ พูดถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทางใต้ครับ..

ก็คงเป็นแนวบูรณาการ และเป็นการวางแผนภาคปฏิบัติในคราวเดียว

ส่วนในด้านเศรษฐกิจด้านอื่นๆ จะลองติดตามดูอีกทีครับว่า เดินไปถึงไนกันแล้ว

อสังหาเห็น ฉลองภพบอกไม่กระตุ้นโดยการลดภาษีหรือค่ารรมเนียมการโอน คงปล่อยไปตามปกติ

ส่งออกก็คงมองว่าค่าเงินเดินไปในทิศทางเดียวกัน ลดปัญหาการตัดราคาสินค้าส่งออกได้..

การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ คงต้องมาดูเรื่องสาธารณูปโภค ลอจิสติก ทั้งคนทั้งของ..

การติดต่อสื่อสาร การจัดระเบียบ การส่งเสริมต่างๆ ให้คนหารายได้กันได้ง่ายขึ้น เช่นผลิตสินค้าที่แตกต่างกัน

เพื่อกระตุ้นดีมานด์อย่างเป็นธรรมชาติของลูกค้าอีกทอดหนึ่ง ค่าจ้างขั้นต่ำก็คงโยงกับหลายๆปัจจัยครับ..

การป้องกันการผูกขาดทางการค้าสำคัญครับ เพราะทุนใหญ่มักมีแนวโน้มจะผูกขาดแบบแอบแฝงในระบบปกติอยู่แล้ว

ถ้ามีกฎหมายปกป้องและส่งเสริมธุรกิจรายย่อย จากการเอาเปรียบหรือแข่งขันของรายใหญ่รายยักษ์จะดีมาก..

อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้แก้ไขไม่ได้ ถ้ามีการคอร์รัปชันตั้งแต่ระดับนักการเมืองและพวกอภิสิทธิ์ชนลงมา

จนถึงข้าราชการโดยเฉพาะตำรวจรายใหญ่ที่ลูกน้องต้องส่งส่วย ทหารรายใหญ่ที่ต้องเลี้ยงลูกน้อง

                                                                                                                     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-05-2007, 21:54 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 19-05-2007, 22:15 »

ส่วนประเด็นที่เจ้าของกระทู้นำเสนอนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลนี้คงไม่ทำอะไรมากกว่านี้แล้วล่ะครับ
ผมแค่เอาใจช่วยให้รักษาการไปได้แบบตลอดรอดฝั่งจนถึงเลือกตั้งเท่านั้นเอง

ตอนนี้ก็เฝ้ารอว่าพรรคการเมืองต่างๆ หลังผลคดียุบพรรคออกมาแล้ว จะเสนอนโยบายยังไง
สำหรับอนาคตของประเทศไทยเรา เพราะตอนนี้เงียบกันหมดคาดว่ารอผลยุบพรรค

และผมรู้สึกเหมือนกับประเทศเราขาดแคลนคนอย่างพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่มีแนวคิดแบบ
วางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค สังเกตจากนโยบายรัฐบาลชาติชาย และทักษิณ ที่มีพันศักดิ์
เป็นกุนซือทั้ง 2 รัฐบาล เทียบกับนโยบายรัฐบาลอื่นๆ ทั้งหมด (ลำพังทักษิณเองไม่มี
วิสัยทัศน์ถึงขนาดที่กองเชียร์เชื่อกันหรอกครับ ทักษิโนมิกส์อะไรนั่นก็ไม่ได้คิดเอง)

แต่แนวคิดของพันศักดิ์เองก็มีปัญหามาแล้วทั้ง 2 ครั้งเพราะไปกระทบกลุ่มผลประโยชน์เดิม
แบบไม่เหลือที่ให้เขามากเกินไป ตอนนี้ประเทศเราก็รอกุนซือใหม่ๆ ที่มีปัญหาน้อยกว่าอยู่

...

เรื่องการตรวจสอบทุจริตก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนที่จะตรวจสอบได้จริงๆ คือประชาชนครับ
แต่ต้องเป็นประชาชนที่เป็นอิสระแล้ว ไม่ใช่พึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจไม่ได้อย่างในปัจจุบัน
เรื่องจะหวังพึ่งผู้แทนราษฎรเป็นหูเป็นตาให้คงไม่ได้ 

..ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ประชาชนส่วนใหญ่ของเราจะไปถึงจุดนั้นนะครับ..

แล้วเมื่อไรละครับ Question  ยุคโลกไร้พรมแดนนี่ เวลาไม่เหลือแล้วนะครับ ดูจากการจัดอันดับของ IMD เรื่องความสามารถในการแข่งขันก็ฟ้องอยู่เห็นๆ

ผมจะบอกให้ว่า คนไทยหลายคนที่ถูกส่งไปทำงานในประเทศจีน โดยบ.ข้ามชาติที่เลี้ยงไก่ ไอ้ที่มันอยู่เมืองไทยเคยคบค้ากับหน้าเหลี่ยม  เขาระบายกันออกมาเลยนะ ประมาณว่า เขาเห็นสิ่งที่ประเทศจีนกำลังทำแล้วมาเปรียบกับประเทศไทยแล้ว แปลว่า ประเทศนี้กำลังอัสดง   หลายคนไปๆมาๆอยู่จีนไปเลย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

จะมารอให้ประชาชนรู้เท่าทันข้างเดียวมันเป็นไม่ได้  คำว่า "การเมืองภาคประชาชน" มันเรื่องตลกเหลวไหลสิ้นดี ก็แค่คำสวยหรู ก็ได่้แค่ตั้งวงสัมมนาวิชาการกลายเป็น siamese talk พูดเสร็จแยกย้ายกลับบ้าน    "ผู้มีอำนาจ (ปืน หรือ เงิน)" ต่างหากที่ต้องสำเหนียกได้แล้วว่าพวกนี้ไม่ใช่เจ้าของประเทศ อย่าเอาประเทศมาต่อรองมาแชร์อำนาจกันแบ่งกันกัน ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ตามมันก็เช้าชามเย็นชามแหงๆ .... ต่างคนต่างหาที่พึ่ง ไอ้ที่หมดทางก็ไปหาจตุคาม ไอ้ที่มีความรู้เขาเปิดตูดออกไปแสวงหาโอกาสเมืองนอกกันหมด ก็เพราะว่าเขาถูกปิดกั้นโอกาส   คำที่เรียกร้องให้ช่วยกันเสียสละ เขาไม่มาหรอกครับ เปลืองเนื้อเปลืองตัว  อย่ามาพูดกับประชาชนเลย ไม่ใช่ประชาชนหรอกหรือที่เสียสละทุกทีที่มีวิกฤติ

พูดอีกก็เบื่อนะ ที่วีระ 97 บอกว่า "เมล็ดพันธุ์จะดีขนาดไหน แต่ถ้ามันมาปลูกในดีที่เสื่อม เมล็ดมันก็ตาย  ดินมันเสื่อมหมดแล้ว"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-05-2007, 22:23 โดย 加籍华人 » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #38 เมื่อ: 19-05-2007, 22:53 »



ผมไม่เห็นว่าจะทำไม่ได้นี่ครับ ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจรัฐ แต่หากความคิดดีจริงก็ยังพอทำกันได้..

เช่นเรื่องคอร์รัปชันก็ช่วยกันผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติได้..


การปฏิรูประบบราชการก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ

การปฏิรูปการเมืองก็ต้องทำ ให้ท้องถิ่นรับดูแลปัญหาของตนเองมากขึ้น


แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติก็นำเสนอได้ ผ่านกรรมาธิการชุดต่างๆ หากสนใจ

หรือมีแผนที่เขียนไว้ก็นำมาโพสต์ได้ครับ..แล้วรอดูผลนะครับ

หัดมองโลกในแง่ดีครับ....อย่าให้เป็นด้านร้ายเพียงอย่างเดียว

                                                                                                 
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #39 เมื่อ: 20-05-2007, 03:44 »

แล้วเมื่อไรละครับ Question  ยุคโลกไร้พรมแดนนี่ เวลาไม่เหลือแล้วนะครับ ดูจากการจัดอันดับของ IMD เรื่องความสามารถในการแข่งขันก็ฟ้องอยู่เห็นๆ

ผมจะบอกให้ว่า คนไทยหลายคนที่ถูกส่งไปทำงานในประเทศจีน โดยบ.ข้ามชาติที่เลี้ยงไก่ ไอ้ที่มันอยู่เมืองไทยเคยคบค้ากับหน้าเหลี่ยม  เขาระบายกันออกมาเลยนะ ประมาณว่า เขาเห็นสิ่งที่ประเทศจีนกำลังทำแล้วมาเปรียบกับประเทศไทยแล้ว แปลว่า ประเทศนี้กำลังอัสดง   หลายคนไปๆมาๆอยู่จีนไปเลย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

จะมารอให้ประชาชนรู้เท่าทันข้างเดียวมันเป็นไม่ได้  คำว่า "การเมืองภาคประชาชน" มันเรื่องตลกเหลวไหลสิ้นดี ก็แค่คำสวยหรู ก็ได่้แค่ตั้งวงสัมมนาวิชาการกลายเป็น siamese talk พูดเสร็จแยกย้ายกลับบ้าน    "ผู้มีอำนาจ (ปืน หรือ เงิน)" ต่างหากที่ต้องสำเหนียกได้แล้วว่าพวกนี้ไม่ใช่เจ้าของประเทศ อย่าเอาประเทศมาต่อรองมาแชร์อำนาจกันแบ่งกันกัน ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ตามมันก็เช้าชามเย็นชามแหงๆ .... ต่างคนต่างหาที่พึ่ง ไอ้ที่หมดทางก็ไปหาจตุคาม ไอ้ที่มีความรู้เขาเปิดตูดออกไปแสวงหาโอกาสเมืองนอกกันหมด ก็เพราะว่าเขาถูกปิดกั้นโอกาส   คำที่เรียกร้องให้ช่วยกันเสียสละ เขาไม่มาหรอกครับ เปลืองเนื้อเปลืองตัว  อย่ามาพูดกับประชาชนเลย ไม่ใช่ประชาชนหรอกหรือที่เสียสละทุกทีที่มีวิกฤติ

พูดอีกก็เบื่อนะ ที่วีระ 97 บอกว่า "เมล็ดพันธุ์จะดีขนาดไหน แต่ถ้ามันมาปลูกในดีที่เสื่อม เมล็ดมันก็ตาย  ดินมันเสื่อมหมดแล้ว"

ส่วนตัวผมไม่รู้สึกกดดันว่าเวลาไม่เหลือแล้วนะครับ ส่วนเรื่องการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันนั้น
ผมมองว่ามันเป็นระลอกคลื่นของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ตอนนี้มันพัดเลยเราไปเข้าจีน อินเดีย เวียดนาม
ซึ่งในสมัยหนึ่งสัก 20 ปีก่อนมันก็เคยพัดผ่านไทยมาแล้ว และผมมองแนวโน้มว่าระบบทุนนิยมนั้นมันกำลัง
เดินทางไปถึงจุดสิ้นสุดของพัฒนาการ  ที่หลังจากกระแสพัดผ่านจีน อินเดีย เวียดนาม ก็จะไปยังแอฟริกา
และประเทศที่เหลือในขณะนี้บางประเทศเช่นเขมร หลังจากนั้นก็ไม่มีที่ไปต่อแล้วครับทั้งหมดนี้อาจจบสิ้น
ภายในเวลา 50 ปีข้างหน้าเท่านั้นเอง

เพราะระบบทุนนิยมจะวิ่งเข้าหา แรงงานราคาถูก ทรัพยากรราคาถูก เป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายจะต้อง
ผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น ขยายตัวไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาอย่างไม่สิ้นสุด และยิ่งเร็วยิ่งดี

แต่ในความเป็นจริงโลกเราเล็กนิดเดียว และเราก็ยังไม่มีแนวโน้มจะค้าขายกับมนุษย์ต่างดาว ดังนั้นในที่สุด
ระบบทุนนิยมก็จะไปถึงจุดสิ้นสุดของมัน เพราะไม่รู้จะขยายตัวไปยังไงอีก ไม่รู้จะผลิตมากขึ้นไปขายใคร


เรื่องคนที่ไปๆ มาๆ เมืองจีนแล้วไปอยู่เมืองจีนเลยนั้น ก็เหมือนสมัยก่อนที่คนไทยไปอเมริกา หรือยุโรป
แล้วไม่ยอมกลับประเทศ เป็นธรรมดานะผมว่า ญาติๆ ผมก็มากมายหลายคน แต่พอแก่ตัวก็กลับมาอยู่กับ
ญาติพี่น้องลูกหลาน ในที่สุดก็ตั้งใจกลับมาตายเมืองไทย  อีกอย่าง "พรมแดน" มันก็ลบเลือนไปทุกวัน
ไม่นานต่างประเทศก็เหมือนแค่ต่างจังหวัด หรือหนักกว่านั้นไปอยู่ต่างประเทศอาจเหมือนไปอยู่ชานเมือง
คนไทยก็ค่อนข้างได้เปรียบเรื่องเมืองจีน เพราะความรู้สึกมันเป็นพวกเดียวกันมากกว่าไปอยู่กับฝรั่งผมทอง
และคนไทยที่มีเชื้อจีนเลยก็มีจำนวนมากไปอยู่เมืองจีนก็เหมือนไปอยู่บ้านญาติ

การที่จะมองทุกอย่างของเมืองไทยเลวร้ายไปหมดนั้น ผมคิดว่ายังไงก็มองไม่ถูก 100% หรอกนะครับ
ยังมีคนตั้งใจดีๆ กับชาติบ้านเมืองแน่นอน พวกเขาก็ตั้งใจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นไปพร้อมๆ กับการเติบโต
ของภาคประชาชน ผมเองมีโอกาสเห็นพัฒนาการดีๆ ของชาวบ้านมากมายหลายจุดในประเทศโดยเฉพาะ
เกี่ยวกับการเกษตรที่เขาพึ่งพาตัวเองได้ดีขึ้นมากๆ และเป็นกำลังช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้ทำได้เหมือนตัวเอง
เรื่องบางเรื่องเราอาจไม่รู้เช่นป่าไม้ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ
เหล่านี้ถือเป็นผลงานของคนจำนวนมากที่ช่วยกันทำให้เกิดขึ้น

เรื่องการเมืองภาคประชาชน ไม่ใช่เรื่องตลกเหลวไหล หรือคำพูดสวยหรูของนักวิชาการนะครับ แต่มีการ
ดำเนินการอยู่ตลอดเวลาทั่วประเทศ เพียงแต่ปัจจุบันขอบเขตส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องในระดับท้องถิ่น และมันมี
พัฒนาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผมพอใจนะครับ เมื่อลองนึกย้อนไปสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาเทียบกับสมัยปัจจุบัน
ชาวชนบทที่เคยสัมผัสเมื่อ 20 ปีก่อนกับตอนนี้แตกต่างกันมากครับ  เรื่องที่จะให้ผู้มีอำนาจปืนอำนาจเงิน
ไปดับเครื่องชนกับใครอย่างที่ จขกท. บอก ผมคิดว่ามันวนอยู่ที่เดิมครับและจะว่าไปต่างก็มีอำนาจกันหมด
แต่ยิ่งเวลาผ่านไปสังเกตไหมครับว่าใช้อำนาจกันไม่สะดวกแล้ว ยังทำแบบสมัยจอมพลต่างๆ ได้ที่ไหนกัน


ในความเห็นของผมกลุ่มอำนาจใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาและสร้างความเปลี่ยนแปลง แม้จะเกิดแบบช้าๆ จึงเป็น
ภาคประชาชนที่ค่อยๆ รู้เท่าทัน และทำให้อำนาจแบบเดิมๆ หมดบทบาทลงไปเรื่อยๆ  ลองสังเกตนะครับ
ว่าแนวโน้มพัฒนาการมันเป็นแบบนี้จริงๆ หรือไม่ .. ทั้งหมดจึงอยู่ที่เวลามากหรือน้อยเท่านั้นเอง

ส่วนเรื่อง "เสียสละ" นั้นเมืองไทยเราโชคดีที่มีองค์พระประมุขเป็นตัวอย่าง ที่มีคนมากมายพร้อมจะเสียสละ
ตามรอยพระยุคลบาทครับ และที่ว่า "เมล็ดพันธุ์จะดีขนาดไหน แต่ถ้ามันมาปลูกในดีที่เสื่อม เมล็ดมันก็ตาย
ดินมันเสื่อมหมดแล้ว" ในหลวงของเราได้แสดงให้ดูแล้วว่าที่ดินซึ่งปลูกอะไรไม่ได้เลยหลายสิบปีที่ภาคใต้
ในที่สุดยังสามารถกลับมาเป็นไร่นาที่ทำการเกษตรได้  และตำแหน่งที่ตั้งประเทศของเราในตอนนี้ก็ดีเด่น
ขนาดที่สามารถรับประกันได้ว่าไม่มีใครอดตาย ประเทศเราก็เป็นหนึ่งในดินแดนแห่งโอกาส


..ผมไม่สิ้นหวังกับประเทศนี้หรอกครับ แต่เชื่อมั่นด้วยซ้ำว่าอยู่ที่นี่มีความสุขมากกว่าไปอยู่ทีอื่น..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-05-2007, 04:00 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #40 เมื่อ: 20-05-2007, 04:01 »


แต่ในความเป็นจริงโลกเราเล็กนิดเดียว และเราก็ยังไม่มีแนวโน้มจะค้าขายกับมนุษย์ต่างดาว ดังนั้นในที่สุด
ระบบทุนนิยมก็จะไปถึงจุดสิ้นสุดของมัน เพราะไม่รู้จะขยายตัวไปยังไงอีก ไม่รู้จะผลิตมากขึ้นไปขายใคร



แล้วเมื่อไหร่ ละครับ มันถึงจะ "ถึง" จุดสิ้นสุด

Dr. Noam Chomsky ปราชญ์โลกยุคปัจจุบัน ก็เคยกล่าวคำทำนายไว้ว่า
ระบบทุนนิยม กำลังเดินทางมาถึงจุดจบแล้ว ด้วยตัวของมันเอง
โดยยกกรณี จอร์จ โซรอส ทุบค่าเงินในเอเชีย
ที่บ่งบอกถึงการละโมบ "กินกัน" โดยไม่มีกฎเกณฑ์ ขอบเขต
เสมือนงูที่กินจนไม่มีอะไรจะกิน จนต้องกินหางตัวเอง แล้วก็จะตายไปในที่สุด

คำกล่าวของ นอม ชอมสกี้ ผ่านมากว่าสิบปีแล้วนะครับ
ผมก็ยังเห็น "งู" ตัวนี้ กินเอา ๆ
และนับวันยิ่งดุร้าย ป่าเถื่อน และแข็งแรง ขึ้นไปเรื่อยๆ
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #41 เมื่อ: 20-05-2007, 05:24 »

แล้วเมื่อไหร่ ละครับ มันถึงจะ "ถึง" จุดสิ้นสุด

Dr. Noam Chomsky ปราชญ์โลกยุคปัจจุบัน ก็เคยกล่าวคำทำนายไว้ว่า
ระบบทุนนิยม กำลังเดินทางมาถึงจุดจบแล้ว ด้วยตัวของมันเอง
โดยยกกรณี จอร์จ โซรอส ทุบค่าเงินในเอเชีย
ที่บ่งบอกถึงการละโมบ "กินกัน" โดยไม่มีกฎเกณฑ์ ขอบเขต
เสมือนงูที่กินจนไม่มีอะไรจะกิน จนต้องกินหางตัวเอง แล้วก็จะตายไปในที่สุด

คำกล่าวของ นอม ชอมสกี้ ผ่านมากว่าสิบปีแล้วนะครับ
ผมก็ยังเห็น "งู" ตัวนี้ กินเอา ๆ
และนับวันยิ่งดุร้าย ป่าเถื่อน และแข็งแรง ขึ้นไปเรื่อยๆ

ผมประมาณว่าน่าจะอยู่ราวๆ ปี พ.ศ.2600 นะครับคือเศรษฐกิจไปบูมต่อ
ที่แอฟริกา หลังจากจีน อินเดีย เวียดนาม อิ่มตัวไปตั้งแต่ราว พ.ศ.2575
แล้วพอแอฟริกาอิ่มตัวก็ไม่มีที่ไปต่อ ประชากรโลกตอนนั้นคงขึ้นไปถึง
ระดับหมื่นล้านคนแล้ว ประชากรของไทยเราก็คงเกินร้อยล้านคน


การทำอะไรออกมาขายตามระบบทุนนิยมนั้นมันต้องขยายตัวไปเรื่อยๆ
แต่ตลาดจริงมันมีจำกัด แม้ว่าเทคโนโลยีการผลิตมันดีขึ้นเรื่อยๆ จนอาจ
ไม่มีข้อจำกัดในการผลิตก็ตาม ยกตัวอย่างธุรกิจขายเครื่องคอมพิวเตอร์
ยุคก่อนอิ่มตัวก็จะเปิดตลาดในประเทศใหม่ไปเรื่อยๆ เพิ่มกำลังการผลิต
ไปเรื่อยๆ บริษัทก็เติบโตตามตลาดที่เปิดใหม่ จนในที่สุดเปิดตลาดได้
ครบหมดทั้งโลก ทีนี้ในที่สุดกำลังการผลิตที่ยังเพิ่มเรื่อยๆ ก็จะล้นตลาด
ทำให้ราคาสินค้าตกต่ำ แม้จะสามารถผลิตได้มหาศาลแต่ในทางปฏิบัติ
ก็ไม่รู้จะเอาไปขายใครทำให้ต้องชลอการผลิตไปเอง และนั่นหมายถึง
การชะงักงันหรือหดตัวของธุรกิจนะครับ

และมันจะเป็นแบบเดียวกันนี้กับธุรกิจอื่นๆ ทางออกของระบบทุนนิยมก็คือ
คิดหาอะไรอย่างอื่นมาขายใหม่ในตลาดเดิม  แต่สภาพการเคลื่อนย้ายทุน
ตามแหล่งแรงงานราคาถูกเหมือนในยุคก่อนจะไม่มีอีก ความเปรียบต่าง
ของการไปลงทุนในแต่ละประเทศจะลดลง การบูมที่ประเทศโน้นประเทศนี้
แล้วได้กำไรเติบโตมากมายแบบยุคปัจจุบันก็จะไม่ค่อยมีให้ตื่นเต้นกันต่อไป

..พูดง่ายๆ ก็คือทุนนิยมมันไม่ตายแต่มันจะฝ่อจะไม่โตตูมตามอะไรอีก..

และกว่าจะถึงตอนนั้นประชาชนในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
รุ่นดั้งเดิมอย่างอเมริกาก็ย่ำแย่ไปเรียบร้อย ความจริงตอนนี้แรงงาน
ในอเมริกาก็ได้รับผลกระทบจากจีนและอินเดียไปไม่น้อยแล้วจากการ
out source งานสารพัดอย่างที่ทำผ่านการ online ได้ อุตสากรรมก็
ย้ายฐานไปนอกประเทศ ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบ ทั้งหมดเกิดจาก
การติดกับดักค่าแรงราคาสูงๆ ที่เคยภาคภูมิใจว่าตัวเป็นประชากรของ
ประเทศพัฒนาแล้ว การปลดพนักงานจำนวนมากๆ ที่เป็นข่าวมาตลอด
คงสะท้อนภาพตลาดแรงงานของอเมริกาได้ดี

ไทยเราก็โดนสภาพคล้ายๆ กันกับอเมริกาเพราะกระแสทุนนิยมก็พัดผ่าน
ประเทศเราไปตั้งแต่สมัยก่อนเกิดพฤษภาทมิฬ แต่เราได้เปรียบกว่าตรงที่
เราอยู่ใกล้ทั้ง จีน อินเดีย เวียดนาม ทำให้เรายังมีโอกาสเชื่อมโยงเข้ากับ
กระแสการบูมของเศรษฐกิจรอบนี้ได้ไม่ยากเย็นนัก

แต่ที่สุดแล้วการบูมทางเศรษฐกิจรอบนี้ก็ต้องผ่านพ้นภูมิภาคของเราไป

...

ทีนี้สิ่งที่คนเราต้องการจริงๆ คืออะไร .. สำคัญที่สุดก็คือ "อาหาร" 
หากกระแสการขยายตัวของระบบทุนนิยมจบสิ้นลงจริงๆ คงต้องดูกัน
ว่าประเทศไหนสามารถเลี้ยงดูประชากรของตัวเองได้เพียงพอกว่ากัน

ยกตัวอย่างประเทศจีนมีพื้นที่นาข้าวเทียบต่อหัวประชากรประมาณ
คนละ 50 ตารางวา ซึ่งสามารถผลิตข้าวได้พอบริโภคในปัจจุบันพอดี
โดยเฉลี่ยแล้วปลูกได้ไร่ละประมาณ 1 ตัน (100 ถัง ในหน่วยไทย)
หากประชากรจีนเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว จีนจะต้องพัฒนาการผลิตให้ได้ผล
มากกว่าปัจจุบันถึง 1 เท่าตัวจึงจะพอบริโภค

ประเทศไทยปัจจุบันมีพื้นที่นาข้าวเทียบต่อหัวประชากรประมาณคนละ
เกือบๆ 1 ไร่ โดยที่เฉลี่ยแล้วปลูกข้าวได้ไร่ละแค่ 300-400 กิโลกรัม
แต่เพียงแค่นี้เรายังมีข้าวเหลือขายถึงครึ่งหนึ่งของที่ผลิตได้ ทำให้ไทย
เป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมีปริมาณมากที่สุดในโลก นั่นหมายความว่า
ต่อให้ประชากรไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว ไทยเราก็ยังปลูกข้าวได้พอกิน
แม้ไม่มีการพัฒนาการผลิตให้ได้ผลมากกว่าปัจจุบันเลย

ดังนั้นในแง่ความมั่นคงของปากท้อง เมื่อกระแสทุนนิยมพัดผ่านพ้นไป
ผมคิดว่าไทยเรามั่นคงมากกว่าประเทศจีนเสียอีก นี่ขนาดว่ายังไม่นับ
กระแสการทำไร่นาสวนผสม และเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้าไปด้วยนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-05-2007, 05:32 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #42 เมื่อ: 20-05-2007, 06:47 »


.................................................................................................................................

ส่วนเรื่อง "เสียสละ" นั้นเมืองไทยเราโชคดีที่มีองค์พระประมุขเป็นตัวอย่าง ที่มีคนมากมายพร้อมจะเสียสละ
ตามรอยพระยุคลบาทครับ และที่ว่า "เมล็ดพันธุ์จะดีขนาดไหน แต่ถ้ามันมาปลูกในดีที่เสื่อม เมล็ดมันก็ตาย
ดินมันเสื่อมหมดแล้ว" ในหลวงของเราได้แสดงให้ดูแล้วว่าที่ดินซึ่งปลูกอะไรไม่ได้เลยหลายสิบปีที่ภาคใต้
ในที่สุดยังสามารถกลับมาเป็นไร่นาที่ทำการเกษตรได้  และตำแหน่งที่ตั้งประเทศของเราในตอนนี้ก็ดีเด่น
ขนาดที่สามารถรับประกันได้ว่าไม่มีใครอดตาย ประเทศเราก็เป็นหนึ่งในดินแดนแห่งโอกาส


..ผมไม่สิ้นหวังกับประเทศนี้หรอกครับ แต่เชื่อมั่นด้วยซ้ำว่าอยู่ที่นี่มีความสุขมากกว่าไปอยู่ทีอื่น..


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-05-2007, 08:19 โดย อังศนา » บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #43 เมื่อ: 20-05-2007, 09:02 »


เพราะระบบทุนนิยมจะวิ่งเข้าหา แรงงานราคาถูก ทรัพยากรราคาถูก เป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายจะต้อง
ผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น ขยายตัวไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาอย่างไม่สิ้นสุด และยิ่งเร็วยิ่งดี

แต่ในความเป็นจริงโลกเราเล็กนิดเดียว และเราก็ยังไม่มีแนวโน้มจะค้าขายกับมนุษย์ต่างดาว ดังนั้นในที่สุด
ระบบทุนนิยมก็จะไปถึงจุดสิ้นสุดของมัน เพราะไม่รู้จะขยายตัวไปยังไงอีก ไม่รู้จะผลิตมากขึ้นไปขายใคร




แล้วเมื่อไหร่ ละครับ มันถึงจะ "ถึง" จุดสิ้นสุด

Dr. Noam Chomsky ปราชญ์โลกยุคปัจจุบัน ก็เคยกล่าวคำทำนายไว้ว่า
ระบบทุนนิยม กำลังเดินทางมาถึงจุดจบแล้ว ด้วยตัวของมันเอง
โดยยกกรณี จอร์จ โซรอส ทุบค่าเงินในเอเชีย
ที่บ่งบอกถึงการละโมบ "กินกัน" โดยไม่มีกฎเกณฑ์ ขอบเขต
เสมือนงูที่กินจนไม่มีอะไรจะกิน จนต้องกินหางตัวเอง แล้วก็จะตายไปในที่สุด

คำกล่าวของ นอม ชอมสกี้ ผ่านมากว่าสิบปีแล้วนะครับ
ผมก็ยังเห็น "งู" ตัวนี้ กินเอา ๆ
และนับวันยิ่งดุร้าย ป่าเถื่อน และแข็งแรง ขึ้นไปเรื่อยๆ

ผมประมาณว่าน่าจะอยู่ราวๆ ปี พ.ศ.2600 นะครับคือเศรษฐกิจไปบูมต่อ
ที่แอฟริกา หลังจากจีน อินเดีย เวียดนาม อิ่มตัวไปตั้งแต่ราว พ.ศ.2575
แล้วพอแอฟริกาอิ่มตัวก็ไม่มีที่ไปต่อ ประชากรโลกตอนนั้นคงขึ้นไปถึง
ระดับหมื่นล้านคนแล้ว ประชากรของไทยเราก็คงเกินร้อยล้านคน


การทำอะไรออกมาขายตามระบบทุนนิยมนั้นมันต้องขยายตัวไปเรื่อยๆ
แต่ตลาดจริงมันมีจำกัด แม้ว่าเทคโนโลยีการผลิตมันดีขึ้นเรื่อยๆ จนอาจ
ไม่มีข้อจำกัดในการผลิตก็ตาม ยกตัวอย่างธุรกิจขายเครื่องคอมพิวเตอร์
ยุคก่อนอิ่มตัวก็จะเปิดตลาดในประเทศใหม่ไปเรื่อยๆ เพิ่มกำลังการผลิต
ไปเรื่อยๆ บริษัทก็เติบโตตามตลาดที่เปิดใหม่ จนในที่สุดเปิดตลาดได้
ครบหมดทั้งโลก ทีนี้ในที่สุดกำลังการผลิตที่ยังเพิ่มเรื่อยๆ ก็จะล้นตลาด
ทำให้ราคาสินค้าตกต่ำ แม้จะสามารถผลิตได้มหาศาลแต่ในทางปฏิบัติ
ก็ไม่รู้จะเอาไปขายใครทำให้ต้องชลอการผลิตไปเอง และนั่นหมายถึง
การชะงักงันหรือหดตัวของธุรกิจนะครับ

และมันจะเป็นแบบเดียวกันนี้กับธุรกิจอื่นๆ ทางออกของระบบทุนนิยมก็คือ
คิดหาอะไรอย่างอื่นมาขายใหม่ในตลาดเดิม  แต่สภาพการเคลื่อนย้ายทุน
ตามแหล่งแรงงานราคาถูกเหมือนในยุคก่อนจะไม่มีอีก ความเปรียบต่าง
ของการไปลงทุนในแต่ละประเทศจะลดลง การบูมที่ประเทศโน้นประเทศนี้
แล้วได้กำไรเติบโตมากมายแบบยุคปัจจุบันก็จะไม่ค่อยมีให้ตื่นเต้นกันต่อไป

..พูดง่ายๆ ก็คือทุนนิยมมันไม่ตายแต่มันจะฝ่อจะไม่โตตูมตามอะไรอีก..

และกว่าจะถึงตอนนั้นประชาชนในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
รุ่นดั้งเดิมอย่างอเมริกาก็ย่ำแย่ไปเรียบร้อย ความจริงตอนนี้แรงงาน
ในอเมริกาก็ได้รับผลกระทบจากจีนและอินเดียไปไม่น้อยแล้วจากการ
out source งานสารพัดอย่างที่ทำผ่านการ online ได้ อุตสากรรมก็
ย้ายฐานไปนอกประเทศ ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบ ทั้งหมดเกิดจาก
การติดกับดักค่าแรงราคาสูงๆ ที่เคยภาคภูมิใจว่าตัวเป็นประชากรของ
ประเทศพัฒนาแล้ว การปลดพนักงานจำนวนมากๆ ที่เป็นข่าวมาตลอด
คงสะท้อนภาพตลาดแรงงานของอเมริกาได้ดี

ไทยเราก็โดนสภาพคล้ายๆ กันกับอเมริกาเพราะกระแสทุนนิยมก็พัดผ่าน
ประเทศเราไปตั้งแต่สมัยก่อนเกิดพฤษภาทมิฬ แต่เราได้เปรียบกว่าตรงที่
เราอยู่ใกล้ทั้ง จีน อินเดีย เวียดนาม ทำให้เรายังมีโอกาสเชื่อมโยงเข้ากับ
กระแสการบูมของเศรษฐกิจรอบนี้ได้ไม่ยากเย็นนัก

แต่ที่สุดแล้วการบูมทางเศรษฐกิจรอบนี้ก็ต้องผ่านพ้นภูมิภาคของเราไป
...

ทีนี้สิ่งที่คนเราต้องการจริงๆ คืออะไร .. สำคัญที่สุดก็คือ "อาหาร" 
หากกระแสการขยายตัวของระบบทุนนิยมจบสิ้นลงจริงๆ คงต้องดูกัน
ว่าประเทศไหนสามารถเลี้ยงดูประชากรของตัวเองได้เพียงพอกว่ากัน

ยกตัวอย่างประเทศจีนมีพื้นที่นาข้าวเทียบต่อหัวประชากรประมาณ
คนละ 50 ตารางวา ซึ่งสามารถผลิตข้าวได้พอบริโภคในปัจจุบันพอดี
โดยเฉลี่ยแล้วปลูกได้ไร่ละประมาณ 1 ตัน (100 ถัง ในหน่วยไทย)
หากประชากรจีนเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว จีนจะต้องพัฒนาการผลิตให้ได้ผล
มากกว่าปัจจุบันถึง 1 เท่าตัวจึงจะพอบริโภค

ประเทศไทยปัจจุบันมีพื้นที่นาข้าวเทียบต่อหัวประชากรประมาณคนละ
เกือบๆ 1 ไร่ โดยที่เฉลี่ยแล้วปลูกข้าวได้ไร่ละแค่ 300-400 กิโลกรัม
แต่เพียงแค่นี้เรายังมีข้าวเหลือขายถึงครึ่งหนึ่งของที่ผลิตได้ ทำให้ไทย
เป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมีปริมาณมากที่สุดในโลก นั่นหมายความว่า
ต่อให้ประชากรไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว ไทยเราก็ยังปลูกข้าวได้พอกิน
แม้ไม่มีการพัฒนาการผลิตให้ได้ผลมากกว่าปัจจุบันเลย


ดังนั้นในแง่ความมั่นคงของปากท้อง เมื่อกระแสทุนนิยมพัดผ่านพ้นไป
ผมคิดว่าไทยเรามั่นคงมากกว่าประเทศจีนเสียอีก นี่ขนาดว่ายังไม่นับ
กระแสการทำไร่นาสวนผสม และเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้าไปด้วยนะครับ



ความล่มสลายของระบบทุนนิยม ใกล้มาถึงแล้วค่ะ จุดที่เรียกว่า อิ่มตัว ของทุนนิยมมาถึงแล้ว เพียงแต่ประเทศทุนนิยมมหาอำนาจ ใช้กลวิธีในการปัดหายนะออกจากตัว โดยกดขี่แรงงานของประเทศด้อยพัฒนา และสูบทรัพยากรของประเทศเหล่านี้ ไปเลี้ยงระบบทุนนิยมของตัวเอง

อีกทั้งประเทศเหล่านี้พยายามสร้างมาตรฐานการแลกเปลี่ยน โดยควบคุมการปริวรรตเงินตรา ให้อยู่ในวิถีที่ตนสามารถควบคุมและตัวตวงผลประโยชน์ได้ เงินคือหนึ่งกลไกสำคัญของระบบทุน

ทุนนิยมต้องการปัจจัยสี่เช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป 1.แรงงานราคาถูก 2.วัตถุดิบราคาถูก 3.พลังงานราคาถูก 4.ทุนราคาถูก

ในประเทศไทยนั้น ปัจจัยสามจ้อแรกแทบจะหมดสิ้นไปแล้ว เหลือเพียงปัจจัยข้อสุดท้าย นี่คือคำตอบว่าทำไมเขาถึงกดดอกเบี้ยให้ต่ำติดดิน มันไม่ใช่เพื่ออะไรทั้งสิ้น แต่เพื่อนกดราคาทุนให้ถูก เพราะนี่เป็นปัจจัยเดียวที่เราเหลืออยู่

ประเทศจีน บูมขึ้นมาได้เนื่องจาก 1.ตลาดยังไม่อิ่มตัว เหตุที่ไม่อิ่มตัวเพราะคนจีนอยู่ในภาวะไม่มี ทุกคนทุกครัวเรือนยังมีสิ่งของที่ต้องการไม่เพียงพอต่อความอยาก 2.ค่าแรงยังถูก ทุนนิยมจึงไปบูมในจีน และคาดการกันว่าอีกนานกว่าจะถึงจุดอิ่มตัว เนื่องจากจีนมีประชากรมากกว่าพันล้านคน กำลังซื้อน่าจะมีเยอะ แต่นั่นเป็นฝัน ที่ใครบางคนจะต้องตกใจตื่นในเร็ววันนี้

ปัจจัยสำคัญที่สุดและวิกฤติที่สุดของระบบทุนนิยม คือ พลังงาน  ขณะนี้โลกตกอยู่ในภาวะเริ่มขาดแคลนพลังงานแล้ว ถึงจะยังพอขุดหามาผลาญกันได้อีกสัก 100 ปี แต่โลกกำลังเหมือนคนป่วยที่พอมีสตางค์ จะซื้อหมูหันหูฉลามเป็ดปักกิ่งมาวางไว้ตรงหน้า ก็กินไม่ลงแล้ว สังขารมันไม่รับแล้ว  พลังงานที่เรามีอยู่กำลังจะใช้ไม่ได้แล้ว หรือใช้ได้ก็ต้องเอามาสู้กับภาวะโลกร้อน ซึ่งวิกฤติในอัตราส่วนทวีคูณอย่างรวดเร็ว เราต้องหยุดเผาผลาญพลังงานในเร็ววันนี้แน่นอน

เมื่อหนึ่งในปัจจัยสำคัญของทุนนิยม เข้าสู่ภาวะวิกฤติ ก็เหมือนม้าที่กำลังคึกคะนองอยากจะวิ่งชิงถ้วยดาร์บี้ แต่มันขาด้วนเหลือเพียงสามขา วิ่งกลับคอกยังไม่ไหว เจ้าของต้องจำใจยิงทิ้งแล้วค่ะ

ระบบเศรษฐกิจพอเพียง คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของพลโลก วิสัยทัศน์อันยาวไกลจนเหลือเชื่อนี้ ยากที่จะอธิบายให้คนวิสัยทัศน์สั้นรับรู้ได้ คนตาบอดจะรู้จักแยกแยะสีได้อย่างไร ประเทศไทยเป็นอย่างที่คุณจีระศักดิ์ว่ามา เรามีต้นทุนอีกอย่างคือการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำคัญกว่าระบบอุตสาหกรรมของทุนนิยม คนกินเงินไม่ได้ แต่ต้องกินอาหาร

เงินทองเป็นของมายา  ข้าวปลาเป็นของจริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-05-2007, 09:05 โดย พรรณชมพู » บันทึกการเข้า
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #44 เมื่อ: 20-05-2007, 10:04 »

เช้านี้ได้อ่านตั้งแต่ความเห็นที่ 35 ลงมาแล้ว ทำให้สบายใจ มีความสุข ขอบคุณทุกท่านค่ะ   

หวังว่าน้องท่านเจ้าของกระทู้จะใจเย็นลง และอดทนรอคอยสักหน่อยนะคะ 

สุดท้ายแล้ว มนุษย์จะเรียนรู้ว่า การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เป็นมิตรกับธรรมชาติ ฝึกฝนการละวางกิเลสตัณหาในใจของตนทั้ง ความละโมบ โทสะ โมหะ นั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

การวิ่งไล่ตามระบบทุนนิยมที่ก่อให้เกิดการบริโภคเกินตัว ทำลายสิ่งแวดล้อม ปลุกเร้ากิเลส ตัณหา ความอยากได้ใคร่มีเกินความจำเป็นให้เกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฯลฯ เป็นแค่เปลือกของชีวิต ยิ่งนำมาห่อหุ้มตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ก่อให้เกิดความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะความทุกข์ใจ และความทุกข์กายก็จะตามมาเมื่อถูกสารพัดโรครุมเร้า  Shocked

บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 20-05-2007, 10:12 »

มันมีหลายประเด็นที่คุณจีระศักดิ์ พูดขึ้นมา ที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย เฉยๆ ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะเหมือนกำปั้นทุบดินน่ะ

ส่วนตัวผมไม่รู้สึกกดดันว่าเวลาไม่เหลือแล้วนะครับ ส่วนเรื่องการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันนั้น
ผมมองว่ามันเป็นระลอกคลื่นของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ตอนนี้มันพัดเลยเราไปเข้าจีน อินเดีย เวียดนาม
ซึ่งในสมัยหนึ่งสัก 20 ปีก่อนมันก็เคยพัดผ่านไทยมาแล้ว และผมมองแนวโน้มว่าระบบทุนนิยมนั้นมันกำลัง
เดินทางไปถึงจุดสิ้นสุดของพัฒนาการ  ที่หลังจากกระแสพัดผ่านจีน อินเดีย เวียดนาม ก็จะไปยังแอฟริกา
และประเทศที่เหลือในขณะนี้บางประเทศเช่นเขมร หลังจากนั้นก็ไม่มีที่ไปต่อแล้วครับทั้งหมดนี้อาจจบสิ้น
ภายในเวลา 50 ปีข้างหน้าเท่านั้นเอง

แนวโน้มนี้ไม่ผิดครับ แต่ประเด็นที่สำคัญมันอยู่เมื่อมันพัดผ่านมาแล้วก็ต้องรู้ล่วงหน้าเตรียมการณ์ และรู้จักใช้ประโยชน์ เหมือนน้ำขึ้นก็จงรีบตัก

แต่สำหรับแอฟริกาเหรอ ของพวกนี้อยู่ที่วัฒนธรรมประเพณีและวิธีคิดด้วย แอฟริกาเป็นวัฒนธรรมชนเผ่า ตั้งแต่ก่อนยุโรปจะไปยึด จนสงครามโลกสิ้นสุดไปแล้ว จนเวลานี้โลกไปถึงไหน  กระแสทุนนิยมก็พัดไปแอฟริกาแล้วไงครับ แต่คงคล้ายๆบางประเทศแต่เผอิญแย่กว่า คือ พัดไปแล้ว รู้แต่จะขายทรัพยากรธรรมชาติกินไปวันๆ แลกของราคาแพง คนของตัวเองรบพุ่งแย่งชิงอำนาจกันต่อไป ไม่ได้พัฒนาความเป็นอยู่ตัวเองให้ดีขึ้น ที่สุดพอน้ำลด ก็แห้งเฉา แคระแกร็น ดู ฟิลิปปินส์ อาร์เจนติน่าก็พอครับ



เพราะระบบทุนนิยมจะวิ่งเข้าหา แรงงานราคาถูก ทรัพยากรราคาถูก เป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายจะต้อง
ผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น ขยายตัวไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาอย่างไม่สิ้นสุด และยิ่งเร็วยิ่งดี
แต่ในความเป็นจริงโลกเราเล็กนิดเดียว และเราก็ยังไม่มีแนวโน้มจะค้าขายกับมนุษย์ต่างดาว ดังนั้นในที่สุด
ระบบทุนนิยมก็จะไปถึงจุดสิ้นสุดของมัน เพราะไม่รู้จะขยายตัวไปยังไงอีก ไม่รู้จะผลิตมากขึ้นไปขายใคร

ถูกต้องครับ แต่สิ่งที่ประเทศนี้กำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่ภัยทุนนิยมครับ แต่เป็นภัยจากภายใน ก็คือผู้มีอำนาจยังไม่รู้จักสำเหนียก


เรื่องคนที่ไปๆ มาๆ เมืองจีนแล้วไปอยู่เมืองจีนเลยนั้น ก็เหมือนสมัยก่อนที่คนไทยไปอเมริกา หรือยุโรป
แล้วไม่ยอมกลับประเทศ เป็นธรรมดานะผมว่า ญาติๆ ผมก็มากมายหลายคน แต่พอแก่ตัวก็กลับมาอยู่กับ
ญาติพี่น้องลูกหลาน ในที่สุดก็ตั้งใจกลับมาตายเมืองไทย  อีกอย่าง "พรมแดน" มันก็ลบเลือนไปทุกวัน
ไม่นานต่างประเทศก็เหมือนแค่ต่างจังหวัด หรือหนักกว่านั้นไปอยู่ต่างประเทศอาจเหมือนไปอยู่ชานเมือง
คนไทยก็ค่อนข้างได้เปรียบเรื่องเมืองจีน เพราะความรู้สึกมันเป็นพวกเดียวกันมากกว่าไปอยู่กับฝรั่งผมทอง
และคนไทยที่มีเชื้อจีนเลยก็มีจำนวนมากไปอยู่เมืองจีนก็เหมือนไปอยู่บ้านญาติ
อันนี้เห็นด้วยครับ

การที่จะมองทุกอย่างของเมืองไทยเลวร้ายไปหมดนั้น ผมคิดว่ายังไงก็มองไม่ถูก 100% หรอกนะครับ
ยังมีคนตั้งใจดีๆ กับชาติบ้านเมืองแน่นอน พวกเขาก็ตั้งใจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นไปพร้อมๆ กับการเติบโต
ของภาคประชาชน ผมเองมีโอกาสเห็นพัฒนาการดีๆ ของชาวบ้านมากมายหลายจุดในประเทศโดยเฉพาะ
เกี่ยวกับการเกษตรที่เขาพึ่งพาตัวเองได้ดีขึ้นมากๆ และเป็นกำลังช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้ทำได้เหมือนตัวเอง
เรื่องบางเรื่องเราอาจไม่รู้เช่นป่าไม้ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ
เหล่านี้ถือเป็นผลงานของคนจำนวนมากที่ช่วยกันทำให้เกิดขึ้น
คนที่คิดดีกับบ้านเมืองน่ะมีแน่นอน พูดอีกก็ถูกอีก   กลับมาสู่คำถามเดิมๆว่า แล้วคนที่ถือปืน หรือถุงเงิน เขายอมปล่อยให้คนคิดดีต่อบ้านเมืองไปแชร์อำนาจกับเขาหรือเปล่าล่ะ ? ดูสถานการณ์ แนวโน้ม แล้วลองตอบคำถามดูสิครับ แค่นี้แหละ

เรื่องการเมืองภาคประชาชน ไม่ใช่เรื่องตลกเหลวไหล หรือคำพูดสวยหรูของนักวิชาการนะครับ แต่มีการ
ดำเนินการอยู่ตลอดเวลาทั่วประเทศ เพียงแต่ปัจจุบันขอบเขตส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องในระดับท้องถิ่น และมันมี
พัฒนาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผมพอใจนะครับ เมื่อลองนึกย้อนไปสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาเทียบกับสมัยปัจจุบัน
ชาวชนบทที่เคยสัมผัสเมื่อ 20 ปีก่อนกับตอนนี้แตกต่างกันมากครับ  เรื่องที่จะให้ผู้มีอำนาจปืนอำนาจเงิน
ไปดับเครื่องชนกับใครอย่างที่ จขกท. บอก ผมคิดว่ามันวนอยู่ที่เดิมครับและจะว่าไปต่างก็มีอำนาจกันหมด
แต่ยิ่งเวลาผ่านไปสังเกตไหมครับว่าใช้อำนาจกันไม่สะดวกแล้ว ยังทำแบบสมัยจอมพลต่างๆ ได้ที่ไหนกัน

ผมคิดว่า การใช้อำนาจที่เด็ดขาด หากใช้เพื่อเป้าหมายที่ถูกต้อง ทำไปเถอะ คนจะสรรเสริญ ไม่มีอะไรมาต่อต้านได้  แต่ถ้าเหลาะๆแหละๆ "สมานฉันท์กันนะตะเอง" มันก็เป็นแบบเวลานี้ คือ ด้านหนึ่งคนชั่วไม่เกรงกลัว ส่วนมิตรก็จะกลายเป็นศัตรูเกิดความเกลียดชัง   มันเลยดูเหมือนใช้อำนาจไม่สะดวกไงครับ


ในความเห็นของผมกลุ่มอำนาจใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาและสร้างความเปลี่ยนแปลง แม้จะเกิดแบบช้าๆ จึงเป็น
ภาคประชาชนที่ค่อยๆ รู้เท่าทัน และทำให้อำนาจแบบเดิมๆ หมดบทบาทลงไปเรื่อยๆ  ลองสังเกตนะครับ
ว่าแนวโน้มพัฒนาการมันเป็นแบบนี้จริงๆ หรือไม่ .. ทั้งหมดจึงอยู่ที่เวลามากหรือน้อยเท่านั้นเอง
ต้องมีนองเลือดครั้งใหญ่ๆแบบที่เรียกว่า 14 ตุลา-พฤษภาทมิฬขี้ๆไปเลย สัก 2-3 ครั้งก่อนครับ ไม่งั้นเปลี่ยนไม่ได้หรอก  อย่าลืมวัฒนธรรมการเมืองประเทศนี้หน้าด้านเป็นหลักครับ

ส่วนเรื่อง "เสียสละ" นั้นเมืองไทยเราโชคดีที่มีองค์พระประมุขเป็นตัวอย่าง ที่มีคนมากมายพร้อมจะเสียสละ
ตามรอยพระยุคลบาทครับ และที่ว่า "เมล็ดพันธุ์จะดีขนาดไหน แต่ถ้ามันมาปลูกในดีที่เสื่อม เมล็ดมันก็ตาย
ดินมันเสื่อมหมดแล้ว" ในหลวงของเราได้แสดงให้ดูแล้วว่าที่ดินซึ่งปลูกอะไรไม่ได้เลยหลายสิบปีที่ภาคใต้
ในที่สุดยังสามารถกลับมาเป็นไร่นาที่ทำการเกษตรได้  และตำแหน่งที่ตั้งประเทศของเราในตอนนี้ก็ดีเด่น
ขนาดที่สามารถรับประกันได้ว่าไม่มีใครอดตาย ประเทศเราก็เป็นหนึ่งในดินแดนแห่งโอกาส

ก็อีกอะครับ ประเทศนี้จะมีแค่องค์พระประมุขทรงเสียสละอยู่พระองค์เดียวกันกับประชาชนตลอดไปไม่ได้หรอกครับ  คำถามนี้ต้องไปถาม ผู้มีอำนาจในประเทศเวลานี้ครับ ไม่ว่าจะ ทหาร, ตำรวจ, 20 ตระกูลดัง, พระสงฆ์, สื่อมวลชน .... ไม่ใช่มาถามในหมู่ประชาชนที่ไม่มีอำนาจครับ ประชาชนเสียสละจนไม่รู้จะเสียสละกันยังไงแล้ว

..ผมไม่สิ้นหวังกับประเทศนี้หรอกครับ แต่เชื่อมั่นด้วยซ้ำว่าอยู่ที่นี่มีความสุขมากกว่าไปอยู่ทีอื่น..
ผมพูดตรงๆเลย ก็ขวางโลกอีกแหละ   ผมมองเหมือนคำปลอบใจให้ปล่อยวาง เมื่อเกิดปัญหาโลกแตกเท่านั้นเอง  เหมือนกับเป็นคำพูดยอดนิยมทำนองเดียวกันกับ "เมืองไทยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" บอกไม่ถูก เหมือนพยายามกลบเกลื่อนความเละเทะทำนองนั้น (ผมไม่ได้หมายความคุณจีระศักดิ์จะมีความคิดอย่างนั้น) แต่มันเกร่ออะครับเพราะมันฟังมานานแล้ว   ถามง่ายๆเลย คุณหวังอะไรกับการเลือกตั้งต้นปีหน้าบ้าง (ถ้ามี) ??  อีกไม่นานก็จะได้ยินอะไรแบบว่า "เลือกคนดี เข้าไปทำงานในสภา" หลังจากนั้นก็จะมีรัฐบาลหน้าเดิมๆ หูตูบ ใส่แว่งพูกไทไม่ชัก กระบังลม แล้วก็ผุดโปรเจ็กต์ยักษ์ งาบ รวย ฉาวโฉ่ เดินขบวนไล่ ....... เสร็จแล้วก็มี topic มาให้ทั้งเถียง ทั้งทะเลาะกัน ทั้งโชว์ภูมิ แบบเนียะ ตามสภากาแฟกันต่อไป ............ โอ้ว มันยอดมาก


คุณจีระศักดิ์และท่านอื่นๆ ผมอยากเชิญชวนให้คุณมองสมการอำนาจ ของคนที่มีอำนาจในบ้านในเมืองเวลานี้ เงื่อนไข สภาพแวดล้อมเวลานี้  ประวัติศาสตร์ในอดีต วัฒนธรรม วิธีคิด  คือเหมือนกับว่า เออ เป็นประชาชนเอ็งก็มีความสุขตามอัตภาพของเอ็งต่อไปแล้วกัน  ส่วนคนที่อยู่วงการปกครอง ก็แย่งชิงอำนาจกันต่อไป รวยกันต่อไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-05-2007, 10:21 โดย 加籍华人 » บันทึกการเข้า

แอบอ่าน ซุ่มเงียบ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 249


stand, fight, live or die for what?


« ตอบ #46 เมื่อ: 20-05-2007, 11:47 »

 ขออนุญาตถามคุณน้องชื่อภาษาจีนหน่อยครับ  ผมเข้าใจในประเด็นที่นำเสนอ จะว่าไปแล้วก็เห็นด้วยเกินกว่าครึ่ง

แต่สงสัยน่ะว่า คุณกำลังจะนำเสนออะไร    การปฎิวัติโดยประชาชน ยังงั้นหรือครับ
บันทึกการเข้า

IF YOU DON'T STAND FOR SOMETHING, YOU MIGHT FALL FOR ANYTHING.
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #47 เมื่อ: 20-05-2007, 12:38 »

ประเด็นเริ่มแรกคือ ความไม่เอาไหนของนายสุรยุทธ์ในการจัดการกับเงินตราต่างประเทศ(สินทรัพย์)ที่มันเสื่อมค่าลงทุกวัน เมื่อไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีคนเข้ามา เข้าใจไปว่า เป็นการโลภ ไม่พอเพียง ทุนนิยมคือความชั่ว ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงต่อ  พร้อมกับยกให้รัฐบาลนี้คือรัฐบาลพอเพียง แต่พอถูกทวงถามถึง JTEPA เขายายเที่ยง ผู้หญิงตาดำๆถูกฟันแขนขาด ฯลฯ เงียบครับ ไหนล่ะพอเพียง ที่แท้ก็แค่พวกภาพดี แต่เข้ามาทำมาหากิน ไม่ต่างจากทักษิณครับ

ประเด็นที่ถูกแตกออกไปอีกต่อมา ก็คือ ประเทศนี้แท้ที่จริงแล้วถูกกุมอำนาจและแบ่งอำนาจภายในคนไม่กี่กลุ่ม  การรวบอำนาจเผด็จการไม่เป็นไรถ้ายึดอำนาจไปแล้วทำเพื่อส่วนรวม แสดงความจริงใจออกมา  แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ก็เป็นแค่ปาหี่ เพราะหลอกให้ประชาชนต่อสู้มาตลอด เสร็จแล้วที่เห็นและเป็นอยู่ก็คือ การต่อรองกันไปมา เล่นเกมไปมา ระหว่างอำนาจเก่าและใหม่  เสร็จแล้วไม่กี่วันก่อนก็มาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเสีียสละ โธ่ จะไปเสียสละได้ไง ก็คนพูดเองยังไปนั่งเป็นที่ปรึกษาในบ.ขายไก่ ธนาคารไทยกลิ่นสิงคโปร์   แล้วไอ้ที่อำนาจเก่ายึดบ.ปิโตรเคมีแสนล้านเขาไป ก็นิ่ง เงียบไปงั้น เอ..ขนาดระดับนั้นยังโดนปล้น แล้วงี้ประชาชนธรรมดาจะเหลืออะไร เห็นอะไรไหมล่ะครับ  ไม่มีใครกล้าเปิดปากกันสักคน ยังคงเดินหน้าเชลียร์ผู้นำพอเพียงกันต่อไป

แบบนี้ก็หายนะครับ ก็ได้แต่ระบาย ประชาชนจะไปปฏิวัติอะไรครับ มีแค่ 2 มือ  แต่เขามีปืนกับเงิน  ชอบพูดกันมากว่ายังมีความหวัง หวังอะไรครับ   เวลานี้ก็คือต่างคนต่างเอาตัวรอดไงครับ
บันทึกการเข้า

แอบอ่าน ซุ่มเงียบ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 249


stand, fight, live or die for what?


« ตอบ #48 เมื่อ: 20-05-2007, 13:31 »

ประเทศไทยกำลังดีขึ้นเรื่อยๆครับ เพียงแต่ยังไม่ทันต่อความต้องการของคุณที่เคยเห็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

ความหวังเป็นเรื่องที่ดีครับ เรามีชีวิตและทนความทุกข์กันอยู่ได้ก็เพราะมีความหวัง แต่ต้องไม่ฝากความหวังไว้กับคนอื่น ต้องพึ่งตัวเราเอง

ผมเดาเอาว่า คุณสุรยุทธ์ คงจะให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศ ความแตกแยกทางความคิดของประชาชนเป็นหลักมากกว่าปัญหาด้านอื่นๆ
ตามประสาของคนที่มีอาชีพทหาร ที่ต้องมองเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด
ส่วนเรื่องอื่นๆที่เป็นปัญหารองลงมาในสายตาของเขาก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหน้าจะต้องแก้ไข

ความจริงแล้วประเทศนี้ก็เป็นอย่างที่คุณว่าแหละ คือ เป็นที่ตักตวงของกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งมานานแล้ว แบบมือใครยาวก็สาวได้สาวเอา
ในอดีตก็เป็นกลุ่มเก่าพวกศักดินา พวกขุนศึก ข้าราชการทั้งหลาย   ปัจจุบันก็เป็นกลุ่มทุนต่างๆที่สร้างอำนาจต่อรองกลุ่มเก่าด้วยระบอบทุนนิยม

มีแต่ประชาธิปไตยเท่านั้น จึงจะลดบทบาทคนเหล่านั้นและสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชนได้

เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่จึงจำเป็นยังต้องใช้งานคุณสุรยุทธ์อยู่ ถึงจะไม่ได้อย่างใจนัก
แต่คุณสุรยุทธ์มีหน้าที่สำคัญอยู่คือ จะต้องจัดการเลือกตั้งและส่งผ่านอำนาจไปยังรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อย  แล้วเราจะได้เดินหน้ากันต่อ 
จากบทบาทที่คุณสุรยุทธ์แสดงอยู่ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่า การเลือกตั้งที่กำกับดูแลโดยเขา จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เกลียดเหลี่ยม หรือรักเหลี่ยม
หลังจากนั้น จะไปไหนก็ไป จะกลับไปเป็นองคมนตรีก็เชิญ ตามสบาย




บันทึกการเข้า

IF YOU DON'T STAND FOR SOMETHING, YOU MIGHT FALL FOR ANYTHING.
Me.
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 153


« ตอบ #49 เมื่อ: 20-05-2007, 14:36 »

ขอโทษเจ้าของกระทู้ที่ของนอกประเด็นครับ
เมื่อไม่นานมานี้ ผมเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ทักษิณ ออกไปทุกอย่างจบ
.
.
.
.
.
.
.
ต้องยอมรับว่ากระทู้นี้เป็นกระทู้ที่ดี ถึงดีมากในบอร์ดนี้เลยทีเดียว
.
.
.
.
ยินดีด้วยครับ
.
.
ส่วนคำพูดที่บอกว่า
เงินทองเป็นของนอกกาย ข้าวปลาเป็นของจริง

ลองป่วยดูซิครับ ข้าวปลาจะพาไปรักไปรักษาโรคได้ไหม
ย้อนยุคกลับไปหายุคหินจริง ๆ ของแลกของ
แล้วจึงพัฒนาเป็นใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: