ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
18-10-2019, 17:22
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ตกหล่นจะเพิ่มให้ภายหลัง 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 [2] 3
ตกหล่นจะเพิ่มให้ภายหลัง  (อ่าน 5410 ครั้ง)
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #50 เมื่อ: 11-02-2007, 22:41 »

ฆ่ากิเลส
ฆ่าความชั่ว
ฆ่าความเห็นแก่ตัว
ฆ่าความคิดอันเป็นอกุศลจิต
ฯลฯ

"ฆ่า" เหล่านี้คงไม่ต้องเอามีดไปเชือดคอ


แต่ฆ่าชอบแถนี่ไม่แน่
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #51 เมื่อ: 11-02-2007, 22:45 »

ฆ่ากิเลส
ฆ่าความชั่ว
ฆ่าความเห็นแก่ตัว
ฆ่าความคิดอันเป็นอกุศลจิต
ฯลฯ

"ฆ่า" เหล่านี้คงไม่ต้องเอามีดไปเชือดคอ


แต่ฆ่าชอบแถนี่ไม่แน่


เอาม้าไปฆ่าทิ้ง คงไม่มีใครคิดว่า ฆ่ากิเลส หรอกนะ
คำว่า 'ฆ่า' ถ้าใช้โดดๆ คงไม่มีใครหมายถึง ฆ่าสามสี่อย่างที่ยกขึ้นมาหรอก
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #52 เมื่อ: 11-02-2007, 22:51 »

สาธุ คุณอังศนา
เมื่อพระพุทธเจ้าเลิกสั่งสอนว่ากล่าว ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ
ก็ย่อมหมดโอกาสเจริญเติบโตในทางธรรม มิอาจล่วงทุกข์ได้
ต้องโดนของร้อน 3 สิ่ง ราคะ โทสะ โมหะ แผดเผาจิตจนตายไปเอง
เวลาอยากได้อะไร โกรธใคร ลุ่มหลงใคร ลองตรวจสภาวะรูปแลนามดู
เป็นเช่นดังว่าหรือไม่

หลายอาจสงสัยว่าทำไมจึงต้องแปลไทยออกมาด้วยสำนวนลักษณะนี้
อยากให้พิจารณาตรงนี้ก่อน

พุทธคุณ 3 (virtues, qualities or attributes of the Buddha)
       1. ปัญญาคุณ (พระคุณคือพระปัญญา — wisdom)
       2. วิสุทธิคุณ (พระคุณคือความบริสุทธิ์ — purity)
       3. กรุณาคุณ (พระคุณคือพระมหากรุณา — compassion)

ก็ที่เราจุดธูปกัน 3 ดอกนั้นแลคือการบูชาพุทธคุณของพระพุทธเจ้านั่นเอง
การคงไว้ซึ่งสำนวนเดิมในการแปลถือเป็นเรื่องเคร่งครัดที่ชาวพุทธฝ่ายเถรวาทควรปฎิบัติ
เพื่อคงไว้ซึ่งพุทธวจนะแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ธรรมทายาทรุ่นหลัง
ได้ทราบซึ้งถึงพุทธคุณดังสมัยพุทธกาล
บันทึกการเข้า
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #53 เมื่อ: 12-02-2007, 08:29 »

"ฆ่า" เหล่านี้คงไม่ต้องเอามีดไปเชือดคอ
แต่ฆ่าชอบแถนี่ไม่แน่

ไม่เอานาท่าน cameronDZ
ไม่เช่นนั้นศีลข้อ 1 ขาดแน่ครับ

 
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #54 เมื่อ: 12-02-2007, 08:48 »

สาธุ คุณอังศนา
เมื่อพระพุทธเจ้าเลิกสั่งสอนว่ากล่าว ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ
ก็ย่อมหมดโอกาสเจริญเติบโตในทางธรรม มิอาจล่วงทุกข์ได้
ต้องโดนของร้อน 3 สิ่ง ราคะ โทสะ โมหะ แผดเผาจิตจนตายไปเอง

สาธุ !
หวังว่าท่าน Upasaka คงแวะมาโปรดพวกเราอีกนะครับ
ขอนม้สการครับ

บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #55 เมื่อ: 12-02-2007, 10:39 »

คือ คำสอนจากศาสนาพุทธเป็นได้แค่ข้อแนะนำ ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง ไม่มีบทลงโทษทางศาสนาหรือทางสังคม
เหมือนศาสนาคริสต์หรือศาสนาอิสลาม ใครปฏิบัติได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขนาดศีลห้ายังรักษากันไม่ค่อยจะ
ได้ เพราะคำสอนผ่านมาหลายปีจึงคลุมเครือถูกตีความต่างไปในแต่ละท้องถิ่น แม้การพูดเสียดสียังผิดศีลได้

ผมไม่ใช่พุทธศาสนิกชน แต่เข้ามาช่วย confirm ความมั่วของ "แถ" ว่ามั่วได้ทุกศาสนา
ในคริสต์ศาสนาไม่มีบทลงโทษทางศาสนาครับ

1 There is therefore now no condemnation to them which are in Christ Jesus, who walk not after the flesh, but after the Spirit.
2 For the law of the Spirit of life in Christ Jesus hath made me free from the law of sin and death.
... Romans 8:1-2


For the wages of sin is death; but the free gift of God is eternal life

1 What shall we say then? Shall we continue in sin, that grace may abound?

2 God forbid. How shall we, that are dead to sin, live any longer therein?

3 Know ye not, that so many of us as were baptized into Jesus Christ were baptized into his death?

4 Therefore we are buried with him by baptism into death: that like as Christ was raised up from the dead by the glory of the Father, even so we also should walk in newness of life.

5 For if we have been planted together in the likeness of his death, we shall be also in the likeness of his resurrection:

6 Knowing this, that our old man is crucified with him, that the body of sin might be destroyed, that henceforth we should not serve sin.

7 For he that is dead is freed from sin.

8 Now if we be dead with Christ, we believe that we shall also live with him:

9 Knowing that Christ being raised from the dead dieth no more; death hath no more dominion over him.

10 For in that he died, he died unto sin once: but in that he liveth, he liveth unto God.

11 Likewise reckon ye also yourselves to be dead indeed unto sin, but alive unto God through Jesus Christ our Lord.

12 Let not sin therefore reign in your mortal body, that ye should obey it in the lusts thereof.

13 Neither yield ye your members as instruments of unrighteousness unto sin: but yield yourselves unto God, as those that are alive from the dead, and your members as instruments of righteousness unto God.

14 For sin shall not have dominion over you: for ye are not under the law, but under grace.

15 What then? shall we sin, because we are not under the law, but under grace? God forbid.

16 Know ye not, that to whom ye yield yourselves servants to obey, his servants ye are to whom ye obey; whether of sin unto death, or of obedience unto righteousness?

17 But God be thanked, that ye were the servants of sin, but ye have obeyed from the heart that form of doctrine which was delivered you.

18 Being then made free from sin, ye became the servants of righteousness.

19 I speak after the manner of men because of the infirmity of your flesh: for as ye have yielded your members servants to uncleanness and to iniquity unto iniquity; even so now yield your members servants to righteousness unto holiness.

20 For when ye were the servants of sin, ye were free from righteousness.

21 What fruit had ye then in those things whereof ye are now ashamed? for the end of those things is death.

22 But now being made free from sin, and become servants to God, ye have your fruit unto holiness, and the end everlasting life.

23 For the wages of sin is death; but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

... Roman 6:1-23 (KJV)

ตกลงคำว่า "บทลงโทษทางศาสนา" ที่คุณพูดถึงนี่เป็นการลงโทษแบบไหนครับ คำว่า "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย" นั่นเป็นความหมายเชิงจิตวิญญาณ หมายถึงการ "ตาย" จากพระเจ้า

For all have sinned, and come short of the glory of God;
... Roman 3:23 (KJV)

ไม่ได้หมายความว่าให้เอาคนบาปไปฆ่า ศานาพุทธก็มีคำสอนเรื่อง นรก สวรรค์ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว อย่างนี้เรียกว่า "บทลงโทษทางศาสนา" หรือเปล่าครับ


บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #56 เมื่อ: 12-02-2007, 10:48 »

ถ้าคุณคิดว่านรก สวรรค์ เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ แสดงว่าคุณเข้าใจผิด เพราะพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ยืนยันเรื่องนี้
ส่วนบทลงโทษทางศาสนาคริสต์เนื่องจาก บาป ก็ชัดในคำอยู่แล้วไง คงไม่ต้องแปลอะไรอีก
บันทึกการเข้า
buntoshi
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,348



« ตอบ #57 เมื่อ: 12-02-2007, 12:13 »

ขอบคุณจริงๆ ครับ สำหรับ กระทู้นี้ 

จะเห็นได้ว่าผู้ที่ไม่มีผู้มีมิจฉาทิฏฐิ จะเข้าใจ ว่าคุณ Upasaka สื่อความหมายให้ประโยชน์ให้แง่คิดแค่ใหน

ผมได้เห็น สมาชิกใหม่ ที่สมัครมาเพื่อขอบคุณ คุณ Upasaka โดยเฉพาะ ผมรู้สึกดีใจแทนจริงๆครับ

กระทู้ดีๆ ขนาดนี้ ยังมีสิ่งที่ให้แถได้ จะนับถือหรือจะฆ่าดี 

ทุกวันพุทธบริษัท ทั้งหลาย ยิ่งห่างไกลพระธรรมคำสั่งสอน ที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ ก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องดีเรื่องถูกเรื่องควร

แต่กลับไปเข้าใกล้ตัณหาที่พระธรรมให้หลีกเลี่ยงเข้าทุกวัน

นี่แหล่ะครับ มนุษย์ ที่ไม่อาจหลุดพ้น
บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง รวมทั้งคนดีทุกคน ล้วนเก่งทั้งนั้น....  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
---------------------------
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #58 เมื่อ: 12-02-2007, 13:03 »

ถ้าคุณคิดว่านรก สวรรค์ เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ แสดงว่าคุณเข้าใจผิด เพราะพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ยืนยันเรื่องนี้
ส่วนบทลงโทษทางศาสนาคริสต์เนื่องจาก บาป ก็ชัดในคำอยู่แล้วไง คงไม่ต้องแปลอะไรอีก

แล้วเรื่อง "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" กับ "กฏแห่งกรรม" ล่ะครับคุณ "ม้าแถ"
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #59 เมื่อ: 12-02-2007, 14:08 »

ถ้าคุณคิดว่านรก สวรรค์ เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ แสดงว่าคุณเข้าใจผิด เพราะพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ยืนยันเรื่องนี้
ส่วนบทลงโทษทางศาสนาคริสต์เนื่องจาก บาป ก็ชัดในคำอยู่แล้วไง คงไม่ต้องแปลอะไรอีก

แล้วเรื่อง "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" กับ "กฏแห่งกรรม" ล่ะครับคุณ "ม้าแถ"

กฎแห่งกรรม คือ ผลที่ได้จากการกระทำของตนเอง ไม่ได้หมายถึงว่า ทำเลวต้องได้ผลกรรมตกนรก
หรือว่า ทำเลวในชาตินี้ก็จะมีอะไรมาบันดาลให้ประสบความวิบัติในชาตินี้
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็เป็นเหตุเป็นผล เหมือนคนคิดชั่วมายึดอำนาจการปกครองประเทศ แล้วให้
ข่าวชั่วๆ บอกว่าสนามบินจะพังพินาศ ผลกรรมก็คือ คนไม่เชื่อถือ ไม่มาเที่ยว ประเทศก็ขาดรายได้
ความเดือนร้อนสุดท้ายก็จะสะท้อนกลับไปยังคนก่อกรรม คือ พวกมายึดครองประเทศนั่นเอง
บันทึกการเข้า
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #60 เมื่อ: 12-02-2007, 14:20 »

พอเถอะ แถเอ๋ย
จะเอา "ความรู้สึก" มาเถียงกับ "ความรู้" ก็เอาแต่พองาม
มากไปน่ารำคาญ

จริง ๆ อยากยก ปฏิจจสมุปบาท เหตุปัจจัยอันว่าด้วยการเกิดและการดับ 12 ประการ มาขยายสมองให้
แต่คิดว่าอธิบายไปก็เหนื่อยเปล่า
ในเมื่อ "ความรู้สึก" ของแถ มันรู้อยู่แค่ว่า
การเกิด คือ การหลุดออกจากช่องคลอดแม่มาร้องอุแว้ ๆ
และ การดับ ก็คือการหมดลมหายใจ ตายแหงแก๋ เท่านั้น

ก็จงเป็นบัวใต้น้ำ เป็นม้าที่สอนไม่ได้ เป็นบ่าวที่ดีของพญามาร(หน้าเหลี่ยม) ต่อไป เทอญ
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
Coolly_Jade
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 318


ฉันจะบิน บิน บิน สู่เสรีภาพอันยิ่งใหญ่


« ตอบ #61 เมื่อ: 12-02-2007, 14:23 »

แถไปตรวจสุขภาพจิตบ้างเสียเถิด หนักมากแล้วนะ
บันทึกการเข้า

ทักษิณาธิปไตย เสรีทางความคิด เผด็จการต่อการแสดงออก ใครเห็นด้วยเป็นคนดี ใครคัดค้านเป็นกุ๊ย
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #62 เมื่อ: 12-02-2007, 14:30 »

พอเถอะ แถเอ๋ย
จะเอา "ความรู้สึก" มาเถียงกับ "ความรู้" ก็เอาแต่พองาม
มากไปน่ารำคาญ

จริง ๆ อยากยก ปฏิจจสมุปบาท เหตุปัจจัยอันว่าด้วยการเกิดและการดับ 12 ประการ มาขยายสมองให้
แต่คิดว่าอธิบายไปก็เหนื่อยเปล่า
ในเมื่อ "ความรู้สึก" ของแถ มันรู้อยู่แค่ว่า
การเกิด คือ การหลุดออกจากช่องคลอดแม่มาร้องอุแว้ ๆ
และ การดับ ก็คือการหมดลมหายใจ ตายแหงแก๋ เท่านั้น

ก็จงเป็นบัวใต้น้ำ เป็นม้าที่สอนไม่ได้ เป็นบ่าวที่ดีของพญามาร(หน้าเหลี่ยม) ต่อไป เทอญ

ถ้าไม่มีความเข้าใจอะไรในศาสนาพุทธเลย ก็อย่าได้ยกอะไรขึ้นมาอ้างส่งเดช ไม่ได้เกี่ยวเรื่องซักนิด
บันทึกการเข้า
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #63 เมื่อ: 12-02-2007, 15:32 »

ถ้าคุณคิดว่านรก สวรรค์ เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ แสดงว่าคุณเข้าใจผิด เพราะพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ยืนยันเรื่องนี้
ส่วนบทลงโทษทางศาสนาคริสต์เนื่องจาก บาป ก็ชัดในคำอยู่แล้วไง คงไม่ต้องแปลอะไรอีก

แล้วเรื่อง "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" กับ "กฏแห่งกรรม" ล่ะครับคุณ "ม้าแถ"

กฎแห่งกรรม คือ ผลที่ได้จากการกระทำของตนเอง ไม่ได้หมายถึงว่า ทำเลวต้องได้ผลกรรมตกนรก
หรือว่า ทำเลวในชาตินี้ก็จะมีอะไรมาบันดาลให้ประสบความวิบัติในชาตินี้
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็เป็นเหตุเป็นผล เหมือนคนคิดชั่วมายึดอำนาจการปกครองประเทศ แล้วให้
ข่าวชั่วๆ บอกว่าสนามบินจะพังพินาศ ผลกรรมก็คือ คนไม่เชื่อถือ ไม่มาเที่ยว ประเทศก็ขาดรายได้
ความเดือนร้อนสุดท้ายก็จะสะท้อนกลับไปยังคนก่อกรรม คือ พวกมายึดครองประเทศนั่นเอง

แล้วคนพเนจรไม่มีแผ่นดินจะอยู่ต้องระหกระเหินไปประเทศโน้นทีประเทศนี้ทีเพราะทรยศต่อชาติบ้านเมือง อย่างนี้พอจะเกี่ยวกับกฏแห่งกรรมหรือว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือเปล่าครับ
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #64 เมื่อ: 12-02-2007, 16:00 »

ถ้าคุณคิดว่านรก สวรรค์ เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ แสดงว่าคุณเข้าใจผิด เพราะพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ยืนยันเรื่องนี้
ส่วนบทลงโทษทางศาสนาคริสต์เนื่องจาก บาป ก็ชัดในคำอยู่แล้วไง คงไม่ต้องแปลอะไรอีก

แล้วเรื่อง "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" กับ "กฏแห่งกรรม" ล่ะครับคุณ "ม้าแถ"

กฎแห่งกรรม คือ ผลที่ได้จากการกระทำของตนเอง ไม่ได้หมายถึงว่า ทำเลวต้องได้ผลกรรมตกนรก
หรือว่า ทำเลวในชาตินี้ก็จะมีอะไรมาบันดาลให้ประสบความวิบัติในชาตินี้
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็เป็นเหตุเป็นผล เหมือนคนคิดชั่วมายึดอำนาจการปกครองประเทศ แล้วให้
ข่าวชั่วๆ บอกว่าสนามบินจะพังพินาศ ผลกรรมก็คือ คนไม่เชื่อถือ ไม่มาเที่ยว ประเทศก็ขาดรายได้
ความเดือนร้อนสุดท้ายก็จะสะท้อนกลับไปยังคนก่อกรรม คือ พวกมายึดครองประเทศนั่นเอง

แล้วคนพเนจรไม่มีแผ่นดินจะอยู่ต้องระหกระเหินไปประเทศโน้นทีประเทศนี้ทีเพราะทรยศต่อชาติบ้านเมือง อย่างนี้พอจะเกี่ยวกับกฏแห่งกรรมหรือว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือเปล่าครับ

การไม่ได้อยู่ในประเทศย่อมเป็นผลกรรมที่ทำไว้ แต่เรื่องแบบนี้ต้องดูกันยาว
เพราะว่าถ้าตอนจบท่านไม่ลำบากอะไรแสดงว่าไม่ใช่ผลกรรมแห่งความชั่ว
เพียงแต่เป็นกรรมที่ไปก่อไว้กับผู้มีบารมีอะไรซักอย่าง มันก็เป็นเหตุผลไม่ใช่
เรื่องมหัศจรรย์มีเทพมาดลบันดาลให้เกิดผลกรรมเหมือนอย่างที่คนเข้าใจ
บันทึกการเข้า
Scorpio6
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,210


Man on Mission *เสี่ยวฯ>สันติภาพ*


« ตอบ #65 เมื่อ: 13-02-2007, 00:37 »

ดูท่า คุณอุบาสก ยังไม่เคยเผชิญกับ "นักรับจ้างตะแบง ผู้อายไม่เป็น" นะครับ

ไม่เป็นไรครับ ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง

ต้องอย่างนี้ครับ...ประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง

นับถือ
บันทึกการเข้า



คิดจะล้มระบอบทักษิณ ต้องอ่านใจเนวินและเพื่อน
บล็อกเสี่ยวไทบ้าน*แวะเยี่ยมRepublican Collage ของคุณสุธา ชันแสง*
http://www.oknation.net/blog/thaibaan/2008/03/26/entry-1
"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและในฐานะอย่างไร จงตรองหาว่า จะมีทางใช้ชีวิต
ให้เป็นประโยชน์ในทางใดบ้าง เมื่อตั้งใจคิดถึงมันแล้วก็จะพบเสมอ
ไม่ว่าอยู่ที่ใด เมื่อพบทางแล้วจงลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์"
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #66 เมื่อ: 13-02-2007, 06:59 »

ศาสนาพุทธมีแก่นที่เรื่องความทุกข์ การพ้นทุกข์ ถ้าตั้งใจกล่าวถึงศาสนา
ควรยกเรื่อง ไตรลักษณ์ ไตรสิกขา อริยสัจสี่ ก็พอ ไม่รู้แก่นเอากระพี้มา
แปะ ย่อมไม่มีประโยชน์อันใด
บันทึกการเข้า
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #67 เมื่อ: 13-02-2007, 07:20 »

เชื่อแล้วล่ะ ว่าชอบแถ

กระทู้นี้ มีใครเขากล่าวถึง "แก่น" ศาสนาพุทธเล่า พ่อคุณ

เขาพูดเรื่องธรรมะที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต

พ่อก็เล่นมาแถ จับวลีฆ่าม้าฆ่าแม้ว (อุ๊บ แม้วไม่มี ไม่น่าเติมสร้อย เด๋วมันก็จับวลีไปแถต่อ) ไปเถียงเป็นวรรคเป็นเวร
จับคำหนึ่ง มาเถียงลากไปอีกสามคำ ไม่จบไม่สิ้น

พอยกเรื่องปฏิจจสมุปบาท มาเป็นตัวอย่างเปรียบให้เห็นว่า การเกิด การดับ ไม่ได้มีความหมายแค่การปฏิสนธิ กับการตาย เพื่อจะให้เห็นว่า "การฆ่า" ก็ไม่ได้มีความหมายแค่การเอามีดมาเชือดคอ

มันก็ยังหาเรื่อง "แถก" ไปได้น้ำขุ่น ๆ

ไม่ยุ่งด้วยแระ
จะปั๊ม จะปั่นกระทู้ ยังไงก็ตามใจเถอะ
ขอเชิญ "ทำมาหากิน" ไปตามสะดวกนะ
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #68 เมื่อ: 13-02-2007, 07:32 »

..ก็คงต้องปลงอนิจจังละค่ะ ชาวเราทั้งหลาย

บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #69 เมื่อ: 13-02-2007, 08:57 »


เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้
มีมารตามมาผจญอยู่เรื่อยเลย
ขอเทวดาฟ้าดินช่วยปัดเป่าให้สิ่งร้ายทั้งหลายกลายเป็นดีด้วยเถิด


 
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #70 เมื่อ: 13-02-2007, 09:32 »

ศาสนาพุทธมีแก่นที่เรื่องความทุกข์ การพ้นทุกข์ ถ้าตั้งใจกล่าวถึงศาสนา
ควรยกเรื่อง ไตรลักษณ์ ไตรสิกขา อริยสัจสี่ ก็พอ ไม่รู้แก่นเอากระพี้มา
แปะ ย่อมไม่มีประโยชน์อันใด

เป็นหวัดจะผ่าตัดทำไมหนอ
หมอแนะนำให้ออกกำลังกายหนอ

แข็งแรงไม่ต้องกลัวโลกหนอ

ยังวิ่งตากฝนอยู่ ไม่รู้จะเป็นหวัดหนอ
เรื่องง่าย แนะนำแล้วไม่ปฎิบัติหนอ
จะมาขอยาอายุยืนทำไมหนอ


ไตรสิกขาขึ้นต้นด้วยศีลหนอ
วิ่งตากฝนผิดศีลหนอ เพราะไม่มีปัญญาหนอ
สมาธิอยู่ที่ไหนหนอ

ขึ้นต้นทุกข์หนอ แจกแจงเหตุแห่งทุกข์หนอ ตั้งเป้าหมายพ้นทุกข์หนอ
เขียนแผนที่ให้ชีวิตหนอ

ทุกข์นี้มีไว้รู้หนอ เหตุแห่งทุกข์นี้มีไว้ละหนอ
เส้นชัยนามนิโรธหนอ เส้นทางนามอริยมรรคหนอ

รู้จักทุกข์แล้วหนอ แต่ไม่ละทุกข์หนอ
เป้าหมายนี้ไม่แจ้งหนอ ยังละมิจฉาทิฏฐิไม่ได้หนอ


ปริยัติไม่สิกขา ปฎิบัติไม่ถูกหนอ ปฎิเวธไม่แจ้งหนอ

ปฎิจจสมุปบาทนี้ครอบคลุมทั้งหมดหนอ
อธิบายเกิดดับแห่งทุกข์หนอ
กระบวนการในปฎิจจสมุปบาทนามว่ากรรมหนอ
ปฎิจจสมุปบาทแสดงถึงปัจจัย กิเลส กรรม วิบากหนอ
์อริยสัจคืออีกรูปหนอ

ละสมุทัย ไม่ก่อกรรมหนอ ไม่เกิดหนอ ไม่ต้องเสวยวิบากหนอ

ธรรมนี้ไม่มีแก่นหนอ ไม่มีกระพี้หนอ
ธรรมนี้เนื่องด้วยสิ่งเดียวกันหนอ
ธรรมนี้คือกฎสภาวะหนอ ชื่อใดหนอ สำคัญเพียงใดหนอ
แสดงชื่อใดหนอ แสดงเพื่อใครหนอ แสดงคนละรูปหนอ

จุดธูปเรียกแล้วหนอ
ตายแล้วยังกรวดน้ำไปให้หนอ
อย่าก่อกรรมอีกเลยหนอ ชดใช้ไม่หมดหนอ
เมตตาจึงกรุณาหนอ รอมุทิตาอยู่หนอ

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-02-2007, 09:52 โดย Upasaka » บันทึกการเข้า
eAT
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,066



« ตอบ #71 เมื่อ: 13-02-2007, 10:32 »

อ้างแก่นธรรม พระสูตรบทนี้เคยอ่านหรือ?
แค่อ้างมาก็ผิดแล้ว



ไม่ว่าร้ายใคร
ไม่กระทบกระทั่งใคร
ระมัดระวังในปาติโมกข์
บริโภคพอประมาณ
อยู่ในสถานสงัด
ฝึกหัดจิตให้สงบ
นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #72 เมื่อ: 13-02-2007, 11:09 »

ถ้าคุณคิดว่านรก สวรรค์ เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ แสดงว่าคุณเข้าใจผิด เพราะพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ยืนยันเรื่องนี้
ส่วนบทลงโทษทางศาสนาคริสต์เนื่องจาก บาป ก็ชัดในคำอยู่แล้วไง คงไม่ต้องแปลอะไรอีก

แล้วเรื่อง "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" กับ "กฏแห่งกรรม" ล่ะครับคุณ "ม้าแถ"

กฎแห่งกรรม คือ ผลที่ได้จากการกระทำของตนเอง ไม่ได้หมายถึงว่า ทำเลวต้องได้ผลกรรมตกนรก
หรือว่า ทำเลวในชาตินี้ก็จะมีอะไรมาบันดาลให้ประสบความวิบัติในชาตินี้

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็เป็นเหตุเป็นผล เหมือนคนคิดชั่วมายึดอำนาจการปกครองประเทศ แล้วให้
ข่าวชั่วๆ บอกว่าสนามบินจะพังพินาศ ผลกรรมก็คือ คนไม่เชื่อถือ ไม่มาเที่ยว ประเทศก็ขาดรายได้
ความเดือนร้อนสุดท้ายก็จะสะท้อนกลับไปยังคนก่อกรรม คือ พวกมายึดครองประเทศนั่นเอง



กฎแห่งกรรม คือ ผลที่ได้จากการกระทำของตนเอง ไม่ได้หมายถึงว่า ทำเลวต้องได้ผลกรรมตกนรก
หรือว่า  ทำเลวในชาตินี้ก็จะมีอะไรมาบันดาลให้ประสบความวิบัติในชาตินี้



คุณชอบแถ2 ยังไม่รู้ซึ้ง ยังไม่เห็นอีกเหรอ...........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
engg
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 388


« ตอบ #73 เมื่อ: 13-02-2007, 13:49 »

พระเจ้ามหานาม "พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงไร บุคคลจึงจะชื่อว่าเป็นอุบาสก"

พระพุทธเจ้า "เพราะการที่บุคคลเป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสารณะ ถึงพระธรรมเป็นสารณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสารณะ ด้วยเหตุเพียงนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นอุบาสก"/b]
บันทึกการเข้า
eAT
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,066



« ตอบ #74 เมื่อ: 13-02-2007, 14:02 »

พุทธบริษัท หมู่ชนที่นับถือพระพุทธศาสนามี ๔ จำพวกคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา 

แถเข้าไป
บันทึกการเข้า
engg
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 388


« ตอบ #75 เมื่อ: 13-02-2007, 16:29 »

พรหมจรรย์(คือพระศาสนา)จะชื่อว่าสำเร็จผลแพร่หลายกว้างขวาง เป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เป็นปึกแผ่น ถึงขั้นที่ว่า เทวดาและมนุษย์ประกาศไว้ดีแล้ว ต่อเมื่อมีองค์ประกอบต่อไปนี้ครบถ้วนคือ

1.องค์พระศาสดา

2.มีภิกษุ

3.มีภิกษุณี

4.มีอุบาสก

5.มีอุบาสิกา
บันทึกการเข้า
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #76 เมื่อ: 13-02-2007, 17:28 »

อ้าว ไหง"แถ"บอกว่าศาสนาพุทธไม่มีเรื่องเทวดา นรก สวรรค์ แล้วไหง engg บอกว่ามีล่ะ
บันทึกการเข้า
engg
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 388


« ตอบ #77 เมื่อ: 13-02-2007, 18:12 »

เทวดาอาจมีหรือไม่ก็ได้ ชาติหน้าอาจมีหรือไม่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ ต้องสนใจ เพราะไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ พบสุขที่พระพุทธเจ้าค้นพบ


สิ่งที่พระพุทธรู้มีมากมาย เทียบกับใบไม้ในป่า แต่ความรู้ที่ทำให้พ้นทุกข์ พบสุข มีเท่าใบไม้ในกำมือ
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #78 เมื่อ: 14-02-2007, 08:46 »

อ้าว ไหง"แถ"บอกว่าศาสนาพุทธไม่มีเรื่องเทวดา นรก สวรรค์ แล้วไหง engg บอกว่ามีล่ะ

คุณ engg ตอบได้ชัดเจนมาก หวังว่าคุณ watson คงเข้าใจ
ศาสนาพุทธถ้าไม่เข้าใจแก่น พระพุทธรูปก็คงเป็นแค่อุปกรณ์ให้หวย หรืออุปกรณ์สร้างความหวังทางปาฏิหาริย์ให้
มนุษย์ การต่อเติมเรื่องราวเชิงอภินิหารเข้าไปในศาสนาคงเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเชื่อมากเกินไปศรัทธาก็
เปลี่ยนเป็นงมงายได้ไม่ยาก การสอนศาสนาพุทธในเมืองไทยระบบยังสู้ศาสนาคริสต์ไม่ได้ เรื่องง่ายที่สุดคือการ
สื่อสารแปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย การแปลด้วยภาษาโบราณสั้นกระชับ เช่น การวางเฉย ความเห็นชอบ
เด็กสมัยใหม่คงเข้าใจยาก ภาษาไทยปัจจุบันในบอร์ดยังใช้กันไม่ถูกแทบทุกคน ก็อาจเป็นจุดหนึ่งซึ่งทำให้เกิด
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนโดยใช้ความคิดตัวเองผสมลงไปด้วย ซึ่งต่างจากระบบของศาสนาคริสต์ซึ่งมีการแปล
เป็นภาษาไทยไว้ชัดเจนแม้กระทั่งบทสวด ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เพลง แม้กระทั่งวัดคริสต์ในชนบทผู้คนก็เข้าใจและ
ศรัทธาไม่งมงาย สมัยก่อนวงดนตรีของพวกมอร์มอนหรือสิทธิชนยุคสุดท้ายมีบทเพลงที่ทันสมัย(ในยุคนั้น)เกี่ยว
กับศาสนาในภาษาไทยแสดงให้เห็นถึงความพยายามและความเข้าใจว่าต้องสื่อสารให้ได้ ส่วนศาสนาพุทธส่วนที่
ไม่ยากก็แปลเป็นไทยให้ยาก พอยากไปก็เน้นเรื่องอภินิหาร จึงมีบางพวกสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง
ด้วยการยกภาษาบาลีมาอ้างเพื่อสร้างจุดสนใจให้ดูดีทั้งที่ควรเป็นเรื่องธรรมดามากถ้าเป็นระบบของศาสนาคริสต์
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #79 เมื่อ: 14-02-2007, 09:49 »

ชอบแถตีความพุทธศาสนาตามจริตตน วินิจฉัยโดยใช้ความรู้สึกจับล้วนๆ
บันทึกการเข้า
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #80 เมื่อ: 14-02-2007, 09:56 »

ชอบแถตีความพุทธศาสนาตามจริตตน วินิจฉัยโดยใช้ความรู้สึกจับล้วนๆ

ครับ ...
สาธุ !


 
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #81 เมื่อ: 14-02-2007, 10:09 »

ชอบแถตีความพุทธศาสนาตามจริตตน วินิจฉัยโดยใช้ความรู้สึกจับล้วนๆ
ที่ว่า หลักพุทธศาสนาขั้นมูลฐาน นั้น หมายความว่ามันเป็นหลักที่มีจุด มุ่งเฉพาะไปยังความดับทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ มีเหตุผลอยู่ในตัวมันเองที่ทุกคนอาจเห็นได้ โดยไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น นี้อย่างหนึ่ง นี่คือส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งที่เป็นหลักมูลฐาน

ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธไม่ยอมเกี่ยวข้องด้วย ไม่ยอมพยากรณ์ อย่างปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรไปเกิด เกิดอย่างไร ได้รับผลอย่างไร อย่างนี้มันไม่ใช่เป็นปัญหาที่มุ่งตรงไปยังเรื่องความดับทุกข์ และยิ่งกว่านั้นมันยังไม่เป็นพุทธศาสนา ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ไม่อยู่ในขอบวงของพุทธศาสนา เพราะไม่ได้มุ่งหมายที่จะดับทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง แล้วอีกอย่างหนึ่งผู้ถามนั้นก็ได้แต่เชื่อตามผู้พูดดายไปเพราะว่าผู้ตอบ ก็ไม่อาจจะเอาอะไรมาแฉให้เห็นได้ ได้แต่พูดไปตามความจำและความรู้สึก ผู้ฟัง ก็ไม่อาจจะเห็นสิ่งนั้นได้ ก็ต้องเชื่อตามผู้พูดดายไป มันก็เลยเตลิดออกไปนอกเรื่องทีละนิด ๆ จนเป็นเรื่องอื่นไป ไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ และอยู่ในลักษณะที่ผู้ฟังต้องเชื่อตามผู้พูดอย่างหลับหูหลับตาเรื่อยไป แล้วเดินออกไปนอกขอบวงของความดับทุกข์ยิ่งขึ้นทุกที


ใครจะไปคิดเองได้ เอามาจากค่ายนี้ อ่านแล้วน่าจะรู้นะค่ายไหน
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #82 เมื่อ: 14-02-2007, 10:14 »


ที่ว่า หลักพุทธศาสนาขั้นมูลฐาน นั้น หมายความว่ามันเป็นหลักที่มีจุด มุ่งเฉพาะไปยังความดับทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ มีเหตุผลอยู่ในตัวมันเองที่ทุกคนอาจเห็นได้ โดยไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น นี้อย่างหนึ่ง นี่คือส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งที่เป็นหลักมูลฐาน

ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธไม่ยอมเกี่ยวข้องด้วย ไม่ยอมพยากรณ์ อย่างปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรไปเกิด เกิดอย่างไร ได้รับผลอย่างไร อย่างนี้มันไม่ใช่เป็นปัญหาที่มุ่งตรงไปยังเรื่องความดับทุกข์ และยิ่งกว่านั้นมันยังไม่เป็นพุทธศาสนา ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ไม่อยู่ในขอบวงของพุทธศาสนา เพราะไม่ได้มุ่งหมายที่จะดับทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง แล้วอีกอย่างหนึ่งผู้ถามนั้นก็ได้แต่เชื่อตามผู้พูดดายไปเพราะว่าผู้ตอบ ก็ไม่อาจจะเอาอะไรมาแฉให้เห็นได้ ได้แต่พูดไปตามความจำและความรู้สึก ผู้ฟัง ก็ไม่อาจจะเห็นสิ่งนั้นได้ ก็ต้องเชื่อตามผู้พูดดายไป มันก็เลยเตลิดออกไปนอกเรื่องทีละนิด ๆ จนเป็นเรื่องอื่นไป ไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ และอยู่ในลักษณะที่ผู้ฟังต้องเชื่อตามผู้พูดอย่างหลับหูหลับตาเรื่อยไป แล้วเดินออกไปนอกขอบวงของความดับทุกข์ยิ่งขึ้นทุกที


ใครจะไปคิดเองได้ เอามาจากค่ายนี้ อ่านแล้วน่าจะรู้นะค่ายไหน

สันโดษดับทุกข์ได้หรือไม่
โยนิโสมนสิการดับทุกข์ได้หรือไม่
อัปปมาทะดับทุกข์ได้หรือไม่
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #83 เมื่อ: 14-02-2007, 10:19 »

ไม่บอกว่าคิดเองแล้วเหรอ ส่วนที่ถามมาคงตอบไม่ได้หรอก เพราะไม่ใช่พระ(ปลอม)อ่ะ
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #84 เมื่อ: 14-02-2007, 10:24 »



คุณ engg ตอบได้ชัดเจนมาก หวังว่าคุณ watson คงเข้าใจ
ศาสนาพุทธถ้าไม่เข้าใจแก่น พระพุทธรูปก็คงเป็นแค่อุปกรณ์ให้หวย หรืออุปกรณ์สร้างความหวังทางปาฏิหาริย์ให้
มนุษย์ การต่อเติมเรื่องราวเชิงอภินิหารเข้าไปในศาสนาคงเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเชื่อมากเกินไปศรัทธาก็
เปลี่ยนเป็นงมงายได้ไม่ยาก การสอนศาสนาพุทธในเมืองไทยระบบยังสู้ศาสนาคริสต์ไม่ได้ เรื่องง่ายที่สุดคือการ
สื่อสารแปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย
การแปลด้วยภาษาโบราณสั้นกระชับ เช่น การวางเฉย ความเห็นชอบ
เด็กสมัยใหม่คงเข้าใจยาก ภาษาไทยปัจจุบันในบอร์ดยังใช้กันไม่ถูกแทบทุกคน ก็อาจเป็นจุดหนึ่งซึ่งทำให้เกิด
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนโดยใช้ความคิดตัวเองผสมลงไปด้วย
ซึ่งต่างจากระบบของศาสนาคริสต์ซึ่งมีการแปล
เป็นภาษาไทยไว้ชัดเจนแม้กระทั่งบทสวด ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เพลง แม้กระทั่งวัดคริสต์ในชนบทผู้คนก็เข้าใจและ
ศรัทธาไม่งมงาย สมัยก่อนวงดนตรีของพวกมอร์มอนหรือสิทธิชนยุคสุดท้ายมีบทเพลงที่ทันสมัย(ในยุคนั้น)เกี่ยว
กับศาสนาในภาษาไทยแสดงให้เห็นถึงความพยายามและความเข้าใจว่าต้องสื่อสารให้ได้ ส่วนศาสนาพุทธส่วนที่
ไม่ยากก็แปลเป็นไทยให้ยาก พอยากไปก็เน้นเรื่องอภินิหาร จึงมีบางพวกสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง
ด้วยการยกภาษาบาลีมาอ้างเพื่อสร้างจุดสนใจให้ดูดีทั้งที่ควรเป็นเรื่องธรรมดามากถ้าเป็นระบบของศาสนาคริสต์
บันทึกการเข้า
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #85 เมื่อ: 14-02-2007, 10:32 »

ทั้งคุณแถและคุณ engg ตอบไม่ตรงคำถามครับ ผมไม่ได้ถามว่าเทวดาหรือนรก สวรรค์มีจริงหรือไม่ แล้วก็ไม่ได้ถามว่า "สำคัญ" หรือไม่ ผมถามว่าเรื่องนี้มีในศาสนาพุทธหรือไม่

ที่จริงประเด็นที่คุณแถกล่าวแต่แรกถึงเรื่อง "บทลงโทษ" ทางศาสนา คุณก็ตอบไม่ชัดเจน และผมก็ขอยืนยันตรงนี้อีกครั้งว่า คริสต์ศานาไม่มีบทลงโทษทางศาสนา แล้วผมซึ่งเป็นคริสต์ศาสนิกก็ยังไม่เคยถูกลงโทษเลยทั้ง ๆ ที่ยังทำบาปอยู่

ส่วนที่คุณพูดถึงพวกมอร์มอน ตรงนี้ต้องขอทำความเข้าใจนิดนึงว่า คริศตจักรโปรเตสแตนท์ไม่ยอมรับว่ามอร์มอนเป็นคริสต์ศาสนิก แต่อาจมีบางส่วนของศาสนจักรโรมันคาธอลิคที่ยอมรับ (อันนี้ผมไม่แน่ใจ) ส่วนพวกที่ริเริ่มใช้เพลงแบบทันสมัยนั้นเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Charismatic หรือว่า Pentecostal ไม่ใช่มอร์มอน ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้รูปแบบการนมัสการพระเจ้าแบบนี้อยู่
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #86 เมื่อ: 14-02-2007, 10:40 »



คุณ engg ตอบได้ชัดเจนมาก หวังว่าคุณ watson คงเข้าใจ
ศาสนาพุทธถ้าไม่เข้าใจแก่น พระพุทธรูปก็คงเป็นแค่อุปกรณ์ให้หวย หรืออุปกรณ์สร้างความหวังทางปาฏิหาริย์ให้
มนุษย์ การต่อเติมเรื่องราวเชิงอภินิหารเข้าไปในศาสนาคงเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเชื่อมากเกินไปศรัทธาก็
เปลี่ยนเป็นงมงายได้ไม่ยาก การสอนศาสนาพุทธในเมืองไทยระบบยังสู้ศาสนาคริสต์ไม่ได้ เรื่องง่ายที่สุดคือการ
สื่อสารแปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย
การแปลด้วยภาษาโบราณสั้นกระชับ เช่น การวางเฉย ความเห็นชอบ
เด็กสมัยใหม่คงเข้าใจยาก ภาษาไทยปัจจุบันในบอร์ดยังใช้กันไม่ถูกแทบทุกคน ก็อาจเป็นจุดหนึ่งซึ่งทำให้เกิด
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนโดยใช้ความคิดตัวเองผสมลงไปด้วย
ซึ่งต่างจากระบบของศาสนาคริสต์ซึ่งมีการแปล
เป็นภาษาไทยไว้ชัดเจนแม้กระทั่งบทสวด ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เพลง แม้กระทั่งวัดคริสต์ในชนบทผู้คนก็เข้าใจและ
ศรัทธาไม่งมงาย สมัยก่อนวงดนตรีของพวกมอร์มอนหรือสิทธิชนยุคสุดท้ายมีบทเพลงที่ทันสมัย(ในยุคนั้น)เกี่ยว
กับศาสนาในภาษาไทยแสดงให้เห็นถึงความพยายามและความเข้าใจว่าต้องสื่อสารให้ได้ ส่วนศาสนาพุทธส่วนที่
ไม่ยากก็แปลเป็นไทยให้ยาก พอยากไปก็เน้นเรื่องอภินิหาร จึงมีบางพวกสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง
ด้วยการยกภาษาบาลีมาอ้างเพื่อสร้างจุดสนใจให้ดูดีทั้งที่ควรเป็นเรื่องธรรมดามากถ้าเป็นระบบของศาสนาคริสต์

นั่นไม่ใช่เรื่องการตีความพุทธศาสนา แต่เป็นเรื่องการเผยแพร่พุทธศาสนาในประเทศไทย
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #87 เมื่อ: 14-02-2007, 10:46 »

ทั้งคุณแถและคุณ engg ตอบไม่ตรงคำถามครับ ผมไม่ได้ถามว่าเทวดาหรือนรก สวรรค์มีจริงหรือไม่ แล้วก็ไม่ได้ถามว่า "สำคัญ" หรือไม่ ผมถามว่าเรื่องนี้มีในศาสนาพุทธหรือไม่

ที่จริงประเด็นที่คุณแถกล่าวแต่แรกถึงเรื่อง "บทลงโทษ" ทางศาสนา คุณก็ตอบไม่ชัดเจน และผมก็ขอยืนยันตรงนี้อีกครั้งว่า คริสต์ศานาไม่มีบทลงโทษทางศาสนา แล้วผมซึ่งเป็นคริสต์ศาสนิกก็ยังไม่เคยถูกลงโทษเลยทั้ง ๆ ที่ยังทำบาปอยู่

ส่วนที่คุณพูดถึงพวกมอร์มอน ตรงนี้ต้องขอทำความเข้าใจนิดนึงว่า คริศตจักรโปรเตสแตนท์ไม่ยอมรับว่ามอร์มอนเป็นคริสต์ศาสนิก แต่อาจมีบางส่วนของศาสนจักรโรมันคาธอลิคที่ยอมรับ (อันนี้ผมไม่แน่ใจ) ส่วนพวกที่ริเริ่มใช้เพลงแบบทันสมัยนั้นเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Charismatic หรือว่า Pentecostal ไม่ใช่มอร์มอน ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้รูปแบบการนมัสการพระเจ้าแบบนี้อยู่

ศาสนาคริสต์มีหลายนิกาย พุทธก็เหมือนกัน แต่ละนิกายก็ยังแยกย่อยอีก สรุปได้ว่า 'ไม่ยืนยัน' ขึ้นอยู่กับแต่ละความเชื่อ

คำว่าบทลงโทษ 'ลงนรก' หรือ 'ไม่ได้รับความสุขจากการได้พบพระเจ้า' จะคิดว่าไม่เป็นบทลงโทษก็แล้วแต่ ถ้าชีวิตมัน
เป็นนิรันดร การโดนลงโทษหลังความตายจะพิจารณาว่าเป็นบทลงโทษหรือไม่ก็แล้วแต่บุคคลแล้วมั้ง แต่อย่างน้อยก็เป็น
สิ่งที่ทำให้ผู้มีชีวิตอยู่ เกรงกลัว

เรื่องมอร์มอนเข้าใจไม่ยาก มันก็เป็นเสียงข้างน้อยข้างมากชนิดหนึ่ง เหมือนพวกมหาจำลอง แต่เป็นระดับ inter
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #88 เมื่อ: 14-02-2007, 10:51 »

นั่นไม่ใช่เรื่องการตีความพุทธศาสนา แต่เป็นเรื่องการเผยแพร่พุทธศาสนาในประเทศไทย

ตัวอย่างใกล้ตัว ตัณหาก็อยาก ฉันทะก็อยาก หากแปลด้วยสำนวนไทยล้วน
ความคลาดเคลื่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ



บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #89 เมื่อ: 14-02-2007, 11:02 »

นั่นไม่ใช่เรื่องการตีความพุทธศาสนา แต่เป็นเรื่องการเผยแพร่พุทธศาสนาในประเทศไทย

ตัวอย่างใกล้ตัว ตัณหาก็อยาก ฉันทะก็อยาก หากแปลด้วยสำนวนไทยล้วน
ความคลาดเคลื่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อธิบายให้ยาวๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแปลให้สั้นขนาดนั้น ทำไมศาสนาคริสต์ทำได้
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #90 เมื่อ: 14-02-2007, 11:04 »

อธิบายให้ยาวๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแปลให้สั้นขนาดนั้น ทำไมศาสนาคริสต์ทำได้

ไปถามคริสต์
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #91 เมื่อ: 14-02-2007, 11:09 »

อธิบายให้ยาวๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแปลให้สั้นขนาดนั้น ทำไมศาสนาคริสต์ทำได้

ไปถามคริสต์

แถวนี้เห็นว่ามีอยู่คนนึง เห็นแวบแวบ
บันทึกการเข้า
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #92 เมื่อ: 14-02-2007, 11:11 »

สร้างความร้าวฉาน เป็นงานของคนรักเหลี่ยม
ขนาดศาสนายังเอามาตีกันได้ นับถือๆ
 
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #93 เมื่อ: 14-02-2007, 11:13 »

สร้างความร้าวฉาน เป็นงานของคนรักเหลี่ยม
ขนาดศาสนายังเอามาตีกันได้ นับถือๆ
 

สุภาพและมีเหตุผล อย่าเรียกว่า 'ตีกัน'
บันทึกการเข้า
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #94 เมื่อ: 14-02-2007, 11:20 »

สร้างความร้าวฉาน เป็นงานของคนรักเหลี่ยม
ขนาดศาสนายังเอามาตีกันได้ นับถือๆ
 

สุภาพและมีเหตุผล อย่าเรียกว่า 'ตีกัน'

การด่าคนอื่นว่าเป็นพระปลอม ผมไม่เห็นว่าสุภาพตรงไหน ขนาดลบไปแล้วยังพูดขึ้นมาใหม่อีก
และเรื่องศาสนาต่างจากเรื่องการเมือง คือเชื่อของใครของมัน กรุณาอย่าเอาศาสนาไปเปรียบเทียบกัน
ไม่เรียกว่า "ตีกัน" ก็ได้ แต่เรียกว่า "เสี้ยม" คงจะเหมาะสมกว่ากระมัง
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #95 เมื่อ: 14-02-2007, 11:23 »

แปลกจัง.. ข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกราวกับกำลังนั่งมอง  
นายนพดล ทนายเสี่ยแม้วปลอมตัวมาเล่นเน็ทยังไงยังงั้นแหละ

ปล. เป็นความรู้สึกส่วนตัว ไม่ต้องการคำตอบจากใคร  


บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #96 เมื่อ: 14-02-2007, 11:25 »

สร้างความร้าวฉาน เป็นงานของคนรักเหลี่ยม
ขนาดศาสนายังเอามาตีกันได้ นับถือๆ
 

สุภาพและมีเหตุผล อย่าเรียกว่า 'ตีกัน'

การด่าคนอื่นว่าเป็นพระปลอม ผมไม่เห็นว่าสุภาพตรงไหน ขนาดลบไปแล้วยังพูดขึ้นมาใหม่อีก
และเรื่องศาสนาต่างจากเรื่องการเมือง คือเชื่อของใครของมัน กรุณาอย่าเอาศาสนาไปเปรียบเทียบกัน
ไม่เรียกว่า "ตีกัน" ก็ได้ แต่เรียกว่า "เสี้ยม" คงจะเหมาะสมกว่ากระมัง

อุบาสก ไม่ใช่ พระ ยกขึ้นมาใหม่ก็ไม่ได้ว่าใครเลยซักนิด และไม่เคยว่าศาสนาอื่นไม่ดี
เป็นแค่วิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพต่างหาก ศาสนาเดียวกันยังเถียงกันจะเป็นจะตายกว่า
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #97 เมื่อ: 14-02-2007, 11:44 »

การด่าคนอื่นว่าเป็นพระปลอม ผมไม่เห็นว่าสุภาพตรงไหน ขนาดลบไปแล้วยังพูดขึ้นมาใหม่อีก
และเรื่องศาสนาต่างจากเรื่องการเมือง คือเชื่อของใครของมัน กรุณาอย่าเอาศาสนาไปเปรียบเทียบกัน
ไม่เรียกว่า "ตีกัน" ก็ได้ แต่เรียกว่า "เสี้ยม" คงจะเหมาะสมกว่ากระมัง

สาธุคุณ RiDKuN

http://84000.org/tipitaka/read/?13/91-96

บางส่วน จาก เรื่องอภัยราชกุมาร

ดูกรราชกุมาร ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรู้
วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

อนึ่งตถาคตย่อมรู้
วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้
วาจาที่จริง วาจาที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น

ตถาคตย่อมรู้
วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตย่อมรู้
วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้
วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย.
บันทึกการเข้า
~เด็กบอร์ด~
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 180


^^สู้แล้วจะชนะ^^


« ตอบ #98 เมื่อ: 14-02-2007, 11:58 »

นู๋เชื่อในพระพุทธศาสนา และในเรื่องกฎแห่งกรรม

ว่าใครทำอะไรไว้ย่อมได้ผลไปตามนั้น

ใครทำชั่วอะไรไว้ กรรมต้องตามสนองเข้าสักวัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แผ่นดินประเทศไทยมีความศักดิ์สิทธิ์มากคะ

ไม่มีใครอันตรายได้หรอกคะ.....คนที่ทำต้องได้รับกรรมอย่างแน่นอน
บันทึกการเข้า

Half a truth is often a great lie  ---->  จริงครึ่งหนึ่ง มักจะเป็นการโกหกเสมอ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=anna-pretty
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #99 เมื่อ: 14-02-2007, 12:12 »



ผมอ่านกระทู้นี้ มาหลายวัน นับแต่วันแรก จนถึงวันนี้ ก็น่าจะซัก 7 วัน..........

ผมว่าคุณUpasaka กำลังถูกพาให้เดินหลงทางออกจากแก่นของเนื้อหาในหัวกระทู้ .........ผมเห็นกระทู้ลักษณะอย่างนี้บ่อย ๆ เวลาที่คุณชอบแถ เค้ามาโต้เถียง
...........เลยยกมาให้อีกครั้งเผื่อจะได้ลองทบทวนหัวข้อที่จะถกเถียงกันใหม่

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย ความพอประมาณ, ความมีเหตุมีผล, การมีภูมิคุ้มกันที่ดี
และที่ทรงเน้นมากคือ ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมกำกับ

ตรงกับหลักพุทธศาสนาทุกประการ

1. ความพอประมาณ คือ สันโดษ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=122
2. ความมีเหตุมีผล คือ โยนิโสมนสิการ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=2
3. มีภูมิคุ้มกันที่ดี คือ อัปปมาทะ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=3

ความสับสนในแนวคิด

ก่อนอื่นตอบปัญหาง่ายๆนี้ก่อน

รวยไปทำไม
ประสบความสำเร็จไปทำไม
มั่นคงไปทำไม

ก็เพื่อความสุข ใช่หรือไม่
ฉะนั้นเศรษฐกิจ จึงเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่ง เท่านั้น และ/หรือ
เป็นระบบ กระบวนการจัดการ เพื่อจุดมุ่งหมายคือความสุข



สรุปว่า
1. เศรษฐกิจดี ไม่ใช่ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต(อย่างน้อยก็ในทางพุทธศาสนา)
2. เศรษฐกิจดี อาจจะ ทำให้มีความสุข เพราะยังมีองค์ประกอบอื่นอีกที่ทำให้มีความสุข


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3
    กระโดดไป: