ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
10-07-2020, 06:02
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  **วีระ มุสิกพงศ์ เคยติดคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาแล้ว ยังจำได้ไหม?** 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
**วีระ มุสิกพงศ์ เคยติดคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาแล้ว ยังจำได้ไหม?**  (อ่าน 4619 ครั้ง)
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« เมื่อ: 28-03-2007, 17:43 »

คราวนี้ ถ้ามีใครไปฟ้องร้องว่า เป็นแกนนำจัดม็อบที่ปล่อยให้มีการจาบจ้วงอีกครั้ง  อาจถึงคิวที่ต้องไปนอนในคุกอีก

คนๆ นี้เคยถูกจำคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาแล้วนะครับ จึงไม่มีสิทธิ์เป็นรัฐมนตรี!

คมช.น่าจะเอาเรื่องของนายวีระมาเล่นบ้าง เพราะเขาเล่นพลเอกสนธิเรื่องจดทะเบียนซ้อนแล้วนี่นะ  โบราณว่า หนามยอกให้เอาสากบ่ง  ทีเดียวก็เลิกซ่าแล้ว


ว่าแต่เรื่องม็อบ 16 กลุ่มที่จะชุมนุมวันที่ 30 นี้ ผมอยากให้ยุบรวมเป็นกลุ่มเดียวกันซะเลย

มันจำยากชะมัด

ไหนๆ จุดประสงค์ก็ร่วมๆ กันอยู่แล้วว่า ไม่เอาคมช. ไม่เอาเผด็จการ จะเอาทักษิณ  ผมว่า น่าจะยุบรวมเป็นกลุ่มเดียวแล้วใช้ชื่อเดียวที่เรียกง่ายๆ เสียจะดีกว่า  เหมือนที่กลุ่มต่อต้านทักษิณเคยใช้ชื่อว่า กลุ่ม 5 พันธมิตร

สมาชิกของแต่ละกลุ่มมันก็มีที่ไขว้ๆ กันไปมาอยู่แล้ว บางคนมีชื่อสนับสนุนเกือบทุกกลุ่ม

ถ้าไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร..ผมจะตั้งให้เอง

แต่ผมว่า ที่ไม่รวมเป็นกลุ่มเดียวเพราะมันจะมีแกนนำเยอะเกินไปหรือเปล่าครับ ทะเลาะกันแย่ตอนแบ่ง..ไม่ลงตัว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-03-2007, 18:36 โดย *bonny » บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
Body&Soul
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 370



« ตอบ #1 เมื่อ: 28-03-2007, 19:31 »

มารอฟังชื่อที่คุณบอนนี่จะตั้งให้หรือไม่ก็จัดประกวดตั้งชื่อให้ม็อบกวนเมืองพวกนี้
บันทึกการเข้า
Sweet Chin Music
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,613



« ตอบ #2 เมื่อ: 28-03-2007, 21:13 »

มอบขอส่วนบุญจากแม้ว
บันทึกการเข้า


You'll Never Walk Alone
เข้าไปกันได้ค๊าป- - - >http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweetchinmusic&group=1
ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #3 เมื่อ: 28-03-2007, 22:37 »

เอาเป็น แกงค์ทรพีใต้ผ้าถุง ดีมั้ยครับ  เพราะเรื่องที่มันโจมตีเอาเป็นเอาตายเป็นเรื่องใต้ผ้าถุงนี่   
บันทึกการเข้า
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 28-03-2007, 23:11 »

http://www.spiceday.com/watchdog/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=3177&start=0&postdays=0&postorder=asc&highlight=

คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ศาลฎีกา) นายวีระ มุสิกพงศ์


สำหรับศาล
(๑๙)
หมายนัด
ขอให้ผู้มีชื่อปฏิบัติตามนี้

คดีหมายเลขดำที่ ๒๘๓๑/๒๕๒๙
คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๓๑/๒๕๒๓
(นายพิชิต คำแฝง)
(ผู้พิพากษา)

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาล จังหวัดบุรีรัมย์
วันที่ ๑๖ เดือน มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๑
ความ อาญา
พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
ระหว่าง{
นายวีระ มุสิกพงศ์
หมายถึง นายวีระ มุสิกพงศ์

ฟังคำพิพากษา
ด้วยคดีเรื่องนี้ศาลได้นัด ศาลฎีกา
ณ วันที่ ๒๒ เดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ เวลา ๙.00 นาที

สำหรับศาลใช้
(ฎ. ๔)
คำพิพากษา
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ที่ ๒๓๕๔/๒๕๓๑ ศาลฎีกา
วันที่ ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๑
ความ อาญา
พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์

โจทก์ระหว่าง{

นายวีระ มุสิกพงศ์ ศาลฎีกาพิพากษา จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
จำเลย ฎีกาคัดค้าน คำพิพากษา
ศาล อุทธรณ์ ลงวันที่ ๑๖ เดือน กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๑

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้และในปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุข และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลปัจจุบันเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่9 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในตำแหน่งอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเป็นรัชทายาท อันประกอบขึ้นเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกันคือ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2529 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำการโฆษณาหาเสียงโดยการกล่าวป่าวประกาศด้วยการกระจายเสียงทาง เครื่องขยายเสียงทางเครื่องขยายเสียงสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ในท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน ซึ่งตอนหนึ่งในการโฆษณานี้จำเลยได้กล่าวว่า ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไม เป็นลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม ถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยงๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้ว ตื่นอีกทีบ่ายสามโมง ที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ก็มันเลือกเกิดไม่ได้ อันเป็นการพูดโฆษณาเปรียบเทียบละเมิด-หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นพระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวรัชการปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท ทั้งนี้เพราะพระบรมมหาราชวังเป็นของและเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ในราชวงศ์จักรี สำหรับคนที่จะเกิดในใจกลางพระบรมมหาราชวังและเป็นพระองค์เจ้านั้น จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์และเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นรัชทายาทเท่านั้น ที่จำเลยกล่าวถึงเกิดในใจกลางพระบรมมหาราชวังออกมาเป็นพระองค์เจ้า มีความหมายถึงพระมหากษัตริย์พระราชินี และรัชทายาทดังกล่าวแล้วข้างต้น และเป็นการกล่าวต่อนายศิวณัฐพงศ์ วัฒนาชีพ และประชาชนอีกหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สามว่า ทุกพระองค์มีแต่ความสุขสบาย ไม่ทรงทำอะไร ตอนเที่ยงก็เข้าห้องเย็น(หมายถึงห้องที่มีเครื่องทำความเย็น) เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง ไม่ต้องออกไปยืนกลางแดด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้พระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาท เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟลำปลายมาศ ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาในวันเวลาดังกล่าวข้างต้นภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าว แล้ว จำเลยได้กระทำการโฆษณาหาเสียงโดยการกล่าวป่าวประกาศด้วยการกระจายเสียงทาง เครื่องขยายเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ในท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน ซึ่งตอนหนึ่งในการโฆษณานี้จำเลยได้กล่าวว่า ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ ผมเลือกเกิดมันใจกลางพระมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มที่แล้วนะ อันเป็นการพูดโฆษณาเปรียบเทียบละเมิดหมิ่นพระบรม เดชานุภาพ ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถซึ่งเป็นพระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย เดชฯ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท ทั้งนี้เพราะพระบรมมหาราชวังเป็นของและเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ใน ราชวงศ์จักรีบุคคลที่เกิดในใจกลางพระบรมมหาราชวังและเป็นพระองค์เจ้านั้นจะ ต้องเป็นพระมหากษัตริย์เป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ที่ เป็นรัชทายาทเท่านั้นที่จำเลยกล่าวถึงเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังเป็น พระองค์เจ้ามีความหมายถึงพระมหากษัตริย์พระราชชินีและรัชทายาทดังกล่าวแล้ว ข้างต้นและเป็นการกล่าวต่อร้อยตำรวจโทวิเชียร เฉลิมรมย์และประชาชนอีกหลายคนซึ่งเป็นบุคคลที่สามว่า พระองค์มีแต่ความสุขสบายไม่ต้องมาพูดให้ประชาชนฟังจนคอแหบคอแห้ง ขณะนี้เป็นเวลาหกโมงครึ่ง (หมายถึงเวลาหกโมงครึ่งตอนเย็น)จะได้เสวย น้ำจัณฑ์(สุรา) ให้สบายอกสบายใจ ขณะที่ยืนพูดก็เมื่อยพระชงฆ์(หมายถึงแข้ง)เต็มทีแล้ว ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาท เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนาให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสตึก ตำบลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 91 รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 มาตรา 6 นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26228/2528 ของศาลแขวงพระนครเหนือ และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 22128/2528 ของศาลแขวงพระนครใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทย์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้น พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ข้อความที่จำเลยกล่าวไม่เป็นการใส่ความและไม่อาจทำให้เสียชื่อเสียงถูกดู หมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง

(มีต่อ)
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 28-03-2007, 23:14 »

โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท จำเลยมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี คำขอให้นับโทษต่อให้ยก

จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยขอแถลงการณ์ด้วยวาจานั้น เห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดีจึงให้งดเสีย ทางพิจารณาโจทย์นำสืบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชฯ เป็นรัชกาลที่ 9 ในราชวงศ์จักรี มีพระบรมราชินีทรงพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ส่วนองค์รัชทายาทคือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขณะเกิดเหตุ จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2529 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยได้กล่าวปราศรัยในการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่หน้าสถานีรถไฟลำ ปลายมาศ ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพูดทางเครื่องขยายเสียงมีประชาชนมาฟังประมาณ 4 –5 พันคน ในคำปราศรัยของจำเลยตอนหนึ่ง จำเลยได้กล่าวว่า ผมถ้าเลือกเกิดได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม ถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังนั้น ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นต้องออกมายืนตากแดดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็นเสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้ว ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง ที่มายืนอยู่กลางแดดอยู่ทุกวันนี้ก็มันเลือกเกิดไม่ได้ เลือกเกิดในท้องคนจนก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดในท้องคนรวยก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่กรุงเทพฯก็ไม่ได้ เลือกเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ก็ไม่ได้ ปรากฎข้อความตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ. 2 และคำถอดแถบบันทึกเสียงเอกสารหมาย จ. 8 ในวันเดียวกันหลังจากที่จำเลยได้ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศแล้ว จำเลยได้ไปกล่าวปราศรัยที่หน้าว่าการอำเภอสตึก ต่อหน้าประชาชนที่มาฟังประมาณ 2 หมื่นคน มีข้อความตอนหนึ่งว่าถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ ผมเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีกว่าเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระ ไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้งนี่ก็เวลาตั้งหกโมง ครึ่ง ผมเสวยนำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ ปรากฏข้อความตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ. 3 และคำถอดแถบบันทึกเสียงเอกสารหมาย จ. 9 คำกล่าวปราศรัยของจำเลยทั้งสองแห่ง เป็นการกล่าวตำหนิล่วงเกินองค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมโอรสาธิราชฯ ทั้งนี้ คำที่จำเลยกล่าวถึงพระบรมมหาราชวัง มีความหมายถึง พระบรมมหาราชวังใหญ่อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็น พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นที่ประสูติและสวรรคตด้วย พระบรมมหาราชวังนี้นอกจากจะหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์แล้ว ย่อมหมายถึงพระราชินี และองค์รัชทายาทด้วย แม้จะประสูติที่ใดก็ให้ถือว่าประสูติในพระบรมมหาราชวัง ส่วนที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ แม้จะไม่ได้ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังที่ประทับนั้นก็ให้ถือว่าเป็นพระ บรมมหาราชวังด้วย ฉะนั้นเมื่อประชาชนได้ยินคำพูดถึงพระบรมมหาราชวังก็จะนึกถึงพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะประสูติทรงมีฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า ดังนั้นพระองค์เจ้าที่เกิดในพระบรมมหาราชวังจึงหมายถึงพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว การที่จำเลยกล่าวที่อำเภอปลายมาศว่า ไม่จำเป็นต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยงๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้วตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง มีความหมายว่า ทั้งสามพระองค์มีความเป็นอยู่สุขสบาย การงานไม่ต้องทำ พักผ่อนกันตลอด ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวที่อำเภอสตึกว่า ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยนำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี้ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ ข้อความนี้หมายความว่า ทั้งสามพระองค์อยู่อย่างสะดวกสบาย ดื่มสุราเพื่อความสำราญ ผิดกับประชาชนธรรมดาที่ต้องทนกรำแดดกรำฝนไม่มีเวลาพักผ่อน คำว่า บรรทม น้ำจัณฑ์ และพระชงฆ์ เป็นคำราชาศัพท์ ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระองค์เจ้าอยู่หัว พระมเหสี หรือองค์รัชทายาท ซึ่งความจริงแล้วทั้งสามพระองค์มิได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า พระองค์มีพระราชภารกิจอยู่มากมายและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศ ชาติและความมั่นคง ความอยู่สุขของประชาราษฎร์ พระราชภารกิจประจำวันของพระองค์ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า การกล่าว เช่นนี้ทำให้พระองค์ได้รับความเสียหาย เป็นการใส่ความ ทำให้ประชาชนขาดความเคารพสักการะ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ซึ่งตามปกติพระองค์เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน ผู้ใดจะล่วงเกินมิได้ การที่จำเลยกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวอย่างมีเจตนา โดยเมื่อจำเลยพูดในตอนบ่าย ก็ยกตัวอย่างในช่วงตอนบ่าย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ในตอนบ่าย ครั้งถึงตอนเย็นจำเลยก็ยกตัวอย่างเกี่ยวกับพฤติการณ์ตอนเย็น ซึ่งเรื่องนี้หากจำเลยไม่ตั้งใจ จำเลยจะพูดเพียงครั้งเดียวแล้วไม่พูดอีก แต่จำเลยพยายามที่จะดัดแปลงข้อความในการพูดทั้งสองครั้งให้เข้ากับบรรยากาศ ในเวลาที่กำลังพูด ต่อมาประชาชนบางกลุ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะเดินขบวนประท้วงการกระทำของจำเลย ซึ่งจะเกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง สมาชิกวุฒิสภาและนายทหารราชองค์รักษ์ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ยื่นญัตติไป ยังประธานรัฐสภาตามเอกสารหมาย จ. 13 หรือ ป.จ. 1 ให้รัฐบาลแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าได้ดำเนินการไปอย่างไร เพื่อประชาชนจะได้ทราบข้อเท็จจริง จำเลยได้ติดต่อขอทำความเข้าใจกับผู้ที่ยื่นญัตติโดยจำเลยยอมรับว่าได้มีการ กล่าวข้อความดังกล่าวจริง และในที่สุดจำเลยได้ทำพิธีขอขมา โดยกล่าวขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของรัฐสภา ตามข้อความในเอกสารหมาย จ. 14 หรือ ป.จ. 2 ต่อหน้าสื่อมวลชนและสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นญัตติ การที่จำเลยได้กระทำพิธีขอพระราชทานอภัยโทษดังกล่าว แสดงว่าจำเลยทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพโดยความสมัครใจ ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามเอกสารหมาย จ. 15 หรือ ป.จ. 14


(มีต่อ)
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 28-03-2007, 23:22 »

จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่ศึกษาอยู่นั้นได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนนักศึกษาของคณะนิติศาสตร์ และเป็นหัวหน้าทีมโต้วาทีของมหาวิทยาลัยหลายปีติดต่อกัน หลังจากจบการศึกษาแล้ว จำเลยประกอบอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ไทยรัฐ มติชน และชาวไทย โดยเริ่มงานเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง และเขียนบทความการเมืองประจำเมื่อปลายปี พ.ศ. 2517 จำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในกรุงเทพมหานคร และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตกรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดพัทลุง 3 ครั้ง ติดต่อกัน ระหว่างเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2519 จำเลยเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2524 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ.2525 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เป็นต้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งในพรรคการเมืองจำเลยเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาได้เป็นกรรมการบริหารในตำแหน่งโฆษกพรรค และครั้งหลังสุดเป็นเลขาธิการพรรค ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่มีบทบาทในการหาเสียงคือหัวหน้าพรรค นายชวน หลักภัย นายมารุต บุนนาค และตัวจำเลย เกี่ยวกับคดีนี้ เนื่องจากมีการเลือกตั้งทั่วไปในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวัน ที่ 27 กรกฎาคม 2529 จำเลยในฐานะเลขาธิการพรรคต้องเดินทางไปช่วยหาเสียงให้แก่ลูกพรรคทั่วประเทศ ในจังหวัดบุรีรัมย์พรรคประชาธิปัตย์ส่งสมาชิกลงสมัครในเขตเลือกตั้งทุกเขต เขต 1 มีนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างหาเสียงนั้นจำเลยได้รับรายงานจากนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ ว่าได้รับความนิยมจากประชาชนมาก ทำให้คู่แข่งหวั่นวิตกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้ง คู่แข่งขันจึงระดมกันโจมตี นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ โดยการปราศรัยและออกใบปลิวแจกจ่ายแก่ประชาชน อ้างว่าชาวบุรีรัมย์ควรเลือกคนบุรีรัมย์เป็นผู้แทนราษฎร นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นคนเกิดที่กรุงเทพมหานคร และเป็นลูกเศรษฐีจึงไม่ควรเลือกนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดบุรีรัมย์ ข้อกล่าวหานี้ทำให้นายพรเทพ เตชะไพบูลย์วิตกว่าอาจจะทำให้คะแนนเสียงลดลงหรือทำให้ไม่ได้รับเลือกตั้ง จำเลยจึงรับที่จะแก้ไขให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2529 จำเลยได้ไปช่วยหาเสียงให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ นายการุณ ใสงาม เฉพาะในเขต 1 จำเลยไปปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก ส่วนเขตของนายการุณ ใสงาม จำเลยปราศรัยที่หลังสถานีรถไฟอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ข้อความที่ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก จำเลยปราศรัยเรื่องการเมืองและปัญหาสังคม และอธิบายถึงหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่แท้จริงให้ประชาชนได้เข้าใจ เมื่ออธิบายถึงหน้าที่ของผู้แทนราษฎรแล้ว จำเลยได้อธิบายถึงคุณสมบัติของผู้สมัครของพรรคว่า นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ มีวุฒิทางการศึกษาสูง จบจากต่างประเทศ มีสถานะส่วนตัวดี อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ และได้ขอร้องประชาชนว่าอย่าถือเอาที่เกิดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนเราไม่สามารถเลือกเกิดเองได้ โดยจำเลยกล่าวว่า แม้ตัวจำเลยเอง เมื่อปี พ.ศ.2524 ไปลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดพัทลุง ก็ถูกคู่แข่งโจมตีในลักษณะนี้มาแล้วโดยที่ถูกโจมตีว่าเป็นคนที่จังหวัด สงขลาแล้วมาลงสมัครผู้แทนราษฎรที่จังหวัดพัทลุง ขอให้ประชาชนชาวพัทลุงต่อต้านอย่าเลือกจำเลยเป็นผู้แทนราษฎร ในครั้งนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพัทลุงคือ นายพร้อม บุญฤทธิ์ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวปราศรัยแก้แทน จำเลยซึ่งเป็นผู้สมัคร จำเลยเล่าให้ประชาชนฟังเหมือนกับที่จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศและ อำเภอสตึก ข้อความที่จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก ปรากฎตามข้อความในเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ขีดเส้นใต้ที่โจทย์ทำมาฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น จำเลยพูดโดยมีเจตนาจะแก้ข้อที่ว่าคนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถที่จะเลือกทำความดีได้ และการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรให้ดูว่าเขามีความสามารถทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร ได้หรือไม่ ไม่ถือที่เกิดเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการที่จำเลยยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพูดเป็นเรื่องอุปมาอุปมัย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจชัดว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้จริงๆ จะเลือกเกิดเป็นคนจนก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดเป็นคนรวยก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่บุรีรัมย์ก็ไม่ได้ จำเลยไม่ได้มุ่งที่จะเปรียบเทียบหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือองค์รัชทายาทแต่อย่างใด คำว่าถ้าเลือกเกิดได้นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยสมมุติตัวเองขึ้น และคำว่าพระองค์เจ้าวีระนั้น จำเลยหมายถึงตัวจำเลยเอง เป็นเรื่องที่จำเลยสมมุติขึ้นแล้วที่ว่าเป็นพระองค์เจ้าวีระแล้วจำเลยจะ บรรทมตื่นสายนั้น จำเลยหมายถึงตัวจำเลย ไม่ได้เปรียบเทียบกับพระองค์อื่นใด ที่โจทย์อ้าง ว่าพระบรมมหาราชวังหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี และองค์รัชทายาทนั้นเป็นการตีความที่บิดเบือน เพราะเป็นการเอาวัตถุมาหมายถึงบุคคลซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หนังสือพระราชวังในกรุงเทพฯ (พ.ศ.2324-2525) ตามเอกสารหมาย ป.จ. 33 ให้ความหมายคำว่า พระบรมมหาราชวังคือศูนย์กลางการปกครอง และที่ประทับของพระมหากษัตริย์ คนทั่วไปมีความเข้าใจว่าพระบรมมหาราชวังคือบริเวณพระราชวัง ซึ่งอยู่ที่วัดพระแก้ว และเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ไม่ได้ประทับที่พระบรมมหาราชวัง หากแต่ประทับอยู่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็มิได้ประสูติในพระบรมมหาราชวัง ส่วนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ประสูติที่พระที่นั่งอัมพรสถาน และคำว่าพระองค์เจ้าที่โจทย์กล่าวหาว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และองค์รัชทายาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ มีน้อยคนที่จะทราบว่าความจริงแล้วพระองค์ทรงอิสริยยศเป็นอะไร ตามตำราของกระทรวงศึกษาธิการตามเอกสารหมายเลข ล. 10 ปรากฎว่าเดิมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงมีฐานันดรเป็นหม่อมเจ้า จึงเข้าใจมาตลอดว่าพระอนุชาคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเป็นหม่อมเจ้าด้วย หาชาพระองค์เจ้าไม่ ฐานันดรเดิมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นหม่อมราชวงศ์ พระองค์ไม่เคยทรงฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อตอนประสูติก็ทรงฐานันดรเป็นเจ้าฟ้าไม่เคยทรงมีฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า เมื่อเอ่ยคำว่าพระองค์เจ้าลอยๆ ไม่ระบุชื่อ จะไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด เมื่อระบุชื่อลงไปด้วยจึงจะทราบว่าหมายถึงใคร ที่โจทย์นำสืบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ไปประทับทีไหน ก็ให้ถือว่าที่นั่นเป็นพระบรมมหาราชวังนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการบัญญัติถ้อยคำขึ้นเองเพื่อลงโทษจำเลย คำราชาศัพท์ที่ว่าบรรทมตื่นสาย เสวยน้ำจัณฑ์ เมื่อยพระชงฆ์นั้น เป็นราชาศัพท์ที่คนทั่วไปรู้ว่าใช้ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป สำหรับความรู้สึกของประชาชนต่อการที่จำเลยกล่าวปราศรัยที่อำเภอลำปลาบมาศ และอำเภอสตึกทั้งหมดนั้น ประชาชนรู้สึกเฮฮาสนุกสนาน ไม่มีปฏิกิริยาประท้วงหรือลุกขึ้นเดินหนีแต่ประการใด จำเลยกล่าวปราศรัยให้ นายการุณ ใสงาม ที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำเลยก็ไม่ได้กล่าวข้อความที่โจทก์ฟ้อง เพราะในเขตเลือกตั้งนั้นไม่มีการกล่าวการโจมตีนายการุณ ใสงาม ในประเด็นเดียวกันกับนายพรเทพ เตชะไพบูลย์หลังจากจำเลยกล่าวคำปราศรัยแล้วทั้งสองแห่ง ไม่มีประชาชนไปแจ้งความเรื่องที่จำเลยกล่าวปราศรัย ต่อมานายเชิดชัย เพชรพันธ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรคสหประชาธิปไตย เขตกรุงเทพมหานครฯ ได้ไปแจ้งความ นายศิว์ณัฐพงศ์ พยานโจทก์เป็นผู้แทนของพรรคสหประชาธิปไตย และนายจรูญ นิ่มนวล เป็นหัวคะแนนของพรรคสหประชาธิปไตยซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองของพรรค ประชาธิปัตย์ การที่นายเชิดชัย เพชรพันธ์ ไปแจ้งความก็เพื่อหวังผลทางการเมืองและเพื่อทำลายคะแนนเสียงของพรรค ประชาธิปัตย์ทั่วประเทศ หลักการเลือกตั้งจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาได้มีการปลุกระดมกลุ่มมวลชนต่างๆ โดยเริ่มจากพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายทหาร ทำการปลุกระดมในกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ท.ส.ป.ช. และกลุ่มกระทิงแดง เพื่อเร่งรัดให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แรกเริ่มเกิดเรื่องนี้ที่จังหวัดบุรีรัมย์ พนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องไปให้กรมตำรวจพิจารณาก่อนแล้ว แต่พนักงานสอบสวนเบื้องต้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เห็นว่าไม่มีความผิด ไม่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงส่งเรื่องให้กรมตำรวจทางกรมตำรวจได้ให้พลตำรวจตรีสุภาส จีรพันธ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานเรื่องกฎหมายในสถานการณ์เลือกตั้งพิจารณา เรื่องนี้ พลตำรวจตรีสุภาส จีรพันธ์ ได้ประชุมพิจารณาและทำความเห็นไปยังอธิบดีกรมตำรวจว่าไม่เข้าข่ายองค์ ประกอบของมาตรา 112 จึงให้ระงับเรื่อง ขณะเดียวกันกลุ่มประชาชนเริ่มลุกฮือเป็นที่หวั่นเกรงว่าจะเกิดความไม่สงบ ขึ้นได้ ในที่สุดตำรวจได้สั่งการให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยให้ถือว่าคดีพอมีมูลที่จะฟ้องร้องได้ทั้งนี้จริงๆแล้วเพื่อแก้ปัญหาความ กดดันทางการเมือง เมื่อมีความกดดันดังกล่าวจำเลยจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการลาออกโดยไม่มีใคร บังคับ ทั้งนี้เพื่อเจตนาที่จะแก้ปัญหาความกดดันทางการเมืองและปกป้องรัฐบาลและ ระบอบประชาธิปไตย ที่จำเลยกล่าวขอขมาเนื่องจากพลโทวัฒนชัย วุฒิศิริ ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ติดต่อกับจำเลยเพื่อแก้ปัญหา โดยให้จำเลยพบ พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้น จำเลยก็ได้ไปพบตามที่นัดหมาย และได้พูดคุยทำความเข้าใจจนชัดแจ้งว่าจำเลยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ รวมทั้งเจตนาที่จำเลยปราศรัยที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อแก้ ข้อกล่ให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ และไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ฝ่ายค้านหรือทางทหารเข้าใจ พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ ก็เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างและจะเลิกรากันไป แต่มีปัญหาว่าญัตติที่พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ ยื่นไว้ต่อวุฒสภากล่าวหาว่าจำเลยละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ถ้าจะถอนญัตติจะอธิบายแก่ประชาชนอย่างไร เพราะประชาชนอาจมองไปในแง่ไม่ดี จำเลยบอกว่าจะให้ทำอย่างไรก็ยินดี พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ จึงเชิญสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นเจ้าของญัตติมาพบพร้อมกันที่รัฐสภา ขอให้จำเลยกล่าวคำขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ จำเลยจึงกล่าวขอขมาเพื่อให้ผู้ยื่นญัตติทุกคนสบายใจ และเพื่อให้กลุ่มมวลชนที่กำลังลุกฮือสลายตัวไป ทั้งนี้โดยการแสดงออกถึงความจริงใจของจำเลยในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ ส่วนคำกล่าวของจำเลยตอนหนึ่งที่ว่า จะผิดหรือไม่ผิดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในประเด็นข้อกฎหมายนั้นจะไม่พูดถึงทั้งนี้เพราะจำเลยเห็นว่าเป็นเรื่องของ ศาล และถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทจำเลยก็พร้อมที่จะขอ พระราชทานอภัย สำหรับคำกล่าวขอพระราชทานอภัยตามเอกสารหมาย ป.0. 2 นั้น กองทัพภาคที่ 1 ได้จัดพิมพ์ใส่ซองมาให้จำเลยกล่าว ไม่ใช่เป็นการรับสารภาพเพราะจำเลยให้การปฏิเสธมาตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนจน ถึงชั้นศาล จำเลยมีสาเหตุขัดแย้งกับพยานโจทย์ คือ นายสิงห์โต จ่างตระกูล นายสรวง อักษรานุเคราะห์ นายชวลิต รุ่งแสง พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ และ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ที่โจทย์นำสืบว่าจำเลยปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก เป็นการพูดหลายครั้ง เป็นการกระทำโดยเจตนานั้น ไม่เป็นความจริง เพราะจำเลยไม่มีเจตนา จำเลยเป็นรัฐมนตรี เห็นว่าสิ่งใดผิดจะไม่พูด และขณะนั้นเป็นช่วงหาเสียงต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชน หากพูดสิ่งที่ประชาชนโกรธและเกลียดก็จะไม่ได้คะแนนเสียง

(มีต่อ)
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 28-03-2007, 23:25 »

จำเลยเข้าใจอย่างทราบซึ้งว่าทุกพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ยากที่บุคคลธรรมดาจะปฏิบัติได้ และการที่นายสุจินต์ ทิมสุวรรณ อธิบดีกรมอัยการมีคำสั่งให้พนักงานอัยการพิเศษ 2 นายเป็นผู้ดำเนินคดีนี้เฉพาะเรื่อง ก็เพราะมีเหตุโกรธเคืองจำเลยเนื่องมาจากเรื่องคดีฆ่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จังหวัดภูเก็ต สำหรับคดีที่จำเลยถูกฟ้องที่ศาลแขวงพระนครเหนือและศาลแขวงพระนครใต้ซึ่ง โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลทั้งสองได้พิจารณายกฟ้องแล้ว พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เบื้องต้นว่าตามวันเวลาเกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็น เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปกล่าวปราศรัยต่อประชาชนที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อช่วยหาเสียงให้แก่ นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 1 ในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 คำปราศรัยของจำเลยที่กล่าวที่อำเภอลำปลายมาศซึ่งได้มีการบันท฿กเสียงไว้มี ข้อความตอนหนึ่งว่า “ถ้าผมเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม ถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยงๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้ว ตื่นอีกที่ก็บ่ายสามโมง ที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ ก็มันเลือกเกิดไม่ได้” คำปราศรัยของจำเลยที่กล่าวที่อำเภอสตกซึ่งได้มีการบันทึกเสียงไว้มีข้อความ ตอนหนึ่งว่า “ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่จนอยู่ทุกวันนี้ ผมเลือกเกิดมันในใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์ เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ” คำกล่าวของจำเลยเป็นการกล่าวแก้ให้นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ ซึ่งได้ถูกผู้รับสมัครเลือกตั้งฝ่ายตรงกันข้ามโจมตีว่านายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นลูกเศรษฐีและไม่ได้เกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่สมควรเลือกเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมามีประชาชนบางกลุ่มเคลื่อนไหวกล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งได้ยื่นญัตติด่วนต่อประธานรัฐสภาตามเอกสารหมาย จ. 13 ป.จ. 1 วันที่ 24 สิงหาคม 2529 จำเลยได้ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของรัฐสภาซึ่งมีข้อความตามเอกสาร หมาย จ. 14 หรือ ป.จ. 2 และจำเลยมีหนังสือขอพระทานอภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการตามเอกสารหมาย จ. 15 หรือ ป.จ. 4 ข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัยต่อประชาชนนั้นมีข้อความตรงตามที่โจทย์บรรยาย ในฟ้อง

คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทหรือไม่ โจทย์มีพยานหลายปากซึ่งได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยในวันเวลาและสถานที่ เกิดเหตุทั้งสองแห่งมาเบิกความให้ความเห็นต่อคำกล่าวของจำเลย โดยนายเปลื้อง เขียนนิลศิริ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดบุรีรัมย์เบิกความว่า การปราศรัยของจำเลยตอนหนึ่งพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ จำเลยไม่ควรเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มากล่าวในการหาเสียงอย่างนี้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพบูชาของคนไทยทั้งชาติ ถ้าพยานไม่ทราบพระราชกรณียกิจในพระราชวัง ก็อาจเชื่อตามที่จำเลยกล่าวว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสุขสบาย แต่เท่าที่ทราบทั่วไปก็ปรากฎว่าไม่มีความสุขสบายอย่างนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็น รัฐมนตรีพูดจะทำให้ประชาชนเชื่อถือว่าเป็นจริงเพราะไม่ค่อยมีคนได้รู้ได้ เห็นเรื่องในรั้วในวัง อาจจะทำให้คุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์ลดน้อยลงในทางสังคม นายศิว์ณัฐพงศ์ วัฒนาชีพ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 1 สังกัดพรรคสหประชาธิปไตย เบิกความว่า พยานได้ไปฟังจำเลยปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและบันทึกเสียงไว้ด้วย จำเลยกล้าปราศรัยพาดพิงไปถึงพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการไม่บังควร เป็นการปราศรัยที่จะทำให้เสื่อมเสียแก่พระมหากษัตริย์เพราะจะทำให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์มีชีวิตอย่างสุขสบาย ในลักษณะที่ไม่ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเหมือนผู้ปกครองประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นหมายความว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่จำเลยกล่าวว่าเกิดในใจกลางพระบรมมหาราชวัง ผู้ที่จะเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังนั้นจะต้องเกิดจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นองค์รัชทายาท พยานเห็นเป็นการพูดดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ นายจรูญ นิ่มนวล ชาวนาตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัยหาเสียงไม่ควรจะพูดเปรียบเทียบกับพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ทรงทำความดีตลอดมา ไม่ควรเอามาพูดว่าเสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นบ่ายสามโมง ซึ่งความจริงไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น เพราะพระองค์ทรงเอาใจใส่ต่อประชาชน พยานเห็นว่าเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระองค์ ร้อยตำรวจตรีวิเชียร เฉลิมรมย์ เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปรัษาความสงบเรียบร้อยใน บริเวณที่ปราศรัย จึงได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัย พยานฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ ความที่ว่าเป็นพระองค์เจ้า พยานเห็นว่าเป็นการดูหมิ่น เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เมื่อทรงพระราชสมภพ ทรงเป็นพระองค์เจ้า ข้อความที่ว่าเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังก็เป็นการดูหมิ่น เพราะพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ คนที่จะเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังได้ก็มีแต่พระบรมโอรสาธิราชฯ หรือพระราชธิดาที่เกิดจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้อความที่เปรียบเทียบอีกว่าเป็นเวลา 6 โมงครึ่งแล้วได้เวลาเสวยน้ำจัณฑ์ ก็มีความหมายว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความสุขสบายคือถึงเวลาก็ เสวยน้ำจัณฑ์ซึ่งหมายถึงสุรา ความจริงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามที่ปรากฎในสื่อมวล ชนนั้นไม่ได้ทรงสุขสบาย เป็นการพูดดูหมิ่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวไทย การพุดในทำนองนี้จะทำให้ประชาชนที่รับฟังมองไปในทางที่ไม่ดี จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย นายดาบตำรวจประทับ นพตลุง ซึ่งรับราชการประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า พยานได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยแล้วรู้สึกตกใจและไม่สบายใจ เพราะเป็นการพูดหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่จะเกิด ใจกลางพระบรมมหาราชวังได้ก็คือพระโอรสของพระมหากษัตริย์ซึ่งต่อไปจะได้เป็น พระมหากษัตริย์ และข้อความที่ว่า ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่ก็เวลา 6 โมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์ ให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าหรือ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีอยู่แล้ว เป็นคำพูดที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและรัชทายาทไม่ได้ทรงทำอะไร มีแต่ความสุขสบายซึ่งไม่เป็นความจริง นายสัญชัย เลาวเกียรติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า คำพูดของจำเลยเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมโอรสาธิราชฯ เพราะจำเลยกล่าวว่าไปเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังซึ่งมีคนอื่นอยู่ไม่ ได้นอกจากสองพระองค์เท่านั้น และนายทรงศักดิ์ สืบขำเพชร กำนันตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เบิกความว่า จำเลยกล่าวปราศรัยเอา สถาบันพระมหากษัตริย์ที่สูงส่งมาเปรียบเทียบในทางที่เสื่อมเสียสถาบันพระ มหากษัตริย์ หมายความถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เป็นการเปรียบเทียบในทางที่เสื่อมเสียว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอะไรซึ่งเป็นการตรงกันข้าม คำว่าที่เกิดเป็นพระองค์เจ้าก็เป็นการพูดล้อเลียนพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในทางที่เสื่อมเสีย ทำให้ประชาชนขาดความเคารพและศรัทธา พยานและประชาชนที่ฟังต่างไม่พอใจคำปราศรัยของจำเลย นอกจากนี้โจทย์ยังมีบุคคลอีกมากมายซึ่งได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลยในภาย หลังมาเบิกความเป็นพยาน อาทิเช่น พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้อำนวยการรักษาความสงบภายในประเทศ พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพภาคที่ 1 ยศพลโท พลโท รวมศักดิ์ ไชยโมมินทร์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 พลตรีสุดสาย เทพหัสดิน สมาชิกวุฒิสภา นายสมัคร สุนทรเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร และหัวหน้าพรรคประชากรไทย นายสิงห์โต จ่างตระกูล สมาชิกวุฒิสภาและผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน นายสรวง อักษรานุเคราะห์ สมาชิกวุฒิสภา เรือตรีหญิงสุรีย์ บูรณธนิต รองอธิการบดีวิทยาลัยกรุงเทพ นายฐัตย์ ชูศิลป์ ทนายความ นายเชิดชัย เพชรพันธ์ ที่ปรึกษาพรรคสหประชาธิปไตย นายสุรินทร์ พันธ์ฤกษ์ นายอำเภอลำปลายมาศ และนายภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พยานดังกล่าวต่างเบิกความให้ความเห็นในทำนองเดียวกับพยานโจทย์ซึ่งได้ยิน ได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยในวันเกิดเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ เบิกความว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการจาบจ้วงล่วงเกินองค์พระมหากษัตริย์และพระ บรมราชวงศ์ คือ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมโอรสาธิราชฯ ด้วย พระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเป็นสัญลักษณ์แทนความ เป็นพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีนาถ และองค์รัชทายาท คำว่าพระบรมมหาราชวังนอกจากจะเป็นสถานที่แล้วยังหมายถึงพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นเจ้าของด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันตอนประสูติก็ทรงเป็นพระองค์เจ้า ปรากฎตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 44 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2470 ผู้ที่เกิดในพระบรมมหาราชวังได้ต้องเป็นพระโอรสและพระธิดาของพระมหา กษัตริย์ซึ่งต่อไปจะเป็นองค์รัชทายาท บุคคลอื่นจะเกิดในพระบรมมหาราชวังไม่ได้เพราะฉะนั้นที่จำเลยกล่าวว่าเกิดใน ใจกลางพระบรมมหาราชวัง เป็นพระองค์เจ้าย่อมหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นหมายความว่าทั้งสามพระองค์มีความเป็นอยู่สุขสบาย การงานไม่ต้องทำ พักผ่อนกันตลอดไป ซึ่งความจริงทั้งสามพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความสุขของประชาชน ตามปกติพระราชภารกิจประจำวันของพระองค์มิได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า การกล่าวเช่นนี้เป็นการเจตนาใส่ความล่วงละเมิด จะทำให้ประชาชนขาดความเคารพสักการะศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากทั้งผู้ที่ได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยในวันเกิดเหตุและ ที่ได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลยในภายหลัง ล้วนเบิกความให้ความเห็นสอดคล้องทำนองเดียวกันว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น จำเลยเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ โดยกล่าวใส่ความว่าทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติพระราชกรณียกิจใดๆเอาแต่พักผ่อนและดื่มสุรา ผิดกับจำเลยและประชาชนคนธรรมดาสามัญซึ่งต้องทำงานหนัก มีแต่ความเหนื่อยยากลำบาก พยานโจทก์ดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักกับจำเลยเป็นการส่วนตัว ส่วนที่รู้จักกับจำเลยก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จะมีบ้างก็เฉพาะผู้ที่เป็นนักการเมืองต่างพรรค ซึ่งอาจมีความขัดแย้งกัน แต่ก็เป็นความขัดแย้งในทางแข่งขันช่วงชิงความนิยมจากประชาชน หาใช่มีสาเหตุโกรธเคืองกันเป็นส่วนตัวไม่ ย่อมไม่มีเหตุที่พยานโจทก์จะกลั่นแกล้งเบิกความแสดงความเห็นปรักปรำจำเลย เพื่อให้ต้องได้รับโทษทางอาญา น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความให้ความเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม และเป็นความเห็นประกอบกับข้อความที่อ้างว่าหมิ่นประมาทย่อมรับฟังได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความที่จำเลยกล่าวแล้ว เห็นว่า พระบรมมหาราชวังเป็นที่ประสูติพระราชโอรสและพระราชธิดา พพระราชโอรสทรงเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชสันติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปใน เมื่อแผ่นดินว่างกษัตริย์ลง นายภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการพยานโจทย์เบิกความตอนหนึ่งว่า ตามราชประเพณี แม้ความจริงพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีนาถ และรัชทายาทจะมิได้ประสูติในพระบรมมหาราชวัง ก็ให้ถือว่าได้ประสูติในพระบรมมหาราชวังโดยต้องประสูติจากเอกอัครมเหสีของ พระมหากษัตริย์เท่านั้น คนนอกจะมาเกิดในพระบรมมหาราชวังมิได้ นายภาวาส บุนนาค เป็นถึงรองราชเลขาธิการย่อมจะมีความรอบรู้เกี่ยวกับประเพณีในราชสำนักดี ทั้งพยานโจทก์คนอื่นๆ ก็มีความเห็นทำนองเดียวกัน ดังนั้น ข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัยต่อประชาชนว่าถ้าจำเลยเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวัง ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระ แม้จำเลยจะมิได้ระบุชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยชัดแจ้งแต่ข้อเท็จจริงตามที่ โจทก์นำสืบก็แปลเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยกล่าวโดยมุ่งหมายถึงองค์พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท

(มีต่อ)
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 28-03-2007, 23:27 »

ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวจะเป็นการใส่ความในประการที่น่าจะทำให้เสื่อม เสียพระเกียรติชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาถึงฐานะที่ทรงดำรงอยู่และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทย อันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ประกอบกับข้อความที่จำเลยกล่าวด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 มาตรา 2 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มาตรา 6 บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ มาตรา 45 บัญญัติว่า บุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญให้เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญมิได้ มาตรา 46 บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญนี้ และมาตรา 54 บัญญัติว่า รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขต นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญายังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหา กษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไป รวมทั้งบัญญัติความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา 112 ด้วย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวมา ย่อมเห็นโดยแจ้งชัดว่า องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงดำรงฐานะพระประมุขของประเทศ ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือใช้สิทธิหรือเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางหนึ่งทางใด มิได้ ทั้งรัฐและประชาชนต่างมีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศตลอดไป มิเพียงแต่กฎหมาย แม้ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ให้ ความเคารพสักการะและยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเกล้าฯ ตลอดมาตั้งแต่โบราณกาล การที่จะกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบเปรียบเปรยหรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท นั้นหามีบุคคลใดกล้าบังอาจไม่ ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น ข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วฟังได้ว่า จำเลยกล่าวโดยมุ่งหมายถึงองค์พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท พยานโจทก์ทุกปากทั้งผู้ที่ได้ยินได้ฟังจำเลยกล่าวปราศรัยในวันเกิดเหตุ และที่ได้ทราบคำกล่าวปราศรัยของจำเลยในภายหลังล้วนเบิกความให้ความเห็นสรุป รวมว่า จำเลยกล่าวใส่ความว่าทั้งสามพระองค์ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติพระราชภารกิจใดๆ เอาแต่พักผ่อนและดื่มสุรา ผิดกับจำเลยและประชาชนคนธรรมดาสามัญซึ่งต้องทำงานหนัก มีแต่ความเหนื่อยยากลำบาก พยานโจทก์ดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลจากหลายท้องถิ่นและหลายสาขาอาชีพ ทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร นักการเมือง ครูบาอาจารย์ ทนายความ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวนาแสดงว่าประชาชนโดยทั่วไปต่างเห็นว่าจำเลยเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ องค์รัชทายาท นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า หลังจากเกิดเหตุแล้วจำเลยได้ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อ พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่ห้องรับริงขิงรัฐสภาต่อ หน้าสื่อมวลชนและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าจำเลยรู้สึกสำนึกในการที่ได้กระทำลงไป ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยกล่าวว่าถ้าเลือดเกิดได้จะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวัง ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระ ไม่ต้องมายืนตากแดดพูดให้ประชาชนฟัง ถึงเวลาเที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง พอตกเย็นก็เสวยน้ำจัณฑ์ให้สบายอกสบายใจนั้น เป็นการเปรียบเทียบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติพระราชภารกิจใดๆ เวลาเที่ยงเสวยเสร็จก็บรรทมไปจนถึงเวลาบ่ายสามโมง ตกเย็นก็เสวยน้ำจัณฑ์อย่างสบายอกสบายใจ ต่างกับจำเลยซึ่งเป็นลูกชาวนาต้องทำงานหนัก มีแต่ความยากลำบากเพราะเลือกเกิดไม่ได้ ซึ่งข้อความที่จำเลยกล่าวมานั้นไม่เป็นความจริง เพราะข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั้งประเทศ ทั้งสามพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจและทรงประกอบพระราช กรณ๊ยกิจมากมายนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญมั่นคงของ ประเทศชาติโดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยากแม้แต่จำเลยเองก็เบิกความรับ ว่า จำเลยเข้าใจอย่างซาบซึ้งว่าทุกพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ยากที่บุคคลธรรมดาจะปฏิบัติได้ พยานจำเลยที่นำสืบไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง แม้การกระทำของจำเลยจะไม่บังเกิดผลเพราะไม่มีใครเชื่อถือคำกล่าวของจำเลย จำเลยก็หาพ้นความรับผิดไม่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

ที่จำเลยกล่าวในฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นทั้งสามพระองค์ แต่เป็นการสมมุติอุปมาอุปมัยเพื่อกล่าวแก้ให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งถูกฝ่าย ตรงกันข้ามโจมตีในการหาดสียงว่าเป็นลูกเศรษฐีและไม่ได้เกิดที่จงหวัด บุรีรัมย์ จำเลยกล่าวเพื่อให้ประชาชนเห็นว่าคนเราเลือกที่เกิดไม่ได้ และที่จำเลยกล่าวว่าถ้าเลือกเกิดได้จะเลือกเกิดเป็นพระองค์เจ้าวีระ ก็หมายถึงตัวจำเลยเอง เมื่ออ่านคำกล่าวปราศรัยของจำเลยตลอดทุกข้อความจะไม่เป็นการหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยจะมีเจตนาหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นหรือไม่ มิใช่ถือตามความเข้าใจของจำเลย ซึ่งเป็นผู้กล่าวเอง การที่จำเลยจะช่วยกล่าวแก้ให้นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งถูกฝ่าย ตรงกันข้ามโจมตีนั้นย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่จะกล่าวได้ แต่ไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใดที่จำเลยจะต้องยกเอาสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็น ที่เคารพสักการะของประชาชนมากล่าวเปรียบเทียบในทางที่เสื่อมเสีย ที่จำเลยกล่าวว่าถ้าจำเลยเลือกเกิดได้จะเลือกเกิดเป็นพระองค์เจ้าวีระหมาย ถึงตัวจำเลยเองนั้น ถ้าเกิดเป็นตัวจำเลยเองเหตุใดจึงไม่เป็นนายวีระซึ่งเป็นสามัญชน และเหตุใดจึงจะไปเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวัง ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นศาลฎีกาได้พิจารณาทั้งหมดแล้ว มิได้พิจารณาเพียงตอนใดตอนหนึ่ง การที่จำเลยกล่าวข้อความไปอย่างไร แล้วกลับมาแก้ว่าไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมยากที่จะรับฟัง

ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยล้วนเป็นแต่ข้อปลีกย่อยซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลง ผลแห่งคดีได้จึงไม่เป็นสาระแห่งคดีอันควรได้รับคำวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยนั้นต้องด้วยความเห็น ของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วหลายสมัยและเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลาย กระทรวง ได้ประกอบคุณงามความดีต่อประเทศชาติ จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดหาทุนสร้างสวนหลวง ร.9 และจัดหาทุนโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย นับว่าเป็นผู้มีคุณความดีมาแต่ก่อน นอกจากนี้หลังเกิดเหตุแล้ว จำเลยยังได้ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของรัฐสภา และได้มีหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการ เป็นการรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ มีเหตุสมควรปราณีลดโทษให้จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

นายวีระชัย สูตรสุวรรณ
นายสุพจน์ นาถะพินธุ
นายวิศิษฐ์ ลิมานนท์
นายศักดิ์ สนองชาติ

 
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #9 เมื่อ: 28-03-2007, 23:36 »

*  ง่า ...  ไม  มันยาวนักอ่ะ  ( อ่านแค่คร่าวๆ เอง )

    มีคำตอบตอบสั้น ๆ ว่า ..

    คุก  ไม่ได้มีไว้ .............    ขังหมา  ใช่มั๊ย ???

    ปล. ขออ่านละเอียดอีกทีเนาะ  พี่แอน ....  ยาวจัด  !!!


 
บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
นทร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,441



เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 28-03-2007, 23:52 »

ถ้าเอาจากกรณี วีระ โดนคดีหมิ่นฯ มาเป็นเกณฑ์อย่างเข้มงวดในตอนนี้

ผมว่าคงต้องปิดเวปหลายแห่ง และหลายคนอาจโดนคุก  Idea
บันทึกการเข้า

"ประชาชน อย่าทิ้งประเทศชาติ"
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 28-03-2007, 23:53 »


ต้องระมัดระวังให้มากครับ  
บันทึกการเข้า

Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #12 เมื่อ: 28-03-2007, 23:55 »

เพิ่งรู้ว่าจริงๆ ไข่แม้วดำ พูดไว้ยังไง

อ่านแล้วบอกได้คำดียวว่า สมควรติดคุก จริงๆ

สมน้ำหน้า
บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
nick
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 82


« ตอบ #13 เมื่อ: 29-03-2007, 00:33 »

พระองค์เจ้าไข่แม้วดำ ตายเพราะปากพล่อย "เสวย บรรทม เสวย บรรทม"
คนที่ฟ้องก็ไม่ใช่ใครไหน ชัยพ่อห้อยร้อยยี่สิบนั่นเอง
  ติดคุกเป็นเดือน จนมีสังข์ทอง เป็นสมุนรับใช้ แต่ที่จะติดใหม่คราวนี้ มีเณรแอเข้าไปรออยู่ก่อนแล้ว
ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นศิษย์เป็นอาจารย์ละว่ะงานนี้

รอดคุกมาได้เพราะป๋าเปรมฯแท้ๆ แม่งยังไมรู้่สำนึกบุญคุณ ตอนนี้ีมาออกข่าวทำนอง
ว่า มีมันกับป๋าเปรมแค่สองคนเท่านั้นที่รู้กัน.....ไอ้เวรเอ้ย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-03-2007, 00:38 โดย nick » บันทึกการเข้า
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 29-03-2007, 07:55 »

ขอบตุณค่ะ คุณแอน   
มีชื่อ สส. หมักเป็นพยานทีีให้ความเห็นเหมือนพยานโจทย์ด้วยแฮะ

ปล. เอกสารของศาล ถ้าเขาจัดเป็นย่อหน้า 
มีวรรคตอนจั๊กน่อย คงอ่านสบายกว่านี้เนอะ


บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #15 เมื่อ: 29-03-2007, 09:01 »

แม้กระทั่งต่อหน้าและลับหลัง การกระทำแบบไข่แม้วดำ ก็สมควรไปติดคุก

จะเปรียบเทียบ ก็เปรียบเทียบไป จ้าบจวง หาบิดาอะไร

เปรียบเทียบกับอย่างอื่น เยอะแยะ ไม่เปรียบ

ควรจะขอพระราชทานอภัยโทษ หรือ ขอโทษประชาชนที่พูดแบบนี้

ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะแก้ตัว สันดานมาก
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« ตอบ #16 เมื่อ: 29-03-2007, 10:45 »

ฏีกาที่คุณแอ่นแอ๊นคัดมา ถ้ามีใครเอาไปลงในราชดำเนินผมว่า..แผ่นดินไหวอย่างแน่นอน

ลุงแคนสนไหมล่ะ
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #17 เมื่อ: 29-03-2007, 11:24 »

ฏีกาที่คุณแอ่นแอ๊นคัดมา ถ้ามีใครเอาไปลงในราชดำเนินผมว่า..แผ่นดินไหวอย่างแน่นอน

ลุงแคนสนไหมล่ะ

เอาไปโพสต์ที่ราชดำเนิน ก็คงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกครับ ........เพราะโดนลบกระทู้ก่อน แหง ๆ ........เรื่องแบบนี้คนแถวนั้นเค้ารับไม่ได้หรอกครับ
บันทึกการเข้า
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 29-03-2007, 11:43 »

ฏีกาที่คุณแอ่นแอ๊นคัดมา ถ้ามีใครเอาไปลงในราชดำเนินผมว่า..แผ่นดินไหวอย่างแน่นอน

ลุงแคนสนไหมล่ะ

อาจจะเจออีกแบบค่ะ คือ จะโดนหาว่า คลั่งศักดินา 

แต่ท่านสมัครที่คนในห้องนั้นยกย่องเชิดชู ก็เคยอ้างว่าตัวเองเป็นพวก คลั่งศักดินาเหมือนกัน 

(ปัจจุบันอาจจะเปลียนเป็นคลั่งศักดินาที่อยู่บนกระดาษสีเทาๆ แทนแล้วมัง  )
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
Suraphan07
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #19 เมื่อ: 29-03-2007, 12:32 »

ฏีกาที่คุณแอ่นแอ๊นคัดมา ถ้ามีใครเอาไปลงในราชดำเนินผมว่า..แผ่นดินไหวอย่างแน่นอน

ลุงแคนสนไหมล่ะ

แห่ะ แห่ะ...
อมยิ้มลุงแคน ถูกยึดไปหลายวันแล้ว...

ก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อน เอาลิงค์ไปแป่ะไว้...
ถูกตามลบ สองครั้งสองครา พอครั้งที่สาม หายทั้งกระทู้ทั้งอมยิ้ม.. .
บันทึกการเข้า
Suraphan07
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #20 เมื่อ: 29-03-2007, 12:37 »

ตอนนี้เริ่มมีกระทู้ ชวนลงชื่อถวายฏีกาฯ ปลด พลเอก เปรม...

อีกไม่ช้าคงมีชวน ร่วมลงชื่อ ปลด.... อือ ม...คิดแล้วน่าสังเวชใจ
กับคนที่ไม่รู้ อิโหน่ อิเหน่ ที่ตกไปเป็นเครื่องมือ...
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #21 เมื่อ: 29-03-2007, 13:31 »

ฏีกาที่คุณแอ่นแอ๊นคัดมา ถ้ามีใครเอาไปลงในราชดำเนินผมว่า..แผ่นดินไหวอย่างแน่นอน

ลุงแคนสนไหมล่ะ

แห่ะ แห่ะ...
อมยิ้มลุงแคน ถูกยึดไปหลายวันแล้ว...

ก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อน เอาลิงค์ไปแป่ะไว้...
ถูกตามลบ สองครั้งสองครา พอครั้งที่สาม หายทั้งกระทู้ทั้งอมยิ้ม.. .

นั่นไง ......ว่าแล้วมั๊ยล่ะ........ผมก็ไม่รู้ว่า ราชดำเนินมีมาตรฐานอะไร ฎีกา แท้ ๆ ไม่ใช่เรื่องโกหก พกลม หรือ ใส่ความซักหน่อย
บันทึกการเข้า
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 29-03-2007, 14:11 »

ฏีกาที่คุณแอ่นแอ๊นคัดมา ถ้ามีใครเอาไปลงในราชดำเนินผมว่า..แผ่นดินไหวอย่างแน่นอน

ลุงแคนสนไหมล่ะ

แห่ะ แห่ะ...
อมยิ้มลุงแคน ถูกยึดไปหลายวันแล้ว...

ก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อน เอาลิงค์ไปแป่ะไว้...
ถูกตามลบ สองครั้งสองครา พอครั้งที่สาม หายทั้งกระทู้ทั้งอมยิ้ม.. .

นั่นไง ......ว่าแล้วมั๊ยล่ะ........ผมก็ไม่รู้ว่า ราชดำเนินมีมาตรฐานอะไร ฎีกา แท้ ๆ ไม่ใช่เรื่องโกหก พกลม หรือ ใส่ความซักหน่อย

เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริงไงครับ กระทู้คุณถึงได้โดนอุ้มหายไป รวมทั้งอมยิ้มของคุณด้วย 

ลืมแล้วเหรอครับ ว่าที่นั่นเข้าชอบเต้าข่าว กับ ข่าวมั่ว 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 29-03-2007, 14:24 »

ครับ ยังจำได้ดีเลยทีเดียว

ได้ดิบได้ดีเป็นถึงรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในสมัยป๋า

คดีหมิ่น ฯ ป๋าก็ช่วยไปกราบขอพระราชทานอภัยโทษให้

วันนี้มาด่าป๋า ป๋าก็ไม่ตอบโต้อะไร คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้หรอกครับ

มีแต่ไฟอคติ ไฟแห่งความโลภความหลงเท่านั้นที่เผาไอ้ไข่แม้วดำอยู่

คนไทยเกลียดที่สุดก็คือคนอกตัญญู เนรคุณ คนแบบนี้หมดอนาคตทางการเมืองแล้วครับ หยิบจับอะไรไม่ขึ้นแน่นอน

บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #24 เมื่อ: 29-03-2007, 15:10 »

นายวีระก็กตัญญู นะ .. กตัญญูต่อนายใหม่ แม้ว   
บันทึกการเข้า
ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 30-03-2007, 09:08 »

ชื่อเต็มน่าจะชื่อว่าวีระyum
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
MueKZerO
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 111



เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 30-03-2007, 11:10 »

   แรกๆมาก็ชอบบอดนี้นะเพราะมีแต่คนมีแต่ความคิดแนวๆเดียวกับเรา
แต่พออ่านไปนานๆแล้ว ไม่เหมือนที่ผ่านๆมาที่เคยอยู่แต่บอดที่มีคนรักเหลียม
เยอะๆ มัน มันดีพิลึก
บันทึกการเข้า

ขอไว้อาลัยแด่น้องโบ อังคณา...
จุดหมายปลายทางนั่นอยู่ที่ไหน จุดหมายปลายทางนั่นเพื่ออะไร?
หน้า: [1]
    กระโดดไป: