ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
26-10-2020, 06:22
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  คัมภีร์มหาโกง ตอนที่ 8 เรื่องสวัสดี 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
คัมภีร์มหาโกง ตอนที่ 8 เรื่องสวัสดี  (อ่าน 454 ครั้ง)
madeinthailand
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5


« เมื่อ: 27-03-2007, 15:53 »

แต่งและเขียนเรื่องโดย เซบาสเตียน

26 มีนาคม 2550

ตอนที่ 8 เรื่องสวัสดี

   บางคนไม่เข้าใจผู้เขียนกล่าวหาว่าผู้เขียนทำอาชีพสบายๆ ขอเงินง่ายๆ หรือขี้เกียจทำงาน ที่คนทะเลาะกันเพราะไม่พูดคุยให้เข้าใจกันมากกว่า  ผู้เขียนเลยขออธิบายสาเหตุว่าทำไมผู้เขียนถึงไม่สมัครงาน

   มีคนโทรมาให้ผู้เขียนไปสมัครงานก่อนผู้เขียนทำงานธนาคารไทยพาณิชย์ SCB คือ การบินไทย ธนาคารธนชาติ ไทยประกันชีวิต จนกระทั้งผู้เขียนได้ทำงานบริษัท cdg (โปรแกรมเมอร์ 7 เดือน) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ SCB (ผู้ดูแลฐานข้อมูล 2 ปี 4 เดือน ) ตามลำดับ (สองบริษัทหลังเพื่อนชวนไปทำ)

   หลังจากลาออกจากธนาคารไทยพาณิชย์ SCB ผู้เขียนพักรักษาตัวเองสองปี ผู้เขียนได้ลองหางานทำมีบริษัทเรียกสัมภาษณ์คือ ซิงเกอร์ เดอะมอล ลอซเลย์ (เป็นบริษัทที่ผู้เขียนไม่ได้สมัครแต่บริษัทเรียกเอง) และผู้เขียนได้ทำงานที่บริษัท barter center (เซลล์ 1 เดือน ) และ บริษัท TTF (เซลล์ 1 วัน) ตามลำดับ (สองบริษัทหลังผู้เขียนไม่ได้สมัครแต่บริษัทเรียกเองและมีคนแนะนำ)

   ถ้าผู้อ่านเห็นและอยู่ในวงการธุรกิจจะรู้ได้ทันทีเลยว่า บริษัทเหล่านี้มีสายสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้นใหญ่ และบางบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับธนาคารไทยพาณิชย์ จริงๆแล้วทุกบริษัทในประเทศไทยต้องเป็นพันธมิตรกับผู้ถือหุ้นใหญ่ ไม่งั้นทำธุรกิจไม่ได้ไว้วันหลังผู้เขียนจะเปิดให้ฟังว่าทำไมประเทศไทยถึงฉีกตำราเศรษฐศาสตร์
   
   แต่ถ้าเห็นแล้วจะรู้เลยว่าคนบางคนยังตามล้างผลาญผู้เขียนไม่เลิก และทำให้ผู้เขียนไม่อยากทำงานในบริษัท จนต้องหาทางออกด้วยการเขียนบทความ

    ทุกอย่างย่อมมีสาเหตุและผู้เขียนรู้อยู่สาเหตุหนึ่งคือ มีบางคน(จริงๆแล้วหลายคน) เปิดความลับกับผู้เขียน (นั้นแสดงว่าพวกเขาต้องบีบให้ผู้เขียนตายให้ได้) คนบางคนจะมีวิธีฆ่าคนให้ได้คือต้องบอกความลับของเราให้อีกฝ่ายรู้ (นั้นหมายถึงต้องฆ่าผู้ที่กุมความลับไว้ให้ได้)

   แต่สิ่งที่ผู้เขียนมั่นใจคือคนบางคนคงมีพันธะสัญญาว่าต้องให้ผู้เขียนฆ่าตัวตายเท่านั้น (มันเป็นเกมของพวกโรคจิต) ไม่งั้นป่านนี้ผู้เขียนตายไปแล้ว ผู้เขียนจึงมานั่งทบทวนตัวเองและเข้าใจสาเหตุแล้ว จึงเขียนประวัติศาสตร์ผ่านมุมมอง(เข้าข้างตัวเอง) ของผู้เขียนเท่านั้น และขอเปิดเหตุการณ์บางอย่างในสมัยที่ผู้เขียนทำงานในธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย และนี้เป็นตัวจริงของ ดร.สุเมธ ตันติเวชสกุล

   "ดร.สุเมธมาไม่ไปหาหรือ" เพื่อนคนหนึ่งในธนาคารไทยพาณิชย์ถามผู้เขียน
   "พอดีเราติดงานอยู่" ผู้เขียนสงสัยในใจว่าทำไมต้องไปหาด้วยเหรอ แล้วดร.สุเมธเป็นใครหว่า
   "แกนี่โง่เนอะ ใครๆก็ไปหากันทั้งนั้น"
   "เราไม่เข้าใจ ดร.สุเมธเป็นใครทำไมทุกคนต้องไปหา" ผู้เขียนตอนนั้นไม่รู้จักจริงๆ
   "ไม่รู้จริงหรือ"  เพื่อนที่ทำงานย้ำกับผู้เขียน
   "ไม่รู้จริงๆ" ผู้เขียนสงสัย
   "ดร.สุเมธ เป็นเลขาในหลวงไง ท่านมาที่นี่ ไปหาสิ"
   "ไม่เอา เราติดงาน แต่ไม่เข้าใจเวลาท่านมา คนทุกคนต้องไปหมดเลยเหรอ" ผู้เขียนสงสัยเพราะว่าสำนักงานใหญ่มีคนเกินสองพันคน ต้องไปหาท่านด้วยหรืออีกอย่างผู้เขียนเป็นพนักงานระดับล่างเท่านั้น
   "แกนี่โง่ ทุกคนไปหาทั้งนั้น คนทั้งชั้นก็ไปหมดแล้ว" เพื่อนที่ทำงานหันไปรอบชั้นที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ (ผู้เขียนทำงานชั้น 12)

   ผู้เขียนก็หันไปรอบๆเช่นกันก็ไม่มีคนอยู่เลยในชั้นนั้น แต่ผู้เขียนติดงานเพราะหัวหน้าทีมผู้เขียนสั่งไว้ว่างานด่วน ผู้เขียนยังสงสัยว่าต้องไปหาด้วยเหรอ
   "ถามจริงๆเหอะ ต้องไปหากันหมดเหรอ ถ้าท่านอยู่ชั้น 12 ชั้นเดียวกับผู้เขียนอาจจะเดินไปหาแต่ไม่ใช่สักหน่อย" ผู้เขียนยังสงสัยมาก
   "ตามใจแก" เพื่อนที่ทำงานก็เดินไป
   
   แล้วไม่กี่วันผู้เขียนก็เห็นผู้สูงอายุท่านหนึ่งมาที่ชั้น 12 แล้วเห็นผู้ใหญ่ฝ่ายผู้เขียนยกมือไหว้ใหญ่
   ตอนนั้นผู้เขียนเข้าใจว่า ผู้สูงอายุท่านนั้นเป็นลูกค้าธนาคารเพราะฝ่ายที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นเดินไปมักมีคนนอกเข้ามาเป็นประจำ แต่ผู้เขียนก็ทำงามตามปกติไม่ได้สนใจจริงๆ เพราะฝ่ายที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นเดินไปหา คนละทีมและคนละสายงานของผู้เขียน

   วันที่ได้พบกับดร.สุเมธ ตันติเวชสกุล อีกครั้ง
   ผู้เขียนได้อยู่ในลิฟท์กับผู้สูงอายุท่านหนึ่ง
   "ชั้น 22" ผู้สูงอายุกดปุ่มพร้อมบอกชั้น
   ตอนนั้นผู้เขียนไม่ได้คิดอะไร เฉยๆ
   "ซี 22" ผู้สูงอายุพูดออกมาอีก
   ผู้เขียน ?? ไม่เข้าใจ แต่ไม่ได้คิดอะไรก็กดชั้นตัวเองแล้วเดินออกมาตามปกติ

   อีกวันที่ได้พบดร.สุเมธ ตันติเวชสกุล
   ผู้สูงอายุท่านนั้นเดินเข้ามาที่ฝ่ายผู้เขียน ในขณะที่ผู้เขียนเดินออกไปพอดี (ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าเดินไปเข้าห้องน้ำหรือทำธุระ)
   "ให้โอกาสสุดท้ายแล้วนะ" ผู้สูงอายุท่านนั้นบอกกับผู้เขียน
   ผู้เขียน ?? ไม่เข้าใจ

   และเกิดเหตุการณ์บ้าบอคอแตกกับผู้เขียนจนกระทั่งผู้เขียนต้องลาออกไป

   เวลาผ่านไปสองปีกว่า
   วันที่ได้พบดร.สุเมธ ตันติเวชสกุล (ตึกฐานเศรษฐกิจ บรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง)
   ผู้เขียนไม่รู้จักดร.สุเมธและไม่รู้จักหน้าตาตัวจริงมาก่อน เคยเห็นแต่ในทีวี
   
   ตอนที่ดร.สุเมธบรรยาย ผู้เขียนก็ว่าคุ้นๆ สงสัยจากทีวีแต่ตัวจริงเห็นบุคคลิก ความสูงและความภูมิใจกับคนแรกของประเทศไทยที่ได้
   "ซี 22"  (มาจาก ซี 11 สองตำแหน่ง รวมกันเป็น ซี 22 ตอนแกบรรยายรู้สึกภูมิใจมาก)
   ทำให้ข้าพเจ้าจำเรื่องธนาคารไทยพาณิชย์ได้ทั้งหมดเลยว่าเป็น
   ผู้สูงอายุในธนาคารไทยพาณิชย์ กับ เลขาในหลวงคือคนนี้เอง

   ตอนบรรยายผู้เขียนมีคำถามดร.สุเมธคนนี้ แต่ท่านตอบคำถามผู้เขียนไม่กระจ่าง และไม่ยอมให้ผู้เขียนเปิดโอกาสถามต่อ ยังพูดอีกว่าตัวท่านมีดาบอาญาสิทธ์และทำเป็นไม่รู้จักผู้เขียน ลองหาเทป(ที่ไม่ตัดต่อ)ดูนะครับ

   ผู้เขียนจึงเข้าใจเรื่องบางเรื่องของพวกชั้นสูง
   1.พวกชั้นสูงบางคนเวลาคบใครหรือรู้จักใครจะสืบเรื่องของคนๆนั้นก่อน ฉะนั้นโอกาสที่ไม่รู้จักนั้น พวกคนชั้นสูงจะไม่เชื่อ และคิดว่าคนบางคนทำเป็นไม่รู้จักมากกว่า
   2.พวกชั้นสูงบางคนชอบทดสอบพวกคนระดับล่างเพราะคิดว่าตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น เลยชอบให้ลูกน้องจับผิด หรือทดสอบบ้าบอคอแตก
   3.พวกชั้นสูงบางคนจะไม่ลงมือเอง แต่ชอบส่งตัวแทนจัดการโดยมีตัวเองเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

   สำหรับดร.สุเมธ ตันติเวชสกุล ผู้เขียนเข้าใจแล้ว ดร.สุเมธคนนี้คงโมโหที่ผู้เขียนไม่ยกมือไหว้ท่าน แต่จะบอกว่าตอนที่ผู้เขียนอยู่ธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้เขียนไม่เคยเห็นและไม่รู้จักจริงๆ เพราะไม่ได้อยู่วงการชั้นสูง และในทีวีดร.สุเมธในตอนนั้นยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ (ผู้เขียนลาออกจากที่ธนาคารไทยพาณิชย์เมื่อ ตุลาคม ปี 2546)

   อย่าลืมนะครับ ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่มีคนเป็นพันคน จะให้ผู้เขียนเดินผ่านแล้วยกมือไหว้คนสูงอายุกว่าผู้เขียนทุกคนในธนาคารก็เกินไป (เห็นกันอยู่ทุกวัน)
   
   ฉะนั้นผู้เขียนจึงไม่ได้ตอแหลทำเป็นจุดเด่นเรียกร้องความสนใจ ส่วนดร.สุเมธ ตันติเวชสกุล ต่างหากทำเป็นไม่รู้จักผู้เขียนตอนบรรยายเศรษฐกิจพอเพียง
   
   เพราะฉะนั้นบทเรียนที่ได้จากธนาคารไทยพาณิขย์ให้กับคนรุ่นใหม่คือ คนบางคนทำเป็นมีเมตตาธรรม ไม่ถือสาหาความ แต่จริงๆแล้วในใจของพวกเขาร้อนรน ขาดความอบอุ่นเลยต้องให้ผู้อื่นมาสนใจ และหาทางเชือดไก่(อ่อนแอ)ให้ลิงดูว่าตัวเองเก่งแค่ไหน และที่สำคัญคนบางคนทำตัวดูน่าเลื่อมใส ผู้เขียนเลยของเปิดนิสัยที่แท้จริงของหัวหน้าบางคนในขณะทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ SCB

   หัวหน้าทีมคนหนึ่ง(ผู้ชายสูงอายุ) อยู่คนละฝ่ายกับผู้เขียน
   "เย็นนี้ว่างไหม ไปทานข้าวกัน" หัวหน้าทีมคนหนึ่งถามผู้เขียน
   "ไม่ว่างครับ พอดีพี่หัวหน้าสั่งงานไว้ตอนเย็น" ผู้เขียนตอบ
   "คุณนี้โง่จริงๆ"
    ผู้เขียน ?? ไม่เข้าใจ

   พึ่งจะมาเข้าใจตอนหลังว่าพวกผู้ใหญ่พูดหมายถึงอะไร ผู้เขียนไม่ได้แกล้งซื่อ ผู้เขียนซื่อจริงๆ ใครจะไปคิดว่าทำงานธนาคารจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย ผู้เขียนไม่ได้ทำงานในบาร์อะโกโก้สักหน่อย จะได้ทำเป็นซื่อไม่รู้ว่าชวนไปร้องคาราโอเกะที่ห้องหมายถึงอะไร

----------------- บทสรุป -----------------------   
   ระวังบุตร หลานที่ทำงานในบริษัทขุนนางบางคน คนพวกนี้คิดว่าตัวเองวิเศษกว่าผู้อื่น ชอบเอาตำแหน่งใหญ่กว่า คิดว่าตัวเองใหญ่กว่าบังคับผู้อื่น

   สำหรับผู้เขียนไม่กลัวเลยเรื่องขู่ ผู้เขียนเป็นคนขี้ขลาดแต่จับไต๋ได้ว่าคนบางคนขี้ขลาดกว่าผู้เขียนอีก เลยชอบรังแกคนอ่อนแอกว่าและอยากให้ผู้อ่านได้คิดนะครับว่า คนที่โดนบีบให้ฆ่าตัวตายจะโดนบีบถึงขนาดไหน

   ใครเชื่อหรือไม่เชื่อผู้เขียนก็ได้ ผู้เขียนไม่ได้สนใจ และคิดว่าเรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนโดนรังแกหรือเปล่า ขอบอกว่ายังไม่ใช่ เพราะถ้าคุณอ่านบรรทัดบนจะเห็นเลยว่ามีบริษัทใหญ่ๆ มาเรียกผู้เขียนสมัครงานก่อนผู้เขียนทำงานธนาคารไทยพาณิชย์อีก ทั้งๆที่เกรดผู้เขียนแค่ 2.2 เท่านั้น

   ตอนนี้เข้าใจสาเหตุทั้งหมดแล้ว  ผู้เขียนภูมิใจมากที่ไม่ยกมือไหว้ใครบางคน ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าตอนเจอดร.สุเมธ ตันติเวชสกุล ที่ตึกฐานเศรษฐกิจผู้เขียนยกมือไหว้หรือไม่ ถ้าผู้เขียนยกมือไหว้ผู้เขียนขอถอนด้วย
   เพราะผู้เขียนยกมือไหว้แต่สิ่งดีงาม(ของแท้) เท่านั้น

   เปิดความลับอีกอันครับประศาสตร์ย้อนรอยแน่ จริงๆแล้วไม่อยากเตือนเลย(แล้วผมจะเฉลยว่าทำไม) สมัยก่อนมีอยู่ประเทศหนึ่งที่ขี้ขลาดให้พวกต่างชาติตั้งฐานทัพทำลายเพื่อนบ้าน ตอนนี้ก็ยังทำอยู่แต่เปลี่ยนรูปแบบวิธีการเท่านั้น  และจะบอกประเทศเพื่อนบ้านว่าสายลับบางคนเป็นดาราฮอลีวูดด้วย

   ใครที่ชอบบอกว่าชีวิตจริงเหมือนนิยาย จริงๆแล้วนิยายต่างหากเอาเรื่องชีวิตจริงไปแต่ง
   แล้วผู้เขียนจะเขียนสาเหตุจริงๆว่าเหตุที่เกิดเพราะอะไร
---------------------------------------------------------------------------------
   ถ้าคุณชอบบทความนี้ ช่วยอ่านบทความในเวปนี้ด้วยครับ มีลิงค์บทความให้อ่านอีกมากมาย http://scbbadth.tripod.com หรือ http://www.geocities.com/scb100yr หรือ http://board.dmisc.com/talktome เหมือนกันหมดครับ
--------------------------------------------------------------------------------
   ตอนนี้ผมว่างงาน ผมทำงานหรือใช้ชีวิตทำงานแบบปกติไม่ได้เพราะธนาคารไทยพาณิชย์ ผมเลยคิดว่าอยากเขียนบทความ เรื่องสั้น นิยาย นิทาน หากผู้ใดอ่านแล้วชื่นชอบแล้วอยากซื้อ เหมือนเราซื้อหนังสือ แต่เปลี่ยนจากหนังสือเป็นเว็บแทน ยินดีรับเงินจากผู้อ่านตามนี้ครับ หรือใครอยากอ่านเฉยๆไม่อยากให้เงิน ผมก็ยินดีเพราะของฟรีมีในโลกครับ ขอให้อ่านก็พอ

   ขอยืนยันอีกครั้งว่านี้ไม่ใช่การบริจาคหรือขอเงินแต่เป็นการใช้สมองของผู้เขียนขายบทความทางเว็บเท่านั้น

   แก้ไขเลขที่บัญชีใหม่
   ธนาคาร ไทยธนาคาร
   สาขา ย่อยจักรวรรดิ
   เลขที่บัญชี 068-2-04705-4
   ชื่อไทย นายนบณัฐพงศ์ สุริยาโรจน์
   ชื่ออังกฤษ MR.NOBNUTPONG SURIYAROJ

       ผมจะไม่ฆ่าตัวตายและชีวิตผมไม่ชอบแช่งใคร เพราะมีคนเคยสอนว่าไม่ดี แต่วันนี้ผมขอสาปแช่งว่า ผู้ใดที่กระทำให้ นายนบณัฐพงศ์ สุริยาโรจน์ เป็นผู้ที่ลำบากกายหรือลำบากใจอย่างปัจจุบันนี้ ในทางตรงหรือทางอ้อม หรือ เบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง โดยมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาแต่รู้ตัวก็ตาม โดยไม่รับผิดชอบหรือวางเฉยและไม่บอกกล่าวให้นายนบณัฐพงศ์ สุริยาโรจน์ได้รับทราบตลอดไป ผมขอให้ผู้นั้นทั้งตระกูลพินาศและขอให้ธนาคารไทยพาณิชย์พินาศด้วยเช่นกัน


บันทึกการเข้า
engg
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 388


« ตอบ #1 เมื่อ: 27-03-2007, 21:07 »

เคยถือแก้วน้ำไหมครับ ถือ 10 นาฑี ไม่รู้สึกอะไร ถือ 1 ชม. 1 วัน 1 ปี ร่างกายจะรับไม่ไหว จิตใจก็รับไม่ไหว วางแก้วเถอะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: