ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-10-2019, 00:50
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ว่าด้วยเรื่องข่าวเศรษฐกิจดีมั้ยครับ? 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2
ว่าด้วยเรื่องข่าวเศรษฐกิจดีมั้ยครับ?  (อ่าน 5438 ครั้ง)
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« เมื่อ: 28-03-2007, 15:15 »

ตั้งไว้เผื่อมีใครอยากถกครับ...

ผมนึกถึง ความคิดในแง่บวก ที่รัฐบาลที่แล้ว พร่ำพูดมา6ปี

แต่ไม่เข้าหัวพวกทีศรัทธากันมาก่อนเลย คุณสมคิด (จา) คงไม่น้อยใจนะครับ..

รัฐบาลรักษาการเพิ่งทำงานมา6เดือนเอง ใช้รัฐมนตรีคลังไป2ท่านแล้ว
                                                                                           

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-03-2007, 19:25 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

แอบอ่าน ซุ่มเงียบ
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 249


stand, fight, live or die for what?


« ตอบ #1 เมื่อ: 28-03-2007, 15:53 »

อืมมมม ผมไม่มีความรู้พอที่จะถกเรื่องนี้เสียด้วย

แต่ยืนยันได้ในฐานะพนักงานขายที่ต้องพบปะกับลูกค้าเป็นประจำว่า มันท่าจะแย่จริงๆ

ส่วนใหญ่มาจากความไม่มั่นใจในฝีมือของรัฐบาลว่าจะเอาอยู่ (เรื่อง คลื่นใต้น้ำเนี่ยแหละ )

คือเรื่องเศรษฐกิจน่ะ เขาไม่เชื่อมือมาตั้งแต่ต้นแล้ว ทั้งเรื่องน้ำมัน เรื่องเก็งกำไรค่าเงิน

พอมาเจอเรื่องการเมืองเข้าไปอีก เลยยิ่งไปกันใหญ่   

ตอนนี้ทุกคนมุ่งความหวังไปที่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

สภาพตลาดตอนนี้ หงอยเหงาน่าดู   ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ผมว่า วิกฤต แน่ๆ   
บันทึกการเข้า

IF YOU DON'T STAND FOR SOMETHING, YOU MIGHT FALL FOR ANYTHING.
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 28-03-2007, 15:54 »

แจงสี่เบี้ยธปท.ยึดมั่น“ลอยตัว”อัตราคงที่เสี่ยง วิกฤติถามหา [28 มี.ค. 50 - 03:54]  http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=41632
 
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ ธปท.ยังใช้นโยบายดูแลอัตราแลกเปลี่ยนด้วยระบบอัตราแลกเปลี่ยนยังเป็นแบบลอยตัว โดยมีการจัดการ (Managed Float) โดยขณะนี้ยังไม่มีแนวทางที่จะเปลี่ยนไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed exchange rate) หรือมีการกำหนดกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท (Band) ในแต่ละวันแต่อย่างใด 

ด้านนางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทย เพราะการผูกติดค่าเงินไว้กับสกุลใดสกุลหนึ่ง ส่งผลให้ต้องผูกติดอัตราดอกเบี้ยไว้ด้วย ไม่สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยไปตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศ และหากกลับไปใช้แบบคงที่เท่ากับการประกันราคาสินค้า ณ จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องหมิ่นเหม่ที่จะเกิดวิกฤติมาก 

ยกตัวอย่างเช่น การผูกติดค่าเงินไว้กับดอลลาร์ภายใต้คณะกรรมการดูแลค่าเงิน (Currency Board) ของฮ่องกง ดอกเบี้ยของฮ่องกงก็ต้องตามสหรัฐฯเสมอด้วย ซึ่งจะใช้ได้ดีต่อเมื่อวัฏจักรเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่หากสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ย ฮ่องกงต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องทำอย่างอื่น เช่น ลดเงินเดือน ลดราคาสินค้า ลดภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทนการลดดอกเบี้ย

“ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนออกมาแสดงความเห็นถึงการ กลับไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ทำให้เกิดข่าวลือในตลาด ธนาคารพาณิชย์เริ่มไม่มั่นใจ ทำให้ต้องเรียกประชุมเพื่อชี้แจงเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา รวมทั้งชี้แจงหนังสือที่ ธปท.ที่ขอให้ธนาคารพาณิชย์ปรับการดำรงฐานะการถือครองเงินตราต่างประเทศ (Position) ให้เท่ากับสิ้นปีที่ผ่านมา และเตือนไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เทขายดอลลาร์ซ้ำเติมสถานการณ์ในช่วงที่ผู้ส่งออกเทขายเงินดอลลาร์ หลังจากที่ ธปท.พบว่ามีบางธนาคารที่เข้ามาหาประโยชน์จากการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน”

รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ธปท.มีเกณฑ์ให้ซื้อขายเงินดอลลาร์ระยะสั้น หรือล่วงหน้าได้ เช่น เมื่อเห็นว่าดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า แต่ที่ผ่านมาเห็นเงินบาทมีแนวโน้มแข็งจากการเทขายของผู้ส่งออก ธนาคารก็ผสมโรงไปด้วย ธปท.จึงให้ปรับฐานะกลับคืน โดยธนาคารพาณิชย์ ช่วยดูแลกันเอง เพราะการทำธุรกิจก็ทางหนึ่ง แต่จะต้องดูแลประเทศชาติด้วย โดยจากนี้ ธปท.ขอให้แจ้งข้อมูลการดำรง (Position) เป็นรายวัน และหากเห็นว่าช่วงใดมีการถือครองบาทหรือดอลลาร์มากกว่าปกติอาจจะโทร.ไปสอบถาม.
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 28-03-2007, 15:57 »


สยามเชื่อมั่นทำเลทองลุยลงทุนต่อเนื่อง ชื่นมื่นถลุง เงินนักช็อปต่างชาติ [28 มี.ค. 50 - 03:53] http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=41631
 
นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ เปิดเผยว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่อง และอัตราเติบโตของประเทศจะไม่ถึง 4-5% อย่างที่รัฐบาลคาดหวังไว้ แต่บริษัทก็พร้อมที่จะขยายการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของศูนย์การค้า โรงแรม และอาคารสำนักงาน เพราะมองวิกฤติเป็นโอกาส และโครงการใหม่ๆจะใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี เมื่อถึงตอนนั้นเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นแล้ว 

“ในภาวะเช่นนี้ ใครลงมือก่อนก็มีสิทธิ์ก่อน การแก้วิกฤติศูนย์การค้าด้วยการลดค่าเช่าพื้นที่ลง ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ถึงลดค่าเช่าให้ 50% แต่ยอดขายไม่มี ร้านค้าเช่าก็อยู่ไม่ได้ ปัจจัยหลักจึงไม่ได้อยู่ที่ค่าเช่า แต่อยู่ที่ศักยภาพของศูนย์การค้ามากกว่า ว่าจะสามารถดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งในส่วนบริษัท จำนวนลูกค้าไม่ได้ลดลง โดยสยามเซ็นเตอร์ ต่อวันมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการสูงถึง 100,000 คน สยามดิสคัฟเวอรี่วันละ 70,000 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 30-35% และนักท่องเที่ยวต่างชาติมียอดการใช้จ่ายต่อคนต่อครั้งประมาณ 4,000 บาท ซึ่งไม่ได้ลดลงด้วย”

สำหรับแผนปีนี้ บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท   ทำกิจกรรมการตลาด   กระตุ้นลูกค้าเข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าทั้ง 2 แห่งต่อเนื่อง ทำให้เชื่อว่าผลประกอบการในปีนี้จะทำได้เท่ากับปีที่ผ่านมา

ด้านนายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย  เผยว่า  ในปีนี้ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัวลงตั้งแต่ต้นปี 

“ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ธุรกิจของใช้ฟุ่มเฟือย เช่น เสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องประดับและเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งค้าปลีก ซึ่งยอดใช้บริการลดลงถึง 80% ในช่วงเหตุการณ์ลอบวางระเบิด แต่ ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้น ยอดลูกค้าลดลงอยู่ที่ประมาณ 20%” 

ในส่วนของธุรกิจห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ก็ได้ รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ในขณะร้านค้ารายย่อยตามชุมชนเริ่มมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น เพราะผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าใกล้บ้านมากขึ้น ขณะที่พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยก็เปลี่ยนไปเป็นการซื้อหาสินค้าที่จำเป็นต่อการใช้ในชีวิตประจำวันแทนการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ส่งผลให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องหันมาทำโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค 

“ในส่วนของผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับแผนการดำเนินงานทุกไตรมาส เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา แม้ครึ่งปีหลังทุกอย่างน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็คาดว่าภาพรวมของธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคปีนี้จะเติบโตไม่ถึง 5% จากปีที่ผ่านมาที่เติบโตอยู่ที่ประมาณ 5%. 


 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 28-03-2007, 16:02 »

หมดท่า!ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โฆสิต-ณรงค์ชัย ชี้ สร้างแรงจูงใจไปก็ไร้ค่า [28 มี.ค. 50 - 03:51]  http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=41630
 
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าววานนี้ (27 มี.ค.) ว่า ผู้บริหารกองทุนทั้งในและต่างประเทศกำลังปรับแผนการลงทุนในประเทศไทย เพื่อเข้าไปลงทุนในประเทศอื่นแทน หลังจากที่พบว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่น่าลงทุน 

โดยเฉพาะสถานการณ์การเมือง และมาตรการควบคุมเงินทุน ซึ่งก็คือมาตรการป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั่นเองที่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น ขณะที่ฝ่ายไทยเองไม่ได้เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น เพราะมัวแต่เล่นบท “ทอมแอนด์เจอรี่” แมวไล่จับหนู ด้วยการไล่จับคนผิดในอดีต จึงทำให้นักลงทุนย้ายฐานการลงทุนไปในประเทศที่มีปัจจัยเสี่ยงน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทั้งการเงิน และการคลังเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็คงไม่เป็นผล ส่วนที่คาดว่า ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% ในวันที่ 11 เม.ย.นี้ แล้วมีผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามนั้น ถ้าคนยังไม่มั่นใจ ก็ไม่มีการใช้จ่าย หรือลงทุน ขณะที่การใช้มาตรการการคลังด้วยการเร่งรัดการเบิกจ่าย จะไม่เป็นผล เพราะข้าราชการต่างกลัวถูกฟ้องร้องจึงต้องเข้มงวดกับเอกสารการเบิกจ่ายที่ต้องถูกต้องครบถ้วน บางคนอาจใส่เกียร์ว่างไปเลย จึงทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเกิดความล่าช้า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ในระดับ 3-4% ก็ถือว่าดีแล้ว 

“ไม่มีอัศวินม้าขาวที่ไหนเข้ามาช่วยเหลือได้ แม้แต่ข้าราชการที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม กฎหมาย ยิ่งต้องทำตามมติ ครม. แต่ปัจจุบันกลับบอกว่า มติ ครม.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีใครอยากทำงาน กระนั้น ทุกคนก็ต้องยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นว่านี่เป็นช่วงของการจัดบ้านเพื่อทำให้วันข้างหน้าดีพร้อมทุกด้าน”

สำหรับปัญหาค่าเงินบาทแม้จะทำให้ผู้ส่งออกเดือดร้อน แต่ก็ปรับตัวได้ เพราะได้ทำประกันความเสี่ยงไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่าการส่งออกปีนี้คงขยายตัวลดลงแน่นอน โดยขยายตัวไม่ถึงเลขสองหลักเหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่า ค่าเงินบาทที่ เหมาะสมควรอยู่ในระดับใดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบัน เพราะต้องขึ้นอยู่กับตลาดเป็นหลัก หาก ธปท.ทลายกำแพงกั้นระหว่างตลาดต่างประเทศ และในประเทศได้ ก็เชื่อว่าจะทำให้ส่วนต่างค่าเงินบาท แคบลง และเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น “ช่วงที่ ธปท.ลดดอกเบี้ยน่าจะเป็นจังหวะดีที่จะผ่อนคลายมาตรการควบคุมเงินทุน ซึ่งถ้ายกเลิกจะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 34 บาท จากนั้นน่าจะปรับตัวตามกลไก” 

วันเดียวกัน ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกรัฐบาล แถลงว่า ครม.มีมติอนุมัติมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน โดยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบ ประมาณภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจให้ได้ 85% ของวงเงินรายจ่ายทั้งสิ้น 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐวิสาหกิจ ให้เร่งรัดเบิกจ่ายให้ได้ 90% รวมทั้งเร่งรัดให้มีการเปิดประมูลโครงการของรัฐก่อนวันที่ 30 มิ.ย.ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกฯ และ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กล่าวในรายการ “จับเงินชนทอง” ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี โดยยอมรับว่า สาเหตุที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศผ่านงบประมาณ และการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ เพราะเห็นว่า 2 ส่วนนี้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ขณะที่ภาคการส่งออกยังมีการขยายตัวได้ดี โดยจะเห็นได้จากตัวเลขเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มียอดเกินดุล 880 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 30,800 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์) แต่ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง และ ธปท.จะร่วมกันแก้ไขปัญหาเอง 

“ถ้าอัตราดอกเบี้ยมีการปรับลดลงตามที่คาดไว้ รวมถึงมาตรการต่างๆที่เริ่มดำเนินการในขณะนี้ ประสบผลสำเร็จ ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ ไตรมาส 3 มีการเติบโตตามเป้าหมาย และคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจทั้งปีเติบโตมากกว่าร้อยละ 4 อยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควรก่อนจะส่งมอบต่อให้รัฐบาลใหม่”

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้เน้นการสร้างแรงจูงใจการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ เนื่องจากมองว่า ไม่ว่าจะชี้แจงอย่างไร นักลงทุนต่างประเทศก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี เพราะทั่วโลกต่างทราบดีว่าบรรยากาศการเมืองไทยขณะนี้เป็นการเมืองที่ไม่ปกติ สิ่งที่ทำได้ คือ พยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ และจากนั้นก็จะส่งต่อให้รัฐบาลเลือกตั้งรับช่วงต่อไปโดยงานแรกของรัฐบาลหน้าคือ สร้างความเชื่อมั่น และดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศกันเอง 

ครม.ยังอนุมัติให้จัดสรรงบอยู่ดีมีสุขเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท จากที่ให้ไปก่อนหน้าเท่าๆกัน และเมื่อรวมงบโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอีก 5,000 ล้านบาท ทำให้มีงบกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากรวม 15,000 ล้านบาท.

 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 28-03-2007, 16:05 »

ทีดีอาร์ไอสับเละพ.ร.บ.คนต่างด้าว [28 มี.ค. 50 - 03:57] http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=41635
 
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการเสวนาเรื่อง “40 ปี พัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย” ที่จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ความท้าทายในอนาคตของภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 3 เงื่อนไข ที่จะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคือ 1. ไทยต้องเร่งเพิ่มการพัฒนาเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิตในการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบให้เสร็จเร็วที่สุด และต้องเลิกการโหมใส่เงินทุนเพื่อการลงทุนเข้าไปในภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา

“ไทยยังต้องพัฒนาระบบโลเจสติกส์เพื่อลดต้นทุนการผลิตลงให้ได้ เลิกมุ่งหวังว่าแรงงานราคาถูกที่เคยเป็นจุดขายจะมาเป็นพระเอกช่วยประเทศเหมือนในอดีต แต่ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และยังต้องมองหาตลาดส่งออกใหม่ๆ มาทดแทนตลาดเดิมที่มีอยู่”

สำหรับประเด็นที่ 2 คือ การเปิดเสรีภาคบริการภายใต้บรรยากาศของ“ลัทธิชาตินิยมใหม่” ซึ่งยอมรับว่าการเปิดเสรีให้ธุรกิจบริการ เป็นสิ่งที่ไทยต้องเปิดรับการลงทุน แต่การที่จะออก พ.ร.บ.ประกอบกิจการของคนต่างด้าว อาจสวนทางกับความเป็นจริง เพราะจะเป็นการปิดกั้นการลงทุนภาครัฐมองเพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองภายใต้นโยบายการสงวนอาชีพบางรายการให้กับคนไทย ไม่เปิดให้คนต่างด้าวมาลงทุน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิด และ 3. การพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายไม่ทำลายสภาพแวดล้อมของสังคมไทย ซึ่งกรณีของมลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จะเป็นจุดบ่งชี้ว่าอนาคตการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยจะไปในทิศทางใด ซึ่งต้องรอข้อสรุปจากภาครัฐ.
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 28-03-2007, 16:07 »

เปิดเว็บไซต์แนะวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ คำตอบสุด ท้ายลดภาษี [27 มี.ค. 50 - 04:36] http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=41521
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่บทความของ นายอัศวิน อาฮูยา เศรษฐกรอาวุโส สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องการดำเนินนโยบายการเงิน และการคลัง ในปี 2550 ว่า การปรับลดลงของอัตราเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มลดลงในช่วงต่อไป ได้ส่งผลให้เกิดแรงดันต่อ ธปท.ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะใกล้นี้ โดยต้องการให้ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1%
แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยด้วยอัตราที่รุนแรงเช่นนั้น ไม่สามารถปฏิบัติ ได้จริงอย่างสมเหตุสมผล เพราะถ้าทำอย่างนั้น เท่ากับมองว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพที่เลวร้าย นอกจากนั้น เวลาของการส่งผ่านนโยบายการเงินให้เกิดผลทางปฏิบัติจริงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ต้องใช้เวลานาน และไม่ชัดเจน ซึ่งอาจจะทำให้การลดดอกเบี้ยไม่ได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น

“ในภาวะที่คับขัน สิ่งที่มีอำนาจและระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะเป็นเครื่องมืออันดับแรกในการกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยคือ นโยบายการคลัง และการกำหนดการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ของรัฐบาล เพราะจะเป็นตัวเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเป็นส่วนในการเรียกร้องการลงทุนที่จะมาจากภาคเอกชน ดังนั้น นโยบายการคลังควรจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้มากขึ้น และความชัดเจนของนโยบายการคลัง การใช้จ่าย และการลงทุนของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยรัฐบาลจะต้องเพิ่มแรงจูงใจที่ดีมากขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน”

ทั้งนี้ ภายใต้ระบบงบประมาณที่มีความยืดหยุ่น และยังมีสัดส่วนในการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มได้โดย ไม่กระทบต่อเสถียรภาพ ขณะที่ใน 4 เดือนแรกของปีงบ 50 รัฐบาลใช้จ่ายน้อยกว่าระยะเดียวกันของปีก่อน และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ซึ่งทำให้ ศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลง นอกจากนั้นในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา การใช้จ่ายภาครัฐยังต่ำกว่าประมาณการอีก การลดภาษีลงจึงเป็นหนทางที่ควรดำเนินการ ทั้งปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในกระบวนการนี้ และน่าจะเป็นคำตอบของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ซึ่งจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจไทย จึงยังไม่สายที่กระทรวงการคลังจะคิดอย่างจริงจังอีกครั้ง ถึงการใช้นโยบายการเงิน และการคลัง ประสานงานกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลังเป็นตัวนำ นโยบายการเงินเป็นตัวสนับสนุน.
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 28-03-2007, 16:13 »

อืมมมม ผมไม่มีความรู้พอที่จะถกเรื่องนี้เสียด้วย

แต่ยืนยันได้ในฐานะพนักงานขายที่ต้องพบปะกับลูกค้าเป็นประจำว่า มันท่าจะแย่จริงๆ

ส่วนใหญ่มาจากความไม่มั่นใจในฝีมือของรัฐบาลว่าจะเอาอยู่ (เรื่อง คลื่นใต้น้ำเนี่ยแหละ )

คือเรื่องเศรษฐกิจน่ะ เขาไม่เชื่อมือมาตั้งแต่ต้นแล้ว ทั้งเรื่องน้ำมัน เรื่องเก็งกำไรค่าเงิน

พอมาเจอเรื่องการเมืองเข้าไปอีก เลยยิ่งไปกันใหญ่   

ตอนนี้ทุกคนมุ่งความหวังไปที่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

สภาพตลาดตอนนี้ หงอยเหงาน่าดู   ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ผมว่า วิกฤต แน่ๆ   

ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารค้าปลีกรายใหญ่ เมื่อสัปดาห์ก่อน

เห็นพูดถึงเหตุการ์ณตั้งแต่ช่วงวางระเบิดตอนปีใหม่

คุยกับแท็กซี่ก่อนหน้านั้นก็พูดตรงกันครับ  สถานการ์ณเกิดหลังจาก มีข่าวระเบิด

การแก้ปัญหาก็ควรจัดการกับเครือข่ายที่ สร้างข่าวเศรษฐกิจเน่า และวางแผนวางระเบิดขั้นเด็ดขาดครับ

                                                                                                                                   
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 28-03-2007, 16:17 »

โชห่วยขัดใจพ.ร.บ.ค้าปลีกอืด [28 มี.ค. 50 - 03:56] http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=41634
 
ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้กระทรวงพาณิชย์กลับ ไปทบทวนร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง พ.ศ. ...ใน 2 ประเด็นคือ การให้อำนาจของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กกค.) มากเกินไป และข้อกำหนดการใช้อำนาจไม่ชัดเจน โดยมีข้อเสนอจากที่ประชุมว่าควรกระจายอำนาจให้คณะกรรมการในระดับจังหวัดมากขึ้น และคณะกรรมการระดับจังหวัดนั้นควรจะมีตัวแทนของผู้ประกอบการรายย่อยและตัวแทนของชุมชนด้วย 

ประเด็นที่ 2 คือเรื่องการจัดระบบการค้าปลีกและค้าส่ง ควรปรับปรุงให้ผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อยสามารถดำเนินธุรกิจได้ โดยจะต้องคำนึงถึงธุรกิจที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วด้วย อีกทั้งให้ไปทบทวนเรื่องการกำหนดโซนนิ่ง ว่าที่ตั้งของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ควรอยู่ห่างจากแหล่งชุมชนเท่าใด ด้านนายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) รวมถึงนักวิชาการที่เป็นกลาง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขให้สอดคล้องกับมติ ครม.   

ขณะที่นายพันธุ์เทพ สุลีสถิร ประธานสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกต่างชาติ กล่าวว่า ผิดหวังกับรัฐบาลที่เห็นแก่ทุนต่างชาติมากเกินไป จึงไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก ยิ่งร่าง พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ช้าเท่าไหร่ โชห่วยก็จะยิ่งตายมากเท่านั้น ระหว่างนี้จึงควรมีมาตรการเร่งด่วนดูแล เช่น ห้ามห้างค้าปลีกขยายสาขา 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงถึงประเด็นอำนาจของ กกค. ว่าเป็นไปตามหลักปฏิบัติสากลต่างประเทศก็ให้อำนาจดูแลทั้งเรื่องสถานที่ เวลาเปิด-ปิดซึ่งเมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี รับฟังความคิดเห็นจบ ก็สรุปให้กระทรวงพาณิชย์นำร่างไปแก้ไขปรับปรุงใหม่โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ.
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 28-03-2007, 16:48 »



ก็คิดว่าอย่าตื่นระเบิดหรือตื่นข่าว สักพักก็คงดีขึ้น

ต้องระวังคนให้สัมภาษณ์และนสพ.ที่พาดหัวข่าวเกินจริง

พวกอ่านข่าววิทยุสดๆที่ไม่พิจารณาพาดหัวนสพ.ด้วยครับ

พวกนี้บางรายก็ให้สัมภาษณ์ออกตัวกลัวความผิดที่ปกปิดไว้

บางรายก็กลัวหลุดตำแหน่ง

                                             
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 29-03-2007, 07:26 »

ธปท.กู้เงินเพิ่ม 4 แสน ล. [29 มี.ค. 50 - 04:40]       http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=41759
 
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาคำขอของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการวงเงินในการออกพันธบัตรอีก 400,000 ล้านบาท ภายหลังจากที่ ธปท.ได้ออกพันธบัตรไปแล้ว 1.1 ล้านล้านบาท เพื่อดูดซับสภาพคล่องเงินบาทที่ล้นระบบ เพราะ ธปท.ได้ใช้เงินเป็นจำนวนมากในการรับซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯจากการเทขายผู้ส่งออก

สำหรับการออกพันธบัตรของ ธปท.นั้น ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินในการดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบการเงินของประเทศ ในกรณีที่มีเงินดอลลาร์สหรัฐฯจากต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก ธปท. ก็ซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการออกพันธบัตร เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกัน พันธบัตรดังกล่าวก็จะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนพันธบัตรต้นทุนสูง ที่ได้ออกไปแล้วในอดีต ด้วยวิธีการปิดความเสี่ยงเพื่อเก็งกำไร หรือลดการขาดทุน (Unwind swap)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อเสนอในการขอออกพันธบัตรของ ธปท.วงเงินดังกล่าว กระทรวงการคลังได้ส่งเรื่องไปให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณาในรายละเอียดเมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และล่าสุด สศค.ก็ได้อนุมัติตามคำขอของ ธปท. เนื่องจาก ธปท.ตกอยู่ในภาวะเงินบาทขาดมือ จึงต้องการใช้วงเงินดังกล่าวภายในวันที่ 30 มี.ค.นี้ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบไปแล้ว 1.1 ล้านล้านบาท ดังนั้น สศค.จึงเห็นความจำเป็นต้องให้ ธปท.ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ก็ได้เสนอแนะให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อให้เงินบาทมีค่าลดลง.
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 29-03-2007, 07:30 »

คำตอบสุดท้ายลดดอกเบี้ย2% 'ซี.พี.' ชี้ทางรอด ฉุดเศรษฐกิจพ้นวิกฤติค่าบาท [29 มี.ค. 50 - 04:38]  http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=41756
 
นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเป็นห่วงเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจปีนี้ของไทยโดยรวม จะชะลอตัวลงมาก ทั้งเรื่องของการบริโภคของภาคประชาชน และการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลพยายามจะชี้แจงให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้าใจถึงภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนของรัฐบาล เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศไทยยังดีอยู่ แต่หากนักลงทุนยังไม่มั่นใจ นักลงทุนก็มีทางเลือกที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้

“สิ่งที่รัฐบาลต้องเน้นเป็นพิเศษในขณะนี้ คือการเร่งผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์ เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศ เพราะเป็นกลไกสำคัญที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้”

นายอาชว์กล่าวว่า สำหรับการแข็งค่าเงินบาท เป็นปัญหาที่มาจากการขาดดุลของสหรัฐฯ ต่อเนื่องมานับ 10 ปี โดยขาดดุลไปกว่า 3 ล้านล้านบาท ค่าเงินจึงอ่อนตัวลงส่งผลให้ค่าเงินสกุลอื่นแข็งค่าขึ้น แต่ค่าเงินของไทยพิเศษตรงที่แข็งค่ามากกว่าประเทศอื่น หรือแข็งค่าขึ้น 15% รัฐบาลควรจัดการกับค่าเงินบาทให้เร็วที่สุด เพราะทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ

“โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้ต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ขณะนี้อยู่ที่ 5.25% แต่หากประเมินจากการอ่อนค่าของเงินสกุลสหรัฐฯ ดอกเบี้ยที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ 3% ดังนั้นดอกเบี้ยของไทยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้กำหนดควรลดลงอีก 2% เป็นแนวทางเดียวที่จะพยุงค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพเหมือนเดิม”

นายสุเมธ เหล่าโมราพร กรรมการผู้จัดการบริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรโดยตรง แต่ขณะนี้เลยช่วงเวลาที่จะมากล่าวถึงปัญหานี้แล้ว ถึงพูดไปก็ป่วยการ เพราะเป็นเรื่องของนโยบายทางการเงินที่กระทรวงการคลัง และ ธปท. ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องนโยบายการเงินระดับโลก ที่มีผลกระทบไปทั่วภูมิภาค ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดเข้ามาบริหารประเทศ ก็ย่อมได้รับแรงบีบคั้นเช่นกัน สิ่งสำคัญที่ต้องพูดถึงค่าเงินบาทคือ การปรับตัวของภาคเอกชนในการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น, พัฒนาปรับปรุงพันธุ์, ลดการสูญเสีย, ลดต้นทุนในการผลิต

“เรื่องของการส่งออกข้าวไทยในอนาคต เชื่อว่าต่างประเทศที่นำเข้าข้าว เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น รัสเซีย จะนำมาตรการเรื่องการตรวจสารตกค้างมาใช้เพิ่มขึ้น กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับของไทยต้องนำมาใช้กับการผลิตข้าว เมื่อเกิดปัญหาเรื่องสารตกค้างขึ้น จะบอกได้ว่าข้าวที่เป็นปัญหามาจากแหล่งผลิตใด และจะต้องเสริมความรู้ให้เกษตรกร ในการผลิตข้าวที่จะไม่ทำให้เกิดสารตกค้าง”

นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ตกอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ เพราะมีเหตุการณ์สำคัญ 2 ประการ คือ 1.โครงสร้างอุตสาหกรรมไทย อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการใช้แรงงานไร้ฝีมือ มาเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมีฝีมือ และมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้กระบวน การผลิตมากขึ้น และ 2. การปฏิรูปทางการเมืองและการปกครองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงกดดันทางด้านลบกับภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น ส่วนกรณีที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ก็เป็นไปได้

“สิ่งที่เอดีบีประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวไม่ดี และจะเติบโตน้อยกว่าเวียดนามและกัมพูชา ก็เพราะประเทศเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าไทย จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีอัตราการเติบโตปีต่อปีที่สูงมากๆ ขณะที่ประเทศไทย ช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตเฉลี่ย 6% แต่ก็มีบางปีที่ฟองสบู่แตกทำให้ขยายตัวน้อยกว่า 6% ส่วนกรณีที่ ธปท.ระบุว่าการลดภาษีจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าการลดดอกเบี้ย ขณะนี้รัฐบาลมีมาตรการที่ดีหลายมาตรการ แต่กำลังพิจารณาว่าจะใช้มาตรการใด”

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 11 เม.ย. ทางการควรมีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยให้ชัดเจน โดยปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% เพื่อช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวได้ดี สำหรับการขยายสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ และเอสเอ็มอีของธนาคารไตรมาสแรกว่า มีการเติบโต 2% คิดเป็นวงเงิน 4,500 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว

“การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ลูกค้าที่ทำธุรกิจส่งออกได้รับผลกระทบ แต่ยังไม่ได้มีการส่งสัญญาณถึงการชำระหนี้กับธนาคาร ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจส่งออกและนำเข้า ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศมีสัดส่วน 40% ของลูกค้าทั้งหมด”.
 
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 29-03-2007, 07:33 »



น้ำมันขยับพุ่งขานรับซ้อมรบอ่าวเปอร์เซีย รัฐส่ง ซิกพยุงสวนชาวโลก [29 มี.ค. 50 - 04:39]  http://www.thairath.co.th/news.php section=economic&content=41757                                                                   
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. เป็นต้นไป ผู้ค้าน้ำมันทุกราย จะทำการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดอีก 40 สต.ต่อลิตรส่งผลให้เบนซิน 95 ปรับขึ้นจาก 27.59 บาทต่อลิตรเป็น 27.99 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 จาก 26.79 บาทต่อลิตรเป็น 27.19 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 จาก 25.09 บาทต่อลิตรเป็น 25.49 บาทต่อลิตร และดีเซลจาก 23.74 บาทต่อลิตรเป็น 24.14 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ ราคาขายปลีกเบนซิน 95 ดังกล่าวเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือน ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาดีเซลสูงสุดในรอบ 4 เดือนเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้รายงานค่าการตลาดน้ำมัน ณ วันที่ 28 มี.ค.พบว่า เบนซิน 95 ค่าการตลาดอยู่ที่ 50 สต.ต่อลิตร ดีเซลอยู่ที่ 84 สต.ต่อลิตร และค่าการตลาดเฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 1 บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันระบุว่าแม้จะมีการปรับราคาขายปลีกครั้งนี้แล้ว ค่าการตลาดเฉลี่ยก็ยังอยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร เพราะราคาน้ำมันตลาดโลกเริ่มปรับขึ้นต่อเนื่อง เพราะมีข่าวการซ้อมรบเครื่องบินของสหรัฐฯในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ในปลายสัปดาห์นี้อาจต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกอีก รอบหนึ่ง 40 สต.ต่อลิตร หากราคาน้ำมันโลกกลางสัปดาห์นี้ยังคงดีดตัวขึ้นต่อเนื่อง

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า หากเกิดวิกฤติราคาน้ำมันขึ้นจริงจากกรณีสหรัฐฯและอิหร่าน กระทรวงพลังงานมีแผนพร้อมที่จะรับมืออยู่แล้ว โดยไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก เพราะขณะนี้แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่เท่ากับเหตุการณ์ในปี 2549 ทั้งนี้ หากเหตุการณ์ราคาน้ำมันถึงจุดวิกฤติจริงๆ กระทรวงพลังงานมีแผนรับมือไว้แล้ว ด้วยการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปตรึงราคาขายปลีกเหมือนในอดีตอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ต้องจับตาดูสถานการณ์ไปพลางๆก่อนว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าวเมื่อใด

“คงไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะทะยานไปถึงระดับใด แต่ส่วนตัวแล้วไม่ได้ห่วงปัญหาอิหร่านในขณะนี้ เพราะสาเหตุที่ทำให้น้ำมันตลาดโลกดีดตัวขึ้น เพราะปัญหาความวุ่นวายในไนจีเรียทำให้น้ำมันหายไปจากตลาดถึง 600,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ราคาดีเซลขายปลีกในไทยก็ยังถือว่าเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก”

สำหรับการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล ที่จะทดแทนน้ำมัน ดีเซลให้มากขึ้น ยืนยันว่าในสัปดาห์นี้ บริษัทน้ำมันทุกราย คงจะมีความชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใดแน่ เพราะภาครัฐคงไม่สามารถบังคับเอกชนได้ หลังจากนั้นจะนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานหรือ กบง. วันที่ 2 เม.ย. เพื่อประกาศใช้ต่อไป โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว เห็นว่า การผสมไบโอดีเซลบริสุทธิ์ หรือบี 100 ในเนื้อน้ำมันดีเซล 2% ก็จะกลายเป็นบี 2 น่าจะทำให้ตลาดผู้บริโภคให้การยอมรับได้ ขณะที่บี 5 ค่ายรถยนต์อาทิ โตโยต้า ยังไม่รับรองคุณสมบัติของส่วนผสมดังกล่าว.
 
 
บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #13 เมื่อ: 29-03-2007, 22:10 »

ขออนุญาตคุณ Q ร่วมด้วยช่วยโพสต์บทวิพากย์ของ "นงนุช สิงหะเดชะ" หน่อยค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรากำลัง"ฮีสทีเรีย"เรื่องเศรษฐกิจ

โดย นงนุช สิงหเดชะ


ตอนนี้สังคมไทยกลายเป็นสังคม "บะหมี่สำเร็จรูป" ที่ท่องคาถาอันเดียวกัน คือ "ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจต้องลดดอกเบี้ย" หลังจากก่อนหน้านี้บ้าคาถา "ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น"

หลังจากถูกโวยวายเรื่องเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยไปแหย่รังแตนของพวกกองทุนเก็งกำไร (เฮดจ์ฟันด์) ด้วยมาตรการกักเงินลงทุนจากต่างชาติไว้ 30% (จะคืนให้เมื่อเข้ามาลงทุนครบ 1 ปี) เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลและทีมขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะอยู่ในอาการ "เสียศูนย์" และ "ลืมตั้งสติให้มั่น"

ลืมรอให้ฝุ่นหายตลบ ให้เห็นทางชัดเจนเสียก่อนจะ "ก้าวเดิน" ต่อไป เพื่อจะได้มีเวลาวิเคราะห์แยกแยะว่า เสียงโวยวายที่แต่ละฝ่ายแข่งกันตะเบ็งเข้ามาใส่นั้น สมควรจะให้น้ำหนักกับฝ่ายไหนมากกว่า

ภาพเศรษฐกิจโดยรวมในขณะนี้ของไทย ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นเราจะต้องออกอาการ "ฮีสทีเรีย" คือเป็นโรคประสาท คลุ้มคลั่งตีโพยตีพายกันเกินเหตุ ซึ่งยิ่ง "ฮีสทีเรีย" ก็จะยิ่งขาดสติ แก้ปัญหาผิดทิศผิดทางกันไปใหญ่

เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก 4 ด้าน คือ การส่งออก เกษตร อสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยว ยังพอไปได้และบางภาคก็ค่อนข้างดีด้วยซ้ำไป ล่าสุดอัตราการว่างงานก็ต่ำ 1.3% (หมายความว่าคนตกงานน้อยลง มีงานทำมากขึ้น)

ดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้าเกินดุล หนี้ต่างประเทศมีน้อย เงินเฟ้อต่ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ 16 มีนาคม 2550) ล้วนเป็นปัจจัยที่ตรงกันข้ามกับช่วงก่อนวิกฤตปี 2540

ปัจจัยชี้ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่นักเก็งกำไรและนักโจมตีได้กลิ่นไวที่สุดก็คือ 1.ทุนสำรองระหว่างประเทศลดต่ำอย่างมาก 2.เงินเฟ้อสูง 3.ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง 4.หนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูง ปัจจัยเหล่านี้คือชนวนวิกฤตปี 2540

แต่ในตอนนี้พอเกิดปัญหาบาทแข็ง ก็รู้สึกว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนี้ ก็จะกลับไปใช้สูตรเดิมๆ ที่เชื่อว่าเป็นคำแนะนำจากนักเศรษฐศาสตร์ที่จบจากสหรัฐนั่นก็คือ ต้องทำให้ประเทศ "ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" ในระดับ 2-3% ของจีดีพี ซึ่งก็หมายความว่าต้องมีการเร่งนำเข้าซึ่งก็คือต้องมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อน

ดูเหมือนว่าคุณฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีคลังคนใหม่ ก็ไม่ได้คัดค้านไอเดียนี้ ทั้งที่หากจำไม่ผิดในรัฐบาลทักษิณที่มีการประกาศลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็คต์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คุณฉลองภพในช่วงนั้นซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ออกมาแสดงความกังวลว่าจะก่อให้เกิดปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งรัฐบาลคุณทักษิณในช่วงนั้น ได้สัญญาว่าจะควบคุมไม่ให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกิน 2-3% แต่ก็ยังถูกวิจารณ์อยู่ดี

แต่ทำไมเมื่อมาเป็นรัฐบาลเสียเองก็ลืมความกังวลที่เราเคยติติงรัฐบาลที่แล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาล "เมาหมัด" และ "หวั่นไหว" มากเกินไป

อย่าลืมว่าเมื่อไหร่ที่เราเริ่มต้นขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ก็อาจยากที่จะคุมสถานการณ์ เพราะมันมีแนวโน้มจะยิ่งขาดดุลมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนติดยาเสพติด

เช่นเดียวกับข้อเสนอที่ร้องกันระงมให้ "ลดดอกเบี้ยแรงๆ" ทีเดียว 1 บาทนั้น ก็เป็นข้อเรียกร้องที่เกิดจากภาวะ "ฮีสทีเรีย" เช่นกัน

ออกมาตรการกักเงินต่างชาติ 30% ถูกโวยวายว่าเป็น "ยาแรง" ทำให้ต่างชาติตื่นตกใจหนีหาย แต่ตอนนี้กลับจะเรียกร้องให้แบงก์ชาติ "ลดดอกเบี้ยแรงๆ" ซึ่งเป็น "ยาแรง" เหมือนกัน

ขืนลดดอกเบี้ยแรงๆ ก็เท่ากับส่งสัญญาณให้ต่างชาติและบรรยากาศการลงทุนตื่นตระหนกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาอย่างหนัก ทั้งที่เศรษฐกิจมหภาคของเราอยู่ในเกณฑ์ดี (ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทฝรั่งอย่างเจพี มอร์แกน บอกเองว่าเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังดีและเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย)

ดังนั้น แบงก์ชาติควรลดดอกเบี้ยไปตามปกติ (ไม่ควรเกินครั้งละ 0.50%) และยังต้องระวังเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ยังผันผวนในระดับสูงด้วย

เรื่องดอกเบี้ยของไทยที่แบงก์ชาติถูกโจมตีว่าตรึงอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นเหตุให้ต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทนั้น แท้จริงแล้วหากย้อนกลับไปอัตราดอกเบี้ยในแต่ละช่วงสอดคล้องกับจีดีพีและอัตราเงินเฟ้อของไทยในแต่ละช่วง

ที่ผ่านมาธนาคารกลางของชาติต่างๆ เช่น สหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ยมาโดยตลอด 17 ครั้งติดต่อกัน ครั้งละ 0.25% เพิ่งหยุดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 จากนั้นตรึงไว้ที่ระดับเดิมมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันที่ระดับ 5.25% เพราะยังกังวลปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนแบงก์ชาติของไทยหยุดขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่กรกฎาคม 2549 จากนั้นปรับลดมาอยู่ที่ 4.5% ในปัจจุบัน ขณะที่เกาหลีใต้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.5% มาเป็นเวลา 7 เดือนติดต่อกันแล้ว

การลดดอกเบี้ยไม่ใช่สูตรสำเร็จว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะดอกเบี้ยของไทยก็อยู่ในขาลงมาหลายเดือน แต่คนไม่บริโภคเพิ่ม เหตุที่ผู้บริโภคไม่ใช้จ่ายนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่มั่นใจทางการเมือง แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือแต่ละคนก่อหนี้จนเต็มเพดานของตัวเอง เกินกว่าจะชำระไหวแล้ว จึงหยุดก่อหนี้ คือหยุดบริโภค

ให้ลองกลับไปพิจารณาว่า นโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่แล้ว เป็นต้นเหตุให้คนก่อหนี้สินจนล้นพ้นตัว หนี้ครัวเรือนสูง เพราะถูกกระตุ้นให้กู้ยืมใช่หรือไม่

หนี้ครัวเรือนที่สูง เป็นเหตุให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้อยู่ในภาวะเฉื่อยชา ขยายตัวน้อยกว่าชาติอื่นมาจนถึงปัจจุบันนี้ทั้งที่การส่งออกขยายตัวดี

สภาพเศรษฐกิจเมืองไทยที่กระตุ้นการบริโภคไม่ขึ้นก็เพราะเหตุนี้เหมือนกัน ลองพิจารณาให้ถ่องแท้ หากจะกระตุ้นก็ต้องระมัดระวังจะไปเร่งการก่อหนี้ให้สูงขึ้นไปอีก ซึ่งจะกลายเป็นตัวถ่วงเรื้อรังต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ในเทอมที่สองของรัฐบาลทักษิณ (2548) คุณทักษิณรู้ตัวดีว่า "หมดมุข" จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภคแล้ว เพราะประชาชนมีหนี้สินล้นพ้นตัวจากนโยบายประชานิยม จึงได้หันมากระตุ้นด้วยโครงการ "เมกะโปรเจ็คต์" อย่างไรเล่า ลืมกันแล้วหรือ

อีกประการหนึ่งมีการเข้าใจผิดกันในขณะนี้เรื่องที่แบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท มีบางคน สื่อบางค่ายบอกว่าเป็นการทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศหายไป ทั้งที่ความจริงการแทรกแซงในสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทแข็งทำให้เรามีทุนสำรองเพิ่มขึ้น เพราะเราต้องซื้อดอลลาร์เข้าไปเก็บในทุนสำรองแล้วขายเงินบาทออกมา

ผิดกับการแทรกแซงในช่วงค่าเงินอ่อน เช่นช่วงก่อนปี 2540 ที่ทุนสำรองของเราร่อยหรอ เพราะเราต้องขนดอลลาร์ออกมาจากทุนสำรองเพื่อช้อนซื้อเงินบาท

อันที่จริงการแทรกแซงเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยคุณทักษิณแล้ว ที่คุณทักษิณเอามาคุยนักคุยหนาทุกเช้าวันเสาร์นั่นแหละว่ารัฐบาลทำให้ไทยมีทุนสำรองสูงเป็นประวัติการณ์แล้วอ้างว่าเป็นเพราะรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจเก่ง

ทุนสำรองมันสูงส่วนหนึ่งก็เพราะแบงก์ชาติในช่วงรัฐบาลทักษิณไปแทรกแซงให้บาทอ่อน เพื่อช่วยเหลือส่งออกเหมือนกัน เพราะตอนนั้นคุณทักษิณก็หมดปัญญาจะหารายได้ทางอื่นแล้ว

น่าแปลกที่ดอกเตอร์คนหนึ่งสังกัดกระทรวงการคลัง เขียนบทความถล่มแบงก์ชาติอย่างต่อเนื่องเฉพาะในรัฐบาลนี้เรื่องแทรกแซงค่าเงิน แต่ไม่เห็นแสดงความ "อิสระ" ออกมาท้วงติงกรณีรัฐบาลทักษิณซิกแซกใช้เงิน "นอกงบประมาณ" ไปถลุงในโครงการประชานิยมหลายแสนล้านบาท

กระทรวงไหนล่ะในรัฐบาลที่แล้วที่ทำเละเทะ จนเกิดภาวะ "คลังถังแตก" เงินสดขาดมือจนต้องกู้เกือบ 1 แสนล้านบาท ไม่เห็นวิจารณ์ตัวเองบ้างเลย

หน้า 6<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02290350&day=2007/03/29&sectionid=0130
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
eAT
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,066



« ตอบ #14 เมื่อ: 29-03-2007, 22:35 »

ก็ทั้งคณะเล่นบท "เกียร์ว่าง" กันทั้งคณะ จะไห้ใครเขามั่นใจกันล่ะ
ขนาด "มติชน" ที่เกลียด ปชป ยิ่งกว่า ทรท ยังเขียนการ์ตูนล้อ
ชวนว่าช้า เจอชุดนี้ ช้ากว่าอีกล่ะ
บันทึกการเข้า
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #15 เมื่อ: 29-03-2007, 22:38 »

"ฮีสทีเรีย"เรื่องเศรษฐกิจ


คนที่ทำให้เกิดฮีสทีเรียเศษฐกิจตัวจริงน่ะคือรัฐบาลที่แล้ว ที่กระตุ้นเศรษฐกิจ

คือส่งเสริมให้บริโภคใช้จ่ายเกินความเป็นจริงทั้งมหภาคและจุลภาคแบบสโลแกนที่ให้ในจอทีวีไง

"เงินกำลังจะไหลไปกำลังจะไหลมา" แต่ดันไปเข้ากระเป๋านายทุนกลุ่มใหญ่อยู่ไม่กี่กลุ่ม

เพราะทำธุรกิจแบบผูกขาดเบ็ดเสร็จนิยมและกำลังทำให้ประชากรเสพติดจนลืมนึกถึงเรื่องความพอเพียง

ส่งเสริมให้เป็นหนี้ทุกรูปแบบเพื่อหวังว่าพอมีเงินหมุนเวียนและเกิดสภาพคล่องโดนไม่คำนึงถึงว่าฐานรายได้ของประชากร

ส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตรกรรม ต้องปลูกข้าว ยางพารา กี่หมื่นไร่ถึงจะไปแลกกับสินค้าต่างประเทศ

ในสัดส่วนที่เพียงพอและเหมาะสมได้ จนกลายเป็นยิ่งอยากโตแบบก้าวกระโดดยิ่งตายเร็วไง

อุ๊บส์ พูดมากไปเป่าเนี่ย 

บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #16 เมื่อ: 29-03-2007, 23:20 »

ก่อนฟองสบู่แตกปี 2540 เศรษฐกิจฟูฟ่องลอยละล่องดีเหลือเกิน มนุษย์เงินเดือนของบรรดาไฟแนนซ์ค่าตัวแพงระยับจนได้ชื่อว่า "มนุษย์ทองคำ" พวกหนุ่มยัปปี้ ที่ทำงานออฟฟิศ ดูหรูมีรสนิยม สุดท้ายหลายคนออกมาสารภาพด้วยความเสียใจว่า มีส่วนทำให้เศรษฐกิจพัง

ก่อนหน้านั้นหลายปี สมัยอยากเป็นนิกส์ พยายามเร่งสปีดโดยประเมินกำลังตนผิด สุดท้ายก็เจ๊งไม่เป็นท่า ที่ดินถูกปั่นราคาไปเสียสูงจนเวอร์ออกปานนั้น คนรวยที่ไม่น้อยแลกกับการสูญเสียชีวิตของหลายคนที่รับเป็นนายหน้าเมื่อผลประโยชน์ขัดกันก็บรรลัยกันไปข้าง

เมื่อภาครัฐไม่ได้สนับสนุน พัฒนา ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่จะไปหวังอะไรกับพวกนักการเมืองที่ร้อยละเก้าสิบเก้า ไม่มีหรอกที่จะทำงานเพื่อชาติ แต่ฟ้าถล่มให้มาเป็นผู้กำหนดนโยบาย(เพื่อพวกพ้องและตัวข้าเอง) สุดท้ายกรรมก็ตกอยู่กับทุกคนในบ้านนี้เมืองนี้ไม่มากก็น้อยโดยถ้วนทั่ว 

บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #17 เมื่อ: 29-03-2007, 23:30 »

มนุษย์ทองคำ และเหล่าพวกวาณิชธุรกิจ กำลังกลายเป็น มนุษย์ทองดำ กันไปหมด

เพราะมีอาชีพเป็นนายหน้าให้กับธุรกรรมเกี่ยวกับการลงทุนและออกมาโวยวายไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐฯ

ออกกฎหมายคุมเข้มกับมาตราการเรื่องการเงินการลงทุนเพราะไปกระทบกับเรื่องทำมาหากินทำให้ขาดรายได้

สังเกตุดูได้จากหนังสือหรือเวปไซด์ต่างๆที่เกี่ยวกับการลงทุน เป็นภาพสะท้อนที่พอบอกอะไรได้บางอย่าง

ว่าส่วนตัวกับส่วนรวมอันไหนสำคัญสำหรับพวกเค้ามากกว่า
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 29-03-2007, 23:57 »

ก็ทั้งคณะเล่นบท "เกียร์ว่าง" กันทั้งคณะ จะไห้ใครเขามั่นใจกันล่ะ
ขนาด "มติชน" ที่เกลียด ปชป ยิ่งกว่า ทรท ยังเขียนการ์ตูนล้อ
ชวนว่าช้า เจอชุดนี้ ช้ากว่าอีกล่ะ

ถูกต้องนะคร๊าบบบบบ อย่ามัวไปโทษไอ้เหลี่ยมอีกเลยครับ  ความจริงฤาษีโง่นีสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ทำหนักให้เป็นเบาได้ ด้วยการกวาดล้างคอรับชั่น ใช้อำนาจเพื่อความถูกต้อง สร้างความเชื่อมั่นว่า เผด็จอำนาจอยู่แน่ กลับไม่ทำ  เผด็จการทหารก็นั่งตาใส โอกาสผ่านไปแล้วครับ

ก็อย่างที่บอกนะครับ เจอกันใหม่ปี 2553 หรือถ้าดวงซวยก็ 2556 นู่นนนน ระหว่างคงได้ยิน คนเป่าขมับ, โดดตึกตาย, แขวนคอตาย, ฆ่ายกครัว, ฆ่าโหด, ปล้นกลางวันแสกๆ ฯลฯ เยอะแยะ

กู้ 4 แสนล้านออกพันธบัตรน่ะชัดสุด เขาเรียกว่า "หมดตูด" แล้วครับ งานนี้ไม่เหมือนปี 2540 หรอกนะ เพราะการเมืองวุ่นวายกว่ามาก สังคมก็วิกฤติไปแล้ว และเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ โอกาสประคับประคองให้ผ่านไปแล้วเพราะความซื่อบื้อของไอ้ฤาษีหน้าโง่ แล้วใครน้อไปการันตีว่าเป็น Churchill หน่อมแน้มสุดๆ  ไข่แม้วดำหรือจะฤาษี ใครจะแก้แค้นใครหรือจะสมานฉันท์ไปคิดบัญชีกันเองนะจ๊ะ  ประชาชนที่เขาตัดช่องน้อยแต่พอตัว จะไปว่าเขาขายชาติไม่ได้นะคร๊าาาบบบ 

อัปรีย์ไป จัuไsมา
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 29-03-2007, 23:59 »

สวัสดีครับ ขอบคุณครับ การดูแลเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยเหมือนกับการเมืองและสังคมครับ

ขอนุญาต นำบทความมาลงครับ                                         



เศรษฐกิจพอเพียง
ร้อยแปดวิถีทัศน์ : ยศ สันตสมบัติ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2550

ระบบเศรษฐกิจของบ้านเรานั้น มิได้มีเพียงระบบตลาดหรือระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแต่เพียงอย่างเดียว ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา งานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เมธีวิจัยอาวุโส ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้เรามีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นเป็นลำดับว่า ระบบเศรษฐกิจชุมชนเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความอยู่ดีกินดีของผู้คนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคชนบท ซึ่งครอบคลุมประชากรจำนวนมากมายมหาศาล

ลักษณะสำคัญของระบบเศรษฐกิจชุมชน คือ ครอบครัวและชุมชนเป็นหน่วยการผลิตหลัก เป้าหมายของการผลิต คือ การดำรงอยู่และเอาตัวรอดของครอบครัวและชุมชนให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ การผลิตจึงมีลักษณะเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน การผลิตเพื่อขายก็เพื่อให้ได้เงินมาซื้อสินค้าเลี้ยงดูครอบครัวมากกว่าที่จะคิดขยายการผลิตให้ใหญ่โตร่ำรวยหรือให้มีกำไรสูงสุด

ครัวเรือนมีลักษณะเป็นผู้ผลิตรายย่อยขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร เลี้ยงสัตว์ หรือทำกิจกรรมการค้า และบริการขนาดย่อม เช่น เปิดร้านค้า และซ่อมเครื่องจักรต่างๆ รวมทั้งการส่งสมาชิกครัวเรือนบางคนออกไปขายแรงงาน และส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัว เป็นต้น

ระบบเศรษฐกิจครอบครัวและชุมชนนี้ดำรงอยู่อย่างมีเสถียรภาพมากที่สุดในภาคใต้ ซึ่งที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีปริมาณน้ำฝนมากและรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ยังคงมาจากการผลิตในภาคเกษตร ส่วนในภาคกลางและภาคเหนือ แม้สัดส่วนของรายได้จากภาคเกษตรจะต่ำกว่าภาคใต้ แต่ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งก็ยังคงทำอาชีพทั้งในภาคเกษตร และอาชีพรับจ้างควบคู่กันไป ในขณะที่ภาคอีสานมีสัดส่วนของการอพยพโยกย้ายออกไปทำงานนอกบ้านมากที่สุด

แม้ว่าในช่วงเวลาหลายสิบปีมานี้ ระบบทุนนิยม ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนของรัฐและชนชั้นนำ จะขยายตัวเข้าครอบงำพื้นที่แทบทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทย ไม่เว้นแม้กระทั่งบนภูดอยและท้องถิ่นทุรกันดาร หากแต่เศรษฐกิจชุมชนก็ยังคงดำรงอยู่ได้ในระดับหนึ่ง เพราะการปรับตัวและดิ้นรนต่อสู้ของชาวบ้านและชุมชนในรูปแบบต่างๆ ชาวบ้านปรับตัวโดยการเปลี่ยน แปลงระบบการผลิตจากการเพาะปลูกข้าวไปสู่การปลูกพืชหลายชนิด และการประกอบอาชีพหลากหลายประเภทควบคู่กันไป

ทั้งในด้านของงานรับจ้าง บริการและการค้า ไปจนถึงการย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ และสร้างเครือข่ายของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างคนในครอบครัวเครือญาติคนบ้านเดียวกัน ไปจนถึงความเป็นพวกพ้องบนพื้นฐานของภูมิภาค และวัฒนธรรม ชุมชนหลายแห่งก่อร่างสร้างเครือข่าย เพื่อต่อสู้กับพลังภายนอก ด้วยการคิดค้นรูปแบบและวิธีการต่างๆ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ ธุรกิจชุมชน เพื่อต่อสู้กับการครอบงำ และเพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอาไว้ ในขณะที่ชุมชนอีกหลายแห่งยอมจำนน และรามือรอรับการชี้นำและบงการจากภายนอกเพิ่มขึ้น

การดำรงอยู่ร่วมกันของระบบทุนนิยมและเศรษฐกิจชุมชน ในพื้นที่มากมายหลายแห่งของประเทศไทย ทำให้เราจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการพัฒนาแบบทิศทางเดียว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเข้มแข็ง ของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และพยายามผลักดันส่งเสริม และสร้างแรงจูงใจในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ชุมชนทุกแห่งหนทั่วประเทศ เข้าสู่ระบบทุนนิยมอย่างเต็มรูปแบบโดยเร็ว

รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของกองทุนหมู่บ้าน หรือการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความพยายามที่จะให้ชุมชนและสมาชิกของชุมชน เข้าสู่ระบบตลาดเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น นโยบายและทิศทางการพัฒนาดังกล่าวล้วนแล้วแต่วางอยู่บนพื้นฐานของการมองข้ามความสำคัญ และการมุ่งทำลายความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน โดยเน้นให้คนและชุมชนรับใช้ตลาด แทนที่จะมุ่งแสวงหาแนวทางที่สามารถกำกับควบคุมตลาดให้รับใช้คนและชุมชน

อคติต่อเศรษฐกิจชุมชนมิได้จำกัดอยู่แต่ในนโยบายของพรรคไทยรักไทย ซึ่งสิ้นอำนาจไปแล้วเท่านั้น แต่ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคงในนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองอีกหลายพรรค ที่กำลังจะอาสากลับเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศหลังจากเรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ช่วงปลายปีนี้

งานวิจัยเศรษฐกิจชุมชนเสนอว่า การพัฒนาประเทศควรมุ่งเน้นการสร้างตลาดภายใน หรือการตอบสนองความต้องการภายในเป็นพื้นฐาน โดยมีสภาพภูมิศาสตร์ทรัพยากรของพื้นที่ ชุมชนและเครือข่ายชุมชนเป็นตัวกำกับ และประกอบเครือข่ายของท้องถิ่นขึ้นมาเป็นประเทศชาติ ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องให้ความสำคัญกับการสำรวจฐานทรัพยากรของท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่ดิน การพัฒนาศักยภาพของท้องถิ่น ผลิตเพื่อความเพียงพอของท้องถิ่นแล้วขยายไปสู่การผลิตเพื่อขาย โยงเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

ให้ความสำคัญกับการค้าในประเทศ เน้นช่วงชิงตลาดภายในประเทศกลับคืนมาแทนเน้นการส่งออก สนใจการผลิตสิ่งของ ด้วยเทคโนโลยีที่คนในประเทศกำกับเอง มากกว่าหรือเท่าเทียมกับธุรกิจการเงิน การธนาคาร และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึง การพัฒนาหลายทางและการพัฒนาแบบสมดุล แทนการพัฒนาเชิงเดี่ยวแบบเดิม

การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชุมชน ยังหมายถึงการพัฒนาศักยภาพในการพึ่งตัวเองและพึ่งกันเองในประเทศเป็นหลัก พัฒนาคุณภาพของประชากรด้วยการสาธารณสุข และการศึกษา ที่ให้ความสำคัญกับ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” และ “ทุนทางวัฒนธรรม” อันดกอุดมอยู่ในทุกหย่อมหญ้าของสังคมไทย ซึ่งเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมชุมชนและธุรกิจชุมชนในด้านของอาหาร ขนม ผ้าพื้นบ้าน เครื่องปั้นดินเผา สมุนไพร เหล้าไวน์ งานบริการและการท่องเที่ยว เป็นต้น

การพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนและเครือข่ายให้เข้มแข็งนี้ ต้องเป็นการกระทำหรือเป็นปฏิบัติการของชาวบ้านร่วมกันเอง เกิดจากการมีสำนึกร่วมกันของชาวบ้านที่จะรวมตัวกันพัฒนาอย่างอิสระตามภาวะที่สอดคล้องกับท้องถิ่น มากกว่าที่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือรัฐบาลจะกำหนดให้จากเบื้องบน ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน การไม่ถูกเบียดขับจากหน่วยงานของรัฐ และการกระจายอำนาจการบริหารจัดการและการตัดสินใจจากรัฐไปสู่ท้องถิ่น จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่จะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และความเข้มแข็งของชุมชนจะประกอบเป็นประเทศชาติที่เข้มแข็ง และพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีในประชาคมโลก

แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจชุมชนและข้อค้นพบจากงานวิจัยนำเสนอว่า อนาคตของเศรษฐกิจสังคมไทย ควรจะวางอยู่บนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจหลายระบบ เส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ควรจะวางอยู่บนพื้นฐานของ “ทางเลือก” ที่หลากหลาย มิใช่จำกัดอยู่แต่เพียงการขยายตัวเจริญเติบโตของทุนนิยม ซึ่งชนชั้นนำจำนวนน้อยนิดได้อานิสงส์ผลประโยชน์ บนพื้นฐานของการทำลายสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมักง่าย

ในทางตรงกันข้าม แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศควรเปิดโอกาสให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนเจริญเติบโต และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา รวมทั้งรัฐบาลปัจจุบัน ยังคงย่ำเท้าอยู่กับความอับจนจินตนาการทางเศรษฐกิจที่มิใช่ทุนนิยม อับจนวิสัยทัศน์แห่งระเบียบเศรษฐกิจสังคม ที่สามารถกำกับควบคุมตลาดให้รับใช้มนุษย์ อับจนความชอบธรรม ที่ไม่อิงเศรษฐกิจกระแสหลัก และอับจนนโยบายที่ไม่ใช่ประชานิยมเพื่อสร้างมายาภาพและจุดขาย

อย่างมัวแต่อ้างแนวคิดและหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เพียงลมปาก รัฐบาล พรรคการเมือง และภาคประชาสังคมต้องเร่งสร้าง "นโยบาย" ทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรม ให้ระบบเศรษฐกิจหลากรูปแบบ ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลในสังคมไทย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2007, 00:00 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 30-03-2007, 00:16 »

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดการเงินโลก ?
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ณ พัฒน์  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3882 (3082)

เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เริ่มเกิดความผันผวนในตลาดการเงินแทบจะทั่วโลก หลังจากที่แสดงความแข็งแกร่งแบบเกินจริงมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลก แกว่งตัวขึ้นลงค่อนข้างมากในช่วงไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา จนหลายๆ คนเริ่มสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ลองมาทบทวนความจำกันสักหน่อยดีไหมครับ

ในรอบสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกกระทบจากคลื่นลูกใหญ่สองลูก

เริ่มจากเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ตลาดหุ้นจีนตกฮวบฮาบในวันเดียวกว่า 9% เพราะข่าวลือที่ว่า ทางการจีนจะเข้มงวดต่อการเก็งกำไรในตลาดหลังทรัพย์ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นน้อยใหญ่เกือบจะทั่วโลก

Dow Jones Industrial Average ของสหรัฐอเมริกา ปรับตัวลดลงในวันเดียวกว่า 400 จุด เรียกว่ามากที่สุด นับตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 เลยทีเดียว ตลาดหุ้นประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวลดลงเกือบ 10% ในระยะเวลาสองสามวัน

ทำเอานักลงทุนทั่วโลกพากันมึนๆ นั่งกุมขมับ ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะนักลงทุนต่างชาติพากันเทขาย ย้ายพอร์ตหนีไปตั้งแต่ประกาศมาตรการ 18 ธันวาคมแล้ว (จนนักวิเคราะห์บางคนถึงกับเอ่ยปากชมว่า มาตรการ capital control นี่ก็ดีเหมือนกันแหะ)

หลายๆ คนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าการปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกรอบนี้ เหมือนหรือต่างกับการปรับตัวครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วอย่างไร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นการเตือนสติให้นักลงทุนทั้งหลายได้ระลึกไว้ว่า ความเสี่ยงในการลงทุนในทรัพย์สินยังคงอยู่เสมอ

ความผันผวนของตลาดการเงิน และความยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุนที่เริ่มลดลง ส่งผลให้การเก็งกำไรแบบที่เรียกว่า carry trade อย่างที่เล่าให้ฟังไปเมื่อเดือนที่แล้ว เริ่มไม่เป็นที่พึงปรารถนา นักลงทุนจำนวนมากแห่กลับเข้าไปซื้อเงินเยนเพื่อปิด position ก่อนจะขาดทุนไปมากกว่านี้

ที่เห็นได้ชัดคือ ในช่วงไม่กี่วันหลังจากเกิดการผันผวนในตลาดการเงินโลก ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินสกุลยอดฮิตอย่าง ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ดอลลาร์ออสเตรเลีย เรนด์แอฟริกาใต้ และลีราของตุรกี

ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นพรวดพราดคงทำให้นักลงทุนที่ทำ carry trade เจ็บตัวไปไม่น้อย

แต่หลังจากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐก็โดนกระหน่ำซ้ำ ด้วยข่าวปัญหาคุณภาพของสินเชื่อชั้นสอง (sub-prime lending) ที่สถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มออกมายอมรับว่า อาจจะส่งผลกระทบต่อสถานภาพของบริษัทได้

อย่างที่ทราบกันดีครับ ช่วงที่ฟองสบู่อสังริมทรัพย์ของสหรัฐกำลังเบ่งบาน ราคาบ้านขึ้นเอาขึ้นเอา ลูกค้าสินเชื่อทั้งหลายก็มีเงินจ่ายคืนเงินกู้กันทั่วหน้า เพราะแค่ถือบ้านไว้ไม่นานก็ขายได้กำไรมาคืนธนาคารแล้ว สถาบันการเงินก็ยิ่งแข่งกันออกสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ลูกค้าที่มีประวัติเครดิตไม่ค่อยดี เพราะสถาบันการเงินสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้สูงกว่าลูกค้าชั้นดี

ยิ่งด้วยเทคโนโลยีทางการเงินอย่าง Collateralized Debt Obligation (CDO) หรือ Mortgage-back Securities (MBS) สถาบันการเงินยิ่งสามารถระดมทุนเพื่อปล่อยสินเชื่อใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เพราะสถาบันการเงิน สามารถเอาสินเชื่อของลูกค้าหลายๆ รายมารวมกันแล้ว "แต่งตัวใหม่" นำออกขายเป็นหลักทรัพย์ชนิดใหม่

ด้วยพลังของการกระจายความเสี่ยง (โอกาสที่สินเชื่อทั้งหมดจะหยุดจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยพร้อมๆ กัน คงมีน้อย) ทำให้สถาบันการเงินสามารถแบ่งหลักทรัพย์จากสินเชื่อนี้ออกเป็นชั้นๆ

และด้วยอัตราจ่ายคืนของสินเชื่อที่สูงในช่วงฟองสบู่เบ่งบาน หลักทรัพย์ชั้นดีที่มีความเสี่ยงน้อยมาก สามารถที่จะเรียกราคาได้สูง (จ่ายผลตอบแทนต่ำ) กว่าหุ้นกู้จากบริษัทชั้นดีเสียอีก

วิธีนี้นอกจากจะเป็นการยกสินเชื่อออกจากบัญชีงบดุลของสถาบันการเงิน และเป็นการกระจายความเสี่ยงทางเครดิต จากสถาบันการเงินไปสู่ตลาดการเงินแล้ว (ในขณะที่สถาบันการเงินหลายแห่งก็ยังถือความเสี่ยงทางเครดิตไว้เอง เพราะถือสินทรัพย์ชั้นต่ำสุด (equity tranche) ไว้ในงบดุลของตัวเอง) ยังทำให้สถาบันการเงิน สามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้อีกอย่างรวดเร็วอีกด้วย

กำไรที่น่าดึงดูดใจของการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกค้าชั้นสอง ทำให้สถาบันการเงินบางแห่งผ่อนคลายเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อเพิ่มปริมาณสินเชื่อ

แต่พอฟองสบู่เริ่มแตก และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราการจ่ายคืนสินเชื่อก็เริ่มลดลง คุณภาพของสินทรัพย์เหล่านี้ ก็ลดต่ำลงไปด้วย กระทบต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินหลายแห่ง

นอกจากนี้ สัญญาณหลายอย่างกำลังชี้ไปที่การชะลอตัวอย่างรวดเร็วของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐ และหลายๆฝ่ายเชื่อว่าน่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวไม่มากก็น้อย

แม้ว่าเหตุการณ์พวกนี้จะได้รับการคาดการณ์ไว้นานแล้ว แต่ก็ทำเอาตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนไปได้ระยะเวลาหนึ่ง

ผ่านมาสองสามอาทิตย์แล้ว หลังจากที่ตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มเกิดอาการผันผวน ดูเหมือนว่าตลาดจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเป็นการปรับฐานที่มีประโยชน์ต่อเสถียรภาพของตลาด หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะตลาดถดถอยคงพิสูจน์กันได้ในไม่ช้า
แต่ที่แน่ๆ มันเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังนักลงทุนทั้งหลายว่า ความเสี่ยงของการลงทุนยังคงอยู่ และการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงย่อมมีความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย

อย่าลืมครับ There is no free lunch ....
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 30-03-2007, 00:18 »

"ทีดีอาร์ไอ" แนะรื้อโครงสร้างภาษีใกล้ 0%
กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2550

"ทีดีอาร์ไอ"  แนะรัฐเร่งปรับโครงสร้างภาษีเป็นเลขหลักเดียวหรือใกล้เคียงอัตรา 0% เลิกอุ้มอุตสาหกรรมบางประเภท บีบให้ปรับตัว เพิ่มขีดแข่งขัน สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ลดความซ้ำซ้อน ป้องกันปัญหาเรียกเงินใต้โต๊ะ และเกิดการทุจริต เผยอัตราภาษีไทยสูงกว่าทุกประเทศในภูมิภาค เฉลี่ย 12-13% ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการ วิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ แห่ง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการบรรยายพิเศษหัวข้อ ”40 ปี พัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเราเรียนรู้อะไรกันบ้าง” ในการประชุมสามัญประจำปี 2550 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) วานนี้ (27 มี.ค.) ว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีศุลกากรทั้งระบบ ให้อยู่ในอัตราเดียว หรือ อยู่ระดับใกล้เคียงอัตรา 0% จากปัจจุบันโครงสร้างอัตราภาษีของภาคอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 12-13% ถือว่ายังสูงมาก เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษี เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับหลายประเทศ จนทำให้โครงสร้างภาษีมีหลายอัตรา จนเกิดความยุ่งยากในการจัดเก็บ

นอกจากนี้ยังเกิดความไม่เป็นธรรมต่อการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมปลายน้ำ จะได้รับการคุ้มครองจัดเก็บภาษีนำเข้าอัตราสูง ขณะที่อุตสาหกรรมต้นน้ำ มีภาษีต่ำทำให้โครงสร้างภาษีบิดเบือนจากความเป็นจริง เกิดต้นทุนแฝง และเป็นสาเหตุให้อุตสาหกรรมที่ได้รับการคุ้มครองไม่ปรับตัว และเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต เรียกเงินใต้โต๊ะจากผู้ประกอบการในจำแนกพิกัดสินค้าให้ตรงกับอัตราภาษีศุลกากรตามโครงสร้างที่กำหนด

ทั้งนี้ หากมีการปรับโครงสร้างภาษีให้อยู่ระดับต่ำหรือระดับเดียวกันทั้งหมด อุตสาหกรรมที่เคยได้รับการคุ้มครอง และจัดเก็บภาษีนำเข้าอัตราสูง เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ พลาสติก จะต้องปรับตัวให้แข่งขันได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องวางแนวทางการให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่แข่งขันได้ กรณีที่อุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีจะเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค จะสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพได้ในราคาที่ต่ำลง ปัจจุบันอัตราภาษีศุลกากรของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น จีน เวียดนาม และอินเดีย

“โครงสร้างภาษีที่สูง เป็นการสร้างต้นทุนให้แก่ภาคอุตสาหกรรม และเป็นต้นเหตุให้มีการปั่นตัวเลขส่งออกของผู้ส่งออก ให้สูงเกินจริงเพื่อหวังขอคืนภาษี สถานการณ์ปัจจุบันหมดยุคจะตั้งกำแพงภาษีเพื่ออุ้มอุตสาหกรรมบางประเภท ซึ่งไม่ส่งผลดี ทำให้อุตสาหกรรมไม่เข้มแข็ง หากอยู่ไม่ได้ก็ควรจะหาแนวทางเปลี่ยนถ่ายให้ไปทำอุตสาหกรรมใหม่ที่แข่งขันได้แทน” ดร.สมเกียรติ ย้ำ

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันอุตสาหกรรมไทยจะอยู่รอดได้ ต้องปรับตัว และเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม เน้นการออกแบบ วิจัยและพัฒนามากขึ้น เนื่องจากขณะนี้อุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงทั้งกับจีน และเวียดนาม โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ผ่านมา ขยายตัวต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 7% ซึ่งการขยายตัวมาจากปัจจัยเงินทุน 3% และแรงงาน 1-2% แต่การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปัจจัยการผลิตต่ำมาก หรือมีสัดส่วนเพียง 1%

จากปัญหาทางการเมือง และนโยบายการปลุกกระแสชาตินิยม ตลอดจนการออก พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจต่างด้าว ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และกระตุ้นให้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปในประเทศจีน และเวียดนามเร็วขึ้น ที่เห็นชัดเจน คือ การลงทุนของญี่ปุ่นที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงเชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอนาคตโอกาสจะขยายตัวถึง 7% คงเป็นไปได้ยาก เพราะมีข้อจำกัดทั้งแรงงาน และการลงทุน ที่มีคู่แข่งคอยกีดกัน อย่างจีนและเวียดนาม
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 31-03-2007, 12:24 »



ไปดูกันหน่อยไหมว่าเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรในสายตาของ IMF  http://forum.serithai.net/index.php?topic=12885.msg173312#msg173312

http://www.imf.org/external/country/tha/index.htm

IMF Executive Board Concludes 2006 Article IV Consultation with Thailand
Public Information Notice (PIN) No. 07/39
March 23, 2007
Public Information Notices (PINs) form part of the IMF's efforts to promote transparency of the IMF's views and analysis of economic developments and policies. With the consent of the country (or countries) concerned, PINs are issued after Executive Board discussions of Article IV consultations with member countries, of its surveillance of developments at the regional level, of post-program monitoring, and of ex post assessments of member countries with longer-term program engagements. PINs are also issued after Executive Board discussions of general policy matters, unless otherwise decided by the Executive Board in a particular case.
 

On February 26, 2007, the Executive Board of the International Monetary Fund (IMF) concluded the Article IV consultation with Thailand.1

Background

Thailand's economy, despite a series of negative shocks, grew at around 5 percent in 2006. An unstable political environment and increases in energy prices weighed negatively on domestic demand. Nevertheless, strong exports have supported growth. The robust growth in exports reflects strong demand for Thailand's agricultural products, electronics, and other manufactured goods.

Inflation has been declining steadily from its peak in May 2006. Headline inflation has since moderated to 3.5 percent (year-on-year), in line with the recent fall in oil prices. Core inflation has now fallen to 1.5 percent, well within the 0-3.5 percent target band of the Bank of Thailand.

The baht has appreciated by about 14 percent vis-&agrave;-vis the U.S. dollar since end-2005, driven by the continuing strength of capital inflows and by the current account recovery. By end-2006, international reserves had climbed to US$67 billion or 221 percent of short-term debt (an increase of about US$15 billion since end-2005), while external debt fell further to 27.5 percent of GDP.

The financial sector has proven resilient despite swings in oil prices, higher interest rates, and stronger competition. At the same time, financial markets have been volatile reflecting political events and changes in policies.

Thailand's economic fundamentals remain good. In the short term, supporting domestic demand and rebuilding investor confidence are the main economic policy challenges. Meeting these challenges would entail supportive macroeconomic policies and addressing investor concerns regarding Thailand's openness to foreign investment. Over the medium term, the growth rate should return to its potential rate of about 6 percent if there is continued macroeconomic stability, progress on political normalization, and a return of investor confidence.

Executive Board Assessment

Executive Directors agreed with the thrust of the staff appraisal. Directors commended the resilience of Thailand's economy in the face of significant negative shocks over the past year. They noted that robust export growth has supported economic activity, prudent fiscal and monetary policies have contained inflation and raised foreign reserves, and the financial sector has withstood the increased financial market volatility stemming from political events and policy changes. Directors regarded Thailand's economy as fundamentally strong.

Directors concurred that Thailand's main policy challenge is to raise economic growth while maintaining macroeconomic stability. To accomplish this, the authorities need to boost domestic demand, increase the level and quality of public investment, and strengthen investor confidence. Most Directors considered that the current environment of low inflation and a sound fiscal position warrants an easing of the stance of monetary and fiscal policies. They also emphasized the importance of political normalization in restoring business confidence and raising investment from its current level.

Against this background, most Directors commended the recent decision to cut interest rates, and the mild fiscal stimulus built into the government's budget for fiscal year 2007. They believed there is scope for further cuts in interest rates to boost domestic demand. Likewise, they suggested that a more expansionary fiscal stance in the broader public sector may be appropriate, given that a significant increase in public investment can be accommodated without undermining fiscal sustainability.

Directors welcomed the central bank's commitment to a market-determined exchange rate, even in the face of surging capital inflows and a strong appreciation of the currency, noting that such a policy will help the economy to better absorb balance of payments shocks. They did not consider the economy to be uncompetitive, since exports have performed well.

Directors acknowledged the difficult policy choices that confronted the authorities in the run-up to the decision to use administrative measures to contain the recent surge in capital inflows. A number of Directors believed that conventional tools—such as foreign exchange intervention, interest rate cuts, and liberalization of capital outflows—had failed to curb the inflows, while some felt that those tools could have been more vigorously applied. Many Directors considered that capital controls could be a short-term device to contain excessive exchange rate volatility and its attendant destabilizing effects. However, Directors stressed that in the long run such controls are costly because they adversely affect investor confidence and capital market development. They also emphasized that the authorities' strategy and objectives in imposing such controls should be clearly explained to investors to minimize adverse effects on confidence. In any event, Directors welcomed the recent relaxation of the controls and the authorities' commitment to completely remove them as inflows normalize.

Directors commended the progress in strengthening the banking sector, reflected in strong earnings, improved asset quality, and recapitalization efforts. They encouraged expedited resolution of remaining nonperforming loans, and measures to enhance risk management in financial institutions. Directors also encouraged speedy enactment of planned legislation to strengthen the central bank, other financial institutions, and the deposit insurance scheme, and looked forward to the results of the ongoing Financial Sector Assessment Program.

Directors welcomed the authorities' clarification that the proposed changes to Thailand's foreign investment framework are intended to remove legal ambiguities, not to increase restrictions on foreign investment, and suggested that the authorities might explain this clearly to investors to improve their confidence. More broadly, Directors endorsed efforts to develop the capital market, strengthen state-owned enterprises, further liberalize trade, and improve the business climate. In this regard, they supported, inter alia, liberalization of the securities industry, introduction of a mandatory pension scheme, and corporatization of state-owned enterprises.
 

       
Thailand: Selected Economic Indicators, 2002-07

--------------------------------------------------------------------------------
 
          Proj.
  2002 2003 2004 2005 2006 2007

--------------------------------------------------------------------------------
 
             
Real GDP growth (percent)
 5.3 7.1 6.3 4.5 5.0 4.5
Consumption
 4.8 5.9 6.1 5.5 3.7 4.0
             
Inflation
             
Headline CPI (period average, percent)
 0.6 1.8 2.8 4.5 4.6 2.5
Core CPI (period average, percent)
 0.4 0.1 0.4 1.6 2.3 2.0
             
Fiscal accounts (percent of GDP) 1/
             
Central government cash balance
 -2.2 0.6 0.3 0.2 0.1 -0.6
Revenue and grants
 15.9 16.7 17.6 17.7 17.3 17.2
Expenditure and net lending
 18.2 16.2 17.3 17.6 17.7 18.0
General government balance 2/
 -2.5 1.4 0.8 0.5 1.7 0.9
Public sector balance 3/
 -1.7 2.2 1.7 0.1 1.6 0.8
Public sector debt
 55.1 50.7 49.5 47.4 42.3 39.2
             
Monetary accounts (end-period, percent)
             
M2A growth
 -0.1 5.1 6.3 5.3 ... ...
             
Current account balance
 4.7 4.8 2.8 -7.9 0.0 -0.5
(Percent of GDP)
 3.7 3.3 1.7 -4.5 0.0 -0.2
Exports, f.o.b.
 66.1 78.1 94.9 109.2 127.0 138.3
Imports, c.i.f.
 63.4 74.3 93.5 117.7 128.8 140.6
Capital and financial account balance 4/
 -1.8 -5.0 3.0 13.3 15.0 4.7
Overall balance
 2.9 -0.3 5.7 5.4 14.9 4.2
Gross official reserves (end-year)
 38.9 42.1 49.8 52.1 67.0 71.2
(Percent of maturing external debt)
 153.6 220.9 201.2 173.9 221.1 215.5
             
External debt
             
(In percent of GDP)
 46.9 36.2 31.7 29.5 27.5 25.8
(In billions of U.S. dollars)
 59.5 51.8 51.3 52.0 56.9 57.2
Public sector
 23.3 17.0 14.9 13.5 11.3 10.6
Private sector
 36.2 34.8 36.4 38.5 45.6 46.6
Debt-service ratio 5/
 20.0 16.3 8.7 10.9 10.9 10.7

--------------------------------------------------------------------------------
 
Sources: Data provided by the Thai authorities; and IMF staff estimates.

1/ On a cash and fiscal year basis. The fiscal year ends on September 30.

2/ Includes budgetary central government, extrabudgetary funds, and local governments.

3/ Includes general government and nonfinancial public enterprises

4/ Includes IMF financing package, and errors and omissions.

5/ Percent of exports of goods and services.
 

--------------------------------------------------------------------------------

1 Under Article IV of the IMF's Articles of Agreement, the IMF holds bilateral discussions with members, usually every year. A staff team visits the country, collects economic and financial information, and discusses with officials the country's economic developments and policies. On return to headquarters, the staff prepares a report, which forms the basis for discussion by the Executive Board. At the conclusion of the discussion, the Managing Director, as Chairman of the Board, summarizes the views of Executive Directors, and this summary is transmitted to the country's authorities.



IMF EXTERNAL RELATIONS DEPARTMENT
Public Affairs    Media Relations
Phone: 202-623-7300 Phone: 202-623-7100
Fax: 202-623-6278 Fax: 202-623-6772
 
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 01-04-2007, 06:58 »




ถ้าหากไม่มีข่าวลือหรือการสร้างกระแสแง่ลบ การจัดการด้านเศรษฐกิจก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป..

เป็นกำลังใจให้ผู้ทำหน้าที่ของตนเองโดยสุจริต ทุกท่าน

พัฒนาเศรษฐกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างสร้างสรรค์และสมดุล ต่อไปอย่างเต็มที่ครับ

จะรอติดตามข่าวสารข้อมูลหลายๆทางต่อไปนะครับ

                                                                       
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 03-04-2007, 05:50 »

ชี้ศก.พอเพียงต้องคู่ทุนนิยมไม่ผูกขาด
กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

วานนี้ (22 ก.พ.) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นเรื่อง “ทุนนิยม” โดยมีนักวิชาการ และนักธุรกิจเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นหลายท่านด้วยกัน เช่น ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ รองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต นายพรศิลป์ พัชรินทร์คนากุล รองประธานสภาหอการค้าไทย เป็นต้น อ.วิทยากร กล่าวว่า ระบบทุนในประเทศไทย เป็นทุนนิยมผูกขาด ที่พึ่งพาต่างชาติมากเกินไป แต่ที่เศรษฐกิจไทยปัจจุบันยังขยายตัวอยู่ได้ เพราะมีพื้นฐานทรัพยากรดี ดังนั้นหากประเทศไทยหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศให้มากขึ้น เช่น การให้การศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายรายได้ที่เป็นธรรมจะทำให้ประเทศไทยพัฒนาประสิทธิภาพต่างๆ ได้มากกว่าปัจจุบันโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาต่างชาติมากนัก

อ.วิทยากร กล่าวด้วยว่า การยึดปรัชญาเศรษฐพอเพียงของไทยนั้น จะเป็นไปได้เมื่อดำเนินการควบคู่ไปกับ ระบบทุนนิยมที่มีการแข่งขัน ไม่ใช่ทุนนิยมผูกขาดแบบปัจจุบันของไทย โดยการดำเนินการทางเศรษฐกิจของไทย ที่ควรจะเกิดขึ้นในระยะต่อไปคือ ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเอง เป็นธรรม และมีความยั่งยืน ซึ่งไทยอาจจะทำในรูปของการรวมตัวแบบสหกรณ์ หรือถ้าเป็นทุนนิยมก็ให้มีการแข่งขัน โดยหากไทยสามารถยึดหลักการดังกล่าวได้แล้ว ก็จะทำให้ไทยป้องกันความผันผวนที่เกิดจากระบบทุนนิยม ได้ดีกว่าปัจจุบันมาก

ด้าน ดร.สมภพ กล่าวว่า ทุนนิยมของโลกในปัจจุบันถูกกระตุ้นด้วยทุนนิยมการเงิน เห็นได้จากสหรัฐที่ยังขยายตัวอยู่ได้จนมีจีดีพี 1 ใน 3 ของโลกเพราะใช้ภาคการเงินแสวงหาผลประโยชน์ผ่านตลาดทุน ตลาดเงินและตลาดสินค้าล่วงหน้า ทั้งนี้การที่ไทยจะดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การควบคุมการบริโภคไม่ให้ขยายตัวมากเกินไปนั้น จะต้องคำนึงว่าขัดกับการขยายตัวของการบริโภคของสหรัฐหรือไม่ และพิจารณาถึงการที่ศูนย์กลางการเงินของโลกหลายแห่ง ก็เป็นแหล่งที่มาของการกระจุกตัวของเงินทุนนอกเหนือไปจากสหรัฐด้วย

ด้าน ดร.ศุภชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่ไทยจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ก็ควรจะทำให้มีความชัดเจนทั้งในทางทฤษฎีและการนำไปใช้ โดยจะต้องมีการวิเคราะห์ วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางเพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงเปรียบเทียบกับระบบเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ประเทศอื่นในโลกใช้กันได้อย่างชัดเจนทั้งในเรื่องอุปสงค์ อุปทาน การบริโภค การลงทุน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้

ด้านนายพรศิลป์ กล่าวว่า ในส่วนของการที่จะใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ตนยังมองว่ายังเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และไม่สามารถทำได้ในทันที แต่สิ่งที่น่าจะเริ่มดำเนินการตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงไปก่อน คือด้านการบริโภคภายในประเทศ เพราะหากการบริโภคมีกฎเกณฑ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพ แล้วจะสามารถทำให้ตลาดเปลี่ยนแปลง และเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันไทยก็ไม่สามารถปฏิเสธการแข่งขันได้ เพราะประเทศอื่นๆ ไม่ได้ใช้ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกับไทย จึงต้องสร้างการบริโภคในประเทศ ควบคู่ไปกับการแข่งขันกับประเทศอื่น

ด้าน ดร.ณรงค์ กล่าวเช่นกันว่า หากพิจารณาสัดส่วนการนำเข้าและส่งออกของไทยรวมกันโดยไม่นับการท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ก็จะเห็นว่ามีสัดส่วนสูงถึง 140% ของจีดีพีซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาต่างชาติที่สูงมากของไทย จึงไม่แปลกที่ต่างชาติที่ได้ประโยชน์จากการพึ่งพาทุนต่างชาติของไทยโดยเฉพาะสหรัฐ จะไม่เห็นด้วยกับเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากพื้นฐานของญี่ปุ่นและจีนซึ่งพัฒนามาจากระบบเซน และเต๋าแล้ว ไม่น่าจะไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจพอเพียงอย่างที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อ้างถึง
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 03-04-2007, 06:03 »

3 เม.ย. 50


ด้านนายฉลองภพกล่าวว่า การเรียกประชุมคณะที่ปรึกษา รมว.คลัง ทั้ง 9 คนชุดใหญ่เพื่อพิจารณาความคืบหน้าเกี่ยวกับงานของกระทรวงการคลังตามที่ประกาศนโยบายไว้ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้จัดตั้งคณะทำงานไว้ 7 ชุดให้ศึกษาแนวทางและกำหนดกรอบการทำงานให้เป็นรูปธรรม ทั้งด้านความโปร่งใสทางการคลัง, โครงการขนาดใหญ่, การพัฒนารัฐวิสาหกิจ, ระบบสัญญาให้บริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน, การดูแลประชาชนระดับรากแก้ว เป็นต้น


 


ส่วนปัญหาการอัดฉีดเงินเข้าสู่ประชาชนระดับรากแก้วโดยตรงขึ้นอยู่กับคณะกรรมการขับ เคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมที่มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม เป็นผู้ดูแล ขณะที่กระทรวงการคลังจะเร่งดูแลให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นผู้อัดฉีดเงินให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและรากแก้ว เพื่อกระตุ้นการลงทุนอีกทางหนึ่งซึ่งกำลังหาแนวทางว่าจะดำเนินการได้ อย่างไร


 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายนิพนธ์ พัวพงศกร ในฐานะที่ปรึกษา รมว.คลัง ระบุว่า จะเตรียมหารือถึงแนวทางที่ทำให้เงินลงไปสู่รากแก้วได้เร็วที่สุด โดยไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณ เพื่อให้รวดเร็ว ซึ่งจะเชิญผู้แทนองค์กรเอ็นจีโอที่เข้าถึงและเข้าใจประชาชนในระดับรากแก้วอย่างแท้จริงรวมทั้งทีมงานจากนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ประชาชนระดับรากแก้วถือเป็นกลุ่มสำคัญที่รัฐบาลต้องหาทางให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน


 


ขณะที่บริษัทฟิทช์ เรตติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่า แนวโน้มอันดับเครดิตของไทยซึ่งอยู่ที่ A- ยังคงมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง และฟิทช์เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะไม่แห่ถอนตัวจากไทยแม้มีความไม่แน่นอน อย่างไรก็ดี ฟิทช์ก็มีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์จีดีพีของไทยสู่ต่ำกว่า 4% โดยปรับลดจาก 4.5% ที่คาดการณ์ไว้ อันเนื่องจากภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว
บันทึกการเข้า

jerasak
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,432



« ตอบ #26 เมื่อ: 04-04-2007, 17:23 »

ผมมองนโยบายการพัฒนาประเทศไทยด้วยความเป็นห่วงนะครับ
เหมือนกับเราพยายามต่อสู้แข่งขันกับคู่ต่อสู้ที่เราไม่มีทางสู้ได้

ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องค่าเงินที่สู้กับโลกทั้งใบ หรือการแข่งขัน
สินค้าเกษตรกับจีน แข่งขันสินค้าเทคโนโลยีกับไต้หวัน แข่งขัน
แฟชั่นกับยุโรป หรือแข่งขันซอฟต์แวร์กับอินเดีย

ขณะที่จุดแข็งของประเทศไทยที่ไม่มีใครแข่งได้เช่นทำเลที่ตั้ง-
ของประเทศ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับศิลปวัฒนธรรม กลับดูหงอยๆ
ทั้งที่น่าจะทุ่มเทขยายศักยภาพให้ถึงที่สุด


...

ยกตัวอย่างการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่พยายามแข่งขันกับ
สนามบินอื่นทั่วโลก เป็นการลงทุนที่เสี่ยงเพราะไม่มีหลักประกัน
ว่าเขาจะไปใช้สนามบินเวียดนามที่จะสร้างใหม่แทนหรือเปล่า
และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องบินก็มีไม่มากเทียบกับคนไทย
ทั้งประเทศ ซึ่งมีมากมายไม่เคยนั่งเครื่องบิน และเกือบทั้งหมด
ไม่เคยขนส่งสินค้าทางเครื่องบิน

งบประมาณ 150,000 ล้านบาทเดียวกัน ถ้านำไปขยายรางรถไฟ
เป็นระบบรางคู่ ซึ่งจะทำให้รถไฟทำความเร็วได้กว่า 300 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมงและไม่ต้องรอสับราง จะเกิดประโยชน์กับประเทศอย่าง
กว้างขวาง แค่ราคาที่ดินที่จะเพิ่มสูงขึ้นตลอดแนวรางรถไฟ และ
พื้นที่ทั้ง 2 ฟากก็คุ้มค่าการลงทุนแล้ว  สมมุติเราสามารถเดินทาง
กรุงเทพฯ - นครสวรรค์ ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ที่ดินใน
จังหวัดนครสวรรค์จะขึ้นราคาอีกเท่าไหร่ และตลอดรายทางรถไฟ
ชาวบ้านจะมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ 

ความเจริญก็จะไม่ต้องกระจุกตัวอยู่แต่ในเขตกรุงเทพฯ แต่สามารถ
ขยายออกไปได้หลายร้อยกิโลเมตร  ประชาชนไม่ต้องทิ้งถิ่นฐาน
บ้านเกิดทำงานไกลๆ จะส่งผลให้สังคมไทยอบอุ่นใกล้ชิดกันมากขึ้น
แก้ปัญหาสังคมได้อีกอย่างมากมาย

การขนส่งสินค้าก็ไม่ต้องใช้รถบรรทุกที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ สิ้นเปลือง-
น้ำมันเชื้อเพลิง ก่อมลพิษและยังขนส่งได้ช้ากว่ามาก

โครงข่ายรถไฟรางคู่ความเร็วสูงนี้ นอกจากมีประโยชน์กับประเทศไทย
ยังสามารถต่อยอดเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่นอาจติดต่อให้
รัฐบาลจีนลงทุนต่อยอดให้ผ่านภาคเหนือของไทยเข้าสู่จีนทางตอนใต้
ซึ่งในอนาคตจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรและอุตสาหกรรม
ที่สำคัญของจีน  และจีนสามารถส่งสินค้าผ่านไทยได้อย่างรวดเร็วกว่า
การขนส่งด้วยเรือเดินสมุทรที่ต้องยกข้ามเขื่อนเข้ามา และไปออกทะเล
ทางตะวันออกของจีน 

ในขณะที่การส่งผ่านไทยสามารถมาลงเรือที่ฝั่งอันดามันไปยังอินเดีย
ตะวันออกกลาง และยุโรป  ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถขนสินค้าจาก
ซีกโลกนี้เข้าประเทศจีนได้ด้วย  ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์จากค่า
ขนส่งสินค้า ไม่จำเป็นต้องไปผลิตแข่งกับจีนซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าไทย
อย่างเทียบไม่ได้  หรือจะนำสินค้าจีนมาเป็นวัตถุดิบต่อยอดเป็นสินค้าใหม่
ก็ทำได้สะดวก  สำหรับท่าเรือฝั่งอันดามันเราก็สามารถหาผู้ลงทุนได้
ในทำนองเดียวกัน และมีปัญหาน้อยกว่าการขุดคอคอดกระที่คุยกันไม่จบ
มานานแล้ว (แต่ถ้าขุดได้ด้วยก็จะยิ่งมีประโยชน์)

ขณะที่การสร้างรถไฟรางคู่วิ่งเข้าภาคอีสานก็จะให้ผลคล้ายกันเป็นการ
เชื่อมเศรษฐกิจเวียดนาม+ลาว กับอีกซีกโลกได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ที่ดินฝั่งอีสานก็จะมีราคาสูงขึ้น ตามศักยภาพที่เพิ่มขึ้น และเราสามารถ
ต่อยอดอะไรไปได้อีกมากมาย

...

เทียบกันแล้วทั้งหมดนี้สนามบินสุวรรณภูมิให้กับประเทศชาติได้ไหม?
ที่ผลักดันกันจนก่อสร้างแล้วเสร็จ มีปัญหาการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
ยังก่อภาระการซ่อมบำรุงต่อเนื่องไปอีกมากมาย  ทั้งหมดไม่น่าเชื่อ
ว่าระดับผู้บริหารประเทศจะไม่รู้ว่าสามารถเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า
แต่ที่ถูลู่ถูกังสร้างสนามบินก็เพราะมีเบื้องหลังผลประโยชน์ทับซ้อน
อย่างที่เรารู้ๆ กันนะครับ

ชักยาว .. ไว้มีเวลาจะมาบ่นต่อครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-04-2007, 17:29 โดย jerasak » บันทึกการเข้า

= A dreamer lives for eternity.=
== นัฝัมีชีวิพื่นิรัร์าล ==
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #27 เมื่อ: 04-04-2007, 20:09 »

การที่ฐานะเงินคงคลังยังแข็งแกร่งในระดับที่น่าพอใจ

คืออุปสงค์ภายในประเทศน้อยลง และการนำเข้าสินค้าลดลงอย่างมาก

คนเริ่มประหยัดระมัดระวังการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยลดลงมาก

นั่นคือการกลับไปสู่การมองตัวเองและต้องการบริโภคอย่างพอเพียง

รวมทั้งภาครัฐก็ไม่ได้เอางบประมาณส่วนกลางไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ

แบบผิดที่ผิดทางอย่างที่แล้วๆมา หากประคับประคองไปได้เรื่อยๆจนมีการเลือกตั้ง

ยังพอมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้าง
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
แอ่นแอ๊น
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,591


"Angela Gheorghiu" My goddess


เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 04-04-2007, 23:54 »

จามาบอกว่า ที่แปะมาทั้งหมดหน่ะขี้เกียจอ่าน แต่ปาดดูคร่าวๆ เห็นด้วยกะบทความข้างบนอันนึงว่า โดนคนบางคนวางยาให้สติแตก ว่ามันแย่มันเลวร้ายกว่าความเป็นจริง ถ้าถามว่ามันแย่มั้ย มันก็ไม่ฟูอ่ะนะ แต่ถ้ารู้จักประคองตัว ไม่ถึงกับตาย ยิ่งไม่ใกล้ ไม่เฉียดปี 40 แน่ๆ ส่วนปัญหาที่โดนๆ กันตอนนี้ ก็พยายามแก้ พยายามประคองอยู่ ไม่เห็นเหรอคนที่แว๊กๆ โวยวายๆ ให้ยกเลิกมาตรการบางอย่าง พอไปเห็นของจริง เงียบหายกริบ เป่าสากไปเลย มันไม่ได้แก้ง่ายๆ เด้อ เงินเราเล็กกว่ากระแสโลก

ตอนนี้ปัญหาการเมืองมันกดดันระบบมาก ซี้ซั้วกระตุ้น เด๋วเป็นปาเงินลงน้ำหายจ๋อยไป ได้มีเรื่องด่ากันยกชุด ที่นายกฯ มาพูดเรื่องกำหนดประชามติ กำหนดเลือกตั้ง เรียกได้ว่า กลบกระแสต้านไประดับนึงแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากให้ประเทศวุ่นวาย บรรยากาศตอนนี้ คนไม่กล้าจ่าย ตัว C มันหดฮวบ เอาปืนมาจี้ก็ไม่ใช้เงิน แล้วจะไม่ให้ตลาดมันชะลอได้ไง อยากขายของได้ ต้องหาวิธีกระชากวิญญาณคนกำเงินให้ควักให้ได้ ยากหน่อย แต่ต้องหาทาง ก็พอไปได้

ปล. วันก่อนควักยี่สิบบาท ซื้อพวกกุญแจ นางฟ้ากะซาตานของคนขายของแผงลอยมาด้วย ซื้อเพราะเค้าพูดคำว่า อันนี้เป็นนางฟ้ากะซาตานคับนี่แหละ 

ปล. 2 อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เล้ย คนที่ปากฉอดๆๆ อยู่นอกบ้านหน่ะ เป็นคนแรกที่ขายหุ้นหนีตายไม่ใช่เหรอ ไม่ได้ตั้งท่าจะร่วมหัวจมท้ายกับประเทศชาติซักหน่อย 
บันทึกการเข้า

       

"เมื่อเจตนาเบี่ยงเบนไปจากความจริง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็เป็นเพียงภาษาสุภาพสำหรับการพูดเท็จนั่นเอง" : วิถีแห่งปราชญ์ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า ๒๐๖
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #29 เมื่อ: 05-04-2007, 00:13 »

รัฐบาลที่แล้วทำตัวเป็นเศรษฐีเงินกู้เอาเงินไปใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือยไร้เหตุผล

แบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหวังผลเพียงอย่างเดียวกับนโยบายประชานิยมที่แอบแฝงเพื่อหวังผลทางด้านการเมือง

อย่างเดียว เช่นกดราคาน้ำมัน จนกองทุนน้ำมันขาดทุนอย่างมากมายและมาปล่อยลอยตัวตอนที่ไม่ต้องการหาเสียง

ทัวร์นกขมิ้นสัญจร เนรมิตรปราสาทเขาพนมรุ้งจำลองเป็นที่ประชุมครม.ฯลฯ

ยังนับว่าโชคดีที่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เศรษฐกิจเรายังไม่จมลึกไปกว่านี้ จะเรียกว่ามหัศจรรย์ก็นับว่าเรียกได้
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
northstar
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 635


« ตอบ #30 เมื่อ: 05-04-2007, 01:45 »

ความรู้ทางเศรษฐกิจของผมแค่หางอึ่ง... แต่ผมมองแบบนี้ครับ

ค่าเงินบาทแข็งตัว... เศรษฐกิจชลอตัวเป็นเรื่องธรรมดา... แต่มันก็จะอยู่ตัวเมื่อค่าเงินบาทถึงจุดอิ่มตัว... คุณจะไปโทษรัฐบาลเลยทีเดียวก็ไม่ได้...  เงินบาทอ่อนตัว...รัฐบาลโดนด่า...ตอนนี้เงินบาทแข็งตัว...รัฐบาลก็ยังโดนด่าอีก... คุณลืมไปแล้วหรือว่า... ค่าเงินบาทมีผลกระทบในทางตรงกันข้ามกับการเติบโตของเศรษฐกิจ...

รัฐบาลไอ้กี้ได้เปรียบตอนที่ค่าเงินบาทอ่อนตัว...เพราะอัตราแลกเปลี่ยนในการลงทุนมันคุ้มกว่า..  พูดง่ายๆก็คือ...  สมมุตินะ

$1 = 40 บาท....  ผมหอบเงินมาลงทุน $10millions ...ก็เท่ากับว่าผมมีทุนอยู่ 400ล้าน บาท

ผมอยากมาเที่ยวเมืองไทย... ผมเอาเงินมา $10000...ก็เท่ากับว่าผมมีเงินใช้ 400000บาท

ลองเปรียบเทียบกับทุกวันนี้สิ... สมมุติอีกนะ

$1 = 34 บาท... ผมขาดทุนไปแล้วตั้ง 60ล้านบาท...  ผมมีใช้แค่ 340000บาท


ที่ทักกี้อวดอ้างค่า GPD ตลอดเวลา... มันน้ำเน่า... มันเป็นค่า GPD ของตระกูลกี้ต่างหากหล่ะ...  ที่เศรษฐกิจมันเติบโตในช่วงนั้นก็เพราะมันถึงเวลาเติบโตของมัน...จากค่าเงินบาทที่อ่อน... บวกกับเงินที่รัฐบาลอัดฉีดและเงินกู้...เพื่อทำให้เงินสดภายในประเทศหมุนคล่องตัว...ดูจากภายนอกก็ดูดี...เพราะมันดูเหมือนประชากรมีรายได้..จบ-จ่าย-ใช้คล่องไม้-คล่องมือ...  รัฐบาลบาลชุดนี้เจอปัญหาที่มีหลายตัวแปร...มันก็ต้องค่อยๆปรับ
บันทึกการเข้า
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #31 เมื่อ: 05-04-2007, 09:01 »



[5 เม.ย. 50 - 04:42]


นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลสรุปการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสจากกระทรวงการคลัง และธนาคารกลางของอาเซียน บวก 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) ภายใต้การประชุม รมว.คลังอาเซียนครั้งที่ 11 ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า ที่ประชุม ได้หารือถึงการแข็งค่าขึ้นของเงินในภูมิภาค โดยเห็นว่าการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนแบบที่มีความยืดหยุ่น (Flexible) และลอยตัวแบบมีการจัดการ (Manage Float) จะมีความเหมาะสม และสามารถรับมือกับความผันผวนของค่าเงินได้



 

“ธนาคารกลางของแต่ละประเทศเห็นตรงกันว่า จะต้องใช้นโยบายที่ผสมผสานโดยเฉพาะการใช้ นโยบายด้านดอกเบี้ย ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินถึงจะสามารถลดความน่าสนใจของผลตอบแทนจากการลงทุนลง ซึ่งก็คือ การลดดอกเบี้ย”



 


นายศุภรัตน์กล่าวว่า ที่ประชุมดังกล่าวยัง มีสาระสำคัญในการหารือ อีก 2 เรื่อง คือ 1. การริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (เอเชียบอนด์) ที่จะยกระดับขึ้นเป็นพันธบัตรเพื่อการลงทุน ซึ่งจะใช้เวลาในการจัดตั้งพันธบัตรในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้เงินออมของคนเอเชีย และเงินทุนที่ไหลเข้ามาอยู่ในเอเชียได้สร้างประโยชน์ให้กับเอเซียมากขึ้น จากเดิมที่เงินทุนเหล่านี้จะไหลไปลงทุนในที่อื่น  เพราะปัจจุบันมูลค่าของพันธบัตรในเอเชียมีมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการขยายตัวถึง 2.5 เท่า ในปี 2545 จนถึงปี 2549 โดยปี 2549 ปีเดียว พันธบัตรของเอเชียมีอัตราการขยายตัว 32.4% ที่ประชุมจึงเสนอให้มีการพัฒนาพันธบัตรเอเชียมากขึ้น


 


2. การขยายมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) ที่มีข้อตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี ที่แต่ละประเทศจับคู่กันในการช่วยเหลือทางด้านทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศจนในปัจจุบัน มีความร่วมมือทั้งหมด 16 คู่ เช่นไทยจับคู่กับจีน ไทยจับคู่กับญี่ปุ่น ไปสู่ความตกลงในลักษณะพหุภาคีคือ ทุกประเทศในอาเซียนบวก 3 ร่วมกันลงทุนในการตั้งทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ


 


“ที่ประชุมได้ตกลงว่า จะมีการรวมเงินสำรองในภูมิภาค (Self-Managed Pooling Reserve) แต่ยังไม่ได้สรุปว่าประเทศสมาชิกต้องใส่เงินทุนสำรองในสัดส่วนเท่าใด เพราะขนาดเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเติบโตไม่เท่ากัน โดยมีสัญญาว่า สมาชิกจะใส่เงินสำรองที่เป็นตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น เพื่อให้เม็ดเงินจริงของทุนสำรองถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประเทศที่เจ้าของเงินก่อน แต่ถ้าประเทศสมาชิกรายใดต้องการใช้ทุนสำรองก็จะส่งเงินช่วยเหลือในยามวิกฤติทันที”.
บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #32 เมื่อ: 05-04-2007, 09:08 »

5 เม.ย. 50


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ถึงผลสำรวจค่าตอบแทนภาคเอกชน 8,419 แห่งทั่วประเทศในปีที่ผ่านมาว่า ผู้ประกอบการให้เงินเดือนพนักงานใหม่ ระดับปริญญาตรี ในตำแหน่งวิศวกร สูงสุดเฉลี่ยเดือนละ 14,807 บาท สถาปนิก 14,352 บาท, นิติกร 13,118 บาท นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ 13,729 บาท โปรแกรมเมอร์ 13,575 บาท เศรษฐกร 13,118 บาท เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ขณะที่ฝ่ายธุรการ พนักงานพิมพ์ดีด ได้เงินเดือนน้อยที่สุด 8,286 บาท ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างเทคนิค 9,576 บาท ฝ่ายบุคคล เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม 9,585 บาท เจ้าหน้าที่การเงิน 9,930 บาท


 


 ในประเด็นการปรับเงินเดือนเพิ่ม หลังจากพนักงานผ่านการทดลองงานแล้ว พบว่า นิติกรเป็นกลุ่มอาชีพที่ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นสูงสุด เฉลี่ยเดือนละ 3,688 บาท สถาปนิก 2,695 บาท, วิศวกร 2,508 บาท เจ้าหน้าที่การตลาดและการขาย 2,383 บาท



 

สำหรับพนักงานใหม่ที่จบการศึกษา ปวช. พบว่าตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ มีเงินเดือนสูงสุด 7,384 บาท นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ 6,645 บาท นักบัญชี 6,506 บาท ระดับ ปวส. เงินเดือนของโปรแกรมเมอร์สูงสุด 9,148 บาท นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ 7,343 บาท ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างเทคนิค 7,252 บาท ระดับปริญญาโท เงินเดือนของนักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์สูงสุด  21,965  บาท  โปรแกรมเมอร์ 21,027 บาท วิศวกร 20,815 บาท สถาปนิก 20,108 บาท


 


ผลการสำรวจระบุอีกว่า นโยบายของเอกชนปีนี้ สถานประกอบการ 43% จะยังไม่มีการปรับเพิ่ม หรือลดจำนวนพนักงาน ขณะที่ 29% จะไม่เปลี่ยนแปลงจำนวนพนักงาน, 24% ระบุว่าจะเพิ่มพนักงาน และ 2.9% จะลดพนักงาน ทั้งหมดนี้เป็นการสำรวจกิจการของภาคเอกชนที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไปต่อราย ในกลุ่มการผลิต ขายส่ง บริการ โรงแรม ขายปลีก ภัตตาคาร ก่อสร้าง ขนส่ง.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-04-2007, 09:10 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #33 เมื่อ: 05-04-2007, 09:41 »

รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์  The Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel

Web Site ของรางวัลโนเบล

2006 Edmund Phelps จาก Columbia University New York, NY, USA จาก "for his analysis of intertemporal tradeoffs in macroconomic policy" เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมักจะต้องเผชิญกับภาวะได้อย่างเสียอย่างแบบข้ามช่วงเวลา (intertemporal tradeoffs) ของเป้าหมายของนโยบายอยู่เสมอๆ เช่นว่า นโยบายที่ลดอัตราการว่างงานในระบบเศรษฐกิจ (หรือเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ) มักจะมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หรือการเพิ่มการบริโภคในปัจจุบัน จะไปลดการบริโภคในอนาคต ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ผลงานของ Edmund Phelps ช่วยทำให้เราเข้าใจภาวะได้อย่างเสียอย่างทั้งสองอันนี้มากขึ้น และนำไปสู่การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม ( โดย ณ พัฒน์ )

2005 ให้ร่วมกันระหว่าง Robert J. Aumann อเมริกัน-อิสรเอล Center for Rationality, Hebrew University of Jerusalem , Jerusalem, Israel  และ  Thomas C. Schelling  Department of Economics and School of Public Policy, University of Maryland, College Park, MD, USA  สำหรับ "for having enhanced our understanding of conflict and cooperation through game-theory analysis"

2004  ให้ร่วมกันระหว่าง ศาสตราจารย์ Finn Kydland ชาวนอร์เวย์ และ ศาสตราจารย์. Edward Prescott (ซึ่งเป็นศิษย์ กับอาจารย์) จาก "for their contributions to dynamic macroeconomics: the time consistency of economic policy and the driving forces behind business cycles" [ 1 ] 

2003  ให้ร่วมกันระหว่าง Clive W. J. Granger สำหรับงาน "for methods of analyzing economic time series with common trends (cointegration)" และ  Robert F. Engle ผลงานจาก "for methods of analyzing economic time series with time-varying volatility (ARCH)"

2002  ให้ร่วมกันระหว่าง DANIAL  KAHNEMAN สำหรับการนำเอา จิตวิทยา มาประยุกต์ใช้ในงานเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ ในการตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยง ที่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน  และผลงานของ VEMON L. SMITH  ในการใช้การทดลองในห้องทดลอง ในการศึกษาทางสถิติเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการศึกษาเรื่องกลไกตลาด  [ 1 ] 

2001 ให้ร่วมกันระหว่าง GEORGE A. ACKERLOF, A. MICHAEL SPENCE,  และ  JOSEPH E. STIGLITZ,  สำหรับการวิเคราะห์ตลาด ภายใต้ข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน ( asymmetric information )

2000 ให้รางวัลระหว่าง  JAMES J. HECKMAN  สำหรับการพัฒนา และวิธีการในการวิเคราะห์ตัวอย่างที่เลือก (  selective samples ) กับ  DANIEL L. MCFADDEN  สำหรับการพัฒนา และวิธีการในการวิเคราะตัวเลือก ที่ไม่ต่อเนื่อง ( discrete choice )

1999 ROBERT A. MUNDELL สำหรับการวิเคราะห์นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ภายใต้ ความแตกต่างของ ระบบอัตราแลกเปลี่ยน  และการวิเคราะห์ ความเหมาะสมของ  currency areas

1998 AMARTYA SEN สำหรับเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ

1997 ROBERT C. MERTON  และ   MYRON S. SCHOLES  สำหรับเทคนิคใหม่ ในการคิดมูลค่าของอนุพันธ์ (  derivatives ) ทางการเงิน ( พวก forward, futures, option, swap )

1996 JAMES A. MIRRLEES and WILLIAM VICKREY สำหรับการศึกษา ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ของปัจจัย การตัดสินใจ  ภายใต้ข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน  ( asymmetric information )

1995 ROBERT LUCAS สำหรับการพัฒนา และประยุกต์ใช้สมมติฐาน ของความคาดหวังอย่างมีเหตุผล (  the hypothesis of rational expectations ) และได้ดัดแปลงไปใช้วิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มหภาค วิเคราะห์ และทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจ

1994 ให้ร่วมกันระหว่าง  JOHN C. HARSANYI , JOHN F. NASH  และ  REINHARD SELTEN  สำหรับการบุกเบิกของพวกเขา ในการวิเคราะห์ดุลยภาพ ในทฤษฎีเกมส์ (  the theory of non-cooperative games )

1993 ให้ร่วมกันระหว่าง ROBERT W. FOGEL  และ  DOUGLASS C. NORTH  สำหรับการวิจัย เพื่อวิเคราะห์  ชำระประวัติศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยการใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ และ วิธีเชิงปริมาณ เพื่อให้สามารถอธิบายเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

1992 GARY S. BECKER   สำหรับการที่ เพิ่มพูนบทบาทสำคัญ ของการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค ให้ครอบคลุมมากขึ้นในส่วนของพฤติกรรมของมนุษย์ และการตอบโต้ระหว่างกัน รวมถึงพฤติกรรมของส่วนที่ไม่ใช้ตลาดด้วย

1991 RONALD H. COASE สำหรับการค้นพบ และทำให้ชัดเจน ในเรื่องของต้นทุน ของการทำธุรกรรม  ( transaction costs ) และกรรมสิทธ์ในทรัพย์สิน ( property right )  สำหรับโครงสร้าง และหน้าที่ ของระบบเศรษฐกิจ

1990 ให้ร่วมกันระหว่าง HARRY M. MARKOWITZ ,  MERTON M. MILLER  และ  WILLIAM F. SHARPE สำหรับการบุกเบิกในทฤษฎีเศรษฐศาตร์การเงิน การลงทุน ( the theory of financial economics )

1989 TRYGVE HAAVELMO สำหรับการชี้แจงอย่างชัดเจน ของทฤษฎีความน่าจะเป็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของเศรษฐมิติ และการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติแบบ simultaneous economic structures

1988 MAURICE ALLAIS  สำหรับการบุกเบิกในเรื่องทฤษฎีของตลาด ( the theory of markets ) และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เขาศึกษาตลาดผูกขาดของสินค้าประเภทถ่านหิน ว่าผู้ผูกขาดสามารถตั้งราคาได้ และระดับราคาที่เหมาะสม และทำให้สังคมได้รับความพอใจสูงสุดอย่างไร

1987 ROBERT M. SOLOW สำหรับทฤษฎีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ the theory of economic growth.

1986 JAMES M. BUCHANAN, JR. สำหรับการพัฒนา ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ และการตัดสินใจ ทางการเมือง โดยดูพื้นฐานของการผูกพันตามสัญญา และรูปแบบการปกครอง 

1985 FRANCO MODIGLIANI สำหรับการบุกเบิกด้านการวิเคราะห์การออม และการลงทุนในตลาดการลงทุน  ( financial markets )

1984 SIR RICHARD STONE  สำหรับความทุ่มเท  ในการพัฒนาระบบของบัญชีรายได้ประชาชาติ  และทำให้มี การปรับปรุงหลักในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ อย่างมีหลัก และมีความน่าเชื่อถือขึ้นอย่างมากมาย

1983 GERARD DEBREU สำหรับการทำรวมเทคนิคในการวิเคราะห์สมัยใหม่ กับทฤษฎีทางเศรษฐ ศาสตร์ และสำหรับการพัฒนาทฤษฎีดุลยภาพทั่วไป (  the theory of general equilibrium )

1982 GEORGE J. STIGLER  สำหรับการศึกษาที่มีผลการพัฒนางานอื่น ๆ อย่างมากในเรื่อง โครงสร้างอุตสาหกรรม     หน้าที่ของตลาด  และเป็นผลให้มีกฎหมายควบคุมด้านระบบเศรษฐกิจ (โครงสร้าง ของตลาด)  และผลกระทบของ กฎหมายควบคุม

1981 JAMES TOBIN  สำหรับการวิเคราะห์ตลาดการลงทุน (  financial markets )  และความสัมพันธ์ ในการตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อการลงทุน  การจ้างงาน  การผลิต  กับระดับราคา

1980 LAWRENCE R. KLEIN   สำหรับการสร้างแบบจำลองเศรษฐมิติ  ( econometric models ) และการนำมาใช้ ในการวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ และนโยบายทางเศรษฐกิจ

1979 ให้ผลงานของ THEODORE W. SCHULTZ   และ   SIR ARTHUR LEWIS  สำหรับงานวิจัยบุกเบิกเรื่อง การวิจัยด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา

1978 HERBERT A. SIMON  สำหรับงานวิจัยบุกเบิกเรื่อง กระบวนการในการตัดสินใจ ในองค์กรทางเศรษฐศาสตร์ ( the decision-making process within economic organizations )

1977 ให้ผลงานของ BERTIL OHLIN  และ   JAMES E MEADE สำหรับการปูแนวทาง ของทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ  ( the theory of international trade )  และเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ระหว่างประเทศ ( international capital movements )

1976 MILTON FRIEDMAN  สำหรับความสำเร็จในด้านของการวิเคราะห์การบริโภค ( consumption analysis )  นโยบายการเงิน  และทฤษฎี และการแสดงให้เห็นถึง ความซับซ้อนของนโยบายการรักษาเสถียรภาพ  ( the complexity of stabilization policy ) ทางเศรษฐกิจ

1975 ร่วมกันระหว่าง LEONID VITALIYEVICH KANTOROVICH และ  TJALLING C. KOOPMANS สำหรับการเผยแพร่ ทฤษฎีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม ( the theory of optimum allocation of resources )

1974 ร่วมกันระหว่าง GUNNAR MYRDAL  และ  RIEDRICH AUGUST VON HAYEK  สำหรับการบุกเบิกใน ทฤษฎีการเงิน (  the theory of money ) และการแกว่งตัวทางเศรษฐกิจ ( economic fluctuations ) และสำหรับ การวิเคราะห์เชิงลึกของความเป็นอิสระ (หรือการพึ่งพา) ของเศรษฐกิจ และสังคม  และปรากฎการณ์ทางสังคม

1973 WASSILY LEONTIEF  สำหรับการพัฒนาเทคนิคตาราง  input-output  และการนำมาใช้งาน ในส่วนที่ใช้ในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ  ซึ่งทำให้เห็นปัจจัยต่าง ๆ ที่มีการพึ่งพาซึ่งกัน และกัน

1972 รางวัลมอบให้ SIR JOHN R. HICKS  และ  KENNETH J. ARROW  สำหรับการบุกเบิก ในทฤษฎีด้านดุลยภาพทั่วไป  ( general economic equilibrium theory )  และ ทฤษฎีสวัสดิการ ( welfare theory )

1971 SIMON KUZNETS สำหรับการพัฒนาการจัดทำบัญชีรายได้ประชาชาติ ซึ่งทำให้สามารถเข้าใจ และ วิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้งถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคม

1970 PAUL A SAMUELSON สำหรับการนำวิธีทางวิทยาศาสตร์  มาใช้ในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยการใช้วิธีการทางสถิติ และยกระดับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์

1969 รางวัลมอบให้ระหว่าง RAGNAR FRISCH และ JAN TINBERGEN ที่ได้พัฒนา และประยุกต์ dynamic models เพื่อใช้วิเคราะห์ กระบวนการทางเศรษฐศาสตร์

 
 

ตั้งแต่ 12 มีนาคม 2545   
 


หาขอมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://nobelprize.org/nobel_prizes/economics/laureates/

http://almaz.com/nobel/economics/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-04-2007, 09:55 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #34 เมื่อ: 05-04-2007, 10:51 »

มีข่าวดีชิ้นหนึ่งมาฝากค่ะ 

• เขียนข่าวดีๆกันมั่ง วันวาน เกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ออกมาเผย จีนสั่งซื้อข้าวหอมมะลิไทยอีก 223,000 ตัน และข้าวชนิดอื่นอีก 52,000 ตัน


• ความจริงเรื่องนี้ “ไต้ฝุ่น” ได้ข่าวมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ชาวนาที่ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน รับออเดอร์ตั้งแต่ต้นปีจนข้าวหอมมะลิไม่พอขาย ส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิพุ่งลิ่ว เป็นครั้งแรก ที่ ตลาดข้าวหอมมะลิเป็น ของชาวนา และ ขายได้ราคาแพง เพราะ พ่อค้าส่งออกแย่งกันซื้อ


http://thairath.co.th/society.php?content=42490
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #35 เมื่อ: 05-04-2007, 11:21 »

เรื่องเศรษฐกิจ ผมไม่สันทัดอยู่แล้ว

แต่ สงสัยว่า เรามีประสบการณ์การวิกฤตของเศรษฐกิจให้เห็นแล้ว

มีผู้รู้ผู้ฉลาด มากมาย ในประเทศนี้

เรายังจะทำตัวให้มันวิกฤตไปแบบเดิมอีกเหรอ

ต้องรู้จักตัวเอง ยอมรับในตัวเอง ก่อน ค่อยเอาจุดแข็งของเราไปแข่งขันกับคนอื่น

ไม่ใช่ เอาเต่าไปวิ่งแข่งกับกระต่าย ถ้าเราเป็นเต่า เราต้องไปแข่งว่ายน้ำกับเต่า หรือ กับกระต่ายมันถึงจะชนะ
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #36 เมื่อ: 05-04-2007, 22:12 »

ศก.ไทยในเสียก็ยังมีดี

คอลัมน์ สถานีคิดที่12

โดย ทวี มีเงิน


พักหลังๆ บรรดากองเชียร์ "ทักษิณ" จะแซวเสมอๆ ว่า เห็นมั้ยไม่มี "ทักษิณ" เศรษฐกิจเป็นอย่างไร อาจจะจริงอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เหตุที่ทำให้ "รัฐบาลขิงแก่" กลายเป็น "เต่าแก้แห" ทั้งช้า ยิ่งแก้ยิ่งมั่วก็ตาม แต่จะไปโทษก็ไม่ได้ มรดกที่รัฐบาลนี้รับจากรัฐบาลที่แล้วต่างกันลิบลับกับรัฐบาลทักษิณรับไม้จากประชาธิปัตย์

ในห้วงประชาธิปัตย์ เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวจมถึงก้นเหว โดยธรรมชาติของวงจรเศรษฐกิจ เมื่อดิ่งถึงก้นเหวมันก็จะค่อยๆ โงหัวขึ้นมาใหม่ ช่วงนี้แหละรัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาพอดิบพอดี เกี่ยวเอายอดแล้วตีปี๊บด้วยกลยุทธ์การตลาดเพื่อผลจิตวิทยาให้เกิดความเชื่อมั่น อย่างการโชว์ฟอร์มใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด

เส้นกราฟที่มันโงหัวก็ไม่ใช่ฝีมือประชาธิปัตย์และไม่ใช่ฝีมือทักษิณทั้งหมดดอก มันเป็นวงจรเศรษฐกิจปกติธรรมดา

ก่อนที่รัฐบาลขิงแก่เข้ามาบริหารประเทศ คงจำกันได้ ประเทศไทยอยู่ในภาวะเสมือนไม่มีรัฐบาลทำงานมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2549 คราวทักษิณสวมบท "บักหำน้อยตุหรัดตุเหร่" ในภาคเหนือและอีสาน แถมยังเว้นวรรคพักร้อนเป็นเดือน

ปรากฏว่าในปี 2549 จีดีพีตกมาอยู่แค่ 4.2% เท่านั้น

ครั้นมีรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร กลับใช้อำนาจไม่เป็น คนไม่กลัวเกรง ท้าทายทุกเรื่องจนการเมืองไม่นิ่ง คนขาดความเชื่อมั่น รัฐมนตรีหลายคนฝีมือไม่ผ่านระดับอธิบดีด้วยซ้ำ โดนข้าราชการหลอกหัวปั่น จึงเกิด "ภาวะเกียร์จอด" ทั้งรัฐมนตรีและข้าราชการ

แถมยังเจอขยะใต้พรมที่รัฐบาลทักษิณซุกเอาไว้ให้ปัดกวาด ไม่ว่ากรุงเทพฯเมืองแฟชั่น อีลิทการ์ด โอท็อป ที่ใช้เงินไม่บันยะบันยังจนไม่เหลือให้รัฐบาลต่อมาใช้บริหาร ประกอบกับมีแรงกดดันจากต่างประเทศที่ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร กดดันต่างๆ นานาทุกรูปแบบ แค่ขอวงเงินกู้มาลงทุนยังโดนปฏิเสธ

อาการอย่างนี้ใครที่ว่าเป็นยอดฝีมือลงมา จอดไม่ต้องแจวเหมือนกัน

แต่โบราณเขาว่าไว้ "ในดีก็มีเสีย ในเสียก็มีดี" เศรษฐกิจไทยตอนนี้มีดีตั้งเยอะ เราไปมองแต่แง่ร้าย จิตใจก็เลยหดหู่ ทั้งที่การส่งออกยังดี บุญเก่าเหลืออยู่เยอะ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็อู้ฟู่

หากเปรียบกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหมือนเครื่องยนต์ สภาพตอนนี้ที่ทำงานอยู่มีเครื่องเดียวคือ "ส่งออก" แต่ก็เจอค่าเงินบาทแข็งขึ้นทุกวัน ขืนยังเป็นอย่างนี้เครื่องยนต์ที่เคยเดินสะดวกอาจจะสะดุดและดับได้

อีกเครื่อง "การลงทุนภาคเอกชน" ได้ชะลอการลงทุน เพราะการเมืองไร้เสถียรภาพ นักลงทุนสับสนมาตรการหลายๆ อย่างที่ชักเข้าชักออก ปัญหาค่าเงินบาท จึงพับแผนเอาไว้หลังเลือกตั้งค่อยว่ากันใหม่

แต่เครื่องยนต์เครื่องนี้ไม่ใช่จะดับสนิทเสียทีเดียว ยังมีช่องที่จะให้สตาร์ตใหม่ได้ ถ้าการเมืองนิ่ง ค่าเงินบาทนิ่ง และชัดเจนที่สำคัญตอนนี้มีเงินลงทุนของเอกชนใน "อีสเทิร์นซีบอร์ด" จ่อท่อรออยู่แล้ว 2-3 แสนล้านบาท แต่ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะติดปัญหาสิ่งแวดล้อม

ถ้ารัฐบาลเร่งกดปุ่ม กำหนดกรอบให้ชัดเจน ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย เม็ดเงินจำนวนนี้ก็พร้อมจะหมุนให้เครื่องยนต์ทำงานทันที ไม่ว่าการนำเข้าเครื่องจักร ทำให้เม็ดเงินใช้จ่ายเงินไหลออก จะช่วยค่าเงินที่แข็งโป๊กอ่อนค่าลงได้ระดับหนึ่ง

เครื่องยนต์อีกตัวคือ "การลงทุนของรัฐบาล" ตอนนี้เม็ดเงินงบประมาณที่จะกระตุ้นการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจไปค้างเติ่งอยู่ที่แบงก์กรุงไทย 42% อันนี้เป็นผลจาก "ข้าราชการเกียร์จอด" เงินก็เลยไม่ทำงาน รัฐบาลจะต้องกระทุ้งให้เม็ดเงินที่ตันอยู่ในท่อไหลออกมาให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องใช้เส้นทางลัดแทนผ่านท่อราชการ

อย่างไรก็ตาม ลำพังนโยบายการคลังอย่างเดียวคงไม่มีแรงดันให้เครื่องยนต์เดินหน้า มันต้องทำคู่กับนโยบายการเงินอย่างแยกไม่ออก มาตรการ "ลดดอกเบี้ย" และการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ทีเป็นเสือกระดาษเอาไว้ยิ่งทำให้นักลงทุนระแวง รัฐบาลต้องคุยกับแบงก์ชาติให้รู้เรื่อง

หลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมาใช้วิธีคุยกัน วางกรอบกติการ่วมกันเป็นกรอบใหญ่ แล้วให้แบงก์ชาติไปทำรายละเอียดอย่างอิสระ แต่ต้องอยู่ใต้กรอบที่คุยกัน ไม่ใช่รัฐอิสระจนแตะต้องไม่ได้เลย

ทราบว่าอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านก็บ่นอึดอัดกับท่าทีแข็งกร้าวของคนแบงก์ชาติไม่น้อย

แบงก์ชาติอาจพะวงว่า การลดดอกเบี้ยแก้ค่าเงินไม่ได้ แถมจะมีผลกับเงินเฟ้อ แต่มองอีกด้าน การลดดอกเบี้ยมันจะทำให้เกิดการหมุนเวียนในการใช้จ่ายในประเทศ การลงทุนของเอกชน การบริโภค การเพิ่มอำนาจซื้อ ที่สำคัญมันมีผลต่อค่าเงินบาทแน่ๆ

หากแบงก์ชาติยังถือทิฐิ รัฐบาลมัวแต่เงื้อง่าราคาแพง จะเข้าตำรา "กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้" น่าเสียดายจริงๆ

หน้า 2<
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 05-04-2007, 23:48 »



ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า ควรให้อิสระกับแบงค์ชาติ อย่าไปร่วมกดดันหรือคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยมากนักครับ

อัตราดอกเบี้ยควรใช้ด้านเสถียรภาพต่างๆเป็นหลัก มากกว่าใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น


ดอกเบี้ยลดแน่ครับ แต่ควรจะค่อยๆลด อย่างระมัดระวัง ทั้งด้านเงินเฟ้อ และการเก็งกำไรค่าเงิน       
บันทึกการเข้า

northstar
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 635


« ตอบ #38 เมื่อ: 06-04-2007, 02:11 »

โดยความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ...

การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการลงทุนในช่วงที่มีการชลอตัวของเศรษฐกิจ... ถือว่าเป็นทางออกที่นิยมใช้และปลอดภัยมากที่สุด (เท่าที่ผมเห็นๆมานะครับ)...  แต่มันก็ต้องเป็นไปแบบที่ คุณ Q บอกนั่นแหละครับ...

ปรับตัวนี้...กระทบตัวโน้น

ปรับตัวโน้น...กระทบนี้

ลองปรับหลายตัวพร้อมๆกัน...มีหวังพังกันเป็นแถบๆ

ผลเสียอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจที่โตเร็วในระยะเวลาอันสั้นก็คือ... เวลาที่มันชลอตัว...มันจะเกิดอาการช็อคแบบที่ประชาชนตั้งรับแบบไม่ทัน... เงินที่เคยมีใช้คล่องไม้-คล่องมือ...กลับกลายเป็นว่าไม่พอกิน-พอใช้ทั้งๆที่เงินที่มีอยู่ในมือก็เท่าเดิม... แต่เงินเฟ้อโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

เมื่อเปรียบเทียบเศรษฐกิจที่ค่อยๆเติบโต... ค่อยๆเป็น-ค่อยๆไป...  เมื่อถึงเวลามันชลอตัว... เรากลับใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเดิมได้โดยไม่เดือดร้อน...เพราะเราอาจจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง... หรืออาจจะรู้สึกแต่ว่าแตกต่างน้อยมากระหว่างสองช่วง...

ทุกวันนี้ที่เป็นอยู่... มันไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลชุดนี้... แต่มันเป็นกฏเกณท์ของมันเอง... แต่ตัวเราเองก็ยอมรับซะก่อน... ให้เวลากับการชลอตัวของมัน... ให้เวลารัฐบาลปรับทีละจุด...

วันหลังมาคุยต่อครับ

 
บันทึกการเข้า
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #39 เมื่อ: 06-04-2007, 23:52 »

ข่าวดีๆก็มีอีกเอามาฝาก


กองทุนน้ำมันฯฟุ้งใช้หนี้ 3.8หมื่นล.7เดือนเฮี้ยน

โพสต์ทูเดย์ — สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน คาดใช้หนี้กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง 3.8 หมื่นล้านบาท

หมดเดือนมีนาคมนี้ เร็วกว่ากำหนดเดิมเดือนตุลาคม 2551

นายศิวะนันท์ ณ นคร ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือ สบพ.

กล่าวถึงแผนชำระหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ว่า คาดเดือนมีนาคม 2551 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

จะใช้หนี้ที่เหลือทั้งหมดประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาทได้หมด เร็วกว่ากำหนดเดิมเดือนตุลาคม 2551

โดยหนี้แยกเป็นหนี้ธนาคารพาณิชย์ 4,484 ล้านบาท หนี้พันธบัตร 1.7 หมื่นล้านบาท

หนี้ตรึงราคาน้ำมัน 1 พันล้านบาท และหนี้จากการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท

เพราะขณะนี้มีเงินไหลเข้ากองทุนฯ ประมาณ 4 พันล้านบาทต่อเดือน


“การบริหารจัดการของกองทุน จะใช้วิธีเก็บเงินสดไว้ในมือให้น้อยที่สุด แล้วนำไปชำระหนี้ก่อน

เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ซึ่งขณะนี้ก็ช่วยประหยัดค่าดอกเบี้ยได้มากแล้ว แต่ก็มีหนี้ในส่วนที่ไม่สามารถเร่งชำระได้

คือหนี้ในส่วนของพันธบัตร ซึ่งที่เหลือยู่คือ พันธบัตรอายุ 2 ปี และพันธบัตรอายุ 3 ปี

เนื่องจากจะผิดเงื่อนไขที่ทำไว้กับสถาบันการเงิน” นายศิวะนันท์ กล่าว


แผนการชำระหนี้ มีการบริหารจัดการคือ หนี้ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ 4,484 ล้านบาท

กองทุนฯ จะสามารถใช้ได้หมดในเดือนสิงหาคมนี้ หนี้ในส่วนของแอลพีจีจะบริหารจัดการ

ให้ใช้หนี้ให้หมดประมาณต้นเดือนตุลาคม 2550 หากไม่มีการสร้างหนี้เพิ่มขึ้น

ซึ่งปัจจุบันกองทุนมีภาระจ่ายเงินให้แอลพีจี ประมาณ 750 ล้านบาทต่อเดือน ใช้ตรึงราคาประมาณ 500 ล้านบาทต่อเดือน

หรือประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัม ที่เหลือทยอยใช้หนี้เก่าที่ค้างอยู่

ส่วนหนี้พันธบัตร ไม่สามารถใช้คืนก่อนกำหนดได้ในเดือนตุลาคมที่จะครบกำหนดชำระแต่จะเตรียมเงินไว้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

สบพ.ต้องเตรียมเงินให้พร้อมก่อนถึงเวลาไถ่ถอนพันธบัตร 3 เดือน ตามเงื่อนไขสัญญา ล็อตสุดท้ายตุลาคม 2551 จำนวน 8.8 พันล้านบาท


.....................................................................................


"การปลดหนี้ได้ คือลาภอันประเสริฐ"
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #40 เมื่อ: 07-04-2007, 11:46 »

ข่าวดีๆก็มีอีกเอามาฝาก


.....................................................................................


"การปลดหนี้ได้ คือลาภอันประเสริฐ"


ถ้าจะเป็นหนี้ที่ปลดไม่ได้ ขอเป็นหนี้รักครับ เหนื่อยหน่อยก็ยอม... 
บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #41 เมื่อ: 07-04-2007, 11:58 »

ข่าวดีๆก็มีอีกเอามาฝาก


.....................................................................................


"การปลดหนี้ได้ คือลาภอันประเสริฐ"


ถ้าจะเป็นหนี้ที่ปลดไม่ได้ ขอเป็นหนี้รักครับ เหนื่อยหน่อยก็ยอม... 

เอิ๊กกกก ขำค่ะ งั้นขอเพลง "หนี้รัก" ของใครน้า จำชื่อไม่ได้แล้ว ฟังประกอบด้วยสิคะ 
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #42 เมื่อ: 07-04-2007, 12:29 »

ข่าวดีๆก็มีอีกเอามาฝาก


.....................................................................................


"การปลดหนี้ได้ คือลาภอันประเสริฐ"


ถ้าจะเป็นหนี้ที่ปลดไม่ได้ ขอเป็นหนี้รักครับ เหนื่อยหน่อยก็ยอม... 

เอิ๊กกกก ขำค่ะ งั้นขอเพลง "หนี้รัก" ของใครน้า จำชื่อไม่ได้แล้ว ฟังประกอบด้วยสิคะ 



หนี้รัก
-อรวรรณ วิเศษพงษ์-

..ดนตรี..(Eb)...


     หากจะรักแล้ว รักใคร ก็จง รักเถิด
ความรักบรรเจิด พริ้งเพริด หนักหนา
ชีวิตคนเรา นั้นสั้น เหลือคณา
อย่า รอ ช้า ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป
หากมีหนี้แล้ว ขอให้ เป็นหนี้ รักเถิด
ดอกเบี้ยที่เกิด คือพลังรัก พิไล
รักเธอเสมอ รักเธอ จากดวงใจ
ยอดพิศมัย หลอมอยู่ใน กาย เธอ
หากวันใด ที่แสงทองของ ชีวิตผ่าน
โลกตระการ จะมืดครึ้ม หมองเหม่อ
วาระนั้น จะได้อดีตไฟรักปรนเปรอ
หล่อเลี้ยง บำเรอ ต่อชีวิตให้ชื่น บาน
หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้ เป็นหนี้ รักเถิด
หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริด แสนหวาน
รักกันเสมอ แม้เวลา ผัน ผ่าน
สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ
ดนตรี 8 Bars..6...7...
8..หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้เป็นหนี้รักเถิด
หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริด แสนหวาน
รักกันเสมอ แม้เวลา ผัน ผ่าน
สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ...


หนี้รัก--มาลีวัลย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-04-2007, 14:28 โดย ********Q******** » บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #43 เมื่อ: 07-04-2007, 12:37 »

...

หนี้รัก
-อรวรรณ วิเศษพงษ์-

..ดนตรี..(Eb)...


     หากจะรักแล้ว รักใคร ก็จง รักเถิด
ความรักบรรเจิด พริ้งเพริด หนักหนา
ชีวิตคนเรา นั้นสั้น เหลือคณา
อย่า รอ ช้า ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป
หากมีหนี้แล้ว ขอให้ เป็นหนี้ รักเถิด
ดอกเบี้ยที่เกิด คือพลังรัก พิไล
รักเธอเสมอ รักเธอ จากดวงใจ
ยอดพิศมัย หลอมอยู่ใน กาย เธอ
หากวันใด ที่แสงทองของ ชีวิตผ่าน
โลกตระการ จะมืดครึ้ม หมองเหม่อ
วาระนั้น จะได้อดีตไฟรักปรนเปรอ
หล่อเลี้ยง บำเรอ ต่อชีวิตให้ชื่น บาน
หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้ เป็นหนี้ รักเถิด
หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริด แสนหวาน
รักกันเสมอ แม้เวลา ผัน ผ่าน
สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ
ดนตรี 8 Bars..6...7...
8..หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้เป็นหนี้รักเถิด
หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริด แสนหวาน
รักกันเสมอ แม้เวลา ผัน ผ่าน
สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ...




ขอบคุณค่ะ

อืมม์...ท่านเจ้าของกระทู้ถ้าเกิดจะต้องเป็นหนี้ ขอให้หนี้ที่ได้ก่อคือ "หนี้รัก" ที่เปี่ยมความสุขมากมายนะคะ   Mr. Green Mr. Green

บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 07-04-2007, 14:32 »

ข่าวดีๆก็มีอีกเอามาฝาก


.....................................................................................


"การปลดหนี้ได้ คือลาภอันประเสริฐ"


ถ้าจะเป็นหนี้ที่ปลดไม่ได้ ขอเป็นหนี้รักครับ เหนื่อยหน่อยก็ยอม... 

เอิ๊กกกก ขำค่ะ งั้นขอเพลง "หนี้รัก" ของใครน้า จำชื่อไม่ได้แล้ว ฟังประกอบด้วยสิคะ 



หนี้รัก
-อรวรรณ วิเศษพงษ์-

..ดนตรี..(Eb)...


     หากจะรักแล้ว รักใคร ก็จง รักเถิด
ความรักบรรเจิด พริ้งเพริด หนักหนา
ชีวิตคนเรา นั้นสั้น เหลือคณา
อย่า รอ ช้า ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป
หากมีหนี้แล้ว ขอให้ เป็นหนี้ รักเถิด
ดอกเบี้ยที่เกิด คือพลังรัก พิไล
รักเธอเสมอ รักเธอ จากดวงใจ
ยอดพิศมัย หลอมอยู่ใน กาย เธอ
หากวันใด ที่แสงทองของ ชีวิตผ่าน
โลกตระการ จะมืดครึ้ม หมองเหม่อ
วาระนั้น จะได้อดีตไฟรักปรนเปรอ
หล่อเลี้ยง บำเรอ ต่อชีวิตให้ชื่น บาน
หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้ เป็นหนี้ รักเถิด
หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริด แสนหวาน
รักกันเสมอ แม้เวลา ผัน ผ่าน
สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ
ดนตรี 8 Bars..6...7...
8..หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้เป็นหนี้รักเถิด
หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริด แสนหวาน
รักกันเสมอ แม้เวลา ผัน ผ่าน
สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ...


หนี้รัก--มาลีวัลย์ 
บันทึกการเข้า

ScaRECroW
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


สุสูสัง ลภเต ปัญญัง - ผู้ฟังดี ย่อมเกิดปัญญา


เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 07-04-2007, 14:56 »

ผมยังไม่เคยเห็นคนที่ตั้งกระทู้ว่าเศรษฐกิจไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงแสงสว่างทางปัญญาออกมาเลยว่า ถ้าจะต้องแก้จะแก้อย่างไร
เห็นแต่บอกว่า ทักษิณดีอย่างนั้นอย่างนี้

เหมือนกับที่ผมยังไม่เห็นว่ามีใครสักคนออกมาอธิบายเลยว่า OTOP น่ะ มันประสบความสำเร็จกี่ตำบล ถึง 1000 ตำบลไหม ถ้าถึง แล้วที่เหลือกี หกเจ็ดพันตำบล แก้ไขอย่างไร

30 บาท รักษาทุกโรค เป็นโครงการดี แต่โรงพยาบาลขาดทุน ซื้อยาไม่ค่อยดีมาใช้รักษา ไม่เห็นมีใครออกมาบอกเลยว่า ทักษิณแก้ปัญหาอย่างไร

ทำให้บางทีผมรู้สึกว่า โครงการดี ๆ ที่อยู่ในมือคนเลว ๆ นั้นมันเลวร้ายมาก มากกว่าโครงการธรรมดา ๆ ที่อยู่ในมือคนดี ๆ
บันทึกการเข้า

Politic is nothing but the continuation of [the sin of] 7 by other means.

ท่านคิดว่า นรม. ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากฏหมายบางฉบับมีช่องโหว่?
ก.ใช้อำนาจ นรม.ที่ได้รับมาจากประชาชนแก้กฏหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน
ข.ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนรอบข้าง แล้วก็อ้างว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #46 เมื่อ: 07-04-2007, 18:55 »

ข่าวดีๆก็มีอีกเอามาฝาก


.....................................................................................


"การปลดหนี้ได้ คือลาภอันประเสริฐ"


ถ้าจะเป็นหนี้ที่ปลดไม่ได้ ขอเป็นหนี้รักครับ เหนื่อยหน่อยก็ยอม... 

เอิ๊กกกก ขำค่ะ งั้นขอเพลง "หนี้รัก" ของใครน้า จำชื่อไม่ได้แล้ว ฟังประกอบด้วยสิคะ 



หนี้รัก
-อรวรรณ วิเศษพงษ์-

..ดนตรี..(Eb)...


     หากจะรักแล้ว รักใคร ก็จง รักเถิด
ความรักบรรเจิด พริ้งเพริด หนักหนา
ชีวิตคนเรา นั้นสั้น เหลือคณา
อย่า รอ ช้า ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป
หากมีหนี้แล้ว ขอให้ เป็นหนี้ รักเถิด
ดอกเบี้ยที่เกิด คือพลังรัก พิไล
รักเธอเสมอ รักเธอ จากดวงใจ
ยอดพิศมัย หลอมอยู่ใน กาย เธอ
หากวันใด ที่แสงทองของ ชีวิตผ่าน
โลกตระการ จะมืดครึ้ม หมองเหม่อ
วาระนั้น จะได้อดีตไฟรักปรนเปรอ
หล่อเลี้ยง บำเรอ ต่อชีวิตให้ชื่น บาน
หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้ เป็นหนี้ รักเถิด
หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริด แสนหวาน
รักกันเสมอ แม้เวลา ผัน ผ่าน
สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ
ดนตรี 8 Bars..6...7...
8..หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้เป็นหนี้รักเถิด
หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริด แสนหวาน
รักกันเสมอ แม้เวลา ผัน ผ่าน
สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ...


หนี้รัก--มาลีวัลย์ 

แวะมาฟังเพลงไพเราะค่ะ ขอบคุณหลาย ๆ ค่ะ 
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #47 เมื่อ: 07-04-2007, 18:59 »

...
30 บาท รักษาทุกโรค เป็นโครงการดี แต่โรงพยาบาลขาดทุน ซื้อยาไม่ค่อยดีมาใช้รักษา ไม่เห็นมีใครออกมาบอกเลยว่า ทักษิณแก้ปัญหาอย่างไร

ทำให้บางทีผมรู้สึกว่า โครงการดี ๆ ที่อยู่ในมือคนเลว ๆ นั้นมันเลวร้ายมาก มากกว่าโครงการธรรมดา ๆ ที่อยู่ในมือคนดี ๆ

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการฉกฉวยโอกาสของทั่นเหลี่ยมโดยใช้การตลาดจอมปลอมบังหน้าค่ะ  ถูกแฉและกระชากหน้ากากมาหลายรอบแล้ว

คนที่มันมีจิตไม่ซื่อ คิดอกุศลสุดท้ายก็ต้องรับผลกรรมในที่สุด โสน้าน่า
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #48 เมื่อ: 07-04-2007, 21:00 »

อืมม์...ท่านเจ้าของกระทู้ถ้าเกิดจะต้องเป็นหนี้ ขอให้หนี้ที่ได้ก่อคือ "หนี้รัก" ที่เปี่ยมความสุขมากมายนะคะ


หนี้กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง กลายเป็นหนี้รักไปได้ไงคะ อิ อิ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #49 เมื่อ: 13-04-2007, 10:57 »

ต่างชาติแห่ทำศัลยกรรมไทยอื้อ เอสเมดิคัลสปาเปิดแผนดูดเงิน [13 เม.ย. 50 - 03:44]
 
แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ประธานกรรมการบริหาร เอสเมดิคัลสปา เปิดเผยว่า กระแสสุขภาพที่ยังแรงต่อเนื่องและการแห่เข้ามาบำบัดรักษาอาการของโรค ทำศัลยกรรมเสริมความงาม และทำสปาในกลุ่มประเทศแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยปีที่ผ่านมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย 1.5 ล้านคน มาบำบัดรักษาสุขภาพทั้งการรักษาโรคโดยตรง และทำศัลยกรรมตกแต่งเสริมความงามถึง 1.1 ล้านคน ประกอบกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รุกทำแผนโปรโมตการท่องเที่ยวในรูปของ “เมดิคัลทัวรืสซึม” คือการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมสุขภาพกับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้ปีนี้บริษัทจะรุกทำโปรแกรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพเต็มสูบ เพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเป็น 50% ในสิ้นปี 50 และเพิ่มยอดรายได้รวมเติบโต 30% “ไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาใช้บริการมากที่สุด เพราะราคาถูก โดยถูกกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 50% นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานทางการแพทย์สูง บริการดี มีความปลอดภัย และมีสิ่งแวดล้อมดี”.
 
 


http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=43456
บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
หน้า: [1] 2
    กระโดดไป: