ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
30-11-2020, 15:50
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  สภากาแฟ  |  **อุ๋ย..ไม่เก่ง** 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1]
**อุ๋ย..ไม่เก่ง**  (อ่าน 1766 ครั้ง)
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« เมื่อ: 20-12-2006, 08:29 »

ในบรรดารมต.ของรัฐบาลชุดนี้ อุ๋ยเป็นคนที่ออกอาการมากที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นอาการ..เครียด..หวาดผวา..กล้า..บ้าระห่ำ และ จ๋อย

จากเรื่องที่ดินรัชดา มาเรื่องหวย จนถึงเมื่อวานนี้ กลับกลอกไปมาเรื่อง..มาตรการปกป้องค่าเงินบาท แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า อุ๋ย..ไม่เก่ง

หากเทียบกับคุณสมคิดแล้ว นาทีนี้ต้องถือว่าเป็นรอง ทั้งลีลาและความคิดอ่านครับ

ส่วนผู้ว่าธปท.คนใหม่ ท่านธาริสา เป็นผู้หญิง เป็นลูกน้องเก่า คงทำอะไรไม่ได้ หรือ ไม่กล้าทำ ได้แต่เออๆ ออๆ เหมือนโดนกำกับการแสดง  ไม่ได้บอกว่าเธอไม่เก่ง แต่เธอไม่กล้าเอากำปั้นทุบโต๊ะใส่อุ๋ยแน่นอน

เรื่องมาตรการแบงค์ชาติที่ออกมาเพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาท กลายเป็นกำจัดนักลงทุนต่างชาติไปเสียฉิบ  ตลาดหุ้นวอดวายภายในวันเดียว  ต่างชาติขายสุทธิกว่า 25000ล้าน ดัชนีลบกว่า 100จุด  อาการลุกลามไปยังตลาดทุนของภูมิภาคทั้งหมด แดงเถือกโดยถ้วนทั่วกัน  เพราะ..อุ๋ยแท้ๆ

แม้จะออกมาตรการผ่อนปรนในตอนเย็น กลับลำนิดๆ ให้ การนำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไม่ต้องเข้าข่ายสำรอง 30% ก็ตามทีเถอะ

แต่ไฟได้ไหม้ไปแล้วเกือบถึงหลังคา มาดับตอนนี้ ใช่ว่า บ้านหลังนั้นจะไม่เสียหาย ยังไงๆ ก็ต้องเสียค่าซ่อมแซมหลายบาท อาจมากกว่าสร้างบ้านใหม่เสียด้วยซ้ำไป


เรามาดูกันซิว่า ทำไมผมถึงบอกว่า..อุ๋ยไม่เก่ง

ประการแรก..
การออกมาตรการยับยั้งการเก็งกำไรค่าเงินทำได้หลายวิธี  วิธีที่ง่ายที่สุดที่มักถูกนำมาใช้ในลำดับแรกๆ คือ นโยบายดอกเบี้ย

ง่ายที่สุดคือ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง  ในภาวะปกติที่กระทำกันคือ ลดหรือเพิ่มครั้งละไม่เกิน 0.25% แต่ถ้าต้องการผลลัพธ์ทันตาเห็น ก็ให้ลดทันที 0.5%  ตรงนี้ความเสียหายในเรื่องผลกระทบไม่มากนัก  เพราะนักลงทุนในตลาดเงินทั้งภายในและนอกประเทศเขาคาดการณ์กันอยู่แล้วว่า เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท อย่างไรเสีย แบงค์ชาติต้องออกมาตรการใดมาตรการหนึ่งมาสกัดกั้นอย่างแน่นอน

ที่สำคัญ..มาตรการทางการเงินโดยใช้อัตราดอกเบี้ยนี้ เป็นที่ยอมรับได้ของประชาคมโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศทั้งหลาย

ถ้าใช้มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยแล้วไม่ได้ผล ค่อยว่ากันอีกที เพิ่มยาให้แรงขึ้นอีก  แต่อย่างน้อยควรได้ทดลองใช้ก่อน ไม่ใช่ คนป่วยไข้หวัดมาให้หมอรักษา ยังไม่ทันให้ทานยาแก้หวัด ก็ส่งไปฉายรังสีซะแล้ว

ที่ไม่ใช้มาตรการนี้ก่อน ผมคิดว่า เพราะอุ๋ยห่วงผลกระทบด้านอื่นที่ไม่ใช่เรื่องค่าเงินมากกว่า เพราะเป็นที่รู้ๆ กันว่า ประเทศไทยเรากำลังเป็นดาวรุ่งในตลาดเงินโลก เรื่อง ตราสารหนี้  ถ้าลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 0.5% แน่นอนว่า ตราสารหนี้ใหม่ๆ จะไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติแน่นอน  อุ๋ยกับแบงค์พาณิชย์นี่เป็นสองร่างแต่หัวใจเดียวกันนะครับ

ผลกระทบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น คือ ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งก็ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก  เพราะตอนนี้เงินเฟ้อของเราก็ต่ำ และมาตรการดอกเบี้ยก็เป็นมาตรการชั่วคราว  อีก 3 เดือนก็ปรับใหม่ได้ครับ  ดูดีมานด์ ซัพพลายของเงินทุนหมุนเวียนอีกที

ประการที่สอง..
การใช้ Retained Deposit 30% นี่ ไม่ทราบว่า เอาสูตรนี้มาจากไหน?  ใครจะบ้าเอาเงินมาลงทุนระยะสั้นๆ 100 แต่ใช้เงินได้แค่ 30 ล่ะครับ  แม้จะตั้งใจว่าจะลงทุนยาวกว่า 1 ปีก็ตามเหอะ แต่ในสันดานของนักลงทุนเพื่อหวังผลประโยชน์จากการลงทุน  อะไรๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้  โดยเฉพาะที่เป็น กลยุทธการลงทุน (Strategic Plan) ไม่ใช่นโยบายการลงทุน (Policy Plan)

ในโลกนี้เคยมีประเทศที่ใช้มาตรการนี้อยู่ไม่กี่แห่ง เช่น มาเลย์ ชิลี น่าจะศึกษาดูก่อนนะครับว่า เขาทำแล้วสำเร็จสมประสงค์ หรือว่า เจ็บตัว  ส่วนใหญ่ก็เจ็บตัวทั้งนั้น  ดังนั้น ถ้าเราจะทำมั่งก็ไม่ว่า แต่ไม่ลองตรึกตรองดูล่ะว่า ถ้ามันดี ทำไมทั่วโลกไม่ใช้มาตรการนี้สกัดกั้นล่ะ

เอาล่ะ..
สมมุติว่า ถึงอย่างไรก็ศึกษาแล้ว อยากใช้มาตรการนี้ ก็ต้องมาคิดอีกทีว่า ทำไมต้องแรงถึง 30%  เอาแค่ 10% ก็พอแล้ว  เพราะอย่าลืมว่า ต้องดำรงเงินฝากเอาไว้ 10% โดยไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นเวลา 1 ปี สำหรับเงินทุนก้อนใหญ่ๆ ถือว่า มหาศาลได้เช่นกัน

ถ้าวันนั้น ประกาศ Retained Deposit 10% ผมเชื่อว่า นักลงทุนต่างประเทศจะใช้วิจารณญาณแบบชั่งใจ เพราะหากทิ้งประเทศไทยไป เขาต้องตัดขาดทุนในตลาดทุนและตลาดเงินจำนวนมหาศาล  อาจใช้กลยุทธในการ อยู่เฉยๆ (Wait and See Strategy) ไม่ทำอะไรกับเงินทุนที่ลงไปแล้ว แต่รั้งรอที่จะนำก้อนใหม่เข้ามา  นั่น..เป็นสิ่งที่แบงค์ชาติต้องการให้เป็นมิใช่หรือ?

ประการที่สาม..
ตอนบ่ายอุ๋ยยังคุยแบบปากกล้าขาสั่นอยู่เลยว่า ไม่กังวลเรื่องผลกระทบในตลาดหุ้นเพราะคาดการณ์เอาไว้แล้ว และจะไม่ปรับเปลี่ยนมาตรการนี้อย่างแน่นอน แต่ตอนเย็น..แถลงข่าวแบบหน้าจ๋อย (เหมือนตอนถอนร่างหวยบนดินเลย) ยอมรับว่าจำเป็นต้องผ่อนปรนมาตรการลงบ้างเพื่อรักษาตลาดทุนเอาไว้ เพราะสัญญาณจากตัวแทนนักลงทุนต่างชาติผ่านโบรกเกอร์หลายรายบอกว่า ขายหมดหน้าตัก แน่นอน และประเทศไทยต้องเตรียมเงินมาดูดซับส่วนนี้อีกนับแสนล้านบาทให้ได้  นอกจากนี้ เจพี มอร์แกน ขาใหญ่ ยังทำบทวิเคราะห์ปรับทิศทางความน่าลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้เป็น ลบ  เท่ากับเตือนนักลุงทุนต่างชาติทั้งหลายว่า อย่าเข้ามาเด็ดขาด

ถามว่า ตลาดหุ้นขาดนักเก็งกำไรต่างชาติอยู่ได้ไหม?  ตอบได้เลยว่า..อยู่ได้ครับ แต่การขยายตัวของดัชนีและการพัฒนาตลาดทุนไทยจะไม่เกิดขึ้น  ก็เหมือนๆ กับ เอา SET ไปทำให้เป็น MAI นั่นแหละ

ความไม่เก่งของอุ๋ยในการกลับลำน่าจะอยู่ที่..

--ความไม่เด็ดขาด ไม่รอบคอบ ซึ่งไม่ใช่บุคคลิกของผู้บริหารการเงินการคลังระดับชาติ

--การนำเงินเข้ามาลงทุนระยะสั้นในประเทศไทย  กองทุน และสถาบันการเงินต่างๆ ไม่มีที่ไหนหรอกครับ (ยกเว้นระดับกิ๊กก๊อกแบบใต้หวัน และฝรั่งหัวดำ) ที่มุ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างเดียว  นักลงทุนที่ดีจะกระจายการลงทุนไปยังตลาดทุน และตลาดเงิน รวมทั้งการเก็งกำไรค่าเงิน ในอัตราส่วนต่างๆ กัน เพื่อกระจายความเสี่ยง  และโยกย้ายสับเปลี่ยนเงินจากตลาดหนึ่งไปสู่อีกตลาดหนึ่งอย่างรวดเร็ว กลับไปกลับมาได้  เพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุด  ซึ่งเรียกว่า ความยืดหยุ่นในการลงทุน (Elasticity)  ดังนั้น อย่างหวังว่า เขาจะยอมให้อุ๋ยมัดแขนมัดขา แยกการลงทุนเป็นส่วนๆ ไปไม่ให้ไขว้กันไปมานะครับ

ประการที่สี่..
นักลงทุนในสหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป เขาไม่นำเงินมาลงทุนในประเทศที่มีการจำกัดสิทธิ์ในการลงทุนอย่างเสรีนะครับ  ตรงนี้ต้องคำนึงเอาไว้ด้วย  ไม่งั้นก็จะได้แต่ฝรั่งหัวดำ และอาตี๋ในย่านนี้เท่านั้น

สุดท้ายนี้..
ผมยังคิดว่า โชคดีของประเทศที่คมช.ไม่ได้เลือกอุ๋ยเป็นนายกเสียแต่ตอนนั้น แต่เป็นโชคร้ายของประเทศที่อุ๋ยดันมากำกับดูแลนโยบายการเงินการคลังอยู่ต่อไป อย่างน้อยก็อีกหนึ่งปี
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
boonterm
ขาประจำ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 265


โย่ว......


« ตอบ #1 เมื่อ: 20-12-2006, 08:48 »

'หม่อมอุ๋ย' สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบ 2 [19 ธ.ค. 49 - 03:59]


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่กระทรวงการคลัง เมื่อเวลา 15.49 น. วานนี้ (18 ธ.ค.)  ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พร้อมด้วยภริยาและบุตรสาว ทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลังอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ซึ่งเป็น วันแรกของการทำงานในตำแหน่ง รมว.คลัง ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลังมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งแรกนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี และเป็นลางร้ายขึ้นมาถึง 2 ครั้ง กล่าวคือมีช่างภาพทีวีและหนังสือพิมพ์จำนวนมากรุมล้อม รมว.คลังจนเกิดการเบียด กันชุลมุนทำให้โคมไฟสนามหญ้าสีขาวที่ตั้งอยู่บริเวณรอบพระพรหมหล่นลงมาตกแตก นอกจากนี้ ขณะที่ รมว. คลังกำลังคล้องพวงมาลัยดอกดาวเรืองให้กับช้างคู่ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของกระทรวงใช้ไม้ยาวช่วยดันพวงมาลัย เพื่อยกพวงมาลัยขึ้นไปคล้องคอช้างจนเชือกขาดกลางเป็น 2 ท่อนต่อหน้าต่อตา รมว.คลัง แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่รับพวงมาลัยไว้ได้ทัน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลังในครั้งที่ 2 นี้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่เป็นลางร้ายเกิดขึ้น โดย รมว.คลังใช้เวลาการอธิษฐานจิตพระภูมิเจ้าที่พระพรหม และพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 นานเป็นพิเศษ   

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จสิ้นว่า ไม่มีเหตุการณ์อะไรเป็นกรณีพิเศษ เพียงแต่ วันนี้อากาศดีและเย็นจึงมาไหว้ ไม่มีลางร้ายแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้สอบถามถึงสาเหตุที่ รมว.คลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกระทรวงการคลังเป็นครั้งที่ 2 กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการชี้แจงว่าการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในครั้งแรกนั้น มีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง จึงทำให้ รมว.คลัง ตัดสินใจสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่เป็นครั้งที่ 2 ตามความเชื่อคนไทยที่ในครั้งแรกเกิดขึ้นเหตุการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต

http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=30585


---------------------------------------------------

เหตุการณ์ ก่อนเกิดเหตุ..................
บันทึกการเข้า

............................................................

นทร์
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,441



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 20-12-2006, 09:00 »

กำลังสงสัยว่าหม่อมอุ๋ยจะลาออกหรือเปล่า

 


บันทึกการเข้า

"ประชาชน อย่าทิ้งประเทศชาติ"
นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #3 เมื่อ: 20-12-2006, 09:26 »

เก่ง และกล้ามาก
คนที่ทำอะไรเพื่อชาติ และเสี่ยงขนาดนี้ ต้องสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่พึ่ง เพื่อกำลังใจ

หม่อมอุ๋ย เสี่ยงกับชื่อเสียง ยอมโดนด่า แต่รู้ไม๊ว่า เค้าทำดีที่สุด เสี่ยงที่สุด เพื่อไล่โจรที่มันเตรียมก่อการปล้นบ้านเราแล้ว

นี่แหละภาพจริงของตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่การเล่นเพื่อผลประโยชน์ใคร

ขอบคุณและให้กำลังใจค่ะ
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
HILTON (ปาล์มาลี)
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,310



« ตอบ #4 เมื่อ: 20-12-2006, 09:33 »

เก่ง และกล้ามาก
คนที่ทำอะไรเพื่อชาติ และเสี่ยงขนาดนี้ ต้องสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่พึ่ง เพื่อกำลังใจ

หม่อมอุ๋ย เสี่ยงกับชื่อเสียง ยอมโดนด่า แต่รู้ไม๊ว่า เค้าทำดีที่สุด เสี่ยงที่สุด เพื่อไล่โจรที่มันเตรียมก่อการปล้นบ้านเราแล้ว

นี่แหละภาพจริงของตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่การเล่นเพื่อผลประโยชน์ใคร

ขอบคุณและให้กำลังใจค่ะ


อันนี้ก็จริงนะ   แต่ว่ายามันแรงไป  ทำไมไม่เริ่มที่ 5 % แล้วมา 10 15 ค่อย Soft Landing   หรือว่าคุณชายนี้  เห็นสุวรรณภูมิเพิ่งเปิด เลยเล่นกระแทกพื้นรันเวย์ทดสอบว่าพื้นรันเวย์ไม่ราวหรือไงจ๊ะ
บันทึกการเข้า
พรรณชมพู
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,073


« ตอบ #5 เมื่อ: 20-12-2006, 10:00 »

มาตรการคราวนี้ ส่งผลดีโดยรวมกับประเทศชาติ แต่ส่งผลร้ายกับตลาดหุ้น

หม่อมอุ๋ยไม่สมควรรับผิดชอบอะไรกับมาตรการป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท

แต่ต้องรับผิดชอบกับการผ่อนปรนนโยบายนี้เพื่อเอาใจนักพนันไม่กี่คน

ถ้าจะต้องลาออก ต้องลาออกเพื่อรับผิดชอบการผ่อนปรนนโยบายนี้ค่ะ
บันทึกการเข้า
55555
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,263



« ตอบ #6 เมื่อ: 20-12-2006, 12:30 »

ถ้าเป็น ทนง ลำใย มันคงไม่ใช้วิธีแบบหม่อมอุ๋ยหรอก.........ใช้ให้โง่....เดี๋ยวโดน ! ........ทนง มันคงสั่ง แทรกแซงเงินบาท.......เอากันแบบ ตายไปข้างหนึ่งเลย....เคยเห็นกันมั๊ยล่ะ ตอนปี 40.....

 
บันทึกการเข้า
นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #7 เมื่อ: 20-12-2006, 12:35 »

วันนี้ดูดีเชียว ตลาดหุ้น
ใครเล่นหุ้น ร่ำรวยบ้างยกมือขึ้น 
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
อมพระมาพูด
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 918


สนิมเกิดแต่เนื้อในตน


« ตอบ #8 เมื่อ: 20-12-2006, 14:17 »

 

ยาแรงจน คนไข้เตียงข้างๆชักกะแด่ก
บันทึกการเข้า

พึงทำความเพียรในวันนี้ ใครเล่าจะรู้วันตายในวันพรุ่ง
นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #9 เมื่อ: 20-12-2006, 14:40 »

ได้เวลาคนไทยถือหุ้นได้ ปตท ปูน ธนาคาร....เพื่อเก็บกำไร ใส่กระเป๋าคนไทยด้วยกันแร้วจ้า
หุ้นดีราคาถูก เพื่อคนไทย...
ไอ้พวกคนไทยสมคบต่างชาติ และพวกต่างชาตินักเก็งกำไร โดนยาเบื่อ
หนอยๆๆจะจ้อง ...ทำลายเศรษฐกิจไทย ไปเลย ออกไป๊ ...

โย่ว!! เฝ้าระวังกันต่อไป ดีๆน๊า.. นี่แค่ ยกแรก
 
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 20-12-2006, 18:18 »

ต้องลาออกครับ ไม่ใช่เพราะการออกมาตรการ แต่เป็นการส่งสัญญาณที่สับสน ทำให้เสียความน่าเชื่อถือ

แต่ไม่คิดว่าการลดดอกเบี้ยจะได้ผลในการสกัดการเก็งกำไรครับ เพราะคนที่จะเข้ามาเก็งกำไร เข้ามาทีผลตอบแทนอย่างห่วยๆก็เป็นสิบเปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน  แต่คุณลดดอกเบี้ยไป 1%/ปี มันก็ไม่สะเทือนสิครับ ในขณะที่ยังไงความเชื่อทั้งโลกเชื่อว่าดอลล่าร์ต้องไหลลงอยู่แล้ว ในขณะที่ดอกเบี้ยที่ลดลงตลาดหุ้นพุ่งขึ้นมา ก็เท่ากับยิ่งไปช่วยการเข้ามาเก็งกำไรอีก แล้วมันจะส่งผลไปที่เงินเฟ้อได้

เมื่อวานนี้ ดร.ชาติชัย พาราสุข เสนอมาตรการที่กึ่งกลาง คือ ให้เก็บ capital gain tax และปรับเปลี่ยนอัตราตามสถานการณ์ อันนี้เข้าท่ากว่าทั้งดอกเบี้ยและ retained deposit เยอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2006, 18:52 โดย ThaiTruth » บันทึกการเข้า

ไม่อยากสมานฉันท์กับคนชั่ว
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 592


เตือนให้นึกถึง Icarus ผู้ไม่ประมาณตน


« ตอบ #11 เมื่อ: 20-12-2006, 21:49 »

ปรกติเราแยกประเภท transaction ได้ไหมครับ ว่าอันไหนเป็นการลงทุน
อันไหนเป็นการเก็งกำไรประเภทก้อนใหญ่เข้าเร็วออกเร็ว
ถ้ากำหนด scope ได้ชัดๆ ก็ใช้ยาแรงได้ครับ
บันทึกการเข้า
นู๋เจ๋ง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,877



« ตอบ #12 เมื่อ: 20-12-2006, 23:24 »

ครั้งนี้ ไม่ใช่ผลงาน หม่อมอุ๋ยเพียงคนเดียว
มีการเฝ้าจับตาของนักเศรษฐศาสตร์ของประเทศ 
และคลังสมองของ วปอ ที่ช่วยกัน ป้องกัน เรื่องความมั่นคง และ การโจมตีค่าเงิน 
เป็นการกระทำที่ทันต่อเหตุการณ์
ไม่ใช่รอให้ วัวหายแล้วล้อมคอก
ครั้งนี้ เราตั้งรับ และ ทำได้ ถูกเวลา ถูกสถานการณ์เลยล่ะค่ะ

อย่ามองแค่เงินในกระเป๋าใครบางกลุ่ม แต่การตัดสินใจใช้มาตรการครั้งนี้ ต้องทำเพื่อปกป้องเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านการเงินของประเทศชาติค่ะ

ไอ้หน้าเหลี่ยม + นายโซรอส ..
ขอตะโกนดังๆ ว่า ไอ้เลวคู่นี้  อย่าให้เจอ !!!
บันทึกการเข้า

~จะแน่วแน่...แก้ไข...ในสิ่งผิด~
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #13 เมื่อ: 20-12-2006, 23:35 »

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เราไม่อาจทราบ

ข้อมูลลึกๆวงใน ว่ามีเหตุผลอันสมควรอย่างไรที่ตัดสินใจเช่นนี้

คาดว่าบังเอิญที่เกิดการ แพนนิคในตลาดหุ้นครั้งนี้แบบโอเวอร์ รีแอค

น่าจะมีไอ้โม่งมาผสมโรงทุบตลาดด้วย

มันเลยเป็นเรื่องใหญ่ เลยต้องกลับลำตั้งตัวใหม่โดยผ่อนปรนในเรื่องตลาดทุนไว้ก่อน

ต้องดูกันยาวๆต่อไปมังคะ ก่อนจะสรุปได้ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
Me.
สมาชิกสามัญขั้นที่ 3
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 153


« ตอบ #14 เมื่อ: 21-12-2006, 01:39 »

เห้อออ หน้ามืดตามัว เห็นถูกเป็นผิด ที่ไปไล่ต่างชาติ ออกจากประเทศ....

รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ระบบอุตสาหกรรมของไทย 95 % เป็นการลงทุนของต่างชาติ

อยากให้ต่างชาติถอนทุนไปหมด ?

ล่าสุดเค้าก็ออกมาขอโทษว่านโยบายที่ออกมาเป็นนโยบายที่ผิดพลาด ...... ประเทศไทยไม่ใช่ที่มาลองผิดลองถูก

พวกที่นั่งเชียร์อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ได้ดูเนื้อหาของนโยบายไม่ได้ดูผลของการกระทำมองแต่ตัวบุคคล
พวกนี้มันสมองน้อย ๆ จริง
บันทึกการเข้า
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,042



« ตอบ #15 เมื่อ: 21-12-2006, 01:57 »

เค้าคงแค่ต้องการสกรีนพวกที่เก็งกำไร แบบเข้าไวออกไว

และหรือ ต้องการนักลงทุนระยะกลาง ถึงระยะยาวมากกว่า

 ส่วนพวก Daytrade แค่หาเช้ากินบ่าย ยังไม่นับรวมพวกหิวกระหาย

ที่จ้องโจมตีค่าเงินบาท ยังไม่นับพวกผสมโรง หวังดีประสงค์ร้าย

อีกนะเนี่ย ดีแล้วที่แก้ไขสถานการณ์ได้ทัน ไม่งั้นเราต้องกลายเป็น

ต้มโคล้งปลากรอบ ดีซีส อีกรอบนึงแหงมๆ
บันทึกการเข้า

***ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินเปรียบเสมือนเรือ ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ

      น้ำพยุงเรือให้แล่นไปได้ และน้ำก็จมเรือได้เช่นกัน***
คนไทยคนหนึ่ง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 744


« ตอบ #16 เมื่อ: 21-12-2006, 05:53 »

เห็นด้วยกับ คุณ Bonny และคุณ นู๋เจ๋งครับ เป็นมาตรการที่ดีแต่ 30% มันเกินไปจริงๆ เหมือนขายของแล้วแกล้งบอกราคาให้แพงเวอร์เพื่อให้คนไม่ซื้อ แบบไม่ต้องคิดเลยว่าจะมาลงทุนหรือเปล่า ต้องการจะปิดประเทศหรือเปล่าครับ ถ้าต้องการปิดประเทศเพื่อให้ตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าใช่อันนี้ก็แสดงว่าตีความเศรษฐกิจพอเพียงผิดไปแล้ว เพราะเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่จะอยู่คนเดียวไม่สนใจใครในโลกนี้ อันนี้ตึงเกินไปไม่พอดีผิดหลักการเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ
บันทึกการเข้า
ซารุโทบิ ซาสุเกะ
สมาชิกสามัญขั้นที่ 2
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 72


ผู้ตื่นในยามที่ผู้คนหลับไหล


« ตอบ #17 เมื่อ: 21-12-2006, 07:04 »

เห็นด้วยกับ คุณ Bonny และคุณ นู๋เจ๋งครับ เป็นมาตรการที่ดีแต่ 30% มันเกินไปจริงๆ เหมือนขายของแล้วแกล้งบอกราคาให้แพงเวอร์เพื่อให้คนไม่ซื้อ แบบไม่ต้องคิดเลยว่าจะมาลงทุนหรือเปล่า ต้องการจะปิดประเทศหรือเปล่าครับ ถ้าต้องการปิดประเทศเพื่อให้ตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าใช่อันนี้ก็แสดงว่าตีความเศรษฐกิจพอเพียงผิดไปแล้ว เพราะเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่จะอยู่คนเดียวไม่สนใจใครในโลกนี้ อันนี้ตึงเกินไปไม่พอดีผิดหลักการเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ

เนียนนะ เอาสองเรื่องมายำกัน เกาะคนดังอีกต่างหาก
บันทึกการเข้า

ชิโนบิโนะโมโนะ โดยเขียนในคันจิว่า 忍者 โดยตัวอักษรแรก 忍 (นิน) หมายถึง "คงทน" โดยในภายหลังคำนี้ได้มีความหมายเพิ่มเติมหมายถึง "การซ่อนตัว" และ "การขโมย" โดยตัวอักษรที่สอง 者 (จา) หมายถึง "บุคคล" นอกจากนี้ได้มีภาษาจีนได้กล่าวถึงนินจาว่า 林鬼 (หลินกุ้ย) ซึ่งหมายถึง ปีศาจในป่า
กาลามชน
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 717


« ตอบ #18 เมื่อ: 21-12-2006, 08:19 »

อุ๋ย ไม่เก่ง ... ใช่เลย

ต่างชาติเตรียมโจมตีค่าเงิน...  เป็นเรื่องจริง

เราต้องเตรียมการป้องกันในวันนี้... เป็นเรื่องถูกต้อง

อุ๋ย ทำถุกต้องแล้ว...  ไม่ใช่

เพราะมาตรการ ไม่ได้มีแต่วิธีนี้เท่านั้น มาตรการอื่นก็มี แต่อุ๋ยไม่ใช้ เหมือนหมอวินิจฉัยโรคถูก แต่ให้ยาผิด ให้ยาแรงเกินขนาด คนไข้ชักแหงกๆ ดีว่าไม่ดื้อดึง ยอมเปลี่ยนยา คนไข้ก็เลยรอดมาได้ในสภาพเกือบโคม่า

ไม่ควรไปชมเชยยกย่อง อุ๋ย.. ประเดี๋ยวคนผิดจะได้ใจ
บันทึกการเข้า
varada
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,193



เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 21-12-2006, 16:32 »

ลองผิดลองถูก แต่สิ่งที่แกลองนั้นมันแรงไป
รถแหกโค้งตกข้างทางมาแล้ว ตอนนี้ต้องแกนั่นแหล่ะ
เข็นกลับขึ้นไปให้วิ่งต่อได้
บันทึกการเข้า
AsianNeocon
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,277


中華萬歲﹗ LONG LIVE CHINA!


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 21-12-2006, 17:06 »

ลองผิดลองถูก แต่สิ่งที่แกลองนั้นมันแรงไป
รถแหกโค้งตกข้างทางมาแล้ว ตอนนี้ต้องแกนั่นแหล่ะ
เข็นกลับขึ้นไปให้วิ่งต่อได้

วันนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ไปการันตีหม่อมอุ๋ย โดยบอกว่าไม่ใช่เป็นการตัดสินใจกลับไปกลับมา ผมว่าตรงนี้อันตรายมาก เพราะท่านตัดโอกาสตัวเองออกไปอีกแล้ว
บันทึกการเข้า

คนไทยคนหนึ่ง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 744


« ตอบ #21 เมื่อ: 21-12-2006, 20:14 »

คุณ : ซารุโทบิ ซาสุเกะ ครับ มันเป็นความคิดเห็นของผมครับและผมไม่จำเป็นต้องเกาะคนดังด้วย
บันทึกการเข้า
คนไทยคนหนึ่ง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 744


« ตอบ #22 เมื่อ: 21-12-2006, 21:01 »

อีกอย่าง หม่อมอุ๋ยและ ธปท.ทราบครับว่ามาตการนี้แรงมากๆ ขนาดพอประกาสมาตการนี้เสร็จหม่อมอุ๋ยต้องไปบนศาลพระพรหมที่กระทรวงเลยนะครับ แต่หม่อมอุ๋ยและ ธปท.ก็ยังเลือกใช้มาตการนี้แทนมาตการอื่นที่อ่อนกว่านี้ ไม่มีใครสงสัยกันบ้างหรือครับว่าทำไมถึงเลือกมาตการนี้ทั้งๆที่รู้ว่าจะมีผลกระทบรุนแรงมากๆ
บันทึกการเข้า
คนไทยคนหนึ่ง
ขาประจำขั้น 2
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 744


« ตอบ #23 เมื่อ: 21-12-2006, 21:19 »

ขนาดคูณ อัมมาร สยามวาลา ยังรู้สึกเหมือนผมเลย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทีดีอาร์ไอตำหนิ"อุ๋ย-ธาริษา"ต้องบริหารนโยบายการเงินให้รอบคอบกว่านี้
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 ธันวาคม 2549 15:56 น.

อัมมาร สยามวาลา” แนะธปท. กำหนดนโยบายการเงินต้องรอบคอบมากขึ้น ควรใช้มาตรการอัตราดอกเบี้ยก่อน ตำหนิ ทำไมต้องใช้มาตรการรุนแรงทันที ทั้งที่ควรจะเป็นมาตรการสุดท้าย พร้อมให้รัฐบาลสร้างความชัดเจนด้านนโยบายการลงทุนว่าต้องการนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ และควรให้เวลานอมินีปรับตัว 3-5 ปี
       
       นายอัมมาร สยามวาลา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทจนส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นว่า ความจริงแล้ว ธปท.ควรใช้มาตรการอัตราดอกเบี้ย เพราะขณะนี้ดอกเบี้ยในประเทศไทยสูงเกินไป ทำให้มีเงินไหลเข้ามามาก แต่เสียดายที่ไปใช้มาตรการที่รุนแรงเสียก่อนจึงส่งผลกระทบทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นจำนวนมาก ดังนั้น ธปท.จะต้องรอบคอบมากกว่าที่ผ่านมาในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ที่เป็นปัญหาคือค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าเงินตราสกุลอื่นในภูมิภาค ทำให้ ธปท.ต้องเข้าไปบริหารจัดการ ความจริงมาตรการที่ ธปท.ประกาศใช้ ไม่ใช่ไม่ดี แต่เป็นมาตรการรุนแรงที่หลายประเทศหลีกเลี่ยงที่จะใช้ ถ้าไม่จำเป็นที่สุด ส่วนใหญ่จะใช้เป็นมาตรการสุดท้าย
       
       ส่วนกรณีที่ประเทศไทยกำลังมีการทบทวนกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวโดยให้เวลาการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นกรณีการถือหุ้นแทน (นอมินี) ภายใน 6 เดือนนั้น นายอัมมาร กล่าวว่า เงื่อนไขเวลาดังกล่าวไม่เพียงพอแน่นอน และทำให้เกิดความสับสนสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลต้องการเงินทุนจากต่างประเทศ แต่พฤติกรรมทางสังคมกลับทำเหมือนรังเกียจนักลงทุนต่างประเทศ จึงควรให้เวลาสำหรับการปรับตัวของนักลงทุนทั้งต่างประเทศและไทย 3-5 ปี
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จาก
เวป Mannager on line
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9490000156208
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า
*bonny
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,459



« ตอบ #24 เมื่อ: 22-12-2006, 07:56 »

      
       ส่วนกรณีที่ประเทศไทยกำลังมีการทบทวนกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวโดยให้เวลาการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นกรณีการถือหุ้นแทน (นอมินี) ภายใน 6 เดือนนั้น นายอัมมาร กล่าวว่า เงื่อนไขเวลาดังกล่าวไม่เพียงพอแน่นอน และทำให้เกิดความสับสนสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลต้องการเงินทุนจากต่างประเทศ แต่พฤติกรรมทางสังคมกลับทำเหมือนรังเกียจนักลงทุนต่างประเทศ จึงควรให้เวลาสำหรับการปรับตัวของนักลงทุนทั้งต่างประเทศและไทย 3-5 ปี
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จาก
เวป Mannager on line
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9490000156208
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การเปลี่ยนนอมินีเป็นตัวจริงนี่แหละ จะเป็นปัญหาของตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตแน่นอน ผมคาดว่า จะมีแรงเทขายจำนวนมากของนายนอมินีให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่ถือแทน  ตลาดหุ้นไทยยังไม่พ้นวิกฤตินะครับ

..........................................

ส่วนกรณีอุ๋ยและธปท.คาดการณ์ผิดนั้น  ผมว่า คงไม่ใช่มีแค่อุ๋ยและธปท.หรอกครับ  มืออาชีพทั้งหลายก็ไม่คาดคิดว่า ผลกระทบมันจะรุนแรงถึงขนาดนี้  แม้แต่ต่างชาติเองก็เหอะ  แรกๆ อาจแค่คิดว่า ลดสัดส่วนลงมาครึ่งหนึ่ง แต่ต่างชาติทุกคนคิดเหมือนกันหมดนี่สิ  เลยทำให้เกิดPanic ไปทั้งตลาด

ผมได้รับบทวิเคราะห์ของมืออาชีพที่ส่งให้ผมก่อนตลาดเปิดทำการในวันที่ 19 ธค. แค่สิบห้านาที  มืออาชีพยังวิเคราะห์และแนะนำผิดๆ เลย..

โบรกเกอร์ชื่อดังในตลาดหลักทรัพย์แนะนำให้ทยอยตั้งรับหุ้น โดยดัชนีจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 723-733 จุด

ที่ไหนได้ดัชนีหล่นลงไปเหลือ 622 จุดเท่านั้น  ถ้าผมเชื่อมืออาชีพที่ว่า ป่านนี้เหลือแต่กางเกงในไปแล้ว
บันทึกการเข้า

ประเทศชาติมีภัย  เสรีไทยร่วมกอบกู้
varada
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,193



เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 22-12-2006, 10:46 »

ลองผิดลองถูก แต่สิ่งที่แกลองนั้นมันแรงไป
รถแหกโค้งตกข้างทางมาแล้ว ตอนนี้ต้องแกนั่นแหล่ะ
เข็นกลับขึ้นไปให้วิ่งต่อได้

วันนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ไปการันตีหม่อมอุ๋ย โดยบอกว่าไม่ใช่เป็นการตัดสินใจกลับไปกลับมา ผมว่าตรงนี้อันตรายมาก เพราะท่านตัดโอกาสตัวเองออกไปอีกแล้ว

เห็นเหมือนกันค่ะข่าวนั้น อ่านแล้วก็อดรู้สึกเป็นห่วงท่านไม่ได้ ถึงท่านจะคิดว่าอยู่แค่ช่วงสั้นๆ
แต่การลงจากหลังเสือให้สง่างามนั้นไม่ง่ายเลย

เล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังนิด ที่ทำงานเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ใช่ในรูปแบบบริษัท ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร
กับตลาดหุ้น แต่จะมีการโอนเงินไปมาระหว่างสำนักงานใหญ่และสาขาเช่นกัน

ปกติทางโน้นเค้าจะโอนเป็นThai Bahtมาเลย(คือเค้าแลกเป็นบาทแล้วโอนจากแบงค์กรุงเทพฯที่โน่นมาเลย)
แต่เดือนนี้ ทางโน้นแจ้งมาว่าทำไม่ได้ ต้องโอนเป็นยูเอสเข้ามาเลย ที่จริงแปลกนะ น่าจะต้องรับเงินบาทเข้าไทย
มากๆสิ จะได้ประคองค่าเงินไม่ให้แข็งโป๊กขึ้นไปมากกว่านี้(ขึ้นเฉลี่ยพรวดๆเป็นบาทๆเลย จากที่เคยขึ้นเป็นสตางค์)
แต่นี่กลับไม่ยอมรับบาทเข้าไทย ทางโน้นเค้าก็งง เมืองไทยแต่ไม่ยอมรับเงินโอนไทย
แบงค์ชาติระแวงเกินไปหรือเปล่า


Dear ................
 
..............just called me today to say that trading in Bangkok just got frozen.  So they can't send in Thai Baht.  However, the only solution they have is to send in US$ the full amount I sent to you (US$130,000).  What they don't understand is why Thailand is accepting US$ transfers now and but not THAI BAHT?  I am waiting for her confirmation and I will send it to you.
 
I'll keep an eye on this don't worry.
Thanks
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
    กระโดดไป: