ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
15-07-2020, 13:44
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  คิดอย่างไรที่มีการเคลื่อนไหวให้ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 2 [3]
คิดอย่างไรที่มีการเคลื่อนไหวให้ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  (อ่าน 8647 ครั้ง)
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #100 เมื่อ: 19-04-2007, 18:03 »

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า
ถ้าเราแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยความรุนแรงนั้นขัดกับหลักคำสอนแน่นอน
และก็จะจองเวรกันไม่รู้จบ ปัญหาคือ ถ้าเขาไม่หยุดล่ะ เราจะทำอย่างไร
วางอุเบกขา จนกว่าเขาจะเลิกไปเอง หรือวางอุเบกขา จนกว่าเราจะสูญสิ้น_____?

ประมวล คคห.ต่างๆ ด้วยเหตุผลว่า  ยังไม่ถึงเวลา เพราะชั่งน้ำหนักข้อดี ข้อเสียแล้ว
ถ้าคิดว่าส่วนหนึ่งในสีขาวคือศาสนาพุทธ และ เคยเรียกร้อง จริยธรรม ศีลธรรมจากผู้นำ
ก็ขอฝาก Link อีกซักชุด ช่วยกันคนละไม่คนละมือ ว่าจะมีทางอื่นที่ดีกว่านี้หรือเปล่า
เช่น เริ่มที่ตัวเราก่อน ก็น่าจะเป็นทางออกในระดับต้น


ภัยแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)
http://203.150.123.17/html/450215.htm

จิตสำนึกของสังคมไทย...พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=10062

ปฏิรูปการศึกษา พระพุทธศาสนาจะไปอยู่ไหน ? พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6675

แน่ใจหรือว่ากำลังวางอุเบกขาโดยชอบ
http://members.thai.net/tron/story/right_way/right_way-1-8.htm

พิธีกรรม ใครว่าไม่สำคัญ ความปล่อยวางไม่ยึดมั่น ไม่ใช่การปล่อยทิ้งความรับผิดชอบ
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp-prayuth/lp-prayuth-12-01.htm

แถม

http://dmc7.blogspot.com/2007/02/2549.html
บันทึกการเข้า
morning star
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,119


don't let them make up your mind


« ตอบ #101 เมื่อ: 19-04-2007, 18:38 »

ขอบคุณที่ยกมาให้อ่านนะครับ..แต่ยอมรับว่าไม่ได้อ่านทั้งหมดหรอก เฉพาะช่วง แพ นั่นแหละ .... มันก็จริงนะครับ..เหมือนการได้รับรู้ความจริงบางอย่าง แล้วตัวเองได้ประโยชน์ จะพึงเงียบเฉยสบายใจคนเดียวก็ไม่ถูก..นั่นคงเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าเผยแพร่ธรรมมะนั้น

ส่วนเรื่องจะระบุว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ผมว่าคงไม่เกี่ยวอะไรกับการเผยแพร่ธรรมนั้นเลย...
บันทึกการเข้า

อย่าเดินตามใคร เพราะเรามีจุดมุ่งหมายของเราเอง
morning star
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,119


don't let them make up your mind


« ตอบ #102 เมื่อ: 19-04-2007, 18:51 »

อีกอย่าง เรื่องศาสนาพุทธ ไม่จำเป็นต้องไปกำหนดอะไรให้มากมายแล้ว...ศาสนาพุทธที่แม้คนจะนับถือกันนอ้ยลง คุณค่า และความเป็นศาสนาไม่ได้น้อยตามลงไป เหมือน กล่องใบนึงที่สวยงาม ข้างในอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้...ขณะที่กล่องอีกใบ ไม่มีความดึงดูด เพียงแต่ข้างในกลับมีขุมทรัพย์มหาศาล

ศาสนาพุทธก็เหมือนกัน ... ไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรให้ดึงดูด ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมมาล่อให้คนเข้ามาหา ไม่จำเป็นต้องเทศนาด้วยความสนุกสนาน ไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ศาสนาพุทธก็เป็นสิ่งที่จะไม่มีวันเสื่อมลงไปเลย เพราะพระธรรมได้ถูกเผยแพร่แล้วโดยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
บันทึกการเข้า

อย่าเดินตามใคร เพราะเรามีจุดมุ่งหมายของเราเอง
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #103 เมื่อ: 19-04-2007, 19:05 »

ไม่ทราบว่า คุณ Upasaka ได้ฟังประเด็นที่เจ้าคุณปยุต ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับกระทู้นี้ไว้บ้างหรือยังคะ แอนกำลังหาเทปชุดนั้นอยู่เหมือนกัน 
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
katindork
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 369


« ตอบ #104 เมื่อ: 20-04-2007, 10:51 »

ตอนนี้มันแจ่มแจ้งแดงแจ๋แล้วว่า
คนที่เชียร์ สนับสนุนให้บรรจุศาสนาพุทธไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ พวกรักเหลี่ยม

ช่างเป็นคนดีสมบูรณ์แบบจริง ๆ
รักประชาธิปไตย
รักพุทธศาสนา


หากพระคุณเจ้ายังแยกแยะไม่ถูกว่า  ใครเข้ามาหาพระด้วยจุดประสงค์อะไร

ก็คงได้แต่ปล่อยให้อยู่กับกรรมเช่นนี้เอง 
คงต้องปล่อยให้ฟอนเฟะไปตามกรรมแล้ว
 
ยังอุตส่าห์กำหนดเวลาไปเป็นแนวร่วมกับเขาอีก

ทีคุยกับพวกนั้นละคุยได้  แต่คุยกับคนค้านคนไม่เห็นด้วย คุยไม่ได้ 

แบบนี้แหละเวรกรรมของ พุทธเมืองไทย
บันทึกการเข้า
อมพระมาพูด
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 918


สนิมเกิดแต่เนื้อในตน


« ตอบ #105 เมื่อ: 20-04-2007, 12:09 »

  รู้สึกหดหู่กับพุทธทายาทบางรูป พุทธมามกะบางคน  เถรสมาคม ทำอะไรอยู่ ? ไม่มีบทบาทในเรื่องนี้เลยหรือไง
บันทึกการเข้า

พึงทำความเพียรในวันนี้ ใครเล่าจะรู้วันตายในวันพรุ่ง
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #106 เมื่อ: 21-04-2007, 01:07 »

5. การข่มเหงศาสนาอื่น

ที่ยกโอวาทปาติโมกข์มานี้ซึ่งถือเป็น ทั้งหัวใจ และ นโยบายในการเผยแผ่ศาสนาพุทธ
เพื่อจะบอกว่าโดยหลักของศาสนาพุทธแท้ๆ ไม่สามารถไปเบียดเบียนใครได้
น่าจะเป็นการกระตุ้นเตือนชาวพุทธกันได้บ้างหรือเปล่า กับการแสดงคคห. ว่า
ศาสนาพุทธจะสามารถข่มเหงศาสนาอื่น ตั้งศาลสัมมาทิฐิ อธิบายได้ว่าอย่างไร?

ไหนๆก็อ้างศรีลังกามาแล้ว รบกวนขอแรงคุณ จีรศักดิ์
ช่วยค้นภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรมเขาเป็นอย่างไร ทำไมถึงบัญญัติ
ข้อดีข้อเสียอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากพุทธศาสนาแน่หรือ
หรือใช้แค่เพียงศาสนาเป็นข้ออ้าง ถือว่าแลกเปลี่ยนกัน

ครับคุณ Upasaka

ประเทศศรีลังกากับประเทศไทย คงไม่เหมือนกันทุกประการหรอกครับ
แต่ลักษณะอย่างหนึ่งที่เหมือนกันก็คือมีชาวพุทธเป็นจำนวนมาก และมี
กลุ่มก่อการร้ายที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน โดยใช้ข้ออ้างเรื่องชาติพันธุ์
ถิ่นกำเนิด และศาสนาเหมือนกัน โดยที่ขบวนการพยัคฆ์ทมิฬ อ้างความ
เป็นชาวทมิฬ ที่ครอบครองพื้นที่ในเขตของตนย้อนไปได้นับพันปี และ
นับถือศาสนาฮินดู โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากชาวทมิฬทั่วโลก

ฝ่ายโจรแบ่งแยกดินแดนของไทยก็อ้างเป็นวลีว่าชาวมุสลิมมลายูปัตตานี
และยึดประเด็นความแตกต่างทางศาสนาเป็นหลักตลอดมา โดยมีการ
เรียกร้องการสนับสนุนจากชาวมุสลิมทั่วโลกในทุกทางไปพร้อมกัน

ที่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากพุทธศาสนาแน่หรือ หรือใช้แค่เพียงศาสนาเป็นข้ออ้าง
ผมคงไม่รู้ใจฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬว่าเขาเชื่อจริงในประเด็นศาสนาหรือไม่ แต่การ
นำมาอ้างนั้นนำมาอ้างจริงๆ และผมเชื่อมั่น 100% ว่าโจรแบ่งแยกดินแดน
ของเราก็จะนำมาอ้างด้วยเหมือนกัน และเราจะเถียงไม่ออก เพราะแต่เดิมมา
ทุกฉบับไม่เคยระบุ แต่ฉบับนี้มาระบุเป็นครั้งแรก ทำให้เขาอ้างกับประชาชน
ในพื้นที่ได้เต็มปากเลยว่าบัดนี้พวกเขากับเราเป็นคนละพวกกันอย่างเป็นทางการ

ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถอ้างความชอบธรรมที่จะแบ่งแยกดินแดน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2007, 01:31 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #107 เมื่อ: 21-04-2007, 01:27 »

เรื่องโจรเป็นแค่ประเด็นหนึ่งที่อาจจะเกิดเป็นปัญหา แต่ความจริงมีอีกหลายประเด็น
ผมลองคิดเล่นๆ ได้ออกมาแบบนี้แล้วครับ ทุกท่านก็ลองอ่านดูเล่นๆ ด้วยแล้วกัน
ว่าจะเกิดความเสี่ยงอะไรขึ้นมาบ้างนะครับ

1. เสี่ยงที่องค์กรทางพุทธจะตกเป็นเครื่อมือของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลโดยไม่รู้ตัว
    หรือรู้ตัวแต่จงใจเป็นพันธมิตรกันเพราะคิดว่าจะเพิ่มอำนาจบีบรัฐบาลได้
    ขณะที่ฝ่ายต้านรัฐบาลสามารถใช้องค์กรทางพุทธบังหน้าก่อปัญหาให้รัฐบาล
    ในประเด็นที่ฝ่ายรัฐบาลกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะจะยอมตามหรือไม่
    ก็อาจเกิดผลกระทบทั้งขึ้นทั้งล่อง

2. เสี่ยงที่จะเป็นชนวนให้เกิดการชุมนุมต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนขยายตัว
    ก่อความเสียหายที่คาดเดาไม่ได้ และอาจมีผู้เข้าร่วมเพื่อเรียกร้องประเด็นอื่นๆ
    ลุกลามออกไปอีก ซึ่งอาจตรวจสอบไม่ได้ว่าเรียกร้องจริง หรือมีเบื้องหลัง
    ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการซ้ำเติมเพิ่มปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

3. เสี่ยงที่จะถูกนำไปเป็นประเด็นในการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ รวมทั้งอาจ
    เป็นชนวนความแตกแยกในภาคส่วนอื่นของสังคมประเทศชาติต่อไปในอนาคต

4. เสี่ยงที่ศาสนิกในศาสนาอื่น (รวมทั้งศาสนาพุทธนิกายอื่นๆ ด้วย)
    จะรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกัน ตอกย้ำการเป็นพลเมืองชั้น 2

5. เสี่ยงที่ชาวพุทธบางกลุ่มจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือกล่าวโทษต่อศาสนาอื่น
    ซึ่งจะนำมาซึ่งความแตกแยกของประชาชนในประเทศ

6. เสี่ยงที่จะทำให้องค์กรทางพุทธศาสนามีพฤติกรรมเป็นองค์กรเคลื่อนไหว
    เรียกร้องทางการเมืองมากขึ้นในอนาคต  ซึ่งอาจย้อนกลับมากระทบกับ
    ภาพลักษณ์ของศาสนาพุทธเอง

7. น่าจะเป็นก่อความยุ่งยากให้ต้องออกกฎหมายใหม่และแก้ไขกฎหมายจำนวนมาก
    เพื่อมารองรับไม่จบสิ้นง่ายๆ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ต้องกระทบกระทั่งกันต่อไปอีก

8. มีแนวโน้มจะเป็นการแก้ปัญหาผิดทิศผิดทาง เพราะฝ่ายที่เรียกร้องไม่สามารถอธิบาย
    ได้ว่าปัญหาของพุทธศาสนาเกิดจากการไม่ระบุให้เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ
    ดังนั้นแม้จะมีการบัญญัติลงในรัฐธรรมนูญและมีการออกกฎหมายอื่นมารองรับแล้ว
    ก็อาจเป็นการเสียเวลาเสียงบประมาณโดยสูญเปล่าในขณะที่พุทธศาสนาไม่ดีขึ้น
    แต่กลับก่อให้เกิดปัญหา 7 ข้อข้างบนขึ้นมาด้วย

9. ฝ่ายที่เรียกร้องไม่มีการแสดงแผนรองรับหากเกิดความเสียหายตาม 8 ข้อข้างบนขึ้น
    ว่าจะรับมือแก้ไขอย่างไร เป็นการตั้งเป้าแบบลุยลูกเดียว แล้วไปตายเอาดาบหน้า
    แต่พาประเทศเดือดร้อนไปด้วย

10.ฝ่ายที่เรียกร้องไม่แสดงแผนการดำเนินงานที่จะกระทำต่อไปหากมีการบัญญัติข้อความ
    ตามที่ต้องการในรัฐธรรมนูญแล้วให้แจ่มแจ้งชัดเจน ทำให้การตัดสินใจสนับสนุน
    ทำได้ลำบากเพราะคาดเดาผลดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ได้ แต่กลับคาดเดาผลเสีย
    ที่จะเกิดขึ้นได้มากมายอย่างน้อยก็ 9 ข้อเข้าไปแล้วครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2007, 01:34 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
morning star
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,119


don't let them make up your mind


« ตอบ #108 เมื่อ: 21-04-2007, 06:15 »

ขอเสริมคุณ jerasak นิดเดียวครับ..อย่างที่คุณ jerasak บอกไปแล้วว่าถ้าบรรจุข้อความดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ คงต้องมีกฏหมายออกมารองรับและกำหนดโทษสำหรับผู้ละเมิดศาสนาพุทธไว้ด้วย..และหากผู้ที่ออกมาละเมิดศาสนาพุทธ เป็นคนจากศาสนาอื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดกฏหมายไปเลย..และจะไม่สามารถวางอุเบกขาได้ซะด้วย...ทีนี้จะทำยังไงล่ะครับ? จะปล่อยให้เป็นประเด็นทางศาสนาไปเลยหรือ?
บันทึกการเข้า

อย่าเดินตามใคร เพราะเรามีจุดมุ่งหมายของเราเอง
bgn
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 87


« ตอบ #109 เมื่อ: 21-04-2007, 11:09 »

ถ้าตัดเรื่องการเมืองออกไป ...

เรื่องนี้มาผลต่อความเป็นอยู่มีอยู่ของศาสนาพุทธในประเทศไทยมากทีเดียว
สีขาวคือศาสนาพุทธเท่านั้นครับ ประเทศไทยเกิดขึ้นมาพร้อมศาสนาพุทธ เรามีวัดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจะบอกว่าศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาทั่วบ้านทั่งเมืองคงไม่ใช่ ผมว่ามันเป็นมรดกตกทอดของบรรพบุรุษที่อพยพเข้ามามากกว่า

คนที่เขาจ้องล้มจนตัวสั่น ก็เห็นๆกันอยู่
กลัวว่าซักวันหนึ่งลูกหลานมันจะไม่เหลืออะไร หรืออาจเป็นซากแห่งความทรงจำเหมือนในหลายๆที่

ขอพูดแค่นี้ ... ที่เหลือก็ปล่อยไป



จริง ๆ แถบประเทศเราตั้งแต่นมนานมาแล้วนับถือผีกันครับ  จนกระทั่งมีร่องรอยหลักฐานการเข้ามาของพวกพ่อค้าวานิช(ซึ่งก็คงมีนักบวชด้วย) จากทางชมพูทวีป ซึ่งเป็นช่วงที่เราเห็นหลักฐานการเกิดขึ้นของศาสนาพุทธด้วยเช่นกัน (น่าจะก่อนสุโขทัยซะอีก) คงอนุมานได้ว่ามีการนำมาเผยแพร่จากพวกเขาเหล่านั้น

ส่วนจะบอกว่าสีขาวในธงชาติ หมายถึงพุทธศาสนา บ้านเราคงต้องเป็นพุทธศาสนาเท่านั้น น่ะ ตรรกะดูเพี้ยนไปมั้งครับ...เมื่อธงไตรรงค์ มีใช้เมื่อไม่นานนี้เองตามประวัติศาสตร์ชาติเรา

เขียนหรือไม่เขียนไว้ก็ไม่ทำให้ศาสนาเสื่อมลงหรอกครับ..เหมือนกับทุกหมู่บ้านมีวัด เมืองไทยมีวัดเต็มไปหมดแต่คนยังไม่มีธรรมมะในจิตใจ นั่นก็ไม่ได้ทำให้ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเท่าไหร่เลย

ผมว่าหยุดเรียกร้อง แล้วหันมาทบทวนตัวเองกันดีกว่ามั้ยครับ?...ว่า พระหลาย ๆ รูปนั่นน่ะ ได้ทำอะไรให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นบ้าง ..ไม่ได้อยากตกนรกหรอกนะครับที่ออกมาวิจารณ์พระวิจารณ์เจ้า แต่ผมไม่อยากเห็นการเติบโตของศาสนาที่เจริญแต่ด้านวัตถุ แต่จิตใจกลับไม่ได้เจริญรุ่งเรืองตามไปด้วยเลย...

แล้วการระบุลงไปเกิดผลดีอะไร และจะเกิดผลเสียอะไร ผมว่าคุณ jerasak ก็เขียนได้ดีแล้ว น่าจะย้อนขึ้นไปอ่านดูหน่อยก็ดีนะครับ


ตอบคุณ จขกท จั๊กหน่อยละกันเดี๋ยวจะเข้าใจผิดอีก ...

เรื่องธงชาติพึ่งมีสามสีนั้นเป็นที่เข้าใจกันดี แต่เรื่องสามสถาบันหลักของประเทศนั้นมีมาตั้งแต่มีคนไทยแล้ว ไม่ว่าจะมีธงชาติหรือไม่มี สามสถาบันหลักนี้ก็ยังมีอยู่นั่นคือ ชาติ ศาสนาพุทธ และ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ไล่มาเลยตั้งแต่ สุโขทัยเรื่อยมา (ขอเรียกประเทศไทยตั้งแต่สุโขทัยก็แล้วกัน)

ส่วนเรื่องนับถือผีหรือพุทธนั้น ยากต่อการพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ที่พูดๆกันมีแต่ความเห็นไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นความจริงไม่ขอคุยประเด็นนี้

ผมอ่านความเห็นทั้งหมดก่อนตอบแล้วครับแต่ไม่เห็นด้วยกับคุณ jerasak หลายส่วน จึงได้ลงความเห็นเอาไว้ในกระทู้นี้

หลายๆคนอาจเกิดมาด้วยบุญบารมีที่พร้อม ได้เข้าสู่วงจรพุทธศาสนาเข้าถึงแก่นได้โดยไม่ลำบาก แต่อย่างผมนี่เริ่มต้นก็สำมะเลเทเมาโดยสิ่งแวดล้อมของอาชีพ กว่าจะรู้สึกตัวได้ก็เกือบสาย ถ้าไม่ใช่เพราะพวกที่แบกเปลือกศาสนาพุทธเอาไว้ ผมคงไม่มีวันที่จะฉุกคิดได้และถอยหลังกลับมาสู่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ถ้าไม่ใช่เพราะกลุ่มคนที่แบกเปลือกพุทธศาสนาเอาไว้ เราจะได้เห็นวันที่มีพระป่ากรรมฐานฟื้นฟูการปฏิบัติธรรมขึ้นมาในยุคกึ่งพุทธกาล วันที่คนกรุงเทพฯหาวันหยุดออกปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา คงเป็นไปได้ยาก

เปลือกและแก่นมันต้องอาศัยซึ่งกันและกัน อยู่ด้วยกัน เปลือกมีหน้าที่ห่อหุ้มปกป้องแก่นจากภยันตรายภายนอกในขณะที่แก่นเป็นเสาหลักให้ลำต้นยืนอยู่ได้ มีอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวไปไม่รอด

อีกอย่างหนึ่ง ผมยังไม่เคยฟันธงว่าต้องมีหรือไม่มีนะครับ ผมแค่เปิดประเด็นอีกด้านหนึ่ง เปิดมุมมองอีกด้านหนึ่งในกระทู้นี้เท่านั้นเอง
เอาแค่นี้นะ 
บันทึกการเข้า
เพื่อนร่วมชาติ
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #110 เมื่อ: 21-04-2007, 11:22 »

ถ้ากฎหมายประเทศนี้ไม่ยอมระบุว่าห้ามกินขี้ ก็แปลว่าประเทศนี้สนับสนุนให้คนกินขี้

ยึดตัวบทกฎหมายกันมาก ๆ ระวังจะเลอะเทอะ

บันทึกการเข้า
TingTing
สมาชิกสามัญขั้นที่ 1
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32


« ตอบ #111 เมื่อ: 21-04-2007, 15:15 »

ถ้าให้บัญญัติไว้เลยว่าพุทธศาสนาจะล่วงละเมิดมิได้
คนจะคิดมุมกลับทันทีว่า "แปลว่าศาสนาอื่นล่วงละเมิดได้งั้นสิ"

ถ้าบอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
แล้วพิธีกรรมหลายๆ อย่างในบ้านเมืองเราที่ไม่ใช่พุทธต้องยกเลิกด้วยไหม ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า
อย่างเสาชิงช้า ต้องรื้อเลยไหม

.
บันทึกการเข้า
R O S #41
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 236



« ตอบ #112 เมื่อ: 21-04-2007, 15:41 »

 เป็นพุทธ 100% คะ พ่อแม่ปูตาตามวด ก็พุทธทั้งหมด แต่ด้วยที่ดิฉัน มีเพื่อนมาก ทั้งที่มหาลัย ที่ทำงาน และเพื่อนที่รู้จักทั้งซี้และไม่ซี้  ดังนั้นดิฉันก็มีทั้งเพื่อนเป็น ไทยอิสลาม ไทยคลิท และฮินดู ยังมีเลยคะ และเพื่อนๆทุกคุนและตัวดิฉํน ไม่เคยรังเลียดรังงอน ในศาสนาที่ตัวเองนับถือ ยามเรายามเค้า มีงานมีการที่บ้านก็ช่วยเหลือกัน อิสลามว่าไปเข้าโบสธ์ ไปฟังสวดไม่ได้ เค้าก็ฝากซองมา เราคนไทยทุกคนรักกันสนิทสนมกลมเกลียมกันมาช้านาน แม้ว่าศาสนาใดๆไม่มีอุปสรรค แต่พอเหลี่ยมมาครองเมือง พุทธ คลิท อิสลาม ต้องมา นั้งรังเกลียดรังงอนกัน จนทำให้มีปัญหาภาคใต้
ดิฉันไม่มีความเห็ฯที่จะให้ศาสนาประจำชาติเป็นศาสนาพุทธ อย่างเดียว เพราะดิฉันเชื่อว่าทุกศาสนา สอนให้ทุกคนเป็นคนดี ทำดี ช่วยเหลือเกือ้กูลกัน ไม่ข่มเหง ไม่รังแกกัน ไม่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กัน
และดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ พระสงค์ ออกมาเย้วๆๆ ข้างถนน และ มาพูดไฮปราค ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งคะ ถ้าจะมาทำแบบนั้น สึกเถอะคะ สึกออกมาเลยการเมืองเลย สอนญาติโยมให้อุเบกขา และ ไม่ยึดติด แต่ ทำไมตัวเองไม่ทำก่อน แล้วจะปงได้หรืออย่างไร ดิฉํนหมดศรัทธรา ที่จะกราบพระพวกนี้คะ ช่วยจำๆให้ด้วยนะคะ ว่าพระที่ไปเย้วๆชื่ออะไร อยู่วัดใหน ไม่ต้อง ใส่บาตรกันแล้ว เก่งอย่างนี้ ออกมาเล่นการเมืองเลยเป็นไรไป
บันทึกการเข้า

ไม่มีอะไรที่ จะทำไม่ได้ และไม่ได้มา นอกจากเราจะท้อแท้ และยอมแพ้กับมัน
Kittinunn
Aloha007
Global Moderator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,127


ไปได้สวย...ด้วยเกียร์ต่ำ!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #113 เมื่อ: 21-04-2007, 16:03 »

ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ พระสงค์ ออกมาเย้วๆๆ ข้างถนน และ มาพูดไฮปราค ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งคะ ถ้าจะมาทำแบบนั้น สึกเถอะคะ สึกออกมาเลยการเมืองเลย สอนญาติโยมให้อุเบกขา และ ไม่ยึดติด แต่ ทำไมตัวเองไม่ทำก่อน แล้วจะปงได้หรืออย่างไร ดิฉํนหมดศรัทธรา ที่จะกราบพระพวกนี้คะ ช่วยจำๆให้ด้วยนะคะ ว่าพระที่ไปเย้วๆชื่ออะไร อยู่วัดใหน ไม่ต้อง ใส่บาตรกันแล้ว เก่งอย่างนี้ ออกมาเล่นการเมืองเลยเป็นไรไป

ผมติดใจประเด็นนี้ประเด็นเดียว เพราะผมเองเห็นภาพพระที่ทำแบบนี้แล้ว ผมมองว่ามันอนาถมากครับ ยิ่งมีเรื่องการเมืองมาแทรก ทำให้ตัวเองต้องมานึกถึงคำถามที่ว่า "เขาทำอะไรกันฟระ"
บันทึกการเข้า

“ผมเขียนไปในบล็อกนั้น แบบข้างบนนี้เหมือนกัน นึกว่า จะโพสต์ ปรากฏว่า เขาบอกว่า ต้อง สมัครสมาชิกก่อน ผมขี้เกียจ เลยมาโพสต์ที่นี่แทน อ้อ ตอนเขียน ผมใส่คำว่า ทุเรศ และ น่าสมเพช ไปด้วย” (อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล-เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน - ข้อความในเสรีไทย โดย Snowflake)

An.mkII
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,984


Out of kontrol....!!!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #114 เมื่อ: 21-04-2007, 17:32 »

องค์กรพุทธเชียงใหม่หนุนศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ    
      
     
โดยทีมข่าว INN News 21 เมษายน 2550 16:27:28 น.     
   

อ งค์กรพุทธที่เชียงใหม่ร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนา ประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยืนยันว่าไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว

น ายบัญญัติ อินทรธนู นายกพุทธสมาคมจังหวัดเชียงใหม่ เป็นตัวแทนพุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่ และคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนถึงสภาร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ปลัดจังหวัดเชียงใหม่เรียกร้องให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชา ติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้เหตุผลว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ และสอดคล้องกับวัฒนธรรมอันดีงาม ที่ส่งเสริมให้คนไทยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข รวมทั้งให้พระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวร พร้อมทั้งยืนยันว่าการเรียกร้องครั้งนี้ไม่มีการเมืองเข้ามาแอบแฝง

ขณะที่นายจำลอง กิตติศรี ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่

ได้มอบเอกสารระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการจัดงานวัดให้กับเจ้าอาวาสวัดในจัง หวัดเชียงใหม่กว่า 1,000 แห่ง เพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบ โดยห้ามมีการแสดงที่เป็นการยั่วยุทางกามารมณ์ เช่น การเต้นรำ และการฉายภาพยนตร์ลามกอนาจารภายในวัด หากพบมีการฝ่าฝืน จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยมีโทษหนักอาจถึงขั้นขับเจ้าอาวาสออกจากวัด หลังจากพบว่ามีวัดบางแห่งในตัวเมืองเชียงใหม่นำแดนเซอร์สาวนุ่งน้อยห่มน้อยม าเต้นโชว์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา


http://www.innnews.co.th/Breaknews.php?nid=31948


สงสัยมัวเเต่เรียกร้องเเต่เรื่องรัฐธรรมนูญ จนลืมดุเเลพระพุูทธศาสนาในจังหวัดตนเอง...ใช้รไม่...

เฮ้อ... เอวัง....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2007, 17:53 โดย An.mkII » บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #115 เมื่อ: 21-04-2007, 19:20 »

ปัญหาที่คุณจีรศักดิ์ ยกมา ถ้าให้เขียนเอง Upasaka เขียนได้เยอะกว่าคุณอีก
ลองเจตนาแล่นสุดโต่ง ไปด้านไหน เรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่อง ก็ยังเป็นเรื่องได้

ประเด็นคือไม่ได้โน้มน้าวจะให้เห็นด้วย ลองไล่อ่านดู แต่อยากให้สำรวจตัวเองกันหน่อย
ว่าทำไมพระท่านถึงออกมาเคลื่อนไหวกัน  ก็ถ้าไม่เห็นด้วย ช่วยกันคนละไม้คนละมือได้หรือเปล่า
กับปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก ช่วยกันหาทางออก ไม่ใช่ตั้งท่าถล่มพระกันท่าเดียว

ลองดูที่มาที่ไป สืบสาวราวเรื่อง ศาสนาประจำชาติคืออะไร ประเทศอื่นเขามีหลักคิด
พื้นเพ ประวัติศาสตร์อย่างไร ประเทศที่บรรจุไปแล้ว เขามีปัญหาอะไรทั้งตอนเริ่มและในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี่ก็คือความเสี่ยงทั้งนั้น เขาป้องกันและ แก้ปัญหาอย่างไร

สำหรับคนที่ติเตียนพระท่าน ไม่รู้ว่าศาสนาประจำชาติคืออะไร
ทั้งปัญหาภายใน ภายนอก ว่าจริงๆแล้วไม่ได้มีเฉพาะแต่ที่เห็นกันตามสื่อหรอก
แล้วพวกท่านได้ลงมืออะไรไปบ้างแล้ว และอะไรที่เกินกำลัง
อยากให้ตรองสักนิด ก่อนจะแสดงความคิดเห็น ได้ศึกษาหาข้อมูลหรือยัง
แสดงความคิดเห็นกันอย่างลอยๆ แบบนี้เขาเรียกว่าเพ้อเจ้อ
Link ก็หามาให้ ถ้าจะติเตียน ก็ขอฉันทะ สักหน่อย ไหนๆก็ใจถึงขนาดด่าพระกันแล้ว
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #116 เมื่อ: 21-04-2007, 19:33 »

วิจารณ์กันมาก พระเสื่อม ศาสนาเสื่อม ก็ก่อนจะมาบวชนี้
ท่านออกจากกระบอกไม้ไผ่หรืออย่างไร ท่านก็มาจากฆราวาสอย่างเราๆ
เป็นอะไรกันไปหมด  วิจารณ์กันอย่างกับธุระไม่ใช่ ศาสนาพุทธคือรากเหง้าของไทย
ทีนี้จะไปจับเอาของฝรั่งมาก็จับไม่ได้ ของดีที่ตัวมีก็ไม่รักษา

จริงๆไม่อยากพูดอย่างนี้ เหมือนด่ากันไปมา แต่บางครั้งก็จำเป็น
เมื่อฆราวาส มอง สงฆ์เป็นกระโถนท้องพระโรง ก็ต้องมีบ้าง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่ใช่มีปัญหาเรื่องนี้เรื่องเดียว
ไม่ได้หวังว่าจะให้มาเห็นชอบด้วย แต่อยากจะให้ยั้งคิดกันซักนิด

พูดมาขนาดนี้แล้ว ต้องขออภัย ขออนุญาติต่อว่าซักหน่อย โดยเฉพาะคุณ Can กับคุณ ปุถุชน
เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในนี้ ใกล้ชิดพุทธธรรมมีความรู้ความเข้าใจดี ทำไมถึงไม่ปรามกันบ้าง
ภัยศาสนามีทั้งจากภายนอกและภายใน ที่เห็นๆอยู่ในเสรีไทย Web Board นี้ นี่ก็ภัยภายในทั้งนั้น

เรื่องพร่ามัวที่ Upasaka เห็นมานานมาก คือ การตีความพุทธธรรมในลักษณะ
ไปจับเอาปรมัตถธรรมมาเกาะยึด  ทั้งๆที่ยังครองเรือนกันทั้งนั้น
เรียกได้ว่า ยึดมั่น ในความไม่ยึดมั่น ทีนี้จับยอดก็ไม่ถึง โคนก็ไม่เอาเตี้ยเกินไป
การศึกษาหน่ะชอบแล้ว เพื่อไม่ให้หลงทาง เพื่อให้พึงระลึก ธรรมน้อยคล้อยธรรมใหญ่
แต่เรื่องเล็กๆง่ายก็ควรสะสมไปเรื่อยๆด้วย ไม่ใช่ว่าเล็กแล้วไม่ทำ
ทีนี้เลยเอาประโยชน์จาก พุทธธรรม กันไม่ได้เต็มที่ ตามวิสัยปุถุชนพึงหยิบฉวย

เห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับการระบุ มันก็อีกเรื่อง กระทู้นี้ต้องการอะไรพูดไปหมดแล้ว
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยังมีน้ำหนักไม่พออีกหรือ
Upasaka ไม่ประลอง อุเบกขาด้วยหรอก


http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5329444/Y5329444.html#5

ไม่เข้าใจทำไมต้องระบุ
ระบุแล้วได้อะไร
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สอนให้ใครยึดติด
แล้วมาระบุแบบนี้ คนอื่นที่นับถือศาสนาอื่นเขาจะคิดยังไง
ศาสนาอื่นกลายเป็นศาสนาชั้นสองเหรอ
กระทั่งระบุให้พระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ ผมยังไม่อยากให้มีเลย
ผมอยากให้พระเจ้าอยู่หัวของผมเลือกศาสนาได้เองตามพระราชหฤทัย


มีพระมาประท้วงเย้วๆ เห็นแล้วยิ่งทุเรศใหญ่
ทีพระนอกรีต พระสงฆ์พวกนี้หายรูปไปไหนหมด
มารศาสนามาอาศัยวัดใบ้หวย ไม่เห็นไปขับไล่
ประชาชนนับถือภูตผีปีศาจ เทพเจ้า นอกลู่นอกทางศาสนา
ไม่ไปสั่งสอนแสดงธรรม เก่งแต่นั่งปลุกเสกเครื่องราง ของขลังหาเงินเข้ากระเป๋า
่เรื่องไร้สติพวกนี้ล่ะเก่งนัก

พุทธศาสนาเจริญหรือเสื่อม รัฐธรรมนูญชี้ทางนิพพานให้ไม่ได้หรอก
เรื่องแค่นี้ไม่รู้จักคิด ทางสายกลางไม่เลือกเดิน บ้าชัดๆ
.
จากคุณ : TingTing - [ 18 เม.ย. 50 19:09:54 ]

เป็นคนเดียวกันหรือเปล่า
ถ้าใช่และเป็นชาวพุทธจริงๆ สละเวลาอ่าน Link ทั้งหมด
ที่รวบรวมมาให้ซักหน่อย อาจจะเสียเวลามาก แต่รับรองสนุกไม่รู้ลืม
บันทึกการเข้า
morning star
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,119


don't let them make up your mind


« ตอบ #117 เมื่อ: 22-04-2007, 06:24 »

....

เรื่องบรรจุคำดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ข้อเสียผมคงไม่ชี้แจงคุณ  Upasaka ...แต่ข้อดีที่จะบรรจุไว้ผมขอถามไว้ดังนี้

...บรรจุไว้แล้วพระนอกรีตจะน้อยลงหรือไม่?
...บรรจุไว้ แล้ว รากของธรรมจะแผ่ซ่าน และซึมสู่สังคมได้มากขึ้นหรือไม่?
...บรรจุไว้ แล้วจะเกิดปัญญาแก่คนทั้งหลายหรือ? เป็นต้นว่าหลักกาลามสูตร คนทั่วไปจะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ โดยใช้สติปัญญาไตร่ตรองเอง (เช่นเชื่อกันอย่างงมงายไปว่าจตุคามรามเทพเป็นของวิเศษใครได้ครอบครองแล้วจะเจริญรุ่งเรือง .หรือเชื่อว่าอดีตนายกฯคนหนึ่งเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกลับชาติมาเกิด)?
...บรรจุไว้ แล้วสิ่งที่เป็นปัญหาทำให้คนเบื่อหน่ายศาสนา (คุณต้องยอมรับว่าหลาย ๆ อย่างมาจากพระเอง) จะน้อยลงงั้นหรือ หรือจะยิ่งมากขึ้นเพราะใครก็หมิ่นพระสงฆ์ไม่ได้เสียแล้ว?

ด้วยความเคารพในตัวคุณ Upasaka ผมเห็นด้วยที่จะบรรจุคำเหล่านั้นลงไป..เพียงแต่ ประโยชน์ของมันในสายตาผม ไม่ได้ช่วยให้ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองขึ้นแต่อย่างใดเลย

แล้วประโยชน์อะไรที่จะออกมาเรียกร้องให้สิ่งนี้เกิดขึ้น?...มันมีแต่จะสร้างความขัดแย้ง...แล้วนี่หรือคือสิ่งที่พระต้องการ?


เพิ่มอีกหน่อย...คือ อยากจะถามว่า เมื่อบรรจุลงไปแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างเป็นรูปธรรม จากคณะสงฆ์(หรือมหาเถรสมาคม)...แล้วการเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร จะช่วยให้คนหันเข้าศาสนาหาแก่นธรรมกันมากขึ้นแบบไหน...ถ้ามีแผนที่เป็นรูปธรรมและน่าเชื่อว่าคนจะหันเข้าสู่ศาสนากันมากขึ้น ไม่แน่ ผมคงเป็นคนนึงที่ออกมารณรงค์ให้บรรจุคำเหล่านั้นเข้าไปในรัฐธรรมนูญก็ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-04-2007, 06:33 โดย heart shaped box » บันทึกการเข้า

อย่าเดินตามใคร เพราะเรามีจุดมุ่งหมายของเราเอง
R O S #41
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 236



« ตอบ #118 เมื่อ: 22-04-2007, 10:02 »

เห็นด้วยกับคุณ Heart shaped box ว่าเมื่อบรรจุลงไปแล้ว มันจะทำให้ศาสนาพุทธที่ตอนนี้เสื่อมลงอย่างมากดีขึ้น และถ้าบรรจุไปแล้วจะทำให่พระที่อออกมาเย้วๆกัน ที่ออกทีวี มีสมองขึ้น
ตัวดัวดิฉันคิดว่าพระควรจะปฎิบัติให้เห็น ว่าอุเบกขา โลภ โกรธหลง เป็นอย่างไร แล้วเมื่อนั้น ประชาชน เห็นธรรมจากพระแล้วพวกเค้าจะเลือกและออกมาปกป้องศาสนาเอง ไม่ใช่พระออกมา เตะลูกเองชงลูกบอลเข้าโกวเอง แบบนี้มันไม่สวย แล้วคนจะยดมือไหว้ได้สนิทใจอย่างไร
ถึงคุณUpasaka ดิฉันอ่านๆดูเหมือนคุณร้อนอกร้อนใจกบการที่จะให้มีการบรรจุลงใน รธณ และเห็นคุณออกมาเถียงแทนพระนอกรีตนั้นซะเหลือเกิน หรือคุณเป็นพระในกลุ่มนั้น คุณว่าพระพวกนั้นไม่ใช่ออกมาจากกระบอกไผ่ แต่พระด๊ๆที่คนกราบไหว้ และทำเหรียณห้อยคอเพื่อนระลึกถึงท่านก็มีอยู่หลายองค์ แต่ถ้าพระพวกนั้นที่เย้วๆว่าตัวเองยังมีโลภโกรธหลงอยู่ลดเลิก ความอยาก ควาอุเบกขาไม่ได้ก็สึกซิคะ จะอยู่กินข้าวที่คนใส่บาตรไปทำไม แบบนี้มันเอาเปรียบกัน คนไหว้ก็ไม่สนิทใจ คนเราเกิดมาเมื่อเลือกทางเดินชีวิต อาชีพการงานแล้ว ก็ต้องซื่อสัตย์ กับสิ่งที่ตัวเองเลืก คือพระก็อยู่ในวัด สวดมนต์ ภาวนาธรรม สั่งสอนให้ชาวพุทธทำดีไม่เบียดเบียนผูอื่น ให้อยู่ในศีลกินในธรรม ไม่ยึดติดกับสิ่งอื่นๆที่เป็นถาพลวงตา
บันทึกการเข้า

ไม่มีอะไรที่ จะทำไม่ได้ และไม่ได้มา นอกจากเราจะท้อแท้ และยอมแพ้กับมัน
An.mkII
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,984


Out of kontrol....!!!!!


เว็บไซต์
« ตอบ #119 เมื่อ: 24-04-2007, 20:09 »

 

 


"นิธิ"ค้านบรรจุรธน.พุทธประจำชาติ


นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโสประจำมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวถึงกรณีที่องค์กรพุทธศาสนาบางส่วนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเรียกร้องนี้ ถ้าหากศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติและมีความหมายจริง อยากถามว่าคนที่เสนอจะทำอะไร และถ้าการเสนอให้ใส่ไว้แต่ไม่ได้มีความหมายจริงจะใส่ไว้ทำไมถ้าเพื่อความโก้อย่างเดียวก็ไม่ต้องใส่ เพราะส่วนตัวเป็นคนคริสต์ มุสลิม หรือศาสนาอื่นๆ คงจะรู้สึกทันทีว่าความเป็นเจ้าของชาติของตัวเองมีน้อยลง   

 ทั้งนี้รัฐโดยเฉพาะรัฐที่มีหลายศาสนาเช่น รัฐไทย ไม่ควรให้เป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง รัฐกับศาสนาควรแยกออกจากกัน และคนโบราณก็เขียนไว้ก็ใช้ได้แล้ว ที่บัญญัติว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพุทธมามกะ ท่านเป็นประมุขประเทศตรงนี้แปลว่าอะไร หากจะอ้างเรื่องการฟื้นฟูศาสนาก็สามารถฟื้นฟูได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องบัญญัติไว้ ฉะนั้นอย่ามัวแต่เรี่ยไรอย่างเดียว

            "ผมคิดว่าพระที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ส่วนใหญ่อาจจะตกเป็นเครื่องมือซึ่งไม่ได้หมายถึงการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องปกติที่อยากหาแนวร่วม

 แต่ที่น่าเศร้าคือเอาเข้าจริงๆ พระรู้เรื่องพระพุทธศาสนาจริงหรือไม่ เพราะหลังๆมานี้รู้สึกว่าพระจะเน้นเรื่องการใช้ความรุนแรงเช่นพระภาคใต้ก็บอกว่าให้จัดการกับแนวร่วมภาคใต้ให้เด็ดขาด สงสัยจริงๆว่าพระในศาสนาพุทธรู้จักศาสนาพุทธจริงหรือเปล่า ถือเป็นวิกฤติศาสนายิ่งเมื่อรวมกับกระแสจตุคามรามเทพ

ก็น่าจะใส่ในรัฐธรรมนูญไปเลยว่าศาสนาประจำชาติเราคือ "พุทธคามรามเทพ" เพราะคนไทยถือผีไม่ได้ถือพุทธ"
  นายนิธิ กล่าว

                นายนิธิ ยังเรียกร้องให้องค์กรศาสนาควรออกมาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ทางออกในเรื่องนี้ถ้าบัญญัติว่า "ศาสนธรรม" โดยส่วนตัวก็ยอมรับได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าพระเขายอมด้วย แต่ถ้าพระไม่เข้าใจปัญหาอะไรเลยแม้ซักอย่างเดียวซึ่งเป็นเรื่องหน้าเศร้าท่านจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณได้อย่างไร ทั้งนี้เห็นด้วยเต็มที่ที่พระออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ว่าก่อนที่จะมายุ่งกับการเมืองช่วยอ่านหนังสือให้มากกว่านี้ได้หรือไม่ เช่นเดียวกับประชาชนที่ควรจะหัดไปอ่านหนังสือเองบ้าง

                 นายนิธิ กล่าวว่า ในเรื่องของภาคใต้ คงไม่มีผลกระทบมากขึ้นเพราะขณะนี้มันก็มากอยู่แล้ว แต่เชื่อว่ากลุ่มแนวร่วมจะใช้ประเด็นนี้เป็นเงื่อนไขแน่นอน และจะมีความรู้สึกชาตินิยมมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่รัฐบาลมีความอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ในปี 2540 มีทางออกโดยการประนีประนอม แต่ครั้งนี้ไม่แน่ใจหวังว่าจะเป็นแบบนั้น

---

 http://www.komchadluek.net/2007/04/24/k001_110035.php?news_id=110035

---

ปล.ที่เเบบนี้ไม่เห็นมีใครเอาความเห็นของอ.นิธิแ กมาลงมั่งเลยล่ะครับ.. จนผมต้องเอามาลงเอง...

หรือว่า ความเห็นอ.แกในคราวนี้ไม่ตรงใจใครบางคน ใครบางคนก็เลยไม่เอามาลง..5555
บันทึกการเข้า
นทร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,441



เว็บไซต์
« ตอบ #120 เมื่อ: 24-04-2007, 20:55 »

ก็น่าจะใส่ในรัฐธรรมนูญไปเลยว่าศาสนาประจำชาติเราคือ "พุทธคามรามเทพ" เพราะคนไทยถือผีไม่ได้ถือพุทธ"  นายนิธิ

ตอนนี้พระเข้าวัดไปทำพิธีปลุกเสก จาตุคามกันเต็มแทบทุกที่ ชัดเจน
บันทึกการเข้า

"ประชาชน อย่าทิ้งประเทศชาติ"
engg
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 388


« ตอบ #121 เมื่อ: 24-04-2007, 23:54 »

วิถีทางหนี่งสอนให้เมตตาเฉพาะคนที่เชื่อเหมือนกัน และที่เชื่อเหมือนกันแต่คิดไม่เหมือนกัน ก็ฆ่าได้

วิถีทางหนึ่งสอนให้เมตตากับทุกคนไม่มีข้อจำกัด

เราควรเลือกวิถีทางใด ประเทศควรยึดถือวิถีทางใด โลกควรยึดถือวิถีทางใด

ศานาพุทธหมดจากอินเดีย เพราะมีชนชาติที่นับถือศาสนาหนึ่ง ฆ่าพระทั้งหมด ทำลายวิทยาลัยสงฆ์

ไม่นานนี้ก็ใช้ปืนยิงทำลายพระพุทธรูป
บันทึกการเข้า
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #122 เมื่อ: 24-04-2007, 23:57 »

วิถีทางหนี่งสอนให้เมตตาเฉพาะคนที่เชื่อเหมือนกัน และที่เชื่อเหมือนกันแต่คิดไม่เหมือนกัน ก็ฆ่าได้

วิถีทางหนึ่งสอนให้เมตตากับทุกคนไม่มีข้อจำกัด

เราควรเลือกวิถีทางใด ประเทศควรยึดถือวิถีทางใด โลกควรยึดถือวิถีทางใด

ศานาพุทธหมดจากอินเดีย เพราะมีชนชาติที่นับถือศาสนาหนึ่ง ฆ่าพระทั้งหมด ทำลายวิทยาลัยสงฆ์

ไม่นานนี้ก็ใช้ปืนยิงทำลายพระพุทธรูป

ไม่รู้ อย่ามั่วครับ

บอกเท่านี้แหละ
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #123 เมื่อ: 25-04-2007, 08:57 »

ไม่รู้ อย่ามั่วครับ

บอกเท่านี้แหละ


ช่วยเสริม ว่ามันมั่วจริงๆ 

ศาสนาจะสูญสิ้นก็เพราะพวกที่มีความคิดแบบนี้มากกว่า ยืดแค่วัตถุสิ่งของมีแต่ความรู้  แต่ไร้ซึ่งความเข้าใจ
บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #124 เมื่อ: 25-04-2007, 09:09 »

วิถีทางหนี่งสอนให้เมตตาเฉพาะคนที่เชื่อเหมือนกัน และที่เชื่อเหมือนกันแต่คิดไม่เหมือนกัน ก็ฆ่าได้

วิถีทางหนึ่งสอนให้เมตตากับทุกคนไม่มีข้อจำกัด

เราควรเลือกวิถีทางใด ประเทศควรยึดถือวิถีทางใด โลกควรยึดถือวิถีทางใด

ศานาพุทธหมดจากอินเดีย เพราะมีชนชาติที่นับถือศาสนาหนึ่ง ฆ่าพระทั้งหมด ทำลายวิทยาลัยสงฆ์

ไม่นานนี้ก็ใช้ปืนยิงทำลายพระพุทธรูป

มั่วจริงๆครับ ทั้งเรื่องคำสอน และเรื่องประวัติศาสตร์
เอาเรื่องราวมาส่วนหนึ่ง แต่เติมไปอีกสิบส่วน
แล้วเอามาเขียนแสดงเจตนาให้คนอื่นบาดหมางใจกัน
ทั้งมั่วและทั้งเลวจริงๆ
บันทึกการเข้า
-3-
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,186


« ตอบ #125 เมื่อ: 25-04-2007, 09:46 »

ถ้าเป็นการบรรจุใน รธน เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากศาสนาอื่นในอนาคตที่(อาจ)จะมายึดครองราชอาณาจักรไทยล่ะก็

ไม่มีประโยชน์หรอก

ปล ถ้างั้นขอถามพวกเห็นชอบในหลักการนี้ เอาแบบว่าผมไม่รู้อะไรเลยมาก่อนนะ (เวลาร่าง กม ก็ต้องตีความอีกอยู่ดี)

- ศาสนาพุทธคืออะไร?
- คำสอนมีอะไรบ้าง?
- แบบไหนคือศาสนาพุทธ แบบไหนคือไม่ใช่? แล้วรู้ได้อย่างไร
- ทำไมประเทศไทยถึงเป็นเมืองพุทธ? (ไม่ใช่ว่าแค่นับถือมากที่สุดก็เลยเป็นศาสนาประจำชาติ หากจะอ้างอิงจริงๆ เวลาทำพิธีหลวงใดๆ เราก็ยังต้องมีพราหมณ์มาเกี่ยวข้องอยู่ดี)
- มีประโยชน์อย่างไรในการบรรจุร่างนี้
- หากไม่นับถือพุทธจะผิดกฎหมายหรือไม่
บันทึกการเข้า



ประชาธิปไตยตัดสินความต้องการได้ แต่ตัดสินความถูกต้องไม่ได้!!
montasavi
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


« ตอบ #126 เมื่อ: 25-04-2007, 10:07 »

พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

“The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising , from the experience of all things, natural and spiritual as a meaningful unity.
Buddhism answers this description.. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism.”

“ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือ พระเจ้าที่มีตัวตนและควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุม ทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ตรงต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวม ที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ ..
ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัย ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา ”

Albert Einstein ( อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ )
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฎีสัมพันธภาพ

อ้างอิง. Eistien , 1879- 1955,
Great personalities on Buddhism, By K. Dhammananda,Thera , Kuala Lumpur, Malaysia : Buddhist Missionary Society, 1965, p.87.



พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?

พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(3) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(4) บางชาติเกิดเป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ  ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(5)

เมื่อเรายังต้องเกิดอีก สิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แลเราจึงไม่ชอบความ เกิด”(6)
ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้ง ปวงได้ ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ“การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป(7)


จุดมุ่งหมายพระพุทธศาสนา
เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่(Cool    สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของสรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา”(9)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้ เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหา เป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก(10) ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”(11)

เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหา ในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง(12) เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายใน ถ้านำไปปลูกจะงอกเป็น ต้นมะม่วงได้อีก แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป จากนั้นนำไปปลูกโดย วิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน
แต่ถ้าหากไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้   แม้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสแล้ว(โสดาบัน)  ก็ไม่ต้องตกนรก/ทุกข์ในอบายอีกต่อไป และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาไม่เกิน ๗ ชาติ(13)

กรรมฐาน
กรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือจิตล้วน ๆ และ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพ ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรง พลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว(14) ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติขึ้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีมาแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น(15) ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อ ๒๖๒๗ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

เรื่องกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยบารมีไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงครึ่งเดียว คนกลุ่มนั้นก็คือพวก ฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีฤทธิ์เดชมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตตนเองให้หมดไปได้(16) ยังมีความรัก โลภ โกรธ หลงอยู่ ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้(17)

สมถกรรมฐาน(18)  คือ  การกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่เหมาะสม เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้น(19)  ใส่ใจแต่เฉพาะอาการเข้า อาการออกของลมหายใจเท่านั้น โดยไม่สนใจสิ่งอื่น แม้แต่ความคิดก็ไม่สนใจหายใจเข้า หายใจออกตามปกติธรรมด่า มีสติระลึกรู้อยู่ในขณะปัจจุบัน มีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้นับร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้งจนจิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่ กับลมหายใจนิ่งเป็นสมาธิ แล้วกำหนดรู้อาการนิ่งสงบของจิต จนนิ่งเป็นอุเบกขา เมื่อถึงขั้นนี้จะน้อมจิตไปทำสิ่งใดก็จะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย เช่น สามารถ กำหนด รู้ความคิดของคนอื่นได้เป็นต้น(20)

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่างๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิ กิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระ องค์เอง ด้วยการเจริญวิปัสสนา(21)

เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญญารู้แจ้งอยู่ไปตามลำดับครบ ๑๖ขั้นจะบรรลุ โสดาบัน เที่ยวที่ ๒ บรรลุสกทาคามี เที่ยวที่ ๓ บรรลุอนาคามี เที่ยวที่ ๔บรรลุพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน(22) ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่ต้องเกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์ กายทุกข์ใจอีกต่อไป การตายอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกว่าดับขันธปรินิพพาน ดับทั้งกายดับทั้งจิต ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

อ้างอิง..พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(เล่มที่ / หน้าที่)
1ไตรปิฎก.๒๕/๔๗๖,๓๑/๔๐๐
2 ดูรายละเอียดใน ไตรปิฎก.๑๐/๑-๑๐
3 ไตรปิฎก.๑๖/๒๒๓
4 ไตรปิฎก๑๖/๒๒๗
5 ไตรปิฎก๑๔/๓๕๐-๓๖๕
6 ไตรปิฎก๑๕/๒๒๓
7 ไตรปิฎก๑๙/๕๓๔
8ไตรปิฎก.๑๑/๒๒๒ ,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๑๖๔
9 ไตรปิฎก๑๕/๖๘
10 ไตรปิฎก.๒๐/๓๐๑
11 ไตรปิฎก๑๕/๗๐
12 ไตรปิฎก.๓๑/๙๗
13 ไตรปิฎก.๑๙/๕๔๔, ๑๔/๑๘๖, ๒๐/๓๑๕, ๒๕/๑๒
14 วิสุทฺธชนวิลาสินี(บาลี)๑/๑๒๐
15 ไตรปิฎก.๓๓/๗๒๓
16 ไตรปิฎก.๒๐/๓๘๐
17 ไตรปิฎก.๑๓/๓๙๖,อรรถกถามัชฌิมนิกาย(บาลี) ๑/๑๙๙
18 วิสุทฺธิมรรค(บาลี)๑/๑๓๒-๑๔๙
19 ไตรปิฎก.๑๒/๑๐๑
20 ไตรปิฎก.๑๐/๑๔๒, ๒๒/๓๖
21 ไตรปิฎก.๑๙/๔๖๑,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๘๑๓๓
22 ไตรปิฎก.๓๑/๑-๑๖,๒๕/๗๒๐
http://dungtrin.com/
บันทึกการเข้า
engg
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 388


« ตอบ #127 เมื่อ: 25-04-2007, 16:22 »

มั่วจริงๆครับ ทั้งเรื่องคำสอน และเรื่องประวัติศาสตร์
เอาเรื่องราวมาส่วนหนึ่ง แต่เติมไปอีกสิบส่วน
แล้วเอามาเขียนแสดงเจตนาให้คนอื่นบาดหมางใจกัน
ทั้งมั่วและทั้งเลวจริงๆ


ที่เสนอไว้มีที่ใดไม่เป็นความจริงบ้าง ที่เสนอมาเพื่อให้มนุษย์ชาติได้พบทางที่ดีกว่า สงบกว่า ผมเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้า โลกนี้จะยึดถือทางธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นส่วนใหญ่

ใครจะเลือกทางใดเป็นตามสิทธิของแต่ละคน แต่ถ้าได้ศึกษาพุทธธรรมแล้ว คนที่ปัจจุบันไม่ได้นับถือศาสนาต้องเลือกทางนี้อย่างแน่นอน
บันทึกการเข้า
meriwa
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,100



เว็บไซต์
« ตอบ #128 เมื่อ: 25-04-2007, 22:15 »

มั่วจริงๆครับ ทั้งเรื่องคำสอน และเรื่องประวัติศาสตร์
เอาเรื่องราวมาส่วนหนึ่ง แต่เติมไปอีกสิบส่วน
แล้วเอามาเขียนแสดงเจตนาให้คนอื่นบาดหมางใจกัน
ทั้งมั่วและทั้งเลวจริงๆ


ที่เสนอไว้มีที่ใดไม่เป็นความจริงบ้าง ที่เสนอมาเพื่อให้มนุษย์ชาติได้พบทางที่ดีกว่า สงบกว่า ผมเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้า โลกนี้จะยึดถือทางธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นส่วนใหญ่

ใครจะเลือกทางใดเป็นตามสิทธิของแต่ละคน แต่ถ้าได้ศึกษาพุทธธรรมแล้ว คนที่ปัจจุบันไม่ได้นับถือศาสนาต้องเลือกทางนี้อย่างแน่นอน

เพี้ยนกันไปใหญ่แล้ว  ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าศาสนาพุทธดีอย่างไร  แต่อยู่ที่ว่าเมื่อบรรจุลงในรัฐธรรมนูญแล้วมันดีอย่างไร

สิ่งที่เป็นข้ออ้างมันเป็นสิ่งที่คิดกันเองทั้งนั้น  เหมือนเอาพระแขวนคอแล้วก็บอกนับถือพุทธ แต่ไม่ได้กระทำสิ่งที่เป็นพุทธเลย

ยกกันมาจัง ไตรปิฎก. จะหมดตู้แล้วมั้ง คห. บนน่ะ  ชี้นกบอกไม้อยู้นั่นละ 
บันทึกการเข้า

ผู้ปกครองระดับธรรมดา   ใช้ความสามารถของตน    อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง       ใช้กำลังของคนอื่น             อย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง           ใช้ปัญญาของคนอื่น           อย่างเต็มที่

                                                                  ...คำคมขงเบ้ง
montasavi
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


« ตอบ #129 เมื่อ: 26-04-2007, 09:12 »

ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องศาสนาประจำชาติ

ข้าพเจ้าเคยได้ยินหลักสูตรภาษาไทยของพี่น้องมุสลิมในจังหวัดภายได้ เขาเริ่มสอนว่า " กอ ไก่ พระเจ้าสร้างมา" แทนที่จะสอนว่า กอ เอ๋ย กอ ไก่ นั่นแสดงว่าเป็นเรื่องดีที่เขาสนใจปลูกฝังหลักศาสนาให้แก่ลูกหลานตั้งแต่เยาว์วัย โดยที่พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนเอง ไม่ต้องรอให้นักการศาสนามาสอน  แต่พอหันมาดูพี่น้องชาวพุทธด้วยกัน จะมีสักกี่คนที่เคยสอนศาสนาให้กับลูกหลานด้วยตนเอง  เพราะแม้แต่พ่อ-แม่เองก็ทำตัวเหินห่างจากศาสนามาโดยตลอด

ขอถามหน่อยนะครับ
1. ท่านคิดว่า พุทธศาสนิกชนทั่วโลก ในปัจจุบันนี้มีมากขึ้นหรือน้อยลงครับ? ลองเข้าไป
ที่นี่ดู http://www.newmana.com/yabb/index.php?board=1.0 และ http://www.muslimthai.com/forum/index.php?board=9.0 ก็จะทราบว่าเยาวชนของเราเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ที่กล่าวกันว่า ประเทศไทยมีประชากรนับถือศาสนาพุทธ กว่า 90 % คงไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว

2. เป็นคำถามเชิงเปรียบเทียบนะครับ
เด็กเล็กๆที่ป่วย ไม่ยอมรับประทานยาขม แต่เพราะกลัวคำสั่งของพ่อ-แม่จึงยอมทานยา สุดท้ายท่านคิดว่าเขาจะหายป่วยมั๊ยครับ..   การบัญญัติพุทธศาสนาก็เช่นกัน  เมื่อบัญญัติแล้ว ก็จะสามารถออกกฎหมายมาบังคับไม่ให้มีการฆ่าสัตว์และดื่มสุราในวันพระ   นักเรียนนักศึกษาต้องปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนาภาวนา ปีละ 10 วัน เป็นต้นได้...
(...ศาสนาอิสลามห้ามดื่มสุรา และเล่นการพนันโดยเด็ดขาด..)

3. เมื่อก่อนนี้   ข้าพเจ้าไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่กับการให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ   แต่เนื่องด้วย ขณะนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่ทำตัวห่างเหินจากศาสนาที่พ่อแม่นับถือมากขึ้นทุกวัน   พ่อ-แม่ก็ไม่สามารถชักจูงลูกหลานให้เข้าหาศาสนาได้ เพราะตนเองก็เคยถูกคนรุ่นปู่-ย่า ละเลยในเรื่องนี้เช่นกัน   เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ อีก ๕๐ ปีข้างหน้าพระพุทธศาสนาจะเป็นเช่นไรละครับ   มันน่าจะถึงเวลาแล้วนะครับ ก่อนที่จะปล่อยให้ศาสนิกของศาสนาอื่นมีมากขึ้นกว่านี้  จนแก้ไขอะไรไม่ทัน ..

...ศาสนาอิสลามไม่เหมือนศาสนาอื่นนะครับ   อย่าได้หวังว่า เมื่อเขาขึ้นเป็นใหญ่แล้วเราจะขอร้องอะไรเขาได้ ประเทศอินโดเนเซีย มาเลเซีย เคยเป็นประเทศพุทธศาสนา 100 % มาก่อน แต่เดี่ยวนี้ ชาวพุทธจะขอเช่าสถานีวิทยุออกอากาศรายการธรรมสอนชาวพุทธด้วยกันก็ยังไม่ได้เลยครับ.. ประเทศมุสลิมแถบอาหรับจะเอาเทปธรรมเข้าประเทศเขาก็ยังไม่ได้เลยนะครับ...
...จะทำกันประการใด  ก็โปรดพิจารณากันให้ถี่ถ้วน   ส่วนตัวข้าพเจ้าเองอีกไม่เกิน 50 ปี ก็คงไม่อยู่แล้ว ลูกหลานก็ไม่มี จึงไม่เดือนร้อนในประเด็นนี้เท่าไหร่นัก แต่พวกท่านทั้งหลายยังมีลูกหลานสืบสกุลกันอยู่มิใช่หรือ

... ขอให้เป็นชะตากรรมของสัตว์ก็แล้วกัน     ถ้าจะให้อาตมาไปร่วมประท้วงด้วย..คงจะไม่ไป?


ประเด็นหลัก
ประเด็นที่แท้จริงในเรื่องนี้ ก็คือ สถานการณ์ที่เป็นไปในปัจจุบันนี้ จะต้องมีกฎเกณฑ์ หรือมาตรการข้อบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งมาแก้ไขโดยด่วน ได้แก่
1. จะต้องมีกฎหมายที่แน่นอน ที่จะมาบีบบังคับให้ผู้ที่ประพฤติเสื่อมเสียออกไปเสียจากศาสนาให้เร็วที่สุด และมากที่สุด เท่าที่จะทำได้
2. จะต้องมีกฎข้อบังคับให้ชาวพุทธทุกคนต้องปฏิบัติวิปัสสนาอย่างน้อย ๑๐ วัน ในชาตินี้ หลังจากนั้นทุก ๆ อย่างก็จะเข้าสู่ระบบของมันเอง
เมื่อถึงตรงนี้ ขอถามว่า จะมีสิ่งใดที่จะช่วยผลักดันให้สองข้อข้างต้นเป็นไปได้จริง ยิ่งไปกว่ากันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือท่านมีข้อคิดเห็นที่เป็นไปได้ และน่าสนใจยิ่งไปกว่านี้..?

ศาสนาพุทธ มีจุดอ่อนตรงที่ให้อิสรเสรีแก่ทุกๆคนที่จะปฏิบัติตาม  แต่ในเมื่อพวกเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่รู้แจ้งแก่ใจว่า หากใครปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาจะต้องได้ดีทุกคน  แล้วพวกเราจะมัวมาลังเลอะไรกัน กับการช่วยกันออกกฎข้อบังคับ เพื่อบีบบังคับให้ลูกหลานได้ปฏิบัติตาม

ขอถามย้ำอีกครั้งว่า ในสถานการณ์ที่สื่อโหมโฆษณาชวนชื่อดึงจิตคนรุ่นใหม่ให้ห่างไกลศาสนาออกไปทุกนาที ทุกชั่วโมง และยั่วยุ-เย้ายวนจิตใจให้พระหนุ่ม เณรน้อยมีพฤติกรรมที่เสื่อมเสีย มากขึ้น ๆๆ อย่างที่เป็นอยู่นี้    จะมีวิธีการใดที่เป็นไปได้จริงมิใช่แค่บ่น ที่จะทำให้พระไม่ดีออกไปจากศาสนา และส่งเสริมให้ชาวพุทธทุกคนได้ลิ้มรสชาติแห่งพระสัทธรรมอย่างน้อย ๑๐ วันในชาตินี้ ได้ดีและเป็นไปได้จริงยิ่งไปกว่าการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และออกกฎหมายลูกมาบีบบังคับ

ถ้าหากมีวิธีการอื่นที่ทำได้ และเป็นไปได้จริงด้วยนะ ก็โปรดนำมาเสนอด้วย

.. ที่ว่าประเทศภูฐาน ไม่ได้บัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น   ก็เพราะเขายังไม่มีสิ่งยั่วยุมากมายเหมือนบ้านเรา คนในชาติและพระสงฆ์ยังยึดมั่นในศาสนากันดีอยู่ 
...ที่ว่า ถึงบัญญัติไว้ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้   แต่ที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร ปัจจุบันนี้มิได้บัญญัติไว้มิใช่หรือ จึงไม่สามารถออกกฎหมายลูกมาบีบบังคับพระสงฆ์และข้าราชารได้ สิ่งเลวร้ายต่างๆจึงเกิดขึ้นทั้งแก่พระศาสนาและสังคม จนแทบจะหาทางแก้ไม่ได้แล้ว   รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะเป็นรถด่วนขบวนสุดท้าย ที่จะมาช่วยให้พุทธศาสนาอยู่รอดในสังคมไทยก็ได้นะ..โปรดพิจารณาดู
..สิ่งที่ต้องการจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ การออกกฎหมายลูกมาบีบบังคับพระอลัชชีและข้าราชการในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาโดยเฉพาะ   ..ท่านก็รู้ดีนี่หน่า ว่า..แค่พระธรรมวินัยเอาแทบไม่อยู่แล้ว   

ปฏิบัติวิปัสสนาปีละ ๑๐ วัน
ที่อาตมากล้าพูดเรื่องวิปัสสนา ๑๐ วันนั้น เนื่องจาก เมื่อ ๗ เดือนที่ผ่านมา อาตมาได้ไปปฏิบัติวิปัสสนา ๗ เดือนเต็ม  เป็นการปฏิบัติแบบวิปัสสนาล้วน ๆ ซึ่งถูกต้องตามหลักคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถาและฎีกาทุกประการจึงกล้าที่จะยืนยันว่า หากใครปฏิบัติด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ผ่าน ๑๐ วันแรกของชีวิตไปได้ หลังจากนั้นเขาจะปฏิบัติต่อเองโดยไม่ต้องบังคับ  แต่มีเงือนไขว่า ต้องเป็นการปฏิบัติแบบวิปัสสนาล้วน ๆ นะครับ จึงจะได้ผลเช่นนี้  แต่ถ้าปฏิบ้ติแบบปุพพังคมนัย ก็จะได้ผลเช่นกัน แต่ต้องใช้เวลานากว่านี้มาก แค่ ๑๐ วันยังไม่ได้อะไรเลย   การปฏิบัติทั้ง ๒ แบบนี้มีข้อแต่ต่างดังนี้
.. วิปัสสนาล้วน(สุทธวิปัสนา) ทำให้กิเลสลดและเข้าใจชีวิตมากขึ้นเท่านั้น แต่สมาธิไม่ดิ่งลึกมาก
..ปุพพังคมนัย(สมถนำหน้า) ช่วงแรกจะฟุ้งซ่านมาก แต่พอผ่านไปสมาธิจะดิ่งลึกมาก สุขสงบมากเกินไป ช่วงแรกๆ ยิ่งปฏิบัติยิ่งยึดติด จนบางคนหลงไปเลยก็มี   

...ที่อาตมาสามารถปฏิบัติวิปัสสนาติดต่อกัน ๗ เดือนเต็มได้ ก็เนื่องมาจาก ตอนเรียนปริญญาตรี ถูกมหาวิทยาลัยบังคับให้ปฏิบัติ ปีละ ๑๐ วันนี้แหละ






นำมาให้อ่านครับ...

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย... ในมุมมองมุสลิม(คนหนึ่ง)
http://www.oknation.net/blog/unussorn/2007/04/18/entry-1


ทีแรกผมเฉยๆ กับประเด็นนี้  ไม่ได้ติดตามเพราะไม่เห็นว่ามันสำคัญ  แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านคอลัมน์หนึ่งในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก  ดร.ธีรวิทย์ ภิญโญณัฐกานต์ อดีตที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ผู้เขียนคอลัม์นี้ ท่านเห็นด้วยกับการบัญญัติให้ระบุคำว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ” ลงในรัฐธรรมนูญ 

ด้วยเหตุผลที่ว่า ในประเทศมุสลิมหลายประเทศ  ยังระบุเลยว่า “อิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ” แล้วทำไมพุทธศาสนิกชนถึงไม่กล้าระบุเช่นนั้นบ้าง  ท่านยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญของประเทศมุสลิมประเทศหนึ่ง “Islam is the Religion of the Federation but other religion may be practiced in peace and harmony in any part of the Federation” (อิสลามเป็นศาสนาแห่งสมาพันธรัฐ แต่ศาสนาอื่นได้รับการปฏิบัติโดยสันติและกลมกลืน ในส่วนใดของสมาพันธรัฐก็ได้) และประเทศมุสลิมอื่นๆ อีกหลายประเทศที่ระบุเนื้อหาทำนองนี้ลงในรัฐธรรมนูญของตน

อ่านจบแล้วผมก็ “เออ... จริงด้วย” ประเทศที่มีมุสลิมเป็นประชากรส่วนมากเขายังทำกันเลย  แล้วทำไมประเทศไทยที่มีพุทธศาสนิกชนมากถึง 90% จะทำแบบนั้นไม่ได้

ผมเห็นด้วยกับเขาครับ  ซึ่งตรงนี้ขอออกตัวก่อนว่าอาจจะเป็นความเห็นที่ต่างจากมุสลิมท่านอื่น แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะผมเห็นข้อดีของการยืดอกประกาศตัวแบบนี้  ความภูมิใจในความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองท่ามกลางความเน่าเฟะของลัทธิบริโภคนิยมถือว่าเป็นเจตนารมณ์ที่น่ายกย่อง 

หากประเทศไทยของผมหาญกล้าที่จะประกาศให้รู้ว่า บ้านนี้เมืองนี้มีพุทธศาสนิกชนเป็นสมาชิกส่วนมาก เพราะฉะนั้นอบายมุขต่างๆ อย่าได้หวังเข้าครอบงำประเทศนี้ ในศีล 5 ข้อที่เป็นชุดศีลเบื้องต้น ศาสนาพุทธห้ามดื่มสุรา สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี สิกฺขาปะทัง สมาทิยามิ ประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจะไม่มีสุราจำหน่ายโดยถูกกฎหมาย ไม่มีผับไม่มีบาร์   ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ต่อต้านการพนัน ประเทศนี้จะไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับการพนันในทุกประการ,  จะออกกฎหมายปราบปรามการค้าประเวณีอย่างถึงที่สุด

ถ้าประเทศไทยของผมมีรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ” เป็นรูปธรรมชัดเจน  แล้วนำคุณธรรมทางพุทธศาสนามาแปรรูปเป็นกฎหมายจรรโลงสังคม เหมือนหลายประเทศในตะวันออกกลาง  ผมว่าประเทศไทย(ในความเห็นของผม) คงจะน่าอยู่กว่าปัจจุบัน  ที่กฎหมายถูกผลิตขึ้นจาก “กิเลส” ของสังคม ไม่ได้เกิดขึ้นจาก “ศีลธรรม” อย่างที่ควรจะเป็น 

แต่ถ้าแนวคิดการระบุศาสนาประจำชาติ เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในสถาบันของตน หรือเกิดขึ้นเพื่อสนองความสะใจตน, เอาชนะคะคานกันและกันโดยที่ไม่มีผลทางการปรับปรุงสังคม ผมถือว่ามันไร้สาระ ไม่ควรค่ากับการเสียเวลาทุ่มเถียง มันเป็นการเชิดชูศาสนาด้วยตัวอักษร หาใช่การเชิดชูศาสนาด้วยแก่นของศาสนาแต่อย่างใด

บันทึกการเข้า
Yodyood
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 528



« ตอบ #130 เมื่อ: 26-04-2007, 09:42 »

ผมคิดว่าไร้แ้ก่นสารครับ ทำไปเำพราะอัตตาล้วนๆ
บันทึกการเข้า

~ You will never know the truth if you dare not to face it. ~
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #131 เมื่อ: 28-04-2007, 23:04 »

ไม่จริงไม่เชื่อ ลองไปดูรัฐธรรมนูญประเทศ วาติกัน สิครับ 

ไม่ได้เข้ามาตอบนาน มาอ่านเจอ แถ ก็ยัง แถ เหมือนเดิม

ถ้าจะเอาอย่างวาติกัน ก็ต้องให้ทั้งประเทศมี "พระ" เป็นประชากร แล้วก็มี "พระ" เป็นประมุข "พระ" เป็นรัฐมนตรี แล้วก้อ "พระ" เป็น.... สารพัด
แล้ว แถ ก็ต้องไปบวชเป็นพระ ลูกเมียก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ต้องอพยพไปประเทศอื่น
บันทึกการเข้า
ooo
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 670


« ตอบ #132 เมื่อ: 29-04-2007, 00:33 »

     แรกๆ ก็ไม่รู้จะเอาไปใส่ให้รกรัฐธรรมนูญทำไม

แต่ถ้าจะทำให้รกกันให้ได้ก็ใส่ไปด้วยว่ารัฐจะให้ความ

สำคัญ และความเคารพต่อศาสนาอื่นเท่าเทียมกับ

ศาสนาพุทธ...
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
    กระโดดไป: