เพราะเป็นสำนวนแผลงๆ เลย คิดเล่น ๆ แต่ เขียน จริง ๆ
หนึ่ง คำว่า บัณฑิต หมายถึง คนดี ประพฤติดีด้วยกาย วาจาและ ใจ (โปรดเปิดพจนานุกรม เพื่อความชัดเจน )
ไม่ได้หมายถึง คนที่มีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ มีความรู้สูง ๆ
แต่หมายถึง คนที่ประพฤติดี ประพฤติชอบ สุจริต ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ได้
..สำหรับความภาคภูมิใจในการที่ได้เป็นข้าราชบริพาร
ให้ผมไปเป็นคนดูดส้วมผมยังภูมิใจเลยครับ และผมจะไม่อายเลยซักนิด หากพ่อผมเป็นคนดูดส้วม...... (อ้างคำพูด อัศวินเจได)
ประโยคนี้จึงแสดงให้เห็นได้ถึงความเป็น คนดี อยู่ที่ความประพฤตสุจริต ดังกล่าวข้างต้น
สอง พาลโดยสันดาน
สมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใด ๆ ก็ตาม ที่เห็นประจักษ์ คือ วจีทุจริต กายทุจริต และทั้งสองจริต
มีคดีในศาล คดี วจีทุจริต อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ (เพราะศาลตัดสินว่า ผิด )
เหตุการณ์ล่าสุดคือ เมื่อ ปปช ให้สัมภาษณ์ ว่าจะคุ้ยคดี ขยะ มาตรวจสอบ
สิ่งที่นายสมัครพูด.....(คงหาอ่านกันได้ )
สรุปใจความได้ว่า ถ้า มรึง คุ้ย กรู ระวัง กรู จะคุ้ย มรึง มั่ง....และ กลายเป็นว่า หาเรื่อง
คำตอบเช่นนี้ สะท้อนความคิดของนายสมัคร ได้ว่า มีการทำความผิดจริง
และเหมือนกับที่ นายเหลี่ยมกับพวกชอบใช้มาอ้างเสมอว่า
ใคร ๆ ก็ทำผิด ทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ใคร ๆ ก็โกงทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น “มรึงว่ากรูโกงได้ กรูก็จะหาว่ามรึงโกงบ้าง”
ซึ่งก็สรุปว่า เป็นพวก โกง ทุจริต กินสินบาท คาดสินบน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ผลประโยชน์ทับซ้อน นโยบายเชิงคอรัปชั่น ฯลฯ
สาม สันดาลพาล
เมื่อมีทุจริตเช่นนี้ ก็แสดงว่า เป็นคนพาล แม้จะมีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ ก็ไม่ช่วยให้ได้ชื่อว่าเป็น บัณฑิต
และหากความคิดเช่นนี้ มีอิทธิพลในสังคม หายนะ และความวิบัติ จึงเกิดกับสังคมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะนี่คือ นิสัยคนพาล สังคมพาล
หลักฐานจาก โพล์ที่แสดงว่า เยาวชนจำนวนหนึ่งเห็นว่า โกงได้ไม่เป็นไร การมีผู้นำเช่นนี้ จึงทำให้สังคม วิบัติ
สังคมจึงต้องช่วยกัน ส่งเสริม ผู้นำให้มีคุณธรรม จริยธรรม ด้วยจิตสำนึกของตน
และแม้ว่า ในอดีตและปัจจุบัน เราได้แต่ ผู้นำทุจริต แต่ก็ไม่ใช่ เหตุผล ให้สังคมยอมรับว่า โกง ก็ได้ ไม่เป็นไร
อันเป็นความคิดของ คนพาล และเมื่อ คนพาล + อำนาจเงิน ความวิบัติล่มสลาย จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ขออ้างอิง กระทู้ของคุณ เพลย์บอยตกอับ กระทู้ ปลาไหล..... นายทักษิณ เป็น ผู้มี วจีทุจริต อย่างชัดเจน
จากบทสัมภาษณ์กับคลิปวีดีโอ ไม่นับ คดี ทุจริต อีกหลาย ๆ คดี นายทักษิณ จึงผู้นำ คนพาล
และด้วย มโนกรรมชั่ว จึงมี วจี กายกรรม ชั่ว คนจึงมักเปรียบ ว่า เป็นตัวเงินตัวทอง
สี่ บัณฑิต ในสถานการณ์เดียวกัน
หากเป็น บัณฑิต ย่อมพูดว่า “ เชิญตรวจสอบได้ ผมไม่มีอะไรต้องกลัว....” หรือ
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีให้ตรวจสอบ ผู้คนที่กล่าวหากันลอย ๆ จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง “
เพราะนิสัย บัณฑิต ย่อมไม่ทำในเรื่องชั่วช้า จึงไม่หวั่นไหว เช่น ท่านสามารถ ราชพลสิทธิ์ และอีกหลาย ๆ คนที่ต้องให้คดีไปถึงศาลเพื่อปกป้องชื่อเสียงเกรียติยศของตนและวงศ์ตระกูล
แต่อีกหลาย ๆ คน ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ (จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม) จำเป็นต้อง อดทน อดกลั้น อย่างสูงสุด
ซึ่งก็เป็นคุณสมบัติอันประเสริฐของ “บัณฑิต”
ห้า คนพาล ย่อมเลือกคนพาล มาเป็น คนรับใช้ บรรพบุรุษย่อมถูกก่นด่าประณามอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้
คนพาลแหล่านี้ ไม่ได้ต้องการเหตุผล หรือ ความถูกต้อง ต่อให้หาหลักฐานมาแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์
ก็ไม่ยอมรับว่า ตนเองนั้น ได้ประพฤติกาย วจี มโน ทุจริต
และคนจำพวกนี้จึงมักแสวงหาอำนาจ ยศฐา เพื่อใช้ “อำนาจ” แสดงและปกปิดความผิดของตน
ซึ่งคนเหล่านี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ คนที่มารับใช้นั้น เป็นคน พาล เหมือนกัน คนเลว จึงเลือกใช้คนเลว ด้วยกัน
สำนวนไทยจึง พูดว่า ฝนตกขี้มูกไหล คนจั***มาพบกัน
หก บัณฑิต ย่อมไม่กลัวอำนาจใด ๆ
หากในสังคมใด ผู้คนไม่กลัวเกรง อำนาจ อันมาจาก ตำแหน่งและยศฐา แล้ว
คนใช้อำนาจในทางที่ ผิด ก็ไม่สามารถจะใช้ อำนาจ นั้นได้อย่างที่คิด
ซึ่งข้อนี้ .... จะหาผู้กล้า มาตรวจสอบ คนพาล เป็นเรื่องที่ยากมาก เหมือน งมเข็มในมหาสมุทร ฉันใด ฉันนั้น
ดังนั้นการมี คตส เป็นผู้กล้าในสังคมไทย ขณะนี้ จึงสมควรได้รับการสรรเสริญเชิดชูความเป็นผู้กล้า
กล้าหาญ อาสา เข้ามาตรวจสอบ คนพาลที่มีอำนาจ และลูกหลานบรรพบุรุษย่อมได้รับอานิสงส์เช่นนี้ด้วยเช่นกัน
(อย่างน้อย ประธาน คมช ก็กล้าพูดว่า คตส คือ ผู้กล้าและ ปชช จะข้างผู้กล้า แน่นอน
จากคำสัมภาษณ์ในรายการ ยามฯ ของวิทยุ ผจก เมื่อคืนวันพุธ)
ในทางกลับกัน คนพาล ที่ใช้อำนาจ ฉ้อราษฎร์บังหลวง แสวงหาผลประโยชน์เพื่อพรรคพวกญาติเครือ
ลูกหลานบรรพบุรุษ ก็ย่อมต้องได้รับการสาปแช่งไปด้วย เช่นเดียวกัน
อันเป็น กฎธรรมาชาติของสัตว์โลก ที่เรียกว่า คน
เจ็ด สำนวนแผลง ๆ คบคนพาลถ้าจริงใจก็ไม่ผิด คบบัณฑิตไม่จริงใจก็ไร้ผล
ทำใหคิดเล่น ๆ ว่า ้ พวกคนพาล เอาไปอ้างอิง ในการโกงเสมอ คอรัปชั่น เป็น ทุจริต ผิด ก.ม
แต่พวกนี้ชอบ แผลง ตะแบง แถ ว่า เอาใบเสร็จมา ดู
เหมือน พวก นัก ก.ม. ตีนโรงตีนศาล ที่ ตะแบง ตีความ ก.ม. ช่วยคนพาล คนชั่ว
เพื่อผลประโชนช์ส่วนตน (เห็นแก่เงิน ว่าตรง ๆ ทนายขายตัว ทนายเนรคุณ)
ถ้า คน มี คุณสมบัติ ที่ดี มีความจริงใจ ย่อมเป็นบัณฑิตได้
หาก ไม่จริงใจแล้ว ก็ไม่ใช่ บัณฑิต แต่เป็น คนพาล
สุภาษิตว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
จึงมีความเป็นเหตุเป็นผลกัน และเป็นคุณธรรมประเสริฐข้อหนึ่งในหลาย ๆข้อ
แปด จริงใจ หรือ จริงโจ้
่การที่นายสมัคร ชอบพูดว่า ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมา คิดอย่างไร ก็พูดอย่างนั้น ไม่ดัดจริต...
ไม่ใช่ ลักษณะ ของความจริงใจ แต่เป็นลักษณะของคน ไม่รู้จักกาลเทศะ
ซึ่งมักจะมีอยู่ในเยาวชน มากกว่าจะมีอยู่ในตัวของ คนแก่ ไม้ใกล้ฝั่ง
อันแสดงถึงความทุเรศ น่าสมเพช เวทนา มากกว่า จะเรียกว่า ความจริงใจ
ดังนั้น จึงเข้าสำนวน ว่า แก่กะโหลกกะลา และ ทุจริตประพฤติมิชอบ ก็เรียกว่า พวกคดในข้อ งอในกระดูก
หรือเมื่อมีอำนาจ ก็อวดอำนาจนั้น แบบสำนวน กิ้งก่าได้ทอง ที่คิดว่า ปชช ก้มกราบ มัน
ไม่รู้ว่า กราบ พระราชาที่ประทับบนวอ เพราะ คนพาล ย่อมไม่มีปัญญา มีแต่สันดาน พาล
เก้า คนรับใช้ จึงเป็น บัณฑิต
ประโยคที่ว่า.... ..สำหรับความภาคภูมิใจในการที่ได้เป็นข้าราชบริพาร
ให้ผมไปเป็นคนดูดส้วมผมยังภูมิใจเลยครับ และผมจะไม่อายเลยซักนิด หากพ่อผมเป็นคนดูดส้วม
คนรับใช้ คนนี้มีความประพฤติดี ย่อมเป็น บัณฑิตได้
เมื่อพ่อเป็น บัณฑิต ย่อมอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นบัณฑิตได้เช่นกัน
หากแต่เมื่อลูกเห็นผิดเป็นชอบแล้ว ผู้คน คนมีปัญญา ย่อมเข้าใจ และแยกแยะได้ ว่า
ลูกมีนิสัยพาลเกเร ไม่เกี่ยวกับบิดา
หากครอบครัวใด มีบุตรเช่นนี้ ย่อมแสดงถึง กรรมที่ต้องร่วมกันเผชิญชะตากรรม
และบิดา เช่นนี้ ก็ย่อมสั่งสอนบุตรธิดาคนอื่น ๆ ได้ เพราะความเป็น บัณฑิต ที่เห็นเป็นประจักษ์
แต่หากครอบครัวใดที่ พ่อ เป็นพาล และลูกก็เป็นพาลเช่นเดียวกับพ่อ สำนวนไทยมีกล่าวว่า พ่อแม่ไม่สั่งสอน
เหล่าผู้มีปัญญา จึงควรแยกแยะให้ชัดเจน
คิดเล่น ก็เป็นจริงได้
