ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
21-10-2019, 01:04
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  ตกหล่นจะเพิ่มให้ภายหลัง 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2 3
ตกหล่นจะเพิ่มให้ภายหลัง  (อ่าน 5411 ครั้ง)
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« เมื่อ: 08-02-2007, 18:16 »

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย ความพอประมาณ, ความมีเหตุมีผล, การมีภูมิคุ้มกันที่ดี
และที่ทรงเน้นมากคือ ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมกำกับ

ตรงกับหลักพุทธศาสนาทุกประการ

1. ความพอประมาณ คือ สันโดษ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=122
2. ความมีเหตุมีผล คือ โยนิโสมนสิการ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=2
3. มีภูมิคุ้มกันที่ดี คือ อัปปมาทะ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=3

ความสับสนในแนวคิด

ก่อนอื่นตอบปัญหาง่ายๆนี้ก่อน

รวยไปทำไม
ประสบความสำเร็จไปทำไม
มั่นคงไปทำไม

ก็เพื่อความสุข ใช่หรือไม่
ฉะนั้นเศรษฐกิจ จึงเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่ง เท่านั้น และ/หรือ
เป็นระบบ กระบวนการจัดการ เพื่อจุดมุ่งหมายคือความสุข



สรุปว่า
1. เศรษฐกิจดี ไม่ใช่ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต(อย่างน้อยก็ในทางพุทธศาสนา)
2. เศรษฐกิจดี อาจจะ ทำให้มีความสุข เพราะยังมีองค์ประกอบอื่นอีกที่ทำให้มีความสุข

บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #1 เมื่อ: 08-02-2007, 18:18 »

นิยาม
เศรษฐศาสตร์ คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด
ให้กับมนุษย์ซึ่งมีความต้องการอย่างไม่จำกัด

อ้างถึง
เศรษฐศาสตร์นั้นได้กล่าวกันมาว่า เป็นสังคมศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด และเศรษฐศาสตร์ก็มีความภูมิใจ
ในเรื่องนี้ด้วยว่า ตนเป็นวิทยาการที่เป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด เอาแต่สิ่งที่วัดได้ คำนวณได้
จนกระทั่งมีผู้กล่าวว่า เศรษฐศาสตร์นี้เป็นศาสตร์แห่งตัวเลข มีแต่สมการล้วน ๆ
ในการพยายามที่จะเป็นวิทยาศาสตร์นี้ เศรษฐศาสตร์ก็เลยพยายามตัดเรื่องคุณค่าที่เป็นนามธรรมออกไปให้หมด
เพราะคำนวณไม่ได้ จะทำให้ตนเองเป็น value-free คือเป็นศาสตร์ที่เป็นอิสระ หรือปลอดจากคุณค่า
แต่ก็มีฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นนักวิจารณ์เศรษฐศาสตร์ หรือแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์เองบางคนบอกว่า
ความจริงแล้วเศรษฐศาสตร์นี้เป็นสังคมศาสตร์ที่ขึ้นต่อ value มากที่สุด เรียกว่าเป็น value-dependent มากที่สุด
ในบรรดาสังคมศาสตร์ทั้งหลาย จะเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร

เพราะจุดเริ่มของเศรษฐศาสตร์นั้นอยู่ที่ความต้องการของคน ความต้องการของคนนี้เป็นคุณค่าอยู่ในจิตใจ
แล้วในเวลาเดียวกัน จุดหมายของเศรษฐศาสตร์ก็เพื่อสนองความต้องการให้เกิดความพอใจ

ความพอใจนี้ก็เป็นคุณค่าอยู่ในจิตใจของคน เศรษฐศาสตร์
จึงทั้งขึ้นต้นและลงท้ายด้วยเรื่องคุณค่าในจิตใจ


จากปาฐกถาเรื่องเศรษฐศาสตร์แนวพุทธโดยท่าน พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต)

ข้อเท็จจริงคือ
1 . ทรัพยากรเป็นของนอกกายเป็นสิ่งเสพบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
2.  ความต้องการอย่างไม่จำกัด เกิดจากมนุษย์ (จิตใจ)
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #2 เมื่อ: 08-02-2007, 18:21 »

พุทธศาสนาจัดการกับ 2 อย่างนี้อย่างไร
1. ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด สอนให้พิจารณาถึงคุณค่าแท้
2. ความต้องการที่ไม่จำกัด พุทธศาสนาสอนให้สันโดษ

บางส่วนจากบทปัจจเวกขณะ

ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปฏิเสวามิ ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสะ ฐิติยา
เราย่อมพิจารณาโดยแยบคาย แล้วฉันบิณฑบาต เพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้


พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นมา เช่น
ไม่ฉันอาหารในยามวิกาล (ปาจิตตีย์ โภชนวรรคที่4)
รับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก รับบินฑบาตแต่พอเสมอขอบปาก (เสขิยวัตร โภชนปฏิสังยุตที่2)

หมายความว่าความพอเพียงของคณะสงฆ์คือเสพปัจจัย 4 โดยพิจารณาอย่างแยบคายถึงคุณค่าแท้
พอเพียงเพื่ออนุเคราะห์แก่การถือเพศพรหมจรรย์(ไตรสิกขา)เท่านั้น ตรงนี้บอกอะไร

บวช มาจากคำว่า ปะ วะ ชะ แปลว่าเว้นทั่ว คือเว้นจากกองกิเลส ตัณหา

ตรงนี้บอกว่านี่คือขอบเขตล่างสุด โดยใช้มาตรฐานของผู้ที่ฝึกตนเองแล้ว หรืออริยชนที่พึงกระทำ

แล้วอย่างไหนคือขอบเขตบนสุดของความพอเพียง

มาดูทางฝั่งคฤหัสถ์

เศรษฐกิจพอเพียงตามแบบคฤหัสถ์คือให้เสพปัจจัยโดยพิจารณาคุณค่าแท้
และ เสพคุณค่าเทียมตามฐานะ ให้รู้จักพอเพียงในคุณค่าเทียม 
ไม่ลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งเสพนั้นๆ เดินทางสายกลาง

พิจารณาอาหาร
คุณค่าแท้ เพื่อยังชีพ
คุณค่าเทียม อร่อย โก้เก๋ ทันสมัย สวยงาม

เพราะลุ่มหลงในคุณค่าเทียม มนุษย์จึงเสียเวลามากมายกับการเสาะแสวงหาสิ่งเสพบำเรอ
ด้วยแรงแห่งกิเลศ ตัณหา มีมอเตอร์ไซต์ ก็อยากได้ Toyota ได้ Toyota อยากได้ Honda
พอเห็นข้างบ้าน ถอยรถใหม่ทีนี้ต้อง Eห้าร้อยแล้ว ไม่งั้นเสียหน้า ติดกันอยู่แค่สิ่งเสพบริโภค
เวลาอันมีค่าก็เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แทนที่จะใช้เวลาไปกับการพัฒนาศักยภาพ
ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ก็ลุ่มหลงหมกมุ่นอยู่กับ คุณค่าเทียม ไม่ไปไหน

การที่มีกลุ่มบุคคลออกมาโจมตีเศรษฐกิจพอเพียงเพราะว่าไม่เข้าใจ คุณค่าแท้และคุณค่าเทียม
ที่สำคัญคือไม่เข้าใจคุณค่าแท้ของมนุษย์ที่ประเสริฐได้ด้วยการฝึกตน ไม่ใช่พอกตนด้วยกิเลส ตัณหา
ไม่ประมาณตนในคุณค่าเทียมของสิ่งเสพ ตัวเองไม่ใช้ปัญญาแล้วเที่ยวไปว่ากล่าวคนอื่นอีกอย่างนี้
ก่ออกุศลกรรมไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #3 เมื่อ: 08-02-2007, 18:23 »

เศรษฐกิจพอเพียงขวางความเจริญหรือไม่

การพัฒนาประเทศผู้นำแต่ละคนใช้อุบายปลุกเร้าแตกต่างกัน เช่น
- ปลุกเร้าโมหะ เพราะคิดว่า ความเจริญต้องวัดด้วยตัวเลขเท่านั้น
- ปลุกเร้าโทสะ ตัวอย่างเช่นเขมรต่อไทย หรือไทยต่อสิงคโปร์ เยอรมันต่อยิว
- ปลุกเร้าภวตัณหา ฝันว่าอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นศูนย์กลางโน่นนี่

แต่เศรษฐกิจพอเพียงนั้นปลุกเร้าการพึ่งพาตนเอง ทางภาษาพระเรียกว่าฉันทะ
ซ้ำยัง จัดการกับความเสี่ยงด้วย ความมีภูมิคุมกันที่ดีนั่นก็คือความไม่ประมาท
เพราะ การที่สามารถพึ่งตนเองได้มาก และพึ่งผู้อื่นเท่าที่จำเป็น ทำแต่เฉพาะในเรื่องที่ตัวเชี่ยวชาญ
มีความรู้จริง เป็นการพยายามลอยตัวจากปัญหาความผันผวนของเศรษฐกิจ
เช่นหากคุณกู้เงินมาลงทุนมากๆ เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจขาขึ้น
นี่เรียกประมาทแล้ว และยังไม่รู้จักเหตุผล ไม่ดูเหตุปัจจัย ไม่ดูตัวเอง เสี่ยง เช่น
หากดอกเบี้ยขึ้น เศรษฐกิจตกต่ำ แทนที่จะประหยัดได้ กลับต้องเสียค่าดอกเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก
นี่คือความเสี่ยงต่อการบริหารด้วย Credit (ความสามารถในการมีหนี้)
เพียงเพื่อกลัวว่าโอกาสทองจะหลุดลอย (วิ่งเข้าหาเพราะโลภ อยากได้มาก)

ผู้ที่ออกมาโจมตีเศรษฐกิจพอเพียงเพราะเข้าใจความหมายผิด
เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียง ตรงกับคำว่า สมถะ หรือวิเวก

วิเวก ความสงัด มี ๓ คือ
       อยู่ในที่สงัดเป็น กายวิเวก
       จิตสงบเป็น จิตวิเวก
       หมดกิเลสเป็น อุปธิวิเวก
สมถะ ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต, ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูปกิเลส, การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ
       (ข้อ ๑ ในกรรมฐาน ๒ หรือภาวนา ๒)

กัมมัฏฐาน ที่ตั้งแห่งการงาน, อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ, อุบายทางใจ,
       วิธีฝึกอบรมจิต มี ๒ ประเภท คือ
           สมถกัมมัฏฐาน อุบายสงบใจ ๑
           วิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายเรืองปัญญา ๑
       (นิยมเขียน กรรมฐาน)


ที่จริงแล้วถ้าจะแปลให้ตรงความหมายโดยแท้แล้วจะตรงกับคำว่าสันโดษ
มาดูความหมายของคำว่าสันโดษกันก่อน
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #4 เมื่อ: 08-02-2007, 18:24 »

สันโดษ ความยินดี, ความพอใจ, ยินดีด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้านุ่งผ้าห่ม อาหารที่นอนที่นั่ง และยา ตามมีตามได้,
ยินดีของของตน, การมีความสุขความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ ด้วยความเพียรพยายาม
อันชอบธรรมของตน ไม่โลภ ไม่ริษยาใคร;

       สันโดษ ๓ คือ
           ๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ คือได้สิ่งใดมาด้วยความเพียรของตน ก็พอใจด้วยสิ่งนั้น ไม่เดือดร้อนเพราะของที่

ไม่ได้ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น ไม่ริษยาเขา
           ๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง คือพอใจเพียงแค่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและขอบเขตการใช้สอยของตน

ของที่เกินกำลังก็ไม่หวงแหนเสียดาย ไม่เก็บไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน
           ๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร คือพอใจตามที่สมควรแก่ภาวะ ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่ง

การบำเพ็ญกิจของตน เช่น ภิกษุพอใจแต่ของอันเหมาะกับสมณภาวะ หรือได้ของใช้ที่ไม่เหมาะกับตน แต่จะมีประโยชน์

แก่ผู้อื่น ก็นำไปมอบให้แก่เขา เป็นต้น;
       สันโดษ ๓ นี้เป็นไปในปัจจัย ๔ แต่ละอย่าง จึงรวมเรียกว่า สันโดษ ๑๒


http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%D1%B9%E2%B4%C9


จากความหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่า ไม่มีอักษร หรือ อรรถใดที่ระบุถึง ความสันโดษในกุศลธรรม
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้สันโดษในสิ่งเสพบริโภค แต่ไม่ได้สอนให้สันโดษในกุศลธรรม(ในที่นี้คือฉันทะ)
ถ้าพระพุทธเจ้าสันโดษในกุศลธรรม พระองค์ไม่สามารถตรัสรู้ได้เลย
พระองค์ทรงบำเพ็ญ บารมี 10 ประการ ด้วยฉันทะ ที่สำคัญคือ พระองค์พิสูจน์ด้วยการลงมือปฎิบัติเป็นแบบอย่าง
ท่านสอนให้เราไม่ประมาท อย่าคิดว่านี่คือสุขที่สุด ยังมีสุขที่ปราณีตจากนี้ขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น การให้(ทาน)
พ่อแม่ทำงานหาเลี้ยงลูกนี่พ่อแม่มีความสุขมั้ย ลูกให้อะไร น้องจากเสียงร้องงอแง ขี้เต็มผ้าอ้อม
แต่พ่อแม่นี่สุขมาก สุขจากการให้ นี่ถ้าคิดแบบนักธุรกิจ ขาดทุนมาก มีแต่เสีย กำไรไม่ได้
แต่สุขมั้ย สุขซิ สุขกว่าตอนกินข้าวเองด้วยซ้ำ ความสุขปราณีตขึ้นเรื่อย ไล่ไปเรื่อยจนถึงพระนิพพาน

นี่พวกนี้ไม่เข้าใจว่าตัณหา กับฉันทะต่างกันอย่างไร ไปกระตุ้นให้ประชาชนอยากได้นั่นนี่
อยากเป็นนั่นนี่ โดยใช้หนี้มาล่อ เรียกว่าใช้เงินต่อเงิน ปลุกเร้า กิเลส ตัณหา
เพราะตัวเองเกลือกกลั้วอยู่แต่สิ่งนั้นจึงมองไม่เห็น จึงได้เที่ยวโจมตีเศรษฐกิจพอเพียง เวรกรรมๆ
บันทึกการเข้า
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #5 เมื่อ: 08-02-2007, 18:26 »

พร้อมแล้วหรือไม่การก้าวสู่เศรษฐกิจพอเพียง

มนุษย์เท่าเทียมกัน แต่มนุษย์แตกต่างกัน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อรวมกลุ่มกันเป็นหมู่คณะ จึงต้องมีระบบ มีการปกครอง
นี่ตรงนี้เกิดปัญหา ที่เห็นๆอยู่ทุกวันนี้ การที่มนุษย์ไม่เท่าเทียมกันเกิดจากปัญหาการทุจริต
เศรษฐกิจพอเพียงจึงบอกว่าพวกคุณต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ถ้าจะไม่พร้อมก็คงเพราะข้อนี้เป็นสำคัญ
ไม่เอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่า ต้องมีเมตตา ต้องรู้จักละอายต่อบาป และอื่นๆอีกมากรวม 84000 ประการ
ย่อให้ง่ายเข้าก็ อริยมรรคมีองค์ 8 ตรงนี้เราขาดมากเพราะเราไกลพระศาสนาออกไปทุกที
เราควรที่สามัคคีกัน เราควรสมานฉันท์กัน

สมาน แปลว่า เสมอกัน เท่ากัน
ฉันท์ มาจากคำว่าฉันทะ แปลว่า ความอยากจะทำ ต้องการจะทำ
สมานฉันท์ จึงแปลว่า ความต้องการ(ลงมือกระทำ)ที่ตรงกัน ร่วมกัน

ต้องถามตัวเองแล้วหล่ะว่าการออกมาโจมตีผู้อื่นหรือแสดงความคิดเห็นโดยอกุศลจิต
ใครกันแน่ ที่กำลังทำลาย ความต้องการ(ลงมือกระทำ)ที่ตรงกัน ร่วมกัน ของคนในชาติ

ผมไม่หวังจะเปลี่ยนใจคนที่เห็นขัดแย้งกับแนวคิดนี้
ผมหวังแค่ผู้ที่มีศรัทธา ต่อ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระพุทธศาสนา
จะเข้าใจ ถึงของดีที่เรามีอยู่ ใช้ปัญญาควบคู่ไปกับศรัทธานั้นเพื่อประเทศไทยของเรา
บันทึกการเข้า
ริวเซย์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,637


Worrior in The Blue Armor


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 08-02-2007, 18:26 »

ขอบคุณมากๆเลยครับสำหรับข้อมูลทางพุทธศาสนาสอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมากครับ
บันทึกการเข้า

ถ้ามีแฟนแบบนี้เอาไหมครับ^^


Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #7 เมื่อ: 08-02-2007, 18:30 »

บทส่งท้าย
การบริโภคอย่างพอประมาณนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นผลดีต่อชาติ
แต่ยังเป็นผลดี ต่อโลกใบน้อยนี้ของเรา ไม่ใช่เจ้าทุนนิยมนี้หรอกหรือ
โลกเราจึงเกิดสภาวะแปรปรวนอย่างทุกวันนี้

ยิ่งคุณเสพบริโภคมากเท่าไหร่ ไม่รู้จักพอ คุณก็ต้องเบียดเบียน สภาวะแวดล้อมมากขึ้น
เริ่มตั้งแต่เพื่อนร่วมงาน คนในท้องถิ่น คนในอำเภอ คนในจังหวัด คนในประเทศ
เพื่อนร่วมภูมิภาค ทรัพยากรค่อยๆหมดลงไปทุกที ป่าไม้ น้ำมัน เหล็ก ถ่านหิน
แถมสร้า้งขยะ มลพิษเต็มไปหมด อย่าลืมว่าการผลิต คือการแปรรูปเท่านั้น

แนวคิดความพอเพียง จึงเป็นแนวคิดเพื่อสันติสุขของชาวโลกอย่างแท้จริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-02-2007, 18:33 โดย Upasaka » บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 08-02-2007, 18:31 »

ดูท่า คุณอุบาสก ยังไม่เคยเผชิญกับ "นักรับจ้างตะแบง ผู้อายไม่เป็น" นะครับ
บันทึกการเข้า

Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #9 เมื่อ: 08-02-2007, 18:34 »

ดูท่า คุณอุบาสก ยังไม่เคยเผชิญกับ "นักรับจ้างตะแบง ผู้อายไม่เป็น" นะครับ

ไม่เป็นไรครับ ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 08-02-2007, 18:36 »

ดูท่า คุณอุบาสก ยังไม่เคยเผชิญกับ "นักรับจ้างตะแบง ผู้อายไม่เป็น" นะครับ
ไม่เป็นไรครับ ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง

 
บันทึกการเข้า

RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 08-02-2007, 18:40 »

สาธุ... 
เป็นกระทู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ดีมาก ขอได้รับการขอบคุณ 

เห็นด้วยว่าทุกวันนี้โลกเราหลงทางไปมาก จนหลงลืมเป้าหมายของชีวิตเบื้องต้นไปแล้ว
สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ เราเคยเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดีแล้วแปลว่าทุกคนมีความสุข
แต่ถึงวันนี้ทุกคนเริ่มตั้งข้อสงสัยกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายประเทศอย่างเช่นประเทศอเมริกาที่เศรษฐกิจดีหนักหนา
ประชากรกลับมีความสุขน้อยกว่าประชาชนในประเทศเล็กๆ อย่างเช่นภูฏาน หรือประเทศเกาะเล็กๆ บางประเทศเสียอีก

เราจึงควรถามตนเองได้แล้วว่า เศรษฐกิจดีเพียงอย่างเดียวนั้นเพียงพอหรือไม่ หรือมีอะไรขาดหายไป
หรือมีบางอย่างไม่ถูกต้อง มีอะไรที่สมควรปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติมใช่หรือไม่

ปล. ไม่อยากเจอผี ก็อย่าพูดถึงผีครับ อยากให้กระทู้สงบสุข ขี้เกียจตามลบ
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 08-02-2007, 19:21 »

..ชอบกระทู้นี้ค่ะ!

บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
qazwsx
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,359


นักธุรกิจและตำรวจ ต้องออกไปจากการเมือง


« ตอบ #13 เมื่อ: 08-02-2007, 19:28 »

ขอบคุณครับ
สำหรับพุทธธรรม
บันทึกการเข้า

55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #14 เมื่อ: 08-02-2007, 19:44 »

ดูท่า คุณอุบาสก ยังไม่เคยเผชิญกับ "นักรับจ้างตะแบง ผู้อายไม่เป็น" นะครับ

ไม่เป็นไรครับ ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง

เอางั้นเลยหรือครับ.................


เป็นคำอธิบาย ที่ค่อนข้างชัดเจนครับ.........ตอบทุกคำถามของอีกกระทู้ได้เลย
บันทึกการเข้า
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #15 เมื่อ: 08-02-2007, 20:29 »

สาธุ

ขอบคุณมากเลยค่ะ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #16 เมื่อ: 08-02-2007, 20:50 »

เวลาคนเราทำมาหากิน
1. หาและรักษาทรัพย์ด้วย ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 ประการ
   1.1 อุฏฐานสัมปทา
   1.2 อารักขสัมปทา
   1.3 กัลยาณมิตตา
   1.4 สมชีวิตา ให้รายได้เหนือรายจ่ายมีประหยัดเก็บไว้ (ก็ทำไม่ค่อยได้แล้ว)
2. จัดสรรทรัพย์ โภควิภาค 4
   2.1 เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย 1 ส่วน ใช้จ่ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยง
   2.2 ทฺวีหิ กมฺม ปโยชเย 2 ส่วน ไว้เป็นทุนประกอบการงาน
   2.3 จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย 1 ส่วน เก็บไว้คราวจำเป็น
3. จับจ่ายใช้สอย ตามหลัง โภคาทิยะ 5 ประการ
   3.1 เลี้ยงตัว ครอบครัว คนในปกครอง
   3.2 บำรุงมิตรสหาย ผู้ร่วมกิจการ
   3.3 ใช้ปกป้องสวัสดิภาพ
   3.4 ทำพลี สละเพื่อบำรุงและบูชา 5 อย่าง
   3.5 อุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์
http://www.dhammathai.org/book/dhammanoon05.php?#t10


คือ คำสอนจากศาสนาพุทธเป็นได้แค่ข้อแนะนำ ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง ไม่มีบทลงโทษทางศาสนาหรือทางสังคม
เหมือนศาสนาคริสต์หรือศาสนาอิสลาม ใครปฏิบัติได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขนาดศีลห้ายังรักษากันไม่ค่อยจะ
ได้ เพราะคำสอนผ่านมาหลายปีจึงคลุมเครือถูกตีความต่างไปในแต่ละท้องถิ่น แม้การพูดเสียดสียังผิดศีลได้
บันทึกการเข้า
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 08-02-2007, 21:51 »

ดูท่า คุณอุบาสก ยังไม่เคยเผชิญกับ "นักรับจ้างตะแบง ผู้อายไม่เป็น" นะครับ

ไม่เป็นไรครับ ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง

คนบางคน.. คงมีวิบากกรรมที่หนาแน่นติดตัวมา จึงทำให้มืดบอดไม่สามารถ 
แทรกออกมาพบเห็นแสงสว่างทางปัญญาได้  พระพุทธองค์จึงทรงสั่งสอน
ให้เราวางอุเบกขาค่ะ  สำหรับอเวไนยสัตว์ประเภทบัวใต้ตมนั้น เราคงจำเป็น
ต้องปล่อยให้เป็นอาหารเต่าปูปลาไปตามยถากรรม



บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #18 เมื่อ: 08-02-2007, 22:15 »

คำสอนจากศาสนาพุทธเป็นได้แค่ข้อแนะนำ ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง ไม่มีบทลงโทษทางศาสนาหรือทางสังคม
เหมือนศาสนาคริสต์หรือศาสนาอิสลาม ใครปฏิบัติได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขนาดศีลห้ายังรักษากันไม่ค่อยจะ
ได้ เพราะคำสอนผ่านมาหลายปีจึงคลุมเครือถูกตีความต่างไปในแต่ละท้องถิ่น แม้การพูดเสียดสียังผิดศีลได้

ภายในกะลาก็มีอะไรแค่เท่าที่เห็นนั่นแหละครับ
คงไม่มีบุญวาสนาที่จะเห็นอะไรที่มากไปกว่านั้นได้อีกแล้ว

 
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #19 เมื่อ: 08-02-2007, 22:30 »

ทุกวันนี้ยึดหลักสามประการที่ถูกอบรมสั่งสอนมา

1 คิดดี

2 ทำดี

3 พูดสิ่งที่ดีๆ

ก็คงน่าจะไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาสังคมได้แล้วค่ะ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #20 เมื่อ: 08-02-2007, 22:30 »

คำสอนจากศาสนาพุทธเป็นได้แค่ข้อแนะนำ ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง ไม่มีบทลงโทษทางศาสนาหรือทางสังคม
เหมือนศาสนาคริสต์หรือศาสนาอิสลาม ใครปฏิบัติได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขนาดศีลห้ายังรักษากันไม่ค่อยจะ
ได้ เพราะคำสอนผ่านมาหลายปีจึงคลุมเครือถูกตีความต่างไปในแต่ละท้องถิ่น แม้การพูดเสียดสียังผิดศีลได้

ภายในกะลาก็มีอะไรแค่เท่าที่เห็นนั่นแหละครับ
คงไม่มีบุญวาสนาที่จะเห็นอะไรที่มากไปกว่านั้นได้อีกแล้ว

 

มันก็พอดูดีนะกระทู้นี้ แต่ติดตรงที่ว่า 'ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง' เนี่ยมันคำสอนศาสนาไหนกัน
บันทึกการเข้า
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 08-02-2007, 23:23 »


มันก็พอดูดีนะกระทู้นี้ แต่ติดตรงที่ว่า 'ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง' เนี่ยมันคำสอนศาสนาไหนกัน

ผมก็ไม่เห็นเจ้าของกระทู้อ้างว่าเป็นคำสอนของศาสนาไหนนะครับ ก็เลยไม่ทราบเหมือนกัน

นอกจากเรื่องวิธีการทำมาหากินแล้ว ยังมีระบุรูปแบบการทำมาหากินด้วย

ข. เป็นชาวบ้านแบบฉบับ คนครองเรือน แยกได้เป็นหลายประเภท จัดเป็นชั้น ๆ ได้ตั้งแต่ร้ายไปถึงดี และที่ดีก็มีหลายระดับ คฤหัสถ์ที่ดี น่าเคารพนับถือแท้จริง คือประเภทที่ ๑๐ ใน ชาวบ้าน ๑๐ ประเภทต่อไปนี้

     กลุ่มที่ ๑ หาทรัพย์โดยทางไม่ชอบธรรม
          ๑. ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ทั้งไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี (เสียทั้ง ๓ ส่วน)

          ๒. ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุข แต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปัน และไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี (เสีย ๒ ส่วน ดี ๑ ส่วน)

          ๓. ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขด้วย เผื่อแผ่แบ่งปัน และใช้ทรัพย์นั้นทำความดีด้วย (เสีย ๑ ส่วน ดี ๒ ส่วน)

     กลุ่มที่ ๒ หาชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง
          ๔. ได้ทรัพย์มาแล้ว ทำอย่างข้อ ๑ (เสีย ๓ ดี ๑)
          ๕. ได้ทรัพย์มาแล้ว ทำอย่างข้อ ๒ (เสีย ๒ ดี ๒)
          ๖. ได้ทรัพย์มาแล้ว ทำอย่างข้อ ๓ (เสีย ๑ ดี ๓)

     กลุ่มที่ ๓ หาได้ชอบธรรม
          ๗. ได้ทรัพย์มาแล้วทำอย่างข้อ ๑ (เสีย ๒ ดี ๑)
          ๘. ได้ทรัพย์มาแล้ว ทำอย่างข้อง ๒ (เสีย ๑ ดี ๒)
          ๙. ได้ทรัพย์มาแล้ว ทำอย่างข้อง ๓ แต่ยังติด ยังมัวเมา หมกมุ่น กินใช้ทรัพย์สมบัติ โดยไม่รู้เท่าทันเห็นโทษ ไม่มีปัญญาที่จะทำตนให้เป็นอิสระ เป็นนายเหนือโภคทรัพย์ได้ (เสีย ๑ ดี ๓)

     พวกพิเศษ ผู้ที่แวงหาชอบธรรม และใช้อย่างมีสติสัมปชัญญะ มีจิตใจ เป็นอิสระมีลักษณะดังนี้

          ๑๐. แสวงหาทรัพย์โดยทางชอบธรรม ได้มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขเผื่อแผ่แบ่งปัน และใช้ทรัพย์นั้นทำความดี ไม่ลุ่มหลงไม่หมกมุ่นมัวเมา กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยรู้เท่าทัน เห็นคุณโทษ ทางดีทางเสียของมัน มีปัญญา ทำตนให้เป็นอิสระหลุดพ้น เป็นนายเหนือโภคทรัพย์



บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
Upasaka
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57



« ตอบ #22 เมื่อ: 08-02-2007, 23:27 »

มันก็พอดูดีนะกระทู้นี้ แต่ติดตรงที่ว่า 'ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง' เนี่ยมันคำสอนศาสนาไหนกัน

ศาสนาพุทธนี่แหล่ะครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

เกสีสูตร
             [๑๑๑] ครั้งนั้นแล สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรเกสี ท่านอันใครๆ ก็รู้กันดีแล้วว่าเป็นสารถี
ผู้ฝึกม้า ก็ท่านฝึกหัดม้าที่ควรฝึกอย่างไร สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสีกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ฝึกหัดม้าที่ควรฝึกด้วยวิธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง
ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง ฯ
             พ. ดูกรเกสี ถ้าม้าที่ควรฝึกของท่านไม่เข้าถึงการฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม
ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง ท่านจะทำอย่างไรกะมัน ฯ
             เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าม้าที่ควรฝึกของข้าพระองค์ ไม่เข้าถึงการ
ฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง ก็ฆ่ามันเสียเลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่าโทษมิใช่คุณอย่าได้มีแก่สกุลอาจารย์ของเราเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเป็นสารถีฝึกบุรุษชั้นเยี่ยม ก็พระผู้มีพระภาค
ทรงฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างไร ฯ
             พ. ดูกรเกสี เราแล ย่อมฝึกบุรุษที่ควรฝึกด้วยวิธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง
ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง ดูกรเกสี ในวิธีทั้ง ๓ นั้น การฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธี
ละม่อม คือ กายสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้ วจีสุจริตเป็นดังนี้
วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้ มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนสุจริตเป็นดังนี้
เทวดาเป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้ การฝึกดังต่อไปนี้เป็นวิธีรุนแรง คือกายทุจริต
เป็นดังนี้ วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้ วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริต
เป็นดังนี้ มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้ นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์
ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัยเป็นดังนี้ การฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธีทั้งละม่อมทั้ง
รุนแรง คือ กายสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้ กายทุจริตเป็นดังนี้
วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้ วจีสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้
วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริตเป็นดังนี้ มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่ง
มโนสุจริตเป็นดังนี้ มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้ เทวดา
เป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้ นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัย
เป็นดังนี้ ฯ
             เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของพระองค์ไม่เข้าถึงการฝึก
ด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง พระผู้มีพระภาค
จะทำอย่างไรกะเขา ฯ
             พ. ดูกรเกสี ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของเราไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม
ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง เราก็ฆ่าเขาเสียเลย ฯ

             เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปาณาติบาตไม่สมควรแก่พระผู้มีพระภาคเลย
ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระผู้มีพระภาคจึงตรัสอย่างนี้ว่า ฆ่าเขาเสีย ฯ
             พ. จริง เกสี ปาณาติบาตไม่สมควรแก่ตถาคต ก็แต่ว่าบุรุษที่ควร
ฝึกใด ย่อมไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อม
ทั้งรุนแรง ตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกนั้นว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้
พรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนก็ย่อมไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน ดูกรเกสี
ข้อที่ตถาคต ไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้สพรหมจารี
ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลายก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี
ในวินัยของพระอริยะ ฯ

             เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่พระตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกว่า ควร
ว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้สพรหมจารีผู้วิญญูชนก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว
ควรสั่งสอน นั้นเป็นการฆ่าอย่างดีแน่นอน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
พระผู้มีพระภาค ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของ
ที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า
คนมีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค
กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำ
ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
บันทึกการเข้า
ไทมุง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,543



« ตอบ #23 เมื่อ: 08-02-2007, 23:33 »

VOTE

โหวตต้อนรับ "คุณอุบาสก" สมาชิกใหม่ ผู้มาพร้อมปัญญา

โหวตให้คุณแถออก ข้อหาไม่รู้จักใช้ปัญญา
บันทึกการเข้า
login not found
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,523



« ตอบ #24 เมื่อ: 08-02-2007, 23:43 »

มันก็พอดูดีนะกระทู้นี้ แต่ติดตรงที่ว่า 'ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง' เนี่ยมันคำสอนศาสนาไหนกัน

ศาสนาพุทธนี่แหล่ะครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

เกสีสูตร
             [๑๑๑] ครั้งนั้นแล สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรเกสี ท่านอันใครๆ ก็รู้กันดีแล้วว่าเป็นสารถี
ผู้ฝึกม้า ก็ท่านฝึกหัดม้าที่ควรฝึกอย่างไร สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสีกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ฝึกหัดม้าที่ควรฝึกด้วยวิธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง
ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง ฯ
             พ. ดูกรเกสี ถ้าม้าที่ควรฝึกของท่านไม่เข้าถึงการฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม
ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง ท่านจะทำอย่างไรกะมัน ฯ
             เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าม้าที่ควรฝึกของข้าพระองค์ ไม่เข้าถึงการ
ฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง ก็ฆ่ามันเสียเลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่าโทษมิใช่คุณอย่าได้มีแก่สกุลอาจารย์ของเราเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเป็นสารถีฝึกบุรุษชั้นเยี่ยม ก็พระผู้มีพระภาค
ทรงฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างไร ฯ
             พ. ดูกรเกสี เราแล ย่อมฝึกบุรุษที่ควรฝึกด้วยวิธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง
ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง ดูกรเกสี ในวิธีทั้ง ๓ นั้น การฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธี
ละม่อม คือ กายสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้ วจีสุจริตเป็นดังนี้
วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้ มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนสุจริตเป็นดังนี้
เทวดาเป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้ การฝึกดังต่อไปนี้เป็นวิธีรุนแรง คือกายทุจริต
เป็นดังนี้ วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้ วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริต
เป็นดังนี้ มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้ นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์
ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัยเป็นดังนี้ การฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธีทั้งละม่อมทั้ง
รุนแรง คือ กายสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้ กายทุจริตเป็นดังนี้
วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้ วจีสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้
วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริตเป็นดังนี้ มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่ง
มโนสุจริตเป็นดังนี้ มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้ เทวดา
เป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้ นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัย
เป็นดังนี้ ฯ
             เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของพระองค์ไม่เข้าถึงการฝึก
ด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง พระผู้มีพระภาค
จะทำอย่างไรกะเขา ฯ
             พ. ดูกรเกสี ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของเราไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม
ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง เราก็ฆ่าเขาเสียเลย ฯ

             เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปาณาติบาตไม่สมควรแก่พระผู้มีพระภาคเลย
ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระผู้มีพระภาคจึงตรัสอย่างนี้ว่า ฆ่าเขาเสีย ฯ
             พ. จริง เกสี ปาณาติบาตไม่สมควรแก่ตถาคต ก็แต่ว่าบุรุษที่ควร
ฝึกใด ย่อมไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อม
ทั้งรุนแรง ตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกนั้นว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้
พรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนก็ย่อมไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน ดูกรเกสี
ข้อที่ตถาคต ไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้สพรหมจารี
ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลายก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี
ในวินัยของพระอริยะ ฯ

             เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่พระตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกว่า ควร
ว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้สพรหมจารีผู้วิญญูชนก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว
ควรสั่งสอน นั้นเป็นการฆ่าอย่างดีแน่นอน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
พระผู้มีพระภาค ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของ
ที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า
คนมีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค
กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำ
ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

อ๋อ...ฆ่าทางธรรม ฆ่าแบบนี้ยิ่งฆ่าได้มากยิ่งเจริญ
ส่วนคนที่ใจอ่อน เกียจคร้าน ประมาท หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ ฆ่าไม่ลงยิ่งตกต่ำ
ว่าแต่.........แถ จะเข้าใจหรือเปล่านะ
บันทึกการเข้า
เก็ดถวา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 2,753



« ตอบ #25 เมื่อ: 08-02-2007, 23:48 »

VOTE

โหวตต้อนรับ "คุณอุบาสก" สมาชิกใหม่ ผู้มาพร้อมปัญญา

โหวตให้คุณแถออก ข้อหาไม่รู้จักใช้ปัญญา



คุณไทมุง ทำให้ข้าพเจ้าหัวเราะเสียงดังมากๆ ตอนดึกอ่ะ 



อ๋อ...ฆ่าทางธรรม ฆ่าแบบนี้ยิ่งฆ่าได้มากยิ่งเจริญ
ส่วนคนที่ใจอ่อน เกียจคร้าน ประมาท หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ ฆ่าไม่ลงยิ่งตกต่ำ
ว่าแต่.........แถ จะเข้าใจหรือเปล่านะ



เห็นท่าจะไม่



ปล. กระทู้ดี๊ดีค่ะ ขอบพระคุณมากๆ 
บันทึกการเข้า

Avada Kedavra!!!!!!!
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #26 เมื่อ: 09-02-2007, 00:07 »

ชอบจริงๆ กระทู้ประเทืองปัญญา
เอียนจะแย่แล้วมีแต่กระทู้เศรษฐกิจเน่า
บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
ลับ ลวง พราง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 945



« ตอบ #27 เมื่อ: 09-02-2007, 00:11 »




กระทู้นี้  เหนือคำบรรยาย
บันทึกการเข้า

"คนฟุ่มเฟือย แม้จะรวยก็มักขัดสน คนประหยัด แม้จะจนก็มักมีเหลือเก็บ"
1ktip
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,457



« ตอบ #28 เมื่อ: 09-02-2007, 00:37 »

ขอบคุณสำหรับกระทู้ดีๆ ที่สรรสร้างมาเตือนสติเพื่อนผู้หลงผิดครับ

แต่ดูท่าบัวใต้โคลนโดนหินทันอย่างคุณแถกับน้าจ๊ะต้องใช้เวลาอีกหลายกัลป์กว่าจะโผล่พ้นน้ำ
บันทึกการเข้า
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #29 เมื่อ: 09-02-2007, 00:54 »

เข้ามาอ่าน...
และขอบคุณกระทู้ที่มีเนื้อหา สาระดีครับ.....




ดูท่า คุณอุบาสก ยังไม่เคยเผชิญกับ "นักรับจ้างตะแบง ผู้อายไม่เป็น" นะครับ

ไม่เป็นไรครับ ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง

คนบางคน.. คงมีวิบากกรรมที่หนาแน่นติดตัวมา จึงทำให้มืดบอดไม่สามารถ 
แทรกออกมาพบเห็นแสงสว่างทางปัญญาได้  พระพุทธองค์จึงทรงสั่งสอน
ให้เราวางอุเบกขาค่ะ  สำหรับอเวไนยสัตว์ประเภทบัวใต้ตมนั้น เราคงจำเป็น
ต้องปล่อยให้เป็นอาหารเต่าปูปลาไปตามยถากรรม







คนบางคน.. คงมีวิบากกรรมที่หนาแน่นติดตัวมา จึงทำให้มืดบอดไม่สามารถ.... 
 
ถึงจะมีกัลยาณมิตรเป็น'เทวดา' ชี้แนะ ยังใผ่ต่ำ เลือกเป็น'หนอนในโถส้วม' ....


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-02-2007, 00:57 โดย ปุถุชน » บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
ปุถุชน
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10,332



« ตอบ #30 เมื่อ: 09-02-2007, 01:01 »

บทส่งท้าย
การบริโภคอย่างพอประมาณนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นผลดีต่อชาติ
แต่ยังเป็นผลดี ต่อโลกใบน้อยนี้ของเรา ไม่ใช่เจ้าทุนนิยมนี้หรอกหรือ
โลกเราจึงเกิดสภาวะแปรปรวนอย่างทุกวันนี้
 

ยิ่งคุณเสพบริโภคมากเท่าไหร่ ไม่รู้จักพอ คุณก็ต้องเบียดเบียน สภาวะแวดล้อมมากขึ้น
เริ่มตั้งแต่เพื่อนร่วมงาน คนในท้องถิ่น คนในอำเภอ คนในจังหวัด คนในประเทศ
เพื่อนร่วมภูมิภาค ทรัพยากรค่อยๆหมดลงไปทุกที ป่าไม้ น้ำมัน เหล็ก ถ่านหิน
แถมสร้า้งขยะ มลพิษเต็มไปหมด อย่าลืมว่าการผลิต คือการแปรรูปเท่านั้น

แนวคิดความพอเพียง จึงเป็นแนวคิดเพื่อสันติสุขของชาวโลกอย่างแท้จริง


ครับ
บันทึกการเข้า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง(พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”


อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประเสริฐ นาสกุล ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดในคดีซุกหุ้น......
สมชายสายชม
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048


« ตอบ #31 เมื่อ: 09-02-2007, 02:10 »

ขอบคุณสำหรับกระทู้ดีครับ


 
บันทึกการเข้า
สาวชาวบ้าน
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


« ตอบ #32 เมื่อ: 09-02-2007, 11:48 »

Great!! Upasaka I love you
บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #33 เมื่อ: 09-02-2007, 11:56 »

"แผน 9 กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ( แผน 10 ด้วย )

http://forum.serithai.net/index.php?topic=11436.0

พรรคการเมืองใหนจะเอาไปประกอบการเขียนแนวนโยบาย ไม่ต้องลอง ใช้ได้เลย
บันทึกการเข้า

p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #34 เมื่อ: 09-02-2007, 12:12 »

มันก็พอดูดีนะกระทู้นี้ แต่ติดตรงที่ว่า 'ม้าฝึกไม่ได้ก็ต้องฆ่าทิ้ง' เนี่ยมันคำสอนศาสนาไหนกัน

ศาสนาพุทธนี่แหล่ะครับ

พ. ดูกรเกสี ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของเราไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม
ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง เราก็ฆ่าเขาเสียเลย ฯ

เก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปาณาติบาตไม่สมควรแก่พระผู้มีพระภาคเลย
ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระผู้มีพระภาคจึงตรัสอย่างนี้ว่า ฆ่าเขาเสีย ฯ
พ. จริง เกสี ปาณาติบาตไม่สมควรแก่ตถาคต ก็แต่ว่าบุรุษที่ควร
ฝึกใด ย่อมไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อม
ทั้งรุนแรง ตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกนั้นว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้
พรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนก็ย่อมไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน ดูกรเกสี
ข้อที่ตถาคต ไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้สพรหมจารี
ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลายก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี
ในวินัยของพระอริยะ ฯ


นับว่าเป็นบุญของพวกเราที่ท่าน Upasaka แวะเข้ามาในบอร์ดนี้


 
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
Suraphan07
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,128



« ตอบ #35 เมื่อ: 09-02-2007, 12:47 »

     

เอาเข้ามาเพิ่มบ่อยๆ น่ะครับ...
บันทึกการเข้า
All for one
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


« ตอบ #36 เมื่อ: 09-02-2007, 17:31 »

ขอบคุณนะค่ะ ที่ นำสิ่งดีๆ มา post ให้อ่าน อย่างน้อยที่สุด  ก็ทำให้ บัวใต้น้ำอย่างดิฉันมีโอกาสอ่านและ
พิจารณาตาม  ทั้งๆที่รู้ว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม   กลับไม่มีอิทธิบาท ๔ ในเรื่องใกล้ตัวเช่นนี้

ในฐานะ พ่อแม่ตอนนี้หากเราไม่มีสันโดษและ โยนิโสมนสิการ วันข้างหน้า ลูกหลานของเราจะอยู่กันอย่างไร
ดิฉันถือว่าเป็นหน้าที่ค่ะที่จะต้องรักษา ปกป้อง ทรัพยากร และต่อต้าน ความเห็นแก่ตัวของ พวกไม่รู้จักพอ
ในวันข้างหน้าจะได้ชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษที่ลูกหลานได้ยึดเป็นแบบอย่างต่อไป เหมือนกับที่เราที่บรรพบุรุษของเราได้ทำมาแล้วค่ะ

คุณอุบาสก ดิฉันอยากอ่าน เรื่อง หิริโอตัปปะ  [/
b] อีกครั้งค่ะ ถือเป็นธรรมทานให้กับบัวใต้น้ำนะค่ะ


ขอบพระคุณมากค่ะ[/color]
บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #37 เมื่อ: 09-02-2007, 19:56 »

สาธุ 

ซาบซึ้งมากค่ะในรสพระธรรม และเป็นการตอบคำถามชัดเจนว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางจากพระพุทธศาสนาอย่างไร

แต่ก็ออกจะสมเพชนะคะ  ม้าแถ ถูกฆ่าเสียแล้ว 
บันทึกการเข้า
p
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,264


« ตอบ #38 เมื่อ: 09-02-2007, 23:49 »

สาธุ 
แต่ก็ออกจะสมเพชนะคะ  ม้าแถ ถูกฆ่าเสียแล้ว 

ไม่เอานาคุณพรรณชมพู
เดี๋ยวจะทำให้จิตใจเราเศร้าหมองเปล่าๆครับ


 
บันทึกการเข้า

ถ้ามัวคิดแต่จะโกงและเอาเปรียบคนอื่น จะสอนลูกหลานให้เป็นคนดีได้อย่างไร
watson
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 393


« ตอบ #39 เมื่อ: 10-02-2007, 10:38 »

คือ คำสอนจากศาสนาพุทธเป็นได้แค่ข้อแนะนำ ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง ไม่มีบทลงโทษทางศาสนาหรือทางสังคม
เหมือนศาสนาคริสต์หรือศาสนาอิสลาม ใครปฏิบัติได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขนาดศีลห้ายังรักษากันไม่ค่อยจะ
ได้ เพราะคำสอนผ่านมาหลายปีจึงคลุมเครือถูกตีความต่างไปในแต่ละท้องถิ่น แม้การพูดเสียดสียังผิดศีลได้

ผมไม่ใช่พุทธศาสนิกชน แต่เข้ามาช่วย confirm ความมั่วของ "แถ" ว่ามั่วได้ทุกศาสนา
ในคริสต์ศาสนาไม่มีบทลงโทษทางศาสนาครับ

1 There is therefore now no condemnation to them which are in Christ Jesus, who walk not after the flesh, but after the Spirit.
2 For the law of the Spirit of life in Christ Jesus hath made me free from the law of sin and death.
... Romans 8:1-2
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #40 เมื่อ: 10-02-2007, 14:57 »

กระทู้นี้พุทธคุณแรงแฮะ.........ไม่ค่อยเห็นผีแวะมาต่อกร


 
บันทึกการเข้า
caveman
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 60



« ตอบ #41 เมื่อ: 10-02-2007, 15:35 »

สาธุ ครับ ขออนุญาติเจ้าของกระทู้ ตัดข้อความที่เป็นประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนๆด้วยครับ
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #42 เมื่อ: 10-02-2007, 21:21 »

คือ คำสอนจากศาสนาพุทธเป็นได้แค่ข้อแนะนำ ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง ไม่มีบทลงโทษทางศาสนาหรือทางสังคม
เหมือนศาสนาคริสต์หรือศาสนาอิสลาม ใครปฏิบัติได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขนาดศีลห้ายังรักษากันไม่ค่อยจะ
ได้ เพราะคำสอนผ่านมาหลายปีจึงคลุมเครือถูกตีความต่างไปในแต่ละท้องถิ่น แม้การพูดเสียดสียังผิดศีลได้

ผมไม่ใช่พุทธศาสนิกชน แต่เข้ามาช่วย confirm ความมั่วของ "แถ" ว่ามั่วได้ทุกศาสนา
ในคริสต์ศาสนาไม่มีบทลงโทษทางศาสนาครับ

1 There is therefore now no condemnation to them which are in Christ Jesus, who walk not after the flesh, but after the Spirit.
2 For the law of the Spirit of life in Christ Jesus hath made me free from the law of sin and death.
... Romans 8:1-2


For the wages of sin is death; but the free gift of God is eternal life
บันทึกการเข้า
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #43 เมื่อ: 11-02-2007, 16:25 »

ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริยะ ฯ

โดยปกติการฆ่าย่อมผิดศีลปาณาติบาตอย่างชัดแจ้ง การชำระพระไตรปิฎกแล้วยังเหลือข้อความดังกล่าว
เพื่อมาสอนชนรุ่นหลัง โดยเปรียบว่าการสั่งสอนเป็นการฆ่าอย่างดีในวินัยของพระอริยะฯ คงจะเป็นการแถ
โดยวิถีชาวพุทธ คงไม่มีใครเกิดทันสมัยนั้นที่จะสามารถพิสูจน์ข้อความนี้ได้ว่ามีจริง การชำระพระไตรปิฎก
ในยุคต่อๆ มาอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ การเปรียบเทียบในลักษณะนี้ไม่เป็นประโยชน์อันใด สร้างความ
เข้าใจผิดในความหมายของคำว่า 'ฆ่า' โดยเปล่าประโยชน์
บันทึกการเข้า
RiDKuN
Administrator
ขาประจำขั้นที่ 3
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,015



เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 11-02-2007, 20:04 »

ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริยะ ฯ

โดยปกติการฆ่าย่อมผิดศีลปาณาติบาตอย่างชัดแจ้ง การชำระพระไตรปิฎกแล้วยังเหลือข้อความดังกล่าว
เพื่อมาสอนชนรุ่นหลัง โดยเปรียบว่าการสั่งสอนเป็นการฆ่าอย่างดีในวินัยของพระอริยะฯ คงจะเป็นการแถ
โดยวิถีชาวพุทธ คงไม่มีใครเกิดทันสมัยนั้นที่จะสามารถพิสูจน์ข้อความนี้ได้ว่ามีจริง การชำระพระไตรปิฎก
ในยุคต่อๆ มาอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ การเปรียบเทียบในลักษณะนี้ไม่เป็นประโยชน์อันใด สร้างความ
เข้าใจผิดในความหมายของคำว่า 'ฆ่า' โดยเปล่าประโยชน์

ลองกลับไปอ่านใหม่นะครับ เผื่อจะเข้าใจ ตัดมาแหว่งๆ แบบนั้นความหมายก็ผิดหมดสิครับ 
บันทึกการเข้า

คนไม่มี "อุดมคติ" ไม่ใช่ "นักการเมือง"
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #45 เมื่อ: 11-02-2007, 20:04 »

ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริยะ ฯ

โดยปกติการฆ่าย่อมผิดศีลปาณาติบาตอย่างชัดแจ้ง การชำระพระไตรปิฎกแล้วยังเหลือข้อความดังกล่าว
เพื่อมาสอนชนรุ่นหลัง
โดยเปรียบว่าการสั่งสอนเป็นการฆ่าอย่างดีในวินัยของพระอริยะฯ คงจะเป็นการแถ
โดยวิถีชาวพุทธ คงไม่มีใครเกิดทันสมัยนั้นที่จะสามารถพิสูจน์ข้อความนี้ได้ว่ามีจริง การชำระพระไตรปิฎก
ในยุคต่อๆ มาอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ การเปรียบเทียบในลักษณะนี้ไม่เป็นประโยชน์อันใด สร้างความ
เข้าใจผิดในความหมายของคำว่า 'ฆ่า' โดยเปล่าประโยชน์

เชื่อในพระไตรปิฎก ก็ต้องเชื่อทั้งหมด การเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อในข้อที่ตนไม่อยากเชื่อหรือเชื่อ  เขาเรียกมั่วนะแถ  
บันทึกการเข้า
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #46 เมื่อ: 11-02-2007, 20:06 »

ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริยะ ฯ

โดยปกติการฆ่าย่อมผิดศีลปาณาติบาตอย่างชัดแจ้ง การชำระพระไตรปิฎกแล้วยังเหลือข้อความดังกล่าว
เพื่อมาสอนชนรุ่นหลัง โดยเปรียบว่าการสั่งสอนเป็นการฆ่าอย่างดีในวินัยของพระอริยะฯ คงจะเป็นการแถ
โดยวิถีชาวพุทธ คงไม่มีใครเกิดทันสมัยนั้นที่จะสามารถพิสูจน์ข้อความนี้ได้ว่ามีจริง การชำระพระไตรปิฎก
ในยุคต่อๆ มาอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ การเปรียบเทียบในลักษณะนี้ไม่เป็นประโยชน์อันใด สร้างความ
เข้าใจผิดในความหมายของคำว่า 'ฆ่า' โดยเปล่าประโยชน์

ลองกลับไปอ่านใหม่นะครับ เผื่อจะเข้าใจ ตัดมาแหว่งๆ แบบนั้นความหมายก็ผิดหมดสิครับ 

ตัดแปะจนเคยตัว 
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #47 เมื่อ: 11-02-2007, 21:08 »

ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริยะ ฯ

โดยปกติการฆ่าย่อมผิดศีลปาณาติบาตอย่างชัดแจ้ง การชำระพระไตรปิฎกแล้วยังเหลือข้อความดังกล่าว
เพื่อมาสอนชนรุ่นหลัง โดยเปรียบว่าการสั่งสอนเป็นการฆ่าอย่างดีในวินัยของพระอริยะฯ คงจะเป็นการแถ
โดยวิถีชาวพุทธ คงไม่มีใครเกิดทันสมัยนั้นที่จะสามารถพิสูจน์ข้อความนี้ได้ว่ามีจริง การชำระพระไตรปิฎก
ในยุคต่อๆ มาอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ การเปรียบเทียบในลักษณะนี้ไม่เป็นประโยชน์อันใด สร้างความ
เข้าใจผิดในความหมายของคำว่า 'ฆ่า' โดยเปล่าประโยชน์

ลองกลับไปอ่านใหม่นะครับ เผื่อจะเข้าใจ ตัดมาแหว่งๆ แบบนั้นความหมายก็ผิดหมดสิครับ 

มันชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องตัดแปะให้รกเพราะว่าก็แค่เลื่อนหน้าขึ้นไปข้างบนก็เห็น
ความหมายของคำว่า 'สั่งสอน' และคำว่า 'ฆ่า' ย่อมไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเฉพาะกิจ
เพื่อให้คำว่า 'ฆ่า' ไม่ได้มีความหมายตรงตัว แต่มีความหมายเลี่ยงไป ตามที่ยกขึ้นมา
ถ้าทุกคนอ้างตรงนี้ขึ้นมาว่า 'ฆ่า' หมายความว่า 'สั่งสอน' เหมือนที่ยกตัวอย่างว่า ฆ่าม้า
ทิ้ง คือ สั่งสอนม้า ภาษามันจะไม่เละไปหมดหรือ
บันทึกการเข้า
อังศนา
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,860


Can't fight the moonlight!


เว็บไซต์
« ตอบ #48 เมื่อ: 11-02-2007, 21:33 »

มันชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องตัดแปะให้รกเพราะว่าก็แค่เลื่อนหน้าขึ้นไปข้างบนก็เห็น
ความหมายของคำว่า 'สั่งสอน' และคำว่า 'ฆ่า' ย่อมไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเฉพาะกิจ
เพื่อให้คำว่า 'ฆ่า' ไม่ได้มีความหมายตรงตัว แต่มีความหมายเลี่ยงไป ตามที่ยกขึ้นมา
ถ้าทุกคนอ้างตรงนี้ขึ้นมาว่า 'ฆ่า' หมายความว่า 'สั่งสอน' เหมือนที่ยกตัวอย่างว่า ฆ่าม้า
ทิ้ง คือ สั่งสอนม้า ภาษามันจะไม่เละไปหมดหรือ

..เอาที่ไหนมาว่าคะว่าการฆ่าคือการสั่งสอน 
..ถ้าสั่งสอนทั้งวิธีละม่อมก็แล้ว และวิธีรุนแรงก็แล้วยังขุนไม่ขึ้น 
ก็เห็นจะต้อง 'ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
นี้เป็นการฆ่าอย่างดีในวินัยของพระอริยะ ฯ'

ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นการวางเฉยต่างหาก ปล่อยให้โง่ตายไปเอง
เหมือนกับปล่อยพวกปทปรมะเป็นอาหารเต่าปลานั่นแหละ


บันทึกการเข้า

แม้ผืนฟ้า มืดดับ เดือนลับละลาย 
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน (จิตร ภูมิศักดิ์)
อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,406



« ตอบ #49 เมื่อ: 11-02-2007, 22:36 »

จะสั่งสอน สอนจนเบื่อแล้วปล่อยเฉยเลิกสอน มันก็ไม่ใช่ความหมายตรงตัวของคำว่า 'ฆ่า' อยู่ดี
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
    กระโดดไป: